Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Physical Sciences and Mathematics (12184)
- Medicine and Health Sciences (10310)
- Social and Behavioral Sciences (10085)
- Education (6160)
- Arts and Humanities (6083)
-
- Life Sciences (5929)
- Engineering (5722)
- Law (3786)
- Computer Sciences (3629)
- Psychology (2846)
- Earth Sciences (2673)
- Medical Specialties (2623)
- Environmental Sciences (2002)
- Business (1897)
- Plant Sciences (1845)
- Medical Sciences (1763)
- Public Health (1666)
- Sociology (1646)
- Agronomy and Crop Sciences (1557)
- Agricultural Science (1531)
- Soil Science (1529)
- Artificial Intelligence and Robotics (1501)
- Plant Biology (1493)
- Plant Pathology (1470)
- Weed Science (1469)
- Higher Education (1434)
- Nursing (1398)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (1262)
- History (1178)
- Chemistry (1081)
- Institution
-
- University of Kentucky (2079)
- University of Texas at Arlington (1715)
- Liberty University (1457)
- The Texas Medical Center Library (1423)
- Walden University (1345)
-
- Arkansas State University (1160)
- Utah State University (956)
- University of Montana (872)
- Singapore Management University (868)
- Old Dominion University (793)
- University of Arkansas, Fayetteville (764)
- University of South Carolina (710)
- Edith Cowan University (705)
- University of New Mexico (705)
- University of Plymouth (697)
- Kennesaw State University (687)
- City University of New York (CUNY) (648)
- University of Texas Rio Grande Valley (640)
- Asbury Theological Seminary (635)
- University of Mississippi (630)
- Design Research Society (605)
- Purdue University (590)
- Nova Southeastern University (583)
- Brigham Young University (578)
- New Jersey Institute of Technology (573)
- Portland State University (571)
- University of Nebraska - Lincoln (552)
- Western Kentucky University (549)
- University of Central Florida (545)
- Missouri University of Science and Technology (542)
- Keyword
-
- Humans (1326)
- Female (875)
- Male (818)
- Mental health (530)
- Adult (505)
-
- Education (480)
- Machine learning (476)
- Middle Aged (475)
- Artificial intelligence (432)
- Aged (393)
- Animals (345)
- COVID-19 (333)
- ICTS (Institute of Clinical and Translational Sciences) (301)
- Machine Learning (287)
- Higher education (281)
- Resilience (274)
- Depression (262)
- Sustainability (262)
- Undergraduate (258)
- United States (251)
- Artificial Intelligence (245)
- Anxiety (244)
- Gender (239)
- Stress (237)
- Burnout (233)
- Trauma (225)
- Adolescent (224)
- Deep learning (224)
- Climate change (220)
- Leadership (216)
- Publication
-
- Theses and Dissertations (2043)
- IGC Proceedings (1977-2023) (1453)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (1260)
- Doctoral Dissertations and Projects (1101)
- All Approved Curriculum (896)
-
- Faculty, Staff and Student Publications (738)
- Electronic Theses and Dissertations (727)
- Research outputs 2022 to 2026 (649)
- Research Collection School Of Computing and Information Systems (589)
- Dissertations (574)
- Faculty Publications (565)
- University of Montana Course Syllabi, 2021-2025 (554)
- The Shorthorn Newspaper Collection: 1970s (545)
- Syllabi (534)
- Faculty, Staff and Students Publications (491)
- Theses (484)
- Honors Theses (456)
- Defensive Publications Series (431)
- International Journal of Exercise Science: Conference Proceedings (372)
- IASDR Conference Series (370)
- 2020-Current year OA Pubs (356)
- Master's Theses (352)
- Neutrosophic Sets and Systems (351)
- Masters Theses (345)
- Silver Bow Creek/Butte Area Superfund Site (322)
- Faculty Scholarship (315)
- Graduate Thesis and Dissertation post-2024 (284)
- Graduate Theses and Dissertations (277)
- Tax Adviser (265)
- Coal Geology & Exploration (264)
- Publication Type
Articles 67021 - 67050 of 67393
Full-Text Articles in Entire DC Network
อิทธิพลของการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมในความสัมพันธ์แบบทางเดียวผ่านสื่อและความสัมพันธ์แบบเผชิญหน้าที่มีต่อสุขภาวะทางจิตในผู้ใหญ่วัยเริ่มที่ชื่นชอบศิลปิน, กนกนันท์ เหลี่ยมไธสง
อิทธิพลของการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมในความสัมพันธ์แบบทางเดียวผ่านสื่อและความสัมพันธ์แบบเผชิญหน้าที่มีต่อสุขภาวะทางจิตในผู้ใหญ่วัยเริ่มที่ชื่นชอบศิลปิน, กนกนันท์ เหลี่ยมไธสง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบอิทธิพลของการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมในความสัมพันธ์แบบทางเดียวผ่านสื่อ และความสัมพันธ์แบบเผชิญหน้า ที่สามารถร่วมกันอธิบายสุขภาวะทางจิตในกลุ่มวัยผู้ใหญ่วัยเริ่มที่ชื่นชอบศิลปิน กลุ่มตัวอย่างคือผู้ใหญ่วัยเริ่มที่ชื่นชอบศิลปินและเข้าร่วมกิจกรรมของแฟนคลับ อายุ 18-29 ปี จำนวน 202 คน ผ่านการตอบแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามการรับรู้การสนับสนุนทางสังคม ที่แบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านอารมณ์และข้อมูล ด้านความรู้สึก และปฏิสัมพันธ์ทางสังคมเชิงบวก ทั้งในรูปแบบความสัมพันธ์แบบทางเดียวผ่านสื่อ และความสัมพันธ์แบบเผชิญหน้า และแบบสอบถามสุขภาวะทางจิต ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยแบบลำดับขั้น ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้การสนับสนุนทางสังคมในความสัมพันธ์แบบเผชิญหน้าทั้งสามด้าน มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับสุขภาวะทางจิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรับรู้การสนับสนุนทางสังคมด้านความรู้สึกในความสัมพันธ์แบบเผชิญหน้าเป็นตัวแปรที่สามารถอธิบายสุขภาวะทางจิตได้ดีที่สุด ในส่วนการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมในความสัมพันธ์แบบทางเดียวผ่านสื่อไม่สัมพันธ์กับสุขภาวะทางจิต และไม่สามารถอธิบายสุขภาวะทางจิตได้มากขึ้นเมื่อพิจารณาร่วมกับการรับรู้การสนับสนุนแบบเผชิญหน้า การศึกษานี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมในความสัมพันธ์แบบเผชิญหน้าต่อสุขภาวะทางจิตของผู้ใหญ่วัยเริ่มที่ชื่นชอบศิลปิน ซึ่งการสนับสนุนทางสังคมจากความสัมพันธ์แบบทางเดียวยังไม่สามารถทดแทนการสนับสนุนทางสังคมในความสัมพันธ์แบบเผชิญหน้าได้ทั้งหมด แต่อาจช่วยผู้ใหญ่วัยเริ่มเหล่านี้ปรับอารมณ์โดยลดอารมณ์ทางลบ และเพิ่มอารมณ์ทางบวกได้โดยไม่ต้องพึ่งพิงบุคคลอื่น ๆ ที่อาจจะมีภารกิจไม่สามารถให้การสนับสนุนทางสังคมได้ทันที
รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของความรอบรู้ทางด้านสุขภาพ และความรอบรู้อิเล็กทรอนิกส์ทางด้านสุขภาพ ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมสุขภาพ ของประชากรวัยแรงงานที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานของประเทศไทย, เชาวรินทร์ คำหา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์ปัจจัยทางประชากรศาสตร์ สังคมและเศรษฐกิจ ที่มีผลต่อพฤติกรรมสุขภาพ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ ความรอบรู้อิเล็กทรอนิกส์ทางด้านสุขภาพ การเข้าร่วมกิจกรรมทางด้านสุขภาพ และการใช้อิเล็กทรอนิกส์ทางด้านสุขภาพ ในประชากรวัยแรงงานไทยที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน และ (2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างปัจจัยทางประชากรศาสตร์ สังคมและเศรษฐกิจ การเข้าร่วมกิจกรรมทางด้านสุขภาพ การใช้อิเล็กทรอนิกส์ทางด้านสุขภาพ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และความรอบรู้อิเล็กทรอนิกส์ทางด้านสุขภาพ กับพฤติกรรมสุขภาพของประชากรวัยแรงงานไทยที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชากรไทยอายุ 35 - 59 ปี ที่เสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน 3,766 คน สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอนครอบคลุม 12 เขตสุขภาพ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่พัฒนาขึ้น ในเดือนกรกฎาคม – กันยายน 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ถดถอยเชิงอันดับพหุคูณ และการวิเคราะห์โมเดลสมการเชิงโครงสร้างผลการศึกษาพบว่า ตัวอย่างส่วนใหญ่มีพฤติกรรมสุขภาพอยู่ในระดับปานกลางอยู่ในระดับเดียวกับความรอบรู้อิเล็กทรอนิกส์ทางด้านสุขภาพ การเข้าร่วมกิจกรรมทางด้านสุขภาพ และการใช้อิเล็กทรอนิกส์ทางด้านสุขภาพ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 45.61, ร้อยละ 45.67, ร้อยละ 48.70, ร้อยละ 43.84 และร้อยละ 46.60 ตามลำดับ และปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมสุขภาพ ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส การประกอบอาชีพ รายได้ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ ความรอบรู้อิเล็กทรอนิกส์ด้านสุขภาพ การเข้าร่วมกิจกรรมทางด้านสุขภาพ การใช้อิเล็กทรอนิกส์ทางด้านสุขภาพ ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างปัจจัยทางประชากร เศรษฐกิจและสังคม การเข้าร่วมกิจกรรมทางด้านสุขภาพ การใช้อิเล็กทรอนิกส์ทางด้านสุขภาพ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และความรอบรู้อิเล็กทรอนิกส์ทางด้านสุขภาพ กับพฤติกรรมสุขภาพ พบว่า โมเดลที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกลมกลืนของข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ²= 9743.41, p-value = 0.07, RMSEA = 0.02, CFI = 0.98, TLI = 0.96, SRMR = 0.04, R2= 0.96) ข้อค้นพบครั้งนี้ จะนำไปสู่การออกแบบกิจกรรมแทรกแซงทางสุขภาพที่เหมาะสมต่อไป
การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์เมืองและการวิเคราะห์แผนการลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ กรณีศึกษาเกาะสีชัง, วิศรุจน์ โรจน์ฤทธิไกร
การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์เมืองและการวิเคราะห์แผนการลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ กรณีศึกษาเกาะสีชัง, วิศรุจน์ โรจน์ฤทธิไกร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กิจกรรมในเขตเมืองมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึงร้อยละ 70 ของการปล่อยทั่วโลก การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ระดับเมืองจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการระบุแหล่งปล่อยหลักและกำหนดนโยบายลดก๊าซเรือนกระจก อย่างไรก็ตาม การศึกษาของประเทศไทยยังขาดความต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเฉพาะทางภูมิศาสตร์และเศรษฐกิจ เช่น เทศบาลตำบลเกาะสีชัง วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแหล่งกำเนิดและปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับเมืองในพื้นที่เทศบาลตำบลเกาะสีชัง และเสนอแนะแผนการพัฒนาเมืองตามแนวทางการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ การศึกษาได้ประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกในปี พ.ศ. 2566 โดยใช้แนวทาง GPC (Global Protocol for Community-Scale Greenhouse Gas Inventories) ครอบคลุมภาคพลังงาน ภาคการคมนาคมขนส่ง ภาคการจัดการของเสีย ภาคกระบวนการอุตสาหกรรม และภาคการเกษตร ป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน ผลการศึกษาพบว่า ปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่อหัวของเทศบาลอยู่ที่ 22.38 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อคน ซึ่งมีค่าสูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของประเทศ แหล่งกำเนิดหลักมาจาก ภาคพลังงาน (เนื่องจากเครื่องปั่นไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงดีเซล) และ ภาคการคมนาคมขนส่ง รวมถึงการจัดการขยะที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ หากไม่มีมาตรการลดก๊าซเรือนกระจก ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มาตรการลดก๊าซเรือนกระจกที่เสนอเพื่อบรรลุเป้าหมายสุทธิเป็นศูนย์ ได้แก่ การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์, การเปลี่ยนเรือโดยสารและรถจักรยานยนต์เป็นระบบไฟฟ้า, การส่งเสริมการคัดแยกขยะเพื่อรีไซเคิลและผลิตเชื้อเพลิงขยะ (RDF) การติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสีย และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว มาตรการเหล่านี้มีศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจกลงได้ถึง 104.2% ซึ่งจะช่วยให้เทศบาลตำบลเกาะสีชังสามารถเข้าสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้ก่อนปี พ.ศ. 2593
การศึกษาผลกระทบและการปรับตัวของผู้นำเข้าสินค้าทางทะเลรูปแบบตู้คอนเทนเนอร์ควบคุมอุณหภูมิในวิกฤตการณ์ทะเลแดง กรณีศึกษาเส้นทางทวีปยุโรปมาประเทศไทย, พิมพ์ณดา ชัยสมบูรณ์สกุล
การศึกษาผลกระทบและการปรับตัวของผู้นำเข้าสินค้าทางทะเลรูปแบบตู้คอนเทนเนอร์ควบคุมอุณหภูมิในวิกฤตการณ์ทะเลแดง กรณีศึกษาเส้นทางทวีปยุโรปมาประเทศไทย, พิมพ์ณดา ชัยสมบูรณ์สกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหา ผลกระทบ และแนวทางการปรับตัวของผู้นำเข้าสินค้าทางทะเลที่ใช้ตู้คอนเทนเนอร์ควบคุมอุณหภูมิ (Reefer Container) ในเส้นทางการนำเข้าจากสหภาพยุโรปมาประเทศไทย ภายใต้วิกฤตการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ทะเลแดง ซึ่งเกิดจากการโจมตีเรือพาณิชย์ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2566 และส่งผลให้สายการเดินเรือต้องหลีกเลี่ยงเส้นทางคลองสุเอซ โดยเปลี่ยนไปใช้เส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ทำให้ระยะทางการเดินเรือเพิ่มขึ้นประมาณ 3,500 ถึง 4,000 ไมล์ทะเล และระยะเวลาการขนส่งยาวขึ้นเฉลี่ย 15 ถึง 30 วัน งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทานรวมทั้งสิ้น 22 ราย ครอบคลุมหน่วยงานภาครัฐ สมาคมและหน่วยงานการศึกษา ผู้นำเข้า ตัวแทนออกของ สายการเดินเรือ และผู้ให้บริการท่าเรือ ผลการศึกษาพบว่าวิกฤตการณ์ทะเลแดงก่อให้เกิดผลกระทบเชิงระบบต่อห่วงโซ่อุปทานของสินค้าควบคุมอุณหภูมิอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของต้นทุนการขนส่งในช่วงร้อยละ 20 ถึง 40 จากค่าระวางเรือ ค่าเบี้ยประกันภัยเส้นทางเสี่ยงสงคราม และต้นทุนเชื้อเพลิง ระยะเวลาการขนส่งที่ยาวและผันผวนมากขึ้นจากเดิมเฉลี่ย 20 ถึง 25 วันเป็น 35 ถึง 55 วัน ส่งผลต่อประสิทธิภาพการหมุนเวียนตู้และภาวะตู้ไม่เพียงพอ ปัญหาด้านเอกสารและพิธีการนำเข้าที่ต้องแก้ไขจากการเปลี่ยนแปลงข้อมูลเรือและกำหนดการเดินเรือ ค่าเสียโอกาสทางธุรกิจจากการพลาดช่วงจำหน่ายของสินค้าอ่อนไหวต่อเวลาและอุณหภูมิ เช่น ผลไม้ เนื้อสัตว์แปรรูป และเวชภัณฑ์ รวมถึงการลดลงของความน่าเชื่อถือของโซ่อุปทานและบริการขนส่ง ซึ่งทำให้คู่ค้าให้ความสำคัญกับความโปร่งใสของข้อมูลและการติดตามสถานะสินค้าแบบเรียลไทม์มากขึ้น ในด้าน แนวทางการปรับตัว ผู้นำเข้ามุ่งใช้กลยุทธ์เพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ผ่านการปรับระดับสินค้าคงคลัง การกระจายแหล่งนำเข้าและเส้นทางขนส่ง การเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสำหรับสินค้าที่อ่อนไหวต่อเวลา การทำสัญญาค่าระวางระยะยาว และ การประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานรัฐเพื่อบริหารจัดการเอกสารให้ทันต่อสถานการณ์ โดยสรุป งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าวิกฤตการณ์ทะเลแดงเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อการนำเข้าสินค้าควบคุมอุณหภูมิจากสหภาพยุโรปมาประเทศไทย และจำเป็นต้องอาศัยการปรับตัวเชิงบูรณาการด้านโลจิสติกส์ การบริหารความเสี่ยง และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว
การประมาณค่าความน่าจะเป็นของการเปลี่ยนสถานะทางสุขภาพ โดยใช้ข้อมูลภาคตัดขวาง จากข้อมูลการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2564 และ 2567, ณัฐธชนพงศ์ เธียรวรคุณ
การประมาณค่าความน่าจะเป็นของการเปลี่ยนสถานะทางสุขภาพ โดยใช้ข้อมูลภาคตัดขวาง จากข้อมูลการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2564 และ 2567, ณัฐธชนพงศ์ เธียรวรคุณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาพลวัตทางสถานะสุขภาพของประชากรสูงอายุมีความสำคัญต่อการเตรียมความพร้อมระบบสาธารณสุขในอนาคต โดยปกติการวิเคราะห์มักใช้แบบจำลองหลายสถานะ (multi-state model) ผ่านข้อมูลการติดตามระยะยาว (longitudinal data) อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาพความจำกัดของข้อมูลประเภทดังกล่าวในประเทศไทย งานศึกษาฉบับนี้จึงได้พัฒนาแบบจำลองหลายสถานะรูปแบบมาร์คอฟ (Markov) โดยประยุกต์ใช้ข้อมูลภาคตัดขวาง จากการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทยสองรอบล่าสุด คือ พ.ศ. 2564 และ 2567 เพื่อประมาณค่าความน่าจะเป็นของการเปลี่ยนสถานะทางสุขภาพ ระหว่างสถานะอิสระ พึ่งพิง และการตาย ในช่วง 3 ปี รวมทั้ง เพื่อคาดประมาณประชากรจำแนกตามสถานะทางสุขภาพ จนถึง พ.ศ. 2579 และประเมินความเป็นไปได้ในการบรรลุเป้าหมาย เรื่องอัตราส่วนประชากรสถานะอิสระต่อประชากรสถานะพึ่งพิง ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ด้านสาธารณสุข ผลการศึกษาพบว่า ความน่าจะเป็นของการคงอยู่ในสถานะอิสระ และการคงอยู่ในสถานะพึ่งพิง จะมีแนวโน้มลดลงเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ในขณะที่ความน่าจะเป็นของการเปลี่ยนสถานะจากอิสระเป็นพึ่งพิงกลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับธรรมชาติของการเสื่อมถอยทางสุขภาพ และการเพิ่มขึ้นของความเสี่ยงในการเสียชีวิต ซึ่งสะท้อนผ่านแนวโน้มของความน่าจะเป็นในการเสียชีวิต ทั้งจากสถานะอิสระและสถานะพึ่งพิง ที่สูงขึ้นตามอายุ โดยในเชิงทฤษฎี ผลการศึกษายืนยันการดำรงอยู่ของปรากฏการณ์ความย้อนแย้งระหว่างการเจ็บป่วยและการเสียชีวิต (morbidity–mortality paradox) กล่าวคือ ประชากรเพศชายมีความน่าจะเป็นของการเสียชีวิตจากสถานะอิสระสูง แต่มีความน่าจะเป็นของการเข้าสู่สถานะพึ่งพิงต่ำ ในขณะที่ประชากรเพศหญิงแม้จะมีแนวโน้มอายุยืนยาวมากกว่า แต่ต้องใช้ชีวิตร่วมกับสถานะพึ่งพิงเป็นระยะเวลานาน นอกจากนี้ สำหรับการประเมินความเป็นไปได้ของอัตราส่วนเป้าหมาย ที่คำนวณจากประชากรคาดประมาณ พ.ศ. 2579 การศึกษาพบว่า อัตราส่วนภาพรวมทุกกลุ่มอายุที่คำนวณได้สูงกว่าเกณฑ์เป้าหมายเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเพศชาย อย่างไรก็ตาม ค่าที่สูงนี้อาจไม่ได้สะท้อนว่าประชากรจะมีสุขภาพดีอย่างแท้จริง เนื่องจากเป็นผลกระทบจากอัตราการเสียชีวิตที่สูง จึงส่งผลให้ตัวหารของอัตราส่วนมีค่าน้อย อีกทั้งเมื่อวิเคราะห์รายกลุ่มอายุกลับพบว่า ประชากรเพศหญิงที่มีอายุ 81 ปีขึ้นไป มีอัตราส่วนต่ำกว่าเกณฑ์เป้าหมาย ผลการศึกษานี้จึงชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการพิจารณารายละเอียดของประชากรอย่างถี่ถ้วน เพื่อค้นหากลุ่มประชากรที่เปราะบางทางสุขภาพ และนำไปสู่การพัฒนานโยบายสาธารณสุขที่เฉพาะเจาะจงสำหรับแต่ละกลุ่มประชากรอย่างแท้จริง
ผลกระทบการเปลี่ยนแปลงทางประชากร ทุนมนุษย์ และความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ, สราวัลย์ ตั้งปัทมชาติ
ผลกระทบการเปลี่ยนแปลงทางประชากร ทุนมนุษย์ และความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ, สราวัลย์ ตั้งปัทมชาติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์แนวโน้มโครงสร้างทางประชากร ทุนมนุษย์ และความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่มีต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลกในช่วงปี ค.ศ. 1960–2020 (2) เปรียบเทียบผลกระทบของปัจจัยดังกล่าวในกลุ่มประเทศที่จำแนกตามสถานะการเข้าสู่สังคมสูงอายุ ณ ปี ค.ศ. 2020 และ (3) เสนอแนะแนวทางเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนภายใต้บริบทสังคมสูงวัย โดยใช้ข้อมูลพาเนลแบบไม่สมดุล (Unbalanced panel data) จาก 123 ประเทศ และวิเคราะห์ด้วยแบบจำลอง Fixed effects, Random effects และ Two-stage least squares (2SLS)ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า โครงสร้างอายุประชากรมีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจแตกต่างกันตามระดับการเข้าสู่สังคมสูงอายุ โดยในประเทศสังคมสูงอายุ ประชากรวัยแรงงานยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ในขณะที่การเพิ่มขึ้นของอายุคาดเฉลี่ยเมื่อแรกเกิดมีส่วนสนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งสะท้อนความสำคัญของนโยบายด้านสุขภาพ คุณภาพชีวิต และการส่งเสริมการทำงานในวัยสูงอายุ อันเอื้อต่อการบรรจบกันทางเศรษฐกิจ (Economic convergence) ในทางตรงกันข้าม ภาพรวมทั่วโลกและประเทศที่ยังไม่เข้าสู่สังคมสูงอายุกลับพบความสัมพันธ์เชิงลบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มขึ้นของประชากรวัยพึ่งพิง (ประชากรวัยเด็กและวัยสูงอายุ) และการย้ายถิ่นที่ขาดการบูรณาการทักษะอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวนอกจากนี้ ทุนมนุษย์ที่วัดจากจำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการเติบโตในระยะยาว หากไม่พัฒนาทักษะให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน ในขณะที่การเปิดเสรีทางการค้ามีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตและการบรรจบกันทางเศรษฐกิจในทุกกลุ่มประเทศ อย่างไรก็ดี การเพิ่มขึ้นของทุนต่อรายประชากรสะท้อนข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพการใช้ทุนหรือผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่ลดลง โดยภาพรวมชี้ให้เห็นว่า ประเทศรายได้น้อยยังมีศักยภาพในการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้ทันประเทศรายได้สูง ภายใต้การบริหารจัดการโครงสร้างประชากร การยกระดับคุณภาพทุนมนุษย์ และนโยบายเศรษฐกิจที่สอดรับกับบริบทสังคมสูงอายุ
Seagrass Buried In The Dark: Reduced Light And Moderate Levels Of Burial Have Additive And Lethal Impacts On Posidonia Sinuosa, Nicole Said, Chanelle Webster, Kathryn Mcmahon, Natasha Dunham, Charlie Phelps, Ankje Frouws, Jack Robinson, Kieryn L. Kilminster, Simone Strydom
Seagrass Buried In The Dark: Reduced Light And Moderate Levels Of Burial Have Additive And Lethal Impacts On Posidonia Sinuosa, Nicole Said, Chanelle Webster, Kathryn Mcmahon, Natasha Dunham, Charlie Phelps, Ankje Frouws, Jack Robinson, Kieryn L. Kilminster, Simone Strydom
Reports accepted as research outputs
Executive Summary: Quantifying interactive effects among multiple stressors is important for understanding cumulative impacts on seagrasses, which is imperative for informing the appropriate management of marine ecosystems. To date, many thresholds used to understand seagrass response to dredging are based on singular stressors, such as light reduction or burial, but these pressures often occur simultaneously. Understanding the impacts of multiple stressors, which may act additively, synergistically or antagonistically, could require adjustment of existing single pressure derived thresholds. Furthermore, the recovery time of seagrasses to individual and multiple pressures has been identified as a major gap in literature. Improving our understanding …
Rank Aggregation Methods And Tools In Genomic Data Analysis, Wenping Zou, Savannah Mwesigwa, Sayed-Rzgar Hosseini, Zhongming Zhao
Rank Aggregation Methods And Tools In Genomic Data Analysis, Wenping Zou, Savannah Mwesigwa, Sayed-Rzgar Hosseini, Zhongming Zhao
Faculty, Staff and Student Publications
Rank aggregation (RA) is the process of consolidating disparate rankings into a single unified ranking. It holds immense potential in the field of genomics. RA has applications in diverse research areas, such as gene expression analysis, meta-analysis, gene prioritization, and biomarker discovery. However, there are many challenges in the application of the RA approach to biological data, such as dealing with heterogeneous data sources, rankings of mixed quality, and evaluating the consolidated rankings. In this review, we present an overview of the existing RA methods with an emphasis on those that have been tailored to the complexities of genomics research. …
Not Fully Synthetic: Llm-Based Hybrid Approaches Towards Privacy-Preserving Clinical Note Sharing, Atiquer Rahman Sarkar, Yao-Shun Chuang, Xiaoqian Jiang, Noman Mohammed
Not Fully Synthetic: Llm-Based Hybrid Approaches Towards Privacy-Preserving Clinical Note Sharing, Atiquer Rahman Sarkar, Yao-Shun Chuang, Xiaoqian Jiang, Noman Mohammed
Faculty, Staff and Student Publications
The publication and sharing of clinical notes are crucial for healthcare research and innovation. However, privacy regulations such as HIPAA and GDPR pose significant challenges. While de-identification techniques aim to remove protected health information, they often fall short of achieving complete privacy protection. Similarly, the current state of synthetic clinical note generation can lack nuance and content coverage. To address these limitations, we propose an approach that combines de-identification, filtration, and synthetic clinical note generation. Variations of this approach currently retain 36%-61% of the original note's content and fill the remaining gaps using an LLM, ensuring high information coverage. We …
Gene Expression Changes In Human Cerebral Arteries Following Hemoglobin Exposure: Implications For Vascular Responses In Sah, Chathathayil M Shafeeque, Arif O Harmanci, Sithara Thomas, Ari C Dienel, Devin W Mcbride, Kumar T Peeyush, Spiros L Blackburn
Gene Expression Changes In Human Cerebral Arteries Following Hemoglobin Exposure: Implications For Vascular Responses In Sah, Chathathayil M Shafeeque, Arif O Harmanci, Sithara Thomas, Ari C Dienel, Devin W Mcbride, Kumar T Peeyush, Spiros L Blackburn
Faculty, Staff and Student Publications
Subarachnoid hemorrhage (SAH), characterized by the presence of hemoglobin (Hb) in the subarachnoid space, significantly impacts cerebral vessels, leading to various pathological outcomes. The toxicity of cell-free Hb released from erythrocytes and its metabolites after SAH causes vasoconstriction and neuronal damage, and correlates with delayed ischemic neurological deficits (DIND). While animal models have provided substantial and invaluable data in the research of aneurysmal SAH, the specific effects of subarachnoid blood on cerebral arteries remain greatly understudied. Here, we describe the changes in the genetic profile of human cerebral arteries exposed to free Hb for 48 h. We performed an ex …
A Bayesian Deep Segmentation Framework For Glioblastoma Tumor Segmentation Using Follow-Up Mris, Tanjida Kabir, Kang-Lin Hsieh, Luis Nunez, Yu-Chun Hsu, Juan C Rodriguez Quintero, Octavio Arevalo, Kangyi Zhao, Jay-Jiguang Zhu, Roy F Riascos, Mahboubeh Madadi, Xiaoqian Jiang, Shayan Shams
A Bayesian Deep Segmentation Framework For Glioblastoma Tumor Segmentation Using Follow-Up Mris, Tanjida Kabir, Kang-Lin Hsieh, Luis Nunez, Yu-Chun Hsu, Juan C Rodriguez Quintero, Octavio Arevalo, Kangyi Zhao, Jay-Jiguang Zhu, Roy F Riascos, Mahboubeh Madadi, Xiaoqian Jiang, Shayan Shams
Faculty, Staff and Student Publications
Background: Glioblastoma (GBM) is the most common malignant brain tumor with an abysmal prognosis. Since complete tumor cell removal is impossible due to the infiltrative nature of GBM, accurate measurement is paramount for GBM assessment. Preoperative magnetic resonance images (MRIs) are crucial for initial diagnosis and surgical planning, while follow-up MRIs are vital for evaluating treatment response. The structural changes in the brain caused by surgical and therapeutic measures create significant differences between preoperative and follow-up MRIs. In clinical research, advanced deep learning models trained on preoperative MRIs are often applied to assess follow-up scans, but their effectiveness in this …
Examining Educational And Career Transition Points Among A Diverse, Virtual Mentoring Network, Erika L Thompson, Toufeeq Ahmed Syed, Zainab Latif, Katie Stinson, Damaris Javier, Gabrielle Saleh, Jamboor K Vishwanatha
Examining Educational And Career Transition Points Among A Diverse, Virtual Mentoring Network, Erika L Thompson, Toufeeq Ahmed Syed, Zainab Latif, Katie Stinson, Damaris Javier, Gabrielle Saleh, Jamboor K Vishwanatha
Faculty, Staff and Student Publications
Given the differences in trajectory for under-represented minorities in biomedical careers, we sought to explore how a virtual mentoring program, the National Research Mentoring Network (NRMN), and its platform (MyNRMN), may facilitate transitions in the science, technology, engineering, mathematics, and medicine (STEMM) pipeline. The purpose of this study was to describe how the size of an MyNRMN member’s mentoring network and level of engagement correlate with academic and career transitions. We examined MyNRMN platform user data from March 2020 to May 2021 (n = 2993). Logistic regression estimated the odds of a career or academic transition related to NRMN …
Development And Validation Of Natural Language Processing Algorithms In The National Enact Network, Yanshan Wang, Jordan Hilsman, Chenyu Li, Michele Morris, Paul M Heider, Sunyang Fu, Min Ji Kwak, Andrew Wen, Joseph R Applegate, Liwei Wang, Elmer Bernstam, Hongfang Liu, Jack Chang, Daniel R Harris, Alexandria Corbeau, Darren Henderson, John Osborne, Richard E Kennedy, Nelly-Estefanie Garduno-Rapp, Justin F Rousseau, Chao Yan, You Chen, Mayur B Patel, Tyler J Murphy, Bradley A Malin, Chan Mi Park, Jungwei W Fan, Sunghwan Sohn, Sandeep Pagali, Yifan Peng, Aman Pathak, Yonghui Wu, Zongqi Xia, Salvatore Loguercio, Steven E Reis, Shyam Visweswaran
Development And Validation Of Natural Language Processing Algorithms In The National Enact Network, Yanshan Wang, Jordan Hilsman, Chenyu Li, Michele Morris, Paul M Heider, Sunyang Fu, Min Ji Kwak, Andrew Wen, Joseph R Applegate, Liwei Wang, Elmer Bernstam, Hongfang Liu, Jack Chang, Daniel R Harris, Alexandria Corbeau, Darren Henderson, John Osborne, Richard E Kennedy, Nelly-Estefanie Garduno-Rapp, Justin F Rousseau, Chao Yan, You Chen, Mayur B Patel, Tyler J Murphy, Bradley A Malin, Chan Mi Park, Jungwei W Fan, Sunghwan Sohn, Sandeep Pagali, Yifan Peng, Aman Pathak, Yonghui Wu, Zongqi Xia, Salvatore Loguercio, Steven E Reis, Shyam Visweswaran
Faculty, Staff and Student Publications
Objective: Electronic Health Record (EHR) data are critical for advancing translational research and AI technologies. The ENACT network offers access to structured EHR data across 57 CTSA hubs. However, substantial information is contained in clinical narratives, requiring natural language processing (NLP) for research. The ENACT NLP Working Group was formed to make NLP-derived clinical information accessible and queryable across the network.
Methods: We established the ENACT NLP Working Group with 13 sites selected based on criteria including clinical notes access, IT infrastructure, NLP expertise, and institutional support. We divided sites into five focus groups targeting clinical tasks within disease contexts. …
การจำแนกแตกต่างว่าด้วยมุมมองคุณภาพชีวิตสีเขียวของคนเมืองในกรุงเทพมหานคร:ศึกษากรณีเขตบางขุนเทียน, พิชฌ์นิพัทธ์ วิชัยโน
การจำแนกแตกต่างว่าด้วยมุมมองคุณภาพชีวิตสีเขียวของคนเมืองในกรุงเทพมหานคร:ศึกษากรณีเขตบางขุนเทียน, พิชฌ์นิพัทธ์ วิชัยโน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ให้ความสนใจกับประเด็นการกัดเซาะชายฝั่งทะเลในฐานะความเสี่ยงภัยที่เมืองกรุงเทพมหานครต้องเผชิญ ซึ่งพื้นที่ชายทะเลบางขุนเทียนที่ตั้งอยู่แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน เป็นพื้นที่ที่สภาวะความเสี่ยงภัยปกคลุมวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนชายทะเลบางขุนเทียน โดยมีจุดมุ่งหมายในการค้นหานิยามความหมายของคุณภาพชีวิตสีเขียวที่เป็นภาพแทนของการอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติและระบบนิเวศของชุมชนชายทะเลบางขุนเทียน ซึ่งความเสี่ยงภัยมีส่วนต่อการกำหนดนิยามความหมายของคุณภาพชีวิตสีเขียว ความเสี่ยงภัยจากการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบางขุนเทียนยังได้เปิดเผยให้เห็นถึงการจำแนกแตกต่างของมุมมองที่มีต่อคุณภาพชีวิตสีเขียวที่อ้างอิงอยู่กับตำแหน่งแห่งที่ของความเสี่ยง ผู้เขียนจึงเลือกวิเคราะห์ให้เห็นถึงการจำแนกแตกต่างดังกล่าวไว้ในวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ ท้ายที่สุด ผู้เขียนได้สำรวจนโยบายการพัฒนาเมืองที่มีส่วนต่อการสร้างคุณภาพชีวิตสีเขียวที่ดี ซึ่งเป็นนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการความเสี่ยงด้วยการมองความเสี่ยงในฐานะภัยที่อำนาจทางการเมืองต้องเข้ามาจัดการ การบอกเล่าประสบการณ์จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 9 ราย ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายทะเลบางขุนเทียนผ่านการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ร่วมกันกับการเล่าเรื่องจากภาพถ่ายในผู้ให้ข้อมูลสำคัญบางราย ช่วยเปิดภาพให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างความเสี่ยงภัยกับคุณภาพชีวิตสีเขียวได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันผู้ให้ข้อมูลสำคัญต่างมีภูมิหลังทางสังคมวัฒนธรรมที่หลากหลาย ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญของการนำไปสู่การวิเคราะห์การจำแนกแตกต่างของมุมมองที่มีต่อคุณภาพชีวิตสีเขียวที่สัมพันธ์กันกับความเสี่ยงภัยได้อย่างลงลึก เมื่อนิยามความหมายของคุณภาพชีวิตสีเขียวได้ปรากฏขึ้นแล้วจากคำบอกเล่าที่ถูกรวบรวมมา ผู้เขียนได้ทบทวนภูมิทัศน์ของนโยบายการพัฒนาเมืองเพื่อการมีคุณภาพชีวิตสีเขียวที่ดีผ่านการวิจัยเชิงเอกสาร ข้อค้นพบของการวิจัยที่นำเสนอไว้ในวิทยานิพนธ์นี้กำลังพาผู้อ่านสำรวจภูมิทัศน์ของความเสี่ยงจากการกัดเซาะชายฝั่งทะเลในพื้นที่ชายทะเลบางขุนเทียนด้วยการชี้ให้เห็นถึงกระบวนการก่อรูปของความเสี่ยงที่เริ่มต้นจากท้องถิ่นก่อนขยายตัวไปสู่การเป็นความเสี่ยงระดับโลกที่ทุกคนต้องเผชิญร่วมกัน ความเสี่ยงในระดับท้องถิ่นอ้างอิงอยู่กับการรับรู้ความเสี่ยงและการต่อสู้ดิ้นรนของผู้ที่ตกอยู่ในตำแหน่งแห่งที่ของความเสี่ยง ซึ่งแปรเปลี่ยนมาเป็นมุมมองที่พวกเขามีต่อคุณภาพชีวิตสีเขียวที่ดี โดยพวกเขาได้ร่วมนิยามคุณภาพชีวิตสีเขียวว่าเป็นการอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติและระบบนิเวศของชุมชนชายทะเลบางขุนเทียน ขณะเดียวกันการจำแนกแตกต่างต่อมุมมองของคุณภาพชีวิตสีเขียวตอกย้ำให้เห็นด้วยการแตกกระจายของชนชั้นออกเป็นส่วนเสี้ยวที่อิงอยู่กับมิติทางวัฒนธรรมร่วมกันกับเศรษฐกิจ ผู้ที่สังกัดในตำแหน่งที่ในพื้นที่ทางสังคมที่แตกต่างกันต่างมีการเมืองวัฒนธรรมของการต่อสู้กับความเสี่ยงเพื่อให้ได้มาซึ่งการมีคุณภาพชีวิตสีเขียวที่ดีแตกต่างกันออกไปด้วย นอกจากนี้ การที่คุณภาพชีวิตสีเขียวยังมีความเกี่ยวข้องกับนโยบายการพัฒนาเมืองที่มีต่อการจัดการความเสี่ยงภัยจากการกัดเซาะชายฝั่งทะเล ในการดำเนินนโยบายจึงจำเป็นต้องส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมจากคนในชุมชนชายฝั่งทะเลเพื่อเป็นหนทางไปสู่การมีคุณภาพชีวิตสีเขียวที่ดีได้ต่อไป
เส้นทางสู่วาระท้ายของชีวิตผู้ต้องขังที่ป่วยในเรือนจำ, วิกานดา แหชัย
เส้นทางสู่วาระท้ายของชีวิตผู้ต้องขังที่ป่วยในเรือนจำ, วิกานดา แหชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยเรื่อง “เส้นทางสู่วาระท้ายของผู้ต้องขังที่ป่วยในเรือนจำ” เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพที่มุ่งสะท้อนประสบการณ์ของผู้ต้องขังป่วยระยะท้ายผ่านการสร้างเรื่องเล่า (Narrative) เพื่อทำความเข้าใจสภาวะและความหมายของการดำรงอยู่ในช่วงวาระสุดท้ายภายใต้ข้อจำกัดของเรือนจำ ผู้วิจัยดำเนินการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร (Documentary Study) ทั้งหนังสือ บทความทางวิชาการ รายงานการวิจัย และวิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในและต่างประเทศ โดยเน้นประเด็นด้านแนวคิดและทฤษฎีการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) สิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องขังตามหลักสิทธิมนุษยชน มาตรฐานสากลด้านสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องขัง ตลอดจนกรอบสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศเป็นฐานในการวิเคราะห์ นอกจากนี้ งานวิจัยยังพิจารณาปัจจัยเชิงระบบที่มีผลต่อการดูแลผู้ต้องขังป่วยระยะท้าย เช่น ความแออัดของเรือนจำ โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข ความพร้อมของบุคลากรทางการแพทย์ และข้อจำกัดด้านทรัพยากร ตลอดจนศึกษาแนวปฏิบัติในต่างประเทศซึ่งมีการพัฒนาระบบการดูแลผู้ต้องขังป่วยระยะท้ายอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่า ได้แก่ ประเทศสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีรูปแบบบริการด้านการดูแลประคับประคองในเรือนจำตั้งแต่การจัดตั้งหน่วยดูแลเฉพาะทาง การพัฒนาอาสาสมัครผู้ต้องขัง ไปจนถึงกลไกการปล่อยตัวด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม การเก็บข้อมูลภาคสนามใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informants) ได้แก่ แพทย์ พยาบาลวิชาชีพ นักทัณฑวิทยาที่มีประสบการณ์ดูแลผู้ต้องขังป่วยระยะท้าย และผู้ต้องขังจำนวน 2 นายที่กำลังเผชิญภาวะป่วยระยะสุดท้าย ข้อมูลที่ได้ถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อสร้างภาพรวมของประสบการณ์ในวาระสุดท้ายของผู้ต้องขังในด้านร่างกาย จิตใจ จิตสังคม และจิตวิญญาณ รวมถึงอุปสรรคที่พบในการเข้าถึงบริการสุขภาพภายในเรือนจำ ผลการศึกษาคาดว่าจะสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายสำคัญของการดูแลผู้ต้องขังป่วยระยะท้ายภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากร โครงสร้างพื้นที่ และระบบบริการสาธารณสุขในเรือนจำ อาทิ การดูแลรักษาที่ไม่ต่อเนื่อง การขาดบริการเฉพาะทางด้านประคับประคอง และความจำกัดในการตอบสนองความต้องการทางจิตใจและจิตวิญญาณของผู้ต้องขัง นอกจากนี้ การศึกษายังมุ่งเสนอแนวทางพัฒนาระบบการดูแลผู้ต้องขังป่วยระยะท้ายในเรือนจำไทยให้มีลักษณะครอบคลุมและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยเน้นความสำคัญของการดูแลแบบองค์รวม การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการสนับสนุนให้ผู้ต้องขังมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต
ข้อพิจารณาการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังป่วยระยะสุดท้าย, สุชัญญา คันศร
ข้อพิจารณาการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังป่วยระยะสุดท้าย, สุชัญญา คันศร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระบบข้อพิจารณาในการปล่อยตัวผู้ต้องขังที่ป่วยในระยะสุดท้าย 2) ศึกษาระบบการดูแลผู้ต้องขังที่ป่วยในระยะสุดท้าย และ 3) เสนอแนะแนวทางระบบการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังที่ป่วยในระยะสุดท้าย การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview) กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 6 คน ที่มีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับระบบราชทัณฑ์และการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ได้แก่ นักทัณฑวิทยา เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ นักทัณฑปฏิบัติ นักสังคมสงเคราะห์ พยาบาลวิชาชีพ จากทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ และศูนย์มิตรอาทร โรงพยาบาลตำรวจ ข้อมูลที่ได้ถูกวิเคราะห์ด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) ระบบการพิจารณาการปล่อยตัวผู้ต้องขังที่ป่วยระยะสุดท้าย มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ต้องขังที่ป่วยระยะสุดท้าย หลักเกณฑ์นี้ช่วยให้ผู้ต้องขังได้รับโอกาสกลับไปอยู่กับครอบครัวและชุมชน ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาเป้าหมายด้านความปลอดภัยของสังคมผ่านกระบวนการคัดกรองและประเมินความเสี่ยงอย่างเหมาะสม 2) ระบบการดูแลผู้ต้องขังที่ป่วยระยะสุดท้าย มีเป้าหมายหลักในการบรรเทาความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยทั้งทางร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ การดูแลนี้ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยจนถึงวาระท้ายชีวิต และยังรวมถึงการดูแลครอบครัวในช่วงการสูญเสีย แต่ยังเผชิญกับข้อจำกัดในเชิงโครงสร้าง ทรัพยากรบุคคล 3) แนวทางระบบการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังที่ป่วยในระยะสุดท้าย ในด้านกายภาพของสถานพยาบาลในเรือนจำ ออกแบบจัดสรรพื้นที่เฉพาะสำหรับผู้ป่วยระยะสุดท้าย (Palliative Care Zone) ปรับรูปแบบการเยี่ยมที่มีความยืดหยุ่นมากกว่าผู้ต้องขังทั่วไป และการสร้างทีม Palliative care ให้แข็งแรงในการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care)
ผลของสารสกัดหยาบจากเปลือกของประดู่ป่า Pterocarpus Macrocarpus Kurz ต่อฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระและความมีชีวิตของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่, ฐิติกานต์ เกตุทอง
ผลของสารสกัดหยาบจากเปลือกของประดู่ป่า Pterocarpus Macrocarpus Kurz ต่อฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระและความมีชีวิตของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่, ฐิติกานต์ เกตุทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเสียชีวิตและการเจ็บป่วยทั่วโลก มีปัจจัยเสี่ยงหลายประการที่ส่งผลต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่ หนึ่งในนั้นคือการเปลี่ยนแปลงระดับอนุมูลอิสระของออกซิเจน แม้ว่าการรักษาด้วยเคมีบำบัดจะมีประสิทธิภาพ แต่อัตราความสำเร็จก็ยังค่อนข้างต่ำเนื่องจากเกิดผลข้างเคียงด้านลบหลังการรักษา ประดู่ป่าได้รับการยอมรับว่าเป็นแหล่งของสารสำคัญในด้านการรักษาโรค สารสกัดจากแก่นของประดู่ป่ามีสารประกอบสำคัญคือ homopterocarpin ซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและต้านมะเร็งตับ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่ยังไม่ชัดเจน ในการศึกษานี้ ผู้วิจัยศึกษาผลของสารสกัดหยาบจากเปลือกของประดู่ป่าต่อฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและความมีชีวิตของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ ตัวอย่างประดู่ป่าถูกเก็บและระบุชนิดในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2568 จากนั้นแช่ตัวอย่างแห้งของเปลือกของประดู่ป่าใน methanol เป็นเวลา 48 ชั่วโมง ตัวอย่าง 20 กรัม ให้สารสกัด 3.79 กรัม การวิเคราะห์ TLC ปรากฏจุดสีแดงเด่นชัดในทุกครั้งของการทดสอบ คาดว่าเป็นสารประกอบหลักของสารสกัดคือ homopterocarpin ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดถูกวิเคราะห์ด้วยวิธี DPPH assay และคำนวณค่า IC50 เพื่อประเมินความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระ ซึ่งอยู่ที่ 45 µg/ml การทดสอบความเป็นพิษของสารสกัดต่อเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่คือ HCT116 และ SW620 และเซลล์ไตตัวอ่อนของมนุษย์คือ HEK293 ด้วยวิธี MTT assay คำนวณค่า IC50 เพื่อประเมินความสามารถในการกำจัดเซลล์มะเร็งและความเป็นพิษต่อไต ซึ่งมีค่า 91, 32 และ 87 µg/ml ตามลำดับ สารสกัดจากเปลือกของประดู่ป่าแสดงคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและต้านมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่โดดเด่น อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อศึกษากลไกการออกฤทธิ์ของสารประกอบแต่ละชนิดในสารสกัดนี้
การติดตามการวางไข่ของปลาในพื้นที่บริเวณอ่าวไทยโดยใช้วิธีดีเอ็นเอบาร์โค้ดของไข่ปลา, ปฐมวรรธ แซ่ตั้ง
การติดตามการวางไข่ของปลาในพื้นที่บริเวณอ่าวไทยโดยใช้วิธีดีเอ็นเอบาร์โค้ดของไข่ปลา, ปฐมวรรธ แซ่ตั้ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การจัดการประมงอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้เกี่ยวกับการวางไข่ของปลาที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจหลายชนิด ซึ่งประเทศไทยในปัจจุบันยังขาดข้อมูลที่ครอบคลุมในด้านนี้ การศึกษานี้จึงสำรวจการวางไข่ของปลาหลากหลายสปีชีส์โดยใช้เทคนิคดีเอ็นเอบาร์โค้ด เพื่อระบุสปีชีส์ของไข่ปลา ตัวอย่างไข่ปลาถูกเก็บทุก ๆ 3 เดือน เป็นระยะเวลา 1 ปีจากสามพื้นที่ในอ่าวไทย ได้แก่ อ่าวไทยตอนใน จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดชุมพร จากนั้นจึงทำการเพิ่มจำนวนชิ้นส่วนยีน COI (710 คู่เบส) และ 16S rRNA (570 คู่เบส) ด้วยเทคนิค PCR และนำไปหาลำดับนิวคลีโอไทด์เปรียบเทียบกับฐานข้อมูล GenBank เพื่อระบุสปีชีส์ของปลา โดยสามารถระบุสปีชีส์ได้เมื่อลำดับนิวคลีโอไทด์ตรงกับฐานข้อมูลมากกว่า 97% ขึ้นไป ผลการศึกษาพบรูปแบบการวางไข่ของปลาที่หลากหลาย และสามารถระบุสปีชีส์ของปลาได้มากกว่า 34 วงศ์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของสปีชีส์ปลาในอ่าวไทย นอกจากนี้ ยังพบว่าปลาบางชนิดวางไข่ตลอดทั้งปี ในขณะที่บางชนิดวางไข่เฉพาะช่วงฤดูกาล สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างในกลยุทธ์การสืบพันธุ์ของปลาแต่ละชนิด อีกทั้งยังพบว่าปลาหลายชนิดมีแหล่งวางไข่เฉพาะพื้นที่ ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางชีวภาพที่สูงในอ่าวไทย และให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแหล่งวางไข่ของปลา ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อการหารือเกี่ยวกับแนวทางการจัดการประมงในอนาคต
การสังเคราะห์แกรฟีนควอนตัมดอตฐานกรดฮิวมิกและการประยุกต์เป็นสารเคลือบเซนเซอร์ตรวจจับความเครียด, ปริตตา จูฑาภักติ
การสังเคราะห์แกรฟีนควอนตัมดอตฐานกรดฮิวมิกและการประยุกต์เป็นสารเคลือบเซนเซอร์ตรวจจับความเครียด, ปริตตา จูฑาภักติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แกรฟีนควอนตัมดอต (GQDs) ถูกสังเคราะห์จากกรดฮิวมิก (HA) ที่เป็นสารตั้งต้นด้วยการใช้หม้อทอดไฟฟ้าด้วยวิธีไฮโดรเทอร์มอล ซึ่งในงานวิจัยนี้มุ่งเน้นการศึกษาตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์ GQDs ด้วยการเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนของกรดฮิวมิกที่ใช้สังเคราะห์และศึกษาผลของตัวโดป จากผลการศึกษาพบว่าตัวโดปที่ใช้ในการะบวนการสังเคราะห์ GQDs ที่เหมาะสมคือ เอทิลีนไดเอมีน (EDA) และจากผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า GQDs ที่ใช้ EDA มีความเข้มแสงฟลูออเรสเซนต์สูงสุดที่ 66 หน่วยที่ความยาวคลื่น 467 นาโนเมตร (ช่วงแสงเขียวอมฟ้า) เมื่ออัตราส่วนกรดฮิวมิกต่อเอทิลีนไดอะมีนเท่ากับ 10 : 0.5 (มิลลิกรัม : มิลลิลิตร) ขนาดเฉลี่ยของอนุภาคอยู่ที่ 6.68 นาโนเมตร ซึ่งถูกวิเคราะห์โดยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องผ่าน และการวัดขนาดอนุภาค เทคนิคสเปกตรัมฟลูออเรสเซนซ์ และการดูดกลืนรังสี ตามลำดับ โครงสร้างกราฟิติกของ GQDs ถูกยืนยันด้วยสเปกโทรสโกปีรามาน ดังนั้นในงานวิจัยนี้จึงสนใจที่จะนำ GQDs ที่ใช้ EDA เป็นตัวโดปไปประยุกต์ใช้งานเป็นสารเคลือบเรืองแสงที่นำไปเคลือบลงบนยางซิลิโคนเพื่อนำไปประยุกต์ใช้เป็นสารเคลือบเซนเซอร์ตรวจจับความเครียด พบว่า ความเข้มของแสงฟลูออเรสเซนต์ของสารเคลือบเรืองแสง GQDs มีแนวโน้มลดลงเมื่อเวลาเวลาผ่านไป แต่สามารถหดกลับคืนใกล้เคียงสภาพเดิมเมื่อปล่อยการให้แรง และเมื่อเทียบค่าความเข้มของแสงฟลูออเรสเซนต์ของแต่ละอัตราส่วน พบว่า ที่อัตราส่วนกรดฮิวมิกต่อเอทิลีนไดอะมีนเท่ากับ 50 : 0.5 (มิลลิกรัม : มิลลิลิตร) มีค่าเข้มแสงของแสงฟลูออเรสเซนต์สูงที่สุด
การเตรียมคาร์บอนแบคทีเรียเซลลูโลสและควอนตัมดอตจากน้ำหมึกของหมึกกระดองสำหรับใช้งานตกแต่งสำเร็จสิ่งทอ, มณฑิชา สันติภาพมณฑล
การเตรียมคาร์บอนแบคทีเรียเซลลูโลสและควอนตัมดอตจากน้ำหมึกของหมึกกระดองสำหรับใช้งานตกแต่งสำเร็จสิ่งทอ, มณฑิชา สันติภาพมณฑล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การพัฒนาวัสดุนาโนคาร์บอนและควอนตัมดอต เพื่อประยุกต์ใช้เป็นสารตกแต่งสำเร็จสิ่งทอเพื่อเพิ่มคุณสมบัติพิเศษ คาร์บอนนาโนไฟเบอร์และคาร์บอนควอนตัมดอตเป็นวัสดุนาโนที่มีสมบัติเด่นด้านความแข็งแรง การนำไฟฟ้า และการเรืองแสง ขอบเขตของงานวิจัยนี้ประกอบด้วยการเตรียม คาร์บอนนาโนไฟเบอร์จากแบคทีเรียเซลลูโลส (BC-CNF) และการสังเคราะห์ควอนตัมดอต (QDs) จากน้ำหมึกของหมึกกระดอง ซึ่งเป็นการสังเคราะห์ทางชีวภาพ ในส่วนของการเตรียม BC-CNF ได้มีการดัดแปรงโครงสร้างด้วยปฏิกิริยาซัลโฟเนต เพื่อให้ได้สาร BC-CNF-SO3- ซึ่งผลการวิเคราะห์ยืนยันการเกิดหมู่ฟังก์ชันซัลโฟเนต และอนุภาคในระดับซับไมครอน โดยมีขนาดอนุภาคเฉลี่ย 1.6218 ไมโครเมตร และสามารถกระจายตัวในน้ำได้ดี เมื่อนำ BC-CNF-SO3- มาตกแต่งสำเร็จบนผ้าพอลิเอสเทอร์ พบว่าความสามารถในการดูดซึมน้ำของผ้าเพิ่มขึ้น โดยผ้าที่ใช้ความเข้มข้นร้อยละ 3 ให้ประสิทธิภาพดีที่สุด ด้วยเวลาดูดซึมน้ำเฉลี่ยเพียง 2 วินาทีหลังการซัก ซึ่งแสดงถึงความคงทนต่อการซักที่ดี ในส่วนของการสังเคราะห์ QDs จากน้ำหมึกของหมึกกระดอง พบว่าอนุภาคมีขนาดอยู่ในช่วง 4-6 นาโนเมตร และแสดงความสามารถในการเรืองแสงภายใต้แสงอัลตราไวโอเลต โดยการเติมเอทิลีนไดเอมีน (EDA) ในปริมาณ 2 มิลลิลิตร ให้ค่าความเข้มของการเรืองแสงสูงสุด เมื่อนำ สารละลายควอนตัมดอตจากน้ำหมึกที่สังเคราะห์โดยเติมเอทิลีนไดเอมีน 2 มิลลิลิตร (EDA 2) ที่สังเคราะห์มาตกแต่งสำเร็จบนผ้าไนลอน พบว่าปริมาณ สารละลายควอนตัมดอตจากน้ำหมึกของหมึกกระดองที่สังเคราะห์โดยเติมเอทิลีนไดเอมีน 2 มิลลิลิตร (EDA 2) โดยใช้สารละลายปริมาตร 1 มิลลิลิตร ให้ความเข้มการเรืองแสงสูงสุด โดยก่อนซัก ค่าโดยประมาณ 180–190 a.u. และหลังซัก ค่าโดยประมาณ 110–120 a.u. โดยมีความคงทนต่อการซักดี ผลการวิจัยสรุปได้ว่า การประยุกต์ใช้ในการตกแต่งสำเร็จสิ่งทอ สามารถเพิ่มความสามารถในการดูดซึมน้ำของผ้าพอลิเอสเทอร์ และความสามารถในการเรืองแสงบนผ้าไนลอน
ซีโอไลต์นาโน Hzsm-5 สำหรับการฟื้นฟูสภาพตัวทำละลายเอมีนที่ใช้งานแล้ว, สรัญนุช ยั่งยืน
ซีโอไลต์นาโน Hzsm-5 สำหรับการฟื้นฟูสภาพตัวทำละลายเอมีนที่ใช้งานแล้ว, สรัญนุช ยั่งยืน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การดักจับคาร์บอนไดออกไซด์หลังการเผาไหม้ ด้วยตัวทำละลายเอมีนเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยม แต่มีข้อจำกัดสำคัญคือภาระพลังงานสูงในขั้นฟื้นฟูตัวทำละลาย งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาการฟื้นฟูสารละลายเอมีนผสม 2-amino-2-methyl-1-propanol (AMP) และ 1-(2-hydroxyethyl)pyrrolidine (1-(2-HE)PRLD) อัตราส่วน 1:1 ความเข้มข้นรวม 4 M โดยเสริมประสิทธิภาพด้วยตัวเร่งปฏิกิริยาซีโอไลต์นาโน HZSM-5 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคายซับคาร์บอนไดออกไซด์ ตัวเร่งปฏิกิริยานาโน HZSM-5 ถูกสังเคราะห์ด้วยวิธีไฮโดรเทอร์มัลภายใต้สภาวะต่าง ๆ ได้แก่ อุณหภูมิการตกผลึก (110–180 °C) ระยะเวลาการตกผลึก (1–3 วัน) และระยะเวลาบ่มเจล (16–48 ชั่วโมง) วิเคราะห์ตัวเร่งปฏิกิริยาด้วย BET, XRD, FE-SEM, XPS, Py-FTIR และ NH3-TPD ก่อนนำไปทดสอบการคายซับคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ 90 °C ในสารละลาย AMP:1-(2-HE)PRLD ผลการทดลองพบว่า สภาวะที่เหมาะสมในกระบวนการสังเคราะห์ ตัวเร่งปฏิกิริยาคืออุณหภูมิ 150 °C ระยะเวลาตกผลึก 3 วันและบ่มเจล 48 ชั่วโมง ซึ่งมีขนาดอนุภาคเฉลี่ยเท่ากับ 81 nm ส่งผลทำให้มีพื้นที่ผิว และมีกรดเบรินส์เตดสูงเท่ากับ 344 m2/g และ 0.013 mmol/g ตามลำดับ เมื่อทดสอบประสิทธิภาพการคายซับคาร์บอนไดออกไซด์ พบว่าอัตราการคายซับคาร์บอนไดออกไซด์เริ่มต้น ความจุการดูดซับ เท่ากับ 45.72 mol/min และ 1.29 mol CO2/L ตามลำดับ นอกจากนี้ยังพบว่า ภาระทางความร้อนมีค่าเท่ากับ 36.87 kJ/mol CO2 ซึ่งต่ำกว่ากรณีที่ใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงพาณิชย์ ร้อยละ 41% ผลการศึกษานี้พบว่า AMP:1-(2-HE)PRLD ร่วมกับนาโน HZSM-5 เป็นแนวทางที่มีศักยภาพสูงสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีดักจับคาร์บอนไดออกไซด์แบบใช้พลังงานต่ำในระดับอุตสาหกรรม
การเปรียบเทียบความสม่ำเสมอในการตบหัวเสาระหว่างนักกีฬาวอลเลย์บอลสโมสรทีมชายและหญิง, เจษฎา คงสมของ
การเปรียบเทียบความสม่ำเสมอในการตบหัวเสาระหว่างนักกีฬาวอลเลย์บอลสโมสรทีมชายและหญิง, เจษฎา คงสมของ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสม่ำเสมอในการตบหัวเสาระหว่างนักกีฬาวอลเลย์บอลสโมสรทีมชายและหญิง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักกีฬาวอลเลย์บอล ตำแหน่งตัวตบหัวเสา ทีมชายและหญิง อายุ 20-30 ปี เป็นนักกีฬาทีมสโมสร เป็นเพศชายจำนวน 6 คน และเพศหญิง 5 คน ซึ่งมาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) นักกีฬาวอลเลย์บอลในตำแหน่งตัวตบหัวเสาทั้งหัวเสา โดยแบ่งการทดสอบออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1. การทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความสูงในการกระโดด และความอดทนของกล้ามเนื้อ และ 2. ได้แก่การทดสอบความสม่ำเสมอดูจากมุมของข้อต่อเพื่อนำไปวิเคราะห์ 2 มุม คือมุมของหัวเข่าและมุมของหัวไหล่ โดยจะมีการติดจุดมาร์คเกอร์จำนวน 5 จุด ได้แก่ ข้อศอก หัวไหล่ สะโพก หัวเข่า และข้อเท้า เพื่อนำมาเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย ความแปรปรวนและพิสัยของมุมข้อต่อ การวิเคราะห์ทางสถิติโดยหาค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) โดยการวิเคราะห์ระหว่างกลุ่มโดยการทดสอบค่าทีแบบ Independent t-test โดยมีระดับนัยสำคัญที่ p < .05 และการหาความสัมพันธ์ระหว่างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและความสม่ำเสมอในการตบหัวเสาด้วยการวิเคราะห์การถดถอย ผลการวิจัยพบว่า การเปรียบเทียบความสม่ำเสมอจากการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย ความแปรปรวน และพิสัยของมุมหัวไหล่พบว่า ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 บ่งชี้ว่ามุมการเคลื่อนไหวหัวเข่าและหัวไหล่ของทั้งเพศชายและหญิงไม่มีความแตกต่างกัน ตัวแปรนี้ให้ผล t-test ที่มีนัยสำคัญ ได้แก่ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ p = .024 ความสูงในการกระโดด p = .001 และความอดทนของกล้ามเนื้อ p = .009 ในส่วนของประสบการณ์การแข่งขันของนักกีฬาพบว่าไม่มีเพศหญิงและชายไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05
ผลของการฝึกสเต็ปแอโรบิกร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดต่อโครงสร้างและการทำงานของกล้ามเนื้อและหลอดเลือดในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน, อาทิตยา พันตะเภา
ผลของการฝึกสเต็ปแอโรบิกร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดต่อโครงสร้างและการทำงานของกล้ามเนื้อและหลอดเลือดในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน, อาทิตยา พันตะเภา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกสเต็ปแอโรบิกร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดต่อโครงสร้างและการทำงานของกล้ามเนื้อ โครงสร้างและการทำงานของหลอดเลือด สมรรถภาพทางกาย และความหนาแน่นของมวลกระดูกในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน อายุเฉลี่ย 55.74 ± 0.52 ปี จำนวน 27 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มควบคุมหรือกลุ่มใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ (CON, n=14) และกลุ่มฝึกสเต็ปแอโรบิกร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือด (SA-BFR, n=13) ที่ร้อยละ 40 ของความดันในการปิดกั้นการไหลเวียนเลือดแดง (40 % of arterial occlusion pressure; AOP) เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ โดยกลุ่ม SA-BFR ออกกำลังกายที่ความหนักร้อยละ 60 - 89 ของอัตราการเต้นหัวใจสำรอง (60 – 89 % of heart rate reserve; HRR) เป็นเวลา 45 นาที 3 วันต่อสัปดาห์ โดยความเข้มข้นของการฝึกถูกปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุก ๆ 4 สัปดาห์ โดยการปรับทั้งความเร็วของจังหวะเพลงและช่วงเป้าหมายของอัตราการเต้นหัวใจสำรอง ผู้วิจัยทำการทดสอบตัวแปรด้านสรีรวิทยาทั่วไป โครงสร้างและการทำงานของกล้ามเนื้อ โครงสร้างและการทำงานของหลอดเลือด และสมรรถภาพทางกายในช่วงก่อนการทดลอง ระหว่างการทดลองในสัปดาห์ที่ 8 และหลังการทดลองครบ 12 สัปดาห์ และนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของตัวแปรก่อน ระหว่าง และหลังการทดลองด้วยวิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนสองทางแบบผสมผสาน (2 กลุ่ม x 3 เวลา) (Two–way mixed ANOVA: 2 Groups x 3 Times) และใช้การทดสอบแบบรายคู่ด้วยสถิติ LSD ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05ระหว่างฝึกในสัปดาห์ที่ 8 และหลังฝึกครบ 12 สัปดาห์ พบว่ากลุ่ม SA-BFR มีการเพิ่มขึ้นของมวลกล้ามเนื้อทั้งร่างกาย (ก่อน = …
การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดตารางการอัดประจุรถยนต์ไฟฟ้าโดยอาศัยข้อมูลโปรไฟล์แบตเตอรี่และเทคนิคการเรียนรู้ของเครื่อง, กนกภรณ์ ปัญจันทร์สิงห์
การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดตารางการอัดประจุรถยนต์ไฟฟ้าโดยอาศัยข้อมูลโปรไฟล์แบตเตอรี่และเทคนิคการเรียนรู้ของเครื่อง, กนกภรณ์ ปัญจันทร์สิงห์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการจัดตารางการอัดประจุรถยนต์ไฟฟ้าโดยอาศัยข้อมูลโปรไฟล์แบตเตอรี่และเทคนิคการเรียนรู้ของเครื่อง เพื่อแก้ปัญหาความไม่สอดคล้องระหว่างแผนการอัดประจุกับพฤติกรรมการอัดประจุจริงของผู้ใช้ โดยเริ่มจากการพัฒนาแบบจำลองการทำนาย (Predictive Model) เพื่อคาดการณ์ความต้องการพลังงาน ระยะเวลาการอัดประจุ และสถานะการประจุเริ่มต้นของแบตเตอรี่ (State of Charge: SOC) จากข้อมูลการอัดประจุในอดีต จากนั้นได้ทำการสร้างโปรไฟล์การอัดประจุของแบตเตอรี่ที่เป็นตัวแทนของรถยนต์แต่ละรุ่น เพื่อสะท้อนลักษณะการอัดประจุจริงทั้งในกรณีของเครื่องอัดประจุแบบกระแสสลับ (AC) และกระแสตรง (DC) แล้วนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดตารางการอัดประจุของสถานีอัดประจุ ผลการจำลองแสดงให้เห็นว่าวิธีการที่เสนอ (Optimization with Battery Profile) ให้ประสิทธิภาพสูงกว่าวิธีการทั่วไปที่ไม่ใช้ข้อมูลโปรไฟล์แบตเตอรี่ โดยสามารถเพิ่มกำไรของสถานีได้สูงสุด 3,145.3 บาท และเพิ่มอัตราการใช้พลังงานของระบบได้ร้อยละ 4.8 ในกรณีที่มีสัดส่วนเครื่องอัดประจุ DC แตกต่างกัน อีกทั้งยังให้ผลลัพธ์ที่ดีอย่างต่อเนื่องภายใต้ข้อจำกัดกำลังพีคของสถานี โดยเพิ่มกำไรได้สูงสุด 3,649.25 บาท และเพิ่มอัตราการใช้ประโยชน์ของระบบได้ร้อยละ 9.6 สะท้อนถึงประสิทธิภาพของแนวทางที่เสนอในการจัดการพลังงานอย่างชาญฉลาดสำหรับสถานีอัดประจุรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต
การพัฒนาฟิล์มบางซีเซียมไอโอไดด์ชนิดเอ็นเพื่อการวัดรังสีด้วยเทคนิคสปัตเตอริง, กฤตยชญ์ คูณคณะ
การพัฒนาฟิล์มบางซีเซียมไอโอไดด์ชนิดเอ็นเพื่อการวัดรังสีด้วยเทคนิคสปัตเตอริง, กฤตยชญ์ คูณคณะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ผลึกซีเซียมไอโอไดด์เป็นหนึ่งในวัสดุอัลคาไลฮาไลด์ที่มีประสิทธิภาพมากในการตรวจจับรังสี แม้ว่าคุณสมบัติความเป็นฉนวนโดยธรรมชาติของมันจะจำกัดการถ่ายเทประจุ ในการศึกษานี้ ฟิล์มบางซีเซียมไอโดไดด์ถูกเจือด้วยทองแดงบนฐานรองซิลิกอนโดยใช้เทคนิคสปัตเตอริงซีเซียมไอโอไดด์สำหรับกำลังการปลูกที่ 30 วัตต์ ทองแดงสำหรับกำลังการปลูกที่ 50 และ 80 วัตต์ สมบัติเชิงโครงสร้าง คุณสมบัติทางแสง คุณสมบัติทางไฟฟ้า และการตอบสนองต่อรังสีของฟิล์มบางเหล่านี้ได้รับการตรวจสอบอย่างครอบคลุม ผลการวิเคราะห์สมบัติทางโครงสร้างผลึกโดยเทคนิค GIXRD พบว่า ฟิล์มบางที่สัเคราะห์ได้นี้เป็นโครงสร้างผลึกของซีเซียมไอโอไดด์ที่เจือด้วยทองแดง ซึ่งฟิล์มซีเซียมไอโอไดด์นี้มีค่าแลตทิซของหน่วยผลึกแบบบีบอัดขนาด 4.4102 Å (80 วัตต์) และขนาด 4.4516 Å (50 วัตต์) และค่าความเครียดลดลงจาก 3.29% เป็น 2.38% การวิเคราะห์เชิงแสงโดยใช้วิธี Tauc–Kubelka–Munk ระบุช่องแถบพลังานของซีเซียมไอโอไดด์พลังงานที่ 3.25 อิเล็กตรอนโวลต์ การศึกษาลักษณะทางไฟฟ้า ได้ผลว่า ฟิล์มซีเซียมไอโอไดด์ที่เจือด้วยทองแดง มีความหนาแน่นของพาหะคือ -1.822×1012 cm-3 ความคล่องตัวคือ 2.436×107 cm² V-1s-1 และสภาพต้านทานไฟฟ้าคือ 0.1407 Ω·cm และเมื่อนำฟิล์มซีเซียมไอโอไดด์นี้พัฒนาต่อให้เป็นอุปกรณ์ไดโอดรอยต่อพีเอ็นที่มีชั้นเคลือบทองคำชั้นบนสุดของชิ้นงาน Au/p-CsI/n-CsI:Cu/n-Si มาทดสอบการตอบสนองทางรังสีต่าง ๆ คือ แสงสว่าง รังสีแกมมา และอนุภาคแอลฟา ที่สภาวะแวดล้อมแสงต่างกัน ซึ่งผลการตอบสนองรังสีเหล่านี้เบื้องต้นได้ผลสัญญาณวัดในฟังก์ชันเวลาที่แสดงความแตกต่างกันได้ค่อนข้างชัดเจน และผลการทดลองนี้สามารถเป็นแนวทางในการพัฒนาโครงสร้างวัสดุซีเซียมไอโอไดด์ที่เจือทองแดงนี้ต่อไปเป็นหัววัดรังสีแอลฟาและรังสีชนิดอื่น ๆ ให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นได้ในอนาคตต่อไป
การสร้างแบบจำลองเชิงรูปนัยของกระแสงานบีพีเอ็มเอ็นสำหรับกระบวนการซิงโครนัสและอะซิงโครนัสที่มีข้อจำกัดช่วงเวลาโดยใช้เครือข่ายไทมด์ออโตมาตา, กิตติศักดิ์ เขตรการณ์
การสร้างแบบจำลองเชิงรูปนัยของกระแสงานบีพีเอ็มเอ็นสำหรับกระบวนการซิงโครนัสและอะซิงโครนัสที่มีข้อจำกัดช่วงเวลาโดยใช้เครือข่ายไทมด์ออโตมาตา, กิตติศักดิ์ เขตรการณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แบบจำลองบีพีเอ็มเอ็นมีบทบาทสำคัญในการออกแบบกระบวนการธุรกิจสมัยใหม่ที่มีการประมวลผลหลายส่วนพร้อมกันและรูปแบบการสื่อสารทั้งแบบซิงโครนัสและอะซิงโครนัส แต่ด้วยความเป็นแผนภาพเชิงกราฟิก บีพีเอ็มเอ็นไม่สามารถทวนสอบเชิงรูปนัยได้โดยตรง และมาตรฐานเดิมยังไม่รองรับการกำหนดข้อจำกัดช่วงเวลาให้กับกิจกรรม งานวิจัยนี้จึงเสนอการขยายบีพีเอ็มเอ็นเป็นแบบจำลองทีบีบีพี (Time-Bounded BPMN: TBBP) เพื่อรองรับการกำหนดข้อจำกัดช่วงเวลาต่ำสุด–สูงสุดของกิจกรรม พร้อมออกแบบแบบรูปสำหรับการสื่อสารแบบซิงโครนัสและอะซิงโครนัส รวมทั้งพัฒนากฎการแปลงทีบีบีพีไปเป็นไทมด์ออโตมาตาเพื่อทวนสอบด้วย UPPAAL และกฎการแปลงข้อคำถามจากตรรกศาสตร์เชิงเวลาแบบเมตริก (MTL) ไปเป็นตรรกศาสตร์เชิงเวลาแบบต้นไม้คำนวณแบบมีเงื่อนไขเวลา (TCTL) นอกจากนี้ได้พัฒนาเครื่องมือ TBBPTA Tool เพื่อแปลงไฟล์บีพีเอ็มเอ็น (XML) เป็นแบบจำลองไทมด์ออโตมาตา (XML) ที่สามารถนำเข้าสู่ UPPAAL เพื่อทวนสอบได้โดยอัตโนมัติ
การใช้ประโยชน์จากดินเบาของเสียที่ได้จากโรงงานเบียร์มาเป็นตัวรองรับของตัวเร่งปฏิกิริยาอะลูมินาและทังสเตนออกไซด์สำหรับดีไฮเดรชันของเอทานอลไปเป็นเอทิลีน, ณัฐชนน เลิศภัทรนันท์
การใช้ประโยชน์จากดินเบาของเสียที่ได้จากโรงงานเบียร์มาเป็นตัวรองรับของตัวเร่งปฏิกิริยาอะลูมินาและทังสเตนออกไซด์สำหรับดีไฮเดรชันของเอทานอลไปเป็นเอทิลีน, ณัฐชนน เลิศภัทรนันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำกากไดอะตอมไมต์ซึ่งเป็นของเสียจากกระบวนการผลิตเบียร์มาใช้เป็นตัวรองรับของตัวเร่งปฏิกิริยาอะลูมินาและทังสเตนออกไซด์สำหรับปฏิกิริยาเอทานอลดีไฮเดรชันไปเป็นเอทิลีน โดยเอทิลีนเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เนื่องจากใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตพอลิเอทิลีนชนิดต่าง ๆ ปัจจุบันเอทิลีนผลิตได้จากกระบวนการแตกสลายด้วยความร้อน (thermal cracking) ของแนฟทา ซึ่งใช้พลังงานสูงและปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณมาก อีกทั้งยังพึ่งพาวัตถุดิบจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ดังนั้น การพัฒนาเทคโนโลยีในการเพิ่มมูลค่าของไบโอเอทานอลไปเป็นเอทิลีนจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมและยั่งยืน ในการศึกษานี้ได้เลือกใช้กากไดอะตอมไมต์จากโรงงานผลิตเบียร์ ซึ่งเป็นวัสดุเหลือทิ้งที่มีรูพรุนสูงและมีราคาถูก มาผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณภาพด้วยกรดซัลฟิวริก แล้วนำมาเคลือบฝังอะลูมินาด้วยวิธีการเคลือบฝังแบบเปียก (incipient wetness impregnation) โดยศึกษาผลของความเข้มข้นอะลูมินาที่ร้อยละ 5–20 โดยมวล พบว่าตัวเร่งปฏิกิริยา 15Al-AN/DE ให้ค่าคอนเวอร์ชันของเอทานอลและผลผลิตเอทิลีนสูงที่สุดเท่ากับ 67.3% และ 29% ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าการเคลือบฝังอะลูมินาช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวและปรับปรุงความเป็นกรดของตัวเร่งให้อยู่ในระดับอ่อนถึงปานกลาง ซึ่งเหมาะสมต่อการเกิดปฏิกิริยาเอทานอลดีไฮเดรชัน จากนั้นได้ทำการเปรียบเทียบผลของตัวรองรับระหว่างดินเบาและซิลิกาเชิงพาณิชย์ โดยใช้สัดส่วนอะลูมินาร้อยละ 15 เท่ากัน พบว่าตัวเร่งปฏิกิริยา 15Al-AN/CAB ให้ค่าคอนเวอร์ชันและผลผลิตเอทิลีนสูงสุดถึง 92% และ 80% ตามลำดับ เนื่องจากมีพื้นที่ผิวสูง การกระจายตัวของอะลูมินาดี และมีความเป็นกรดรวมมากกว่าอย่างชัดเจน ทั้งยังมีความบริสุทธิ์สูงตามผลวิเคราะห์ XRF ในขั้นต่อมาได้ศึกษาผลของการเปลี่ยนสารตั้งต้นในการเคลือบฝังอะลูมินาบนดินเบา พบว่าตัวเร่งปฏิกิริยา 15Al-AS/DE ให้ค่าคอนเวอร์ชันและผลผลิตเอทิลีนเท่ากับ 57.2% และ 42% ตามลำดับ ซึ่งสัมพันธ์กับผลวิเคราะห์ SEM-EDX และ XRF ที่ตรวจพบซัลเฟอร์เป็นองค์ประกอบส่งผลให้ไปยับยั้งการเกิดปฏิกิริยาเอทานอลดีไฮโดรจีเนชันไปเป็นอะซีตัลดีไฮด์ พร้อมทั้งมีค่าความเป็นกรดรวมสูงซึ่งส่งเสริมการเกิดปฏิกิริยาเอทานอลดีไฮเดรชันได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้ตัวเร่งปฏิกิริยา 15Al-AS/DE มีประสิทธิภาพสูงที่สุดงานวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการใช้ของเสียจากอุตสาหกรรมเบียร์มาเป็นตัวรองรับตัวเร่งปฏิกิริยาที่มีประสิทธิภาพสำหรับการผลิตเอทิลีนจากไบโอเอทานอล ซึ่งสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดของเสียอุตสาหกรรม และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สนับสนุนเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซสุทธิเป็นศูนย์ในอนาคต
เครื่องมือสำหรับการตรวจสอบสินทรัพย์สารสนเทศจากแบบรูปความมั่นคง, ธีระยุทธ คชงาม
เครื่องมือสำหรับการตรวจสอบสินทรัพย์สารสนเทศจากแบบรูปความมั่นคง, ธีระยุทธ คชงาม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สินทรัพย์สารสนเทศมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินงานและความสำเร็จขององค์กร หากสินทรัพย์เหล่านี้รั่วไหลหรือถูกเข้าถึงโดยบุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาต อาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากหรือความสูญเสียทางความเชื่อมั่นได้ ด้วยเหตุนี้การจัดหาวิธีการที่เหมาะสมเพื่อทวนสอบการออกแบบระบบเพื่อรักษาความมั่นคงของสินทรัพย์สารสนเทศจึงเป็นสิ่งจำเป็น งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการทวนสอบแบบจำลองการออกแบบความมั่นคงของระบบที่ออกแบบโดยนักออกแบบความมั่นคงของระบบ ด้วยการใช้แผนภาพคลาส ที่สร้างขึ้นจากรูปแบบความมั่นคงและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เป็นโมเดลอ้างอิงการออกแบบโครงสร้างด้านความมั่นคง ขอบเขตของแบบรูปความมั่นคงที่ใช้ในงานวิจัยนี้ครอบคลุมความปลอดภัยและการจัดการความเสี่ยงขององค์กร, การระบุตัวตนและการพิสูจน์ตัวจริง, และการควบคุมการเข้าถึงพร้อมทั้งนำเสนอกลไกการทวนสอบระหว่างแผนภาพคลาสสองชุด ซึ่งประกอบด้วยแผนภาพที่ออกแบบโดยนักออกแบบระบบ และแผนภาพจากแบบจำลองโดยใช้อัลกอริทึมสองรายการ ได้แก่ อัลกอริทึมที่ใช้สำหรับตรวจสอบความครบถ้วนขององค์ประกอบภายในแต่ละคลาส และอัลกอริทึมที่ใช้สำหรับตรวจสอบความครบถ้วนของความสัมพันธ์ระหว่างคลาส นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาเครื่องมือซอฟต์แวร์เพื่อสนับสนุนการทวนสอบแผนภาพคลาส ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้งานเครื่องมือนี้คือ แสดงองค์ประกอบคลาสตามแบบจำลองที่ได้นำเสนอและสร้างที่ขาดหายไป พร้อมคำแนะนำและคำอธิบายที่เหมาะสมเพื่อช่วยสนับสนุนให้นักออกแบบระบบมีความเข้าใจในแนวคิดและการออกแบบความมั่นคงได้ดียิ่งขึ้น เครื่องมือที่นำเสนอได้ถูกทดสอบกับกรณีศึกษาระบบจัดการข้อมูลผู้ป่วย เพื่อยืนยันประสิทธิผลของเครื่องมือในการสนับสนุนการทวนสอบการออกแบบความมั่นคงของระบบ
การพัฒนาระบบช่วยประเมินการอ่านแจกลูกสะกดคำไทยเพื่ออ่านโดยการปรับปรุงเทคนิคการประมวลผลภาษาธรรมชาติ, ภูริณัฐ กระจ่างศรี
การพัฒนาระบบช่วยประเมินการอ่านแจกลูกสะกดคำไทยเพื่ออ่านโดยการปรับปรุงเทคนิคการประมวลผลภาษาธรรมชาติ, ภูริณัฐ กระจ่างศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแจกลูกสะกดคำถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานเริ่มจัดให้มีการเรียนการสอนและการประเมินตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 แต่ด้วยอัตราส่วนอาจารย์และนักเรียนที่แตกต่างกันมากอาจส่งผลให้อาจารย์ไม่สามารถประเมินการอ่านออกเสียงแจกลูกสะกดคำของนักเรียนได้อย่างทั่วถึง งานวิทยานิพนธ์นี้จึงพัฒนาระบบช่วยประเมินการอ่านแจกลูกสะกดคำไทย ด้วยความซับซ้อนของอักขรวิธีภาษาไทย ซึ่งแตกต่างจากภาษาอังกฤษ ทำให้เกิดปัญหาในการแบ่งกลุ่มตัวอักษรเพื่อสร้างคำอ่านแจกลูกสะกดคำที่ถูกต้องและการถอดข้อความจากเสียงเพื่อประเมินความถูกต้อง งานวิทยานิพนธ์นี้ได้นำเสนอการปรับปรุงเทคนิคการประมวลผลภาษาธรรมชาติ โดยการพัฒนาขั้นตอนวิธีการแบ่งกลุ่มตัวอักษรในคำไทยแต่ละคำอย่างแม่นยำโดยการสร้างพจนานุกรมรูปสระ และใช้การคำนวณทางสถิติของระยะห่างเลเวนชเตย์นในการเลือกโครงสร้างพยางค์ที่เหมาะสมที่สุด หลังจากนั้นระบบได้นำ แบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ มาใช้ในการถอดข้อความเสียงการอ่านของผู้เรียน และใช้ขั้นตอนวิธีเกสตัลท์ในการประเมินความถูกต้องของเสียงอ่านอย่างละเอียด พบว่าวิธีการแบ่งกลุ่มตัวอักษรที่เสนอมีความถูกต้องสูงถึง 100% ในชุดข้อมูลคำไทย 708 คำ จากบัญชีคำพื้นฐาน และระบบสามารถจำแนกเสียงอ่านที่ถูกต้องและไม่ถูกต้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีค่า ความแม่นยำ 89.17%, ความเที่ยง 94.02%, และความไว 89.67% อีกทั้งยังตรวจจับข้อผิดพลาดประเภทวรรณยุกต์และการอ่านเกิน/ไม่อ่านได้แม่นยำ ระบบที่พัฒนาขึ้นมีความได้เปรียบด้านความถูกต้อง ความสม่ำเสมอ และความรวดเร็วเมื่อเทียบกับการประเมินโดยมนุษย์ จึงสามารถช่วยลดภาระการประเมินและเพิ่มโอกาสให้นักเรียนได้รับการสนับสนุนการเรียนรู้การอ่านออกเสียง สำหรับในอนาคตควรมีการปรับปรุงแบบจำลองรู้จำเสียงพูดสำหรับภาษาไทยด้วยข้อมูลเสียงของเด็กประถม การขยายชุดคำทดสอบให้ครอบคลุมคำที่ซับซ้อนขึ้น การพัฒนาในรูปแบบแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์พกพา และการประเมินผลในระดับพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนเพื่อยืนยันผลทางการศึกษา
การหาระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับประมาณค่าคลาดเคลื่อนทางดิ่งในชั้นบรรยากาศโทรโพสเฟียร์แบบใกล้ปัจจุบันด้วยเทคนิคการประมวลผลแบบจุดเดี่ยวความละเอียดถูกต้องสูง, รติกร ไกรวิจิตร
การหาระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับประมาณค่าคลาดเคลื่อนทางดิ่งในชั้นบรรยากาศโทรโพสเฟียร์แบบใกล้ปัจจุบันด้วยเทคนิคการประมวลผลแบบจุดเดี่ยวความละเอียดถูกต้องสูง, รติกร ไกรวิจิตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดช่วงเวลาการประมวลผลที่เหมาะสมสำหรับการประมาณค่า Zenith Total Delay (ZTD) แบบใกล้ปัจจุบัน (Near Real-Time) ในประเทศไทย โดยใช้เทคนิค Precise Point Positioning (PPP) ร่วมกับข้อมูลวงโคจรแบบ Ultra-Rapid และแนวคิด Sliding Window ในการประมวลผลข้อมูลจากสถานี CORS จำนวน 20 แห่ง โดยใช้ข้อมูลตัวแทนสภาพอากาศในเดือนมกราคม มีนาคม และสิงหาคม พ.ศ. 2565 การประมวลผลด้วยซอฟต์แวร์ GipsyX กำหนดขนาด Window 30–540 นาที เลื่อนทุก 15 นาที และเฉลี่ยค่าภายใน Window ด้วยวิธี Weighted Least Squares ผลการศึกษาพบว่า ค่า RMSE ของความต่างของค่า ZTD ลดลงอย่างรวดเร็วในช่วง 30–100 นาที และคงที่ที่ประมาณ 5–10 มม. เมื่อ Window มากกว่า 250 นาที โดยส่วนใหญ่ลดค่า RMSE ให้ต่ำกว่าเกณฑ์ 13 มม. ที่ใช้ในงาน Numerical Weather Prediction (NWP) ได้เมื่อ Window ประมาณ 120 นาที แม้บางสถานีต้องใช้เวลานานกว่าเนื่องจากความแปรผันเชิงพื้นที่ ด้านวิเคราะห์ช่วงเวลาเฉลี่ย พบว่าค่าเฉลี่ยเวลาประมวลผลอยู่ที่ 90.1 ± 40 นาที และลดลงเหลือ 79 ± 20 นาที เมื่อทำการตัดค่าผิดปกติที่อยู่นอกช่วงความเชื่อมั่น 95% ซึ่งช่วยเพิ่มความเชื่อถือได้ของผลลัพธ์อย่างมีนัยสำคัญ ผลการวิเคราะห์บ่งชี้ว่าช่วงเวลาประมาณ 59–99 นาที (79 ± 20 นาที) ให้ความแม่นยำระดับใช้งานได้จริง และเมื่อพิจารณาร่วมกับแนวโน้มค่า RMSE …