Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2023

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 157831 - 157860 of 163179

Full-Text Articles in Entire DC Network

Retribution Or Reconciliation? Post-Conflict Attitudes Toward Enemy Collaborators, Kristen Kao, Mara R. Revkin Jan 2023

Retribution Or Reconciliation? Post-Conflict Attitudes Toward Enemy Collaborators, Kristen Kao, Mara R. Revkin

Faculty Scholarship

Armed groups seeking to govern territory require the cooperation of many civilians, who are widely perceived as enemy collaborators after conflict ends. The empirical literature on attitudes toward transitional justice focuses heavily on fighters, overlooking more nuanced understandings of proportional justice for civilian collaborators. Through a survey experiment conducted in an Iraqi city that was controlled by the Islamic State, we find that variations in the type of collaboration an actor engages in strongly determine preferences for punishment and forgiveness. While exposure to violence is associated with a greater desire for revenge, perceived volition behind an act—a relatively unstudied factor—is …


Molecular Detection Of Canine And Feline Hemotropic Mycoplasmas In Northern Vietnam, Bui Thi Huyen Thuong Jan 2023

Molecular Detection Of Canine And Feline Hemotropic Mycoplasmas In Northern Vietnam, Bui Thi Huyen Thuong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Hemoplasma is commonly used to refer to hemotropic Mycoplasma bacterial species belonging to the genus Mycoplasma that can attach to the surface of red blood cells, potentially leading to hemolytic anemia. These organisms can infect a wide range of mammals, including companion animals and humans worldwide. Specifically for companion animals, two main hemoplasma species can infect dogs, and three major species can infect cats including Mycoplasma haemocanis, Candidatus Mycoplasma haematoparvum, Mycoplasma haemofelis, Candidatus Mycoplasma haemominutum, and Candidatus Mycoplasma turicensis, respectively. Currently, there is a lack of research data regarding hemoplasma infections in dogs and cats in Vietnam. Therefore, this study …


Challenges Of An Implementation And Enforcement Of Child Safety Seat Law In Thailand, Narisara Pan-Ngam Jan 2023

Challenges Of An Implementation And Enforcement Of Child Safety Seat Law In Thailand, Narisara Pan-Ngam

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In Thailand, car accidents are the second leading cause of death among children. According to the Child Safety Promotion and Injury Prevention Research Center (CSIP), in 2019, automobile accidents killed approximately 2500 children aged 1 to 14 years old per year, or 250 children each month on average. Most of the children who died in auto accidents were not wearing seat belts at the time of the crash.Generally, essential safety devices in the car are seatbelts and airbags, which will protect the passengers from fatal injuries when the car crashes. Unfortunately, seatbelt only grants the appropriate protection for adult passengers …


A Comparative Analysis Of Medical Malpractice Law In Telemedicine Between Thailand And Germany, Surusvadee Viravud Jan 2023

A Comparative Analysis Of Medical Malpractice Law In Telemedicine Between Thailand And Germany, Surusvadee Viravud

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในประเทศไทยและเยอรมนี การแพทย์ทางไกลได้กลายเป็นส่วนสำคัญในการดูแลสุขภาพของประชาชนทั่วไป การบริการทางการแพทย์นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ไปทั่วโลก การบริการการแพทย์ทางไกลมีประโยชน์หลายประการทั้งการเข้าถึงการบริการด้านสุขภาพที่เพิ่มมากขึ้น ตลอดจนส่งเสริมความสามารถในการให้บริการด้านสุขภาพของผู้ให้บริการทางการแพทย์ อย่างไรก็ตาม การแพทย์ทางไกลได้ก่อให้เกิดความท้าทายทางด้านกฎหมาย โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการทุรเวชปฏิบัติทางการแพทย์ทางไกลโดยเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และผู้ให้บริการการแพทย์ทางไกลซึ่งมีรูปแบบและลักษณะแตกต่างจากการให้บริการทางการแพทย์แบบดั้งเดิมปัจจุบัน การให้บริการการแพทย์ทางไกลโดยแพทย์ที่ได้รับใบอนุญาตนั้นจะต้องทำตามหลักเกณฑ์ตามประกาศแพทยสภา ฉบับที่ 54/2563 ซึ่งได้กำหนดความหมายของคำว่า “การแพทย์ทางไกล" ไว้เป็นการเฉพาะ และยังปรากฏว่ามีออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องมาตรฐานสำหรับสถานพยาบาลที่ใช้ระบบบริการการแพทย์ทางไกล พ.ศ. 2564 เพื่อกำกับดูแลการให้บริการการแพทย์ทางไกลของผู้ให้บริการสถานพยาบาล อย่างไรก็ตาม ยังไม่ปรากฏว่ามีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเรียกค่าสินไหมทดแทนจากทุรเวชปฏิบัติด้านการแพทย์ทางไกลไว้โดยเฉพาะเจาะจง การบาดเจ็บที่เกิดจากการกระทำทุรเวชปฏิบัติทางการแพทย์ที่เกิดขึ้นในกรณีการแพทย์ทางไกลจะอยู่ภายใต้มาตรา 420 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของประเทศไทย เช่นเดียวกับกรณีการกระทำทุรเวชปฏิบัติทางการแพทย์เช่นเดียวกับการแพทย์แบบดั้งเดิมงานวิจัยนี้พบว่าภาระการพิสูจน์ของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บภายใต้กรอบของกฎหมายการละเมิดทั่วไป ส่งผลให้ผู้ที่รับบริการการแพทย์ทางไกลมีภาระในการพิสูจน์เช่นว่านี้มากเกินสมควร เมื่อเปรียบเทียบกับระบบกฎหมายไทย ระบบกฎหมายของประเทศเยอรมนีได้สร้างกลไกที่เป็นระบบมาใช้เพื่อช่วยให้ผู้ให้บริการการแพทย์ทางไกลมีความรับผิดชอบต่อการบาดเจ็บนั้นมากขึ้นและคุ้มครองฝ่ายผู้รับบริการได้มากขึ้นในกรณีทุรเวชปฏิบัติในกิจการการแพทย์ทางไกล โดยงานวิจัยนี้มุ่งเน้นไปที่การเปรียบเทียบแนวปฏิบัติของศาลเกี่ยวกับกรณีทุรเวชปฏิบัติทางการแพทย์ระหว่างประเทศไทยและเยอรมนี และชี้ให้เห็นความแตกต่างและประเด็นที่อาจนำเอามาปรับปรุง แนวทางการปฏิบัติของศาลเยอรมนีเป็นตัวอย่างหนึ่งของแนวทางที่ครอบคลุมและแสดงออกถึงการใช้กลไกทางกฎหมายที่ซับซ้อนเพื่อรับรองความปลอดภัยของผู้ป่วยผู้รับบริการและสร้างความรับผิดชอบให้แก่ผู้ให้บริการเพื่อจัดการกับความท้าทายทางกฎหมายในด้านการแพทย์ทางไกล ประเทศไทยสามารถนำแนวทางปฏิบัติจากกรอบกฎหมายของประเทศเยอรมนีมาปรับใช้เพื่อลดภาระการพิสูจน์สำหรับผู้ป่วยและรับรองความรับผิดของผู้ให้บริการด้านการแพทย์ทางไกล เพื่อส่งเสริมความปลอดภัยของผู้ป่วยผู้รับบริการและการรักษาสิทธิของผู้ป่วยในกรณีที่อาจมีการเรียกร้องค่าเสียหายจากการรักษาพยาบาลของผู้ให้บริการการแพทย์ทางไกลในประเทศไทย และเพื่อรับประกันความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้ป่วยผู้รับบริการการแพทย์ทางไกลในประเทศไทยมากกว่าปัจจุบัน


มาตรการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบโดยการเสริมสร้างศักยภาพในการพิจารณาสินเชื่อและบริหารจัดการของกองทุนหมู่บ้าน, ธาม สมุทรานนท์ Jan 2023

มาตรการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบโดยการเสริมสร้างศักยภาพในการพิจารณาสินเชื่อและบริหารจัดการของกองทุนหมู่บ้าน, ธาม สมุทรานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ประเทศไทยนั้นประสบปัญหาหนี้นอกระบบในวงกว้าง ผู้ได้รับผลกระทบปัญหานี้โดยตรงคือผู้มีรายได้น้อย ซึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านชนบทและชุมชนแออัดในเมืองใหญ่ กลุ่มคนเหล่านี้ต้องทนที่จะกู้หนี้ยืมสินมาในอัตราดอกเบี้ยที่สูงถึงร้อยละยี่สิบต่อเดือน เพื่อนำเอามาเป็นค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยสูงมาก จึงทำให้ไม่สามารถหาเงินมาใช้คืนง่ายๆ ต้องติดอยู่ในวงจรอุบาว์แห่งการกู้หนี้ยืมสินไม่เรื่อยๆ ในขณะที่หากไม่สามารถชำระดอกเบี้ยหรือเงินต้นได้ทันตามกรอบเวลาที่เจ้าหนี้นอกระบบกำหนด ก็จะถูกข่มขู่หรือทำร้ายร่างกาย ผู้มีรายได้น้อยไม่มีทางเลือกอื่นนัก เนื่องจากหากจะไม่ยื่นขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินในระบบ เช่น ธนาคารพาณิชย์ก็มักจะโดนปฏิเสธสินเชื่อ เนื่องจากสถาบันการเงินในระบบต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 อย่างเคร่งครัด ทำให้จำเป็นจะต้องมีข้อพิจารณาจำนวนมาก ก่อนที่จะสามารถปล่อยสินเชื่อได้ ผู้มีรายได้น้อยที่ไปยื่นขอสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ จำเป็นจะต้องยื่นเอกสารแสดงหลักฐานทางการเงินที่เป็นลายลักษณ์อักษร รวมถึงยื่นหลักประกันที่เป็นสินทรัพย์ อย่างไรก็ตาม ผู้มีรายได้น้อยจำนวนมากไม่อาจแสดงหลักฐานดังกล่าวได้สิ่งเหล่านี้ ธนาคารพาณิชย์จึงไม่สามารถอนุมัติสินเชื่อแก่ผู้มีรายได้น้อยดังกล่าวได้ เพราะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การบริหารความเสี่ยงในการให้สินเชื่อที่พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 กำหนดมาอย่างเคร่งครัด อีกประการหนึ่งที่สำคัญ ธนาคารพาณิชย์ไม่มีสาขาย่อยลงไปถึงระดับหมู่บ้าน ประชาชนที่มีรายได้น้อยจะต้องเสียค่าเดินทางจำนวนมากเพื่อเข้าเมืองไปติดต่อธนาคาร จึงเป็นอีกสาเหตุที่ประชาชนกลุ่มนี้ไม่ประสงค์จะใช้บริการธนาคารพาณิชย์ เพื่อลดปัญหาหนี้นอกระบบและช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น รัฐบาลไทยจึงได้จัดตั้งกองทุนหมู่บ้านขึ้นในปี พ.ศ. 2544 โดยถือเป็นสถาบันการเงินรายย่อย เพื่อให้เป็นแหล่งทุนสำหรับชาวบ้านผู้มีรายได้น้อยโดยมีเงื่อนไขในการพิจารณาสินเชื่อที่แตกต่างไปจากการพิจารณาให้สินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ คือสถาบันการเงินรายย่อยมีจุดประสงค์ในการในการช่วยเหลือให้ผู้มีรายได้น้อย เข้าถึงสินเชื่อได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าท้องตลาด และลดกระบวนการพิจารณาสินเชื่อให้เอื้อต่อวิถีชีวิตผู้มีรายได้น้อยไม่ว่าจะเป็น การไม่ขอเอกสารทางการเงินที่เป็นลายลักษณ์อักษร หรือการไม่เรียกหลักประกัน เป็นต้น กองทุนหมู่บ้านของประเทศไทยยังขาดศักยภาพในการพิจารณาสินเชื่อและบริหารจัดการเมื่อเปรียบเทียบกับจากสถาบันการเงินต่างประเทศได้แก่องค์กรการเงินรายย่อยและธนาคารเพื่อการพัฒนาชุมชนที่ก่อตั้งขึ้นในประเทศบังกลาเทศ (Grameen Bank) และธนาคารรักยัตในประเทศอินโดนีเซีย (PT Bank Rakyat Indonesia Tbk) จากการวิเคราะห์เปรียบเทียบกับหลักหลักเกณฑ์และตัวชี้วัดที่พัฒนาขึ้นจากการศึกษาและวิเคราะห์ในเชิงเปรียบเทียบแล้ว กองทุนหมู่บ้านของประเทศไทยได้คะแนนการประเมินเพียงร้อยละ 45.81 % จากเกณฑ์การวัดคุณลักษณะของสถาบันการเงินรายย่อยที่ดี โดยมีข้อจำกัดประการสำคัญคือข้อจำกัดจากคุณภาพและศักยภาพของบุคลากรของกองทุนหมู่บ้าน ด้วยเหตุนี้ จึงเสนอให้มีการแก้ไขด้วยการแก้กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง และปรับปรุงเพิ่มเติมแนวทางปฏิบัติของกองทุน โดยรัฐควรจัดหาเงินทุนสนับสนุนให้ในระยะแรก เพื่อให้สามารถจ้างพนักงานได้ สถาบันการเงินรายย่อยที่ถูกบริหารโดยพนักงานมืออาชีพที่มีค่าตอบแทนชัดเจนหมู่บ้าน เพิ่มให้คณะกรรมการทำการรายงานผลดำเนินการกองทุนในทุกๆ ไตรมาส ไม่ใช่ปีละ 1 ครั้งเหมือนเก่า แต่เป็นปีละ 4 ครั้ง กองทุนหมู่บ้านควรจะแก้ปัญหาหนี้สูญด้วยการวางระบบการบริหารสินเชื่อให้รัดกุมมากขึ้น โดยสามารถเริ่มจากการนำการปล่อยกู้แบบกลุ่ม โดยอาจนำเอาตามแนวทางโมเดลของธนาคารกรามีนมาประยุกต์ใช้ ประยุกต์การปล่อยกู้แบบกลุ่มและใช้แรงกดดันทางสังคมเป็นหลักประกันทางเลือก แต่จะต้องทำแบบสอบถามในรูปแบบคล้ายคลึงกับที่ธนาคาร BRI ทำ ซึ่งเป็นแบบสอบถามความกลุ่มลูกค้าเป้าหมายธนาคารว่าต้องการให้สินเขื่อมีรูปแบบและเงื่อนไขอย่างไรบ้างถึงจะเหมาะสม และเพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการผลักดันให้กองทุนหมู่บ้านอยู่รอดได้ด้วยตัวเอง รัฐบาลไทยควรจะยกระดับกองทุนหมู่บ้านให้แปรสถานะเป็นธนาคารรัฐวิสาหกิจ


แนวทางในการกำกับดูแลการออกแบบเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันที่เป็นรูปแบบการค้ามืด (Dark Patterns) ต่อผู้บริโภค, กษิณา เด่นสุริยพรม Jan 2023

แนวทางในการกำกับดูแลการออกแบบเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันที่เป็นรูปแบบการค้ามืด (Dark Patterns) ต่อผู้บริโภค, กษิณา เด่นสุริยพรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้บริโภคด้านการโฆษณาในรูปแบบการค้ามืด (Dark Patterns) ที่เป็นการชักจูงให้ผู้บริโภคกระทำหรือตัดสินใจในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคเองหรือเป็นการจำกัดสิทธิการตัดสินใจของผู้บริโภค โดยการออกแบบเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันในรูปแบบของ Dark Patterns มีทั้งหมด 5 รูปแบบ ได้แก่ Nagging (การสร้างความรำคาญ), Obstruction (การขัดขวาง), Sneaking (การแอบซ่อน), Interface Interference (การแทรกแซง) และ Forced Action (การกระทำโดยบังคับ) โดยในแต่ละรูปแบบมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจตามที่ผู้ประกอบธุรกิจต้องการ ปัจจุบันการซื้อขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่เป็นการซื้อขายผ่านหน้าร้านค้าไปสู่การซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ทำให้ต้องมีการปรับปรุงมาตรการทางกฎหมายของประเทศไทยให้มีความชัดเจนเพียงพอและให้ทันต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคในเรื่องนี้ จึงสมควรกำหนดแนวทางหรือบทบัญญัติของกฎหมายในการคุ้มครองผู้บริโภคในการควบคุมการโฆษณาในรูปแบบของ Dark Patterns จากผลการศึกษาพบว่าในต่างประเทศมีมาตรการทางกฎหมายที่ชัดเจนในการควบคุมการโฆษณาในทุกรูปแบบของ Dark Patterns และมีบทลงโทษเพื่อเยียวยาผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับมาตรการทางกฎหมายของประเทศไทยผู้วิจัยจึงได้เสนอแนะแนวทางที่เหมาะสมในการคุ้มครองผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลที่เป็นรูปแบบการค้ามืด (Dark Patterns) และเสนอให้มีการแก้ไขบทบัญญัติในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ให้ชัดเจนเพียงพอในการกำกับดูแลการออกแบบเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคด้านการโฆษณาของประเทศไทย


แนวทางในการปรับปรุงหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขในการอนุญาตจดทะเบียนรถยนต์สามล้อ, จีรัฐติกุล งามจรรยาภรณ์ Jan 2023

แนวทางในการปรับปรุงหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขในการอนุญาตจดทะเบียนรถยนต์สามล้อ, จีรัฐติกุล งามจรรยาภรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากฎหมาย หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขออนุญาตจดทะเบียนรถยนต์สามล้อในปัจจุบัน ปัญหา และข้อจำกัดรวมถึงผลกระทบที่ได้รับจากกฎหมายหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขออนุญาตจดทะเบียนรถยนต์สามล้อในปัจจุบัน ตลอดจนศึกษาและวิเคราะห์ และเปรียบเทียบลักษณะโครงสร้าง ลักษณะการใช้งานตามประโยชน์ใช้สอย และสถิติอุบัติเหตุทางการจราจร เพื่อเสนอแนวทางในการพิจารณานำสู่การปรับปรุงกฎหมาย หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขออนุญาตจดทะเบียนรถยนต์สามล้อ จากการวิเคราะห์คุณสมบัติ และลักษณะโครงสร้าง ของรถยนต์สามล้อมีความแข็งแรง และสามารถบรรทุกสินค้า หรือผู้โดยสารได้ในจำนวนที่มากกว่ารถจักรยานยนต์ รวมไปถึงก่อให้ความสะดวก ความสบาย และคล่องตัวกับผู้ใช้งาน และผู้โดยสารตามหลักการขนส่ง รวมถึงก่อให้เกิดความปลอดภัยต่อสินค้า และผู้ใช้งานอีกด้วย รถยนต์สามล้อมีขนาดที่เล็กกะทัดรัดกว่ารถยนต์ และมีเหมาะสมกับสภาพถนนหรือลักษณะซอยในเมืองต่าง ๆ เช่น กรุงเทพมหานครที่มีซอยตันมากถึง 45% โดยใช้พื้นที่ในการจอดรถ และพื้นที่ในช่องทางเดินรถที่น้อยกว่า สามารถเดินรถในซอยแคบและกลับรถในซอยตันได้ แต่สามารถบรรทุกสินค้า หรือผู้โดยสารได้ไม่ต่างกันมาก อีกทั้งมีอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัยบางส่วนที่คล้ายคลึงกัน เช่น เข็มขัดนิรภัย โดยข้อมูลด้านอุบัติเหตุรถยนต์สามล้อส่วนบุคคล รถจักรยานยนต์ และรถยนต์พบว่าลักษณะของโครงสร้าง ของรถยนต์สามล้อและความเร็วตามกฎหมายที่ต่ำกว่ายานพาหนะประเภทอื่น ๆ ส่งผลให้เกิดความปลอดภัยกับผู้ใช้งานมากกว่ารถจักรยานยนต์ทั้งในด้านความรุนแรงต่อการบาดเจ็บ และอัตราการเสียชีวิตของผู้ใช้งานยานพาหนะ พบว่าอัตราผู้เสียชีวิตของรถยนต์สามล้อมีน้อยกว่ารถจักรยานยนต์ และพบว่าในประเทศสิงค์โปร์ มีการใช้เพื่อการขนส่งจะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของนิติบุคคล ซึ่งถือเป็นมาตรการที่ทำให้เกิดความรัดกุมด้านการนำไปใช้งานให้ถูกประเภท รวมถึงประเทศอินเดียที่มีข้อกำหนดให้นำรถยนต์สามล้อที่ใช้ในธุรกิจเหล่านี้ ไปตรวจสภาพประจำปีเพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับผู้ขับขี่ และผู้ใช้ถนนร่วมกัน อีกทั้งในปัจจุบันมีมาตรการส่งเสริมให้เปลี่ยนแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้า เพื่อสอดคล้องต่อมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม ดังนั้นจึงมีความเหมาะสมที่จะนำแนวทางการควบคุมดูแลของรถยนต์สามล้อส่วนบุคคลในประเทศสิงคโปร์และอินเดียมาประยุกต์ใช้เพื่อเป็นแนวทางในการขออนุญาตจดทะเบียนรถยนต์สามล้อส่วนบุคคลในประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมธุรกิจของภาคเอกชนต่าง ๆ ในสามารถมีทางเลือกในการใช้งานยานพาหนะอย่างเหมาะสม และลดต้นทุนของธุรกิจ รวมไปถึงการส่งเสริมการใช้เครื่องยนต์พลังงานไฟฟ้าเพื่อลดมลภาวะในประเทศไทยเช่นกัน


มาตรการการส่งเสริมและควบคุมรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน สำหรับรับส่งคนพิการ - ผู้สูงอายุ, เซียเวย หลิน Jan 2023

มาตรการการส่งเสริมและควบคุมรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน สำหรับรับส่งคนพิการ - ผู้สูงอายุ, เซียเวย หลิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์" เมื่อปี 2564 โดยมีผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปกว่า 12.3 ล้านคน และมากเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน นอกจากนี้ ยังมีคนพิการ 2.1 ล้านคน ปัจจุบันผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้มีปัญหาสุขภาพ ประสบปัญหาด้านการเดินทาง กล่าวคือ มียานพาหนะที่สามารถรองรับกลุ่มคนพิเศษเหล่านี้น้อยเกินกว่าความต้องการ อีกทั้ง ยานพาหนะบางประเภทยังมีข้อจำกัดในการรองรับการใช้งานสำหรับผู้ที่ใช้วีลแชร์ขนาดใหญ่ หรือการเข้าถึงเส้นทางที่คับแคบ ดังนั้นรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง สำหรับรับส่งคนพิการและผู้สูงอายุ จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ควรได้รับการผลักดันและส่งเสริมให้เกิดการผลิตและให้บริการมากขึ้น เนื่องจากเป็นรถยนต์ที่สามารถนำมาใช้ในลักษณะของรถยนต์ส่วนตัวและรถขนส่งสาธารณะได้ มีพื้นที่เพียงพอสำหรับการรองรับการใช้งานของผู้ใช้วีลแชร์แบบธรรมดาและไฟฟ้าทั้งขนาดเล็กและใหญ่ และมีอุปกรณ์ที่ช่วยลดภาระและการพึ่งพาคนรอบข้างของคนพิการและผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม รถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่งสำหรับรับ-ส่งคนพิการและผู้สูงอายุ ยังมีปัญหาด้านกฏหมายอยู่หลายประการ ประการที่ 1 คือปัญหาเรื่องต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างสูงเนื่องจากรถยนต์ดังกล่าวเข้าข่ายที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต 25% - 40% ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 และบัญชีพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พิกัดที่ 06.02 ในกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 23) พ.ศ. 2565 ทำให้ผู้ให้บริการต้องแบกรับต้นทุนที่สูง จึงมีการผลิตรถยนต์ประเภทดังกล่าวน้อยเกินกว่าความต้องการของตลาด ประการที่ 2 ประเทศไทยยังไม่มีมาตรการสนับสนุนและข้อกำหนดด้านความปลอดภัยที่ชัดเจนในการควบคุมการผลิตและให้บริการอย่างเหมาะสมที่จะควบคุมให้การใช้รถประเภทนี้เพียงพอต่อความต้องการและมีความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้งาน งานวิจัยเล่มนี้จึงจัดทำขึ้นเพื่อศึกษากฏหมาย มาตรการการส่งเสริมและควบคุมความปลอดภัยในการผลิตและให้บริการรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คนสำหรับรับส่งคนพิการ-ผู้สูงอายุของไทย และประเทศญี่ปุ่น เพื่อวิเคราะห์ เปรียบเทียบ และหาแนวทางแนะนำเพื่อปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย จากการศึกษาพบว่ารัฐบาลไทยควรกำหนดมาตรการการส่งเสริมและควบคุมรถยนต์โดยสารดังกล่าว โดยกำหนดมาตรการทางภาษีที่เหมาะสม ออกกฏเกณฑ์การขออนุญาตผลิตรถยนต์ดังกล่าวให้ชัดเจนเพื่อลดขั้นตอนการดำเนินการและภาระของเจ้าหน้าที่ ให้เงินอุดหนุนและเงินสินเชื่อสำหรับคนพิการ ผู้สูงอายุ และเจ้าของกิจการที่จ้างงานคนพิการและผู้สูงอายุสำหรับซื้อรถยนต์โดยสารดังกล่าว รวมถึงการติดตั้งอุปกรณ์ที่จำเป็น นอกจากนี้ควรมีการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยเพื่อควบคุมการผลิตรถยนต์ดังกล่าวให้มีความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล มาตรการเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนพิการและผู้สูงอายุ รวมทั้งเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและเชิงการแพทย์ของประเทศไทย อีกทั้งทำให้การผลิตรถยนต์มีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด และผู้ใช้บริการได้รับความปลอดภัยมากขึ้น


แนวทางการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจสัตว์บำบัดในประเทศไทย, ฏุฬาณัฏ วันดี Jan 2023

แนวทางการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจสัตว์บำบัดในประเทศไทย, ฏุฬาณัฏ วันดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ธุรกิจสัตว์บำบัดมีความนิยมมากขึ้นในประเทศไทย มีแนวโน้มอัตราการเจริญเติบโตของธุรกิจเพิ่มสูงขึ้นและถือเป็นธุรกิจใหม่ที่เริ่มได้รับความนิยม เหตุผลสำคัญที่ทำให้ธุรกิจประเภทนี้เจริญเติบโตคือประชากรของไทยบางส่วนประสบปัญหาทางด้านจิตใจ และอารมณ์ อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม มีการนำสัตว์เลี้ยงมาฝึกฝนให้เกิดทักษะในการดูแลผู้ที่มีความ ซึมเศร้า ผู้สูงอายุ หรือเด็ก เพื่อให้จิตใจหรืออารมณ์ดีขึ้น หรือกระตุ้นพัฒนาการของเด็ก แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากธุรกิจสัตว์บำบัดมีความเกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพสัตว์จึงต้องมีแนวทางหรือมาตรการทางกฎหมายที่มีความชัดเจนในการกำกับควบคุมดูแลธุรกิจสัตว์บำบัด และในทางกลับกันควรมีมาตรการในการส่งเสริมให้ธุรกิจสัตว์บำบัดมีมาตรฐาน เพื่อให้ไม่เป็นการทารุณกรรมสัตว์ทางกายและจิตใจ จากการศึกษากฎหมายของประเทศไทยและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสัตว์บำบัดพบว่าประเทศไทยยังไม่มีมาตรการทางกฎหมายที่เข้ามากำกับควบคุมดูแลธุรกิจสัตว์บำบัดโดยตรงแต่เป็นการใช้กฎหมายทั่วไปควบคุมดูแลกิจการที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ในทุกกรณี เช่น พระราชบัญญัติการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 เป็นต้น เมื่อพิจารณาแนวทางในการปฏิบัติพบว่าไม่มีแนวทางในการปฏิบัติเกี่ยวกับธุรกิจสัตว์บำบัดที่มีความชัดเจน มีประสิทธิภาพในการควบคุมธุรกิจสัตว์บำบัดนี้ ทำให้เกิดช่องโหว่ให้ผู้ประกอบธุรกิจมีการกระทำอันเป็นการทารุณกรรมสัตว์ทางจิตใจ จะเห็นได้ชัดเจนว่ากฎหมายของประเทศไทยยังไม่สามารถควบคุมธุรกิจสัตว์บำบัดได้ รวมถึงการกำหนดโทษแก่ผู้กระทำความผิดยังไม่มีผลในภาคบังคับทั้งในส่วนของการใช้บังคับกฎหมายและการลงโทษทางกฎหมายยังไม่ชัดเจน เมื่อพิจารณาในส่วนของกฎหมายประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่ากฎหมายของสหรัฐอเมริกามีมาตรฐานในการคุ้มครองสวัสดิการและสวัสดิภาพสัตว์ที่เหมาะสำหรับการนำมาใช้เป็นแนวทางในประเทศไทย โดยได้ทำการศึกษากฎหมายของสหรัฐอเมริกาเนื่องจากความเป็นหลักสากลและประเทศไทยได้นำหลักกฎหมายมาปรับใช้ ดังนั้นผู้เขียนจึงมีข้อเสนอแนะว่าให้มีแนวทางในการควบคุมธุรกิจสัตว์บำบัด มีการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องกับสัตว์ จากหน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดตั้งแต่กระบวนการขอใบอนุญาตเปิดกิจการ ต้องมีความชัดเจนเกี่ยวกับรูปแบบวิธีการ และต้องมีผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาดูแล รัฐควรจัดหน่วยงานโดยเฉพาะเจาะจงในการกำหนดหน้าที่เกี่ยวกับการดูแลสวัสดิภาพสัตว์และควรกำหนดหน้าที่ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะหน่วยงานหรือองค์กรในท้องถิ่นต้องมีความรู้เฉพาะด้านที่เปิดธุรกิจสัตว์บำบัด เพื่อเป็นการสอดส่องดูแลกิจการสัตว์บำบัด ตรวจสอบใบอนุญาตให้ตรงตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด เป็นการควบคุมไม่ให้เกิดการทารุณกรรมสัตว์ ซึ่งอาจเป็นไปในลักษณะการส่งเสริมให้การประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์ให้ตรงตามมาตรฐานอันจะส่งผลดีต่อผู้รับบริการและสัตว์บำบัดอย่างดีที่สุด


ข้อจำกัดทางกฎหมายในการกำหนดวิธีการประเมินมูลค่าทรัพย์สินสำหรับห้องชุดตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562, ณัฐชนน เลิศศิล Jan 2023

ข้อจำกัดทางกฎหมายในการกำหนดวิธีการประเมินมูลค่าทรัพย์สินสำหรับห้องชุดตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562, ณัฐชนน เลิศศิล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาเล่มนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาถึงปัญหาการบังคับการใช้กฎหมายในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กรณีห้องชุดตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพ.ศ. 2562 โดยมีการกำหนดถึงทรัพย์สินที่เข้าข่ายการเสียภาษีอย่างห้องชุด วิธีการคำนวณเพื่อจัดเก็บภาษีประเภทห้องชุด รวมถึงการประเมินมูลค่าทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการประเมินราคาทรัพย์สินเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ พ.ศ.2562 ทั้งนี้ได้มีการออกกฎกระทรวงภายใต้พระราชบัญญัติการประเมินราคาทรัพย์สินเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ พ.ศ.2562 เพื่อในการกำหนดและวิธีการราคาประเมินในกรณีการประเมินสำหรับห้องชุดนั้นได้มีออก “กฎกระทรวงกำหนดราคาประเมินห้องชุดและการจัดทำบัญชีราคาประเมินห้องชุด พ.ศ.2563" เพื่อในการกำหนดราคาประเมินและวิธีการประเมินสำหรับห้องชุดและการจัดทำบัญชีราคาประเมินห้องชุด ซึ่งจากการปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวพบว่าเกิดปัญหาจากการกำหนดราคาโดยมีลำดับการประเมินโดยมีสาระสำคัญ ดังนี้ตามข้อ 4 การกำหนดราคาประเมินห้องชุดโดยใช้ข้อมูลราคาตลาดของห้องชุดในอาคารชุดนั้น ในกรณีที่ไม่มีข้อมูลราคาตลาดหรือมีแต่ไม่เพียงพอที่จะใช้ประเมินราคาได้ ให้ใช้วิธีการประเมินดังต่อไปนี้ตามลำดับ วิธีเปรียบเทียบราคาตลาด วิธีรายได้ และวิธีต้นทุน จากการศึกษาพบว่าจากการกำหนดลำดับวิธีการประเมินมูลค่าทรัพย์สินเพื่อกำหนดราคาประเมินห้องชุดจากการไม่มีข้อมูลราคาตลาดหรือมีแต่ไม่เพียงพอนั้นก่อให้เกิดความไม่เหมาะสมและความไม่เป็นธรรมต่อผู้เสียภาษีซึ่งส่งผลกระทบกับห้องชุดในบางกรณีเช่น กรณีห้องชุดสร้างมานานแล้วหรือห้องชุดใหม่ในพื้นที่ต่างจังหวัด ทั้งนี้ยังมีการศึกษาหลักการประเมินมูลค่าทรัพย์สินของประเทศอังกฤษและมลรัฐนิวยอร์กประเทศสหรัฐอเมริกาของเพื่อใช้ในการวิเคราะห์ถึงความแตกต่างของหลักการประเมินมูลค่าทรัพย์สินว่ามีความแตกต่างกับของประเทศไทยอย่างไรเพื่อที่จะสามารถนำมาปรับปรุงแก้ไขเป็นข้อเสนอแนะเพื่อให้การประเมินมูลค่าทรัพย์สินเป็นไปอย่างเหมาะสม


การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากรณีบุคคลธรรมดามีเงินได้เนื่องจากการทำงานระยะไกล (Remote Work) ในประเทศไทย, ณิชกานต์ สงวนรัตน์ Jan 2023

การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากรณีบุคคลธรรมดามีเงินได้เนื่องจากการทำงานระยะไกล (Remote Work) ในประเทศไทย, ณิชกานต์ สงวนรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บริษัทต่างๆทั่วโลก ปรับตัวด้วยการบังคับใช้นโยบาย Remote Work หรือการทำงานระยะไกล ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ Work-From-Home (WFH) รวมไปถึง Work-From-Anywhere (WFA) จึงทำให้เกิดกลุ่มคนที่เรียกตนเองว่า Remote Workers ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชาวไทยรูปแบบ Home Base หรือชาวต่างชาติรูปแบบ Host Base จะเป็นพนักงานบริษัท (Employee) ฟรีแลนซ์ (Freelance) หรือทำธุรกิจส่วนตัว (Entrepreneur) พวกเขาสามารถทำงานระยะไกลจากที่ไหนบนโลกก็ได้ สามารถทำงานได้โดยไม่มีเงื่อนไขของสถานที่และเวลาในการทำงาน เมื่อมีทำงานระยะไกลจากในประเทศไทยให้แก่นายจ้างหรือผู้ว่าจ้างในต่างประเทศ กลุ่ม Remote Workers ต่างก็ต้องคำนึงถึงประเด็นทางกฎหมายที่เกี่ยวกับคนเข้าเมืองและภาษีอากรที่เกี่ยวกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่อาจเกิดขึ้น จากการศึกษาพบว่า กลุ่ม Remote Workers มีเงินได้จากการทำงานระยะไกลจากในประเทศไทยให้แก่ต่างประเทศ จะต้องเสียภาษีเงินได้บนแหล่งเงินได้นอกประเทศเมื่อนำเงินได้ดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทยตามบทบัญญัติมาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม แห่งประมวลรัษฎากร โดยกลุ่ม Remote Workers แต่ละรูปแบบมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ที่แตกต่างกันตามนิติสัมพันธ์ระหว่างผู้จ่ายและผู้รับ ได้แก่ เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) สำหรับรูปแบบการจ้างงานแบบ Employee ส่วนรูปแบบการจ้างงานแบบฟรีแลนซ์ (Freelance) มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(2) และรูปแบบการจ้างงานแบบผู้ประกอบการ (Entrepreneur) มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) เป็นผลทำให้ Remote Workers แต่ละรูปแบบต้องใช้แบบแสดงรายการในการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่แตกต่างกันตามประเภทเงินได้พึงประเมิน โดยการยื่นแบบแสดงรายการภาษีนั้นผู้มีเงินได้สามารถเลือกยื่นได้ทั้งออนไลน์และกระดาษ แต่ทั้งสองรูปแบบยังคงเป็นอุปสรรคสำหรับกลุ่ม Remote Workers เนื่องจากไม่มีการแปลเป็นภาษาอังกฤษ รวมไปถึงอุปสรรคในการดำเนินการและเตรียมเอกสารประกอบการขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอีกด้วย ซึ่งการกรอกเอกสารต่าง ๆ ต้องเป็นภาษาไทย เพราะหากไม่มีเลข ฯ ก็จะไม่สามารถยื่นภาษีได้ ซึ่งเป็นข้อจำกัดทำให้ภาครัฐในฐานะผู้จัดเก็บภาษีไม่สามารถจัดเก็บรายได้เข้าคลังจากการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของผู้เสียภาษีกลุ่มบุคคลดังกล่าว นอกจากนี้ วิธีการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของประเทศไทยเป็นวิธีการประเมินตนเอง ( Self-Assessment) โดยผู้มีเงินได้มีหน้าที่แสดงประเภทเงินได้ จำนวนเงินได้ เพื่อคำนวณภาษีในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วยตนเอง ผู้เงินได้โดยเฉพาะกลุ่ม Remote Workers ส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของประเทศไทยซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา 41 แห่งประมวลรัษฎากร ทำให้ Remote Workers ชาวต่างชาติไม่ทราบว่าเงินได้ที่ตนได้รับจากการทำงานระยะไกลให้แก่นายจ้างหรือผู้ว่าจ้างในต่างประเทศต้องเสียภาษีให้แก่ประเทศไทยหรือไม่ เสียตามหลักเกณฑ์ใด ในอัตราเท่าไหร่ และเสียอย่างไร นอกจากนี้ในทางปฏิบัติยังมีปัญหาเกี่ยวกับระบบการจัดเก็บภาษี เพราะถ้าผู้มีเงินได้ไม่แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับเงินได้ที่ตนได้รับจากแหล่งเงินได้ในต่างประเทศไว้ในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา …


มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาทักษะแรงงานในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ, ดลพร จันทร์เอี่ยม Jan 2023

มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาทักษะแรงงานในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ, ดลพร จันทร์เอี่ยม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนคือความพร้อมของทักษะแรงงานทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ปัจจุบันสถานการณ์การลงทุนในประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะการขาดแคลนแรงงาน เนื่องจากแรงงานปัจจุบันมีทักษะไม่สอดคล้องกับทักษะที่ตลาดต้องการ (Skill Mismatch) นักลงทุนบางส่วนอาจลงทุนหรือย้ายฐานการผลิตสู่ประเทศอื่นๆ ที่มีความพร้อมด้านแรงงานมากกว่า ส่งผลให้ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลง นอกจากนี้ การลงทุนได้กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ภาคกลางมากที่สุด และปัญหาความเลื่อมล้ำเชิงพื้นที่จึงคงอยู่ต่อไป ในปี พ.ศ. 2565 รัฐบาลได้กำหนดพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ 4 ภาค ใน 16 จังหวัด โดยมีเจตนารมณ์เพื่อเป็นต้นแบบการพัฒนาเชิงพื้นที่ระดับภูมิภาคในการลดความเหลื่อมล้ำด้วยกระจายความเจริญสู่พื้นที่โดยรอบ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จึงได้ออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ ตามประกาศที่ 18/2565 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการลงทุนในคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษมากยิ่งขึ้น และกระตุ้นให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รวมถึงการสนับสนุนให้เกิดการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม กรณีผู้ประกอบการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมด้านการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล อย่างไรก็ดี จากสถิติภาวะการส่งเสริมการลงทุนในเดือนมกราคม - กันยายน พ.ศ. 2566 พบว่ายังไม่มีโครงการที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนตามมาตรการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการดังกล่าวยังไม่ดึงดูดให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาทักษะแรงงานที่สอดคล้องกับความต้องการแรงงานในคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษอย่างเพียงพอ จากการศึกษาบทเรียนในการพัฒนาฝีมือแรงงานของประเทศสิงคโปร์ พบว่ารัฐบาลสิงคโปร์ได้ดำเนินกลยุทธ์ดึงดูดการลงทุนด้วยการพัฒนาทักษะแรงงาน โดยสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างเต็มที่ให้ดำเนินการพัฒนาแรงงานเพื่อยกระดับ ปรับเปลี่ยน และสร้างทักษะใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน รวมถึงการยกระดับทักษะแรงงานสู่ระบบคุณวุฒิวิชาชีพ พร้อมให้เงินอุดหนุนผู้ประกอบการสำหรับค่าใช้จ่ายการฝึกอบรมและค่าจ้างของลูกจ้าง ตลอดจนส่งเสริมการจ้างงานคนในท้องถิ่น ดังนั้น นิสิตขอเสนอมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาทักษะแรงงานในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติม รวมถึงการกำหนดเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ และแนวทางการสนับสนุนจากภาครัฐ ดังนี้ (1) มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อยกระดับ ปรับเปลี่ยน และสร้างทักษะใหม่ สำหรับแรงงานทุกช่วงวัยในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (2) มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อยกระดับฝีมือแรงงานสู่ระบบคุณวุฒิวิชาชีพ (3) มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อกระตุ้นการจ้างงานสำหรับผู้มีภูมิลำเนาในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ (4) แนวทางการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยการจัดสรรงบประมาณที่มีประสิทธิภาพเพื่อกระตุ้นการจ้างงานซึ่ง 3 มาตรการ และแนวทางการสนับสนุนจากภาครัฐดังกล่าวจะสามารถจูงใจผู้ประกอบการให้ดำเนินการพัฒนาทักษะแรงงานซึ่งสอดคล้องกับความต้องการแรงงานในตลาดแรงงานอย่างต่อเนื่องและเกิดการกระตุ้นการจ้างงานโดยเร็ว ดึงดูดการลงทุน ลดการเคลื่อนย้ายแรงงานออกนอกพื้นที่ ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืน เกิดการจ้างงานเต็มที่และมีผลิตภาพ รวมถึงการมีงานที่มีคุณค่า สำหรับทุกคนตามเป้าหมายที่ 8 ของ SDG ซึ่งสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) สู่สังคมก้าวหน้า เศรษฐกิจสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน


แนวทางในการควบคุมพฤติกรรมที่ใช้อำนาจเหนือตลาดของธุรกิจแพลตฟอร์ม : กรณีศึกษาพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 และกฎหมายป้องกันการผูกขาดของสาธารณรัฐประชาชนจีน พ.ศ. 2565, ถิง เจี่ยง Jan 2023

แนวทางในการควบคุมพฤติกรรมที่ใช้อำนาจเหนือตลาดของธุรกิจแพลตฟอร์ม : กรณีศึกษาพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 และกฎหมายป้องกันการผูกขาดของสาธารณรัฐประชาชนจีน พ.ศ. 2565, ถิง เจี่ยง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาอย่างละเอียดเกี่ยวกับการควบคุมและกำกับดูแลการใช้อำนาจเหนือตลาดของธุรกิจแพลตฟอร์มอย่างครอบคลุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งมุ่งเน้นไปที่การเปรียบเทียบระหว่างประเทศไทยและประเทศจีน และให้ความสำคัญกับการพิจารณาความแตกต่างในกฎหมายและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันทางการค้า โดยเน้นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจแพลตฟอร์มซึ่งมีอำนาจเหนือตลาด ในการศึกษานี้ได้มีการเปรียบเทียบการบังคับใช้กฎหมายพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ของประเทศไทย กับกฎหมายป้องกันการผูกขาด พ.ศ. 2565 ของประเทศจีน โดยเน้นไปที่ความแตกต่างในคำจำกัดความทางกฎหมาย ขอบเขตของตลาด และการควบคุมผู้ที่มีอำนาจเหนือตลาดในทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ ยังสำรวจว่าประเทศไทยและประเทศจีนจัดการกับความท้าทายที่เกิดจากธุรกิจแพลตฟอร์มที่ทรงพลังได้อย่างไร โดยมีเงื่อนไขและแนวทางของแต่ละประเทศจะมีความแตกต่างกัน แต่งานวิจัยนี้ได้ชี้ชัดให้เห็นว่าประเทศไทยอาจได้รับประโยชน์จากการนำกลยุทธ์บางอย่างของประเทศจีนไปปรับใช้เพื่อจัดการปัญหาที่ผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มใช้อำนาจเหนือตลาดได้อย่างมี ประสิทธิภาพและเสริมสร้างสมดุลการแข่งขัน ทั้งนี้ งานวิจัยนี้ได้ให้คำแนะนำหลายประการเพื่อปรับปรุงกรอบกฎหมายและกลไกการบังคับใช้ในประเทศไทย โดยอ้างอิงจากประสบการณ์ของประเทศจีนในการจัดการกับแพลตฟอร์มที่มีอิทธิพล เน้นไปที่การกำหนดคำจำกัดความของธุรกิจแพลตฟอร์มที่ชัดเจนยิ่งขึ้น การปรับปรุงวิธีการกำหนดตลาด และการพัฒนาเกณฑ์ในการพิสูจน์การใช้อำนาจเหนือลาด รวมถึงการปรับเปลี่ยนและเพิ่มเติมพฤติกรรมที่ใช้อำนาจเหนือตลาดของแพลตฟอร์ม ส่วนท้ายของงานวิจัยนี้ได้กล่าวถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจแพลตฟอร์มในประเทศไทย รวมถึงปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการควบคุมการผูกขาด และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสิทธิของผู้บริโภคและการแข่งขันที่ยุติธรรมในตลาด โดยสรุป งานวิจัยนี้ได้นำเสนอการเปรียบเทียบเชิงลึกระหว่างแนวทางการกำกับดูแลกับธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลระหว่างประเทศไทยกับประเทศจีน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยจะต้องปรับปรุงกฎหมายและกลไกการบังคับใช้เพื่อให้มั่นใจว่ามีการแข่งขันที่ยุติธรรม และมีการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเหมาะสมในเศรษฐกิจแพลตฟอร์มที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบัน


การนำเข้าแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือโดยวิธี Mou : มาตรการในการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวที่มีประสิทธิภาพและเพื่อการพัฒนาให้สนองต่อการปฏิรูปประเทศกรณีศึกษาประเทศที่ทำ Mou, ธีรภัทร เรืองถาวรนันท์ Jan 2023

การนำเข้าแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือโดยวิธี Mou : มาตรการในการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวที่มีประสิทธิภาพและเพื่อการพัฒนาให้สนองต่อการปฏิรูปประเทศกรณีศึกษาประเทศที่ทำ Mou, ธีรภัทร เรืองถาวรนันท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันคนต่างด้าว เดินทางมาทำงานในแผ่นดินประเทศไทยโดยใช้กำลังกายความรู้ความสามารถเพื่อประสงค์ผลตอบแทนเป็นค่าจ้างหรือประโยชน์อื่นใด ซึ่งมีบริบทสำคัญที่จะทำให้ผู้ประกอบการประสบความสำเร็จในการประกอบกิจการในหลายกิจการ ทั้งนี้มีสาเหตุจากงานประเภท 3D ได้แก่ งานหนัก (Difficult) งานสกปรก (Dirty) และงานอันตราย (Dangerous) ซึ่งแรงงานไทยไม่นิยมทำ แต่เป็นที่งานหลักของหลาย ๆ สถานประกอบกิจการซึ่งเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐาน หากอุตสาหกรรมพื้นฐานเกิดปัญหาจะทำให้อุตสาหกรรมส่วนกลางกับอุตสาหกรรมหลักก็จะเกิดผลกระทบไปด้วย ดังนั้นความต้องการของผู้ประกอบการที่ต้องการแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือ เนื่องจากแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือคือแรงงานระดับล่างซึ่งไม่จำเป็นต้องมีความรู้ความชำนาญ และทักษะฝีมือ เพียงแต่ทำงานตามคำชี้แนะหรือรูปแบบที่จัดไว้ได้เท่านั้น มีความคุ้มค่าจากค่าแรง และไม่มีปัญหาเหมือนแรงงานไทยที่จะเรียกร้องสิ่งต่าง ๆ กับผู้ประกอบการจึงเป็นที่มาว่าแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือมีความจำเป็นแต่ทั้งนี้ประเด็นดังกล่าวต้องสอดคล้องกับเรื่องของตลาดแรงงาน เพราะปัจจุบันนโยบายแรงงานมุ่งเน้นให้เกิดการพัฒนาแรงงานเพื่อเป็นไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 จนถึงปัจจุบันฉบับที่ 13 ประกอบกับปัจจุบันมีแผนปฏิรูปประเทศ และแผนยุทธศาสตร์ชาติ ผลการศึกษา พบว่าในปัจจุบันการนำแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือมีวิธีการนำเข้าด้วยกัน 3 แบบวิธี ซึ่งในแต่ละแบบวิธีเกิดในช่วงในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน โดยแบบที่ 1 แบบดั้งเดิมคือการขอวีซ่าเข้ามาทำงานในประเทศ แบบที่ 2 คือการนำเข้ามาผ่านบันทึกความเข้าใจระหว่างประเทศ (MOU) และแบบที่ 3 คือบัตรแรงงานต่างด้าวนำแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาในประเทศมาขึ้นทะเบียนเพื่อพิสูจน์สัญชาติ และออกบัตรดังกล่าวให้ การนำเข้ามาผ่านบันทึกความเข้าใจระหว่างประเทศ (MOU) เป็นวิธีที่ภาครัฐสนับสนุนเพื่อลดปัญหาด้านอาชญากรรม ด้านความสงบ ด้านสิทธิมนุษยชน และการขาดแคลนแรงงานภายในประเทศ ข้อเสนอแนะโดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการประชาสัมพันธ์การนำเข้าแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือผ่าน MOU ให้ ผู้ประกอบการ โดยผ่านช่องทางออนไลน์ซึ่งมีข้อมูลจาการจดทะเบียนบริษัท หรือข้อมูลผู้เสียภาษี โดยจัดทำคู่มือการขออนุญาตนำเข้าแรงงานต่างด้าว เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 ประกอบกับพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 และที่แก้ไขเพิ่ม ทั้งนี้เพื่อเป็นการเพิ่มแรงจูงใจให้สถานประกอบกิจการให้เลือกใช้การนำเข้าแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือผ่าน MOU มีการลดค่าธรรมเนียมในการนำเข้าลดค่าธรรมเนียมการตีวีซ่า และค่าธรรมเนียมต่อวีซ่าสำหรับแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือที่นำเข้าผ่าน MOU โดยขยายระยะเวลาการลดค่าธรรมเนียม และการลดขั้นตอนในการยื่นขออนุญาตนำเข้าแรงงานต่างด้วยโดยวิธี MOU ทั้งนี้ผู้เขียนมีความเชื่อมั่นว่าหากในประเด็นดังกล่าวได้รับการแก้ไขแล้ว สถานประกอบกิจการย่อมเลือกวิธีการนำเข้าแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือผ่าน MOU ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงสุด


แนวทางในการพัฒนากฎหมายอาคารชุดประเภทเช่าช่วงระยะยาวเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้เช่าช่วง, นฤพล เลิศปัญญาโรจน์ Jan 2023

แนวทางในการพัฒนากฎหมายอาคารชุดประเภทเช่าช่วงระยะยาวเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้เช่าช่วง, นฤพล เลิศปัญญาโรจน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เจ้าของห้องชุดเช่าช่วงระยะยาวมีเพียงสิทธิครอบครองไม่สามารถจัดตั้งนิติบุคคลอาคาร และคณะกรรมการบริหารงานอาคารชุดได้เฉกเช่นเดียวกับอาคารชุดประเภทซื้อขายขาด ส่งผลให้ผู้ประกอบการซึ่งมีกรรมสิทธิ์ในอาคารชุดประเภทเช่าช่วงระยะยาวมีอำนาจในการบริหารงานอาคาร เกิดเป็นช่องว่างทางกฎหมายที่สามารถให้ผู้ประกอบการเองเอาเปรียบได้ ยกตัวอย่างเช่น การกำหนดค่าส่วนกลางที่สูงเกินจริง การบริหารงานเปลี่ยนแปลงนโยบายเพื่อประโยชน์ของผู้ประกอบการ การกำหนดการบริหารงานที่ไม่เป็นธรรม ฯลฯ เนื่องด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นจึงเห็นควรให้มีการแก้ไขกฎหมายดังนี้ (1) การบริหารอาคาร การบริหารงานอาคารชุดเช่าช่วงระยะยาวควรมีการปรับเปลี่ยน โดยกำหนดให้เจ้าของห้องชุดเช่าช่วงระยะยาวนั้นมีสิทธิในการออกเสียง กำหนดนโยบายการบริหารอาคารชุด ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ลิดรอนสิทธิของผู้ประกอบการจนเกิดควร จึงเห็นควรให้ผู้ประกอบการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการคิดนโยบายในการบริหารงานอาคารชุดประเภทเช่าช่วงระยะ (2) การกำหนดค่าบริหารงานอาคาร ผู้เช่าช่วงเองต้องได้รับความเป็นธรรมในการกำหนดชำระค่าบริหารงานอาคารชุด กฎหมายควรกำหนดให้มีการประชุมเพื่อพิจารณาค่าบริหารงานอาคาร โดยการคำนวนค่าบริหารงานนั้นผู้ประกอบการจำเป็นต้องชี้แจ้งข้อมูลต่าง ๆ โดยละเอียดให้ผู้เช่าช่วงรับทราบ โดยหากมีค่าใช้จ่ายใดที่สูงเกินมาตรฐานกลาง ผู้เช่าช่วงสามารถพิจารณาให้เปลี่ยนแปลงค่าดำเนินการนั้น ๆ ได้ (3) การคุ้มครองผู้บริโภค อาคารชุดประเภทเช่าช่วงระยะยาวนั้นควรได้รับการคุ้มครองเฉกเช่นเดียวกับอาคารชุดประเภทซื้อขายขาด ซึ่งหากพิจารณาถึงตัวบทกฎหมายพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 นั้นมีหลักการคุ้มครองผู้บริโภคที่ครอบคลุมกว่า ไม่ว่าจะเป็นด้านของการโฆษณา และการทำสัญญา จึงเห็นควรบัญญัติความหมายของอาคารชุดให้รวมไปถึงอาคารชุดเช่าช่วงระยะยาว เมื่อพิจารณาสถานการณ์เศษฐกิจของอาคารชุดเช่าช่วงระยะยาวที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้น การแก้ไขกฎหมายจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยข้อเสนอแนะที่กล่าวไปข้างต้นได้มีการคำนึงหลักความได้สัดส่วน ให้มีความเหมาะสมและเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการ


มาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการซ่อมแซมเสื้อผ้า, นฤมล แต่งสวน Jan 2023

มาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการซ่อมแซมเสื้อผ้า, นฤมล แต่งสวน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันความนิยมของสินค้าแฟชั่นมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วทำให้ผู้บริโภคส่วนหนึ่งมีการเปลี่ยนเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายให้ทันตามยุคสมัยอยู่เสมอส่งผลทำให้เสื้อผ้าที่ไม่ใช้งานแล้วถูกทิ้งกลายเป็นขยะจำนวนมาก จากประเด็นปัญหาข้างต้น ทำให้ในต่างประเทศเริ่มตระหนักในเรื่องผลกระทบของสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการผลิตเสื้อผ้าตามกระแสนิยมและหันมาให้ความสนใจกับการซ่อมแซมเสื้อผ้าเพิ่มมากขึ้นเพื่อยืดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์และใช้เสื้อผ้าซ้ำ เพื่อแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและปัญหาขยะที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ สำหรับประเทศไทยพบว่ายังไม่มีมาตรการทางภาษีและมิใช่ภาษีเพื่อส่งเสริมการซ่อมแซมเสื้อผ้าสำหรับจัดการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ผู้ศึกษาจึงสนใจที่จะศึกษาถึงมาตรการทางภาษีของประเทศออสเตรียและประเทศสวีเดน ซึ่งเป็นประเทศที่ได้มีการนำมาตรการภาษีมูลค่าเพิ่มมาบังคับใช้จริง และสำหรับประเทศสวีเดนก็ยังมีมาตรการการลดหย่อนภาษี ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำต้นทุนและค่าใช้จ่ายไปลดหย่อนในภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี สืบเนื่องจากมาตรการลดหย่อนภาษีของประเทศสวีเดนข้างต้น ทำให้มีมาตรการที่มิใช่ภาษีแฝงอยู่ในฝั่งของผู้บริโภคด้วย นอกจากนี้ ในประเทศออสเตรียยังมีมาตรการที่มิใช่ภาษีเช่นเดียวกัน คือเป็นโครงการให้บัตรกำนัลแก่ประชาชนเพื่อสนับสนุนการซ่อมแซมซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก ซึ่งจากมาตรการทางภาษีและมิใช่ภาษีเพื่อส่งเสริมการซ่อมแซมเสื้อผ้าของทั้งสองประเทศข้างต้น ผู้เขียนได้ทำการเปรียบเทียบและวิเคราะห์แนวทางในการนำมาปรับใช้กับประเทศไทยเพื่อผลักดันและเพิ่มแรงจูงใจให้แก่ผู้ประกอบการและผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับการซ่อมแซมเสื้อผ้าให้มากขึ้น เพื่อลดปัญหาขยะและลดมลพิษจากการผลิตที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จากการศึกษาเปรียบเทียบและวิเคราะห์แนวทางสำหรับมาตรการทางภาษีและมาตรการที่มิใช่ภาษีเพื่อส่งเสริมการซ่อมแซมเสื้อผ้าของประเทศไทยกับประเทศออสเตรียและประเทศสวีเดน พบว่าประเทศออสเตรียและประเทศสวีเดนมีมาตรการภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยเป็นการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือเพียงครึ่งเดียวจากอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มปกติสำหรับการซ่อมแซมเสื้อผ้า ซึ่งส่งผลให้ผู้บริโภคหันมาซ่อมแซมเสื้อผ้ามากขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาขยะและปัญหาสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้น และสำหรับประเทศสวีเดนก็ยังมีมาตรการการลดหย่อนภาษี ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำต้นทุนและค่าใช้จ่ายบางส่วนสำหรับการให้บริการซ่อมแซมแก่ผู้บริโภคไปลดหย่อนในภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปีได้ สืบเนื่องจากมาตรการลดหย่อนภาษีของประเทศสวีเดนข้างต้น ทำให้มีมาตรการที่มิใช่ภาษีแฝงอยู่ในฝั่งของผู้บริโภคด้วย กล่าวคือ เมื่อผู้บริโภคได้มีการว่าจ้างให้ผู้ประกอบการทำการซ่อมแซมเสื้อผ้าให้ ผู้บริโภคจะได้รับส่วนลดจากค่าบริการซ่อมแซมในใบแจ้งหนี้ทันที สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาซ่อมแซมเสื้อผ้ามากขึ้น นอกจากนี้ยังมีมาตรการมิใช่ภาษีของประเทศออสเตรียเช่นเดียวกัน คือเป็นโครงการให้ทุนสนับสนุนการซ่อมแซมโดยให้บัตรกำนัลค่าซ่อมแซมซึ่งโครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากส่งผลให้โครงการนี้นำมาใช้ทั่วทั้งออสเตรีย แต่อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาประเทศไทยยังไม่มีมาตรการทางภาษีและมาตรการที่มิใช่ภาษีเพื่อส่งเสริมการซ่อมแซมเสื้อผ้า ดังนั้น ผู้ศึกษาเล็งเห็นว่าสำหรับประเทศไทย ภาครัฐควรนำแนวคิดของมาตรการทางภาษีและมาตรการที่มิใช่ภาษีดังกล่าวมาปรับใช้ภายในประเทศและเร่งส่งเสริมการซ่อมแซมเสื้อผ้าอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิดการซ่อมแซมและนำเสื้อผ้าที่ได้รับการซ่อมแซมกลับมาใช้ซ้ำในสัดส่วนที่มากขึ้น เพราะนอกจากทำให้เพิ่มอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์มากขึ้นแล้ว ยังทำให้เพิ่มมูลค่าแก่ตัวผลิตภัณฑ์อีกด้วยหากผลิตภัณฑ์นั้นได้รับการปรับแต่งเสื้อผ้าให้มีลวดลายเพิ่มขึ้น รวมถึงให้การสนับสนุนแก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับการซ่อมแซมได้เพิ่มโอกาสให้กับธุรกิจในด้านนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาพัฒนาสิ่งเหลือใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดจนก่อให้เกิดธุรกิจที่มีมูลค่าสูง และสิ่งสำคัญที่ทำให้ภาครัฐบรรลุเป้าหมายของมาตรการดังกล่าว คือการช่วยลดการสูญเสียทรัพยากร ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้


แนวทางในการนำหลักการทางบัญชีตามมาตรฐานรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 17 เรื่อง สัญญาประกันภัย มาใช้กับการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล, นันทนัช ศิริวัฒโก Jan 2023

แนวทางในการนำหลักการทางบัญชีตามมาตรฐานรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 17 เรื่อง สัญญาประกันภัย มาใช้กับการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล, นันทนัช ศิริวัฒโก

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิธีการทางบัญชีสำหรับสัญญาประกันภัยนั้นจะเปลี่ยนแปลงเมื่อมาตรฐานรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 17 เรื่อง สัญญาประกันภัย ถูกบังคับใช้อย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2568 โดยมาตรฐานรายงานทางการเงินฉบับใหม่นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้งบการเงินของบริษัทประกันภัยสามารถเปรียบเทียบกับงบการเงินของอุตสาหกรรมอื่นๆ และต่อบริษัทภายในอุตสาหกรรมเดียวกันได้ และเพื่อให้มูลค่าของสัญญาประกันภัยในงบการเงินสามารถสะท้อนสภาพเศรษฐกิจ ณ ปัจจุบันได้ จึงนำมาสู่จุดเปลี่ยนที่สำคัญของมาตรฐานรายงานทางการเงินฉบับใหม่นี้ คือ การกำหนดให้กิจการต้องวัดมูลค่าเริ่มแรกของกลุ่มสัญญาประกันภัย และจะต้องทยอยรับรู้กำไรจากการให้บริการตามสัญญานั้นตลอดช่วงอายุของสัญญา จากการศึกษาพบว่า วิธีการทางบัญชีตามมาตรฐานรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 17 นั้นไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติตามประมวลรัษฎากรสำหรับการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล เนื่องจากตามประมวลรัษฎากรนั้นกำหนดให้การรับรู้รายได้และค่าใช้จ่ายต้องเป็นไปตามเกณฑ์สิทธิ ซึ่งไม่สอดคล้องกับการทยอยรับรู้กำไรจากการให้บริการตามสัญญา และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับบริษัทประกันรวมถึงผลขาดทุนทันทีจากสัญญาที่ทำให้เกิดขาดทุน รวมทั้งการกำหนดรายจ่ายต้องห้ามเงินสำรองเบี้ยประกันภัยที่รับรู้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นๆ เป็นจำนวนร้อยละจากเบี้ยประกันภัยรับสุทธิ (หักเบี้ยประกันภัยต่อ) แต่ตามมาตรฐานฉบับใหม่นี้ไม่มีการแสดงเบี้ยประกันภัยรับและเงินสำรองในงบการเงินอีกต่อไป รวมทั้งในช่วงเปลี่ยนผ่านจากมาตรฐานฉบับปัจจุบันไปสู่มาตรฐานฉบับใหม่ กิจการต้องวัดมูลค่า ณ วันแรก สำหรับสัญญาประกันภัยที่ถืออยู่ โดยการวัดมูลค่านี้จะทำให้กิจการต้องทำรายการปรับปรุงกำไรซึ่งเคยรับรู้แล้วในอดีตผ่านกำไรสะสม และรับรู้ส่วนของกำไรของสัญญาผ่านการทยอยรับรู้ตลอดช่วงอายุของสัญญาประกันภัยต่อไปในอนาคต ดังนั้นหากจะต้องนำกำไรมาเสียภาษีซ้ำเมื่อรับรู้เป็นอีกงวดในอนาคตจากกำไรจำนวนเดิมที่เคยรับรู้ไปแล้วในอดีตนั้นจะทำให้เกิดการเสียภาษีซ้ำซ้อน ดังนั้นการแก้ไข หรือออกกฎหมายอนุบัญญัติมาเพื่อสนับสนุนหลักการทางบัญชีตามมาตรฐานฉบับใหม่เพื่อให้กิจการสามารถถือวิธีการรับรู้รายได้และค่าใช้จ่ายมาตรฐานรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 17 เป็นเกณฑ์สิทธิตามประมวลรัษฎากร และกำหนดนโยบายทางภาษีที่ชัดเจนในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล เพื่อให้ผู้เสียภาษีมิต้องตีความด้วยตนเอง อันนำมาสู่ความไม่เป็นธรรมในการเสียภาษีเนื่องจากรายการปรับปรุงทางภาษีที่แตกต่างกัน และทำให้ผู้เสียภาษีประหยัดต้นทุนในการทำรายการปรับปรุง เป็นผลให้รัฐสามารถเก็บภาษีได้ตรงตามความเป็นจริงและเป็นไปตามหลักภาษีอากรที่ดีอีกด้วย


Leading A Business School, Julie Davis, Howard Thomas, Eric Cornuel, Rolf D. Cremer Jan 2023

Leading A Business School, Julie Davis, Howard Thomas, Eric Cornuel, Rolf D. Cremer

Research Collection Lee Kong Chian School Of Business

Business schools are critical players in higher education, educating current and future leaders to make a difference in the world. Yet we know surprisingly little about the leaders of business schools. Leading a Business School demystifies this complex and dynamic role, offering international insights into deans’ dilemmas in different contexts and situations. It highlights the importance of deans creating challenging and supportive learning cultures to enhance business and management education, organizations and society more broadly. The book traces the historical evolution of the business school deanship, the current challenges and future sources of disruption. The leadership characteristics and styles of …


แนวทางในการพัฒนาการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร แก่นายจ้างที่ได้จัดฝึกอบรมพัฒนาทักษะฝีมือลูกจ้าง เพื่อยกระดับฝีมือแรงงานตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545, สิษฐพงศ์ วามะศิริภัทร Jan 2023

แนวทางในการพัฒนาการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร แก่นายจ้างที่ได้จัดฝึกอบรมพัฒนาทักษะฝีมือลูกจ้าง เพื่อยกระดับฝีมือแรงงานตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545, สิษฐพงศ์ วามะศิริภัทร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษานโยบายการยกระดับฝีมือแรงงาน ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 ที่สอดคล้องกับมาตรการจูงใจทางภาษีอากร และการนำส่งรายงานการฝึกอบรมลูกจ้างของนายจ้าง 2. ศึกษาประสิทธิภาพของมาตรการจูงใจทางภาษีอากร และการนำส่งรายงานการฝึกอบรมลูกจ้างของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 ที่มีผลต่อการฝึกยกระดับฝีมือแรงงานในประเทศ และ 3.เสนอแนะแนวทางในการพัฒนาศักยภาพของฝีมือแรงงานในประเทศ ที่สอดคล้องกับการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร และการนำส่งรายงานฝึกอบรมลูกจ้างจากผลการศึกษาพบว่า พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 ในหัวข้อการลดหย่อนภาษีร้อยละ 200 นั้น มีข้อกำหนดในการยื่นลดหย่อน รวมไปถึงการยื่นรายงานการอบรมเพื่อนำส่งให้กับกรมพัฒนาฝีมือแรงงานที่เฉพาะเจาะจงของหน่วยงาน กล่าวคือ ต้องนำส่งรายงานตามที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงานกำหนดเท่านั้น และหลักสูตรที่ยื่นอบรมต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้เช่นกัน ทำให้ถึงแม้ว่ากรมพัฒนาฝีมือแรงงานจะประชาสัมพันธ์ว่า นโยบายดังกล่าวเป็นไปเพื่อการสร้างแรงจูงใจให้กับสถานประกอบการในการส่งลูกจ้างเข้าฝึกอบรม ตามนโยบายแผนพัฒนาชาติก็ตาม แต่มาตรการทางภาษี และการนำส่งรายงานการฝึกอบรมยังคงไม่ครอบคลุมและถูกจำกัดอยู่ในกรอบข้อกำหนด ทำให้การฝึกยกระดับฝีมือแรงงานในไทยไม่สามารถพัฒนาฝีมือแรงงานของคนในประเทศได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และกระจายความรู้ในแขนงอื่น ๆ ได้กว้างขวางเพียงพอผู้ศึกษาได้เสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหา 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) การกำหนดมาตรการลดหย่อนทางภาษี และการส่งรายงานการฝึกอบรมควรมีการกำหนดรูปแบบแผนที่ครอบคลุมทุกกิจกรรม ที่เป็นไปเพื่อการพัฒนาทักษะ และความรู้ในการทำงาน 2) เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนได้มีส่วนร่วมในการออกแบบหลักสูตรอบรมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ที่ตอบโจทย์การยกระดับฝีมือแรงงานอย่างแท้จริง 3) กรมพัฒนาฝีมือแรงงานควรให้การสนับสนุนสวัสดิการขั้นพื้นฐานในการฝึกอบรม รวมไปการเพิ่มอัตราเงินคืนให้แก่สถานประกอบการ 4) การยกระดับฝีมือแรงงานอาจจะต้องเพิ่มเติมในส่วนของการสนับสนุนการยกระดับความรู้เชิงบูรณาการ และการลงมือปฏิบัติจริงเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของบุคคลที่ไม่ใช่ความรู้เชิงทฤษฎีเพียงอย่างเดียว


Legal Issues On Transnational Subsidies : Eu Investigations Of The Chinese Investments In Egypt And Indonesia, พิชญพัฒน์ เบ็ญจาศิริโรจน์ Jan 2023

Legal Issues On Transnational Subsidies : Eu Investigations Of The Chinese Investments In Egypt And Indonesia, พิชญพัฒน์ เบ็ญจาศิริโรจน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การอุดหนุน (Subsidy) เป็นประเด็นที่ได้รับการถกเถียงทั้งในแง่นิยามและความชอบด้วยกฎหมาย ที่ผ่านมา นักวิชาการและผู้กำหนดนโยบายได้พยายามที่จะกำหนดขอบเขตของนิยามและมาตรฐานในการพิสูจน์การอุดหนุนและคำนวณหาประโยชน์ที่เกี่ยวข้องเพื่อที่จะกำกับควบคุมการอุดหนุนให้อยู่ภายใต้กฎระเบียบระหว่างประเทศ โดยภายใต้กฎหมายขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization—WTO) นั้น ความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนและมาตรการตอบโต้ (Agreement on Subsidies and Countervailing Measures—SCM) เป็นความตกลงหลักที่กำกับควบคุมการอุดหนุน อย่างไรก็ตาม สภาพแวดล้อมของการอุดหนุนได้เปลี่ยนแปลงไปและทำให้เกิดสภาวการณ์ที่การอุดหนุนสามารถกระทำข้ามผ่านเขตแดนระหว่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้การอุดหนุนดังกล่าวอยู่นอกเหนือขอบเขตของนิยามภายใต้ความตกลง SCM โดยอาจกล่าวได้ว่า การเติบโตและการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนบนเวทีโลกเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เกิดสภาวการณ์ดังกล่าว การส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศภายใต้ข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative—BRI) ส่งผลในวงกว้างและเผชิญกับความท้าทาย ซึ่งรวมถึงประเด็นการอุดหนุนข้ามชาติ (Transnational Subsidy) กล่าวคือ การที่รัฐบาลจีนหรือหน่วยงานของรัฐจีน (public body) ให้ความช่วยเหลือทางการเงินกับบริษัทจีนหรือบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัทจีนกับบริษัทท้องถิ่นซึ่งผลิตสินค้าอยู่นอกประเทศจีน และสินค้านั้นถูกส่งออกไปยังประเทศหรือภูมิภาคอื่น ประเด็นดังกล่าวนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายว่าการอุดหนุนข้ามชาติดังกล่าวอยู่ภายใต้การกำกับควบคุมของ WTO หรือไม่เอกัตศึกษานี้มุ่งศึกษาเพื่อตอบปัญหาการอุดหนุนข้ามชาติว่าอยู่ภายใต้ขอบเขตของนิยามการอุดหนุนของความตกลง SCM หรือไม่ ซึ่งหากอยู่ภายใต้ความตกลง SCM การอุดหนุนข้ามชาติจะสามารถถูกไต่สวนและดำเนินการตอบโต้ภายใต้กฎระเบียบของ WTO ได้ เอกัตศึกษานี้ศึกษาทบทวนพัฒนาการของระเบียบที่กำกับควบคุมการอุดหนุน โดยเฉพาะในประเด็นนิยามและการตีความข้อกฎหมายภายใต้ความตกลง SCM ที่เกี่ยวข้องกับการอุดหนุนที่ข้ามผ่านเขตแดนระหว่างประเทศ และวิเคราะห์การไต่สวนการอุดหนุนข้ามชาติของสภาพยุโรป 2 กรณี ได้แก่ การนำเข้าผ้าใยแก้วถักและ/หรือทอ (woven and/or stitched glass fiber fabrics) จากอียิปต์ (EC-Case 2020/776) และการนำเข้าสินค้าแผ่นสแตนเลสรีดเย็น (stainless steel cold-rolled flat products) จากอินโดนีเซีย (EC-Case 2022/433) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือทางการเงินจากรัฐบาลจีนหรือหน่วยงานของรัฐบาลจีน รวมทั้งศึกษาหลักกฎหมายระหว่างประเทศและการวินิจฉัยคดีของ WTO ที่เกี่ยวข้องเพื่อตอบปัญหาหลักของเอกัตศึกษานี้ และวิเคราะห์นัยของปัญหาดังกล่าวและเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับประเทศไทยผลการศึกษาของเอกัตศึกษานี้พบว่า การอุดหนุนข้ามชาติอาจเป็นการอุดหนุนตามนิยามของข้อ 1 และข้อ 2 ของความตกลง SCM หากสามารถพิสูจน์ได้ว่า การให้ความช่วยเหลือที่เป็นตัวเงิน (financial contribution) นั้น เข้าเงื่อนไขของการอุดหนุนต้องห้าม (prohibited subsidy) หรือเป็นการให้ความช่วยเหลือที่ประโยชน์ของการอุดหนุนนั้นตกอยู่กับวิสาหกิจภายในเขตแดนของรัฐบาล ซึ่งทำให้เป็นการอุดหนุนที่อาจถูกตอบโต้ได้ (actionable subsidy) หากส่งผลกระทบต่อประโยชน์ของสมาชิกอื่นของ …


แนวทางการกำกับดูแลการไลฟ์สดขายสินค้าของประเทศไทย : กรณีศึกษากับประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน, หยวนฟาง เติ้ง Jan 2023

แนวทางการกำกับดูแลการไลฟ์สดขายสินค้าของประเทศไทย : กรณีศึกษากับประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน, หยวนฟาง เติ้ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การไลฟ์สดขายของบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เป็นรูปแบบธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่เกิดขึ้นใหม่ ซึ่งหมายถึงการเผยแพร่ข้อมูลผลิตภัณฑ์หรือบริการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์โดยใช้ คำพูด รูปภาพ ประสบการณ์ทดลอง และรูปแบบอื่นๆ เพื่อการโฆษณาและโปรโมตผลิตภัณฑ์หรือบริการแก่ผู้บริโภคแบบเรียลไทม์ และดึงดูดผู้บริโภคให้ตัดสินใจซื้อ การบูรณาการการโฆษณาและการขายได้รับการควบคุมโดยกฎหมายและข้อบังคับหลายฉบับ เช่น กฎหมายต่อต้านการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม กฎหมายการโฆษณา กฎหมายอีคอมเมิร์ซ และกฎหมายคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค ในการศึกษามาตรการควบคุมที่เกี่ยวกับการไลฟ์สดขายของบนแพลตฟอร์มออนไลน์ครั้งนี้ ได้ศึกษากฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องของประเทศไทยและประเทศจีน รวมไปถึงปัญหาที่พบบ่อยในการไลฟ์สดและวิธีการแก้ไขปัญหาของจีน พร้อมทั้งเปรียบเทียบหลักเกณฑ์การคุ้มครองผู้บริโภคในการประกอบธุรกิจการไลฟ์สดขายของบนแพลตฟอร์มออนไลน์ มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะอุดช่องว่างทางกฎหมายที่เกิดขึ้นจากอุตสาหกรรมการไลฟ์สดขานของ ช่วยให้อีคอมเมิร์ซรูปแบบใหม่ก้าวไปสู่ทิศทางที่ดีและเป็นมาตรฐาน เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงจากการพัฒนาอีคอมเมิร์ซรูปแบบใหม่ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับการคุ้มครองอย่างเพียงพอ


หลักการจัดสรรค่าตอบแทนที่เหมาะสมและได้สัดส่วนแก่ผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์, สายสิทธิ์ ลี้อิสสรพงษ์ Jan 2023

หลักการจัดสรรค่าตอบแทนที่เหมาะสมและได้สัดส่วนแก่ผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์, สายสิทธิ์ ลี้อิสสรพงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันกฎหมายลิขสิทธิ์นั้นมุ่งเน้นคุ้มครองการใช้ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ป้องกันไม่ให้บุคคลอี่นที่มิใช้เจ้าของลิขสิทธิ์นำผลงานไปใช้ ทั้งยังมุ่งปกป้องชื่อเสียงของผู้สร้างสรรค์ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ไม่ให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของผู้สร้างสรรค์ผลงานลิขสิทธิ์ งานอันมีลิขสิทธิ์อาจถูกโอนเปลี่ยนมือจากผู้สร้างสรรค์ไปสู่เจ้าของลิขสิทธิ์ โดยได้รับค่าตอบแทนภายใต้สัญญาที่ทั้งสองฝ่ายเจรจาตกลงเงื่อนไขกันไว้ แต่ในบางสถานการณ์ผู้สร้างสรรค์ผลงานอันมีลิขสิทธิ์อาจไม่ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมจากการโอนผลงานลิขสิทธิ์ให้กับเจ้าของลิขสิทธิ์ ซึ่งหลักการจ่ายค่าตอบแทนที่เหมาะสมให้กับผู้สร้างสรรค์ผลงานลิขสิทธิ์ยังไม่ได้มีกฎหมายบัญญัติไว้ ทำให้ผู้สร้างสรรค์ผลงานลิขสิทธิ์นั้นไม่ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมและเสียสิทธิในผลงานของตนไป เมื่อศึกษากฎหมายสหภาพยุโรปที่เล็งเห็นถึงการเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินธุรกิจและการใช้ในชีวิตประจำวัน ย่อมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อสิทธิของผู้สร้างสรรค์และสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ จึงมีการบัญญัติกรอบกฎหมายเพิ่ม โดยมีจุดประสงค์หลักคือการแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลในการเจรจาต่อรองระหว่างผู้สร้างสรรค์หรือเจ้าของลิขสิทธิ์ กับบุคคลที่ได้รับสิทธิ โดยให้ความสำคัญกับมาตรการที่จะให้แน่ใจว่าผู้สร้างสรรค์หรือเจ้าของลิขสิทธิ์จะได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรมและได้สัดส่วน และอนุญาตให้ผู้สร้างสรรค์หรือเจ้าของลิขสิทธิ์ขอรับค่าตอบแทนเพิ่มเติมเมื่อค่าตอบแทนที่ตกลงแล้วน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับรายได้และประโยชน์ที่มีจากการใช้ผลงานของพวกเขา สิทธิในการรับข้อมูลที่สม่ำเสมอ ทันเวลา และเป็นรูปธรรมเกี่ยวกับการใช้บริการผลงานของผู้สร้างสรรค์หรือเจ้าของลิขสิทธิ์ รวมถึงกระบวนการทางเลือกในการแก้ไขข้อพิพาท และสิทธิในการเพิกถอน เห็นได้ว่าทางสหภาพยุโรปพยายามถ่วงดุลสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์โดยการให้การคุ้มครองสิทธิของผู้สร้างสรรค์มากขึ้น เอกัตศึกษาเล่มนี้จึงเสนอว่าควรให้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดสรรค่าตอบแทนและสิทธิต่าง ๆ ของผู้สร้างสรรค์หรือเจ้าของลิขสิทธิ์ เพื่อให้ผู้สร้างสรรค์หรือเจ้าของลิขสิทธิ์สามารถกำหนดเงื่อนไขในสัญญาหรืออำนาจต่อรองกับคู่สัญญาหรือผู้รับโอนสิทธิได้อย่างเป็นเหมาะสมและได้สัดส่วน


ปัญหาการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสŠาง ศึกษากรณีการประเมินราคาที่ดินสนามบินเอกชน (ท่าอากาศยานนานาชาติสมุย), ยุทธพล สอิ้งทอง Jan 2023

ปัญหาการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสŠาง ศึกษากรณีการประเมินราคาที่ดินสนามบินเอกชน (ท่าอากาศยานนานาชาติสมุย), ยุทธพล สอิ้งทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การประเมินมูลค่าที่ดินของทรัพย์สินประเภทสนามบินหรือท่าอากาศยานเอกชนยังเป็นปัญหาในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามพระราชบัญญัติที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 โดยเฉพาะที่ท่าอากาศยานนานาชาติสมุย ซึ่งควรถูกจัดให้เป็นทรัพย์สินที่มีลักษณะพิเศษ ด้วยมีลักษณะของทรัพย์สินตรงตามนิยามของทรัพย์สินที่ลักษณะพิเศษตามที่กฎหมายกำหนด โดยกฎกระทรวงได้กำหนดราคาประเมินที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง การจัดทำบัญชีราคาประเมินที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และแผนที่ประกอบการประเมินราคาที่ดิน พ.ศ. 2563 ข้อ 1 ได้กำหนดนิยาม “สิ่งปลูกสร้างที่มีลักษณะพิเศษ" ไว้ว่า สิ่งปลูกสร้างที่มีขนาดใหญ่และลักษณะการใช้ที่เฉพาะอย่าง ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ได้ ให้ใช้วิธีรายได้ ในการประเมินราคาทรัพย์สิน หากไม่มีข้อมูลรายได้หรือมีแต่ไม่เพียงพอที่จะใช้ประเมินราคาได้ ให้ใช้วิธีต้นทุนในการประเมินราคาทรัพย์สินนั้น ในขณะที่ท่าอากาศยานนานาชาติสมุย ถูกใช้วิธีเปรียบเทียบราคาตลาด ซึ่งเป็นวิธีการประเมินราคาที่ไม่แตกต่างกับที่ดินโดยรอบท่าอากาศยาน รวมถึงที่ดินอื่นในเกาะสมุยต่างก็ใช้วิธีเดียวกันทั้งหมด วิธีการประเมินราคาทรัพย์สินของท่าอากาศยานนานาชาติสมุยมีความไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับลักษณะการจำแนกประเภทของทรัพย์สินเนื่องจากกฎหมายขาดความชัดเจนเป็นผลให้ผู้ประเมินต้องใช้ดุลยพินิจในการตัดสินใจ ซึ่งวิธีการประเมินราคาท่าอากาศยานนานาชาติสมุยควรมีความแตกต่างจากทรัพย์สินอื่นที่มีลักษณะทั่วไป เพื่อความเป็นธรรมและการบริหารภาษีที่ดี ทั้งนี้ผู้เขียนได้ศึกษาการประเมินราคาท่าอากาศยานในต่างประเทศเพิ่มเติมอีก 2 ประเทศ ได้แก่ สหราชอาณาจักร และประเทศออสเตรเลีย พบว่าทั้งสองประเทศมีการแยกการประเมินสำหรับทรัพย์สินของท่าอากาศยานออกมาจากทรัพย์สินประเภทอื่นๆ และใช้วิธีการประเมินด้วยหลักการที่เฉพาะเจาะจง อาทิเช่น สหราชอาณาจักรและประเทศออสเตรเลีย ได้นำผู้เชี่ยวชาญด้านท่าอากาศยานมาร่วมในการประเมินมูลค่าทรัพย์สินอย่างเหมาะสม อีกทั้งยังมีหน่วยงานที่รับผิดชอบการประเมินราคาท่าอากาศยานโดยเฉพาะ เป็นต้นจากการศึกษาความไม่เหมาะสมในการประเมินมูลค่าท่าอากาศยานนานาชาติสมุย มีแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยการกำหนดให้ท่าอากาศยานเป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีลักษณะพิเศษ และควรมีกฎหมายเฉพาะสำหรับการประเมินมูลค่าทรัพย์สินท่าอากาศยาน โดยมีหน่วยงานรับผิดชอบที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาทำงานในส่วนนี้เพื่อลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ประเมินท้องถิ่น


มาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนการซื้อขายใบรับรองผลิตพลังงานหมุนเวียน, วรวุฒิ ตั้งพรเจริญสุข Jan 2023

มาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนการซื้อขายใบรับรองผลิตพลังงานหมุนเวียน, วรวุฒิ ตั้งพรเจริญสุข

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ใบรับรองผลิตพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate: REC) เป็นเครื่องมือประเภทหนึ่งที่ทั่วโลกให้ความสนใจเพื่อช่วยส่งเสริมให้ประเทศไทยบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี พ.ศ. 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2608 และจะช่วยแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนได้ในท้ายที่สุด ในปัจจุบัน หลายบริษัททั่วโลกมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และบริษัทที่อยู่ในกลุ่ม RE 100 ซึ่งมีเป้าหมายในการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้ได้ร้อยละ 100 กำลังมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก บริษัทเหล่านี้ต่างต้องการที่จะใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพื่อนำไปเปิดเผยในรายงานด้านความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันประเทศไทยยังมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพียงแค่ร้อยละ 13 ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดของประเทศ ส่งผลให้บริษัทเหล่านี้มีข้อจำกัดในการซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน การซื้อ REC จึงเป็นที่นิยมมากขึ้น เนื่องจากบริษัทที่ซื้อ REC จะนำ REC ไปใช้เพื่อแสดงว่าตนเองใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียนและนำไปสู่การลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร นอกจากนี้ หากมีความต้องการซื้อ REC ที่มากขึ้นจะส่งเสริมผู้ผลิตไฟฟ้าให้หันมาผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น เนื่องจากผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนสามารถขอจดทะเบียน REC และขาย REC ได้ ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้นนอกเหนือจากการขายพลังงานไฟฟ้าตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทย สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนยังคงน้อยเมื่อเทียบกับการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ส่งผลให้การจดทะเบียน REC อาจมีไม่เพียงพอกับความต้องการซื้อที่จะเริ่มมากขึ้นในอนาคต สาเหตุเนื่องมาจากมาตรการทางภาษีที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นยังไม่สร้างแรงจูงใจอย่างเพียงพอให้กับผู้ผลิตไฟฟ้าให้หันมาผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และยังไม่มีการกำหนดราคาคาร์บอนและออกกฎหมายเพื่อเก็บภาษีคาร์บอนกับองค์กรซึ่งมีกระบวนการผลิตที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะผู้ผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล อีกทั้งการขาดสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ให้กับผู้ซื้อ REC ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เป็นอุปสรรคให้เกิดการซื้อ REC ให้มากขึ้นเนื่องจากหากมีสิทธิประโยชน์ทางภาษี ก็จะช่วยลดต้นทุนของผู้ซื้อ REC ได้ เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงมุ่งศึกษามาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมให้เกิดการซื้อขาย REC กันอย่างแพร่หลาย โดยการสนับสนุนผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอันจะทำให้เกิดการจดทะเบียน REC ให้มากขึ้น และสนับสนุนผู้ซื้อ REC ที่จะส่งผลให้เกิดความต้องการซื้อ REC ให้มีมากขึ้นผ่านการศึกษาเปรียบเทียบกับมาตรการทางภาษีของประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศออสเตรเลีย อันจะทำให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์และดึงดูดบริษัทข้ามชาติรายใหญ่ให้มาลงทุนในประเทศไทย ส่งผลดีต่อการจ้างงาน เศรษฐกิจ และการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืนต่อไป


แนวทางการพัฒนาตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมของโรงงานอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน, อัญชลี ใหม่อารินทร์ Jan 2023

แนวทางการพัฒนาตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมของโรงงานอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน, อัญชลี ใหม่อารินทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษานี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อหาแนวทางการพัฒนาตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมของโรงงานอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน และยุทธศาสตร์ชาติ เนื่องจากการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดปัญหาสภาพแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติที่เสื่อมโทรม ดังนั้น จำเป็นจะต้องมีแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น จากแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนที่มีหลักการใช้ทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพที่สุดควบคู่ไปกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม การศึกษานี้จึงต้องการพัฒนาตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมของโรงงานอุตสาหกรรมให้สอดล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน และแนวทางตามยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งเป็นแผนการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ วิธีการศึกษาคือการศึกษาพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้นำหลักการของเศรษฐกิจหมุนเวียนมาปรับใช้ ทำให้สามารถวิเคราะห์ตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมของโรงงานอุตสาหกรรมในปัจจุบันที่สอดคล้องแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยนำมาเปรียบเทียบกับตัวชี้วัดของแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ตัวชี้วัดของแผนยุทธศาสตร์ชาติที่สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน และตัวชี้วัดกฎหมายส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนในสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีกฎหมายส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนและประกาศใช้ตัวชี้วัดของกฎหมายอย่างเป็นทางการ ทำให้เป็นตัวอย่างในการเปรียบเทียบเพื่อหาแนวทางการพัฒนาตัวชี้วัดของกฎหมายโรงงานอุตสาหกรรมไทยที่สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนและยุทธศาสตร์ชาติ ผู้เขียนได้เสนอให้ใช้ตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมของโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนและยุทธศาสตร์ชาติ โดยครอบคลุมถึงกระบวนการทางอุตสาหกรรม ซึ่งสามารถสรุปตัวชี้วัดเป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ขั้นตอนการแสวงหาทรัพยากรธรรมชาติ ควรมีตัวชี้วัด คือ ผลิตภาพทรัพยากร 2) ขั้นตอนการเปลี่ยนวัสดุดิบและทรัพยากรธรรมชาติให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ ควรมีตัวชี้วัด คือ อัตราการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร อัตราการใช้ทรัพยากรต่อหน่วย GDP 3) ขั้นตอนการนำวัสดุและทรัพยากรที่เหลือใช้มาปรับผลผลิตให้กลายเป็นวัตถุดิบหรือทรัพยากรขั้นทุติยภูมิ ควรมีตัวชี้วัด คือ อัตราการใช้ทรัพยากรขั้นทุติยภูมิ อัตราการรีไซเคิลทรัพยากรทุติยภูมิ อัตราการใช้ประโยชน์วัสดุหมุนเวียนในการเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรม ปริมาณการฟื้นตัวของทรัพยากรหมุนเวียน4) ขั้นตอนการกลับคืนสู่ธรรมชาติของทรัพยากร ควรมีตัวชี้วัด คือ ปริมาณการกำจัดขยะสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วอย่างปลอดภัย ปริมาณการปล่อยมลพิษที่สำคัญ จำนวนประชาชนมีจิตสาธารณะและรับผิดชอบต่อสังคม โดยตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรมชัดเจนที่คำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้มีเครื่องมือที่สามารถติดตามและประเมินผลทำให้เกิดการบรรลุผลตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ตามยุทธศาสตร์ชาติและความร่วมมือระหว่างประเทศ ในขณะเดียวกันก็เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคม


มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ศึกษากรณีการดำเนินกระบวนการสืบสวนสอบสวนเหตุคุกคาม (Harassment) ภายในบริษัทเอกชน, สโรชิณี กลิ่นหอม Jan 2023

มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ศึกษากรณีการดำเนินกระบวนการสืบสวนสอบสวนเหตุคุกคาม (Harassment) ภายในบริษัทเอกชน, สโรชิณี กลิ่นหอม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การนำพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาปรับใช้กับการดำเนินกระบวนการสืบสวนสอบสวนเหตุคุกคาม (Harassment) ภายในบริษัทเอกชนยังมีข้อจำกัดในทางปฏิบัติ เนื่องจากบุคคลที่อาจถูกประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลอาจเป็นได้ทั้งผู้ร้องเรียน พยาน ผู้ถูกกล่าวหา หรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องในการสืบสวน และไม่จำกัดแต่เพียงเฉพาะพนักงาน แต่ยังรวมถึงบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียด้วย นอกจากนั้น ข้อเท็จจริงอันเกี่ยวแก่เหตุคุกคามส่วนมากมักเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวด้วย จึงก่อให้เกิดความซับซ้อนในระบบการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลในการสืบสวนสอบสวนเหตุดังกล่าว ส่งผลให้เกิดปัญหาในการพิจารณาหาฐานทางกฎหมาย (Lawful Basis) ที่เหมาะสม และความได้สัดส่วนระหว่างประโยชน์ขององค์กรกับสิทธิขั้นพื้นฐานของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (Proportionality) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องขอบเขตการสืบค้นและเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกจัดเก็บอยู่ในอุปกรณ์อันเป็นทรัพย์สินของบริษัทที่มอบให้พนักงานใช้ในการปฏิบัติงาน ที่ยังมีปัญหาในการตีความทางกฎหมายว่าการกระทำในลักษณะใดและเพียงใดที่ถือว่าเป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของบริษัทและได้สัดส่วนสำหรับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เมื่อได้ทำการศึกษาวิเคราะห์การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามหลักสากล กฎหมายต่างประเทศ และกฎหมายในประเทศไทยประกอบกันแล้ว พิจารณาเห็นว่าภาครัฐควรพิจารณาออกกฎหมายและแนวนโยบายเพิ่มเติมเพื่อความมั่นคงแน่นอนแห่งนิติฐานะ (Legal Certainty) และความได้สัดส่วน (Proportionality) โดยภาครัฐควรมีการออกกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส (Whistleblower Protection Law) เพื่อคุ้มครองกระบวนการสืบสวนสอบสวนภายในองค์กรเอกชนให้มีมาตรฐานและเป็นธรรม นอกจากนั้นภาครัฐควรประกาศแนวนโยบายของคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อเพิ่มเติมแนวทางการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในกระบวนการสืบสวนสอบสวนภายในบริษัทเอกชน ประกอบกับการออกแนวนโยบายเพื่อสนับสนุนการจัดทำเอกสารตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่สำคัญ ได้แก่ เอกสารประเมินความสมดุลของผลประโยชน์ (Legitimate Interest Assessment) และเอกสารประเมินผลกระทบด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Impact Assessment) อันจะช่วยให้บริษัทสามารถนำแนวทางเหล่านี้มาปรับใช้ได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ท้ายที่สุด ภาครัฐควรส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมือจากภาคเอกชน เพื่อพัฒนาศักยภาพในการใช้กฎหมาย โดยการสนับสนุนให้ภาคเอกชนมีการการจัดตั้งองค์กรหรือสมาคมเพื่อการสืบสวนสอบสวนภายใน (Corporate Investigation Association) ประกอบการจัดทำแนวทางการสืบสวนสอบสวนภายในบริษัทเอกชนให้ชัดเจน (Corporate Investigation Handbook) เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ และสร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกับประโยชน์สาธารณะขององค์กรได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในที่สุด


ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ศึกษากรณีกำหนดหลักเกณฑ์การลดหรือยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับความเสียหายด้วยเหตุอันพ้นวิสัย เทียบเคียงกับกฎหมายของต่างประเทศ, นิติธร ธิราไชย Jan 2023

ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ศึกษากรณีกำหนดหลักเกณฑ์การลดหรือยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับความเสียหายด้วยเหตุอันพ้นวิสัย เทียบเคียงกับกฎหมายของต่างประเทศ, นิติธร ธิราไชย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาเล่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบรรเทาภาระภาษีสำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับความเสียหายด้วยเหตุอันพ้นวิสัยที่จะป้องกันได้โดยทั่วไป โดยศึกษาหลักเกณฑ์การลดหรือยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากเหตุสาธารณภัยในประเทศไทย เทียบเคียงกับหลักเกณฑ์การบรรเทาภาระภาษีในกรณีเดียวกันกับของต่างประเทศ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการบังคับใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวในประเทศไทย พร้อมทั้งนำหลักเกณฑ์การบรรเทาภาระภาษีของต่างประเทศ มาเป็นแนวทางในการกำหนดหลักเกณฑ์การบรรเทาภาระภาษีดังกล่าวไปในประเทศไทยให้มีความเหมาะสม จากการศึกษาหลักเกณฑ์การลดหรือยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากเหตุสาธารณภัย มีการกำหนดหลักเกณฑ์ไว้อย่างกว้างและยังขาดความเหมาะสม ประกอบกับได้ทำการศึกษากรณีการลดหรือยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับความเสียหายจากพื้นที่จริง (เหตุอุทกภัย จังหวัดอุบลราชธานี) ทำให้ได้เห็นถึงปัญหาการบังคับใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะความไม่ได้สัดส่วนของการลดหรือยกเว้นภาษีกับทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย รวมถึงมิได้มุ่งที่ตัวทรัพย์สินเป็นสำคัญ ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม ไม่สอดคล้องกับความเสมอภาคทางภาษีอากร และหลักการบริหารภาษีที่ดี ผู้เขียนยังได้ทำการศึกษาเทียบเคียงกับหลักเกณฑ์การบรรเทาภาระภาษีของต่างประเทศในกรณีเดียวกัน ในกลุ่มประเทศที่เกิดภัยพิบัติและมีการบรรเทาภาระภาษีเช่นเดียวกับประเทศไทย ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา มลรัฐมินนิโซตา มลรัฐแคลิฟอร์เนีย มลรัฐมอนแทนา และมลรัฐเทกซัส ส่วนในทวีปเอเชีย ได้แก่สาธารณรัฐเกาหลี พบว่าในกฎหมายต่างประเทศล้วนมีการกำหนดหลักเกณฑ์การบรรเทาภาระภาษีดังกล่าวไว้ชัดเจน และการลดหรือยกเว้นภาษีได้สัดส่วนกับทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย อันเป็นสาระสำคัญของภาษีทรัพย์สิน เมื่อหลักเกณฑ์การบรรเทาภาระภาษีดังกล่าวที่กำหนดไว้นั้นเกิดปัญหาในการนำบังคับใช้ จึงควรนำแนวทางของต่างประเทศที่ได้จากการศึกษา เพื่อใช้ในการกำหนดแนวทางและหลักเกณฑ์ที่ความเหมาะสม เกี่ยวกับการลดหรือยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับความเสียหายด้วยเหตุอันพ้นวิสัยของประเทศไทยที่สะท้อนกับหลักภาษีทรัพย์สิน และเพื่อก่อให้เกิดความเป็นธรรม สอดคล้องกับความเสมอภาคทางภาษีอากร และหลักการบริหารภาษีที่ดี


มาตรการบรรเทาภาระภาษีมูลค่าเพิ่มจากการซื้อรถยนต์และอุปกรณ์เสริมสำหรับคนพิการ, เจนจิรา วิริยะ Jan 2023

มาตรการบรรเทาภาระภาษีมูลค่าเพิ่มจากการซื้อรถยนต์และอุปกรณ์เสริมสำหรับคนพิการ, เจนจิรา วิริยะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีจำนวนคนพิการประมาณ 2.2 ล้านคนหรือคิดเป็นร้อยละ 3.39 ของประชากรไทยทั้งประเทศ ซึ่งสามารถจำแนกประเภทความพิการ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 ได้ 7 ประเภท ประกอบด้วย ความพิการทางการเคลื่อนไหวและร่างกาย ความพิการทางการได้ยินและสื่อความ ความพิการทางการมองเห็น ความพิการทางด้านจิตใจและพฤติกรรม ความพิการทางด้านสติปัญญา ความพิการทางการเรียนรู้ และความพิการทางออทิสติก โดยจากข้อมูลพบว่าในประเทศไทยมีสัดส่วนคนพิการทางการเคลื่อนไหวสูงสุด คิดเป็นร้อยละ 51.57 ของจำนวนคนพิการทั้งสิ้น อีกทั้งพบว่าคนพิการในประเทศไทยพบปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตเป็นอย่างมาก คือ การเดินทางนอกจากนี้ เมื่อพิจารณาข้อมูลจากกรมขนส่งทางบก ซึ่งเปิดเผยข้อมูลการทำใบขับขี่ใหม่และต่ออายุใบขับขี่รถยนต์ของคนพิการมีแนวโน้มสูงขึ้นจากอดีต ประกอบกับข้อมูลที่ผู้เขียนดำเนินการสำรวจโดยใช้แบบสอบถามกับคนพิการ ข้อมูลชี้ให้เห็นว่า คนพิการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลสูงที่สุด รองลงมาคือรถแท็กซี่ และเดินทางด้วยมอเตอร์ไซดัดแปลงส่วนบุคคลเป็นอันดับที่สาม เนื่องจากมีความสะดวกสบาย สามารถเดินทางได้อย่างเป็นอิสระ และเป็นการหลีกเลี่ยงอุปสรรคจากการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีเพียงมาตรการมาตรการลดหย่อนหรือยกเว้นค่าเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะให้แก่คนพิการ แต่ยังไม่มีมาตรการบรรเทาภาระภาษีมูลค่าเพิ่มจากการซื้อรถยนต์และอุปกรณ์เสริมสำหรับคนพิการและมาตรการเสริมอื่นที่มิใช่ภาษี เพื่อส่งเสริมให้คนพิการสามารถเดินทางได้สะดวก ปลอดภัย และดำรงชีวิตได้อย่างอิสระ อีกทั้ง จากการศึกษามาตรการในต่างประเทศ พบว่า ต่างประเทศเล็งเห็นถึงปัญหาในการเดินทางของคนพิการ จึงมีมาตรการทางภาษีและมาตรการอื่นที่มิใช่ภาษีในการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการเดินทางและส่งเสริมให้คนพิการเข้าถึงการเดินทางได้อย่างเท่าเทียมเหมือนคนทั่วไป ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนจึงสนใจที่จะศึกษาถึงมาตรการทางภาษีและมาตรการอื่นที่มิใช่ภาษีของประเทศออสเตรเลียและประเทศไอร์แลนด์ เนื่องจากทั้งสองประเทศต่างก็มีมาตรการเพื่อบรรเทาภาระภาษีมูลค่าเพิ่มจากการซื้อรถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์รวมถึงอุปกรณ์เสริมเพื่อดัดแปลงรถยนต์ โดยกำหนดเงื่อนไขในการให้สิทธิประโยชน์แตกต่างกันออกไป อีกทั้ง มีมาตรการเสริมอื่นที่มิใช่ภาษี เพื่อให้คนพิการได้มีทางเลือกในการเดินทางนอกเหนือจากการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล โดยจากการศึกษาพบว่าประเทศไทยควรปรับแนวทางมาตรการทางภาษีและมิใช่ภาษีดังต่อไปนี้ (1)มาตรการทางภาษี(1.1)การกำหนดให้มีมาตรการบรรเทาภาระภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการซื้อรถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ รวมถึงรถยนต์ดัดแปลงแก่คนพิการ เพื่อเป็นการบรรเทาค่าใช้จ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มจากการซื้อรถยนต์ เนื่องจากภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีที่เรียกเก็บจากฐานการบริโภค โดยผู้ที่รับภาระภาษีที่แท้จริงคือผู้บริโภคขั้นสุดท้าย โดยที่บุคคลนั้นไม่สามารถผลักภาระภาษีไปให้บุคคลอื่นได้ ดังนั้น ภาษีมูลค่าเพิ่มจึงเป็นภาระแก่ผู้ที่มีรายได้น้อยมากกว่าผู้ที่มีรายได้มาก(2)มาตรการส่งเสริมอื่นที่มิใช่ภาษี(2.1)การให้เงินอุดหนุนสำหรับค่าใช้จ่ายการเดินทางด้วยรถแท็กซี่ เพื่อให้คนพิการที่ยังไม่มีรถยนต์ส่วนบุคคล หรือ ไม่สามารถใช้ระบบขนส่งสาธารณะได้ มีทางเลือกในการเดินทางมากขึ้น(2.2)มาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าทางด่วน (Toll fee) สำหรับคนพิการ เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ในกรณีที่คนพิการมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนต้องใช้บริการทางด่วน(2.3)การสนับสนุนค่าใช่จ่ายสำหรับการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ เพื่อช่วยให้คนพิการที่ยังไม่สามารถซื้อรถยนต์ส่วนบุคคล มีทางเลือกในการเดินทางที่ประหยัด สะดวก และปลอดภัย เนื่องจากมีผู้ติดตาม เช่น คู่สมรส หุ้นส่วนทางกฎหมาย (Civil partnership) หรือ เพื่อนร่วมเดินทาง (Companion) เดินทางไปด้วยและช่วยดูแลระหว่างเดินทาง(2.4)การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้สร้างแพลตฟอร์มหรือแอพพลิเคชั่นสำหรับการวางแผนการเดินทาง โดยรวม ข้อมูลเกี่ยวกับช่องทางการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะทั้งหมดและบอกตารางเวลาเดินทาง เพื่อช่วยให้คนพิการสามารถบริหารเวลาในการเดินทางได้ และเพื่อให้ทราบว่ายานพาหนะนั้นรองรับคนพิการที่ใช้รถเข็น (Wheelchair) หรือไม่(2.5)การสนับสนุนให้นำป้ายสัญลักษณ์มาเป็นเครื่องมือในการสื่อสารของคนพิการ เพื่อช่วยให้คนพิการที่มีปัญหาทางด้านการสื่อสารสามารถบอกข้อจำกัดและความต้องการของตนเองขณะเดินทางกับคนอื่นที่ร่วมเดินทาง ซึ่งการใช้ป้ายหรือสัญลักษณ์จะสามารถทำให้เข้าใจได้ในทันทีทั้งฝ่ายคนพิการและคนอื่นๆในสังคมอย่างไรก็ตาม มาตรการที่จะนำมาปรับใช้ข้างต้น ภาครัฐต้องมีการพิจารณาเพื่อให้มีความเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย โดยกำหนดขอบเขตและเงื่อนไขต่างๆให้ชัดเจน …


มาตรการควบคุมบรรจุภัณฑ์และฉลากผลิตภัณฑ์กัญชา, ธันชนก บุญรอดจุ้ย Jan 2023

มาตรการควบคุมบรรจุภัณฑ์และฉลากผลิตภัณฑ์กัญชา, ธันชนก บุญรอดจุ้ย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

หลังจากได้มีการถอดถอนกัญชาออกจากรายชื่อสารเสพติดให้โทษในประเภท 5 ทำให้พืชกัญชาไม่จัดเป็นยาเสพติดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด การปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดเป็นเหตุให้มีความอิสระในการใช้หรือบริโภคกัญชามากยิ่งขึ้น ธุรกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกัญชามีการเติบโตสูงขึ้นด้วยในประเทศไทย แต่ข้อกำหนดของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการควบคุมบรรจุภัณฑ์และฉลากของผลิตภัณฑ์กัญชายังไม่ได้มีการกำหนดอย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลต่อการดำรงชีวิตในฐานะผู้บริโภคและยังส่งผลกระทบต่อการเลือกหรือการตัดสินใจในการบริโภคผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่นกัน จากการศึกษาเอกัตศึกษาฉบับนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะศึกษาแนวทางการควบคุมที่มีความเป็นไปได้และมีความเหมาะสมเพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค จากการศึกษาจากทั้งข้อกฎหมายและวัตถุประสงค์ของกฎหมายในประเทศเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ส่วนที่มีความคล้ายคลึงกับกัญชาที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมบรรจุภัณฑ์และฉลากของผลิตภัณฑ์ ได้แก่ พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 และพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 พบว่ามีข้อกำหนดในกฎหมายเฉพาะที่ชัดเจนและช่วยคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้จากการศึกษากฎหมายต่างประเทศ ได้แก่ประเทศแคนาดาและสหรัฐอเมริกา พบว่ามีการกำหนดโดยบัญญัติเป็นกฎหมายกัญชา เกี่ยวกับการกำหนดลักษณะของบรรจุภัณฑ์ รวมทั้งข้อกำหนดที่ต้องปฏิบัติตามเกี่ยวกับรูปแบบและรายละเอียดของฉลากผลิตภัณฑ์กัญชาเพื่อควบคุมให้เป็นไปตามความเหมาะสมและคุ้มครองผู้บริโภค ดั้งนั้นผู้เขียนได้วิเคราะห์ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นและได้เสนอให้มีแนวทางในการควบคุมกัญชาโดยการออกเป็นกฎหมายเฉพาะเพื่อควบคุมลักษณะบรรจุภัณฑ์และฉลากของผลิตภัณฑ์กัญชา หรือมีแนวทางในการควบคุมเพื่อให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น ซึ่งการกำหนดในลักษณะนี้จะเกิดผลดีต่อผู้บริโภคและ เป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคมากขึ้น


ปัญหาการใช้สิทธิของเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ในการขจัดเหตุเดือดร้อนรำคาญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 ศึกษากรณีอาคารสูงบดบังแสงแดดและทิศทางลม, ไกรวิชญ์ โถบำรุง Jan 2023

ปัญหาการใช้สิทธิของเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ในการขจัดเหตุเดือดร้อนรำคาญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 ศึกษากรณีอาคารสูงบดบังแสงแดดและทิศทางลม, ไกรวิชญ์ โถบำรุง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การใช้สิทธิของบุคคล กฎหมายมิให้ละเมิดต่อสิทธิของบุคคลอื่น สำหรับอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นทรัพย์ที่โดยสภาพติดอยู่กับผิวโลก ไม่อาจจับเคลื่อนที่โยกย้ายไปได้โดยอิสระ ด้วยเหตุแห่งสภาพของทรัพย์นี้เอง กฎหมายจึงให้สิทธิแก่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 ในอันที่จะปฏิบัติการเพื่อยังความเสียหายหรือเดือดร้อนให้สิ้นไปได้ รวมถึงมีสิทธิเรียกเอาค่าทดแทนเพื่อเป็นการเยียวยาความเสียหายด้วย จากการศึกษาในกรณีความเดือดร้อนเสียหายจากการถูกอาคารสูงบดบังแสงแดดและทิศทางลมนั้น พบว่าการปรับใช้มาตรา 1337 ในบางคำพิพากษา ศาลพิจารณาเรื่องที่ตั้งแห่งทรัพย์สินเป็นเกณฑ์สำคัญในการพิจารณาว่าเจ้าของอสังหาริมทรัพย์นั้นได้รับเหตุเดือดร้อนรำคาญเกินควรหรือไม่ กล่าวคือ ในย่านที่มีความเจริญมาก ราคาที่ดินสูงและมีเนื้อที่ว่างน้อย การก่อสร้างบ้านหรืออาคารในทำเลดังกล่าว เจ้าของบ้านหรืออาคารควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าอาจมีผู้มาก่อสร้างอาคารสูงใกล้กันเป็นเหตุให้ บังทิศทางลมและแสงสว่าง อันเป็นไปตามปกติและมีเหตุอันควรอยู่แล้ว ส่งผลให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ ที่ต้องเดือดร้อนเสียหายจากการถูกบดบังแสงแดดและทางลมนั้นไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหาย ทั้งนี้การให้ความสำคัญกับหลักเกณฑ์เรื่องที่ตั้งแห่งทรัพย์สินอย่างเดียวนั้นอาจจะไม่เหมาะสมกับสภาพบริบทสังคมในยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงมุ่งศึกษาและชี้ให้เห็นถึงประเด็นปัญหาว่าความเดือดร้อนเสียหายจากการถูกบดบังแสงแดด ซึ่งอาจถึงขนาดส่งผลกระทบต่อสุขภาพ หรือกระทบต่อการใช้ประโยชน์ของแสงอาทิตย์ในรูปของพลังงานทดแทน และการก่อสร้างอาคารอาจทำให้กระแสลม และทิศทางลมเปลี่ยนแปลงไปจนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันและการทำกิจกรรมของผู้อยู่อาศัยได้ อีกทั้งในการก่อสร้างบ้านหรืออาคาร เจ้าของย่อมปรารถนาที่จะได้อยู่อาศัยในบ้านหรืออาคารที่มีสภาพแวดล้อมที่ดี มีแสงแดดและลมอย่างปกติสุข หากต่อมาถูกอาคารสูงก่อสร้างขึ้นบดบังแสงแดดและทางลม แม้จะเป็นบ้าน หรืออาคารที่ตั้งอยู่ในย่านที่มีความเจริญมาก ราคาที่ดินสูง หรือเป็นย่านธุรกิจ ก็สมควรมีสิทธิได้รับการเยียวยาความเสียหายเช่นเดียวกัน โดยได้ศึกษาเปรียบเทียบหลักกฎหมาย แนวคิด ทฤษฎี และคำพิพากษาศาล ในเรื่องเหตุเดือดร้อนรำคาญจากการก่อสร้างอาคารสูงบดบังแสงแดดของประเทศอังกฤษและประเทศสหรัฐอเมริกา และพบว่ากฎหมายอังกฤษให้ความสำคัญเรื่องสิทธิในแสงสว่างอย่างมาก การปลูกสร้างอาคารสูงบดบังแสงแดดนั้น เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับความเสียหายย่อมฟ้องให้ระงับการก่อสร้าง แก้ไขหรือรื้อถอนอาคารที่บดบังแสงแดดได้ หรืออย่างน้อยก็สามารถฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ ในขณะที่กฎหมายของสหรัฐอเมริกา แม้เดิมจะไม่รับรองสิทธิในแสงสว่างและอากาศ แต่ได้มีคำพิพากษาศาลที่แสดงให้เห็นว่า ศาลยอมรับว่าการก่อสร้างอาคารสูงบดบังแสงแดดในการผลิตพลังงานทดแทนของเพื่อนบ้าน ถือเป็นเหตุเดือดร้อนรำคาญอย่างหนึ่งด้วย ดังนั้น เพื่อให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเดือดร้อนเสียหายจากการถูกอาคารสูงบดบังแสงแดดและทางลม ได้รับการเยียวยาความเสียหายอย่างเป็นธรรม เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงเสนอให้มีการปรับใช้บทบัญญัติมาตรา 1337 ในกรณีอาคารสูงบดบังแสงแดดและทิศทางลม โดยควรพิจารณาจากระดับความเสียหายที่แท้จริงที่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้รับจากการถูกบดบังแสงแดดและทิศทางลมเป็นสำคัญ เนื่องจากแม้จะอยู่ในตำแหน่งที่ตั้งใดก็สมควรมีสิทธิได้รับการเยียวยาความเสียหายด้วยเช่นกัน และในกรณีที่ศาลเห็นว่าการรื้อถอนอาคารสูงที่บดบังแสงแดดจะสร้างผลกระทบอย่างมากตามมา ก็ควรใช้ดุลพินิจกำหนดค่าทดแทนที่เหมาะสมเพื่อให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่เดือดร้อนเสียหายได้รับการเยียวยาความเสียหายตามความเหมาะสมได้