Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (9274)
- Medicine and Health Sciences (6073)
- Education (5678)
- Psychology (4104)
- Arts and Humanities (3875)
-
- Law (1862)
- Business (1689)
- Sociology (1449)
- Higher Education (1367)
- Public Health (1204)
- Life Sciences (1157)
- Medical Specialties (1154)
- Nursing (1035)
- Physical Sciences and Mathematics (964)
- Mental and Social Health (919)
- Communication (871)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (782)
- Curriculum and Instruction (738)
- Medical Sciences (734)
- Teacher Education and Professional Development (682)
- Psychiatry and Psychology (663)
- Engineering (653)
- Rehabilitation and Therapy (632)
- Educational Leadership (624)
- Religion (592)
- Clinical Psychology (581)
- Educational Administration and Supervision (514)
- Educational Psychology (512)
- Social Work (502)
- Educational Assessment, Evaluation, and Research (500)
- Institution
-
- Walden University (1254)
- Liberty University (863)
- The Texas Medical Center Library (729)
- Association of Arab Universities (551)
- Nova Southeastern University (527)
-
- Chulalongkorn University (468)
- University of Nebraska - Lincoln (461)
- City University of New York (CUNY) (428)
- Brigham Young University (416)
- San Jose State University (376)
- University of Plymouth (368)
- Edith Cowan University (362)
- University of South Carolina (349)
- Universitas Indonesia (322)
- University of South Florida (320)
- Utah State University (305)
- Design Research Society (299)
- Georgia Southern University (291)
- University of Montana (279)
- University of Texas Rio Grande Valley (276)
- Singapore Management University (271)
- University of Nevada, Las Vegas (269)
- Technological University Dublin (266)
- University of Central Florida (256)
- Louisiana State University (244)
- Sigma Theta Tau International Honor Society of Nursing (238)
- University of Mississippi (233)
- University of Kentucky (232)
- Portland State University (226)
- University of Arkansas, Fayetteville (226)
- Keyword
-
- Humans (660)
- COVID-19 (637)
- Mental health (518)
- Education (415)
- Depression (376)
-
- Anxiety (288)
- Higher education (287)
- Leadership (287)
- Stress (282)
- Gender (237)
- Female (233)
- Psychology (224)
- Trauma (224)
- Social media (220)
- Mental Health (216)
- Burnout (214)
- Resilience (199)
- Students (176)
- Women (175)
- Research (170)
- Children (169)
- Motivation (167)
- Communication (161)
- Child (156)
- Mindfulness (156)
- Ethics (155)
- Adolescent (153)
- Pandemic (151)
- Undergraduate (148)
- Autism (146)
- Publication
-
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (1160)
- Theses and Dissertations (1141)
- Doctoral Dissertations and Projects (684)
- Dissertations (573)
- Faculty, Staff and Student Publications (422)
-
- Electronic Theses and Dissertations (417)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (381)
- Research outputs 2022 to 2026 (290)
- Faculty Publications (266)
- Honors Theses (253)
- Information Sciences Letters (210)
- Faculty, Staff and Students Publications (196)
- IASDR Conference Series (195)
- Masters Theses (188)
- Faculty Scholarship (183)
- Library Philosophy and Practice (e-journal) (174)
- Dissertations, Theses, and Capstone Projects (173)
- 2020-Current year OA Pubs (161)
- Theses (161)
- Historical Documents - Combined (159)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (156)
- University of Montana Course Syllabi, 2021-2025 (156)
- The Qualitative Report (141)
- Articles (124)
- Dissertations and Theses (121)
- UNLV Theses, Dissertations, Professional Papers, and Capstones (118)
- Doctor of Nursing Practice Projects (115)
- Graduate Theses, Dissertations, and Problem Reports (ETD) (115)
- International Journal of Undergraduate Research and Creative Activities (115)
- Capstone Projects and Master's Theses (111)
- Publication Type
Articles 31381 - 31410 of 32182
Full-Text Articles in Entire DC Network
อิทธิพลของทุนทางจิตวิทยา การตีตรา และการตัดสินใจจ้างงานผู้พ้นโทษ, กุลชาติ รังสิมันต์
อิทธิพลของทุนทางจิตวิทยา การตีตรา และการตัดสินใจจ้างงานผู้พ้นโทษ, กุลชาติ รังสิมันต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของทุนทางจิตวิทยาและการตีตราที่มีต่อการตัดสินใจจ้างงานผู้พ้นโทษ ตลอดจนให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการส่งเสริมการให้โอกาสแก่ผู้พ้นโทษในด้านการจ้างงาน โดยผู้วิจัยได้ทำการวิจัยเชิงปริมาณ ทำการเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามในรูปแบบออนไลน์จากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่มีความสามารถในการจ้างงาน จำนวนทั้งสิ้น 380 คน ผลการวิจัยพบว่า ทุนทางจิตวิทยานั้นมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจจ้างงานผู้พ้นโทษอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ ส่วนการตีตรานั้นก็มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจจ้างงานผู้พ้นโทษเช่นเดียวกัน โดยการตีตรามีขนาดอิทธิพลมากกว่าทุนทางจิตวิทยา นอกจากนี้ยังพบว่าทุนทางจิตวิทยามีความสัมพันธ์ในทางบวกกับการตัดสินใจจ้างงานผู้พ้นโทษอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การตีตรามีความสัมพันธ์ในทางลบกับการตัดสินใจจ้างงานผู้พ้นโทษอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และอายุมีความสัมพันธ์กันในทางบวกกับทุนทางจิตวิทยาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สำหรับข้อเสนอแนะ คือ ภาครัฐอาจมีมาตรการนำร่องในการส่งเสริมการจ้างงานผู้พ้นโทษในกลุ่มผู้สูงวัยที่มีความต้องการจ้างแรงงาน โดยมีมาตรการและสิทธิพิเศษต่าง ๆ เช่น มาตรการด้านลดหย่อนภาษี มาตรการด้านการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้จ้างงานและทรัพย์สินต่าง ๆ เพื่อเป็นการจูงใจและสร้างความมั่นใจให้กับผู้จ้างงาน จากนั้นจึงค่อยขยายผลส่งเสริมการจ้างงานผู้พ้นโทษไปสู่กลุ่มช่วงอายุอื่น ๆ ต่อไป
ภาพยนตร์ฟอร์เรสท์ กัมพ์ กับการประกอบสร้างอัตลักษณ์ทางการเมืองอเมริกัน, ธนภัทร จตุรชัยเดช
ภาพยนตร์ฟอร์เรสท์ กัมพ์ กับการประกอบสร้างอัตลักษณ์ทางการเมืองอเมริกัน, ธนภัทร จตุรชัยเดช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาบทบาทของภาพยนตร์เรื่อง "ฟอร์เรสท์ กัมพ์" ในการประกอบสร้าง สร้างความตระหนักรู้และอัตลักษณ์ทางการเมืองผ่านการฉายภาพ อุดมคติ และค่านิยมให้กับชาวอเมริกัน มีจุดมุ่งหมายเพื่อตอบคำถามว่า "Forrest Gump" กำหนดเอกลักษณ์ทางการเมืองของสหรัฐอเมริกาในยุคหลังสงครามเย็นได้อย่างไร โดยใช้กรอบแนวคิด "วัฒนธรรมสมัยนิยมและอัตลักษณ์ทางการเมือง" และ "บทบาทและวัตถุประสงค์ของภาพยนตร์" การศึกษาพบว่ายุคหลังสงครามเย็นซึ่งถูกมองว่าเป็นยุคแห่งชัยชนะของอเมริกา สอดคล้องกับความเชื่อที่ว่าอเมริกาเป็นชาติที่พระเจ้าทรงเลือกสรร อย่างไรก็ตาม อย่างไรก็ดี การไม่มีศัตรูจากภายนอกไม่ได้ทำให้ขวัญกำลังใจของชาติดีขึ้นแต่อย่างใด ประกอบกับความล้มเหลวในสงครามเวียดนามหรือที่เรียกว่า "เวียดนามซินโดรม" ชาวอเมริกันจึงต้องการบางสิ่งบางอย่างเพื่อปลุกขวัญกำลังใจ ภาพยนตร์ฟอร์เรสท์กัมพ์ เติมเต็มความต้องการนี้ด้วยการสร้างประวัติศาสตร์ที่เรียบง่ายขึ้นมาใหม่ โดยเปลี่ยนเรื่องราวที่ซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องราวทางศีลธรรมเพื่อสร้างฉันทามติทางสังคมใหม่ กระบวนการนี้เกิดขึ้นภายในบริบทของศีลธรรมที่แตกร้าวในโลกยุคหลังสงครามเย็น
ศึกษาการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กรณีศึกษาพิพิธตลาดน้อย, วริศกิตติ์ อัครเดชารัชช์
ศึกษาการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กรณีศึกษาพิพิธตลาดน้อย, วริศกิตติ์ อัครเดชารัชช์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น 2) เพื่อศึกษาความเป็นมาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กรณีศึกษาพิพิธตลาดน้อย 3) เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กรณีศึกษาพิพิธตลาดน้อย โดยใช้รูปแบบวิจัยเชิงคุณภาพ ทำการศึกษาการบริหารจัดการพิพิธตลาดน้อย ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในชุมชนตลาดน้อย เขตสัมพันธ์วงศ์ กรุงเทพมหานครฯ เริ่มทำการศึกษาในเดือนเดียวกับที่พิพิธตลาดน้อยเพิ่งเปิดทำการอย่างเป็นทางการ คือเดือนมีนาคม พ.ศ. 2567 พิพิธตลาดน้อยตั้งอยู่บนพื้นที่ราชพัสดุริมแม่น้ำเจ้าพระยา เดิมทีเป็นโรงกลึงเก่าถูกทิ้งร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์เต็มประสิทธิภาพ คนในชุมชนจึงจัดประชุมและยื่นหนังสือต่อกรมธนารักษ์ในการขอพื้นที่เพื่อพัฒนาเป็นพื้นที่สาธารณะประโยชน์โดยได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย กรมธนารักษ์เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน จึงเข้ามาพัฒนาพื้นที่สร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นและส่งมอบให้กองส่งเสริมและพัฒนาทรัพย์สินมีค่าของรัฐบริหารจัดการดำเนินงานพิพิธภัณฑ์ผสานความร่วมมือกับชุมชนตามความต้องการของชุมชน เก็บรวมรวบข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ สังเกต พร้อมทั้งเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรกองส่งเสริมและพัฒนาทรัพย์สินมีค่าของรัฐ คนในชุมชนตลาดน้อย กลุ่มเครือข่ายสนับสนุนต่างๆ จากการศึกษาพบว่า พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจะก่อตั้งขึ้นมาได้ต้องมีรากฐานที่มั่นคงคือคนในชุมชน พิพิธภัณฑ์ต้องอาศัยความร่วมมือของชุมชนในการดำเนินภารกิจงานพิพิธภัณฑ์มิเช่นนั้นพิพิธภัณฑ์จะไร้ซึ่งชีวิตและชุมชนก็ต้องการพิพิธภัณฑ์ในลักษณะของพื้นที่สาธารณะที่เป็นศูนย์กลางของชุมชน ให้เป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้และทำกิจกรรมทางสังคม ข้อเสนอแนะในการบริหารจัดการพิพิธตลาดน้อยควรมีความยืดหยุ่นในการจัดการเตรียมพร้อมปรับตัว เพื่อรับมือกับปัญหาและตอบสนองความต้องการของชุมชนในฐานะพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่มีส่วนในการพัฒนา และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน
Can Too Much Job Crafting Lead To Burnout? Curvilinear And Moderation Analyses, Panod Srisinsuphya
Can Too Much Job Crafting Lead To Burnout? Curvilinear And Moderation Analyses, Panod Srisinsuphya
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Job Crafting involves individuals reshaping their work to align with their values and strengths, making work life more meaningful. While it reduces stress, studies also note drawbacks like increased stress and work disruption. This research uses polynomial hierarchical multiple regression to exhibit where job crafting shifts from positive to negative effects. Drawing on the conservation of resources theory and the too-much-of-a-good-thing effect, this research includes two studies. The first, with hotel group employees in Thailand (N = 405), examines job crafting's four dimensions and their impact on burnout. Results reveal that only 'increasing challenging job demands' has a curvilinear relationship …
หมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่ในกลุ่มผู้ใหญ่วัยเริ่มที่มีสถานะทางอัตลักษณ์รูปแบบต่าง ๆ, พรปวีณ์ ฤทัยมณีเกษม
หมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่ในกลุ่มผู้ใหญ่วัยเริ่มที่มีสถานะทางอัตลักษณ์รูปแบบต่าง ๆ, พรปวีณ์ ฤทัยมณีเกษม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่ในสถานะทางอัตลักษณ์รูปแบบต่าง ๆ ในกลุ่มผู้ใหญ่วัยเริ่มที่มีอายุระหว่าง 18-25 ปี อายุเฉลี่ย 20.90 ปี จำนวน 341 คน จากการวิเคราะห์การจัดกลุ่มพบว่าสามารถจัดกลุ่มสถานะทางอัตลักษณ์ของกลุ่มตัวอย่างได้ทั้งหมด 6 รูปแบบ ได้แก่ 1) สถานะทางอัตลักษณ์การปักหลักตัวตนตามผู้อื่น 2) สถานะทางอัตลักษณ์การค้นหาตัวตน 3) สถานะทางอัตลักษณ์การค้นพบตัวตน 4) สถานะทางอัตลักษณ์การค้นหาตัวตนอีกครั้ง 5) สถานะทางอัตลักษณ์แบบสับสนแต่กังวล และ 6) สถานะทางอัตลักษณ์แบบสับสนแต่ไม่กังวล และมีการพัฒนามาตรวัดหมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่ฉบับภาษาไทยเพื่อให้เหมาะสมกับการศึกษาในบริบทประเทศไทย จำนวนข้อกระทง 34 ข้อ และเมื่อศึกษาความสัมพันธ์ของรูปแบบสถานะทางอัตลักษณ์ และหมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่ พบว่ากลุ่มสถานะทางอัตลักษณ์ 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสถานะทางอัตลักษณ์การค้นหาตัวตนอีกครั้งและกลุ่มสถานะทางอัตลักษณ์การค้นพบตัวตนที่มีคะแนนเฉลี่ยของหมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่สูงที่สุด เมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น ๆ จากผลการศึกษานี้ พบผลที่เพิ่มเติมจากสมมติฐานงานวิจัยที่ระบุว่ากลุ่มที่มีสถานะทางอัตลักษณ์การค้นพบตัวตนจะมีคะแนนเฉลี่ยของหมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่สูงสุด เนื่องจากบุคคลที่มีสถานะทางอัตลักษณ์การค้นหาตัวตนอีกครั้งได้ประสบความสำเร็จในการค้นพบตัวตนไปแล้วในช่วงเวลาก่อนหน้า ดังนั้นจึงอนุมานได้ว่าบุคคลมีการดำเนินการทำหมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่ในประเด็นต่าง ๆ ได้สำเร็จเช่นเดียวกันกับบุคคลที่เพิ่งค้นพบตัวตนเป็นครั้งแรก
ผลของโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาต่อการเสริมสร้างความสามารถทางปัญญาในการจัดการพฤติกรรมของเด็กวัยอนุบาล, ภรัณยา กาญจนรุจิ
ผลของโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาต่อการเสริมสร้างความสามารถทางปัญญาในการจัดการพฤติกรรมของเด็กวัยอนุบาล, ภรัณยา กาญจนรุจิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลา ต่อการเสริมสร้างความสามารถทางปัญญาในการจัดการพฤติกรรม (EF) โดยรวม และแยกตามองค์ประกอบ 3 ด้าน ได้แก่ ความจําเพื่อใช้งาน การยับยั้งพฤติกรรม และการยืดหยุ่นทางความคิด ของเด็กวัยอนุบาล กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กชั้นอนุบาล 2 จำนวน 56 คน แบ่งกลุ่มโดยการจับสลากแยกกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม จับคู่เด็กที่มีคะแนน EF โดยรวมก่อนเข้าร่วมโปรแกรมใกล้เคียงกันเข้าสู่การวิเคราะห์ข้อมูล เด็กทั้ง 2 กลุ่มใช้อุปกรณ์ทำศิลปะและภาพมันดาลาแบบเดียวกัน จัดกิจกรรมกลุ่มละ 21 ครั้งเช่นเดียวกัน ต่างกันเพียงกลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาแบบมีคำสั่ง ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นเพื่อการเสริมสร้าง EF ในขณะที่กลุ่มควบคุมเข้าร่วมโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาแบบไม่มีคำสั่ง หลังเริ่มการวิจัยเด็กกลุ่มทดลองลาออกจากโรงเรียน 1 คน จึงเหลือกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 55 คน เก็บข้อมูลก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรม โดยใช้แบบประเมิน หัว-เท้า-เข่า-ไหล่ ในการประเมิน EF โดยรวม และชุดแบบประเมิน Early Years Toolbox (EYT) สำหรับการประเมินองค์ประกอบ 3 ด้านของ EF วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติความแปรปรวนสองทางแบบผสม และวิเคราะห์ความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธี Bonferroni ผลการวิจัยพบว่า หลังกลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาแบบมีคำสั่ง เด็กมีคะแนน การยืดหยุ่นทางความคิด (Mean = 5.37, SD = 4.72) เพิ่มสูงขึ้นกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม (Mean = 4.04, SD = 4.71) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่ในทางตรงกันข้าม กลุ่มควบคุมที่เข้าร่วมโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาแบบไม่มีคำสั่ง ไม่พบความเปลี่ยนแปลงของคะแนนการยืดหยุ่นทางความคิดหลังการเข้าร่วมโปรแกรม นอกจากนี้ยังพบว่า ทั้งโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาแบบมีคำสั่ง และแบบไม่มีคำสั่ง ไม่ส่งผลต่อคะแนน EF โดยรวม และองค์ประกอบ EF ด้านความจําเพื่อใช้งาน หรือการยับยั้งพฤติกรรม ของเด็กทั้ง 2 กลุ่ม ผลการวิจัยสรุปได้ว่า โปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาแบบมีคำสั่งเพื่อการเสริมสร้าง EF ช่วยให้เด็กมีคะแนนองค์ประกอบ EF ด้านการยืดหยุ่นทางความคิด เพิ่มขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และการวิจัยนี้ได้แสดงให้เห็นว่า แม้จะมีอุปกรณ์หรือของเล่นที่ดีสำหรับเด็ก …
อิทธิพลของความเครียดจากการใช้เทคโนโลยีต่อภาวะหมดไฟในการทำงาน: การวิเคราะห์อิทธิพลกำกับของความปลอดภัยด้านจิตใจ, ระพีพร ม่วงศรี
อิทธิพลของความเครียดจากการใช้เทคโนโลยีต่อภาวะหมดไฟในการทำงาน: การวิเคราะห์อิทธิพลกำกับของความปลอดภัยด้านจิตใจ, ระพีพร ม่วงศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
รูปแบบการทำงานในสังคมปัจจุบันมีการพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้น การปรับตัวของพนักงานอาจส่งผลให้เกิดความเครียดจากการใช้เทคโนโลยีในการทำงานที่นำไปสู่ความเครียด ความกังวล และความเหนื่อยล้าที่เชื่อมโยงทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งเป็นสัญญาณของการเกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน เห็นได้จากในปัจจุบันที่พบว่าอัตราการเกิดภาวะหมดไฟในการยังคงสูงขึ้น และมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น การศึกษาในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาว่าความปลอดภัยด้านจิตใจ จะสามารถเป็นตัวแปรกำกับที่ช่วยลดความสัมพันธ์ของความเครียดจากการใช้เทคโนโลยีที่ส่งผลต่อการเกิดภาวะหมดไฟในการทำงานของพนักงานได้หรือไม่ ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างพนักงานในองค์การภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน และสตาร์ทอัพ ในกรุงเทพและปริมณฑล ที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานมาใช้เทคโนโลยีมากขึ้นภายหลังจากการเกิดสถานการณ์โรคระบาด จำนวน 175 คน จากการตอบแบบสอบถามออนไลน์ โดยประกอบด้วยแบบวัดความเครียดจากการใช้เทคโนโลยี แบบวัดภาวะหมดไฟในการทำงาน และแบบวัดความปลอดภัยด้านจิตใจ ใช้มาตรวัดความรู้สึกจากคะแนนเต็ม 5 คะแนน ผลการวิจัยพบว่าความเครียดจากการใช้เทคโนโลยี มีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อการเกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน และพบว่าความปลอดภัยด้านจิตใจ มีอิทธิพลกำกับที่ช่วยลดความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดจากการใช้เทคโนโลยี เฉพาะมิติของความไม่แน่นอนของเทคโนโลยีต่อการเกิดภาวะหมดไฟในการทำงานของพนักงานได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นำไปสู่ข้อเสนอแนะของการวิจัยต่อองค์การที่ควรให้ความสำคัญต่อการสนับสนุนให้เกิดความปลอดภัยด้านจิตใจในที่ทำงาน ทั้งในระดับบรรยากาศการทำงานและระดับบุคคล
การจดจ่อและการรับรู้พื้นที่ผ่านเสียง, สรัญญา เตรัตน์
การจดจ่อและการรับรู้พื้นที่ผ่านเสียง, สรัญญา เตรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาอิทธิพลของการจดจ่อจากการกลอกตาและการชี้นิ้วต่อความแตกต่างของการรับรู้การจดจ่อ (valid - invalid) ในการระบุแหล่งที่มาของเสียงในแนวตั้ง และ 2) ศึกษาปฏิสัมพันธ์ของการกลอกตา การชี้นิ้ว และการรับรู้การจดจ่อต่อการระบุแหล่งที่มาของเสียงแนวตั้ง ผู้เข้าร่วมการวิจัยในครั้งนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 30 คน อายุอยู่ในช่วงระหว่าง 20 – 33 ปี (M = 25.57 ปี, SD = 4.28) และมีการได้ยินปกติ ผลการศึกษา พบว่า ในทุกเงื่อนไขของการเคลื่อนไหวร่างกาย (ได้แก่ เงื่อนไขที่มีการกลอกตา-มีการชี้นิ้ว เงื่อนไขที่มีการกลอกตา-ไม่มีการชี้นิ้ว เงื่อนไขที่ไม่มีการกลอกตา-มีการชี้นิ้ว รวมถึง เงื่อนไขที่ไม่มีการกลอกตา-ไม่มีการชี้นิ้ว) เมื่อได้สัญญาณเสียงที่ถูกต้อง (valid) ทำให้ระบุตำแหน่งของเสียงได้เร็วกว่าได้สัญญาณที่ผิด (invalid) เมื่อพิจารณาอิทธิพลของการจดจ่อจากการกลอกตาและการชี้นิ้วต่อความแตกต่างของการรับรู้การจดจ่อ (valid - invalid) ในการระบุแหล่งที่มาของเสียงในแนวตั้ง พบว่า การกลอกตามีอิทธิพลต่อความเร็วในการระบุตำแหน่งของเสียง ในขณะที่ ไม่พบอิทธิพลของการชี้นิ้ว และไม่พบปฏิสัมพันธ์ระหว่างการกลอกตาและการชี้นิ้วต่อความเร็วในการระบุตำแหน่งของเสียง สำหรับความถูกต้องในการระบุตำแหน่งของเสียง พบว่า การจดจ่อจากการกลอกตาและการชี้นิ้วไม่มีอิทธิพลและไม่มีปฏิสัมพันธ์ต่อความถูกต้องในการระบุตำแหน่งของเสียงในแนวตั้ง
การเปิดเผยตัวตน บรรยากาศที่สนับสนุนในสถานที่ทํางาน และการถูกเลือกปฏิบัติในสถานที่ทํางาน ในกลุ่มผู้ชายข้ามเพศ, สุชานรี ศรีวิลัย
การเปิดเผยตัวตน บรรยากาศที่สนับสนุนในสถานที่ทํางาน และการถูกเลือกปฏิบัติในสถานที่ทํางาน ในกลุ่มผู้ชายข้ามเพศ, สุชานรี ศรีวิลัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ผู้ชายข้ามเพศ เป็นคำที่ใช้เรียกบุคคลที่มีเพศกำเนิดเป็นผู้หญิง แต่รับรู้อัตลักษณ์ทางเพศของตนเองเป็นเพศชาย งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างบรรยากาศที่สนับสนุนและการถูกเลือกปฏิบัติในสถานที่ทำงาน โดยมีการเปิดเผยตัวตนทำหน้าที่เป็นอิทธิพลกำกับ และเพื่อสำรวจระดับการเปิดเผยตัวตนและการถูกเลือกปฏิบัติในสถานที่ทำงานในกลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศและรสนิยมทางเพศที่แตกต่างกัน โดยทำการเก็บข้อมูลในผู้ชายข้ามเพศ ทำงานในองค์การที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย จำนวน 128 คน ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ ผลการวิจัย พบว่า (1) บรรยากาศที่สนับสนุนในสถานที่ทำงานมีความสัมพันธ์ทางลบกับการถูกเลือกปฏิบัติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = - .719, p < .001) (2) การทดสอบอิทธิพลกำกับของการเปิดเผยตัวตน โดยได้แบ่งการเปิดเผยตัวตน ออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ การเปิดเผยตัวตนโดยไม่ได้ตั้งใจและการเปิดเผยตัวตนอย่างชัดเจน จากการวิเคราะห์ทางสถิติ พบว่า การเปิดเผยโดยไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นอิทธิพลกำกับ ระหว่างบรรยากาศที่สนับสนุนในสถานที่ทำงานกับการถูกเลือกปฏิบัติ (β = .067, p = .268) รวมถึงการเปิดเผยอย่างชัดเจน ก็ไม่มีอิทธิพลกำกับระหว่างบรรยากาศที่สนับสนุนในสถานที่ทำงานและการถูกเลือกปฏิบัติ (β = -.010, p = .858) (3) ศึกษาความแตกต่างในกลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศและรสนิยมทางเพศของผู้ชายข้ามเพศ ต่อระดับการเปิดเผยตัวตนและการถูกเลือกปฏิบัติในสถานที่ทำงาน โดยผลการวิเคราะห์ พบว่า การเปิดเผยตัวตนไม่มีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศของผู้ชายข้ามเพศ (F = 0.52, p = 0.96) และการเปิดเผยตัวตนไม่มีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่มรสนิยมทางเพศของผู้ชายข้ามเพศ (F = 0.92, p = 0.57) ส่วนการถูกเลือกปฏิบัติในกลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศหลากหลาย มีระดับที่สูงมากกว่ากลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศผู้ชาย (t = - 2.98, p < .001) และกลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศหลากหลาย มีค่าคะแนนการถูกเลือกปฏิบัติทางอ้อมมากกว่ากลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศผู้ชาย (t = -3.37, p < .001) ส่วนรสนิยมทางเพศแบบหลากหลายทางเพศ ถูกเลือกปฏิบัติทางตรงมากกว่ากลุ่มรสนิยมทางเพศแบบรักต่างเพศ (t = -2.06, p = .041) และรสนิยมทางเพศแบบหลากหลายทางเพศถูกเลือกปฏิบัติทางอ้อมมากกว่ากลุ่มรสนิยมทางเพศแบบรักต่างเพศ (t = -2.15, p = .033) ผลการวิจัยนี้สามารถนำมาใช้ เพื่อให้องค์การออกแบบสภาพแวดล้อมการทำงานที่สนับสนุน เพื่อลดการถูกเลือกปฏิบัติและแม้จะไม่มีอิทธิพลกำกับของการเปิดเผยตัวตน แต่องค์การสามารถนำผลไปปรับใช้ให้เข้ากับบริบทผู้ชายข้ามเพศในสังคมไทยถึงความสำคัญและรับรู้การมีอยู่ของกลุ่มผู้ชายข้ามเพศในสถานที่ทำงาน ทำได้โดยเน้นการสร้างบรรยากาศองค์กรที่สนับสนุนความหลากหลายทางเพศ
อิทธิพลของการมุ่งความสมบูรณ์แบบและการมุ่งความเป็นเลิศต่อการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษาในนักศึกษาปริญญาตรีโดยมีการนำเสนอตนเองด้วยความสมบูรณ์แบบเป็นตัวแปรส่งผ่าน, เอกสุวัชร์ เพ็ชรน้ำทองวัฒนะ
อิทธิพลของการมุ่งความสมบูรณ์แบบและการมุ่งความเป็นเลิศต่อการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษาในนักศึกษาปริญญาตรีโดยมีการนำเสนอตนเองด้วยความสมบูรณ์แบบเป็นตัวแปรส่งผ่าน, เอกสุวัชร์ เพ็ชรน้ำทองวัฒนะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของการมุ่งความเป็นเลิศและการมุ่งความสมบูรณ์แบบต่อการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษา รวมถึงบทบาทในการเป็นตัวแปรส่งผ่านของการนำเสนอตนเองด้วยความสมบูรณ์แบบซึ่งเป็นลักษณะการแสดงออกที่เป็นเอกลักษณ์ของผู้ที่มุ่งความสมบูรณ์แบบ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักศึกษาระดับปริญญาตรีในประเทศไทย จำนวน 190 คนโดยมีอายุเฉลี่ย 20.58 ปี (SD = 1.84) เก็บข้อมูลด้วยการสุ่มตามสะดวกผ่านการตอบแบบสอบถามออนไลน์ซึ่งประกอบด้วย 1) แบบสอบถามคัดกรองและข้อมูลส่วนบุคคล 2) มาตรวัดการมุ่งความสมบูรณ์แบบและการมุ่งความเป็นเลิศ (SCOPE) 3) มาตรวัดการนำเสนอตนเองด้วยความสมบูรณ์แบบ (PSPS) และมาตรวัดการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษา (APS) ผลการวิเคราะห์ถดถอยแบบพหุคูณแสดงให้เห็นว่าการมุ่งความเป็นเลิศไม่มีอิทธิพลต่อการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษา ในขณะที่การมุ่งความสมบูรณ์แบบมีอิทธิพลทางลบอย่างมีนัยสำคัญ (B = -.147, p < .05) นอกจากนี้ผลการวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่านด้วยโปรแกรม PROCESS พบว่าการนำเสนอตนเองไม่มีอิทธิพลส่งผ่านในความสัมพันธ์ระหว่างการมุ่งความเป็นเลิศและการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษา แต่มีอิทธิพลกดทับ (suppression effect) ในความสัมพันธ์ระหว่างการมุ่งความสมบูรณ์แบบกับการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษาซึ่งแสดงให้เห็นว่าการนำเสนอตนเองด้วยความสมบูรณ์แบบเป็นปัจจัยที่ขัดขวางประโยชน์ของการมุ่งความสมบูรณ์แบบ โดยสรุปผลการศึกษาพบว่าการมุ่งความสมบูรณ์แบบสามารถลดระดับการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษาได้โดยตรง แต่ทว่ายังสามารถเพิ่มระดับความกังวลในการนำเสนอตนเองด้วยความสมบูรณ์แบบซึ่งนำไปสู่การเพิ่มพฤติกรรมการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษาในทางอ้อมได้
Illness Perception, Psychological Resilience, And Age As Predictors Of Fear Of Cancer Recurrence In Cancer Patients And Cancer Survivors In Thailand, Pannathorn Kittiputtarapol
Illness Perception, Psychological Resilience, And Age As Predictors Of Fear Of Cancer Recurrence In Cancer Patients And Cancer Survivors In Thailand, Pannathorn Kittiputtarapol
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Fear of cancer recurrence was among the strongest challenges encountered by cancer patients and survivors. However, there were very limited studies in Thailand that examined the factors that predicted this psychological construct. Therefore, the current research examined the possible associations and predictive roles that illness perception, psychological resilience, and age had with fear of cancer recurrence. The participants were 134 Thai cancer patients and survivors who responded to a set of questionnaires that measured these factors. Study invitations were circulated via social media platforms commonly frequented by cancer patients or survivors (e.g., cancer support groups). The Pearson correlation coefficient and …
Effects Of Physical Stress And Depression Mood On Memory Retrieval: An Eeg Study, Sutasinee Chaidej
Effects Of Physical Stress And Depression Mood On Memory Retrieval: An Eeg Study, Sutasinee Chaidej
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Memory can be influenced by various factors, particularly stress and depressed mood. Studies show that stress enhances memory before encoding but diminishes it before retrieval. Depressed moods are also linked to reduced memory competence, and retrieval-induced forgetting (RIF) can further affect memory. Event-related potential (ERP) research has identified patterns such as the FN400 and N2pc components during memory retrieval. EEG studies have noted changes in beta and theta waves in the anterior temporal cortex due to stress and significant activity across various brain regions in depressed moods. This study investigated the effects of stress induced by the Cold Pressor Test …
ปัญหาการดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับยาเสพติดในเขตอำนาจศาลทหาร, ปวีณธร อมรพันธุ์
ปัญหาการดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับยาเสพติดในเขตอำนาจศาลทหาร, ปวีณธร อมรพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาปัญหาการดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับยาเสพติดในเขตอำนาจศาลทหาร เพื่อให้ทราบถึงขั้นตอนและขอบเขตการดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับยาเสพติดในเขตอำนาจศาลทหาร การกำหนดแนวทางการการดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับยาเสพติดในเขตอำนาจศาลทหาร การกำหนดแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับยาเสพติดในเขตอำนาจศาลทหาร และการแสวงหาพยานหลักฐานในการสอบสวนได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย การดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับยาเสพติดในเขตอำนาจศาลทหารตามกฎหมายทหารของประเทศไทยนั้น หากปรากฏว่ามีการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จะเริ่มจากการสอบสวนข้อเท็จจริงให้ปรากฏ จากนั้นจึงดำเนินการสอบสวนวินัยและอาญา แต่พยานหลักฐานในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดนั้นหากปล่อยระยะเวลาให้ล่าช้า พยานหลักฐานอาจถูกทำลายหรือสูญสลายไป แต่กระบวนการในการดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับยาเสพติดในเขตอำนาจศาลทหารตั้งแต่การสอบสวน การจับ หรือการค้น ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 ซึ่งมิได้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจในการสอบสวน การจับ และการค้น โดยเฉพาะการจับและการค้นโดยไม่มีหมายในคดีความผิดเกี่ยวยาเสพติดในที่ตั้งหน่วยทหาร ต่างจากกฎหมายทหารของต่างประเทศที่ได้บัญญัติฐานความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดไว้ในกฎหมายทหารของตนเอง เมื่อเป็นความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายทหาร จึงทำให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจในการสอบสวน การจับ และการค้น โดยเฉพาะการการจับและการค้นโดยไม่มีหมายในคดีความผิดเกี่ยวยาเสพติดในที่ตั้งหน่วยทหารได้ ดังนั้นเพื่อให้การดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับยาเสพติดในเขตอำนาจศาลทหารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและชอบด้วยกฎหมาย จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจในการสอบสวน การจับ และการค้น โดยเฉพาะการจับและการค้นโดยไม่มีหมายในคดีความผิดเกี่ยวยาเสพติดในที่ตั้งหน่วยทหารได้
สิทธิเสมอภาคของครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวในประเทศไทย, เนตรนภา ปรีชา
สิทธิเสมอภาคของครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวในประเทศไทย, เนตรนภา ปรีชา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สิทธิความเสมอภาคนับเป็นว่าเป็นสิทธิที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของบุคคลทุกคนในสังคม สิทธิความเสมอภาคมีการบัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงการตราพระราชบัญญัติเพื่อมีการบังคับใช้ในประเทศ ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าสิทธิความเสมอภาคเป็นเรื่องที่สำคัญ การศึกษาในส่วนของการคุ้มครองและการรับรองสิทธิครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวภายใต้หลักความเสมอภาคจึงเป็นสิ่งที่รัฐจำเป็นจะต้องคุ้มครองและรับรองสิทธิ ปัญหากลุ่มเปราะบางอย่างครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวให้ได้รับการปฏิบัติทัดเทียมกับกลุ่มเปราะบางอื่นๆอย่างเท่าเทียมและเสมอภาคกัน เพื่อหาวิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวผู้เขียนจึงได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายใดบ้างรองรับการรับรองสิทธิและครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว รวมไปถึงรัฐธรรมนูญได้รับรองสิทธิไว้อย่างไรและทำการศึกษาบทกฎหมายต่างประเทศที่มีความเกี่ยวข้องอีกทั้งได้ทำการสัมภาษณ์แม่เลี้ยงเดี่ยวในต่างประเทศ จากการศึกษาพบว่าทุกประเทศที่ทำการศึกษาให้ความสำคัญกับครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวโดยมีทั้งกฎหมายและสวัสดิการต่างๆมอบให้เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทยจึงมีความแตกต่างทั้งด้านกฎหมายและสวัสดิการ ผู้เขียนจึงเสนอให้มีการนำกฎหมายและรัฐสวัสดิการในต่างประเทศมาปรับใช้ในประเทศไทย โดยการปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพกฎหมายและสังคมของประเทศไทย ด้วยการบัญญัติและวิธีการต่างๆไว้ในกฎหมาย โดยการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการที่เหมาะสม รวมไปถึงการตรากฎหมายและพระราชบัญญัติมาบังคับใช้เพื่อให้สอดคล้องกับการรับรองและคุ้มครองสิทธิครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวในประเทศไทย
การกำหนดความรับผิดทางอาญาสำหรับผู้ประกอบการเพื่อป้องกันความรุนแรงในสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่, วัชรพงศ์ ค่อยจะโปะ
การกำหนดความรับผิดทางอาญาสำหรับผู้ประกอบการเพื่อป้องกันความรุนแรงในสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่, วัชรพงศ์ ค่อยจะโปะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ถึงปัญหาการกำหนดมาตรการทางกฎหมายสำหรับผู้ประกอบการเพื่อป้องกันความรุนแรงในสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่โดยนำทฤษฎีอาชญาวิทยามาใช้อธิบายสาเหตุของปัญหา และนำแนวคิดและทฤษฎีทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องประกอบกับมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องของต่างประเทศมาวิเคราะห์เปรียบเทียบ เพื่อนำเสนอแนวทางการกำหนดความรับผิดทางอาญาในการกำหนดหน้าที่สำหรับผู้ประกอบการเพื่อป้องกันความรุนแรงในสถานที่จำหน่ายได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ จากการศึกษาพบว่า กฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่ยังไม่ได้กำหนดมาตรการทางกฎหมายที่เพียงพอและเหมาะสมในการควบคุมและกำกับดูแลสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่ที่ไม่ใช่สถานบริการเพื่อป้องกันความรุนแรงในสถานที่จำหน่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดหน้าที่ให้แก่ผู้ประกอบการในการรักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นมาตรการป้องกันก่อนเกิดเหตุความรุนแรงและหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยซึ่งเป็นมาตรการระงับเหตุความรุนแรง และในส่วนมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมและกำกับดูแลสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่ที่เป็นสถานบริการซึ่งเป็นสถานที่จำหน่ายที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรงสูง แต่กลับไม่ได้กำหนดหน้าที่ให้ผู้ประกอบการรักษาความปลอดภัยและรักษาความสงบเรียบร้อยในสถานที่จำหน่ายที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ จนเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดความรุนแรงในสถานที่จำหน่าย ส่งผลกระทบต่อทั้งผู้ถูกกระทำความรุนแรง ผู้ใช้บริการโดยทั่วไป สถานประกอบการ ตลอดจนระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ด้วยเหตุนี้ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงเสนอแนะให้เพิ่มเติมการกำหนดความรับผิดทางอาญาและมาตรการทางปกครองกรณีฝ่าฝืนไม่จดแจ้งการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่แก่ผู้ประกอบการเพื่อควบคุมและกำกับดูแลผู้ประกอบการด้วยระบบการจดแจ้งให้เหมาะสมตามประเภทสถานที่จำหน่าย และกำหนดความผิดทางพินัยและมาตรการทางปกครองเพื่อกำหนดหน้าที่การรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในสถานที่แก่ผู้ประกอบการให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพต่อการป้องกันความรุนแรงในสถานที่จำหน่ายตามระดับความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงของประเภทสถานที่จำหน่ายต่อไป
อิทธิพลของการใช้อินเทอร์เน็ตต่อสุขภาวะของแรงงานนอกระบบในกรุงเทพมหานคร, สุดารัตน์ กันทะเนตร
อิทธิพลของการใช้อินเทอร์เน็ตต่อสุขภาวะของแรงงานนอกระบบในกรุงเทพมหานคร, สุดารัตน์ กันทะเนตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางประชากร เศรษฐกิจ สังคม และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้อินเทอร์เน็ตของแรงงานนอกระบบต่อสุขภาวะด้านร่างกาย จิตใจ สังคม ปัญญา และการทำงาน การศึกษานี้ใช้ข้อมูลข้อมูลทุติยภูมิจากโครงการนวัตกรรมเพื่อยกระดับความมั่นคงทางอาชีพและรายได้ให้กับแรงงานนอกระบบที่เป็นผู้สูงอายุสำรองและผู้สูงอายุโดยการส่งเสริมเศรษฐกิจสังคมสมานฉันท์ผ่านแฟลตฟอร์มดิจิทัล กลุ่มตัวอย่างในการศึกษานี้คัดเลือกเฉพาะแรงงานนอกระบบที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครและเป็นผู้ใช้อินเทอร์เน็ต จำนวน 705 คน ประกอบด้วย กลุ่มผู้สูงอายุสำรอง (อายุ 45-59 ปี) จำนวน 526 คน และกลุ่มผู้สูงอายุวัยต้น (อายุ 60-69 ปี) จำนวน 179 คน โดยใช้วิธีการวิเคราะห์การถดถอยแบบ โลจิสติกทวิภาค ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับสุขภาวะของแรงงานนอกระบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ประกอบด้วย ปัจจัยทางประชากร ได้แก่ อายุ ปัจจัยทางเศรษฐกิจสังคม ได้แก่ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส รายได้ ปัจจัยด้านพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ต ได้แก่ ความถี่ ระยะเวลา และวัตถุประสงค์ในการใช้งาน และปัจจัยด้านความสามารถในการใช้งานอินเทอร์เน็ต ได้แก่ ความสามารถในการเรียนรู้การใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ด้วยตนเอง ความสามารถในการสืบค้นข้อมูล ความสามารถในการเข้าใจเนื้อหาหรือข้อมูลต่าง ๆ และความสามารถในการแก้ไขปัญหาในการใช้งานอินเทอร์เน็ตเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง ดังนั้น ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของแรงงานนอกระบบให้มีความเหมาะสม ทั้งความถี่ ระยะเวลา และรูปแบบการใช้งาน อีกทั้งควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้แรงงานนอกระบบมีความสามารถในการใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างมีประสิทธิภาพได้ด้วยตนเอง เพื่อให้แรงงานนอกระบบเกิดสุขภาวะที่ดีทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ สังคม ปัญญา และการทำงาน ซึ่งจะนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีของแรงงานนอกระบบของประเทศไทยต่อไป
รูปแบบการอยู่อาศัยและการออมของผู้สูงอายุไทย, พิฤดา พยัคฆ์
รูปแบบการอยู่อาศัยและการออมของผู้สูงอายุไทย, พิฤดา พยัคฆ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงรูปแบบการอยู่อาศัยที่มีผลต่อการออมของผู้สูงอายุไทย โดยมีตัวแปรควบคุม ประกอบด้วย ปัจจัยทางประชากร ปัจจัยทางเศรษฐกิจ และปัจจัยทางสังคม โดยใช้ข้อมูล การสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2564 ของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ มาทำการวิเคราะห์เชิงปริมาณแบบสองทางเลือกด้วยวิธี Probit model ผลการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในครัวเรือนแหว่งกลางจะมีโอกาสออมน้อยกว่า เมื่อเทียบกับผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่เพียงลำพัง และมีโอกาสออมน้อยที่สุด เมื่อเทียบกับรูปแบบการอยู่อาศัยแบบอื่น ซึ่งมีผลมาจากภาวะหนี้สินของตนเอง หรือ หนี้สินของครัวเรือน โดยจากผลการวิเคราะห์ข้อมูลแบบไขว้ ชี้ให้เห็นว่า เกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในครัวเรือนแหว่งกลางมีหนี้สินของครัวเรือนอยู่ ในขณะที่จำนวนผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่เพียงลำพังและมีหนี้สิน มีจำนวนไม่ถึง ร้อยละ 20 นอกจากนี้การมีเงินออมของผูู้สูงอายุมีความสัมพันธ์กับเพศของผู้สูงอายุ ซึ่งพบว่า ผู้สูงอายุหญิงส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในครัวเรือนที่ไม่มีหนี้สิน และมีสัดส่วนของการได้รับการเกื้อหนุนจากบุตรสูง จึงมีโอกาสในการออมมากกว่า เมื่อเทียบกับผู้สูงอายุชาย ทั้งนี้ผู้สูงอายุช่วงตอนปลายส่วนใหญ่อยู่ในครัวเรือนปลอดหนี้ ทำให้มีโอกาสในการออมมากกว่า เมื่อเทียบกับผู้สูงอายุช่วงอื่น สำหรับผู้สูงอายุที่อยู่ในทุกระดับการศึกษา จะทำให้มีโอกาสออมมากกว่า ผู้สูงอายุที่ไม่มีการศึกษา โดยสะท้อนให้เห็นว่า รูปแบบการอยู่อาศัย มีผลต่อความเป็นอยู่ที่ดีของผู้สูงอายุ รวมถึงการเกื้อหนุนจากบุตรในครัวเรือนและนอกครัวเรือน ที่เป็นอีกหนึ่งทางในการสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมี ออมมากขึ้น เมื่อเทียบกับผู้สูงอายุที่ไม่ได้รับการเกื้อหนุนจากบุตร หรือ ไม่มีบุตร อีกทั้งภาวะหนี้สินของผู้สูงอายุ เช่น หนี้สินของตนเอง และหนี้สินของครัวเรือน เป็นประเด็นท้าทายที่ผู้สูงอายุต้องเผชิญ อันส่งผลต่อการออมโดยตรง
Women’S Educational Attainment And Sexual Coercion By Intimate Partners In Vietnam: Ethnic Differences In 2020-2021, Hang Thi Thuy Do
Women’S Educational Attainment And Sexual Coercion By Intimate Partners In Vietnam: Ethnic Differences In 2020-2021, Hang Thi Thuy Do
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Vietnam, a lower-middle-income nation in Southeast Asia, has recorded an increase in sexual assault in intimate relationships in recent years. Research about the ethnic differences associated with this issue is rarely explored. This quantitative study aims to investigate the relationship between women’s level of education and intimate partner sexual coercion in Vietnam through the lens of ethnic differences. The nationally representative dataset from the Vietnam Multiple Indicator Cluster Survey (MICS) 2020-2021 and multivariate logistic regression model for the sample of 6,187 women of reproductive age are employed. Findings illustrate that women acquiring education from the upper secondary level and above …
The Effectiveness Of "Teach To Say-No" Intervention On Teacher's Knowledge, Attitude, Feasibility, And Acceptability Towards Child Sexual Abuse Prevention Program In Phnom Penh City, Cambodia: A Mixed Methods Study, Swarnamala Kantipudi
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Child sexual abuse is a highly debated issue worldwide. Protecting children from sexual abuse and implementing primary prevention approaches is a crucial task for LMICs. The objective of this research is to evaluate the effectiveness of a CSA prevention program “teach to say-NO". The evaluation includes measuring knowledge and attitudes, as well as analyzing the feasibility and acceptability of the intervention among primary school teachers in a school environment.A total of 146 primary school teachers from 22 public schools in Phnom Penh, Cambodia were involved in the study. Additionally, 29 teachers participated in a qualitative study. The research design consisted …
Knowledge, Attitude, And Practice (Kap) Towards Atopic Dermatitis (Eczema)Associated With Indoor Environmental Factors In Young Adults Of Yangon, Myanmar, Htoo Tint Tae
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Atopic dermatitis,most common type of eczema, a relapsing and pruritic inflammatory skin condition caused by both outdoor and indoor environmental factors. Indoor air quality and indoor environmental factors become hazardous issues for public health consequences, but little is known about knowledge, attitudes, and practices concerning its pollutants are associated with eczema among urban residents in Myanmar within young adults. Therefore, this study aimed to assess the level of (KAP) and identify the association between knowledge, attitude, and practices levels toward atopic dermatitis (eczema) associated with indoor environmental factors in young adults. This cross-sectional study was conducted on 480 participants , …
The Role Of Social Media On Utilization Of Hiv Prevention Services Among Men Who Have Sex With Men In Yangon, Myanmar: A Qualitative Study, Thet Zaw Naung
The Role Of Social Media On Utilization Of Hiv Prevention Services Among Men Who Have Sex With Men In Yangon, Myanmar: A Qualitative Study, Thet Zaw Naung
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: HIV remains a significant global health challenge, disproportionately affecting populations such as men who have sex with men (MSM). In Myanmar, MSM faces high HIV prevalence and numerous barriers to accessing prevention services. Social media has emerged as a powerful tool in health communication, potentially enhancing HIV prevention efforts.Objective: This study explores the role of social media in the utilization of HIV prevention services among MSM in Yangon, Myanmar.Methodology: A qualitative research design was employed, involving in-depth interviews with 40 MSM recruited from two Key Population Service Centers in Yangon. Participants were selected using voluntary sampling, and data were …
The Relationship Between Self-Esteem And Suicidal Risk Among Adolescents In Nakhon Ratchasima, Thailand, Sirakrit Rungrojchaiporn
The Relationship Between Self-Esteem And Suicidal Risk Among Adolescents In Nakhon Ratchasima, Thailand, Sirakrit Rungrojchaiporn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Introduction: Suicide is an important global threat to adolescents worldwide, including Thailand. Adolescence is a crucial phase marked by significant changes in thought patterns, decision-making, behavior, and emotions. These changes can potentially increase risk of suicide. Self-esteem, a crucial factor in mental well-being, also takes shape during this period. Understanding the factors associated with suicide risk and the relationship between self-esteem and suicide risk is essential for developing effective intervention.Objective: The main objective is to find the relationship between self-esteem and suicide risk and to investigate the associated factors of suicide risk among adolescents in Muang District, Nakhon Ratchasima, Thailand.Method: …
Systematic Review: Working Conditions And Health Outcomes Among Female Migrant Domestic Workers In Asia, Konchawan Chantima
Systematic Review: Working Conditions And Health Outcomes Among Female Migrant Domestic Workers In Asia, Konchawan Chantima
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
About 2.78 million people die as a result of occupational accidents and work-related diseases each year. Female migrant domestic workers (MDWs) in Asia represent substantial proportions of domestic work worldwide. The challenging working conditions faced by female MDWs have raised great concerns, which may subsequentially lead to poor physical and mental health. This study aimed to examine working conditions and health outcomes of female MDWs in Southeast and East Asia via a systematic review of peer-reviewed and English-written journal articles published during 2014 – 2023 in four academic databases (i.e., ScienceDirect, Scopus, Sagepub, and GoogleScholar). This systematic review study relied …
Labor Productivity In South Asia: The Impact Of Human Capital, Gender Dynamics And Innovation, Zun Yoon Nwe
Labor Productivity In South Asia: The Impact Of Human Capital, Gender Dynamics And Innovation, Zun Yoon Nwe
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This paper explores the impact of human capital, innovation, and gender dynamics on labor productivity in four South Asian countries: Bangladesh, India, Pakistan, and Nepal. This paper uses data from the World Bank Business Enterprise Survey and the OLS regression model to check the effectiveness of the determinant of labor productivity. The human capital variables considered include on-the-job training, skilled labor ratio, and R&D as explanatory factors. Additionally, the paper investigates the association between female ownership and female managers in firms with labor productivity. Theoretically, having a well-educated and well-trained workforce is key to boosting business productivity. Employees with higher …
Exploring The Association Between Religiosity And Health Outcomes In Indonesia's Aging And Pre-Aging Muslim Population: Insights From The Indonesia Family Life Survey 5, Afridah Ikrimah
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study examines the association between Muslim religiosity and health outcomes among the aging and pre-aging populations in Indonesia, utilizing cross-sectional data from the Indonesia Family Life Survey (IFLS-5) with 4,535 respondents aged 50 and above. Multivariate logistic regression analysis investigates the associations between various dimensions of Muslim religiosity (i.e., self-perceived religiosity, frequency of daily prayer, and frequency of religious attendance) and health outcomes, including self-rated health, functional dependence, depression, insomnia, diabetes, liver disease, kidney disease, tuberculosis, heart problems, high cholesterol, stroke, and hypertension. Results show significant associations as follows: higher self-perceived religiosity is associated with better self-rated health and …
The Effect Of Peer Assessment And Non-Scripted Role-Play Activities On Efl High School Students’ Oral Performance And Motivation, Cheng-Chun Tsai
The Effect Of Peer Assessment And Non-Scripted Role-Play Activities On Efl High School Students’ Oral Performance And Motivation, Cheng-Chun Tsai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The present study focused on investigating the effectiveness of integrating peer assessment (PA) and non-scripted role-play (NSRP) activities on the oral performance and motivation of Thai EFL high school students. Recognizing the importance of developing effective English language communication skills, the research was situated within the context of a public secondary school in Bangkok, targeting Grade 12 students. The study employed a mixed methods approach, utilizing both quantitative and qualitative data collection methods, and centered its course development and NSRP activities on “Research Methods and Presentation Skills”. The nine-week implementation involved pre- and post-speaking tests, training sessions, a speaking rubric, …
พลังความมหาศาล, สิริยา จิตพิมลมาศ
พลังความมหาศาล, สิริยา จิตพิมลมาศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พลังความมหาศาล เป็นศิลปะวิดีทัศน์จัดวางที่นำมโนทัศน์ความงามอันหาที่เปรียบมิได้ของอิมมานูเอล ค้านท์ มาสร้างประสบการณ์เชิงสุนทรียศาสตร์ผ่านวัตถุศิลปะ โดยนำเสนอปรากฏการณ์ธรรมชาติผ่านหน้าจอ Cycloramic ขนาด 14 x 5 เมตร ด้วยเทคนิค Video Projection วิดีทัศน์เป็นภาพซูมช้า ๆ เข้าสู่ใจกลางพายุสายฟ้าที่ดำเนินไปเรื่อย ๆ สู่ความอนันตภาพ โดยมีความน่าสะพรึงกลัวของสายฟ้า พลังพสุธากัมปนาท และบรรยากาศเสียงสายลมพายุ ผลงานชิ้นนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการเผชิญหน้ากับพายุบนยอดอาคารสูงระฟ้าประสบการณ์เหล่านี้ได้เผยออกให้เห็นความไร้ขอบเขตและความกว้างใหญ่ไพศาล ในขณะที่ความรู้สึกน่าสะพรึงกลัวถูกปกคลุมด้วยพลังของธรรมชาติที่มีอำนาจเหนือกว่า ความรู้สึกเหนื่อยล้าจากความประหวั่นพรั่นพรึงและความวิตกกังวลต่อพลังการทำลายล้างอันมหาศาล สภาวการณ์ที่ความงามอันหาที่เปรียบมิได้ที่ปรากฏขึ้นนี้ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์เชิงเสมือนจริง และประสบการณ์ทางสุนทรียศาสตร์ขึ้น ในขณะที่ความรู้สึกรื่นรมย์ต่อสภาวการณ์ดังกล่าวก็ปรากฏให้เห็นในงานศิลปะ และจินตนาการที่เป็นอิสระไร้ขอบเขต
การออกแบบแอปพลิเคชันเพื่อไฮเปอร์โลคัลอีมาร์เก็ตเพลสสำหรับกลุ่มเจเนอเรชันวาย, ปวรงค์ บุญช่วย
การออกแบบแอปพลิเคชันเพื่อไฮเปอร์โลคัลอีมาร์เก็ตเพลสสำหรับกลุ่มเจเนอเรชันวาย, ปวรงค์ บุญช่วย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อหาแนวทางการออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้สำหรับแอปพลิเคชันอีมาร์เก็ตเพลสเพื่อธุรกิจไฮเปอร์โลคัลบนอุปกรณ์ประเภทสมาร์ตโฟนสำหรับกลุ่มเจเนอเรชันวาย โดยมุ่งเน้นไปที่การหาแนวทางการออกแบบโครงร่าง ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในกระบวนการออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้ เพื่อที่จะนำคำตอบไปใช้เป็นพื้นฐานในการออกแบบทางภาพในกระบวนการออกแบบส่วนต่อประสานกับผู้ใช้ โดยดำเนินการวิจัยอิงไปตามกระบวนการคิดเชิงออกแบบ โดยตั้งต้นจากการวิจัยผู้ใช้ไปสู่กระบวนการวิจัยสร้างสรรค์ และนำผลงานการออกแบบโครงร่างไปทดสอบการใช้งานกับกลุ่มผู้ใช้เป้าหมายเป็นระยะ จากนั้นนำต้นแบบโครงร่างมาใช้ในการสร้างต้นแบบของแอปพลิเคชันโดยเลือกย่านถนนจันทน์เป็นกรณีศึกษา และใช้แนวคิดอัตลักษณ์ถิ่นที่ในการวิเคราะห์ย่านเป้าหมาย เพื่อหาแนวทางการกำหนดบุคลิกภาพและการใช้องค์ประกอบทางเรขศิลป์เพื่อแสดงถึงการประยุกต์ใช้คำตอบของงานวิจัยมาใช้ในการออกแบบจริง โดยได้คำตอบตามวัตถุประสงค์ของงานวิจัยดังนี้ วัตถุประสงค์ข้อที่ 1 ได้คำตอบออกมาเป็นแนวทางการออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้ คือ 1) เน้นความง่าย มีองค์ประกอบเท่าที่จำเป็น ให้ข้อมูลครบถ้วน และเอื้อต่อการกวาดสายตาดูเร็ว ๆ 2) ลำดับข้อมูล และองค์ประกอบเชิงโต้ตอบเป็นสัดส่วนสมเหตุสมผล การทำงานของสายตาและนิ้วหัวแม่มือสอดคล้องกัน 3) เอื้อต่อการใช้งานด้วยมือข้างเดียว และ 4) ให้ประสบการณ์ที่ดีในการใช้งาน วัตถุประสงค์ข้อที่ 2 ได้คำตอบเป็นแนวทางการออกแบบโครงร่างแอปพลิเคชัน โดยได้ผลลัพธ์เป็นต้นแบบโครงร่างที่แสดงถึงการประยุกต์ใช้แนวคิดและทฤษฎี 3 กลุ่มในการออกแบบ ได้แก่ 1) แนวคิดทางการยศาสตร์ด้านกายภาพ 2) แนวคิดทางการยศาสตร์ด้านการมองเห็น และ 3) แนวคิดทางจิตวิทยา วัตถุประสงค์ข้อที่ 3 ได้ต้นแบบของแอปพลิเคชันที่แสดงตัวอย่างการประยุกต์ใช้โครงร่างในการออกแบบจริง
การพัฒนารูปแบบมาตรฐานการออกแบบสื่อดิจิทัลสำหรับวิสาหกิจรายย่อยโดยใช้แนวคิดแบบทดสอบประเภทบุคลิกภาพของไมเออร์ส-บริกส์, ภัทระ สุขสิริกูร
การพัฒนารูปแบบมาตรฐานการออกแบบสื่อดิจิทัลสำหรับวิสาหกิจรายย่อยโดยใช้แนวคิดแบบทดสอบประเภทบุคลิกภาพของไมเออร์ส-บริกส์, ภัทระ สุขสิริกูร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งประเภทบุคลิกภาพต่างๆ ของวิสาหกิจรายย่อย (Micro Enterprise) ของไทยโดยใช้แนวคิดแบบทดสอบประเภทบุคลิกภาพ Myers-Briggs Type Indicator (MBTI) ซึ่งนิยามตาม (สสว. ฉบับที่ 3, 2563) วิสาหกิจรายย่อย (Micro Enterprise) หมายถึงธุรกิจขนาดเล็กที่มีจำนวนการจ้างงานไม่เกิน 5 คน และมีรายได้ต่อปีไม่เกิน 1.8 ล้านบาท ส่วน MBTI หมายถึงแบบทดสอบประเภทบุคลิกภาพของไมเออร์ส-บริกส์ (Myers-Briggs Type Indicator) เป็นเครื่องมือประเมินบุคลิกภาพที่แบ่งคนออกเป็น 16 ประเภท ถูกพัฒนาโดย Katharine Cook Briggs และ Isabel Briggs Myers โดยอ้างอิงทฤษฎีของ Carl Jung งานวิจัยนี้มุ่งแบ่งประเภทบุคลิกภาพของวิสาหกิจรายย่อยไทยโดยประยุกต์ใช้แนวคิด MBTI ผ่านวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วยการวิจัยเอกสาร การสนทนากลุ่ม และการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัยแบ่งบุคลิกภาพออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ แม่ค้ามือทอง พ่อค้าหน้าหยก พ่อค้าอินดี้ และแม่ค้าปากแจ๋ว โดยมีการพรรณนาคุณสมบัติของแต่ละประเภทเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเชื่อมโยงและประยุกต์ใช้กับตนเองได้ ผลการวิจัยนี้นำไปสู่การพัฒนารูปแบบมาตรฐาน (เทมเพลต) สื่อดิจิทัลสำหรับวิสาหกิจรายย่อยไทย และมีประโยชน์ในการช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าใจตนเองมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นแนวทางสำหรับหน่วยงานภาครัฐในการออกแบบนโยบายสนับสนุนที่เหมาะสม ตลอดจนสร้างความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับความหลากหลายของบุคลิกภาพผู้ประกอบการวิสาหกิจรายย่อยในประเทศไทย ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาและส่งเสริมวิสาหกิจรายย่อยไทยให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับศักยภาพและบุคลิกภาพของผู้ประกอบการแต่ละราย
การออกแบบอัตลักษณ์แบรนด์สินค้าฟุ่มเฟือยจากแนวคิดจักรราศีตะวันตก, สเตเฟนนี่ ไพลิน ทีล
การออกแบบอัตลักษณ์แบรนด์สินค้าฟุ่มเฟือยจากแนวคิดจักรราศีตะวันตก, สเตเฟนนี่ ไพลิน ทีล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาแนวทางการออกแบบอัตลักษณ์แบรนด์สินค้าฟุ่มเฟือยที่เหมาะสมกับแนวคิดจักรราศีตะวันตกแต่ละราศี โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสานโดยการศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องในเรื่องบุคลิกภาพของแบรนด์สินค้าฟุ่มเฟือยและบุคลิกภาพของแต่ละราศีเพื่อนำไปสร้างเครื่องมือวิเคราะห์ผลหาความเชื่อมโยงโดยการสนทนากลุ่มเป็นวิจัยเชิงคุณภาพ และใช้การวิจัยเชิงปริมาณในการวิเคราะห์และคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างการออกแบบแบรนด์โดยการสุ่มอย่างเป็นระบบแล้วจึงนำกลุ่มตัวอย่างที่ได้มาสร้างเครื่องมือวิจัยด้วยการสนทนาแบบกลุ่ม เพื่อคัดเลือกตัวอย่างแบรนด์ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคลิกภาพของแต่ละราศี จากนั้น ผู้วิจัยนำผลของกลุ่มตัวอย่างแบรนด์มาวิเคราะห์แนวทางการออกแบบอัตลักษณ์แบรนด์ เพื่อสร้างเป็นคู่มือแนวทางการออกแบบแบรนด์สำหรับนักออกแบบ ผลสรุปของงานวิจัยพบว่าบุคลิกภาพของแต่ละราศี สามารถเชื่อมโยงกับบุคลิกภาพแบรนด์สินค้าฟุ่มเฟือย ทั้งโดยตรงและสอดคล้องกัน จนทำให้เกิดความแตกต่างกันทางบุคลิกภาพอย่างมีนัยยะสำคัญในแต่ละราศี นำมาซึ่งผลลัพธ์ทางการออกแบบแบรนด์ โดยในบางกลุ่มราศีมีความแตกต่างกันในทุกด้านอย่างมีนัยยะสำคัญ และบางกลุ่มราศีมีความคล้ายกันของคำตอบในบางด้านทางการออกแบบ ผลการวิจัยนี้เป็นแนวทางใหม่ทางการออกแบบแบรนด์สินค้าฟุ่มเฟือยให้กับนักออกแบบ และผู้ประกอบการด้านสินค้าฟุ่มเฟือยที่มองหาแนวทางที่สร้างสรรค์แปลกใหม่สำหรับการสร้างอัตลักษณ์ให้กับสินค้า โดยแนวทางการออกแบบที่แตกต่างกันไปในแต่ละราศียังสามารถสร้างการสื่อสารเรื่องราวทางการตลาด คุณค่าของสินค้า ความเป็นมาแบรนด์ ได้อย่างมีทิศทางที่แปลกใหม่ สามารถนำเสนอแนวทางที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างสรรค์จากแนวทางการออกแบบได้มากขึ้นอีกด้วย