Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (27442)
- Social and Behavioral Sciences (20721)
- Arts and Humanities (18351)
- Education (15031)
- Life Sciences (14360)
-
- Physical Sciences and Mathematics (14081)
- Law (11462)
- Engineering (9780)
- Medical Specialties (9378)
- Medical Sciences (6511)
- Business (5465)
- Higher Education (4919)
- Public Health (4517)
- Psychology (4123)
- Religion (3672)
- Computer Sciences (3504)
- History (3323)
- Sociology (3182)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (2908)
- Diseases (2846)
- Oncology (2771)
- Earth Sciences (2668)
- Environmental Sciences (2581)
- Nursing (2551)
- Biomedical Informatics (2530)
- Plant Sciences (2476)
- Bioinformatics (2346)
- Library and Information Science (2122)
- Curriculum and Instruction (2094)
- Communication (2090)
- Institution
-
- The Texas Medical Center Library (6220)
- University of South Florida (5368)
- Brigham Young University (2771)
- University of Nebraska - Lincoln (2725)
- Mississippi State University (2591)
-
- University of Kentucky (2582)
- Chulalongkorn University (2450)
- Association of Arab Universities (2155)
- University of Montana (1976)
- Walden University (1885)
- University of New Hampshire (1743)
- Washington University School of Medicine (1696)
- Utah State University (1695)
- Liberty University (1643)
- Georgia Southern University (1586)
- Louisiana State University (1551)
- University of Texas Rio Grande Valley (1510)
- University of New Mexico (1467)
- University of Arkansas, Fayetteville (1349)
- Universitas Indonesia (1339)
- City University of New York (CUNY) (1326)
- University of Plymouth (1300)
- San Jose State University (1295)
- University of Memphis (1240)
- New Jersey Institute of Technology (1236)
- University of Mississippi (1236)
- Singapore Management University (1226)
- Nova Southeastern University (1222)
- Edith Cowan University (1185)
- Technological University Dublin (1176)
- Keyword
-
- Humans (5347)
- COVID-19 (1795)
- Animals (1385)
- ICTS (Institute of Clinical and Translational Sciences) (1346)
- Female (1227)
-
- Education (1118)
- Mice (1025)
- Male (867)
- Undergraduate (833)
- United States (770)
- Adult (687)
- Child (648)
- Mental health (648)
- Machine learning (612)
- Social Work (599)
- Social policy and social work (574)
- University Faculty (574)
- Higher education (565)
- Research (535)
- Retrospective Studies (534)
- Leadership (510)
- Climate change (497)
- Gender (495)
- Students (491)
- Sustainability (479)
- African American Families (455)
- Depression (453)
- Artificial intelligence (430)
- English (424)
- Diversity (415)
- Publication
-
- Faculty, Staff and Student Publications (3805)
- Theses and Dissertations (3326)
- Bird Observer (2909)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (1956)
- Faculty, Staff and Students Publications (1891)
-
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (1755)
- Faculty Publications (1678)
- 2020-Current year OA Pubs (1672)
- IGC Proceedings (1977-2023) (1442)
- University of Montana Course Syllabi, 2021-2025 (1308)
- Ornitología Neotropical (1219)
- Dissertations (1180)
- Electronic Theses and Dissertations (1169)
- Insights: The Newsletter of the Neal A. Maxwell Institute for Religious Scholarship (1068)
- Research outputs 2022 to 2026 (1048)
- 2023 Decisions (1018)
- Doctoral Dissertations and Projects (1011)
- Defensive Publications Series (932)
- Documents (841)
- Faculty Scholarship (763)
- Articles (745)
- Honors Theses (704)
- Theses (689)
- Civil Matter Files (640)
- Photographs (609)
- Food and Machinery (599)
- Research Collection School Of Computing and Information Systems (539)
- Library Philosophy and Practice (e-journal) (524)
- Historic Natchez Foundation (496)
- Journal of Engineering Research (492)
- Publication Type
Articles 159271 - 159300 of 163149
Full-Text Articles in Entire DC Network
The Sequences Of Dexterity And Tremor During Motor Fluctuations And Transitions From Off To On And Coping Strategies In Parkinson’S Disease Patients, Ornanong Udomsirithamrong
The Sequences Of Dexterity And Tremor During Motor Fluctuations And Transitions From Off To On And Coping Strategies In Parkinson’S Disease Patients, Ornanong Udomsirithamrong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The Sequences of Dexterity and Tremor During Motor Fluctuations and Transitions from OFF to ON And Coping Strategies in Parkinson’s Disease Patients Background: Chronic use of levodopa in Parkinson’s disease (PD) often leads to development of motor complications, marked by fluctuating clinical benefits, the emergence of parkinsonian symptoms (OFF), and periods of improvement (ON). These motor fluctuations impair daily activities and quality of life. This study examines the dynamics of motor fluctuations during the transition from OFF to ON, specifically focusing on finger dexterity, bradykinesia, and tremor, by employing objective measurements. Additionally, we assess medication challenges during the OFF period …
ผลลัพธ์ของการรักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวที่มีภาวะดื้อต่อยาฟูโรซีไมด์ด้วยการใช้ยาฟูโรซีไมด์ร่วมกับยาขับปัสสาวะตัวที่สองเปรียบเทียบกับยาฟูโรซีไมด์เพียงชนิดเดียว, เอลิษา คุณาจุลลานนท์
ผลลัพธ์ของการรักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวที่มีภาวะดื้อต่อยาฟูโรซีไมด์ด้วยการใช้ยาฟูโรซีไมด์ร่วมกับยาขับปัสสาวะตัวที่สองเปรียบเทียบกับยาฟูโรซีไมด์เพียงชนิดเดียว, เอลิษา คุณาจุลลานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มาและความสำคัญ ผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวที่มีภาวะดื้อต่อยาขับปัสสาวะสัมพันธ์กับผลลัพธ์ในการรักษาที่ไม่ดี ในปัจจุบันหลักฐานเกี่ยวกับกลยุทธ์ในการใช้ยาขับปัสสาวะในผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังมีไม่มาก การศึกษานี้เป็นการศึกษาผลลัพธ์ของการใช้ยาขับปัสสาวะชนิดที่สองร่วมกับยาฟูโรซีไมด์เปรียบเทียบกับการใช้ยาฟูโรซีไมด์เพียงชนิดเดียวในผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวที่มีภาวะดื้อต่อยาขับปัสสาวะ ระเบียบการวิจัย เป็นการศึกษาแบบทบทวนย้อนหลังจากเวชระเบียนผู้ป่วยของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ รวบรวมผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเฉียบพลันที่มีภาวะดื้อต่อยาขับปัสสาวะ และมานอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยภาวะดื้อต่อยาขับปัสสาวะคือ การได้รับยาฟูโรซีไมด์มากกว่าหรือเท่ากับ 240 มิลลิกรัมต่อวัน และการใช้ยาขับปัสสาวะตัวที่สองคือ การใช้ยาขับปัสสาวะกลุ่มอื่นร่วมกับการใช้ยาฟูโรซีไมด์ โดยที่ตัวแปรที่ต้องการศึกษาคืออัตราการเสียชีวิตภายใน 90 วัน ภายหลังการออกจากโรงพยาบาล ผลการศึกษา มีผู้ป่วยทั้งหมด 985 คน โดยที่ 197 คนอยู่ในกลุ่มที่ได้รับการรักษาด้วยยาขับปัสสาวะตัวที่สองร่วมกับยาฟูโรซีไมด์ และอีก 788 คนอยู่ในกลุ่มที่ได้รับยาฟูโรซีไมด์เพียงชนิดเดียว พบว่า อัตราการเสียชีวิตภายใน 90 วัน หลังออกจากโรงพยาบาลของทั้งสองกลุ่มไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ร้อยละ 37.6 และร้อยละ 33.4 ตามลำดับ, P = 0.27) แต่ในกลุ่มที่ได้รับการรักษาด้วยยาขับปัสสาวะตัวที่สองร่วมกับยาฟูโรซีไมด์พบว่ามีอัตราการเพิ่มขึ้นของค่าคริเอตินินในเลือดที่น้อยกว่ากลุ่มที่ใช้ยาฟูโรซีไมด์เพียงชนิดเดียวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ร้อยละ 15.2% และร้อยละ 30.8 ตามลำดับ, P
การศึกษาวิจัยแบบสุ่มเปรียบเทียบ ผลของการแนะนำและช่วยปรับการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามแต่ละบุคคล กับ คำแนะนำอาหารแบบดั้งเดิม ในผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน, กานต์เดชพงศ์ ศรีธัญรัตน์
การศึกษาวิจัยแบบสุ่มเปรียบเทียบ ผลของการแนะนำและช่วยปรับการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามแต่ละบุคคล กับ คำแนะนำอาหารแบบดั้งเดิม ในผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน, กานต์เดชพงศ์ ศรีธัญรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาในอดีตพบว่าการบริโภคคาร์โบไฮเดรตย่อยยากในผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวนร่วมกับกรดไหลย้อนมีผลทำให้การคลายทำของหูรูดหลอดอาหารส่วนปลายมากขึ้นซึ่งเป็นกลไกหนึ่งของโรคกรดไหลย้อน และทำให้โรคกรดไหลย้อนมีอาการมากขึ้น ทางผู้วิจัยต้องการศึกษาประสิทธิภาพของการแนะนำการรับประทานอาหารคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายในผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน วิธีการดำเนินการวิจัย: ผู้ป่วยที่มีอาการจำเพาะต่อโรคกรดไหลย้อนอันได้แก่แสบร้อนหน้าอกหรือเรอเปรี้ยวที่มีความรุนแรงและความถี่ของตัวโรคผ่านการตอบแบบสอบถาม Reflux Disease Questionnaire (RDQ) มีคะแนนมากกว่าหรือเท่ากับ 3 หลังจากที่หยุดยาลดกรดชนิด Proton pump inhibitor เป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ร่วมกับรับประทานอาหารคาร์โบไฮเดรตย่อยยากมากกกว่า 7หน่วยต่อสัปดาห์จะได้รับการแบ่งกลุ่มแบบสุ่มเป็น 2กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มการแนะนำและช่วยปรับการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามแต่ละบุคคล(Structural Individual Low FODMAP Dietary Advice (SILFD+)) และ กลุ่มได้รับการแนะนำอาหารแบบดั้งเดิม Usual dietary advice (Usual advice) โดยจะคัดผู้ป่วยผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวนร่วมออก ทั้งสองกลุ่มจะได้รับคำแนะนำตามมาตรฐานได้แก่ ลดน้ำหนักกรณีที่มีน้ำหนักเกิน หลีกเลี่ยงกับรับประทานอาหารมื้อดึก หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่กระตุ้นให้เกิดอาการ งดสูบบุหรี่ และนอนยกศีรษะสูงกรณีที่มีอาการช่วงเวลากลางคืน สำหรับในกลุ่ม SILFD+ จะได้รับคำแนะนำเพิ่มเติม ได้แก่ 1) ตรวจสอบรายการอาหารในช่วง 1สัปดาห์ก่อนเข้าร่วมการศึกษา 2) ตรวจสอบว่ามีรายการใดบ้างที่เป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยยาก 3) แนะนำให้เปลี่ยนรายการคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยยากให้เป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่าย จากนั้นติดตามการรักษาที่ 4สัปดาห์ เพื่อเปรียบเทียบทั้งสองกลุ่มโดยประเมินจาก ผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อการรักษา (โดยกำหนดนิยามคือ มีความรุนแรงและความถี่ของตัวโรคผ่านการตอบแบบสอบถาม Reflux Disease Questionnaire (RDQ) มีคะแนนน้อยกว่า 3) คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยผ่านแบบสอบถาม Gastrointestinal Quality of Life Index (GIQLI) และพารามิเตอร์จากการวัดความเป็นกรดและความต่างศักย์ที่หลอดอาหารส่วนปลายในช่วง 2ชั่วโมงหลังรับประทานอาหารเที่ยง ผลการศึกษา: ผู้ป่วยทั้งหมด 55ราย (ค่ามัธยฐานอายุ 52 (37-61) ปี เป็นผู้หญิง 41 ราย) เป็นกลุ่ม SILFD+ 29 ราย และกลุ่ม Usual advice 26 ราย ทั้งสองกลุ่มมีพื้นฐานความรุนแรงและความถี่ของโรคกรดไหลย้อน ปริมาณหน่วยคาร์โบไฮเดรตย่อยยากเท่ากัน หลังครบ 4สัปดาห์ผู้ป่วยทั้งสองกลุ่มมีอัตราส่วนของผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อการรักษาของทั้งสองกลุ่มไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(27.6% vs. 19.2%, p=0.47) …
Dose Evaluation Of A Deep Learning-Based Synthetic Ct Generation In Head And Neck Cancer For Photon And Proton Therapy, Ailada Kuibumrung
Dose Evaluation Of A Deep Learning-Based Synthetic Ct Generation In Head And Neck Cancer For Photon And Proton Therapy, Ailada Kuibumrung
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
MRI has been increasingly implemented for the treatment planning process and the MRI-only workflow in both photon and proton therapy. This study aims to investigate and explore the accuracy of dose calculations in head and neck region based on synthetic CT (sCT) images, using the commercial software methods for both volumetric modulated arc therapy (VMAT) and intensity modulated proton therapy (IMPT) plans. The sCT images were generated from MRI images for five head and neck cancer cases that underwent VMAT and IMPT by MRI Planner commercial software. The mean absolute error (MAE) and mean error (ME) within the body, bone …
ผลระยะสั้นของการให้อัลบูมินต่อระดับวิตามินดี (แคลซิไทรออล) ในซีรั่มของผู้ป่วยตับแข็งระยะท้ายที่มีน้ำในช่องท้อง, ฑิตาพร รุ่งระวี
ผลระยะสั้นของการให้อัลบูมินต่อระดับวิตามินดี (แคลซิไทรออล) ในซีรั่มของผู้ป่วยตับแข็งระยะท้ายที่มีน้ำในช่องท้อง, ฑิตาพร รุ่งระวี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์: ภาวะตับแข็งระยะท้ายเป็นภาวะที่มีการอักเสบเพิ่มขึ้นในร่างกายเป็นปริมาณมากนำไปสู่การล้มเหลวของอวัยวะสำคัญหลายอย่าง ข้อมูลในปัจจุบันพบว่าอัลบูมินซึ่งเป็นโปรตีนที่สำคัญของร่างกาย นอกจากจะมีคุณสมบัติในการคงสารน้ำไว้ในหลอดเลือดแล้ว ยังมีคุณสมบัติในการลดการอักเสบในร่างกาย การศึกษาหลายการศึกษาก่อนหน้าพบว่า การให้อัลบูมินขนาดสูงในผู้ป่วยตับแข็งระยะท้ายสามารถทำให้สารไซโตไคน์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบลดลงได้ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการให้อัลบูมินกับกระบวนการอักเสบในร่างกาย งานวิจัยนี้ต้องการศึกษาว่าผลในการลดการอักเสบของอัลบูมินนั้นมีความเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของวิตามินดีซึ่งมีผลในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันหรือไม่ วิธีการวิจัย: งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการศึกษาแบบไปข้างหน้า รวบรวมคนไข้จากคลินิกโรคตับของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยมุ่งเน้นไปที่ผู้ป่วยตับแข็งระยะท้ายที่มีน้ำในช่องท้อง ผู้ป่วยที่ได้เข้าร่วมการศึกษาจะได้รับอัลบูมินทางหลอดเลือดดำในระดับสูง (80 กรัมของอัลบูมิน) ในระยะเวลา 1 สัปดาห์ โดยมีเป้าหมายดูการเปลี่ยนแปลงของระดับวิตามินดีทั้งในรูปออกฤทธิ์คือ 1,25 (OH)2 วิตามินดี และ 25 (OH) วิตามินดีก่อนและหลังได้รับอัลบูมิน รวมถึงดูการเปลี่ยนแปลงของระดับสารไซโตไคน์ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบก่อนและหลังได้รับอัลบูมินด้วยเช่นกัน ผลการศึกษา: ผู้ป่วยตับแข็งระยะท้ายที่มีน้ำในช่องท้องทั้งสิ้น 17 รายถูกรวบรวมเข้าสู่การศึกษานี้ สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดตับแข็งคือภาวะตับแข็งจากแอลกอฮอล์ ตามด้วยภาวะตับอักเสบจากไขมันพอกตับ ไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง และสาเหตุอื่นๆ ผู้ป่วย 10 รายมีความรุนแรงของตับแข็งในระดับ B ตามการประเมินโดยระบบ Child-Pugh score ส่วนผู้ป่วยที่เหลืออีก 7 รายเป็นตับแข็งระยะ Child-Pugh score C ค่าเฉลี่ยของ Model End-Stage Liver Disease-sodium (MELD-Na) อยู่ที่ 15.7 ± 5.11 สำหรับผลของระดับวิตามินดี พบว่าค่าของ 1,25 (OH)2 วิตามินดี ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติหลังได้รับอัลบูมิน (p = 0.011) ในขณะที่ 25 (OH) วิตามินดีก็ลดลงเช่นกันแต่ไม่มีนัยยะสำคัญทางสถิติ (p = 0.101) ส่วนระดับสารไซโตไคน์ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบที่สำคัญอย่างอินเตอร์ลิวคีน 1 เบต้า อินเตอร์ลิวคิน 6 ทูเมอร์เนโครสิสแฟคเตอร์อัลฟ่า และอินเตอร์เฟอร์รอนแกมม่าก็มีการลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติหลังได้รับอัลบูมิน (p = 0.043, 0.037, 0.005 และ 0.02 ตามลำดับ) อย่างไรก็ตามเมื่อนำมาวิเคราะห์แบบสหสัมพันธ์พบว่าไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติระหว่างการเปลี่ยนแปลงของระดับอัลบูมินและการเปลี่ยนแปลงของระดับวิตามินดีทั้ง 1,25 (OH)2 วิตามินดี และ 25 (OH) วิตามินดีรวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงของระดับสารอักเสบไซโตไคน์ สรุป: การศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงการลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติของวิตามินดีในรูปออกฤทธิ์คือ …
The Conversion Rate And Associated Factors Of Mild Cognitive Impairment To Dementia: A Retrospective Cohort In Thai Tertiary Care Setting, Nichaporn Chiracharasporn
The Conversion Rate And Associated Factors Of Mild Cognitive Impairment To Dementia: A Retrospective Cohort In Thai Tertiary Care Setting, Nichaporn Chiracharasporn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Dementia is a common neurocognitive disorder associated with aging, causing considerable distress and impairment for both affected individuals and their families. Mild cognitive impairment (MCI) serves as an intermediate stage of cognitive decline between normal aging and dementia, with an increased risk of progressing to dementia. Meterial and methods: A retrospective cohort study was carried out by reviewing the out-patient medical records of the patients visiting King Chulalongkorn Memorial Hospital, a Thai tertiary care hospital, from 2018 to 2019. 200 participants aged 50 years and above with MCI were enrolled and followed for 3 years. Results: Among recruited participants, …
ความชุกของภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงปลอมในผู้ป่วยที่มีภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงรุนแรง โดยใช้การตรวจไตรกลีเซอไรด์ในปัสสาวะ, อธิษฐ์ สันติดำรงกุล
ความชุกของภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงปลอมในผู้ป่วยที่มีภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงรุนแรง โดยใช้การตรวจไตรกลีเซอไรด์ในปัสสาวะ, อธิษฐ์ สันติดำรงกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มา: ภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงปลอมในเลือดคือ ภาวะที่ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดปกติ แต่ตรวจพบไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง ซึ่งเป็นผลบวกลวงจากวิธีการตรวจวัดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดด้วยเอนไซม์ ภาวะนี้มักถูกวินิจฉัยผิด ซึ่งทำให้ผู้ป่วยอาจได้รับยาลดไขมันโดยไม่จำเป็น และเนื่องจากผู้ป่วยที่มีภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงปลอมนั้นมีค่าอัตราส่วนไตรกลีเซอไรด์ต่อค่าดัชนีความขุ่นขาวสูง ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงปลอมในผู้ป่วยที่มีภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงรุนแรง โดยใช้การคัดกรองด้วยค่าอัตราส่วนไตรกลีเซอไรด์ต่อค่าดัชนีความขุ่นขาวและการวินิจฉัยด้วยการตรวจไตรกลีเซอไรด์ในปัสสาวะ วิธีการศึกษา: การศึกษานี้มีรูปแบบเชิงพรรณนาแบบตัดขวาง โดยใช้ฐานข้อมูลจากแผนกผู้ป่วยนอก รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ขั้นแรก ทำการศึกษานำร่องเพื่อหาค่ามัธยฐานบวกค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ของอัตราส่วนไตรกลีเซอไรด์ต่อค่าดัชนีความขุ่นขาว เพื่อนำมาใช้แยกผู้ป่วยเสี่ยงสูงต่อภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงปลอม หลังจากนั้นหาผู้ป่วยที่มีภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงรุนแรงและมีค่าอัตราส่วนไตรกลีเซอไรด์ต่อค่าดัชนีความขุ่นขาวสูงกว่าค่ามัธยฐานบวกค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ โดยใช้ข้อมูลจากช่วงตุลาคม 2564 ถึงมกราคม 2567 จากนั้นเลือกผู้ป่วยตามเกณฑ์คัดเข้าและไม่มีเกณฑ์คัดออกเพื่อตรวจไตรกลีเซอไรด์ในเลือดและปัสสาวะซ้ำ การตรวจพบไตรกลีเซอไรด์สูงทั้งในเลือดและปัสสาวะ บ่งบอกว่าผู้ป่วยมีภาวะกลีเซอรอลสูงทั้งในเลือดและปัสสาวะ จึงนำไปสู่การวินิจฉัยภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงปลอม ผลการวิจัย: การศึกษานำร่องโดยใช้ข้อมูลจาก 137,771 ตัวอย่างพบว่าค่ามัธยฐานบวกค่าพิสัยระหว่างควอไทล์อยู่ที่ 0.71 และจากข้อมูลทั้งหมด 276,215 ตัวอย่างพบผู้ป่วยไตรกลีเซอไรด์สูงรุนแรง 806 ราย ในจำนวนนี้มี 69 รายซึ่งมีภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงรุนแรงและมีค่าอัตราส่วนไตรกลีเซอไรด์ต่อค่าดัชนีความขุ่นขาวสูงกว่า 0.71 เข้าร่วมวิจัย คุณลักษณะของประชากรได้แก่อายุเฉลี่ย 54 ปี เป็นเพศชาย 58 เปอร์เซ็นต์ น้ำหนักเฉลี่ย 71.8 กิโลกรัม ดัชนีมวลกาย 27.1 และ 84 เปอร์เซ็นต์ได้รับยาลดไขมัน ตรวจพบภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงปลอม 2 ราย จากผู้ป่วยที่มีภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงรุนแรง 806 ราย คิดเป็น 0.25 เปอร์เซ็นต์ มีผู้ป่วยรายหนึ่งตรวจพบไตรกลีเซอไรด์ในเลือดเท่ากับ 751 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และไตรกลีเซอไรด์ในปัสสาวะเท่ากับ 10,619 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร เนื่องจากผู้ป่วยมีปัญหาไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงรุนแรงโดยไม่ตอบสนองต่อลดไขมัน อีกทั้งยังมีค่าอัตราส่วนไตรกลีเซอไรด์ต่อค่าดัชนีความขุ่นขาวสูงถึง 1.99 ผู้ป่วยรายนี้มีอาจมีภาวะขาดเอนไซม์กลีเซอรอลไคเนส สรุปผล: นี่คือการศึกษาครั้งแรกเกี่ยวกับความชุกของภาวะไตรกลีเซอร์ไรด์สูงปลอม อัตราส่วนไตรกลีเซอร์ไรด์ต่อดัชนีความขุ่นขาว และการตรวจวัดไตรกลีเซอร์ไรด์ในปัสสาวะ สามารถนำมาใช้ช่วยในการวินิจฉัยภาวะไตรกลีเซอร์ไรด์สูงปลอมได้จริงในทางคลินิก โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีไตรกลีเซอร์ไรด์สูงรุนแรงและไม่ตอบสนองต่อยาลดไขมัน การเข้าใจขั้นตอนในการตรวจวัดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ด้วยเอนไซม์ และสาเหตุที่ทำให้เกิดผลบวกลวง นั้นสำคัญอย่างยิ่งเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยได้รับยาลดไขมันโดยไม่จำเป็น
อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียกหลังจากรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวดภายใต้ระบบประกันสุขภาพในประเทศไทย, ศุภวิชญ์ ชุมสันติวุฒิ
อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียกหลังจากรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวดภายใต้ระบบประกันสุขภาพในประเทศไทย, ศุภวิชญ์ ชุมสันติวุฒิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มา: ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียกเป็นปัญหาสำคัญในด้านสาธารณสุขของประชากรทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย อุบัติการณ์ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันในประเทศยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เป็นสาเหตุของภาวะทุพพลภาพและการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ในประเทศ ถึงแม้ในปัจจุบันผู้ป่วยทุกรายได้รับการรักษาตามมาตรฐาน คือการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวด แต่การเข้าถึงของยาและเวชภัณฑ์บางชนิดยังถูกกำจัดด้วยบางสิทธิการรักษาอยู่ ทำให้เกิดความแตกต่างกันของคุณภาพการรักษาในระหว่างสิทธิการรักษา ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยทั้งในระยะสั้นและยาวได้ วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบอัตราการเสียชีวิตภายใน 1 ปี ของผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิดเอสทียก หลังจากการรักษาการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวด ระหว่างสิทธิประกันสุขภาพของภาครัฐในประเทศไทยต่าง ระเบียบวิจัย: การศึกษาย้อนหลังในผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียกหลังจากรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวดในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ใช้สิทธิประกันสุขภาพของภาครัฐในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2553 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563 เก็บข้อมูลผ่านฐานข้อมูลระบบคอมพิวเตอร์ของระบบบริหารงานของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยและสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง และนำมารวบรวมและวิเคราะห์ ผลวิจัยหลักคืออัตราการเสียชีวิตที่ 1 ปี โดยใช้สถิติ ANOVA, Chi-square และ Survival analysis ผลการศึกษา: ผู้ป่วยจำนวน 1,077 รายเป็นเพศชายร้อยละ 74.6 อายุเฉลี่ยที่ 60.5 (SD 13.6) ปี ถูกแบ่งตามสิทธิประกันสุขภาพที่ใช้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ประกันสุขภาพถ้วนหน้า 546 ราย (50.7%), ระบบสิทธิประกันสังคม 199 ราย (18.5%) และระบบสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ 332 ราย (30.8%) พบอัตราการเสียชีวิตที่ 1 ปีในผู้ป่วยทั้ง 3 กลุ่มคือ 10.6, 4.2, และ 6.5 ตามลำดับ (p
ความยืดหยุ่นทางอารมณ์ ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน และภาวะสุขภาพจิตของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ธัชดนัย ชูโต
ความยืดหยุ่นทางอารมณ์ ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน และภาวะสุขภาพจิตของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ธัชดนัย ชูโต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ เพื่อจะศึกษาความยืดหยุ่นทางอารมณ์ ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน และภาวะสุขภาพจิตของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ หากได้ทราบถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความยืดหยุ่นทางอารมณ์ดังกล่าว ก็จะเป็นประโยชน์ในการเป็นแนวทางเพื่อสร้างเสริมประสิทธิภาพในการทำงานได้ ซึ่งจะส่งผลที่ดีกับสุขภาพจิตของพยาบาลวิชาชีพ ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณา ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยกลุ่มตัวอย่างที่เป็นพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จำนวน 488 คน ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ.2566 – มีนาคม พ.ศ.2567 โดยผู้เข้าร่วมการศึกษาตอบ แบบสอบถามทั้งหมดด้วยตัวเอง โดยมีคำถาม 6 ส่วน ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป, 2) แบบวัดประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากร, 3) แบบวัดความไวของอารมณ์ความรู้สึก, 4) แบบสอบถามสุขภาพทั่วไป, 5) แบบประเมินความยืดหยุ่นทางอารมณ์, 6) แบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม นำเสนอเป็นค่าสัดส่วน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าสูงสุด ค่าต่ำสุด และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน หลังจากนั้นทำการวิเคราะห์หาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความยืดหยุ่นทางอารมณ์ และความเกี่ยวข้องระหว่างความยืดหยุ่นทางอารมณ์ ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน และภาวะสุขภาพจิต โดยใช้สถิติทดสอบไคสแควร์ หลังจากนั้นทำการวิเคราะห์หาปัจจัยทำนายความยืดหยุ่นทางอารมณ์ที่สูง โดยอาศัยการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกโดยกำหนดนัยสำคัญทางสถิติไว้ที่น้อยกว่า 0.05 ผลการศึกษา พบว่าพยาบาลส่วนใหญ่ (ร้อยละ 58.0) มีความยืดหยุ่นทางอารมณ์อยู่ในระดับปานกลาง โดยมีค่าคะแนนเฉลี่ย 61.58 (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน=7.30) ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 77.9) มีภาวะสุขภาพจิตอยู่ในระดับปกติ และส่วนใหญ่ (ร้อยละ 73.2) มีประสิทธิภาพในการปฎิบัติงานอยู่ในระดับสูง ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความยืดหยุ่นทางอารมณ์ที่สูง ได้แก่ อายุมากกว่า 34 ปี (p
ความชุกและพฤติกรรมการใช้สารเสพติดของทหารเกณฑ์ สังกัดค่ายทหาร จังหวัดราชบุรี, จิราวรรณ นิ่มแพร
ความชุกและพฤติกรรมการใช้สารเสพติดของทหารเกณฑ์ สังกัดค่ายทหาร จังหวัดราชบุรี, จิราวรรณ นิ่มแพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุก พฤติกรรม ทัศนคติ รวมถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้สารเสพติดของทหารเกณฑ์ ได้ทำการศึกษาในทหารเกณฑ์ สังกัดค่ายทหาร จังหวัดราชบุรี ช่วงเดือนกรกฎาคม - กันยายน ปี 2566 จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามทัศนคติต่อการใช้สารเสพติด แบบคัดกรองประสบการณ์ในการใช้ยาสูบ สุรา และสารเสพติดตัวอื่นๆ แบบสอบถามความผิดปกติของการใช้สารเสพติด และการตรวจปัสสาวะ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ผลการศึกษาพบความชุกการใช้สารอย่างน้อยหนึ่งชนิดตลอดช่วงชีวิตและช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา คิดเป็นร้อยละ 86.7 และ 71.5 ตามลำดับ สารที่มีการใช้มากที่สุด 5 อันดับแรก คือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ ใบกระท่อม กัญชา และสารผสมน้ำต้มใบกระท่อม พบผู้ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบ (82.68%) กัญชา (50.00%) มีความเสี่ยงระดับปานกลาง ในกลุ่มผู้ใช้สารแต่ละชนิด พบความผิดปกติจากการใช้สาร 76.76%, 37.38%, 37.37%, 34.14%, 27.27, 26.67% ในกลุ่มผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบ, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์, กัญชา, ใบกระท่อม สารผสมน้ำต้มใบกระท่อมและกลุ่มแอมเฟตามีน ตามลำดับ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีทัศนคติเชิงลบต่อการใช้สารเสพติด การมีระดับการศึกษาที่ต่ำและมีรายได้เพียงพอเป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์และเป็นปัจจัยทำนายการใช้สารเสพติดของทหารเกณฑ์ สังกัดค่ายทหาร จังหวัดราชบุรี (P
คุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รัก ประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก และความเกี่ยวข้องของคุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รักกับสุขภาพจิต ของนิสิตระดับปริญญาตรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พิศชามญช์ เจียมวิจิตรกุล
คุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รัก ประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก และความเกี่ยวข้องของคุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รักกับสุขภาพจิต ของนิสิตระดับปริญญาตรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พิศชามญช์ เจียมวิจิตรกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาคุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รัก ประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก และสุขภาพจิตของนิสิตระดับปริญญาตรีที่กำลังศึกษาในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รักของนิสิตระดับปริญญาตรีที่กำลังศึกษาในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 3) เพื่อศึกษาความเกี่ยวข้องระหว่างคุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รัก กับสุขภาพจิตของนิสิตระดับปริญญาตรีที่กำลังศึกษาในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิธีการศึกษา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง กลุ่มตัวอย่างคือ นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระดับปริญญาตรี จำนวน 416 คน ที่มีคู่รักอยู่ในปัจจุบันและมีระยะเวลาในการคบหากับคู่รักไม่ต่ำกว่า 3 เดือน เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัยเป็น แบบสอบถามแบบตอบด้วยตนเอง ดังนี้ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) มาตรวัดคุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รัก 3) แบบสอบถาม General Health Questionnaire ฉบับภาษาไทย และ 4) แบบสอบถามการมีประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก ฉบับภาษาไทย วิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา โดยนำเสนอค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องโดยใช้สถิติ chi-square test, Pearson’s correlation และวิเคราะห์หาปัจจัยทำนายโดยใช้สถิติ logistic regression analysis ผลการศึกษา นิสิตนักศึกษาจำนวน 416 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 62.7) เคยมีประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก (ร้อยละ 85.1) คะแนนคุณภาพความสัมพันธ์แบบคู่รักในภาพรวมอยู่ที่ระดับสูง (ร้อยละ 46.9) นิสิตเกือบครึ่ง (ร้อยละ 45.9) มีสุขภาพจิตผิดปกติ ปัจจัยที่มีผลต่อภาวะสุขภาพจิตที่ผิดปกติ ได้แก่ การศึกษาในกลุ่มสาขาวิชากลุ่มสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ และกลุ่มวิทยาศาสตร์กายภาพ การมี GPA เทอมล่าสุดต่ำกว่า 3.32 (p
ความเครียดจากการทำงานและพฤติกรรมการใช้ยาลดความเครียดของผู้แทนยาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ไปรยวัชร อำพนราชมณี
ความเครียดจากการทำงานและพฤติกรรมการใช้ยาลดความเครียดของผู้แทนยาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ไปรยวัชร อำพนราชมณี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความเป็นมา : กรมสุขภาพจิตปี 2564 พบว่าคนไทยมีความเครียด 9.4% และมีความเครียดสูงสุดอยู่ที่กรุงเทพมหานคร 14.1% ซึ่งความเครียดมีสาเหตุมาจากการทำงาน วัตถุประสงค์ : ศึกษาความเครียดจากการทำงานและพฤติกรรมการใช้ยาลดความเครียดของผู้แทนยาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดและพฤติกรรมการใช้ยาลดความเครียด รูปแบบการวิจัย : การวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง ตัวอย่างและวิธีการศึกษา : เก็บข้อมูลทางออนไลน์จากผู้แทนยาที่ดูแลในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เป็นระยะเวลา ≥ 6 เดือน อายุ ≥ 22 ปี ชายและหญิง 330 คน โดยใช้แบบสอบถาม 1) ข้อมูลส่วนบุคคล 2) ประเมินความรู้สึกเครียดต่อปัจจัยการทำงาน และ 3) ประเมินพฤติกรรมการใช้ยาลดความเครียด ผลการศึกษา : ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุเฉลี่ย 33 ปี ผู้แทนยาส่วนใหญ่ 2 ใน 3 มีความเครียดระดับปานกลาง 50.57% ส่วนพฤติกรรมการใช้ยาลดความเครียด พบว่าส่วนใหญ่คือกลุ่มที่มีระดับการปฏิบัติดี 62.8% และมีความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้ยาลดความเครียด เชิงเส้นตรงในทางสถิติ ที่ระดับ 0.01 (P-value
ความเครียดจากการทำงาน ภาวะหมดไฟในการทำงานและคุณภาพชีวิตของผู้ช่วยทันตแพทย์ที่ทำงานในคลินิกทันตกรรมเอกชน เขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย, ภวิษยา จิตสมานกุล
ความเครียดจากการทำงาน ภาวะหมดไฟในการทำงานและคุณภาพชีวิตของผู้ช่วยทันตแพทย์ที่ทำงานในคลินิกทันตกรรมเอกชน เขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย, ภวิษยา จิตสมานกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความเครียดจากการทำงาน ภาวะหมดไฟในการทำงาน และคุณภาพชีวิตของผู้ช่วยทันตแพทย์ที่ทำงานในคลินิกทันตกรรมเอกชนในกรุงเทพมหานคร การวิจัยนี้เป็นการศึกษา ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง (Cross-sectional study) โดยเก็บข้อมูลจากผู้ช่วยทันตแพทย์จำนวน 370 คนที่ทำงานในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความเครียดสวนปรุง (SPST-20) แบบประเมินภาวะหมดไฟ (MBI-GS) และแบบประเมินคุณภาพชีวิต (WHOQOL-BREF-THAI) เป็นเครื่องมือวิจัยในการศึกษานี้ โดยทำการเก็บข้อมูลแบบออนไลน์และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Multiple Linear Regression วิธี Stepwise กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างผู้ช่วยทันตแพทย์ส่วนใหญ่มีความเครียดระดับปานกลาง (ร้อยละ 41.3) และคุณภาพชีวิตที่ดี (ร้อยละ 66.2) แต่ไม่พบภาวะหมดไฟ (ร้อยละ 96.8) ในกลุ่มตัวอย่างนี้ โดยปัจจัยที่มีผลต่อความเครียดได้แก่ ชั่วโมงการทำงาน (B=4.531, p=0.009) และประสบการณ์การทำงาน (B=-9.945, p=0.012) ปัจจัยที่มีผลต่อภาวะหมดไฟในการทำงานได้แก่ ภาระหนี้สิน (B=8.298, p
Analysis Of Fall Risk Factors In A Thai Cohort Of Older Adults, Gulnaz Magauina
Analysis Of Fall Risk Factors In A Thai Cohort Of Older Adults, Gulnaz Magauina
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Introduction: Falls are the leading cause of injury in older adults, resulting in worsening comorbidities, bone fractures, post-fall syndrome, and soft tissue injuries. This retrospective study aims to investigate the association between fall risk and the Montreal Cognitive Assessment (MoCA) scores, as well as other risk factors, among older adults in Thailand. Methods: Data on patients who experienced a fall within a 12-month period were collected from medical records at the Geriatric Excellence Center, King Chulalongkorn Memorial Hospital. Potential fall risk factors available in the medical records included ability to perform activities of daily living, level of dependency, depression, cognitive …
Comparison Of Post-Operative Pain Between Intraosseous Multimodal Injection And Periarticular Multimodal Injection In Simultaneous Bilateral Total Knee Arthroplasty – A Randomized Controlled Trial, Patcharavit Ploynumpon
Comparison Of Post-Operative Pain Between Intraosseous Multimodal Injection And Periarticular Multimodal Injection In Simultaneous Bilateral Total Knee Arthroplasty – A Randomized Controlled Trial, Patcharavit Ploynumpon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Introduction: Early postoperative pain poses a challenge for surgeons to manage after total knee arthroplasty (TKA). Various techniques have been employed to optimize pain reduction, including Periarticular Multimodal Analgesia (PMA), recognized as a safe and effective method. Our study aims to enhance PMA through a combined intraosseous injection (PMA-I) and compare it with standard PMA. Methods: Forty patients undergoing simultaneous bilateral TKA surgery were enrolled. Patients were randomized to receive PMA-I on one side of the knee, while the contralateral knee received standard PMA. Pain scores, bleeding, and range of motion (ROM) were assessed in both groups. Results: The PMA-I …
ความกลัว ความวิตกกังวล และสัมพันธภาพในครอบครัว ของเด็กวัยเรียน ที่ศึกษาในระบบเรียนรวม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต1, ศุภาพิชญ์ แก้ววัชระรังษี
ความกลัว ความวิตกกังวล และสัมพันธภาพในครอบครัว ของเด็กวัยเรียน ที่ศึกษาในระบบเรียนรวม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต1, ศุภาพิชญ์ แก้ววัชระรังษี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความกลัว ความวิตกกังวล และสัมพันธภาพในครอบครัว ของเด็กวัยเรียนที่ศึกษาในระบบเรียนรวม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต1 เก็บข้อมูลจากเด็กวัยเรียนอายุ 9-12 ปี จำนวน 429 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 4 ส่วน ได้แก่ แบบเก็บข้อมูลพื้นฐานและปัจจัยทางจิตสังคม แบบวัดสัมพันธภาพในครอบครัวฉบับภาษาไทย แบบสำรวจความกลัวของเด็กและวัยรุ่นฉบับภาษาไทย และแบบประเมินภาวะวิตกกังวลสำหรับเด็กฉบับภาษาไทย ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนการกลัวความตายและสิ่งที่เป็นอันตราย มากเป็นอันดับหนึ่ง (Mean = 3.75, SD = 0.79) มีภาวะวิตกกังวลเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่อาจจะคุกคามตนเอง ระดับน้อย ร้อยละ 62.6 มีอุปนิสัยวิตกกังวล ระดับมาก ร้อยละ 53.4 มีรูปแบบสัมพันธภาพครอบครัวแบบค่อนไปทางสมดุล ร้อยละ 62.9 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับระดับความกลัวที่สูงขึ้น ได้แก่ เพศหญิง อายุที่น้อย การมีความต้องการพิเศษ การเป็นบุตรลำดับรอง รายได้รวมต่อเดือนของครอบครัวน้อยกว่า 10,000 บาท การไม่ได้อยู่อาศัยกับพ่อแม่ ส่วนปัจจัยที่สัมพันธ์กับระดับภาวะวิตกกังวลเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่อาจจะคุกคามตนเองที่สูงขึ้น ได้แก่ อายุที่น้อย การเป็นบุตรลำดับรอง รูปแบบสัมพันธภาพในครอบครัวที่สมดุลน้อย การมีสมาชิกในครอบครัวมีประวัติความต้องการพิเศษ ปัจจัยที่สัมพันธ์กับระดับอุปนิสัยวิตกกังวลที่สูงขึ้น ได้แก่ เพศหญิง ระดับชั้นการศึกษาที่เพิ่มขึ้น รูปแบบสัมพันธภาพในครอบครัวที่สมดุลน้อย สรุป ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางจิตสังคมมีความสัมพันธ์กับความกลัวและความวิตกกังวล จึงเป็นแนวทางให้เข้าใจและออกแบบโปรแกรมส่งเสริมสุขภาวะบุคคลได้ต่อไป
Non-Contrast Abbreviated Mri For The Detection Of Hepatocellular Carcinoma (Hcc) In Patients With Li-Rads Lr-2, Lr-3, And Lr-4 Observations In Mri, Soe Thiha Maung
Non-Contrast Abbreviated Mri For The Detection Of Hepatocellular Carcinoma (Hcc) In Patients With Li-Rads Lr-2, Lr-3, And Lr-4 Observations In Mri, Soe Thiha Maung
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background and Aims: Given limited ultrasound sensitivity in hepatocellular carcinoma (HCC) surveillance, and few prospective studies exploring non-contrast abbreviated MRI (NC-AMRI) for this purpose, this study aimed to assess the diagnostic performance of NC-AMRI in detecting HCC. Methods: This prospective study involved cirrhotic patients with LI-RADS LR-3 and LR-4 observations detected on contrast-enhanced MRI (CE-MRI) during HCC surveillance. Patients underwent an average of three complete CE-MRI rounds at 3-6 months interval, with follow-up lasting approximately 12 months. NC-AMRI included diffusion-weighted (DWI), T2-weighted imaging (T2WI-FS), and T1-weighted gradient imaging (T1WI). NC-AMRI protocol images were separately analyzed for diagnostic performance, with subgroup …
The Influence Of Fit Of Underpants Worn On Semen Quality, Harnam Kaur
The Influence Of Fit Of Underpants Worn On Semen Quality, Harnam Kaur
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Infertility in general has seen an upward trend in recent period. Male infertility has an estimated increase rate of 0.291% per year since 1990. Several factors have been studied as a cause of male infertility including idiopathic factors. One of the idiopathic factors in concern is clothing, which may increase intra-scrotal temperature. The genital heat stress has been reported to influence semen quality. Based on this factor, the previous studies done to discover association between type of underwear and semen quality have shown varying results that cannot be generalized to over-all population. This study aimed to assess the influence …
Tuberculosis Treatment And Outcomes Among Diabetes And Non-Diabetes Mellitus Individuals: A Retrospective Cohort Study Using Indonesia’S Tuberculosis Information System (Sitb) Registry Data 2019 – 2022, Happy Ary Satyani
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Tuberculosis (TB) is one of the 13th leading causes of death from a single infectious agent in the world in 2019. Some of the factors that influence the tuberculosis incident in the world are caused by undernourishment, HIV infection, alcohol use disorders, smoking, and diabetes. The median prevalence of diabetes data from the Global Health Observatory in the 30 high TB burden countries approximated 8% (Interquartile range [IQR]: 6-9%) and more than >=10 % in other countries in Africa and Papua New Guinea. It is also predicted that between 2019 and 2045 the statistic of diabetes will increase approximately 50% …
Genetic Analysis Of Antithrombin Deficiency In Thai Patients With Thrombosis, Zinab Omer Rahmtallah Idris
Genetic Analysis Of Antithrombin Deficiency In Thai Patients With Thrombosis, Zinab Omer Rahmtallah Idris
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Antithrombin (AT) is a non-enzymatic protein critical for coagulation system regulation. It plays a pivotal role in inhibiting thrombin and factor Xa, which are essential for clot formation. Hereditary AT deficiency is a strong risk factor for occurrences and recurrences of venous thrombosis This study investigates the genetic basis of AT Thai patients with thrombosis, focusing on the SERPINC1 gene, which encodes AT. The research included 15 thrombosis patients who had low AT without known acquired causes and 6 controls with normal AT levels. Samples from these participants underwent PCR amplification and Sanger DNA sequencing to identify and characterize genetic …
การพัฒนาวัสดุเพาะเลี้ยงเห็ดจากกากกาแฟและใบจามจุรี, จิตรภาณุ อัศวพิชญโชติ
การพัฒนาวัสดุเพาะเลี้ยงเห็ดจากกากกาแฟและใบจามจุรี, จิตรภาณุ อัศวพิชญโชติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์ในการศึกษาการนำกากกาแฟและใบจามจุรีที่เป็นมูลฝอย มาใช้ในการพัฒนาวัสดุเพาะเลี้ยงเห็ดนางรมทอง เพื่อเป็นวัสดุทางเลือกนอกจากวัสดุดั้งเดิมที่มีการใช้เพาะเลี้ยงเห็ด อย่างขี้เลื่อยไม้ยางพารา จากการทดลอง พบว่าการใช้กากกาแฟเป็นส่วนผสมในอัตราส่วนร้อยละ 30 ของน้ำแห้งก้อนเห็ด สามารถเพิ่มปริมาณโปรตีนและน้ำหนักของผลผลิตที่ได้เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้ขี้เลื่อยไม้ยางพาราเพียงอย่างเดียว โดยผลผลิตดอกเห็ดมีน้ำหนักเฉลี่ยที่ 80.33±2.15 กรัม และมีปริมาณโปรตีนที่ 35.08±0.59% แต่เวลาที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับการใช้ขี้เลื่อยไม้ยางพาราเพียงอย่างเดียว โดยใช้เวลาเพาะเลี้ยงเฉลี่ยประมาณ 64 วัน และมีปริมาณคาเฟอีน 1.70 มก./ล. ในผลผลิตดอกเห็ด และการใช้ใบจามจุรีเป็นวัสดุผสมที่อัตราส่วนร้อยละ 30 ของน้ำหนักแห้งก้อนเห็ด ให้ผลผลิตในด้านของน้ำหนักและโปรตีน รวมถึงเวลาในการเพาะเลี้ยงที่เทียบเท่ากับการใช้ขี้เลื่อยไม้ยางพาราเพียงอย่างเดียว โดยมีค่า 55.90±3.18 กรัม และ 31.64±0.76% ตามลำดับ รวมถึงใช้ระยะเวลาการเพาะเลี้ยงเฉลี่ยประมาณ 37 วัน จากการศึกษาปริมาณสารประกอบฟีนอลิกในผลผลิตดอกเห็ด พบว่าปริมาณสารประกอบฟีนอลิกในผลผลิตเห็ดนางรมทองมีปริมาณที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อยในแต่ละรูปแบบสัดส่วนผสม และก้อนเห็ดที่ผ่านการเก็บเกี่ยว มีส่วนประกอบของเถ้าที่น้อยกว่า 15% โดยน้ำหนักแห้ง และไม่มีส่วนประกอบของซัลเฟอร์ สามารถนำไปเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลได้ หากมีการลดความชื้นก่อนการนำไปใช้
การพัฒนาวัสดุคอมโพสิตจากรีไซเคิลพอลิสไตรีนผสมผงไม้ไผ่, ณัฐภัทร หัชชะวณิช
การพัฒนาวัสดุคอมโพสิตจากรีไซเคิลพอลิสไตรีนผสมผงไม้ไผ่, ณัฐภัทร หัชชะวณิช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาวัสดุคอมโพสิตจากพอลีสไตรีนรีไซเคิล (RPS) ผสมกับผงไม้ไผ่ (BB) ที่ได้จากตะเกียบไม้ไผ่ใช้แล้ว เตรียมโดย เครื่องอัดรีดพลาสติกสกรูคู่ (Twin Screw Extruder) แล้วนำไปขึ้นรูปด้วยกระบวนการ ฉีดขึ้นรูป (Injection Molding Machine) โดยกำหนดอัตราส่วนของผงไม้เป็น 10, 20, 30 และ 40 %wt โดยตัวเมทริกซ์ของไม้พลาสติกคอมโพสิตเกิดจากการผสม RPS กับ อีวีโอเอช รีไซเคิล (REVOH) ในอัตราส่วน EVOH คือ 70, 60, 50, 40 30 เเละ 20 %wt ผลการทดลองพบว่าอัตราส่วนของเมทริกซ์ที่ดีที่สุดคือ 60:40 %wt และอัตราส่วนที่ดีที่สุดสำหรับไม้พลาสติกคอมโพสิตคือ 70:30 %wt โดยค่าสมบัติทางกลค่าลดลงตามปริมาณของ BB ที่เพิ่มขึ้น โดยมีการศึกษาการใช้สาร PE-G-MA ในปริมาณ 3%, 5% และ 7% %wt เพิ่มเติมโดยเลือกใช้ BB ที่อัตราส่วน 30 %wt และ 40 %wt ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า อัตราส่วนไม้พลาสติกคอมโพสิต 70:30 %wt ที่มีสาร PE-G-MA 3 %wt มีค่าสมบัติทางกลสูงสุด แต่เมื่อเพิ่มปริมาณสาร PE-G-MA เป็น 5% และ 7% %wt ค่าสมบัติทางกลจะลดลงตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ในอัตราส่วนไม้พลาสติกคอมโพสิต 60:40 %wt ค่าสมบัติทางกลกลับเพิ่มขึ้นตามปริมาณสาร PE-G-MA ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้สูตรที่ดีที่สุดของไม้พลาสติกคอมโพสิตคือ อัตราส่วน Blend 60:40 %wt โดยใส่สาร PE-G-MA 7 %wt นอกจากนี้ การคำนวณต้นทุนผลิตภัณฑ์พบว่ามีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 31 …
การประเมินด้านพลังงานสำหรับการทดแทนรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน ด้วยรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, จันทร์จิรา ศรีทอง
การประเมินด้านพลังงานสำหรับการทดแทนรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน ด้วยรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, จันทร์จิรา ศรีทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แผนอนุรักษ์พลังงานในช่วงปี พ.ศ. 2561-2580 หรือ EEP 2018 ได้กำหนดเป้าหมายที่จะลดความเข้มการใช้พลังงานลงร้อยละ 30 ในปี พ.ศ. 2580 เมื่อเทียบกับ ปี พ.ศ. 2553 และภาคขนส่งเป็นสาขาเศรษฐกิจที่มีการใช้พลังงานสูง จึงกำหนดเป้าหมายลดการใช้พลังงานไว้ที่ร้อยละ 36 ของเป้าหมายพลังงานที่ต้องการลดทั้งหมด และได้บรรจุมาตรการการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า เป็นหนึ่งในมาตรการอนุรักษ์พลังงานภาคขนส่ง งานวิจัยนี้ศึกษาการประเมินปริมาณพลังงานเมื่อมีการทดแทนรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในด้วยรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร รวมถึงประเมินต้นทุนพลังงาน และปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในปี พ.ศ. 2565 โดยขั้นตอนการทดสอบอัตราการใช้พลังงานเป็นไปตาม REGULATION (EU) No. 134/2014 ขับขี่บนแชสซีไดนาโมมิเตอร์ด้วยการใช้รูปแบบวัฏจักรการขับขี่มาตรฐาน WMTC, stage 2 ผลการทดสอบอัตราการใช้พลังงานของรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในเป็น 9.5 เท่าของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า สามารถประเมินต้นทุนพลังงาน และปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในคิดเป็น 8.7 และ 4.9 เท่าของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ตามลำดับ และผลของปริมาณพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีการทดแทนรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในด้วยรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานครด้วยสัดส่วน 100% ของจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนสะสมในปี พ.ศ. 2565 สามารถลดปริมาณพลังงานได้ 2,931,807,066 kWh/year และสามารถลดต้นทุนพลังงานรวมถึงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 12,535,425,318 บาท/ปี และ 653,310 tCO2e/year ตามลำดับ และเพื่อเพิ่มทางเลือกในการประเมินความเป็นไปได้และการกำหนดทิศทางของนโยบายให้สามารถบรรลุเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น งานวิจัยนี้จึงได้เสนอการประเมินปริมาณพลังงาน รวมถึงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และต้นทุนพลังงาน เมื่อมีการทดแทนรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในด้วยรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ไม่ผ่านเกณฑ์ระดับประสิทธิภาพพลังงานเบอร์ 5 จากการวิเคราะห์ผลของอัตราการใช้พลังงานของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ไม่ผ่านเกณฑ์เบอร์ 5 พบว่ามีอัตราการใช้พลังงานเป็น 2 เท่าของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ผ่านเกณฑ์เบอร์ 5 เมื่อมีการทดแทนรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในด้วยรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ไม่ผ่านเกณฑ์เบอร์ 5 พบว่า สามารถลดปริมาณพลังงาน รวมถึงต้นทุนพลังงานและปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้น้อยกว่าการทดแทนด้วยด้วยรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ผ่านเกณฑ์เบอร์ 5 ประมาณ 2 เท่า
การศึกษาต้นทุนการทดแทนเรือตรวจการณ์ด้วยอากาศยานไร้คนขับ, คุณาธิป หวังจิตต์
การศึกษาต้นทุนการทดแทนเรือตรวจการณ์ด้วยอากาศยานไร้คนขับ, คุณาธิป หวังจิตต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาต้นทุนปฏิบัติการของเรือตรวจการณ์และอากาศยานไร้คนขับของกองทัพเรือ ซึ่งประกอบด้วยต้นทุนเงินลงทุน ต้นทุนการบริหาร และต้นทุนการปฏิบัติการ โดยรวบรวมสถิติข้อมูลรายงานสถานะของเรือ รายงานความสิ้นเปลืองของเรือตรวจการณ์และอากาศยานไร้คนขับ รายงานสถิติ การใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ.2566 และนำข้อมูลมา ทำการวิเคราะห์เพื่อให้ทราบต้นทุนปฏิบัติการของเรือเรือตรวจการณ์และอากาศยานไร้คนขับ เป็นเงิน บาทต่อวัน ผลการวิจัยพบว่า ต้นทุนปฏิบัติการของเรือ ต.113 มีต้นทุนเฉลี่ย 109,646.74 บาทต่อวัน ต้นทุนปฏิบัติการของ เรือ ต.997 มีต้นทุนเฉลี่ย 150,192.48 บาทต่อวัน และในส่วนของอากาศยานไร้คนขับรุ่น RQ-21 A Blackjack มีต้นทุนเฉลี่ย 228,890.85 บาทต่อวัน อากาศยานไร้คนขับรุ่น Schiebel Camcopter S – 100 มีต้นทุนเฉลี่ย 255,982.03 บาทต่อวัน การทราบต้นทุนปฏิบัติการของเรือตรวจการณ์และอากาศยานไร้คนขับของกองทัพเรือจะทำให้กองทัพเรือตัดสินใจเลือกใช้เรือตรวจการณ์หรืออากาศยานไร้คนขับออกปฏิบัติราชการและใช้ในการวางแผนปฏิบัติการให้เหมาะสมกับพื้นที่ปฏิบัติงาน สอดคล้องกับความมุ่งหวังของภารกิจของกองทัพเรือในแต่ละปีงบประมาณได้อย่างประสิทธิภาพ และคุ้มค่ากับงบประมาณที่ได้รับ
การกำหนดนโยบายการสั่งซื้ออย่างเหมาะสมกรณีศึกษาบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มประเภทเบียร์ Abc, ชานนท์ จันทรศรี
การกำหนดนโยบายการสั่งซื้ออย่างเหมาะสมกรณีศึกษาบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มประเภทเบียร์ Abc, ชานนท์ จันทรศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์มุ่งเน้นการกำหนดนโยบายการสั่งซื้ออย่างเหมาะสม เพื่อช่วยลดปัญหาปริมาณพัสดุบรรจุคงคลังสูงเกินความจำเป็นในขณะที่ยังรักษาระดับการให้บริการลูกค้าให้อยู่ในระดับมากกว่าที่ 95% โดยการกำหนดกลุ่มเป้าหมายศึกษาจากการวิเคราะห์ ABC Analysis มาเป็นพัสดุบรรจุกล่องลูกฝูกที่มีมูลค่าสูงสุดทั้งหมด 2 รายการ โดยการกำหนดนโยบายการสั่งซื้ออย่างเหมาะสมจะใช้การกำหนดปริมาณการสั่งซื้อ จุดสั่งซื้อใหม่ และต้นทุนรวมซึ่งเป็นผลลัพธ์จากต้นทุนการสั่งซื้อและต้นทุนการจัดเก็บพัสดุบรรจุคงคลัง โดยใช้ข้อมูลปริมาณการใช้งานย้อนหลัง 12 เดือนในการวิเคราะห์ จากผลการศึกษาของบริษัทกรณีศึกษาในการเปรียบเทียบของแผนการผลิตต่อนโยบายพัสดุบรรจุ พบว่านโยบาย ROP อาจจะไม่ตอบโจทย์ต่อนโยบายการสั่งพัสดบรรจุที่มีแผนการผลิตมีการเปลี่ยนแปลง (Revise) ในทุกๆสัปดาห์ใ นการทบทวนแผนการผลิตอาจจะจำเป็นจะต้องมีการทบทวนเป็นรายสัปดาห์อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ต่อเดือน เนื่องจากจะได้มีการเปรียบเทียบ Actual ตอแผนการผลิตที่เกิดขึ้นเป็นรายสัปดาห์ โดยพบว่าพัสดุบรรจุจำนวน 2 ประเภท คือ กล่องลูกฝูก 620ml พบว่า เมื่อการการทบทวนนโยบายใหม่ในการสั่งพัสดุบรรจุทุกสัปดาห์ต้นทุนรวมลดลงถึง 23% ซึ่งสามารถเพิ่มพื้นที่การจัดเก็บได้ 48% เมื่อเทียบกับนโยบายเดิม และกล่องลูกฝูก 320ml เมื่อการการทบทวนนโยบายใหม่ในการสั่งพัสดุบรรจุทุกสัปดาห์ต้นทุนรวมลดลงถึง 46% ซึ่งสามารถเพิ่มพื้นที่การจัดเก็บได้ 62% โดย 2 ประเภทนี้ยังรักษาระดับการให้บริการลูกค้าให้อยู่ในระดับมากกว่าที่ 95%
ปัจจัยการไม่ส่งคืนอุปกรณ์ ณ จุดขาย (Pos): กรณีศึกษา บริษัท Abc, ชานน ดาราไก
ปัจจัยการไม่ส่งคืนอุปกรณ์ ณ จุดขาย (Pos): กรณีศึกษา บริษัท Abc, ชานน ดาราไก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อเพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการไม่ส่งคืนอุปกรณ์ ณ จุด ขายและหาแนวทางการป้องกันการไม่ส่งคืนอุปกรณ์ ณ จุด ขายเพื่อให้ผู้ให้บริการเช่าซื้ออุปกรณ์ ณ จุด ขาย นำไปใช้พัฒนามาตรการป้องกันและติดตามตรวจสอบการคืนสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยรวบรวมสถิติข้อมูลร้านค้าในเขตกรุงเทพและปริมณฑลในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงพฤศจิกายน 2566 ที่มีการเช่าซื้ออุปกรณ์ ณ จุด ขาย ผลการวิจัยพบว่า ธุรกิจประเภทร้านอาหารมีความเสี่ยงสูงต่อการไม่คืน อุปกรณ์ ณ จุด ขาย มากกว่าธุรกิจประเภทอื่นๆ โดยเฉพาะร้านอาหารประเภทยำ รวมถึงระยะเวลาการเช่าที่ยาวนานขึ้น ส่งผลต่อการคืน อุปกรณ์ ณ จุด ขาย เนื่องจากยิ่งผ่อนชำระนานเท่าไร ร้านค้ายิ่งใกล้โอกาสการเป็นเจ้าของ อุปกรณ์ ณ จุด ขาย มากขึ้นเท่านั้น และจะเป็นเจ้าของเมื่อ เช่าซื้อครบ 36 เดือน เชื่อมโยงกับจำนวนครั้งที่ผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งสะท้อนถึงพฤติกรรมการชำระหนี้ของลูกค้า ดังนั้นลูกค้าที่มีประวัติผิดนัดชำระหนี้บ่อยครั้ง มีความเสี่ยงสูงที่จะไม่ส่งคืนอุปกรณ์ โดยเฉพาะร้านอาหารที่ตั้งอยู่แบบเดี่ยว(Stand-alone) มีโอกาสไม่คืนอุปกรณ์สูงที่สุดมากกว่าร้านที่ตั้งในห้างสรรพสินค้าหรือตามตลาดนัด ดังนั้นการทราบถึงปัจจัยเหล่านี้ที่มีผลเหล่านี้ ทางบริษัทสามารถนำปัจจัยเหล่านี้ ไปปรับปรุงนโยบายและวิเคราะห์ถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นเพื่อพัฒนามาตรการป้องกันและติดตามตรวจสอบการคืนสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเลือกทำเลที่ตั้งศูนย์กระจายสินค้ากรณีศึกษาบริษัทขนส่งด่วน: กรณีศึกษา, ทิฆัมพร ศิริโชคมงคลชัย
การเลือกทำเลที่ตั้งศูนย์กระจายสินค้ากรณีศึกษาบริษัทขนส่งด่วน: กรณีศึกษา, ทิฆัมพร ศิริโชคมงคลชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้เป็นการใช้โปรแกรมเอ็กเซล โซลเวอร์ (Excel Solver) ในการเลือกทำเลที่ตั้งศูนย์กระจายสินค้าที่มีความเหมาะสมในการจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ของบริษัทกรณีศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแบบจำลองคณิตศาสตร์สำหรับหาตำแหน่งที่ตั้งที่เหมาะสมของศูนย์กระจายสินค้าและวิเคราะห์หาความคุ้มทุนการตั้งศูนย์กระจายสินค้าเพื่อให้ค่าใช้จ่ายในการขนส่งหรือต้นทุนต่ำที่สุดและนำข้อมูลด้านปัจจัยมาวิเคราะห์ร่วม ผลจากการศึกษาพบว่าพื้นที่ที่มีความเหมาะสมมากที่สุดในการตั้งศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ คือ จังหวัดอยุธยา ซึ่งมีความหนาแน่นของปริมาณพัสดุขาเข้ามากที่สุดและมีความคุ้มทุนในการดำเนินงาน โดยต้นทุนเฉลี่ยและต้นทุนเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักลดลงอย่างมีนัยสำคัญหลังจากมีการเปิดศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกทำเลที่ตั้งศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ของบริษัทกรณีศึกษาโดยใช้กระบวนการลำดับขั้นเชิงวิเคราะห์ พบว่าปัจจัยที่สำคัญที่สุด 3 อันดับแรก คือ ปัจจัยด้านการขนส่ง ปัจจัยด้านการเงิน และปัจจัยด้านแรงงาน คิดเป็น 63 เปอร์เซ็นของค่าน้ำหนักความสำคัญของปัจจัยทั้งหมด ผลการวิเคราะห์มีความสอดคล้องกับผลลัพธ์ที่ได้จากเอ็กเซล โซลเวอร์ ซึ่งสามารถนำมาใช้เพื่อวิเคราะห์และสรุปผลการลงทุนในการเปิดศูนย์กระจายสินค้าในพื้นที่ที่ได้โดยโปรแกรมเอ็กเซล โซลเวอร์
การหาค่าที่เหมาะสมที่สุดในการขนย้ายตู้คอนเทนเนอร์ในการขนส่งทางทะเล, ณัฐพร ปึงศิริเจริญ
การหาค่าที่เหมาะสมที่สุดในการขนย้ายตู้คอนเทนเนอร์ในการขนส่งทางทะเล, ณัฐพร ปึงศิริเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีจุดประสงค์ในการศึกษาธุรกิจตู้คอนเทนเนอร์ที่ใช้ในการขนส่งทางทะเล ความไม่สมดุลของตู้คอนเทนเนอร์เปล่าอันเป็นปัญหาที่เป็นหนึ่งในปัญหาหลักของธุรกิจสายเรือและเจ้าของตู้คอนเทนเนอร์ โดยในการศึกษาความไม่สมดุลนี้มีการศึกษาท่าเรือทั้งหมด 7 แห่ง ศึกษาสถานะของตู้คอนเทนเนอร์เปล่าในแต่ละสัปดาห์และข้อมูลการพยากรที่มีการจัดทำล่วงหน้า รวมถึงศึกษาเส้นทางตารางเรือ เพื่อนำไปสร้างแบบจำลองสำหรับการวางแผนขนย้ายตู้คอนเทนเนอร์เปล่า วัตถุประสงค์ของแบบจำลองคือหาจำนวณและเส้นทางที่ให้ค่าดีที่สุดที่เป็นไปได้โดยนำข้อจำกัดด้านการขนส่งอย่างตารางเวลาของเรือและจำนวณระวางสำหรับตู้คอนเทนเนอร์เปล่าที่สามารถใช้ในการขนส่งได้สูงสุดเพื่อให้ได้กำไรที่คาดว่าจะเกิดขึ้นสูงสุด แบบจำลองนี้ใช้การทดลองด้วยการใช้ Solver เพื่อหาผลลัพธ์ที่ดีที่สุดของแต่ละความเป็นไปได้ ทั้งนี้แบบจำลองที่สร้างขึ้นนี้จะสามารถนำไปช่วยผู้ปฏิบัติงานในการวางแผนการขนย้ายตู้คอนเทนเนอร์เปล่าที่ขนส่งระหว่างท่าที่ทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลของตู้เปล่าของแต่ละท่าภายใต้ข้อจำกัดในด้านการขนส่ง ซึ่งผลที่ได้จากแบบจำลองเทียบกับการขนย้ายที่เกิดขึ้นจริงจากการวางแผนด้วยประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติงานที่ผ่านมา พบว่าผลลัพธ์ที่ได้จากแบบจำลองให้ค่ากำไรที่คาดว่าจะเกิดขึ้นมากกว่าการขนย้ายจริง ทั้งนี้มีการทดสอบแบบจำลองซ้ำเพื่อยืนยันผลจากแบบจำลอง พบว่าทุกแบบจำลองให้ค่าที่ดีกว่าผลของการวางแผนโดยผู้ปฏิบัติงาน
การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแบบผสมผสานในพื้นที่ขาดแคลนไฟฟ้า: กรณีศึกษา บ้านสองแควพัฒนา จังหวัดเชียงราย, ธัญลักษณ์ เกตุโสภา
การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแบบผสมผสานในพื้นที่ขาดแคลนไฟฟ้า: กรณีศึกษา บ้านสองแควพัฒนา จังหวัดเชียงราย, ธัญลักษณ์ เกตุโสภา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแบบผสมผสานในพื้นที่ขาดแคลนไฟฟ้า กรณีศึกษา บ้านสองแควพัฒนา จังหวัดเชียงราย โดยพิจารณาจากการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าเพิ่มจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำของชุมชนที่มีอยู่เดิม แบ่งรูปแบบการติดตั้งเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบระบบพลังงานน้ำเครื่องยนต์ดีเซล รูปแบบระบบพลังงานน้ำและแสงอาทิตย์ สำรองด้วยแบตเตอรี่ รูปแบบพลังงานน้ำและแสงอาทิตย์ สำรองด้วยแบตเตอรี่และเครื่องยนต์ดีเซล ด้วยวิธีวิเคราะห์ต้นทุน-ผลประโยชน์ของโครงการ โดยใช้ดัชนีชี้วัดทางเศรษฐศาสตร์ ได้แก่ มูลค่าปัจจุบันสุทธิ อัตราผลตอบแทนทางการเงิน อัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน และต้นทุนพลังงานไฟฟ้า รวมถึงพิจารณาผลประโยชน์จากการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของระบบผลิตไฟฟ้า ผลการศึกษาพบว่าระบบพลังงานน้ำและแสงอาทิตย์ สำรองด้วยแบตเตอรี่มีความน่าลงทุนมากที่สุด มีอัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุนมากที่สุด คือ 1.15 และมีต้นทุนพลังงานต่อหน่วยต่ำที่สุด คือ 15.53 บาทต่อหน่วย และสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 26,020 kgCO2eq/ปี ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
การประเมินข้อร้องเรียนผู้ใช้บริการระบบรถไฟฟ้าสาธารณะ, ธรรมยศ จำปาทิพย์พงศ์
การประเมินข้อร้องเรียนผู้ใช้บริการระบบรถไฟฟ้าสาธารณะ, ธรรมยศ จำปาทิพย์พงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีจุดประสงส์เพื่อเพื่อศึกษาข้อร้องเรียนและประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้บริการที่มีต่อระบบการขนส่งรถไฟฟ้าสาธารณะ เพื่อใช้หาแนวทางในการปรับปรุงคุณภาพการให้บริการของระบบการขนส่งรถไฟฟ้าสาธารณะ โดยใช้ข้อมูลจากข้อร้องเรียนของผู้โดยสารที่ใช้บริการระบบการขนส่งรถไฟฟ้าสาธารณะสายสายเฉลิมรัชมงคล (สายสีน้ำเงิน) นำมาพัฒนาแบบบสอบถาม ซึ่งออกแบบตามหลัก SERVQUAL Model เพื่อสอบถามและเก็บข้อมูลผู้โดยสารแล้วจึงนำข้อมูลจากแบบสอบถามมาหาค่าช่องว่างของการให้บริการ และนำข้อมูลมาวิเคราะห์ จัดลำดับความต้องการของผู้โดยสารพร้อมทั้งความต้องการ และแนวทางการปรับปรุงคุณภาพ เพื่อลดช่องว่างการให้บริการ โดยจากผลการสำรวจกลุ่มตัวอย่างที่เคยใช้บริการจำนวน 400 คนพบว่า ความคาดหวังโดยรวมของมิติการให้บริการทั้ง 5 มิติมีคะแนนอยู่ที่ 4.1 ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างสูง และคุณภาพที่ผู้ใช้บริการได้รับโดยรวมของมิติการให้บริการทั้ง 5 มิติมีคะแนนอยู่ที่ 3.6 ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างสูงเช่นกัน จากการวิเคราะห์แบบสอบถามพบว่าความต้องการของผู้โดยสารที่สำคัญที่สุด ที่ต้องการให้ผู้ให้บริการปรับปรุงคือเรื่องการจัดการและความสะดวกในการเข้าถึง ตู้จำหน่ายตั๋วโดยสารอัตโนมัติ และการจัดการการจราจร ดังนั้นการพัฒนาระบบรถไฟฟ้าควรคำนึงถึงการปรับปรุงให้เหมาะสมกับความต้องการและความคาดหวังของผู้ใช้บริการ เพื่อลดช่องว่างในการให้บริการนอกจากนี้ แต่หากผู้ให้บริการรถไฟฟ้าได้ทำตามมาตรฐานการให้บริการที่กำหนดแล้ว ซึ่งเป็นมาตรฐานที่มีความสมเหตุสมผลและได้รับการยอมรับระดับสากลแล้ว ผู้ใช้บริการควรมองปัญหาและสิ่งที่เกิดขึ้นในมุมมองของผู้ให้บริการเพื่อให้สามารถใช้บริการได้อย่างพึงพอใจและมีคุณภาพที่ดีขึ้นได้อีกด้วย