Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (18077)
- Social and Behavioral Sciences (15774)
- Education (10049)
- Arts and Humanities (9834)
- Law (9418)
-
- Life Sciences (6567)
- Physical Sciences and Mathematics (6060)
- Medical Specialties (5999)
- Engineering (4591)
- Public Health (4208)
- Medical Sciences (4145)
- Business (3802)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (2910)
- Higher Education (2878)
- Psychology (2787)
- Sociology (2557)
- Religion (2165)
- Computer Sciences (2027)
- History (2015)
- Nursing (1724)
- Communication (1717)
- Oncology (1701)
- Bioinformatics (1630)
- Biomedical Informatics (1617)
- Library and Information Science (1580)
- Curriculum and Instruction (1517)
- Political Science (1509)
- Diseases (1480)
- Environmental Sciences (1446)
- Economics (1249)
- Institution
-
- The Texas Medical Center Library (4330)
- University of South Florida (2065)
- University of Nebraska - Lincoln (1774)
- Washington University School of Medicine (1691)
- Walden University (1658)
-
- Brigham Young University (1629)
- Utah State University (1250)
- Chulalongkorn University (1227)
- Liberty University (1180)
- Edith Cowan University (1161)
- Association of Arab Universities (1083)
- University of Plymouth (1078)
- Universitas Indonesia (976)
- University of New Hampshire (974)
- San Jose State University (949)
- City University of New York (CUNY) (885)
- University of Montana (861)
- Louisiana State University (842)
- University of Kentucky (842)
- University of New Mexico (841)
- Singapore Management University (834)
- Georgia Southern University (833)
- Nova Southeastern University (783)
- University of South Carolina (761)
- University of Texas Rio Grande Valley (756)
- Portland State University (731)
- Technological University Dublin (713)
- University of Arkansas, Fayetteville (706)
- University of Memphis (694)
- University of Mississippi (646)
- Keyword
-
- Humans (4138)
- COVID-19 (1589)
- ICTS (Institute of Clinical and Translational Sciences) (1346)
- Female (998)
- Animals (948)
-
- Education (901)
- Mice (705)
- Male (676)
- Adult (564)
- United States (543)
- Mental health (534)
- Child (532)
- Higher education (452)
- Machine learning (416)
- Retrospective Studies (406)
- Gender (405)
- Leadership (405)
- Climate change (362)
- Depression (347)
- Social media (342)
- Artificial intelligence (341)
- Sustainability (337)
- Communication (327)
- Aged (317)
- Ethics (312)
- Diversity (309)
- Neoplasms (306)
- Adolescent (302)
- History (301)
- Equity (297)
- Publication
-
- Faculty, Staff and Student Publications (2737)
- Theses and Dissertations (2234)
- 2020-Current year OA Pubs (1672)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (1535)
- Faculty, Staff and Students Publications (1235)
-
- Research outputs 2022 to 2026 (1046)
- Faculty Publications (1038)
- Bird Observer (966)
- Dissertations (924)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (892)
- Doctoral Dissertations and Projects (809)
- Electronic Theses and Dissertations (784)
- Insights: The Newsletter of the Neal A. Maxwell Institute for Religious Scholarship (674)
- Faculty Scholarship (652)
- Articles (545)
- Honors Theses (487)
- University of Montana Course Syllabi, 2021-2025 (476)
- Library Philosophy and Practice (e-journal) (472)
- Theses (454)
- Historical Documents - Combined (396)
- Research Collection School Of Computing and Information Systems (362)
- Patient Education Projects (343)
- Documents (341)
- Information Sciences Letters (341)
- Masters Theses (327)
- 2023 Decisions (317)
- Dissertations, Theses, and Capstone Projects (310)
- Florida Tax Review (301)
- Ornitología Neotropical (301)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (290)
- Publication Type
Articles 88771 - 88800 of 91915
Full-Text Articles in Entire DC Network
การยืนกรานในการอ้างสิทธิ์ทางประวัติศาสตร์ในทะเลจีนใต้ในการดำเนินยุทธศาสตร์การต่างประเทศของจีน, พสุพิชญ์ ดิษฐบรรจง
การยืนกรานในการอ้างสิทธิ์ทางประวัติศาสตร์ในทะเลจีนใต้ในการดำเนินยุทธศาสตร์การต่างประเทศของจีน, พสุพิชญ์ ดิษฐบรรจง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์นี้มุ่งศึกษาถึงเหตุผลเบื้องหลังการที่จีนยืนหยัดที่จะใช้การอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ในทะเลจีนใต้ (South China Sea: SCS) ซึ่งเป็นประเด็นที่เชื่อมโยงระหว่างนโยบายต่างประเทศของจีนกับการเมืองภายในประเทศและยุทธศาสตร์ทางภูมิรัฐศาสตร์ การยืนหยัดในสิทธิทางประวัติศาสตร์ที่ฝังรากลึกนี้เป็นหัวใจสำคัญของท่าทีที่เด็ดขาดของจีนในภูมิภาค ทั้งยังสะท้อนถึงความทะเยอทะยานในภูมิรัฐศาสตร์ของจีนที่ขยายตัวอีกด้วย งานวิจัยนี้จึงแบ่งออกเป็นสี่ส่วนหลักที่อธิบายมุมมองต่าง ๆ เพื่อสร้างความเข้าใจถึงเหตุผลและปัจจัยของการอ้างสิทธิ์ของจีนอย่างยาวนาน และศึกษาวิวัฒนาการของนโยบายต่างประเทศจีนที่เกี่ยวข้องกับทะเลจีนใต้ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่เกิดความตึงเครียดกับฟิลิปปินส์และประเทศอื่นๆในข้อขัดแย้ง ที่จีนยังคงใช้เรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์เพื่อสนับสนุนอธิปไตยของตน แม้คำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการในปี 2016 จะยืนยันว่าข้อเรียกร้องของจีนขัดต่อกฎหมายทะเลของสหประชาชาติ แต่จีนก็ยังยึดมั่นในข้ออ้างของตนอย่างแข็งกร้าว นำไปสู่การศึกษาการเมืองภายในของจีนตั้งแต่ยุคการเปลี่ยนผ่านผู้นำของจีนอย่างหูจิ่นเทาจนถึงสมัยยุคปัจจุบันของสีจิ้นผิง โดยเน้นการเปลี่ยนแปลงทางอุดมการณ์และยุทธวิธีทางการเมืองของผู้นำจีนคนปัจจุบันที่มุ่งรวมอำนาจโดยเชื่อมโยงการเมืองภายในกับนโยบายต่างประเทศที่แข็งกร้าวในทะเลจีนใต้ การกระทำเชิงรุกที่อ้างสิทธิเหนือดินแดนนี้แสดงถึงความพยายามสร้างความชอบธรรมทางการเมืองของจีนภายในประเทศและยุทธศาสตร์ความเป็นผู้นำของสีจิ้นผิง ผ่านการปลุกกระแสชาตินิยมและเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์เพื่อสร้างการสนับสนุนจากสาธารณชนและเสริมสร้างฐานอำนาจ กลยุทธ์นี้สะท้อนท่าทีของนโยบายต่างประเทศจีนที่ไม่ยอมถอยในประเด็นทะเลจีนใต้ แม้จะเผชิญแรงกดดันจากนานาชาติก็ตาม โดยสรุปสารนิพนธ์นี้จึงสรุปถึงปัจจัยของการยืนยันในการอ้างสิทธิ์ทางประวัติศาสตร์ทางทะเลจีนใต้จากประโยชน์ที่จีนได้รับ เช่น การควบคุมทรัพยากรทางทะเล การใช้ลัทธิชาตินิยมเพื่อรวบรวมการสนับสนุนจากสาธารณชน และการรักษาเสถียรภาพของพรรคคอมมิวนิสต์จีน การอ้างสิทธิทางประวัติศาสตร์จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ผู้นำจีนใช้เพื่อรวมอำนาจ สารนิพนธ์นี้ผสานการวิเคราะห์ระหว่างนโยบายต่างประเทศ การเมืองภายใน และยุทธศาสตร์ความเป็นผู้นำ เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างครอบคลุมว่าทำไมจีนยังคงยืนหยัดในข้ออ้างทางประวัติศาสตร์ของตนในทะเลจีนใต้ โดยแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างปัจจัยภายในและความทะเยอทะยานระหว่างประเทศของจีนที่ทำให้ข้อเรียกร้องนี้ยังคงเป็นประเด็นสำคัญต่อไป
บรรทัดฐานระหว่างประเทศด้านการสาธารณสุขกับนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในไทย, พิชญ์พล วราภรณ์นิลอุบล
บรรทัดฐานระหว่างประเทศด้านการสาธารณสุขกับนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในไทย, พิชญ์พล วราภรณ์นิลอุบล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษา บรรทัดฐานระหว่างประเทศด้านการสาธารณสุขกับนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในไทย โดยอธิบายการสร้างบรรทัดฐานระหว่างประเทศขององค์การระหว่างประเทศ ซึ่งนอกจากจะสร้างบรรทัดฐานแล้ว องค์การระหว่างประเทศยังผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ ปฏิบัติตาม ประเทศที่นำบรรทัดฐานเหล่านี้ไปปฏิบัติจะต้องพบเจอกับการปะทะระหว่างบรรทัดฐานเดิมกับบรรทัดฐานใหม่ รวมถึงการถกเถียงจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย สารนิพนธ์ฉบับนี้เน้นวิเคราะห์อิทธิพลขององค์การระหว่างประเทศในฐานะผู้สร้างบรรทัดฐานระหว่างประเทศต่อการกำหนดนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทย จากการศึกษาพบว่า บรรทัดฐานระหว่างประเทศซึ่งได้รับการผลักดันโดยองค์การอนามัยโลกก่อให้เกิดความสำเร็จในการจัดตั้งหน่วยงานด้านสาธารณสุขที่เข้มแข็ง ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยมีนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เข้มงวด แต่ผลลัพธ์ของการนำนโยบายที่เข้มงวดมาบังคับใช้กลับไม่ได้มีประสิทธิภาพดังที่หน่วยงานสาธารณสุขคาดหวังไว้ ทำให้หน่วยงานเหล่านี้ต้องการเพิ่มระดับความเข้มงวดในการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งความพยายามดังกล่าวอาจมองได้ว่าใช้ต้นทุนมากจนเกินไป และสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจ อีกทั้งยังอาจขัดกับบรรทัดฐานระหว่างประเทศในด้านอื่น โดยเฉพาะด้านการค้า ทั้งนี้ช่วงทศวรรษ 2020 ปัญหาเรื่องนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถูกทำให้เป็นประเด็นการเมือง ปรากฏเห็นด้วยว่า ประชาชนจำนวนไม่น้อยเริ่มคัดค้านกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น ทำให้เกิดผลเสียต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลไทยในการจัดการปัญหาภายในประเทศ ควรอย่างยิ่งที่รัฐบาลไทยจะต้องทบทวนความคุ้มค่าของการกำหนดนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อีกครั้ง โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพตามหลัก SAFER เพื่อหามาตรการที่คุ้มทุนและมีประสิทธิผล การนำหลัก SAFER มาประยุกต์ใช้กับการออกแบบนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศจะหยั่งผลได้ดีกว่าเพื่อส่งเสริมทั้งการสาธารณสุขและเศรษฐกิจ
ปัญหาและอุปสรรคในการขออยู่ต่อในราชอาณาจักร กรณีมีเหตุจำเป็นทางธุรกิจ : กรณีศึกษา กองกำกับการ 2 กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, ภัครดา ดีประดับ
ปัญหาและอุปสรรคในการขออยู่ต่อในราชอาณาจักร กรณีมีเหตุจำเป็นทางธุรกิจ : กรณีศึกษา กองกำกับการ 2 กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, ภัครดา ดีประดับ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษา เรื่อง ปัญหาและอุปสรรคในการขออยู่ต่อในราชอาณาจักร กรณีมีเหตุจำเป็นทางธุรกิจ : กรณีศึกษา กองกำกับการ 2 กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง มีจุดประสงค์เพื่อศึกษา ปัญหาและอุปสรรคในการยื่นขออยู่ต่อในราชอาราจักร กรณีมีเหตุจำเป็นทางธุรกิจ ในทัศนะของคนต่างด้าวและคนไทยที่เป็นผู้เข้ารับบริการและเพื่อนำเสนอปัญหาและอุปสรรคที่พบเจอในขั้นตอนการยื่นขออยู่ต่อในราชอาณาจักรประเภทธุรกิจ โดยจากการสัมภาษณ์และการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง พบว่า 1.ด้านทักษะภาษาของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานที่ไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว ทำให้ข้อมูลมีการตกหล่นจากการที่ไม่สามารถอธิบาย ก่อให้เกิดความยุ่งยากในการดำเนินการและให้ข้อมูลอย่างชัดเจน 2.ด้านสถานที่ในการให้บริการสถานที่การให้บริการมีขนาดเล็กและไม่เพียงพอที่จะรองรับผู้เข้ามาใช้บริการจำนวนมาก ทำให้เกิดความแออัดและยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ของหน่วยงานอีกด้วย รวมไปถึงอำนวยความสะดวกอาจไม่เพียงพอต่อการรองรับจำนวนผู้เข้ามาใช้บริการ 3.ขั้นตอนในการต่อวีซ่าทำงานมีความซับซ้อนและต้องการเอกสารจำนวนมากและต้องยื่นในรูปแบบกระดาษ รวมไปถึงขั้นตอนการรับคิวที่ซ้ำซ้อน การพิจารณาหลายขั้นตอนรวมไปถึงระยะเวลารอผลวีซ่า ในการขั้นตอนการตรวจสอบเอกสาร นอกจากการยื่นเอกสารในการขออยู่ต่อตามรายการที่กำหนดแล้ว เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองยังสามารถใช้ดุลยพินิจในการเรียกขอเอกสารเพิ่มเติม4. ด้านจำนวนบุคลากร เนื่องจากผู้เข้ารับบริการต่อวันเมื่อเทียบกับจำนวนเจ้าหน้าที่แล้วนั้นไม่เพียงพอต่อการให้บริการได้อย่างรวดเร็ว หากเคาน์เตอร์บริการเปิดไม่ครบทุกเคาน์เตอร์ ส่งผลให้ทั้งเจ้าหน้าที่ที่ต้องแบกรับภาระในการตรวจเอกสารเพิ่มขึ้น โดยข้อเสนอแนะ ได้แก่ 1. แยกแถวหรือคิวสำหรับบริษัทเอเจ้นท์ต่างๆที่มายื่นขอต่อวีซ่าให้กับชาวต่างชาติหลายคนใน1ครั้ง เพื่อลดการเสียเวลาในการมารอคิวตั้งแต่เช้าเพื่อรอต่อคิวบริษัทเอเจ้นท์ต่างๆที่ยื่นเอกสารหลายคน 2. ขยายจุดให้บริการ เนื่องจากจำนวนผู้เข้าใช้บริการค่อนข้างหนาแน่นช่วงวันจันทร์-ศุกร์ ทำให้พื้นที่ไม่เพียงพอที่จะรองรับผู้มาใช้บริการ 3.การเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบเอกสารเพื่อทำให้กระบวนการยื่นขออยู่ต่อมีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น 4.ควรมีการชี้แจงเอกสารเงื่อนไขในการยื่นขออยู่ต่ออย่างชัดเจนรวมไปถึงขั้นตอนกระบวนการในการขออยู่ต่อเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียเวลาจากการเดินทางกลับไปกลับมาและได้รับข้อมูลที่เที่ยงตรง 5.เพิ่มทักษะทางด้านภาษาอังกฤษให้กับเจ้าหน้าที่ 6.ขยายประเภทวีซ่าที่สามารถทำในระบบออนไลน์ได้เพื่อลดความแออัดและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่มาติดต่อเหมือนเช่นประเทศเกาหลี
หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ด้านไซเบอร์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับออสเตรเลีย, พีรทร พิทักษ์เกียรติยศ
หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ด้านไซเบอร์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับออสเตรเลีย, พีรทร พิทักษ์เกียรติยศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ด้านไซเบอร์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับออสเตรเลีย โดยอาศัยกรอบทฤษฎีสัจนิยมคลาสสิคใหม่ เพื่อนำมาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงที่ช่วยส่งเสริมให้สหรัฐฯ ตัดสินใจเลือกออสเตรเลียเป็นส่วนสำคัญในยุทธศาสตร์ความมั่นคงระดับภูมิภาค รวมถึงการส่งเสริมให้ออสเตรเลียก้าวขึ้นมาเป็นรัฐที่มีขีดความสามารถทางไซเบอร์ขั้นสูง ผลการศึกษาพบว่า ความร่วมมือด้านไซเบอร์ระหว่างสหรัฐฯ กับออสเตรเลีย เกิดจากความร่วมมือด้านความมั่นคงที่มีมายาวนานและเป็นไปอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 และเนื่องด้วยสหรัฐฯ ประสบกับภัยคุกคามจากมหาอำนาจในภูมิภาคเอเชีย - แปซิฟิกที่ต้องการก้าวขึ้นมามีอิทธิพลเหนือสหรัฐฯ ทำให้สหรัฐฯ ต้องหันกลับมาให้ความสำคัญแก่พันธมิตรดั้งเดิมในภูมิภาคโดยเฉพาะออสเตรเลีย การที่สหรัฐฯ สนับสนุนขีดความสามารถด้านไซเบอร์ให้แก่ออสเตรเลีย เป็นไปเพื่อให้ทั้งสหรัฐฯ และออสเตรเลียสามารถตอบสนองภัยคุกคามรูปแบบใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
ปัจจัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตกรณีศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, วรกานต์ สุ้นกี้
ปัจจัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตกรณีศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, วรกานต์ สุ้นกี้
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัย เรื่อง ปัจจัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต กรณีศึกษาสำนักงานเลขาธิการ สภาการศึกษา มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา 2 ข้อ ได้แก่ (1) เพื่อศึกษาปัจจัยส่งเสริม การเรียนรู้ตลอดชีวิตของนักวิชาการศึกษา ในสำนักนโยบายและแผนการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา และ (2) เสนอแนวทางในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับนักวิชาการศึกษาในสำนักนโยบายและแผนการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ อาศัยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างโดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ เป็นนักวิชาการศึกษาจำนวน 14 คน จากสำนักนโยบายและแผนการศึกษา ผลจากการศึกษาพบว่า ภาพรวมนักวิชาการศึกษามีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีความตื่นตัวในการเรียนรู้ อย่างไรก็ตามพบข้อจำกัดในด้านของเวลาและภาระงานที่ส่งผลให้สถานการณ์การเรียนรู้ตลอดชีวิตทำให้ภาพรวมของการเรียนรู้ตลอดชีวิตอยู่ในระดับปานกลาง นอกจากนี้ยังพบว่าปัจจัยส่งเสริม การเรียนรู้ตลอดชีวิตของบุคลากรในสำนักนโยบายและแผนการศึกษาสำนักงานเลขาธิการ สภาการศึกษา ประกอบไปด้วย 13 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยภายใน จำนวน 2 ปัจจัย คือ ประโยชน์ของการเรียนรู้ ความต้องการในการเรียนรู้/ความสนใจ และปัจจัยภายนอก จำนวน 11 ปัจจัย คือ ปัจจัยจูงใจ ภาระงาน เพื่อนร่วมงาน บรรยากาศในการทำงาน อุปกรณ์ในการหาความรู้และเทคโนโลยี แหล่งเรียนรู้ สถานที่ทำงาน วัฒนธรรมการเรียนรู้ เวลา สุขภาพและอายุ และสถานะทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะนำไปสู่แนวทางในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต สำหรับบุคลากรในสำนักนโยบายและแผนการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
การบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศในกรณีสงครามรัสเซีย-ยูเครน, รัชดาภรณ์ โชติธนมิตรหิรัญ
การบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศในกรณีสงครามรัสเซีย-ยูเครน, รัชดาภรณ์ โชติธนมิตรหิรัญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลัก คือเพื่อศึกษาการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศในกรณีสงครามรัสเซีย-ยูเครน การศึกษานี้ใช้กรอบทฤษฎีประกอบสร้างวิเคราะห์ความท้าทายและข้อจำกัดของการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศในกรณีดังกล่าว รวมถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการบังคับใช้กฎหมาย ผลการศึกษาพบว่า ความพยายามในการใช้กฎหมายระหว่างประเทศเพื่อจัดการกับความขัดแย้งนี้ปรากฏในหลากหลายรูปแบบ เช่น การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ และการประณามผ่านเวทีสหประชาชาติ อย่างไรก็ตาม ความซับซ้อนทางการเมืองและการตอบโต้จากรัสเซียทำให้การบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศไม่สามารถเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสบผลสำเร็จ การศึกษานี้จึงมุ่งเน้นการประเมินกลไกของสหประชาชาติและบทบาทขององค์กรระหว่างประเทศอื่น ๆ เช่น คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ และองค์การความร่วมมือว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป ซึ่งสรุปได้ว่าการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศในกรณีนี้มีความท้าทายไม่น้อย สะท้อนให้เห็นว่าโลกแตกแยกทางการเมืองเพียงใด
ศึกษาการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กรณีศึกษาพิพิธตลาดน้อย, วริศกิตติ์ อัครเดชารัชช์
ศึกษาการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กรณีศึกษาพิพิธตลาดน้อย, วริศกิตติ์ อัครเดชารัชช์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น 2) เพื่อศึกษาความเป็นมาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กรณีศึกษาพิพิธตลาดน้อย 3) เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กรณีศึกษาพิพิธตลาดน้อย โดยใช้รูปแบบวิจัยเชิงคุณภาพ ทำการศึกษาการบริหารจัดการพิพิธตลาดน้อย ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในชุมชนตลาดน้อย เขตสัมพันธ์วงศ์ กรุงเทพมหานครฯ เริ่มทำการศึกษาในเดือนเดียวกับที่พิพิธตลาดน้อยเพิ่งเปิดทำการอย่างเป็นทางการ คือเดือนมีนาคม พ.ศ. 2567 พิพิธตลาดน้อยตั้งอยู่บนพื้นที่ราชพัสดุริมแม่น้ำเจ้าพระยา เดิมทีเป็นโรงกลึงเก่าถูกทิ้งร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์เต็มประสิทธิภาพ คนในชุมชนจึงจัดประชุมและยื่นหนังสือต่อกรมธนารักษ์ในการขอพื้นที่เพื่อพัฒนาเป็นพื้นที่สาธารณะประโยชน์โดยได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย กรมธนารักษ์เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน จึงเข้ามาพัฒนาพื้นที่สร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นและส่งมอบให้กองส่งเสริมและพัฒนาทรัพย์สินมีค่าของรัฐบริหารจัดการดำเนินงานพิพิธภัณฑ์ผสานความร่วมมือกับชุมชนตามความต้องการของชุมชน เก็บรวมรวบข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ สังเกต พร้อมทั้งเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรกองส่งเสริมและพัฒนาทรัพย์สินมีค่าของรัฐ คนในชุมชนตลาดน้อย กลุ่มเครือข่ายสนับสนุนต่างๆ จากการศึกษาพบว่า พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจะก่อตั้งขึ้นมาได้ต้องมีรากฐานที่มั่นคงคือคนในชุมชน พิพิธภัณฑ์ต้องอาศัยความร่วมมือของชุมชนในการดำเนินภารกิจงานพิพิธภัณฑ์มิเช่นนั้นพิพิธภัณฑ์จะไร้ซึ่งชีวิตและชุมชนก็ต้องการพิพิธภัณฑ์ในลักษณะของพื้นที่สาธารณะที่เป็นศูนย์กลางของชุมชน ให้เป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้และทำกิจกรรมทางสังคม ข้อเสนอแนะในการบริหารจัดการพิพิธตลาดน้อยควรมีความยืดหยุ่นในการจัดการเตรียมพร้อมปรับตัว เพื่อรับมือกับปัญหาและตอบสนองความต้องการของชุมชนในฐานะพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่มีส่วนในการพัฒนา และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน
ความเครียดในการทำงานและประสิทธิภาพในการทำงานของข้าราชการกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง, วราภรณ์ แก้วแดง
ความเครียดในการทำงานและประสิทธิภาพในการทำงานของข้าราชการกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง, วราภรณ์ แก้วแดง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์หลักของการวิจัยครั้งนี้คือการศึกษาอิทธิพลของระดับความเครียดในการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของข้าราชการกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง ผู้วิจัยเลือกใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณโดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากข้าราชการกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง รวมจำนวน 220 คน โดยใช้แบบสอบถามรูปแบบออนไลน์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความเครียดโดยทั่วไปในชีวิตประจำวันระดับปานกลาง และมีความเครียดในการทำงานโดยรวมระดับน้อย เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าปัจจัยด้านลักษณะงานมีค่าระดับความเครียดในการทำงานสูงที่สุดซึ่งมีระดับปานกลาง รองลงมาคือปัจจัยด้านบทบาทหน้าที่ ด้านโครงสร้างและบรรยากาศในองค์กร ด้านความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และด้านสัมพันธภาพระหว่างบุคคล เมื่อพิจารณาในส่วนของประสิทธิภาพการทำงาน พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อประสิทธิภาพในการทำงานโดยรวมระดับมาก และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าปัจจัยด้านคุณภาพงานมีประสิทธิภาพในการทำงานมากที่สุด รองลงมาคือด้านระยะเวลาและความคุ้มค่า และสุดท้ายคือด้านปริมาณงาน จากนั้นในส่วนของการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ งานวิจัยนี้พบว่าปัจจัยความเครียดในการทำงานทุกด้าน มีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพในการทำงานในระดับต่ำ และมีความสัมพันธ์แบบแปรผกผัน กล่าวคือหากปัจจัยความเครียดในการทำงานเพิ่มขึ้นจะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง และเมื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) พบว่าปัจจัยภูมิหลังทางประชากรและสังคมที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน ได้แก่ กลุ่มงาน ระยะเวลาในการทำงาน และระดับความเครียดโดยทั่วไปในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตามความเครียดในการทำงานไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติแต่ประการใด งานวิจัยนี้จึงเสนอแนะให้องค์กรมีการประเมินความเครียดของบุคลากรอยู่เสมอ เพื่อรักษาความเครียดในการทำงานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และเกิดประสิทธิภาพในการทำงานมากที่สุด
การรับรู้และความพึงพอใจเกี่ยวกับสวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูลของข้าราชการ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์, วัชรพงษ์ สำเนียง
การรับรู้และความพึงพอใจเกี่ยวกับสวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูลของข้าราชการ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์, วัชรพงษ์ สำเนียง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงปริมาณนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระว่างระดับการรับรู้กับระดับความพึงพอใจเกี่ยวกับสวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูลของข้าราชการสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 83 คน ซึ่งเป็นข้าราชการ ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค. (2) ประเภททั่วไป และประเภทวิชาการ (ระดับปฏิบัติงาน ชำนาญงาน ปฏิบัติการ ชำนาญการ และชำนาญการพิเศษ) ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างโดยส่วนใหญ่รับรู้เกี่ยวกับสวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูลระดับมากและปานกลาง อีกทั้งพบว่ามีความพึงพอใจในสวัสดิการด้านสุขภาพอนามัย ความมั่นคงปลอดภัย การศึกษา และเศรษฐกิจระดับมาก แต่มีความพึงพอใจในสวัสดิการด้านนันทนาการระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับระดับการรับรู้ พบว่าอายุและสถานที่ปฏิบัติงานมีความสัมพันธ์กับระดับการรับรู้เกี่ยวกับสวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับระดับความพึงพอใจ และความสัมพันธ์ระหว่างระดับการรับรู้กับระดับความพึงพอใจ ไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงเสนอแนะให้มีการจัดอบรมเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับสวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูลแก่ข้าราชการที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งก่อนเข้ามาปฏิบัติงาน รวมถึงการทบทวนความรู้เกี่ยวกับสวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูลให้แก่บุคลากรในสังกัดเพื่อทำให้เกิดการรับรู้ที่ถูกต้องและครบถ้วน ตลอดจนการสำรวจความพึงพอใจของข้าราชการ พนักงานราชการ และบุคลากรในสังกัดเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูลเป็นประจำ
การศึกษาบทบาทของสำนักงบประมาณต่อการกระจายอำนาจทางการคลัง: กรณีศึกษาการจัดสรรเงินอุดหนุนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, วีรภัทร์ อินทรนาค
การศึกษาบทบาทของสำนักงบประมาณต่อการกระจายอำนาจทางการคลัง: กรณีศึกษาการจัดสรรเงินอุดหนุนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, วีรภัทร์ อินทรนาค
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาบทบาทสำนักงบประมาณต่อการกระจายอำนาจทางการคลัง : กรณีศึกษาการจัดสรรเงินอุดหนุนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และเสนอแนวทางการนำระบบงบประมาณแบบมุ่งผลสำเร็จ (Result-Based Budgeting : RBB) ที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อสำรวจและวิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคและความท้าทายที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแนวทางการจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยตรง ผ่านแนวคิดทฤษฎีการกระจายอำนาจทางการคลัง ทฤษฎี SWOT Analysis วิเคราะห์บทสัมภาษณ์เชิงลึกจากเจ้าหน้าที่สำนักงบประมาณ เจ้าหน้าที่ อปท. และ นักวิชาการทางการคลัง ผลการวิจัยพบว่า การจัดสรรงบประมาณโดยตรงของสำนักงบประมาณ (สงป.) แบบแนวทางที่สอดคล้องกับ RBB ยังพบว่ามีข้อจำกัดในเรื่องบุคลากรและความเข้าใจต่อบริบทของแต่ละท้องถิ่นที่แตกต่างกัน ทำให้การจัดสรรงบประมาณไม่ทันต่อสถานการณ์ กระบวนการตรวจสอบและอนุมัติที่ซับซ้อน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เหมาะสม การปรับปรุงระบบติดตามและประเมินผล การจัดทำฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (big-Data) นำไปสู่การประยุกต์ใช้ข้อมูลเกิดการพัฒนาของท้องถิ่นในอนาคต นอกจากนี้ ปัจจุบัน สงป. ได้จัดตั้งสำนักงานเขต (สาขา) ทำให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่าง สงป. กับ อปท. อย่างบูรณาการ สะสมองค์ความรู้ รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้นำ อปท. มาชี้แจงงบประมาณโดยตรง เกิดความโปร่งใสและประสิทธิภาพในกระบวนการจัดสรรงบประมาณ
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการส่งเงินสะสมในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กรณีศึกษาข้าราชการกรมทรัพยากรน้ำ, ศันสนีย์ พิมลพันธุ์
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการส่งเงินสะสมในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กรณีศึกษาข้าราชการกรมทรัพยากรน้ำ, ศันสนีย์ พิมลพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการส่งเงินสะสมในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ของข้าราชการกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งให้ความสนใจไปที่อัตราออมเพิ่มของบุคลากรและอาศัยกระบวนการวิจัยเชิงปริมาณเป็นหลัก จากการศึกษาพบว่า (1) ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อายุและร้อยละการออมต่อรายได้มีอิทธิพลต่ออัตราออมเพิ่มในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ โดยบุคลากรที่มีอายุระหว่าง 41 – 60 ปี มีอัตราออมเพิ่มในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการที่แตกต่างจากช่วงอายุอื่น ๆ และบุคลากรที่มีการออมในอัตราตั้งแต่ร้อยละ 11 – 30 ต่อรายได้ มีอัตราออมเพิ่มในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (2) ความรู้ความเข้าใจในสิทธิประโยชน์การเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการมีอิทธิพลต่ออัตราออมเพิ่มในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (3) ปัจจัยสนับสนุนการออมมีอิทธิพลต่ออัตราออมเพิ่มในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 โดยบุคลากรให้ความสำคัญในเรื่อง รายได้ต่อเดือนมากที่สุด รองลงมาคือ ภาระหนี้สิน อายุ และมูลค่าเงินสะสมในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ณ ปัจจุบัน ตามลำดับ (4) ปัจจัยความคาดหวังต่อผลตอบแทน มีอิทธิพลต่ออัตราออมเพิ่มในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.10 โดยบุคลากรที่คาดหวังต่อผลตอบแทนจากการลงทุนในระดับสูงส่งผลให้อัตราออมเพิ่มในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการลดลง
แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานโครงการนำร่องการให้บริการขออนุญาตอยู่ต่อในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Extension) ภายใต้สังกัดกองกำกับการ 2 กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, สรารินทร์ สงวนศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์ผลการดำเนินงานโครงการนำร่องการให้บริการ ขออนุญาตอยู่ต่อในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ภายใต้สังกัดกองกำกับการ 2 กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง รวมถึงวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคของการดำเนินโครงการ อันจะนำไปสู่การสังเคราะห์แนวทางในการพัฒนาการดำเนินโครงการดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นโดยงานศึกษานี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ที่รวบรวมข้อมูลจากการค้นคว้าเอกสาร ประกอบกับการใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลที่เฉพาะเจาะจง จำนวน 10 ท่าน ด้วยการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและใช้คำถามในลักษณะปลายเปิด เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และประมวลผลตามรูปแบบการประเมินโครงการแบบจำลองแบบซิปป์ (CIPP Model) ผลการศึกษาพบว่า (1) สภาวะแวดล้อมของโครงการ มีความเชื่อมโยงกับนโยบายของรัฐบาลและหน่วยเหนือ รวมถึงมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของโครงการให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้บริการเป้าหมาย (2) ปัจจัยนำเข้าของโครงการ ในส่วนของข้าราชการตำรวจตรวจคนเข้าเมืองระดับผู้บริหารและระดับผู้ปฏิบัติการส่วนใหญ่ มีศักยภาพ ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการเป็นอย่างดี ในส่วนของงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินการ ได้รับความร่วมมือจากบริษัท VFS Global และในส่วนของเครื่องมือวัสดุอุปกรณ์และสถานที่ มีเพียงพอต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ (3) กระบวนการของโครงการ สามารถสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ใช้บริการในระดับหนึ่ง (4) ผลผลิตของโครงการ ในแง่การลดระยะเวลาในการรอรับบริการยังไม่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้บริการ ในแง่ของการลดขั้นตอนการให้บริการสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นอย่างดี และในส่วนของการลดความแออัดของผู้รับบริการในพื้นที่ มีแนวโน้มที่จะไม่บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดด้วยค่าตัวชี้วัด สำหรับปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินโครงการ พบปัญหาในด้านบุคลากร ด้านการจัดสรรงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนโครงการจากทางภาครัฐ และด้านความร่วมมือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนโยบาย โดยหน่วยงานควรเพิ่มการสนับสนุนในด้านการพัฒนาบุคลากร และด้านงบประมาณในการดำเนินโครงการ รวมถึงกระชับความร่วมมือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนโยบายยิ่งขึ้น
การส่งเสริมการสร้างภาพลักษณ์ประเทศโดยใช้เทศกาลภาพยนตร์: กรณีศึกษา การจัดงานเทศกาลภาพยนตร์อาเซียนแห่งกรุงเทพมหานคร, อนันตชัย เจริญจิตต์
การส่งเสริมการสร้างภาพลักษณ์ประเทศโดยใช้เทศกาลภาพยนตร์: กรณีศึกษา การจัดงานเทศกาลภาพยนตร์อาเซียนแห่งกรุงเทพมหานคร, อนันตชัย เจริญจิตต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้อาศัยกรอบแนวคิดการทูตเชิงวัฒนธรรม (Cultural Diplomacy) และกรอบแนวคิดการสร้างภาพลักษณ์ให้กับประเทศ (Nation Branding) เพื่อศึกษาการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาศักยภาพของอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ของรัฐบาลผ่านการดำเนินโครงการจัดงานเทศกาลภาพยนตร์อาเซียนแห่งกรุงเทพมหานคร ประจำปี พ.ศ. 2558 - 2566 ในฐานะเครื่องมือทางนโยบายเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศ ผลจากการศึกษาพบว่าการจัดงานเทศกาลภาพยนตร์อาเซียนได้สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทย กล่าวคือ การดำเนินการตลอดระยะเวลาร่วมทศวรรษที่ผ่านมาได้สร้างให้กรุงเทพมหานคร รวมถึงงานเทศกาลภาพยนตร์เอง ส่งผลให้ไทยกลายเป็น “ศูนย์กลาง” ด้านภาพยนตร์ของภูมิภาคอาเซียนไปโดยปริยาย จากการที่ “กรุงเทพมหานคร” ในนามของ “ประเทศไทย” เป็นที่รับรู้และรู้จักในฐานะที่เป็นสถานที่และพื้นที่แห่งเดียวในภูมิภาคและในโลกที่ได้มีการนำภาพยนตร์ประเภทต่าง ๆ จากประเทศสมาชิกอาเซียนและประเทศอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง มาจัดฉายและรวบรวมกันไว้ด้วยกันในที่เดียวกัน โดยที่ไม่มีเมือง ประเทศ หรือพื้นที่อื่น ๆ ที่มีการดำเนินกิจกรรมในลักษณะเดียวกันนี้อย่างจริงจัง และเป็นไปโดยไร้การเลือกปฏิบัติ ทั้งนี้ หากนโยบายนี้ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสม เทศกาลภาพยนตร์อาเซียนฯ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะสร้างสร้างอัตลักษณ์ทางด้านภาพยนตร์ให้กับกรุงเทพมหานครและภาพลักษณ์เชิงบวกต่อประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ดังที่หลาย ๆ ประเทศที่จัดงานเทศกาลภาพยนตร์ระดับโลกประสบความสำเร็จและสร้างเกียรติภูมิในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ของตนเองและทำให้ประเทศเป็นที่รู้จัก รับรู้ และยอมรับในมิติดังกล่าว
ปัจจัยที่มีผลต่อการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลของกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง, สุภาวดี ขุนพินิจ
ปัจจัยที่มีผลต่อการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลของกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง, สุภาวดี ขุนพินิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลของกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม โดยแจกแบบสอบถามให้กับข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ และลูกจ้างชั่วคราวที่ปฏิบัติงานในกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลางจำนวน 287 คน โดยมีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนาด้วยตารางแจกแจงความถี่ และค่าร้อยละ เพื่ออธิบายปัจจัยคุณลักษณะส่วนบุคคล ใช้ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล และการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลของกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการทดสอบหาค่าความแตกต่าง ANOVA เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลปัจจัยคุณลักษณะส่วนบุคคลกับการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลของกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่มีผลต่อการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลของกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง รวมถึงทิศทางความสัมพันธ์ของตัวแปรที่เกิดขึ้น เพื่อนำมาอธิบายข้อสรุปให้กับงานวิจัยในครั้งนี้ ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลของกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง คือ ปัจจัยด้านกระบวนการ ปัจจัยด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ปัจจัยด้านผู้นำองค์กร ปัจจัยด้านผู้ปฏิบัติงาน และปัจจัยด้านวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
ความเสี่ยงจากการอุทธรณ์ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างในการดำเนินภารกิจโครงสร้างพื้นฐานของท่าอากาศยานในสังกัดกรมท่าอากาศยาน, อรวรรณ ศรีจันทร์
ความเสี่ยงจากการอุทธรณ์ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างในการดำเนินภารกิจโครงสร้างพื้นฐานของท่าอากาศยานในสังกัดกรมท่าอากาศยาน, อรวรรณ ศรีจันทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การดำเนินภารกิจโครงสร้างพื้นฐานของท่าอากาศยานเป็นหนึ่งในภารกิจของกรมท่าอากาศยาน ที่ยังพบปัญหาอุปสรรคเกิดขึ้นในขั้นตอนของการดำเนินงานตามกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของโครงการ สารนิพนธ์เรื่อง “ความเสี่ยงจากการอุทธรณ์ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างในการดำเนินภารกิจโครงสร้างพื้นฐาน ของท่าอากาศยานในสังกัดกรมท่าอากาศยาน” เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยความเสี่ยงและผลกระทบที่เกิดจากการอุทธรณ์ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างในการดำเนินการด้านยุทธศาสตร์พัฒนาท่าอากาศยานของกรมท่าอากาศยานตามภารกิจโครงสร้างพื้นฐาน 2) ศึกษาการดำเนินงานและบริหารจัดการความเสี่ยงโครงการตามภารกิจโครงสร้างพื้นฐานของท่าอากาศยานในสังกัดกรมท่าอากาศยาน 3) ศึกษาแนวทางในการจัดการความเสี่ยงตามแนวทางมาตรฐานของหลักเกณฑ์กระทรวงการคลังที่กำหนด ซึ่งผู้วิจัย ได้ศึกษาข้อมูลจากเอกสารและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกที่มีลักษณะ การสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างจากกลุ่มตัวอย่างผู้ให้ข้อมูลสำคัญซึ่งเป็นบุคลากรในสังกัดกรมท่าอากาศยาน ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 8 ท่าน โดยใช้กรอบแนวคิดการวิจัยเป็นฐานในการค้นหาคำตอบของคำถามวิจัย ผลการศึกษาได้ข้อค้นพบว่า ขั้นตอนการอุทธรณ์ของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เป็นนัยสำคัญ ต่อการบริหารจัดการความเสี่ยง โดยปัจจัยความเสี่ยงและผลกระทบที่เกิดจากการอุทธรณ์ในกระบวนการ จัดซื้อจัดจ้าง สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ด้าน ได้แก่ 1) ความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน 2) ความเสี่ยงด้านความน่าเชื่อถือขององค์กร โดยที่ผ่านมากรมท่าอากาศยานมีมาตรการควบคุมด้วยการบริหารจัดการความเสี่ยงตามมาตรฐานหลักเกณฑ์และแนวทางที่กระทรวงการคลังกำหนด อย่างไรก็ดี จากการศึกษาได้พิจารณาแล้วว่าประเด็นปัญหาความเสี่ยงด้านการอุทธรณ์เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แม้ว่ากระทรวงการคลังจะพิจารณาแนวทางมาตรการเพิ่มเติม ดังนั้น กรณีของการพัฒนาระดับมาตรการที่เหมาะสมจะเป็นสิ่งจำเป็นของการทบทวนกฎหมายเรื่องนี้ต่อไป
Can Too Much Job Crafting Lead To Burnout? Curvilinear And Moderation Analyses, Panod Srisinsuphya
Can Too Much Job Crafting Lead To Burnout? Curvilinear And Moderation Analyses, Panod Srisinsuphya
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Job Crafting involves individuals reshaping their work to align with their values and strengths, making work life more meaningful. While it reduces stress, studies also note drawbacks like increased stress and work disruption. This research uses polynomial hierarchical multiple regression to exhibit where job crafting shifts from positive to negative effects. Drawing on the conservation of resources theory and the too-much-of-a-good-thing effect, this research includes two studies. The first, with hotel group employees in Thailand (N = 405), examines job crafting's four dimensions and their impact on burnout. Results reveal that only 'increasing challenging job demands' has a curvilinear relationship …
อิทธิพลของการมุ่งความสมบูรณ์แบบและการมุ่งความเป็นเลิศต่อการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษาในนักศึกษาปริญญาตรีโดยมีการนำเสนอตนเองด้วยความสมบูรณ์แบบเป็นตัวแปรส่งผ่าน, เอกสุวัชร์ เพ็ชรน้ำทองวัฒนะ
อิทธิพลของการมุ่งความสมบูรณ์แบบและการมุ่งความเป็นเลิศต่อการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษาในนักศึกษาปริญญาตรีโดยมีการนำเสนอตนเองด้วยความสมบูรณ์แบบเป็นตัวแปรส่งผ่าน, เอกสุวัชร์ เพ็ชรน้ำทองวัฒนะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของการมุ่งความเป็นเลิศและการมุ่งความสมบูรณ์แบบต่อการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษา รวมถึงบทบาทในการเป็นตัวแปรส่งผ่านของการนำเสนอตนเองด้วยความสมบูรณ์แบบซึ่งเป็นลักษณะการแสดงออกที่เป็นเอกลักษณ์ของผู้ที่มุ่งความสมบูรณ์แบบ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักศึกษาระดับปริญญาตรีในประเทศไทย จำนวน 190 คนโดยมีอายุเฉลี่ย 20.58 ปี (SD = 1.84) เก็บข้อมูลด้วยการสุ่มตามสะดวกผ่านการตอบแบบสอบถามออนไลน์ซึ่งประกอบด้วย 1) แบบสอบถามคัดกรองและข้อมูลส่วนบุคคล 2) มาตรวัดการมุ่งความสมบูรณ์แบบและการมุ่งความเป็นเลิศ (SCOPE) 3) มาตรวัดการนำเสนอตนเองด้วยความสมบูรณ์แบบ (PSPS) และมาตรวัดการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษา (APS) ผลการวิเคราะห์ถดถอยแบบพหุคูณแสดงให้เห็นว่าการมุ่งความเป็นเลิศไม่มีอิทธิพลต่อการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษา ในขณะที่การมุ่งความสมบูรณ์แบบมีอิทธิพลทางลบอย่างมีนัยสำคัญ (B = -.147, p < .05) นอกจากนี้ผลการวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่านด้วยโปรแกรม PROCESS พบว่าการนำเสนอตนเองไม่มีอิทธิพลส่งผ่านในความสัมพันธ์ระหว่างการมุ่งความเป็นเลิศและการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษา แต่มีอิทธิพลกดทับ (suppression effect) ในความสัมพันธ์ระหว่างการมุ่งความสมบูรณ์แบบกับการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษาซึ่งแสดงให้เห็นว่าการนำเสนอตนเองด้วยความสมบูรณ์แบบเป็นปัจจัยที่ขัดขวางประโยชน์ของการมุ่งความสมบูรณ์แบบ โดยสรุปผลการศึกษาพบว่าการมุ่งความสมบูรณ์แบบสามารถลดระดับการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษาได้โดยตรง แต่ทว่ายังสามารถเพิ่มระดับความกังวลในการนำเสนอตนเองด้วยความสมบูรณ์แบบซึ่งนำไปสู่การเพิ่มพฤติกรรมการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษาในทางอ้อมได้
Dentists’ Perspective On Using Text And Video Consultation To Improve Self-Study For The Modified Complete Denture Technique, Nutnicha Punyakornwong
Dentists’ Perspective On Using Text And Video Consultation To Improve Self-Study For The Modified Complete Denture Technique, Nutnicha Punyakornwong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Complete edentulism has an adverse effect on the health and quality of life of older adults. However, patients frequently waited for years to receive treatment by prosthodontists. Simplified method could enable general dentists to treat edentulism efficiently. Tele-dentistry provides an approach for coaching general dentists in remote regions. In order to assist general dentists practicing the modified complete denture method, this study evaluated the learning outcomes of non-interactive and interactive self-study that used text and videoconferences. Participants were general dentists who had fewer than five years of experience. They were divided into non-interactive or interactive self-study group and received a …
Effect Of Simvastatin On Stem Cell Isolated From Apical Papilla (Scap) In Vitro, Paak Rewthamrongsris
Effect Of Simvastatin On Stem Cell Isolated From Apical Papilla (Scap) In Vitro, Paak Rewthamrongsris
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background and Objective: Simvastatin, known for lipid-lowering, shows promise in modulating stem cell behavior. This research investigates simvastatin's impact on apical papilla stem cells (SCAPs) in vitro. Methods: SCAPs were isolated, characterized, and exposed to varying simvastatin doses. Viability and proliferation were assessed with LIVE/DEAD and MTT assays. Cell cycle and apoptosis were examined via flow cytometry, and migration capacity was evaluated through scratch tests. Alizarin Red S staining and qPCR were used for odonto/osteogenic differentiation analysis. Results: Simvastatin reduced SCAP proliferation on days 3 and 7 and decreased colony size and density. Enhanced apoptosis and increased G0 subpopulation were …
การวิเคราะห์บทบัญญัติว่าด้วยการฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือโดยบิดเบือนข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1, อิษิรา ธนรัช
การวิเคราะห์บทบัญญัติว่าด้วยการฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือโดยบิดเบือนข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1, อิษิรา ธนรัช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัญหาทางกฎหมายของบทบัญญัติว่าด้วยการฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือโดยบิดเบือนข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 โดยมีขอบเขตที่มุ่งศึกษาตั้งแต่แนวคิดเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรม แนวความคิดและหลักการดำเนินคดีอาญา ความเป็นมา หลักการและเหตุผล และเจตนารมณ์ของบทบัญญัติกฎหมาย ไปจนถึงมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมและตรวจสอบการฟ้องคดีอาญาของเอกชนตามกฎหมายตามกฎหมายไทยและกฎหมายต่างประเทศ บทบัญญัติว่าด้วยการฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือโดยบิดเบือนข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 เป็นบทบัญญัติที่มีความไม่ชัดเจน ประกอบกับยังไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์หรือแนวทางในการวินิจฉัยหรือตีความ การปรับใช้บทบัญญัติมาตรานี้จึงอาจกระทบต่อสิทธิโดยชอบธรรมของประชาชนในการเสนอคดีอาญาต่อศาลและไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการดำเนินคดีอาญา อย่างไรก็ตาม มีข้อค้นพบว่า ควรแก้ไขปรับปรุงบทบัญญัติดังกล่าว โดยให้การค้นหาความสุจริตในการฟ้องคดีเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการไต่สวนมูลฟ้อง และยกเลิกถ้อยคำทั้งในส่วนที่จำกัดสิทธิของเอกชนผู้ฟ้องคดีจนเกินสมควรและในส่วนที่ไม่อยู่ในความหมายของการฟ้องคดีโดยสุจริต รวมถึงควรกำหนดแนวทางในการใช้ดุลพินิจของศาล นอกจากนี้ ควรมีการกำหนดให้ศาลมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายแก่ผู้ถูกฟ้องคดีจากการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตด้วย
ปัญหาการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงาน, กิตติธัช ณรงค์ชัย
ปัญหาการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงาน, กิตติธัช ณรงค์ชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเป็นเครื่องมือสำคัญในการยุติข้อพิพาททางด้านแรงงาน ที่ต้องการให้ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นสามารถระงับลงโดยคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายสามารถกลับไปทำงานร่วมกันได้อย่าปกติสุขอีกครั้ง อันจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมแรงงานและเศรษฐกิจของประเทศ แต่เมื่อพิจารณาถึงการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางแรงงานทั้งในศาลแรงงานและนอกศาลแรงงานในปัจจุบันกลับพบว่า การไกล่เกลี่ยที่ปรากฏอยู่ในบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแรงงาน และแนวปฏิบัติของการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน รวมถึงคณะกรรมการที่เกี่ยวกับการแรงงานนั้นมีอยู่ด้วยกันหลากหลายฉบับ ทำให้เกิดความซ้ำซ้อน และไม่สอดคล้องเชื่อมโยงกัน รวมทั้งยังมีประเด็นอีกหลายประเด็นที่เป็นการโต้แย้งสิทธิอันเป็นการพิพาททางด้านแรงงานแต่ไม่สามารถที่จะเข้าถึงเครื่องมือการไกล่เกลี่ยได้ ดังนั้น วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงทำการศึกษาหลักการที่สำคัญของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท บทบัญญัติในพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในส่วนของการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง ตลอดจนบทบัญญัติของกฎหมาย และแนวปฏิบัติในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางแรงงานของสหราชอาณาจักร และประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อปรับปรุงวิธีการ แนวทาง และแนวปฏิบัติของเจ้าพนักงานและศาลแรงงานในการใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยเข้ามาระงับข้อพิพาททางแรงงาน เพื่อให้เกิดความสอดคล้องเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบกับหลักการทางด้านการไกล่เกลี่ยและหลักการทางด้านแรงงาน และทำให้เมื่อมีการโต้แย้งสิทธิ หรือมีข้อพิพาททางแรงงานเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นข้อพิพาทแรงงานประเภทใดก็สามารถเข้าถึงเครื่องมือการไกล่เกลี่ยเพื่อไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางแรงงานได้ในทุกประเภท
การดำรงตำแหน่งทางการเมืองของพระบรมวงศานุวงศ์ตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข, ชวกร วนิชอาภาพรรณ์
การดำรงตำแหน่งทางการเมืองของพระบรมวงศานุวงศ์ตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข, ชวกร วนิชอาภาพรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าบนพื้นฐานของประวัติศาสตร์กฎหมายไทย รวมทั้งพัฒนาการทางการเมืองการปกครองสมัยใหม่นับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง ทำให้ได้รับ ข้อค้นพบเกี่ยวกับบริบทแวดล้อมแห่งยุคสมัยและปัจจัยสำคัญ 3 ประการนับแต่พุทธศักราช 2518 เป็นต้นมา ที่ส่งผลต่อการดำรงตำแหน่งทางการเมืองของพระบรมวงศานุวงศ์ ได้แก่ ประการแรก ทัศนคติของประชาชนต่อสถานะการเป็นที่เคารพสักการะและอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมืองของสถาบันพระมหากษัตริย์ ประการที่สอง ลักษณะของพระบรมวงศานุวงศ์ที่ได้เปลี่ยนแปลงไป ทั้งจากจำนวนของพระบรมวงศานุวงศ์ที่ลดน้อยลงอย่างมากจนเสมือนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับองค์พระมหากษัตริย์ยิ่งขึ้น และบทบาททางการเมืองสมัยใหม่กลับกลายเป็นของประชาชนแทนที่พระบรมวงศานุวงศ์อย่างสมบูรณ์ และประการที่สาม การว่างเว้นพระบรมวงศานุวงศ์ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาเป็นเวลายาวนานกว่า 50 ปี บริบทแวดล้อมแห่งยุคสมัยและปัจจัยสำคัญทั้ง 3 ประการดังกล่าวนี้ ได้ยกเลิกการเปิดช่องทางนิตินโยบายของรัฐธรรมนูญในการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองของพระบรมวงศานุวงศ์ไปโดยปริยาย และก่อกำเนิดขึ้นเป็นประเพณีการปกครองหรือกฎหมายจารีตประเพณีทางรัฐธรรมนูญว่าด้วยการดำรงอยู่ในฐานะเหนือการเมืองและความเป็นกลางทางการเมืองของพระบรมวงศานุวงศ์ ส่งผลให้พระบรมวงศานุวงศ์ไม่สามารถดำรงตำแหน่งใด ๆ ในทางการเมืองได้ ตามนัยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2562
การให้ความคุ้มครองทางทรัพย์สินทางปัญญาแก่การจัดแสงสี, ธมลวรรณ สานุรักษ์
การให้ความคุ้มครองทางทรัพย์สินทางปัญญาแก่การจัดแสงสี, ธมลวรรณ สานุรักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานแสงสีถือเป็นงานศิลปะแขนงใหม่ที่ผู้สร้างสรรค์ก่อเกิดผลงานหลากหลายรูปแบบจนทำให้งานแสงสีได้รับการกล่าวถึงและเป็นที่ยอมรับในวงการของงานศิลปะ อีกทั้งงานแสงสียังสร้างอาชีพ และช่วยเพิ่มรายได้ให้กับผู้สร้างสรรค์งานแสงสีถือเป็นงานศิลปะแขนงใหม่ที่มีคุณค่าในทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างมาก แต่บทบัญญัติของกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาประเทศไทยยังอาจไม่เพียงพอต่อการคุ้มครองงานแสงสี เพื่อให้งานแสงสีในประเทศไทยได้รับความคุ้มครองอย่างเหมาะสม ผู้เขียนจึงได้ศึกษากฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาทั้งกฎหมายระหว่างประเทศ ได้แก่ อนุสัญญากรุงเบิร์น (Berne Convention) อนุสัญญากรุงปารีส (Paris Convention) ความตกลง TRIPS (TRIPS Agreement) และกฎหมายสหภาพยุโรป รวมถึงกฎหมายต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นประเทศฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร ซึ่งล้วนแต่เป็นประเทศชั้นนำที่มีการให้ความสำคัญในการคุ้มครองงานทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนได้สัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการให้ความคุ้มครองงานแสงสี โดยแบ่งบุคคลที่สัมภาษณ์ได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ นักวิชาการ ที่ปรึกษากฎหมาย และศิลปินซึ่งเป็นผู้สร้างสรรค์งานแสงสี พร้อมทั้งนำข้อมูลมาวิเคราะห์และแบ่งเป็นปัญหาต่าง ๆ ตามประเภทของงานทรัพย์สินทางปัญญาเป็น 6 ประเด็น ดังนี้ ลักษณะงานแสงสีที่จะเข้าองค์ประกอบเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ การปรับใช้หลักเสรีภาพในการถ่ายภาพงานแสงสี (Freedom of Panorama) การคุ้มครองการประดิษฐ์เกี่ยวกับงานแสงสีภายใต้กฎหมายสิทธิบัตร การให้ความคุ้มครองงานแสงสีตามบทนิยามคำว่า “เครื่องหมาย” การคุ้มครองงานแสงสีในฐานะส่วนประกอบของสินค้าหรือบริการ (Trade Dress) การคุ้มครองความลับทางการค้าในงานแสงสี ตลอดจนพิจารณาถึงข้อดีและข้อเสียของการให้ความคุ้มครองงานแสงสีตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาประเภทต่างๆ ที่ได้กล่าวไปข้างต้น จากการศึกษาพบว่าการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาแก่งานแสงสีเพียงพอแล้ว ทั้งนี้ ผู้เขียนเสนอแนะแนวทางเพื่อให้การคุ้มครองงานแสงสีภายใต้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้ครอบคลุมและดียิ่งขึ้น โดยให้มีการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เรื่องข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานศิลปกรรม และแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เรื่องบทบัญญัติในส่วนของคำนิยามคำว่า “เครื่องหมาย” สำหรับเครื่องหมายการค้าสามมิติ (Hologram Marks) ตลอดจนส่งเสริม สนับสนุนให้มีการจดแจ้ง หรือจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาเกี่ยวกับงานแสงสี เผยแพร่ความรู้ จัดทำหลักเกณฑ์ แนวปฏิบัติ หรือคู่มือ (Guidelines) จัดอบรมหรือให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือผู้สนใจ ติดตามพัฒนาการในการคุ้มครองงานแสงสีในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
การเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศในเหตุภาวะฉุกเฉินสาธารณะ : ศึกษากรณีการแพร่ระบาดของ Covid-19 ในประเทศไทย, นัยน์ปพร อินทธรรมรักษ์
การเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศในเหตุภาวะฉุกเฉินสาธารณะ : ศึกษากรณีการแพร่ระบาดของ Covid-19 ในประเทศไทย, นัยน์ปพร อินทธรรมรักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแพร่ระบาดของ Covid-19 ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขของโลก Covid-19 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมวลมนุษยชาติ และสาธารณสุขโลก อย่างไม่เคยมีมาก่อน รัฐต่าง ๆ พยายามหาวิธีควบคุมป้องกันจนก่อให้เกิดปัญหาใหม่อันเกิดจากการพยายามป้องกันและควบคุมโรคนี้ จนมีผู้กล่าวว่า “ภายในไม่กี่เดือนแรกของการแพร่ระบาดของ Covid -19 เป็นที่ชัดเจนว่ามีภัย 2 ประเภท ประเภทแรก เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสุขภาพส่วนบุคคลและสาธารณะที่เกิดจากไวรัสร้ายแรงที่สามารถแพร่เชื้อได้ค่อนข้างง่าย ผ่านกิจกรรมทางสังคมหรือในผ่านกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ประการที่สอง เป็นภัยที่เกิดจากความพยายามในการปกป้องและควบคุม การแพร่ระบาดของ Covid-19 ของรัฐบาล ซึ่งกระทบทั้งต่อสิทธิส่วนบุคคล เศรษฐกิจและสังคม รัฐทั่วโลกเริ่มใช้มาตรการเว้นระยะห่าง จำกัดการเดินทาง กักกัน รวมทั้งการประกาศเคอร์ฟิว โดยอาศัยหลักการเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามพันธกรณี (Derogation clauses) ภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ มาใช้เพื่อควบคุมโรค ซึ่งเป็นการยกเว้นกฎหมายที่ใช้ในภาวะปกตินี้ วิทยานิพนธ์นี้พบว่าเป็น “การหลอกกฎหมาย” (pseudo-democratic or pseudo-legalist masquerade)” เช่นเดียวกับประเทศไทยก็ประสบปัญหาการแพร่ระบาดของ Covid-19 ไปพร้อมกับประชาคมโลก และได้ใช้มาตรการควบคุมโรคโดยใช้อาศัยอำนาจภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินตามพระราชกำหนดที่มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการควบคุมความมั่นคง และภัยพิบัติ โดยมีมาตรการหลายรูปแบบ อาทิ ห้ามเข้าพื้นที่เสี่ยง กักบริเวณ ห้ามออกนอกบ้าน มีการสั่งปิดสถานที่ต่าง ๆ ห้ามให้ข่าวหรือทำให้แพร่หลายทางสื่อต่าง ๆ ซึ่งมีข้อความ หรือข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ Covid-19 อันไม่เป็นความจริง หรือเจตนาบิดเบือน มีการกำหนดเวลาออกนอกเคหะสถาน หรือช่วงเวลาเคอร์ฟิวทั่วประเทศ มีการบังคับให้สวมหน้ากาก สิ่งเหล่านี้ได้สร้างปัญหาใหม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน ทั้งเศรษฐกิจและสังคม การกระทำเหล่านี้ยังส่อไปทางที่ไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน วิทยานิพนธ์นี้จึงมุ่งศึกษาว่า หลักการ Derogation clauses ที่มีอยู่ในกฎหมายระหว่างประเทศ มีความเป็นมาและมีอยู่อย่างไร การกำหนดมาตรการเพื่อควบคุมโรค ของรัฐต่าง ๆ และโดยเฉาะของประเทศไทย สอดคล้องกับหลัก Derogation clauses หรือไม่ โดยในบทที่ 2 จะศึกษา หลักการ ทฤษฎี รวมทั้งกฎหมาย ตราสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ความเห็น คำแนะนำ รายงาน ขององค์กรตามสนธิสัญญา ความเห็นของนักกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งการปรับใช้กฎหมายของรัฐต่าง ๆ รวมทั้งประเทศไทย และบทที่ …
การคุ้มครองคู่หมั้นโดยเงื่อนไขการส่งมอบหรือโอนของหมั้น, พบธรรม ไรวิรัตน์
การคุ้มครองคู่หมั้นโดยเงื่อนไขการส่งมอบหรือโอนของหมั้น, พบธรรม ไรวิรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การหมั้นเป็นประเพณีที่มีมาแต่โบราณโดยเป็นช่วงเวลาที่ชายหญิงได้คบหาดูใจกันเพื่อเป็นการเตรียมตัวก่อนสมรส เมื่อพิจารณาถึงเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งของการหมั้นนั้นปรากฏในมาตรา 1437 วรรคหนึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่บัญญัติว่า “การหมั้นจะสมบูรณ์เมื่อฝ่ายชายได้ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่หญิงเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้น” จากบทกฎหมายดังกล่าว จึงหมายความว่าการส่งมอบของหมั้นโดยฝ่ายชายนั้นเป็นสาระสำคัญแห่งสัญญาหมั้น ส่งผลกระทบต่อการเกิดหรือความสมบูรณ์ของสัญญาหมั้น หากไม่มีการส่งมอบของหมั้น ก็จะไม่ถือว่าเป็นการหมั้นที่ได้รับการรับรองโดยกฎหมาย ทำให้คู่สัญญาฝ่ายที่ได้รับความเสียหายจากการผิดสัญญาหมั้นไม่ได้รับการคุ้มครอง ทั้งที่การหมั้นควรจะมีสาระสำคัญที่เจตนาจะสมรสของชายหญิงเสียมากกว่า จึงเห็นสมควรให้มีการแก้ไขกฎหมายในส่วนเงื่อนไขการส่งมอบหรือโอนของหมั้นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองคู่สัญญาที่ได้รับความเสียหายได้อย่างแท้จริง ผู้เขียนได้ศึกษาบทบัญญัติกฎหมายและแนวทางของการเกิดหรือความสมบูรณ์ของสัญญาหมั้นเปรียบเทียบกับกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ประเทศญี่ปุ่นและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งมีการบัญญัติเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของสัญญาหมั้นแตกต่างกันออกไปซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วการส่งมอบของหมั้นไม่ได้เป็นองค์ประกอบความสมบูรณ์ของสัญญาหมั้นแตกต่างจากกฎหมายประเทศไทย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเจตนาว่าจะสมรสระหว่างชายหญิงเสียมากกว่า ทั้งศึกษาเปรียบเทียบการหมั้นกับเอกเทศสัญญาสำคัญอื่นที่มีเรื่องของการส่งมอบทรัพย์สินเข้ามาเกี่ยวข้อง รวมถึงศึกษาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเห็นชอบเกี่ยวกับการสมรสเท่าเทียม ผู้เขียนจึงเสนอแนะแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในส่วนที่เกี่ยวกับเงื่อนไขการส่งมอบหรือโอนของหมั้นเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสม ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของสัญญาหมั้นในการคุ้มครองคู่สัญญาฝ่ายที่ได้รับความเสียหายจากการผิดสัญญาซึ่งโดยมากมักเป็นหญิง ทั้งให้สอดคล้องกับสภาพสังคม ประเพณีของประเทศไทยในปัจจุบัน
แนวทางที่เหมาะสมสำหรับการใช้หลัก Militant Democracy ยามต้องเผชิญกับสภาวะ Abusive Constitutionalism ในประเทศไทย, สิรภูมิ ชินะโชติ
แนวทางที่เหมาะสมสำหรับการใช้หลัก Militant Democracy ยามต้องเผชิญกับสภาวะ Abusive Constitutionalism ในประเทศไทย, สิรภูมิ ชินะโชติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
หัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตยที่ให้ประชาชนทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองประเทศโดยแสดงเจตจำนงของตนเองผ่านทางผู้แทนในรัฐสภา ในขณะที่ประชาชนทุกคนย่อมมีเจตจำนงทางการเมืองหรือความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกันและมีความหลากหลาย จึงมีความเป็นไปได้ที่จะมีประชาชนบางคนหรือบางกลุ่มแสดงออกซึ่งเจตจำนงเพื่อมุ่งหวังในการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพื่อการพิทักษ์ไว้ซึ่งคุณค่าสูงสุดของรัฐธรรมนูญและเพื่อการปกป้องระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมิให้ถูกล้มล้าง จึงมีการนำเสนอแนวคิดการใช้มาตรการทางการเมืองและมาตรการทางกฎหมายในระบอบประชาธิปไตย ที่มีขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้สิทธิเสรีภาพหรือกระบวนการในระบอบประชาธิปไตยเพื่อทำลายระบอบประชาธิปไตยเสียเอง ซึ่งเรียกหลักการดังกล่าวในชื่อว่า “หลักประชาธิปไตยปกป้องตนเอง” หรือ “Militant Democracy” เมื่อเวลาผ่านล่วงเลยมาเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ รูปแบบของภัยคุกคามต่อระบอบประชาธิปไตยก็ได้เปลี่ยนแปลงไป ภัยคุกคามในรูปแบบใหม่นี้มีความไม่ชัดเจนถึงความมุ่งหมายที่จะล้มล้างระบอบประชาธิปไตย โดย David Landau เรียกภัยคุกคามต่อระบอบประชาธิปไตยในยุคใหม่นี้ว่า “การใช้รัฐธรรมนูญนิยมในทางที่มิชอบ (Abusive Constitutionalism)” มีเป้าหมายหลักคือการหาช่องโหว่ทางการเมืองและใช้ช่องโหว่นั้นในการรักษาอำนาจของตนเองให้คงอยู่ยาวนานยิ่งขึ้น เมื่อรูปแบบของภัยคุกคามต่อระบอบประชาธิปไตยได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปจากในอดีต มาตรการต่าง ๆ รวมไปถึงการบังคับใช้และการตีความหลักประชาธิปไตยปกป้องตนเอง (Militant Democracy) ก็มีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาเปลี่ยนแปลงตามไปด้วยเช่นกัน ดังนั้น ในวิทยานิพนธ์ฉบับนี้จะศึกษาถึงหลักประชาธิปไตยปกป้องตนเองเพื่อรับมือกับภัยคุกคามในอดีต และเพื่อรับมือต่อภัยคุกคามในปัจจุบันที่เรียกว่า การใช้รัฐธรรมนูญนิยมในทางที่มิชอบ โดยศึกษาเปรียบเทียบการใช้หลักประชาธิปไตยปกป้องตนเองในภัยคุกคามรูปแบบปัจจุบันของต่างประเทศ เพื่อศึกษาเป็นแนวทางหรืออาจนำมาพัฒนาปรับปรุงข้อกฎหมายหลักประชาธิปไตยปกป้องตนเองของไทย ยามที่ต้องเผชิญกับสภาวะ Abusive Constitutionalism ภายในประเทศ
การจัดการทรัพย์สินของบุตรกรณีมารดาเป็นผู้เยาว์และมิได้จดทะเบียนสมรส, ศุภพัฒน์ พงษ์สุวรรณ
การจัดการทรัพย์สินของบุตรกรณีมารดาเป็นผู้เยาว์และมิได้จดทะเบียนสมรส, ศุภพัฒน์ พงษ์สุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการจัดการทรัพย์สินของบุตรโดยมารดาซึ่งเป็นผู้เยาว์และมิได้จดทะเบียนสมรส เนื่องจากมารดาดังกล่าวยังมีสถานะเป็นผู้เยาว์ตามกฎหมายเพราะมีอายุไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์และไม่ได้จดทะเบียนสมรส จึงทำให้ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายว่าด้วยความสามารถของผู้เยาว์ กล่าวคือ ผู้เยาว์จะทำนิติกรรมใด ๆ จะต้องขอความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน รวมทั้งการใช้สิทธิทางศาลด้วยเช่นกัน ประกอบกับการจัดการทรัพย์สินของบุตรมักอยู่ในรูปแบบของการทำนิติกรรมและการใช้สิทธิทางศาล จึงเท่ากับว่าหากมารดาซึ่งเป็นผู้เยาว์และมิได้จดทะเบียนสมรสจะจัดการทรัพย์สินของบุตรในรูปแบบการทำนิติกรรมหรือการใช้สิทธิทางศาล มารดาดังกล่าวจะต้องขอความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมของตนก่อน มิฉะนั้น นิติกรรมจะตกเป็นโมฆียะและอาจถูกบอกล้างได้ และในส่วนของการใช้สิทธิทางศาล ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งไม่ได้ จนกว่าจะได้มีการแก้ไขความบกพร่องดังกล่าว วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงศึกษากฎหมายเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินของบุตรโดยมารดาซึ่งเป็นผู้เยาว์และมิได้จดทะเบียนสมรส ได้แก่ การจัดการทรัพย์สินของบุตรและความสามารถของผู้เยาว์ โดยศึกษาจากกฎหมายของประเทศไทยและต่างประเทศ ได้แก่ รัฐควิเบกแห่งประเทศแคนาดา รัฐแคลิฟอร์เนียแห่งสหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐฝรั่งเศส สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และประเทศญี่ปุ่น เพื่อวิเคราะห์และหาแนวทางที่เหมาะสม เพื่อทำให้มารดาซึ่งเป็นผู้เยาว์และมิได้จดทะเบียนสมรสสามารถจัดการทรัพย์สินของบุตรได้โดยปราศจากข้อจำกัดทางกฎหมาย ผลการศึกษาสรุปว่า แนวทางที่จะทำให้มารดาซึ่งเป็นผู้เยาว์และมิได้จดทะเบียนสมรสสามารถจัดการทรัพย์สินของบุตรได้โดยปราศจากข้อจำกัดทางกฎหมาย ได้แก่ แนวทางที่หนึ่ง การแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติความสามารถของผู้เยาว์โดยลำพังที่ให้ผู้เยาว์สามารถทำการใด ๆ ได้ทั้งสิ้นเพื่อการอุปการะเลี้ยงดูบุตรหรือจัดการทรัพย์สินของบุตร แนวทางที่สอง การแก้ไขบทบัญญัติการบรรลุนิติภาวะและพ้นจากภาวะผู้เยาว์โดยอายุ โดยลดอายุการบรรลุนิติภาวะลงมาที่ 18 ปีบริบูรณ์ และแนวทางที่สาม การเพิ่มเติมบทบัญญัติการบรรลุนิติภาวะโดยทางอื่น โดยให้ผู้เยาว์สามารถบรรลุนิติภาวะได้โดยคำสั่งศาล
สิทธิเสมอภาคของครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวในประเทศไทย, เนตรนภา ปรีชา
สิทธิเสมอภาคของครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวในประเทศไทย, เนตรนภา ปรีชา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สิทธิความเสมอภาคนับเป็นว่าเป็นสิทธิที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของบุคคลทุกคนในสังคม สิทธิความเสมอภาคมีการบัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงการตราพระราชบัญญัติเพื่อมีการบังคับใช้ในประเทศ ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าสิทธิความเสมอภาคเป็นเรื่องที่สำคัญ การศึกษาในส่วนของการคุ้มครองและการรับรองสิทธิครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวภายใต้หลักความเสมอภาคจึงเป็นสิ่งที่รัฐจำเป็นจะต้องคุ้มครองและรับรองสิทธิ ปัญหากลุ่มเปราะบางอย่างครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวให้ได้รับการปฏิบัติทัดเทียมกับกลุ่มเปราะบางอื่นๆอย่างเท่าเทียมและเสมอภาคกัน เพื่อหาวิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวผู้เขียนจึงได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายใดบ้างรองรับการรับรองสิทธิและครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว รวมไปถึงรัฐธรรมนูญได้รับรองสิทธิไว้อย่างไรและทำการศึกษาบทกฎหมายต่างประเทศที่มีความเกี่ยวข้องอีกทั้งได้ทำการสัมภาษณ์แม่เลี้ยงเดี่ยวในต่างประเทศ จากการศึกษาพบว่าทุกประเทศที่ทำการศึกษาให้ความสำคัญกับครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวโดยมีทั้งกฎหมายและสวัสดิการต่างๆมอบให้เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทยจึงมีความแตกต่างทั้งด้านกฎหมายและสวัสดิการ ผู้เขียนจึงเสนอให้มีการนำกฎหมายและรัฐสวัสดิการในต่างประเทศมาปรับใช้ในประเทศไทย โดยการปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพกฎหมายและสังคมของประเทศไทย ด้วยการบัญญัติและวิธีการต่างๆไว้ในกฎหมาย โดยการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการที่เหมาะสม รวมไปถึงการตรากฎหมายและพระราชบัญญัติมาบังคับใช้เพื่อให้สอดคล้องกับการรับรองและคุ้มครองสิทธิครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวในประเทศไทย
หน้าที่ในการบอกกล่าว เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่อาจส่งผลต่อความรับผิดของลูกหนี้ร่วม, ธชธร ประตังถาโต
หน้าที่ในการบอกกล่าว เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่อาจส่งผลต่อความรับผิดของลูกหนี้ร่วม, ธชธร ประตังถาโต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยได้กำหนดหลักการให้การกระทำบางประการของลูกหนี้ร่วมคนหนึ่งที่ได้ไปกระทำต่อเจ้าหนี้ หรือการกระทำบางประการของเจ้าหนี้ต่อลูกหนี้ร่วมคนหนึ่ง อาจจะมีผลกระทบถึงลูกหนี้ร่วมคนอื่นด้วย อย่างไรก็ดี กฎหมายกลับไม่ได้มีการอธิบายว่าลูกหนี้ร่วมคนอื่น ๆ ซึ่งต้องผูกพันในผลของการกระทำเหล่านั้นด้วย จะทราบถึงการกระทำนั้นได้อย่างไร จากการศึกษาพบว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยและของต่างประเทศได้ยอมรับหลักการว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่สำคัญบางประการขึ้น บุคคลที่มีส่วนกระทำให้เกิดผลกระทบต่อความรับผิดและจะกล่าวอ้างสิทธิโดยอาศัยผลของเหตุการณ์ที่กระทบต่อความรับผิดของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในมูลหนี้นั้น ควรเป็นผู้มีหน้าที่ในการบอกกล่าวไปยังผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยหากฝ่าฝืนหน้าที่ดังกล่าว ย่อมไม่สามารถอ้างสิทธิของตนโดยอาศัยผลของเหตุการณ์ที่กระทบต่อความรับผิดของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในมูลหนี้ได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในมูลหนี้ทุกฝ่ายควรที่จะต้องปฏิบัติต่อกันด้วยความสุจริต รวมถึงพึงมีหน้าที่กระทำการปกป้องคุ้มครองสิทธิของกันและกันอันรวมถึงการบอกกล่าวให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในมูลหนี้ทราบถึงเหตุการณ์ที่กระทบต่อความรับผิดของเขาด้วย ผู้เขียนจึงเห็นว่าควรกำหนดให้ลูกหนี้ร่วมที่จะเข้าชำระหนี้หรือได้ชำระหนี้แล้ว หรือลูกหนี้ร่วมที่ได้รับการปลดหนี้นั้น มีหน้าที่ในการบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ร่วมคนอื่น ว่าตนจะชำระหนี้หรือตนได้มีการชำระหนี้หรือตนได้รับการปลดหนี้จากเจ้าหนี้แล้ว
การกำหนดความรับผิดทางอาญาสำหรับผู้ประกอบการเพื่อป้องกันความรุนแรงในสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่, วัชรพงศ์ ค่อยจะโปะ
การกำหนดความรับผิดทางอาญาสำหรับผู้ประกอบการเพื่อป้องกันความรุนแรงในสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่, วัชรพงศ์ ค่อยจะโปะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ถึงปัญหาการกำหนดมาตรการทางกฎหมายสำหรับผู้ประกอบการเพื่อป้องกันความรุนแรงในสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่โดยนำทฤษฎีอาชญาวิทยามาใช้อธิบายสาเหตุของปัญหา และนำแนวคิดและทฤษฎีทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องประกอบกับมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องของต่างประเทศมาวิเคราะห์เปรียบเทียบ เพื่อนำเสนอแนวทางการกำหนดความรับผิดทางอาญาในการกำหนดหน้าที่สำหรับผู้ประกอบการเพื่อป้องกันความรุนแรงในสถานที่จำหน่ายได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ จากการศึกษาพบว่า กฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่ยังไม่ได้กำหนดมาตรการทางกฎหมายที่เพียงพอและเหมาะสมในการควบคุมและกำกับดูแลสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่ที่ไม่ใช่สถานบริการเพื่อป้องกันความรุนแรงในสถานที่จำหน่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดหน้าที่ให้แก่ผู้ประกอบการในการรักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นมาตรการป้องกันก่อนเกิดเหตุความรุนแรงและหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยซึ่งเป็นมาตรการระงับเหตุความรุนแรง และในส่วนมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมและกำกับดูแลสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่ที่เป็นสถานบริการซึ่งเป็นสถานที่จำหน่ายที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรงสูง แต่กลับไม่ได้กำหนดหน้าที่ให้ผู้ประกอบการรักษาความปลอดภัยและรักษาความสงบเรียบร้อยในสถานที่จำหน่ายที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ จนเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดความรุนแรงในสถานที่จำหน่าย ส่งผลกระทบต่อทั้งผู้ถูกกระทำความรุนแรง ผู้ใช้บริการโดยทั่วไป สถานประกอบการ ตลอดจนระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ด้วยเหตุนี้ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงเสนอแนะให้เพิ่มเติมการกำหนดความรับผิดทางอาญาและมาตรการทางปกครองกรณีฝ่าฝืนไม่จดแจ้งการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่แก่ผู้ประกอบการเพื่อควบคุมและกำกับดูแลผู้ประกอบการด้วยระบบการจดแจ้งให้เหมาะสมตามประเภทสถานที่จำหน่าย และกำหนดความผิดทางพินัยและมาตรการทางปกครองเพื่อกำหนดหน้าที่การรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในสถานที่แก่ผู้ประกอบการให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพต่อการป้องกันความรุนแรงในสถานที่จำหน่ายตามระดับความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงของประเภทสถานที่จำหน่ายต่อไป