Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (7697)
- Arts and Humanities (5662)
- Medicine and Health Sciences (4581)
- Education (4501)
- Law (3951)
-
- Life Sciences (2402)
- Physical Sciences and Mathematics (2235)
- Business (1708)
- Engineering (1621)
- Communication (1450)
- Sociology (1444)
- Higher Education (1400)
- Psychology (1381)
- Medical Specialties (1291)
- Medical Sciences (1103)
- Art and Design (1062)
- History (946)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (919)
- Public Health (883)
- Computer Sciences (826)
- Library and Information Science (734)
- Film and Media Studies (694)
- Political Science (675)
- Religion (665)
- Feminist, Gender, and Sexuality Studies (613)
- Creative Writing (521)
- Oncology (502)
- English Language and Literature (494)
- Curriculum and Instruction (485)
- Biomedical Informatics (478)
- Institution
-
- University of Montana (1201)
- The Texas Medical Center Library (1006)
- University of South Florida (803)
- Liberty University (737)
- Brigham Young University (717)
-
- Walden University (715)
- Chulalongkorn University (687)
- Universitas Indonesia (634)
- University of Nebraska - Lincoln (584)
- Ateneo de Manila University (496)
- University of South Carolina (479)
- City University of New York (CUNY) (476)
- University of Kentucky (440)
- San Jose State University (437)
- University of Arkansas, Fayetteville (383)
- University of New Hampshire (375)
- Utah State University (363)
- Kennesaw State University (355)
- Nova Southeastern University (351)
- University of Plymouth (345)
- University of Mississippi (332)
- University of Central Florida (313)
- Singapore Management University (309)
- New Jersey Institute of Technology (305)
- Portland State University (278)
- Georgia Southern University (276)
- Syracuse University (269)
- Clemson University (268)
- University of Texas Rio Grande Valley (263)
- Louisiana State University (258)
- Keyword
-
- Humans (920)
- Animals (432)
- Female (417)
- Social media (357)
- Education (355)
-
- COVID-19 (346)
- Mice (345)
- Male (324)
- Mental health (271)
- Artificial intelligence (256)
- Higher education (217)
- Adult (192)
- ICTS (Institute of Clinical and Translational Sciences) (190)
- Technology (186)
- Communication (184)
- Gender (183)
- Artificial Intelligence (160)
- AI (152)
- Identity (152)
- Leadership (150)
- Sustainability (148)
- Newsletter (146)
- Social Media (145)
- UAB (145)
- Machine learning (144)
- Diversity (143)
- United States (140)
- Middle Aged (138)
- Women (138)
- Climate change (136)
- Publication
-
- Theses and Dissertations (1376)
- University of Montana Course Syllabi, 2021-2025 (1009)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (671)
- Faculty, Staff and Student Publications (621)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (535)
-
- Doctoral Dissertations and Projects (502)
- Faculty Publications (389)
- Electronic Theses and Dissertations (364)
- Dissertations (329)
- Kritika Kultura (327)
- Faculty Scholarship (285)
- Faculty, Staff and Students Publications (267)
- Honors Theses (249)
- Theses (247)
- 2020-Current year OA Pubs (214)
- DRS Biennial Conference Series (211)
- Research outputs 2022 to 2026 (211)
- Journal of Issues in Intercollegiate Athletics (208)
- Defensive Publications Series (205)
- Masters Theses (204)
- Articles (192)
- Dissertations, Theses, and Capstone Projects (176)
- Master's Theses (161)
- Dialogue: The Interdisciplinary Journal of Popular Culture and Pedagogy (159)
- The Auk (157)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (152)
- Journal of Raptor Research (129)
- Leadership Connection (120)
- Graduate Theses and Dissertations (119)
- Undergraduate Student Symposium (119)
- Publication Type
Articles 37231 - 37260 of 38934
Full-Text Articles in Entire DC Network
Buddhism And Khwan In The Religious System Of The Tai Khamtis' Villages In Arunachal Pradesh, India, Chow Kensan Tunkhang
Buddhism And Khwan In The Religious System Of The Tai Khamtis' Villages In Arunachal Pradesh, India, Chow Kensan Tunkhang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis examines the interaction between Buddhism and Khwan, an indigenous belief in the soul, in three Tai Khamti villages in Arunachal Pradesh, India. The study aims to identify components of the Khwan belief tradition, as well as to investigate the nature of their relationships with Buddhism.Ethnographic cases reveal that Khwan is a distinct and indivisible essence that invigorates all living beings, and without one of which, an individual is susceptible to afflictions. Possessing a complete Khwan symbolises life, whereas its absence signifies death. There are four primary categories of Khwan ritual complexes conducted for an ailing individual: retrieving the …
กระบวนการแก้ไขปัญหาการเป็นตัวละครเเละการอยู่กับความต้องการของตัวละคร: กรณีศึกษาการแสดงเป็นตัวละคร "มาช่า"ในละครเวทีเรื่อง วานย่า เเละซอนย่า เเละ มาช่า เเละสไปค์ (2555) ของ คริสโตเฟอร์ ดูแรง, นวฉัตร เสนวิรัช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เล่มนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับกระบวนการแก้ไขปัญหาการเป็นตัวละครและการอยู่ กับความต้องการของตัวละคร : กรณีศึกษาการแสดงเป็นตัวละคร “มาช่า” ในละครเวทีเรื่อง วานย่า และ ซอนย่า และ มาช่า และ สไปค์ (2555) ของ คริสโตเฟอร์ ดูแรง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกฝนและพัฒนาทักษะการแสดงในการเป็นตัวละครและการอยู่กับความต้องการของตัวละครของนักแสดงและเพื่อค้นหาแนวทางแก้ไขปัญหาการเป็นตัวละครและการอยู่กับความต้องการตัวละครของนักแสดงในฐานะตัวละคร “มาช่า (Masha)” ในบทละครเวทีเรื่อง “Vanya and Sonia and Masha and Spike” เนื่องจากผู้วิจัยยังมีประสบการณ์ด้านการแสดงไม่มากพอทำให้ผู้วิจัยประสบปัญหาในการแสดง 2 เรื่อง คือ 1.) การเป็นตัวละครหรือการเข้าถึงบทบาทของตัวละคร และ 2.) การอยู่กับความต้องการของตัวละคร โดยมีคำถามงานวิจัยว่า ผู้วิจัยจะสามารถพัฒนาทักษะการแสดงเรื่องการเป็นตัวละครเเละการอยู่กับความต้องการของตัวละครของนักแสดงในการแสดงบทละครเวทีเรื่อง “Vanya and Sonia and Masha and Spike” ได้อย่างไรบ้าง ซึ่งในงานวิจัยชิ้นนี้ผู้วิจัยได้ค้นคว้าหาข้อมูล แนวคิด ทฤษฎี ของนักการละครตะวันตกที่ได้ร่ำเรียนจากศาสตร์ด้านการแสดงของหลักสูตรปริญญาโท ภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยตั้งสมมติฐานของงานวิจัยไว้ว่าการเป็นตัวละครและการอยู่กับความต้องการของตัวละคร "มาช่า (Masha)" จะช่วยให้ร่างกายของผู้วิจัยในฐานะนักแสดงสามารถตอบสนองออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งนี้กระบวนการดำเนินงานวิจัยแบ่งออกเป็นทั้งหมด 4 กระบวนการคือ 1.) การทำงานวิเคราะห์บทละครและตัวละคร 2.) กระบวนการฝึกซ้อมการแสดง 3.) ช่วงระยะเวลาการทำงานก่อนวันแสดง (Pre - Production) และ 4.) ช่วงระยะเวลาการแสดงและหลังการแสดง (Production) นอกจากนี้ผู้วิจัยมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเพื่อประเมินผลการวิจัย 2 แบบดังนี้ คือ 1.) แบบบันทึกวิดิโอการซ้อมการแสดงและการสังเกต (Observation) ผู้วิจัยได้มีการจดบันทึกคำแนะนำจากผู้กำกับหลังการฝึกซ้อมทุกครั้ง พร้อมทั้งบันทึกภาพวิดิโอตอนช่วงฝึกซ้อมบางช่วงกับบันทึกวิดีโอรอบวันแสดงจริง และ 2.) การประเมินผลจากการแสดงจริงของช่วงระยะหลังการแสดง(Post Production) ซึ่งผู้วิจัยได้จัดทำแบบสอบถามจากผู้รับชมการแสดงและคำแนะนำจากผู้กำกับและครูที่ปรึกษาหลักด้านการแสดง ผลการวิจัยครั้งนี้พบว่า การเป็นตัวละครและการอยู่กับความต้องการของตัวละครนั้นต้องเริ่มจากการเข้าใจตัวละครโดยการที่นักแสดงต้องมีความรู้สึกนึกคิดแบบตัวละคร พร้อมทั้งการปล่อยวางตนเองให้อยู่กับปัจจุบันขณะ(Moment) จะสามารถช่วยให้ผู้วิจัยสามารถสื่อสารการแสดง ถ่ายทอดบทบาท และสามารถตอบสนองปรับเปลี่ยนวิธีการการแสดงที่มีมิติหลากหลายพร้อมทั้งแสดงตามสถานการณ์ในฉากได้อย่างเหมาะสม ซึ่งผู้วิจัยได้นำ แนวคิด ทฤษฎี เทคนิคการแสดงของผู้เชี่ยวชาญการแสดงชื่อดังทั้ง 3 ท่านคือ …
การใช้ศิลปะการละครเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจสำหรับนักศึกษาแพทย์ไทย, ชนัตถ์ พงษ์พานิช
การใช้ศิลปะการละครเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจสำหรับนักศึกษาแพทย์ไทย, ชนัตถ์ พงษ์พานิช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจเป็นหนึ่งในทักษะความเป็นมืออาชีพของแพทย์ที่ควรเสริมสร้างตั้งแต่การเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ความเห็นอกเห็นใจส่งผลต่อความสัมพันธ์ที่ดีของแพทย์และคนไข้ ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยและเก็บข้อมูลจากคนไข้ได้ดีขึ้น ลดความวิตกกังวลและความเครียดของคนไข้ ศิลปะการละครเป็นศาสตร์ที่มีศักยภาพในการฝึกฝนความเห็นอกเห็นใจ ปัจจุบันมีการใช้ละครด้นสดมาบูรณาการกับการฝึกฝนทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจในนักศึกษาแพทย์ แต่ยังขาดการศึกษาที่ใช้ทฤษฎีการแสดงมาประยุกต์ในเชิงปฏิบัติ และยังไม่มีการศึกษารูปแบบนี้ในประเทศไทย วิจัยนี้ศึกษาการออกแบบ ‘หลักสูตรการแสดงเพื่อความเห็นอกเห็นใจ’ สำหรับนักศึกษาแพทย์ไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเหมาะสม ความพึงพอใจ และทัศนคติของนักศึกษาแพทย์ที่มีต่อหลักสูตร ตลอดจนศึกษาพัฒนาการด้านการสื่อสารและทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงไปหลังเรียน การออกแบบหลักสูตรใช้หลักการแสดงของนักการละครชาวรัสเซีย คอนสแตนติน สตานิสลาฟสกี ประกอบด้วยทักษะ 3 ด้าน ได้แก่ ภาวะสร้างสรรค์ การเชื่อมโยง และจินตนาการ นำมาบูรณาการกับการฝึกฝนทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจ ได้เป็นหลักสูตรการแสดงความยาว 3 วัน รวมทั้งสิ้น 18 ชั่วโมงที่มุ่งหวังให้นักศึกษาแพทย์เชื่อมโยงกับตนเอง ผู้อื่น และคนไข้อย่างมืออาชีพ หลักสูตรได้นำมาใช้กับนักศึกษาแพทย์กลุ่มนำร่อง 6 ราย เพื่อปรับปรุงหลักสูตรและกลุ่มตัวอย่าง 21 ราย เพื่อวัดผล ตัวอย่าง 19 ราย ได้สื่อสารกับผู้ป่วยจำลองก่อนและหลังเรียนเพื่อประเมินทักษะการสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงไป ผลวิจัยพบว่ามากกว่า 95% ของกลุ่มตัวอย่างเห็นด้วยว่าหลักสูตรช่วยพัฒนาทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจ ได้เข้าใจความเห็นอกเห็นใจมากขึ้น เป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาแพทย์ อยากชักชวนเพื่อนให้มาเรียน สนใจเข้าร่วมอีกในอนาคต และเห็นด้วยว่าการละครช่วยให้ฝึกฝนทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจได้ดีขึ้น การสื่อสารกับผู้ป่วยจำลองหลังจบหลักสูตรพบว่า ตัวอย่างมีคะแนนการประเมินทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจสูงขึ้นในทุกด้าน ทักษะที่พัฒนาเด่นชัดคือด้านความเห็นอกเห็นใจและภาษากาย ตัวอย่างได้สะท้อนถึงคุณลักษณะเด่นของละครในการพัฒนาศักยภาพทั้งในระดับบุคคลไปถึงระดับระหว่างบุคคล การเรียนรู้มนุษย์และอารมณ์ต่าง ๆ ผ่านตัวละครคือจุดเด่นของหลักสูตรนี้ ละครเป็นกิจกรรมแบบบูรณาการที่เหมาะสมและสามารถพัฒนาทักษะการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจของนักศึกษาแพทย์ได้ สามารถประยุกต์เป็นกิจกรรมเสริมในรายวิชาหรือประยุกต์ใช้กับบุคลากรทางการแพทย์ได้
การรับมือกับการถูกกลั่นแกล้งทางสังคม : การสร้างสรรค์ศิลปะการแสดงสดจากเรื่องเล่าประสบการณ์ส่วนตัว, จุฑาพิชญ์ อุสาหะ
การรับมือกับการถูกกลั่นแกล้งทางสังคม : การสร้างสรรค์ศิลปะการแสดงสดจากเรื่องเล่าประสบการณ์ส่วนตัว, จุฑาพิชญ์ อุสาหะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยทางศิลปะที่บูรณาการข้ามศาสตร์ระหว่างศิลปะแสดงสด กับศิลปะการละคร โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะสร้างผลงาน “ศิลปะแสดงสด”ด้วยสื่อศิลปะหลายรูปแบบ และประยุกต์ใช้กลวิธีของศิลปะการละคร ได้แก่ การเล่าเรื่อง และ การแสดง เพื่อนำเสนอผลงาน ศิลปะแสดงสด จากเรื่องเล่าส่วนตัวและความทรงจำ โดยกำหนดประเด็นหลักที่จะสื่อสาร ได้แก่ การกลับไปทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น ได้ทำความเข้าใจกับอดีต การเยียวยาและการรับรู้บริบทของ “ครอบครัว” ที่เป็นส่วนสำคัญในการสร้างพื้นที่ปลอดภัยเพื่อก้าวพ้นผ่านเวลาที่ยากลำบากผู้วิจัยคาดหวังว่าผลงาน “ศิลปะแสดงสด” ที่ใช้หลักของการเล่าเรื่องและการแสดงทางศิลปะการละคร จะสามารถสื่อสารและสร้างประสบการณ์การรับรู้ในการรับมือกับเหตุการณ์ร้าย ๆ ที่เกิดขึ้นจากการถูกกลั่นแกล้งทางสังคมให้กับผู้ชมแต่ละบุคคลในขณะชมการแสดง ทำให้เกิดแรงบันดาลใจ และ จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ชมในการรับรู้เรื่องราวที่เป็นประเด็นทางสังคมนำไปสู่การก้าวผ่านความรู้สึกอันเป็นทุกข์ของตนได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
The Development Of A Lateral Flow Immunochromatographic Strip Test For Evaluation Of Specific Antibody Levels Against Porcine Epidemic Diarrhea Virus In Pig Milk, Patumporn Jermsutjarit
The Development Of A Lateral Flow Immunochromatographic Strip Test For Evaluation Of Specific Antibody Levels Against Porcine Epidemic Diarrhea Virus In Pig Milk, Patumporn Jermsutjarit
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Porcine epidemic diarrhea virus (PEDV) causes severe watery diarrhea in pigs of all ages, but it is particularly devastating in neonatal piglets, where it can result in 100% mortality. Therefore, lactogenic immunity is crucial for protecting against PEDV infection and reducing its virulence. One method for controlling PEDV outbreaks involves using feedback as a protocol, which entails inoculating pregnant sows with infected-PEDV intestines from piglets to enhance lactogenic immunity against PEDV. Interestingly, high serial passage of PEDV has been shown to reduce the virus's virulence. To understand the effects of serial passage, the PEDV was serially passaged both in vitro …
Development Of An Endometrial Cell Culture System Of Thai Swamp Buffalo (Bubalus Bubalis) For Studying The Endometrial-Embryo Interactions, Ruchikon Jongsuwanwattana
Development Of An Endometrial Cell Culture System Of Thai Swamp Buffalo (Bubalus Bubalis) For Studying The Endometrial-Embryo Interactions, Ruchikon Jongsuwanwattana
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Developing and optimizing endometrial sampling techniques are critical for advancing reproductive management and research in cattle and swamp buffalo. This PhD thesis aims i) to design a novel endometrial sampling device for cows and swamp buffaloes, ii) to develop a minimally invasive endometrial cell sample collection technique in cows and buffaloes to prepare endometrial cell culture, iii) to validate the developed mixed endometrial cell culture system retrieved by brush cytology techniques in cows and swamp buffaloes and iv) to utilize the minimally invasive endometrial cell sampling technique for investigation of reproductive disease in ruminant herds. The research is consequently structured …
Molecular Characterization And Immunohistochemical Investigation Using Anti-Capsid Protein Antibody Of Canine Circovirus Associated With Respiratory Diseases In Thai Dogs, Wichan Dankaona
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Canine circovirus (CanineCV) is an emerging virus linked to various diseases in dogs, especially respiratory and gastrointestinal ailments. This thesis focuses on molecular characterization and histopathological investigation of CanineCV in dogs from Thailand, aiming to provide insights into the role of virus in canine respiratory diseases. The study involved genomic-based surveillance of CanineCV from nasal and oral swabs of infected dogs by employing polymerase chain reaction (PCR) assay. Additionally, the in situ hybridization (ISH) technique was used to identify and localize the viral genome within infected tissues. The CanineCV recombinant capsid gene (rCap) and protein (rCap) were synthesized and characterized, …
Impacts Of Pcv3 And Pcv2 On Reproductive Performance In The Vietnamese Industrial Sow Herds, Tien Tran Nam
Impacts Of Pcv3 And Pcv2 On Reproductive Performance In The Vietnamese Industrial Sow Herds, Tien Tran Nam
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Porcine circovirus (PCV) 2 is a globally prevalent virus causing negative impacts on the swine industry. Controlling PCV2 with vaccines is a mandatory requirement in the farming procedures depending on the prevalence of the virus and farm management system including vaccination program. It should be noted that PCV2d management in the studied farms appeared under control via the effective vaccination program. Since the first descriptions of PCV3 in the US, many publications on the viral pathogenesis and effects on susceptible animals have been conducted, but complete consensus has not been reached. Therefore, an alternative approach to studying the virus is …
Vaccination Against Streptococcus Iniae And Bacillus Probiotic For Health Enhancement In Juvenile Barramundi (Lates Calcarifer), Pornpawit Tanpichai
Vaccination Against Streptococcus Iniae And Bacillus Probiotic For Health Enhancement In Juvenile Barramundi (Lates Calcarifer), Pornpawit Tanpichai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Juvenile Asian seabass (Lates calcarifer) with an average body weight of 10 ± 0.7 g were used to investigate the efficacy of an inactivated Streptococcus iniae vaccine and the probiotic Bacillus subtilis. Fish were intraperitoneally vaccinated with 1012 CFU fish−1 of formalin-killed S. iniae (V) or sham vaccinated (S) with sterile normal saline solution (NSS). Both groups were fed with Bacillus probiotic (5 × 109 CFU kg-1 diet) for 6 weeks. The protective efficacy of the vaccine against S. iniae examined at 4, 10 and 20 weeks post-vaccination showed that vaccinated (V) and vaccinated and probiotic (VP) groups had no …
การศึกษาเปรียบเทียบมาตรการควบคุมอาวุธปืนภายหลังเหตุกราดยิงของประเทศไทยกับต่างประเทศ, กุศลิน จีรสินกุล
การศึกษาเปรียบเทียบมาตรการควบคุมอาวุธปืนภายหลังเหตุกราดยิงของประเทศไทยกับต่างประเทศ, กุศลิน จีรสินกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัญหาความรุนแรงด้านอาวุธปืนของโลกในปัจจุบันที่มีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะเหตุกราดยิงที่สามารถสร้างความเสียหายต่อการก่อเหตุหนึ่งครั้งได้อย่างรุนแรง ดังนั้น จึงได้นำมาสู่การศึกษาบริบทความรุนแรงของสถานการณ์กราดยิงและการควบคุมอาวุธปืน การศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบมาตรการควบคุมอาวุธปืนหลังเหตุกราดยิง และการศึกษามาตรการควบคุมอาวุธปืนที่เหมาะสมกับไทย โดยการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลเอกสาร กฎหมาย และมาตรการที่บังคับใช้ รวมถึงการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยมีขอบเขตการศึกษาในประเทศไทย สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ผลการศึกษาพบว่า สถานการณ์กราดยิงในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันในด้านจำนวน ความรุนแรง และมูลเหตุจูงใจ ในประเทศไทยมีเหตุกราดยิงเกิดขึ้นจำนวนกว่าความเข้าใจของสังคมที่มาจากการรายงานของสื่อ แตกต่างจาก สหรัฐอเมริกาที่กราดยิงเกิดขึ้นบ่อยและรุนแรง ส่วนในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์มีมาตรการควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดหลังเหตุกราดยิง ซึ่งมีส่วนสนับสนุนให้จำนวนเหตุกราดยิงลดลง ขณะที่ประเทศไทยยังมีกฎหมายที่ล้าสมัยและขาดการบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้มาตรการควบคุมอาวุธปืนไม่สามารถลดความรุนแรงของเหตุการณ์ได้ โดยข้อเสนอแนวการควบคุมอาวุธปืนจะต้องปรับปรุงกฎหมายควบคุมอาวุธปืนให้ทันสมัยและเข้มงวด อาทิ การตรวจสอบประวัติและสุขภาพจิตของผู้ขอใบอนุญาต และการจัดเก็บอาวุธในตู้เซฟที่มีระบบล็อกอัตโนมัติ นอกจากนี้ ควรส่งเสริมการแจ้งเบาะแสจากประชาชน และสนับสนุนการวิจัยเกี่ยวกับปัญหาอาวุธปืนในประเทศไทย
Risk Perceptions Of Coffee Growers In Northern Thailand: A Case Study Of Chiang Rai Province, Melody Sie
Risk Perceptions Of Coffee Growers In Northern Thailand: A Case Study Of Chiang Rai Province, Melody Sie
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Thailand's coffee sector faces numerous risks, impacting coffee farmers' livelihoods. This study explores risk perception and management strategies through in-depth interviews with coffee farmers based in Chiang Rai province. Drawing from Joy Harwood’s categorization of agricultural risk, the risks assessed in this study fell under the domains of production, market, and institutional risks. Farmers' perceptions of these risks were analyzed by considering the mental strategies and biases (heuristics) that shaped their perceptions, as well as how farmers measured risk according to their risk attributes (frequency, severity, adaptation ability). The values, emotions, and experiences of farmers shape the foreground of farmers' …
การพัฒนาชุดการสอนดนตรีรองเง็งปัตตานีสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น, วสวัตติ์ นวลนาค
การพัฒนาชุดการสอนดนตรีรองเง็งปัตตานีสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น, วสวัตติ์ นวลนาค
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดการสอนดนตรีรองเง็งปัตตานี สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 2) ศึกษาผลการนำชุดการสอนดนตรีรองเง็งปัตตานีสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นไปทดลองใช้ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยการวิจัยและพัฒนา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) ชุดการสอนดนตรีรองเง็งปัตตานีสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น 2) แบบประเมินคุณภาพชุดการสอนสำหรับผู้เชี่ยวชาญ 3) แบบสังเกตพฤติกรรมด้านจิตพิสัยของผู้เรียน และ 4) แบบประเมินทักษะการขับร้องและเล่นดนตรีของผู้เรียน ตัวอย่างที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 20 คน ได้จากการสุ่มแบบยกกลุ่ม (Cluster Sampling) ผลการวิจัยพบว่า ชุดการสอนที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นจากบทเพลงรองเง็งปัตตานีจำนวน 4 บทเพลง มีผลการประเมินคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับดี ผู้วิจัยได้นำข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญทุกท่านมาปรับปรุงองค์ประกอบต่าง ๆ จากนั้นนำไปทดลองใช้กับตัวอย่าง ผลการทดลองใช้ชุดการสอน แบ่งออกเป็น 2 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านจิตพิสัย ผลการวิจัยพบว่าพฤติกรรมด้านการรับรู้ (Receiving) มีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่สม่ำเสมอ ในขณะที่ระดับพฤติกรรมด้านการตอบสนอง (Responding) และด้านการสร้างคุณค่า (Valuing) มีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมีวินัยและความรับผิดชอบในการเรียนรู้มากขึ้น และ 2) ด้านทักษะพิสัย พบว่าโดยรวมนักเรียนมีทักษะในการร้องเพลงและปฏิบัติดนตรีได้คะแนนระดับดีอย่างสม่ำเสมอทั้ง 4 สัปดาห์ แม้ว่าในด้านทักษะการขับร้องเพลงยังมีความจำเป็นต้องพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มคุณภาพในการร้องเพลงให้ดียิ่งขึ้น สำหรับการปรับปรุงชุดการสอนตามผลการใช้งาน ผู้วิจัยได้ทำการปรับปรุงและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชุดการสอน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสมบูรณ์ของชุดการสอน โดยเสนอแนวทางการปรับปรุงใน 4 ประเด็นที่มีความสำคัญและมีความจำเป็น ได้แก่ 1) การเพิ่มจำนวนสื่อให้เพียงพอกับจำนวนนักเรียนในกลุ่ม 2) การปรับปรุงคู่มือการสอนและแผนการสอน 3) การปรับปรุงวิธีการสอนทักษะการขับร้อง และ 4) การจัดลำดับชุดการสอนใหม่
การพัฒนาฐานข้อมูลสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีจากผลการวิเคราะห์ข้อมูลหลากหลายรูปแบบ, ศรัญญา กสิพร้อง
การพัฒนาฐานข้อมูลสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีจากผลการวิเคราะห์ข้อมูลหลากหลายรูปแบบ, ศรัญญา กสิพร้อง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การสอนวิชาเคมีให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถของครูในการอธิบายความเป็นนามธรรมของวิชาเคมีให้นักเรียนสามารถเข้าใจแนวคิดทางเคมีได้ ดังนั้น เพื่อช่วยให้นักเรียนเข้าใจวิชาเคมีมากขึ้นจึงจำเป็นต้องมีสื่อการเรียนรู้เพื่อช่วยอธิบายความเป็นนามธรรมของวิชาเคมี เมื่อสำรวจสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีของไทยในปัจจุบัน ยังไม่มีแหล่งหรือฐานข้อมูลใดที่รวบรวมสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีทั้งของไทยและของต่างประเทศไว้ด้วยกันและรวบรวมจัดทำเป็นข้อมูลอภิพันธุ์ (metadata) ไว้เพื่อให้สะดวกต่อการสืบค้น ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะพัฒนาฐานข้อมูลที่รวบรวมสื่อการเรียนรู้ดิจิทัล ผู้วิจัยพัฒนาฐานข้อมูลสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลสำหรับวิชาเคมีโดยนำข้อมูลที่รวบรวมได้จากคัดเลือกสื่อที่เป็นไปตามเกณฑ์ แล้ววิเคราะห์ข้อมูลหลากหลายรูปแบบที่ได้จำแนกประเภท ลักษณะของการใช้รูปแบบที่หลากหลายและประเมินคุณภาพตามเกณฑ์ของไทยและต่างประเทศ คัดเลือกสื่อมารวบรวมเพื่อนำไปสร้างต้นแบบฐานข้อมูลสื่อการดิจิทัลวิชาเคมี (prototypes) โดยใช้ AppSheet ผลการวิจัยพบว่า 1. เมื่อใช้การวิเคราะห์หลากหลายรูปแบบ พบว่า การใช้รูปแบบที่หลากหลายภายในสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมี โดยแบ่งเป็น 5 รูปแบบ ได้แก่ ข้อความ ภาพ ภาพเคลื่อนไหว เสียง และสัญศาสตร์ทางเคมี 2. เมื่อนำสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีมาประเมินคุณภาพสื่อโดยเทียบกับเกณฑ์ของไทยและเกณฑ์ของต่างประเทศ พบว่า สื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีของไทยที่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด 49 สื่อจากเดิมที่คัดเลือกมา 57 สื่อ และสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีของต่างประเทศที่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด 68 สื่อ จากเดิมที่คัดเลือกมา 75 สื่อ 3. ฐานข้อมูลสื่อการเรียนรู้วิชาเคมีที่พัฒนาขึ้น มีรายการแสดงจุดประสงค์ฐานข้อมูล ข้อมูลเบื้องต้นของสื่อ วิธีการใช้ฐานข้อมูล รายละเอียดของประเภทสื่อและหัวข้อเคมี 4. ผลการประเมินคุณภาพฐานข้อมูลจากผู้ทรงคุณวุฒิโดยภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมากและเห็นด้วยมากที่สุด และผลการสอบถามประสบการณ์ผู้ใช้งานจากครูและนิสิตครูเคมีพบว่าภาพรวมอยู่ในระดับเห็นมากที่สุดและเห็นด้วยมาก
แนวทางการพัฒนาการบริหารวิชาการที่เสริมสร้างทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนสำหรับโรงเรียนอนุบาล, สุวพิชญ์ ภู่สว่าง
แนวทางการพัฒนาการบริหารวิชาการที่เสริมสร้างทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนสำหรับโรงเรียนอนุบาล, สุวพิชญ์ ภู่สว่าง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในศตวรรษที่ 21 เทคโนโลยีดิจิทัลที่ถูกพัฒนาให้เจริญก้าวหน้าและมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของมนุษย์ที่เพิ่มขึ้น เด็กรุ่นใหม่จึงควรมีทักษะที่รองรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ส่งผลให้วงการการศึกษาพยายามที่จะส่งเสริมทักษะการคิดเชิงคำนวณตั้งแต่เด็กปฐมวัยเพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงนี้ งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงบรรยาย ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการที่เสริมสร้างทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนสำหรับโรงเรียนอนุบาล และนำเสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารวิชาการที่เสริมสร้างทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนสำหรับโรงเรียนอนุบาล โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ โรงเรียนภายในกำกับดูแลโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่มีการจัดการเรียนการสอนระดับอนุบาล จำนวน 1,600 แห่ง ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารวิชาการ หัวหน้าแผนกอนุบาล และครูอนุบาล รวมทั้งสิ้น 863 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบประเมินและแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า การบริหารวิชาการที่เสริมสร้างทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนสำหรับโรงเรียนอนุบาลมีความต้องการจำเป็นด้านการบริหารหลักสูตรมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านการจัดสภาพแวดล้อม สื่อ และแหล่งเรียนรู้ การประเมินพัฒนาการ และการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ตามลำดับ สำหรับทักษะการคิดเชิงคำนวณในภาพรวม องค์ประกอบย่อยที่มีความต้องการจำเป็นมากที่สุด คือ การแก้ไขจุดบกพร่อง (Debugging) รองลงมาคือ การแบ่งงานใหญ่เป็นงานย่อย (Decomposition) การพิจารณาสาระสำคัญของปัญหา (Abstraction) การเข้าใจการทำงานร่วมกันของระบบ (System Collaboration) การพิจารณารูปแบบของปัญหา (Pattern Recognition) การออกแบบอัลกอริทึม (Algorithm Design) และการเข้าใจและใช้สัญลักษณ์แทนการสื่อสาร (Representation) ตามลำดับ แนวทางการพัฒนาการบริหารวิชาการที่เสริมสร้างทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนสำหรับโรงเรียนอนุบาล ประกอบไปด้วย 2 แนวทางหลัก 6 แนวทางย่อย 25 วิธีดำเนินการ ได้แก่ 1) ยกระดับหลักสูตรสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงคำนวณ และ 2) พลิกโฉมสภาพแวดล้อม สื่อ และแหล่งเรียนรู้ของสถานศึกษา ให้เอื้อต่อการเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงคำนวณ
ความรอบรู้ด้านสุขภาพของพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปู, อาซาน ปริยวาทิต
ความรอบรู้ด้านสุขภาพของพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปู, อาซาน ปริยวาทิต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพของพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูและเพื่อเปรียบเทียบระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพจำแนกตามตัวแปรเพศ อายุและระดับการศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ พนักงานที่มีอายุ 18-55 ปีขึ้นไป และทำงานอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบางปู จำนวน 430 คน โดยคัดเลือกจากอุตสาหกรรมการผลิตหลัก 5 ประเภท โรงงานละ 4-5 คน ผู้วิจัยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม Google Form ความรอบรู้ด้านสุขภาพของพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่ผู้วิจัยจัดทำขึ้น ประกอบด้วย ข้อมูลส่วนบุคคลและแบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ และนำมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบความแตกต่างโดยใช้สถิติทดสอบ “ที” (t-test) และวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) จากนั้นทำการเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธีของ LSD (Least significant difference) กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัย พบว่า พนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูมีระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง หากพิจารณาในแต่ละองค์ประกอบพบว่า องค์ประกอบการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพและบริการสุขภาพ ความรู้ ความเข้าใจ ทักษะการสื่อสาร การจัดการตนเอง ทักษะการตัดสินใจ และการรู้เท่าทันสื่ออยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน เมื่อเปรียบเทียบระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพจำแนกตามตัวแปรเพศ อายุและระดับการศึกษาพบว่า พนักงานเพศชายในนิคมอุตสาหกรรมบางปูมีความรอบรู้ด้านสุขภาพมากกว่าเพศหญิงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 พนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่มีอายุ 18-30 ปี มีความรอบรู้ด้านสุขภาพมากกว่าพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่มีอายุ 31-43 ปี และอายุ 44-55 ปีขึ้นไปอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่มีระดับการศึกษาปริญญาตรีขึ้นไป มีความรอบรู้ด้านสุขภาพมากกว่าพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่มีระดับการศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น/มัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช. อนุปริญญา/ปวส. อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สรุปได้ว่า พนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูมีความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับปานกลางและทุกองค์ประกอบอยู่ในระดับปานกลาง
การปรับสมดุลไมโครไบโอมในลำไส้ด้วยเชื้อ Lactobacillus Rhamnosus Gg ช่วยบรรเทาความรุนแรงจากการติดเชื้อในกระแสเลือด ในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดความชราโดยน้ำตาล D-Galactose และกระตุ้นภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดโดยวิธีการผูกและเจาะลำไส้ใหญ่ส่วนต้น, ชาลิสา พินิจจันทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การเสียสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้อาจทำให้เกิดภาวะลำไส้รั่ว เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดตามมาได้ ซึ่งสภาวะดังกล่าวมักพบมากในผู้สูงอายุ การศึกษาก่อนหน้านี้พบว่าโพรไบโอติกสามารถลดการเสียสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ แต่การศึกษาเรื่องผลของการรับประทานเชื้อโพรไบโอติดต่อของการลดความรุนแรงจากการติดเชื้อในกระแสเลือด รวมทั้งภาวะ Sepsis-associated encephalopathy (SAE) ในผู้สูงอายุนั้นยังไม่มีการศึกษาที่ชัดเจน วัตถุประสงค์ของการศึกษา เพื่อทดสอบความสามารถของเชื้อโพรไบโอติกสายพันธุ์ Lacticaseibacillus rhamnosus GG (LGG) ในการช่วยลดความรุนแรงของการติดเชื้อในกระแสเลือดในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดสภาวะชราโดยการใช้น้ำตาลกาแลคโตส ผู้วิจัยทำการให้เชื้อ LGG ทางปากกับหนูทดลอง เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม และทดสอบความแตกต่างของจุลินทรีย์ในลำไส้ในอุจจาระของหนูด้วยวิธี 16S RNA sequencing พร้อมวัดสภาวะความชราของหนูด้วยเทคนิค Histochemistry ในอวัยวะภายใน จากนั้นหนูทั้ง 2 กลุ่มจะถูกกระตุ้นให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดโดยวิธีการผูกและเจาะลำไส้ใหญ่ส่วนต้น (CLP) และวัดความรุนแรงของการติดเชื้อในกระแสเลือดโดยการวัดอัตราการตาย ระดับ creatinine (Scr), Alanine transaminase (ALT), cytokines (IL-6 TNF-α IL-10 และ IL-1ß) ในซีรัมโดยเทคนิค Enzyme-linked immunosorbent assay (ELISA) การตรวจวัด Sepsis encephalopathy ผู้วิจัยใช้ค่ามาตรฐาน SHIRPA เพื่อช่วยในการวัด นอกจากนี้เพื่อหาสาเหตุของการลดความรุนแรงจากการติดเชื้อในกระแสเลือดด้วยเชื้อโพรไบโอติก ผู้วิจัยนำ Lactobacillus condition media (LCM) ร่วมกับ Lipopolysaccharide (LPS) มาใช้ในการกระตุ้นเซลล์ RAW 264.7 , เซลล์ BV-2 และเซลล์ HT-22 จากนั้นทำการวัดปริมาณ Inflammatory cytokines ด้วยเทคนิค ELISA และวัดการแสดงออกของยีน IL-6 TNF-α IL-10 IL-1ß Fizz Arg-1 NF-kB TLR-4 และยีน iNOS ด้วยเทคนิค Quantitative real-time PCR (qPCR) จากผลการวิเคราะห์จุลินทรีย์ในอุจจาระ แสดงให้เห็นว่าหนูชรามีการสูญเสียสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ และพบการเกิดพังผืดในปอด ไต และตับ ซึ่งเชื้อ …
การวิเคราะห์ความเหมาะสมของพื้นที่เพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงกีฬาชายฝั่งทะเลในจังหวัดนครศรีธรรมราช, รัชต์ภาคย์ รัตนบุรี
การวิเคราะห์ความเหมาะสมของพื้นที่เพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงกีฬาชายฝั่งทะเลในจังหวัดนครศรีธรรมราช, รัชต์ภาคย์ รัตนบุรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พื้นที่ชายฝั่งทะเลของจังหวัดนครศรีธรรมราชมีความโดดเด่นเเละมีศักยภาพสูงในการพัฒนาสำหรับการท่องเที่ยวเชิงกีฬาชายฝั่งทะเล อย่างไรก็ตาม การพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวทั้งต้องพึ่งพาและส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศชายฝั่งทะเล ในการศึกษาครั้งนี้จึงประยุกต์ใช้การวิเคราะห์ความเหมาะสมของพื้นที่ (suitability analysis) ด้วยวิธีการซ้อนทับชั้นข้อมูล (overlay method) เพื่อระบุพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงกีฬาชายฝั่งทะเลประเภทกีฬาวอลเลย์บอลชายหาด โดยผลการวิจัยพบว่าพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมสำหรับการพัฒนา ได้แก่ พื้นที่อ่อนไหวทางระบบนิเวศ พื้นที่อุตสาหกรรม พื้นที่ที่มีความเสี่ยงจากปัจจัยธรรมชาติ พื้นที่อนุรักษ์ และพื้นที่ที่เป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ทะเลหายาก ส่วนพื้นที่ที่มีความเหมาะสมสำหรับการพัฒนาจะต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสมในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ได้เเก่ การเข้าถึงที่สะดวก การมีที่พักและร้านอาหารที่หลากหลาย เเละมีจำนวนเพียงพอสำหรับนักท่องเที่ยว การมีสถานพยาบาลในระยะใกล้ เเละการมีพื้นที่บริเวณที่ติดชายหาดที่เพียงพอสำหรับเป็นพื้นที่จอดรถ ห้องน้ำ และสิ่งอำนวยความสะดวกชั่วคราว รวมถึงสามารถเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียงที่มีความหลากหลายเพื่อสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่หลากหลาย นอกจากนั้นยังมีความเหมาะสมในด้านปัจจัยทางกายภาพ ได้เเก่ มีความกว้างของหาดมากกว่า 25 เมตร ความลาดชันในระดับ 0-3 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเอื้อต่อการจัดการแข่งขันกีฬา ผิวหาดเเบบหาดทรายล้วน และทิศทางลมที่เหมาะสมต่อการเล่นวอลเลย์บอลชายหาด ซึ่งพบว่าพื้นที่ในหาดคอเขา หาดขนอม หาดหน้าด่าน หาดหัวถนน เเละหาดในเปร็ตเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด ส่วนพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในระดับรองลงมาคือหาดในเพลา หาดย่าปิ๋ว หาดปลายทอน หาดบางดี อ่าวท้องยาง หาดทุ่งใส เเละหาดเทพา
ความต้องการและความสามารถในการจ่ายเพื่อที่อยู่อาศัยของกลุ่มวัยเริ่มทำงานในเขตอำเภอเมืองจังหวัดขอนแก่น, วราภรณ์ อึ้งอารีย์วิทยา
ความต้องการและความสามารถในการจ่ายเพื่อที่อยู่อาศัยของกลุ่มวัยเริ่มทำงานในเขตอำเภอเมืองจังหวัดขอนแก่น, วราภรณ์ อึ้งอารีย์วิทยา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กลุ่มวัยเริ่มทำงานเป็นกลุ่มคนที่เริ่มต้นเข้าสู่สังคมของการทำงาน หลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย หรือสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ไม่นาน ข้อมูลการสำรวจพบว่าอำเภอเมืองขอนแก่นในปัจจุบัน มีจำนวนคนกลุ่มนี้มากถึง 39,718 คน ซึ่งลักษณะของประชากรวัยเริ่มทำงานเป็นวัยที่กำลังเริ่มต้นสร้างครอบครัว และเริ่มมีการวางแผนเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ด้วยเหตุนี้คนกลุ่มนี้จึงมีความสำคัญต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ของจังหวัดขอนแก่นในอนาคต ดังนั้นงานวิจัยฉบับนี้จึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาลักษณะความต้องการที่อยู่อาศัย ของกลุ่มวัยเริ่มทำงานในเขตอำเภอเมืองจังหวัดขอนแก่น รวมไปถึงศึกษาความสามารถในการจ่ายเพื่อที่อยู่อาศัยที่ต้องการในอนาคตอีก 5 ปีข้างหน้า เพื่อให้เกิดความรู้และความเข้าใจในสถานการณ์การอยู่อาศัยของกลุ่มประชากรสำคัญกลุ่มนี้ โดยวิธีการรวบรวมข้อมูลวิจัยจากแบบสอบถามจำนวน 400 ชุด มาทำการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ แสดงผลออกมาในเชิงปริมาณ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ หาความสัมพันธ์ผลการศึกษาพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีสถานภาพโสด จบการศึกษาสูงสุดระดับปริญญาตรี มีอาชีพเป็นพนักงานประจำในบริษัท ไม่มีอาชีพที่สอง มีรายได้ส่วนบุคคล 10,500 -15,000 บาทต่อเดือน และรายได้ครัวเรือน 25,001-40,000 บาทต่อเดือน สังเกตุพบว่ากลุ่มช่วงอายุ 26-27 ปี มีรายได้ 15,001-20,000 บาทต่อเดือน ซึ่งสูงกว่ากลุ่มอื่น 2) พฤติกรรมในการใช้ชีวิต มีการเดินทางด้วยรถ จักรยานยนต์ใช้เวลา 15 นาที ถึงที่ทำงาน นิยมซื้อสินค้าจากช่องทางออนไลน์และจากร้านสะดวกซื้อใกล้บ้าน การทำหรือรับประทานอาหารนิยมซื้ออาหารปรุงสำเร็จกลับมารับประทานที่บ้าน งานอดิเรก เล่นโซเชียลมีเดีย เป้าหมายในชีวิต คือ มีเงินพอใช้จ่าย ซึ่งทุกกลุ่มช่วงอายุมีพฤติกรรมและทัศนคติคล้ายคลึงกัน 3) รูปแบบที่อยู่อาศัยปัจจุบันอยู่ในลักษณะการเช่ามากที่สุด ประเภทบ้านเดี่ยว/บ้านแฝด มีราคาเช่า 2,001-4,000 บาทต่อเดือน ปัญหาในการอยู่อาศัยที่พบมากที่สุดคือ ที่พักปัจจุบันอยู่ไกลจากสถานที่ทำงาน 4) รูปแบบที่พักอาศัยที่คนกลุ่มนี้ต้องการในอนาคตเป็นรูปแบบการซื้อมากที่สุด โดยต้องการเป็น บ้านเดี่ยว/บ้านแฝด ราคา 2-4 ล้านบาท อยู่ในทำเลโซนใจกลางอำเภอเมืองขอนแก่น แต่เมื่อประเมินความสามารถในการจ่ายเพื่อที่อยู่อาศัยที่ต้องการในอีก 5 ปีข้างหน้า พบว่าส่วนใหญ่ไม่สามารถจ่ายค่าที่อยู่อาศัยที่ต้องการได้ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบซื้อหรือสร้าง ยกเว้นการเช่า อย่างไรก็ตามพบว่ากลุ่มอาชีพข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ ที่มีอายุระหว่าง 26-27 ปี เป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการจ่ายเพื่อที่อยู่อาศัยประเภทซื้อและสร้างมากที่สุดจากผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า กลุ่มตัวอย่างวัยเริ่มทำงานในอำเภอเมืองขอนแก่นในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มีความต้องการที่อยู่อาศัยในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยต้องการในรูปแบบบ้านเดี่ยวหรือบ้านแฝด ตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้กับแหล่งงานสามารถเดินทางได้สะดวกสบาย ซึ่งผลการสำรวจความสามารถในการจ่ายเพื่อมีที่อยู่อาศัยของกลุ่มคนกลุ่มนี้พบว่า มีความสามารถในการจ่ายในสัดส่วนร้อยละ 36.5 ของกลุ่มความต้องการทั้งหมดเท่านั้น เมื่อคำนวณจากรายได้ในอนาคตอีก 5 ปีข้างหน้า พบว่าแท้จริงแล้วคนกลุ่มนี้สามารถจ่ายได้ในราคาไม่เกิน …
การติดตามผลการนำแอปพลิเคชันไปใช้ในการจัดการนิติบุคคลในอาคารชุดพักอาศัย, อริยา อริยโชติมา
การติดตามผลการนำแอปพลิเคชันไปใช้ในการจัดการนิติบุคคลในอาคารชุดพักอาศัย, อริยา อริยโชติมา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากจำนวนโครงการที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอาคารชุดพักอาศัยในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ส่งผลให้บริษัทบริหารนิติบุคคลมีบทบาทสำคัญมากขึ้น และเกิดการแข่งขันในด้านการบริหารจัดการนิติบุคคลอย่างเข้มข้น หนึ่งในกลยุทธ์ที่บริษัทเหล่านี้นำมาใช้คือการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการนิติบุคคล ซึ่งรวมถึงการพัฒนาแอปพลิเคชันนิติบุคคล งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาและติดตามผลการนำแอปพลิเคชันนิติบุคคลมาใช้ในอาคารชุดพักอาศัย โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1. ศึกษากระบวนการดำเนินงานและแนวคิดของบริษัทที่บริหารจัดการนิติบุคคล 2. วิเคราะห์ข้อดีและข้อจำกัดของการใช้งานแอปพลิเคชันและ3. เสนอแนวทางการพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและความพึงพอใจของผู้อยู่อาศัย และการวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน โดยเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์และแบบสอบถามจากกรณีศึกษา ผลการศึกษาพบว่า การระบาดของโควิด 19 เป็นปัจจัยในการเร่งในการพัฒนาและรูปแบบพัฒนาแอปพลิเคชันนั้นสามารถเลือกพัฒนาได้ทั้งแบบการจัดจ้างบริษัทภายนอกหรือทีมภายในองค์กร ตามทรัพยากรที่มีทั้ง งบประมาณ บุคลากร เวลา และความรู้ โดยตัวแอปพลิเคชันนั้นประกอบไปด้วยระบบหน้าบ้านที่เป็นส่วนที่ลูกบ้านเห็นและให้บริการลูกบ้านและระบบหลังบ้านซึ่งใช้ในการทำงานของนิติบุคคล ซึ่งมุมมองของนิติบุคคลในการใช้แอปพลิเคชันพบว่า ช่วยเพิ่มความโปร่งใสในการจัดการงานนิติบุคคลในโครงการ รวมถึงจัดการระบบและข้อมูลได้อย่างเป็นระเบียบ อย่างไรก็ตามพบข้อจำกัดในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ความไม่เสถียรของระบบ ความยากในการใช้งานแอปพลิเคชัน และการไม่รองรับการใช้งานของอุปกรณ์บางประเภท และในมุมมองของลูกบ้านแอปพลิเคชันช่วยเพิ่มความสะดวกและความรวดเร็วในการติดต่อสื่อสาร ให้บริการ 24 ชั่วโมง โดยฟีเจอร์ที่ใช้บ่อย ได้แก่ การชำระค่าส่วนกลาง การแจ้งซ่อม และการรับพัสดุ และผลความพึงพอใจด้านคุณภาพแอปพลิเคชันและความพึงพอใจของคุณภาพบริการของโครงการ TLP มีระดับคะแนนค่าเฉลี่ยที่มากกว่าโครงการ KKS แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของแอปพลิเคชันของโครงการ TLP ที่มากกว่า KKS ซึ่งสะท้อนในเรื่องของผลพฤติกรรมการใช้งานและแนวคิดในการออกแบบเช่นกัน ทั้งนี้งานวิจัยนี้เสนอแนวทางสำหรับผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน ควรให้ความสำคัญกับการออกแบบที่ใช้งานง่าย การเพิ่มความเสถียรของระบบ ความถูกต้องของข้อมูล และการพัฒนาฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงเพื่อให้การใช้งานแอปพลิเคชันตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ต่อระดับความดันโลหิตในผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง, สุชานาถ กั๋ว
ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ต่อระดับความดันโลหิตในผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง, สุชานาถ กั๋ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่อระดับความดันโลหิตในผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงอายุ 40 ปีขึ้นไปที่ได้รับยาลดระดับความดันโลหิตทั้งเพศชายและเพศหญิงที่มารับบริการคลินิกอายุรกรรม แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทยจำนวน 56 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 28 คน จับคู่ให้มีความใกล้เคียงกันในเรื่องเพศ อายุ และชนิดของการได้รับยา กลุ่มทดลองเป็นกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ เป็นระยะเวลา 8 และกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามส่วนบุคคล ระดับความดันโลหิต และเครื่องมือกำกับการทดลอง คือ แบบบันทึกการปฎิบัติพฤติกรรมสุขภาพ มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค 0.85 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายและการทดสอบที โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ ภายหลังการทดลองมีค่าเฉลี่ยระดับความดันโลหิต Systolic และระดับความดันโลหิต Diastolic ต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 4.75, df = 27, p < .05; t = 2.54, df = 27, p < .05) 2. ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ ภายหลังการทดลองมีค่าเฉลี่ยระดับความดันโลหิต Systolic และระดับความดันโลหิต Diastolic ต่ำกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 3.24, df = 54, p < .05; t = 2.77, df = 54, p < .05)
การประมวลสแลงในกลุ่มเฟซบุ๊ก “Into The Borderland” ด้วยวิธีการทางศาสตร์การทำพจนานุกรม, ธรรมพร คำเคน
การประมวลสแลงในกลุ่มเฟซบุ๊ก “Into The Borderland” ด้วยวิธีการทางศาสตร์การทำพจนานุกรม, ธรรมพร คำเคน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาสแลงในปัจจุบันเมื่อเทียบกับอดีตพบว่ามีจำนวนการศึกษาลดลง เนื่องจากข้อจำกัดด้านการบันทึก และปัญหาในการนิยามสแลง นอกจากนี้ การศึกษาสแลงที่มีอยู่ในภาษาไทยมักไม่ยึดระเบียบวิธีของพจนานุกรมศาสตร์ งานวิจัยนี้มุ่งประมวลสแลงที่ใช้ในกลุ่ม “INTO THE BORDERLAN” ซึ่งเป็นกลุ่มในเฟซบุ๊กที่มีวัฒนธรรมเฉพาะตัวในปริภูมิดิจิทัล โดยใช้ระเบียบวิธีของพจนานุกรมศาสตร์ ประกอบด้วย การนิยามสแลง การเก็บข้อมูลผ่านการสังเกต การสร้างรายการคำ และการจัดเรียงตามลำดับตัวอักษร เพื่อศึกษาความท้าทายในการประมวลสแลงที่ใช้ในกลุ่ม ผลการศึกษาพบว่าความท้าทายที่เกิดขึ้นในการประมวลสแลงในกลุ่มประกอบด้วย 3 ประการ ได้แก่ การกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติของสแลง การสร้างรายการคำของสแลง และการจัดการจริยธรรมในการเก็บข้อมูลและการเขียนรายการคำ
The Implications Of The Visa Exemption For Sino-Thai Relations, Kaiting Liang
The Implications Of The Visa Exemption For Sino-Thai Relations, Kaiting Liang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
นโยบายยกเว้นวีซ่าระหว่างไทยและจีนซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2567 ถือเป็นก้าวสำคัญในความสัมพันธ์ทวิภาคี โดยนโยบายนี้ส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกัน เพิ่มพูนการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจด้วยการอำนวยความสะดวกในการเดินทางโดยไม่ต้องขอวีซ่าเป็นระยะเวลาไม่เกิน 30 วันสำหรับพลเมืองของทั้งสองประเทศ โครงการนี้มุ่งหวังกระตุ้นการท่องเที่ยวหลังการระบาดใหญ่ โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวจีนเยือนไทยถึง 8 ล้านคนในปี 2567 การวิจัยนี้สำรวจผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจของนโยบาย รวมถึงผลต่อการท่องเที่ยว การค้า และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม แม้ว่าจะมีประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล แต่ก็มีความท้าทาย เช่น ความกังวลด้านความปลอดภัย การท่องเที่ยวเกินขีดจำกัด และการพึ่งพาตลาดเดียว โดยมีข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงนโยบายอย่างยั่งยืน เช่น การกระจายตลาดการท่องเที่ยว การพัฒนาสาธารณูปโภค และการส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคี การศึกษานี้มีส่วนสำคัญในการทำความเข้าใจว่านโยบายวีซ่าสามารถเป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตและเศรษฐกิจระหว่างประเทศได้อย่างไร
Effects Of The Integrative Information-Motivation-Behavioral Skills Program On Body Mass Index And Body Image Among University Personnel With Obesity, Pornsuang Chotchuang
Effects Of The Integrative Information-Motivation-Behavioral Skills Program On Body Mass Index And Body Image Among University Personnel With Obesity, Pornsuang Chotchuang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study employed a clustered randomized controlled trial (RCT) to examine the effectiveness of the Integrative Information-Motivation-Behavioral Skills (IIMBS) program on body mass index (BMI) and body image among university personnel obesity. Participants were 64 university personnel of Suratthani Rajabhat University, who were divided equally by clustered random sampling into an intervention and a control group. The 12-week Integrative Information-Motivation-Behavioral Skills (IIMBS) program based on Information-Motivation-Behavioral Skills model (Fisher & Fisher, 1992). It was used via face-to-face sessions and “Belly to Healthy Shape” LINE OA. The research instruments consisted of a demographic questionnaire, Thai-version Body Shape Questionnaire (BSQ-34), and the …
The Effect Of The Individual And Family Self-Mannagement Program On Medication Adherence Among School-Aged Children With Epilepsy., Chutimaporn Kangwal
The Effect Of The Individual And Family Self-Mannagement Program On Medication Adherence Among School-Aged Children With Epilepsy., Chutimaporn Kangwal
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This randomized controlled trial with repeated measures compared medication adherence among school-aged children with epilepsy who received the Individual and Family Self-Management (IFSM) program versus standard nursing care at baseline, post-test, week 8, and week 12. Sixty-two eligible children and their families were randomly assigned to experimental (n=31) and control groups (n=31) using block randomization. The 12-week IFSM program, based on Ryan and Sawin's (2009) Individual and Family Self-Management theory, focused on (1) accurate knowledge and beliefs, (2) self-regulation skills, and (3) social facilitation. The intervention included face-to-face sessions, activities via the “KanChak” LINE Official Account, and booster sessions with …
ผลของโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่อระดับน้ำตาลสะสมในเลือดในผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่, ปรีชญา ตักโพธิ์
ผลของโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่อระดับน้ำตาลสะสมในเลือดในผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่, ปรีชญา ตักโพธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่อระดับน้ำตาลสะสมในเลือดในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่ อายุ 45-59 ปี คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด โดยจับคู่ให้มีลักษณะคล้ายคลึงกันในเรื่อง ระดับการศึกษา ระยะเวลาในการป่วยเป็นโรคเบาหวาน และอายุ แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 22 คน กลุ่มควบคุม 22 คน รวม 44 คน โดยกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์ร่วมกับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่ โปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ เครื่องมือกำกับการทดลอง ได้แก่ แบบวัดความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่าดัชนีความตรงเนื้อหาเท่ากับ .98 และมีค่าความเชื่อมันเท่ากับ .87 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและเปรียบเทียบความแตกต่างด้วยสถิติที ผลการวิจัยสรุปดังนี้ 1. ระดับน้ำตาลสะสมในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่ กลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติตที่ระดับ .05 2. ระดับน้ำตาลสะสมในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่ ที่ได้รับโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนับสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการของผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ, พรรณทิวา สุขรอด
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการของผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ, พรรณทิวา สุขรอด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการของผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจภายหลังออกจากโรงพยาบาล และปัจจัยที่สัมพันธ์กับความต้องการของผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจภายหลังออกจากโรงพยาบาล ได้แก่ อายุ ภาวะโรคร่วม ความทุกข์ทรมานจากอาการ ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน การสนับสนุนทางสังคม และความปวด กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจภายหลังออกจากโรงพยาบาล ทั้งเพศชายและเพศหญิง อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มารับบริการ ณ คลินิกศูนย์บริการเฉพาะทางหัวใจและหลอดเลือด ของโรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลราชวิถี และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน 94 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ 1) แบบทดสอบสภาพสมองเบื้องต้นฉบับภาษาไทย ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 2) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 3) แบบสอบถามความต้องการของผู้ป่วย 4) แบบประเมินภาวะโรคร่วม 5) แบบสอบถามความทุกข์ทรมานจากอาการ 6) แบบประเมินความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน 7) แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม และ 8) มาตรวัดความปวดแบบตัวเลข เครื่องมือได้ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน แบบสอบถามที่ 3, 5, และ 7 เท่ากับ 0.80, 1.00 และ 0.88 ตามลำดับ ซึ่งแบบสอบถามที่ 4, 6 และ 8 เป็นเครื่องมือมาตรฐาน ตรวจสอบความเที่ยงค่าแบบสอบถามที่ 3 - 7 เท่ากับ 0.89, 0.81, 0.92, 0.80, 0.85, และ 0.97 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย และสถิติสหสัมพันธ์สเปียร์แมน ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจภายหลังออกจากโรงพยาบาล มีความต้องการโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 104.32 (S.D. = 13.56) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าความต้องการด้านข้อมูลข่าวสารอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 31.71 (S.D. = …
ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวโดยบูรณาการกับแอปพลิเคชันไลน์ต่อพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน, ศิริพร พึ่งตน
ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวโดยบูรณาการกับแอปพลิเคชันไลน์ต่อพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน, ศิริพร พึ่งตน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนก่อนและหลังได้รับโปรแกรม และเพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนที่เข้าได้รับโปรแกรมกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยจิตเภทและผู้ดูแลในชุมชนที่มารับบริการแผนกจิตเวชและยาเสพติดของโรงพยาบาลองครักษ์ จำนวน 40 คน จับคู่ให้มีลักษณะคล้ายคลึงกันด้วยอายุและเพศ สุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 ครอบครัว เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย 1) โปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวโดยบูรณาการกับแอปพลิเคชันไลน์ 2) แบบวัดพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษา 3) แบบวัดความรู้ความเข้าใจผู้ป่วยจิตเภทและผู้ดูแล เครื่องมือทุกชุดได้ผ่านการตรวจสอบความตรงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน วิเคราะห์ความเที่ยงของเครื่องมือโดยการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.85, 0.78 และ 0.83 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงแบบมาตรฐานและสถิติทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า 1. พฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนที่ได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวโดยบูรณาการกับแอปพลิเคชันไลน์สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ .05 2 .พฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนที่ได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวโดยบูรณาการกับแอปพลิเคชันไลน์สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ .05
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ, วรรณพร จงชิดกลาง
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ, วรรณพร จงชิดกลาง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ และปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ ปัจจัยนำ ความรู้เกี่ยวกับโรคไข้หวัดใหญ่ ทัศนคติเกี่ยวกับโรคไข้หวัดใหญ่ การรับรู้โอกาสเสี่ยงเกี่ยวกับโรคไข้หวัดใหญ่ ปัจจัยเอื้อ ได้แก่ การสนับสนุนทางสังคม ปัจจัยเสริม ได้แก่ การเข้าถึงข้อมูลและบริการทางสังคม กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่เข้ารับการบริการ ณ คลินิกโรคหัวใจในโรงพยาบาลตำรวจ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และโรงพยาบาลรามาธิบดี จำนวน 101 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสัมภาษณ์ความรู้เกี่ยวกับโรคไข้หวัดใหญ่ 3) แบบสอบถามเกี่ยวกับทัศนคติเกี่ยวกับโรคไข้หวัดใหญ่ 4) แบบสอบถามการรับรู้โอกาสเสี่ยงการป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ 5) แบบสอบถามเกี่ยวกับการสนับสนุนจากสังคม 6) แบบสอบถามด้านการเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ 7) แบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ เครื่องมือผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่าดัชนี้ความตรงตามเนื้อหาในชุดที่ 2 – 7 เท่ากับ 0.97, 0.96, 0.98, 0.8, 0.9 และ 0.98 ตามลำดับ และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคชุดที่ 2 – 7 เท่ากับ 1.00, 0.72, 0.81, 0.76, 0.72 และ 0.73 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย สถิติสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจมีพฤติกรรมการป้องกัน เท่ากับ 42.58 (SD = 4.817) 2. ทัศนคติเกี่ยวกับโรคไข้หวัดใหญ่ การรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคไข้หวัดใหญ่ และการเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ มีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 (r = 0.405, 0.335, 0.242) ตามลำดับ 3. ความรู้เกี่ยวกับโรคไข้หวัดใหญ่และการสนับสนุนทางสังคมไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ
ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและระดับไขมันความหนาแน่นต่ำของผู้ที่มีภาวะหัวใจขาดเลือดเรื้อรัง, ชัชพงศ์ สมุทรอาลัย
ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและระดับไขมันความหนาแน่นต่ำของผู้ที่มีภาวะหัวใจขาดเลือดเรื้อรัง, ชัชพงศ์ สมุทรอาลัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและระดับไขมันความหนาแน่นต่ำของผู้ที่มีภาวะหัวใจ ขาดเลือดเรื้อรัง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นภาวะหัวใจขาดเลือดเรื้อรังที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเลิดสิน จำนวน 66 ราย แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 33 คน ดำเนินการสุ่มกลุ่มตัวอย่างให้เข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมโดยการจับคู่ (matched pair) ด้าน อายุ เพศ ระดับการศึกษาและ ยา Statin กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในระดับพื้นฐานและระดับปฏิสัมพันธ์ที่ครอบคลุม การเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ ความรู้ ทักษะการสื่อสาร ทักษะในการตัดสินใจ การจัดการตนเอง การรู้เท่าทันสื่อ โปรแกรมผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา จากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ มีค่าสัมประสิทธิ์ Cronbach's Alpha = .76 แบบบันทึกข้อมูล ส่วนบุคคล แบบคัดกรองภาวะหัวใจขาดเลือด แบบบันทึกข้อมูลทางคลินิก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายเปรียบเทียบโดยใช้สถิติทีกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1.ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองหลังการทดลองของกลุ่มทดลองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ในด้านการดูแลตนเองเพื่อคงภาวะสุขภาพ (tdf=32 =11.62, p < .001) ด้านการดูแลตนเองเฝ้าระวังติดตามอาการ (tdf=32 =13.8, p < .001) ด้านการดูแลตนเองจัดการกับอาการ (tdf=32 =7.07, p < .001) และระดับ LDL-C ในกลุ่มทดลองลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 (tdf=32 =9.3, p < .001) 2. ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมในทุกด้าน ได้แก่ การดูแลตนเองเพื่อคงภาวะสุขภาพ การดูแลตนเองเฝ้าระวังติดตามอาการ และการดูแลตนเองจัดการกับอาการ นอกจากนี้ ระดับ LDL-C ในกลุ่มทดลองลดลงมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แม้ว่ากลุ่มควบคุมจะมีระดับ LDL-C ลดลงเช่นกันแต่กลุ่มทดลองแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่ดีกว่าอย่างชัดเจน
Parenting Styles And Behavioral Problems In Preschoolers, Sansanee Sutthi
Parenting Styles And Behavioral Problems In Preschoolers, Sansanee Sutthi
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This dissertation examines the impact of hidden violent punishment within diverse parenting styles in Thai society, focusing on preschool children aged 3 to 4 years (36 to 59 months). Utilizing the Thailand Multiple Indicator Cluster Survey 2019 (MICS6/2019) national dataset (N=5,345), the study addresses three primary research objectives:1) examine the key factors and parenting styles influencing child behavioral problems, 2) investigate the associations between socioeconomic characteristics and parenting styles, and 3) generate a model for enhancing parenting factors that mitigate behavior problems in preschoolers. The study employs advanced statistical methodologies, including probit regression to analyze factors which influence behavior problems …