Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (9456)
- Education (5635)
- Medicine and Health Sciences (5621)
- Psychology (4150)
- Arts and Humanities (4036)
-
- Law (1923)
- Sociology (1619)
- Business (1524)
- Higher Education (1428)
- Medical Specialties (1215)
- Life Sciences (1170)
- Public Health (1079)
- Physical Sciences and Mathematics (976)
- Nursing (971)
- Communication (845)
- Mental and Social Health (823)
- Medical Sciences (794)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (750)
- Psychiatry and Psychology (684)
- Educational Leadership (628)
- Religion (597)
- Rehabilitation and Therapy (580)
- Clinical Psychology (575)
- Counseling (571)
- Teacher Education and Professional Development (564)
- Art and Design (558)
- Engineering (556)
- Curriculum and Instruction (539)
- History (534)
- Social Work (507)
- Institution
-
- Walden University (1247)
- Liberty University (1143)
- The Texas Medical Center Library (687)
- University of South Florida (654)
- Chulalongkorn University (522)
-
- University of South Carolina (509)
- University of Montana (468)
- Nova Southeastern University (449)
- Sigma Theta Tau International Honor Society of Nursing (445)
- University of Plymouth (415)
- City University of New York (CUNY) (414)
- Brigham Young University (412)
- University of Nebraska - Lincoln (396)
- Ateneo de Manila University (329)
- New Jersey Institute of Technology (302)
- Universitas Indonesia (302)
- University of Kentucky (300)
- Edith Cowan University (297)
- Utah State University (292)
- University of Central Florida (283)
- Portland State University (277)
- Association of Arab Universities (275)
- University of Texas Rio Grande Valley (267)
- Singapore Management University (265)
- University of Arkansas, Fayetteville (262)
- Kennesaw State University (248)
- Old Dominion University (239)
- San Jose State University (237)
- Design Research Society (232)
- Georgia Southern University (232)
- Keyword
-
- Humans (716)
- Mental health (554)
- Female (447)
- Education (393)
- Male (384)
-
- Depression (363)
- COVID-19 (361)
- Anxiety (319)
- Adult (280)
- Higher education (280)
- Trauma (265)
- Psychology (249)
- Stress (248)
- Leadership (241)
- Resilience (210)
- Middle Aged (207)
- Gender (206)
- Adolescent (202)
- Burnout (196)
- Mental Health (193)
- Social media (187)
- Undergraduate (176)
- Identity (169)
- Self-efficacy (169)
- Communication (167)
- Students (164)
- Autism (162)
- Children (162)
- Artificial intelligence (155)
- Child (154)
- Publication
-
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (1177)
- Theses and Dissertations (1128)
- Doctoral Dissertations and Projects (897)
- Dissertations (574)
- Electronic Theses and Dissertations (440)
-
- Faculty, Staff and Student Publications (393)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (380)
- Faculty Publications (287)
- The Auk (278)
- University of Montana Course Syllabi, 2021-2025 (274)
- Research outputs 2022 to 2026 (263)
- Honors Theses (243)
- DRS Biennial Conference Series (226)
- Journal of Issues in Intercollegiate Athletics (210)
- Theses (189)
- Faculty Scholarship (188)
- Faculty, Staff and Students Publications (188)
- Kritika Kultura (188)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (184)
- Masters Theses (175)
- Dissertations, Theses, and Capstone Projects (172)
- Master's Theses (142)
- The Qualitative Report (139)
- Expressive Therapies Capstone Theses (132)
- 2020-Current year OA Pubs (127)
- Leadership Connection (127)
- Dissertations and Theses (122)
- Undergraduate Student Symposium (119)
- Electronic Theses, Projects, and Dissertations (115)
- Psychology Faculty Publications (113)
- Publication Type
Articles 31381 - 31410 of 32821
Full-Text Articles in Entire DC Network
การประมาณค่าเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกของลำต้นยูคาลิปตัสจากข้อมูลไลดาร์ที่ได้จากอากาศยานไร้คนขับด้วยเทคนิคการประมวลผลพอยต์คลาวด์, พีรพงศ์ แดงรุ่งโรจน์
การประมาณค่าเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกของลำต้นยูคาลิปตัสจากข้อมูลไลดาร์ที่ได้จากอากาศยานไร้คนขับด้วยเทคนิคการประมวลผลพอยต์คลาวด์, พีรพงศ์ แดงรุ่งโรจน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การจัดการป่าไม้สำคัญสำหรับการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน เนื่องจากความสามารถในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของป่าไม้ การวัดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกของต้นไม้จำเป็นในการประเมินความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนของป่าไม้ ซึ่งสำคัญในการพัฒนาการจัดการป่าไม้ให้มีประสิทธิภาพ วิธีการดั้งเดิมใช้แคลิเปอร์หรือเทปในการวัดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอก ซึ่งใช้แรงและเวลามาก เพราะฉะนั้นวิทยานิพนธ์นี้นำเสนอวิธีการในการประมาณค่าเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกของลำต้นยูคาลิปตัสจากข้อมูลไลดาร์ที่ได้จากอากาศยานไร้คนขับซึ่งเป็นวิธีที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสำหรับป่าไม้ขนาดใหญ่ แต่ปัญหาคือความหนาแน่นของจุดข้อมูลไลดาร์ต่ำเนื่องจากระยะห่างระหว่างอากาศยานไร้คนขับติดกล้องไลดาร์และต้นไม้ วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้คือพัฒนาวิธีการประมาณเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกภายใต้ปัญหาดังกล่าว ขั้นตอนประกอบด้วย การเก็บข้อมูล การทำให้ข้อมูลเป็นมาตรฐาน การแบ่งแยกต้นไม้แต่ละต้น การแบ่งแยกลำต้น การแปลง 2 มิติ และการประมาณค่าเส้นผ่านศูนย์เพียงอกด้วยเทคนิคต่างๆ ได้แก่ การประมาณค่าเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกด้วยการปรับค่าด้วยค่าคงที่ การประมาณค่าเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกด้วยคุณลักษณะของเปลือกหุ้มคอนเวกซ์ และการประมาณค่าเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกด้วยคุณลักษณะของต้นไม้ ประสิทธิภาพของแต่ละวิธีถูกประเมินโดยการเปรียบเทียบกับวิธีเส้นฐานที่อ้างอิงในงานวิจัย ในแง่ของความคลาดเคลื่อน และระยะเวลาดำเนินงาน ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าวิธีที่นำเสนอช่วยเพิ่มความแม่นยำในการประมาณเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกในสภาวะที่มีความหนาแน่นของจุดข้อมูลต่ำ โดยค่าความคลาดเคลื่อนเท่ากับ 1.24 เซนติเมตรหรือเท่ากับร้อยละ 9.5
โมเดลสมการโครงสร้างพหุระดับของสมดุลชีวิตและงานของครูในยุคการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล: การวิเคราะห์อิทธิพลการส่งผ่านพหุระดับที่มีพหุตัวแปรส่งผ่าน, มาลัยวรรณ แก้วอาสา
โมเดลสมการโครงสร้างพหุระดับของสมดุลชีวิตและงานของครูในยุคการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล: การวิเคราะห์อิทธิพลการส่งผ่านพหุระดับที่มีพหุตัวแปรส่งผ่าน, มาลัยวรรณ แก้วอาสา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพสมดุลชีวิตและงานของครูในยุคการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล และ 2) วิเคราะห์อิทธิพลของตัวแปรวัฒนธรรมโรงเรียนแบบร่วมมือ การใช้นโยบายการบริหารโรงเรียนแบบยืดหยุ่น และการบูรณาการกิจกรรมระหว่างชีวิตและงานที่มีอิทธิพลต่อสมดุลชีวิตและงานของครู ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ ครูมัธยมศึกษาในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 250 คน และผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 18 คน โดยใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้นตามช่วงชั้น (มัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย) และภูมิภาค การเก็บข้อมูลใช้แบบสอบถามออนไลน์ซึ่งมีคุณสมบัติเชิงจิตมิติทั้งด้านความตรงและความเที่ยง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างพหุระดับด้วยโปรแกรม Mplus ผลการศึกษาพบว่า โมเดลสมการโครงสร้างสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (c2 = 63.871, df = 49, p = 0.0752, RMSEA = 0.035, CFI = 0.985, TLI = 0.979, SRMRW = 0.053, SRMRB = 0.434, AIC = 3255.831, BIC = 3428.382) โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. ผลการวิเคราะห์สภาพสมดุลชีวิตและงานของครูในยุคการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลพบว่า สมดุลชีวิตและงานของครูในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M = 3.020, SD = 0.594) โดยครูมีการจัดการเวลาอย่างสมดุลในระดับปานกลาง ในขณะที่การให้ความสำคัญกับงานและชีวิตส่วนตัวและความพึงพอใจในการรักษาสมดุลชีวิตและงานอยู่ใน ระดับมาก (M = 3.110 และ 3.210, SD = 0.693 และ 0.789 ตามลำดับ) 2. ผลการวิเคราะห์อิทธิพลของตัวแปรในโมเดลวิจัยระดับครู พบว่า การบูรณาการกิจรรมระหว่างชีวิตและงาน (INT) มีอิทธิพลทางตรงต่อสมดุลชีวิตและงาน (WLB) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (B = 0.974, p <.001) 3. ผลการวิเคราะห์อิทธิพลทางตรงของตัวแปรในโมเดลวิจัยระดับโรงเรียน พบว่า วัฒนธรรมโรงเรียนแบบร่วมมือ (CUL) มีอิทธิพลทางตรงต่อการใช้นโยบายการบริหารโรงเรียนแบบยืดหยุ่น (FLE) (B = 0.285, p = 0.001) และการบูรณาการกิจกรรมระหว่างชีวิตและงาน (INT) (B = 0.303, p = 0.044) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 ในขณะที่การใช้นโยบายการบริหารโรงเรียนแบบยืดหยุ่น (FLE) มีอิทธิพลทางตรงต่อสมดุลชีวิตและงานของครู (WLB) (B = 0.936, p B = 0.862, p 4. ผลการวิเคราะห์อิทธิพลรวมและอิทธิพลทางอ้อมในโมเดลวิจัยระดับโรงเรียนพบว่า วัฒนธรรมโรงเรียนแบบร่วมมือ (CUL) มีอิทธิพลรวมต่อสมดุลชีวิต และงานของครู (WLB) เท่ากับ 0.801 และมีอิทธิพลทางอ้อมผ่านการใช้นโยบายการบริหารโรงเรียนแบบยืดหยุ่น (FLE) (B = 0.267, p = 0.004) และการบูรณาการกิจกรรม ระหว่างชีวิตและงาน (INT) (B = 0.295, p = 0.046) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้วัฒนธรรมโรงเรียนแบบร่วมมือ (CUL) มีอิทธิพลทางอ้อมต่อสมดุลชีวิต และงานของครูผ่านการใช้นโยบายการบริหารโรงเรียนแบบยืดหยุ่น (FLE) และการบูรณาการกิจกรรมระหว่างชีวิตและงาน (INT) (B = 0.239, p = 0.009) อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 ในขณะที่การใช้นโยบายการบริหารโรงเรียนแบบยืดหยุ่น (FLE) มีอิทธิพลรวมต่อสมดุลชีวิตและงานของครู (WLB) เท่ากับ 1.776 และมีอิทธิพลทางอ้อมต่อ สมดุลชีวิตและงานของครูผ่านการบูรณาการกิจกรรมระหว่างชีวิตและงาน ( INT) (B = 0.840, p ข้อค้นพบดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการส่งเสริมให้ครูมีสมดุลชีวิตและงาน ต้องเริ่มจากการบูรณาการกิจกรรมระหว่างชีวิตและงาน นอกจากนี้ยังพบว่าโรงเรียนมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสมดุลชีวิตและงานของครูโดยการใช้นโยบายการบริหาร โรงเรียนแบบยืดหยุ่นและส่งเสริมการสร้างวัฒนธรรมโรงเรียนแบบร่วมมือเพื่อสนับสนุนให้ครูสามารถบูรณาการกิจกรรมระหว่างชีวิตและงานได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งจะส่งผล ให้ครูมีสมดุลชีวิตและงานที่ดียิ่งขึ้น
ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพความสัมพันธ์พ่อแม่ลูก คุณภาพความสัมพันธ์กับเพื่อนและการนำเสนอตนเองทางอินสตาแกรมนนิสิตระดับปริญญาตรีที่มีสถานะทางอัตลักษณ์แตกต่างกัน, ปุญญาพร จันทร์อำพร
ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพความสัมพันธ์พ่อแม่ลูก คุณภาพความสัมพันธ์กับเพื่อนและการนำเสนอตนเองทางอินสตาแกรมนนิสิตระดับปริญญาตรีที่มีสถานะทางอัตลักษณ์แตกต่างกัน, ปุญญาพร จันทร์อำพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความสัมพันธ์พ่อแม่ลูก ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน การนำเสนอตนเองทางอินสตาแกรม และสถานะทางอัตลักษณ์ของนิสิตระดับปริญญาตรี โดยมีสมมติฐานการวิจัยที่ว่า ความสัมพันธ์พ่อแม่ลูก ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน และการนำเสนอตนเองทางอินสตาแกรม มีความแตกต่างกันเมื่อเปรียบเทียบในสถานะทางอัตลักษณ์รูปแบบต่าง ๆ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ใหญ่วัยเริ่ม จำนวน 315 คน ที่เป็นนิสิต นักศึกษาไทยที่กำลังศึกษาอยู่ในจากมหาวิทยาลัยรัฐ มหาวิทยาลัยเอกชน หรือและมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ วิเคราะห์ข้อมูลโดยนำตัวแปรอัตลักษณ์มาวิเคราะห์จัดกลุ่มด้วยเทคนิคการวิเคราะห์กลุ่ม สามารถจัดกลุ่มสถานะทางอัตลักษณ์ทั้งสิ้น 5 รูปแบบกลุ่ม ได้แก่ สถานะทางอัตลักษณ์การค้นหาตัวเองอีกครั้ง, สถานะทางอัตลักษณ์การค้นพบตัวตน, สถานะทางอัตลักษณ์การค้นหาตัวตน, สถานะทางอัตลักษณ์แบบสับสนและกังวลเล็กน้อย และ สถานะทางอัตลักษณ์แบบสับสนและเป็นกังวล จากนั้นทำการวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุคูณ (MANOVA) ประกอบด้วย ตัวแปรต้น สถานะทางอัตลักษณ์ 1 ตัวแปร 5 ระดับ และตัวแปรตาม 6 ตัวแปร ได้แก่ ตัวแปรคุณภาพความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูก ตัวแปรคุณภาพความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน และตัวแปรการนำเสนอตนเองในอินสตาแกรมที่แบ่งเป็น 4 ตัวแปรย่อย ได้แก่ เชิงกว้าง, เชิงลึก, เชิงบวก และความจริงแท้ ผลการวิจัยสนับสนุนสมมติฐานบางส่วน โดยพบความแตกต่างระหว่างสถานะทางอัตลักษณ์ทั้ง 5 แบบ ในตัวแปรคุณภาพความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูก และการนำเสนอตนเองทางอินสตาแกรมในมิติเชิงกว้าง มิติเชิงลึก มิติเชิงบวก และมิติความจริงแท้ ขณะที่ไม่พบความแตกต่างในตัวแปรคุณภาพความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า สถานะทางอัตลักษณ์ของบุคคลที่แตกต่างกันมีความเกี่ยวข้องกับคุณภาพความสัมพันธ์พ่อแม่ลูก และการนำเสนอตนเองในอินสตาแกรมในด้านต่าง ๆ ซึ่งมีนัยสำคัญต่อการเข้าใจอัตลักษณ์ของผู้ใหญ่วัยเริ่ม
Catalog 2024-2025, University Of North Florida
Catalog 2024-2025, University Of North Florida
UNF Course Catalogs
No abstract provided.
Orthodoxy In Ukraine: Strategies Of Reconciliation, Tetiana Havryliuk, Yuriy Chornomorets, Vasyl Lozovytskyi
Orthodoxy In Ukraine: Strategies Of Reconciliation, Tetiana Havryliuk, Yuriy Chornomorets, Vasyl Lozovytskyi
Occasional Papers on Religion in Eastern Europe
The article analyzes the inter-Orthodox conflict in Ukraine in the context of the search for ways of reconciliation. The path to reconciliation is shown to be a fundamental Christian principle capable of overcoming serious reasons for enmity and hatred, as has been repeatedly demonstrated in history. The potential of the concept of "open Orthodoxy" in the formation of a new culture of inter-Christian dialogue and coexistence is revealed, the implementation of which can ensure Ukraine not only the unity of Ukrainian Orthodoxy, but also the unity of the Ukrainian people. The role of the All-Ukrainian Council of Churches and Religious …
การจัดการแก้ปัญหาการทำงานล่วงเวลา กรณีศึกษา: องค์การเภสัชกรรม, ทินภัทร คำภีร์ยาน
การจัดการแก้ปัญหาการทำงานล่วงเวลา กรณีศึกษา: องค์การเภสัชกรรม, ทินภัทร คำภีร์ยาน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่อง “การจัดการแก้ปัญหาการทำงานล่วงเวลา กรณีศึกษา: องค์การเภสัชกรรม” มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อทราบถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดการทำงานล่วงเวลาที่มากกว่าปกติ 2) เพื่อนำผลการศึกษาที่ได้ไปใช้เป็นแนวทางในการจัดการแก้ปัญหาการทำงานล่วงเวลาขององค์การเภสัชกรรม และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการจัดการแก้ปัญหาการทำงานล่วงเวลาแก่ผู้บริหารการวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วย การวิเคราะห์เอกสารและการสัมภาษณ์ เชิงลึก กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติและประเมินการทำงานล่วงเวลา และผู้ปฏิบัติงาน ในหน่วยงาน ผลการศึกษาพบว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดการทำงานล่วงเวลาที่มากกว่าปกติ สามารถสรุปเป็นประเด็นใหญ่ๆ 3 หมวดคือ 1) การเปลี่ยนแปลงระเบียบ ข้อบังคับ และคำสั่งมาใช้เกี่ยวกับการทำงานล่วงเวลาที่เกิด จากวิกฤตการระบาดของโรคโควิด (Covid-19) 2) การบังคับใช้นำระเบียบ ข้อบังคับ และคำสั่งมาใช้ภายในองค์การเภสัชกรรมที่ไม่เป็นมาตรฐานและมีความเป็นเอกเทศในการบริหารของหน่วยงานต่างๆ 3) วัฒนธรรมองค์กรของผู้ปฏิบัติงานภายในองค์การเภสัชกรรมที่มองว่าการทำงานล่วงเวลาเป็นช่องทางที่ดีในการเพิ่มรายได้ และสามารถช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานมีชีวิตที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น แนวทางในการจัดการแก้ปัญหาการทำงานล่วงเวลาขององค์การเภสัชกรรม 1) การปรับใช้เทคโนโลยีและการฝึกอบรมพนักงาน 2) การสร้างตัวชี้วัดเพื่อประเมินการทำงานล่วงเวลา 3) การบังคับใช้คำสั่งและนโยบายให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน 4) การเปลี่ยนแนวคิดของพนักงานเกี่ยวกับการทำงานล่วงเวลา แนวทางการจัดการแก้ไขปัญหาที่จะนำเสนอแก่ผู้บริหาร คือการจัดทำโครงการต่างๆ ได้แก่ 1) โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานด้วยเทคโนโลยีและการฝึกอบรมพนักงาน เป้าหมาย คือ ลดเวลาที่ใช้ในการทำงาน และเพิ่มความสามารถในการจัดการงานให้เป็นระบบ 2) โครงการสร้างตัวชี้วัดเพื่อประเมินการทำงานล่วงเวลา เป้าหมายคือ ให้ข้อมูลที่ชัดเจนในการตัดสินใจเกี่ยวกับการทำงานล่วงเวลา และ ลดปริมาณการทำงานล่วงเวลา 3) โครงการนำร่องบังคับใช้คำสั่งและนโยบายให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เป้าหมายคือ สร้างมาตรฐานในการทำงานล่วงเวลาที่ชัดเจนและเป็นธรรมสำหรับพนักงานทุกคน 4) โครงการเปลี่ยนแนวคิดของพนักงานเกี่ยวกับการทำงานล่วงเวลา เป้าหมายคือ ลดความจำเป็นในการทำงานล่วงเวลา และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในเวลางานปกติ
ผลกระทบจากการพัฒนาระบบประชุมวีดีทัศน์ทางไกล (Vcs) ต่อเจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานระบบฯในส่วนภูมิภาค ของ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรณีตัวอย่าง ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 11 สุราษฎร์ธานี และหน่วยงานในพื้นที่รับผิดชอบ, สุธน เขียวกอ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การจัดทำสารนิพนธ์ เรื่อง ผลกระทบการจากพัฒนาระบบประชุมวีดิทัศน์ทางไกล (VCS) ต่อเจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานระบบฯ ในส่วนภูมิภาค ของ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรณีตัวอย่างศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 11 สุราษฎร์ธานี และหน่วยงานในพื้นที่รับผิดชอบ โดยการจัดทำสารนิพนธ์มีวัตถุประสงค์ในการศึกษา คือ (1) เพื่อศึกษาผลกระทบและทัศนคติของเจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานระบบประชุมวีดิทัศน์ทางไกล (VCS) ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยส่วนภูมิภาคจากการพัฒนาระบบประชุมวีดิทัศน์ทางไกล (VCS) ในปัจจุบัน (2) เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ผ่านการสัมภาษณ์กลุ่มผู้ประสานงานระบบประชุมวีดิทัศน์ทางไกล (VCS) โดยกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการศึกษาครั้งนี้ จำนวน 11 คน ประกอบด้วย กลุ่มผู้ประสานงานระบบประชุมวีดิทัศน์ทางไกล (VCS) ข้าราชการ และพนักงานราชการทั่วไป ซึ่งผลการศึกษาพบว่า ผลกระทบและทัศนคติจากการพัฒนาระบบประชุมวีดิทัศน์ทางไกล (VCS) ของ ปภ.ที่มีต่อองค์กรและผู้ประสานงานระบบฯ เป็นด้านบวก แม้มีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่มข้าราชการกับพนักงานราชการด้านความก้าวหน้าแต่ไม่ส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าของผู้ประสานงานระบบฯ และการพัฒนาระบบดังกล่าวสามารถเป็นแนวทางให้กับการพัฒนาระบบดิจิทัลอื่น ๆ ต่อไป
ความพึงพอใจของข้าราชการตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรภาค 7 ในกลุ่มข้าราชการตำรวจตั้งแต่เจเนอเรชั่นวาย ระหว่างคุณภาพชีวิตและแรงจูงใจในการทำงาน, สิริกร บ่อเกิด
ความพึงพอใจของข้าราชการตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรภาค 7 ในกลุ่มข้าราชการตำรวจตั้งแต่เจเนอเรชั่นวาย ระหว่างคุณภาพชีวิตและแรงจูงใจในการทำงาน, สิริกร บ่อเกิด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการสำรวจและเปรียบเทียบการรับรู้คุณลักษณะของเจนเนอเรชั่นวายและเจนเนอเรชั่นแซด ระหว่างคุณภาพชีวิตและแรงจูงใจในการทำงานจากมุมมองระหว่างเจนเนอเรชั่น ที่กำลังทำงานร่วมกันในปัจจุบัน ทั้งนี้ได้รับผลตอบกลับจากกลุ่มตัวอย่าง เจนเนอเรชั่นวายและเจนเนอเรชั่นแซด อย่างละ 200 ตัวอย่าง เท่า ๆ กัน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างแต่ละเจนเนอเรชั่นมีมุมมองในหลายปัจจัยระหว่างคุณภาพชีวิตและแรงจูงใจในการทำงานแตกต่างกัน ซึ่งสื่อให้เห็นถึงช่องว่างในการรับรู้ที่แตกต่างกัน ส่วนผลการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตและแรงจูงใจในการทำงาน พบว่า เจนเนอเรชั่นวายและเจนเนอเรชั่นแซดให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและแรงจูงใจในการทำงานโดยภาพรวมแล้วไม่แตกต่างกัน แต่ประเด็นที่น่าสนใจ คือ เจนเนอเรชั่นวายมีความพึงพอใจรายด้านที่มากกว่าเจนเนอเรชั่นแซดในทุก ๆ ด้านระหว่างคุณภาพชีวิตและแรงจูงใจในการทำงาน ผลการวิจัยยืนยันถึงความพึงพอใจระหว่างคุณภาพชีวิตและแรงจูงใจในการทำงานจากมุมมองระหว่างเจนเนอเรชั่น ซึ่งผลการศึกษานี้สามารถนำไปประยุกต์เพื่อการเสริมสร้างการรับรู้และความเข้าใจในเจนเนอเรชั่นวายและเจนเนอเรชั่นแซด ตลอดจนความแตกต่างระหว่างเจนเนอเรชั่น เพื่อนำไปสู่การพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการองค์การและการบริหารทรัพยากรบุคคลที่สอดคล้องกับยุคสมัยต่อไป
บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย:กรณีศึกษา เทศบาลตำบลธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี, ชิดชนก พวงเพ็ชร์
บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย:กรณีศึกษา เทศบาลตำบลธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี, ชิดชนก พวงเพ็ชร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยนี้มุ่งเน้นการสำรวจบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลตำบลธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อทำความเข้าใจสภาพปัญหา อุปสรรค และความท้าทายที่องค์กรต้องเผชิญ รวมถึงนำเสนอแนวทางการปรับปรุงการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุ การศึกษาวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร งานวิจัย และข้อมูลภาคสนามผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักในเขตเทศบาลตำบลธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุในพื้นที่ และบุคลากรผู้ปฎิบัติงานร่วมกับเทศบาลตำบลธัญบุรี เพื่อทำความเข้าใจบทบาทขององค์กรในการดูแลผู้สูงอายุ รวมถึงสภาพปัญหาและอุปสรรคที่พบในกระบวนการดำเนินงาน นอกจากนี้ยังมีการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) เพื่อสังเคราะห์ข้อค้นพบที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุและเสนอแนะแนวทางปรับปรุงการดำเนินงานในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ ผลการศึกษาพบว่า การดำเนินงานของเทศบาลครอบคลุมด้านการจัดสรรบริการด้านสุขภาพ การพัฒนาทักษะผู้สูงอายุ และการสร้าง สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิต แต่ยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ บุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายบางกลุ่ม เช่น ผู้สูงอายุในพื้นที่ห่างไกลและกลุ่มที่ขาดความพร้อมทางเทคโนโลยี ข้อเสนอแนะจากการวิจัยนี้ประกอบด้วยการเพิ่มการมีส่วนร่วมของชุมชน การพัฒนาความสามารถของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และการจัดสรรทรัพยากรที่เหมาะสม เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพของการบริหารจัดการและตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุในพื้นที่อย่างยั่งยืน ผลลัพธ์จากการวิจัยสามารถนำไปปรับใช้ในการวางแผนและกำหนดนโยบายในระดับท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุให้มีสุขภาพดี มีความสุข และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาชุมชนต่อไปในอนาคต
ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการปกครอง จังหวัดปทุมธานี, ญาศินี มิถุนา
ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการปกครอง จังหวัดปทุมธานี, ญาศินี มิถุนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการปกครอง จังหวัดปทุมธานี เพื่อให้ทราบถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ปัญหาและอุปสรรค รวมทั้งแนวทางการพัฒนาปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการปกครอง จังหวัดปทุมธานี โดยใช้รูปแบบการศึกษาด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ จากการสัมภาษณ์แบบเชิงลึก โดยมีประชากรกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารระดับสูงในระดับจังหวัดและอำเภอ ผู้ปฏิบัติงานหลัก ผู้ปฏิบัติงานลำดับรอง และผู้สนับสนุนการปฏิบัติงาน รวมทั้งสิ้น จำนวน 11 ท่าน ผลการศึกษาภายใต้กรอบแนวคิดปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน และลักษณะการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่-NPM พบว่า การทำงานของปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการปกครอง จังหวัดปทุมธานี เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองพันธกิจของกรมการปกครอง และความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี ภายใต้ปัจจัยลักษณะส่วนบุคคล ปัจจัยจูงใจ และปัจจัยค้ำจุน ที่ส่งผลต่อให้เกิดการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ อาทิเช่น ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน ความสำเร็จในการปฏิบัติงาน การได้รับการยอมรับนับถือ ลักษณะของงาน ความก้าวหน้าในอาชีพ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากร ความมั่นคงในงาน ค่าจ้างและผลตอบแทน นอกจากนี้ การปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการปกครอง จังหวัดปทุมธานี ยังเป็นไปตามลักษณะการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่-NPM โดยพบว่ามีตัวชี้วัดที่ชัดเจน มีการนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมาใช้ในการปฏิบัติงานและให้บริการแก่ประชาชน มีการทำงานอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการปกครอง จังหวัดปทุมธานี ยังพบว่ามีปัญหา อุปสรรคในด้านความเพียงพอของบุคลากรและงบประมาณ ซึ่งหากได้รับปรับปรุงพัฒนาการปฏิบัติงานตามแนวทาง ข้อเสนอแนะโดยการออกระเบียบ หรือแนวทางปฏิบัติงานที่มีความชัดเจน ไม่คลุมเครือเพื่อลดขั้นตอนและภาระงานแก่ผู้ปฏิบัติงาน มีการบริหารจัดการงบประมาณที่มีประสิทธิภาพ มีการพัฒนาทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยที่สนับสนุน ส่งเสริมให้การปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการปกครอง จังหวัดปทุมธานี มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป
ทัศนคติต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานระยะไกลและภาพลักษณ์ในอุดมคติของบุคลากรในสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการเป็นหน่วยงานนำร่องระบบราชการดิจิทัล: กรณีศึกษา กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการใช้ประโยชน์จากทุนทางปัญญา และกลุ่มนโยบายการบริหารงานบุคคลอุดมศึกษาและทุนทางปัญญา, ณัฐชวาล สัตยวินิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ภาพลักษณ์ของสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ในฐานะหน่วยงานนำร่องสำหรับการดำเนินงานในรูปแบบการทำงานระยะไกล ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบราชการดิจิทัล งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการสำรวจความคิดเห็นและทัศนคติของบุคลากรในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับศึกษาประสิทธิภาพ ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานรูปแบบให ม่นี้ การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้เทคนิคการสัมภาษณ์เชิงลึกและเทคนิคการสนทนากลุ่มกับกลุ่มตัวอย่างที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากภายในและภายนอกหน่วยงาน ผลการศึกษาพบว่า การทำงานระยะไกลส่งผลดีต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรหลายประการ เช่น ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงานจากการเลือกสถานที่ปฏิบัติงานที่พึงพอใจที่สุดได้ ลดปัญหาด้านสุขภาพกายและจิตใจ ลดความตึงเครียดหรือความกดดันจากที่ทำงาน รวมถึงสนับสนุนสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวร่วมกับสมาชิกในครอบครัว อีกทั้งยังช่วยปรับปรุงคุณภาพงานให้ดียิ่งขึ้น ปริมาณงานที่บุคลากรสามารถดำเนินการได้มากขึ้นในระยะเวลาที่กำหนด รวมถึงลดเวลาในการเดินทางเพิ่มเวลาในการทำงาน และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติงานระยะไกลยังเผชิญปัญหา เช่น ความไม่เชื่อมั่นของผู้บริหารต่อผู้ปฏิบัติงาน การขาดระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัย และความรู้ด้านเทคโนโลยีที่ไม่เท่าเทียมกันในกลุ่มบุคลากรต่างวัย ทั้งนี้ งานวิจัยเสนอให้ส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่มีความยืดหยุ่นในการปฏิบัติงาน สนับสนุนและพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ และเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับการทำงานระยะไกล เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของระบบราชการดิจิทัลอย่างมีประสิทธิผล
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดและประสิทธิภาพในการทำงานของพยาบาลด้านจักษุกรรม, ทัสตา เหมือนเสน
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดและประสิทธิภาพในการทำงานของพยาบาลด้านจักษุกรรม, ทัสตา เหมือนเสน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับความเครียดของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในแผนกพยาบาลจักษุกรรม (2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของความเครียดและความผูกพันในองค์กรของพยาบาลแผนกพยาบาลจักษุกรรม (3) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพยาบาลแผนกพยาบาลจักษุกรรม วิธีวิจัยประกอบด้วยการวิเคราะห์เอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มตัวอย่างมีทั้งสิ้น 31 ราย คือ พยาบาลและผู้ช่วยพยาบาลแผนกพยาบาลจักษุกรรม โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง ผลการวิจัยพบว่าพยาบาลเกิดความเครียดในการทำงาน เนื่องจากปัจจัยด้าน อายุ ระยะเวลาการปฏิบัติงาน สถานภาพสมรส ภาระงานและความเหนื่อยล้า ค่าตอบแทน สวัสดิการ ความก้าวหน้าในอาชีพ และสัมพันธภาพระหว่างเพื่อน ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ส่งผลถึงความเครียดและประสิทธิภาพในการทำงาน แม้ยังมีความผูกพันต่อองค์กรจากสวัสดิการที่ได้รับ อย่างไรก็ตามพยาบาลยังคงทำงานในองค์กรต่อเนื่องจากการมีค่านิยมในการรับราชการ การให้คุณค่าของตำแหน่งและความภาคภูมิใจในการได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในองค์กร ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (1) ปรับภาระงานให้เหมาะสม โดยมีจำนวนพยาบาลที่เหมาะสมกับจำนวนผู้ป่วย (2) หน่วยงานควรจัดอบรมการจัดการความเครียดและให้คำปรึกษาด้านจิตวิทยา (3) ส่งเสริมการพัฒนาองค์กร โดยให้พยาบาลมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบงานและกระบวนการทำงาน เพื่อสร้างความภาคภูมิใจและเพิ่มความผูกพันในองค์กร
การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวของประชาชนกลุ่มเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, เบญญาภา รักท้วม
การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวของประชาชนกลุ่มเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, เบญญาภา รักท้วม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวของประชาชนกลุ่มเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และจัดทำข้อเสนอแนะแนวทางในการกระตุ้นการท่องเที่ยวของประชาชนกลุ่มเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) ในรูปแบบการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยการสำรวจความคิดเห็นและใช้การจัดเก็บข้อมูลจากแบบสอบ จากกลุ่มตัวอย่าง 400 คน ที่มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (Convenience Sampling) จากประชาชนกลุ่มเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ ในพื้นที่กรุงเทพมหานครให้ครบตามจำนวนที่กำหนด จากนั้นนำมาประมวลผลผ่านโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPSS และใช้การวิเคราะห์ สถิติพรรณนา (Descriptive Statistics) ด้วยวิธีแจกแจงความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าสูงสุด (Maximum) ค่าต่ำสุด (Minimum) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) อีกทั้งในกรณีวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน (Inference Statistics) ได้เลือกใช้เทคนิค One Way ANOVA เพื่อวิเคราะห์ความแตกต่าง และ Pearson’s Correlation เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ผลการศึกษาพบว่า ในภาพรวมผู้ตอบแบบสอบถาม มีความคิดเห็นต่อปัจจัยในการตัดสินใจท่องเที่ยว เมื่อวิเคราะห์แยกรายตัวพบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลมากที่สุด คือ ด้านความปลอดภัยอยู่ในระดับมาก รองลงมา คือ ด้านสิ่งแวดล้อมอยู่ในระดับมาก และน้อยที่สุด คือ ด้านสังคมอยู่ในระดับปานกลาง ทั้งนี้ เมื่อวิเคราะห์ ความแตกต่างของปัจจัยส่วนบุคลต่อปัจจัยในการตัดสินใจท่องเที่ยวพบว่า เพศ สถานภาพ รายได้ส่วนบุคคล ต่อเดือน (ก่อนหักภาษี) อาชีพ และการศึกษาที่แตกต่างกัน มีปัจจัยในการตัดสินใจท่องเที่ยวในด้านต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน แต่จำนวนคนในครอบครัวไม่มีความสัมพันธ์กับปัจจัยในการตัดสินใจท่องเที่ยว
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะความเครียดจากการทำงานกับภาวะหมดไฟของข้าราชการกรมท่าอากาศยาน, ปริพัตร์ วงศ์กาฬสินธุ์
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะความเครียดจากการทำงานกับภาวะหมดไฟของข้าราชการกรมท่าอากาศยาน, ปริพัตร์ วงศ์กาฬสินธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะความเครียดจากการทำงานกับภาวะหมดไฟของข้าราชการกรมท่าอากาศยาน ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) ในรูปแบบการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยทำการสำรวจความคิดเห็นและการใช้การเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 191 คน ที่มาจากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างใช้วิธีการแบบชั้นภูมิตามสัดส่วน (Proportional Stratified Random Sampling) จากข้าราชการกรมท่าอากาศยานส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ให้ครบตามจำนวนที่กำหนด ด้วยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม จากนั้นนำข้อมูลมาประมวลผลผ่านโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ (Statistical Package for the Social Science : SPSS) โดยใช้การวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณา ด้วยวิธีแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาณ ได้เลือกใช้เทคนิคการทดสอบด้วยวิธีการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Linear Regression Analysis) เพื่อวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะหมดไฟของข้าราชการกรมท่าอากาศยาน ผลการศึกษา พบว่า ระดับภาวะความเครียดจากการทำงานของข้าราชการกรมท่าอากาศยานโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และระดับภาวะหมดไฟของข้าราชการกรมท่าอากาศยานโดยรวมอยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้ ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ภาวะความเครียดจากการทำงานด้านลักษณะงาน ด้านความสำเร็จและความก้าวหน้าในอาชีพ ด้านสัมพันธภาพระหว่างบุคคล และด้านโครงสร้างนโยบายและบรรยากาศขององค์การ มีความสัมพันธ์กับภาวะหมดไฟของข้าราชการกรมท่าอากาศยาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 มีความสัมพันธ์กันในเชิงบวก ซึ่งหากนำมาพิจารณารายด้านทั้ง 4 ด้าน พบว่า ด้านลักษณะงานมีความสัมพันธ์กับภาวะหมดไฟมากที่สุด รองลงมา คือ ด้านความสำเร็จและความก้าวหน้าในอาชีพ และด้านโครงสร้างนโยบายและบรรยากาศ และด้านสัมพันธภาพระหว่างบุคคลมีความสัมพันธ์กับภาวะหมดไฟน้อยที่สุด อยู่ในระดับต่ำ
การบริหารจัดการศึกษาพิเศษ: กรณีศึกษาการบริหารการจัดการศึกษาพิเศษที่โรงเรียนประชาบดี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน, เพียงฟ้า เชาวนะ
การบริหารจัดการศึกษาพิเศษ: กรณีศึกษาการบริหารการจัดการศึกษาพิเศษที่โรงเรียนประชาบดี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน, เพียงฟ้า เชาวนะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่อง การบริหารจัดการศึกษาพิเศษ กรณีศึกษาการบริหารการจัดการศึกษาพิเศษที่โรงเรียนประชาบดี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เพื่อศึกษาวิเคราะห์ระบบของการบริหาร การจัดการศึกษาพิเศษในโรงเรียนประชาบดี ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม การศึกษาเอกชนที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษทุกประเภท และเพื่อศึกษาแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการบริหารจัดการศึกษาพิเศษของโรงเรียนประชาบดี ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยวิธีการวิจัยเชิงเอกสารและวิธีการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง โดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 7 คน ผลการศึกษาพบว่า องค์ประกอบของการบริหารจัดการศึกษาพิเศษของโรงเรียนประชาบดีที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษทุกประเภท ได้แก่ 1) บุคลากร 2) งบประมาณ 3) เทคโนโลยี 4) นโยบายที่สนับสนุนการจัดการศึกษาพิเศษ 5) การพัฒนาหลักสูตรเฉพาะบุคคล (IEP) 6) การอบรมครูการศึกษาพิเศษ 7) การจัดการเรียนการสอน ดังนั้น ผู้วิจัยได้ศึกษาและวิเคราะห์ผ่านกระบวนการตามหลักของทฤษฎีระบบ (System Theory) โดยวิเคราะห์สิ่งที่ใช้เป็นทรัพยากรหรือข้อมูลตั้งต้นที่เป็นปัจจัยนำเข้า (Input) ซึ่งได้แก่ บุคลากร งบประมาณ เทคโนโลยี และนโยบายที่สนับสนุนการจัดการศึกษาพิเศษ และใช้ปัจจัยนำเข้ากำหนดกระบวนการ (Process) ในการพัฒนาหลักสูตรเฉพาะบุคคล (IEP) การอบรมครูการศึกษาพิเศษ และการจัดการเรียนการสอน ได้ส่งผลให้นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษทุกประเภทในบริบทของโรงเรียนประชาบดีมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดี และสะท้อนให้เห็นถึงภาพรวมของการจัดการศึกษาพิเศษที่มีคุณภาพ
ความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดจากการปฏิบัติหน้าที่และความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรสังกัดกรมการปกครอง กรณีศึกษา ปลัดอำเภอที่ปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดสระบุรี, รัฐกิต กลปราณีต
ความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดจากการปฏิบัติหน้าที่และความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรสังกัดกรมการปกครอง กรณีศึกษา ปลัดอำเภอที่ปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดสระบุรี, รัฐกิต กลปราณีต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
No abstract provided.
ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของนักจิตวิทยาในสถานรองรับเด็กโต เขตพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล สังกัด กรมกิจการเด็กและเยาวชน, วรรณรัตน์ แสงศรี
ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของนักจิตวิทยาในสถานรองรับเด็กโต เขตพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล สังกัด กรมกิจการเด็กและเยาวชน, วรรณรัตน์ แสงศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัญหาความยากจนในประเทศไทยส่งผลให้หลายครอบครัวไม่สามารถเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะเด็กได้อย่างทั่วถึง เด็กจึงต้องได้รับการประสานส่งต่อมายังสถานรองรับ สังกัด กรมกิจการเด็กและเยาวชนเพื่อการดูแล พัฒนาเด็กให้มีความเหมาะสมตามช่วงวัยโดยทีมสหวิชาชีพ แต่อย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยา ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมสหวิชาชีพ ต้องประสบปัญหาความยากลำบากในการรับผิดชอบดูแลเด็กจำนวนมาก ในแต่ละสถานรองรับ ทำให้เกิดปัญหาด้านประสิทธิภาพในการให้คำปรึกษาและเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กอย่างทั่วถึง การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของนักจิตวิทยาในสถานรองรับเด็กโต เขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล สังกัดกรมกิจการเด็กและเยาวชน การวิจัยนี้เป็นการวิจัย เชิงคุณภาพ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interview) จากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักจิตวิทยาและผู้มีประสบการณ์ด้านจิตวิทยาในสถานรองรับเด็กโตจำนวน 5 แห่งในพื้นที่ศึกษา ผลการศึกษาพบว่า นักจิตวิทยาที่ปฏิบัติงานในสถานรองรับเด็กโตมีความจำเป็นต้องพึ่งพาสภาพแวดล้อม การทำงานที่ส่งเสริมการปฏิบัติงาน เช่น การสนับสนุนจากเพื่อนร่วมงาน การเข้าถึงข้อมูลและเทคนิคที่ทันสมัย รวมถึงการสื่อสารที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ ความพร้อมในด้านทรัพยากร เช่น อุปกรณ์ที่เหมาะสมและพื้นที่ปฏิบัติงานที่เป็นส่วนตัว ส่งผลโดยตรงต่อความมั่นใจและคุณภาพของการทำงาน ในด้านวัฒนธรรมองค์กร พบว่า การสร้างวัฒนธรรมที่เน้นความร่วมมือทั้งในระดับบุคคล และระดับทีม รวมถึงการสนับสนุนให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างเจ้าหน้าที่ในระดับต่างๆ จะช่วย เสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดี และลดความตึงเครียดในสถานที่ทำงาน ปัจจัยจูงใจ เช่น การมองเห็นผลลัพธ์ของงาน ในเชิงบวก การได้รับการยอมรับจากหน่วยงานและครอบครัวของเด็ก รวมถึงโอกาสในการพัฒนาความรู้ผ่านการ ฝึกอบรมหรือการสัมมนาเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้นักจิตวิทยามุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กใน ความดูแลอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การสนับสนุนเชิงนโยบายจากกรมกิจการเด็กและเยาวชน เช่น การจัดอบรมเฉพาะทางการเพิ่มทรัพยากร และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้งภายในและภายนอก จะช่วยส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กในสถานรองรับให้ดียิ่งขึ้นและเสริมสร้างประสิทธิภาพการทำงานของนักจิตวิทยาในระยะยาว
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการสมัครใจเป็นทหารกองประจำการกรณีศึกษากองพันทหารราบ มณฑลทหารบกที่ 11, ศิริประภา ศิริวัฒนะกุล
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการสมัครใจเป็นทหารกองประจำการกรณีศึกษากองพันทหารราบ มณฑลทหารบกที่ 11, ศิริประภา ศิริวัฒนะกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับของปัจจัยที่ส่งผลต่อการสมัครใจเข้ารับราชการเป็นทหารกองประจำการ และเพื่อเสนอรูปแบบหรือมาตรการต่าง ๆ ในการส่งเสริมให้เกิดการสมัครใจเข้าเป็นทหารกองประจำการ ซึ่งเป็นการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ ด้วยการใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลการวิจัย โดยประชากรในการศึกษาวิจัยครั้งนี้คือทหารกองประจำการ กองพันทหารราบ มณฑลทหารบกที่ 11 ที่เข้ามาด้วยวิธีการสมัครใจหรือร้องขอ และการจับสลากใบแดงจำนวน 350 นาย ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสถิติสำเร็จรูป (SPSS) ประมวลผลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และทดสอบสมมติฐานด้วยการใช้สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่าที (Independent – Sample t-test) และการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติก (Logistic Regression Analysis) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลของกลุ่มตัวอย่างพบว่า ทหารกองประจำการกองพันทหารราบ มณฑลทหารบกที่ 11 ส่วนใหญ่เข้ามาเป็นทหารกองประจำการด้วยวิธีการสมัครใจหรือร้องขอ มีช่วงอายุ 22 – 25 ปี จบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาหรือปวช. มีสถานภาพโสด มีการประกอบอาชีพรับจ้างเป็นอาชีพก่อนเข้ารับราชการเป็นทหารกองประจำการกองพันทหารราบ มณฑลทหารบกที่ 11 และมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,100.57 บาท โดยปัจจัยจูงใจที่ส่งผลต่อการสมัครใจเป็นทหารกองประจำการ ทั้ง 4 ด้านคือ ปัจจัยด้านสื่อประชาสัมพันธ์และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ปัจจัยด้านสิทธิประโยชน์ ปัจจัยด้านความเจริญก้าวหน้า และปัจจัยด้านสังคมและการยอมรับ มีค่าเฉลี่ยในภาพรวมทุกด้านอยู่ในระดับสูงที่สุด สามารถจัดลำดับค่าเฉลี่ยปัจจัยจากมากไปน้อยได้ดังนี้ กลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญต่อปัจจัยด้านสังคมและการยอมรับเป็นลำดับแรก รองลองมาคือปัจจัยด้านความเจริญก้าวหน้า ปัจจัยด้านสิทธิประโยชน์ และปัจจัยด้านสื่อประชาสัมพันธ์และบุคคลที่เกี่ยวข้องตามลำดับ การทดสอบสมมติฐานพบว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีวิธีการเข้ามาเป็นทหารกองประจำการที่แตกต่างกันมีระดับจูงใจจากปัจจัยที่ส่งผลต่อการสมัครใจเป็นทหารกองประจำการที่แตกต่างกัน และการทดสอบหาปัจจัยที่ส่งผลต่อการสมัครใจเป็นทหารกองประจำการด้วยการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกพบว่าปัจจัยด้านสื่อประชาสัมพันธ์และบุคคลที่เกี่ยวข้องมีอิทธิพลเชิงบวกต่อการสมัครใจเป็นทหารกองประจำการ ในขณะที่ปัจจัยด้านสังคมและการยอมรับไม่มีผลที่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value > 0.05) จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าปัจจัยด้านสังคมและการยอมรับมีผลต่อการสมัครใจเป็นทหารกองประจำการของกลุ่มประชากรตัวอย่างที่เข้ารับราชการเป็นทหารกองประจำการกองพันทหารราบ มณฑลทหารบกที่ 11 ซึ่งมาจากการที่ตัวแปรด้านสังคมและการยอมรับมีค่าคล้ายคลึงกันระหว่างกลุ่มตัวอย่างทั้งผู้ที่สมัครใจและไม่สมัครใจ ทำให้ตัวแปรเหล่านี้ขาดความแปรปรวนที่เพียงพอสำหรับการแสดงความสัมพันธ์เชิงสถิติที่ชัดเจนในโมเดลโลจิสติกรีเกรสชัน จึงส่งผลให้ผลการวิเคราะห์ไม่แสดงความสำคัญทางสถิติ จากผลการวิจัยในครั้งนี้ สามารถนำข้อมูลที่ได้เสนอให้กับกองทัพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปพัฒนา รูปแบบหรือมาตรการในการส่งเสริมให้เกิดการสมัครใจเข้าเป็นทหารกองประจำการ นำมาซึ่งกำลังทหารกองประจำการที่มีประสิทธิภาพ มีความพร้อมที่จะปฏิบัติงานอย่างเต็มความสามารถและด้วยความเต็มใจ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติภารกิจของกองทัพอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป
แรงจูงใจในการให้บริการประชาชนด้านงานทะเบียนและบัตรของที่ทำการปกครองอำเภอ กรณีศึกษา การให้บริการประชาชนของสำนักทะเบียนอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี, สิริยาภา พัฒนาภรณ์
แรงจูงใจในการให้บริการประชาชนด้านงานทะเบียนและบัตรของที่ทำการปกครองอำเภอ กรณีศึกษา การให้บริการประชาชนของสำนักทะเบียนอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี, สิริยาภา พัฒนาภรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
-
Green Urbanisam And Human Well-Being In Developing Countries, Phenphit Boonhor
Green Urbanisam And Human Well-Being In Developing Countries, Phenphit Boonhor
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the relationship between green urbanism and human well-being in developing countries, focusing on the influence of individual and cultural values on the utilization of urban green spaces (UGS). As rapid urbanization transforms cities, there is a pressing need to address the environmental and health challenges that arise, particularly in regions with limited infrastructure and resources. The research highlights significant disparities between developed and developing nations regarding sustainability efforts, with developing countries facing increasing urban population growth alongside declining environmental conditions. Through a comprehensive literature review and empirical analysis, this study aims to elucidate how cultural perspectives on …
Exploring Sustainable Initiatives, Innovations, And Challenges In Sports Sustainability : A Case Study Of The Olympic Games, Suwanna Silpaarcha
Exploring Sustainable Initiatives, Innovations, And Challenges In Sports Sustainability : A Case Study Of The Olympic Games, Suwanna Silpaarcha
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The progress of sustainability in sports mega-events have been more prominent than ever due to its substantial impact on society, the economy, and the environment. The Olympic Games’ immense magnitude has sparked apprehensions regarding their ecological and societal ramifications—increased energy usage and waste, transportation demands, new infrastructural constructions—which all have significant impacts on the environment and carbon emissions. Because of this, the IOC, host cities, and related sports authorities are constantly evolving and seeking innovative solutions towards sustainability while overcoming challenges faced. Given the importance of sustainable development in sports, this study examines sustainable approaches and solutions adopted by the …
ความชุกของความเครียดจากงาน และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในพนักงานของโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่งในประเทศไทย, จักรินทร์ อภิสุทธิศิลป์
ความชุกของความเครียดจากงาน และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในพนักงานของโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่งในประเทศไทย, จักรินทร์ อภิสุทธิศิลป์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยพรรณนาเชิงภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกความเครียดจากงาน และศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดจากงานในพนักงานของโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่งในประเทศไทย โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบจำเพาะเจาะจง คือ พนักงานฝ่ายปฏิบัติการของโรงเรียนแพทย์ ที่มีสำนักงานในเขตกรุงเทพมหานคร โดยเก็บตัวอย่างพนักงานโรงเรียนแพทย์ทั้งหมดโดยไม่สุ่ม จำนวน 401 คน ทำการศึกษาระหว่าง เดือน พฤษภาคม ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2567 แบบสอบถามประกอบด้วย ข้อมูลปัจจัยทั่วไปส่วนบุคคล ข้อมูลปัจจัยด้านการทำงาน ข้อมูลความเครียดจากงาน ประเมิน โดยแบบสอบถามที่เป็นฉบับภาษาไทย Thai Job Content Questionnaire วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ประกอบด้วยการวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างตัวแปรสองตัว และวิเคราะห์การถดถอยลอจิสติกเชิงพหุ โดยกลุ่มตัวอย่างมีอัตราตอบกลับร้อยละ 55.61 ความชุกความเครียดจากงาน เท่ากับ ร้อยละ 18.45 เมื่อควบคุมตัวกวนแล้วพบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดจากงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ได้แก่ ดัชนีมวลกายต่ำกว่าเกณฑ์ (aOR=2.61, 95% CI: 1.19 - 5.76) การมีหนี้สิน (aOR=2.00,95% CI: 1.08 - 3.73) ตำแหน่งอาชีพพนักงานสำนักงาน (aOR = 4.38, 95% CI: 1.10 - 17.44), การทำงานแบ่งกะ (aOR=2.37,95% CI: 1.01 - 5.54) การเรียกร้องจากงานทางกาย (aOR=2.71,95% CI: 1.18 - 6.20) อันตรายภายในงาน (aOR=3.89,95% CI: 2.05 - 7.41) ดังนั้น จึงควรจัดการแก้ไข และส่งเสริมในการป้องกันความเครียดจากงานไปสู่การป้องกันในเชิงนโยบายต่อไป
การศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาเครื่องมือเพื่อเป็นสวัสดิการทางด้านสุขภาพทางการเงินของพนักงานในบริษัทเพื่อช่วยให้ พนักงานมีทางเลือกในการจัดการเงินและบริษัทมีระบบสวัสดิการทางการเงินที่ดีเพื่อพนักงาน, ชัฏธน บุญภัทรทวีสุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาเครื่องมือเพื่อเป็นสวัสดิการทางด้านการเงินของพนักงานในบริษัทวิจัยนี้ได้กล่าวถึงการสํารวจและวิเคราะห์พฤติกรรม และปัญหาการกู้ยืม รวมถึงความต้องการในการใช้เครื่องมือของกลุ่มตัวอย่างทั้ง 3 ผู้มีส่วนได้เสีย ได้แก่ บริษัท ,พนักงานกู้, พนักงานให้กู้ ทั้งหมด 15 คน โดย พบว่า ความน่าเชื่อถือ ,การลดความเสี่ยง และระบบช่วยอัตโนมัติ เป็นคุณค่าที่กลุ่มตัวอย่างให้ความสนใจ จึงได้พัฒนาต้นแบบเครื่องมือ ที่ช่วยให้บริษัท มีสวัสดิการช่วยเหลือ เมื่อพนักงานมีปัญหา ต้องการเงินกู้ฉุกเฉิน ช่วยลดปัญหา ดอกเบี้ยจากเจ้าหนี้นอกระบบที่ 240%/ปี เหลือเพียง ไม่เกิน 20%/ปี ซึ่งจะช่วยให้ พนักงานยังมีเงินในการแก้ไขปัญหาส่วนบุคคลได้ และพนักงานที่ให้กู้ได้รับเงินยืมคืนและได้ดอกเบี้ยที่ดีกว่าการฝากเงินธนาคาร ซึ่งจะช่วยให้พนักงานลดความกังวลลดการเข้าสู่วงจรหนี้ได้ โดยจากการประเมินโอกาสและค่าใช้จ่ายในการพัฒนาเครื่องมือนี้ จะต้องมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 700,000 บาท ธุรกิจสามารถคืนทุนได้ภายใน 4.13 ปี และมี IRR อยู่ที่ 18.57% โดยเครื่องมือมีความพร้อมในการพัฒนาต่อยอดต่อไป
การพัฒนาเครื่องมือวัดประสบการณ์ผู้บริโภคในการสื่อสารการตลาดด้วยอีเวนต์เสมือน, จินต์สิรี ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา
การพัฒนาเครื่องมือวัดประสบการณ์ผู้บริโภคในการสื่อสารการตลาดด้วยอีเวนต์เสมือน, จินต์สิรี ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้ จัดทำขึ้นเพื่อพัฒนาเครื่องมือวัดประสบการณ์ผู้บริโภคในการสื่อสารการตลาดด้วยอีเวนต์เสมือน (Customer experience in virtual event marketing communication หรือ CEVEM) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างกรอบแนวคิด (Conceptualization) ประสบการณ์ผู้บริโภคในการสื่อสารการตลาดด้วยอีเวนต์เสมือน 2) พัฒนาเครื่องมือวัด (Measurement) ประสบการณ์ผู้บริโภคในการสื่อสารการตลาดด้วยอีเวนต์เสมือน ที่มีความเที่ยง (Reliability) และความตรง (Validity) และ 3) ทดสอบความไม่แปรเปลี่ยน (Invariance) ของเครื่องมือวัดประสบการณ์ผู้บริโภคในการสื่อสารการตลาดด้วยอีเวนต์เสมือนที่พัฒนาขึ้น ตามประเภทของผลิตภัณฑ์ที่สื่อสาร โดยงานวิจัยได้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสม (Mixed methods) เริ่มต้นจากการวิเคราะห์เอกสาร (Documentary analysis) และสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interviews) กับนักวิชาการ 6 ท่าน และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม 6 ท่าน จากนั้นจึงได้เก็บข้อมูลเชิงปริมาณด้วยการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey research) กับกลุ่มตัวอย่างที่ได้รับชมการสื่อสารการตลาดด้วยอีเวนต์เสมือนจำนวน 453 คน ผลการวิจัยจากการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (Exploratory factor analysis) พบว่า มาตรวัดประสบการณ์ผู้บริโภคในการสื่อสารการตลาดด้วยอีเวนต์เสมือนประกอบไปด้วย 6 มิติ อันได้แก่ 1) ประสบการณ์ความใหม่ 2) ประสบการณ์ความสัมพันธ์ 3) ประสบการณ์ความลื่นไหล 4) ประสบการณ์ปัญญา 5) ประสบการณ์อารมณ์ และ 6) ประสบการณ์กายภาพ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาคอยู่ที่ .97 จึงถือได้ว่า มาตรวัดนี้มีความเที่ยง และจากการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory factor analysis) พบว่า โมเดลที่พัฒนาขึ้นมีความตรงเชิงโครงสร้าง นอกจากนั้น ผลการทดสอบความไม่แปรเปลี่ยนยังแสดงให้เห็นว่า มาตรวัดที่สร้างขึ้นนั้น ไม่มีความแปรเปลี่ยนตามประเภทผลิตภัณฑ์ โดยสามารถใช้ได้ในการสื่อสารการตลาดด้วยอีเวนต์เสมือนทั้งประเภทผลิตภัณฑ์และการบริการ (Generalizability) และสุดท้าย การทดสอบอิทธิพลชี้ให้เห็นว่า ประสบการณ์ผู้บริโภคในการสื่อสารการตลาดด้วยอีเวนต์เสมือนนั้น ส่งอิทธิพลเชิงบวกต่อทั้งทัศนคติต่อตราสินค้า (Brand attitude) และความพึงพอใจต่องานอีเวนต์ (Event satisfaction) ตามลำดับ
ปัจจัยด้านพฤติกรรมของนักแสดงซีรีส์วายกับการยุติการเป็นแฟน, ชรินรัตน์ องค์เพลาเพลิด
ปัจจัยด้านพฤติกรรมของนักแสดงซีรีส์วายกับการยุติการเป็นแฟน, ชรินรัตน์ องค์เพลาเพลิด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับผลกระทบของพฤติกรรมนักแสดงซีรีส์วายต่อการตัดสินใจยุติการเป็นแฟน และ (2) วิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้แฟนของนักแสดงซีรีส์วายที่มีประเด็นข่าวเชิงลบตัดสินใจยังคงการเป็นแฟนหรือยุติการเป็นแฟน ผ่านการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณและคุณภาพ จากการสํารวจกลุ่มตัวอย่างแฟนคลับนักแสดงซีรีส์วายไทย ทั้งหมด 401 คน และ การสัมภาษณ์เชิงลึกจากแฟนคลับนักแสดงซีรีส์วายไทย ทั้งหมด 14 คน แบ่งเป็น แฟนที่ยังติดตามนักแสดงซีรีส์วายอยู่ จำนวน 6 คน และแฟนที่เลิกติดตามนักแสดงซีรีส์วายด้วยปัจจัยพฤติกรรมจำนวน 8 คน ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยหลักด้านพฤติกรรมของนักแสดงซีรีส์วายที่ทำให้แฟนคลับตัดสินใจยุติการเป็นแฟนสูงที่สุด คือ พฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดทางเพศกับผู้เยาว์ พฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการข่มขืน พฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกง พฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการอนาจาร ซึ่งหากนักแสดงซีรีส์วายมีพฤติกรรมในกลุ่มนี้ แฟนมีแนวโน้มที่จะยุติการเป็นแฟนในทันที ในขณะที่พฤติกรรมอื่น ๆ อาจจะมีการให้อภัย และยังเป็นแฟนต่อไป โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยภายในคือ เพศ อายุ การศึกษา มุมมองที่มีต่อนักแสดง รูปแบบการเป็นแฟน และปัจจัยภายนอกคือ พฤติกรรมในอดีต การตอบสนองของค่าย/ศิลปิน พฤติกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และคนรอบข้าง/กระแสสังคม ดังนั้นเพื่อป้องกันการยุติการเป็นแฟน นักแสดงซีรีส์วายควรจะสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับแฟน รักษาภาพลักษณ์ที่ดี สื่อสารกับแฟนคลับอย่างสม่ำเสมอ เข้าใจความต้องการของแฟน และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ส่วนค่ายของนักแสดงควรที่จะให้ความสำคัญกับการคัดเลือกนักแสดงที่มีความสามารถและพฤติกรรมที่ดี วางแผนการตลาดให้เหมาะสมกับภาพลักษณ์ และใส่ใจในเรื่องการจัดการวิกฤตอย่างมีประสิทธิภาพ
เนื้อหาและอัตลักษณ์ของวิดีโอสั้นที่ใช้ภาษาไทยถิ่นใต้บนแอปพลิเคชันติ๊กต็อก, พงศธรณ์ จันทร์แสงกุล
เนื้อหาและอัตลักษณ์ของวิดีโอสั้นที่ใช้ภาษาไทยถิ่นใต้บนแอปพลิเคชันติ๊กต็อก, พงศธรณ์ จันทร์แสงกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อวิเคราะห์เนื้อหาของวิดีโอสั้นที่ใช้ภาษาไทยถิ่นใต้บนแอปพลิเคชันติ๊กต็อก และ 2) เพื่อศึกษาอัตลักษณ์ของวิดีโอสั้นที่ใช้ภาษาไทยถิ่นใต้บนแอปพลิเคชันติ๊กต็อก โดยศึกษาวิดีโอสั้นที่ใช้ภาษาไทยถิ่นใต้บนแอปพลิเคชันติ๊กต็อก นักสร้างสรรค์วิดีโอสั้นที่ใช้ภาษาไทยถิ่นใต้บนแอปพลิเคชันติ๊กต็อก 6 ช่อง คือ ช่องฮาโรย ช่องสุนา Channel ช่องฐาว่า ช่องแหวดนภา ช่องแหลงเล่า และช่อง Thomas Tom จํานวนทั้งหมด 80 คลิป ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ.2566 จนถึงเดือนมีนาคม พ.ศ.2567 ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึกนักสร้างรรค์วิดีโอสั้น จำนวน 6 ท่าน เพื่อศึกษาถึงแรงบันดาลใจและที่มาในการผลิตเนื้อหาวิดีโอสั้นที่ใช้ภาษาไทยถิ่นใต้บนแอปพลิเคชันติ๊กต็อก ผลการศึกษาพบว่า เนื้อหาในวิดีโอสั้นที่ใช้ภาษาไทยถิ่นใต้บนแอปพลิเคชันติ๊กต็อกนั้น มีทั้งหมด 5 ประเภท โดยเนื้อหาวิดีโอสั้นในชีวิตประจำวัน พบมากที่สุด จำนวน 43 คลิป คิดเป็นร้อยละ 53.75 รองลงมาคือ เนื้อหาวิดีโอสั้นที่มีการรีวิวสินค้าและเนื้อหาวิดีโอสั้นที่เกี่ยวกับครอบครัว มีจำนวนรูปแบบละ 10 คลิป คิดเป็นร้อยละ 12.5 รวมเป็นร้อยละ 25 ของทั้งสองประเภท ถัดมาเป็นเนื้อหาวิดีโอสั้นที่มีการดัดแปลงภาษาอื่นให้เป็นภาษาไทยถิ่นใต้ มีจำนวน 9 คลิป คิดเป็นร้อยละ 11.25 และสุดท้ายเป็นเนื้อหาวิดีโอสั้นประเพณีพิธีกรรมภาคใต้ มีจำนวน 8 คลิป คิดเป็นร้อยละ 10 ส่วนผลการศึกษาอัตลักษณ์ของวิดีโอสั้น ที่ใช้ภาษาไทยถิ่นใต้บนแอปพลิเคชันติ๊กต็อกนั้น มีทั้งหมด 5 ประเภท พบว่า มีรูปแบบอัตลักษณ์ด้านภาษาถิ่นมากที่สุด โดยภาษาไทยถิ่นใต้ในแต่ละพื้นที่ มีรูปแบบสำเนียงและคำพูดที่แตกต่างกันตามบริบทของแต่ละพื้นที่ รองลงมาเป็นรูปแบบอัตลักษณ์ด้านอาหาร โดยอาหารพื้นถิ่นในแต่ละพื้นที่ ได้รับอิทธิพลจากจีนและอินเดีย ทำให้มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมการกิน ถัดมาเป็นรูปแบบอัตลักษณ์ด้านอุปนิสัยชาวใต้ ชาวใต้จะเป็นกลุ่มคนที่รักพวกพ้อง ถึงแม้ว่าไม่ได้เป็นเครือญาติกัน ก็ถือว่านับเป็นพวกพ้องเดียวกัน หรือในกรณีที่ถูกดูถูกเหยียดหยาม จะไม่ยอมจำนนต่อคำพูดหรือการกระทำดังกล่าว ถัดมาเป็นรูปแบบอัตลักษณ์ด้านประเพณี ชาวใต้ให้ความสำคัญกับประเพณีสารทเดือนสิบและประเพณีถือศีลกินผัก โดยทั้งสองประเพณีนั้นถือเป็นประเพณีที่สำคัญของทั้งชาวไทยพุทธและชาวไทยเชื้อสายจีน และสุดท้ายรูปแบบอัตลักษณ์ด้านอาชีพ พบว่า อาชีพหลักของชาวใต้ คือ เกษตรกร ปรากฏพืชเศรษฐกิจของภาคใต้ คือ …
Overview Of Music Interventions For Addressing Emotional Distress Among Stroke Patients: A Scoping Review, Xiuqi Shao
Overview Of Music Interventions For Addressing Emotional Distress Among Stroke Patients: A Scoping Review, Xiuqi Shao
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Stroke rehabilitation focuses more on restoring function and physical ability and often overlooks the prevalence of psychological symptoms. The prevalence of depression after stroke has been reported to be between 25 and 79 percent. In addition to depression, anxiety, fatigue and apathy are common symptoms after stroke, with a significant overlap in prevalence and symptoms. Music interventions have been reported to evoke and support emotional processes and facilitate engagement in physical movement, making them valuable for stroke rehabilitation. Many studies have investigated the effects of music interventions on negative emotions in stroke patients, but there is still a need for …
Chinese Consumers’ Perception Of Thailand As A Tourism Destination Via Xiaohongshu Platform, Zihuan Xu
Chinese Consumers’ Perception Of Thailand As A Tourism Destination Via Xiaohongshu Platform, Zihuan Xu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study examines how prior travel experience, demographic factors, and user-generated content (UGC) on Xiaohongshu collectively influence Chinese consumers’ perceptions of Thailand as a tourist destination, with a focus on shopping. Consumer perception is analyzed across four dimensions: cognition, emotion, language, and behavior. The findings reveal that prior travel experience has the most significant impact, with those who have visited Thailand showing more positive perceptions across all dimensions compared to those who have not. Demographic factors, such as age and occupation, also play a role, particularly in influencing language. Exposure to Xiaohongshu UGC primarily affects the behavioral dimension, enhancing purchase …
Fans Perceptions And Fans Engagement Of “Bed Friend Series”, Fiona Paramatmika
Fans Perceptions And Fans Engagement Of “Bed Friend Series”, Fiona Paramatmika
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The objective of the research is to explore the fan perception and fan engagement of “Bed Friend Series”. The research used In-depth interview method from 20 key informants from the fandom living in different countries. The research examines how fans perceive the series’ themes, characters, and storylines, as well as their interaction with its leading actors, Net Siraphop and James Su. Utilizing qualitative methods, twenty informants from diverse backgrounds were interviewed to understand their emotional connections and participatory behaviors across online and offline platforms. Findings reveal that fans hold the series in high regard for its portrayal of relationships and …
Biomarkers Of Comorbid Major Depression And Metabolic Syndrome: A Case-Control Study, Ketsupar Jirakran
Biomarkers Of Comorbid Major Depression And Metabolic Syndrome: A Case-Control Study, Ketsupar Jirakran
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Mood disorders, including major depressive disorder (MDD), are among the leading causes of disability worldwide. Major depressive disorder (MDD) and bipolar disorder (BD) often coexist with metabolic syndrome. Increased atherogenicity and a higher risk of cardiovascular diseases are associated with both conditions. This study aimed to determine whether (a) ACEs are significantly associated with the 5 BFI personality dimensions in patients with MDD; (b) increased neuroticism or lowered levels of the other personality dimensions are associated with the phenome of MDD including suicidal behaviors; and (c) the effects of ACEs on the phenome of MDD are mediated via increased neuroticism …