Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (27442)
- Social and Behavioral Sciences (20721)
- Arts and Humanities (18351)
- Education (15031)
- Life Sciences (14360)
-
- Physical Sciences and Mathematics (14107)
- Law (11462)
- Engineering (9780)
- Medical Specialties (9378)
- Medical Sciences (6511)
- Business (5465)
- Higher Education (4919)
- Public Health (4517)
- Psychology (4123)
- Religion (3672)
- Computer Sciences (3530)
- History (3323)
- Sociology (3182)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (2908)
- Diseases (2846)
- Oncology (2771)
- Earth Sciences (2668)
- Environmental Sciences (2581)
- Nursing (2551)
- Biomedical Informatics (2530)
- Plant Sciences (2476)
- Bioinformatics (2346)
- Library and Information Science (2122)
- Curriculum and Instruction (2094)
- Communication (2090)
- Institution
-
- The Texas Medical Center Library (6220)
- University of South Florida (5368)
- Brigham Young University (2771)
- University of Nebraska - Lincoln (2725)
- Mississippi State University (2591)
-
- University of Kentucky (2582)
- Chulalongkorn University (2450)
- Association of Arab Universities (2155)
- University of Montana (1976)
- Walden University (1885)
- University of New Hampshire (1743)
- Washington University School of Medicine (1696)
- Utah State University (1695)
- Liberty University (1643)
- Georgia Southern University (1586)
- Louisiana State University (1551)
- University of Texas Rio Grande Valley (1510)
- University of New Mexico (1467)
- University of Arkansas, Fayetteville (1349)
- Universitas Indonesia (1339)
- City University of New York (CUNY) (1326)
- University of Plymouth (1300)
- San Jose State University (1295)
- University of Memphis (1240)
- New Jersey Institute of Technology (1236)
- University of Mississippi (1236)
- Singapore Management University (1226)
- Nova Southeastern University (1222)
- Edith Cowan University (1185)
- Technological University Dublin (1176)
- Keyword
-
- Humans (5347)
- COVID-19 (1795)
- Animals (1385)
- ICTS (Institute of Clinical and Translational Sciences) (1346)
- Female (1227)
-
- Education (1118)
- Mice (1025)
- Male (867)
- Undergraduate (833)
- United States (770)
- Adult (687)
- Child (648)
- Mental health (648)
- Machine learning (612)
- Social Work (599)
- Social policy and social work (574)
- University Faculty (574)
- Higher education (565)
- Research (535)
- Retrospective Studies (534)
- Leadership (510)
- Climate change (497)
- Gender (495)
- Students (491)
- Sustainability (479)
- African American Families (455)
- Depression (453)
- Artificial intelligence (430)
- English (424)
- Diversity (415)
- Publication
-
- Faculty, Staff and Student Publications (3805)
- Theses and Dissertations (3326)
- Bird Observer (2909)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (1956)
- Faculty, Staff and Students Publications (1891)
-
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (1755)
- Faculty Publications (1678)
- 2020-Current year OA Pubs (1672)
- IGC Proceedings (1977-2023) (1442)
- University of Montana Course Syllabi, 2021-2025 (1308)
- Ornitología Neotropical (1219)
- Dissertations (1180)
- Electronic Theses and Dissertations (1169)
- Insights: The Newsletter of the Neal A. Maxwell Institute for Religious Scholarship (1068)
- Research outputs 2022 to 2026 (1048)
- 2023 Decisions (1018)
- Doctoral Dissertations and Projects (1011)
- Defensive Publications Series (932)
- Documents (841)
- Faculty Scholarship (763)
- Articles (745)
- Honors Theses (704)
- Theses (689)
- Civil Matter Files (640)
- Photographs (609)
- Food and Machinery (599)
- Research Collection School Of Computing and Information Systems (539)
- Library Philosophy and Practice (e-journal) (524)
- Historic Natchez Foundation (496)
- Journal of Engineering Research (492)
- Publication Type
Articles 158851 - 158880 of 163175
Full-Text Articles in Entire DC Network
การดูดซับสีย้อมรีแอคทีฟแบล็ค 5 โดยถ่านกัมมันต์จาก กากกาแฟ, ธวัชชัย คุลบุตร
การดูดซับสีย้อมรีแอคทีฟแบล็ค 5 โดยถ่านกัมมันต์จาก กากกาแฟ, ธวัชชัย คุลบุตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในงานวิจัยนี้ศึกษาการนำกากกาแฟมาใช้เป็นวัสดุตั้งต้นในการสังเคราะห์เป็นถ่านกัมมันต์ เพื่อใช้สำหรับการกำจัดสีย้อมรีแอคทีฟแบล็ค 5 ผ่านกระบวนการดูดซับทั้งแบบกะและแบบคอลัมน์ ถ่านกัมมันต์สังเคราะห์โดยนำสารละลายซิงค์คลอไรด์มาตรึงรูปบนกากกาแฟจากนั้นนำไปผ่านกระบวนการคาร์บอไนเซชันภายใต้บรรยากาศไนโตรเจน พบว่าถ่านกัมมันต์ที่ได้จากกากกาแฟโรงงานอุตสาหกรรมผลิตกาแฟสำเร็จรูปซึ่งผ่านการคาร์บอไนเซชันที่อุณหภูมิ 600°C และกระตุ้นในอัตราส่วนมวลของกากกาแฟต่อซิงค์คลอไรด์เกรดงานวิเคราะห์ 1:3 (Z3-IC600) ให้พื้นที่ผิวจำเพาะ (SBET = 1260.39 m2/g) และปริมาตรรูพรุนมีโซพอร์ (Vmeso= 1.03 cm3/g) จำนวนมาก เมื่อเทียบกับถ่านที่ได้จากกากกาแฟที่ไม่กระตุ้นด้วยซิงค์คลอไรด์ ซึ่งมีพื้นที่ผิวจำเพาะ 31.82 m2/g และปริมาตรรูพรุนรวมเท่ากับ 0.04 cm3/g โดยการมีอยู่ของรูพรุนชนิดมีโซพอร์ของตัวอย่าง (Z3-IC600) ส่งผลให้มีค่าการดูดซับสีย้อมรีแอคทีฟแบล็ค 5 แบบกะสูงสุดตามแบบจำลองแลงเมียร์ (qm) เท่ากับ 120.39 mg/g และสำหรับการดูดซับแบบคอลัมน์ ถ่านกัมมันต์ที่กระตุ้นในอัตราส่วนมวลของกากกาแฟต่อซิงค์คลอไรด์เกรดอุตสาหกรรม 1:3 และอุณหภูมิคาร์บอไนเซชัน 600°C ถูกเลือกใช้เป็นวัสดุดูดซับ เพราะสารเคมีซิงค์คลอไรด์เกรดอุตสาหกรรมมีราคาถูกกว่าเกรดงานวิเคราะห์อย่างมาก และให้สมบัติความเป็นรูพรุนของถ่านกัมมันต์และค่าการดูดซับสีย้อมรีแอคทีฟแบล็ค 5 แบบกะ ใกล้เคียงกับการกระตุ้นด้วยซิงค์คลอไรด์เกรดงานวิเคราะห์ (SBET = 1225.39 m2/g, Vmeso= 0.92 cm3/g และ qm = 113.01 mg/g) ซึ่งวัสดุดูดซับดังกล่าวมีค่าการดูดซับสีย้อมรีแอคทีฟแบล็ค 5 แบบคอลัมน์ ณ จุดอิ่มตัว (qe) เท่ากับ 60.40 mg/g ที่ความเข้มข้นเริ่มต้น 100 mg/L อัตราการไหล 10 mL/min และความสูงของเบดนิ่ง 5 cm โดยทั้งหมดทดลองภายใต้ pH ที่เป็นกลาง
การพัฒนารายการตรวจสอบคุณสมบัติของเทคโนโลยีอีเลิร์นนิง แบบประสานเวลาเชิงรุก: ความสอดคล้องระหว่างระบบและ โลกแห่งความจริง, ธันยพัฒน์ ศรลัมพ์
การพัฒนารายการตรวจสอบคุณสมบัติของเทคโนโลยีอีเลิร์นนิง แบบประสานเวลาเชิงรุก: ความสอดคล้องระหว่างระบบและ โลกแห่งความจริง, ธันยพัฒน์ ศรลัมพ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ส่งผลให้สถาบันการศึกษาหลายประเทศทั่วโลกตัดสินใจปิดตัวลงและเปลี่ยนรูปแบบการเรียนจากการเรียนรู้ในห้องเรียนแบบกายภาพไปเป็นการเรียนในรูปแบบออนไลน์ โดยอาศัยเทคโนโลยีการเรียนรู้แบบประสานเวลาเป็นสื่อกลาง แต่อย่างไรก็ตามมีการศึกษาประสิทธิผลของการเรียนรู้ในห้องเรียนแบบกายภาพเทียบกับการเรียนแบบออนไลน์ซึ่งพบว่าการเรียนรู้ในห้องเรียนแบบกายภาพเป็นที่ต้องการและพบว่ามีประสิทธิผลดีกว่าการเรียนรู้ออนไลน์ส่วนใหญ่ รวมถึงการศึกษาธรรมชาติของผู้เรียนพบว่าผู้เรียนต้องเรียนรู้และใช้งานหลายแพลตฟอร์มสำหรับการเรียนในหนึ่งหลักสูตร ดังนั้นจึงเกิดคำถามงานวิจัยที่ว่า คุณสมบัติ (Attribute) ที่จำเป็นต้องมีเพื่ออำนวยความสะดวกและตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้งานคืออะไร โดยในงานวิจัยนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อสร้างรายการตรวจสอบคุณสมบัติเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับการเรียนรู้แบบประสานเวลาให้สอดคล้องกันระหว่างระบบและโลกแห่งความเป็นจริง โดยจะถูกพัฒนาจาก 2 ประเด็น ทั้งในเชิงทฤษฎีและในเชิงการใช้งานจริง โดยเริ่มต้นที่เชิงทฤษฎีทางผู้วิจัยจัดทำการทบทวนงานวิจัยและการศึกษาเชิงประจักษ์เกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนรู้เชิงรุกและในเชิงการใช้งานจริง ผู้วิจัยทำการรวบรวมปัญหาการใช้งานจริงของเทคโนโลยีการเรียนรู้แบบประสานเวลา หลังจากนั้นจึงสร้างแบบประเมินงานวิจัยเพื่อศึกษาถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้เชิงรุกในมุมมองของการพัฒนาเทคโนโลยีการเรียนรู้ แล้วจึงทำการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ(Exploratory Factor Analysis: EFA) เพื่อสร้างแบบรายการตรวจสอบคุณสมบัติสำหรับการเรียนรู้แบบประสานเวลาเชิงรุก โดยรายการตรวจสอบคุณสมบัติที่ได้จะประกอบไปด้วย 9 ข้อหลัก 20 ข้อย่อย แล้วจึงทำการทดสอบความเชื่อมั่นของแบบรายการตรวจสอบคุณสมบัติดังกล่าว จากผลการทดสอบพบว่า ความเชื่อมั่นระหว่างผู้ประเมิน (Inter-Rater Reliability: IRR) ทั้ง 2 ท่าน พบว่าค่าสถิติแคปปา มีค่าเท่ากับ 0.773 ซึ่งหมายถึง ระดับความสอดคล้องของผู้ประเมินมีความสอดคล้องกันมาก จึงสรุปได้ว่ารายการตรวจสอบคุณสมบัตินี้มีความน่าเชื่อถือและสามารถนำไปใช้งานได้จริง
การกักเก็บน้ำหอมโดยใช้โซเดียมไตรโพลีฟอสเฟตและแป้งดัดแปรสำหรับผงซักฟอก, ธีราพัฒน์ บุญชัยพัฒน์
การกักเก็บน้ำหอมโดยใช้โซเดียมไตรโพลีฟอสเฟตและแป้งดัดแปรสำหรับผงซักฟอก, ธีราพัฒน์ บุญชัยพัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
น้ำหอมเป็นหนึ่งในองค์ประกอบหลักที่สำคัญของผงซักฟอก มีหน้าที่ให้ความหอมแก่เนื้อผ้า ทั้งยังมีส่วนดึงดูดให้ผู้ใช้ตัดสินใจเลือกซื้อ ในกระบวนการผลิตผงซักฟอกโดยทั่วไปนั้น น้ำหอมจะถูกผสมลงไปในรูปของเหลว ซึ่งเพิ่มความชื้นให้แก่ผงซักฟอก และหากเติมมากจนเกินไปผงซักฟอกก็จะจับตัวกันเป็นก้อน ดังนั้น การใช้น้ำหอมในรูปแบบผงจึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อลดข้อด้อยดังกล่าว ผู้ผลิตรายใหญ่เริ่มปรับเปลี่ยนมาใช้ผงน้ำหอม ซึ่งทำมาจาก Melamine-formaldehyde ที่ห่อหุ่มน้ำหอมไว้ในรูปแบบผง แต่สารห่อหุ้มดังกล่าวก็ยังมีข้อเสียที่ปลดปล่อย Microplastic กลับสู่สิ่งแวดล้อม เพื่อแก้ไขจุดอ่อนนี้ สารห่อหุ่มชนิดต่างๆ จึงได้รับการพัฒนาขึ้น รวมถึงงานวิจัยนี้ที่จะนำเสนอแนวทางการทำผงน้ำหอมด้วยเทคนิคสเปรย์ดราย โดยนำส่วนผสมที่มีอยู่แล้วในผงซักฟอกนำมาใช้เป็นสารห่อหุ้ม สำหรับงานวิจัยนี้ได้เลือกใช้ Sodium tripolyphosphate (STPP) และ HI-CAP® 100 (HICAP) เป็นสารห่อหุ้ม มี D-limonene (DL) เป็นน้ำหอมต้นแบบ มี Solid content = 21% และมี Core/Wall Ratio = 0.2 การทำผงน้ำหอมมีด้วยกัน 2 ขั้นตอน คือ การทำอิมัลชันและการทำสเปรย์ดราย โดยทำการทดลองเปลี่ยนแปลงอัตราส่วน STPP : HICAP ในขั้นตอนการเตรียมอิมัลชัน และเปลี่ยนแปลง Inlet Temperature ในการขั้นตอนการทำสเปรย์ดราย ผลที่ได้คือ วิธีการเติม STPP มีผลต่อขนาดและการกระจายตัวของอนุภาคอิมัลชัน โดยที่ HICAP มีส่วนช่วยในการรวมตัวเป็นอิมัลชันได้ดีขึ้น สำหรับอัตราส่วนระหว่าง STPP : HICAP ที่ 1 : 1 นั้นมีมากเพียงพอที่จะห่อหุ้ม DL ไว้ ทั้งนี้ ขนาดและการกระจายตัวของอนุภาคอิมัลชัน ไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่ส่งผลต่อการกักเก็บน้ำหอม อัตราส่วนของสารห่อหุ้มก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง สำหรับการเพิ่ม Inlet temperature ในขั้นตอนการทำสเปรย์ดราย มีส่วนทำให้ปริมาณ DL บนพื้นผิวและความชื้นของผงน้ำหอมลดลง ในขณะที่เมื่อดูลักษณะทางกายภาพของผงน้ำหอม พื้นผิวของผงน้ำหอมที่มีลักษณะเป็นทรงกลมและผิวย่น สามารถบ่งบอกเบื้องต้นได้ว่ามีปริมาณ DL ที่คงอยู่ในผงน้ำหอมมากกว่า พื้นผิวของผงน้ำหอมที่มีลักษณะทรงกลมผิวเรียบ และเมื่อศึกษาในด้านความคงตัว STPP กับ HICAP สามารถห่อหุ้มป้องกันการออกซิไดซ์ของ DL ในผงซักฟอกได้ในช่วง …
การจัดตารางพยาบาลแบบหลายวัตถุประสงค์ด้วยวิธีการฮิวริสติก : กรณีศึกษาของโรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทย, นลธวัช สุคนธ์ภัทร
การจัดตารางพยาบาลแบบหลายวัตถุประสงค์ด้วยวิธีการฮิวริสติก : กรณีศึกษาของโรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทย, นลธวัช สุคนธ์ภัทร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนาแนวทางการแก้ปัญหาการจัดตารางการทำงานของพยาบาลแบบหลายวัตถุประสงค์ (Multi-objective Nurse Scheduling Problem : NSP) ด้วยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ควบคู่ไปกับวิธีการฮิวริสติก ปัญหาการจัดตารางการทำงานพยาบาลแบบหลายวัตถุประสงค์นี้ เป็นปัญหาที่มีความซับซ้อน อันเป็นผลเนื่องมาจากความหลากหลายของข้อจำกัด และวัตถุประสงค์หลักของปัญหาต่างๆ ที่มีความขัดแย้งกัน นอกจากนี้ โรงพยาบาลส่วนใหญ่ยังขาดระบบสนับสนุนการตัดสินใจในการจัดตารางการทำงาน ส่งผลทำให้ผู้จัดตารางการทำงานจำเป็นต้องดำเนินการจัดตารางการทำงานด้วยตนเอง ซึ่งมักใช้เวลาในการจัดที่ยาวนาน และผิดพลาดได้ง่าย เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ผู้วิจัยได้พัฒนาแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่สะท้อนภาพการทำงานของผู้จัดตารางการทำงานพยาบาลแบบหลายวัตถุประสงค์ขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่แผนกฉุกเฉิน เนื่องจากแผนกดังกล่าวมีความซับซ้อนในการปฎิบัติงานมากกว่าแผนกอื่นๆ อย่างไรก็ดี ผู้วิจัยพบว่า เมื่อปัญหาดังกล่าวมีขนาดใหญ่ขึ้น ประสิทธิภาพของแบบจำลองทางคณิตศาสตร์มีแนวโน้มที่ลดถอยลง ทั้งในเชิงคุณภาพของคำตอบ และเวลาที่ใช้ในการหาคำตอบ อันเป็นผลเนื่องมาจากความซับซ้อนของปัญหาดังกล่าว ผู้วิจัยจึงได้ทำการพัฒนาฮิวริสติกขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และลดเวลาการหาคำตอบของปัญหาการจัดตารางการทำงานพยาบาลแบบหลายวัตถุประสงค์ โดยอ้างอิงจาก Adaptive Large Neighborhood Search (ALNS) ควบคู่ไปกับ Non-dominated Sorting Genetic Algorithm III (NSGA-III) จากผลการทดลอง ผู้วิจัยพบว่า วิธีการฮิวริสติกที่ถูกพัฒนาขึ้นมีคุณภาพเทียบเท่ากับวิธีแม่นตรงในปัญหาขนาดเล็ก โดยชุดคำตอบที่ได้จากวิธีการฮิวริสติกมีคุณภาพเทียบเท่ากับวิธีแม่นตรง หากแต่ใช้เวลาในการหาคำตอบที่สั้นกว่ามาก สำหรับปัญหาที่มีขนาดใหญ่ขึ้น วิธีการฮิวริสติกที่ถูกพัฒนาขึ้นก็สามารถสร้างชุดคำตอบที่มีความหลากหลายในระยะเวลาที่สั้นกว่าวิธีการแบบดั้งเดิมเป็นอย่างมาก
ดีไฮเดรชันของเอทานอลไปเป็นเอทิลีนบนตัวเร่งปฏิกิริยาโมลิบดีนัมออกไซด์และทังสเตนออกไซด์บนตัวรองรับไบโอชาร์, ปณต ปิ่นสุภา
ดีไฮเดรชันของเอทานอลไปเป็นเอทิลีนบนตัวเร่งปฏิกิริยาโมลิบดีนัมออกไซด์และทังสเตนออกไซด์บนตัวรองรับไบโอชาร์, ปณต ปิ่นสุภา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาคุณลักษณะและประสิทธิภาพของตัวเร่งปฏิกิริยาโมลิบดินัมออกไซด์และทังสเตนออกไซด์บนตัวรองรับไบโอชาร์ที่ทำมาจากไม้ไผ่ (Mo/BOC และ W/BOC) โดยการทำปฏิกิริยาดีไฮเดรชันของเอทานอลไปเป็นเอทิลีนที่อุณหภูมิ 200 - 400 องศาเซลเซียสและทำการแปรค่าเปอร์เซ็นของโลหะที่ใส่ลงไปที่ 2, 5, 7 และ 10% โดยน้ำหนัก วิธีการเตรียมตัวเร่งปฏิกิริยาจะใช้วิธีการเคลือบฝังทั้งหมด หลังจากนั้นจะนำตัวเร่งปฏิกิริยาที่ได้ไปทำการทดสอบคุณลักษณะด้วยวิธีต่างๆ เช่น SEM-EDX, XRD และอื่นๆ เป็นต้น ต่อมาจะได้ทำการหาตัวเร่งปฏิกิริยาที่ให้ค่าเปอร์เซ็นคอนเวอร์ชันสูงสุด ค่าการเลือกเกิดของเอทิลีนที่ดีที่สุดและอุณหภูมิที่ทำให้เกิดเอทิลีนมากที่สุด อีกทั้งยังทำการเปรียบเทียบตัวรองรับไบโอชาร์ที่ทำมาจากวัสดุอื่นอีก ได้แก่ ไบโอชาร์จากชานอ้อยและกัญชง โดยผลการทดลองจะได้ว่าเปอร์เซ็นของโลหะที่เหมาะสมที่สุดคือ 10% ทั้งของโมลิบดินัมออกไซด์และทังสเตนออกไซด์ โดย 10%Mo/BOC จะให้ค่าคอนเวอร์ชันสูงที่สุดเท่ากับ 44.6% ค่าการเลือกเกิดเอทิลีนมากสุด 57.5% และอุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดคือ 400 องศาเซลเซียส 10%W/BOC จะให้ค่าคอนเวอร์ชันสูงที่สุดคือ 6.8% ค่าการเลือกเกิดเอทิลีนสูงสุดเท่ากับ 49.6% และอุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดคือ 400 องศาเซลเซียส
การเรียนรู้ของเครื่องสำหรับทำนายกำลังรับแรงอัดประลัยของเสาท่อเหล็กคู่หล่อคอนกรีตด้านใน, ปิยวัฒน์ บุญเลิศนิรันดร์
การเรียนรู้ของเครื่องสำหรับทำนายกำลังรับแรงอัดประลัยของเสาท่อเหล็กคู่หล่อคอนกรีตด้านใน, ปิยวัฒน์ บุญเลิศนิรันดร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้นำเสนอวิธีการทำนายกำลังรับแรงอัดประลัยของเสาวัสดุผสมท่อเหล็กคู่หล่อคอนกรีตด้านใน ( Concrete Filled Double Skin Steel Tube Columns ) หรือ CFDST โดยใช้ความสามารถในการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) และค้นหาอัลกอริทึมที่ให้ความแม่นยำมากที่สุดนำมาสร้างโมเดลในการทำนายและเปรียบเทียบความแม่นยำกับการออกแบบมาตรฐาน (Standard Design Code) โดยงานวิจัยนี้จะเลือกใช้กระบวนการถดถอยแบบเกาส์เซียน (GPR : Gaussian Process Regression ) และเอกตรีมกาเดียนบูสติ่ง (XGBoost : Extreme Gradient Boosting) เป็นอัลกอริทึมหลักและใช้ข้อมูลจากการทดสอบจริงในอดีตและจากการจำลองด้วยโปรแกรม ABAQUS มาเป็นชุดข้อมูลในการฝึกฝนโมเดล โดยข้อมูลนำเข้าประกอบไปด้วย เส้นผ่าศูนย์กลางด้านนอกและด้านใน ความหนาท่อเหล็กด้านนอกและด้านใน กำลังรับแรงอัดของคอนกรีตที่ 28 วันจากการทดสอบโดยกดลูกปูนรูปทรงกระบอกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 150 มิลลิเมตร ความสูง 300 มิลลิเมตร กำลังครากของท่อเหล็กด้านนอกและด้านใน และ ความสูงของเสาวัสดุผสม ข้อมูลนำออกคือ กำลังรับแรงอัดประลัยตามแนวแกนของเสาวัสดุผสม โดยการสร้างโมเดลสำหรับทำนายกำลังจะแบ่งออกเป็น 2 โมเดลคือโมเดลเสาสั้นและโมเดลเสายาวเนื่องจากพฤติกรรมการวิบัตินั้นแตกต่างกันและเกณฑ์ที่ใช้แบ่งคืออัตราส่วนความชะลูด ผลการทดสอบพบว่าโมเดลเสาสั้นที่ใช้ข้อมูลทั้งหมด 122 ชุดข้อมูล อัลกอริทึมเอกตรีมกาเดียนบูสติ่งให้ความแม่นยำมากกว่ากระบวนการถดถอยแบบเกาส์เซียนและการออกแบบมาตรฐาน ขณะที่โมเดลเสายาวที่ใช้ชุดข้อมูลทั้งหมด 181 ชุดข้อมูล ผลการทดสอบพบว่า เอกตรีมการ์เดียนบูสยังคงให้ความแม่นยำมากกว่ากระบวนการถดถอยแบบเกาส์เซียนและการออกแบบมาตรฐานเช่นกัน
การแก้ปัญหาการแวะผ่านหลายจุดสำหรับการรับส่งที่มีการจำกัดด้านระยะทางด้วยขั้นตอนวิธีเชิงพันธุกรรม, พีรายุ เพ็งสุวรรณ์
การแก้ปัญหาการแวะผ่านหลายจุดสำหรับการรับส่งที่มีการจำกัดด้านระยะทางด้วยขั้นตอนวิธีเชิงพันธุกรรม, พีรายุ เพ็งสุวรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันธุรกิจการขนส่งอาหารและพัสดุมีการเติบโตสูงขึ้นอย่างมาก ต้นทุนในธุรกิจนี้แปรผันตามปัจจัยต่าง ๆ หนึ่งในนั้นคือปัจจัยด้านระยะทาง ซึ่งจะส่งผลต่อต้นทุนเชื้อเพลิงที่ใช้ในการขนส่ง การพัฒนาระบบการจัดการเส้นทางที่มีประสิทธิภาพจะช่วยเลือกเส้นทางที่ใช้ต้นทุนในการขนส่งอย่างเหมาะสม และช่วยเพิ่มความพร้อมในการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยนี้ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเส้นทางของผู้ขนส่งโดยการเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการที่ผู้ขนส่งสามารถให้บริการได้ในการเดินทางแต่ละครั้ง รวมถึงให้อิสระในการกำหนดระยะทางที่ต้องการเดินทางในแต่ละครั้งตามความสะดวกของผู้ขนส่งด้วย ดังนั้นเส้นทางที่มีประสิทธิภาพสูงสุดจึงหมายถึงเส้นทางที่สามารถให้บริการผู้รับส่งสินค้าเป็นจำนวนมากที่สุดภายใต้เงื่อนไขระยะทางสูงสุดที่ถูกกำหนดโดยผู้ขนส่ง การค้นหาเส้นทางที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ดังกล่าวเป็นปัญหามีความซับซ้อนทางเวลาสูง ดังนั้นจึงต้องเลือกใช้ขั้นตอนวิธีที่เหมาะสมในการแก้ปัญหา ซึ่งงานวิจัยนี้เล็งเห็นว่าขั้นตอนวิธีเชิงพันธุกรรมที่ประยุกต์ขั้นตอนวิธีแบบฮิวริสติกอื่น ๆ ในการหาคำตอบร่วมกันสามารถลดระยะเวลาในการหาคำตอบของปัญหานี้ได้ โดยคำตอบนั้นมีคุณภาพสูงใกล้เคียงกับขั้นตอนวิธีแบบเอาแต่แรงเมื่อจำนวนจุดให้บริการไม่เกิน 7 คู่ เพื่อให้ครอบคลุมตามจุดประสงค์ของผู้ใช้งานทั้งด้านคุณภาพและระยะเวลาในการหาคำตอบ ขั้นตอนวิธีเชิงพันธุกรรมที่งานวิจัยนี้นำเสนอมีรูปแบบที่แตกต่างกัน 2 รูปแบบ โดยทั้ง 2 จะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันคือ รูปแบบที่มีจุดเด่นด้านคุณภาพของคำตอบ และรูปแบบที่มีจุดเด่นด้านระยะเวลาการหาคำตอบ
การยับยั้งการเจริญเติบโตของเดนไดรต์สังกะสีโดยตัวคั่นเซลลูโลสนาโนไฟเบอร์/ทังสเตนคาร์ไบด์สำหรับแบตเตอรี่สังกะสีไอออน, ภัทรพร วุฒาพาณิชย์
การยับยั้งการเจริญเติบโตของเดนไดรต์สังกะสีโดยตัวคั่นเซลลูโลสนาโนไฟเบอร์/ทังสเตนคาร์ไบด์สำหรับแบตเตอรี่สังกะสีไอออน, ภัทรพร วุฒาพาณิชย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ตัวคั่นวัสดุผสมทังสเตนคาร์ไบด์-เซลลูโลสนาโนไฟเบอร์ (CNFs/WC separator) มีข้อดี คือประหยัดต้นทุนและการเตรียมที่ง่ายขึ้น โดยตัวคั่นที่ประดิษฐ์ขึ้นนี้สามารถลดศักยภาพของนิวเคลียสสังกะสีที่มากเกินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ตำแหน่งนิวเคลียสสังกะสีเป็นระเบียบ ลดการกัดกร่อนบนพื้นผิว และส่งเสริมการสะสมของสังกะสีที่สม่ำเสมอ จึงทำให้แอโนดสังกะสีมีประสิทธิภาพสูง ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับตัวคั่น เซลลูโลสนาโนไฟเบอร์บริสุทธิ์ (CNFs separator) ตัวคั่น CNFs/WC จะยืดอายุรอบการใช้งานของแบตเตอรี่สมมาตรเป็น 1,200 ชั่วโมง ภายใต้ความหนาแน่นกระแส 1 มิลลิแอมป์ต่อตารางเซนติเมตร และเป็น 1,000 ชั่วโมงที่ 5 มิลลิแอมป์ต่อตารางเซนติเมตร นอกจากนี้การใช้ (NH4)2V10O25·8H2O (NVO) เป็นวัสดุแคโทด ทำให้มีความสามารถในการอัด-คายประจุเหนือกว่าที่ 132 มิลลิแอมป์ชั่วโมงต่อกรัม คงความสามารถในการกักเก็บความจุที่ 85.2% หลังจากผ่านไป 500 รอบ ภายใต้ความหนาแน่นกระแส 3 แอมป์ต่อกรัม โดยในขณะที่แบตเตอรี่ที่ใช้ตัวคั่น CNFs ลดความจุลงอย่างรวดเร็วไปที่ 30 มิลลิแอมป์ชั่วโมงต่อกรัม ซึ่งบ่งชี้ถึงความสามารถในการกลับตัวของวงจรและความเสถียรที่ยอดเยี่ยมของแอโนด โดยตัวคั่น CNFs/WC
การวิเคราะห์ดัชนีชี้วัดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน บริษัทกรณีศึกษา : Aaa, นครินทร์ ทรัพย์อำนวยโชค
การวิเคราะห์ดัชนีชี้วัดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน บริษัทกรณีศึกษา : Aaa, นครินทร์ ทรัพย์อำนวยโชค
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาและค้นคว้าอิสระนี้เป็นการศึกษาการปรับปรุงกระบวนการทำงานของแผนกขนส่งสินค้าขาออก ของบริษัทกรณีศึกษา AAA ซึ่งเป็นบริษัทตัวแทนนำเข้า และส่งออกสินค้า (Freight Fward Company) หนึ่งในกิจกรรมสำคัญ การบันทึกค่าใช้จ่ายลงระบบให้ทันเวลา เนื่องจาก การรับรู้รายได้ รายจ่ายและกำไรให้เร็วที่สุดนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่ทุกองค์กรต้องการ ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาหาสาเหตุที่ทำให้กระบวนการทำงานของบริษัทกรณีศึกษามีปัญหา ตลอดจนนำแนวคิด ทฤษฏี และเครื่องมือ ไม่ว่าเป็นแนวคิดลีน 5M+Q+S PDCA และ 5WHY เข้ามาช่วยในการดำเนินหาทางแก้ไขปัญหาที่บริษัทกรณีศึกษากำลังเผชิญ ตลอดจนการประชุมหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อหาแนวทางการทำงานใหม่ เพื่อให้ทุกคนทราบถึงปัญหาที่แท้จริง และช่วยกันหาแนวทางที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหาซึ่งหลังจากปรับปรุงกระบวนการนั้น พบว่าคะแนน KPI เฉลี่ยในการบันทึกค่าใช้จ่ายทันเวลาของพนักงานนั้นเพิ่มขึ้น และพนักงานได้ใช้เครื่องมือที่ทางองค์กรได้พัฒนาไว้อย่างมีประโยชน์ โดยมีคะแนน KPI เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 67.67 เป็นร้อยละ 86.70
ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการขนส่งพัสดุไปรษณีย์ไทยและบริษัทขนส่งเอกชน, อรทัย มหาศักดิ์สวัสดิ์
ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการขนส่งพัสดุไปรษณีย์ไทยและบริษัทขนส่งเอกชน, อรทัย มหาศักดิ์สวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทางด้านประชากรศาสตร์และปัจจัยพฤติกรรมการใช้บริการปัจจัยด้านคุณภาพการให้บริการที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการขนส่งของลูกค้าที่ทำการไปรษณีย์บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา และบริษัทขนส่งเอกชน โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 413 ราย ทำการสร้างเส้นทาง Path Diagram พร้อมทั้งการวิเคราะห์วิธีสมการถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Linear Regression)เพื่อหาค่าสัมประสิทธิ์ที่มีนัยสำคัญทางสถิติ Significant ≤.05 ในความสัมพันธ์ของปัจจัยในแต่ละตัวของตัวแปรอิสระสู่ตัวแปรส่งผ่านที่มีอิทธิพลต่อการการตัดสินใจเลือกใช้บริการขนส่งพัสดุไปรษณีย์ไทยและบริษัทขนส่งเอกชนซึ่งเป็นตัวแปรตามคำนวณหาค่าน้ำหนักอิทธิพลของตัวแปรที่ Significant ≤.05 เพื่อทราบว่าลูกค้ากลุ่มใดเลือกใช้ขนส่งไปรษณีย์ไทย พบว่า1.Gender เพศหญิงผ่านปัจจัยการตอบสนองต่อลูกค้า (Responsiveness),ระยะทางจากบ้าน-ที่ทำการขนส่งพัสดุ(Distance) เพศชายให้ความสำคัญกับเรื่องราคา(Price) 2.Age กลุ่มลูกค้าอายุมาก 3.กลุ่มผู้มีรายได้น้อย ไปรษณีย์ไทยควรทำการโปรโมทเพศหญิงแต่ละรายที่แตกต่างกันเกิดการดึงดูดสนใจมาใช้บริการการส่งสินค้าที่ถูกต้องสภาพไม่ชำรุดเสียหาย มีการบริการที่หลากหลาย ความต้องการใช้บริการไปรษณีย์ไทยใกล้บ้าน ผู้ลูกค้าอายุมากต้องการคุณภาพในเรื่องราคาที่เหมาะสมกับการบริการ สถานที่ตั้งใกล้บ้าน กลุ่มผู้ที่มีรายได้น้อยให้ความสำคัญเรื่องที่ตั้งมีความสะดวกง่ายต่อการเดินไปไปรษณีย์ไทย มีบริการผ่านแอพพลิเคชัน/เว็บไซต์ เวลาทำการเปิด-ปิดที่เหมาะสม
The Influence Of Therapeutic Body Positions On Hemodynamics And Respiration In Adults With And Without Obesity, Ruchada Sriamad
The Influence Of Therapeutic Body Positions On Hemodynamics And Respiration In Adults With And Without Obesity, Ruchada Sriamad
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The primary objective of this research was to investigate the impact of therapeutic body positions on hemodynamic and respiratory responses in adults with and without abdominal obesity. This research comprises three studies: 1) a systematic review and meta-analyses to investigate the influence of various body positions on hemodynamic and respiratory variables in healthy adults; 2) a study on hemodynamic responses during therapeutic body positions in adults with and without abdominal obesity; 3) a study on respiratory responses during therapeutic body positions, comparing obese and non-obese adults. The results from the systematic review revealed that different positions elicit distinct hemodynamic and …
New Approaches For Classical Theatre Performance Through The Application Of The Principles Of No.60 :A Case Study Of August Strinderg’S Miss Julie (1888), Sarinya Inger Olsson
New Approaches For Classical Theatre Performance Through The Application Of The Principles Of No.60 :A Case Study Of August Strinderg’S Miss Julie (1888), Sarinya Inger Olsson
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The objective of this study is to examine the practical application of the principle of No.60 in acting techniques to effectively embody and portray the intricate nature of the character Miss Julie. The researcher's identified issue in their acting practice is the lack of freedom in utilizing their body to convey the character's emotions during performances, leading to a sense of internal conflict that hinders their expressive abilities. Consequently, the researcher tends to rely more on their upper body rather than fully utilizing their entire physique while performing. The researcher believes that the principles of No.60 can significantly enhance their …
Information Structure In Moklen, Daniel Peter Loss
Information Structure In Moklen, Daniel Peter Loss
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates aspects of information structure in Moklen, an endangered Austronesian language of Southern Thailand. The two objectives were to study the syntactic and informational properties of intonation units and to study the relationship between information status and changes in word-form. With respect to the first objective, Hypothesis 1 held that clausal intonation units would conform to the one-new-idea constraint, while Hypothesis 2 held that variations in argument structure could be accounted for by the given-before-new principle. Regarding changes in word-form, Hypothesis 3 held that use of monosyllabic alternants would correspond to “given” information statuses. To assess these hypotheses, …
Movements And Monuments: Student Movements For “Democracy” In 1973 And 2020 And Public Monuments In Thailand, Gil Diaz Turingan
Movements And Monuments: Student Movements For “Democracy” In 1973 And 2020 And Public Monuments In Thailand, Gil Diaz Turingan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
"Thai democracy" is usually defined from the statist perspective. It is frequently associated with the bureaucratic elite, military, capitalists, middle class, and the monarchy. This qualitative historical study aims to explain the definition and development of Thai democracy using a different lens—a viewpoint of Thailand's 1973 and 2020 student movements and public monuments. It follows the historical research design and analyzes historical accounts to understand the installation, purpose, symbol, meaning, and transformation of the Democracy Monument, the Constitution Monuments, replicas of the Democracy Monument, the 14th of October 1973 Memorial, and the Victory Monument. Through student demonstrations, protesters transformed these …
การใช้เทคนิคของ อูทา ฮาเก็น และ รูดอล์ฟ ฟอน ลาบานในการพัฒนาทักษะการแสดงละครสุขนาฏกรรม : กรณีศึกษาตัวละครผู้หญิงในเรื่อง ลาฟฟิ่ง ไวลด์ ของ คริสโตเฟอร์ ดูแรงต์ (1987), ชญาณี วรพงศ์พินิจ
การใช้เทคนิคของ อูทา ฮาเก็น และ รูดอล์ฟ ฟอน ลาบานในการพัฒนาทักษะการแสดงละครสุขนาฏกรรม : กรณีศึกษาตัวละครผู้หญิงในเรื่อง ลาฟฟิ่ง ไวลด์ ของ คริสโตเฟอร์ ดูแรงต์ (1987), ชญาณี วรพงศ์พินิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและสังเคราะห์เทคนิคของ อูทา ฮาเก็น และ รูดอล์ฟ ฟอน ลาบาน เพื่อนำมาใช้พัฒนาทักษะการแสดงละครสุขนาฏกรรมผ่านตัวละครผู้หญิง ในบทละครเรื่อง ลาฟฟิ่ง ไวลด์ (Laughing Wild) เนื่องจากผู้วิจัยยังมีประสบการณ์ด้านการแสดงละครสุขนาฏกรรมไม่มาก ทำให้ประสบปัญหาในการแสดง 2 ประการ คือ 1) มีความเชื่อในแบบตัวละครที่ไม่มากพอ และ 2) มักใช้ร่างกายในรูปแบบเดิม ทำให้ไม่สามารถสวมบทบาทเป็นตัวละครและถ่ายทอดออกมาได้อย่างเต็มที่ โดยมีสมมติฐานว่าเมื่อนำเทคนิคการแสดงของอูทา ฮาเก็น และรูดอล์ฟ ฟอน ลาบาน มาใช้ในการแสดงละครสุขนาฏกรรมเรื่อง ลาฟฟิ่ง ไวลด์ ผ่านตัวละครผู้หญิงจะทำให้นักแสดงมีความเชื่อในแบบตัวละครมากพอจนสามารถถ่ายทอดตัวละครผ่านร่างกายและสามารถหาพฤติกรรมของตัวละครได้ ผู้วิจัยทดลองนำ 2 เทคนิคนี้มาใช้ในงานวิจัยแบ่งเป็น 3 กระบวนการ คือ 1) วิเคราะห์บทละครและตัวละคร 2) กระบวนการซ้อม และ 3) นำเสนอผลวิจัยผ่านการจัดแสดง โดยเลือกวิธีเก็บผลวิจัย ดังนี้ จดบันทึกการทำงานของผู้วิจัย บันทึกวิดีโอฝึกซ้อมบางช่วง บันทึกวิดีโอวันแสดงจริง แบบสอบถามผู้ชม การประเมินจากผู้กำกับและผู้เชี่ยวชาญด้านการแสดง ผลการวิจัยพบว่าเทคนิคของฮาเก็นและลาบานเป็นเทคนิคที่ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อนักแสดงสามารถผ่อนคลายและปล่อยวางอันเป็นพื้นฐานของนักแสดงได้แล้ว การฝึกฝนเทคนิคของฮาเก็นจะช่วยทำให้นักแสดงมีความเชื่อในแบบตัวละครที่แข็งแรงมากพอจนนำไปสู่ความต้องการของตัวละครได้และการฝึกฝนเทคนิคของลาบานจะช่วยให้นักแสดงสามารถเชื่อมโยงความรู้สึกภายในของตัวละครกับการเคลื่อนไหวร่างกายภายนอกให้เป็นหนึ่งเดียวกันจนสามารถถ่ายทอดพฤติกรรมของตัวละครได้
การประยุกต์เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศเพื่อประเมินศักยภาพพื้นที่สีเขียวสำหรับความยืดหยุ่นปรับตัวของเมืองในจังหวัดสมุทรสาคร, กรรณิการ์ จันทร์ชิดฟ้า
การประยุกต์เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศเพื่อประเมินศักยภาพพื้นที่สีเขียวสำหรับความยืดหยุ่นปรับตัวของเมืองในจังหวัดสมุทรสาคร, กรรณิการ์ จันทร์ชิดฟ้า
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การกลายเป็นเมืองอย่างรวดเร็วของจังหวัดสมุทรสาครส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่สีเขียวและพื้นที่สาธารณะของเมืองทำให้มีความจำเป็นเร่งด่วนในการเสริมสร้างศักยภาพเพื่อปรับปรุงระบบนิเวศที่จำเป็นของเมืองและสร้างอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ลักษณะการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่สีเขียวในจังหวัดสมุทรสาคร และประเมินศักยภาพพื้นที่สีเขียวที่เหมาะสมต่อความยืดหยุ่นปรับตัวของเมืองในจังหวัดสมุทรสาคร ด้วยการประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ การวิเคราะห์แบบหลายเกณฑ์โดยวิธีกระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ และการสังเคราะห์ความเชื่อมโยงพื้นที่สีเขียวและความยืดหยุ่นปรับตัวของเมือง โดยใช้ข้อมูลจากกรมพัฒนาที่ดิน ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ และการสัมภาษณ์ผู้รู้ในพื้นที่ ผลการศึกษามีดังนี้ (1) จังหวัดสมุทรสาครมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินระหว่าง ปี พ.ศ. 2543 ถึง ปี พ.ศ. 2564 เท่ากับ ร้อยละ 35.13 ของพื้นที่จังหวัด โดยพื้นที่เกษตรกรรมเป็นพื้นที่ที่มีการเปลี่ยนไปเป็นที่ดินประเภทอื่น ๆ มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 63.20 ของการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินทั้งหมด ซึ่งเป็นการเปลี่ยนไปเป็นการใช้ที่ดินประเภทพื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้างมากที่สุด ร้อยละ 59.46 ของการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่เกษตรกรรม ทำให้เห็นว่าพื้นที่สีเขียวมีแนวโน้มลดลงและพื้นที่เมืองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยรูปแบบการใช้ที่ดินนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงตามการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการประกอบอาชีพของจังหวัด (2) การประเมินศักยภาพพื้นที่สีเขียวที่เหมาะสมต่อความยืดหยุ่นปรับตัวของเมือง ประกอบด้วยเกณฑ์หลัก 4 ด้าน คือ เศรษฐกิจ-สังคม กายภาพ ธรรมชาติและสภาพแวดล้อม และการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ผลการประเมินศักยภาพของพื้นที่สีเขียวที่เหมาะสมต่อความยืดหยุ่นปรับตัวของเมือง พบว่า นอกเหนือจากร้อยละ 26.72 ที่เป็นพื้นที่เมืองแล้วนั้น พื้นที่ร้อยละ 73.28 ของจังหวัด คือ พื้นที่ศักยภาพ ซึ่งสามารถจำแนกเป็น 5 ระดับตามศักยภาพของพื้นที่ในการรองรับการขยายตัวของเมือง ประกอบด้วย ศักยภาพสูงมาก (ร้อยละ 3.86) ศักยภาพสูง (ร้อยละ 61.48) ศักยภาพปานกลาง (ร้อยละ 34.13) ศักยภาพต่ำ (ร้อยละ 0.49) และศักยภาพต่ำมาก (ร้อยละ 0.05) ตามลำดับ พื้นที่ระดับศักยภาพสูงมากส่วนใหญ่เป็นการใช้ที่ดินหลากหลายประเภท ประกอบด้วย สถานที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ พืชสวน แหล่งน้ำธรรมชาติ ไม้ผล พื้นที่นา พื้นที่ลุ่ม และ ป่าชายเลน ตามลำดับ พื้นที่เหล่านี้กระจายอยู่ในตำบลต่างๆ ใกล้พื้นที่เขตเมืองและอุตสาหกรรมของจังหวัด เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ต้องการพื้นที่สีเขียวรองรับการขยายตัวของเมืองเพื่อส่งเสริมให้เมืองมีความยั่งยืนและยืดหยุ่น
ปัจจัยด้านวรรณยุกต์และโน้ตดนตรีที่มีต่อการใช้เสียงก้องพร่าในการร้องเพลงภาษาไทย, ธนกร อัยกร
ปัจจัยด้านวรรณยุกต์และโน้ตดนตรีที่มีต่อการใช้เสียงก้องพร่าในการร้องเพลงภาษาไทย, ธนกร อัยกร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยระดับเสียงของวรรณยุกต์และโน้ตดนตรีที่ทำให้เกิดเสียงก้องพร่าในการร้องเพลงภาษาไทยโดยใช้เทคนิคโวคอลฟราย และ 2) ศึกษาลักษณะทางกลสัทศาสตร์ของเสียงก้องพร่าที่ปรากฏในการร้องเพลงภาษาไทยโดยใช้เทคนิคโวคอลฟราย เก็บข้อมูลจากผู้ร่วมวิจัยที่ประกอบอาชีพร้องเพลง ทั้งหมด 10 คน เพศชาย 5 คน เพศหญิง 5 คน อายุตั้งแต่ 20 – 30 ปี บันทึกเสียงผู้ร่วมการทดลอง จากการร้องเพลงภาษาไทยที่ผู้วิจัยแต่งขึ้นใหม่ที่มีการควบคุมวรรณยุกต์อย่างสมดุล ผู้ร่วมวิจัยได้รับอนุญาตให้ออกแบบวิธีการร้องด้วยตนเอง และให้เลือกใช้เสียงก้องพร่า (รู้จักในชื่อเทคนิคโวคอลฟราย) ได้ตามอัธยาศัย จำแนกเสียงก้องพร่าจากการฟังประกอบการพิจารณาแผนภาพคลื่นเสียงเพื่อวิเคราะห์การปรากฏในแต่ละวรรณยุกต์และโน้ตดนตรี ใช้วิธีการทางสถิติด้วย Man – Whitney U Test เพื่อยืนยันข้อแตกต่างที่พบ ศึกษาลักษณะทางกลสัทศาสตร์ของเสียงก้องพร่าทั้งหมด เพื่อระบุประเภทย่อยซึ่งอ้างอิงจากการศึกษาของ Keating et al (2015) รวมถึงวัดค่าระยะเวลาเสียงก้องพร่าจากเสียงสระทั้งหมด ผลการศึกษาปฏิสัมพันธ์ของวรรณยุกต์และโน้ตดนตรีต่อการเกิดเสียงก้องพร่าในการร้องเพลงไทย พบว่า เสียงก้องพร่านั้นสามารถปรากฏได้ในทุกช่วงระดับเสียง แต่ปรากฏในช่วงโน้ตเสียงต่ำมากที่สุดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และโดยภาพรวม ผู้ร่วมวิจัยเพศชายมีการเลือกใช้เสียงก้องพร่ามากกว่าในทุกช่วงระดับเสียง นอกจากนี้ ในช่วงโน้ตเสียงต่ำ เสียงก้องพร่าปรากฏมากที่สุดกับกลุ่มวรรณยุกต์ต่ำสำหรับผู้ร่วมวิจัยทั้งสองกลุ่ม แต่ในช่วงโน้ตเสียงกลาง ผู้ร่วมวิจัยเพศหญิงใช้เสียงก้องพร่าในกลุ่มวรรณยุกต์สูงมากที่สุด ผลการศึกษาลักษณะทางกลสัทศาสตร์ของเสียงก้องพร่าในการร้องเพลงไทย พบว่า โน้ตดนตรีมีอิทธิพลต่อการปรากฏของเสียงก้องพร่าในแต่ละวรณยุกต์ ส่งผลให้ประเภทย่อยของเสียงก้องพร่าค่อนข้างกระจายตัว เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับระดับเสียงที่แตกต่างกัน ทั้งในแง่ของระดับเสียงโน้ตดนตรีและระดับเสียงของวรรณยุกต์ และถึงแม้มีการกระจายตัวค่อนข้างมาก แต่โดยภาพรวม เสียงก้องพร่าแบบโวคอลฟราย ปรากฏในสัดส่วนที่มากที่สุด ซึ่งผู้ร่วมวิจัยทุกคนใช้เสียงก้องพร่าแบบโวคอลฟรายในช่วงโน้ตเสียงต่ำ อีกทั้งโน้ตดนตรียังส่งผลให้ค่าระยะเวลาเสียงก้องพร่าแตกต่างกัน นอกจากนี้ ในช่วงโน้ตเสียงต่ำและกลาง วรรณยุกต์เอกและโท ส่งผลให้ระยะเวลาเสียงก้องพร่ามากกว่าวรรณยุกต์อื่นๆ แต่ในช่วงโน้ตเสียงสูงกลับพบว่าวรรณยุกต์ตรี ส่งผลให้ระยะเวลาของเสียงก้องพร่านั้นมากกว่าในวรรณยุกต์อื่นๆ
นรกและสวรรค์ในธรรมบรรยายของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต), ธนพล ตายี่จัน
นรกและสวรรค์ในธรรมบรรยายของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต), ธนพล ตายี่จัน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์การอธิบายเรื่องนรกและสวรรค์ และหัวข้อธรรมที่อยู่เหนือประสาทสัมผัสที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องนรกและสวรรค์ ได้แก่ การเวียนว่ายตายเกิดและภพชาติ อมนุษย์ และปาฏิหาริย์ โดยเป็นการศึกษาวิจัยเชิงเอกสารจากธรรมบรรยายและหนังสือของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ผลการศึกษาพบว่า เรื่องนรกและสวรรค์เป็นสิ่งที่ไม่อาจกล่าวถึงในแง่ของการมีหรือไม่มีโดยอ้างคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาโดยตรงได้ แต่ควรมีข้อพิจารณาและท่าทีการปฏิบัติต่อเรื่องนี้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ท่านได้อธิบายเรื่องนรกและสวรรค์ แบ่งออกเป็น 3 ระดับ กล่าวคือ ระดับที่ 1 เป็นการกล่าวถึงนรกและสวรรค์โดยอ้างอิงพระไตรปิฎก ที่มีลักษณะเป็นภพภูมิที่รองรับผลของกรรมชั่วและกรรมดีหลังความตาย ระดับที่ 2 นรกและสวรรค์ซึ่งเป็นคุณภาพของจิตหรือภูมิจิตที่สืบเนื่องไปจากคุณภาพจิตในปัจจุบัน ระดับที่ 3 นรกและสวรรค์ที่เป็นการรับรู้อารมณ์ที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจจากการรับอารมณ์ผ่านอายตนะทั้ง 6 ท่านพยายามเน้นการอธิบายนรกและสวรรค์ในระดับที่ 2 และ 3 โดยแสดงให้เห็นว่า มนุษย์ซึ่งอาจมีสภาพจิตที่หยาบหรือประณีตสามารถที่จะเข้าถึงหรือรับรู้อารมณ์ความสุขหรือความทุกข์ของภพภูมิที่มองไม่เห็นนั้นได้ เมื่อรับรู้แล้วก็ควรตระหนักถึงบทบาทของมนุษย์เองในการเป็นผู้สร้างเหตุให้เกิดผลดีหรือชั่วนั้น ส่วนการอธิบายในประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้อง พบว่า มีแนวทางเดียวกัน คือการสอนจะต้องนำไปสู่ความเข้าใจหรือท่าทีที่เหมาะสม ซึ่งตอกย้ำหลักการในพระพุทธศาสนา ได้แก่ การพึ่งตนเองและความไม่ประมาทในชีวิต จนถึงการแก้ปัญหาความงมงายในสังคม ในการอธิบาย ท่านได้โยงกลับมาที่ตัวมนุษย์ซึ่งสามารถรับรู้สาระสำคัญของสิ่งที่อยู่เหนือประสาทสัมผัสนั้นด้วยตนเอง เช่น ความรู้สึกทุกข์หรือสุขที่สร้างได้ด้วยตนเอง ความไม่แน่นอนของชีวิต คุณภาพที่แตกต่างกันของมนุษย์ในสังคม ความน่าอัศจรรย์ที่บุคคลสร้างขึ้น นับว่าเป็นการสื่อสารธรรมที่เหนือประสาทสัมผัสได้โดยที่ไม่กระทบความหมายดั้งเดิมของธรรมนั้น
บทความวิพากษ์ในหนังสือพิมพ์ไทยสมัยรัชกาลที่ 6: การก่อกำเนิดวรรณกรรมประเภทใหม่ในวัฒนธรรมวรรณศิลป์ไทย, ธนพร ศิริพันธ์
บทความวิพากษ์ในหนังสือพิมพ์ไทยสมัยรัชกาลที่ 6: การก่อกำเนิดวรรณกรรมประเภทใหม่ในวัฒนธรรมวรรณศิลป์ไทย, ธนพร ศิริพันธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาบทความวิพากษ์ที่ตีพิมพ์เป็นงานเขียนหลักในหนังสือพิมพ์การเมืองไทยสมัยรัชกาลที่ 6 เท่าที่พบในปัจจุบัน แหล่งข้อมูลที่ใช้ศึกษามีทั้งที่เป็นเอกสารตีพิมพ์ เอกสารหายาก ไมโครฟิล์ม และไมโครแจ็กเก็ต รวม 15 ฉบับ โดยมีบทความวิพากษ์ทั้งสิ้น 1,213 เรื่อง ผลการศึกษาพบว่า บทความวิพากษ์เป็นร้อยแก้วแนวใหม่ประเภทหนึ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 มีพัฒนาการมาจากบทความในยุคก่อนหน้า มีลักษณะเฉพาะทั้งด้านรูปแบบและวิธีการเขียน สามารถจัดเป็นประเภทวรรณกรรมได้ บทความวิพากษ์เกิดขึ้นท่ามกลางปัจจัยทางการเมืองสังคมและวัฒนธรรมที่เอื้อให้ผู้คนมีความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ แตกต่างกัน และต้องการพื้นที่ในการแสดงออกทางความคิดเกี่ยวกับปัญหาต่าง ๆ ในสังคมไทย โดยบทความวิพากษ์มีเนื้อหาและกลวิธีการนำเสนอความคิดที่มีลักษณะเฉพาะ กล่าวคือ มีเนื้อหาเกี่ยวกับประเด็นปัญหาต่าง ๆ ในสังคมไทยในขณะนั้น ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับรัฐบาล ราษฎร หรือประเทศชาติ จึงมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม ส่วนด้านกลวิธีการนำเสนอความคิดพบว่า บทความวิพากษ์มีการเสียดสีเชิงการเมืองอย่างโดดเด่น ทั้งยังใช้การเปรียบเทียบ การสร้างความเป็นสหบทกับวรรณกรรมไทยเรื่องอื่น และการใช้คำถามเชิงวาทศิลป์ กลวิธีเหล่านี้เป็นเครื่องมือสำคัญที่ผู้เขียนบทความใช้เพื่อวิพากษ์ ให้ข้อคิดเห็น หรือเสนอแนะเกี่ยวกับประเด็นปัญหาต่าง ๆ เพื่อให้สังคมรับรู้และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแก้ไข บทความวิพากษ์จึงเป็นวรรณกรรมประเภทใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญต่อวัฒนธรรมวรรณศิลป์ไทย กล่าวคือ เป็นร้อยแก้ววิพากษ์ปัญหาของประเทศที่นำเสนอข้อมูลร่วมสมัย และมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่านในวงกว้าง จึงเป็นคุณลักษณะที่แตกต่างจากบทความที่มีมาก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ บทความวิพากษ์ยังเป็นร้อยแก้วแนวใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 6 ที่บันทึกความนึกคิดของยุคสมัยผ่านวรรณศิลป์ และมีส่วนสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมแห่งการวิพากษ์ โดยทำให้การวิพากษ์เป็นที่ยอมรับได้ในสังคมไทย
การสร้างแฟนตาซีในวรรณกรรมเยาวชนชุด การิน ปริศนาคดีอาถรรพ์ ของอัยย์, ธรรมจักร ฉิมพลีวัฒน์
การสร้างแฟนตาซีในวรรณกรรมเยาวชนชุด การิน ปริศนาคดีอาถรรพ์ ของอัยย์, ธรรมจักร ฉิมพลีวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่องนี้มุ่งศึกษาการสร้างลักษณะแฟนตาซีไทยและแนวคิดสำคัญที่นำเสนอผ่านลักษณะแฟนตาซีในวรรณกรรมเยาวชนชุด การิน ปริศนาคดีอาถรรพ์ ของอัยย์ ข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาคือ ภาคหัวใจสีดำ ซึ่งประกอบด้วยนวนิยาย 8 ตอน ตีพิมพ์ระหว่าง พ.ศ. 2551-2554 การศึกษาพบว่า วรรณกรรมเยาวชนชุดนี้นำความเชื่อ ตำนาน และเรื่องราวซึ่งเป็นที่รับรู้และไหลเวียนอยู่ในสังคมไทยมาใช้ในการสร้างลักษณะแฟนตาซีไทยในองค์ประกอบสำคัญ 2 องค์ประกอบคือ ตัวละคร และ โครงเรื่อง ในแง่ของตัวละคร ผู้เขียนนำความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์และความเชื่อเรื่องวิญญาณมาสร้างตัวละครที่มีลักษณะแฟนตาซี 2 กลุ่ม คือตัวละครผู้วิเศษผู้มีความรู้ทางไสยศาสตร์และตัวละครที่เป็นวิญญาณและผี ในด้านโครงเรื่อง พบว่าเหตุการณ์การประกอบพิธีกรรมต่างๆ เช่น พิธีเปลี่ยนชีพ พิธีเปลี่ยนกรรม พิธีผีถ้วยแก้ว ฯลฯ เป็นเหตุการณ์หลักที่ก่อให้เกิดลักษณะแฟนตาซีไทยภายในโครงเรื่องแบบ Quest Fantasy ความเชื่อทั้งของไทยและต่างชาติที่นำมาสร้างแฟนตาซีในพิธีกรรมมีทั้งสร้างตามลักษณะของความเชื่อเดิมและการปรับให้มีลักษณะร่วมสมัย ในด้านแนวคิดที่นำเสนอผ่านลักษณะแฟนตาซีในองค์ประกอบทั้งสอง วรรณกรรมเยาวชนชุด การิน ปริศนาคดีอาถรรพ์ นำเสนอแนวคิดหลัก 2 แนวคิด แนวคิดแรก คือ แนวคิดทางพุทธศาสนา กล่าวถึงเรื่องอุปาทาน (การยึดติด) และไตรลักษณ์ ส่วนแนวคิดที่สอง คือ ปัญหาสังคม ซึ่งกล่าวถึงค่านิยมเกี่ยวกับความงาม การขาดจรรยาบรรณของสื่ออันเป็นผลจากระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม การบริโภคเกมออนไลน์ และการประกอบอัตวินิบาตกรรมของเยาวชน แนวคิดทั้งหมดในวรรณกรรมเยาวชนชุดนี้ มีส่วนช่วยผู้อ่านเยาวชนในการจัดการกับความทุกข์ในจิตใจของตน อีกทั้งยังช่วยให้เข้าใจความรุนแรงของปัญหาสังคมที่อาจเกิดขึ้นกับตนเอง ขณะเดียวกันก็นำเสนอหนทางที่จะจัดการกับปัญหานั้นด้วย
มโนอุปลักษณ์เกี่ยวกับภาวะโรคระบาดใหญ่ในประเทศไทยในวาทกรรมสื่อหนังสือพิมพ์และวาทกรรมสื่อภาครัฐ, ธรรมวัฒน์ พัฒนาสุทธินนท์
มโนอุปลักษณ์เกี่ยวกับภาวะโรคระบาดใหญ่ในประเทศไทยในวาทกรรมสื่อหนังสือพิมพ์และวาทกรรมสื่อภาครัฐ, ธรรมวัฒน์ พัฒนาสุทธินนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามโนอุปลักษณ์เกี่ยวกับภาวะโรคระบาดใหญ่ในประเทศไทยในวาทกรรมสื่อหนังสือพิมพ์และวาทกรรมสื่อภาครัฐ และเพื่อศึกษาเปรียบเทียบมโนอุปลักษณ์และหน้าที่ของมโนอุปลักษณ์เกี่ยวกับภาวะโรคระบาดใหญ่ในประเทศไทยในวาทกรรมสื่อหนังสือพิมพ์และวาทกรรมสื่อภาครัฐโดยใช้แนวคิดมโนอุปลักษณ์ตามมุมมองภาษาศาสตร์ปริชานและหน้าที่ของมโนอุปลักษณ์ตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์ เก็บข้อมูลจากวาทกรรมสื่อหนังสือพิมพ์และวาทกรรมสื่อภาครัฐในช่วงการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 และโรคโควิด-19 รวม 803 ตัวบท ผลการศึกษาพบมโนอุปลักษณ์เกี่ยวกับภาวะโรคระบาดใหญ่ 10 มโนอุปลักษณ์ ได้แก่ [การแพร่ระบาดของโรค คือ สงคราม] [การแพร่ระบาดของโรค คือ ภัยพิบัติ] [การแพร่ระบาดของโรค คือ กีฬาชกมวย] [โรคระบาด คือ คนร้าย] [โรคระบาด คือ บุคคล] [โรคระบาด คือ สัตว์ร้าย] [โรคระบาด คือ วิญญาณร้าย] [โรคระบาด คือ พืช] [โรคระบาด คือ มะเร็ง] และ [การแพร่ระบาดของโรค คือ การเรียน] มโนอุปลักษณ์ที่พบสะท้อนมุมมองเกี่ยวกับโรคระบาดได้ 6 มุมมอง ได้แก่ 1) โรคระบาดเป็นภัยคุกคาม จึงต้องควบคุมป้องกันให้สิ้นสุดลงโดยเร็ว 2) โรคระบาดไม่สามารถควบคุมให้สิ้นสุดลงโดยง่ายและสามารถเกิดขึ้นซ้ำได้ 3) โรคระบาดเป็นสิ่งน่ากลัว สามารถทำอันตรายแก่มนุษย์ 4) โรคระบาดเป็นการคุกคามสุขภาพที่ร้ายแรงถึงชีวิตและรักษาได้ยาก 5) โรคระบาดคือการแข่งขันกีฬา ผู้เข้าแข่งขันต้องทำคะแนนเพื่อป้องกันการถูกโจมตีตลอดเวลาและสามารถเอาชนะได้ในที่สุด และ 6) โรคระบาดเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องทำความรู้จักและปรับตัวเพื่อให้อาศัยอยู่ร่วมด้วยได้ เมื่อวิเคราะห์องค์ประกอบการสื่อสาร องค์ประกอบที่น่าจะมีผลต่อหน้าที่ของมโนอุปลักษณ์ ได้แก่ ฉาก ผู้ร่วมเหตุการณ์ จุดมุ่งหมาย ลำดับวัจนกรรม เครื่องมือ บรรทัดฐานการปฏิสัมพันธ์และการตีความ และประเภทของข้อความ ทำให้หน้าที่ของมโนอุปลักษณ์ที่พบมีหน้าที่ทั้งหมด 3 ด้าน ได้แก่ หน้าที่ด้านถ่ายทอดความคิด หน้าที่ด้านถ่ายทอดความคิดและบุคคลสัมพันธ์ และหน้าที่ด้านเรียบเรียงความ เมื่อเปรียบเทียบมโนอุปลักษณ์ตามโรคพบว่าด้วยระยะเวลาการแพร่ระบาดที่ยาวนานไม่เท่ากันและความรุนแรงที่ต่างกันทำให้พบมโนอุปลักษณ์ต่างกัน มโนอุปลักษณ์ที่พบต่างกันในการแพร่ระบาดทั้งสองครั้ง ได้แก่ [การแพร่ระบาดของโรค คือ กีฬาชกมวย] และ [โรคระบาด คือ มะเร็ง] เมื่อเปรียบเทียบมโนอุปลักษณ์ตามวาทกรรมพบมโนอุปลักษณ์ในวาทกรรมสื่อหนังสือพิมพ์มากกว่าวาทกรรมสื่อภาครัฐซึ่งสัมพันธ์กับบทบาทการรายงานข่าวสาร ขณะที่มโนอุปลักษณ์ในวาทกรรมสื่อภาครัฐแม้ว่าจะพบน้อยกว่าแต่ก็มีบทบาทสำคัญในการชี้แนะให้ผู้รับสารปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติบางอย่างรวมไปถึงกำหนดบทบาทหน้าที่และควบคุมสังคมในยามวิกฤต สำหรับหน้าที่ของมโนอุปลักษณ์เมื่อพิจารณาตามประเภทวาทกรรมมีความต่างกันที่หน้าที่ถ่ายทอดความคิดและบุคคลสัมพันธ์ที่เด่นชัดกว่าในวาทกรรมสื่อภาครัฐจากบทบาทในการผลิต เผยแพร่ ผลิตซ้ำ และตอกย้ำอุดมการณ์บางอย่างเพื่อชักจูงโน้มน้าวผู้รับสาร ผลการศึกษาแสดงให้เห็นบทบาทของภาษาในการถ่ายทอดความคิดด้วยการนำสิ่งที่เป็นรูปธรรมกว่าและประสบการณ์ที่ใกล้ตัวกว่ามาเปรียบเทียบกับโรคระบาดให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและสภาวการณ์ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นบทบาทของภาษาในภาวะวิกฤตที่นอกจากจะมีหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคระบาดที่เกิดขึ้นยังมีหน้าที่กำหนดความคิดของคนในสังคมเพื่อทำให้ภาวะโรคระบาดที่เกิดขึ้นกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว
การพัฒนาทักษะด้านความเชื่อและจินตนาการของนักแสดง: กรณีศึกษา แมรี่ แอนน์ ในบทละครเรื่อง ฤกษ์รัก ของ นิค เพย์น, ธัญวรัตน์ แสงสุวรรณ์
การพัฒนาทักษะด้านความเชื่อและจินตนาการของนักแสดง: กรณีศึกษา แมรี่ แอนน์ ในบทละครเรื่อง ฤกษ์รัก ของ นิค เพย์น, ธัญวรัตน์ แสงสุวรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษา “การพัฒนาทักษะด้านความเชื่อและจินตนาการของนักแสดง: กรณีศึกษา แมรี่แอนน์ ในบทละคร เรื่อง ฤกษ์รัก ของ นิค เพย์น” เป็นการศึกษาหลักการแสดงที่ใช้พัฒนาทักษะการแสดงทางด้านความเชื่อ และจินตนาการแก่นักแสดง เพื่อเข้าถึงบทบาทการแสดงมากขึ้น ผู้วิจัยตั้งสมมติฐานว่า การฝึกทักษะด้านความเชื่อและจินตนาการจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการแสดง ทำให้นักแสดงเข้าถึงบทบาทของตัวละคร แมรี่แอนน์ ในบทละครเรื่อง ฤกษ์รัก ได้อย่างลึกซึ้ง ผู้วิจัยวิเคราะห์และตีความบทบาทของตัวละคร โดยฝึกซ้อมผ่านแบบฝึกหัดการแสดง ได้แก่ มนต์สมมติ ของคอนสแตนตินสตานิสลาฟสกี เทคนิคการแสดงของไมเคิล เชคอฟ และการด้นสด ผู้วิจัยใช้วิธีสังเกตพัฒนาการแสดงของตนเองผ่านการบันทึกวีดิทัศน์ทั้งช่วงซ้อม และช่วงแสดง ประกอบกับจดบันทึกในตารางฝึกซ้อม และเก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม สำรวจความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญสาขาการแสดงละคร รวมถึงประสบการณ์และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวผู้วิจัยเมื่อได้ทดลองแบบฝึกหัดดังกล่าว ผลการวิจัยจากแบบสอบถามของผู้ชมการแสดง จำนวน 65 คน พบว่า ผู้ชมเข้าใจตัวละคร ผู้วิจัยเข้าถึงเงื่อนไขของตัวละคร สามารถส่งความเชื่อและจินตนาการไปถึงผู้ชม ผู้ชมให้ค่าเฉลี่ยที่ 3.98 แสดงให้เห็นว่าแบบฝึกหัดหลักที่นำมาใช้มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้นักแสดงเกิดความเชื่อและจินตนาการ ผลจากการฝึกทักษะเชิงปฏิบัติการ พบว่า มนต์สมมติ เป็นกลวิธีที่สามารถช่วยให้นักแสดงเข้าถึงบทบาทของตัวละครมากที่สุด เมื่อใช้ร่วมกับการด้นสด และเทคนิคของการแสดงของเชคอฟ ช่วยให้นักแสดงถ่ายทอดการแสดงออกมาได้อย่างลึกซึ้ง
แนวคิดเรื่องความยุติธรรมของ ฌอง-ฟรองซัวส์ เลียวทารด์, พัชชล ดุรงค์กวิน
แนวคิดเรื่องความยุติธรรมของ ฌอง-ฟรองซัวส์ เลียวทารด์, พัชชล ดุรงค์กวิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ฌอง-ฟรองซัวส์ เลียวทารด์ เสนอประเด็นระเบียบที่เป็นธรรมเพื่อตอบโจทย์การอยู่ร่วมกันในสังคมของผู้คนที่มีความแตกต่างหลากหลาย โดยเขาเห็นว่าในความแตกต่างหลากหลายนั้น ผู้คนต่างมีความเข้าใจในเรื่องเดียวกันไม่เหมือนกัน กล่าวคือ ต่างคนต่างอยู่ในระเบียบคนละชุด ซึ่งในระเบียบแต่ละชุดมีกฎหรือเกณฑ์ของตัวเองที่กำหนดให้เข้าใจสิ่งต่าง ๆ แตกต่างกันไป ปัญหาคือ เมื่ออยู่ในระเบียบที่ต่างกันก็จะทำให้ผู้คนมีความเห็นหรือการตัดสินต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งต่างกันไปด้วย ซึ่งจะนำไปสู่ความขัดแย้งหรือข้อพิพาทที่ไม่ลงรอย ไม่สามารถสรุปได้ ข้อสรุปที่อาจเกิดขึ้นได้ก็จะเกิดจากการที่ฝ่ายหนึ่งใช้กฎหรือเกณฑ์ของตัวเองเข้าไปตัดสินอีกฝ่ายให้เข้ามาอยู่ในระเบียบชุดเดียวกัน สิ่งนี้นำมาซึ่งระเบียบที่ไม่เป็นธรรม ดังนั้น เลียวทารด์จึงเสนอแนวทางทำความเข้าใจเรื่องความยุติธรรมไว้ 2 ประการ ได้แก่ ประการที่หนึ่ง คำอธิบาย คือ ระเบียบชุดต่าง ๆ มีคำอธิบายของตัวมันเองว่าสิ่งต่าง ๆ เป็นอย่างไร ความเป็นธรรมที่ถูกอธิบายในระเบียบชุดหนึ่ง ๆ ไม่สามารถเป็นความเป็นธรรมให้กับระเบียบชุดอื่นได้ และประการที่สอง การวางกรอบ คือ การวางกรอบให้ระเบียบชุดต่าง ๆ ได้อยู่โดยที่ไม่การปะทะหรือทับซ้อนกัน เพราะต้องการเพรักษาความแตกต่างหลากหลายเอาไว้ ไม่ให้ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของระเบียบชุดเดียว และเพื่อให้ผู้คนได้อยู่ร่วมกันโดยที่ไม่มีใครสูญเสียตัวตนของตัวเองไป วิทยานิพนธ์นี้ต้องการศึกษาและวิเคราะห์แนวคิดเรื่องความยุติธรรมของฌอง-ฟรองซัวส์ เลียวทารด์ ซึ่งเป็นแนวทางที่จะทำให้ระเบียบที่เป็นธรรมเกิดขึ้น เพื่อการอยู่ร่วมกันของคนในสังคมโดยยังคงไว้ซึ่งความแตกต่างหลากหลาย
การวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินที่มีผลต่อลักษณะของน้ำท่าในลุ่มน้ำระยอง, ปทิตตา กฤตย์จิรกร
การวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินที่มีผลต่อลักษณะของน้ำท่าในลุ่มน้ำระยอง, ปทิตตา กฤตย์จิรกร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินที่มีผลต่อปริมาณน้ำท่าในลุ่มน้ำระยอง วิธีการวิจัยเริ่มจากจำลองการเกิดน้ำท่าด้วยแบบจำลอง Soil and Water Assessment Tool (SWAT) โดยสอบเทียบค่าพารามิเตอร์และทดสอบประสิทธิภาพแบบจำลองด้วยปริมาณน้ำท่าตรวจวัดรายวันใน พ.ศ. 2558-2563 จากนั้นวิเคราะห์รูปแบบการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินในลุ่มน้ำระยองระหว่าง พ.ศ. 2553-2559 เพื่อคาดการณ์การใช้ประโยชน์ที่ดินใน พ.ศ. 2570 2575 และ 2580 ด้วยแบบจำลอง CA-Markov ผลการศึกษาพบว่าแบบจำลองสามารถคาดการณ์กราฟน้ำท่าได้ในระดับพอใช้ในลุ่มน้ำดอกกราย ลุ่มน้ำหนองปลาไหล และลุ่มน้ำคลองใหญ่ ในขณะที่ลุ่มน้ำทับมาคาดการณ์ปริมาณน้ำท่าในช่วงอัตราการไหลสูงได้ต่ำกว่าความเป็นจริง ส่วนลุ่มน้ำบ้านค่ายไม่สามารถจำลองปริมาณน้ำท่าได้อย่างถูกต้อง สำหรับการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินของลุ่มน้ำระยอง พบว่าพื้นที่สิ่งปลูกสร้างมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีและการใช้ประโยชน์ที่ดินภาคเกษตรกรรมบางประเภท มีแนวโน้มลดลง จึงกำหนดสถานการณ์การจำลองการใช้ประโยชน์ที่ดินในอนาคตได้ 2 แบบ ที่มีพื้นที่อุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นและเกษตรกรรมลดลงในอัตราที่ต่างกัน โดยใน พ.ศ. 2570 2575 2580 พบว่าลุ่มน้ำระยองมีปริมาณน้ำท่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 23.18 24.95 25.94 จาก พ.ศ. 2563 ในสถานการณ์ที่อุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นเฉลี่ยต่อปีร้อยละ 0.5 และพื้นที่เกษตรกรรมลดลงเฉลี่ยต่อปีร้อยละ 0.5 การใช้ประโยชน์ที่ดินประเภท พืชไร่ ยางพารา อุตสาหกรรม และพื้นที่ชุมชน สามารถอธิบายการเปลี่ยนแปลงปริมาณน้ำท่าของลุ่มน้ำระยองได้มากที่สุดทั้ง 2 สถานการณ์ (R2 ระหว่าง 0.85-0.99) เมื่อพิจารณาลุ่มน้ำย่อย พบว่าลุ่มน้ำทับมามีปริมาณน้ำท่าเพิ่มขึ้นมากที่สุดจาก พ.ศ. 2563 ร้อยละ 50.40 เนื่องจากมีพื้นที่อุตสาหกรรมและชุมชนเพิ่มขึ้นและพื้นที่เกษตรกรรมลดลงมากกว่าลุ่มน้ำย่อยอื่น
อุปลักษณ์ในวาทกรรมการเมืองไทยในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ.2562: การวิเคราะห์อุปลักษณ์เชิงวิพากษ์, นิภาดา โพธิ์เรือง
อุปลักษณ์ในวาทกรรมการเมืองไทยในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ.2562: การวิเคราะห์อุปลักษณ์เชิงวิพากษ์, นิภาดา โพธิ์เรือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2562 ในประเทศไทยมีการแข่งขันทางการเมืองสูงและมีความพยายามแบ่งแยกฝ่ายทางการเมือง จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่าในการหาเสียงเลือกตั้ง นักการเมืองไทยใช้อุปลักษณ์เป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งในการต่อสู้แข่งขันทางความคิด งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามโนอุปลักษณ์ที่สะท้อนจากถ้อยคำอุปลักษณ์ที่นักการเมืองไทยใช้ในวาทกรรมการเมืองในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2562 ตามแนวคิด มโนอุปลักษณ์ (Conceptual Metaphor Theory) อุปลักษณ์วิเคราะห์เชิงวิพากษ์ (Critical Metaphor Analysis) ฉากทัศน์อุปลักษณ์ (Metaphor Scenario) และการผสานมโนทัศน์ (Conceptual Blending Theory) งานวิจัยนี้เก็บรวบรวมข้อมูลจำนวน 4 กลุ่ม ได้แก่ การปราศรัย การประชันวิสัยทัศน์ การให้สัมภาษณ์ และบทเพลงประจำพรรคการเมือง ที่เผยแพร่ระหว่างวันที่ 23 มกราคม - 23 มีนาคม พ.ศ.2562 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กำหนดให้มีการหาเสียงเลือกตั้ง ผลการศึกษาพบถ้อยคําอุปลักษณ์ทั้งหมด 1,623 ถ้อยคํา จําแนกได้เป็น 17 กลุ่มมโนอุปลักษณ์ และ 34 ฉากทัศน์อุปลักษณ์ มโนอุปลักษณ์ที่พบมากที่สุด ได้แก่ มโนอุปลักษณ์ [การเมือง คือ การเดินทาง] ผลการวิเคราะห์ อุปลักษณ์ตามแนวคิดอุปลักษณ์วิเคราะห์เชิงวิพากษ์ พบว่านักการเมืองใช้ อุปลักษณ์นำเสนอแนวความคิดที่นักการเมืองนำเสนอให้ฝ่ายตนเองมีความชอบธรรมและมีความได้เปรียบทางการเมือง จำนวน 5 แนวคิด ได้แก่ 1) นักการเมืองคือผู้นำหรือวีรบุรุษที่มีความสามารถ 2) นักการเมืองคือผู้เป็นที่พึ่ง ผู้มีเมตตา ผู้อุปถัมภ์ค้ำชู 3) นักการเมืองคือผู้มีความรู้น่าเชื่อถือ 4) นักการเมืองคือผู้แก้ไขและบริหารจัดการสังคม 5) นักการเมืองฝ่ายตนคือผู้ที่ปรารถนาดีและพร้อมจะมอบสิ่งดีให้ประชาชน แนวคิดที่ใช้ลดความชอบธรรมของนักการเมืองฝ่ายอื่น จำนวน 4 แนวคิด ได้แก่ 1) นักการเมืองฝ่ายอื่นเป็นคนขี้โกงและเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมหลอกลวง 2) นักการเมืองฝ่ายอื่นเป็นผู้ด้อยความสามารถ 3) นักการเมืองฝ่ายอื่นคือผู้สร้างความเดือดร้อนแก่ชีวิตประชาชน 4) นักการเมืองฝ่ายอื่นเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ และนำเสนอแนวความคิดเกี่ยวกับการเมืองไทย จำนวน 6 แนวคิด แบ่งเป็นการใช้เพื่อสร้าง/ลดทอนความชอบธรรมระหว่างกลุ่มการเมือง จำนวน 3 แนวคิด ได้แก่ 1) การเมืองตามแนวทางประชาธิปไตยนำไปสู่ความขัดแย้ง …
การพัฒนารูปแบบการแสดงสื่อสาระกับการเสริมสร้างทักษะพลังแห่งการฟื้นตัวของวัยรุ่น, พิชญ์ไกร ไชยเดช
การพัฒนารูปแบบการแสดงสื่อสาระกับการเสริมสร้างทักษะพลังแห่งการฟื้นตัวของวัยรุ่น, พิชญ์ไกร ไชยเดช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ: (1) เพื่อพัฒนารูปแบบการแสดงสื่อสาระโดยผสมผสานศาสตร์ศิลปะการละคร ศิลปะการแสดงเข้ากับศาสตร์การสอนเชิงบรรยาย และ (2) เพื่อเสริมสร้างทักษะพลังแห่งการฟื้นตัวของวัยรุ่น ณ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต 2 จังหวัดราชบุรี ผู้เข้าร่วมจำนวน 46 คน ประเมินผลการเปลี่ยนแปลงทักษะพลังแห่งการฟื้นตัว ตามกระบวนการวิจัยกึ่งทดลอง แบบ Single-Group Pretest-Posttest Design ด้วยแบบประเมินความเข้มแข็งทางจิตใจในเด็ก Resilience Scale (RS - 48, 13 - 18 years) การพัฒนารูปแบบการแสดงสื่อสาระฯ ครั้งนี้ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ (1) วิเคราะห์บริบทของกลุ่มเป้าหมาย (2) พัฒนารูปแบบการแสดงสื่อสาระในฐานะเครื่องมือ (3) ทดสอบรูปแบบการแสดงสื่อสาระ (4) พัฒนาบทแสดงสื่อสาระฉบับสมบูรณ์ และ (5) กำหนดแผนงานและนำสู่การปฏิบัติ บทการแสดงออกแบบด้วยแนวทางบูรณาการโครงสร้างละครแบบ 3 องก์ ดำเนินเรื่องด้วยแนวคิดละครโศกนาฎกรรมร่วมกับการตั้งคำถามและสร้างบทสนทนาเพื่อการสืบค้นตามทฤษฎีพัฒนาการจิตสังคมและวิกฤตแห่งตัวตน ผนวกแนวคิดการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง กำหนดเป็นโปรแกรมการแสดงสื่อสาระ 4 ครั้ง (ครั้งละ 3 ชั่วโมง) รวม 12 ชั่วโมง ผลการวิจัย พบว่า หลังโปรแกรมการแสดงเสร็จสิ้นลงทักษะพลังแห่งการฟื้นตัวของวัยรุ่นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (คะแนนมาตรฐาน 7.73) เมื่อประเมินด้วยแบบประเมินความเข้มแข็งทางใจในเด็ก (Resilience Scale – RS-48) และเมื่อวิเคราะห์ตามองค์ประกอบ พบว่า ความสามารถทางสังคม ความสามารถในการแก้ไขปัญหา และความสามารถในการตั้งจุดมุ่งหมายในชีวิต มีทิศทางเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ยกเว้น ความสามารถในการดูแลและความคุมตัวเอง ที่มีทิศทางเพิ่มขึ้นเพียงเล็นน้อย แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ การแสดงสื่อสาระฯ สามารถลดสัดส่วนกลุ่มตัวอย่างที่มีทักษะแห่งการฟื้นตัวในระดับต่ำจาก ร้อยละ 13.04 เป็นร้อยละ 4.35 และลดสัดส่วนระดับปานกลางจากร้อยละ 86.96 เป็น ร้อยละ 71.74 ขณะเดียวกัน การแสดงสื่อสาระฯสามารถเพิ่มสัดส่วนของกลุ่มตัวอย่างที่มีทักษะแห่งการฟื้นตัวในระดับสูง จากที่ไม่ปรากฏในการประเมินก่อนแสดง เป็นร้อยละ 23.91% …
การใช้มาส์ก เทคนิค ของ ฌาค เลอคอก เพื่อพัฒนาความสามารถของนักแสดงเพื่อเข้าสู่การเป็นตัวละคร : กรณีศึกษา เดนีซ ซาเวจ ในบทละครเรื่อง ซาเวจ อิน ลิมโบ ของ จอห์น แพทริค แชนลีย์, ภรินทร์ลดา อาภาภิรม
การใช้มาส์ก เทคนิค ของ ฌาค เลอคอก เพื่อพัฒนาความสามารถของนักแสดงเพื่อเข้าสู่การเป็นตัวละคร : กรณีศึกษา เดนีซ ซาเวจ ในบทละครเรื่อง ซาเวจ อิน ลิมโบ ของ จอห์น แพทริค แชนลีย์, ภรินทร์ลดา อาภาภิรม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ฌาค เลอคอก เป็นหนึ่งในนักการละครที่ริเริ่มนำเอาหน้ากากเข้ามาปรับใช้ในการฝึกฝนนักแสดงเพื่อเสริมสร้างทักษะทางอวัจนภาษาและพัฒนาศักยภาพร่างกายของนักแสดง เลอคอกเชื่อว่าทักษะทางอวัจนภาษาจะช่วยเพิ่มพลังให้กับคำพูดของตัวละคร หรือกล่าวโดยง่ายคือ ช่วยให้สิ่งที่ตัวละครพูดถึงมีความหมายและชัดเจนมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้ตัวละครมีมิติและเป็นเอกลักษณ์อีกด้วย ผู้วิจัยได้ทดลองนำแบบฝึกหัด มาส์ก เทคนิค ของเลอคอกมาใช้ในการเข้าสู่การเป็นตัวละคร เดนีซ ซาเวจ จากบทละครเรื่อง ซาเวจ อิน ลิมโบ ซึ่งเป็นตัวละครที่แตกต่างจากผู้วิจัยอย่างมากไม่ว่าจะเป็น ปูมหลัง บุคลิก อุปนิสัย บริบททางสังคม ยุคสมัย และวัฒนธรรมที่ไกลตัว โดยมีสมมติฐานว่า การใช้ มาส์ก เทคนิค ของเลอคอกจะช่วยให้ผู้วิจัยเข้าสู่การเป็นตัวละครได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้น และสื่อสารสภาวะอารมณ์ ความรู้สึกที่ซับซ้อนของตัวละครผ่านอวัจนภาษาได้อย่างชัดเจนมากขึ้น โดยผู้วิจัยใช้ มาส์ก เทคนิค ใน 4 ลักษณะคือ 1) การสร้างสรรค์ตัวละคร 2) ค้นหาแก่นของตัวละคร 3)สร้างบุคลิกและอุปนิสัยภายนอก และ 4) พัฒนาศักยภาพของร่างกายและจิตใจ ผู้วิจัยได้วิเคราะห์และประเมินผลจากการปฏิบัติจริง พร้อมทั้งบันทึกกระบวนการทำงาน การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญทางการแสดง แบบสอบถามจากผู้ชม และการชมวีดีโอบันทึกการแสดง ผลการวิจัยพบว่าการฝึกฝน มาส์ก เทคนิค อย่างต่อเนื่องจะช่วยขยายศักยภาพร่างกายของนักแสดง ได้ค้นพบอิสรภาพทั้งในการเคลื่อนไหวและเสียง ได้รู้จักร่างกายของตนเองมากขึ้น และเข้าใจหลักการของอวัจนภาษาบนเวทีมากขึ้น ซึ่งช่วยให้นักแสดงเข้าบทบาทเป็นตัวละครได้สมบูรณ์ขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน มาส์ก เทคนิคเป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือดังนั้นก่อนที่จะเข้าสู่การใช้แบบฝึกหัด นักแสดงควรต้องวิเคราะห์ตัวละครอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อน
Covid-19 Infodemic And Social Media Platforms In Thailand, Abhibhu Kitikamdhorn
Covid-19 Infodemic And Social Media Platforms In Thailand, Abhibhu Kitikamdhorn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aims to fill a knowledge void on disinformation in a non-western context by examining the infodemic phenomenon in Thailand covering an extensive period from 31 December 2019 to 31 July 2021. The research examines how disinformation about COVID-19 spreads on Facebook and Twitter in Thailand, as well as the effectiveness of counter-disinformation approaches, and policy gaps in addressing the infodemic. Data collection relies on these methodologies—content analysis, sentiment analysis, social network analysis, in-depth interviews, and document analysis. Content analysis of sampled data shows that herbal medicine claims, and politicized COVID-19 information, especially about censorship, are prevalent. Contextual factors …
คุณลักษณะการสื่อสารของนวัตกรที่มีประสิทธิผลในเครือข่ายสังเคราะห์นวัตกรรม, พิเชษฐ์ แตงอ่อน
คุณลักษณะการสื่อสารของนวัตกรที่มีประสิทธิผลในเครือข่ายสังเคราะห์นวัตกรรม, พิเชษฐ์ แตงอ่อน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาคุณลักษณะการสื่อสารของนวัตกรที่มีประสิทธิผลในเครือข่ายสังเคราะห์นวัตกรรมของประเทศไทย เป็นการวิจัยเพื่อการสำรวจหรือการวิจัยเชิงบุกเบิกด้วยระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างเป็นนวัตกรที่มีประสิทธิผล (มีผลงานอย่างต่อเนื่อง) จำนวน 20 ท่าน คัดเลือกแบบหลายขั้นตอนร่วมกับการคัดเลือกแบบเจาะจงจากฐานข้อมูลสิทธิบัตรของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ใช้การสัมภาษณ์เจาะลึกเป็นเครื่องมือหลักในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ด้วยการวิเคราะห์แก่นสาระ ผลการวิจัยแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน คือ 1. โครงสร้างเครือข่ายและความสัมพันธ์: เครือข่ายสังเคราะห์นวัตกรรมที่นวัตกรที่มีประสิทธิผลสังกัด ประกอบด้วยสมาชิกความเชี่ยวชาญหลากหลาย (สหวิทยาการ/สหวิชาชีพ) แต่มีทัศนคติและวิธีคิดสอดคล้องกัน จึงทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ สมาชิกในเครือข่ายฯ ได้รับมอบหมายบทบาทแตกต่างกันตามศักยภาพ และมีความสัมพันธ์กันบนพื้นฐานการทำงานเป็นหลัก โดยเครือข่ายฯ มีผู้นำ (มักได้แก่ตัวนวัตกรที่มีประสิทธิผล) รวมถึงผู้จัดการที่มีทักษะการสื่อสาร มีภาวะผู้นำสูง รอบรู้หลายเรื่องที่เกี่ยวข้อง ตัดสินใจในแต่ละขั้นตอนได้เร็ว รวมถึงมีทักษะการบริหารจัดการที่สามารถควบคุมปัจจัยในการทำงานที่ยากภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากรและเวลาได้ นอกจากนี้ นวัตกรในเครือข่ายฯ จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นหากสามารถ 1) เชื่อมโยงกับสมาชิก/หน่วยงานที่มีต้นทุนทางสังคมสูง ได้แก่ สมาชิก/หน่วยงานที่มีชื่อเสียง เป็นที่ยอมรับระดับสูง และ/หรือมีเครือข่ายด้านแหล่งทุนที่พร้อมและเอื้อต่อการทำงาน และ 2) ดำเนินงานภายใต้องค์กรที่มีระบบงานสนับสนุนซึ่งเอื้อต่อกระบวนการสังเคราะห์นวัตกรรม หรือเอื้อต่อการพัฒนาเครือข่ายสังเคราะห์นวัตกรรมให้เป็นหน่วยงานใหม่ที่มีข้อจำกัดในการทำงานน้อยลง 2. พฤติกรรมการสื่อสาร: สมาชิกเครือข่ายสังเคราะห์นวัตกรรมที่นวัตกรที่มีประสิทธิผลสังกัด มักเปิดกว้างทางความคิดแต่ยังปรากฏการคิดตามกลุ่ม (groupthink) บ้าง มักทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มย่อยแบบไม่เป็นทางการ เพราะคล่องตัวและแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที มีพฤติกรรมการแลกเปลี่ยนข้อมูล/การถ่ายทอดความรู้แบบทุกทิศทางและเกิดขึ้นตลอดเวลา โดยการแสดงความคิดเห็นที่เป็นที่ยอมรับต้องมีหลักฐานทางวิชาการสนับสนุน ในกรณีของการทำงานเป็นกลุ่มใหญ่เพื่อตัดสินใจหรือแก้ไขปัญหาร่วมกัน สมาชิกเครือข่ายฯ จะโต้แย้งแสดงเหตุผลเพื่อลดให้เหลือเฉพาะตัวเลือกที่สำคัญแล้วให้ผู้นำเครือข่ายตัดสินใจอีกครั้ง นอกจากนี้ แนวทางสำคัญของการสื่อสารภายในเครือข่ายฯ ได้แก่ 1) การเปิดกว้างให้สมาชิกสื่อสารได้ทุกเรื่อง 2) ผู้นำ/ผู้จัดการควรสร้างกระบวนการทำงานและการสื่อสารที่ถูกต้อง ชัดเจน รวดเร็ว 3) สมาชิกควรมีทักษะในการสื่อสารให้เข้าใจง่าย และทราบว่าต้องสื่อสารเรื่องใด กับใคร อย่างไร และ 4) มีการจัดการความรู้ (เช่น จัดทำคู่มือ รายงาน แนวปฏิบัติที่ดี ฯลฯ) เพื่อลดขั้นตอนในสิ่งที่ต้องสื่อสารกันบ่อยครั้ง
ปัจจัยจูงใจที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกทำงานที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งกรณีศึกษา พนักงานบรรจุใหม่ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง, เอกรัฐ พูลประเสริฐ
ปัจจัยจูงใจที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกทำงานที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งกรณีศึกษา พนักงานบรรจุใหม่ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง, เอกรัฐ พูลประเสริฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่อง “ปัจจัยจูงใจที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกทำงานที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง กรณีศึกษา พนักงานบรรจุใหม่ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง” มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกทำงานที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นการศึกษาเชิงปริมาณ เพื่อนำมาเป็นข้อเสนอแนะการพัฒนาสิ่งจูงใจซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการสรรหาบุคลากรให้สามารถสร้างความกระตือรือร้นและขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองทั้งความต้องการขององค์กรและผู้ปฏิบัติงาน และสะท้อนข้อดีและข้อควรให้ความสำคัญเพื่อรักษาประสิทธิภาพและพัฒนาการปฏิบัติงาน โดยการวิเคราะห์ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 150 คน ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และความถี่ เป็นต้น เพื่ออธิบายลักษณะทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างในด้านปัจจัยส่วนบุคคล และใช้สถิติเชิงอนุมาณวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของบุคลากรที่มีปัจจัยส่วนบุคคลแตกต่างกัน ด้วยการวิเคราะห์ด้วยสถิติ F-Test พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลที่แตกต่างกันมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจแตกต่างกัน ได้แก่ รายได้เดิม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และในส่วนของปัจจัยแรงจูงใจที่ส่งผลต่อการตัดสินใจโดยการวิเคราะห์ด้วยสถิติ Multiple Regression Analysis พบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลในทิศทางบวกต่อการตัดสินใจประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ ด้านลักษณะงาน/ความรับผิดชอบด้านค่าตอบแทน ด้านสวัสดิการ/สิทธิประโยชน์ ด้านเกียรติยศ/ชื่อเสียง และด้านความมั่นคง/ความก้าวหน้าในการทำงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05