Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (18077)
- Social and Behavioral Sciences (15774)
- Education (10048)
- Arts and Humanities (9834)
- Law (9418)
-
- Life Sciences (6567)
- Physical Sciences and Mathematics (6060)
- Medical Specialties (6000)
- Engineering (4591)
- Public Health (4208)
- Medical Sciences (4146)
- Business (3802)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (2910)
- Higher Education (2878)
- Psychology (2787)
- Sociology (2557)
- Religion (2165)
- Computer Sciences (2027)
- History (2015)
- Nursing (1724)
- Communication (1717)
- Oncology (1701)
- Bioinformatics (1630)
- Biomedical Informatics (1617)
- Library and Information Science (1580)
- Curriculum and Instruction (1517)
- Political Science (1509)
- Diseases (1480)
- Environmental Sciences (1446)
- Economics (1249)
- Institution
-
- The Texas Medical Center Library (4331)
- University of South Florida (2065)
- University of Nebraska - Lincoln (1774)
- Washington University School of Medicine (1691)
- Walden University (1658)
-
- Brigham Young University (1629)
- Utah State University (1250)
- Chulalongkorn University (1227)
- Liberty University (1180)
- Edith Cowan University (1161)
- Association of Arab Universities (1083)
- University of Plymouth (1078)
- Universitas Indonesia (976)
- University of New Hampshire (974)
- San Jose State University (949)
- City University of New York (CUNY) (885)
- University of Montana (861)
- Louisiana State University (842)
- University of Kentucky (842)
- University of New Mexico (841)
- Singapore Management University (834)
- Georgia Southern University (833)
- Nova Southeastern University (783)
- University of South Carolina (761)
- University of Texas Rio Grande Valley (756)
- Portland State University (731)
- Technological University Dublin (713)
- University of Arkansas, Fayetteville (706)
- University of Memphis (694)
- University of Mississippi (646)
- Keyword
-
- Humans (4138)
- COVID-19 (1589)
- ICTS (Institute of Clinical and Translational Sciences) (1346)
- Female (999)
- Animals (947)
-
- Education (901)
- Mice (705)
- Male (677)
- Adult (564)
- United States (543)
- Mental health (534)
- Child (532)
- Higher education (452)
- Machine learning (416)
- Retrospective Studies (406)
- Gender (405)
- Leadership (405)
- Climate change (362)
- Depression (347)
- Social media (342)
- Artificial intelligence (341)
- Sustainability (337)
- Communication (327)
- Aged (318)
- Ethics (312)
- Diversity (309)
- Neoplasms (307)
- Adolescent (302)
- History (301)
- Equity (297)
- Publication
-
- Faculty, Staff and Student Publications (2737)
- Theses and Dissertations (2234)
- 2020-Current year OA Pubs (1672)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (1535)
- Faculty, Staff and Students Publications (1236)
-
- Research outputs 2022 to 2026 (1046)
- Faculty Publications (1038)
- Bird Observer (966)
- Dissertations (924)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (892)
- Doctoral Dissertations and Projects (809)
- Electronic Theses and Dissertations (784)
- Insights: The Newsletter of the Neal A. Maxwell Institute for Religious Scholarship (674)
- Faculty Scholarship (652)
- Articles (545)
- Honors Theses (487)
- University of Montana Course Syllabi, 2021-2025 (476)
- Library Philosophy and Practice (e-journal) (472)
- Theses (454)
- Historical Documents - Combined (396)
- Research Collection School Of Computing and Information Systems (362)
- Patient Education Projects (343)
- Documents (341)
- Information Sciences Letters (341)
- Masters Theses (327)
- 2023 Decisions (317)
- Dissertations, Theses, and Capstone Projects (310)
- Florida Tax Review (301)
- Ornitología Neotropical (301)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (290)
- Publication Type
Articles 88801 - 88830 of 91914
Full-Text Articles in Entire DC Network
Projections Of Drought Indices Under Climate Change In The Upper Chao Phraya River Basin, Pech Ponleu
Projections Of Drought Indices Under Climate Change In The Upper Chao Phraya River Basin, Pech Ponleu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Climate change significantly impacts water resource management by intensifying the variability and frequency of extreme events like droughts. This study aims to understand drought processes and assess climate change impacts on drought in the Upper Chao Phraya River basin. The Standardized Precipitation Index (SPI) and Standardized Streamflow Index (SSI) of 3-, 6- and 12-month accumulation periods were estimated for historical from 1985 to 2014, near future (NF) from 2025 to 2054 and far future (FF) from 2070 to 2099 periods. Using GCMs from CMIP6 (MPI-ESM1-2-L, IPSL-CM6A-LR, and GFDL-CM4), bias-corrected via quantile mapping, we found good agreement with observed rainfall data. …
การศึกษาคุณลักษณะทางพื้นที่และเวลาของฝุ่น Pm 2.5 ในกรุงเทพมหานคร, กิตติยาภรณ์ ศิวิชัย
การศึกษาคุณลักษณะทางพื้นที่และเวลาของฝุ่น Pm 2.5 ในกรุงเทพมหานคร, กิตติยาภรณ์ ศิวิชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัญหามลพิษทางอากาศ เป็นปัญหาที่ไม่ก่อให้เกิดอาการอย่างฉับพลันทันที แต่ทำลายสุขภาพของมนุษย์เมื่อเวลาผ่านไปอย่างช้า ๆ แม้ปัญหาของฝุ่น PM 2.5 นั้นรุนแรงจนก่อให้เกิดความตระหนักของประชาชน สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ในประเทศไทยยังคงย่ำแย่อย่างต่อเนื่อง และสามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่าว่าฝุ่น PM 2.5 ปกคลุมจนทำให้ทัศนวิสัยในการมองเห็นต่ำลง เนื่องจากฝุ่นนั้นกระจายตัวแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ และแต่ละเวลา ผู้วิจัยจึงทำการศึกษาคุณลักษณะทางพื้นที่และเวลาของฝุ่น PM 2.5 ผ่านเทนเซอร์และการแยกองค์ประกอบเทนเซอร์ ด้วยวิธี Tucker decomposition จนได้รูปแบบของฝุ่นในแต่ละเขตและเวลา ผู้วิจัยพบว่า รูปแบบความเข้มข้นของฝุ่น PM 2.5 นั้นมีความสัมพันธ์กับแนวทางการใช้ชีวิตของคนกรุงเทพมหานคร ปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยา พฤติกรรมของประชาชนทั้งก่อนและหลังการระบาดของโรคโควิด-19 การจราจร การก่อสร้าง และสถานที่สำคัญในเขตต่าง ๆ ของกรุงเทพมหานคร ผลลัพธ์ดังกล่าวบ่งชี้ว่า เราควรพิจารณาการกระจายจุดที่มีความหนาแน่นของประชากร การพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อลดความเข้มข้นของฝุ่น PM 2.5 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูหนาว และในเขตต่าง ๆ ที่มีความเข้มข้นสูง
บทบาทครูในการส่งเสริมทักษะความปลอดภัยส่วนบุคคลของเด็กวัยอนุบาลในโรงเรียนสังกัดสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร, พิมพ์ลักษมี ชมพูวีรกุล
บทบาทครูในการส่งเสริมทักษะความปลอดภัยส่วนบุคคลของเด็กวัยอนุบาลในโรงเรียนสังกัดสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร, พิมพ์ลักษมี ชมพูวีรกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทครูในการส่งเสริมทักษะความปลอดภัยส่วนบุคคลของเด็กวัยอนุบาลใน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการเสริมพลังให้แก่เด็ก ด้านการดูแลและให้ความช่วยเหลือ และด้านการทำงานร่วมกับผู้ปกครอง ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ ครูประจำชั้นอนุบาลปีที่ 1 - 2 (อายุ 4 – 5 ปี) ในโรงเรียนสังกัดสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร (กทม.) จำนวน 330 คน โดยจำแนกตามขนาดโรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนขนาดกลาง และโรงเรียนขนาดใหญ่ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามครูอนุบาล วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ คำนวณหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า บทบาทครูในการส่งเสริมทักษะความปลอดภัยส่วนบุคคลของเด็กวัยอนุบาล โดยภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก (X̅= 4.38) โดยด้านที่มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด คือ การดูแลและให้ความช่วยเหลือ (X̅=4.58) รองลงมาคือ ด้านการเสริมพลังให้แก่เด็ก (X̅= 4.32) และด้านการทำงานร่วมกับผู้ปกครอง (X̅=4.26) ตามลำดับ
ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอนที่มีต่อทักษะการรู้เท่าทันสื่อของนักเรียนชั้นประถมศึกษา, โณทัย ทองคำนุช
ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอนที่มีต่อทักษะการรู้เท่าทันสื่อของนักเรียนชั้นประถมศึกษา, โณทัย ทองคำนุช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการรู้เท่าทันสื่อก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และ 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการรู้เท่าทันสื่อของนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังการใช้การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) มีจำนวนห้องเรียนเป็นหน่วยการเลือก ห้องนักเรียนกลุ่มทดลองและห้องนักเรียนกลุ่มควบคุม มีจำนวนห้องละ 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน แผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติ แบบทดสอบทักษะการรู้เท่าทันสื่อก่อนและหลังการทดลอง และแบบสังเกตทักษะการรู้เท่าทันสื่อก่อนและหลังการทดลอง ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ การทดสอบค่าที (t-test) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการวิจัยครั้งนี้สรุปได้ดังนี้ 1) ทักษะการรู้เท่าทันสื่อหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ทักษะการรู้เท่าทันสื่อของนักเรียนกลุ่มทดลองหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน สูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
พฤติกรรมของครูในการช่วยเหลือดูแลนักเรียนด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลที่มีต่อความสามารถในการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียน: การวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่านแบบพหุระดับ, ชานนท์ พูลสุขเสริม
พฤติกรรมของครูในการช่วยเหลือดูแลนักเรียนด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลที่มีต่อความสามารถในการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียน: การวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่านแบบพหุระดับ, ชานนท์ พูลสุขเสริม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสำรวจสภาพการฟื้นพลังทางดิจิทัล กรอบความคิดเติบโตทางดิจิทัล และการรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลนักเรียน 2) สำรวจสภาพพฤติกรรมของครูในการดูแลช่วยเหลือนักเรียนด้านความปลอดภัยทางดิจิทัล และ 3) วิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยระดับนักเรียนและระดับครูที่มีต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียน ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 1,089 คน และครู จำนวน 43 คน โดยใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้นตามภูมิภาคและขนาดโรงเรียน การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถามออนไลน์ที่พัฒนาให้มีคุณสมบัติการวัดเชิงจิตมิติทางด้านความตรงและความเที่ยง ข้อคำถามในงานวิจัยนี้มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา (I-CVI) ตั้งแต่ 0.80 ถึง 1.00 และมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเชิงโครงสร้าง (S-CVI) เท่ากับ 0.83 ค่าสัมประสิทธิ์ Cronbach’s Alpha ของแต่ละตัวบ่งชี้มีค่าตั้งแต่ 0.610 ถึง 0.865 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างด้วยโปรแกรม R และ Mplus ผลการศึกษาพบว่า โมเดลสมการโครงสร้างสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Chi-square (121) = 318.904, p < .001, RMSEA = 0.039, CFI = 0.985, TLI = 0.978, SRMRW = 0.018, SRMRB = 0.079, AIC = 18935.931, BIC = 19395.289) โดยมีรายละเอียดผลการวิจัยดังนี้ 1. ผลการวิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยระดับนักเรียน แสดงให้เห็นว่ากรอบความคิดเติบโตทางดิจิทัลมีอิทธิพลทางตรงต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลและการรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BDGM->DRS = .548, p < .001; BDGM->DSE = .902, p < .001) ในขณะที่การรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลมีอิทธิพลทางตรงต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BDSE->DRS = .399, p = .005) นอกจากนี้ยังพบว่ากรอบความคิดเติบโตทางดิจิทัลมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลผ่านการรับรู้ความสามารถของตนเองทางดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BDGM->DSE->DRS = .360, p = .005) โดยคิดเป็นอิทธิพลโดยรวมเท่ากับ .908 2. ผลการวิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยระดับครู แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมของครูในการช่วยเหลือดูแลนักเรียนด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลมีอิทธิพลทางตรงต่อการรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (B TSC->DSE = .657, p < .001) รวมถึงมีอิทธิพลทางตรงต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BTSC->DRS = .811, p < .001) นอกจากนี้ยังอิทธิพลทางอ้อมต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียนผ่านการรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BTSC->DSE->DRS = .085, p < .001) โดยคิดเป็นอิทธิพลโดยรวมเท่ากับ .896 ข้อค้นพบดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการส่งเสริมให้นักเรียนมีการฟื้นพลังทางดิจิทัลต้องเริ่มส่งเสริมจากการสร้างกรอบความคิดเติบโตทางดิจิทัล และการรับรู้ความสามารถของตนเองทางดิจิทัลให้เกิดขึ้นกับนักเรียน นอกจากนี้ยังพบว่าครูที่ปรึกษามีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียนอีกด้วย
การพัฒนาหลักสูตรการศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านสภาพภูมิอากาศของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น, ธีร์จุฑา กองสิงห์
การพัฒนาหลักสูตรการศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านสภาพภูมิอากาศของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น, ธีร์จุฑา กองสิงห์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาหลักสูตรการศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และ 2) เพื่อประเมินคุณภาพของหลักสูตร งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยและพัฒนา ระเบียบวิธีวิจัยเชิงบรรยายและเชิงทดลอง ผู้มีส่วนร่วมในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ 1) ผู้ให้สัมภาษณ์ในด้านการจัดการเรียนรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือสิ่งแวดล้อมศึกษา จำนวน 6 ท่าน 2) นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 29 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นเกี่ยวกับหลักสูตร 2) แบบประเมินเอกสารหลักสูตร และแบบประเมินเอกสารประกอบหลักสูตร 3) แบบประเมินผลงานนักเรียน และ 4) แบบสอบถามความคิดเห็นต่อหลักสูตรการศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผลการวิจัย พบว่า 1. ลักษณะสำคัญที่ควรมีในหลักสูตร ได้แก่ 1) ด้านเนื้อหาทางเศรษฐกิจ สังคม ความเป็นพลเมืองโลก การปรับตัว บรรเทา และรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2) การจัดการเรียนรู้ใช้รูปแบบสถานการณ์เป็นฐาน ปัญหาเป็นฐาน 3) นำบริบทของนักเรียนในแต่ละพื้นที่มาปรับใช้ในการจัดการเรียนรู้ 2. หลักสูตรประกอบด้วย 4 หน่วยการเรียนรู้ ผลประเมินองค์ประกอบหลักสูตรมีความเหมาะสมมาก (M = 2.7, SD = 0.29) และผลประเมินเอกสารประกอบหลักสูตรในหน่วยการเรียนรู้ที่ 1 มีความเหมาะสมปานกลาง (M = 2.47, SD = 0.29) หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 มีความเหมาะสมปานกลาง (M = 2.37, SD = 0.22) หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 มีความเหมาะสมมาก (M = 2.67, SD = 0.21) และหน่วยการเรียนรู้ที่ 4 มีความเหมาะสมมาก (M = 2.62, SD = 0.34) 3. ผลการประเมินคุณภาพหลักสูตร ผู้วิจัยพิจารณาผลการนำหลักสูตรไปใช้จริงกับตัวอย่างวิจัย พบว่ามีนักเรียนร้อยละ …
การพัฒนาตัวบ่งชี้สมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุ: การวิเคราะห์ความไม่แปรเปลี่ยน, ปภาวี ฐิติมโนวงศ์
การพัฒนาตัวบ่งชี้สมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุ: การวิเคราะห์ความไม่แปรเปลี่ยน, ปภาวี ฐิติมโนวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาตัวบ่งชี้สมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุ 2) เพื่อทดสอบความสอดคล้องของโมเดลการวัดสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และ 3) เพื่อทดสอบความไม่แปรเปลี่ยนของโมเดลการวัดสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุที่พัฒนาขึ้นตามกลุ่มสถาบันในสังกัดกระทรวงกลาโหม และสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ด้วยวิธีการประมาณค่าความน่าจะเป็นสูงสุด ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักศึกษาพยาบาล จำนวน 235 คน จากวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก และวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พระพุทธบาท เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ แบบประเมินตนเองของนักศึกษาพยาบาลต่อสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุ การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประมาณค่าพารามิเตอร์ในโมเดลด้วยวิธีการประมาณค่าความน่าจะเป็นสูงสุด จากโปรแกรม LISREL 8.72 1. โมเดลการวัดสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ 12 ตัวบ่งชี้ ประกอบด้วย องค์ประกอบที่ 1 ความสามารถด้านความเข้าใจบุคคลและเหตุการณ์ แบ่งออกเป็น 3 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ การประยุกต์ใช้ความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร ความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของผู้สูงอายุ องค์ประกอบที่ 2 ความสามารถในการให้การพยาบาล แบ่งออกเป็น 3 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ ความสามารถด้านการพยาบาล ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น และการปฏิบัติการพยาบาลด้วยหลักจริยธรรม องค์ประกอบที่ 3 ความสามารถด้านการเสริมสร้างพลังอำนาจ แบ่งออกเป็น 3 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ การมีเจตคติที่ดีต่อผู้สูงอายุ การสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีการตัดสินใจและปฏิบัติในสิ่งที่เหมาะสม และฝึกทักษะและพัฒนาศักยภาพของผู้สูงอายุและครอบครัวในการดูแลตนเอง องค์ประกอบที่ 4 ความสามารถด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค แบ่งออกเป็น 3 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ การจัดกิจกรรมส่งเสริมให้กับผู้สูงอายุ ทักษะการให้คำปรึกษาทางสุขภาพ และทักษะการส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพและป้องกันโรค 2. โมเดลการวัดสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ2(29)=37.94, p=.124, RMSEA=.036, CFI=.999, NFI=.995, NNFI=.997) โดยความสามารถในการให้การพยาบาลมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบสูงที่สุด (B=.996) รองลงมาคือความสามารถด้านการเสริมสร้างพลังอำนาจ (B=.954) ความสามารถด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (B=.944) และความสามารถด้านความเข้าใจบุคคลและเหตุการณ์ (B=.862) ตามลำดับ 3. ผลการวิเคราะห์ความไม่แปรเปลี่ยนของโมเดลการวัดสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุของนักศึกษาพยาบาลในสังกัดกระทรวงกลาโหม และสังกัดกระทรวงสาธารณสุข พบว่าโมเดลไม่แปรเปลี่ยนตามสังกัดทั้งในรูปแบบและน้ำหนักองค์ประกอบ แต่พบว่าเมริกซ์ความแปรปรวน-ความแปรปรวนร่วมของพารามิเตอร์ความคลาดเคลื่อนจากการวัดแปรเปลี่ยนตามสังกัด
การเปรียบเทียบวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลประสิทธิภาพการใช้ครูโดยใช้ตัวแปรแทนและการรายงานตนเอง, กัญฐิมาภรณ์ นุตระ
การเปรียบเทียบวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลประสิทธิภาพการใช้ครูโดยใช้ตัวแปรแทนและการรายงานตนเอง, กัญฐิมาภรณ์ นุตระ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อวิเคราะห์ตัวแปรแทนประสิทธิภาพการใช้ครูที่เหมาะสมกับสภาพการทำงานในปัจจุบัน 2) เพื่อออกแบบเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลประสิทธิภาพการใช้ครูโดยใช้ตัวแปรแทน และ 3) เพื่อเปรียบเทียบผลของการเก็บรวบรวมข้อมูลประสิทธิภาพการใช้ครูระหว่างการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ตัวแปรแทนและการรายงานตนเอง โดยวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 ศึกษาด้วยการสัมภาษณ์สภาพการทำงานของครูในปัจจุบันกับครูจำนวน 8 คน วัตถุประสงค์ข้อที่ 2 ศึกษาด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูลกับผู้ทรงคุณวุฒิ ครู และผู้อำนวยการโรงเรียน และวัตถุปะสงค์ข้อที่ 3 ศึกษาด้วยการเปรียบเทียบผลของการเก็บรวบรวมข้อมูลประสิทธิภาพการใช้ครูระหว่างการรายงานตนเองและตัวแปรแทนกับครู 23 คน ผลการวิจัยมีดังนี้ 1) หลักฐานของการเป็นตัวแปรแทนแบ่งได้ 3 ลักษณะ ได้แก่ หลักฐานรูปธรรมสามารถจับต้องได้ เช่น คำสั่งปฏิบัติงานและภาพถ่ายการทำงาน หลักฐานแบบพฤติกรรม เช่น การพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานและการเข้าห้องสอนตรงเวลา และหลักฐานนามธรรม เช่น ความรู้สึก/พฤติกรรมเกี่ยวกับความสำเร็จของครู และเป้าหมายในชีวิต 2) ตัวแปรแทนแบ่งได้เป็น 2 ประเภทตามลักษณะของข้อมูล ได้แก่ ข้อมูลเชิงคุณภาพ เช่น วิธีการมอบหมายงานและเป้าหมายในการเป็นครู ข้อมูลเชิงปริมาณ เช่น จำนวนครั้งที่ทำงานสอนและงานอื่น ๆ ได้ถูกต้อง ครบถ้วน และส่งตรงเวลา ส่วนระบบเก็บรวบรวมข้อมูลของตัวแปรแทนแบ่งเป็น 3 หน้าหลักได้แก่ หน้ากรอกข้อมูลของครู ประกอบด้วย ปุ่มเชื่อมหน้า ช่องกรอกข้อมูลแบบต่าง ๆ และตัวนำทาง ฯลฯ หน้าแสดงข้อมูลของครูรายบุคคลและหน้าแสดงข้อมูลของครูในภาพรวม ประกอบด้วย แถบเมนู ปุ่มเข้าสู่ระบบ และส่วนแสดงผลแบบต่าง ๆ ฯลฯ 3) ผลการเปรียบเทียบผลของการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างตัวแปรแทนและการรายงานตนเองแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ข้อมูลจากตัวแปรแทนกับการรายงานตนเองสอดคล้องกันและสามารถใช้แทนกันได้ กลุ่มที่ข้อมูลจากตัวแปรแทนกับการรายงานตนเองความสอดคล้องกันบางส่วน ซึ่งการนำตัวแปรไปใช้จำเป็นต้องพิจารณาความต้องการใช้ประโยชน์จากสารสนเทศ และกลุ่มที่ข้อมูลจากตัวแปรแทนกับการรายงานตนเองไม่สอดคล้องกัน ยังไม่เหมาะสมกับการใช้เป็นตัวแปรแทน หรือใช้แทนกัน
แนวทางการจัดสาระการเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ, ญาณิพัชญ์ อาภรณ์แสงวิจิตร
แนวทางการจัดสาระการเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ, ญาณิพัชญ์ อาภรณ์แสงวิจิตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อวิเคราะห์เนื้อหาสาระระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ 2) เพื่อศึกษาสภาพการจัดสาระการเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการจัดสาระการเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธีประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม จากกลุ่มเป้าหมาย ครูผู้สอนทุกกลุ่มสาระรายวิชา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานครเขต 1 จำนวน 445 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบสองขั้นตอน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ในส่วนของการวิจัยเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ ครูผู้สอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานครเขต 1 ที่ให้ข้อมูลจำนวน 10 คน และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. เนื้อหาสาระระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ 1) ความตระหนักรู้และยอมรับในอัตลักษณ์ทางเพศของตนเอง 2) การประเมินตนเองตามเพศวิถี 3) ความเชื่อมั่นในตนเองและการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย และ 4) ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและครอบครัว 2. ผลการศึกษาสภาพการจัดสาระการเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ ของทั้ง 4 องค์ประกอบ และศึกษาใน 3 ด้าน คือ 1) ด้านเนื้อหาสาระ 2) ด้านประสบการณ์การเรียนรู้ และ 3) ด้านสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ พบว่า ค่าเฉลี่ยระดับการปฏิบัติของทั้ง 4 ประกอบและในแต่ละด้าน อยู่ที่ระดับการปฏิบัติค่อนข้างมาก ยกเว้นในระดับรายข้อที่พบระดับการปฏิบัติค่อนข้างน้อย คือ การกำหนดเนื้อหาเกี่ยวกับเพศกำเนิด ในองค์ประกอบที่ 1 ด้านเนื้อหาสาระ เนื่องจากพบว่ามีการจัดการเรียนการสอนเฉพาะในรายวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา 3. แนวทางการจัดการเรียนการสอน 1) ด้านเนื้อหาสาระ ควรกำหนดเนื้อหาสาระครอบคลุมตัวบ่งชี้ของทั้ง 4 องค์ประกอบ โดยสอดแทรกเนื้อหาสาระตามตัวชี้วัดที่ปรากฎในหลักสูตรปัจจุบันทุกกลุ่มสาระรายวิชาในลักษณะบูรณาการการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม 2) ด้านประสบการณ์การเรียนรู้ ครูควรใช้วิธีอภิปรายกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการตั้งคำถาม สืบค้น สะท้อนกลับ ตระหนักถึงการแสดงออกทางเพศสภาวะ และการประยุกต์ใช้ความรู้ให้เหมาะสมกับประสบการณ์ของแต่ละคน และ 3) ด้านสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ ควรจัดสภาพแวดล้อมครอบคลุมทั้งทางกายภาพและทางจิตวิทยา
การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าศิลปวัฒนธรรม :กรณีศึกษาจังหวัดกำแพงเพชร, ธนพร สายวงศ์ปัญญา
การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าศิลปวัฒนธรรม :กรณีศึกษาจังหวัดกำแพงเพชร, ธนพร สายวงศ์ปัญญา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าศิลปวัฒนธรรมในจังหวัดกำแพงเพชรสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา จังหวัดกำแพงเพชร กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ 1) ผู้เชี่ยวชาญ 12 ท่าน เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการเรียนการสอนแบบใช้ทีมเป็นฐาน จำนวน 2 ท่าน ด้านศิลปวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร จำนวน 3 ท่าน ด้านการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ จำนวน 2 ท่าน และด้านการเห็นคุณค่าและการสร้างความซาบซึ้ง จำนวน 5 ท่าน 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 20 คน โรงเรียนราษฎร์ปรีชาวิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร เพื่อใช้ทดลองนวัตกรรม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลก่อนและหลังเรียน แบบประเมินการเห็นคุณค่าศิลปวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนระหว่างการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ และแบบสัมภาษณ์ผู้เรียนหลังเข้าร่วมกิจกรรม “นำเที่ยวเมืองเก่า เล่าเรื่องกำแพงเพชร” วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติทดสอบที (Paired Samples t-test) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลวิจัยพบว่า นวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าศิลปวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 2 แผน ประกอบไปด้วย กิจกรรมการนำเที่ยวและออกแบบกิจกรรมเพื่อเป็นแนวทางการประชาสัมพันธ์โบราณสถาน จากการสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้ใหม่ “PATE Model” โดยใช้หลักการของขั้นตอนการจัดกิจกรรมได้มาจากการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานและการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ (P,E) สอดแทรกการเห็นคุณค่าและสร้างความซาบซึ้งในขั้นตอนการปฏิบัติงานศิลปะจากทฤษฎีการสร้างความซาบซึ้ง (A) การแบ่งกลุ่มและการทำแบบวัดก่อนและหลังทำกิจกรรมจากการจัดการเรียนรู้โดยใช้ทีมเป็นฐาน (T) สิ่งที่จะได้รับคือ ทักษะหลัก ได้แก่ 1) ทักษะการวิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์คุณค่างานทัศนศิลป์ 2) ทักษะการสร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ และทักษะรอง ได้แก่ 1) ทักษะการทำงานเป็นทีม และ 2) ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 นักเรียนผู้เข้าร่วมการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าศิลปวัฒนธรรม : กรณีศึกษาจังหวัดกำแพงเพชร มีความรู้ความเข้าใจสูงกว่าก่อนการใช้นวัตกรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีระดับการเห็นคุณค่าศิลปวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร สูงกว่าก่อนการใช้นวัตกรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 พฤติกรรมที่แสดงออกของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น พบว่าด้านการตอบสนองอยู่ในระดับมากที่สุด …
บทบาทผู้ปกครองในการส่งเสริมกรอบคิดติดยึดเติบโตของเด็กวัยอนุบาล ในโรงเรียนสังกัดเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้, มาวัฎดะฮ์ สาและ
บทบาทผู้ปกครองในการส่งเสริมกรอบคิดติดยึดเติบโตของเด็กวัยอนุบาล ในโรงเรียนสังกัดเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้, มาวัฎดะฮ์ สาและ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาบทบาทผู้ปกครองในการส่งเสริมกรอบคิดติดยึดเติบโตของเด็กวัยอนุบาล ในโรงเรียนสังกัดเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ใน 3 ด้าน ได้แก่ การเป็นแบบอย่าง การจัดสภาพแวดล้อมทางจิตวิทยา และการสนับสนุนการเรียนรู้จากความล้มเหลว ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้ปกครองของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 1-3 จำนวน 380 คน ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เขต 1 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ผู้ปกครอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า ผู้ปกครองส่งเสริมกรอบคิดติดยึดเติบโตแก่เด็กวัยอนุบาล อยู่ในระดับมาก (M=4.03) ทั้ง 3 ด้าน เมื่อพิจารณารายด้าน พบข้อสรุป ได้แก่ 1) การสร้างสภาพแวดล้อมทางจิตวิทยามีค่าเฉลี่ยคะแนนสูงที่สุด (M=4.18) โดยผู้ปกครองแสดงความรักกับบุตรอย่างสม่ำเสมอ และมีการทำข้อตกลงร่วมกันเพื่อช่วยสร้างระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ ให้กับสมาชิกในครอบครัว รองลงมาคือ 2) การเป็นแบบอย่าง (M=3.99) โดยผู้ปกครองมองหามุมมองเชิงบวกในทุกสถานการณ์ แม้จะเผชิญกับความท้าทายหรืออุปสรรค และเชื่อว่าทุกปัญหาต้องมีทางแก้ไข มักมองหาวิธีเปลี่ยนสถานการณ์ที่ยากลำบากให้กลายเป็นโอกาส รวมไปถึงการวางเป้าหมายชีวิตด้วยกรอบคิดติดยึดเติบโต และ 3) การสนับสนุนการเรียนรู้จากความล้มเหลว (M=3.91) โดยผู้ปกครองให้เวลาแก่เด็กในการเล่นอิสระ โดยไม่กำหนดกฎเกณฑ์มากเกินไป และให้เด็กมีส่วนร่วมในงานบ้าน เพื่อฝึกให้เด็กมีความรับผิดชอบ รู้จักหน้าที่ตนเอง โดยแบ่งงานบ้านออกเป็นงานเล็ก ๆ ง่าย ๆ ให้เด็กทำตามความสามารถ เช่น เก็บของเล่น เก็บกวาดโต๊ะอาหาร รดน้ำต้นไม้ นอกจากนี้ ผู้ปกครองพูดคุยกับเด็กเกี่ยวกับอารมณ์ต่าง ๆ เช่น สุข เศร้า โกรธ กลัว และแสดงตัวอย่างจากสถานการณ์จริงให้เด็กเห็น อ่านหนังสือนิทานที่มีเพื่อหาเกี่ยวกับอารมณ์และเล่นบทบาทสมมุติ ที่แสดงตัวละครอารมณ์ต่าง ๆ เพื่อช่วยให้เด็กเข้าใจอารมณ์ในบริบทที่สนุกสนาน
ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานเพื่อส่งเสริมความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของนักเรียนประถมศึกษา, ธมลวรรณ กานต์กิตติธร
ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานเพื่อส่งเสริมความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของนักเรียนประถมศึกษา, ธมลวรรณ กานต์กิตติธร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในสังคมปัจจุบัน เด็กยังต้องได้รับการพัฒนาในเรื่องความเห็นอกเห็นใจระหว่างกัน ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนสามารถพัฒนาการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของนักเรียนได้ การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของนักเรียนก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน 2) เปรียบเทียบการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานกับนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามปกติ โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/9 จำนวน 31 คน และมีกลุ่มควบคุมเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/10 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการสอนวิชาสังคมศึกษาที่มีการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน 2) แผนการสอนวิชาสังคมศึกษาแบบปกติ 3) แบบวัดการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น 4) แบบสังเกตการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของนักเรียน 5) แบบสัมภาษณ์นักเรียน ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลและทำการวิเคราะห์ข้อมูล โดยการคำนวณหาค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของนักเรียน โดยใช้สถิติวิเคราะห์ t-test ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยของคะแนนการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน (คะแนนเฉลี่ย=36.55) สูงกว่าก่อนเรียน (คะแนนเฉลี่ย=32.90) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (p=.017) 2) นักเรียนกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (คะแนนเฉลี่ย=36.55) สูงกว่ากลุ่มควบคุม (คะแนนเฉลี่ย=33.47) อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t=1.361, p=.179)
Development Of Hamper Pad On Lateral Flow Immunoassay For Sensitivity Improvement Of Carbendazim Detection, Pumnatthiga Makkala
Development Of Hamper Pad On Lateral Flow Immunoassay For Sensitivity Improvement Of Carbendazim Detection, Pumnatthiga Makkala
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Carbendazim (CBZ) is a fungicide that effectively controls fungal diseases like sheath blight, leaf spot, powdery mildew, and pythium root rot in agricultural products. However, CBZ can be a left residue in food and the environment that can affect human health and cause various diseases. Currently, lateral flow immunoassays (LFIAs) are commonly used for measuring and screening diseases or substances; they are low-cost and easily portable. Nevertheless, conventional LFIA methods have a drawback: low detection sensitivity. Structural improvement of LFIAs has been studied to enhance detection sensitivity. In this study, a hamper pad was fabricated using a nitrocellulose membrane coated …
การผสมผสานแบบใหม่ของขั้ว Lifepo4 และอิเล็กโทรไลต์อินทรีย์สำหรับแบตเตอรี่สังกะสี-ไอออน, ศศิศิริ สินทอง
การผสมผสานแบบใหม่ของขั้ว Lifepo4 และอิเล็กโทรไลต์อินทรีย์สำหรับแบตเตอรี่สังกะสี-ไอออน, ศศิศิริ สินทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มุ่งเน้นศึกษากลไกการเกิดปฏิกิริยาเคมีไฟฟ้าของแบตเตอรี่สังกะสี-ไอออนที่ใช้ลิเทียมไอรอนฟอสเฟตเป็นขั้วบวกและต้องการศึกษาผลของสารละลายอิเล็กโทรไลต์อินทรีย์ที่มีต่อสมรรถนะและประสิทธิภาพทางเคมีไฟฟ้าของแบตเตอรี่สังกะสี-ไอออน โดยใช้อิเล็กโทรไลต์ฐานอินทรีย์ที่มีเกลือซิงค์ไตรเฟลตและเกลือลิเทียมคลอไรด์ละลายปนอยู่ในตัวทำละลายอินทรีย์ ซึ่งตัวทำละลายอินทรีย์ที่เลือกใช้ ได้แก่ ไดเมทิลฟอร์มาไมด์ (DMF) เตตระไฮโดรฟูแรน (THF) และเตตระเอทิลีนไกลคอลไดเมทิลอีเทอร์ (TEGDME) การวิเคราะห์สมรรถนะและประสิทธิภาพทางเคมีไฟฟ้าใช้เทคนิคการอัด-จ่ายประจุแบบวนรอบด้วยกระแสคงที่ ผลการวิเคราะห์พบว่าระบบอิเล็กโทรไลต์ที่ใช้ TEGDME เป็นตัวทำละลายอินทรีย์แสดงสมรรถนะและประสิทธิภาพทางเคมีไฟฟ้าดีที่สุดในด้านความเสถียรซึ่งให้ค่าความจุจำเพาะเริ่มต้น 118.3 มิลลิแอมแปร์-ชั่วโมงต่อกรัม และประสิทธิภาพความจุลดลงเหลือ 91.4% เมื่อทดสอบวนรอบระยะยาว 100 รอบที่ความหนาแน่นกระแสเท่ากับ 10 มิลลิแอมแปร์ต่อกรัม สำหรับกลไกการเกิดปฏิกิริยาของแบตเตอรี่ขณะเกิดการอัด-จ่ายประจุวิเคราะห์ด้วยเทคนิค XAS และ XRD พบว่ามีการหลุดออก/แทรกตัวของไอออนของลิเทียมในโครงสร้างผลึก LiFePO4 ขณะเกิดการอัดและจ่ายประจุ และโครงสร้างผลึกมีการเปลี่ยนแปลงจาก LiFePO4 เป็น FePO4 เมื่ออัดประจุ และกลับมาเป็น LiFePO4 อีกครั้งเมื่อจ่ายประจุ เมื่อพิจารณาขั้วสังกะสีด้วยเทคนิค XRD และ SEM พบว่าในระบบ DMF และTHF ยังคงเกิดซิงค์ออกไซด์ (ZnO) ซึ่งเป็นสารประกอบที่เป็นฉนวน ส่งผลให้ประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ลดลง สำหรับขั้วสังกะสีในระบบ TEGDME ไม่มีสารประกอบอื่นเกิดขึ้น ตัวทำละลาย TEGDME จึงเหมาะสมสำหรับใช้เป็นตัวทำละลายในอิเล็กโทรไลต์ของแบตเตอรี่ ซึ่งให้ผลที่ดีทั้งในด้านเสถียรภาพของส่วนประกอบในเซลล์แบตเตอรี่สังกะสี-ไอออน
การพัฒนาแบตเตอรี่สังกะสีไอออนแบบเซลล์กระเป๋าโดยใช้ Δ-Mno2 ที่สังเคราะห์จากแบตเตอรี่แอลคาไลน์ที่ใช้งานแล้วเป็นวัสดุขั้วแคโทด, บุษยมาส กันทะวงศ์
การพัฒนาแบตเตอรี่สังกะสีไอออนแบบเซลล์กระเป๋าโดยใช้ Δ-Mno2 ที่สังเคราะห์จากแบตเตอรี่แอลคาไลน์ที่ใช้งานแล้วเป็นวัสดุขั้วแคโทด, บุษยมาส กันทะวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ต้องการศึกษาการกู้คืนแมงกานีสจากแบตเตอรี่แอลคาไลน์เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ในรูปของแมงกานีสไดออกไซด์ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของขั้วแคโทดในแบตเตอรี่สังกะสีไอออนแบบอัดประจุซ้ำได้ โดยขั้นตอนแรกคือการชะละลายผงขั้วแบตเตอรี่แอลคาไลน์ที่ผ่านใช้งานแล้วด้วยกรดซัลฟิวริกและไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์เป็นตัวรีดิวซ์ที่ใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการชะละลาย จากนั้นจึงนำสารละลายที่ได้จากการชะละลายด้วยกรดดังกล่าวมาสังเคราะห์แมงกานีสไดออกไซด์เฟสเดลตา (δ-MnO2) โดยใช้กระบวนการไฮโดรเทอร์มัล และขั้นตอนสุดท้ายงานวิจัยนี้ได้ทำการเตรียมแบตเตอรี่สังกะสีไอออนแบบเซลล์มาตรฐาน CR2025 และเซลล์แบบกระเป๋าที่ใช้แมงกานีสไดออกไซด์เฟสเดลตาเป็นขั้วแคโทด โดยเปรียบเทียบประสิทธิภาพเมื่อใช้แผ่นรองแคโทด 2 ชนิดได้แก่ แผ่นสเตนเลสสตีล และกราไฟต์ฟอยล์ และใช้อิเล็กโทรไลต์ 3 ชนิด ได้แก่ สารละลายซิงค์ซัลเฟตฐานน้ำ สารละลายซิงค์ซัลเฟตฐานน้ำที่เพิ่มตัวเติมชนิดพอลิเอทิลีนไกลคอล และ สารละลายซิงค์ไตรเฟลตในไดเมธิลซัลฟอกไซด์ โดยผลการทดสอบสมรรถนะของแบตเตอรี่แบบเซลล์มาตรฐาน CR2025 และเซลล์แบบกระเป๋า พบว่าการวัดค่าความจุจำเพาะไม่สามารถวัดได้เมื่อใช้แผ่นสแตนเลสสตีล แต่สามารถวัดได้เมื่อใช้แผ่นรองกราไฟต์ฟอยล์ โดยเมื่อใช้อิเล็กโทรไลต์ฐานน้ำจะมีค่าความจุจำเพาะไฟฟ้าที่สูงกว่าอิเล็กโทรไลต์ที่ไม่ใช่ฐานน้ำในช่วงแรก แต่ในระยะยาวกลับพบว่าอิเล็กโทรไลต์ที่ไม่ใช่ฐานน้ำจะมีความเสถียรและมีประสิทธิภาพสูงกว่าอิเล็กโทรไลต์ฐานน้ำ
Volatile Compound Profiles In Human Sweat Before And After Covid-19 Vaccination, Sorachar Phusrisom
Volatile Compound Profiles In Human Sweat Before And After Covid-19 Vaccination, Sorachar Phusrisom
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Vaccines have been reported to be effective at preventing people from getting the coronavirus (COVID-19) as well as reducing the harmful levels. This led to incorporation of the vaccinations into the protection protocol worldwide. The vaccinations could influence metabolisms, microbiome and metabolite distribution throughout human bodies including skin. This thesis applied gas chromatography ion mobility spectrometry (GC-IMS) and gas chromatography mass spectrometry (GC-MS) to differentiate the population with COVID-19 vaccination based on their different sweat volatile compound profiles. This involves tentative identification of 160 axillary swab samples obtained from 20 healthy volunteers before or after the COVID-19 vaccination at different …
การหาค่าที่เหมาะสมของสัดส่วนการป้อนเชื้อเพลิงชีวมวล-อากาศในหม้อไอน้ำฟลูอิไดซ์เบดแบบหมุนเวียนโดยใช้พลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณ, สรธัญ ตันประเสริฐ
การหาค่าที่เหมาะสมของสัดส่วนการป้อนเชื้อเพลิงชีวมวล-อากาศในหม้อไอน้ำฟลูอิไดซ์เบดแบบหมุนเวียนโดยใช้พลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณ, สรธัญ ตันประเสริฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในงานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาการหาค่าที่เหมาะสมในด้านสมรรถนะของหม้อไอน้ำและสิ่งแวดล้อมเมื่อทำการปรับเปลี่ยนภาวะการดำเนินการของหม้อไอน้ำฟลูอิไดซ์เบดแบบหมุนเวียนผ่านการสร้างแบบจำลองพลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณร่วมกันกับแบบจำลองการไหลหลายวัฏภาค โดยได้ตรวจสอบความถูกต้องของแบบจำลองผ่านการเปรียบเทียบผลลัพธ์ของแบบจำลองกับภาวะการดำเนินการของโรงงาน สำหรับการปรับเปลี่ยนภาวะดำเนินการที่สนใจจะมีทั้งหมดสามด้าน ได้แก่ สัดส่วนเชื้อเพลิงชีวมวล ปริมาณเชื้อเพลิงผสม และอุณหภูมิอากาศขาเข้า โดยได้ออกแบบการทดลองแบบแฟคทอเรียลสองระดับ โดยที่มีผลลัพธ์ที่สนใจทั้งหมดสี่ด้าน ได้แก่ ผลกระทบต่อภาวะโลกร้อน ผลกระทบต่อภาวะการเกิดฝนกรด พลังงานที่เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน และกำไรที่ได้จากการดำเนินการ ซี่งผลลัพธ์จากการสร้างแบบจำลองพบว่า เมื่อสัดส่วนเชื้อเพลิงชีวมวลเพิ่มมากขึ้นส่งผลต่อมลภาวะที่ปลดปล่อยมีแนวโน้มที่ลดลงแต่ในทางกลับกันทำให้ศักยภาพในการแลกเปลี่ยนความร้อนของแก๊สเผาไหม้ลดลงเนื่องจากคุณสมบัติของเชื้อเพลิง และทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้นเนื่องจากราคาของเชื้อเพลิง สำหรับปริมาณเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นทำให้มีการปลดปล่อยมลภาวะในภาพรวมมีค่าสูงขึ้นและทำให้ศักยภาพในการแลกเปลี่ยนความร้อนของแก๊สเผาไหม้มีค่าสูงขึ้น แต่มีกำไรที่ลดลงเนื่องจากค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นจากการดำเนินการ สำหรับปัจจัยของอุณหภูมิของอากาศขาเข้าจะส่งผลโดยตรงต่อปฏิกิริยาเคมีและศักยภาพในการแลกเปลี่ยนความร้อนแต่จะมีกำไรที่ได้ลดลงเนื่องจากมีการให้ความร้อนแก่อากาศ สุดท้ายจะนำผลลัพธ์ที่ได้ไปหาค่าที่เหมาะสมโดยวิธีการหาค่าที่เหมาะสมแบบหลายฟังก์ชันจุดประสงค์ เพื่อที่บรรลุเป้าหมายของการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่น้อยที่สุดและมีสมรรถนะของหม้อไอน้ำที่สูงที่สุด ภายใต้ข้อจำกัดทางสิ่งแวดล้อมและด้านสมรรถนะของหม้อไอน้ำ โดยผลลัพธ์พบว่าต้องมีสัดส่วนเชื้อเพลิงชีวมวลอยู่ที่ร้อยละ 42.1 สัดส่วนอากาศต่อเชื้อเพลิงผสมอยู่ที่ 5.89 และมีอุณหภูมิของอากาศขาเข้าที่ 188 องศาเซลเซียส โดยภาวะดังกล่าวจะให้ค่าพลังงานจากเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนเป็น 8.98 เมกะวัตต์ มีกำไรอยู่ที่ 3.87 ล้านบาทต่อวัน ผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนและภาวะการเกิดฝนกรดอยู่ที่ 1.14 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อเมกะวัตซ์ชั่วโมง และ 8.63 กรัมซัลเฟอร์ไดออกไซด์ต่อกิโลวัตซ์ชั่วโมง ตามลำดับ
The Influence Of Host Blood Hla Typing To Tumor Microenvironment In Egfr Mutated Advanced Stage Non-Small Cell Lung Cancer, Korakot Srianuwattipong
The Influence Of Host Blood Hla Typing To Tumor Microenvironment In Egfr Mutated Advanced Stage Non-Small Cell Lung Cancer, Korakot Srianuwattipong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Advanced non-small cell lung cancer with EGFR mutation, treated with EGFR-targeted therapy, exhibits varying disease control periods associated with the tumor microenvironment. It is anticipated that differences in the tumor microenvironment arise from variations in the HLA subtypes of individuals. Therefore, this study was conducted to assess the relationship between the tumor microenvironment and HLA subtypes. Method: 100 patients with advanced non-small cell lung cancer harboring EGFR mutations and treated with EGFR-targeted therapy at King Chulalongkorn Memorial Hospital had been enrolled, blood samples were collected for HLA typing, and tissue specimens were subjected to immunohistochemistry staining for PD-L1 and …
ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถภาพทางกายกับความสามารถในการทำงานของแรงงานสูงอายุในโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร, จิดาภา หาญวรวงศ์ชัย
ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถภาพทางกายกับความสามารถในการทำงานของแรงงานสูงอายุในโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร, จิดาภา หาญวรวงศ์ชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถภาพทางกายกับความสามารถในการทำงานของแรงงานสูงอายุที่ใช้แรงกายในการทำงาน กลุ่มตัวอย่างคือแรงงานอายุ 45-69 ปี สังกัดแปดหน่วยงานในโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ความสามารถในการทำงานประเมินโดยใช้แบบสอบถามดัชนีชี้วัดความสามารถในการทำงาน และสมรรถภาพทางกายประเมินโดยใช้การทดสอบต่าง ๆ ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถภาพทางกายกับความสามารถในการทำงานวิเคราะห์ด้วยสถิติ Multiple linear regression มีผู้เข้าร่วมการวิจัยทั้งหมด 216 คน คิดเป็นร้อยละการเข้าร่วม 46.4 คะแนนเฉลี่ยความสามารถในการทำงานของกลุ่มตัวอย่างเท่ากับ 41.6 คะแนน ดัชนีมวลกาย ผลการทดสอบ Handgrip strength test และผลการทดสอบ Single leg stance test มีความสัมพันธ์กับคะแนนความสามารถในการทำงานอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ที่มีดัชนีมวลกายอยู่ในกลุ่มน้ำหนักเกินและอ้วนมีคะแนนความสามารถในการทำงานเฉลี่ยต่ำกว่าผู้ที่มีดัชนีมวลกายอยู่ในเกณฑ์ปกติ 1.8 คะแนน (95% CI -3.1, -0.4) ผู้ที่มีผลการทดสอบ Handgrip strength test อยู่ในกลุ่มดีและดีมากมีคะแนนความสามารถในการทำงานเฉลี่ยสูงกว่าผู้ที่มีผลการทดสอบอยู่ในระดับต่ำและต่ำมาก 2.5 คะแนน (95% CI 0.6, 4.3) และผู้ที่มีผลการทดสอบ Single leg stance test อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยมีคะแนนความสามารถในการทำงานสูงกว่าผู้ที่อยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 2.1 คะแนน (95% CI 0.7, 3.5) ขณะที่ผลการทดสอบ 3-minute step test Chair stand test และ Sit and reach test ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับคะแนนความสามารถในการทำงาน ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าสัดส่วนของร่างกาย ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และการทรงตัวมีความสัมพันธ์กับความสามารถในการทำงาน มาตรการที่ช่วยเสริมสร้างสมรรถภาพทางกายด้านดังกล่าวจึงมีความสำคัญในการช่วยพัฒนาความสามารถในการทำงานของแรงงานสูงอายุ
Comparison Of Modified Formalism Output And Trs-398 Absorbed Dose To Water In Electron Beams Reference Dosimetry In Multiple Radiotherapy Centers, Yasumon Thinka
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The study aimed to investigate the feasibility and efficacy of utilizing modified calibration with cylindrical chambers for reference dosimetry in electron beam radiotherapy, challenging the recommendation of using plane-parallel chambers in low-energy electron beams by IAEA's TRS-398 and AAPM's TG-51 standards. Data collection involved six radiotherapy centers in Bangkok using Varian linear accelerators, with chambers including the IBA FC65-G, PTW 30013 cylindrical chambers, and PPC40, Roos plane-parallel chambers. Results of dose comparison between modified and TRS-398 protocols fell within ±2%. For low-energy electron beams, percent dose discrepancies ranged from -1.57% to 0.91%, and from -0.37% to 0.91% for high-energy. The …
ความรู้ ทัศนคติ ที่ส่งผลต่อการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยจากความร้อนในคนประจำเรือสินค้าไทย, ณัฐธาวินี หรดี
ความรู้ ทัศนคติ ที่ส่งผลต่อการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยจากความร้อนในคนประจำเรือสินค้าไทย, ณัฐธาวินี หรดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความรู้ ทัศนคติและการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยจากความร้อนในคนประจำเรือสินค้าและปัจจัยที่สัมพันธ์กับการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยจากความร้อนในคนประจำเรือสินค้า วิธีการศึกษา การศึกษาเชิงพรรณนาภาคตัดขวาง ณ จุดใดเวลาหนึ่ง ในคนประจำเรือไทยที่ทำงานในบริษัทเดินเรือสินค้าในกรุงเทพมหานคร จำนวน 246 คน โดยส่งแบบสอบถามออนไลน์ชนิดตอบด้วยตนเองไปยังอีเมลล์ของคนประจำเรือไทย ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลปัจจัยด้านบุคคล ปัจจัยด้านงาน ด้านความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติที่เกี่ยวกับการเจ็บป่วยจากความร้อนในการทำงานบนเรือ ผลการศึกษา ความรู้และทัศนคติส่งผลต่อการปฏิบัติฯ โดยทัศนคติและความรู้ที่ดีจะมีการปฏิบัติฯที่ดี อย่างไรก็ตาม ทัศนคติมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการปฏิบัติฯ มากกว่าความรู้ และพบว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของกลุ่มตัวอย่างมีความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติฯ อยู่ในระดับน้อยถึงปานกลาง โดยปัจจัยที่สัมพันธ์กับระดับการปฏิบัติฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ระดับการศึกษา กลุ่มตำแหน่งหน้าที่ ประเภทเรือ ลักษณะเวลาการทำงาน และ การทำงานที่ต้องสัมผัสกับแหล่งกำเนิดความร้อนอื่น และยังพบว่า ระยะเวลาการทำงานที่ต้องสัมผัสแหล่งกำเนิดความร้อนอื่นที่มากขึ้น สัมพันธ์กับคะแนนการปฏิบัติฯที่ลดลง สรุป ดังนั้นจึงควรมีการพัฒนา ให้ความรู้ เสริมสร้างทัศนคติ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติฯที่ถูกต้อง และควรมีมาตรการในการป้องกันการเจ็บป่วยจากความร้อนในคนประจำเรือสินค้าไทยในสภาวะอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น
A Study Of The Characteristics And Associative Factors In Alterations Of Plantar Pressure In Parkinson’S Patients With Freezing Of Gait, Thanawan Tiraweerakhajorn
A Study Of The Characteristics And Associative Factors In Alterations Of Plantar Pressure In Parkinson’S Patients With Freezing Of Gait, Thanawan Tiraweerakhajorn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Freezing of gait (FOG) poses a significant challenge in advanced Parkinson’s Disease (PD), manifesting as abrupt interruptions in forward movement within the gait cycle. Plantar pressure, notably heel strike dynamics, has emerged as a pivotal parameter associated with FOG. Materials and Methods: A retrospective analysis was conducted on clinical data and Strideway® System records from PD patients diagnosed with FOG via gold standard objective gait. Demographics, clinical assessments, plantar pressure metrics, and spatiotemporal gait parameters were collected. Results: 100 PD patients with FOG were included. Plantar pressure during the heel strike phase exhibited reductions in stages 2-3, with an …
ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมในรังสีแพทย์ ประเทศไทย, ธนชาต ฟักสอาด
ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมในรังสีแพทย์ ประเทศไทย, ธนชาต ฟักสอาด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
คอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมจัดเป็นกลุ่มอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับดวงตาและการมองเห็นซึ่งเกิดจากการใช้สายตามองหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานาน การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมในรังสีแพทย์ของไทย เนื่องด้วยรังสีแพทย์เป็นแพทย์เฉพาะทางที่ถือว่ามีระยะเวลาการทำงานกับหน้าจอแสดงผลของคอมพิวเตอร์ที่ยาวนาน การศึกษานี้มีรูปแบบการวิจัยแบบภาคตัดขวาง ดำเนินการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามตอบด้วยตนเองรูปแบบออนไลน์และได้รับการตอบกลับรวมทั้งสิ้น 285 คน นำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างสองตัวแปรและวิเคราะห์การถดถอยแบบลอจิสติก ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความชุกของการเกิดคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมสูงถึง ร้อยละ 82.81 โดยมีอาการที่พบได้บ่อยที่สุดสามอันดับแรก คือ อาการแสบตา อาการตาแห้ง และอาการปวดตา ตามลำดับ และมีปัจจัยส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ รังสีแพทย์ที่มีอนุสาขา (aOR = 0.19, 95% CI: 0.06-0.60) และรังสีแพทย์ที่มีโรคประจำตัวทางตาอยู่เดิม (aOR = 4.97, 95% CI: 1.74-14.14) ส่วนปัจจัยด้านการทำงานที่มีความเกี่ยวข้อง ได้แก่ มีการพักสายตาระหว่างการทำงาน (aOR = 0.15, 95% CI: 0.05-0.46) และการใส่หน้ากากอนามัยระหว่างทำงาน (aOR = 0.20, 95% CI: 0.08-0.49) สรุปได้ว่ารังสีแพทย์ไทยนั้นมีความชุกของการเกิดคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมสูง การตระหนักและให้ความสำคัญกับการพักสายตาเป็นระยะระหว่างที่ทำงานน่าจะช่วยป้องกันและลดโอกาสเกิดกลุ่มอาการนี้ได้
Prevalence Of Obstructive Sleep Apnea And Accuracy Of Home Sleep Apnea Test (Type 3) For Obstructive Sleep Apnea Diagnosis In Difficult To Treat Asthma, Tidarat Somruesaen
Prevalence Of Obstructive Sleep Apnea And Accuracy Of Home Sleep Apnea Test (Type 3) For Obstructive Sleep Apnea Diagnosis In Difficult To Treat Asthma, Tidarat Somruesaen
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
BACKGROUND Prevalence of obstructive sleep apnea (OSA) was previously reported to be higher in asthma particularly in severe and difficult-to-treat subgroups, about 74.5% However, there is currently no available data from Thailand to define the accuracy of type 3 home sleep apnea test for the OSA diagnostic in difficult to treat asthma. OBJECTIVES: The primary objective is to study the prevalence of OSA in patients with difficult-to-treat asthma. The secondary objective is to assess the accuracy of type 3 home sleep apnea test (HSAT) for OSA diagnosis compared to standard type 1 polysomnography in patients with difficult-to-treat asthma. METHODS: Patients …
Oil Price Volatility And Bond Credit Spread: Evidence From Thailand, Natasha Thatchaichawalit
Oil Price Volatility And Bond Credit Spread: Evidence From Thailand, Natasha Thatchaichawalit
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This paper studies the relationship between oil price volatility and corporate bond credit spread. The sample is selected from bonds offered by listed companies in energy and utility sector (categorized by the Thai Bond Market Association) whose profit directly relates to the oil price movement. The studied period is 10 years which covers January 2013 – December 2023. The period covers both upturn and downturn of oil price movement. For the oil price volatility proxy, this paper uses end of month data of OVX index and conditional variance of Brent return estimated with GARCH (1,1) model. After, controlling for other …
The Effect Of Earnings Quality On Financial Analysts’ Dividend Forecast Error : The Moderating Roles Of Investor Sentiment And Economic Uncertainty, Tanabordee Jutaputthi
The Effect Of Earnings Quality On Financial Analysts’ Dividend Forecast Error : The Moderating Roles Of Investor Sentiment And Economic Uncertainty, Tanabordee Jutaputthi
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the influence of earnings quality on the accuracy of financial analysts' dividend forecasts for companies listed on the Thailand Stock Market Exchange (SET) and the Market for Alternative Investment (mai) for the period from 2015 to 2022. using a sample of 891 observations. focusing on the moderating roles of investor sentiment and economic uncertainty. The findings reveal that good earnings quality helps reduce dividend forecast errors. We find no evidence of the moderating roles of investor sentiment and economic uncertainty, implying that analysts might possess the expertise to incorporate the implications of economic uncertainty into their forecasts …
The Impact Of Esg Performance On Stock Volatilityin Asia-Pacific Markets: The Moderating Rolesof Corruption And Economic Development, Thosaporn Tonghui
The Impact Of Esg Performance On Stock Volatilityin Asia-Pacific Markets: The Moderating Rolesof Corruption And Economic Development, Thosaporn Tonghui
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study examines the impact of Environmental, Social, and Governance (ESG) disclosures and scores on stock volatility in Asia-Pacific markets. The paper also assesses the moderating roles of corruption and economic development in this relationship. Using data from 2010 to 2022, the research employs the Fama-French multi-factor models to analyze the relationship between ESG metrics and stock idiosyncratic volatility. The findings indicate that both ESG disclosure and higher overall ESG scores significantly reduce stock volatility, underscoring the importance of transparency and robust ESG practices in mitigating firm-specific risks. Additionally, the study reveals that the social and governance pillars of ESG …
Board’S Gender Diversity And Educational Backgrounds As Determinants Of Cost Of Debt: Managerial Hierarchy Perspectives In Thai Financial Landscape, Pitchaya Thuwanaka
Board’S Gender Diversity And Educational Backgrounds As Determinants Of Cost Of Debt: Managerial Hierarchy Perspectives In Thai Financial Landscape, Pitchaya Thuwanaka
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the impact of board gender diversity, financial background, and educational diversity on the cost of debt for Thai listed companies, focusing on the SET50 firms from 2015-2016 and 2021-2022. Utilizing data from Refinitiv DataStream, SETSMART, and annual reports, this research examines whether the presence of women on boards, financial expertise, and diverse educational backgrounds influence borrowing costs. The findings reveal that female board members do not significantly impact the cost of debt, challenging common assumptions about gender diversity's financial benefits. In contrast, boards with directors possessing financial backgrounds, particularly those in chairman and executive management positions, are …
The Moderating Role Of Asset Tangibility, Economic Policy Uncertainty, And Control Of Corruption On The Impact Of Public Debt On Cost Of Debt And Investment, Raksit Lomtakul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research aims to explore two main objectives: first, to investigate the impact of public debt on corporate borrowing costs and investment activities; and second, to examine how moderating factors like Asset Tangibility (TAN), the World Uncertainty Index (WUI), and Control of Corruption (CC) shape this relationship. The findings reveal that higher public debt levels significantly increase corporate borrowing costs and reduce investment activities, underscoring the need for policymakers to adopt prudent fiscal strategies that balance debt management with fostering a supportive environment for private sector investment. Furthermore, the study highlights the moderating effects of Asset Tangibility, WUI, and Control …
Determinants Of Asset Growth Premium: Evidence From Thailand, Ramita Raksakunpanich
Determinants Of Asset Growth Premium: Evidence From Thailand, Ramita Raksakunpanich
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the asset growth anomaly in the Thai stock market, examining whether new factor constructed from decomposed asset components offers superior explanatory power for stock returns compared to the original aggregate asset growth factor. The research analyzes key components of total assets, including both sides of the balance sheet covering investing and financing activities. Our findings reveal that all the new factors constructing based on each component of asset is spanned by all the Fama-French factor. The overall explanatory power of total asset growth is superior. This suggests that total asset growth is the best predictor of investment …