Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2024

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 32491 - 32520 of 32979

Full-Text Articles in Entire DC Network

Relationships Between Workload And Team Performance: Mediating Role Of Shared Mental Model Of Air Traffic Controllers At Suvarnabhumi Control Tower, Thailand, Wichanat Phoompiew Jan 2024

Relationships Between Workload And Team Performance: Mediating Role Of Shared Mental Model Of Air Traffic Controllers At Suvarnabhumi Control Tower, Thailand, Wichanat Phoompiew

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The objective of this research was to examine the relationships among workload, perceived shared mental model, and team performance of air traffic controllers at Suvarnabhumi Air Traffic Control Tower, Thailand, focusing on how workload related to team performance and the mediating role of perceived shared mental model. Data were collected from 126 air traffic controllers using actual air traffic operational records at Suvarnabhumi Airport, and data analysis was conducted using SPSS and the PROCESS Macro for mediation analysis. The key finding indicated that Workload on Team Performance is fully mediated by the Perceived Shared Mental Model. Consequently, this research highlighted …


ผลของโปรแกรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมรูปแบบเว็บไซต์ต่อการเสริมสร้างพฤติกรรมและความรู้ในการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4, ธวัลรัตน์ ยศเรือง Jan 2024

ผลของโปรแกรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมรูปแบบเว็บไซต์ต่อการเสริมสร้างพฤติกรรมและความรู้ในการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4, ธวัลรัตน์ ยศเรือง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมรูปแบบเว็บไซต์ต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม และความรู้ในการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมในนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 30 คน ซึ่งแบ่งออกเป็นกลุ่มทดลองและควบคุม กลุ่มละ 15 คน โดยที่ทั้งสองกลุ่มจะตอบแบบวัดพฤติกรรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมและแบบประเมินความรู้ในการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม ในช่วงก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมของกลุ่มทดลอง โดยที่กลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมในรูปแบบเว็บไซต์เป็นระยะเวลา 10 ครั้ง ส่วนกลุ่มควบคุมใช้ชีวิตตามปกติ ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติความแปรปรวนแบบผสมสองทาง (Two-way mixed ANOVA) เพื่อทดสอบความแตกต่างของคะแนนก่อนและหลังการทดลองจากผู้เข้าร่วมการวิจัยทั้งสองกลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า (1) ไม่พบปฏิสัมพันธ์ร่วมระหว่างการเข้าร่วมโปรแกรมกับเวลาของการวัดต่อคะแนนพฤติกรรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม และไม่พบความแตกต่างกันของคะแนนพฤติกรรมการเรียนรู้ในช่วงหลังการทดลองของผู้เข้าร่วมวิจัยทั้งสองกลุ่ม และ (2) พบปฏิสัมพันธ์ร่วมระหว่างการเข้าร่วมโปรแกรมกับเวลาของการวัดต่อคะแนนความรู้ในการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม และพบว่าคะแนนความรู้ในการเรียนรู้ของกลุ่มทดลองเพิ่มขึ้นและสูงกว่ากลุ่มควบคุม แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมในรูปแบบเว็บไซต์ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นนั้นยังไม่สามารถช่วยพัฒนาในด้านพฤติกรรมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมได้เท่าที่ควรนัก แต่ช่วยเสริมสร้างความรู้ในการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมของผู้เข้าร่วมโปรแกรมได้เป็นอย่างดี


ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพความสัมพันธ์พ่อแม่ลูก คุณภาพความสัมพันธ์กับเพื่อนและการนำเสนอตนเองทางอินสตาแกรมนนิสิตระดับปริญญาตรีที่มีสถานะทางอัตลักษณ์แตกต่างกัน, ปุญญาพร จันทร์อำพร Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพความสัมพันธ์พ่อแม่ลูก คุณภาพความสัมพันธ์กับเพื่อนและการนำเสนอตนเองทางอินสตาแกรมนนิสิตระดับปริญญาตรีที่มีสถานะทางอัตลักษณ์แตกต่างกัน, ปุญญาพร จันทร์อำพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความสัมพันธ์พ่อแม่ลูก ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน การนำเสนอตนเองทางอินสตาแกรม และสถานะทางอัตลักษณ์ของนิสิตระดับปริญญาตรี โดยมีสมมติฐานการวิจัยที่ว่า ความสัมพันธ์พ่อแม่ลูก ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน และการนำเสนอตนเองทางอินสตาแกรม มีความแตกต่างกันเมื่อเปรียบเทียบในสถานะทางอัตลักษณ์รูปแบบต่าง ๆ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ใหญ่วัยเริ่ม จำนวน 315 คน ที่เป็นนิสิต นักศึกษาไทยที่กำลังศึกษาอยู่ในจากมหาวิทยาลัยรัฐ มหาวิทยาลัยเอกชน หรือและมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ วิเคราะห์ข้อมูลโดยนำตัวแปรอัตลักษณ์มาวิเคราะห์จัดกลุ่มด้วยเทคนิคการวิเคราะห์กลุ่ม สามารถจัดกลุ่มสถานะทางอัตลักษณ์ทั้งสิ้น 5 รูปแบบกลุ่ม ได้แก่ สถานะทางอัตลักษณ์การค้นหาตัวเองอีกครั้ง, สถานะทางอัตลักษณ์การค้นพบตัวตน, สถานะทางอัตลักษณ์การค้นหาตัวตน, สถานะทางอัตลักษณ์แบบสับสนและกังวลเล็กน้อย และ สถานะทางอัตลักษณ์แบบสับสนและเป็นกังวล จากนั้นทำการวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุคูณ (MANOVA) ประกอบด้วย ตัวแปรต้น สถานะทางอัตลักษณ์ 1 ตัวแปร 5 ระดับ และตัวแปรตาม 6 ตัวแปร ได้แก่ ตัวแปรคุณภาพความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูก ตัวแปรคุณภาพความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน และตัวแปรการนำเสนอตนเองในอินสตาแกรมที่แบ่งเป็น 4 ตัวแปรย่อย ได้แก่ เชิงกว้าง, เชิงลึก, เชิงบวก และความจริงแท้ ผลการวิจัยสนับสนุนสมมติฐานบางส่วน โดยพบความแตกต่างระหว่างสถานะทางอัตลักษณ์ทั้ง 5 แบบ ในตัวแปรคุณภาพความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูก และการนำเสนอตนเองทางอินสตาแกรมในมิติเชิงกว้าง มิติเชิงลึก มิติเชิงบวก และมิติความจริงแท้ ขณะที่ไม่พบความแตกต่างในตัวแปรคุณภาพความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า สถานะทางอัตลักษณ์ของบุคคลที่แตกต่างกันมีความเกี่ยวข้องกับคุณภาพความสัมพันธ์พ่อแม่ลูก และการนำเสนอตนเองในอินสตาแกรมในด้านต่าง ๆ ซึ่งมีนัยสำคัญต่อการเข้าใจอัตลักษณ์ของผู้ใหญ่วัยเริ่ม


ประสบการณ์ในการรับมือกับความท้าทายจากการปฏิบัติงานทางวิชาชีพ ของนักจิตวิทยาการปรึกษามือใหม่, ซัลมาร์ มณีวงศ์ Jan 2024

ประสบการณ์ในการรับมือกับความท้าทายจากการปฏิบัติงานทางวิชาชีพ ของนักจิตวิทยาการปรึกษามือใหม่, ซัลมาร์ มณีวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

​​นักจิตวิทยาการปรึกษามือใหม่มักเผชิญกับความท้าทายทั้งภายในและภายนอกในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นนักวิชาชีพเต็มตัว อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ในการเผชิญและรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ในบริบทของประเทศไทยยังไม่ได้รับการศึกษาในเชิงลึก งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจประสบการณ์ความท้าทายและการเผชิญกับความท้าทายของนักจิตวิทยาการปรึกษามือใหม่ (ที่มีประสบการณ์ไม่เกิน 5 ปี) โดยใช้ระเบียบวิธีวิเคราะห์ปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ ผ่านกรณีศึกษาของนักจิตวิทยาจำนวน 6 ราย ผลการวิจัยพบ 4 ใจความหลัก ได้แก่ 1) ความท้าทายในการเป็นมือใหม่ที่ต้องทำงานหลากหลาย 2) การดูแลตนเอง 3) ความสำคัญของแหล่งสนับสนุน และ 4) การเห็นคุณค่าของวิชาชีพ ผลการวิจัยนี้สะท้อนให้เห็นสภาวะความท้าทายที่นักจิตวิทยามือใหม่ประสบและวิธีการรับมือกับความท้าทายของพวกเขา ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นองค์ความรู้ในการพัฒนาแนวทางการสนับสนุนอย่างเหมาะสมในด้านการนิเทศ การส่งเสริมสุขภาวะ และการออกแบบระบบดูแลทางวิชาชีพที่สอดคล้องกับบริบทประเทศไทย ​


อิทธิพลของความเชื่อว่าโลกมีความอันตรายต่อความพึงพอใจในชีวิต โดยมีความเครียดเป็นตัวแปรส่งผ่าน และอัตลักษณ์ทางสังคมและการสนับสนุนทางสังคมเป็นตัวแปรกํากับ : เปรียบเทียบในและนอกพื้นที่สาม จังหวัดชายแดนใต้, ซาร่า ซัตตาร์ Jan 2024

อิทธิพลของความเชื่อว่าโลกมีความอันตรายต่อความพึงพอใจในชีวิต โดยมีความเครียดเป็นตัวแปรส่งผ่าน และอัตลักษณ์ทางสังคมและการสนับสนุนทางสังคมเป็นตัวแปรกํากับ : เปรียบเทียบในและนอกพื้นที่สาม จังหวัดชายแดนใต้, ซาร่า ซัตตาร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของความเชื่อว่าโลกมีความอันตรายต่อความพึงพอใจในชีวิต โดยพิจารณาการรับรู้ความเครียดเป็นตัวแปรส่งผ่าน และอัตลักษณ์ทางสังคมกับการสนับสนุนทางสังคมเป็นตัวแปรกำกับ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 214 คน แบ่งเป็นกลุ่มในและนอกพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้เท่า ๆ กัน วิเคราะห์ข้อมูลด้วย PROCESS Macro (Model 21) ผลการวิจัยพบว่า ความเชื่อว่าโลกมีความอันตรายส่งผลลบต่อความพึงพอใจในชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ (p<.001) ) โดยเฉพาะในกลุ่มนอกพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ส่วนการสนับสนุนทางสังคมส่ง ผลบวกต่อความพึงพอใจในชีวิตในกลุ่มที่อยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ (p < .05) ขณะที่การรับรู้ความเครียดไม่ เป็นตัวแปรส่งผ่าน และไม่พบว่าอัตลักษณ์ทางสังคมหรือการสนับสนุนทางสังคมมีบทบาทเป็นตัวแปรกำกับอย่างมี นัยสำคัญ ข้อค้นพบชี้ให้เห็นว่า การสนับสนุนทางสังคมมีบทบาทสำคัญต่อความพึงพอใจในชีวิตของประชาชนใน พื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ จึงควรส่งเสริมการสร้างเครือข่ายทางสังคมในพื้นที่ดังกล่าว ขณะเดียวกันควรมี มาตรการเสริมสร้างความรู้สึกปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่นอกสามจังหวัดชายแดนใต้ เพื่อลดผลกระทบจาก ความเชื่อว่าโลกมีความอันตรายซึ่งอาจกระทบต่อความพึงพอใจในชีวิต


การพัฒนามาตรวัดภาวะผู้นำใฝ่บริการของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, พงศ์วิทย์ ศรีปิ่นแก้ว Jan 2024

การพัฒนามาตรวัดภาวะผู้นำใฝ่บริการของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, พงศ์วิทย์ ศรีปิ่นแก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นงานวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed methods research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความหมายและองค์ประกอบของภาวะผู้นำใฝ่บริการของพยาบาลวิชาชีพรวมถึงการพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของมาตรวัดภาวะผู้นำใฝ่บริการของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย วิธีการดำเนินวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ดังนี้ ระยที่ 1 เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ ผ่านการสนทนากลุ่ม (Focus Group) ผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้บริหารทางการพยาบาล และพยาบาลวิชาชีพที่ผ่านการอบรมหลักสูตรบริหารทางการพยาบาล หรือหลักสูตรการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้บริหาร มีประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน 10 ปีขึ้นไป จำนวน 20 คน เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย ผู้วิจัย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ซึ่งผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน หาค่าร้อยละของความเห็นด้วย (agreement) เท่ากับ ร้อยละ 90 วิเคราะห์ข้อมูลตามแนวคิด Thematic Analysis Method ตรวจสอบความน่าเชื่อถือและความอิ่มตัวของข้อมูลคุณภาพ โดยการตรวจสอบแบบสามเส้า (Triangulation methods) ระยะที่ 2 เป็นการศึกษาเชิงปริมาณ เพื่อพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของมาตรวัด กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลวิชาชีพ 390 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (multi-stage sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามภาวะผู้นำใฝ่บริการของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย แบบสอบถามภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง แบบสอบถามพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กร และ แบบสอบถามประสิทธิผลของหอผู้ป่วย ผลการวิจัยในระยะที่ 1 พบว่า ภาวะผู้นำใฝ่บริการของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ แบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลักที่สำคัญ ดังนี้ 1) ความหมายของภาวะผู้นำใฝ่บริการคือ การปฏิบัติตนเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดี การบริการที่ดีเป็นการสร้างคุณค่าให้กับวิชาชีพพยาบาลและ การพัฒนาตนเองนำไปสู่การพัฒนาองค์กร 2) คุณลักษณะภาวะผู้นำใฝ่บริการมี 16 คุณลักษณะ และ 3) การสร้างเมล็ดพันธุ์ภาวะผู้นำใฝ่บริการให้เจริญเติบโตต้องเริ่มต้นที่ตนเอง และองค์กรต้องมีส่วนสนับสนุน พร้อมทั้งให้โอกาสในการพัฒนา ผลการวิจัยในระยะที่ 2 พบว่า องค์ประกอบของภาวะผู้นำใฝ่บริการของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มีทั้งหมด 11 องค์ประกอบ …


ความสัมพันธ์ระหว่างความกดดันในการปฏิบัติงานกับพฤติกรรมการปฏิบัติงานขายโดยมีบุคลิกภาพเชิงรุก และความยึดมั่นผูกพันในงานเป็นตัวแปรกำกับในพนักงานขาย องค์การอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพมหานคร, รุ่งอรุณ มะเดื่อชุมพร Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างความกดดันในการปฏิบัติงานกับพฤติกรรมการปฏิบัติงานขายโดยมีบุคลิกภาพเชิงรุก และความยึดมั่นผูกพันในงานเป็นตัวแปรกำกับในพนักงานขาย องค์การอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพมหานคร, รุ่งอรุณ มะเดื่อชุมพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความกดดันในการปฏิบัติงานกับพฤติกรรมการปฏิบัติงานขายของพนักงานขายอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งเพื่อศึกษาบทบาทของบุคลิกภาพเชิงรุกและความยึดมั่นผูกพันในงาน ในฐานะตัวแปรกำกับความสัมพันธ์ดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยพนักงานขายจำนวน 141 คน จากองค์กรอสังหาริมทรัพย์หลากหลายแห่งในกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีประสบการณ์การทำงานมากกว่า 1 ปี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ส่วน ได้แก่ (1) ข้อมูลประชากร (เพศ อายุ อายุงาน ระดับการศึกษา และตำแหน่งงาน) (2) ความกดดันในการปฏิบัติงาน (3) พฤติกรรมการปฏิบัติงานขาย ผ่าน 3 มิติ ได้แก่ การมีความรู้ทางเทคนิค การขายแบบประยุกต์ และการวางแผนการขาย (4) ความยึดมั่นผูกพันในงาน และ (5) บุคลิกภาพเชิงรุก ผลการวิจัยพบว่า บุคลิกภาพเชิงรุกและความยึดมั่นผูกพันในงานไม่มีอิทธิพลกำกับอย่างมีนัยสำคัญ ต่อความสัมพันธ์ระหว่างความกดดันในการปฏิบัติงานกับพฤติกรรมการปฏิบัติงานด้านการขาย (β = −.044, p = .595 และ β = −.092, p = .216 ตามลำดับ) อย่างไรก็ตาม ความกดดันในการปฏิบัติงานมีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญกับพฤติกรรมการปฏิบัติงานขาย (r = .27, p < .01) และความยึดมั่นผูกพันในงานมีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญกับพฤติกรรมการปฏิบัติงานขาย (r = .44, p < .01) นอกจากนี้ บุคลิกภาพเชิงรุกมีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญกับความกดดันในการปฏิบัติงาน (r = .30, p < .01) กับ พฤติกรรมการปฏิบัติงานด้านการขาย (r = .51, p < .01) และความยึดมั่นผูกพันในงาน (r = .45, p < .01) ผลการวิจัยครั้งนี้สำหรับการบริหารงานขายในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ องค์กรควรออกแบบรูปแบบของการบริหารงานขายภายใต้ความกดดันในการปฏิบัติงานให้เหมาะสม ควรส่งเสริมพฤติกรรมการปฏิบัติงานขายภายใต้สภาวะความกดดันในการปฏิบัติงานในทิศทางบวก ไม่ทำลายสุขภาวะจิต ทั้งในรูปแบบของกลยุทธ์ กิจกรรม และโปรแกรมฝึกอบรมที่สนับสนุนลักษณะบุคลิกภาพเชิงรุกและความยึดมั่นผูกพันในงาน สนับสนุนความสามารถของพนักงานขายทางด้านพฤติกรรมการปฏิบัติงานขาย ที่มีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับผลการปฏิบัติงานและอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์


Association Among Visual Attention, Anger Reactivity, And Emerging Executive Function: A Multi-Time Point Study In 2-Year-Old Children, Supattra Sittiwang Jan 2024

Association Among Visual Attention, Anger Reactivity, And Emerging Executive Function: A Multi-Time Point Study In 2-Year-Old Children, Supattra Sittiwang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Infant attention serves as a crucial foundation for learning; however, studies examining attention from birth to two years of age have been limited. This research aimed to conduct a multi-time point study to investigate the relationship between visual attention in three attention networks (alerting, orienting, and executive control networks) at ages 5 weeks, 4 months, 7 months, and 12 months, and emerging executive function (emerging EF) at 24 months, with anger reactivity at 12 months as a moderating variable. The study involved 322 mothers engaged in agriculture and their infants in Chiang Mai Province. Data were gathered through observations of …


ผลของกลุ่มการปรึกษาเชิงจิตวิทยาเพื่อเสริมสร้างความเมตตากรุณาต่อตนเองด้วยการเจริญสติแบบสั้นต่อความนิยมความสมบูรณ์แบบที่ไม่เอื้อต่อการปรับตัวและความเมตตากรุณาต่อตนเองในนิสิตระดับปริญญาตรี, ตะวัน ศิริคุรุรัตน์ Jan 2024

ผลของกลุ่มการปรึกษาเชิงจิตวิทยาเพื่อเสริมสร้างความเมตตากรุณาต่อตนเองด้วยการเจริญสติแบบสั้นต่อความนิยมความสมบูรณ์แบบที่ไม่เอื้อต่อการปรับตัวและความเมตตากรุณาต่อตนเองในนิสิตระดับปริญญาตรี, ตะวัน ศิริคุรุรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของกลุ่มการปรึกษาเชิงจิตวิทยาเพื่อเสริมสร้างความเมตตากรุณาต่อตนเองด้วยการเจริญสติแบบสั้นต่อความนิยมความสมบูรณ์แบบที่ไม่เอื้อต่อการปรับตัวและความเมตตากรุณาต่อตนเองในนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรี โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่สมัครใจเข้าร่วมการวิจัยและมีคะแนนความนิยมความสมบูรณ์แบบที่ไม่เอื้อต่อการปรับตัวสูงกว่าหรือเท่ากับ 42 ทั้งในมิติการตั้งมาตรฐานสูง และความไม่สอดคล้อง จำนวน 48 คน แบ่งออกเป็นกลุ่มทดลอง 25 คน และกลุ่มควบคุม 23 คน กลุ่มทดลองได้รับการเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มจิตวิทยาการปรึกษาแนวเมตตากรุณาต่อตนเองแบบเจริญสติแบบสั้น 6 ครั้ง ครั้งละ 2 ชั่วโมง 30 นาที สัปดาห์ละ 1 ครั้ง กลุ่มตัวอย่างทุกคนได้ตอบแบบสอบถามใน 3 ช่วง ได้แก่ระยะก่อนทดลอง และหลังทดลอง รวมถึงระยะติดตามผล 4 สัปดาห์ ผ่านมาตรวัดมิติความไม่สอดคล้องจากมาตรประเมินลักษณะยึดติดความสมบูรณ์ และแบบวัดความเมตตากรุณาต่อตนเอง ข้อมูลถูกนำมาวิเคราะห์ทางสถิติโดยใช้สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุนามแบบวัดซ้ำ (Repeated-measure MANOVAs) และวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุนามแบบระหว่างกลุ่ม (Between-groups MANOVAs) ผลการวิจัยแสดงว่า 1) หลังเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่ม และในระยะติดตามผล กลุ่มทดลองมีระดับคะแนนความนิยมความสมบูรณ์แบบที่ไม่เอื้อต่อการปรับตัวต่ำกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 2) หลังเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่ม กลุ่มทดลองมีระดับคะแนนความนิยมความสมบูรณ์แบบที่ไม่เอื้อต่อการปรับตัวต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 3) หลังเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่ม และในระยะติดตาม กลุ่มทดลองมีระดับคะแนนความเมตตากรุณาต่อตนเองสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 4) หลังเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่ม กลุ่มทดลองมีระดับคะแนนความเมตตากรุณาต่อตนเองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ


The Effects Of Acceptance And Commitment Group Therapy On Depression And Psychological Flexibility In Undergraduates With Significant Others Experiencing Depression, Buranee Chinotaikul Jan 2024

The Effects Of Acceptance And Commitment Group Therapy On Depression And Psychological Flexibility In Undergraduates With Significant Others Experiencing Depression, Buranee Chinotaikul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study investigated the impact of Acceptance and Commitment Group Therapy (ACGT) on depression and psychological flexibility in undergraduates whose significant others experienced depression. Whether attending ACGT would help increase psychological flexibility and decrease depressive symptoms was examined. A total of 25 undergraduates participated in the current study, with 8 assigned to the control group based on convenience and 17 to the intervention group. Those in the intervention group participated in six 2.5-hour on-site ACGT sessions, with data on depression and psychological flexibility being collected at pre-test, post-test, and 10-week follow-up. Results indicated that after the intervention, participants in the …


การใช้วิธีการมองจากมุมของผู้อื่นเพื่อลดเจตคติรังเกียจกลุ่ม: อิทธิพลกำกับของแรงจูงใจในการขยายตัวตน, ศรนรินทร์ กาญจนะโนพินิจ Jan 2024

การใช้วิธีการมองจากมุมของผู้อื่นเพื่อลดเจตคติรังเกียจกลุ่ม: อิทธิพลกำกับของแรงจูงใจในการขยายตัวตน, ศรนรินทร์ กาญจนะโนพินิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยที่ผ่านมาพบว่าการใช้วิธีการมองจากมุมของผู้อื่นไม่สามารถลดเจตคติรังเกียจกลุ่มในกลุ่มคนที่นิยามตัวตนแบบพึ่งพาซึ่งกันและกันได้ การวิจัยนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อทดสอบว่าการเพิ่มแรงจูงใจในการขยายตัวตนสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพแก่วิธีการมองจากมุมของผู้อื่นในการลดเจตคติรังเกียจกลุ่มในกลุ่มตัวอย่างชาวไทยได้หรือไม่ การศึกษาที่ 1.1 ทดสอบสมมติฐานว่าแรงจูงใจในการขยายตัวตนสูงช่วยให้การมองจากมุมของผู้อื่นสามารถลดเจตคติรังเกียจกลุ่มคนรักเพศเดียวกันแบบเด่นชัด และเพิ่มความเต็มใจในการสร้างความสัมพันธ์กับคนกลุ่มนี้ได้สำเร็จ นักศึกษามหาวิทยาลัยเพศชาย 140 คนได้รับการจัดกระทำให้ขยายตัวตน (สูงหรือต่ำ) ก่อนมองจากมุมของกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน (หรือควบคุม) ผลพบว่า แรงจูงใจในการขยายตัวตนไม่กำกับอิทธิพลของการมองจากมุมของผู้อื่น แต่ผู้มองจากมุมของผู้อื่นเต็มใจสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลรักเพศเดียวกันมากกว่ากลุ่มควบคุม แต่ไม่ส่งผลต่อเจตคติรังเกียจกลุ่ม การศึกษาที่ 1.2 ทดสอบซ้ำโดยตั้งสมมติฐานว่าแรงจูงใจในการขยายตัวตนมีอิทธิพลกำกับผลจากการมองจากมุมของผู้อื่นในการลดเจตคติรังเกียจชาวพม่าทั้งแบบเด่นชัดและแบบแอบแฝง และเพิ่มความเต็มใจในการสร้างความสัมพันธ์กับชาวพม่า นักศึกษามหาวิทยาลัย 185 คน ได้รับการจัดกระทำแรงจูงใจในการขยายตัวตน (สูง ต่ำ หรือควบคุม) ก่อนมองจากมุมของผู้อื่น (หรือควบคุม) ผลพบว่า แรงจูงใจในการขยายตัวตนไม่เป็นตัวแปรกำกับเช่นเดียวกับผลจากการศึกษา 1.1 ผู้มีแรงจูงใจในการขยายตัวตนสูงมีคะแนนเจตคติรังเกียจชาวพม่าแบบเด่นชัดต่ำกว่าและมีความเต็มใจในการสร้างความสัมพันธ์กับชาวพม่าสูงกว่ากลุ่มที่มีแรงจูงใจในการขยายตัวตนต่ำ และพบว่าผู้มองจากมุมของผู้อื่นมีคะแนนเจตคติรังเกียจชาวพม่าทั้งแบบเด่นชัดและแบบแอบแฝง (วัดด้วย Implicit Association Test) ต่ำกว่ากลุ่มควบคุม การศึกษาที่ 2 มุ่งทดสอบซ้ำสมมติฐานการเป็นตัวแปรกำกับของแรงจูงใจในการขยายตัวตนต่ออิทธิพลของการมองจากมุมของผู้อื่นในบริบทการรังเกียจกลุ่มชาวพม่า และทดสอบสมมติฐานการเป็นตัวแปรส่งผ่านของการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของผู้อื่น การรวมตนเข้ากับผู้อื่น และการรวมผู้อื่นเข้ากับตน นักศึกษามหาวิทยาลัย 320 คน ได้รับการจัดกระทำแรงจูงใจในการขยายตัวตน (สูงหรือควบคุม) และการมองจากมุมของผู้อื่น (หรือควบคุม) ก่อนตอบมาตรวัดตัวแปรส่งผ่านและตัวแปรตาม จากการวิเคราะห์เส้นทางพบว่า แรงจูงใจในการขยายตัวตนไม่มีอิทธิพลกำกับการมองจากมุมของผู้อื่นในการลดเจตคติรังเกียจกลุ่ม แต่มีอิทธิพลกำกับในการลดความเต็มใจในการสร้างความสัมพันธ์กับชาวพม่าโดยมีการรวมผู้อื่นเข้ากับตนเป็นตัวแปรส่งผ่านอิทธิพลบางส่วน โดยสรุป การวิจัยนี้พบว่าวิธีมองจากมุมของผู้อื่นสามารถลดอคติลำเอียงระหว่างกลุ่มในตัวอย่างชาวไทยได้ แต่ความแน่นอนของผลนี้อาจขึ้นอยู่กับบริบท การวิจัยนี้ยังพบเป็นครั้งแรกว่า การเพิ่มแรงจูงใจในการขยายตัวตนเพียงอย่างเดียวสามารถลดอคติรังเกียจกลุ่มได้โดยตรง ผลการวิจัยนี้สามารถอธิบายความเชื่อมโยงระหว่างแนวคิดการขยายตัวตนและทฤษฎีการนิยามตัวตนข้ามวัฒนธรรมในบริบทของอคติลำเอียงระหว่างกลุ่ม และสามารถชี้นำการสร้างการแทรกแซงเพื่อลดความรังเกียจกลุ่มในชาวไทยได้ต่อไป


อิทธิพลของการรับรู้การอบรมเลี้ยงดูอย่างใส่ใจต่อความวิตกกังวลในการเรียน โดยมีความขัดแย้งในเรื่องการเรียนระหว่างพ่อแม่และลูกเป็นตัวแปรส่งผ่าน ในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น: โมเดลความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงสาเหตุ, ดารวันต์ รักสัตย์ Jan 2024

อิทธิพลของการรับรู้การอบรมเลี้ยงดูอย่างใส่ใจต่อความวิตกกังวลในการเรียน โดยมีความขัดแย้งในเรื่องการเรียนระหว่างพ่อแม่และลูกเป็นตัวแปรส่งผ่าน ในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น: โมเดลความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงสาเหตุ, ดารวันต์ รักสัตย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ (1) เพื่อตรวจสอบความไม่แปรเปลี่ยนของโมเดลการวัดการรับรู้การอบรมเลี้ยงดูอย่างใส่ใจ ความขัดแย้งในเรื่องการเรียนระหว่างพ่อแม่และลูก และความวิตกกังวลในการเรียน ระหว่างนักเรียนที่ประเมินความสัมพันธ์กับพ่อและกับแม่ (2) เพื่อพัฒนาและตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของการรับรู้การอบรมเลี้ยงดูอย่างใส่ใจและความวิตกกังวลในการเรียน โดยมีความขัดแย้งในเรื่องการเรียนระหว่างพ่อแม่และลูกเป็นตัวแปรส่งผ่าน กลุ่มตัวอย่าง คือ ลูกวัยรุ่นที่มีอายุระหว่าง 12-16 ปี และกำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ประกอบด้วยนักเรียนที่ประเมินความสัมพันธ์กับพ่อ 204 คน และกับแม่ 280 คน รวมทั้งสิ้น 484 คน เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล มาตรวัดการรับรู้การอบรมเลี้ยงดูอย่างใส่ใจ มาตรวัดความขัดแย้งในเรื่องการเรียนระหว่างพ่อแม่และลูก และมาตรวัดความวิตกกังวลในการเรียน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยาย และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า โมเดลการวัดการรับรู้การอบรมเลี้ยงดูอย่างใส่ใจและความวิตกกังวลในการเรียนไม่แปรเปลี่ยนระหว่างกลุ่มในทุกระดับ (โครงสร้าง, ค่าน้ำหนักองค์ประกอบ, ค่าเฉลี่ย, และค่าความคลาดเคลื่อน) ส่วนโมเดลการวัดความขัดแย้งในเรื่องการเรียนระหว่างพ่อแม่และลูกไม่แปรเปลี่ยนระหว่างกลุ่มในระดับโครงสร้างและค่าน้ำหนักองค์ประกอบเท่านั้น นอกจากนี้โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ทั้งในกลุ่มนักเรียนที่ประเมินความสัมพันธ์กับพ่อและกับแม่ โดยการรับรู้การอบรมเลี้ยงดูอย่างใส่ใจจากพ่อมีอิทธิพลทางอ้อมในทิศทางลบต่อความวิตกกังวลในการเรียนโดยมีความขัดแย้งในเรื่องการเรียนระหว่างพ่อและลูกเป็นตัวแปรส่งผ่านแบบสมบูรณ์ เช่นเดียวกันกับการรับรู้การอบรมเลี้ยงดูอย่างใส่ใจจากแม่ที่มีอิทธิพลทางอ้อมในทิศทางลบต่อความวิตกกังวลในการเรียนโดยมีความขัดแย้งในเรื่องการเรียนระหว่างแม่และลูกเป็นตัวแปรส่งผ่านแบบสมบูรณ์


ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความผาสุกของพยาบาลวิชาชีพแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉินในโรงพยาบาลตติยภูมิ กรุงเทพมหานคร, พิตตินันท์ สายดำ Jan 2024

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความผาสุกของพยาบาลวิชาชีพแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉินในโรงพยาบาลตติยภูมิ กรุงเทพมหานคร, พิตตินันท์ สายดำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความผาสุก และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการมีอิสระแห่งตน ภาวะผู้นำที่เอาใจใส่ผู้ปฏิบัติงาน และบรรยากาศความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน กับความผาสุกของพยาบาลวิชาชีพแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉินในโรงพยาบาลตติยภูมิ กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างคือ พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน 1 ปีขึ้นไป 3 โรงพยาบาล โดยใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน จำนวน 163 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความผาสุกของพยาบาล แบบสอบถามการมีอิสระแห่งตน แบบสอบถามพฤติกรรมภาวะผู้นำที่เอาใจใส่ผู้ปฏิบัติงานของหัวหน้างาน และแบบสอบถามบรรยากาศความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่า CVI เท่ากับ .97, .88, .96 และ .99 ตามลำดับ และทดสอบค่าความเที่ยง โดยคำนวณหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่า ได้ค่าความเที่ยง เท่ากับ .93, .80, .97 และ .93 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า พยาบาลวิชาชีพแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉินในโรงพยาบาลตติยภูมิ กรุงเทพมหานคร มีความผาสุกโดยรวมอยู่ในระดับมาก (M = 3.79, S.D. = .41) โดยบรรยากาศความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน การมีอิสระแห่งตน และภาวะผู้นำที่เอาใจใส่ผู้ปฏิบัติงานของหัวหน้างาน มีความสัมพันธ์ทางบวกระดับปานกลางกับความผาสุกของพยาบาลวิชาชีพ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .504, .493 และ .426 ตามลำดับ) ผลการวิจัยครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงปัจจัยที่สัมพันธ์กับความผาสุกของพยาบาลวิชาชีพ ดังนั้นผู้บริหารทางการพยาบาลควรส่งเสริมความผาสุกกับพยาบาลวิชาชีพให้สอดคล้องกับปัจจัยที่สัมพันธ์ เพื่อส่งเสริมและธำรงรักษาให้พยาบาลวิชาชีพมีความผาสุกที่ดี อันจะส่งผลถึงคุณภาพการบริการพยาบาลที่ดี


Educational Application For Automated Analysis Of Movie's Narrative Structure Based On Editing Patterns Of Popular Thai Films, Nuttanai Lertpreechapakdee Jan 2024

Educational Application For Automated Analysis Of Movie's Narrative Structure Based On Editing Patterns Of Popular Thai Films, Nuttanai Lertpreechapakdee

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study investigated the narrative structures of popular Thai films and introduced an innovative approach to film education through the development of ‘Movie’s Narrative Structure Analyzer’ (MOVSA) mobile application. Through the analysis of shot duration patterns using machine learning techniques, five distinct narrative structures were identified in popular Thai films from 2006 to 2022. These include the Classical Three-Act Structure, Reverse Classical Three-Act Structure, Classical Four-Act Structure, Reverse Classical Four-Act Structure, and Roller Coaster Structure, reflecting both universal narrative patterns and the unique storytelling styles of Thai cinema. To further explore the implications of these narrative structures, the study examined …


ความเหนื่อยล้าเนื่องจากการทำงาน และปัจจัยที่เกี่ยวข้องของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กรุงเทพมหานคร, พชร ศศะนาวิน Jan 2024

ความเหนื่อยล้าเนื่องจากการทำงาน และปัจจัยที่เกี่ยวข้องของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กรุงเทพมหานคร, พชร ศศะนาวิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณาภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุก และปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเหนื่อยล้าเนื่องจากการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กรุงเทพมหานคร โดยสุ่มเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม 220 คน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 แบบสอบถาม ประกอบด้วย ข้อมูลปัจจัยด้านบุคคล ปัจจัยในงาน ปัจจัยองค์กร ข้อมูลความเหนื่อยล้าเนื่องจากการทำงาน (ความเหนื่อยล้า) Occupational Fatigue Exhaustion Recovery Scale-15 แปลไทย ฉบับปรับปรุง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน วิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างสองตัวแปร และวิเคราะห์การถดถอยลอจิสติกเชิงพหุ พบอัตราตอบกลับร้อยละ 85.27 ความชุกความเหนื่อยล้าเรื้อรัง เฉียบพลัน และการฟื้นตัว ร้อยละ 48.2, 60.9 และ 53.2 ตามลำดับ เมื่อควบคุมตัวกวนแล้วพบว่าปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเหนื่อยล้าเรื้อรังอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ 1) ภาวะซึมเศร้า 2) สถานะสุขภาพปานกลาง 3) แนวโน้มที่จะลาออกเล็กน้อย และปานกลาง/ สูง 4) จำนวนผู้เชี่ยวชาญไม่เพียงพอ และ 5) การดื่มแอลกอฮอล์ ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเหนื่อยล้าเฉียบพลัน ได้แก่ 1) ภาวะซึมเศร้า 2) สถานะสุขภาพปานกลาง 3) แนวโน้มที่จะลาออกเล็กน้อย และปานกลาง/ สูง 4) จำนวนผู้เชี่ยวชาญไม่เพียงพอ 5) การทำงานเดิมซ้ำ ๆ ปานกลาง และบ่อยครั้ง 6) ประสบการณ์ในตำแหน่งมากกว่า 2 ถึง 10 ปี และ 7) นโยบายไม่ค่อยดี ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการฟื้นตัวระหว่างกะ ได้แก่ 1) ภาวะซึมเศร้า 2) ภาวะนอนไม่หลับ 3) แนวโน้มที่จะลาออกปานกลาง/ สูง และ 4) การทำงานเดิมซ้ำ ๆ ปานกลาง ดังนั้น ปัจจัยด้านกายใจ องค์กร และลักษณะงานสัมพันธ์กับความเหนื่อยล้า การพัฒนานโยบายสนับสนุนการทำงาน …


การพัฒนาระบบการตรวจให้คะแนนการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติ, กวินนา แก้วเพ็ชร Jan 2024

การพัฒนาระบบการตรวจให้คะแนนการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติ, กวินนา แก้วเพ็ชร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) พัฒนาระบบการตรวจให้คะแนนการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติ และ 2) ประเมินคุณภาพระบบการตรวจให้คะแนนการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติ โดยมีตัวอย่างวิจัย คือ นิสิตนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต คณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ระดับชั้นปีที่ 3 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 103 คน จาก 5 มหาวิทยาลัย โดยใช้การเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย คือ ระบบการตรวจให้คะแนนการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติ และทำการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาคุณภาพของระบบจาก 3 ตัวชี้วัด ได้แก่ ความสอดคล้องในการตรวจให้คะแนนระหว่างระบบและผู้ตรวจที่เป็นมนุษย์ ประสิทธิผลของระบบ ความพึงพอใจของผู้ใช้ต่อระบบ ซึ่งผลการวิจัยพบว่า 1. แบบสอบเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษที่พัฒนาขึ้น จำนวน 4 ข้อ มีการประยุกต์โครงการสร้างและรูปแบบมาจากข้อสอบเขียนประเภทที่ 1 ของ IELTS โดยมีการปรับบริบทและสถานการณ์ให้เหมาะสมกับการเป็นข้อสอบสำหรับนิสิต นักศึกษาคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ และมีการปรับใช้เกณฑ์ในการตรวจให้คะแนนของ IELTS เช่นเดียวกัน โดยเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินมีทั้งสิ้น 4 เกณฑ์ ได้แก่ การตอบสนองต่อโจทย์ (Task achievement) ความสอดคล้องต่อเนื่อง (Coherence and Cohesion) คำศัพท์ (Lexical Resource) และความถูกต้องและความเหมาะสมของไวยากรณ์ (Grammatical Range and Accuracy) ซึ่งเกณฑ์การประเมินถูกปรับเป็น 5 ระดับ (0-4 คะแนน) เพื่อความเหมาะสมกับความสามารถของผู้สอบ ซึ่งเมื่อตรวจสอบคุณภาพของข้อสอบพบว่า มีค่าความยากอยู่ระดับปานกลาง และมีอำนาจจำแนกที่ดี เมื่อตรวจสอบความเที่ยงของผลการวัดตามทฤษฎีสรุปอ้างอิงพบว่า ความเที่ยงแบบอิงเกณฑ์ โดยการตรวจให้คะแนนโดยผู้สอบ 2 คน ด้วยการออกแบบการวัดแบบไขว้อยู่ในระดับที่น่าเชื่อถือ (Absolute G-Coefficient=0.75) และสหสัมพันธ์ภายในชั้นของแต่ละข้ออยู่ในระดับที่มีความเห็นพ้องร่วมกันสูงมาก (.994 ถึง 1.000) 2. ระบบการตรวจให้คะแนนการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติ ที่พัฒนาขึ้นด้วยภาษา JavaScript โดยมีระบบการทำงานแบบเบ็ดเสร็จในระบบ (Standalone) ซึ่งภายในประกอบไปด้วยข้อสอบวัดทักษะการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษ จำนวน 4 ข้อ และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้ต่อระบบ …


โปรแกรมส่งเสริมการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจโดยใช้ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคร่วมกับการกำกับตนเองสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษา, ชาญธวัช จันทร์กล่ำ Jan 2024

โปรแกรมส่งเสริมการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจโดยใช้ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคร่วมกับการกำกับตนเองสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษา, ชาญธวัช จันทร์กล่ำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองและของนักเรียนกลุ่มควบคุม 2) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจหลังการทดลองระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองกับนักเรียนกลุ่มควบคุมกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 60 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ นักเรียนกลุ่มทดลอง จำนวน 30 คนที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจโดยใช้ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคร่วมกับการกำกับตนเอง และนักเรียนกลุ่มควบคุม จำนวน 30 คน ไม่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) โปรแกรมส่งเสริมการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจโดยใช้ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคร่วมกับการกำกับตนเอง ประกอบด้วย 7 กิจกรรม ประเมินตนเอง รับรู้ปัญหา ร่วมกันวางแผน สู้ปัญหา จิตใจเข้มแข้ง แรงเสริมทางบวก และเรียนรู้ไปด้วยกัน 2) แบบประเมินการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจ ซึ่งประกอบด้วยแบบประเมินการรับรู้ข้อมูลและสถานการณ์เพื่อเตรียมพร้อมป้องกัน แบบประเมินการเผชิญปัญหาและตอบสนอง และแบบประเมินความสามารถในการฟื้นพลังทางจิตใจหลังเผชิญปัญหา วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจ โดยการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยของการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 2) ค่าเฉลี่ยของการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปผลการวิจัย โปรแกรมส่งเสริมการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจโดยใช้ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคร่วมกับการกำกับตนเองสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาส่งผลให้การจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุม


การพัฒนาชุดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการกำหนดตนเองและการตัดสินใจเลือกอาชีพเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่การมีงานทำของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้, สรญา มุทะธากุล Jan 2024

การพัฒนาชุดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการกำหนดตนเองและการตัดสินใจเลือกอาชีพเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่การมีงานทำของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้, สรญา มุทะธากุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) พัฒนาชุดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการกำหนดตนเองและการตัดสินใจเลือกอาชีพเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่การมีงานทำของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ 2) วิเคราะห์ผลของการใช้ชุดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการกำหนดตนเองและการตัดสินใจเลือกอาชีพเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่การมีงานทำของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ตัวอย่างวิจัยครั้งนี้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ที่กำลังศึกษาอยู่ในมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 3 คน โดยใช้การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง 2) กลุ่มครูของนักเรียนในกลุ่มตัวอย่างที่ 1 จำนวน 3 คน 3) กลุ่มผู้ปกครองที่ดูแลนักเรียนในกลุ่มตัวอย่างที่ 1 จำนวน 3 คน การวิจัยครั้งนี้เก็บรวบรวมข้อมูลแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 พัฒนาชุดกิจกรรมฯ และ ระยะที่ 2 ทดลองใช้ชุดกิจกรรมฯ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ ชุดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการกำหนดตนเองและการตัดสินใจเลือกอาชีพ และแผนการสอนประกอบชุดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการกำหนดตนเองและการตัดสินใจเลือกอาชีพเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่การมีงานทำของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ เครื่องมือรวบรวมข้อมูล ได้แก่ ชุดแบบประเมินทักษะการกำหนดตนเอง แบบประเมินการตัดสินใจเลือกอาชีพ และแบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นที่มีต่อชุดกิจกรรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงบรรยายและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. ชุดกิจกรรมฯ ประกอบด้วย 7 กิจกรรม แต่ละกิจกรรมประกอบด้วย 5 ขั้นตอน 2. ชุดกิจกรรมฯสามารถสร้างความตระหนักรู้ในตนเองและทำให้นักเรียนมีทักษะการกำหนดตนเองที่สูงขึ้น จนนำไปสู่การตัดสินใจเลือกอาชีพด้วยตนเองได้ 3. นักเรียนสามารถระบุอาชีพที่ตนเองสนใจได้อย่างมีเหตุผลและมีการวางแผนอย่างเป็นระบบมากขึ้น สามารถวางแผนบรรลุเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาวได้อย่างเป็นรูปธรรม 4. กลุ่มผู้ใช้ชุดกิจกรรมทั้ง 3 กลุ่ม มีความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า กิจกรรมมีความเหมาะสมกับบริบทของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ สามารถประยุกต์ใช้ในรายวิชาหรือกิจกรรมอื่น ๆ ได้


Management Of Depression/Anxiety In Patients With Chronic Liver Disease, Mauro Garcia-Altieri, Keila Carrera-Mejias, Ruben Hernaez Jan 2024

Management Of Depression/Anxiety In Patients With Chronic Liver Disease, Mauro Garcia-Altieri, Keila Carrera-Mejias, Ruben Hernaez

Faculty, Staff and Students Publications

Download video file (51.3MB, mp4)


Hepatocellular Carcinoma Surveillance May Be Associated With Potential Psychological Harms In Patients With Cirrhosis, Manasa Narasimman, Ruben Hernaez, Vanessa Cerda, Minjae Lee, Anubha Sood, Sruthi Yekkaluri, Aisha Khan, Lisa Quirk, Yan Liu, Jennifer R Kramer, Simon Craddock Lee, Caitlin C Murphy, Jasmin A Tiro, Amit G Singal Jan 2024

Hepatocellular Carcinoma Surveillance May Be Associated With Potential Psychological Harms In Patients With Cirrhosis, Manasa Narasimman, Ruben Hernaez, Vanessa Cerda, Minjae Lee, Anubha Sood, Sruthi Yekkaluri, Aisha Khan, Lisa Quirk, Yan Liu, Jennifer R Kramer, Simon Craddock Lee, Caitlin C Murphy, Jasmin A Tiro, Amit G Singal

Faculty, Staff and Students Publications

Background and aims: The value of HCC surveillance is determined by the balance between benefits and harms; however, no studies have enumerated psychological harms.

Approach and results: We fielded surveys measuring psychological harms to patients with cirrhosis in a multicenter randomized trial of HCC surveillance outreach. All patients with positive or indeterminate surveillance results and matched patients with negative results were invited to complete surveys measuring (1) depression through the Patient Health Questionnaire-ninth version, (2) anxiety through State-Trait Anxiety Inventory, (3) HCC-specific worry through Psychological Consequences Questionnaire, and (4) decisional regret. Patients were classified into 4 groups: true positive (TP), …


Group-Based Interventions In Lifestyle Medicine, Viet T Tran, Elizabeth M Vaughan, Stephanie Kim, Craig A Johnston Jan 2024

Group-Based Interventions In Lifestyle Medicine, Viet T Tran, Elizabeth M Vaughan, Stephanie Kim, Craig A Johnston

Faculty, Staff and Students Publications

Group-based interventions in health care have demonstrated a positive influence on patient outcomes by strengthening patient-healthcare professional relationships and providing an avenue for patient empowerment through shared experiences and belongingness. Groups have been shown to enhance social and psychological support, improve self-management behaviors, and encourage peer-support. However group settings also present challenges, such as discomforts in sharing within a group context and managing diverse group dynamics. We outline the efficacy and dynamics of group-based activities in health care settings. This includes key behavioral components of groups, such as creating a safe, supportive, and cohesive environment in group activities where confidentiality …


Understanding Primary Care Physician Perspectives On The Diagnosis And Management Of Non-Alcoholic Fatty Liver Disease: A Qualitative Study, Natalia I Heredia, Jemima C John, Sonia Singh, Jessica P Hwang, Larkin L Strong, Maya Balakrishnan, Lorna H Mcneill Jan 2024

Understanding Primary Care Physician Perspectives On The Diagnosis And Management Of Non-Alcoholic Fatty Liver Disease: A Qualitative Study, Natalia I Heredia, Jemima C John, Sonia Singh, Jessica P Hwang, Larkin L Strong, Maya Balakrishnan, Lorna H Mcneill

Faculty, Staff and Students Publications

Primary care physicians (PCPs) are well suited to manage patients with non-alcoholic fatty liver disease (NAFLD), but the limited, existing research suggests inadequate knowledge about the natural history, diagnostic methods, and management of NAFLD. The purpose of this qualitative study is to further understand the knowledge and practices for the diagnosis and management of NAFLD among PCPs. We conducted in-depth interviews with PCPs in the Greater Houston area, addressing current clinical practices used for diagnosing and managing NAFLD, as well as the perceptions of the PCPs regarding the burden of NAFLD on patients. We recorded interviews, transcribed them, coded transcripts, …


Autosomal Recessive Vwa1-Related Disorder: Comprehensive Analysis Of Phenotypic Variability And Genetic Mutations, Sara Nagy, Dorothy K Grange, Richard Sommerville, Et Al. Jan 2024

Autosomal Recessive Vwa1-Related Disorder: Comprehensive Analysis Of Phenotypic Variability And Genetic Mutations, Sara Nagy, Dorothy K Grange, Richard Sommerville, Et Al.

2020-Current year OA Pubs

A newly identified subtype of hereditary axonal motor neuropathy, characterized by early proximal limb involvement, has been discovered in a cohort of 34 individuals with biallelic variants in von Willebrand factor A domain-containing 1 (


Profile Of Caregiving Activities And Association With Physical Health Among Dementia Spousal Caregivers, Jinmyoung Cho, Laura P Sands, Alan B Stevens, Heather G Allore, Molly J Horstman Jan 2024

Profile Of Caregiving Activities And Association With Physical Health Among Dementia Spousal Caregivers, Jinmyoung Cho, Laura P Sands, Alan B Stevens, Heather G Allore, Molly J Horstman

Faculty, Staff and Students Publications

Background and objectives: This study aims to identify patterns of caregiving intensity and assess associations between caregiving intensity and multidimensional physical health indicators and health behaviors among spousal caregivers of persons with Alzheimer's disease and related dementia.

Research design and methods: Using data from 152 spousal caregivers aged 65 and older, the intensity of their caregiving experience was measured as the number and frequency of health- and medical-related helping activities for their care recipient. Multidimensional health indicators included self-reported fatigue, sleep disturbance, physical functioning, pain interference, general health, and the number of chronic conditions from the electronic health records. Self-reported …


การเปรียบเทียบวิธีการปรับแต่งไฮเปอร์พารามิเตอร์ในโมเดลจำแนกทางการศึกษาด้วยการจำลองแบบมอนติคาร์โล, โยธิน หมายมั่น Jan 2024

การเปรียบเทียบวิธีการปรับแต่งไฮเปอร์พารามิเตอร์ในโมเดลจำแนกทางการศึกษาด้วยการจำลองแบบมอนติคาร์โล, โยธิน หมายมั่น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปรับแต่งไฮเปอร์พารามิเตอร์ของโมเดลจำแนกประเภท โดยใช้อัลกอริทึม Random Forest (RF) และ Support Vector Machine (SVM) และ (2) นำเสนอแนวทางในการเลือกใช้อัลกอริทึมและกำหนดขอบเขตพื้นที่การค้นหาไฮเปอร์พารามิเตอร์ที่เหมาะสมกับลักษณะของข้อมูล โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 เป็นการจำลองข้อมูลด้วยวิธีมอนติคาร์โล (Monte Carlo Simulation) เพื่อสร้างชุดข้อมูลที่แตกต่างกันตามปัจจัยต่อไปนี้ (1) ขนาดตัวอย่าง (50, 200, 500) (2) จำนวนตัวแปรต่อเนื่อง (3, 5, 7) (3) ขนาดอิทธิพลของตัวแปร (ระดับสูง, ระดับกลาง) (4) ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร (เชิงเส้น, ไม่เชิงเส้น) และ (5) พื้นที่การค้นหาค่าไฮเปอร์พารามิเตอร์ (all, importance) แล้วทำการปรับแต่งไฮเปอร์พารามิเตอร์ด้วย 4 วิธี ได้แก่ Bayesian Optimization (BO), Genetic Algorithm (GA), Hyperband (HPB) และ Particle Swarm Optimization (PSO) จากนั้นประเมินประสิทธิภาพของโมเดลด้วย 3 องค์ประกอบได้แก่ ได้แก่ (1) ประสิทธิภาพของการจำแนก โดยจะนำเสนอค่าความถูกต้อง (accuracy) (2) ความเสถียรของประสิทธิภาพ โดยพิจารณาจากสัมประสิทธิ์การแปรผัน (coefficient of variation: CV) และ (3) ดัชนีวัดประสิทธิภาพเชิงเวลา (time-efficiency index) โดยใช้เทคนิค XAI (feature permutation mean dropout loss) ผลการวิเคราะห์พบว่า ในด้านประสิทธิภาพในการจำแนก จำนวนตัวแปรต่อเนื่องมีความสำคัญสูงสุด (mean dropout loss = …


กระบวนการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ตามแนวคิดการเรียนรู้ด้วยการสร้างสรรค์ร่วมกันและการเรียนรู้จากการปฏิบัติสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, อรนิภา ไทยแท้ พันธุ์สมุทร Jan 2024

กระบวนการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ตามแนวคิดการเรียนรู้ด้วยการสร้างสรรค์ร่วมกันและการเรียนรู้จากการปฏิบัติสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, อรนิภา ไทยแท้ พันธุ์สมุทร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลการใช้กระบวนการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ตามแนวคิดการเรียนรู้ด้วยการสร้างสรรค์ร่วมกันและการเรียนรู้จากการปฏิบัติ สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย มีการดำเนินการวิจัย เป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานเพื่อออกแบบกระบวนการ ระยะที่ 2 การออกแบบกระบวนการ เสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ ระยะที่ 3 การศึกษาผลการใช้กระบวนการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ โดยนำไปทดลองใช้กับ กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 25 คน ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กรุงเทพมหานคร ที่ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบศึกษากลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง ระยะเวลาในการทดลองทั้งสิ้น 12 สัปดาห์ และระยะที่ 4 การปรับปรุงและพัฒนากระบวนการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ฉบับ สมบูรณ์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ 1) แบบประเมินภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ เป็นการประเมินโดยใช้เกณฑ์การให้คะแนน แบบรูบริกจากการสังเกตการปฏิบัติของนักเรียน ทั้งในสถานการณ์ที่กระตุ้นให้แสดงออกและในบริบทการเรียนการสอนตามปกติ และ 2) แบบวัดภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ เป็นการให้นักเรียนประเมินตนเองและเพื่อน โดยใช้มาตรประมาณค่าของลิเคิร์ท 4 ระดับ สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเปรียบเทียบ Wilcoxon signed-rank test และสถิติทดสอบ Friedman Test ผลการวิจัย สรุปได้ดังนี้ 1. กระบวนการที่พัฒนาขึ้นเป็นกระบวนการเรียนการสอนเพื่อเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียน มัธยมศึกษาตอนปลายที่เน้นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทำงานร่วมกันกับกลุ่มที่หลากหลาย และมีส่วนร่วมในการออกแบบการเรียนรู้ของ ตนเองในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและท้าทาย พร้อมฝึกสะท้อนคิดเพื่อพัฒนาตนเองและกลุ่ม โดยมีหลักการที่สำคัญ 5 ประการ คือ 1) การจัดกลุ่มผู้เรียนที่หลากหลายเอื้อต่อการเรียนรู้และการทำงานร่วมกัน 2) การให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการออกแบบการเรียนรู้ 3) การ สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ร่วมกัน 4) การกำหนดกรอบงานที่ท้าทาย และ 5) การให้ผู้เรียนสะท้อนคิดเพื่อพัฒนาการทำงาน และกระบวนการเรียนรู้ โดยกระบวนการที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ ขั้นที่ 1 ร่วมกันสร้าง ขั้นที่ 2 ร่วมกันออกแบบ ขั้นที่ 3 ร่วมกันทำ …


Physical Violence And Aggression In Parkinson's Disease: A Systematic Review, Melissa B Jones, Lakeshia Gibson, Malena Gimenez-Zapiola, Ana Guerra, Gursimrat Bhatti, Dakota Broadway, Juliann Tea, Aksa Prasad, Rachel Gates, Elizabeth Hinton, Ricardo E Jorge, Laura Marsh Jan 2024

Physical Violence And Aggression In Parkinson's Disease: A Systematic Review, Melissa B Jones, Lakeshia Gibson, Malena Gimenez-Zapiola, Ana Guerra, Gursimrat Bhatti, Dakota Broadway, Juliann Tea, Aksa Prasad, Rachel Gates, Elizabeth Hinton, Ricardo E Jorge, Laura Marsh

Faculty, Staff and Students Publications

Background: Physical violence and aggression (PVA), defined as behaviors with the potential to cause bodily injury, are unfortunate risks in the management of all-cause neurodegenerative dementias. While dementia in Parkinson's disease (PD) may not be evident for many years after clinical onset, neuropsychiatric disturbances occur at all stages of the disease. At issue is whether PVA in PD is associated with clinical factors that can be targets for prevention and management in the absence of a prevailing dementia syndrome.

Objective: This systematic review examined the extent to which PVA in PD without dementia is a clinically significant concern and whether …


Emulating A Randomized Clinical Trial With Real-World Data To Evaluate The Effect Of Antidepressant Use In Ptsd Patients With High Suicide Risk, Oshin Miranda, Xiguang Qi, M Daniel Brannock, Ryan Whitworth, Thomas Kosten, Neal David Ryan, Gretchen L Haas, Levent Kirisci, Lirong Wang Jan 2024

Emulating A Randomized Clinical Trial With Real-World Data To Evaluate The Effect Of Antidepressant Use In Ptsd Patients With High Suicide Risk, Oshin Miranda, Xiguang Qi, M Daniel Brannock, Ryan Whitworth, Thomas Kosten, Neal David Ryan, Gretchen L Haas, Levent Kirisci, Lirong Wang

Faculty, Staff and Students Publications

INTRODUCTION: Post-Traumatic Stress Disorder (PTSD) entails behavioral changes with increased risk of suicide, and there is no consensus on the preferred antidepressants for treatment of those PTSD patients who are at elevated risk for suicide.

METHODS: We conducted a clinical trial emulation study comparing suicide-related events (SREs) among those patients' initiating antidepressants within 60 days after a qualifying SRE. Patients were followed from initiation of antidepressant until any of the following: treatment cessation, switching, death, or loss to follow-up. The outcome is a new onset of an SRE.

RESULTS: Citalopram exhibited a significantly fewer case with new SREs compared to …


Ginkgo Biloba For Tardive Dyskinesia And Plasma Mnsod Activity: Association With Mnsod Ala-9val Variant: A Randomized, Double-Blind Trial, Dongmei Wang, Yang Tian, Jiajing Chen, Rongrong Zhu, Jiaxin Li, Huixia Zhou, Dachun Chen, Li Wang, Thomas R Kosten, Xiang-Yang Zhang Jan 2024

Ginkgo Biloba For Tardive Dyskinesia And Plasma Mnsod Activity: Association With Mnsod Ala-9val Variant: A Randomized, Double-Blind Trial, Dongmei Wang, Yang Tian, Jiajing Chen, Rongrong Zhu, Jiaxin Li, Huixia Zhou, Dachun Chen, Li Wang, Thomas R Kosten, Xiang-Yang Zhang

Faculty, Staff and Students Publications

Background: Excessive free radicals are implicated in the pathophysiology of tardive dyskinesia (TD), and Ginkgo biloba extract (EGb761) scavenges free radicals, thereby enhancing antioxidant enzymes such as mitochondrial manganese superoxide dismutase (MnSOD). This study examined whether EGb761 treatment would improve TD symptoms and increase MnSOD activity, particularly in TD patients with specific MnSOD Val-9Ala genotype.

Methods: An EGb761 (240 mg/day) 12-week double-blind clinical trial with 157 TD patients was randomized. The severity of TD was measured by the Abnormal Involuntary Movement Scale (AIMS) and plasma MnSOD activity was assayed before and after 12 weeks of treatment. Further, in an expanded …


Fluoxetine And Sertraline Inhibit Height Growth And Growth Hormone Signaling During Puberty, Chadi Calarge, Chima Amushie, Stephanie Dinh, James A Mills, Sridevi Devaraj, Griselda Barba-Villalobos, Jacqueline Nguyen, Jose M Garcia, Stephanie Sisley, Fida Bacha, Babette Zemel Jan 2024

Fluoxetine And Sertraline Inhibit Height Growth And Growth Hormone Signaling During Puberty, Chadi Calarge, Chima Amushie, Stephanie Dinh, James A Mills, Sridevi Devaraj, Griselda Barba-Villalobos, Jacqueline Nguyen, Jose M Garcia, Stephanie Sisley, Fida Bacha, Babette Zemel

Faculty, Staff and Students Publications

Purpose: The aim of this study was to examine the effect of fluoxetine and sertraline on height growth and insulin-like growth factor-1 (IGF-1) during puberty.

Methods: In this 6-month cohort study, electronic medical records were used to identify 8- to 15-year-old participants, within 1 month of starting fluoxetine (n = 39) or sertraline (n = 27), and sexual maturation stages 2 to 4 were confirmed. Conditions that interfere with height growth led to exclusion. Participants underwent anthropometric assessments and phlebotomy. Healthy, unmedicated children (n = 36) also provided anthropometric data.

Results: After the baseline height Z-score, sex, Tanner stage, daily …