Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2023

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 158881 - 158910 of 163175

Full-Text Articles in Entire DC Network

การศึกษาผลกระทบของประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่มีต่อผู้ประกอบการคาเฟ่กัญชาเชิงสันทนาการรายย่อยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, โชติอนันต์ หาญคุณตุละ Jan 2023

การศึกษาผลกระทบของประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่มีต่อผู้ประกอบการคาเฟ่กัญชาเชิงสันทนาการรายย่อยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, โชติอนันต์ หาญคุณตุละ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาผลกระทบของประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2565 ต่อผู้ประกอบการคาเฟ่กัญชาเชิงสันทนาการรายย่อยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อคาเฟ่กัญชาเชิงสันทนาการรายย่อยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และศึกษาแนวทางการปรับปรุงและพัฒนานโยบาย ข้อกฎหมายเพื่อควบคุมกำกับดูแลกิจการคาเฟ่กัญชาเชิงสันทนาการ โดยรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิจากเอกสาร กฎหมาย รวมถึงบทสัมภาษณ์ของผู้กำหนดนโยบายจากสื่อออนไลน์ และสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ประกอบการคาเฟ่กัญชาเชิงสันทนาการรายย่อย จำนวน 5 ราย ผลการวิจัยพบว่าผลกระทบของประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับนี้ ทำให้ผู้ประกอบการมีภาระต้นทุนที่สูงจากข้อกำหนดให้มีผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ ส่งผลให้เกิดการหลีกเลี่ยงการดำเนินธุรกิจอย่างถูกกฎหมายและรูปแบบการเป็นคาเฟ่เพื่อสันทนาการ อย่างไรก็ดี ผู้วิจัยได้ศึกษาหาแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนานโยบายและข้อกฎหมายดังกล่าว ซึ่งมีข้อเสนอแนะ ได้แก่ การประชาสัมพันธ์กับภาคประชาชนเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการ การออกกฎหมายกำกับดูแลและควบคุมกิจการที่ให้บริการกัญชาเป็นการเฉพาะด้านสันทนาการ การจัดตั้งหน่วยงานรับผิดชอบคอยส่งเสริมและควบคุมดูแลการใช้กัญชาเพื่อการสันทนาการ และการจัดตั้งสถาบันที่น่าเชื่อถือในการฝึกอบรมและออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ


ปัจจัยที่สัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการออมเพื่อเตรียมเกษียณอายุของบุคลากรกรมการจัดหางานในพื้นที่ส่วนกลาง, กฤตพร ปุลววัน Jan 2023

ปัจจัยที่สัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการออมเพื่อเตรียมเกษียณอายุของบุคลากรกรมการจัดหางานในพื้นที่ส่วนกลาง, กฤตพร ปุลววัน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลที่สัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการออมเพื่อเตรียมเกษียณอายุของบุคลากรกรมการจัดหางานในพื้นที่ส่วนกลาง และเพื่อศึกษาปัจจัยด้านทักษะทางการเงินที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการออมเพื่อเตรียมเกษียณอายุของบุคลากรกลุ่มดังกล่าว โดยอาศัยกระบวนการวิจัยเชิงปริมาณเป็นหลัก และเพิ่มเติมการวิจัยเชิงคุณภาพให้งานวิจัยนี้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น จากการศึกษาพบว่า (1) บุคลากรกรมการจัดหางานในพื้นที่ส่วนกลางส่วนใหญ่มีการวางแผนการออมเพื่อเตรียมเกษียณอายุ (2) ในกลุ่มบุคลากรทั้งหมด มีเพียงปัจจัยด้านตำแหน่งและรายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการตัดสินใจวางแผนการออมเงินเพื่อเตรียมเกษียณอายุ (3) ในกลุ่มบุคลากรที่มีการวางแผนการออมเพื่อเตรียมเกษียณ ปัจจัยด้านอายุ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน หนี้สิน รายจ่ายชำระคืนหนี้สินเฉลี่ยต่อเดือน มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับจำนวนเงินออม (4) ในกลุ่มบุคลากรที่มีการวางแผนการออมเพื่อเตรียมเกษียณ ปัจจัยด้านอายุ สถานภาพ ตำแหน่ง รายได้เฉลี่ยต่อเดือน รายจ่ายเฉลี่ยต่อเดือน และ หนี้สิน มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญต่อรูปแบบการออม (5) ในกลุ่มบุคลากรทั้งหมด ปัจจัยด้านที่เกี่ยวข้องกับทักษะทางการเงิน พบว่ามีเพียงปัจจัยด้านทัศนคติทางการเงินและพฤติกรรมทางการเงิน ที่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการวางแผนการออมเพื่อเตรียมเกษียณอายุ (6) ในกลุ่มบุคลากรที่มีการวางแผนการออมเพื่อเตรียมเกษียณ พบว่ามีเพียงปัจจัยด้านทัศนคติทางการเงินและพฤติกรรมทางการเงิน ที่สัมพันธ์กับจำนวนเงินออม ในขณะที่ (7) ในกลุ่มบุคลากรที่มีการวางแผนการออมเพื่อเตรียมเกษียณ ไม่มีปัจจัยด้านทักษะทางการเงินใดเลยที่สัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญต่อรูปแบบการออมเงินของบุคลากร ผลลัพธ์ของงานศึกษานี้นำมาซึ่งข้อเสนอแนะว่ากรมการจัดหางานควรดำเนินการสร้างทัศนคติเพื่อปรับพฤติกรรมการออมของบุคลากรผ่านการสร้างแรงบันดาลใจจากบุคลากรภาครัฐที่ประสบความสำเร็จในเรื่องการเงินและการทำงาน และควรปลูกฝังให้เห็นถึงความสำคัญของการบัญชีรายรับรายจ่าย และบัญชีทรัพย์สินของตนเอง


ประสิทธิผลของการปรึกษาหารือของสมาชิกวุฒิสภาในการแสดงบทบาทของวุฒิสภาต่อหน่วยงานภาครัฐ, กวินท์ นิลประสิทธิ์ Jan 2023

ประสิทธิผลของการปรึกษาหารือของสมาชิกวุฒิสภาในการแสดงบทบาทของวุฒิสภาต่อหน่วยงานภาครัฐ, กวินท์ นิลประสิทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการปรึกษาหารือของสมาชิกวุฒิสภาที่เป็นช่องทางในการแสดงบทบาทของวุฒิสภาในการกำกับตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล หรือภารกิจอื่นใดตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ได้บัญญัติไว้ โดยเป็นการวิจัยแบบผสมในเชิงปริมาณและคุณภาพ เนื่องจากมีการเก็บข้อมูลและพรรณนาเชิงสถิติที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการปรึกษาหารือของสมาชิกวุฒิสภา และศึกษาเกี่ยวกับบทบาทของวุฒิสภาไทย ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่า กระบวนการปรึกษาหารือของสมาชิกวุฒิสภาเป็นช่องทางหนึ่งในการแสดงบทบาทของวุฒิสภาในการเร่งรัด ตรวจสอบ การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สามารถสะท้อนปัญหาที่เห็นควรต้องได้รับการแก้ไข หรือข้อเสนอแนะ ให้รัฐบาลรวมถึงหน่วยงานภาครัฐทั้งหมดได้ดำเนินการให้สอดคล้องตามประเด็นของข้อปรึกษาหารือนั้น ซึ่งสอดคล้องกับหน้าที่และบทบาทตามรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน แต่การแสดงบทบาทดังกล่าวนั้นผ่านกลไกข้อปรึกษาหารือของสมาชิกวุฒิสภา พบว่าข้อปรึกษาหารือของสมาชิกวุฒิสภาไม่ได้รับการให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกจากหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งมีข้อสังเกตว่าสาเหตุที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจากหน่วยงานภาครัฐมีภารกิจ หน้าที่และอำนาจโดยตรงเดิมอยู่แล้วในการปฏิบัติตามกลไกราชการแบบปกติ เมื่อศึกษาจากสารนิพนธ์นี้ จึงสรุปได้ว่า ประสิทธิผลของการปรึกษาหารือทำได้ค่อนข้างน้อย หรือการปรึกษาหารือของสมาชิกวุฒิสภานั้น ไม่ได้ส่งผลต่อการแสดงบทบาทของวุฒิสภามากนัก


แรงจูงใจที่ทำให้ข้าราชการหน่วยงานอื่นเลือกรับราชการในกรมศุลกากรกรณีศึกษาผู้เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมหลักสูตรการพัฒนาข้าราชการบรรจุใหม่รุ่นที่ 661, จีระศักดิ์ จันทร์แก้ว Jan 2023

แรงจูงใจที่ทำให้ข้าราชการหน่วยงานอื่นเลือกรับราชการในกรมศุลกากรกรณีศึกษาผู้เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมหลักสูตรการพัฒนาข้าราชการบรรจุใหม่รุ่นที่ 661, จีระศักดิ์ จันทร์แก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเชิงปริมาณเรื่องแรงจูงใจที่ทำให้ข้าราชการหน่วยงานอื่นเลือกรับราชการในกรมศุลกากร กรณีศึกษาผู้เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมหลักสูตรการพัฒนาข้าราชการบรรจุใหม่รุ่นที่ 661 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1.) เพื่อศึกษาแรงจูงใจที่ทำให้ข้าราชการหน่วยงานอื่นเลือกรับราชการในกรมศุลกากร 2.) เพื่อศึกษาความแตกต่างระหว่างแรงจูงใจของข้าราชการหน่วยงานอื่นและพลเรือนทั่วไปที่เลือกรับราชการในกรมศุลกากร 3.) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของแรงจูงใจในการรับราชการที่กรมศุลกากรกับอายุราชการของข้าราชการจากหน่วยงานอื่นที่เข้ามารับราชการในกรมศุลกากร ซึ่งดำเนินการเก็บข้อมูลด้วยการใช้แบบสอบถาม ผลการศึกษาจากการวิเคราะห์ด้วยการใช้เครื่องมือ Independent T-Test พบว่าแรงจูงใจด้านความก้าวหน้าในหน้าที่การงานและแรงจูงใจด้านฐานะอาชีพจะแตกต่างกันในกลุ่มที่มีประวัติการรับราชการแตกต่างกัน ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจกับอายุราชการก่อนรับราชการที่กรมศุลกากรได้ใช้เครื่องมือ Pearson’s Correlation วิเคราะห์พบว่ามีความสัมพันธ์เชิงลบในด้านความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ด้านฐานะของอาชีพ และการปกครองบังคับบัญชา จากการศึกษาทำให้ทราบถึงความแตกต่างของแรงจูงใจในการเข้ารับราชการในกรมศุลกากรระหว่างพลเรือนทั่วไปและข้าราชการของหน่วยงานอื่น และความสัมพันธ์ระหว่างอายุราชการก่อนรับราชการที่กรมศุลกากรกับแรงจูงใจที่เกิดขึ้น


วัฒนธรรมองค์การกับการขับเคลื่อนไปสู่ความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน กรณีศึกษากรมส่งเสริมวัฒนธรรม, ชะตารักษ์ เมฆกมล Jan 2023

วัฒนธรรมองค์การกับการขับเคลื่อนไปสู่ความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน กรณีศึกษากรมส่งเสริมวัฒนธรรม, ชะตารักษ์ เมฆกมล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่องวัฒนธรรมองค์การกับการขับเคลื่อนไปสู่ความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน กรณีศึกษากรมส่งเสริมวัฒนธรรม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางในการเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์การที่เหมาะสมในการขับเคลื่อนกรมส่งเสริมวัฒนธรรมไปสู่ความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 11 คน ประกอบไปด้วย ข้าราชการระดับผู้บริหาร/ผู้อำนวยการกองหรือเทียบเท่า ข้าราชการระดับผู้อำนวยการกลุ่ม และข้าราชการระดับผู้ปฏิบัติงาน ของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และใช้มิติวัฒนธรรมองค์การแบบเน้นความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานของ Bradley และคณะ (2008) เป็นกรอบในการศึกษา พบว่า มิติด้านผลกระทบต่ออาชีพ และมิติด้านการสนับสนุนจากเพื่อนร่วมงาน มีความสอดคล้องกับมิติวัฒนธรรมองค์การแบบเน้นความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน กล่าวคือ ข้าราชการกรมส่งเสริมวัฒนธรรมสามารถใช้สิทธิประโยชน์ เช่น วันลา ได้อย่างไม่กังวล เนื่องจากรับรู้ขอบเขตของการใช้สิทธิ และเคารพในสิทธิการลาของเพื่อนร่วมงาน รวมถึงกรมส่งเสริมวัฒนธรรมมีความสัมพันธ์ที่ดีทั้งในภาพรวมขององค์การ และในระดับกลุ่มงาน อย่างไรก็ตามในมิติด้านการสนับสนุนจากหัวหน้างานหรือผู้บริหารนั้น ปรากฏลักษณะหัวหน้างานให้ความสำคัญในเรื่องของสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานมากกว่าผู้บริหาร และองค์การยังมีการจัดสวัสดิการหรือนโยบายด้านนี้ที่ค่อนข้างน้อย และในมิติด้านเวลา พบว่า ความคาดหวังระยะเวลาในการทำงานปรากฏให้เห็นถึงการกระทบต่อชีวิตส่วนตัวของข้าราชการ โดยในมิตินี้มีความซับซ้อนของความเป็นวัฒนธรรมองค์การแบบข้าราชการแฝงอยู่ ซึ่งส่งผลให้ผู้ปฏิบัติงานเกิดความเครียด กดดัน หรือกังวลขึ้น งานวิจัยชิ้นนี้จึงนำไปสู่การตั้งคำถามเชิงนโยบายในเรื่องของเวลาและการพูดถึงเรื่องความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานของข้าราชการผู้ปฏิบัติงานในกรมส่งเสริมวัฒนธรรม


ปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจของบุคลากรในการใช้บริการงานพัสดุ ของบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด, ชัญญา จันทรวงศ์ Jan 2023

ปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจของบุคลากรในการใช้บริการงานพัสดุ ของบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด, ชัญญา จันทรวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลถึงความพึงพอใจของบุคลากรที่มีต่อการบริหารงานพัสดุ และ เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาการบริหารงานพัสดุ ขอบเขตของงานวิจัย ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรใน บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย โดยกำหนดวิธีวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) รวมทั้งสิ้นจำนวน 355 คน และการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูล คือ ประชากรที่ใช้ในกองการพัสดุ จำนวน 3 คน สมมติฐานการวิจัยนั้นครอบคลุมปัจจัยด้านข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลการติดต่อกับงานพัสดุ เพื่อทดสอบหาความแตกต่างทางด้านความพึงพอใจของบุคลากรที่มีต่อการบริหารงานพัสดุ โดยใช้ค่าสถิติ T-Test ค่า F-Test และ One-way ANOVA มาทดสอบและวิเคราะห์พิจารณาประเด็นหลักที่พบในข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์นำมาเขียนบรรยาย ผลการศึกษาพบว่า พบว่า บุคลากรมีความคิดเห็นต่อการบริหารงานพัสดุของ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อวิเคราะห์แยกรายตัว พบว่า ความพึงพอใจมากที่สุด คือ ด้านการจำหน่ายพัสดุ ได้ผลในระดับมาก รองมาด้านการควบคุมพัสดุ มีระดับมาก รองลงมาเป็นด้านการบำรุงรักษาพัสดุ มีระดับมาก และน้อยที่สุดด้านการจัดหาพัสดุ โดยอยู่ในระดับปานกลาง ตามลำดับ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ พบว่า ผู้ให้ข้อมูลมีความกังวลในเรื่องของแนวปฏิบัติในการทำงานที่ต้องดำเนินการตามกฎและระเบียบของกรมบัญชีกลาง ซึ่งอาจจะต้องมีการซักซ้อมความเข้าใจให้มากขึ้น และยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับสถานที่ในการจัดเก็บทรัพย์สิน และการตรวจสอบทรัพย์สิน อาจจะทำให้พื้นที่ในการจัดเก็บอุปกรณ์ของใช้ทรัพย์สินไม่เพียงพอ ผู้วิจัยคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การวิจัยครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาการดำเนินงานของกองการพัสดุ และต่อยอดพัฒนาต่อไปได้


บทบาทของปลัดอำเภอ ในการขับเคลื่อนโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งหมู่บ้านยั่งยืน (Sustainable Village) เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา กรณีศึกษาในเขตพื้นที่ อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว, ชิตพล อินฤทธิพงศ์ Jan 2023

บทบาทของปลัดอำเภอ ในการขับเคลื่อนโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งหมู่บ้านยั่งยืน (Sustainable Village) เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา กรณีศึกษาในเขตพื้นที่ อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว, ชิตพล อินฤทธิพงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาบทบาทของปลัดอำเภอ ในการขับเคลื่อนโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งหมู่บ้านยั่งยืนฯ กรณีศึกษาในเขตพื้นที่ อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว (2) เพื่อศึกษาจุดแข็ง จุดอ่อน ของปลัดอำเภอต่อการขับเคลื่อนโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งหมู่บ้านยั่งยืนฯ กรณีศึกษาในเขตพื้นที่ อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว และ (3) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคเกี่ยวกับบทบาทในการขับเคลื่อนโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งหมู่บ้านยั่งยืนฯ ของปลัดอำเภอ กรณีศึกษาในเขตพื้นที่ อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ระเบียบวิธีวิจัยหรือกระบวนการวิจัย (Methodology) ที่นำมาใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้กำหนดระเบียบวิธีวิจัยหรือกระบวนการวิจัย (Methodology) โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) อันประกอบไปด้วย การวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลหลัก (key Information) คือ คณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการฯ ระดับอำเภอโคกสูง ประกอบด้วย ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ผู้แทนภาคประชาชน และผู้นำศาสนา จำนวน 15 ท่าน ผู้ใหญ่บ้าน จำนวน 4 ท่าน และ ผู้บังคับบัญชา 1 ท่าน จากการผลการศึกษาบทบาทของปลัดอำเภอในการขับเคลื่อนโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งหมู่บ้านยั่งยืน ผู้ให้ข้อมูลหลักมีความเห็นว่าบทบาทของปลัดอำเภอในการขับเคลื่อนโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งหมู่บ้านยั่งยืนฯ ควรมีคุณลักษณะที่สำคัญของความเป็นผู้นำ ได้แก่ (1) ผู้นำสามารถมีอิทธิพลโน้มน้าว กระตุ้น สร้างแรงบันดาลใจ (2) ผู้นำสามารถนำคนจำนวนมากได้ และ (3) ผู้นำกล้าและชอบเสี่ยงที่ตัดสินใจ


ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.), ชุติกาญจน์ ทรงมิตร Jan 2023

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.), ชุติกาญจน์ ทรงมิตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานะการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในปัจจุบัน วิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของ สศช. และจัดทำข้อเสนอแนะแนวทางในการพัฒนา สศช. สู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ มีระเบียบวิธีวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากการแจกแบบสอบถามให้กับข้าราชการพลเรือน สังกัด สศช. ทั้งในสายงานหลักและสายงานสนับสนุน ผลการศึกษาพบว่า ในภาพรวม สถานะการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของ สศช. ในปัจจุบันอยู่ในระดับมาก โดยระบบย่อยพลวัตรการเรียนรู้เป็นด้านที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา คือ ระบบย่อยการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในองค์การ ระบบย่อยการมอบอำนาจคน ระบบย่อยการจัดการความรู้ และระบบย่อยการปรับเปลี่ยนองค์การ ตามลำดับ สำหรับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาสู่การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ พบว่า ปัจจัยด้านการบริหารทั้ง 12 ปัจจัย มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก โดยมีเพียง 4 ปัจจัย ที่มีอิทธิพลต่อการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของ สศช. อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ กระบวนการเรียนรู้ วิสัยทัศน์และกลยุทธ์ เทคโนโลยี และวัฒนธรรมองค์การ จากข้อค้นพบดังกล่าวนำมาสู่ข้อเสนอแนะ ดังนี้ (1) การจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการองค์การ (2) การดำเนินการตามวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ในแผนปฏิบัติราชการ สศช. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 - 2570 ให้เห็นผลสำเร็จเป็นรูปธรรม (3) การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้และการทำงานของบุคลากร และ (4) การส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง (Lifelong Learning Culture)


Bureaucratic Reform Policy Formulation Of Thai Political Parties., ญาณิศา พัดเจริญ Jan 2023

Bureaucratic Reform Policy Formulation Of Thai Political Parties., ญาณิศา พัดเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาเรื่อง "กระบวนการในการกำหนดและจัดทำนโยบายด้านการปฏฺิรูประบบราชการของพรรคการเมือง" มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาว่าอุดมการณ์ทางการเมืองมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายด้านการปฏิรูประบบราชการ เครื่องมือเชิงนโยบายที่พรรคการเมืองใช้ในการกำหนดนโยบายด้านการปฏิรูประบบราชการ ตลอดจนเพื่อศึกษาและวิเคราะห์กระบวนการจัดทำและกำหนดนโยบายด้านการปฏิรูประบบราชการของพรรคการเมือง โดยนำกรอบแนวคิดวงจรนโยบายสาธารณะ (Policy Cycle) มาใช้ในการวิเคราะห์ ซึ่งการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) ผ่านการเก็บข้อมูลโดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กลุ่มประชากรตัวอย่างคือ พรรคการเมืองไทย และผู้วิจัยได้ทำการเก็บข้อมูลจากการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่ครอบคลุมและละเอียด ต่อการศึกษาในครั้งนี้ จากการศึกษาในครั้งนี้ ผู้วิจัยขอสรุปผลการศึกษาได้ ดังนี้ 1) อุดมการณ์มีผลต่อการกำหนดและจัดทำนโยบายด้านการปฏิรูประบบราชการของพรรคการเมือง อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านการตัดสินใจของผู้บริหารพรรคการเมืองว่าจะเลือกกำหนดนโยบายในด้านใดนั้น มีผลต่อทิศทางในการกำหนดนโยบาย 2) กระบวนการในการกำหนดและจัดทำนโยบายด้านการปฏิรูประบบราชการของพรรคการเมือง เป็นไปตามกรอบแนวคิดของการวิจัย "วงจรนโยบายสาธารณะ" 3) พรรคการเมืองทุกพรรคมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์และนโยบาย เป็นเครื่องมือที่เป็นกลไกสำคัญที่พรรคการเมืองใช้ในการกำหนดนโยบายด้านการปฏิรูประบบราชการ 4) ทัศนคติของข้าราชการ เป็นปัญหาและอุปสรรคสำคัญที่ทุกพรรคการเมืองเห็นตรงกัน ว่าทำให้นโยบายด้านการปฏิรูประบบราชการของแต่ละรัฐบาลไม่ประสบความสำเร็จ และไปสู่ผลลัพธ์ที่คาดหวังได้


การมีส่วนร่วมของผู้นำชุมชนในการจัดบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่: ศึกษากรณี เทศบาลนครนครปฐม, ณัฐชพันธุ์ คุปตวัช Jan 2023

การมีส่วนร่วมของผู้นำชุมชนในการจัดบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่: ศึกษากรณี เทศบาลนครนครปฐม, ณัฐชพันธุ์ คุปตวัช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้มุ่งตอบคำถามเกี่ยวกับบทบาทการมีส่วนร่วมของผู้นำชุมชนที่มีส่วนร่วมในการจัดบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ รวมถึงอธิบายความแตกต่างของการมีส่วนร่วมระหว่างผู้นำชุมชน ที่มีช่วงอายุต่างกันในการจัดการบริการสาธารณะ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research Methodology) จากการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มผู้นำชุมชนในเขตเทศบาลนครนครปฐมจำนวน 10 คน จาก 10 ชุมชน การศึกษาพบว่า การมีส่วนร่วมของผู้นำชุมชนสามารถแบ่งได้ 2 แบบ ได้แก่ การมีส่วนร่วมแบบเป็นทางการ หมายถึง การมีส่วนร่วมที่เป็นไปตามหน้าที่ที่กำหนดในระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยคณะกรรมการชุมชนของเทศบาล พ.ศ. 2564 (2564) และการมีส่วนร่วมแบบไม่เป็นทางการ หมายถึง การมีส่วนร่วมที่ผู้นำชุมชนริเริ่มขึ้นเอง โดยไม่ได้เป็นหน้าที่ตามข้อบัญญัติ โดยในการมีส่วนร่วมแบบเป็นทางการนั้น ผู้นำชุมชนมีส่วนร่วมพัฒนาบริการสาธารณะ ตั้งแต่ร่วมตัดสินใจเสนอปัญหา ระบุสภาพปัญหาในแผนชุมชนแต่ไม่มีส่วนร่วมดำเนินการ เพราะอำนาจการอนุมัติโครงการเป็นของเทศบาล ระดับการมีส่วนร่วมของผู้นำชุมชนแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภานภาพของผู้นำชุมชน หากเป็นผู้นำชุมชนที่ดำรงตำแหน่งบริหารงานร่วมกับเทศบาล จะมีอำนาจต่อรองมากกว่า ผู้นำชุมชนมีวิธีการหลายรูปแบบในการกดดัน ต่อรองกับหน่วยงานเทศบาลเพื่อให้โครงการของชุมชนของตนได้รับการจัดสรรงบประมาณ ในด้านความแตกต่างของการมีส่วนร่วมระหว่างผู้นำชุมชนที่มีช่วงอายุต่างกัน ผู้วิจัยพบว่า ผู้นำชุมชนวัยผู้ใหญ่ (ช่วงอายุ 25 - 45 ปี) เป็นกลุ่มคนที่เน้นการทำงานเชิงรุกคิดเชิงออกแบบ ทดลอง ทดสอบ เพื่อแสวงหาหนทางแก้ปัญหาระยะยาว ผู้นำชุมชนวัยผู้ใหญ่ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการภายในชุมชนอย่างอิสระมองว่าหน่วยงานเทศบาลอำนวยความสะดวกให้กับชุมชน แตกต่างกับผู้นำชุมชนวัยสูงอายุ (ช่วงอายุ 45 - 76 ปี) ที่เน้นการปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ การทำงานเป็นแบบเชิงรับ ให้ความสำคัญกับการทำงานตามอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ผู้นำชุมชนมีหน้าที่รายงานสถานการณ์ภายในชุมชนรอการแก้ไขปัญหาจากหน่วยงานเทศบาล เน้นการยึดโยงกับหน่วยงานเทศบาลผ่านความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน


ประเด็นด้านทรัพยากรและวัตถุประสงค์ของนโยบายที่ส่งผลต่อการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น: ศึกษากรณีองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี, ณัฐวัฒน์ จารุวัฒน์ Jan 2023

ประเด็นด้านทรัพยากรและวัตถุประสงค์ของนโยบายที่ส่งผลต่อการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น: ศึกษากรณีองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี, ณัฐวัฒน์ จารุวัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้มุ่งตอบคำถามเกี่ยวกับประเด็นด้านทรัพยากรและวัตถุประสงค์ของนโยบายที่ส่งผลต่อการตัดสินใจถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยใช้กรณีศึกษาจากกรณีการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลไปสู่องค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี โดยวิเคราะห์เชื่อมโยงกับทฤษฎีปัจจัยการนำนโยบายไปปฏิบัติของ Van Meter และ Van Horn ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เน้นเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการถ่ายโอน ผลการศึกษา พบว่า การสื่อสารเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการถ่ายโอน มีการทำผ่านหลายช่องทาง ทั้งคู่มือที่มีรายละเอียด การประชุม และสื่อสารระหว่างหน่วยงาน บุคลากรที่เกี่ยวข้องมีความเข้าใจในทิศทางเดียวกันในวัตถุประสงค์ของนโยบาย คือเพื่อกระจายอำนาจด้านการบริหารงานด้านสาธารณสุขเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน ขณะที่การถ่ายโอนยังมีปัญหาในเรื่องความไม่ชัดเจนของกฎระเบียบที่ใช้ในการปฏิบัติงานโดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับงบประมาณและความกังวลต่ออิทธิพลทางการเมือง สำหรับปัจจัยทรัพยากร กลุ่มตัวอย่างคาดหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนที่เพิ่มมากขึ้นทั้งด้านบุคลากรและงบประมาณ โดยต้องการเห็นความชัดเจนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัด การค้นพบได้สะท้อนไปสู่ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกถ่ายโอนของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ประกอบด้วย 4 ปัจจัย คือ (1) บุคลากร (2) งบประมาณและวัสดุครุภัณฑ์ (3) กฎหมายและระเบียบ (4) การปฏิบัติงาน สำหรับกรณีขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี มีความพร้อมในด้านทรัพยากร แต่เนื่องจากปัจจัยด้านกฎหมายและระเบียบและการสื่อสารในเรื่องแนวทางการปฏิบัติตามระเบียบที่ยังไม่มีความชัดเจน จึงยังทำให้มีความกังวลอยู่ในกลุ่มโรงพยาบาลที่ยังไม่ได้ถ่ายโอน และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งต้องการความชัดเจนที่มากขึ้น


ประสิทธิภาพการบริหารจัดการขยะของคณะกรรมการชุมชนแออัด กรณีศึกษาชุมชนอุทัยรัตน์ ซอยประดิพัทธ์ 15 เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร, ณัฐวิชช์ ดำรงค์ศรีวงศ์ Jan 2023

ประสิทธิภาพการบริหารจัดการขยะของคณะกรรมการชุมชนแออัด กรณีศึกษาชุมชนอุทัยรัตน์ ซอยประดิพัทธ์ 15 เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร, ณัฐวิชช์ ดำรงค์ศรีวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบถึงสภาพปัญหาและอุปสรรคการบริหารจัดการขยะของคณะกรรมการชุมชนอุทัยรัตน์ ซอยประดิพัทธ์ 15 เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร และเพื่อศึกษาแนวทางในการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการบริหารจัดการขยะของคณะกรรมการชุมชนอุทัยรัตน์ ซอยประดิพัทธ์ 15 เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพ มีการเก็บข้อมูลจากกลุ่มเป้าหมายเชิงคุณภาพจาก แบบสัมภาษณ์แบบเจาะลึก จำนวน 8 คน โดยใช้หลักการบริหารแบบ “POSDC” ผลการวิจัยพบว่า คณะกรรมการชุมชนอุทัยรัตน์มีประสิทธิภาพการบริหารจัดการขยะที่ดีในด้านการจัดการองค์กร (Organizing) การจัดสรรและบริหารบุคลากร (Staffing) และการสั่งการและการอำนวยการ (Directing) แต่ยังสามารถพัฒนาประสิทธิภาพเพิ่มเติมในด้าน การวางแผน (Planning) ซึ่งต้องการการวางแผนให้ตรงกับปัญหาและความต้องการชุมชนให้มากขึ้น และในด้านการควบคุม (Controlling) ซึ่งต้องการการสื่อสารและดำเนินงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การประชาสัมพันธ์ที่ดี และมีกฎระเบียบมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชน และมีจิตสำนึกในการแยกขยะมากยิ่งขึ้น


ความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิผิวน้ำทะเลและความเข้มข้นคลอโรฟิลล์-เอ บริเวณอ่าวไทยตอนบน, ภูภัส ทองจับ Jan 2023

ความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิผิวน้ำทะเลและความเข้มข้นคลอโรฟิลล์-เอ บริเวณอ่าวไทยตอนบน, ภูภัส ทองจับ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิผิวน้ำทะเล (SST) และความเข้มข้นคลอโรฟิลล์-เอ (CHL) ตามช่วงลมมรสุมบริเวณอ่าวไทยตอนบน โดยใช้ข้อมูลอุณหภูมิผิวน้ำทะเลแบบช่วงคลื่นยาวที่ตรวจวัดในเวลากลางคืน และข้อมูลความเข้มข้นของ CHL จากดาวเทียม Aqua ระบบ Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) ในช่วงปี พ.ศ.2558 - 2565 โดยข้อมูลความเข้มข้น CHL ได้ผสานเข้ากับระบบ Ocean Color Climate Change Initiative (OC-CCI) เพื่อลดข้อบกพร่องบางอย่างที่ได้จากดาวเทียม Aqua โดยตรง ทั้งนี้ได้มีการพิจารณาปัจจัยระดับโลกทางสมุทรศาสตร์ซึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงของค่า SST แตกต่างไปจากค่าปกติบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกที่ส่งผลกระทบต่อบริเวณอ่าวไทยตอนบน โดยใช้ดัชนี Ocean Nino Index (ONI) เพื่อตรวจสอบอิทธิพลในแต่ละช่วงลมมรสุม จากการวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันบ่งบอกถึงระดับและทิศทางของความสัมพันธ์โดยแสดงความสัมพันธ์แบ่งเป็น 3 ช่วงฤดูมรสุม คือ ช่วงไม่มีลมมรสุม, ช่วงลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และช่วงลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งมีค่าสหสัมพันธ์เท่ากับ 0.61, 0.44 และ - 0.44 ตามลำดับ โดยความสัมพันธ์เชิงบวกแสดง SST ค่าที่สูงขึ้นและ CHL มีปริมาณเพิ่มขึ้นด้วย ในทางกลับกันความสัมพันธ์เชิงลบแสดง SST มีค่าลดลงแต่ CHL มีปริมาณเพิ่มขึ้น และจากการประมาณค่า CHL จากค่า SST ในช่วงไม่มีลมมรสุม 27.40 - 30.63 °C ส่งผลให้ค่า CHL อยู่ที่ 2.84 - 4.33 mg/m3, ค่า SST ในช่วงลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ 26.75 - 29.81 °C ส่งผลให้ค่า CHL อยู่ที่ 3.32 - 6.33 mg/m3 และค่า SST ในช่วงลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ 29.0 - 31.38 …


การวิเคราะห์เชิงเทคนิคและเศรษฐศาสตร์ของการเปลี่ยน คาร์บอนไดออกไซด์เป็นเมทานอล และเปลี่ยนเมทานอล เป็นโอเลฟินส์จากโรงไฟฟ้า, ภูพรพงศ์ ชาติชำนิ Jan 2023

การวิเคราะห์เชิงเทคนิคและเศรษฐศาสตร์ของการเปลี่ยน คาร์บอนไดออกไซด์เป็นเมทานอล และเปลี่ยนเมทานอล เป็นโอเลฟินส์จากโรงไฟฟ้า, ภูพรพงศ์ ชาติชำนิ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันปัญหาภาวะโลกร้อนนั้นกำลังเป็นปัญหาสำคัญกับโลกอย่างมาก โดยสาเหตุหลักจากการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์อย่างต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ.2565 ประเทศไทยนั้นมีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้พลังงานที่มากที่สุดคือ ภาคส่วนของการผลิตไฟฟ้า ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ภาวะโลกร้อนทวีความรุนแรงมากขึ้นจึงจำเป็นต้องมีการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์หรือเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ไปเป็นสารเคมีที่มูลค่า (Carbon Capture and Utilization) โดยการเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์เป็นเมทานอลผ่านกระบวนการไฮโดรจีเนชัน (CO2 hydrogenation) เป็นกระบวนการหนึ่งที่มีแนวโน้มที่มีศักยภาพสูงเนื่องจากกระบวนการมีความซับซ้อนน้อยและเหมาะสมสำหรับการติดตั้งที่ตำแหน่งของการปลดปล่อยแก๊สได้โดยตรง งานวิจัยนี้จึงได้จำลองกระบวนการไฮโดรจีเนชันของคาร์บอนไดออกไซด์ผ่านตัวเร่งปฏิกิริยา Cu/Zn/Al/Zr โดยศึกษา 9 สภาวะที่แตกต่างกัน และทำการวิเคราะห์ผลต่อประสิทธิภาพการผลิตของกระบวนการ ผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์ และผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังศึกษาการเปลี่ยนเมทานอลเป็นโอเลฟินส์ (MTO) โดยศึกษาผ่านตัวเร่งปฏิกิริยา SAPO-34 ในสภาวะการดำเนินการที่อุณหภูมิ 470 องศาเซลเซียส ความดัน 2 บาร์ และ WHSV 5 h-1 พร้อมทั้งทำการเปรียบเทียบผลของการรวมและแยกกระบวนการ CO2 hydrogenation และ MTO ออกจากกันเพื่อความสะดวกในการก่อสร้างในพื้นที่หน้างานจริง โดยจากการศึกษาพบว่าสภาวะที่ดีที่สุดของกระบวนการเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์เป็นเมทานอล ผ่านกระบวนการไฮโดรจีเนชันผ่านตัวเร่งปฏิกิริยา Cu/Zn/Al/Zr คือ สภาวะการดำเนินการที่เหมาะสมกับกระบวนการไฮโดรจีเนชันในการเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์เป็นเมทานอล คือ สภาวะการดำเนินการที่อุณหภูมิ 250 องศาเซลเซียส ความดัน 70 บาร์ space velocity 6,000 l/kgcath และอัตราส่วนโดยโมลระหว่างไฮโดรเจนและคาร์บอนไดออกไซด์เป็น 3 ต่อ 1 โดยมี %conversion ของคาร์บอนไดออกไซด์และ %yield ของเมทานอลสูง ส่วนกระบวนการเปลี่ยนเมทานอลเป็นโอเลฟินส์นั้นมีผลทางเศรษฐศาสตร์ติดลบอย่างมาก โดยมี NPV อยู่ที่ -4,137.91 ล้านดอลลาร์ แต่เมื่อนำกระบวนการทั้งสองมารวมเป็นกระบวนการเดียวจะพบว่ามีผลทางเศรษฐศาสตร์ที่ดีกว่าการแยกกระบวนการทั้งสองออกจากกัน และหากกระบวนการคำนึงถึงคาร์บอนเครดิตในทางด้านเศรษฐศาสตร์จะได้ว่า กระบวนการคาร์บอนไดออกไซด์เป็นเมทานอลและการรวมกระบวนการทั้งสองมารวมเป็นกระบวนการเดียวจะส่งผลบวกทางเศรษฐกิจมากกว่ากระบวนการแยกการเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์เป็นเมทานอลและกระบวนการการเปลี่ยนเมทานอลเป็นโอเลฟินส์เป็นคนละกระบวนการ


การจำแนกเซลล์เม็ดเลือดแดงและเซลล์เม็ดเลือดขาวด้วยแบบจำลองทรานฟอร์มเมอร์สำหรับวิธีการแบ่งภาพเชิงความหมายร่วมกับการตรวจจับวัตถุ, ภูมิพัฒน์ เจริญธนานุวัฒน์ Jan 2023

การจำแนกเซลล์เม็ดเลือดแดงและเซลล์เม็ดเลือดขาวด้วยแบบจำลองทรานฟอร์มเมอร์สำหรับวิธีการแบ่งภาพเชิงความหมายร่วมกับการตรวจจับวัตถุ, ภูมิพัฒน์ เจริญธนานุวัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การตรวจเซลล์ลิมโฟบลาสติกเฉียบพลันในภาพฟิล์มเลือดเป็นวิธีการวินิจฉัยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว การใช้การแบ่งภาพเชิงความหมายของเซลล์เม็ดเลือดขาวเฉียบพลันสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาระบบการวิเคราะห์โดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วย ในขอบเขตของการวิเคราะห์ฟิล์มส่วนปลาย วิธีการเรียนรู้เชิงลึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงข่ายประสาทเทียมแบบคอนโวลูชันมักถูกนำมาใช้ ปัจจุบัน โมเดลที่ใช้ทรานฟอร์มเมอร์สำหรับงานแบ่งภาพความหมายส่วนใหญ่ให้ผลลัพธ์ในเชิงความแม่นยำที่สูง ในการศึกษานี้ SegFormer ซึ่งเป็นแบบจำลองที่ใช้ทรานฟอร์มเมอร์สำหรับการแบ่งภาพความหมาย ถูกนำมาใช้เพื่อแบ่งส่วนและจำแนกเซลล์เม็ดเลือดขาวเฉียบพลันโดยใช้กลยุทธ์การฝึกอบรมที่แตกต่างกันสี่แบบ ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเกิดขึ้นได้โดยมีค่าเฉลี่ยของจุดตัด-โอเวอร์-ยูเนี่ยน (IoU) เท่ากับ 0.821 และความแม่นเฉลี่ย 0.917


การทำนายการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ด้วยการเรียนรู้ของเครื่อง, ภูมิพัฒน์ หงส์ธนากรหิรัญ Jan 2023

การทำนายการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ด้วยการเรียนรู้ของเครื่อง, ภูมิพัฒน์ หงส์ธนากรหิรัญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ ผู้เขียนได้เสนอโมเดลการเรียนรู้ของเครื่องที่เกิดจากการผสานการทำนายร่วมกันระหว่างโมเดลที่ต่างชนิดกัน เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำนายค่าพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จากเซลล์แสงอาทิตย์ให้มีความแม่นยำยิ่งขึ้น ในการศึกษาครั้งนี้ได้นำข้อมูลจากระบบฐานข้อมูลของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 5 เมกะวัตต์ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ตั้งอยู่ที่ อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ และข้อมูลสภาพอากาศย้อนหลังจากเว็บไซต์ Solcast และ OpenWeatherMap มาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ เมื่อได้ตัวแปรที่ส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลิตจึงนำข้อมูลย้อนหลังไปเรียนรู้ผ่านโมเดลการเรียนรู้ของเครื่องชนิดต่างๆ เพื่อนำผลการทำนายที่ได้มาเปรียบเทียบประสิทธิภาพการทำนายร่วมกับโมเดลที่เสนอโดยงานวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ได้เสนอการทำนายร่วมกันโดยใช้โมเดลการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นและโมเดลแรนดอมฟอเรสต์ เพื่อเป็นการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำนาย ผู้วิจัยได้เสนอการปรับจูนค่าไฮเปอร์พารามิเตอร์และเพิ่มโมเดลบูสท์ชนิดต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโมเดล เมื่อกระบวนการเรียนรู้เสร็จสิ้นนำโมเดลการเรียนรู้ที่ได้ไปทำนายข้อมูลชุดตรวจสอบและชุดทดสอบ จากนั้นจึงนำผลการทำนายที่ได้ไปประเมินประสิทธิภาพการทำนายโดยหาค่า MAE, RMSE และ R^2 ระหว่างค่าพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จริงกับผลที่ได้จากการทำนาย จากผลการทำนายพบว่าโมเดลการเรียนรู้ของเครื่องที่เสนอในการทดลองนี้ให้ประสิทธิภาพสูงที่สุดโดยมีค่า R^2 มากกว่า 94% ซึ่งแสดงถึงความสามารถในการทำนายที่ดี ซึ่งส่งผลให้การนำข้อมูลผลการทำนายที่ได้ไปวิเคราะห์แนวโน้มการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการพลังงานดียื่งขึ้น


การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเดินทางจากการใช้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าร่วมกันในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, รัฐพล ทองแป้น Jan 2023

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเดินทางจากการใช้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าร่วมกันในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, รัฐพล ทองแป้น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงบทบาทการใช้งานสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้ร่วมกันต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเดินทางโดยรวม ศึกษาปัจจัยเกี่ยวกับลักษณะทางเศรษฐกิจและสังคม พฤติกรรมในการเดินทาง ทัศนคติและบุคลิกภาพที่ส่งผลต่อความถี่การใช้งานสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้ร่วมกัน และศึกษาผลกระทบของการใช้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าร่วมกันในการเดินทางที่มีต่อค่าการปล่อยคาร์บอนในพื้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สามย่าน โดยกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาคือ นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเฉพาะผู้ที่เคยใช้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าร่วมกัน ตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป ใช้วิธีการเก็บข้อมูลแบบสอบถามร่วมกับการสัมภาษณ์และสุ่มตัวอย่างแบบสุ่มอย่างง่าย โดยการวิเคราะห์ประกอบด้วย 1) การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา 2) การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการสร้างแบบจำลองทางสถิติ ผลการศึกษาพบว่า เมื่อมีบริการสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าร่วมกันจะส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงจำนวนเที่ยวการเดินทางโดยเฉลี่ยต่อวันลดลง และมีระยะการเดินทางเพิ่มขึ้น โดยผู้ใช้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าร่วมกันส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนิสิตเพศชาย มีวัตถุประสงค์การเดินทางเพื่อไปเรียนเป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้ปัจจัยที่ส่งผลต่อความถี่การใช้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าร่วมกันมากที่สุด คือ ราคา รองลงมาคือ ความปลอดภัยในการเดินทางและตำแหน่งจุดจอดสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า โดยผลที่ได้จากการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาสำหรับการวางแผนหรือกำหนดนโยบายในการควบคุมดูแลหรือส่งเสริมรูปแบบการเดินทางดังกล่าว เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของระบบการขนส่งโดยรวมต่อไป


การประยุกต์ใช้แบบจำลองเสมือนจริงในงานก่อสร้าง, วุฒิภัทร วัชรพันธ์ Jan 2023

การประยุกต์ใช้แบบจำลองเสมือนจริงในงานก่อสร้าง, วุฒิภัทร วัชรพันธ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการจําลองสภาพแวดล้อมเสมือนจริงมาใช้ในการก่อสร้าง ที่เน้นการเปลี่ยนแปลงงานในโครงการก่อสร้าง จึงทําการศึกษาความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีการจําลองสภาพแวดล้อมเสมือนจริง เพื่อประยุกต์ใช้ในการลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงงานในโครงการก่อสร้าง โดยสมมติฐานของงานวิจัยนี้คือ ความรู้สึกของผู้ทดสอบที่วัดโดยใช้เทคโนโลยีการจําลองสภาพแวดล้อมเสมือนจริงและสภาพแวดล้อมการก่อสร้างจริงก็ไม่ต่างกัน สมมติฐานได้รับการทดสอบโดยความรู้สึกของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยใช้แบบสอบถามที่เปรียบเทียบระหว่างความรู้สึกที่วัดโดยเทคโนโลยีการจําลองสภาพแวดล้อมเสมือนจริง กับสภาพแวดล้อมจริง กรณีศึกษา 3 กรณี ในโครงการก่อสร้างจริงถูกนํามาใช้ในการทดลอง ผู้ตอบแบบสอบถาม 20 คนได้รับเลือกให้เยี่ยมชมสถานที่ก่อสร้างและเปรียบเทียบความรู้สึกระหว่างการใช้เทคโนโลยีการจําลองสภาพแวดล้อมเสมือนจริง กับสถานการณ์จริง จากนั้นนําการวิเคราะห์ทางสถิติมาวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถาม ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าความรู้สึกของผู้ตอบแบบสอบถามที่ใช้เทคโนโลยีการจําลองสภาพแวดล้อมเสมือนจริง และสถานการณ์จริงในโครงการก่อสร้างสําหรับทั้งสองกรณีศึกษาไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญ แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการนําเทคโนโลยีการจําลองสภาพแวดล้อมเสมือนจริงมาประยุกต์ใช้เพื่อลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงงานก่อสร้างได้


การวางแผนและจัดตารางการทำงานสำหรับการทดสอบความคงตัวของผลิตภัณฑ์ยา ด้วยเทคนิคการหาค่าเหมาะสมที่สุด, วริศรา วรฤทัย Jan 2023

การวางแผนและจัดตารางการทำงานสำหรับการทดสอบความคงตัวของผลิตภัณฑ์ยา ด้วยเทคนิคการหาค่าเหมาะสมที่สุด, วริศรา วรฤทัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ศึกษาการวางแผนและจัดตารางการทำงานสำหรับการทดสอบความคงตัวของยา โดยมีแนวคิดในการแบ่งการทำงานออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 การหารูปแบบมอบหมายงานให้กับพนักงานและเครื่องทดสอบ ในการแก้ปัญหาดังกล่าวแบบจำลองกำหนดการเชิงเส้นจำนวนเต็มแบบผสมได้ถูกนำมาใช้ในการหาคำตอบของปัญหา แต่เนื่องจากมีหลายวัตถุประสงค์ที่ใช้ในการตัดสินใจ อีกทั้งแต่ละวัตถุประสงค์มีหน่วยที่ต่างกัน ทำให้แก้ปัญหาด้วยแบบจำลองคณิตศาสตร์เดียวทำได้ยาก จึงได้มีการพัฒนาแบบจำลองคณิตศาสตร์จำนวน 2 โมเดลเพื่อใช้ในการแก้ปัญหาดังกล่าว โมเดลที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อการลดความแตกต่างของภาระงานสูงสุด และต่ำที่สุด และการทำงานล่วงเวลาของพนักงานให้น้อยที่สุด ในขณะที่โมเดลที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาลำดับความสำคัญของการทดสอบยา ส่วนที่ 2 เป็นการจัดตารางการทำงานของพนักงานและเครื่องทดสอบด้วยวิธีการฮิวริสติก โดยมีข้อมูลนำเข้าจากผลคำตอบที่ได้รับในงานส่วนที่ 1 และได้นำกฎการจัดลำดับความสำคัญ จำนวน 2 วิธี ได้แก่ กฎการเลือกงานที่ใช้เวลาน้อยที่สุดทำก่อน และกฎการเลือกงานที่ใช้เวลาทำนานที่สุดทำก่อน มาใช้ในการเรียงลำดับงานจำนวน 3 รูปแบบ ได้แก่ เวลาปฏิบัติงานรวมของการทดสอบ เวลาปฏิบัติงานเวลาในขั้นตอนแรกของการทดสอบ และเวลาปฏิบัติงานตามหัวข้อทดสอบ ผลการวิจัยจากงานส่วนที่ 1 พบว่ารูปแบบการการมอบหมายงานให้พนักงานและเครื่องทดสอบจากแบบจำลองคณิตศาสตร์ทั้ง 2 โมเดลให้ค่าคำตอบที่เหมือนกัน โดยยาแต่ละชนิดมีการเลื่อนทดสอบไปในเดือนถัด ๆ ไปมากขึ้น ภายใต้เงื่อนไขยาแต่ละชนิดต้องทดสอบภายใน 4 เดือน โดยมีจำนวนยาที่เลื่อนการทดสอบออกไปจำนวน 2,013 ล็อต ในส่วนของภาระงานที่พนักงานได้รับพบว่ามีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน และในเดือนที่ 4 มีจำนวนภาระงานเกิดขึ้นสูงสุด ซึ่งทำให้เกิดการทำงานล่วงเวลาทั้งเภสัชกรและนักวิทยาศาสตร์ จากการจัดตารางการทำงานและวัดผลด้วยตัวชี้วัดประสิทธิภาพ พบว่าการจัดตารางการทำงานจากเวลาปฏิบัติงานเวลาในขั้นตอนแรกของการทดสอบ ด้วยวิธี SPT ให้ผลเฉลยที่ดีที่สุดตามวัตถุประสงค์ โดยไม่จำเป็นต้องทำงานล่วงเวลา โดยผลการศึกษานี้เป็นเพียงทางเลือกหนึ่งที่ใช้ในการจัดตารางการทำงานของพนักงานและเครื่องทดสอบ


การพัฒนาห้องปฏิบัติการวิจัยระบบโทรคมนาคมเสมือน, ศิวนาถ เจียรวงศ์ตระกูล Jan 2023

การพัฒนาห้องปฏิบัติการวิจัยระบบโทรคมนาคมเสมือน, ศิวนาถ เจียรวงศ์ตระกูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อพัฒนาห้องปฏิบัติการวิจัยโทรคมนาคมของสาขาสื่อสาร ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าในโลกเสมือนผ่านการจำลองจากสถานที่จริง ที่ตั้งอยู่ชั้น 13 ของอาคารเจริญวิศวกรรม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นช่องทางสื่อการสอนออนไลน์อีกทางเลือกหนึ่งสำหรับเรียนรู้เนื้อหาเกี่ยวกับสัญญาณทางวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสาร โดยอาศัยกิจกรรมการจับคู่ระหว่างฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์กับรูปสัญญาณในรูปแบบของเกม แพลตฟอร์มการเรียนรู้ที่จัดทำขึ้นสามารถรองรับผู้เล่นจำนวนหลายรายด้วยระบบโฟตอน ฟิวชัน และผู้เรียนสามารถเข้าถึงได้ผ่านเว็บบราวเซอร์โดยใช้เทคโนโลยีเว็บจีแอล จากผลการศึกษาพบว่า ห้องปฏิบัติวิจัยโทรคมนาคมในโลกเสมือน เป็นแพลตฟอร์มที่ผู้เรียนผู้สอนสามารถใช้ช่วยสนับสนุนการเรียนการสอนเกี่ยวกับทฤษฎีของสัญญาณได้ มีข้อดีตรงที่ผู้เรียนได้รับประสบการณ์การเรียนรู้สมัยใหม่ที่ให้ความเพลิดเพลินใจ ทำให้สามารถจดจำได้ดีมากขึ้นและเรียนรู้ได้อย่างมีความสุข นับเป็นการเพิ่มช่องทางในการเรียนการสอนให้อีกหนึ่งช่องทางที่มีประสิทธิภาพ ไม่จำกัดจากระยะทาง อันประโยชน์ต่อการช่วยลดการแพร่ระบาดของโรคระบาดโควิด 19 ได้อีกด้วย


การออกแบบและควบคุมอากาศยานไร้คนขับแบบ 5 ใบพัดหมุน โดยมีใบพัดคู่ควบตรงกลางที่สามารถปรับความเอียงได้ 2 ทิศทาง, ศุภโชค ตันติวิวัทน์ Jan 2023

การออกแบบและควบคุมอากาศยานไร้คนขับแบบ 5 ใบพัดหมุน โดยมีใบพัดคู่ควบตรงกลางที่สามารถปรับความเอียงได้ 2 ทิศทาง, ศุภโชค ตันติวิวัทน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การเคลื่อนที่ของอากาศยานแบบไร้คนขับชนิด 4 ใบพัดตรึงนั้น ถูกจำกัดเนื่องด้วยใช้โรเตอร์แบบตรึงเพียงสี่ตัวเท่านั้น งานวิจัยฉบับนี้จึงขยายขีดความสามารถของอากาศยานไรคนขับนี้ ด้วยการออกแบบอากาศยานชนิด 5 ใบ โดยพัฒนามาจากแบบ 4 ใบพัดตรึงด้วยการเพิ่มใบพัดที่ตำแหน่งตรงกลางอากาศยานที่ติดตั้งบนกลไกกิมบอลเพื่อควบคุมทิศทางของแรงผลัก โดยแรงผลักจากโรเตอร์เดิมและโรเตอร์ใหม่รวมกันทำให้เกิดแรงที่ใช้ในการควบคุมการเคลื่อนที่ไปด้านข้าง และการเอียงตัวของอากาศยานได้ดีขึ้น ในการออกแบบระบบการควบคุมอากาศยานได้เสนอตัวคุมคุมแบบพีไอดีแบบไม่เชิงเส้น (nonlinear PID controller) เพื่อใช้ในการควบคุมอากาศยานให้เคลื่อนที่ตามเส้นทางที่ต้องการ โดยตัวควบคุมดังกล่าวได้ใช้อินทิกรัลแบบพิเศษ นอกจากนี้แล้วงานวิจัยฉบับนี้ยังใช้เทคนิคการปรับให้เหมาะสม (optimization technique) เพื่อจัดสรรแรงขับของโรเตอร์ โดยพิจารณาจากไดนามิกส์ของกิมบอลและขีดจำกัดของโรเตอร์ ในส่วนของการทดลองได้มีการจำลองเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของข้อผิดพลาดอินทิกรัลแบบพิเศษ ตรวจสอบช่วงการเอียงตัวของอากาศยาน และสาธิตการติดตามการเคลื่อนที่บนเส้นโค้งสามมิติรูปเลขแปด (3D-Lissajous curve)


การดูดซับสารไซโปรฟลอกซาซินโดยไบโอชาร์ที่ได้จากเศษ แผ่นเยื่อไม้อัดแข็งในระบบการดูดซับแบบตรึงในคอลัมน์, ศุภณัฐ ตันฑวณิชย์ Jan 2023

การดูดซับสารไซโปรฟลอกซาซินโดยไบโอชาร์ที่ได้จากเศษ แผ่นเยื่อไม้อัดแข็งในระบบการดูดซับแบบตรึงในคอลัมน์, ศุภณัฐ ตันฑวณิชย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้ได้ทำการศึกษาการนำแผ่นเยื่อไม้อัดแข็งที่เป็นวัสดุเหลือทิ้งทางอุตสาหกรรมมาใช้เป็นวัสดุตั้งต้นในการสังเคราะห์ไบโอชาร์ เพื่อนำไปใช้ในการกำจัดยาปฏิชีวนะไซโปรฟลอกซาซินในระบบการดูดซับแบบตรึงในคอลัมน์ โดยวัสดุดูดซับที่ใช้ Fe(NO3)3 เป็นตัวกระตุ้นนั้นจะถูกทดสอบด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การดูดซับและการคายการดูดซับไนโตรเจนที่อุณหภูมิ 77 K กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด และการวิเคราะห์สมบัติทางความร้อน ซึ่งการมีอยู่ของสารละลาย Fe(NO3)3 นั้นส่งเสริมให้เกิดรูพรุนขนาดมีโซ โดยแผ่นเยื่อไม้อัดแข็งที่ผ่านการกระตุ้นด้วย Fe(NO3)3 0.1 M แล้วคาร์บอไนเซชันภายใต้ N2 ที่อุณหภูมิ 800°C (HC-BI-800) มีปริมาตรรูพรุนมีโซเท่ากับ 0.34 cm3/g และพื้นที่ผิวจำเพราะเท่ากับ 530 m2/g โดยจากนั้นไบโอชาร์จะถูกนำไปใช้ในการดูดซับไซโปรฟลอกซาซินด้วยกระบวนการดูดซับแบบกะและกระบวนการดูดซับแบบตรึงในคอลัมน์ โดยเมื่อทำการศึกษาแบบจำลองการดูดซับพบว่ามีความสอดคล้องกับแบบจำลองของ Langmuir และยังสอดคล้องกับแบบจำลองทางจลน์พลศาสตร์แบบ PSO และในการศึกษากระบวนการดูดซับไซโปรฟลอกซาซินแบบตรึงในคอลัมน์ พบว่าประสิทธิภาพการดูดซับสูงสุด (qTH) เท่ากับ 59.20 mg/g ที่ความเข้มเริ่มต้น 80 mg/L อัตราการไหล 10 mL/min และความสูงของคอลัมน์ 15 cm และเมื่อทำการศึกษาแบบจำลองการดูดซับในระบบการดูดซับแบบตรึงในคอลัมน์ พบว่ามีความสอดคล้องกับแบบจำลองของ Thomas และ Yoon-Nelson


เทคนิคการเรียกคืนระดับตัวอักษรของศิลาจารึกสุโขทัยด้วยโมเดลภาษาแบบถูกปิด, สุจิตรา ทองขำ Jan 2023

เทคนิคการเรียกคืนระดับตัวอักษรของศิลาจารึกสุโขทัยด้วยโมเดลภาษาแบบถูกปิด, สุจิตรา ทองขำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ศิลาจารึกจัดเป็นหนึ่งในวรรณกรรมชนิดลายลักษณ์อักษรที่บันทึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และแสดงเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมในช่วงเวลานั้น ๆ ผ่านวิธีการสลักตัวอักษรลงบนแผ่นหินด้วยวัสดุโลหะแหลมคมทีละตัวอักษรจนกลายเป็นประโยคที่สามารถสื่อใจความให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจความหมายดังนั้นความสมบูรณ์ของประโยคนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมากในงานด้านการประมวลผลภาษาธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการถอดความศิลาจารึกและพบว่าศิลาจารึกบางส่วนไม่สามารถถอดความได้อันเป็นเหตุเนื่องมาจากช่วงของระยะเวลาผ่านไปจารึกเหล่านั้นอาจเกิดการเสื่อมสภาพจากหลายสาเหตุจนเป็นรอยขีดข่วนทับข้อความหรือตัวอักษรจนเลือนลาง, ถูกทำลายจากภัยธรรมชาติจนไม่สามารถวิเคราะห์ได้ว่าตัวอักษรที่ชำรุดคือตัวอักษรใด ๆ เพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ให้กับประโยคที่ขาดหายไปงานวิจัยนี้จึงใช้วิธีการสร้างโมเดลทำนายอักขระของตัวอักษรที่ขาดหายไปจากข้อความโดยการใช้เทคนิคโมเดลภาษาแบบมาสก์เข้ามาช่วยในการประมวลผลการทดลองโดยใช้เป็นพรีเทรนโมเดลหลากหลายภาษา (multilingual pre-train model) 3 ประเภทดังต่อไปนี้ (1) โมเดลเอ็กซ์แอลเอ็ม-โรเบอตา (2) โมเดลเบิร์ต-เบส-หลายภาษา-เคสด์ (3) โมเดลดิสทิลเบิร์ต-เบส-หลายภาษา-เคสด์ และการใช้โมเดลในกลุ่มแบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียมแบบลึกแบบเรียนรู้สองทิศทางได้แก่ (4) โมเดลหน่วยความจำระยะสั้นระยะยาวแบบสองทิศทาง โดยในแต่ละรอบของการเทรนจะทำการสุ่มปิดอักขระด้วยมาสก์โทเคน “” หรือ “[MASK]” ให้โมเดลทำนายคำที่ขาดหายไปตรงจุดที่ถูกมาสก์โทเคนและจากผลการทดลองพบว่าความถูกต้องของการทำนายจากพรีเทรนโมเดลทั้ง 4 ประเภท คือ (1) 42 % (2) 53 % (3) 50 % และ (4) 36 % ตามลำดับ ในงานวิจัยฉบับนี้ได้นำเสนอวิธีการปรับปรุงความสามารถในการทำนายของโมเดลโดยใช้คลังคำศัพท์เฉพาะทำให้โมเดลมีประสิทธิภาพในการทำนายความถูกต้องได้แม่นยำมากขึ้น


การเปรียบเทียบขั้นตอนวิธีการเรียนรู้ของเครื่องและโครงข่ายประสาทเทียมสำหรับการตรวจคะแนนเรียงความภาษาไทยอัตโนมัติ, สุทธิชาย สุริยสัตย์ Jan 2023

การเปรียบเทียบขั้นตอนวิธีการเรียนรู้ของเครื่องและโครงข่ายประสาทเทียมสำหรับการตรวจคะแนนเรียงความภาษาไทยอัตโนมัติ, สุทธิชาย สุริยสัตย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ตัวแทนนักเรียนไทยได้คะแนนการประเมินด้านการอ่านค่อนข้างตํ่า ในการสอบประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (Programme for International Student Assessment PISA) หลายงานวิจัยพบว่าทักษะด้านการอ่านสามารถถูกพัฒนาผ่านการเขียนเช่น การเขียนเรียงความได้ แต่การตรวจเรียงความนั้นใช้เวลาค่อนข้างนาน ระบบการตรวจคะแนนเรียงความโดยอัตโนมัติได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ตรวจเรียงความ อีกทั้งยังสามารถแสดงผลการทำนายคะแนนให้กับผู้เขียนเรียงความได้ทันทีด้วย เนื่องจากงานวิจัยด้านการตรวจคะแนนเรียงความภาษาไทยโดยอัตโนมัติมีน้อยมาก งานวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การเปรียบเทียบแบบจำลองการให้คะแนนภาษาไทยโดยอัตโนมัติ ที่ใช้แบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่องและการเรียนรู้เชิงลึก ที่ได้ถูกรายงานว่ามีประสิทธิภาพที่ดีในการทำนายคะแนนเรียงในความภาษาอังกฤษ งานวิจัยนี้พบว่าแบบจำลอง XGBoost มีประสิทธิภาพดีที่สุดในหลายสถานการณ์ที่ถูกพิจารณา และ แบบจำลองหน่วยความจำระยะสั้นแบบยาวที่ใช้ฟีเจอร์ที่สกัดจากข้อความโดยอัตโนมัติ มีประสิทธิภาพดีที่สุดในกลุ่มแบบจำลองการเรียนรู้เชิงลึก


นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายงานเลี้ยงสังสรรค์ สำหรับกลุ่มคอนเชียสไลท์จากการนำกลับมาใช้ใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่าภายใต้แนวคิดโมดูล่าร์, ภรภัทร จำเริญพฤกษ์ Jan 2023

นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายงานเลี้ยงสังสรรค์ สำหรับกลุ่มคอนเชียสไลท์จากการนำกลับมาใช้ใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่าภายใต้แนวคิดโมดูล่าร์, ภรภัทร จำเริญพฤกษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายงานเลี้ยงสังสรรค์สำหรับกลุ่มคอนเชียสไลท์จากการนำกลับมาใช้ใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่าภายใต้แนวคิดโมดูล่าร์ในเขตจังหวัดกรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยเพื่อหาแนวทางการออกแบบสินค้าสำหรับกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่กำลังเป็นกระแสในปัจจุบันจนถึงอนาคต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายถึงแนวทางการออกแบบตามแนวความคิดในเขตจังหวัดกรุงเทพมหานครและนวัตกรรมการการนำกลับมาใช้ใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่าภายใต้แนวคิดโมดูล่าร์โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณควบคู่กับกระบวนการออกแบบสร้างสรรค์ เริ่มตั้งแต่การศึกษากลุ่มเป้าหมาย กลุ่มคอนเชียสไลท์ ถึงพฤติกรรมการบริโภคสินค้า ช่วงอายุความสนใจการตลาดและรายได้เพื่อสร้างความเข้าใจในกลุ่มเป้าหมายและช่องว่างทางการตลาดทั้งต่างประเทศและในประเทศ ผู้วิจัยมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถามกลุ่มผู้บริโภค ที่ผู้วิจัยสร้างและพัฒนาขึ้น และกลุ่มเป้าหมาย ผลจากการวิจัยพบว่า การสร้างสรรค์เสื้อผ้าเป็นอัตลักษณ์ตราสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการทางแฟชั่นของกลุ่มผู้บริโภคโอกาสการใช้สอยในรูปแบบสังสรรค์กึ่งทำงานและพฤติกรรมการบริโภคสินค้าของกลุ่มเป้าหมายสามารถประยุกต์ใช้เพื่อตอบสนองกับความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคช่องว่างทางการตลาด สู่การสร้างสรรค์ตราสินค้าแฟชั่นได้ในอนาคต


การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ไทยในรูปแบบกีฬาลีลาศ, นัทธมน ปุยภูงา Jan 2023

การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ไทยในรูปแบบกีฬาลีลาศ, นัทธมน ปุยภูงา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่องการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ไทยในรูปแบบกีฬาลีลาศฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ไทยในกีฬาลีลาศ เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการค้นคว้าทางเอกสาร การสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม และการทดลองสร้างสรรค์ผลงานทางนาฏยศิลป์ กีฬาลีลาศมีทั้งความเป็นศิลปะและเป็นกีฬาอยู่ในศาสตร์เดียวกัน ผู้วิจัยได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ลีลาศที่มีการนำนาฏยศิลป์ไทยมาใช้ในการออกแบบ ได้แก่ จังหวะตะลุง จึงได้ทำการทดลองสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ไทยในกีฬาลีลาศจำนวน 2 ประเภท โดยใช้การฟ้อนแบบนีโอล้านนาที่มีลักษณะการรำที่ช้าในจังหวะวอลซ์ เกิดขึ้นเป็น “ล้านนาวอลซ์” และ การเซิ้งทางภาคอีสานของไทยที่มีลักษณะการรำที่เร็วในจังหวะแซมบ้า เกิดขึ้นเป็น “ภูไทแซมบ้า กระบวนการออกแบบสร้างสรรค์ประกอบด้วยองค์ประกอบ 5 ส่วน ได้แก่ 1. แนวคิด 2. เพลงประกอบ 3. การออกแบบท่าเต้น 4. การออกแบบเครื่องแต่งกาย และ 5. การนำเสนอผลการสร้างสรรค์ ผลการศึกษาพบว่า แนวทางการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ไทยในกีฬาลีลาศคือ การใช้ลักษณะเด่นของนาฏยศิลป์ไทยได้แก่ การจีบ การตั้งวง และการกดเกลียวข้าง มาใช้กับส่วนบนของร่างกาย ส่วนการใช้เท้าและการใช้พื้นที่เป็นไปตามแบบลีลาศ ทั้งการฟ้อนแบบนีโอล้านนาและการเซิ้งทางภาคอีสานของไทย เหมาะสำหรับการออกแบบส่วนบนของร่างกาย การเต้นของวอลซ์และแซมบ้ามีลักษณะการใช้เท้าและขาเหมาะสำหรับการสร้างสรรค์ส่วนล่าง โดยผู้วิจัยเห็นว่ามีความเป็นไปได้ในการนำนาฏยศิลป์ไทยมาออกแบบสร้างสรรค์ในรูปแบบกีฬาลีลาศ และยังสามารถพัฒนาต่อไปได้อีก


การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ในเรื่องการปรากฏของความไม่มีอยู่จริงในสังคมไทย, วรวรรณ ปิ่นรัตนากร Jan 2023

การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ในเรื่องการปรากฏของความไม่มีอยู่จริงในสังคมไทย, วรวรรณ ปิ่นรัตนากร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบและแนวคิดที่ได้หลังจากการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จากการปรากฏของความไม่มีอยู่จริงในสังคมไทยโดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ การทดลอง และวิจัยสร้างสรรค์ผลงานทางด้านศิลปะการแสดง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย การสำรวจข้อมูลเชิงเอกสาร การสัมภาษณ์ สื่อสารสนเทศ การสังเกตการณ์ ประสบการณ์ส่วนตัวของผู้วิจัย และเกณฑ์การสร้างมาตรฐานในการยกย่องบุคคลต้นแบบทางด้านนาฏยศิลป์ นำข้อมูลมาตรวจสอบ วิเคราะห์ สังเคราะห์ และสร้างสรรค์ผลงานนาฏยศิลป์ตามกระบวนการที่กำหนดไว้ ผลการวิจัยพบว่าการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จากการปรากฏของความไม่มีอยู่จริงในสังคมไทยมีรูปแบบในการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ทั้งสิ้น 8 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) บทการแสดง ออกแบบบทการแสดงจากประเด็นที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย แบ่งออกเป็น 3 องก์การแสดง ประกอบด้วย องก์ที่ 1 การเกิดปัญหา (Problems Arising) องก์ที่ 2 การแก้ไขปัญหา (Problem Solving) องก์ที่ 3 การหยั่งรู้ (Discernment) 2) ลีลานาฏยศิลป์ ใช้ลีลาการเคลื่อนไหวแบบนาฏยศิลป์สมัยใหม่ (Modern Dance) การเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน (Everyday Movement) และ บัลเล่ต์ (Ballet) 3) นักแสดง ใช้การคัดเลือกนักแสดงที่มีทักษะการแสดงที่หลากหลายรวมทั้งรูปร่าง สีผิว เพศ 4) เครื่องแต่งกายและการแต่งหน้า ใช้เครื่องแต่งกายที่เรียบง่ายแบบมินิมอลลิสม์ (Minimalism) และการแต่งหน้าแบบในชีวิตประจำวัน 5) อุปกรณ์ประกอบการแสดง ออกแบบโดยคำนึงถึงบทการแสดง ความหมาย และความเชื่อของการแสดงในแต่ละองก์ 6) เสียงและดนตรีประกอบการ ใช้รูปแบบการประพันธ์ดนตรีโดยการสังเคราะห์เสียง (Synthesis Music) ร่วมกับเสียงที่บันทึกจากสถานที่ต่าง ๆ 7) ฉากและพื้นที่การแสดง ออกแบบพื้นที่การแสดงเพื่อสร้างสรรค์ผลงานแบบศิลปะเฉพาะที่ (Site-specific Arts) 8) แสง ใช้แสงธรรมชาติในพื้นที่แบบศิลปะเฉพาะที่ (Site-specific Arts) และคัดเลือกช่วงเวลาของแสงให้สัมพันธ์กับบทการแสดง นอกจากนี้พบว่ามีแนวคิดที่ได้หลังจากการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จากการปรากฏของความไม่มีอยู่จริงในสังคมไทย 5 ประการ ได้แก่ 1) การปรากฏของความไม่มีอยู่จริงในสังคมไทย 2) แนวคิดทางด้านมานุษยวิทยา 3) แนวคิดและทฤษฎีทางด้านทัศนศิลป์ นาฏยศิลป์ และดุริยางคศิลป์ 4) การใช้สัญลักษณ์ในผลงานนาฏยศิลป์ 5) ความคิดสร้างสรรค์ทางด้านนาฏยศิลป์ …


กลวิธีการบรรเลงซออู้เพลงกราวในสำหรับการเดี่ยวเเละการเเสดงโขนตอนขับพิเภกของครูสุริยะ ชิตท้วม, วสวัตติ์ ทองรักษ์ Jan 2023

กลวิธีการบรรเลงซออู้เพลงกราวในสำหรับการเดี่ยวเเละการเเสดงโขนตอนขับพิเภกของครูสุริยะ ชิตท้วม, วสวัตติ์ ทองรักษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามูลบทของการบรรเลงซออู้เพลงกราวในสำหรับการเดี่ยวและการแสดงโขนตอนขับพิเภก เพื่อศึกษากลวิธีการบรรเลงซออู้เพลงกราวในสำหรับการเดี่ยวและการแสดงโขน ตอนขับพิเภก ของครูสุริยะ ชิตท้วม โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผลการศึกษาพบว่า การบรรเลงเดี่ยวเพลงกราวในเกิดขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ครูปี่พาทย์ประดิษฐ์ทางเดี่ยวเพลงกราวในขึ้นบรรเลงในอัตราจังหวะสามชั้น ภายหลังจึงเกิดเดี่ยวกราวในสำหรับเครื่องสาย ทางเดี่ยวซออู้เพลงกราวในของครูสุริยะ ชิตท้วมเป็นทางของหลวงไพเราะเสียงซอ (อุ่น ดูรยะชีวิน) ที่ได้ถ่ายทอดให้แก่ครูวรยศ ศุขสายชลและครูธีระ ภู่มณีตามลำดับ กลวิธีการบรรเลงซออู้เดี่ยวกราวใน พบว่า ใช้กลุ่มเสียงปัญจมูลทั้งหมด 4 กลุ่มเสียง ได้แก่ ทางนอก ทางใน ทางกลางแหบ และทางชวา มีการบรรเลงลูกโยนเสียงทั้งหมด 6 เสียงในการประดิษฐ์ลูกโยน พบการใช้กลวิธีพิเศษจำนวน 14 กลวิธี ส่วนการบรรเลงเดี่ยวซออู้เพลงกราวในสำหรับการแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ ตอนขับพิเภก ของครูสุริยะ ชิตท้วม ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากครูธีระ ภู่มณี บรรเลงเพียงโยนเดียว เสียงโด โดยใช้วิธีการโอด การครวญ และบรรเลงโดยไม่มีเครื่องกำกับจังหวะ จนกระทั่งพิเภกได้พบกับทหารของพระราม จากนั้นจึงจะบรรเลงด้วยทางเก็บและสิ้นสุดการบรรเลงเพลงกราวในเมื่อตัวลิงรำป้องหน้า พบการใช้กลวิธีที่ใช้จำนวน 12 กลวิธี


การบรรเลงซอด้วงในวงเครื่องสายปี่ชวาของครูจีรพล เพชรสม, ศุภพิพัฒน์ โพธิ์สุวรรณ Jan 2023

การบรรเลงซอด้วงในวงเครื่องสายปี่ชวาของครูจีรพล เพชรสม, ศุภพิพัฒน์ โพธิ์สุวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่องการบรรเลงซอด้วงในวงเครื่องสายปี่ชวาของครูจีรพล เพชรสม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบรรเลงและกลอนซอด้วงในวงเครื่องสายปี่ชวาของครูจีรพล เพชรสม ผลการศึกษาพบว่าซอด้วงเป็นเครื่องดนตรีที่มีความสำคัญต่อวงเครื่องสายปี่ชวาในบทบาทของผู้นำ การบรรเลงซอด้วงในวงเครื่องสายปี่ชวาผู้บรรเลงต้องมีความเข้าใจถึงบทบาทเครื่องดนตรีและการเลือกใช้สำนวนที่เหมาะสมเพื่อเป็นหลักให้กับวง ผู้บรรเลงต้องมีความแม่นยำในทำนองหลักและเชี่ยวชาญเรื่องการเปลี่ยนบันไดเสียงอย่างฉับพลันเพื่อตอบสนองต่อแนวการบรรเลงของวงที่มีความกระชับรวดเร็ว วิธีการบรรเลงซอด้วงตามแบบแผนของครูจีรพล เพชรสม ได้แก่ การศึกษาทำนองหลัก การฝึกเปลี่ยนเสียงเพื่อการบรรเลงวงเครื่องสายปี่ชวา การแปรทำนอง และการใช้กลวิธีพิเศษ ซึ่งผู้บรรเลงสามารถบรรเลงซอด้วงได้ทั้งแบบเลื่อนระดับรัดอกและไม่เลื่อนระดับรัดอก ทั้งนี้พบลักษณะการดำเนินทำนองซอด้วงทั้งหมด 4 ลักษณะ ได้แก่ กลอนโครงสร้างตามทำนองหลัก กลอนเรียงเสียง กลอนย้ำเสียง และกลอนไต่เสียง ลักษณะดังกล่าวเป็นการดำเนินซอด้วงของครูจีรพล เพชรสม ที่มีความเรียบง่ายไม่ซับซ้อนเพื่อเป็นหลักให้กับวงเครื่องสายปี่ชวา รวมถึงสนับสนุนปี่ชวาระหว่างที่เป่าโหยผ่านการเก็บแทรกแซงและตกแต่งด้วยกลวิธีพิเศษซึ่งประกอบด้วย การพรมปิด การพรมเปิด การพรมจาก และการสะบัดนิ้ว


การแสดงขับร้องเดี่ยวระดับมหาบัณฑิตโดย อิสรพงศ์ ดอกยอ, อิสรพงศ์ ดอกยอ Jan 2023

การแสดงขับร้องเดี่ยวระดับมหาบัณฑิตโดย อิสรพงศ์ ดอกยอ, อิสรพงศ์ ดอกยอ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การแสดงขับร้องเดี่ยวระดับมหาบัณฑิตโดย อิสรพงศ์ ดอกยอ มีจุดประสงค์เพื่อนำเสนอและถ่ายทอดบทเพลงร้องศิลป์ บทเพลงพื้นบ้าน และบทเพลงลูกทุ่งไทยต่อสาธารณชน โดยการแสดงขับร้องเดี่ยวในครั้งนี้ผู้วิจัยได้คัดเลือกบทเพลงรวมทั้งสิ้น 11 เพลง แบ่งออกเป็น 3 ประเภทดังนี้ 1) บทเพลงร้องศิลป์ จำนวน 2 เพลง 2) บทเพลงพื้นบ้านภาษาอังกฤษ จำนวน 3 เพลง และ 3) บทเพลงลูกทุ่งไทยในหลายยุคที่มีความเป็นเอกลักษณ์ของไทยอย่างชัดเจน จำนวน 6 เพลง ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาและได้วิเคราะห์บทเพลง อย่างละเอียด เพื่อนำมาตีความหมายและนำไปสู่การศึกษาและสังเคราะห์เป็นวิธีการขับร้อง ที่เหมาะสมกับบทเพลงในแต่ละประเภทโดยมุ่งประเด็นไปที่การศึกษาเกี่ยวกับเทคนิคการขับร้อง ในบทเพลงร้องศิลป์และบทเพลงพื้นบ้านภาษาอังกฤษ เพื่อเป็นแนวทางในการต่อยอดและประยุกต์ กับการขับร้องบทเพลงลูกทุ่งไทยในรูปแบบการนำเสนอที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและเหมาะสม กับการจัดแสดงในยุคปัจจุบัน