Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2023

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 158041 - 158070 of 163178

Full-Text Articles in Entire DC Network

แนวทางในการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคของการใช้ดาร์กแพทเทิร์นของประเทศไทยภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522, ศศินี เรืองอารีย์รัชต์ Jan 2023

แนวทางในการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคของการใช้ดาร์กแพทเทิร์นของประเทศไทยภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522, ศศินี เรืองอารีย์รัชต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบันมีผู้เข้าถึงข้อมูลผ่านทางอินเตอร์เน็ต ทำธุรกรรมทางการเงิน รวมไปถึงซื้อขายออนไลน์เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ซึ่งทำให้ตกอยู่ในฐานะของผู้บริโภค ในขณะเดียวกัน ด้านผู้ประกอบธุรกิจย่อมประสงค์ให้ธุรกิจเติบโต มียอดขายที่ดี หรือมีการเข้าถึงโดยคนจำนวนมาก จึงมีการกระทำที่เรียกว่า ดาร์กแพทเทิร์น (Dark Pattern) อันเป็นการออกแบบอินเตอร์เฟสและรูปแบบตัวเลือกบนแพลตฟอร์มออนไลน์หรือเว็บไซต์ ในมุมมองของการตลาด เดิมมักถูกใช้ในเชิงบวก คือ ทำให้ลูกค้าหรือผู้ใช้สามารถใช้งานได้อย่างราบรื่น มีการจับคู่กับบุคคลที่เหมาะสมกับสินค้านั้นๆ หรือลดระยะเวลาในการเข้าทำรายการ อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวก็อาจถูกใช้โดยไม่ได้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคและมีผลในทางลบต่อการแข่งขันในตลาด เมื่อผู้ประกอบธุรกิจอาศัยดาร์กแพทเทิร์น (Dark Pattern) ที่มีรูปแบบของการกระทำที่หลากหลายมาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลกำไรและสร้างอำนาจทางการตลาดโดยปราศจากจิตสำนึกและความรับผิดชอบ ย่อมเป็นการทำลายพฤติกรรมของผู้บริโภค เพราะการซื้อของผู้บริโภคนั้นไม่ได้เกิดจากการตัดสินโดยอิสระอย่างแท้จริง เมื่อพิจารณาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ที่มีวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองผู้บริโภค เพราะผู้ประกอบธุรกิจมีการนำการตลาดและการโฆษณามาส่งเสริมการขายสินค้าหรือบริการ จึงมีการกำหนดสิทธิผู้บริโภคและหน้าที่ของผู้ประกอบการ โดยได้มีการบัญญัติรับรองสิทธิของผู้บริโภคไว้ในมาตรา 4 ซึ่งจะขอเน้นพิจารณาถึงสิทธิของผู้บริโภคที่จะมีอิสระในการเลือกหาสินค้าหรือบริการ เนื่องจากดาร์กแพทเทิร์นเป็นการกระทำที่ขัดต่อสิทธิข้อนี้โดยตรง เพราะทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถเลือกซื้อสินค้าหรือบริการได้โดยสมัครใจ และถูกชักจูงโดยการกระทำที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งบทบัญญัติที่พอจะนำมาปรับใช้กับดาร์กแพทเทิร์นได้ ก็เป็นในส่วนของการโฆษณาที่มีการใช้ข้อความที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรือข้อความที่เป็นเท็จ รวมถึงการสร้างความรำคาญ อันทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคอย่างไรก็ตาม แม้บทบัญญัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 จะให้การคุ้มครองสิทธิแก่ผู้บริโภค แต่เนื่องด้วยดาร์กแพทเทิร์นมีความเกี่ยวข้องกับการหลอกลวง หรือมีผลในเชิงเบี่ยงเบนการตัดสินใจของผู้บริโภคให้ต่างไปจากเดิมอันเกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งมีผลกระทบต่อผู้บริโภคตั้งแต่เพียงเล็กน้อยไปจนถึงการสูญเสียทางด้านทรัพย์สินหรือความปลอดภัยด้านข้อมูลส่วนบุคคลที่มีมูลค่าสูง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องการมีการศึกษาถึงปัญหาการใช้ดาร์กแพทเทิร์นดังกล่าวของผู้ประกอบธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเฉพาะหน่วยงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคของภาครัฐควรจัดให้มีการหารือถึงแนวทางการจัดการกับปัญหาการใช้ดาร์กแพทเทิร์นอันมีผลเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค ซึ่งสามารถศึกษาแนวทางได้จากทั้งสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศอินเดีย อันเป็นกลุ่มประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิดของบริษัททางด้านเทคโนโลยีชื่อดังจำนวนมาก จากผลการศึกษาสรุปได้ว่า ประเทศไทยยังขาดมาตรการทางกฎหมายในการจัดการกับปัญหาการใช้ดาร์กแพทเทิร์นอันเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค รัฐจึงควรมีการจัดทำแนวทาง (Guideline) สำหรับผู้ประกอบธุรกิจในการป้องกัน หลีกเลี่ยง และดำเนินการแก้ไขปรับปรุงการออกแบบเว็บไซต์และแพลตฟอร์มให้สอดคล้องกับแนวทางดังกล่าว โดยแนวทางดังกล่าวสาระสำคัญควรประกอบไปด้วยการกำหนดนิยามของดาร์กแพทเทิร์น เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันระหว่างผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภค ประเภทของการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการใช้ดาร์กแพทเทิร์มพร้อมด้วยแนวปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบธุรกิจ ตลอดจนการพิจารณาถึงความเป็นไปและรูปแบบของมาตรการทางกฎหมายสำหรับการพัฒนาและเพิ่มเติมกฎหมายให้สามารถควบคุมดาร์กแพทเทิร์นให้มีประสิทธิภาพ เสริมความคุ้มครองผู้บริโภค และเกิดความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคในทางปฏิบัติ


ปัญหาการกำกับดูแลธุรกิจ Cloud Kitchen ในประเทศไทย, สิริกาญจน์ ขุนณรงค์ Jan 2023

ปัญหาการกำกับดูแลธุรกิจ Cloud Kitchen ในประเทศไทย, สิริกาญจน์ ขุนณรงค์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การประกอบธุรกิจจำหน่ายอาหารในรูปแบบครัวระบบคลาวน์ หรือ Cloud Kitchen นั้น เป็นการประกอบธุรกิจจำหน่ายอาหารในรูปแบบใหม่ ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในช่วงระยะเวลาภายหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 มาจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากเป็นธุรกิจจำหน่ายอาหารที่มุ่งเน้นจำหน่ายอาหารโดยการสั่งและจัดส่งผ่านช่องทางแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น ช่องทางฟู้ดเดลิเวอรี่ ไม่มีพื้นที่หน้าร้านให้ลูกค้าเข้าใช้บริการได้ และยังมีรูปแบบการประกอบธุรกิจที่ค่อนข้างหลากหลาย แตกต่างกันไปตามปัจจัยแวดล้อม แผนการดำเนินงาน และองค์ประกอบทางธุรกิจอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบครัวระบบคลาวน์ซึ่งเป็นครัวเดี่ยว ซึ่งเป็นครัวที่มีผู้ประกอบกิจการเพียงแบรนด์เดียว สำหรับครัวเดียว หรือรูปแบบครัวระบบคลาวน์ซึ่งเป็นครัวรวม หรือ Shared Kitchen อันเป็นการใช้พื้นที่ครัว อุปกรณ์ วัตถุดิบ สิ่งอำนวยความสะดวก หรือผู้สัมผัสอาหารร่วมกันของหลายแบรนด์ธุรกิจร้านอาหาร หรือรูปแบบครัวระบบคลาวน์ซึ่งเป็นครัวที่ดำเนินการเตรียม ปรุง และจัดส่งอาหารโดยพนักงานของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มรับและส่งอาหารนั้น เป็นต้นซึ่งเมื่อธุรกิจจำหน่ายอาหารมีความหลากหลาย มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไป เกิดเป็นธุรกิจจำหน่ายอาหารในรูปแบบใหม่มากมาย ดังเช่นในรูปแบบครัวระบบคลาวน์ แต่ประเทศไทยกลับมีบทบัญญัติกฎหมายและแนวทางกำกับดูแลการประกอบธุรกิจจำหน่ายอาหารที่มุ่งเน้นใช้กำกับดูแลธุรกิจจำหน่ายอาหารในรูปแบบดั้งเดิม อันมีลักษณะเป็นธุรกิจร้านอาหารที่มีหน้าร้าน และมีรูปแบบการประกอบอาหารแบบครัวเดี่ยว โดยแนวทางกำกับดูแลธุรกิจจำหน่ายอาหารจะเป็นไปตามบังคับแห่งพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และกฎกระทรวงสาธารณสุข เรื่องสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 เป็นหลัก ทำให้ภาครัฐไม่สามารถบังคับใช้บทบัญญัติกฎหมายกับธุรกิจจำหน่ายอาหารได้อย่างครอบคลุมทั่วถึง อีกทั้งยังมีปัญหาความล้าหลังของบทบัญญัติกฎหมายที่ยังไม่มีบทบัญญัติกฎหมายหรือแนวทางกำกับดูแลการประกอบธุรกิจจำหน่ายอาหารที่เป็นรูปแบบใหม่นี้เป็นการเฉพาะ จนอาจมีช่องว่าง ไม่ชัดเจน ไม่สอดคล้อง และไม่ครอบคลุมเพียงพอกับการกำกับดูแลธุรกิจจำหน่ายอาหารที่มีความหลากหลายในปัจจุบัน โดยเฉพาะในรูปแบบครัวระบบคลาวน์ ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจอาจอาศัยช่องว่างจากความไม่ชัดเจน ไม่สอดคล้องดังกล่าวดำเนินธุรกิจเหล่านั้นจนเกิดเป็นประเด็นปัญหาในหลายมิติ อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคซึ่งเลือกซื้ออาหารผ่านช่องทางออนไลน์ซึ่งเตรียมและปรุงอาหารผ่านครัวระบบคลาวน์ โดยเฉพาะในรูปแบบครัวรวมผู้เขียนจึงได้จัดทำเอกัตศึกษาฉบับนี้ขึ้นโดยศึกษาเปรียบเทียบบทบัญญัติกฎหมายและแนวทางกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจจำหน่ายอาหารในรูปแบบครัวระบบคลาวน์ในประเทศไทย ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศสิงคโปร์ โดยมุ่งเน้นศึกษาในส่วนของข้อกำหนดด้านสุขอนามัย ความปลอดภัยอาหาร หลักปฏิบัติ หน้าที่ และความรับผิดชอบของผู้ประกอบธุรกิจให้บริการและผู้ใช้บริการครัวระบบคลาวน์ ตลอดจนการให้ความคุ้มครองและความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคในการพิจารณาเลือกซื้ออาหารซึ่งเตรียมและปรุงผ่านครัวระบบคลาวน์ โดยเฉพาะในรูปแบบครัวรวมที่มีการใช้พื้นที่ร่วมกันของร้านอาหารหลากหลายแบรนด์ ทั้งนี้ ผู้เขียนพบว่าธุรกิจธุรกิจจำหน่ายอาหารในรูปแบบครัวระบบคลาวน์นั้นควรมีแนวทางในการกำกับดูแลเป็นการเฉพาะ ในหลายมิติ ทั้งด้านการกำหนดนิยามและแนวทางกำกับดูแลที่ชัดเจน การปรับเปลี่ยนเงื่อนไขแนวทางการขออนุญาตประกอบกิจการ และแนวทางคุ้มครองและให้ความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคจากการเลือกสั่งซื้ออาหารจากครัวระบบคลาวน์ โดยการแสดงข้อมูลเบื้อต้น อันได้แก่ สถานที่ตั้งครัวระบบคลาวน์ ครัวที่ทำการปรุงอาหารนั้นโดยแท้จริงในกรณีที่อาหารนั้นได้รับการปรุงผ่านครัวของแบรนด์ร้านอาหารหรือครัวอื่นที่มิใช่แบรนด์ที่ผู้บริโภคตัดสินใจสั่งซื้ออาหาร ตลอดจนแสดงผลการปฏิบัติตามแนวทางกำกับดูแลของครัวระบบคลาวน์นั้นว่าดำเนินการถูกต้องเหมาะสมเพียงใด เพื่อสร้างความไว้วางใจให้ผู้บริโภคผ่านการเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและมีมาตรฐาน ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อและบริโภคอาหารที่ปลอดภัย ถูกสุขอนามัย ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดต่อผลกระทบทางด้านร่างกายและจิตใจ อีกทั้งยังช่วยให้หน่วยงานภาครัฐสามารถกำกับดูแลธุรกิจจำหน่ายอาหารในรูปแบบครัวระบบคลาวน์ได้อย่างชัดเจนและครอบคลุม


หลักพื้นฐานในการร่างกำหนดเนื้อหาสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย, สุริยะรังสี ธงชัย Jan 2023

หลักพื้นฐานในการร่างกำหนดเนื้อหาสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย, สุริยะรังสี ธงชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาเล่มนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางกำหนดเนื้อหาของสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิต หรือสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก คาร์บอนเครดิตเป็นวัตถุไม่มีรูปร่างชนิดหนึ่งที่สามารถนำมาซื้อขายกันได้ในฐานะวัตถุแห่งสัญญาซื้อขายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จากการศึกษาพบว่า คาร์บอนเครดิตมีลักษณะแตกต่างจากทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หลายประการ เช่น คาร์บอนเครดิตไม่อาจกำหนดจำนวนได้แน่นอน ผู้ขายอาจไม่มีกรรมสิทธิ์ขณะทำสัญญา ราคาคาร์บอนเครดิตมีความผันผวนสูงคล้ายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์จึงไม่อาจกำหนดราคาแน่นอนได้ในขณะทำสัญญา การส่งมอบหรือโอนคาร์บอนเครดิตจะถือว่าสมบูรณ์ต่อเมื่อคาร์บอนเครดิตได้โอนเข้าบัญชีนายทะเบียนของผู้ซื้อและได้รับการยืนยันจากหน่วยงานทางทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ในกรณีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตผ่านตลาดซื้อขายล่วงหน้าหรือศูนย์การซื้อขายคาร์บอนเครดิตมักไม่มีการส่งมอบสินค้ากันจริง และผู้ซื้อมักเป็นนักเก็งกำไร ซึ่งไม่ได้ประสงค์ในกรรมสิทธิ์หรือครอบครองหรือใช้ประโยชน์ในตัวสินค้า หากแต่มุ่งแสวงหากำไรจากส่วนต่างระหว่างราคาที่ทำสัญญาไว้กับราคาสินค้าจริง ณ วันหมดอายุของสัญญาเท่านั้นในปัจจุบัน ระบบกฎหมายของประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับธุรกรรมการซื้อขายคาร์บอนเครดิตโดยเฉพาะ และไม่มีการออกกฎหมายลำดับรอง เช่น ประกาศ หรือข้อบังคับ หรือแนวทางในการกำหนดเนื้อหาสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิตอย่างชัดเจน คู่สัญญาจึงอาจแสดงเจตนาเข้าทำสัญญา หรือกำหนดเนื้อหาของสัญญาได้ตามหลักเสรีภาพในการทำสัญญา อย่างไรก็ตาม การที่ไม่มีหลักเกณฑ์ในการกำหนดเนื้อหาของสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิตให้ชัดเจน อาจก่อให้เกิดปัญหาเนื่องจากธุรกรรมการซื้อขายคาร์บอนเครดิตมีความซับซ้อน หากคู่สัญญาไม่มีความรู้ ความเข้าใจอย่างเพียงพอในการกำหนดเนื้อหาของคู่สัญญา อาจก่อให้เกิดความไม่เสมอภาคทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายได้ดังนั้น ผู้เขียนจึงมุ่งศึกษาเปรียบเทียบเนื้อหาของสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิตตลอดจนกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องตามระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักร เพื่อนำมาปรับใช้เป็นแนวทางในการกำหนดเนื้อหาของสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยต่อไป


แนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคกรณีการฟอกเขียวโดยผู้ประกอบการ (Greenwashing), อริสาสิริ ชมกรด Jan 2023

แนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคกรณีการฟอกเขียวโดยผู้ประกอบการ (Greenwashing), อริสาสิริ ชมกรด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดพื้นฐานและความเป็นมาของการคุ้มครองสิทธิจของผู้บริโภคใน การฟอกเขียว หรือการกล่าวอ้างถึงสิ่งแวดล้อม รวมถึงมาตรการในการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจากการฟอกเขียว นั้น ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พุทธศักราช 2522 โดยเปรียบเทียบกับมาตรการคุ้มครองของของ ต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศออสเตรเลีย ประเทศฝรั่งเศส ประเทศสหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป เพื่อเป็น แนวทางในการวิเคราะห์ปัญหาที่เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคจากการฟอกเขียว หรือการกล่าวอ้างถึง สิ่งแวดล้อมตามกฎหมายไทย และสามารถเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ จากการวิจัยพบว่าสิทธิของผู้บริโภคในการได้รับการคุ้มครองจากการฟอกเขียวเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของ ผู้บริโภคอันควรได้รับการคุ้มครองไว้เป็นสำคัญ ผู้เขียนจึงขอเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะกรรมการ ว่าด้วยการโฆษณา และออกมาตรการอื่นเพิ่มเติม เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคได้อย่างครบถ้วนและ ครอบคลุม


กระบวนการก่อนชั้นอนุญาโตตุลาการ : ศึกษากรณีผลผูกพันของคู่กรณีที่ตกลงให้ใช้การระงับข้อพิพาทด้วยคณะกรรมการชี้ขาดข้อพิพาทในสัญญาก่อสร้าง (Daab), อรีญา วัฒนทรายทอง Jan 2023

กระบวนการก่อนชั้นอนุญาโตตุลาการ : ศึกษากรณีผลผูกพันของคู่กรณีที่ตกลงให้ใช้การระงับข้อพิพาทด้วยคณะกรรมการชี้ขาดข้อพิพาทในสัญญาก่อสร้าง (Daab), อรีญา วัฒนทรายทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

กระบวนการก่อนชั้นอนุญาโตตุลาการ (Pre-Arbitration Procedure) เป็นกระบวนการที่ใช้ในการแก้ไขข้อพิพาทก่อนเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ (Arbitration) ที่อาจทำให้ประเด็นข้อขัดแย้ง ที่เกิดขึ้นในระหว่างการก่อสร้างโครงการตามสัญญาก่อสร้างหมดไป และไม่จำเป็นต้องนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์ต่อคู่สัญญาที่จะสามารถแก้ไขข้อพิพาทได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากยิ่งขึ้นหากมีการเลือกใช้กระบวนการแต่งตั้งคณะกรรมการชี้ขาดข้อพิพาท เพื่อวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท ซึ่งบุคคลที่ถูกคัดเลือกให้เป็นคณะกรรมการเพื่อชี้ขาดข้อพิพาทนั้นมักเป็นวิศวกร ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญ และได้คลุกคลีอยู่กับโครงการก่อสร้างนั้นมาตั้งแต่เริ่มก่อสร้างโครงการ จึงทำให้สามารถเข้าใจปัญหาและวินิจฉัยตัดสินปัญหานั้นได้ดีกว่า โดยในสัญญาก่อสร้างของต่างประเทศ หรือมีลักษณะระหว่างประเทศปรากฏข้อตกลงในสัญญาให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการชี้ขาดข้อพิพาท (Dispute Adjudication Board หรือ DAAB) เพื่อทำหน้าที่พิจารณาชี้ขาด หรือตัดสินประเด็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นก่อนที่จะมีการนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ ซึ่งข้อตกลงในแบบสัญญาก่อสร้างมาตรฐานของต่างประเทศที่ผู้เขียนได้นำมาศึกษาเปรียบเทียบเพื่อวางแนวปฏิบัติในการทำข้อตกลงในการทำสัญญาก่อสร้างในประเทศไทย คือ สัญญา FIDIC และ NEC นอกจากนี้การเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการยังทำให้เกิดค่าใช้จ่าย ใช้เวลาในการดำเนินการนานขึ้น และส่งผลกระทบต่อโครงการก่อสร้างให้ได้รับความเสียหายมากการศึกษากรณีผลผูกพันของคู่กรณีที่ตกลงให้ใช้คณะกรรมการชี้ขาดข้อพิพาทมีวัตถุประสงค์หลักคือ การวิเคราะห์และทบทวนกระบวนการการระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างคู่กรณี โดยใช้คณะกรรมการ ชี้ขาดข้อพิพาทในสัญญาก่อสร้างเป็นเครื่องมือในการแก้ไขข้อพิพาทที่เกิดขึ้น โดยมุ่งเน้นที่การวิเคราะห์กรณีที่มีผลผูกพันในการใช้การระงับข้อพิพาท เพื่อให้เกิดความเข้าใจในกระบวนการและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการใช้ DAAB ในการแก้ไขข้อพิพาท จากผลการศึกษาพบว่าในประเทศสิงคโปร์ ได้ให้ความสำคัญของกระบวนการการระงับข้อพิพาทหลายระดับโดยต้องมีการปฏิบัติตามข้อตกลงตามสัญญาอนุญาโตตุลาการให้ครบถ้วนก่อนจึงจะสามารถนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการได้ ส่วนในประเทศอังกฤษ มีทั้งกรณีที่มีการยอมรับให้ปฏิบัติตามข้อตกลงที่กำหนดในสัญญาให้ครบถ้วนก่อน และกรณีที่ศาลถือตามเจตนารมณ์ของคู่พิพาทที่ประสงค์จะระงับข้อพิพาทด้วยวิธีการอนุญาโตตุลาการ และเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ศาลมีความเห็นตามอนุญาโตตุลาการที่มีอำนาจพิจารณาโดยใช้หลัก Admissibility วินิจฉัยตามเจตนารมณ์ของคู่สัญญา รับข้อพิพาทไว้พิจารณาได้ แม้จะไม่ได้กระทำการให้ครบขั้นตอนก่อนกระบวนการอนุญาโตตุลาการก็ตาม สำหรับประเทศไทยแม้จะยังไม่เกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับการบังคับใช้คณะกรรมการชี้ขาดข้อพิพาทเกิดขึ้น แต่มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการตีความตามสัญญาที่แตกต่างกับการตีความตามสัญญาของศาลในประเทศอังกฤษ จึงเห็นควรกำหนดแนวทางสำหรับการกำหนดข้อสัญญาในประเทศไทยเกี่ยวกับผลผูกพันของการมีคณะกรรมการชี้ขาดข้อพิพาทเพื่อให้เกิดความชัดเจน เป็นสากล และเพื่อเป็นการลดข้อพิพาทที่จะเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ รวมถึงลดข้อพิพาทที่จะขึ้นสู่ศาลเพื่อให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้


แนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคกรณีติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้านพักอาศัย, อารียา พยัคฆาภรณ์ Jan 2023

แนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคกรณีติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้านพักอาศัย, อารียา พยัคฆาภรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากในปัจจุบัน และมีแนวโน้มจะมากขึ้นอีกในอนาคต อย่างไรก็ดี ด้วยลักษณะเฉพาะแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคต้องมีความรู้ ความเข้าใจในตัวสินค้า และเป็นการลงทุนระยะยาวที่ใช้เวลาการคืนทุนค่อนข้างนาน จึงมีความจำเป็นที่ผู้บริโภคจะต้องได้รับสัญญาที่มีข้อกำหนดระบุถึงสาระสำคัญของสินค้า ตลอดจนสิทธิหน้าที่ของผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจ ประกอบกับปัจจุบันประเทศไทยยังไม่ได้มีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภคกรณีของการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านพักอาศัยเป็นการเฉพาะจากการศึกษาแนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสัญญากรณีติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านพักอาศัยของต่างประเทศ ได้แก่ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เครือรัฐออสเตรเลีย ประเทศญี่ปุ่น และประเทศมาเลเซีย พบว่ามีแนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสัญญาที่แตกต่างกัน โดยแบ่งรูปแบบการบังคับใช้กับผู้ประกอบธุรกิจได้เป็น 2 รูปแบบ คือ บังคับใช้โดยกฎหมาย และ อาศัยความสมัครใจของผู้ประกอบธุรกิจ เมื่อผู้วิจัยวิเคราะห์และเปรียบเทียบกับบริบทของประเทศไทยแล้ว พบว่าแต่ละรูปแบบการบังคับใช้มีความเหมาะสมกับประเทศไทยในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน กล่าวคือ ในช่วงระยะเริ่มต้นที่ผู้บริโภคเริ่มสนใจการติดตั้งโซลาร์เซลล์ และยังไม่ได้ปรากฏข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคจากผู้ประกอบธุรกิจ การบังคับใช้เป็นกฎหมายจึงยังไม่อาจกระทำได้ เพราะตามแนวปฏิบัติในการออกประกาศของคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาให้เป็นธุรกิจควบคุมสัญญาจะต้องปรากฏสถิติข้อร้องเรียนก่อน ผู้วิจัยจึงเสนอให้มีการเผยแพร่แบบสัญญามาตรฐานสำหรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือนบนเว็บไซต์ของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน อันเป็นแนวทางการคุ้มครองผู้บริโภครูปแบบสมัครใจในระยะเริ่มต้นก่อน แต่หากในอนาคตปรากฏข้อร้องเรียนเช่นว่านั้น ผู้วิจัยเสนอให้นำรูปแบบการบังคับใช้เป็นกฎหมาย หรือ รูปแบบที่อาศัยความสมัครใจของผู้ประกอบธุรกิจมาปรับใช้ตามความเหมาะสมต่อไปในประเด็นเรื่องหน่วยงานกำกับดูแล ผู้วิจัยเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เป็นหน่วยงานผู้มีหน้าที่มีอำนาจกำกับดูแลธุรกิจติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านพักอาศัย ด้วย สคบ. มีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการคุ้มครองผู้บริโภคมากกว่าสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.)


งานนิพนธ์ทีปนีของพระสิริมังคลาจารย์และความสัมพันธ์กับงานนิพนธ์ของพระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร), พระมหาอนุกูล เงางาม Jan 2023

งานนิพนธ์ทีปนีของพระสิริมังคลาจารย์และความสัมพันธ์กับงานนิพนธ์ของพระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร), พระมหาอนุกูล เงางาม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ดุษฎีนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะเฉพาะของงานนิพนธ์ทีปนีของพระสิริมังคลาจารย์อันเกิดจากการสืบทอดและสร้างสรรค์จากงานอรรถาธิบายภาษาบาลี และความสัมพันธ์ระหว่างงานนิพนธ์ทีปนีของพระสิริมังคลาจารย์กับงานนิพนธ์ภาษาไทยจานวน 10 เรื่องของพระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร) ผลการวิจัยพบว่า ทีปนีของบาลีของพระสิริมังคลาจารย์ทั้ง 3 เรื่องมีองค์ประกอบของวรรณคดีบาลีแบบเดียวกันกับปกรณ์วิเสส ประกอบด้วยคันถารัมภกถา นิทาน วรรณนา และนิคมนกถา มีรูปแบบอรรถาธิบายรวมทั้งสิ้น 16 วิธี มีการอธิบายศัพท์ 4 วิธี ได้แก่ (1) การอธิบายไวยากรณ์ (2) การแสดงรูปวิเคราะห์ (3) ปทวิจยะ และ (4) ไวพจน์ การอธิบายเนื้อหา 9 วิธี ได้แก่ (5) การตั้งประเด็นเพื่ออธิบาย (6) การขยายความ (7) การอ้างอิง (8) การแนะนาคัมภีร์เพิ่มเติม (9) การแสดงลักษณะ (10) การตั้งปุจฉา-วิสัชชนา (11) การอุปมา (12) การแสดงนิทานแสดงเหตุและตัวอย่าง (13) การสรุปประเด็น การอภิปรายข้อมูล 3 วิธี ได้แก่ (14) ตั้งประเด็นและชี้แจง (15) วิเคราะห์น้าหนักของหลักฐาน และ (16) นาเสนอความเห็น วิธีการเหล่านี้คือรูปแบบของปทวรรณนา, อัตถวรรณนา, และปกิณกวรรณนา ซึ่งเป็นหลักการอธิบายในวรรณคดีบาลี พระสิริมังคลาจารย์จัดโครงสร้างของนิทเทสให้เป็นระบบ เน้นวิธีการอธิบายและเพิ่มการอภิปรายด้วยวิธีอื่น จนเกิดเป็นแนวทางเฉพาะตัวในงานทีปนีของท่าน ส่วนงานนิพนธ์พุทธศาสนาภาษาไทยของพระพรหมโมลี เป็นงานเขียนเชิงวิชาการที่มีชื่อเรียก องค์ประกอบ และโครงสร้างวรรณนาแบบเดียวกับปกรณ์วิเสส พบรูปแบบของอรรถาธิบายในวรรณคดีบาลี และวิธีการทางวรรณกรรมไทย ดังนั้น จึงถือว่างานนิพนธ์ของพระพรหมโมลีได้รับอิทธิพลจากงานทีปนีของพระสิริมังคลาจารย์ส่วนหนึ่ง แม้รูปแบบอรรถาธิบายจะแสดงถึงอิทธิพลของวรรณคดีบาลีและทีปนีของพระสิริมังคลาจารย์ แต่ก็แสดงถึงความเป็นสากลของงานวิชาการที่จาแนกเป็นประเด็นย่อย และอธิบายด้วยการขยายความคาศัพท์ ความหมาย และประเด็น เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจ


นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายสตรีสำหรับกลุ่มเป้าหมายโซเชียลอิลิท จากการพัฒนาโลหะรีไซเคิลจากอุตสาหกรรมเครื่องประดับ, จารุตา โฆษิตศักดิ์ Jan 2023

นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายสตรีสำหรับกลุ่มเป้าหมายโซเชียลอิลิท จากการพัฒนาโลหะรีไซเคิลจากอุตสาหกรรมเครื่องประดับ, จารุตา โฆษิตศักดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

นวัตกรรมตราสินค้าเครื่องแต่งกายสตรี สำหรับกลุ่มเป้าหมายโซเชียลอีลิท (Social elite) จากการพัฒนาโลหะรีไซเคิลจากอุตสาหกรรมเครื่องประดับ มีวัตถุประสงค์เพื่อหาแนวทางการออกแบบสร้างสรรค์เครื่องแต่งกาย และเพื่อหาแนวทางในการสร้างตราสินค้า ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพควบคู่กับกระบวนการพัฒนานวัตกรรมวัสดุและออกแบบสร้างสรรค์ทางแฟชั่น จากการศึกษาทฤษฎีการรีไซเคิลและแปรรูปโลหะ การออกแบบเครื่องแต่งกาย ร่วมกับการศึกษาพฤติกรรมการบริโภคสินค้าของกลุ่มเป้าหมายโซเชียลอีลิท ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth-interview) และแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างและพัฒนาขึ้น โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผู้บริโภคจำนวน 15 คน และเก็บรวบรวมข้อมูลการแต่งกายของผู้บริโภคด้วยกระบวนการเปเปอร์ดอลดาต้าเซ็ท (Paper doll data set) เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบการแต่งกายที่จะนำไปใช้ในกระบวนการออกแบบสร้างสรรค์ ทดลองเทคนิค รายละเอียดตกแต่ง ผลจากการวิจัยพบว่า 1.) ด้านการพัฒนานวัตกรรมวัสดุโลหะรีไซเคิล (Recycled metal) สำหรับงานออกแบบแฟชั่นเหมาะสมกับเทคนิคการถักนิต (Knitting) โดยใช้เส้นโลหะถักผสมร่วมกับไหมพรหม 2.) แนวทางการออกแบบสร้างสรรค์เครื่องแต่งกายสำหรับกลุ่มเป้าหมายโซเชียลอีลิท เหมาะสมกับเครื่องแต่งกายในโอกาสการใช้สอยแบบสังสรรค์ (Party-wear) ในรูปแบบคอนเทมโพรารี่ (Contemporary Style) ภายใต้แนวคิดศิลปะยุคหลังมินิมอลลิสม์ (Post-Minimalism) โดยมีโครงร่างเงาทรงตรง I-Line และทรงเอ A-Line กลุ่มสีเมทัลลิก (Metallic) 3.) แนวทางในการสร้างตราสินค้าอยู่ในตลาดระดับ B+ 4.) รูปแบบการออกแบบเครื่องแต่งกายที่ให้โครงสร้างเฉพาะส่วน โดยมีรายละเอียดการตกแต่งการถักนิต (Knitting) จากการทดลองสร้างสรรค์เทคนิครายละเอียดการตกแต่งพบว่าการถักด้วยลวดลาย Stocking stitch,Stocking stitch & holes,Leaf & button holes ประกอบกับการใช้เส้นโลหะผสมกับไหมพรมเมทัลลิก เหมาะกับการนำไปประยุกต์ใช้พัฒนาการออกแบบเครื่องแต่งกายสตรีโอกาสการใช้สอยแบบสังสรรค์ (Party-wear)


การออกแบบเรขศิลป์แบรนด์ของขวัญสำหรับ เจเนอเรชั่น วาย โดยใช้คำมงคลภาษาจีน, ญาณิศา แท่นนิล Jan 2023

การออกแบบเรขศิลป์แบรนด์ของขวัญสำหรับ เจเนอเรชั่น วาย โดยใช้คำมงคลภาษาจีน, ญาณิศา แท่นนิล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยการออกแบบเรขศิลป์แบรนด์ของขวัญสำหรับเจเนอเรชัน วาย โดยใช้คำมงคลภาษาจีน มีวัตถุประสงค์เพื่อหากลยุทธ์และแนวทางการออกแบบแบรนด์ของขวัญสำหรับเจเนอเรชัน วาย โดยใช้คำมงคลภาษาจีน ขั้นตอนและวิธีการดำเนินการวิจัย โดยการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลคำภาษาจีนที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย และรวบรวมแบบสอบถามเกี่ยวกับรูปแบบของเรขศิลป์ที่เหมาะสม ซึ่งผู้วิจัยได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายของเจเนอเรชัน วาย ออกเป็น 6 กลุ่ม โดยอ้างอิงจากวิจัยเรื่อง “รูปแบบการดำเนินชีวิต การบริโภคสินค้าออนไลน์ การบริโภคสื่อดิจิทัล และการรับรู้ความเสี่ยงออนไลน์ของผู้บริโภคเจเนอเรชันวายบนโลกออนไลน์” ของอาจารย์ ดร.ปภาภรณ์ ไชยหาญชาญชัย อาจารย์ประจำภาควิชาการประชาสัมพันธ์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นตัวกำหนดรูปแบบของงานเรขศิลป์ว่าในแต่ละกลุ่มมีลักษณะและจุดเด่นที่สามารถบ่งบอกถึงตัวตนของกลุ่มเป้าหมายในแต่ละกลุ่ม สรุปผลวิจัยพบว่าจากการทำแบบสอบถาม สรุปได้ว่าสารที่ต้องการสื่อคือ ความสุขของเธอคือความสุขของฉัน ในส่วนของบุคลิกภาพและอารมณ์ คือ Cheerful, Smart, Pure and Simple และแนวทางการออกแบบจะใช้คำมงคลภาษาจีนและรูปแบบของงานแตกต่างกันไปตามกลุ่มที่ได้จากการวิเคราะห์และทำแบบสอบถามจากกลุ่มเป้าหมาย โดยจะมีทั้งหมด 3 รูปแแบคือแพทเทิร์น ภาพประกอบ และตัวอักษร


โครงการออกแบบเรขศิลป์เพื่อศูนย์ไลฟส์ไตล์ผู้มีภาวะเบาหวาน, เวธิน ระบิลวงศ์ Jan 2023

โครงการออกแบบเรขศิลป์เพื่อศูนย์ไลฟส์ไตล์ผู้มีภาวะเบาหวาน, เวธิน ระบิลวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยการออกแบบเรขศิลป์เพื่อศูนย์ไลฟ์สไตล์ผู้มีภาวะเบาหวานมีวัตถุประสงค์เพื่อกลยุทธ์และแนวทางการออกแบบเรขศิลป์เพื่อศูนย์ไลฟ์สไตล์ผู้มีภาวะเบาหวาน โดยมีขั้นตอนวิธีการดำเนินการวิจัย 1) รวบรวมและศึกษาจากกลุ่มเป้าหมายผู้มีภาวะโรคเบาหวาน และ ไลฟ์สไตล์เซ็นเตอร์ 2) สร้างเครื่องมือวิจัยสำหรับสัมภาษณ์เชิงลึกเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายและพฤติกรรมการเข้าใช้งานไลฟ์สไตล์เซ็นเตอร์ 3) วิเคราะห์ข้อมูลของกลุ่มเป้าหมายและหลักการออกแบบเรขศิลป์ที่ให้กลุ่มเป้าหมายและผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบเรขศิลป์เป็นผู้คัดเลือกเพื่อให้ได้ข้อมูลที่นำมาใช้เป็นแนวทางในการออกแบบที่เหมาะสม สรุปผลการวิจัยพบว่า 1) กลยุทธ์ในการออกแบบเรขศิลป์เพื่อศูนย์ไลฟ์สไตล์ผู้มีภาวะเบาหวาน สารที่ต้องการจะสื่อคือ ความสะดวกสะบายที่ช่วยเสริมสร้างสมดุล (Convenience which keep balance) และ บุคลิกภาพและอารมณ์ที่ต้องการจะสื่อ คือ Lively, Healthy และ Amusing 2) แนวทางการออกแบบเรขศิลป์ที่เหมาะสม คือ การออกแบบอัตลักษณ์สำหรับแบรนด์ศูนย์ไลฟ์สไตล์ผู้มีภาวะเบาหวาน และ คู่มือสำหรับการใช้งานระบบอัตลักษณ์ของแบรนด์ ด้านการออกแบบกราฟิก คือ Colorful Minimalism ด้านการออกแบบโลโก้ คือ Bright, Bold and Colorful ด้านการออกแบบฟอนต์ คือ Sans Serif และ ด้านการออกแบบระบบป้าย คือ Interactive and digital signage


การออกแบบเรขศิลป์สำหรับแบรนด์ผลิตภัณฑ์รีฟิล, ณัฎฐ์กฤตา ศรีกาหลง Jan 2023

การออกแบบเรขศิลป์สำหรับแบรนด์ผลิตภัณฑ์รีฟิล, ณัฎฐ์กฤตา ศรีกาหลง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาแนวทางการออกแบบเรขศิลป์สำหรับแบรนด์ผลิตภัณฑ์รีฟิลโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหากลยุทธ์และแนวทางการออกแบบเรขศิลป์สำหรับแบรนด์ผลิตภัณฑ์รีฟิลที่เหมาะสมสำหรับกลุ่มคนเจนซี (Gen Z) โดยมีขั้นตอนและเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) การวิเคราะห์แบรนด์ผลิตภัณฑ์รีฟิลกลุ่มตัวอย่าง 2) แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างเพื่อพิจารณาการใช้สื่อและความต้องการของกลุ่มตัวอย่างกลุ่มคนเจนซี (Gen Z) ที่มีต่อแบรนด์ผลิตภัณฑ์รีฟิล 3) แบบสอบถามผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาแนวทางการออกแบบและสารที่ต้องการสื่อ บุคลิกภาพ ที่เหมาะสม 4) รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการสัมภาษณ์เจ้าของกิจการแบรนด์ผลิตภัณฑ์รีฟิล 5) วิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาด 4Ps และ SWOT Analysis แบรนด์ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ธุรกิจรีฟิล 6) วิเคราะห์ข้อมูลสรุปแนวทางที่ได้รับความนิยมของแนวทางการออกแบบตราสัญลักษณ์กับแบรนด์ตัวอย่าง 7) วิเคราะห์ข้อมูลสรุปแนวทางที่ได้รับความนิยมของแนวทางการออกแบบภาพประกอบกับแบรนด์ตัวอย่าง เป็นต้น ผลการวิจัยพบว่า สารที่ต้องการสื่อ ได้แก่ Everyday Sustainability ร้านรักษ์โลกแบบ ที่มีนโยบายการลดปริมาณการใช้ บรรจุภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียว เพื่อลดการสร้างขยะบรรจุภัณฑ์ที่มาพร้อมกับการบริโภคในชีวิตประจำวันเหมือนเป็นร้านแห่งชีวิตประจำวันของทุกคนที่เข้ามาเติมผลิตภัณฑ์รีฟิลและเป็นความยั่งยืนในทุก ๆ วัน โดยมีบุคลิกภาพ ได้แก่ Natural ดูเป็นธรรมชาติ Free อิสระ ตามใจอยาก และ Simple เรียบง่าย สรุปผลเป็นแนวทางการออกแบบเรขศิลป์สำหรับแบรนด์ผลิตภัณฑ์รีฟิล


เรขศิลป์จากแนวคิดโรควิตกกังวล, รวิวรรณ ฟักอ่อน Jan 2023

เรขศิลป์จากแนวคิดโรควิตกกังวล, รวิวรรณ ฟักอ่อน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรขศิลป์เพื่อการออกแบบแบรนด์จากแนวคิดโรควิตกกังวล มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อศึกษาหาแนวทางการออกแบบเรขศิลป์สำหรับแบรนด์ผลิตภัณฑ์จากแนวคิดโรควิตกกังวล โดยการศึกษาโรควิตกกังวลทั้งหมด 11 โรคผ่านคู่มือวินิจฉัยอาการผิดปกติทางจิตฉบับที่ 5 หรือ DSM-5 เพื่อค้นหานิยามของโรค และทำการคัดเลือกโรควิตกกังวลที่เหมาะสมกับการออกแบบผ่านการวิเคราะห์ลักษณะเด่นและลักษณะร่วมต่าง ๆ ของโรควิตกกังวล ด้วย 9 ปัจจัยของโรค คือ กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่ (ชาย, หญิง, และทุกเพศ), อายุของกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่, อาการทางพฤติกรรม, อาการทางสติปัญญาและจิตใจ, อาการทางกายภาพ, ระยะเวลา, สิ่งเร้าที่จับต้องได้, สถานการณ์กระตุ้น, และผลกระทบ จนได้ผลลัพธ์เป็นโรควิตกกังวลที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกับโรคอื่นทั้งหมด 6 โรค คือ โรคกลัวการแยกจาก (Separation Anxiety Disorder), โรคไม่พูดบางสถานะการณ์ (Selective Mutism Specific Disorder), โรคกลัวแบบเฉพาะเจาะจง (Specific Phobia), โรคกลัวสังคม (Social Anxiety Disorder), โรคแพนิก (Panic Disorder), และ โรควิตกกังวลที่เกิดจากสารเสพติด (Substance Medication-Induced) ผลการวิจัยแนวทางการออกแบบจากจากแนวคิดโรควิตกกังวล ได้พบ องค์ประกอบการออกแบบเรขศิลป์ที่เหมาะสมกับออกแบบเรขศิลป์สำหรับแบรนด์ผลิตภัณฑ์จากแนวคิดโรควิตกกังวลคือ รูปทรงที่เป็นระนาบ (Forms), เส้นอารมณ์ (Mood lines), ระบบสีเชิงจิตวิทยาสีกับความรู้สึก (Hues and Tones), การจับคู่สี (Color Schemes), รูปแบบตัวอักษร (Fonts) และอัตลักษณ์แบรนด์ (Brand Architypes) ทั้งหมด 6 รูปแบบ จากการวิเคราะห์โรควิตกกังวล 6 ชนิด คือ คือ ผู้ต้องการ (The Needy) จากโรคกลัวการแยกจาก, นักละครใบ้ (The Mime), ผู้เฝ้าระวัง (The Lookout), ผู้ปลีกวิเวท (The Isolator), ผู้กระวนกระวาย (The Anxious), ผู้ครอบงำ …


การออกแบบเรขศิลป์แบรนด์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพโดยใช้แนวคิดตารางธาตุ, ไอริณญา ป๋าเมืองมูล Jan 2023

การออกแบบเรขศิลป์แบรนด์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพโดยใช้แนวคิดตารางธาตุ, ไอริณญา ป๋าเมืองมูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยออกแบบเรขศิลป์แบรนด์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพโดยใช้แนวคิดตารางธาตุมีวัตถุประสงค์เพื่อหากลยุทธ์และแนวทางการออกแบบเรขศิลป์แบรนด์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพโดยใช้แนวคิดตารางธาตุ ขั้นตอนและวิธีดำเนินงานวิจัยโดยการรวบรวมธาตุที่พบในอาหารและมีประโยชน์ต่อร่างกาย เพื่อคัดเลือกในการนำมาเป็นแนวทางการออกแบบเรขศิลป์โดยอ้างอิงจากตารางธาตุของ Dmitri Mendeleyev นำมารวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลในการสร้างแบรนด์ การตลาดโดยใช้เครื่องมือ Business Model Canvas, SWOT Analysis, Brand Positioning, 4Ps เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับแบรนด์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพในตลาดประเทศไทยเพื่อหาในแนวทางการออกแบบที่เหมาะสม จากการสืบค้นบทความ นิตยสาร งานวิจัย ทั้งแบบสื่อสิ่งพิมพ์และแบบดิจิทัล นอกจากนี้ยังได้สอบถามความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย เพื่อนำความต้องการของกลุ่มเป้าหมายมาวิเคราะห์โดยใช้ผู้เชี่ยวชาญในด้านการออกแบบในการประเมินเพื่อหาแนวทางการออกแบบเรขศิลป์แบรนด์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพโดยใช้แนวคิดตารางธาตุ สรุปผลการวิจัยพบว่า สารที่ต้องการสื่อ คือ Choose matter for better หมายถึง การเลือกรับประทานสารอาหารที่ดีต่อสุขภาพและ การเลือกวัตถุดิบในการนำมาสร้างสรรค์เพื่อเป็น อาหารการกินที่ดีเป็นเรื่องสนุก และอีกทั้งยังช่วยใน เรื่องสุขภาพ เมื่อสุขภาพดีขึ้น ชีวิตก็ดีขึ้น และบุคลิกภาพและอารมณ์ของงานออกแบบ คือ Healthy Cheerful Intellect แนวทางการออกแบบแบรนด์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพที่เหมาะสมคือ Logo ประเภท Name Fill ,ตัวอักษรประเภท Liquid Chrome และการออกแบบบรรจุภัณฑ์แบบ Illustrated ingredients in punchy palettes


Curatorial Project For Community Gathering Art Exhibitions: “Boundaries, Binds And Beyond”, Jasmeetkaur Thakral Jan 2023

Curatorial Project For Community Gathering Art Exhibitions: “Boundaries, Binds And Beyond”, Jasmeetkaur Thakral

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This independent study aims to explore and examine how community arts and cultural events are shaped by boundaries and binds. Boundaries, drawn by partition and geopolitics, and binds set by religion, economic, elitist (traditionalist/conservative), or social hierarchy, create new subcultures (minorities) in their areas of settlement. Centuries of colonialism and turmoil at borderlines have given birth to dispersed and displaced communities. Diasporic communities, such as the Thai-Indian community, echo the sounds of their past but also constantly strive for inclusivity to enable a sense of cultural belonging in their new home. After cocooning, learning language, food, customs, and traditions, what …


การออกแบบเรขศิลป์แบรนด์เครื่องหอมโดยใช้แนวคิดกฎจักรวาล, วิรชา พยาน้อย Jan 2023

การออกแบบเรขศิลป์แบรนด์เครื่องหอมโดยใช้แนวคิดกฎจักรวาล, วิรชา พยาน้อย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยการออกแบบเรขศิลป์แบรนด์เครื่องหอมโดยใช้แนวคิดกฎจักรวาลมีวัตถุประสงค์เพื่อหากลยุทธ์และแนวทางในการออกแบบเรขศิลป์แบรนด์เครื่องหอมโดยใช้แนวคิดกฎจักรวาล ขั้นตอนและวิธีดำเนินการวิจัย โดยการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลของกลิ่นจาก Fragrance Wheel ของ Michael Edwards และความต้องการของมนุษย์ที่เหมาะสมกับแนวคิดกฎจักรวาล 12 ข้อ รวมถึงรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลการตลาด Business Model Canvas, SWOT Analysis, 4Ps Marketing และ Brand Position เทียบกับแบรนด์เครื่องหอมตัวอย่างเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสม จากบทความ ดิจิทัลแพลตฟอร์ม งานวิจัย และสื่ออินเทอร์เน็ต โดยนำข้อมูลจากการวิเคราะห์มาสร้างแบบสอบถามและสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมายและผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ ทำให้ได้ข้อมูลที่นำมาใช้ในการออกแบบต่อไป สรุปผลวิจัยพบว่า สารที่ต้องการจะสื่อ คือ Scent Scenario เพราะกลิ่นนั้นเชื่อมโยงกับความคิดและความทรงจำ และบุคลิกภาพของงานที่เหมาะสม คือ AROMATIC (ดูมีกลิ่นหอม), CHIC (เก๋, เท่, ทันสมัยแบบผู้ดี) และ CHARMING (มีเสน่ห์, ดูน่าหลงใหล) และแนวทางการออกแบบเรขศิลป์ที่เหมาะสม คือ การออกแบบตราสัญลักษณ์แบบ Abstract Logo Mark, ตัวอักษรแบบ Serif และการออกแบบบรรจุภัณฑ์แบบ Maximalist Design


Curatorial Project For Art Exhibition: “Bootleg Show” By Mrkreme, Nattida Thaewpattha Jan 2023

Curatorial Project For Art Exhibition: “Bootleg Show” By Mrkreme, Nattida Thaewpattha

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The "BOOTLEG SHOW" by MRKREME is a curatorial project for an art exhibition that delves into the interplay between mass production, aesthetic values, and originality within the realm of contemporary art toys. Curated with a focus on examining the impact of distortion in art, the exhibition explores the nuances of value formation and how societal influences shape our perception of worth. The first part of this study is an exploration into the concept of art toys through the meanings of the words "art" and "toys" to better understand their roots. It examines the differentiation between a toy and an art …


Curatorial Project For Art Exhibition: "Where Emotions Take Form, Outsider Art By Everyday Individuals", Yiwen Zhu Jan 2023

Curatorial Project For Art Exhibition: "Where Emotions Take Form, Outsider Art By Everyday Individuals", Yiwen Zhu

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Where Emotions Take Form: Outsider Art by Everyday Individuals, is an exhibition that celebrates the captivating world of outsider art created by individuals who are not traditionally trained artists but, rather, ordinary people from our everyday lives. This exhibition brings to light the raw, unfiltered expressions of ordinary people, transcending conventional artistic boundaries and offering a glimpse into the richness of human creativity. Outsider art is art made by self-taught or supposedly naïve artists with typically little or no contact with the conventions of the art world. Under this concept, in most cases, when people speak of outsider art, they …


รัฐไทยกับกระบวนการประกอบสร้างความเป็นพลเมือง: กรณีศึกษากลุ่มชาติพันธุ์มอแกนและคนไทยพลัดถิ่น, พศกร โยธินนีรนาท Jan 2023

รัฐไทยกับกระบวนการประกอบสร้างความเป็นพลเมือง: กรณีศึกษากลุ่มชาติพันธุ์มอแกนและคนไทยพลัดถิ่น, พศกร โยธินนีรนาท

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

แนวคิดเรื่องรัฐสมัยใหม่ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และอิทธิพลของระบอบองค์กรเหนือรัฐกับภาวะข้ามชาติการย้ายถิ่นทางประชากรและการประกอบสร้างความเป็นพลเมืองถือเป็นประเด็นที่ถือเป็นข้อถกเถียงทางรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน วิทยานิพนธ์นี้เน้นศึกษาอิทธิพลของระบอบองค์กรเหนือรัฐและกระบวนการประกอบสร้างความเป็นพลเมืองของรัฐไทยจากกรณีศึกษากลุ่มชาติพันธุ์มอแกนและกลุ่มคนไทยพลัดถิ่นในเขตอำเภอเมือง จังหวัดระนอง โดยผ่านการวิจัยเอกสารและการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ผลการศึกษาได้ชี้ให้เห็นข้อถกเถียงทางวิชาการว่า “อธิปไตยแบบเลือกรับ” เป็นรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศซึ่งปรากฎจากการปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐไทยกับระบอบองค์กรเหนือรัฐและภาวะข้ามชาติภายใต้สังคมโลกาภิวัตน์ ลักษณะความสัมพันธ์ดังกล่าวได้นำไปสู่กระบวนทัศน์ใหม่และการจัดการที่เปิดกว้างต่อปัญหาความเป็นพลเมืองของผู้ไร้รัฐไร้สัญชาติตามพันธกรณีที่มีต่อหลักการและกติกาด้านสิทธิมนุษยชนสากล อย่างไรก็ตาม ภายใต้อำนาจอธิปไตยแบบเลือกรับและการปฏิบัติตามพันธกรณีดังกล่าวล้วนจำกัดไว้ภายใต้แนวคิดเรื่องความมั่นคงแห่งชาติและลักษณะจารีตทางการเมืองของรัฐไทย ซึ่งได้กลายเป็นอุปสรรคในกระบวนการประกอบสร้างความเป็นพลเมืองของกลุ่มชาติพันธุ์มอแกนกับกลุ่มคนไทยพลัดถิ่นจนไม่สามารถเข้าถึงสิทธิพลเมืองของรัฐไทย สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นภูมิทัศน์แห่งการดิ้นรน การพิสูจน์ตัวตน และการต่อสู้กับกระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นพลเมืองภายใต้รัฐไทย


กระบวนการจัดการแรงงานของคนไทยในรัฐซาบาห์และซาราวัก ประเทศมาเลเซีย, ชนายุส ศรีจันทรา Jan 2023

กระบวนการจัดการแรงงานของคนไทยในรัฐซาบาห์และซาราวัก ประเทศมาเลเซีย, ชนายุส ศรีจันทรา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เมื่อแรงงานไทยเผชิญปัญหาในต่างประเทศ พวกเขาจะขอความช่วยเหลือจากสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลไทยที่มีอำนาจครอบคลุมพื้นที่ที่ตนอยู่อาศัยเป็นหลัก แต่แรงงานไทยในรัฐซาบาห์ และรัฐซาราวัก ประเทศมาเลเซีย เป็นกลุ่มที่ไม่ค่อยได้รับการช่วยเหลือจากทางภาครัฐเวลาที่พวกเขาประสบปัญหา เพราะพื้นที่ดังกล่าวไม่มีสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลไทยตั้งอยู่ และด้วยความที่แรงงานไทยส่วนใหญ่ในรัฐซาบาห์ซาราวักเดินทางเข้ามาด้วยวีซ่านักท่องเที่ยวและลักลอบทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต กรณีเช่นนี้ทำให้พวกเขาเป็นแรงงานผิดกฎหมาย ทำให้ไม่ได้รับสวัสดิการและการคุ้มครองแรงงานที่ถูกต้อง เพราะขอบข่ายการคุ้มครองแรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศของกระทรวงแรงงานไม่ได้ครอบคลุมกรณีนี้ เนื่องจากสถานะในการเดินทางไปทำงานในต่างประเทศของบุคคลเหล่านี้ไม่ใช่ แรงงานย้ายถิ่น แต่เป็น “แรงงานผิดกฎหมาย” อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาปรากฏการณ์ข้างต้น กลับพบว่ากลุ่มแรงงานไทยนี้มียุทธศาสตร์สำคัญในการเอาตัวรอดจากปัญหาที่ประสบในต่างแดน คือ การใช้ประโยชน์จากเครือข่ายทางสังคม (Social Network) ระหว่างคนไทยในรัฐซาบาห์และรัฐซาราวัก โดยเฉพาะกลุ่มเพื่อนคนไทยที่สร้างขึ้น ผ่านทางร้านอาหารไทยแห่งหนึ่ง และผ่านช่องทางออนไลน์ในการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ดั้งนั้นจึงนำมาสู่คำถามวิจัยที่ว่า แรงงานไทยในรัฐซาบาห์ และรัฐซาราวักเผชิญปัญหาอุปสรรคอะไรบ้าง และการจัดการแรงงานของคนไทยในพื้นที่ดังกล่าวเป็นอย่างไร โดยผู้วิจัยจะอาศัยกรอบแนวคิดเครือข่ายทางสังคมและแนวคิดภาวะข้ามชาติเพื่อตอบคำถามวิจัยและอธิบายสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่การทำความเข้าใจว่าอิทธิพลของเครือข่ายทางสังคมดังกล่าวส่งผลการดำรงชีพเพื่อความอยู่ดีมีสุขของแรงงานไทยเหล่านี้อย่างไร ระหว่างที่ทำงานในต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ได้องค์ความรู้ที่สามารถนำเสนอเป็นนโยบายในการช่วยเหลือแรงงานให้มีประสิทธิภาพต่อไป


เมื่อครูเป็นหนี้ : การศึกษารูปแบบ โครงสร้าง และวงจรหนี้สินข้าราชการครู ผ่านการวิเคราะห์กลไกระบบราชการ, วัชรพล ยงวณิชย์ Jan 2023

เมื่อครูเป็นหนี้ : การศึกษารูปแบบ โครงสร้าง และวงจรหนี้สินข้าราชการครู ผ่านการวิเคราะห์กลไกระบบราชการ, วัชรพล ยงวณิชย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการก่อตัวของรูปแบบ โครงสร้างและวงจรหนี้สินของข้าราชการครูภายในกลไกระบบราชการด้านการศึกษาของรัฐ โดยศึกษากลุ่มข้าราชการครูสังกัดคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นหลัก พบว่าลักษณะของการก่อตัวของหนี้สินข้าราชการครูและปัจจัยสนับสนุนให้เกิดปัญหา เกิดขึ้นจากพัฒนาการของความพยายามในการแก้ไขปัญหาคุณภาพชีวิตของข้าราชการครูด้วยการจัดสวัสดิการให้กับข้าราชการครูในแต่ละยุคสมัย ส่งผลต่อการสะสมหนี้สินของข้าราชการครู อีกทั้งการกำหนดให้มีระบบสวัสดิการหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะสวัสดิการทางการเงินส่งผลให้เกิดโอกาสการเข้าถึงการใช้สินเชื่ออย่างรอบด้านในกลุ่มข้าราชการครู กอปรกับการสร้างเงื่อนไขการทำงานให้กับข้าราชการครู อาทิเช่น การสร้างภาระงานที่นอกเหนือการจัดการเรียนการสอน การมอบภาระหน้าที่ที่สร้างภาระค่าใช้จ่ายให้ข้าราชการครูที่ลดทอนความสามารถทางการเงินของครู โครงสร้างการบังคับบัญชาที่ทำให้ข้าราชการครูต้องรับภาระตามคำสั่ง ทำให้โครงสร้างในระบบการศึกษาสร้างเงื่อนไขหลายด้านที่ส่งผลให้เกิดปัญหาภาระการค่าใช้จ่ายที่มีผลต่อภาระหนี้สิน การดำเนินไปของปัญหาอย่างต่อเนื่องด้วยการแก้ไขแต่ปัญหาเฉพาะหน้าจึงส่งผลให้เกิดวงจรหนี้สินในหมู่ข้าราชการครู และพัฒนากลายเป็นปัญหาที่ยกระดับสู่ปัญหาเชิงนโยบายและมีผลต่อระบบโครงสร้างระบบราชการ อย่างไรก็ตามปัญหาหนี้สินจะไม่สามารถแก้ไขได้อย่างเบ็ดเสร็จหากไม่เริ่มต้นด้วยการปรับโครงสร้างภาระหน้าที่และกรอบกำกับระบบภาระงาน รวมถึงดำเนินสร้างการจำกัดการเข้าถึงสวัสดิการด้วยสิทธิ์ข้าราชการให้มีขอบเขตตามระดับอายุงานหรือตำแหน่งของข้าราชการครูให้ชัดเจนเพื่อแก้ไขและลดทอนปัญหาการก่อหนี้ของข้าราชการครูรุ่นใหม่ในอนาคตและสกัดกั้นมูลหนี้ก้อนใหม่เข้าสู่การเป็นปัญหาหนี้สินในอนาคต


บทบาทของนายจ้างในการคุ้มครองทางสังคมต่อแรงงานประมงข้ามชาติภายใต้ระบบประกันสังคม: ศึกษากรณีแพปลาในจังหวัดนครศรีธรรมราช, ณัฐมน แก้วเรือง Jan 2023

บทบาทของนายจ้างในการคุ้มครองทางสังคมต่อแรงงานประมงข้ามชาติภายใต้ระบบประกันสังคม: ศึกษากรณีแพปลาในจังหวัดนครศรีธรรมราช, ณัฐมน แก้วเรือง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การคุ้มครองทางสังคมต่อแรงงานประมงข้ามชาติในไทยนับเป็นประเด็นที่มีความสำคัญ โดยภาครัฐได้มีการปรับปรุงและแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและตามมาตรฐานสากลมาอย่างต่อเนื่อง ในวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ผู้วิจัยต้องการศึกษากระบวนการและบทบาทของนายจ้างในการคุ้มครองทางสังคมต่อกลุ่มแรงงานข้ามชาติในอุตสาหกรรมประมงไทยภายใต้ระบบประกันสังคม เพื่อให้ทราบถึง บทบาทของนายจ้าง ลักษณะการคุ้มครองทางสังคมที่นายจ้างจัดให้แก่ลูกจ้าง รวมถึงภาระต้นทุนและผลประโยชน์ที่นายจ้างจะได้รับจากการคุ้มครองทางสังคมภายใต้ระบบประกันสังคมต่อแรงงานประมงข้ามชาติ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีกลุ่มตัวอย่างเป็นแพปลาขนาดเล็ก แพปลาขนาดใหญ่ และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ด้วยการสัมภาษณ์การสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-Structured Interview) จากผลการศึกษาพบว่านายจ้างมีภาระทางการบริหารเพิ่มขึ้นจากการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนทดแทน แต่ในส่วนของระบบประกันสังคมนายจ้างสามารถเลือกได้ว่าจะเข้าร่วมหรือไม่ ซึ่งการไม่เข้าร่วมมีผลต่อต้นทุนที่แรงงานต้องรับผิดชอบในการซื้อประกันสุขภาพให้แก่ตนเอง ข้อจำกัดของงานวิจัยชิ้นนี้คือไม่ได้มีการศึกษามุมของลูกจ้างเท่าไหรนัก ผู้วิจัยจึงมีข้อเสนอแนะให้มีการศึกษามุมมองของลูกจ้างต่อบทบาทของนายจ้างในการคุ้มครองทางสังคม การปรับปรุงกฎหมายเพื่อลดการเกิดช่องว่างที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อตัวแรงงานและนายจ้าง เพิ่มการรับรู้และความเข้าใจในสิทธิและผลประโยชน์ที่แต่ละฝ่ายพึงจะได้รับจากการปฏิบัติตามนโยบาย รวมถึงการรวบรวมข้อมูลทางสถิติเพื่อใช้ในการพัฒนากฎหมายให้มีความสอดคล้องกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง


ความเป็นเมือง : การทำความเข้าใจสภาวะเปราะบางของกรุงเทพมหานครผ่านอาหาร, วาสนา ศรีจำปา Jan 2023

ความเป็นเมือง : การทำความเข้าใจสภาวะเปราะบางของกรุงเทพมหานครผ่านอาหาร, วาสนา ศรีจำปา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความเปราะบางในพื้นที่เมือง: การศึกษาผ่านมิติอาหารในบริบทกรุงเทพมหานคร กระบวนการกลายเป็นเมืองสมัยใหม่มีบทบาทสำคัญในการก่อให้เกิดความเปราะบางในพื้นที่เมือง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะที่เกิดจากการผสมผสานของมิติต่างๆ ทั้งด้านกายภาพ สังคมวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และคุณค่า การศึกษานี้ใช้วิธีวิทยาการวิจัยเชิงคุณภาพและการศึกษาแบบพหุกรณี เพื่อทำความเข้าใจความเปราะบางในเมืองผ่านความสัมพันธ์ของมิติเหล่านี้ โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์อาหารในฐานะกระแสการไหลเวียนของวัตถุและชีวิตผู้คนในเมือง เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับภูมิทัศน์เมืองและสภาวะความเปราะบางที่เกิดขึ้น ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ความเปราะบางในเมืองมีลักษณะเฉพาะและหลากหลาย โดยเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบภายใต้โครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมของเมือง บุคคลหนึ่งอาจเผชิญกับความเปราะบางหลายรูปแบบพร้อมกัน แม้แต่ผู้ที่มีสถานะทางเศรษฐกิจมั่นคงก็ยังอาจประสบกับความเปราะบางที่เกิดจากสภาพแวดล้อมของเมือง กระบวนการกลายเป็นเมืองจึงมีส่วนสำคัญในการสร้างความเปราะบางและทำให้ชีวิตผู้คนตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงภายใต้เงื่อนไขการอยู่อาศัยในเมือง การศึกษากรณีเฉพาะของกรุงเทพมหานครผ่านมุมมองด้านอาหารในฐานะกระแสการไหลเวียนของวัตถุ แสดงให้เห็นว่าการวิเคราะห์กระบวนการของเมืองสามารถเผยให้เห็นลักษณะเฉพาะของเมืองและรูปแบบความเปราะบางที่เกิดขึ้น กรุงเทพมหานครไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น แต่กระบวนการกลายเป็นเมืองได้หล่อหลอมวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ ซึ่งฝังรากลึกในชีวิตประจำวันของผู้คนจนกลายเป็นความคุ้นชิน ส่งผลให้ผู้อยู่อาศัยในเมืองต้องเผชิญกับความเปราะบางในรูปแบบต่างๆ


ความเป็นแกนกลางของอาเซียนในเขตการค้าเสรีระดับภูมิภาค: กรณีศึกษาข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership), นวพร ฉัตรวิริยะเจริญ Jan 2023

ความเป็นแกนกลางของอาเซียนในเขตการค้าเสรีระดับภูมิภาค: กรณีศึกษาข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership), นวพร ฉัตรวิริยะเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มุ่งศึกษา ความเป็นแกนกลางของอาเซียนภายใต้กรอบข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค และผลกระทบของข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคต่อความเป็นแกนกลางของอาเซียนเมื่อมีการบังคับใช้ รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพใช้กรอบการวิเคราะห์แนวสรรสร้างนิยม ตั้งแต่ช่วง ค.ศ. 2001 ภายหลังความล่าช้าของการเจรจาการค้าระดับพหุภาคีรอบโดฮาขององค์การการค้าโลก จนกระทั่งพัฒนาไปสู่ข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค รวมถึงการให้สัตยาบันของประเทศสมาชิกครบถ้วน และมีการบังคับใช้ จากการศึกษาได้บ่งชี้ว่า ความเป็นแกนกลางของอาเซียน ไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อการบรรลุข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค เนื่องจากอาเซียนไม่สามารถแก้ไขความขัดแย้งของการเจรจาข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ที่มีความขัดแย้งของประเทศสมาชิก ทั้งด้านการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และด้านอื่น ๆ ส่งผลให้การเจรจาข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคยืดเยื้อเป็นระยะเวลา 8 ปี และอินเดียได้ถอนตัวจากข้อตกลงในช่วงท้ายของการเจรจา รวมถึงข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ไม่ได้ส่งเสริมความเป็นแกนกลางของอาเซียน เพราะสามารถเจรจาสำเร็จจากประเทศสมาชิกภายนอกและให้ผลประโยชน์แก่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนืออย่างจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้มากกว่าอาเซียน


The Ontological Politics Of Waters In Northern Thailand: A Hydrosocial Analysis Of The Ing River Basin, Thianchai Surimas Jan 2023

The Ontological Politics Of Waters In Northern Thailand: A Hydrosocial Analysis Of The Ing River Basin, Thianchai Surimas

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Through a hydrosocial perspective, this research illustrates how political contestation between different networks of actors in the Ing River Basin produces different versions of water, which reflect divergent interests, different meanings and water ontologies that underpin the tensions and conflicts. This research employs ethnography to study networks of actors involved in water controversies and tensions over the hydraulic infrastructure project in the Ing River Basin. The network of project proponents, including a state-led hydraulic institution, experts, farmers, and other actors, see water as a source of economic activities due to its close association with modern irrigation schemes for rice-intensive and …


ความสัมพันธ์ของรัฐธรรมนูญ 2560 กับการเปลี่ยนผ่านอำนาจทางการเมืองไทย, ศิปภน อรรคศรี Jan 2023

ความสัมพันธ์ของรัฐธรรมนูญ 2560 กับการเปลี่ยนผ่านอำนาจทางการเมืองไทย, ศิปภน อรรคศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้มุ่งศึกษา “อิทธิพลของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ซึ่งออกแบบภายใต้การกำกับของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ส่งผลอย่างไรต่อการเมืองไทยหลังจากเปลี่ยนผ่านสู่การเลือกตั้ง?” โดยตอบคำถามผ่านการอภิปรายวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กับความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองสู่ระบอบพันทางหลังมีการเลือกตั้งภายใต้การกำกับของกลไกรัฐธรรมนูญ ซึ่งช่วยสนับสนุนให้ระบอบอำนาจนิยมดำรงต่อไปได้แม้เปลี่ยนผ่านสู่การมีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ยังทำหน้าที่สนับสนุนการแบ่งปันอำนาจเพื่อคงไว้ซึ่งระบอบอำนาจนิยมต่อไปแม้ต้องเปิดโอกาสต่อรองกับตัวแสดงใหม่ และรัฐธรรมนูญยังมีความทนทานจากการถูกแก้ไขหรือยกเลิกได้ยากภายใต้การคุ้มครองจากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุนี้ กลไกทางรัฐธรรมนูญแม้ว่าจะเป็นอุปสรรคต่อรัฐบาลพลเอกประยุทธ์หลังจากการเลือกตั้ง พ.ศ. 2562 หรือเปิดโอกาสให้พรรคฝ่ายค้านเติบโตจนสามารถชนะการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2566 ทว่าด้วยการดำรงอยู่ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 จึงส่งผลให้บรรยากาศของระบอบอำนาจนิยมในไทยยังคงดำเนินต่อภายใต้การหันเหเข้าสู่การเป็นระบอบอำนาจนิยมที่มีการต่อรอง ในที่สุดแล้วจึงยังต้องตั้งคำถามและติดตามต่อไปถึงอิทธิพลของรัฐธรรมนูญมรดกของ คสช. ที่ยังมีอิทธิพลต่อการเมืองไทยหลังจากนี้


อาชญากรรมเศรษฐกิจ: การพัฒนาแนวทางการป้องกันและปราบปรามการกู้เงินออนไลน์นอกระบบ, พันธุ์พิศณ์ วัชรินทร์พร Jan 2023

อาชญากรรมเศรษฐกิจ: การพัฒนาแนวทางการป้องกันและปราบปรามการกู้เงินออนไลน์นอกระบบ, พันธุ์พิศณ์ วัชรินทร์พร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบ และพฤติกรรมของการกู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ผิดกฎหมาย ศึกษาถึงปัญหา และอุปสรรคในการดำเนินการป้องกันและปราบปรามการกู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ผิดกฎหมาย และศึกษาแนวทางในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ ที่เกี่ยวข้องกับการกู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ผิดกฎหมายให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มตัวอย่างผู้ที่เคยตกเป็นเหยื่อจากการถูกหลอกให้กู้เงินออนไลน์นอกระบบ จำนวน 5 ราย เจ้าหน้าที่ที่มีส่วนในการ ให้ความช่วยเหลือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อการให้กู้เงินออนไลน์นอกระบบจำนวน 10 ราย และผู้ที่เคยกระทำความผิดในการให้กู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ผิดกฎหมายจำนวน 3 ราย ผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงรูปแบบในการให้กู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ผิดกฎหมายมี 2 รูปแบบ คือ การกู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ได้รับเงินจริงแต่มีเงื่อนไขที่ผิดกฎหมาย และการกู้เงินออนไลน์นอกระบบที่กู้แล้วไม่ได้เงิน โดยผู้กระทำผิดสร้างเว็บไซต์หรือข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์โดยแอบอ้างเป็นหน่วยงานที่มีชื่อเสียง หรือสร้างแอปพลิเคชันปลอมเพื่อให้กู้ยืมเงินโดยไม่ผ่านกระบวนการทางกฎหมาย ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการป้องกันและปราบปรามการกู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ผิดกฎหมาย ได้แก่ คดีการกู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ผิดกฎหมายมักจะมีความเกี่ยวข้องกับคดีอื่น ปัญหาและอุปสรรคที่มีผลต่อการดำเนิน เช่น ปัญหาความเข้าใจในเทคโนโลยี ข้อจำกัดทางด้านเทคนิคในการสืบสวนสอบสวน ข้อจำกัดในการปฏิบัติงาน อันเนื่องมาจากการมีข้อจำกัดในความรู้ความเข้าใจและ ความชำนาญทางกฎหมาย และปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวในการดำเนินการทางกฎหมาย แนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหา ข้อเสนอแนะแนวทางป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของการให้กู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ผิดกฎหมาย เช่น การเพิ่มการตรวจสอบและเผยแพร่ข้อมูลการสร้างการตรวจสอบตนเอง การส่งเสริมการศึกษาทางด้านดิจิทัล การประชาสัมพันธ์และการเตือนภัย การปิดโอกาสหรือสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการกู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ผิดกฎหมาย การทำให้การกู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ผิดกฎหมายหมดไปจากสังคม การกำหนดบทลงโทษที่รุนแรงต่ออาชญากรรมไซเบอร์ในเรื่องกู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ผิดกฎหมาย การสร้างกฎระเบียบหรือกฎหมายที่ประสิทธิภาพต่อการป้องกัน และ การกำหนดแนวทางนโยบาย และมาตรการในการป้องกัน แก้ไขปัญหาอาชญากรรมการกู้เงินออนไลน์นอกระบบที่มีประสิทธิภาพ


ประสบการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจของผู้ต้องขังหญิงและแนวทางการดูแล, ยศวดี ทิพยมงคลอุดม Jan 2023

ประสบการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจของผู้ต้องขังหญิงและแนวทางการดูแล, ยศวดี ทิพยมงคลอุดม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์การได้รับความรุนแรงของผู้ต้องขังหญิง และศึกษาผลกระทบของการถูกใช้ความรุนแรงต่อผู้ต้องขังหญิง พร้อมศึกษาแนวทางของเรือนจำในการดูแลผู้ต้องขังหญิงที่มีประสบการณ์ถูกใช้ความรุนแรง การวิจัยนี้ใช้วิธีการศึกษาแบบผสมผสานระหว่างเชิงปริมาณและเชิงโดยการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณผ่านการสำรวจแบบสอบถามกับผู้ต้องขังหญิง จำนวน 150 คน และการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ต้องขังหญิง 15 คนและเจ้าหน้าที่เรือนจำ จำนวน 11 คน ผลการวิจัยพบว่า ร้อยละ 48 ของผู้ต้องขังหญิงเคยถูกกระทำความรุนแรงทางร่างกาย ร้อยละ 12.7 เคยถูกกระทำความรุนแรงทางเพศ และร้อยละ 43.3 เคยถูกกระทำความรุนแรงด้านจิตใจ ความรุนแรงดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสุขภาพกาย เช่น นอนไม่หลับ รับประทานอาหารได้น้อยลง ได้รับบาดเจ็บถึงขั้นสูญเสียอวัยวะหรือพิการ และส่งผลต่อสุขภาพจิต เช่น เครียด วิตกกังวลคิดวนเวียนซ้ำๆ เรื่องเดิม ความรุนแรงนี้ยังส่งผลให้ผู้ต้องขังหญิงบางคนมีปัญหาสุขภาพจิตที่รุนแรง เป็นระยะเวลานานถึงขั้นเป็นบาดแผลในใจจนถึงปัจจุบัน ผลการประเมินผลกระทบทางจิตใจหลังเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญ พบว่า ร้อยละ 47.3 ของผู้ต้องขังหญิงได้รับผลกระทบทางจิตใจหลังเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญอยู่ในระดับทุกข์ทรมานทางจิตใจเล็กน้อยถึงรุนแรง โดยมีผู้ต้องขังหญิงกว่า 1 ใน 5 มีระดับผลกระทบทางจิตใจหลังเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญอยู่ในระดับทุกข์ทรมานทางจิตใจมากและระดับทุกข์ทรมานทางจิตใจรุนแรง ซึ่งอาการต่างๆ เหล่านี้ควรที่จะได้รับคำปรึกษาจากจิตแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในการให้คำปรึกษา แนวทางของเรือนจำในการดูแลผู้ต้องขังหญิงที่มีประสบการณ์ถูกใช้ความรุนแรง ประกอบด้วยแนวทางที่เรือนจำปฏิบัติเป็นหลัก จะมุ่งที่การจำแนกผู้ต้องขังเข้าใหม่เพื่อคัดกรองผู้ต้องขังและการดูแลเบื้องต้นด้านสภาพจิตใจ นอกจากนี้ ในเรือนจำยังมีอาสาสมัครเรือนจำเพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในการดูแลผู้ต้องขัง ทั้งด้านสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิต หากแต่เรือนจำไม่ได้มีโปรแกรมเฉพาะสำหรับผู้ต้องขังที่มีประสบการณ์ที่ได้รับความรุนแรง โดยข้อจำกัดในการดูแลผู้ต้องขังหญิงที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงก่อนเข้าเรือนจำ ได้แก่ การไม่เปิดใจหรือความไม่ไว้วางใจของผู้ต้องขัง การขาดแคลนเจ้าหน้าที่ส่งผลต่อภาระงานที่มากเกินไป ข้อจำกัดด้านงบประมาณ สถานที่ การส่งต่อข้อมูลผู้ต้องขัง และทัศนคติของผู้ต้องขังอื่นในเรือนจำข้อเสนอแนะสำคัญจากการวิจัยนี้ ได้แก่ ควรมีการพัฒนานโยบายด้านการดูแลปัญหาสุขภาพจิตและการฟื้นฟูผู้ต้องขังหญิงที่มีประวัติความรุนแรงอย่างเป็นระบบ การปรับปรุงพื้นที่เรือนจำให้เอื้อต่อการบำบัดฟื้นฟูผู้ต้องขังหญิงที่มีประสบการณ์ถูกใช้ความรุนแรง รวมถึงการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะเจ้าหน้าที่เรือนจำให้มีความรู้ความเข้าใจในการให้คำปรึกษาและการดูแลผู้ต้องขังหญิง ควรจัดโปรแกรมฝึกอบรมผู้ต้องขังที่มุ่งเสริมสร้างความมั่นใจและการเยียวยาด้านจิตใจ ควรสนับสนุนการบูรณาการบริการด้านสุขภาพจิตในเรือนจำให้ครอบคลุมและเทียบเท่ากับบริการในชุมชน รวมถึงใช้เทคโนโลยีในการให้บริการและการดำเนินงาน ควรพัฒนาระบบการสอบประวัติและแบบสอบถามคัดกรองอาการทางสุขภาพจิต การให้คำปรึกษาและการดูแลทางจิตวิทยาอย่างต่อเนื่อง โดยจัดโปรแกรมเสริมทักษะต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลและเยียวยาตนเองสำหรับผู้ต้องขังหญิงที่มีประสบการณ์ถูกใช้ความรุนแรงเพื่อให้สามารถคืนคนดีกลับสู่สังคมได้อย่างแท้จริง


ปัญหาและการปฏิบัติต่อพนักงานสอบสวนเกย์ในกองบัญชาการตำรวจนครบาล, อู่ธนา สุระดะนัย Jan 2023

ปัญหาและการปฏิบัติต่อพนักงานสอบสวนเกย์ในกองบัญชาการตำรวจนครบาล, อู่ธนา สุระดะนัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้การมีอยู่และการเลือกปฏิบัติต่อพนักงานสอบสวนเกย์ อีกทั้งศึกษาสภาพปัญหาและผลกระทบของการเลือกปฏิบัติ ตลอดจนเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เอกสารและสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 31 คน ผลการวิจัยพบว่าคนในสังคมไทยรับรู้ถึงการมีอยู่ตัวตนพนักงานสอบสวนเกย์ พวกเขาต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีความคาดหวังเกี่ยวกับบทบาทและลักษณะการแสดงออกของเพศชายตามค่านิยมสังคมไทยและต้องปกปิดรสนิยมทางเพศที่ถูกจำกัดอยู่ในกลุ่มเพื่อนสนิทที่เข้าใจและยอมรับ ปัญหาที่พบมี 4 ประการ ได้แก่ 1) การใช้สรรพนามที่ไม่เหมาะสม 2) การล้อเลียนและคุกคามทางเพศ 3) การมอบหมายงานที่ไม่สำคัญ และ 4) การเลื่อนขั้นที่ไม่เป็นธรรม ส่งผลกระทบต่อพนักงานสอบสวนเกย์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เกิดความอับอายและความเครียด 2) ถูกจำกัดโอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ และ 3) ขาดความมั่นใจในตนเอง แนวทางการแก้ไขปัญหาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติควรเน้นการสร้างความเท่าเทียมและการยอมรับความหลากหลายทางเพศ โดยคำนึงถึงสิทธิในการไม่ถูกเลือกปฏิบัติ สิทธิในการแสดงออกและความคิดเห็นอย่างเสรี และสิทธิในความเป็นส่วนตัวตามหลักยอกยาการ์ตา อีกทั้งควรนำแนวทางขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และสหประชาชาติ (UN) มาปรับใช้เพื่อลดการเลือกปฏิบัติและส่งเสริมความเท่าเทียมในที่ทำงาน


การคัดกรองความผิดปกติของรูปภาพบุคคลที่สร้างจากปัญญาประดิษฐ์, ธนพล พจนะสวนีย์ Jan 2023

การคัดกรองความผิดปกติของรูปภาพบุคคลที่สร้างจากปัญญาประดิษฐ์, ธนพล พจนะสวนีย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในยุคปัจจุบันความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ถูกสร้างขึ้นและพัฒนาเพื่อสามารถสร้างงานสร้างสรรค์ต่างๆ ได้แก่ รูปภาพ วิดีโอ เสียง งานเขียน และบทความ งานวิจัยนี้มุ่งเน้นไปที่ความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ในการผลิตงานภาพบุคคลตามคําสั่งหรือข้อความที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม การใช้ปัญญาประดิษฐ์ประเภทนี้ยังมีความผิดพลาดเกิดขึ้น ความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดในการสร้างภาพบุคคลคือความผิดปกติจากส่วนของร่างกายหรืออวัยวะของมนุษย์เช่นอวัยวะที่ผิดรูปหรือองค์ประกอบอวัยวะขาดหายไป จากปัญหานี้ทำให้ผู้วิจัยเกิดแนวคิดที่จะออกแบบแบบจำลองสําหรับการคัดกรองความผิดปกติของภาพบุคคลที่สร้างขึ้นโดยปัญญาประดิษฐ์ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการสร้างชุดข้อมูลภาพบุคคลประมาณ 100,000 ภาพที่สร้างขึ้นโดยปัญญาประดิษฐ์และพัฒนาแบบจำลองต้นแบบสําหรับคัดกรองความผิดปกติของภาพบุคคลที่สร้างขึ้นโดยปัญญาประดิษฐ์เพื่อทำให้ภาพปัญญาประดิษฐ์จะมีคุณภาพที่ดีขึ้นและมีประโยชน์มากขึ้น แบบจำลองการเรียนรู้เชิงลึกนำมาใช้เพื่อแยกประเภทภาพปัญญาประดิษฐ์ โดยแบ่งออกเป็น2 ประเภท: ภาพปกติ (Normal)และ ภาพบกพร่อง (Defect) ชุดข้อมูลที่ใช้พัฒนาแบบจำลองนี้ประกอบด้วยข้อมูลประมาณ 100,000 ภาพเพื่อให้แบบจำลองมีความแม่นยําและประสิทธิภาพที่ดี งานวิจัยนี้ใช้แบบจำลองการเรียนรู้เชิงลึก 4 ประเภทในการทดสอบเพื่อหาแบบจำลองที่เหมาะสมที่สุดสําหรับการคัดกรองความผิดปกติในภาพปัญญาประดิษฐ์ แบบจำลองนี้ใช้เป็นแบบจำลองต้นแบบในการคัดกรองคุณภาพของภาพบุคคลที่สร้างขึ้นโดยปัญญาประดิษฐ์และชุดข้อมูลทั้งหมดในงานวิจัยนี้จะถูกเผยแพร่โดยสาธารณะ


การทำนายอาชญากรรมผ่านการวิเคราะห์ร่วมกันของข้อมูลสถานีตำรวจใกล้เคียง, ศิรัสวยา หงษ์ยนต์ Jan 2023

การทำนายอาชญากรรมผ่านการวิเคราะห์ร่วมกันของข้อมูลสถานีตำรวจใกล้เคียง, ศิรัสวยา หงษ์ยนต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การทำนายอาชญากรรมผ่านการวิเคราะห์ร่วมกันของข้อมูลสถานีตำรวจใกล้เคียงจะช่วยทำให้ข้อมูลมีความแม่นยำมากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับสถานีตำรวจแต่ละแห่งที่จะนำผลลัพธ์ที่ได้ไปประกอบการปรับกลยุทธ์การป้องกันอาชญากรรมรวมถึงการจัดสรรกำลังพลให้กับหน่วยงานของตนเองได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การเรียนรู้ด้วยเครื่องกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำนายอาชญากรรมซึ่งช่วยให้มีความแม่นยำมากขึ้น ในการศึกษานี้มุ่งเน้นไปที่การทำนายจำนวนอาชญากรรมที่จะเกิดขึ้นในสถานีตำรวจปทุมวัน ด้วยการใช้ข้อมูลประวัติอาชญากรรมจากสถานีตำรวจทั่วประเทศตั้งแต่มกราคมปี 2554 ถึงกุมภาพันธ์ปี 2565 โดยใช้แบบจำลองการ K-Means เพื่อจัดกลุ่มสถานีตำรวจที่มีรูปแบบอาชญากรรมคล้ายคลึงกับสถานีตำรวจปทุมวัน ผลลัพธ์ที่ได้จากการจัดกลุ่มพบว่าสถานีตำรวจวังทองหลาง, นางเลิ้ง, ดุสิต, บางซื่อ, ทุ่งมหาเมฆ, สำเหร่, สุทธิสาร, ปากคลองสาน, บางกอกใหญ่, บางกอกน้อย, มักกะสัน, บางยี่เรือและตลาดพลูถูกจัดให้อยู่กลุ่มเดียวกับสถานีตำรวจปทุมวัน จากนั้นจึงใช้แบบจำลอง LSTM ในการรทำนายอาชญากรรมของสถานีตำรวจปทุมวันผ่านการวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลสถานีตำรวจใกล้เคียง ชุดข้อมูลการฝึกใช้ข้อมูลสถานีตำรวจปทุมวันจับคู่กับสถานีตำรวจภายในกลุ่มเดียวกัน ซึ่งผลการวิจัยพบว่าการวิเคราะห์ร่วมกันระหว่างสถานีตำรวจปทุมวันและสถานีตำรวจวังทองหลาง, นางเลิ้ง, ดุสิต, บางซื่อ, ปากคลองสาน, บางกอกน้อย, มักกะสันและตลาดพลูส่งผลให้ RMSE และ MAE ลดลง เมื่อเทียบกับการใช้ข้อมูลสถานีตำรวจจปทุมวันเพียงอย่างเดียว แสดงให้เห็นว่าการวิเคราะห์ร่วมกันของข้อมูลสถานีตำรวจใกล้เคียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำของการทำนายอาชญากรรมและจะส่งผลให้เป็นประโยชน์ต่อการนำไปประยุกต์ใช้เพื่อปรับกลยุทธ์การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิผลมากขึ้น