Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2023

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 159241 - 159270 of 163175

Full-Text Articles in Entire DC Network

การศึกษาผลกระทบจากการนอนหลับผิดปกติต่อการดำเนินโรคในผู้ป่วยโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังที่อยู่ในช่วงอาการสงบ, กานต์ธีรา ศรียุทธศักดิ์ Jan 2023

การศึกษาผลกระทบจากการนอนหลับผิดปกติต่อการดำเนินโรคในผู้ป่วยโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังที่อยู่ในช่วงอาการสงบ, กานต์ธีรา ศรียุทธศักดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาของปัญหา: โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory bowel disease; IBD) เป็นโรคเรื้อรังที่มีกำเริบเป็นระยะที่แม้ขณะโรคสงบนั้นผู้ป่วยยังมีรายงานของความเหนื่อยล้าและการนอนหลับที่ไม่ดี ความเกี่ยวข้องกันของการนอนหลับที่ไม่ดีและระบบภูมิคุ้มกันมีโอกาสทำให้เกิดโรคกำเริบได้ การศึกษานี้เพื่อศึกษาสรีรวิทยาของการนอนในผู้ป่วยโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังที่โรคสงบโดยการใช้การตรวจการนอนหลับ (Polysomnography) และผลกระทบของการนอนหลับที่ผิดปกติต่อพยากรณ์โรคของผู้ป่วยโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังที่โรคสงบ วิธีดำเนินการวิจัย: ผู้ป่วยโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังที่โรคสงบในช่วงเดือนตุลาคม 2565 ถึงเดือนกันยายน 2566 ได้เข้าร่วมการศึกษาโดยตัดผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคทางเดินหายใจอุดกั้น (Obstructive sleep apnea; OSA) ออก ผู้ป่วยทุกคนได้รับการตรวจการนอนหลับและเก็บข้อมูลของโครงสร้างการนอนหลับ ร้อยละของการนอนหลับแบบ non-rapid eye movement (NREM) และ rapid eye movement (REM) รวมถึงชนิดของ OSA และติดตามการกำเริบของโรค โดยวัตถุประสงค์หลักคือ เพื่อศึกษาลักษณะ polysomnography ในผู้ป่วยโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังที่มีอาการสงบ และวัตถุประสงค์รองคือ เพื่อศึกษาผลกระทบของความผิดปกติของการนอนหลับต่อการดำเนินโรคที่ไม่ดีในผู้ป่วยโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังที่มีอาการสงบในระยะเวลา 6 เดือนและ 12 เดือน ผลวิจัย: จากผู้ป่วยโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังที่อาการสงบรวม 120 คน มีผู้ที่ปฏิเสธการเข้าร่วม 31 คน มีผู้ที่อาการของโรคกำเริบระหว่างที่รอเข้ารับการตรวจ polysomnography 5 คน และมีผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคทางเดินหายใจอุดกั้นอยู่ก่อนแล้ว 2 คนจึงได้รับการคัดออกจากงานวิจัย รวมเหลือผู้ป่วยที่สามารถเข้าร่วมงานวิจัยได้ 82 คน ลักษณะพื้นฐานของประชากรดัง พบว่าจาก 47 คนจาก 82 คน (ร้อยละ 57.3) เป็นผู้ชาย อายุเฉลี่ยของผู้ป่วยทั้งหมด คือ 43 ± 13 ปี (ค่าเฉลี่ย ± ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) พบว่าจาก 81 คนจาก 82 คน (ร้อยละ 98.8) ได้รับการวินิจฉัยเป็น Obstructive sleep apnea โดยจำแนกเป็น mild OSA 22 คน (ร้อยละ 26.8), moderate …


ความสามารถในการวินิจฉัยรอยแผลเป็นกล้ามเนื้อหัวใจด้วยรอยแตกของคลื่นคิวอาร์เอสจากคลื่นไฟฟ้าหัวใจโดยการประเมินด้วยภาพการตรวจคลื่นสะท้อนในสนามแม่เหล็กไฟฟ้าหัวใจชนิด 3.0 เทสลา ที่เป็นการตรวจมาตราฐานสูงสุดในผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจ, กสิณ วิริยานุกูลวงศ์ Jan 2023

ความสามารถในการวินิจฉัยรอยแผลเป็นกล้ามเนื้อหัวใจด้วยรอยแตกของคลื่นคิวอาร์เอสจากคลื่นไฟฟ้าหัวใจโดยการประเมินด้วยภาพการตรวจคลื่นสะท้อนในสนามแม่เหล็กไฟฟ้าหัวใจชนิด 3.0 เทสลา ที่เป็นการตรวจมาตราฐานสูงสุดในผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจ, กสิณ วิริยานุกูลวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาและความสำคัญ รอยแตกของคิวอาร์เอส(fragmented QRS) บนคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 12 ลีดพบว่ามีความสัมพันธ์กับรอยแผลเป็นกล้ามเนื้อหัวใจ โดยการใช้คลื่นสะท้อนในสนามแม่เหล็กหัวใจพบว่าสามารถประเมินรายละเอียดในการศึกษารอยแผลเป็นกล้ามเนื้อหัวใจได้ดีกว่าการตรวจภาพจากภายนอกร่างกายวิธีอื่น จึงเป็นที่มาของการศึกษาเพื่อหาความสามารถในการวินิจฉัยจากรอยแตกของคิวอาร์เอสเมื่อเทียบกับการตรวจคลื่นสะท้อนในสนามแม่เหล็กหัวใจชนิด 3.0 เทสล่า รวมถึงปัจจัยจากวีธีการวัดรอยแตกของคิวอาร์เอส วิธีการ เป็นการศึกษาแบบสังเกตย้อนกลับโดยศึกษาผู้ป่วยที่สงสัยหรือเคยวินิจฉัยว่ามีโรคของกล้ามเนื้อหัวใจและได้รับการตรวจคลื่นสะท้อนในสนามแม่เหล็กหัวใจชนิด 3.0 เทสล่าช่วง พ.ค 2563 ถึง พ.ค. 2566 โดยผู้ป่วยจะได้รับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจในวันเดียวกันและจะได้คลื่นไฟฟ้าหัวใจ 2 ช่วงกรองความถี่ย่านต่ำผ่าน(low pass filter)ที่ 40 เฮิรตซ์และ 100 เฮิรตซ์ สำหรับการวินิจฉัยรอยแตกของคิวอาร์เอสบนคลื่นไฟฟ้าจำเป็นจะต้องสัมพันธ์กับรอยแผลเป็นกล้ามเนื้อหัวใจของผนังห้องหัวใจ(left ventricle wall) บริเวณเดียวกัน เพื่อการศึกษาหาความสามารถในการวินิจฉัยของรอยแตกของคิวอาร์เอสตามคำนิยามว่าการมีรอยขยักเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกมากกว่าหรือเท่ากับหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นปุ่มแหลม(Additional R wave or R’) หรือรอยบุ่ม(Notching) บนคลื่นอาร์หรือเอส(R or S wave) ในสองลีดที่ติดกันของบริเวณผนังห้องหัวใจเดียวกันกับความสัมพันธ์ของรอยแผลเป็นกล้ามเนื้อหัวใจและเพื่อหาความสามารถในการวินิจฉัยของรอยแตกของคิวอาร์เอสต่อการตายของกล้ามเนื้อหัวใจ นอกจากนั้นยังเปรียบเทียบความแม่นยำระหว่างช่วงกรองความถี่ย่านต่ำผ่านที่40 เฮิรตซ์ และ100 เฮิรตซ์ ผลการศึกษา ผู้ป่วยทั้งหมด 1,692 คน, ค่ากลางอายุ 67 ปี (พิสัยควอไทล์; 59-85), ผู้ชาย 52.5%พบรอยแผลเป็นกล้ามเนื้อหัวใจ 727 คน (43%) จากคลื่นสะท้อนในสนามแม่เหล็กหัวใจ ความสามารถในการวินิจฉัยของรอยแตกของคิวอาร์เอสต่อการพบรอยแผลเป็นกล้ามเนื้อหัวใจ เมื่อแบ่งตามพบการตายของกล้ามเนื้อหัวใจ พบว่า ความไว(sensitivity),ความจำเพาะ(specificity), ค่าทำนายผลบวกและค่าทำนายผลลบของผนังด้านหน้าเท่ากับ 25.6%, 88.7%, 45.1% และ 76.8% ของผนังด้านข้างเท่ากับ 22.1%, 91.5%, 36.8 และ 84.1% ของผนังด้านล่างเท่ากับ 42.9%, 63.4.%, 36.9% และ 68.9% ตามลำดับ สำหรับผลต่อการพบการตายของกล้ามเนื้อหัวใจ (nonviable myocardium) ความไวของแต่ละหลอดเลือดอยู่ระหว่าง 25 ถึง 45.8%, ความจำเพาะอยู่ระหว่าง 68.4 ถึง 89% และค่าการทำนายผลลบอยู่ระหว่าง 96.4 …


วิธีการวัดการปกป้องผิวหนังของตัวกรองรังสียูวีเอวันจากรังสียูวีเอวันชนิดคลื่นยาวบนผิวหนังมนุษย์ที่ไม่ก่อการบาดเจ็บแก่ผิวหนัง, กีรติยา กาญจนอุทัยศิริ Jan 2023

วิธีการวัดการปกป้องผิวหนังของตัวกรองรังสียูวีเอวันจากรังสียูวีเอวันชนิดคลื่นยาวบนผิวหนังมนุษย์ที่ไม่ก่อการบาดเจ็บแก่ผิวหนัง, กีรติยา กาญจนอุทัยศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พื้นหลัง: การทดสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์กันแดดวิธีเดิม เช่น อาการดำคล้ำที่เกิดหลังสัมผัสรังสียูวี (PPD) มีข้อจำกัดเนื่องจากเกิดรอยดำบนผิว งานวิจัยนี้มุ่งเพื่อพัฒนาวิธีการทดสอบการป้องกันรังสียูวีเอโดยเฉพาะในช่วงคลื่นยาว ด้วยวิธีที่ไม่เสียหายแก่ผิว ด้วยความยาวคลื่น 385 นาโนเมตร เพื่อเปรียบเทียบการดูดซับแสงระหว่างผลิตภัณฑ์กันแดดที่มี MCE ซึ่งมีส่วนประกอบของตัวกรองรังสียูวีเอวัน และไม่มี MCE โดยไม่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผิว ด้วยแสงคลื่นยาว 385 นาโนเมตร วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินประสิทธิภาพของการวัดการกรองรังสียูวีเอวันช่วงปลายที่ความยาวคลื่น 385 นาโนเมตร เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างในการดูดซับแสงระหว่างผลิตภัณฑ์กันแดดที่มี MCE และไม่มี MCE รวมทั้งการประเมินความแม่นยำและการทำซ้ำของการวัด ผลการวิจัย: ผู้เข้าร่วม 8 คน พบความแตกต่างของความสว่างอย่างมีนัยสำคัญเมื่อใช้แสงความยาวคลื่น 385 นาโนเมตร พื้นที่ที่ใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดที่มี MCE มีค่าความสว่างน้อยกว่าที่ 33.589 (SD = 8.8) ในขณะที่พื้นที่ที่ใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดที่ไม่มี MCE มีค่าความสว่างมากกว่าที่ 41.843 (SD = 8.3) ซึ่งเท่ากับการดูดซับแสงน้อยกว่า คะแนน Spearman-Brown coefficient เพื่อประเมินความเสถียรและความน่าเชื่อถือของการวัด มีคะแนนเท่ากับ 0.913 สรุป: การวิจัยนี้สร้างเส้นทางใหม่ในการประเมินประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์กันแดดที่ไม่เป็นอันตรายต่อผิว โดยเน้นในการป้องกันรังสียูวี UVA1 ที่คลื่นยาว 385 นาโนเมตร การศึกษานี้ย้ำความสำคัญของการเปรียบเทียบภายในบุคคลในการดูดซับแสงระหว่างสองชนิดของผลิตภัณฑ์กันแดด และวิธีการนี้มีความเสถียรและเชื่อถือได้ในการวัดข้อมูล


ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถภาพทางกายกับความสามารถในการทำงานของแรงงานสูงอายุในโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร, จิดาภา หาญวรวงศ์ชัย Jan 2023

ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถภาพทางกายกับความสามารถในการทำงานของแรงงานสูงอายุในโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร, จิดาภา หาญวรวงศ์ชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถภาพทางกายกับความสามารถในการทำงานของแรงงานสูงอายุที่ใช้แรงกายในการทำงาน กลุ่มตัวอย่างคือแรงงานอายุ 45-69 ปี สังกัดแปดหน่วยงานในโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ความสามารถในการทำงานประเมินโดยใช้แบบสอบถามดัชนีชี้วัดความสามารถในการทำงาน และสมรรถภาพทางกายประเมินโดยใช้การทดสอบต่าง ๆ ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถภาพทางกายกับความสามารถในการทำงานวิเคราะห์ด้วยสถิติ Multiple linear regression มีผู้เข้าร่วมการวิจัยทั้งหมด 216 คน คิดเป็นร้อยละการเข้าร่วม 46.4 คะแนนเฉลี่ยความสามารถในการทำงานของกลุ่มตัวอย่างเท่ากับ 41.6 คะแนน ดัชนีมวลกาย ผลการทดสอบ Handgrip strength test และผลการทดสอบ Single leg stance test มีความสัมพันธ์กับคะแนนความสามารถในการทำงานอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ที่มีดัชนีมวลกายอยู่ในกลุ่มน้ำหนักเกินและอ้วนมีคะแนนความสามารถในการทำงานเฉลี่ยต่ำกว่าผู้ที่มีดัชนีมวลกายอยู่ในเกณฑ์ปกติ 1.8 คะแนน (95% CI -3.1, -0.4) ผู้ที่มีผลการทดสอบ Handgrip strength test อยู่ในกลุ่มดีและดีมากมีคะแนนความสามารถในการทำงานเฉลี่ยสูงกว่าผู้ที่มีผลการทดสอบอยู่ในระดับต่ำและต่ำมาก 2.5 คะแนน (95% CI 0.6, 4.3) และผู้ที่มีผลการทดสอบ Single leg stance test อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยมีคะแนนความสามารถในการทำงานสูงกว่าผู้ที่อยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 2.1 คะแนน (95% CI 0.7, 3.5) ขณะที่ผลการทดสอบ 3-minute step test Chair stand test และ Sit and reach test ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับคะแนนความสามารถในการทำงาน ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าสัดส่วนของร่างกาย ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และการทรงตัวมีความสัมพันธ์กับความสามารถในการทำงาน มาตรการที่ช่วยเสริมสร้างสมรรถภาพทางกายด้านดังกล่าวจึงมีความสำคัญในการช่วยพัฒนาความสามารถในการทำงานของแรงงานสูงอายุ


การศึกษาย้อนหลัง อุบัติการณ์การลุกลามเข้าสมองในมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็กระยะแพร่กระจายที่มีการกลายพันธุ์ของยีนอีจีเอฟอาร์และได้รับการรักษาด้วยยาต้านอีจีเอฟอาร์, ขวัญสุรางค์ รัตนจันทร์ Jan 2023

การศึกษาย้อนหลัง อุบัติการณ์การลุกลามเข้าสมองในมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็กระยะแพร่กระจายที่มีการกลายพันธุ์ของยีนอีจีเอฟอาร์และได้รับการรักษาด้วยยาต้านอีจีเอฟอาร์, ขวัญสุรางค์ รัตนจันทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การลุกลามของมะเร็งเข้าสู่สมองเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยของภาวะแทรกซ้อนของ โรคมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็กระยะลุกลามและมีการกลายพันธุ์ของยีนอีจีเอฟอาร์-ทีเคไอ ในปัจจุบัน การรักษาด้วยยามุ่งเป้าด้วยยาอีจีเอฟอาร์-ทีเคไอนั้นมีประสิทธิภาพในการักษาโรคมะเร็งปอดชนิด เซลล์ไม่เล็กระยะลุกลามที่มีการกลายพันธุ์ของยีนอีจีเอฟอาร์-ทีเคไอ และมีการลุกลามของมะเร็งเข้าสู่ สมอง อย่างไร่ก็ตาม ผลลัพธ์ในระยะยาวของการที่มีมะเร็งลุกลามเข้าสมองหลังจากรักษาด้วยยาอีจี เอฟอาร์-ทีเคไอ นั้นยังไม่มีข้อมูลชัดเจน ิธีการดำเนินการวิจัย ทำการศึกษาแบบย้อนหลัง โดยศึกษาเก็บข้อมูลแบบย้อนหลังใน ผู้ป่วยที่เป็นระยะลุกลามของโรคมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็กและมียีนอีจีเอฟอาร์กลายพันธุ์ ที่ได้รับ การรักษาด้วยยามุ่งเป้ากลุ่มอีจีเอฟอาร์-ทีเคไอ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 ถึง 2566 ในโรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ โดยศึกษารวบรวมข้อมูลพื้นฐานของประชากร รวบรวมอุบัติการณ์การเกิดการลุกลาม ของมะเร็งเข้าสู่สมอง รูปแบบการรักษา ผลลัพธ์ของการรักษา และอัตราการรอดชีวิตของประชากร ซึ่งนำข้อมูลมาวิเคราะห์หาความสัมพันธุ์ของการรักษาด้วยยาอีจีเอฟอาร์-ทีเคไอ โดยใช้สถิติเชิง พรรณนาและใช้ Chi-squared test สำหรับข้อมูลแบบต่อเนื่อง ผลการวิจัย ผู้ป่วยจำนวน 664 คนที่วินิจฉัยโรคมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็กระยะลุกลามและ มีการกลายพันธุ์ของยีนอีจีเอฟอาร์-ทีเคไอ โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่นั้นได้รับการรักษาด้วยยาอีจีเอฟอาร์- ทีเคไอในการรักษาขนานแรก ซึ่งประกอบด้วยยาอีจีเอฟอาร์-ทีเคไอ รุ่นที่หนึ่ง คือ gefitinib หรือ erlotinib จำนวน 447 คน ยาอีจีเอฟอาร์-ทีเคไอ รุ่นที่สอง คือ afatinib จำนวน 33 คน และ ยาอีจี เอฟอาร์-ทีเคไอ รุ่นที่สาม คือ Osimertinib จำนวน 28 คน นอกจากนี้พบว่ามี 126 คนที่ได้รับยาเคมี บำบัดเป็นยาขนานแรกในการรักษาแล้วจึงมาได้ยาอีจีเอฟอาร์-ทีเคไอในการรักษาขนานที่สองต่อมา ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยาอีจีเอฟอาร์-ทีเคไอ รุ่นที่หนึ่ง หรือ สอง ที่ไม่มีการลุกลามของมะเร็งเข้าสู่ สมองตั้งแต่แรกวินิจฉัยนั้น พบว่ามีผู้ป่วยเพียงหนึ่งคนเท่านั้นที่มีการก้าวหน้าของมะเร็งลุกลามเข้าสู่ สมอง ส่วนผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วย Osimertinib เป็นยาขนานแรก และที่ไม่มีการลุกลามของ มะเร็งเข้าสู่สมองตั้งแต่แรกวินิจฉัยนั้น พบว่าไม่มีผู้ป่วยที่มีการก้าวหน้าของมะเร็งลุกลามเข้าสู่สมอง เลย ส่วนผู้ป่วยที่มีการลุกลามของมะเร็งเข้าสู่สมองตั้งแต่แรกวินิจฉัยที่ได้รับการรักษาด้วยยาอีจีเอฟ อาร์-ทีเคไอ รุ่นที่หนึ่ง หรือ สอง มีระยะเวลาที่ไม่มีการก้าวหน้าของมะเร็งลุกลามเข้าสมอง (CNS progression free survival) ที่ 15 เดือน …


ความชุกและปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดอาการผิดปกติระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อของพยาบาลแผนกผู้ป่วยวิกฤต : กรณีศึกษาในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร, จิรเมธ พจน์จริยาพร Jan 2023

ความชุกและปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดอาการผิดปกติระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อของพยาบาลแผนกผู้ป่วยวิกฤต : กรณีศึกษาในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร, จิรเมธ พจน์จริยาพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลวิชาชีพแผนกผู้ป่วยวิกฤต โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร จำนวน 284 คน คัดเลือกทั้งหมดโดยไม่มีการสุ่มทำการศึกษาระหว่างเดือน พฤษภาคม ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2566 การเก็บข้อมูลประกอบด้วยแบบสอบถามเกี่ยวกับ ปัจจัยส่วนบุคคล อาการผิดปกติระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อในช่วง 12 เดือน และ 7 วันที่ผ่านมา และแบบประเมินความเสี่ยงทางการยศาสตร์ซึ่งผู้วิจัยเป็นคนประเมินเองทั้งหมด ผลการศึกษาพบว่าความชุกของการเกิดอาการผิดปกติระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อในช่วง 12 เดือน และ 7 วันที่ผ่านมาร้อยละ 79.2, 72.3 ตามลำดับ ตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุดคือบริเวณหลังส่วนล่าง ปัจจัยเสี่ยงของอาการผิดปกติระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อ ได้แก่ อายุ พฤติกรรมการออกกำลังกาย ชั่วโมงการทำงาน และความเสี่ยงทางการยศาสตร์ ดังนั้นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญกับการป้องกันอาการผิดปกติระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อในพยาบาลวิชาชีพแผนกผู้ป่วยวิกฤต ควรมีการแก้ไขปรับปรุงสถานีงานในแต่ละลักษณะงานเพื่อลดระดับความเสี่ยงทางการยศาสตร์โดยเฉพาะตำแหน่ง หลัง รวมถึงจัดภาระงาน และเวลาการทำงานให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล อบรมให้ความรู้เกี่ยวกับท่าทางการทำงานที่เหมาะสม การออกกำลังกาย เพื่อลดการเกิดอาการผิดปกติระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อ


Comparison Of Modified Formalism Output And Trs-398 Absorbed Dose To Water In Electron Beams Reference Dosimetry In Multiple Radiotherapy Centers, Yasumon Thinka Jan 2023

Comparison Of Modified Formalism Output And Trs-398 Absorbed Dose To Water In Electron Beams Reference Dosimetry In Multiple Radiotherapy Centers, Yasumon Thinka

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The study aimed to investigate the feasibility and efficacy of utilizing modified calibration with cylindrical chambers for reference dosimetry in electron beam radiotherapy, challenging the recommendation of using plane-parallel chambers in low-energy electron beams by IAEA's TRS-398 and AAPM's TG-51 standards. Data collection involved six radiotherapy centers in Bangkok using Varian linear accelerators, with chambers including the IBA FC65-G, PTW 30013 cylindrical chambers, and PPC40, Roos plane-parallel chambers. Results of dose comparison between modified and TRS-398 protocols fell within ±2%. For low-energy electron beams, percent dose discrepancies ranged from -1.57% to 0.91%, and from -0.37% to 0.91% for high-energy. The …


คุณภาพชีวิต กลุ่มอาการก่อนมีระดู ภาวะอารมณ์แปรปรวนก่อนมีระดู และ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้ใช้ถ้วยอนามัย, ชลิตา วัฒนศิริ Jan 2023

คุณภาพชีวิต กลุ่มอาการก่อนมีระดู ภาวะอารมณ์แปรปรวนก่อนมีระดู และ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้ใช้ถ้วยอนามัย, ชลิตา วัฒนศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้เป็นการวิจัยภาคตัดขวางเชิงพรรณา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอาการก่อนมีระดู และภาวะอารมณ์แปรปรวนก่อนมีระดู รวมถึงคุณภาพชีวิตในผู้ใช้ถ้วยอนามัย ซึ่งเก็บข้อมูลด้วยวิธีออนไลน์จากผู้ใช้ถ้วยอนามัย จำนวนทั้งสิ้น 115 คน ระหว่างเดือน กรกฎาคม ถึง สิงหาคม พ.ศ. 2566 เครื่องมือในการเก็บข้อมูลใช้แบบสอบถามที่ผู้เข้าร่วมวิจัยตอบด้วยตนเอง ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลพื้นฐาน แบบสอบถามเพื่อคัดกรองกลุ่มอาการ PMS และ PMDD (Premenstrual Symptoms Screening Tool (PSST) ฉบับภาษาไทย) และแบบวัดคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกชุดย่อ ฉบับภาษาไทย วิเคราะห์ข้อมูลโดยโดยใช้สติถิเชิงพรรณาเพื่อบรรยายลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง จากนั้นวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของกลุ่มอาการก่อนมีระดู และภาวะอารมณ์แปรปรวนก่อนมีระดู โดยใช้สถิติเชิงอนุมาน Chi-square และ Fisher's exact test และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของคุณภาพชีวิต ด้วยสถิติ Independent t-test รวมถึงวิเคราะห์ปัจจัยทำนายกลุ่มอาการก่อนมีระดู และภาวะอารมณ์แปรปรวนก่อนมีระดู ด้วยสถิติ Binary logistic regression ผลการศึกษา พบว่า ความชุกของกลุ่มอาการก่อนมีระดู เท่ากับร้อยละ 37.5 และภาวะอารมณ์แปรปรวนก่อนมีระดู เท่ากับร้อยละ 7.8 ในกลุ่มผู้ใช้ถ้วยอนามัย จากการวิเคราะห์ด้วยสถิติ Binary logistic regression พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างกลุ่มอาการก่อนมีระดู กับ อาการบวมน้ำก่อนมีรอบเดือน (OR = 2.731, 95% CI = 1.042 - 7.156), อาการปวดเกร็งท้องน้อยก่อนมีรอบเดือน (OR = 2.804, 95% CI = 1.104 – 7.120), อาการปวดเมื่อยร่างกายก่อนมีรอบเดือน (OR = 7.562, 95% CI = 1.983 – 28.839), และ คุณภาพชีวิตด้านจิตใจ:ระดับปานกลาง (OR = 0.131, 95% CI …


การศึกษาตัวบ่งชี้การทำนายการเกิดภาวะแพ้ยาชนิดรุนแรงชนิด Dress, ณฐษร เล็กอุทัย Jan 2023

การศึกษาตัวบ่งชี้การทำนายการเกิดภาวะแพ้ยาชนิดรุนแรงชนิด Dress, ณฐษร เล็กอุทัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ : ภาวะผื่นแพ้ผิวหนังที่สงสัยจากยา มักจะสามารถรักษาได้โดยการหยุดยาและได้รับการรักษาเพียงเล็กน้อย แต่ในบางรายโรคอาจรุนแรงขึ้นกลายเป็นกลุ่มอาการแพ้ยาแบบไม่ฉับพลันชนิด DRESS ซึ่งสามารถมีความรุนแรง และปัจจุบันยังไม่มีเกณฑ์มาตรฐานที่แม่นยำในการวิทำนายความรุนแรง หรือปัจจัยที่โรคจะลุกลามเป็น DRESS วิธีวิจัย: เปรียบเทียบผู้ป่วย 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นผู้ป่วยโรคผื่นแพ้ยาชนิดไม่เฉียบพลันแบบไม่รุนแรง เป็นจำนวน 20 คน และกลุ่มที่สองที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเข้ากับ DRESS 20 คน และเปรียบเทียบอาการทางคลินิกและผลเลือดในวันที่แพ้ยาครั้งแรก ของทั้งสองกลุ่ม โดยใช้การวิเคราะห์ Correlation ,ROC curve, Youden’s index และใช้สมการ logistic regression ได้สร้างสูตรทางสถิติเพื่อพยากรณ์การเกิด DRESS ผลการวิจัย: พบว่า พื้นที่ผิวหนังที่เป็นผื่น, ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มใช้ยาจนถึงเกิดอาการแพ้ และระดับวิตามิน บี12 ในเลือด มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างกลุ่ม MPE และ DRESS ในวันที่ 1 (ค่า p = 0.032, 0.011 และ 0.046 ตามลำดับ) สำหรับระดับวิตามิน บี12 ที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 200 pg/ml จะมีความเสี่ยงเป็นโรค DRESS เพิ่มขึ้น 2.2 เท่า โดยมีอัตราความน่าจะเป็นเชิงบวก (positive likelihood ratio) ที่ 8.6 และความจำเพาะ (specificity) 95% ที่ระดับวิตามิน บี12 เท่ากับ 1,136 pg/ml นอกจากนี้ เมื่อรวมทั้งสามปัจจัย ได้แก่ ระดับวิตามิน บี12, ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มใช้ยาจนถึงเกิดอาการแพ้ และพื้นที่ผิวหนังที่เป็นผื่น มีความแม่นยำในการวินิจฉัยสูง มีค่า ROC = 0.95 ในการแยกระหว่างภาวะผื่นแพ้ยาแบบไม่เฉียบพลันแบบไม่รุนแรงและภาวะ DRESS syndrome สรุป: ระดับวิตามิน บี12, ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มใช้ยาจนถึงเกิดอาการแพ้ในวันแรก และพื้นที่ผิวหนังที่เป็นผื่น …


การเปรียบเทียบผลการรักษาระหว่างยาไซโคลสปอรินกับเคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองผิวหนังชนิดทีเซลล์ ซับคิวทาเนียสแพนนิคูไลติสไลค์ทีเซลล์, ฐิติรัตน์ ถิระโชติกุล Jan 2023

การเปรียบเทียบผลการรักษาระหว่างยาไซโคลสปอรินกับเคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองผิวหนังชนิดทีเซลล์ ซับคิวทาเนียสแพนนิคูไลติสไลค์ทีเซลล์, ฐิติรัตน์ ถิระโชติกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองผิวหนังชนิดทีเซลล์ซับคิวทาเนียสแพนนิคูไลติสไลค์ทีเซลล์ (SPTCL) เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดทีเซลล์ที่พบได้น้อย ผู้ป่วยมักมาด้วยอาการทางระบบผิวหนัง เช่น คลำก้อนได้ที่ผิวหนัง และพบว่ามีความสัมพันธ์กับภาวะฮีโมฟาโกไซติก ลิมโฟฮีสติโอไซโตซิส(hemophagocytic lymphohystiocytosis, HLH) การรักษามีทั้งการใช้เคมีบำบัด หรือยากดภูมิคุ้มกัน แต่ยังไม่คำแนะนำมาตรฐานในการรักษา และการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการรักษาทั้งสองแบบ จึงเป็นที่มาของงานวิจัยฉบับนี้ โดยวัตถุประสงค์ของงานวิจัย คือ การเปรียบผลการรักษาระหว่างยาไซโคลสปอรินกับเคมีบำบัดในการรักษาโรคให้เข้าสู่ภาวะสงบ และวัตถุประสงค์รอง ได้แก่ อัตราการรอดชีวิต และ อัตราระยะเวลาที่โรคสงบที่ 5 ปี ศึกษารวบรวมข้อมูลของผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัย SPTCL ที่ลงทะเบียนในสมาคมต่อมน้ำเหลืองแห่งประเทศไทย และผู้ป่วยในรพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2550-2566 จากการรวบรวมผู้ป่วยจำนวนทั้งสิ้น 93 ราย แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับการรักษาโดยยาไซโคลสปอริน หรือไซโคลสปอรินร่วมกับยากลุ่มคอติโคเสตียรอยด์ 45 ราย และกลุ่มที่ได้รับการรักษาโดยยาเคมีบำบัด จำนวน 48 ราย พบว่มีผู้ป่วยที่มีอาการแสดงที่ผิวหนังอย่างเดียว ในกลุ่มยาไซโคลสปอรินมากกว่าในกลุ่มเคมีบำบัด (63.8% เทียบกับ 36.2%, p=0.003) ในขณะที่ผู้ป่วยที่มีตับและ/หรือม้ามโตพบได้บ่อยในกลุ่มเคมีบำบัด (56.2% เทียบกับ 24.5%; p =0.002) พบอุบัติการณ์การเกิดภาวะฮีโมฟาโกไซติกซินโดรมร้อยละ 25, ตรวจพบการกลายพันธุ์ของยีนเอชเอวีซีอาร์ทู( Germline HAVCR2) ทั้งสิ้น 26/33 (78.8%) อัตราการเข้าสู่ระยะสงบของโรคหลังจากการตอบสนองครั้งแรกในกลุ่มยาไซโคลสปอรินสูงกว่าในกลุ่มเคมีบำบัด (87% เทียบกับ 58.3%, p=0.002) ที่ระยะเวลาติดตามผู้ป่วยเฉลี่ยที่ 87.8เดือน (0-185) ระยะอัตราการรอดชีวิต 5 ปี (กลุ่มยาไซโคลสปอริน 98% และ กลุ่มเคมีบำบัด กลุ่มเคมีบำบัด 87%, p=0.19) และอัตราระยะเวาลาที่โรคสงบที่ 5 ปี (กลุ่มยาไซโคลสปอริน72.4% และกลุ่มเคมีบำบัด 69.2%, p=0.19) สูงกว่าในกลุ่มยาไซโคลสปอรินเมื่อเทียบกับกลุ่มเคมีบำบัดแต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ จากการศึกษานี้ยาไซโคลสปอรินมีประสิทธิภาพในการรักษาโรคSPTCL เข้าสู่ระยะสงบมากกว่ากลุ่มเคมีบำบัด การใช้ ยาไซโคลสปอริน หรือไซโคลสปอรินร่วมกับยากลุ่มคอติโคเสตียรอยด์ เป็นวิธีการรักษาแรกเหมาะสมสำหรับผู้ป่วยSPTCL โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการทางผิวหนังเพียงอย่างเดียว


ภาวะสุขภาพจิตและการเห็นคุณค่าในตนเองของนักศึกษาปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต, ณัฐชญา กิจรุ่งโรจน์ Jan 2023

ภาวะสุขภาพจิตและการเห็นคุณค่าในตนเองของนักศึกษาปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต, ณัฐชญา กิจรุ่งโรจน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง เพื่อศึกษาภาวะสุขภาพจิตและการเห็นคุณค่าในตนเองของนักศึกษาปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับภาวะสุขภาพจิต และการเห็นคุณค่าในตนเอง ของนักศึกษาปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กลุ่มตัวอย่างของวิจัยคือ นักศึกษาปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต จำนวน 189 คน โดยใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และความเครียด (DASS-21) และแบบวัดการเห็นคุณค่าในตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ได้แก่ ค่าเฉลี่ยคะแนน ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ ค่ามากที่สุดและค่าน้อยที่สุด วิเคราะห์ความแตกต่างของค่าคะแนนเฉลี่ย วิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน การวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้น ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีค่าเฉลี่ยคะแนนการเห็นคุณค่าในตนเองอยู่ในระดับปานกลาง โดยค่าเฉลี่ยคะแนนรวมของการเห็นคุณค่าในตนเองมีค่าเฉลี่ยคือ 49.25 มีค่าเฉลี่ยคะแนนของภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และความเครียดอยู่ในระดับปกติ คิดเป็นร้อยละ 57.1, 38.1 และ 63 ตามลำดับ ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเห็นคุณค่าในตนเอง ได้แก่ มุมมองความเข้าใจต่อเด็ก ความสัมพันธ์กับครูอาจารย์ และ ความสัมพันธ์กับผู้ปกครอง ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้า ได้แก่ ความสัมพันธ์กับครูอาจารย์ ความสัมพันธ์กับผู้ปกครอง ชั้นปีที่กำลังศึกษา เมื่อเรียนจบจะประกอบอาชีพครูปฐมวัยหรือครูประถมศึกษา และ ความพึงพอใจระหว่างที่กำลังศึกษาคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เทียบกับวันแรกเข้า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความวิตกกังวล ได้แก่ ความสัมพันธ์กับครูอาจารย์ ความสัมพันธ์กับผู้ปกครอง ความสัมพันธ์กับเพื่อน อาชีพที่ใฝ่ฝันตรงกับอาชีพที่อยากจะทำในปัจจุบัน และ โรคประจำตัว และ ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียด ได้แก่ ความสัมพันธ์กับครูอาจารย์ ความสัมพันธ์กับผู้ปกครอง


ความรู้ ทัศนคติ ที่ส่งผลต่อการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยจากความร้อนในคนประจำเรือสินค้าไทย, ณัฐธาวินี หรดี Jan 2023

ความรู้ ทัศนคติ ที่ส่งผลต่อการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยจากความร้อนในคนประจำเรือสินค้าไทย, ณัฐธาวินี หรดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความรู้ ทัศนคติและการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยจากความร้อนในคนประจำเรือสินค้าและปัจจัยที่สัมพันธ์กับการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยจากความร้อนในคนประจำเรือสินค้า วิธีการศึกษา การศึกษาเชิงพรรณนาภาคตัดขวาง ณ จุดใดเวลาหนึ่ง ในคนประจำเรือไทยที่ทำงานในบริษัทเดินเรือสินค้าในกรุงเทพมหานคร จำนวน 246 คน โดยส่งแบบสอบถามออนไลน์ชนิดตอบด้วยตนเองไปยังอีเมลล์ของคนประจำเรือไทย ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลปัจจัยด้านบุคคล ปัจจัยด้านงาน ด้านความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติที่เกี่ยวกับการเจ็บป่วยจากความร้อนในการทำงานบนเรือ ผลการศึกษา ความรู้และทัศนคติส่งผลต่อการปฏิบัติฯ โดยทัศนคติและความรู้ที่ดีจะมีการปฏิบัติฯที่ดี อย่างไรก็ตาม ทัศนคติมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการปฏิบัติฯ มากกว่าความรู้ และพบว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของกลุ่มตัวอย่างมีความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติฯ อยู่ในระดับน้อยถึงปานกลาง โดยปัจจัยที่สัมพันธ์กับระดับการปฏิบัติฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ระดับการศึกษา กลุ่มตำแหน่งหน้าที่ ประเภทเรือ ลักษณะเวลาการทำงาน และ การทำงานที่ต้องสัมผัสกับแหล่งกำเนิดความร้อนอื่น และยังพบว่า ระยะเวลาการทำงานที่ต้องสัมผัสแหล่งกำเนิดความร้อนอื่นที่มากขึ้น สัมพันธ์กับคะแนนการปฏิบัติฯที่ลดลง สรุป ดังนั้นจึงควรมีการพัฒนา ให้ความรู้ เสริมสร้างทัศนคติ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติฯที่ถูกต้อง และควรมีมาตรการในการป้องกันการเจ็บป่วยจากความร้อนในคนประจำเรือสินค้าไทยในสภาวะอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น


ประสิทธิผลในการป้องกันโรคเบาหวานโดยการใช้แอปพลิเคชันบนมือถือในผู้ป่วยภาวะก่อนเบาหวานเทียบกับการดูแลมาตรฐาน, ณัฐพล วงษ์หาแก้ว Jan 2023

ประสิทธิผลในการป้องกันโรคเบาหวานโดยการใช้แอปพลิเคชันบนมือถือในผู้ป่วยภาวะก่อนเบาหวานเทียบกับการดูแลมาตรฐาน, ณัฐพล วงษ์หาแก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: ภาวะก่อนเบาหวานเป็นภาวะที่พบในผู้ที่ระดับน้ำตาลในเลือดยังไม่เข้าเกณฑ์การวินิจฉัยโรคเบาหวานแต่มีความผิดปกติในการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตแล้ว และเป็นปัจจัยเสี่ยงหนึ่งในการเกิดโรคเบาหวานและโรคหลอดเลือดหัวใจ วัตถุประวงค์สงค์งค์ข: ศึกษาประสิทธิผลของการใช้แอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือในผู้ที่มีภาวะก่อนเบาหวานต่อระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร ค่าเมตาบอลิกพารามิเตอร์ต่างๆ รวมทั้งการเปลี่ยนจากภาวะก่อนเบาหวานกลับสู่ภาวะน้ำตาลปกติ วิธีการศึกษา: ทำการศึกษาแบบสุ่มแบบมีกลุ่มควบคุมระยะเวลา 6 เดือน รวบรวมเจ้าหน้าที่บุคลากรภายใน รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, สภากาชาดไทย และ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย รพ.จุฬาลงกรณ์และสภากาชาดไทยที่มีภาวะก่อนเบาหวานอายุ 18-60 ปี แบ่งเป็น 2 กลุ่มแบบสุ่มระหว่างอยู่ในกลุ่มที่ใช้แอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือหรือและกลุ่ม ที่ได้รับการดูแลมาตรฐาน โดยประเมินstandard care ผลลัพธ์หลักคือ การเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร fasting plasma glucose (FPG) ที่ 6 เดือน ผลลัพธ์รองคือการเปลี่ยนแปลงของค่าสัดส่วนของร่างกายต่างๆ ค่าเมตาบอลิกพารามิเตอร์ต่างๆ คุณภาพชีวิต และความรู้ในการจัดการสุขภาพของตนเอง การศึกษานี้ทำการลงทะเบียนใน TCTR20230921001 ผลการวิจัย: รวบรวมผู้ที่มีภาวะก่อนเบาหวานได้ทั้งหมด 131 คน แบ่งเป็นกลุ่มแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ 64 คนและกลุ่ม ที่ได้รับการดูแลมาตรฐาน standard care 67 คน อายุเฉลี่ยของผู้เข้าวิจัยคือ 45.9 ± 9.49 ปี ค่า body weightน้ำหนัก ตั้งต้นของกลุ่มแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลมาตรฐาน standard care คือ 69.3 ± 11.3 และ 75.4 ± 15.9 กิโลกรัม ตามลำดับ ผลการศึกษาพบว่าที่ 6 เดือน กลุ่มที่ใช้แอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือลดน้ำหนัก, เส้นรอบเอว, สัดส่วนไขมันในร่างกาย และ ระดับระดับฮีโมโกลบินเอวันซี มากกว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลมาตรฐาน มีค่า bodyweight, waist circumference, % body fat, และ HbA1c ลดลงมากกว่ากลุ่ม standard care อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ไม่พบความแตกต่างของ ระดับน้ำตาลในเลือดก่อนอาหาร …


การเปรียบเทียบระหว่างการเดินมาตรฐาน 6 นาทีบนพื้นราบ กับการเดินบนแผ่นเดินไฟฟ้าในการประเมินสมรรถภาพร่างกายสำหรับผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง, ณุวรา ภรณวลัย Jan 2023

การเปรียบเทียบระหว่างการเดินมาตรฐาน 6 นาทีบนพื้นราบ กับการเดินบนแผ่นเดินไฟฟ้าในการประเมินสมรรถภาพร่างกายสำหรับผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง, ณุวรา ภรณวลัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความสำคัญและที่มา: การเดิน 6 นาทีเป็นการประเมินสมรรถภาพมาตรฐานในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง มาตรฐานของการทดสอบนี้ ผู้ป่วยจะต้องเดินไปกลับบนพื้นราบที่มีระยะทางอย่างน้อย 30 เมตร ซึ่งเป็นข้อจำกัดในสถานพยาบาลที่มีพื้นที่จำกัด วัตถุประสงค์ของการวิจัย: เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระยะทางที่ได้จากการเดิน 6 นาที โดยวิธีเดินมาตรฐานบนพื้นราบกับการเดินบนแผ่นเดินไฟฟ้า วิธีดำเนินการวิจัย: ศึกษาผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มีอายุมากกว่า 40 ปี โดยให้ผู้เข้าร่วมการศึกษาทำการทดสอบ 2 ครั้ง ห่างกัน 2-4 สัปดาห์ โดยครั้งแรกให้ทำการทดสอบการเดินบนพื้นราบ 6 นาทีก่อน หลังจากนั้นจึงให้เดินบนแผ่นเดินไฟฟ้า 6 นาที แล้วจึงทำการทดสอบในลักษณะเดียวกันในครั้งที่ 2 แต่สลับให้เดินทดสอบบนแผ่นเดินไฟฟ้าก่อน มีการเก็บรวบรวมและวัดผลลัพธ์ของการศึกษา ได้แก่ ระยะทางที่เดินได้ในระยะเวลา 6 นาที ระดับสัญญาณชีพและคะแนนความเหนื่อย (modified Borg scale) ที่เปลี่ยนแปลงไปก่อนและหลังการทดสอบ ผลของงานวิจัย: มีผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังเข้าร่วมทั้งหมด 30 คน เป็นเพศชาย 28 คน (93%) อายุเฉลี่ย 69.17±5.04 ปี ส่วนมากมีระดับความรุนแรงของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังเป็น GOLD A (50%) ผลการทดสอบระยะทางที่ได้จากการเดินมาตรฐาน 6 นาทีบนพื้นราบ มีค่าสูงกว่าการเดินบนแผ่นเดินไฟฟ้าอย่างมีนัยยะสำคัญ (466.5 ± 76.6 และ 302.3 ± 85.0 เมตร ตามลำดับ, p


Characteristics Of Two-Dimensional Ionization Chamber Array For Patient-Specific Quality Assurance In Pencil Beam Scanning Proton Therapy, Nuttida Rawiwan Jan 2023

Characteristics Of Two-Dimensional Ionization Chamber Array For Patient-Specific Quality Assurance In Pencil Beam Scanning Proton Therapy, Nuttida Rawiwan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Proton therapy is an advanced technique that uses positive particles in external treatment. It can spare normal tissue and increase tumor control probability. In radiotherapy, patient-specific quality assurance is an important part, but according to protons’ characteristics, especially finite range, it is challenging to do verification because when the density has changed the finite range will have drastic changes. Although the two-dimensional ionization chamber array is used for patient-specific quality assurance in pencil beam scanning proton therapy, most studies investigate the IBA MatriXX as the dosimetry device, and few studies explored the PTW OCTAVIUS 1500XDR. This research aims to determine …


A Study Of The Characteristics And Associative Factors In Alterations Of Plantar Pressure In Parkinson’S Patients With Freezing Of Gait, Thanawan Tiraweerakhajorn Jan 2023

A Study Of The Characteristics And Associative Factors In Alterations Of Plantar Pressure In Parkinson’S Patients With Freezing Of Gait, Thanawan Tiraweerakhajorn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Freezing of gait (FOG) poses a significant challenge in advanced Parkinson’s Disease (PD), manifesting as abrupt interruptions in forward movement within the gait cycle. Plantar pressure, notably heel strike dynamics, has emerged as a pivotal parameter associated with FOG. Materials and Methods: A retrospective analysis was conducted on clinical data and Strideway® System records from PD patients diagnosed with FOG via gold standard objective gait. Demographics, clinical assessments, plantar pressure metrics, and spatiotemporal gait parameters were collected. Results: 100 PD patients with FOG were included. Plantar pressure during the heel strike phase exhibited reductions in stages 2-3, with an …


ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมในรังสีแพทย์ ประเทศไทย, ธนชาต ฟักสอาด Jan 2023

ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมในรังสีแพทย์ ประเทศไทย, ธนชาต ฟักสอาด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

คอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมจัดเป็นกลุ่มอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับดวงตาและการมองเห็นซึ่งเกิดจากการใช้สายตามองหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานาน การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมในรังสีแพทย์ของไทย เนื่องด้วยรังสีแพทย์เป็นแพทย์เฉพาะทางที่ถือว่ามีระยะเวลาการทำงานกับหน้าจอแสดงผลของคอมพิวเตอร์ที่ยาวนาน การศึกษานี้มีรูปแบบการวิจัยแบบภาคตัดขวาง ดำเนินการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามตอบด้วยตนเองรูปแบบออนไลน์และได้รับการตอบกลับรวมทั้งสิ้น 285 คน นำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างสองตัวแปรและวิเคราะห์การถดถอยแบบลอจิสติก ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความชุกของการเกิดคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมสูงถึง ร้อยละ 82.81 โดยมีอาการที่พบได้บ่อยที่สุดสามอันดับแรก คือ อาการแสบตา อาการตาแห้ง และอาการปวดตา ตามลำดับ และมีปัจจัยส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ รังสีแพทย์ที่มีอนุสาขา (aOR = 0.19, 95% CI: 0.06-0.60) และรังสีแพทย์ที่มีโรคประจำตัวทางตาอยู่เดิม (aOR = 4.97, 95% CI: 1.74-14.14) ส่วนปัจจัยด้านการทำงานที่มีความเกี่ยวข้อง ได้แก่ มีการพักสายตาระหว่างการทำงาน (aOR = 0.15, 95% CI: 0.05-0.46) และการใส่หน้ากากอนามัยระหว่างทำงาน (aOR = 0.20, 95% CI: 0.08-0.49) สรุปได้ว่ารังสีแพทย์ไทยนั้นมีความชุกของการเกิดคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมสูง การตระหนักและให้ความสำคัญกับการพักสายตาเป็นระยะระหว่างที่ทำงานน่าจะช่วยป้องกันและลดโอกาสเกิดกลุ่มอาการนี้ได้


Prevalence Of Obstructive Sleep Apnea And Accuracy Of Home Sleep Apnea Test (Type 3) For Obstructive Sleep Apnea Diagnosis In Difficult To Treat Asthma, Tidarat Somruesaen Jan 2023

Prevalence Of Obstructive Sleep Apnea And Accuracy Of Home Sleep Apnea Test (Type 3) For Obstructive Sleep Apnea Diagnosis In Difficult To Treat Asthma, Tidarat Somruesaen

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

BACKGROUND Prevalence of obstructive sleep apnea (OSA) was previously reported to be higher in asthma particularly in severe and difficult-to-treat subgroups, about 74.5% However, there is currently no available data from Thailand to define the accuracy of type 3 home sleep apnea test for the OSA diagnostic in difficult to treat asthma. OBJECTIVES: The primary objective is to study the prevalence of OSA in patients with difficult-to-treat asthma. The secondary objective is to assess the accuracy of type 3 home sleep apnea test (HSAT) for OSA diagnosis compared to standard type 1 polysomnography in patients with difficult-to-treat asthma. METHODS: Patients …


ความชุกของรอยโรคหลอดเลือดสมองขนาดเล็กในผู้ป่วยภาวะปริชานบกพร่องเล็กน้อย และโรคอัลไซเมอร์ไม่รุนแรงที่คลินิกความจำ, ธัชมัย สมิตะสิริ Jan 2023

ความชุกของรอยโรคหลอดเลือดสมองขนาดเล็กในผู้ป่วยภาวะปริชานบกพร่องเล็กน้อย และโรคอัลไซเมอร์ไม่รุนแรงที่คลินิกความจำ, ธัชมัย สมิตะสิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บทนำ: โรคอัลไซเมอร์เป็นปัญหาใหญ่ในปัจจุบันเนื่องจากส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวัน การรักษาด้วยยาแอนติบอดีชนิดเดี่ยวที่ยับยั้งอะไมลอยด์เริ่มมีบทบาทในผู้ป่วยระยะปริชานบกพร่องเล็กน้อยและภาวะสมองเสื่อมไม่รุนแรง โดยมีข้อห้ามของการให้ยาคือรอยโรคหลอดเลือดสมองขนาดเล็ก ได้แก่ รอยเลือดออกในสมองขนาดเล็กและรอยโรคเนื้อขาวของสมอง เป็นต้น และในประเทศไทยยังไม่มีการศึกษาความชุกของรอยโรคหลอดเลือดสมองขนาดเล็กในกลุ่มผู้ป่วยระยะนี้อย่างเจาะจง ผลการศึกษานี้คาดว่าจะเป็นข้อมูลที่มีบทบาทในการพิจารณาความคุ้มค่าของการบำบัดด้วยยาแอนติบอดีชนิดเดี่ยวที่ยับยั้งอะไมลอยด์ ซึ่งคาดว่าจะเป็นทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ในประเทศไทย วิธีการวิจัย: การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบตัดขวางในคลินิกความจำ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคอัลไซเมอร์ตามเกณฑ์ทางคลินิก ที่อยู่ในระยะปริชานบกพร่องเล็กน้อยและสมองเสื่อมไม่รุนแรงที่มีอาการด้านความจำเด่นจะเข้ารับการทำแบบทดสอบเชิงปริชานและทำภาพฉายสมองด้วยคลื่นสั่นพ้องแม่เหล็ก โดยผู้ที่มีโรคทางกายรุนแรงและทำภาพฉายสมองได้ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์จะถูกนำออกจากการศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่เข้าเกณฑ์จะได้รับการประเมินรอยโรคสมองขาดเลือดขนาดเล็กและการฝ่อของสมองโดยประเมินด้วยตา ข้อมูลลักษณะพื้นฐานและคะแนนแบบทดสอบเชิงปริชานได้จากเวชระเบียน มีการประเมินความรุนแรงของโรคหลอดเลือดสมองขนาดเล็กโดยรวมร่วมกับวิเคราะห์สหสัมพันธ์ต่อคะแนนแบบทดสอบเชิงปริชาน ผลการศึกษา: มีผู้ป่วยจำนวน 102 รายในการศึกษา ประกอบด้วยระยะปริชานบกพร่องเล็กน้อย 73.5 เปอร์เซ็นต์ และระยะสมองเสื่อมไม่รุนแรง 26.5 เปอร์เซ็นต์ อายุเฉลี่ยที่การวินิจฉัยคือ 75.0 ± 8.0 ปี ครึ่งหนึ่งของตัวอย่างทั้งหมดพบรอยเลือดออกขนาดเล็กของสมอง โดยมีเพียง 17.6 เปอร์เซ็นต์ที่มีรอยโรค 4 ตำแหน่งขึ้นไป และเมื่อรวมกับกลุ่มที่มีคะแนน Fazekas มากกว่า 3 คะแนนหรือมีรอยเลือดออกขนาดเล็กของสมอง 4 ตำแหน่งขึ้นไปพบว่ามีทั้งสิ้น 20 ราย หรือ 19.6 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดไม่พบรอยเลือดออกบนผิวสมองหรือรอยโรคสมองขาดเลือดที่สัมพันธ์กับหลอดเลือดขนาดใหญ่ นอกจากนี้ กลุ่มที่ไม่พบรอยเลือดออกขนาดเล็กของสมองมีคะแนน TMSE สูงกว่า (25.4 เทียบกับ 23.5; p = 0.009) และกลุ่มที่มีคะแนน MTA น้อย จะมีคะแนน TMSE และ MoCA ที่สูงกว่า (26.4 เทียบกับ 22.7; p < 0.001 และ 22.1 เทียบกับ 19.2; p = 0.001 ตามลำดับ) ในการวิเคราะห์สหสัมพันธ์ มีความสัมพันธ์เชิงลบอย่างอ่อนระหว่างคะแนน SVD ทั้งสองแบบต่อคะแนน TMSE (r = -0.371 และ -0.384 ตามลำดับ; p < 0.001) และมีความสัมพันธ์เชิงลบปานกลางระหว่างคะแนน MTA ต่อคะแนน TMSE & MoCA (r = -0.631 และ -0.443 ตามลำดับ; p < 0.001) สรุป: กลุ่มผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ระยะปริชานบกพร่องเล็กน้อยและสมองเสื่อมไม่รุนแรงเพียง 19.6 เปอร์เซ็นต์ ที่มีรอยโรคจากภาพฉายสมองอยู่ในเกณฑ์ที่เป็นข้อห้ามในการรักษาด้วยยายับยั้งอะไมลอยด์แบบแอนติบอดีชนิดเดี่ยว ซึ่งผลลัพธ์นี้มีประโยชน์ในการพิจารณาบทบาทของการรักษาโรคอัลไซเมอร์ของประเทศไทยในอนาคต


ประสิทธิภาพการลดสารพิษที่จับกับโปรตีนของยาเซเวลาเมอร์ในผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดและมีระดับฟอสเฟตในเลือดสูง: งานวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่ม - การรายงานผลเบื้องต้น, นภัส ศรีฟ้า Jan 2023

ประสิทธิภาพการลดสารพิษที่จับกับโปรตีนของยาเซเวลาเมอร์ในผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดและมีระดับฟอสเฟตในเลือดสูง: งานวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่ม - การรายงานผลเบื้องต้น, นภัส ศรีฟ้า

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาและความสำคัญ: P-cresol (pCS) เป็นสารพิษยูรีเมียที่จับกับโปรตีนที่สัมพันธ์กับอัตราเสียชีวิตและโรคหัวใจในผู้ป่วยฟอกเลือด เทคนิคการฟอกเลือดในปัจจุบันไม่สามารถกำจัดสารเหล่านี้ได้ ข้อมูลในปัจจุบันจึงมุ่งเน้นการลดการสร้าง การลดการดูดซึมด้วยยาบางชนิด และรักษาการทำงานของไตที่เหลืออยู่ให้นานที่สุด ยาเซเวลาเมอร์เป็นสารเรซินที่ใช้จับฟอสเฟตในทางเดินอาหารและยังมีฤทธิ์จับสารพิษเหล่านี้ได้ อย่างไรก็ตามการศึกษาฤทธิ์การดูดซับสารพิษเหล่านี้ยังมีจำกัดในผู้ป่วยฟอกเลือด วัตถุประสงค์: การศึกษา open-label multicenter randomized controlled trial เพื่อศึกษาผลของ ยาเซเวลาเมอร์ต่อการลดสารพิษยูรีเมีย pCS เมื่อเทียบกับยาแคลเซียมคาร์บอเนต ในผู้ป่วยฟอกเลือดที่มีฟอสเฟตในเลือดสูง วิธีการและเครื่องมือ: ผู้ป่วยฟอกเลือดที่มีระดับฟอสเฟตในเลือดสูงจะถูกสุ่มให้รับยาเซเวลาเมอร์หรือแคลเซียมคาร์บอเนตเป็นเวลา 24 สัปดาห์ โดยปรับขนาดยาตามระดับฟอสเฟตในเลือดตามแนวทางเดียวกันของการศึกษานี้เพื่อให้ระดับฟอสเฟตอยู่ในช่วง 3.5-5.5 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ตัวอย่างเลือดเก็บในการศึกษาสัปดาห์ที่ 4, 8, 16 และ 24 หลังเริ่มยา ค่าความต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของ pCS ของทั้งสองกลุ่มถูกวิเคราะห์โดยใช้ linear mixed model รวมถึงการวิเคราะห์ในกลุ่มย่อยที่แบ่งโดยการทำงานของไตที่เหลืออยู่ ขนาดยาของยาจับฟอสเฟต ความถี่การฟอกเลือด ระดับการควบคุมฟอสเฟตเฉลี่ยในเลือด และปริมาณโปรตีนที่ได้รับ ผลการศึกษา: การศึกษามีผู้ป่วยทั้งสิ้น 73 ราย มีผู้ออกจากการศึกษา 3 ราย เหลือผู้ป่วยในกลุ่มยาเซเวลาเมอร์และแคลเซียมกลุ่มละ 35 ราย โดยวิเคราะห์ข้อมูลแบบ per-protocol พบว่า มีอายุเฉลี่ย 55.1 ± 15.1 ปี ผู้ที่ยังมีการทำงานของไตเหลืออยู่อย่างน้อย 100 มิลลิลิตรต่อวันคิดเป็นร้อยละ 44.3 การวิเคราะห์เบื้องต้นที่ 16 สัปดาห์พบว่าระดับฟอสเฟตลดลงใกล้เคียงกันทั้งสองกลุ่ม การเปลี่ยนแปลงของ pCS ไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญและไม่แตกต่างกันระหว่างกลุ่ม แต่พบแนวโน้มการลดลงของ pCS ในกลุ่มที่ได้รับยาเซเวลาเมอร์ในกลุ่มย่อยที่มีการทำงานของไตเหลืออยู่น้อยกว่า 100 มิลลิลิตรต่อวัน (geometric mean ratio 0.64[95%CI: 0.44, 0.91]) และกลุ่มย่อยที่ได้รับยาจับฟอสเฟตขนาดสูง (geometric mean ratio 0.64 [95%CI: 0.47, 0.88]) อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับแคลเซียมยังไม่พบความแตกต่างกัน (p=0.10 และ p=0.47, ตามลำดับ) สรุปผลการศึกษา: …


การตอบสนองของแอนติบอดีหลังวัคซีนโควิด-19 ชนิดเอ็มอาร์เอ็นเอ เข็มกระตุ้น ในผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ระดับเม็ดเลือดขาวชนิด Cd4 มากกว่า 200 เซลล์/มม.3 และ น้อยว่าหรือเท่ากับ200 เซลล์/มม.3, นภนต์ หิรัญบูรณะ Jan 2023

การตอบสนองของแอนติบอดีหลังวัคซีนโควิด-19 ชนิดเอ็มอาร์เอ็นเอ เข็มกระตุ้น ในผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ระดับเม็ดเลือดขาวชนิด Cd4 มากกว่า 200 เซลล์/มม.3 และ น้อยว่าหรือเท่ากับ200 เซลล์/มม.3, นภนต์ หิรัญบูรณะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาของการศึกษา: ในยุคหลังการระบาดใหญ่ ที่คนส่วนใหญ่มีภูมิคุ้มกันทั้งจากการติดเชื้อตามธรรมชาติ และ การฉีดวัคซีน แม้ว่าจะมีการยืนยันถึงการป้องกันการดำเนินโรครุนแรงจากเชื้อโควิด-19 และ สามารถป้องกัน เชื้อข้ามสายพันธุ์ที่เป็นกังวลได้แล้วก็ตาม ความสำคัญของการกระตุ้นด้วยวัคซีน mRNA ยังคงถูกด้อยค่าไป ทางผู้วิจัยศึกษาภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการกระตุ้นวัคซีนโควิด-19 ชนิด mRNA ในกลุ่มบุคคลที่ติดเชื้อ HIV โดยเปรียบเทียบระหว่างผู้ที่มีระดับเซลล์ CD4 T >200 เซลล์/มม.³ และ ≤200 เซลล์/มม.³ วิธีการทำการศึกษา: การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบ prospective cohort จัดทำขึ้นที่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และ ศูนย์ประสานความร่วมมือระหว่างไทย ออสเตรเลีย เนเธอร์แลนด์ เพื่อการศึกษาวิจัยทางคลินิกด้านโรคเอดส์ (HIV-NAT) ระหว่างเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2566 ถึงมีนาคม พ.ศ.2567 โดย ผู้อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV (PLWH) ที่เข้าร่วมการศึกษา อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสต่อเนื่อง และ มีการฉีดวัคซีน COVID-19 อย่างน้อย 2 โดส ข้อห้ามในการเข้าร่วมคือความล้มเหลวของการควบคุมไวรัส การใช้ยากดภูมิคุ้มกันหรือ monoclonal antibody ก่อนหน้านี้ การฉีดวัคซีนหรือการติดเชื้อ SARS-CoV-2 ในช่วง 3 เดือน โดยทางทีมวิจัยประเมิน ผลลัพธ์ของการทดสอบแอนติบอดีต่อต้าน RBD (anti-RBD IgG) และ การตรวจภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ surrogate virus neutralization test (sVNT) ต่อสายพันธุ์โควิด ดั้งเดิม, โอไมครอน ที่กำลังมีการระบาดในช่วงเวลานั้น โดยวัดผลที่ก่อนฉีด และ 4 สัปดาห์หลังฉีดกระตุ้นด้วยวัคซีน mRNA ชนิด bivalent original/ Omicron BA.4-5 (mRNA-1273.222, BNT16b2) โดยมีเป้าหมายการวัดผลลัพธ์หลัก คือ ค่า geometric mean …


มุมมองและพฤติกรรมการปรับตัวของนักแสดงวายไทยที่มีต่อบทบาทการแสดง ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน แฟนคลับ และภาวะสุขภาพจิต, นลินี ยศไพบูลย์ Jan 2023

มุมมองและพฤติกรรมการปรับตัวของนักแสดงวายไทยที่มีต่อบทบาทการแสดง ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน แฟนคลับ และภาวะสุขภาพจิต, นลินี ยศไพบูลย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความหลากหลายทางเพศกำลังเป็นกระแสในตลาดปัจจุบัน โดยเฉพาะซีรีส์ชายรักชาย หรือที่รู้จักกันในชื่อ ซีรีส์วาย ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศส่งออกชั้นนำในอุตสาหกรรมนี้ ความนิยมนี้นำไปสู่การเปิดรับสมัครนักแสดงหน้าใหม่จำนวนมากเพื่อตอบสนองความต้องการที่เติบโตไประดับนานาชาติ โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative study) ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งมีโครงสร้าง (semi-structured in-depth interview) อ้างอิงคําถามสัมภาษณ์จากการทบทวนวรรณกรรม ที่เกี่ยวข้อง และศึกษาในกลุ่มตัวอย่างนักแสดงซีรีส์วายไทยจํานวน 18 ราย วิเคราะห์ ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) จากการถอดคําสัมภาษณ์แบบคําต่อคํา (verbatim) การรับรู้ตนเอง พฤติกรรมการปรับตัวจากการเปลี่ยนบทบาทจากบุคคลธรรมดาไปสู่บุคคลที่มีชื่อเสียง ความสับสนในอัตลักษณ์ทางเพศจากบทบาทการแสดงซีรีส์วาย และความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงาน และภาวะสุขภาพจิตของนักแสดง เช่น ความกลัวการโดนประเมินเชิงลบ การจัดการความเครียด การสนับสนุนจากครอบครัว และแผนการในอนาคต ผู้เข้าร่วมการวิจัยมีประสบการณ์ทั้งด้านบวกและด้านลบต่อสุขภาพจิต การรับรู้ตนเอง คุณค่าในตนเอง การจัดการความเครียด และสภาพจิตใจโดยรวม


ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบหัวใจและหลอดเลือดหลังการปลูกถ่ายไต, ปีใหม่ อมรกาญจนวัฒน์ Jan 2023

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบหัวใจและหลอดเลือดหลังการปลูกถ่ายไต, ปีใหม่ อมรกาญจนวัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไตยังมีอัตราการเสียชีวิตที่สูงเมื่อเทียบกับประชากรทั่วไปที่ไม่มีโรคไต ซึ่งสาเหตุหลักของการเสียชีวิตคือการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางโรคหัวใจและหลอดเลือด อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังไม่ทราบถึงปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางโรคหัวใจและหลอดเลือดหลังการปลูกถ่ายไต การศึกษานี้จึงต้องการศึกษาหาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางโรคหัวใจและหลอดเลือดหลังการปลูกถ่ายไต วัตถุประสงค์งานวิจัย: เพื่อศึกษาหาปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางโรคหัวใจและหลอดเลือดหลังการปลูกถ่ายไต กระบวนการและระเบียบวิธีวิจัย: การศึกษาแบบย้อนหลังแบบ Retrospective cohort study ในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 18 ปี และได้รับการปลูกถ่ายไตที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในช่วงปี พ.ศ.2553 – 2565 โดยรวบรวมข้อมูลพื้นฐาน การตรวจทางห้องปฏิบัติการ การรักษา และผลลัพธ์ของการปลูกถ่ายไต เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยเสี่ยงทางคลินิกและผลลัพธ์ของการปลูกถ่ายไตระหว่างผู้ที่มีหรือไม่มีภาวะแทรกซ้อนทางโรคหัวใจและหลอดเลือด (โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด, ได้รับการทำหัตถการเกี่ยวกับเส้นเลือดหัวใจ, ภาวะหัวใจวาย, โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน, โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน, การเสียชีวิตจากโรคหัวใจ) โดยใช้สถิติการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกแบบ competing risk เพื่อหาปัจจัยเสี่ยงที่สัมพันธ์กับภาวะดังกล่าว ผลการศึกษา: มีผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายที่เข้าเกณฑ์การวิจัยทั้งหมด 553 ราย มีอายุเฉลี่ย 44.1±11.9 ปี, ค่ามัธยาฐานระยะเวลาการติดตามหลังการปลูกถ่ายไตเท่ากับ 6.15 ปี (พิสัย 3.7-9.0 ปี), ค่ามัธยฐานในการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางโรคหัวใจและหลอดเลือดเท่ากับ 3.34 ปี (พิสัย 1.1-6.1 ปี), อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางโรคหัวใจและหลอดเลือดเท่ากับ 16.2 (12.43–21.10) ต่อประชากร 1,000 คนต่อปี ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางโรคหัวใจและหลอดเลือดหลังการปลูกถ่ายไต ได้แก่ อายุของผู้รับบริจาคไต (subdistribution hazard ration[SHR], 1.05; 95%confidence interval[95%CI], 1.02-1.08), โรคเบาหวานก่อนปลูกถ่ายไต (SHR, 6.08;95%CI, 2.87-12.9), การเกิดโรคเบาหวานหลังการปลูกถ่ายไต (SHR, 2.7;95%CI, 1.06-6.84), ภาวะปฏิเสธไตปลูกถ่ายชนิด T-cell mediated rejection(TCR) (SHR, 3.0;95%CI, 1.22-7.37), ภาวะปฏิเสธไตชนิด antibody-mediated rejection(ABMR) (SHR, 3.38;95%CI, 1.13-10.09), ระดับของแคลเซียมหลังการปลูกถ่ายไต (SHR, 0.59;95%CI, 0.37-0.94), และอัตราการทำงานของไต (SHR, 0.98;95%CI, 0.97-0.99) สรุปผลการศึกษา: …


ความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันและควบคุมโรคของบุคลากรด้านสาธารณสุขในสังกัดกองทัพอากาศ, ปรมัตถ์ กัลยาวุฒิพงศ์ Jan 2023

ความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันและควบคุมโรคของบุคลากรด้านสาธารณสุขในสังกัดกองทัพอากาศ, ปรมัตถ์ กัลยาวุฒิพงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความรอบรู้ด้านสุขภาพเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะช่วยให้บุคลากรมีสุขภาพที่ดี โดยบุคลากรด้านสาธารณสุขเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยผลักดันและสนับสนุนเรื่องความรอบรู้ด้านสุขภาพภายในองค์กร การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบพรรณนาภาคตัดขวางเพื่อศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันและควบคุมโรคของบุคลากรด้านสาธารณสุขสังกัดกองทัพอากาศจำนวน 14 หน่วยงาน ซึ่งมีหน้าที่ในการดูแลสุขภาพของบุคลากรในกองทัพอากาศเป็นหลัก ได้แก่ กองเวชศาสตร์ป้องกัน สถาบันเวชศาสตร์การบิน โรงพยาบาลกองบินและ หน่วยงานสร้างเสริมสุขภาพในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันโรคในบุคลากรสาธารณสุข ซึ่งผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ประกอบด้วย 20 คำถาม 5 ทักษะ แจกให้กับบุคลากรด้านสาธารณสุขทุกคนในหน่วยงานที่กำหนด ได้รับการตอบกลับ 235 ตัวอย่าง คิดเป็นอัตราตอบกลับร้อยละ 60.41 ผลการศึกษาพบว่าคะแนนความรอบรู้ ฯ เฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างอยู่ที่ร้อยละ 74.46 ซึ่งอยู่ในระดับมีปัญหา โดยทักษะที่มีปัญหามากที่สุดคือทักษะการนำไปใช้ และพบว่ากลุ่มที่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพฯสูง ได้แก่ ช่วงอายุ 19-30 ปี จบการศึกษาระดับสูง มีการการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และอาชีพเภสัชกร โดยสรุปบุคลากรด้านสาธารณสุขในกองทัพอากาศบางส่วนอาจมีแนวทางในการจัดการตนเองที่ดียังไม่มากพอ ดังนั้นแต่ละหน่วยงานควรมีกิจกรรมเพื่อให้บุคลากรสามารถจัดการตนเองในเรื่องสุขภาพได้ดียิ่งขึ้น เช่น จัดกิจกรรมให้บุคลากรมาแลกเปลี่ยนวิธีดูแลสุขภาพของตนกับผู้อื่น เพื่อให้เกิดแรงบันดาลใจและนำไปสู่การประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับตนต่อ


ความสัมพันธ์ของพฤติกรรมสุขภาพอนามัยและผลลัพธ์ในผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง, พัชริดา กลิ่นพยอม Jan 2023

ความสัมพันธ์ของพฤติกรรมสุขภาพอนามัยและผลลัพธ์ในผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง, พัชริดา กลิ่นพยอม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์งานวิจัย: ศึกษาความสัมพันธ์ของ พฤติกรรมสุขภาพอนามัยส่วนบุคคลโดยการประเมินจากแบบสอบถามกับภาวะ peritonitis ที่มาของงานวิจัย: การติดเชื้อเยื่อบุช่องท้อง (peritonitis) ถือว่าเป็นภาวะแทรกซ้อนของการฟอกไตทางช่องท้องและส่งผลทำให้มีการเปลี่ยนการฟอกไตไปเป็นการฟอกไตทางเส้นเลือด (Hemodialysis transfer; HD transfer) การศึกษานี้จึงมีจุดประสงค์หลักเพื่อดูความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมสุขภาพอนามัยส่วนบุคคลและผลลัพธ์ของผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง วิธีการศึกษา: พฤติกรรมส่วนบุคคลถูกประเมินจากสถานพยาบาล 22 แห่งในประเทศไทยจาก Thailand and Practice Patterns Study (PDOPPS) ระหว่างปี พ.ศ.2559 ถึง ปี พ.ศ.2564 การประเมินพฤติกรรมสุขภาพอนามัยถูกประเมินจากแบบสอบถามทั้งหมด 8 ข้อ โดยแบบคำตอบคือ ใช่ และ ไม่ใช่ ซึ่งการแปลผลคะแนนสุขภาพอนามัยระดับแย่คือคะแนนรวมมากกว่าหรือเท่ากับ 3 คะแนน โดยใช้ Cox proportional hazards model regression และ Poisson regression incidence rate ratio (IRR) ในการประเมินความสัมพันธ์ของพฤติกรรมสุขภาพอนามัยและผลลัพธ์ของการล้างไตทางช่องท้องอื่น ๆ เช่น peritonitis, ระยะเวลาเปลี่ยนไปเป็นทำ HD transfer(time to HD transfer), death ผลการศึกษา: จากผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องจากสถานพยาบาล 22 แห่งในประเทศไทยทั้งหมด 669 คนมีรายงานพฤติกรรมสุขภาพอนามัย มีรายงานการเกิดสุขภาพอนามัยระดับแย่ร้อยละ 6 ของในผู้ป่วยล้างไตทางท้องที่ตอบแบบสอบถามทั้งหมดซึ่งเป็นสัดส่วนที่มีจำนวนมากในผู้ป่วยเบาหวานและผู้ป่วยที่มีคนดูแล ผลลัพธ์คือแบบสอบถามสุขภาพอนามัยระดับแย่สัมพันธ์กับการเกิด peritonitisและระเวลาที่สั้นลงของการเปลี่ยนไปฟอกเลือด แต่ไม่สัมพันธ์กับการเสียชีวิต ซึ่งความสัมพันธ์ดังกล่าวได้มีการจัดการกับตัวแปรที่เกี่ยวข้องเช่น อายุ เพศ ระยะเวลาการล้างไตทางช่องท้อง โรคประจำตัว สถานที่วิจัย ระดับอัลบูมิน สรุปผลการศึกษา: พฤติกรรมสุขภาพอนามัยส่วนบุคคลมีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงในการเกิด peritonitis, ระยะเวลาที่เปลี่ยนไปฟอกเลือด แต่ไม่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตแต่อย่างไรก็ตามควรมีการค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อประเมินประสิทธิภาพของแบบสอบถามในการวิจัยนี้


การศึกษาความชุกของการกลายพันธุ์ของยีนเอ็มซีโฟร์อาร์และพีโอเอ็มซีในผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรงชาวไทยที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนักและผลลัพธ์หลังการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนัก, พริมพลอย กรีวิโรจน์ Jan 2023

การศึกษาความชุกของการกลายพันธุ์ของยีนเอ็มซีโฟร์อาร์และพีโอเอ็มซีในผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรงชาวไทยที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนักและผลลัพธ์หลังการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนัก, พริมพลอย กรีวิโรจน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: โรคอ้วนส่วนหนึ่งเกิดจากความผิดปกติของยีนที่เกี่ยวข้องกับระบบควบคุมน้ำหนักโดยตรงซึ่งทำให้เกิดโรคอ้วนรุนแรงตั้งแต่เด็ก การศึกษาในต่างประเทศพบความชุกของการกลายพันธ์ุของยีน MC4R บ่อยที่สุด รองมาคือยีน POMC ปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาถึงความชุกของการกลายพันธุ์ของยีน MC4R และ POMC ในผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรงชาวไทยที่ได้รับการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนัก วิธีการศึกษา: ผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรงชาวไทยอายุ 18-70 ปี ที่มีค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 30 กิโลกรัมต่อตารางเมตร และได้รับการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนักในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปี พ.ศ. 2554 ถึงเดือนมิถุนายน ปี พ.ศ. 2566 ได้รับการเจาะเก็บเลือดเพื่อตรวจหาการกลายพันธุ์ของยีน MC4R และ POMC ด้วยวิธี Sanger sequencing และติดตามต่อเนื่องหลังการผ่าตัดที่ 3, 6, 12, 18, 24 เดือน และหลังจากนั้นทุก 1 ปี วัตถุประสงค์หลักของการศึกษาคือการหาความชุกของการกลายพันธุ์ของยีน MC4R และ POMC ในผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรงชาวไทยที่ได้รับการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนัก วัตถุประสงค์รองคือความแตกต่างของการลดลงของน้ำหนักตัวและการหายของโรคเบาหวานหลังการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนักระหว่างผู้ที่มีการกลายพันธุ์ของยีนกับผู้ที่ไม่มีการกลายพันธุ์ของยีน การศึกษานี้ลงทะเบียนในงานวิจัยทางคลินิกของประเทศไทย หมายเลข TCTR20221109004 ผลการวิจัย: ผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรงชาวไทยจำนวน 220 ราย ตรวจพบการกลายพันธุ์ของยีน MC4R ชนิดใหม่ในผู้ป่วย 3 ราย (ร้อยละ 1.4) โดยผู้ป่วย 1 รายพบการกลายพันธุ์ชนิดใหม่แบบ missense mutation คือ c.904T>C และผู้ป่วย 2 รายพบการกลายพันธุ์ชนิดใหม่แบบ frameshift mutation คือ c.597_599del CAT ผู้ป่วย 9 ราย (ร้อยละ 4.1) พบ Single-nucleotide polymorphisms (SNPs) ที่ยังไม่มีรายงานว่ามีความสำคัญทางคลินิก ผู้ป่วย 9 ราย (ร้อยละ 4.1) พบการกลายพันธุ์ของยีน POMC ที่ยังไม่มีรายงานว่ามีความสำคัญทางคลินิก …


การประเมินสเตรนของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายในการทำนายการเกิดภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะและการได้รับการรักษาจากเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติในผู้ที่ฝังเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ, พีรพัฒน์ กวีวรญาณ Jan 2023

การประเมินสเตรนของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายในการทำนายการเกิดภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะและการได้รับการรักษาจากเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติในผู้ที่ฝังเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ, พีรพัฒน์ กวีวรญาณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความสำคัญและวัตถุประสงค์ของการวิจัย: เครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติมีข้อบ่งชี้ในการรักษาภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะและป้องกันการเสียชีวิตฉับพลัน โดยข้อบ่งชี้ของการฝังเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติเพื่อป้องการการเสียชีวิตฉับพลันแบบปฐมภูมิในปัจจุบันอาศัยพียงค่า Left ventricular ejection fraction (LVEF) ที่น้อยกว่า 35% ทั้งในคนไข้โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Ischemic cardiomyopathy) และกล้ามเนื้อหัวใจขยายตัวผิดปกติ (Dilated cardiomyopathy) แต่เนื่องจากการวัดค่า LVEF มีข้อจำกัดมากมาย ได้แก่ ความแปรปรวนระหว่างวิธีตรวจ ความแปรปรวนระหว่างผู้ตรวจ ความสามารถในการทำซ้ำ และยังขาดความไวในการตรวจวินิจฉัยความผิดปกติของระยะบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้าย (Left ventricular systolic dysfunction) เปรียบเทียบกับการตรวจเสตรนของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายที่เหนือกว่า จึงเป็นที่มาของการศึกษาเสตรนของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายเพื่อทำนายการเกิดภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะในผู้ที่ฝังเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ วิธีการดำเนินวิจัย: การศึกษานี้ได้รวบรวมข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2558 ถึง 31 สิงหาคม 2566 ของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Ischemic cardiomyopathy) และกล้ามเนื้อหัวใจขยายตัวผิดปกติ (Dilated cardiomyopathy) ทุกคนที่เข้ารับการฝังเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์โดยรวบรวมทั้งข้อบ่งชี้ปฐมภูมิและทุติยภูมิ โดยรวบรวมผู้ที่มีภาพจากการตรวจหัวใจด้วยเครื่องสะท้อนเสียงความถี่สูงที่เหมาะสมสำหรับการนำมาวิเคราะห์เสตรนของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้าย และต้องมีคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะตรวจดังกล่าวเป็นจังหวะไซนัส ผู้ที่ได้รับการตรวจหัวใจด้วยเครื่องสะท้อนเสียงความถี่สูงนานกว่า 6 เดือนนับจากวันที่ได้รับการฝังเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ และ มีข้อมูลการติดตามหลังฝังเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติน้อยกว่า 3 เดือนจะถูกคัดออกจากการศึกษา โดยอาศัยข้อมูลพื้นฐานจากเวชระเบียน และวิเคราะห์เสตรนของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายโดยซอฟต์แวร์ TOMTEC ผลการศึกษาหลักได้แก่อัตราเสี่ยงในการเกิดภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะโดยอาศัยเสตรนของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้าย และ ผลการศึกษารองได้แก่อุบัติการณ์และลักษณะทางคลินิกของคนไข้ที่เกิดภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะ ผลการศึกษา: ผู้ฝังเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติในทั้งหมด 170 คน โดยได้รับการวินิจฉัยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Ischemic cardiomyopathy) 130 คน และ โรคกล้ามเนื้อหัวใจขยายตัวผิดปกติ (Dilated cardiomyopathy) 26 คน โดยถูกคัดออกทั้งสิ้น 95 คน (ไม่มีผลตรวจหัวใจด้วยเครื่องสะท้อนเสียงความถี่สูงภายใน 6 เดือนก่อนฝังเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจ 53 คน, คลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะตรวจหัวใจด้วยเครื่องสะท้อนเสียงความถี่สูงเป็น Atrial fibrillation 10 คน, ภาพการตรวจหัวใจด้วยเครื่องสะท้อนเสียงความถี่สูงไม่เหมาะสมสำหรับการวิเคราะห์เสตรนของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้าย 26 คน, และมีข้อมูลการติดตามหลังฝังเครื่องกระตุกสัญญาณไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติน้อยกว่า 3 เดือน 6 คน) คงเหลือทั้งสิ้น 61 ราย …


การเปรียบเทียบผลการตรวจสไปโรเมตรีย์ระหว่างการใช้หน้ากากกับหลอดเป่าแบบกัดในอาสาสมัครปกติและผู้ป่วยที่มีปัญหากล้ามเนื้อใบหน้ารอบปากอ่อนแรง, ไพลิน บุญกะยะ Jan 2023

การเปรียบเทียบผลการตรวจสไปโรเมตรีย์ระหว่างการใช้หน้ากากกับหลอดเป่าแบบกัดในอาสาสมัครปกติและผู้ป่วยที่มีปัญหากล้ามเนื้อใบหน้ารอบปากอ่อนแรง, ไพลิน บุญกะยะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาของงานวิจัย : การตรวจสไปโรเมตรีย์เป็นการวัดปริมาตรอากาศที่เป่าผ่านเซนเซอร์ การตรวจสไปโรเมตรีย์ผ่านหลอดเป่ามักมีปัญหาลมรั่วรอบปาก โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีปัญหากล้ามเนื้อรอบปากอ่อนแรง การตรวจสไปโรเมตรีย์ผ่านหน้ากากจึงอาจเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถอมหลอดเป่าได้ ยังไม่มีการศึกษาที่แสดงความสอดคล้องของค่าที่ได้จากการตรวจสไปโรเมตรีย์ผ่านหน้ากาก และหลอดเป่าแบบกัดทั้งในคนปกติและผู้ป่วยที่มีปัญหากล้ามเนื้อรอบปากอ่อนแรง วัตถุประสงค์งานวิจัย : เพื่อศึกษาความสอดคล้องของค่า forced expiratory volume in 1 second (FEV1) และ forced vital capacity (FVC) ระหว่างการใช้หน้ากากเปรียบเทียบกับหลอดเป่าแบบกัดในการทดสอบสไปโรเมตรีย์ ในผู้ป่วยกล้ามเนื้อใบหน้ารอบปากอ่อนแรง วิธีการศึกษา : ทำการเปรียบเทียบผลการตรวจสไปโรเมตรีย์ที่วัดได้จากการเป่าผ่านหน้ากากและหลอดเป่าแบบกัด ในอาสาสมัครปกติและ ผู้ที่มีปัญหากล้ามเนื้อใบหน้ารอบปากอ่อนแรง โดยอาสาสมัครทั้งสองกลุ่มจะต้องทำการเป่าผ่านอุปกรณ์ทั้งคู่ และมีการสุ่มลำดับวิธีการทดสอบ ค่าที่วัดได้แก่ค่า FEV1, FVC, peak expiratory flow, maximum inspiratory pressure (MIP) และ maximum expiratory pressure (MEP) โดยวิเคราะห์ความสอดคล้องของค่าที่วัดได้จากการเป่าผ่านอุปกรณ์ทั้งคู่ โดยใช้สถิติ intraclass correlation coefficientcy (ICC)ความแตกต่างของค่าที่วัดได้ ระยะเวลาที่ใช้ทดสอบ และ ความพึงพอใจของผู้ทดสอบ ผลการศึกษา : ได้รวบรวมอาสาสมัครปกติจำนวน 32 ราย และอาสาสมัครผู้ที่มีปัญหากล้ามเนื้อรอบปากอ่อนแรงจำนวน 32 ราย การทดสอบสไปโรเมตรีย์ โดยผ่านหน้ากาก และหลอดเป่าแบบกัด พบว่ากลุ่มอาสาสมัครปกติพบความสอดคล้องในระดับสูงมากของค่า FEV1 (ICC=0.972), FVC (ICC=0.992), และ SVC (ICC=0.989) และในกลุ่มผู้ป่วยกล้ามเนื้อใบหน้ารอบปากอ่อนแรงพบความสอดคล้องระดับสูงมากของค่า FEV1 (ICC=0.917), FVC (ICC=0.970), SVC (ICC=0.955) และ MIP (ICC=0.913), พบค่าความแตกต่างของระยะเวลาการทดสอบ MIP และ MEP maneuver ระหว่างหน้ากากและหลอดเป่าแบบกัดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และไม่พบความแตกต่างด้านความพึงพอใจของทั้งสองอุปกรณ์ (p- value=0.256) สรุปผลการศึกษา : ผลการตรวจสไปโรเมตรีย์ผ่านหน้ากากและหลอดเป่าแบบกัด มีความสอดคล้องกันของทั้งสองอุปกรณ์ในระดับสูงมาก ทั้งค่า FEV1 …


Determination Of The Surface Dose Correction Factors For Various Detectors In Proton Scanning Therapy, Pakjira Saruang Jan 2023

Determination Of The Surface Dose Correction Factors For Various Detectors In Proton Scanning Therapy, Pakjira Saruang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Proton therapy delivers tumors doses precisely but concerns about skin toxicity due to energy dispersion beyond the Bragg peak remain. Accurate surface dose measurement is crucial for calculating the radiation dose patients receive. Studying factors that improve measurement accuracy is essential, as current methods are challenging and often inaccurate. This research aims to determine the surface dose correction factors (Scf) for various detectors in spot scanning beam proton therapy and study the effect of surface dose according to various clinical factors. The PTW Advanced Markus, PTW Roos chamber and IBA FC65-G Farmer chamber were utilized to measure the surface dose …


Prognostic Factors For Treatment Outcomes In Epilepsy Patients With Hippocampal Sclerosis In King Chulalongkorn Memorial Hospital, Pharanpong Taemeeyapradit Jan 2023

Prognostic Factors For Treatment Outcomes In Epilepsy Patients With Hippocampal Sclerosis In King Chulalongkorn Memorial Hospital, Pharanpong Taemeeyapradit

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Study aimed to identify predictors and develop a guided prediction tool for persistent seizures in a large hippocampal sclerosis (HS) cohort to aid early referral for epilepsy surgery in at-risk patients. Materials and Methods: We studied patients with temporal lobe epilepsy and hippocampal sclerosis (TLE-HS). We evaluated demographic data, seizure characteristics, and MRI findings to identify predictors of persistent seizures. Cumulative incidence function and competing risk analysis were used. A prediction tool for persistent seizures was developed based on significant predictors. Results: Of 568 TLE-HS patients. Five predictors of persistent seizures were identified: seizure frequency >50 times/month, psychiatric comorbidity, …