Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (9269)
- Medicine and Health Sciences (6070)
- Education (5662)
- Psychology (4099)
- Arts and Humanities (3868)
-
- Law (1861)
- Business (1687)
- Sociology (1449)
- Higher Education (1354)
- Public Health (1204)
- Life Sciences (1157)
- Medical Specialties (1153)
- Nursing (1035)
- Physical Sciences and Mathematics (962)
- Mental and Social Health (918)
- Communication (871)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (782)
- Curriculum and Instruction (738)
- Medical Sciences (733)
- Teacher Education and Professional Development (682)
- Psychiatry and Psychology (663)
- Engineering (653)
- Rehabilitation and Therapy (632)
- Educational Leadership (624)
- Religion (591)
- Clinical Psychology (581)
- Educational Administration and Supervision (514)
- Educational Psychology (512)
- Social Work (502)
- Educational Assessment, Evaluation, and Research (500)
- Institution
-
- Walden University (1254)
- Liberty University (863)
- The Texas Medical Center Library (727)
- Association of Arab Universities (551)
- Nova Southeastern University (526)
-
- Chulalongkorn University (468)
- University of Nebraska - Lincoln (461)
- City University of New York (CUNY) (428)
- Brigham Young University (416)
- San Jose State University (376)
- University of Plymouth (368)
- Edith Cowan University (362)
- University of South Carolina (349)
- Universitas Indonesia (322)
- University of South Florida (320)
- Utah State University (305)
- Design Research Society (299)
- Georgia Southern University (291)
- University of Montana (279)
- University of Texas Rio Grande Valley (276)
- Singapore Management University (271)
- University of Nevada, Las Vegas (269)
- Technological University Dublin (266)
- University of Central Florida (256)
- Louisiana State University (240)
- Sigma Theta Tau International Honor Society of Nursing (238)
- University of Mississippi (233)
- University of Kentucky (232)
- Portland State University (226)
- University of Arkansas, Fayetteville (226)
- Keyword
-
- Humans (659)
- COVID-19 (636)
- Mental health (516)
- Education (414)
- Depression (376)
-
- Anxiety (288)
- Higher education (287)
- Leadership (287)
- Stress (281)
- Gender (236)
- Female (233)
- Psychology (224)
- Trauma (224)
- Social media (220)
- Mental Health (216)
- Burnout (213)
- Resilience (199)
- Students (175)
- Women (174)
- Research (170)
- Children (169)
- Motivation (167)
- Communication (161)
- Child (156)
- Mindfulness (156)
- Ethics (155)
- Adolescent (153)
- Pandemic (151)
- Undergraduate (148)
- Self-efficacy (146)
- Publication
-
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (1160)
- Theses and Dissertations (1141)
- Doctoral Dissertations and Projects (684)
- Dissertations (573)
- Faculty, Staff and Student Publications (422)
-
- Electronic Theses and Dissertations (417)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (381)
- Research outputs 2022 to 2026 (290)
- Faculty Publications (266)
- Honors Theses (253)
- Information Sciences Letters (210)
- Faculty, Staff and Students Publications (195)
- IASDR Conference Series (195)
- Masters Theses (188)
- Faculty Scholarship (183)
- Library Philosophy and Practice (e-journal) (174)
- Dissertations, Theses, and Capstone Projects (173)
- 2020-Current year OA Pubs (161)
- Theses (161)
- Historical Documents - Combined (159)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (156)
- University of Montana Course Syllabi, 2021-2025 (156)
- The Qualitative Report (141)
- Articles (124)
- Dissertations and Theses (121)
- UNLV Theses, Dissertations, Professional Papers, and Capstones (118)
- Doctor of Nursing Practice Projects (115)
- Graduate Theses, Dissertations, and Problem Reports (ETD) (115)
- International Journal of Undergraduate Research and Creative Activities (115)
- Capstone Projects and Master's Theses (111)
- Publication Type
Articles 29881 - 29910 of 32032
Full-Text Articles in Entire DC Network
แนวทางการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจสัตว์บำบัดในประเทศไทย, ฏุฬาณัฏ วันดี
แนวทางการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจสัตว์บำบัดในประเทศไทย, ฏุฬาณัฏ วันดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ธุรกิจสัตว์บำบัดมีความนิยมมากขึ้นในประเทศไทย มีแนวโน้มอัตราการเจริญเติบโตของธุรกิจเพิ่มสูงขึ้นและถือเป็นธุรกิจใหม่ที่เริ่มได้รับความนิยม เหตุผลสำคัญที่ทำให้ธุรกิจประเภทนี้เจริญเติบโตคือประชากรของไทยบางส่วนประสบปัญหาทางด้านจิตใจ และอารมณ์ อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม มีการนำสัตว์เลี้ยงมาฝึกฝนให้เกิดทักษะในการดูแลผู้ที่มีความ ซึมเศร้า ผู้สูงอายุ หรือเด็ก เพื่อให้จิตใจหรืออารมณ์ดีขึ้น หรือกระตุ้นพัฒนาการของเด็ก แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากธุรกิจสัตว์บำบัดมีความเกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพสัตว์จึงต้องมีแนวทางหรือมาตรการทางกฎหมายที่มีความชัดเจนในการกำกับควบคุมดูแลธุรกิจสัตว์บำบัด และในทางกลับกันควรมีมาตรการในการส่งเสริมให้ธุรกิจสัตว์บำบัดมีมาตรฐาน เพื่อให้ไม่เป็นการทารุณกรรมสัตว์ทางกายและจิตใจ จากการศึกษากฎหมายของประเทศไทยและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสัตว์บำบัดพบว่าประเทศไทยยังไม่มีมาตรการทางกฎหมายที่เข้ามากำกับควบคุมดูแลธุรกิจสัตว์บำบัดโดยตรงแต่เป็นการใช้กฎหมายทั่วไปควบคุมดูแลกิจการที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ในทุกกรณี เช่น พระราชบัญญัติการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 เป็นต้น เมื่อพิจารณาแนวทางในการปฏิบัติพบว่าไม่มีแนวทางในการปฏิบัติเกี่ยวกับธุรกิจสัตว์บำบัดที่มีความชัดเจน มีประสิทธิภาพในการควบคุมธุรกิจสัตว์บำบัดนี้ ทำให้เกิดช่องโหว่ให้ผู้ประกอบธุรกิจมีการกระทำอันเป็นการทารุณกรรมสัตว์ทางจิตใจ จะเห็นได้ชัดเจนว่ากฎหมายของประเทศไทยยังไม่สามารถควบคุมธุรกิจสัตว์บำบัดได้ รวมถึงการกำหนดโทษแก่ผู้กระทำความผิดยังไม่มีผลในภาคบังคับทั้งในส่วนของการใช้บังคับกฎหมายและการลงโทษทางกฎหมายยังไม่ชัดเจน เมื่อพิจารณาในส่วนของกฎหมายประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่ากฎหมายของสหรัฐอเมริกามีมาตรฐานในการคุ้มครองสวัสดิการและสวัสดิภาพสัตว์ที่เหมาะสำหรับการนำมาใช้เป็นแนวทางในประเทศไทย โดยได้ทำการศึกษากฎหมายของสหรัฐอเมริกาเนื่องจากความเป็นหลักสากลและประเทศไทยได้นำหลักกฎหมายมาปรับใช้ ดังนั้นผู้เขียนจึงมีข้อเสนอแนะว่าให้มีแนวทางในการควบคุมธุรกิจสัตว์บำบัด มีการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องกับสัตว์ จากหน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดตั้งแต่กระบวนการขอใบอนุญาตเปิดกิจการ ต้องมีความชัดเจนเกี่ยวกับรูปแบบวิธีการ และต้องมีผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาดูแล รัฐควรจัดหน่วยงานโดยเฉพาะเจาะจงในการกำหนดหน้าที่เกี่ยวกับการดูแลสวัสดิภาพสัตว์และควรกำหนดหน้าที่ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะหน่วยงานหรือองค์กรในท้องถิ่นต้องมีความรู้เฉพาะด้านที่เปิดธุรกิจสัตว์บำบัด เพื่อเป็นการสอดส่องดูแลกิจการสัตว์บำบัด ตรวจสอบใบอนุญาตให้ตรงตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด เป็นการควบคุมไม่ให้เกิดการทารุณกรรมสัตว์ ซึ่งอาจเป็นไปในลักษณะการส่งเสริมให้การประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์ให้ตรงตามมาตรฐานอันจะส่งผลดีต่อผู้รับบริการและสัตว์บำบัดอย่างดีที่สุด
Leading A Business School, Julie Davis, Howard Thomas, Eric Cornuel, Rolf D. Cremer
Leading A Business School, Julie Davis, Howard Thomas, Eric Cornuel, Rolf D. Cremer
Research Collection Lee Kong Chian School Of Business
Business schools are critical players in higher education, educating current and future leaders to make a difference in the world. Yet we know surprisingly little about the leaders of business schools. Leading a Business School demystifies this complex and dynamic role, offering international insights into deans’ dilemmas in different contexts and situations. It highlights the importance of deans creating challenging and supportive learning cultures to enhance business and management education, organizations and society more broadly. The book traces the historical evolution of the business school deanship, the current challenges and future sources of disruption. The leadership characteristics and styles of …
เหตุฉกรรจ์ฐานความผิดมีไว้ครอบครองซึ่งยาเสพติดและวัตถุออกฤทธิ์, นภัสสร อยู่สำราญ
เหตุฉกรรจ์ฐานความผิดมีไว้ครอบครองซึ่งยาเสพติดและวัตถุออกฤทธิ์, นภัสสร อยู่สำราญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางปรับปรุงเหตุฉกรรจ์สำหรับความผิดฐานมีไว้ครอบครองซึ่งยาเสพติดและวัตถุออกฤทธิ์ให้สอดคล้องกับหลักการลงโทษที่ได้สัดส่วน โดยผู้วิจัยมุ่งศึกษาทั้งแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง พัฒนาการของกฎหมายยาเสพติดไทยและแนวทางการตีความของศาลฎีกา ตลอดจนศึกษาในเชิงเปรียบเทียบกับพันธกรณีระหว่างประเทศและบทบัญญัติในกฎหมายยาเสพติดของต่างประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์และเสนอแนะแนวทางปรับปรุงเหตุฉกรรจ์สำหรับฐานความผิดดังกล่าวให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้นจากการศึกษาพบว่า แม้ประมวลกฎหมายยาเสพติดมีเจตนารมณ์ในการลงโทษผู้กระทำความผิดให้เหมาะสมกับบทบาทของผู้กระทำและความร้ายแรงของความผิด รวมถึงกำหนดให้ผู้บังคับใช้กฎหมายคำนึงถึงพฤติการณ์ประกอบการกระทำความผิดอื่น ๆ นอกเหนือจากปริมาณยาเสพติดในคดีด้วยก็ตาม อย่างไรก็ดี บทบัญญัติเหตุฉกรรจ์หลายกรณีตามประมวลกฎหมายยาเสพติดได้ใช้ถ้อยคำที่กว้างขวางและมิได้มีนิยามกำหนดไว้อย่างชัดเจน กล่าวคือ เหตุฉกรรจ์กรณีการกระทำเพื่อการค้า, เหตุฉกรรจ์กรณีการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และเหตุฉกรรจ์กรณีการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป ซึ่งเมื่อนำมาปรับใช้กับความผิดฐานมีไว้ครอบครองซึ่งยาเสพติด ย่อมก่อให้เกิดปัญหาในการตีความและบังคับใช้อย่างมาก เนื่องจากลักษณะของความผิดฐานมีไว้ครอบครองซึ่งยาเสพติดนั้นมิได้มีพฤติการณ์ประกอบการกระทำความผิดที่บ่งชี้ถึงเจตนาตามเหตุฉกรรจ์ได้ชัดเจนเท่ากับความผิดฐานอื่น ๆ จนในท้ายที่สุด ผู้บังคับใช้กฎหมายมักจะตีความเหตุฉกรรจ์ดังกล่าวตามอัตวิสัย ซึ่งก่อให้เกิดผลลักลั่นกันในแต่ละคดี และทำให้การลงโทษผู้กระทำความผิดไม่สอดคล้องกับหลักการลงโทษที่ได้สัดส่วนอย่างแท้จริง ดังนั้น ผู้วิจัยจึงเสนอแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขโครงสร้างบทบัญญัติและเหตุฉกรรจ์สำหรับความผิดฐานมีไว้ครอบครองซึ่งยาเสพติด เพื่อให้การบังคับใช้เหตุฉกรรจ์สำหรับความผิดฐานดังกล่าว มีขอบเขตที่ชัดเจนเป็นธรรม และสอดคล้องหลักการลงโทษที่ได้ส่วนมากยิ่งขึ้น
การออกแบบเรขศิลป์แบรนด์ของขวัญสำหรับ เจเนอเรชั่น วาย โดยใช้คำมงคลภาษาจีน, ญาณิศา แท่นนิล
การออกแบบเรขศิลป์แบรนด์ของขวัญสำหรับ เจเนอเรชั่น วาย โดยใช้คำมงคลภาษาจีน, ญาณิศา แท่นนิล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยการออกแบบเรขศิลป์แบรนด์ของขวัญสำหรับเจเนอเรชัน วาย โดยใช้คำมงคลภาษาจีน มีวัตถุประสงค์เพื่อหากลยุทธ์และแนวทางการออกแบบแบรนด์ของขวัญสำหรับเจเนอเรชัน วาย โดยใช้คำมงคลภาษาจีน ขั้นตอนและวิธีการดำเนินการวิจัย โดยการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลคำภาษาจีนที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย และรวบรวมแบบสอบถามเกี่ยวกับรูปแบบของเรขศิลป์ที่เหมาะสม ซึ่งผู้วิจัยได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายของเจเนอเรชัน วาย ออกเป็น 6 กลุ่ม โดยอ้างอิงจากวิจัยเรื่อง “รูปแบบการดำเนินชีวิต การบริโภคสินค้าออนไลน์ การบริโภคสื่อดิจิทัล และการรับรู้ความเสี่ยงออนไลน์ของผู้บริโภคเจเนอเรชันวายบนโลกออนไลน์” ของอาจารย์ ดร.ปภาภรณ์ ไชยหาญชาญชัย อาจารย์ประจำภาควิชาการประชาสัมพันธ์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นตัวกำหนดรูปแบบของงานเรขศิลป์ว่าในแต่ละกลุ่มมีลักษณะและจุดเด่นที่สามารถบ่งบอกถึงตัวตนของกลุ่มเป้าหมายในแต่ละกลุ่ม สรุปผลวิจัยพบว่าจากการทำแบบสอบถาม สรุปได้ว่าสารที่ต้องการสื่อคือ ความสุขของเธอคือความสุขของฉัน ในส่วนของบุคลิกภาพและอารมณ์ คือ Cheerful, Smart, Pure and Simple และแนวทางการออกแบบจะใช้คำมงคลภาษาจีนและรูปแบบของงานแตกต่างกันไปตามกลุ่มที่ได้จากการวิเคราะห์และทำแบบสอบถามจากกลุ่มเป้าหมาย โดยจะมีทั้งหมด 3 รูปแแบคือแพทเทิร์น ภาพประกอบ และตัวอักษร
เรขศิลป์จากแนวคิดโรควิตกกังวล, รวิวรรณ ฟักอ่อน
เรขศิลป์จากแนวคิดโรควิตกกังวล, รวิวรรณ ฟักอ่อน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรขศิลป์เพื่อการออกแบบแบรนด์จากแนวคิดโรควิตกกังวล มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อศึกษาหาแนวทางการออกแบบเรขศิลป์สำหรับแบรนด์ผลิตภัณฑ์จากแนวคิดโรควิตกกังวล โดยการศึกษาโรควิตกกังวลทั้งหมด 11 โรคผ่านคู่มือวินิจฉัยอาการผิดปกติทางจิตฉบับที่ 5 หรือ DSM-5 เพื่อค้นหานิยามของโรค และทำการคัดเลือกโรควิตกกังวลที่เหมาะสมกับการออกแบบผ่านการวิเคราะห์ลักษณะเด่นและลักษณะร่วมต่าง ๆ ของโรควิตกกังวล ด้วย 9 ปัจจัยของโรค คือ กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่ (ชาย, หญิง, และทุกเพศ), อายุของกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่, อาการทางพฤติกรรม, อาการทางสติปัญญาและจิตใจ, อาการทางกายภาพ, ระยะเวลา, สิ่งเร้าที่จับต้องได้, สถานการณ์กระตุ้น, และผลกระทบ จนได้ผลลัพธ์เป็นโรควิตกกังวลที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกับโรคอื่นทั้งหมด 6 โรค คือ โรคกลัวการแยกจาก (Separation Anxiety Disorder), โรคไม่พูดบางสถานะการณ์ (Selective Mutism Specific Disorder), โรคกลัวแบบเฉพาะเจาะจง (Specific Phobia), โรคกลัวสังคม (Social Anxiety Disorder), โรคแพนิก (Panic Disorder), และ โรควิตกกังวลที่เกิดจากสารเสพติด (Substance Medication-Induced) ผลการวิจัยแนวทางการออกแบบจากจากแนวคิดโรควิตกกังวล ได้พบ องค์ประกอบการออกแบบเรขศิลป์ที่เหมาะสมกับออกแบบเรขศิลป์สำหรับแบรนด์ผลิตภัณฑ์จากแนวคิดโรควิตกกังวลคือ รูปทรงที่เป็นระนาบ (Forms), เส้นอารมณ์ (Mood lines), ระบบสีเชิงจิตวิทยาสีกับความรู้สึก (Hues and Tones), การจับคู่สี (Color Schemes), รูปแบบตัวอักษร (Fonts) และอัตลักษณ์แบรนด์ (Brand Architypes) ทั้งหมด 6 รูปแบบ จากการวิเคราะห์โรควิตกกังวล 6 ชนิด คือ คือ ผู้ต้องการ (The Needy) จากโรคกลัวการแยกจาก, นักละครใบ้ (The Mime), ผู้เฝ้าระวัง (The Lookout), ผู้ปลีกวิเวท (The Isolator), ผู้กระวนกระวาย (The Anxious), ผู้ครอบงำ …
Curatorial Project For Community Gathering Art Exhibitions: “Boundaries, Binds And Beyond”, Jasmeetkaur Thakral
Curatorial Project For Community Gathering Art Exhibitions: “Boundaries, Binds And Beyond”, Jasmeetkaur Thakral
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This independent study aims to explore and examine how community arts and cultural events are shaped by boundaries and binds. Boundaries, drawn by partition and geopolitics, and binds set by religion, economic, elitist (traditionalist/conservative), or social hierarchy, create new subcultures (minorities) in their areas of settlement. Centuries of colonialism and turmoil at borderlines have given birth to dispersed and displaced communities. Diasporic communities, such as the Thai-Indian community, echo the sounds of their past but also constantly strive for inclusivity to enable a sense of cultural belonging in their new home. After cocooning, learning language, food, customs, and traditions, what …
Curatorial Project For Art Exhibition: “Bootleg Show” By Mrkreme, Nattida Thaewpattha
Curatorial Project For Art Exhibition: “Bootleg Show” By Mrkreme, Nattida Thaewpattha
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The "BOOTLEG SHOW" by MRKREME is a curatorial project for an art exhibition that delves into the interplay between mass production, aesthetic values, and originality within the realm of contemporary art toys. Curated with a focus on examining the impact of distortion in art, the exhibition explores the nuances of value formation and how societal influences shape our perception of worth. The first part of this study is an exploration into the concept of art toys through the meanings of the words "art" and "toys" to better understand their roots. It examines the differentiation between a toy and an art …
Curatorial Project For Art Exhibition: "Where Emotions Take Form, Outsider Art By Everyday Individuals", Yiwen Zhu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Where Emotions Take Form: Outsider Art by Everyday Individuals, is an exhibition that celebrates the captivating world of outsider art created by individuals who are not traditionally trained artists but, rather, ordinary people from our everyday lives. This exhibition brings to light the raw, unfiltered expressions of ordinary people, transcending conventional artistic boundaries and offering a glimpse into the richness of human creativity. Outsider art is art made by self-taught or supposedly naïve artists with typically little or no contact with the conventions of the art world. Under this concept, in most cases, when people speak of outsider art, they …
บทบาทของนายจ้างในการคุ้มครองทางสังคมต่อแรงงานประมงข้ามชาติภายใต้ระบบประกันสังคม: ศึกษากรณีแพปลาในจังหวัดนครศรีธรรมราช, ณัฐมน แก้วเรือง
บทบาทของนายจ้างในการคุ้มครองทางสังคมต่อแรงงานประมงข้ามชาติภายใต้ระบบประกันสังคม: ศึกษากรณีแพปลาในจังหวัดนครศรีธรรมราช, ณัฐมน แก้วเรือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การคุ้มครองทางสังคมต่อแรงงานประมงข้ามชาติในไทยนับเป็นประเด็นที่มีความสำคัญ โดยภาครัฐได้มีการปรับปรุงและแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและตามมาตรฐานสากลมาอย่างต่อเนื่อง ในวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ผู้วิจัยต้องการศึกษากระบวนการและบทบาทของนายจ้างในการคุ้มครองทางสังคมต่อกลุ่มแรงงานข้ามชาติในอุตสาหกรรมประมงไทยภายใต้ระบบประกันสังคม เพื่อให้ทราบถึง บทบาทของนายจ้าง ลักษณะการคุ้มครองทางสังคมที่นายจ้างจัดให้แก่ลูกจ้าง รวมถึงภาระต้นทุนและผลประโยชน์ที่นายจ้างจะได้รับจากการคุ้มครองทางสังคมภายใต้ระบบประกันสังคมต่อแรงงานประมงข้ามชาติ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีกลุ่มตัวอย่างเป็นแพปลาขนาดเล็ก แพปลาขนาดใหญ่ และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ด้วยการสัมภาษณ์การสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-Structured Interview) จากผลการศึกษาพบว่านายจ้างมีภาระทางการบริหารเพิ่มขึ้นจากการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนทดแทน แต่ในส่วนของระบบประกันสังคมนายจ้างสามารถเลือกได้ว่าจะเข้าร่วมหรือไม่ ซึ่งการไม่เข้าร่วมมีผลต่อต้นทุนที่แรงงานต้องรับผิดชอบในการซื้อประกันสุขภาพให้แก่ตนเอง ข้อจำกัดของงานวิจัยชิ้นนี้คือไม่ได้มีการศึกษามุมของลูกจ้างเท่าไหรนัก ผู้วิจัยจึงมีข้อเสนอแนะให้มีการศึกษามุมมองของลูกจ้างต่อบทบาทของนายจ้างในการคุ้มครองทางสังคม การปรับปรุงกฎหมายเพื่อลดการเกิดช่องว่างที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อตัวแรงงานและนายจ้าง เพิ่มการรับรู้และความเข้าใจในสิทธิและผลประโยชน์ที่แต่ละฝ่ายพึงจะได้รับจากการปฏิบัติตามนโยบาย รวมถึงการรวบรวมข้อมูลทางสถิติเพื่อใช้ในการพัฒนากฎหมายให้มีความสอดคล้องกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ประสบการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจของผู้ต้องขังหญิงและแนวทางการดูแล, ยศวดี ทิพยมงคลอุดม
ประสบการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจของผู้ต้องขังหญิงและแนวทางการดูแล, ยศวดี ทิพยมงคลอุดม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์การได้รับความรุนแรงของผู้ต้องขังหญิง และศึกษาผลกระทบของการถูกใช้ความรุนแรงต่อผู้ต้องขังหญิง พร้อมศึกษาแนวทางของเรือนจำในการดูแลผู้ต้องขังหญิงที่มีประสบการณ์ถูกใช้ความรุนแรง การวิจัยนี้ใช้วิธีการศึกษาแบบผสมผสานระหว่างเชิงปริมาณและเชิงโดยการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณผ่านการสำรวจแบบสอบถามกับผู้ต้องขังหญิง จำนวน 150 คน และการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ต้องขังหญิง 15 คนและเจ้าหน้าที่เรือนจำ จำนวน 11 คน ผลการวิจัยพบว่า ร้อยละ 48 ของผู้ต้องขังหญิงเคยถูกกระทำความรุนแรงทางร่างกาย ร้อยละ 12.7 เคยถูกกระทำความรุนแรงทางเพศ และร้อยละ 43.3 เคยถูกกระทำความรุนแรงด้านจิตใจ ความรุนแรงดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสุขภาพกาย เช่น นอนไม่หลับ รับประทานอาหารได้น้อยลง ได้รับบาดเจ็บถึงขั้นสูญเสียอวัยวะหรือพิการ และส่งผลต่อสุขภาพจิต เช่น เครียด วิตกกังวลคิดวนเวียนซ้ำๆ เรื่องเดิม ความรุนแรงนี้ยังส่งผลให้ผู้ต้องขังหญิงบางคนมีปัญหาสุขภาพจิตที่รุนแรง เป็นระยะเวลานานถึงขั้นเป็นบาดแผลในใจจนถึงปัจจุบัน ผลการประเมินผลกระทบทางจิตใจหลังเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญ พบว่า ร้อยละ 47.3 ของผู้ต้องขังหญิงได้รับผลกระทบทางจิตใจหลังเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญอยู่ในระดับทุกข์ทรมานทางจิตใจเล็กน้อยถึงรุนแรง โดยมีผู้ต้องขังหญิงกว่า 1 ใน 5 มีระดับผลกระทบทางจิตใจหลังเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญอยู่ในระดับทุกข์ทรมานทางจิตใจมากและระดับทุกข์ทรมานทางจิตใจรุนแรง ซึ่งอาการต่างๆ เหล่านี้ควรที่จะได้รับคำปรึกษาจากจิตแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในการให้คำปรึกษา แนวทางของเรือนจำในการดูแลผู้ต้องขังหญิงที่มีประสบการณ์ถูกใช้ความรุนแรง ประกอบด้วยแนวทางที่เรือนจำปฏิบัติเป็นหลัก จะมุ่งที่การจำแนกผู้ต้องขังเข้าใหม่เพื่อคัดกรองผู้ต้องขังและการดูแลเบื้องต้นด้านสภาพจิตใจ นอกจากนี้ ในเรือนจำยังมีอาสาสมัครเรือนจำเพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในการดูแลผู้ต้องขัง ทั้งด้านสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิต หากแต่เรือนจำไม่ได้มีโปรแกรมเฉพาะสำหรับผู้ต้องขังที่มีประสบการณ์ที่ได้รับความรุนแรง โดยข้อจำกัดในการดูแลผู้ต้องขังหญิงที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงก่อนเข้าเรือนจำ ได้แก่ การไม่เปิดใจหรือความไม่ไว้วางใจของผู้ต้องขัง การขาดแคลนเจ้าหน้าที่ส่งผลต่อภาระงานที่มากเกินไป ข้อจำกัดด้านงบประมาณ สถานที่ การส่งต่อข้อมูลผู้ต้องขัง และทัศนคติของผู้ต้องขังอื่นในเรือนจำข้อเสนอแนะสำคัญจากการวิจัยนี้ ได้แก่ ควรมีการพัฒนานโยบายด้านการดูแลปัญหาสุขภาพจิตและการฟื้นฟูผู้ต้องขังหญิงที่มีประวัติความรุนแรงอย่างเป็นระบบ การปรับปรุงพื้นที่เรือนจำให้เอื้อต่อการบำบัดฟื้นฟูผู้ต้องขังหญิงที่มีประสบการณ์ถูกใช้ความรุนแรง รวมถึงการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะเจ้าหน้าที่เรือนจำให้มีความรู้ความเข้าใจในการให้คำปรึกษาและการดูแลผู้ต้องขังหญิง ควรจัดโปรแกรมฝึกอบรมผู้ต้องขังที่มุ่งเสริมสร้างความมั่นใจและการเยียวยาด้านจิตใจ ควรสนับสนุนการบูรณาการบริการด้านสุขภาพจิตในเรือนจำให้ครอบคลุมและเทียบเท่ากับบริการในชุมชน รวมถึงใช้เทคโนโลยีในการให้บริการและการดำเนินงาน ควรพัฒนาระบบการสอบประวัติและแบบสอบถามคัดกรองอาการทางสุขภาพจิต การให้คำปรึกษาและการดูแลทางจิตวิทยาอย่างต่อเนื่อง โดยจัดโปรแกรมเสริมทักษะต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลและเยียวยาตนเองสำหรับผู้ต้องขังหญิงที่มีประสบการณ์ถูกใช้ความรุนแรงเพื่อให้สามารถคืนคนดีกลับสู่สังคมได้อย่างแท้จริง
ปัญหาและการปฏิบัติต่อพนักงานสอบสวนเกย์ในกองบัญชาการตำรวจนครบาล, อู่ธนา สุระดะนัย
ปัญหาและการปฏิบัติต่อพนักงานสอบสวนเกย์ในกองบัญชาการตำรวจนครบาล, อู่ธนา สุระดะนัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้การมีอยู่และการเลือกปฏิบัติต่อพนักงานสอบสวนเกย์ อีกทั้งศึกษาสภาพปัญหาและผลกระทบของการเลือกปฏิบัติ ตลอดจนเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เอกสารและสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 31 คน ผลการวิจัยพบว่าคนในสังคมไทยรับรู้ถึงการมีอยู่ตัวตนพนักงานสอบสวนเกย์ พวกเขาต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีความคาดหวังเกี่ยวกับบทบาทและลักษณะการแสดงออกของเพศชายตามค่านิยมสังคมไทยและต้องปกปิดรสนิยมทางเพศที่ถูกจำกัดอยู่ในกลุ่มเพื่อนสนิทที่เข้าใจและยอมรับ ปัญหาที่พบมี 4 ประการ ได้แก่ 1) การใช้สรรพนามที่ไม่เหมาะสม 2) การล้อเลียนและคุกคามทางเพศ 3) การมอบหมายงานที่ไม่สำคัญ และ 4) การเลื่อนขั้นที่ไม่เป็นธรรม ส่งผลกระทบต่อพนักงานสอบสวนเกย์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เกิดความอับอายและความเครียด 2) ถูกจำกัดโอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ และ 3) ขาดความมั่นใจในตนเอง แนวทางการแก้ไขปัญหาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติควรเน้นการสร้างความเท่าเทียมและการยอมรับความหลากหลายทางเพศ โดยคำนึงถึงสิทธิในการไม่ถูกเลือกปฏิบัติ สิทธิในการแสดงออกและความคิดเห็นอย่างเสรี และสิทธิในความเป็นส่วนตัวตามหลักยอกยาการ์ตา อีกทั้งควรนำแนวทางขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และสหประชาชาติ (UN) มาปรับใช้เพื่อลดการเลือกปฏิบัติและส่งเสริมความเท่าเทียมในที่ทำงาน
Among Us: Impostor Syndrome And Barriers To Black Success, Deshayla M. Strachan
Among Us: Impostor Syndrome And Barriers To Black Success, Deshayla M. Strachan
Cardozo Journal of Equal Rights & Social Justice
Black women are going places-but they're not going into the practice of law. While law schools are becoming more diverse, the legal profession is not. The lack of diversity in the legal profession, coupled with existing implicit bias, causes heightened Impostor Syndrome in women, especially Black women, as well as women from other underrepresented groups. The harder the impostor feelings hit, the more difficult it is to retain women of color in the legal profession. Emotions associated with Impostor Syndrome (e.g., feelings of insufficiency) begin upon entry into the legal profession, as many roadblocks prevent marginalized groups from gaining admission …
Easing The Burden Of Survivors Of Domestic Violence Through The "One Family, One Judge" Court Model: Why Integrated Domestic Violence ("Idv") Courts Should Be Instituted Throughout The United States, Elka B. Blonder
Cardozo Journal of Equal Rights & Social Justice
The note advocates for the implementation of Integrated Domestic Violence (IDV) Courts nationwide, arguing that these courts provide a more efficient and supportive system for survivors of domestic violence by consolidating criminal, civil, and family cases under a single judge. This "one family, one judge" model aims to reduce the fragmentation and trauma survivors face in traditional court systems, offering a holistic approach that enhances survivor safety and offender accountability.
Co-Creation Of A Training For Community Health Workers To Enhance Skills In Serving Lgbtqia+ Communities, Vanessa Kitzie, Julie Smithwick, Carmen Blanco, M. Greg Green, Sarah Covington-Kolb
Co-Creation Of A Training For Community Health Workers To Enhance Skills In Serving Lgbtqia+ Communities, Vanessa Kitzie, Julie Smithwick, Carmen Blanco, M. Greg Green, Sarah Covington-Kolb
Faculty Publications
This paper describes creating and implementing a 30-h LGBTQIA+ specialty training for community health workers (CHWs). The training was co-developed by CHW training facilitators (themselves CHWs), researchers with expertise in LGBTQIA+ populations and health information, and a cohort of 11 LGBTQIA+ CHWs who theater tested and piloted the course. The research and training team collected cohort feedback through focus groups and an evaluative survey. Findings stress the importance of a curriculum designed to elicit lived experiences and informed by a pedagogical framework centered on achieving LGBTQIA+ visibilities. This training is a vital tool for CHWs to foster cultural humility for …
The Glories And Inglories Of Library And Information Science Pedagogy: An Introduction, Kim M. Thompson, Keren Dali
The Glories And Inglories Of Library And Information Science Pedagogy: An Introduction, Kim M. Thompson, Keren Dali
Faculty Publications
No abstract provided.
A Tripartite Approach To Designing An Inclusive Hiring Experience And An Inclusive Workplace, Kim M. Thompson, Paul T. Jaeger, Clayton A. Copeland
A Tripartite Approach To Designing An Inclusive Hiring Experience And An Inclusive Workplace, Kim M. Thompson, Paul T. Jaeger, Clayton A. Copeland
Faculty Publications
Inclusive workplaces start with inclusive hiring practices and then the design and support of inclusive workplace cultures once a hire is settled. The process includes consideration of why you are looking for diverse candidates, writing inclusive job descriptions and job ads, inclusive interviewing considerations, and building an inclusive work environment and culture. Each of these considerations can be examined through a tripartite approach, exploring ways to ensure physical, intellectual, and social needs are addressed and met throughout each stage of the hiring and retention process.
การศึกษาปัจจัยทำนายของการรังแกบนโลกไซเบอร์และการตกเป็นเหยื่อบนโลกไซเบอร์, ฉัฐจุฑา นกจันทร์
การศึกษาปัจจัยทำนายของการรังแกบนโลกไซเบอร์และการตกเป็นเหยื่อบนโลกไซเบอร์, ฉัฐจุฑา นกจันทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้แบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ระยะ โดยการศึกษาระยะที่ 1 จัดทำขึ้นเพื่อพัฒนามาตรวัดเชิงสถานการณ์ของการรังแกบนโลกไซเบอร์ เพื่อนำมาใช้พิจารณาวิเคราะห์ผลร่วมกับการศึกษาในระยะที่ 2 ซึ่งเป็นการศึกษาปัจจัยทำนายที่เป็นสาเหตุของการรังแกบนโลกไซเบอร์และ การตกเป็นเหยื่อบนโลกไซเบอร์ วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้ คือ 1) เพื่อพัฒนามาตรวัดการเชิงสถานการณ์รังแกบนโลกไซเบอร์ และ 2 ) เพื่อศึกษาอิทธิพลของการรับรู้ความสามารถของตนเองด้านเทคโนโลยี การหลงตัวเองแบบให้ค่าสูง การเห็นคุณค่าในตนเอง ความเห็นอกเห็นใจ ต่อการรังแกบนโลกไซเบอร์และการตกเป็นเหยื่อบนโลกไซเบอร์ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่มีอายุระหว่าง 18-24 ปี ที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล แบ่งเป็นการศึกษาระยะที่ 1 จำนวน 95 คน และการศึกษาระยะที่ 1 จำนวน 395 คน โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบสะดวก และเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ผ่าน Google Form ผลของการพัฒนามาตรวัดการเชิงสถานการณ์รังแกบนโลกไซเบอร์ ผู้เข้าร่วมการวิจัยแสดงความคิดเห็นในแต่ละสถานการณ์ของการรังแกบนโลกไซเบอร์ ผู้เข้าร่วมการวิจัยจะได้อ่านเนื้อหาจากสถานการณ์ในมาตรวัดเชิงสถานการณ์การรังแกบนโลกไซเบอร์ โดยสมมติว่าตนเองเป็นผู้ใช้งานโดยที่ไม่ระบุชื่อและรูปจริงของตนเองในการเล่นเฟสบุ๊คที่ถูกสร้างขึ้น จำนวน 4 สถานการณ์ ได้แก่ 1) นินทา ด่าทอ ล้อเลียน 2) การเผยแพร่ความลับ 3) การใส่ร้าย และ 4) การแอบอ้างชื่อ หรือตัวตน และเขียนบรรยายเสนอความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์การรังแกบนโลกไซเบอร์ในแต่ละสถานการณ์ เพื่อนำมาพัฒนาพัฒนาข้อกระทง การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ พบว่า มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าแบบครอนบาคของมาตรวัดโดยรวม เท่ากับ .98 และมีค่าความสัมพันธ์รายข้อกับข้อคำถามรวม พบว่า ข้อคำถามจำนวน 29 ข้อ ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด และมีค่าสหสัมพนธ์แบบเพียร์สัน ซึ่งผลจากการศึกษา พบว่า สถานการณ์การรังแกบนโลกไซเบอร์ มีค่าสหสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับความก้าวร้าว (r = .87 , p < .01 , สองหาง) และ มีค่าสหสัมพันธ์ทางลบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับความเห็นอกเห็นใจ (r = -.87 , p < .01 , สองหาง) ส่วนผลการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง พบว่า การรับรู้ความสามารถของตนเองด้านเทคโนโลยี มีอิทธิพลทางตรงต่อการรังแกบนโลกไซเบอร์และการตกเป็นเหยื่อบนโลกไซเบอร์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 การหลงตัวเองแบบให้ค่าสูงมีอิทธิพลทางตรงต่อการรังแกบนโลกไซเบอร์และการตกเป็นเหยื่อบนโลกไซเบอร์ และมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการรังแกบนโลกไซเบอร์ผ่านความเห็นอกเห็นใจ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 ในขณะที่การเห็นคุณค่าในตนเองไม่พบว่ามีอิทธิพลต่อการรังแกบนโลกไซเบอร์และการตกเป็นเหยื่อบนโลกไซเบอร์ ส่วนความเห็นอกเห็นใจไม่มีอิทธิพลกำกับความสัมพันธ์ระหว่างการรังแกบนโลกไซเบอร์และการรับรู้ความสามารถของตนเองด้านเทคโนโลยีและการเห็นคุณค่าในตนเอง
ประสบการณ์ทางจิตใจในการเข้ารับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยา ผ่านวิดีโอคอลแบบเรียลไทม์ในบุคคลวัยทำงาน, กิตินัดดา อิทธิวิทย์
ประสบการณ์ทางจิตใจในการเข้ารับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยา ผ่านวิดีโอคอลแบบเรียลไทม์ในบุคคลวัยทำงาน, กิตินัดดา อิทธิวิทย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสบการณ์ทางจิตใจในการเข้ารับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอลแบบเรียลไทม์ในบุคคลวัยทำงาน ด้วยระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแนวปรากฏการณ์วิทยาเชิงตีความ (Interpretative Phenomenological Analysis : IPA) และเก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview) โดยผู้เข้าร่วมวิจัยคือ บุคคลวัยทำงานที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย และเคยมีประสบการณ์ในการเข้ารับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอลแบบเรียลไทม์ อย่างน้อย 2 sessions ขึ้นไป และสิ้นสุดการรับบริการแล้ว อีกทั้งยังเคยเข้ารับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยารายบุคคลแบบพบหน้า จำนวนทั้งสิ้น 7 ราย ซึ่งมีอายุระหว่าง 28-42 ปี ผลการศึกษาสามารถแบ่งได้ 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) สิ่งที่คำนึงก่อนเข้ารับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล ประกอบด้วย ความพร้อมของผู้รับบริการในการเข้าสู่บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยา และเกณฑ์ที่ใช้ประกอบการพิจารณาบริการปรึกษาผ่านวิดีโอคอล 2) การรับรู้อารมณ์และความพยายามในการสื่อสารผ่านวิดีโอคอล ประกอบด้วย ความรู้สึกแรกในการเข้ารับบริการปรึกษาผ่านวิดีโอคอล และการปรับตัวให้เข้ากับระบบโดย ‘ไม่ให้วิดีโอคอลมาเป็นอุปสรรค’ 3) การรับรู้ถึงอรรถประโยชน์ของบริการปรึกษาผ่านวิดีโอคอล ประกอบด้วย การปรึกษาผ่านวิดีโอคอลสามารถทดแทนแบบพบหน้าได้ การรับรู้ความสัมพันธ์ผ่านวิดีโอคอลในมุมผู้รับบริการ ‘ความสะดวก รวดเร็ว ทันต่อเวลา’ ในบริการปรึกษาผ่านวิดีโอคอล การปรึกษาทางวิดีโอคอลตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์คนวัยทำงาน การปรึกษาผ่านวิดีโอคอลเป็น ‘ตัวช่วย’ ในการลดการตีตราทางสังคม ตลอดจนความสบายใจในการเปิดเผยตัวตนผ่านบริการปรึกษาทางวิดีโอคอล 4) การรับรู้การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกหลังเข้ารับบริการปรึกษาผ่านวิดีโอคอล ประกอบด้วย การเปลี่ยนแปลงภายในตน และการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น 5) ความมุ่งหวังของผู้รับบริการต่อบริการปรึกษาทางวิดีโอคอล ประกอบด้วย การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานบริการปรึกษาผ่านวิดีโอคอล การออกแบบบริการปรึกษาผ่านวิดีโอคอลที่ยึดหัวใจของผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง การขยายบริการปรึกษาทางวิดีโอคอลขั้นพื้นฐานอย่างทั่วถึง สรุปผลการวิจัยช่วยเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประสบการณ์ทางจิตใจของบุคคลวัยทำงานที่เคยเข้ารับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอลแบบเรียลไทม์ในหลากหลายมิติ โดยผู้รับบริการสามารถนำผลการวิจัยดังกล่าวนี้ไปพัฒนาการมีส่วนร่วมของตนในบริบทออนไลน์ ในขณะที่นักจิตวิทยาการปรึกษา และบุคลากรวิชาชีพด้านสุขภาพจิตสามารถนำผลการวิจัยไปพัฒนาแนวทางการให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอลแบบเรียลไทม์ในประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป
บทบาทของทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนและการระบุตัวตนในระดับกลุ่ม ต่อการเข้าร่วมการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศผ่านการลงนามทางออนไลน์ในประเทศไทย, จำเริญลักษณ์ ทองล้วน
บทบาทของทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนและการระบุตัวตนในระดับกลุ่ม ต่อการเข้าร่วมการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศผ่านการลงนามทางออนไลน์ในประเทศไทย, จำเริญลักษณ์ ทองล้วน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศผ่านการลงนามทางออนไลน์โดยใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนเป็นกรอบแนวคิดการวิจัย โดยมุ่งเน้นศึกษาอิทธิพลของเจตคติและการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงต่อความตั้งใจในการทำพฤติกรรมโดยมีการระบุตัวตนระดับกลุ่มเป็นตัวแปรกำกับ ผู้วิจัยทำการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผู้มีความหลากหลายทางเพศ 103 คน ผ่านทางแบบสอบถามออนไลน์และเก็บข้อมูลพฤติกรรมในอีก 2 สัปดาห์ถัดไป ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยเจตคติต่อการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศผ่านการลงนามทางออนไลน์ (β = .30, p < .05 หนึ่งหาง) และการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศผ่านการลงนามทางออนไลน์สามารถทำนายพฤติกรรมโดยมีตัวแปรความตั้งใจที่จะเข้าร่วมเป็นตัวแปรส่งผ่าน (β = .25, p < .05) อย่างไรก็ตามการระบุตัวตนในระดับกลุ่มไม่มีอิทธิพลกำกับ การวิเคราะห์รายข้อยังชี้ให้เห็นว่าเพศกำหนดชายมองว่าการเมืองและกฏหมายไม่เอื้อ และกลุ่มแนวคิดอนุรักษ์นิยมเป็นปัจจัยต่อต้านเด่นชัด เพศกำหนดหญิงมีความเชื่อว่าการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศผ่านการลงนามทางออนไลน์จะสามารถแก้ปัญหาและทำให้มีผู้สนับสนุนกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
การยอมรับนิยามความงามที่หลากหลาย : การศึกษาเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณเกี่ยวกับนิยามความงามที่หลากหลายและโปรแกรมเสริมสร้างกับผู้หญิงไทย, กมลกานต์ จีนช้าง
การยอมรับนิยามความงามที่หลากหลาย : การศึกษาเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณเกี่ยวกับนิยามความงามที่หลากหลายและโปรแกรมเสริมสร้างกับผู้หญิงไทย, กมลกานต์ จีนช้าง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สำรวจและความเข้าใจแนวคิดนิยามความงามที่หลากหลายในบริบทสังคมไทย 2) ตรวจสอบบทบาทของนิยามความงามที่หลากหลายในการบรรเทาอิทธิพลส่งผ่านของการซึมซับอุดมคติความงามและความไม่พึงพอใจในรูปร่างหน้าตา ซึ่งส่งผลในการลดพฤติกรรมการปรับเปลี่ยนรูปร่างหน้าตา และ 3) พัฒนาและทดสอบประสิทธิภาพโปรแกรมเสริมสร้างนิยามความงามที่หลากหลาย การศึกษาขั้นต้นเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับนักศึกษาหญิงที่รับรู้รูปลักษณ์ของตนเองทางบวกระดับสูง 17 คน ผลการวิเคราะห์สาระสำคัญเชิงสะท้อน พบว่า นิยามความงามที่หลากหลายในบริบทไทยประกอบด้วย 3 สาระสำคัญหลัก ได้แก่ ความงามทางกายที่หลากหลาย ความงามจากคุณลักษณะภายใน ความงามจากคุณลักษณะทางสังคมที่น่าพึงพอใจ และข้อค้นพบนี้ได้รับการพัฒนาเป็นมาตรวัดนิยามความงามที่หลากหลายฉบับภาษาไทยสำหรับใช้ในการศึกษาต่อมา การศึกษาที่ 1 เป็นการทดสอบโมเดลอิทธิพลกำกับของนิยามความงามที่หลากหลายในการบรรเทาการส่งผ่านอิทธิพลของการซึมซับอุดมคติความงามและความไม่พึงพอใจในรูปร่างหน้าตา ที่ส่งผลต่อไปยังการปรับเปลี่ยนรูปร่างหน้าตา กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักศึกษาหญิงระดับปริญญาตรี 285 คนที่ร่วมตอบแบบสอบถามออนไลน์ ผลการวิเคราะห์อิทธิพลกำกับของตัวแปรแฝงของโมเดลสมการโครงสร้างด้วยโปรแกรม Mplus พบว่า โมเดลอิทธิพลส่งผ่านของการซึมซับอุดมคติความงามและความพึงพอใจในรูปร่างหน้าตาต่อการปรับเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาก่อนทดสอบปฏิสัมพันธ์ของนิยามความงามที่หลากหลายสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ได้ดีกว่าโมเดลอิทธิพลปฏิสัมพันธ์ของนิยามความงามที่หลากหลาย สะท้อนว่านิยามความงามที่หลากหลายไม่มีบทบาทกำกับการส่งผ่านในโมเดลตามสมมติฐาน แต่มีอิทธิพลหลักลดความรู้สึกไม่พึงพอใจในรูปร่างหน้าตาได้โดยตรง การศึกษาที่ 2 เป็นการพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างนิยามความงามที่หลากหลาย ซึ่งออกแบบตามแนวคิดการบำบัดด้วยการเขียนบรรยายความคิดความรู้สึกร่วมกับการเขียนเชิงบวก และทดสอบประสิทธิภาพของโปรแกรมด้วยการทดลองกับนักศึกษาหญิง 130 คน ซึ่งได้รับการสุ่มเข้าสู่ 2 เงื่อนไข ได้แก่ กลุ่มทดลองร่วมโปรแกรมการเขียนเสริมสร้างนิยามความงามที่หลากหลาย ส่วนกลุ่มควบคุมร่วมกิจกรรมการเขียนเล่าเรื่อง ทั้งสองกลุ่มเข้าร่วมกิจกรรมการเขียนวันละ 1 ครั้ง ต่อเนื่องกัน 3 วัน ผู้ร่วมการทดลองตอบมาตรวัดตัวแปรที่ศึกษา 3 ครั้ง ได้แก่ ก่อนร่วมโปรแกรม หลังร่วมโปรแกรม และอีกหนึ่งสัปดาห์หลังร่วมโปรแกรม ผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วมด้วยโปรแกรม SPSS เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างเงื่อนไข พบว่า หลังร่วมโปรแกรมกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยนิยามความงามที่หลากหลาย การชื่นชมเห็นค่าของร่างกาย ความพึงพอใจในรูปร่างร่างหน้าตา และความพึงพอใจในร่างกายขณะนั้นสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อควบคุมคะแนนพื้นฐานของแต่ละตัวแปรตาม การติดตามผลในอีก 1 สัปดาห์พบว่าค่าเฉลี่ยของความพึงพอใจในรูปร่างร่างหน้าตา และความพึงพอใจในร่างกายขณะนั้นยังสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ไม่พบความต่างของค่าเฉลี่ยการซึมซับอุดมคติความงามระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม ทั้งหลังร่วมกิจกรรมและระยะติดตามผล
ความสัมพันธ์ระหว่างความผูกพันกับดนตรี ความหมายในชีวิต และความสุขเชิงอัตวิสัยของผู้สูงอายุที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมดนตรี: การวิจัยแบบผสานวิธี, ปณิชา พรประสิทธิ์
ความสัมพันธ์ระหว่างความผูกพันกับดนตรี ความหมายในชีวิต และความสุขเชิงอัตวิสัยของผู้สูงอายุที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมดนตรี: การวิจัยแบบผสานวิธี, ปณิชา พรประสิทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยแบบผสานวิธีแบบข้อมูลบรรจบกันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความผูกพันกับดนตรี ความหมายในชีวิต และความสุขเชิงอัตวิสัยของผู้สูงอายุที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมดนตรี กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเชิงปริมาณเป็นผู้สูงอายุ 557 คน (มีส่วนร่วมในกิจกรรมดนตรีแบบผู้บริโภค 304 คน และแบบลงมือทำ 253 คน) การวิจัยเชิงคุณภาพเป็นผู้สูงอายุ 16 คน (มีส่วนร่วมในกิจกรรมดนตรีแบบผู้บริโภคและลงมือทำกลุ่มละ 8 คน) ผลการวิจัยพบว่า โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างความผูกพันกับดนตรี ความหมายในชีวิต และความสุขเชิงอัตวิสัยของผู้สูงอายุที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมดนตรี มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยมีค่า Chi-square = 23.27, df = 17, p = .14, CFI = 0.999, GFI = 0.992, และ RMSEA = 0.026 ตัวแปรอิสระทั้ง 2 ตัวแปร สามารถอธิบายความแปรปรวนของตัวแปรตามความสุขเชิงอัตวิสัยได้ คิดเป็นร้อยละ 54.4 ปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุด ได้แก่ ความหมายในชีวิต ตามมาด้วย ความผูกพันกับดนตรี ส่วนผลการตรวจสอบโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างตัวแปรทั้งสามที่ศึกษา 2 โมเดล (โมเดลที่ 1 ในผู้สูงอายุที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมดนตรีแบบเป็นผู้บริโภค และ โมเดลที่ 2 ผู้สูงอายุที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมดนตรีแบบลงมือทำ) พบว่าทั้ง 2 โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยมีแบบแผนความสัมพันธ์ไม่แตกต่างกัน งานเชิงคุณภาพพบว่า แก่นสาระประสบการณ์ผู้สูงอายุที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมดนตรีแบบเป็นผู้บริโภคและแบบลงมือทำ ครอบคลุม 4 ประเด็น ได้แก่ (1) การมีส่วนร่วมในกิจกรรมดนตรีของผู้สูงอายุในฐานะส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตประจำวันหรือเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของตน (2) กิจกรรมทางดนตรีเอื้อต่อความสัมพันธ์ทางสังคม โดยกิจกรรมดนตรีเป็นสื่อกลางในการสร้างความสัมพันธ์หรือเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง (3) กิจกรรมทางดนตรีเอื้อต่อการมีสุขภาวะกายใจ ด้วยการปรับอารมณ์และการฟื้นฟูกายและใจ และ (4) ดนตรีมีส่วนในการพัฒนาตนเชิงบวก และการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าความหมายของผู้สูงอายุ
Effects Of Music-Activity Intervention On Stress And Social Skills In Children With Autism Spectrum Disorder: A Multiple Baseline Study, Phollawat Rangkhaphuti
Effects Of Music-Activity Intervention On Stress And Social Skills In Children With Autism Spectrum Disorder: A Multiple Baseline Study, Phollawat Rangkhaphuti
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research investigated the effects of music-activity intervention on stress reduction and the enhancement of social skills in autistic children. Utilizing a multiple baseline research design to systematically assess the intervention's impact, the investigation focused on three autistic children aged 7-9 years who exhibited no impairments in vision, hearing, mobility, or endocrine gland disorders. These participants scored in the mild to moderate range on the Autistic Treatment Evaluation Checklist (ATEC-Thai version). Each child participated in 30-minute musical activity sessions, totaling 10 sessions. Salivary cortisol levels served as indicators of stress, while social skills were evaluated using the parent-report Social Skills …
ผลของโปรแกรมการเล่นประกอบดนตรีต่อการเสริมสร้างความสามารถทางปัญญาในการจัดการพฤติกรรมของเด็กวัยอนุบาล, ณภัสสร อมรวงศ์วณิช
ผลของโปรแกรมการเล่นประกอบดนตรีต่อการเสริมสร้างความสามารถทางปัญญาในการจัดการพฤติกรรมของเด็กวัยอนุบาล, ณภัสสร อมรวงศ์วณิช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโปรแกรมการเล่นประกอบดนตรี ที่มีผลต่อความสามารถทางปัญญาในการจัดการพฤติกรรม (EF) โดยรวม และแยกตามองค์ประกอบ 3 ด้าน ได้แก่ ความจําเพื่อใช้งาน การยับยั้งพฤติกรรม และการยืดหยุ่นทางความคิด ของเด็กวัยอนุบาล กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นอนุบาล 2 จำนวน 76 คน แบ่งเด็กเข้ากลุ่มด้วยวิธีการจับคู่เด็กที่มีคะแนน EF โดยรวมใกล้เคียงกัน แล้วสุ่มแยกเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมทีละคู่ โดยให้เด็กกลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมการเล่นประกอบดนตรีรวมทั้งสิ้น 24 ครั้ง ในขณะที่เด็กกลุ่มควบคุมทำกิจกรรมตามปกติในชั้นเรียน หลังเริ่มการวิจัยเด็กกลุ่มควบคุมลาออกจากโรงเรียน 1 คน จึงเหลือกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 75 คน วัดผลและเก็บข้อมูลก่อนและหลังการทดลอง โดยใช้แบบประเมิน หัว-เท้า-เข่า-ไหล่ ในการประเมิน EF โดยรวม และประเมินแต่ละองค์ประกอบของ EF ด้วยชุดแบบประเมิน Early Years Toolbox (EYT) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติความแปรปรวนสองทางแบบผสม และวิเคราะห์ความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธี Bonferroni ผลการวิจัยพบว่า โปรแกรมการเล่นประกอบดนตรี ช่วยเพิ่มคะแนนความสามารถทางปัญญาในการจัดการพฤติกรรม (EF) ของเด็กได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งคะแนน EF โดยรวม และสามองค์ประกอบของ EF ดังนี้ 1. EF โดยรวม : หลังการเข้าร่วมโปรแกรม เด็กกลุ่มทดลองมีคะแนน EF โดยรวม (Mean = 32.24, SD =6.11) เพิ่มขึ้นกว่าก่อนเข้าโปรแกรม (Mean = 3.53, SD =6.22) และสูงกว่ากลุ่มควบคุม (Mean =11.14, SD =12.56) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 2. การยืดหยุ่นทางความคิด : หลังการเข้าร่วมโปรแกรม เด็กกลุ่มทดลองมีคะแนนการยืดหยุ่นทางความคิด (Mean = 5.55, SD = 4.48) เพิ่มขึ้นกว่าก่อนเข้าโปรแกรม (Mean = 1.79, …
ประสบการณ์การดูแลตนเองของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดด้วยการฝึกสติ, ดนยา มิตรกูล
ประสบการณ์การดูแลตนเองของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดด้วยการฝึกสติ, ดนยา มิตรกูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์การดูแลตนเองของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดด้วยการฝึกสติ โดยศึกษาด้วยระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแนวปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ และเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้เข้าร่วมการวิจัย คือ นักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดที่มีการฝึกสติเป็นประจำต่อเนื่อง จำนวน 6 คน มีอายุระหว่าง 24-36 ปี ผลการวิจัยพบ 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) อารมณ์ความรู้สึกและสภาวะทางลบที่ประสบระหว่างฝึกงาน กล่าวคือ ผู้ให้ข้อมูลประสบกับความรู้สึกหนักหน่วงจากการรับฟังเรื่องราวผู้รับบริการ ตำหนิตนเอง กลัวกังวล ไม่มั่นใจในการเดินต่อในสายอาชีพ และมีความเหนื่อยล้าทางกาย 2) การใช้สติในการรับมือกับผลกระทบทางลบจากการฝึกงาน ในการใช้สติรับมือกับผลกระทบทางลบนั้นมีบางช่วงเวลาที่ผู้ฝึกหัดมีกำลังสติไม่เพียงพอจนเสียศูนย์และไม่สามารถใช้การฝึกสติได้ ผู้ให้ข้อมูลจึงใช้ปัจจัยช่วยอื่นในการกลับสู่การมีสติอีกครั้ง และผู้ให้ข้อมูลระบุถึงประสิทธิภาพในการใช้สติว่าขึ้นอยู่กับความสม่ำเสมอของการฝึกสติ 3) ผลของการฝึกสติ กล่าวคือ การฝึกสติส่งผลต่อการดูแลตนเองจากผลกระทบทางลบ ต่อการทำงานกับผู้รับบริการ และต่อชีวิตส่วนบุคคล 4) การส่งต่อการฝึกสติ ผู้ให้ข้อมูลระบุถึงการฝึกสติให้กับผู้รับบริการและสิ่งที่เรียนรู้จากการฝึกสติให้กับผู้รับบริการ และเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการฝึกสติให้กับนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัด ซึ่งประสบการณ์นี้เป็นประโยชน์ต่อหลักสูตรจิตวิทยาการปรึกษาในการพัฒนาแนวทางการดูแลตนเองของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดในประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป
ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความยุติธรรมในองค์การและพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ โดยมีคุณภาพชีวิตการทำงานเป็นตัวแปรส่งผ่าน, ปวีณรัตน์ กิตติพิชญอัมพร
ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความยุติธรรมในองค์การและพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ โดยมีคุณภาพชีวิตการทำงานเป็นตัวแปรส่งผ่าน, ปวีณรัตน์ กิตติพิชญอัมพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความยุติธรรมในองค์การที่มีต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การโดยมีคุณภาพชีวิตการทำงานเป็นตัวแปรส่งผ่าน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ พนักงานบริษัทเอกชนในอุตสาหกรรมบริการที่มีขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ โดยกลุ่มตัวอย่างจำนวน 156 คน ได้ทำการตอบคำถามผ่านแบบสอบถามออนไลน์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ มาตรวัดการรับรู้ความยุติธรรมในองค์การ, มาตรวัดพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ และมาตรวัดการคุณภาพชีวิตการทำงาน เมื่อทำการวิเคราะห์ผลทางสถิติด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปSPSS ชุดคำสั่ง PROCESS (Model 4) เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน รวมทั้งการวิเคราะห์สถิติการทดสอบตัวแปรส่งผ่าน ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้ความยุติธรรมในองค์การไม่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = .09, p = .175), การรับรู้ความยุติธรรมในองค์การมีความ สัมพันธ์ทางบวกกับคุณภาพชีวิตการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = .68, p
Can Too Much Job Crafting Lead To Burnout? Curvilinear And Moderation Analyses, Panod Srisinsuphya
Can Too Much Job Crafting Lead To Burnout? Curvilinear And Moderation Analyses, Panod Srisinsuphya
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Job Crafting involves individuals reshaping their work to align with their values and strengths, making work life more meaningful. While it reduces stress, studies also note drawbacks like increased stress and work disruption. This research uses polynomial hierarchical multiple regression to exhibit where job crafting shifts from positive to negative effects. Drawing on the conservation of resources theory and the too-much-of-a-good-thing effect, this research includes two studies. The first, with hotel group employees in Thailand (N = 405), examines job crafting's four dimensions and their impact on burnout. Results reveal that only 'increasing challenging job demands' has a curvilinear relationship …
หมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่ในกลุ่มผู้ใหญ่วัยเริ่มที่มีสถานะทางอัตลักษณ์รูปแบบต่าง ๆ, พรปวีณ์ ฤทัยมณีเกษม
หมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่ในกลุ่มผู้ใหญ่วัยเริ่มที่มีสถานะทางอัตลักษณ์รูปแบบต่าง ๆ, พรปวีณ์ ฤทัยมณีเกษม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่ในสถานะทางอัตลักษณ์รูปแบบต่าง ๆ ในกลุ่มผู้ใหญ่วัยเริ่มที่มีอายุระหว่าง 18-25 ปี อายุเฉลี่ย 20.90 ปี จำนวน 341 คน จากการวิเคราะห์การจัดกลุ่มพบว่าสามารถจัดกลุ่มสถานะทางอัตลักษณ์ของกลุ่มตัวอย่างได้ทั้งหมด 6 รูปแบบ ได้แก่ 1) สถานะทางอัตลักษณ์การปักหลักตัวตนตามผู้อื่น 2) สถานะทางอัตลักษณ์การค้นหาตัวตน 3) สถานะทางอัตลักษณ์การค้นพบตัวตน 4) สถานะทางอัตลักษณ์การค้นหาตัวตนอีกครั้ง 5) สถานะทางอัตลักษณ์แบบสับสนแต่กังวล และ 6) สถานะทางอัตลักษณ์แบบสับสนแต่ไม่กังวล และมีการพัฒนามาตรวัดหมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่ฉบับภาษาไทยเพื่อให้เหมาะสมกับการศึกษาในบริบทประเทศไทย จำนวนข้อกระทง 34 ข้อ และเมื่อศึกษาความสัมพันธ์ของรูปแบบสถานะทางอัตลักษณ์ และหมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่ พบว่ากลุ่มสถานะทางอัตลักษณ์ 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสถานะทางอัตลักษณ์การค้นหาตัวตนอีกครั้งและกลุ่มสถานะทางอัตลักษณ์การค้นพบตัวตนที่มีคะแนนเฉลี่ยของหมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่สูงที่สุด เมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น ๆ จากผลการศึกษานี้ พบผลที่เพิ่มเติมจากสมมติฐานงานวิจัยที่ระบุว่ากลุ่มที่มีสถานะทางอัตลักษณ์การค้นพบตัวตนจะมีคะแนนเฉลี่ยของหมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่สูงสุด เนื่องจากบุคคลที่มีสถานะทางอัตลักษณ์การค้นหาตัวตนอีกครั้งได้ประสบความสำเร็จในการค้นพบตัวตนไปแล้วในช่วงเวลาก่อนหน้า ดังนั้นจึงอนุมานได้ว่าบุคคลมีการดำเนินการทำหมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่ในประเด็นต่าง ๆ ได้สำเร็จเช่นเดียวกันกับบุคคลที่เพิ่งค้นพบตัวตนเป็นครั้งแรก
ผลของโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาต่อการเสริมสร้างความสามารถทางปัญญาในการจัดการพฤติกรรมของเด็กวัยอนุบาล, ภรัณยา กาญจนรุจิ
ผลของโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาต่อการเสริมสร้างความสามารถทางปัญญาในการจัดการพฤติกรรมของเด็กวัยอนุบาล, ภรัณยา กาญจนรุจิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลา ต่อการเสริมสร้างความสามารถทางปัญญาในการจัดการพฤติกรรม (EF) โดยรวม และแยกตามองค์ประกอบ 3 ด้าน ได้แก่ ความจําเพื่อใช้งาน การยับยั้งพฤติกรรม และการยืดหยุ่นทางความคิด ของเด็กวัยอนุบาล กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กชั้นอนุบาล 2 จำนวน 56 คน แบ่งกลุ่มโดยการจับสลากแยกกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม จับคู่เด็กที่มีคะแนน EF โดยรวมก่อนเข้าร่วมโปรแกรมใกล้เคียงกันเข้าสู่การวิเคราะห์ข้อมูล เด็กทั้ง 2 กลุ่มใช้อุปกรณ์ทำศิลปะและภาพมันดาลาแบบเดียวกัน จัดกิจกรรมกลุ่มละ 21 ครั้งเช่นเดียวกัน ต่างกันเพียงกลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาแบบมีคำสั่ง ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นเพื่อการเสริมสร้าง EF ในขณะที่กลุ่มควบคุมเข้าร่วมโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาแบบไม่มีคำสั่ง หลังเริ่มการวิจัยเด็กกลุ่มทดลองลาออกจากโรงเรียน 1 คน จึงเหลือกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 55 คน เก็บข้อมูลก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรม โดยใช้แบบประเมิน หัว-เท้า-เข่า-ไหล่ ในการประเมิน EF โดยรวม และชุดแบบประเมิน Early Years Toolbox (EYT) สำหรับการประเมินองค์ประกอบ 3 ด้านของ EF วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติความแปรปรวนสองทางแบบผสม และวิเคราะห์ความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธี Bonferroni ผลการวิจัยพบว่า หลังกลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาแบบมีคำสั่ง เด็กมีคะแนน การยืดหยุ่นทางความคิด (Mean = 5.37, SD = 4.72) เพิ่มสูงขึ้นกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม (Mean = 4.04, SD = 4.71) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่ในทางตรงกันข้าม กลุ่มควบคุมที่เข้าร่วมโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาแบบไม่มีคำสั่ง ไม่พบความเปลี่ยนแปลงของคะแนนการยืดหยุ่นทางความคิดหลังการเข้าร่วมโปรแกรม นอกจากนี้ยังพบว่า ทั้งโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาแบบมีคำสั่ง และแบบไม่มีคำสั่ง ไม่ส่งผลต่อคะแนน EF โดยรวม และองค์ประกอบ EF ด้านความจําเพื่อใช้งาน หรือการยับยั้งพฤติกรรม ของเด็กทั้ง 2 กลุ่ม ผลการวิจัยสรุปได้ว่า โปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาแบบมีคำสั่งเพื่อการเสริมสร้าง EF ช่วยให้เด็กมีคะแนนองค์ประกอบ EF ด้านการยืดหยุ่นทางความคิด เพิ่มขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และการวิจัยนี้ได้แสดงให้เห็นว่า แม้จะมีอุปกรณ์หรือของเล่นที่ดีสำหรับเด็ก …
อิทธิพลของความเครียดจากการใช้เทคโนโลยีต่อภาวะหมดไฟในการทำงาน: การวิเคราะห์อิทธิพลกำกับของความปลอดภัยด้านจิตใจ, ระพีพร ม่วงศรี
อิทธิพลของความเครียดจากการใช้เทคโนโลยีต่อภาวะหมดไฟในการทำงาน: การวิเคราะห์อิทธิพลกำกับของความปลอดภัยด้านจิตใจ, ระพีพร ม่วงศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
รูปแบบการทำงานในสังคมปัจจุบันมีการพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้น การปรับตัวของพนักงานอาจส่งผลให้เกิดความเครียดจากการใช้เทคโนโลยีในการทำงานที่นำไปสู่ความเครียด ความกังวล และความเหนื่อยล้าที่เชื่อมโยงทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งเป็นสัญญาณของการเกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน เห็นได้จากในปัจจุบันที่พบว่าอัตราการเกิดภาวะหมดไฟในการยังคงสูงขึ้น และมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น การศึกษาในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาว่าความปลอดภัยด้านจิตใจ จะสามารถเป็นตัวแปรกำกับที่ช่วยลดความสัมพันธ์ของความเครียดจากการใช้เทคโนโลยีที่ส่งผลต่อการเกิดภาวะหมดไฟในการทำงานของพนักงานได้หรือไม่ ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างพนักงานในองค์การภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน และสตาร์ทอัพ ในกรุงเทพและปริมณฑล ที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานมาใช้เทคโนโลยีมากขึ้นภายหลังจากการเกิดสถานการณ์โรคระบาด จำนวน 175 คน จากการตอบแบบสอบถามออนไลน์ โดยประกอบด้วยแบบวัดความเครียดจากการใช้เทคโนโลยี แบบวัดภาวะหมดไฟในการทำงาน และแบบวัดความปลอดภัยด้านจิตใจ ใช้มาตรวัดความรู้สึกจากคะแนนเต็ม 5 คะแนน ผลการวิจัยพบว่าความเครียดจากการใช้เทคโนโลยี มีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อการเกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน และพบว่าความปลอดภัยด้านจิตใจ มีอิทธิพลกำกับที่ช่วยลดความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดจากการใช้เทคโนโลยี เฉพาะมิติของความไม่แน่นอนของเทคโนโลยีต่อการเกิดภาวะหมดไฟในการทำงานของพนักงานได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นำไปสู่ข้อเสนอแนะของการวิจัยต่อองค์การที่ควรให้ความสำคัญต่อการสนับสนุนให้เกิดความปลอดภัยด้านจิตใจในที่ทำงาน ทั้งในระดับบรรยากาศการทำงานและระดับบุคคล
การจดจ่อและการรับรู้พื้นที่ผ่านเสียง, สรัญญา เตรัตน์
การจดจ่อและการรับรู้พื้นที่ผ่านเสียง, สรัญญา เตรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาอิทธิพลของการจดจ่อจากการกลอกตาและการชี้นิ้วต่อความแตกต่างของการรับรู้การจดจ่อ (valid - invalid) ในการระบุแหล่งที่มาของเสียงในแนวตั้ง และ 2) ศึกษาปฏิสัมพันธ์ของการกลอกตา การชี้นิ้ว และการรับรู้การจดจ่อต่อการระบุแหล่งที่มาของเสียงแนวตั้ง ผู้เข้าร่วมการวิจัยในครั้งนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 30 คน อายุอยู่ในช่วงระหว่าง 20 – 33 ปี (M = 25.57 ปี, SD = 4.28) และมีการได้ยินปกติ ผลการศึกษา พบว่า ในทุกเงื่อนไขของการเคลื่อนไหวร่างกาย (ได้แก่ เงื่อนไขที่มีการกลอกตา-มีการชี้นิ้ว เงื่อนไขที่มีการกลอกตา-ไม่มีการชี้นิ้ว เงื่อนไขที่ไม่มีการกลอกตา-มีการชี้นิ้ว รวมถึง เงื่อนไขที่ไม่มีการกลอกตา-ไม่มีการชี้นิ้ว) เมื่อได้สัญญาณเสียงที่ถูกต้อง (valid) ทำให้ระบุตำแหน่งของเสียงได้เร็วกว่าได้สัญญาณที่ผิด (invalid) เมื่อพิจารณาอิทธิพลของการจดจ่อจากการกลอกตาและการชี้นิ้วต่อความแตกต่างของการรับรู้การจดจ่อ (valid - invalid) ในการระบุแหล่งที่มาของเสียงในแนวตั้ง พบว่า การกลอกตามีอิทธิพลต่อความเร็วในการระบุตำแหน่งของเสียง ในขณะที่ ไม่พบอิทธิพลของการชี้นิ้ว และไม่พบปฏิสัมพันธ์ระหว่างการกลอกตาและการชี้นิ้วต่อความเร็วในการระบุตำแหน่งของเสียง สำหรับความถูกต้องในการระบุตำแหน่งของเสียง พบว่า การจดจ่อจากการกลอกตาและการชี้นิ้วไม่มีอิทธิพลและไม่มีปฏิสัมพันธ์ต่อความถูกต้องในการระบุตำแหน่งของเสียงในแนวตั้ง