Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (8098)
- Arts and Humanities (5345)
- Medicine and Health Sciences (5075)
- Education (4659)
- Law (3960)
-
- Life Sciences (2610)
- Physical Sciences and Mathematics (2427)
- Business (2021)
- Engineering (1768)
- Communication (1645)
- Psychology (1447)
- Higher Education (1438)
- Medical Specialties (1407)
- Sociology (1307)
- Medical Sciences (1175)
- Public Health (1057)
- Library and Information Science (949)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (941)
- Art and Design (876)
- Computer Sciences (806)
- History (800)
- Religion (745)
- Political Science (736)
- Curriculum and Instruction (635)
- Film and Media Studies (627)
- Feminist, Gender, and Sexuality Studies (594)
- Nursing (532)
- Environmental Sciences (517)
- Oncology (507)
- Marketing (505)
- Institution
-
- The Texas Medical Center Library (1058)
- University of Montana (914)
- Brigham Young University (847)
- Walden University (711)
- Chulalongkorn University (692)
-
- University of South Florida (691)
- San Jose State University (685)
- Universitas Indonesia (660)
- Liberty University (594)
- University of Nebraska - Lincoln (568)
- City University of New York (CUNY) (470)
- Association of Arab Universities (443)
- University of Memphis (430)
- Nova Southeastern University (400)
- University of Arkansas, Fayetteville (393)
- University of South Carolina (381)
- Georgia Southern University (371)
- University of Mississippi (356)
- Louisiana State University (347)
- University of Plymouth (342)
- Utah State University (342)
- East Tennessee State University (333)
- University of New Hampshire (332)
- University of Kentucky (330)
- Design Research Society (317)
- Technological University Dublin (315)
- Singapore Management University (313)
- Edith Cowan University (307)
- University of Texas Rio Grande Valley (296)
- Washington University School of Medicine (285)
- Keyword
-
- Humans (856)
- COVID-19 (688)
- Animals (417)
- Social media (397)
- Education (356)
-
- Mice (334)
- Mental health (265)
- ICTS (Institute of Clinical and Translational Sciences) (236)
- Gender (232)
- Higher education (224)
- Syllabus, syllabi, journalism, communication, media, strategic media (206)
- Technology (192)
- Female (181)
- Leadership (179)
- Artificial intelligence (177)
- Communication (176)
- United States (175)
- Newspaper (170)
- Pandemic (167)
- Women (158)
- Sustainability (145)
- Race (142)
- Newsletter (139)
- Machine learning (138)
- Depression (137)
- Social Media (137)
- Ethics (136)
- Diversity (135)
- History (134)
- Climate change (133)
- Publication
-
- Theses and Dissertations (1398)
- University of Montana Course Syllabi, 2021-2025 (704)
- Faculty, Staff and Student Publications (654)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (647)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (574)
-
- Doctoral Dissertations and Projects (405)
- Electronic Theses and Dissertations (388)
- Faculty Publications (365)
- Library Philosophy and Practice (e-journal) (355)
- Dissertations (335)
- Honors Theses (299)
- Faculty, Staff and Students Publications (293)
- 2020-Current year OA Pubs (282)
- Faculty Scholarship (261)
- Research outputs 2022 to 2026 (258)
- Defensive Publications Series (232)
- Articles (220)
- Journalism and Strategic Media Syllabi Archive (206)
- IASDR Conference Series (199)
- Ornitología Neotropical (197)
- Theses (195)
- Masters Theses (192)
- Information Sciences Letters (178)
- ETSU News (169)
- Dissertations, Theses, and Capstone Projects (166)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (158)
- Documents (143)
- Master's Theses (128)
- Graduate Theses and Dissertations (127)
- Graduate Theses, Dissertations, and Problem Reports (ETD) (124)
- Publication Type
Articles 37171 - 37200 of 39337
Full-Text Articles in Entire DC Network
ความเครียดจากการทำงานและพฤติกรรมการใช้ยาลดความเครียดของผู้แทนยาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ไปรยวัชร อำพนราชมณี
ความเครียดจากการทำงานและพฤติกรรมการใช้ยาลดความเครียดของผู้แทนยาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ไปรยวัชร อำพนราชมณี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความเป็นมา : กรมสุขภาพจิตปี 2564 พบว่าคนไทยมีความเครียด 9.4% และมีความเครียดสูงสุดอยู่ที่กรุงเทพมหานคร 14.1% ซึ่งความเครียดมีสาเหตุมาจากการทำงาน วัตถุประสงค์ : ศึกษาความเครียดจากการทำงานและพฤติกรรมการใช้ยาลดความเครียดของผู้แทนยาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดและพฤติกรรมการใช้ยาลดความเครียด รูปแบบการวิจัย : การวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง ตัวอย่างและวิธีการศึกษา : เก็บข้อมูลทางออนไลน์จากผู้แทนยาที่ดูแลในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เป็นระยะเวลา ≥ 6 เดือน อายุ ≥ 22 ปี ชายและหญิง 330 คน โดยใช้แบบสอบถาม 1) ข้อมูลส่วนบุคคล 2) ประเมินความรู้สึกเครียดต่อปัจจัยการทำงาน และ 3) ประเมินพฤติกรรมการใช้ยาลดความเครียด ผลการศึกษา : ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุเฉลี่ย 33 ปี ผู้แทนยาส่วนใหญ่ 2 ใน 3 มีความเครียดระดับปานกลาง 50.57% ส่วนพฤติกรรมการใช้ยาลดความเครียด พบว่าส่วนใหญ่คือกลุ่มที่มีระดับการปฏิบัติดี 62.8% และมีความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้ยาลดความเครียด เชิงเส้นตรงในทางสถิติ ที่ระดับ 0.01 (P-value
ความเครียดจากการทำงาน ภาวะหมดไฟในการทำงานและคุณภาพชีวิตของผู้ช่วยทันตแพทย์ที่ทำงานในคลินิกทันตกรรมเอกชน เขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย, ภวิษยา จิตสมานกุล
ความเครียดจากการทำงาน ภาวะหมดไฟในการทำงานและคุณภาพชีวิตของผู้ช่วยทันตแพทย์ที่ทำงานในคลินิกทันตกรรมเอกชน เขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย, ภวิษยา จิตสมานกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความเครียดจากการทำงาน ภาวะหมดไฟในการทำงาน และคุณภาพชีวิตของผู้ช่วยทันตแพทย์ที่ทำงานในคลินิกทันตกรรมเอกชนในกรุงเทพมหานคร การวิจัยนี้เป็นการศึกษา ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง (Cross-sectional study) โดยเก็บข้อมูลจากผู้ช่วยทันตแพทย์จำนวน 370 คนที่ทำงานในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความเครียดสวนปรุง (SPST-20) แบบประเมินภาวะหมดไฟ (MBI-GS) และแบบประเมินคุณภาพชีวิต (WHOQOL-BREF-THAI) เป็นเครื่องมือวิจัยในการศึกษานี้ โดยทำการเก็บข้อมูลแบบออนไลน์และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Multiple Linear Regression วิธี Stepwise กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างผู้ช่วยทันตแพทย์ส่วนใหญ่มีความเครียดระดับปานกลาง (ร้อยละ 41.3) และคุณภาพชีวิตที่ดี (ร้อยละ 66.2) แต่ไม่พบภาวะหมดไฟ (ร้อยละ 96.8) ในกลุ่มตัวอย่างนี้ โดยปัจจัยที่มีผลต่อความเครียดได้แก่ ชั่วโมงการทำงาน (B=4.531, p=0.009) และประสบการณ์การทำงาน (B=-9.945, p=0.012) ปัจจัยที่มีผลต่อภาวะหมดไฟในการทำงานได้แก่ ภาระหนี้สิน (B=8.298, p
การเลือกทำเลที่ตั้งศูนย์กระจายสินค้ากรณีศึกษาบริษัทขนส่งด่วน: กรณีศึกษา, ทิฆัมพร ศิริโชคมงคลชัย
การเลือกทำเลที่ตั้งศูนย์กระจายสินค้ากรณีศึกษาบริษัทขนส่งด่วน: กรณีศึกษา, ทิฆัมพร ศิริโชคมงคลชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้เป็นการใช้โปรแกรมเอ็กเซล โซลเวอร์ (Excel Solver) ในการเลือกทำเลที่ตั้งศูนย์กระจายสินค้าที่มีความเหมาะสมในการจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ของบริษัทกรณีศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแบบจำลองคณิตศาสตร์สำหรับหาตำแหน่งที่ตั้งที่เหมาะสมของศูนย์กระจายสินค้าและวิเคราะห์หาความคุ้มทุนการตั้งศูนย์กระจายสินค้าเพื่อให้ค่าใช้จ่ายในการขนส่งหรือต้นทุนต่ำที่สุดและนำข้อมูลด้านปัจจัยมาวิเคราะห์ร่วม ผลจากการศึกษาพบว่าพื้นที่ที่มีความเหมาะสมมากที่สุดในการตั้งศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ คือ จังหวัดอยุธยา ซึ่งมีความหนาแน่นของปริมาณพัสดุขาเข้ามากที่สุดและมีความคุ้มทุนในการดำเนินงาน โดยต้นทุนเฉลี่ยและต้นทุนเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักลดลงอย่างมีนัยสำคัญหลังจากมีการเปิดศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกทำเลที่ตั้งศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ของบริษัทกรณีศึกษาโดยใช้กระบวนการลำดับขั้นเชิงวิเคราะห์ พบว่าปัจจัยที่สำคัญที่สุด 3 อันดับแรก คือ ปัจจัยด้านการขนส่ง ปัจจัยด้านการเงิน และปัจจัยด้านแรงงาน คิดเป็น 63 เปอร์เซ็นของค่าน้ำหนักความสำคัญของปัจจัยทั้งหมด ผลการวิเคราะห์มีความสอดคล้องกับผลลัพธ์ที่ได้จากเอ็กเซล โซลเวอร์ ซึ่งสามารถนำมาใช้เพื่อวิเคราะห์และสรุปผลการลงทุนในการเปิดศูนย์กระจายสินค้าในพื้นที่ที่ได้โดยโปรแกรมเอ็กเซล โซลเวอร์
ความเต็มใจที่จะจ่ายของผู้บริโภคในการใช้บริการเสริมขนส่งพัสดุ แบบด่วน, นันทิชา แสนจินดา
ความเต็มใจที่จะจ่ายของผู้บริโภคในการใช้บริการเสริมขนส่งพัสดุ แบบด่วน, นันทิชา แสนจินดา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มุ่งเน้นเพื่อประเมินมูลค่าความเต้มใจที่จะจ่ายเพิ่มเติม สำหรับการยกระดับการให้บริการเสริมขนส่งพัสดุ แบบด่วน โดยการใช้วิธีแบบจำลองทางเลือกหรือการวิเคระห์องค์ประกอบร่วม (Conjoint Analysis) ในการเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านแบบสอบถามจากผู้ใช้บริการขนส่งพัสดุ แบบด่วน ทั้งหมด 120 ราย การศึกษาครั้งนี้ใช้การออกแบบ Orthogonal เพื่อสร้างการทดลองทางเลือกสำหรับรูปแบบการให้บริการ โดยในแต่ละทางเลือกของรูปแบบการให้บริการได้นำเสนอชุดคุณลักษณะที่จะประกอบไปด้วย ระยะเวลาการจัดส่ง, ระบบประกันการจัดส่ง, อัตราค่าบริการ การบริการส่วนบุคคล และการบริการกล่องพัสดุฟรี สำหรับระดับการให้บริการพื้นฐานจะมีระยะเวลาการจัดส่งแบบปกติภายใน 1 – 2 วัน, ระบบประกัน 2,000 บาท, อัตราค่าบริการ 45 บาท และ การให้บริการศูนย์บริการข้อมูลลูกค้า ในขณะที่ระดับการให้บริการจะมีระยะเวลาการจัดส่งแบบใหม่ภายใน 40 นาที, ระบบประกัน 3,000 บาท, อัตราค่าบริการ 50 บาท และ 55 บาท, การให้บริการส่วนบุคคล 24 ชั่วโมง และการบริการกล่องพัสดุฟรี ซึ่งมีการสมมุติสถานการณ์ทางเลือกเพื่อให้ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกระหว่างแนวทางการให้บริการพื้นฐานและระดับการให้บริการ โดยที่ผู้ตอบแบบสอบถามแต่ละรายจะได้รับชุดสถานการณ์ทางเลือกทั้งหมด 6 ชุดสถานการณ์ เพื่อให้ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกชุดสถานการณ์ที่พึงพอใจมากที่สุด จากผลวิเคราะห์พบว่า ผู้ใช้บริการยินยอมที่จะจ่ายเพิ่ม 7 บาทต่อกิโลกรัมให้กับบริการกล่องพัสดุฟรีและยินยอมที่จะจ่ายเพิ่ม 6 บาทต่อกิโลกรัม หากสามารถส่งในระยะทาง 15 กิโลเมตรได้ภายใน 40 นาที จากผลการศึกษาในครั้งนี้ทำให้สามารถวิเคราะห์ความเต็มใจที่จะจ่าย ประเมินมูลค่าความเต็มใจที่จะจ่าย สามารถนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอแนะในการวางกลยุทธ์ของผู้ประกอบการธุรกิจขนส่งพัสดุ แบบด่วน ในการออกแบบและกำหนดราคาค่าบริการที่เหมาะสมและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริง
แนวทางการใช้ประโยชน์ตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุตทดแทนตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต, นงนภัส วรรณกนก
แนวทางการใช้ประโยชน์ตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุตทดแทนตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต, นงนภัส วรรณกนก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวทางการใช้ประโยชน์ตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุต ทดแทนตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต ในกรณีที่บริษัทกรณีศึกษา ไม่สามารถจัดหาตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต ให้เพียงพอต่อความต้องการส่งออก ของกลุ่มสินค้าข้าว และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ใน 3 เส้นทางหลัก คือ เส้นทางไทย-เอเชีย เส้นทางไทย-โอเชี่ยนเนีย และเส้นทางไทย-แอฟริกา โดยใช้แบบสอบถาม(Questionnaire Survey) ถึงแนวทางการใช้ตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุต ทดแทนตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต 2 ตู้ เน้นที่ระดับการยอมรับได้เมื่อมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นของผู้ส่งออกใน 3 รายการหลัก คือ ค่าระวางตู้คอนเทนเนอร์(Freight) ค่าภาระค่าภาระยกขน/เคลื่อนย้ายตู้คอนเทนเนอร์ภายในท่า(THC) และค่าลากตู้คอนเทนเนอร์ จากการศึกษากลุ่มตัวอย่าง 24 บริษัท ที่มีปริมาณการใช้ตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต มากกว่า 100 ตู้คอนเทนเนอร์ขึ้นไปในระยะเวลา 1 ปี จากจำนวนลูกค้าทั้งหมดมากกว่า 300 ราย ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 61 ของจำนวนการจองตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต เพื่อใช้ในการส่งออก เฉพาะกลุ่มสินค้าข้าว และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง พบว่า เมื่อมีการเสนอใช้ตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุต ทดแทนตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต ในกลุ่มสินค้าดังกล่าว เส้นทางไทย-โอเชี่ยนเนีย (ร้อยละ 29 ของกลุ่มตัวอย่าง) ซึ่งเป็นเส้นทางระยะกลาง มีความเป็นไปได้มากที่สุด ที่ผู้ส่งออกจะยอมรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในค่าระวาง ค่าTHC และค่าลากตู้คอนเทนเนอร์ ที่เพิ่มขึ้นได้ทั้งหมด เส้นทางไทย-แอฟริกา (ร้อยละ 33 ของกลุ่มตัวอย่าง) ซึ่งเป็นเส้นทางระยะไกล มีการยอมรับในค่าระวาง และค่าTHC ที่เพิ่มขึ้นได้ทั้งหมด แต่ยอมรับในค่าลากตู้คอนเทนเนอร์ที่เพิ่มขึ้นได้เพียงร้อยละ 50 ของผู้ส่งออกในเส้นทางนี้ และ เส้นทางไทย-เอเชีย (ร้อยละ 38 ของกลุ่มตัวอย่าง) ซึ่งเป็นเส้นทางระยะสั้นที่สุด และมีส่วนต่างของค่าระวางตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุตและขนาด 40 ฟุตน้อยที่สุด …
การศึกษาทิศทางค่าระวางเรือตู้คอนเทนเนอร์ จากความสัมพันธ์ของค่าระวางระหว่างเรือตู้คอนเทนเนอร์ และเรือสินค้าเทกองแห้ง, ปริฉัตร โชยดิรส
การศึกษาทิศทางค่าระวางเรือตู้คอนเทนเนอร์ จากความสัมพันธ์ของค่าระวางระหว่างเรือตู้คอนเทนเนอร์ และเรือสินค้าเทกองแห้ง, ปริฉัตร โชยดิรส
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างค่าระวางเรือตู้คอนเทนเนอร์ และเรือสินค้าเทกองแห้งในช่วงก่อน, ระหว่าง และหลังวิกฤตการณ์โควิด-19 เพื่อนำผลวิเคราะห์ทิศทางความสัมพันธ์ของค่าระวางมาประมาณการค่าระวางเรือตู้คอนเทนเนอร์ โดยในการวิจัยจะทำการนำข้อมูลค่าระวางทั้งสองชนิดมาวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นอย่างง่าย ซึ่งจะวิเคราะห์ความสัมพันธ์จากผลลัพธ์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของข้อมูลที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วง และพิจารณาผลลัพธ์ค่า R-Square ที่ได้ ว่าข้อมูลค่าระวางทั้งสองชนิดมีความเหมาะสมในการนำมาสร้างสมการเส้นตรงจำลองเพื่อมาการพยากรณ์ค่าระวางเรือคอนเทนเนอร์หรือไม่ โดยทำการเปรียบเทียบข้อมูลที่เกิดขึ้นจริง กับข้อมูลที่ได้จากการแทนค่าลงในสมการในช่วงเวลาต่างๆ ผลการวิจัยพบว่าจากการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ทิศทางค่าระวางเรือตู้คอนเทนเนอร์ และเรือสินค้าเทกองแห้ง ไม่มีความสัมพันธ์กันเลยในช่วงก่อนโควิด-19 แต่มีความสัมพันธ์เป็นไปในทิศทางเดียวกันในช่วงระหว่างโควิด-19 และช่วงหลังโควิด-19 จึงนำผลลัพธ์จากการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นอย่างง่ายมาสร้างสมการจำลองของทั้งสองช่วงที่มีความสัมพันธ์กัน โดยในช่วงระหว่างโควิด-19 โดยสมการเส้นตรงที่ได้สามารถพยากรณ์ตัวแปรตามได้แม่นยำ 49.9% และช่วงหลังโควิด-19 สมการเส้นตรงที่ได้สามารถพยากรณ์ตัวแปรตามได้แม่นยำ 70% โดยเมื่อเปรียบเทียบผลต่างของค่าระวางที่ได้จากการแทนค่า และข้อมูลจริงนั้นผลต่างออกมามีค่าใกล้เคียงกัน จึงทำให้สรุปได้ว่าสมการเส้นตรงจำลองที่ได้มาสามารถนำไปใช้ในการพยากรณ์ค่าระวางเรือตู้คอนเทนเนอร์ เมื่อทราบค่าระวางเรือสินค้าเทกองแห้งได้ จากสมการในช่วงระหว่างโควิด-19 และหลังระบาดโควิด-19
การศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ด้านการออมเงินบนแอปพลิเคชันเพื่อให้ความรู้ด้านการออมเงินสำหรับเด็กมัธยมปลาย, กมลวรรณ ดิลกฑรรศนนท์
การศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ด้านการออมเงินบนแอปพลิเคชันเพื่อให้ความรู้ด้านการออมเงินสำหรับเด็กมัธยมปลาย, กมลวรรณ ดิลกฑรรศนนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้พัฒนาสื่อการเรียนรู้ด้านการออมเงินบนแอปพลิเคชัน เพื่อให้ความรู้ด้านการออมเงินสำหรับเด็กมัธยมปลาย เพื่อศึกษาปัจจัยที่สำคัญและความเป็นไปได้ในการสร้างสื่อการเรียนรู้ด้านการออมเงิน ตัวแอปพลิเคชันคาดหวังว่าจะช่วยให้เด็กไทย เกิดความตระหนักถึงการออมเงิน และมีพฤติกรรมการออมเงินและการจัดสรรเงินได้ก่อนเข้าสู่วัยทำงาน วิจัยนี้ได้กล่าวถึงการสํารวจและวิเคราะห์พฤติกรรม รวมถึงความต้องการ ในการใช้แอปพลิเคชันของกลุ่มตัวอย่างได้แก่ กลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน ทั้งสิ้น 603 คน โดยกลุ่มตัวอย่าง ได้ให้ความสนใจในการใช้สื่อการเรียนรู้ด้านการออมเงินบนแอปพลิเคชัน คิดเป็นร้อยละ 46.9 และ 42.8 ตามลําดับ
การศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับประเมินคุณลักษณะเพื่อแนะนำสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่สนใจ, จักริน บูรณะนิตย์
การศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับประเมินคุณลักษณะเพื่อแนะนำสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่สนใจ, จักริน บูรณะนิตย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ ออกแบบ พัฒนา และทดสอบแอปพลิเคชันสำหรับประเมินคุณลักษณะเพื่อแนะนำสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่สนใจ โดยการประยุกต์หลักการด้านคุณลักษณะของคนจากหลักจิตวิทยา รวมทั้งศึกษาการยอมรับนวัตกรรมและการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ จากการสัมภาษณ์ครูแนะแนวที่มีประสบการณ์แนะแนวอาชีพนักเรียนทั้งหมด 12 คน พบกระบวนการในการใช้คุณลักษณะของความชอบและความถนัดในการเริ่มต้นสำรวจตัวตนและทำความเข้าใจอาชีพ ซึ่งนำไปสู่การออกแบบและพัฒนานวัตกรรม หลังจากทดสอบและปรับปรุงนวัตกรรมจากผลตอบรับของผู้ใช้งาน นำไปสู่การศึกษาการยอมรับนวัตกรรมแอปพลิเคชันสำหรับประเมินคุณลักษณะเพื่อแนะนำสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่สนใจ ผ่านการปล่อยต้นแบบในโลกออนไลน์มีผู้เข้ามาทดลองใช้และตอบแบบสอบถามทั้งหมด 131 คน พบว่านวัตกรรมมีผลทำให้กลุ่มผู้ใช้งานที่เป็นกลุ่มไม่ชัดเจนเลย ไม่มีเป้าหมายหรือทิศทางอาชีพที่สนใจ เปลี่ยนไปเป็นกลุ่มที่มีเป้าหมายชัดขึ้น แนวทางการใช้ข้อมูลความชอบและความถนัด โดยการใช้ Cosine similarity ให้ผลตลอดรับในด้านความสอดคล้องกับเป้าหมายอาชีพของคุณตอนนี้อยู่ในระดับกลาง แต่ผลการแนะนำอาชีพช่วยในการตัดสินใจในการเลือกเรียนต่อหรือสมัครงานอยู่ในระดับสูง แอปพลิเคชันสำหรับประเมินคุณลักษณะเพื่อแนะนำสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่สนใจ ช่วยให้เกิดการทบทวนในสายอาชีพมากยิ่งขึ้น
A Feasibility Study On Alternative Printed Labelinspection Methods As Part Of Quality Control Forsmes In Thailand, Chutiwat Thammasiri
A Feasibility Study On Alternative Printed Labelinspection Methods As Part Of Quality Control Forsmes In Thailand, Chutiwat Thammasiri
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
No abstract provided.
การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดฟันของสุนัขที่มีส่วนผสมของเบต้า ไฮดรอกซีอะพาไทต์, ภูวเนศวร์ แสนจิตต์
การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดฟันของสุนัขที่มีส่วนผสมของเบต้า ไฮดรอกซีอะพาไทต์, ภูวเนศวร์ แสนจิตต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้วิเคราะห์ความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์สำหรับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดฟันของสุนัขที่มีส่วนผสมของเบต้า ไฮดรอกซีอะพาไทต์ เนื่องจากแนวโน้มการเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้น ผู้วิจัยได้นำสารเบต้า ไฮดรอกซีอะพาไทต์ที่เกิดจากเทคโนโลยีการสังเคราะห์มาใช้ในการคืนกลับเนื้อฟัน (Remineralization) และประเมินศักยภาพทางการตลาดผ่านการสัมภาษณ์สัตวแพทย์ 5 คน และสำรวจความคิดเห็นเจ้าของสุนัข 100 คน ผลการศึกษาใช้ในการออกแบบกลยุทธ์การตลาดเพื่อให้ผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้บริโภคคาดหวังว่าผลิตภัณฑ์จะช่วยให้สุขภาพฟันของสุนัขดีขึ้น และต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีราคาสมเหตุสมผล ข้อสรุปสำคัญในการออกแบบกลยุทธ์คือการสร้างช่องทางการจัดจำหน่ายที่เข้าถึงง่ายและระบุกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน จากการศึกษาความเป็นไปได้ทางการเงินสำหรับการจ้างผลิต (OEM) ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของเบต้า ไฮดรอกซีอะพาไทต์ ด้วยเงินลงทุน 1,500,000 บาท การวิเคราะห์ผลตอบแทนทางการเงินเมื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในราคา 350 บาท และอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 5% พบว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า โดยมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิของธุรกิจ (NPV) เป็นบวกที่ 1,298,261.11 บาท และมีอัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) ที่ 24.17% ระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) อยู่ที่ 2.76 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่น่าสนใจสำหรับการลงทุน สรุปได้ว่าผลิตภัณฑ์นี้มีศักยภาพและความเป็นไปได้ในการพัฒนาเพื่อเข้าสู่ตลาดเชิงพาณิชย์
วาทกรรมคนเสื้อแดง ฉบับรื้อสร้างใหม่ : กรณีศึกษา กลุ่มผู้ชุมนุมคนรุ่นใหม่ ปี พ.ศ.2563-2565, ชนกานต์ วงศ์กิตติขจร
วาทกรรมคนเสื้อแดง ฉบับรื้อสร้างใหม่ : กรณีศึกษา กลุ่มผู้ชุมนุมคนรุ่นใหม่ ปี พ.ศ.2563-2565, ชนกานต์ วงศ์กิตติขจร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วาทกรรมคนเสื้อแดงในสังคมไทยมีความเป็นพลวัตรมาโดยตลอด งานเขียนนี้มุ่งตอบคำถามว่ากลุ่มผู้ชุมนุมคนรุ่นใหม่ นำโดยเยาวชน นักเรียน และนักศึกษา ในปี 2563 – 2565 ประกอบสร้างวาทกรรมคนเสื้อแดงว่าอย่างไร และแตกต่างจากวาทกรรมคนเสื้อแดงปี 2552-2555 อย่างไร โดยใช้วิธีวงศาวิทยาและวิเคราะห์วาทกรรมแนววิพากษ์ ผลการศึกษาพบว่าในปี 2552-2555 วาทกรรมคนเสื้อแดงแบ่งออกเป็นวาทกรรมคนเสื้อแดงในฐานะ “ผู้ร้าย” และ “วีรชน” ซึ่งเป็นวาทกรรมคู่ขัดแย้งที่ต่างฝ่ายต่างขับเคี่ยวเพื่อครอบครองพื้นที่ทางความคิดและกำหนดภาพแทนให้กับคนเสื้อแดง กลุ่มผู้ชุมนุมคนรุ่นใหม่ ปี 2563 – 2565 เลือกรื้อถอนวาทกรรม “ผู้ร้าย” และสร้างวาทกรรม “วีรชน” จากชุดวาทกรรมเดิม ให้นิยามคนเสื้อแดงว่าเป็นผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความยุติธรรม มีสถานภาพเป็นมนุษย์และประชาชนคนไทย กลุ่มผู้ชุมนุมคนรุ่นใหม่เชื่อมโยงกับคนเสื้อแดงเพราะก่อตัวขึ้นจากบริบทความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ผลักดันให้เข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง ทั้งสองกลุ่มเกิดจากการชุมนุมต่อต้านรัฐประหาร และการยุบพรรคการเมือง นอกจากนี้ การรื้อสร้างวาทกรรม “วีรชน” เกิดจากการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของคนเสื้อแดงของกลุ่มผู้ชุมนุมคนรุ่นใหม่ผ่านสื่อออนไลน์ ที่นำเสนอข้อมูลเชิงวิพากษ์ขัดกับข้อมูลของฝ่ายรัฐบาล และการเน้นย้ำอุดมการณ์ของคนเสื้อแดงที่ใกล้เคียงกับของกลุ่มคนรุ่นใหม่ กล่าวคือการสร้างอัตลักษณ์ให้กับการชุมนุม ซึ่งช่วยส่งเสริมความชอบธรรมให้กับการเคลื่อนไหวที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน
บทบาทของลูกต่อความสุขของผู้สูงอายุไทยในช่วงก่อนและหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19, กรกต อากาศอำนวย
บทบาทของลูกต่อความสุขของผู้สูงอายุไทยในช่วงก่อนและหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19, กรกต อากาศอำนวย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงความสุขของผู้สูงอายุ 3 กลุ่มในช่วงก่อนและหลังโควิด-19 ได้แก่ กลุ่มผู้สูงอายุที่มีลูกและไม่มีลูก (รวม 88,714 คน) กลุ่มผู้สูงอายุที่อาศัยและไม่ได้อาศัยอยู่กับลูก (รวม 80,894 คน) และกลุ่มผู้สูงอายุที่ได้รับและไม่ได้รับการสนับสนุนจากลูกในด้านสิ่งของ การเยี่ยมเยียน และการติดต่อสื่อสาร (รวม 71,107 คน) โดยใช้ข้อมูลจากการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทยปี 2557, 2560, และ 2564 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยแบบจำลอง Difference-in-Differences (DID) ที่ประมาณการด้วยวิธีกําลังสองน้อยที่สุด (OLS) ผลการศึกษาพบว่า ก่อนเกิดโควิด-19 ผู้สูงอายุที่มีลูก อาศัยอยู่กับลูก ได้รับสนับสนุนด้านสิ่งของ และได้เยี่ยมเยียนมีความสุขมากกว่าผู้สูงอายุที่ไม่มีลูก ไม่ได้อาศัยอยู่กับลูก ไม่ได้รับสนับสนุนด้านสิ่งของ และไม่ได้เยี่ยมเยียน ตามลำดับ แต่ผู้สูงอายุที่ติดต่อสื่อสารกับลูกพบว่ามีความสุขน้อยกว่าผู้สูงอายุที่ไม่ได้ติดต่อสื่อสารกับลูก และหลังเกิดโควิด-19 ความสุขของผู้สูงอายุทุกกลุ่มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยผู้สูงอายุที่มีลูก อาศัยอยู่กับลูก ได้รับสนับสนุนด้านสิ่งของ และได้เยี่ยมเยียนจะมีความสุขลดลงมากกว่าผู้สูงอายุที่ไม่มีลูก ไม่ได้อาศัยอยู่กับลูก ไม่ได้รับสนับสนุนด้านสิ่งของ และไม่ได้เยี่ยมเยียน ตามลำดับ ส่วนผู้สูงอายุที่ติดต่อสื่อสารกับลูกจะมีความสุขลดลงน้อยกว่าผู้สูงอายุที่ไม่ได้ติดต่อสื่อสารกับลูก ซึ่งผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า บทบาทของลูกมีผลต่อความสุขของผู้สูงอายุไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงโควิด-19 ด้วยเหตุนี้ การออกแบบนโยบายผู้สูงอายุโดยคำนึงถึงลักษณะครัวเรือนและบริบทแวดล้อมของผู้สูงอายุแต่ละกลุ่มจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างความสุขให้ผู้สูงอายุได้
การเปรียบเทียบทางสังคมผ่านสถานะทางเศรษฐกิจของครัวเรือนกับสุขภาวะทางจิตในประเทศไทย, มนัชญา ชูยิ่งสกุลทิพย์
การเปรียบเทียบทางสังคมผ่านสถานะทางเศรษฐกิจของครัวเรือนกับสุขภาวะทางจิตในประเทศไทย, มนัชญา ชูยิ่งสกุลทิพย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สุขภาวะทางจิตของประชาชนไทยย่ำแย่ลงอย่างต่อเนื่อง กอปรกับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นในประเทศไทย อาจกระตุ้นให้เกิดการเปรียบเทียบทางสังคมและส่งผลเสียต่อสุขภาวะทางจิตต่อไปได้ การศึกษาครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของสถานะทางเศรษฐกิจ (ค่าใช้จ่ายและความมั่งคั่ง) ของครัวเรือนโดยเปรียบเทียบกับกลุ่มอ้างอิง ได้แก่ คนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดและลักษณะพื้นที่เดียวกัน ต่อสุขภาวะทางจิต (ความสุขและความพึงพอใจในชีวิต) ของประชาชนไทย ทั้งในภาพรวมและจำแนกตามช่วงวัย โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากสำรวจสุขภาพจิต (ความสุข) คนไทย ปี พ.ศ. 2563 และทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการประมาณการสมการถดถอยแบบกำลังสองน้อยที่สุด ผลการศึกษาในภาพรวม พบว่า การเพิ่มขึ้นของช่องว่างระหว่างสถานะทางเศรษฐกิจของครัวเรือนตนเองกับของกลุ่มอ้างอิงโดยเฉลี่ย ส่งผลดีต่อสุขภาวะทางจิตของผู้ที่มีสถานะทางเศรษฐกิจดีกว่าในขนาดที่ใกล้เคียงกับสุขภาวะทางจิตที่ย่ำแย่ลงของผู้ที่มีสถานะทางเศรษฐกิจด้อยกว่ากลุ่มอ้างอิง (Symmetric effect) ทั้งนี้ ช่องว่างของค่าใช้จ่ายส่งผลต่อทั้งความสุขและความพึงพอใจในชีวิต ต่างจากช่องว่างของความมั่งคั่งที่ส่งผลต่อความพึงพอใจในชีวิตเท่านั้น ผลการวิเคราะห์กรณีของผู้ใหญ่สอดคล้องกับในภาพรวม ตรงข้ามกับกรณีของเยาวชนไทยที่พบว่า สถานะทางเศรษฐกิจของครัวเรือนโดยเปรียบเทียบไม่ส่งผลต่อสุขภาวะทางจิต ส่วนกรณีของผู้สูงอายุ ความมั่งคั่งสัมพัทธ์มีผลต่อความพึงพอใจในชีวิตของผู้ที่มีสถานะดีกว่ากลุ่มอ้างอิงเท่านั้น ส่วนผู้ที่มีสถานะด้อยกว่าไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ (Asymmetric effect) ผลการศึกษาบ่งชี้ว่า ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสามารถก่อให้เกิดช่องว่างด้านสุขภาวะทางจิตของประชาชนไทยผ่านกลไกการเปรียบเทียบทางสังคมได้ ดังนั้น นอกจากนโยบายในการลดช่องว่างทางเศรษฐกิจแล้ว ภาครัฐและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องควรสนับสนุนการปลูกฝังและเพิ่มพูนอุปนิสัยการเห็นคุณค่าในตนเอง (self-esteem) ตลอดช่วงอายุของบุคคล เพื่อลดการเปรียบเทียบกับผู้อื่นที่อาจบั่นทอนสุขภาวะทางจิตลง
An Empirical Study Of Interactivity And Companionship Influencing The Reward Of Game Streamers In Douyu, Mu Zhou
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The 'streamer' is a new freelancer in the online gaming industry. In this paper, we obtained data for 46 game streamers on Douyu platform and using panel data two-way FE regression we found that: (1) streamers who have more companionship to viewers earned more reward income; (2) the more bullets they got, the more reward income they earned. Especially for head streamers, the ability to get bullets has a positive impact on earning reward income than that of non-head streamers. The results of the study provide more empirical support for the impact of streamer decision-making and rewarding behavior, and provide …
Effects Of Social Activities On Labor Participation Among Middle-Aged And Older Adults In China, Shixun Yuan
Effects Of Social Activities On Labor Participation Among Middle-Aged And Older Adults In China, Shixun Yuan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This paper empirically explores how social activities affect the labor force participation of middle-aged and older adults using data from the 2018 China Health and Retirement Longitudinal Study (CHARLS). Based on 2SLS and IV-probit regression analyses, where social participation is endogenized, there are three key discoveries. First, social activity is negatively associated with labor force involvement and, when instrumental variables are used to minimize endogeneity bias, the negative effect of social participation is found to be stronger. Second, helping others is the only form of social participation that is positively related to labor participation. Finally, the effect of social engagement …
การศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อช่วยคัดเลือกของขวัญตามโอกาสต่างๆภายใต้งบประมาณและประเภทของผู้รับ, ณัฏฐ์ธนนท์ สิทธิจินดา
การศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อช่วยคัดเลือกของขวัญตามโอกาสต่างๆภายใต้งบประมาณและประเภทของผู้รับ, ณัฏฐ์ธนนท์ สิทธิจินดา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาแอปพลิเคชันคัดเลือกของขวัญตามโอกาสต่าง ๆ ภายใต้งบประมาณและประเภทของผู้รับ โดยใช้การวิเคราะห์จากข้อมูลผ่านระบบ Recommendation System เพื่อค้นหาของขวัญให้เหมาะกับงบประมาณและความชอบของผู้รับ รวมทั้งศึกษาความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ จากการสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมายที่อยู่ในช่วงวัยทำงานและมีพฤติกรรมซื้อของออนไลน์ พบว่ามีปัญหาในการที่ต้องเลือกซื้อของขวัญภายใต้งบประมาณที่จำกัด ซึ่งนำไปสู่การออกแบบและพัฒนานวัตกรรม เพื่อตอบโจทย์ทั้งผู้ให้และผู้รับนอกจากนี้ยังช่วยประหยัดเวลาในการค้นหาของขวัญ ทำให้การเลือกซื้อของขวัญเป็นอะไรที่ง่ายและสะดวกสบายมากขึ้นและคาดหวังว่าจะสามารถช่วยให้การเลือกซื้อของขวัญเป็นเรื่องที่ง่ายยิ่งขึ้น โดยมีการสํารวจและวิเคราะห์พฤติกรรม รวมถึงความต้องการในการใช้แอปพลิเคชันของกลุ่มตัวอย่างได้แก่ กลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานที่ต้องเข้าสังคมและมีการซื้อของขวัญในแต่ละปี จํานวนทั้งสิ้น 406 คน โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนมากจะมอบของขวัญในวันแสดงความยินดีต่างๆ วันเกิด และ วันปีใหม่ โดยประเภทของขวัญที่มอบให้มีหลากหลายขึ้นอยู่กับงบประมาณของผู้ให้และความชอบของผู้รับ และมีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด 15 คน ได้มีการให้ข้อเสนอแนะเพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนาต่อ โดยผู้ทำแบบสำรวจได้ให้ความสนใจในการใช้แอปพลิเคชันช่วยคัดเลือกของขวัญตามโอกาสต่าง ๆ ภายใต้งบประมาณและประเภทของผู้รับ เพราะช่วยประหยัดเวลาในการหาของขวัญได้และเป็นของขวัญที่อยู่ภายใต้งบประมาณ
In Silico And In Vitro Studies On Inclusion Complex Of 8-Bromobaicalein With Beta-Cyclodextrins, Noriyuki Yasuda
In Silico And In Vitro Studies On Inclusion Complex Of 8-Bromobaicalein With Beta-Cyclodextrins, Noriyuki Yasuda
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Baicalein (5,6,7-trihydroxyflavone), an active compound derived from Scutellaria baicalensis Georgi, exhibits notable anti-inflammatory, antiviral, and anticancer properties. 8-bromobaicalein (BB), a derivative of baicalein, possesses even stronger cytotoxic activity against MCF-7 human breast cancer cell lines. However, its low water solubility limits its use for further applications. In this study, we investigated βCD and its derivatives (hydroxypropyl-β-cyclodextrin (HPβCD) and 2,6-di-O-methyl-β-cyclodextrin (DMβCD)) for their ability to improve the solubility of BB through inclusion complexation. From molecular dynamics simulations and MM/GBSA-based and SIE-based binding free energy calculations, we determined that DMβCD exhibited the highest efficacy as a host molecule for the inclusion complexation …
การเปรียบเทียบวิธีการกรองแบบอิงเนื้อหาและการกรองแบบร่วมกันสำหรับการแนะนำสินค้าในธุรกิจออนไลน์ประเภทเสื้อผ้าแฟชั่น, จิรายุส ไพรสมพงษ์
การเปรียบเทียบวิธีการกรองแบบอิงเนื้อหาและการกรองแบบร่วมกันสำหรับการแนะนำสินค้าในธุรกิจออนไลน์ประเภทเสื้อผ้าแฟชั่น, จิรายุส ไพรสมพงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันธุรกิจการค้าขายบนโลกออนไลน์บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก เนื่องจากการพัฒนาของเทคโนโลยีสารสารสนเทศที่เข้ามามีบทบาทต่อสังคมมากขึ้น และธุรกิจหนึ่งที่จัดว่าเป็นที่นิยมในโลกออนไลน์นั้นก็คือธุรกิจขายเสื้อผ้า เนื่องจากเป็นสิ่งของจำเป็นที่ขายง่าย ใช้เงินลงทุนไม่มาก และเริ่มต้นได้เร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสื้อผ้าแฟชั่นที่มีการเปลี่ยนแปลงความนิยมตามช่วงเวลา ทำให้ปัญหาของธุรกิจนี้ คือเจ้าของร้านค้าไม่สามารถทราบความต้องการของลูกค้าทำให้เกิดสินค้าค้างในคลังจำนวนมาก เกิดเป็นค่าเสื่อมและค่าเสียโอกาสทางธุรกิจ ท้ายที่สุดก็ขาดทุนและปิดกิจการ การเข้ามาของเทคโนโลยีนำมาซึ่งประโยชน์มากมาย ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายจำเป็นจะต้องอาศัยสิ่งเหล่านี้มาช่วยในการตัดสินใจทางธุรกิจเพื่อเป้าหมายของธุรกิจนั้นก็คือการสร้างกำไรสูงสุด และลดจำนวนสินค้าที่ค้างอยู่ในคลัง โดยหนึ่งในวิธีที่ช่วยแก้ปัญหานั้นก็การใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่ถูกจัดเก็บโดยธุรกิจ ซึ่งก่อนจะนำมาใช้ประโยชน์จะต้องผ่านกระบวนการประกอบไปด้วยการเก็บข้อมูล การเตรียมข้อมูล การสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูล และการแสดงผลข้อมูลที่ช่วยตัดสินใจ สำหรับโครงงานนี้ได้มุงเน้นไปยังการใช้ประโยชน์จากข้อมูลเพื่อพัฒนาระบบแนะนำให้กับธุรกิจ ซึ่งทำเป็นในลักษณะงานวิจัยที่เป็นการเปรียบเทียบเทคนิคการพัฒนาระบบแนะนำ โดยบทบาทของระบบนี้จะจับพฤติกรรมลูกค้าที่เข้ามาใช้งานในระบบก่อนจะแนะนำสินค้าที่คาดว่าจะเหมาะสมให้กับลูกค้าคนนั้น ๆ
Momentum Effect On Equity Return Derived By Esg Performance, Evidence From Japanese Equity Market, Sathaporn Tiensermsub
Momentum Effect On Equity Return Derived By Esg Performance, Evidence From Japanese Equity Market, Sathaporn Tiensermsub
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study delves into the intricate relationship between Environmental, Social, and Governance (ESG) performance and equity returns within the Japanese market, with a specific emphasis on the momentum effect. Leveraging an extensive dataset encompassing the environmental, social, and governance pillars, our research contributes to the existing body of literature on ESG investing. Our analysis reveals consistent patterns in ESG-momentum interactions, aligning with the findings of previous studies while also offering new insights into the Japanese equity market. Consistent with the research of Chen & Yang (2020), Pedersen et al. (2021), and Luo (2022), our findings affirm that specific quintiles within …
คลังข้อมูล ธุรกิจอัจฉริยะ และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงของธุรกิจจำหน่ายสินค้าสำหรับครอบครัว, นันทนัช ลิ้มตระกูล
คลังข้อมูล ธุรกิจอัจฉริยะ และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงของธุรกิจจำหน่ายสินค้าสำหรับครอบครัว, นันทนัช ลิ้มตระกูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบัน กิจการร้านค้าที่จัดจำหน่ายสินค้าแม่และเด็กต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของความต้องการของผู้บริโภคที่เริ่มมีลูกกันน้อยลงแต่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงกันมากขึ้นตั้งแต่ช่วงที่เกิดการระบาดของโควิด สำหรับธุรกิจที่นำข้อมูลมาศึกษาในโครงการนี้ได้ปรับเปลี่ยนธุรกิจจากจัดจำหน่ายเพียงสินค้าแม่และเด็ก เป็นธุรกิจจำหน่ายสินค้าสำหรับครอบครัว และนำสินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงมาขายเพิ่มเติมเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ในภาวะเช่นนี้ หากธุรกิจมีการใช้ประโยชน์จากข้อมูลมาสนับสนุนการตัดสินใจและการวางแผนด้านกลยุทธ์ของผู้บริหาร น่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันได้ไม่มากก็น้อย โครงการ “คลังข้อมูล ธุรกิจอัจฉริยะ และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงของธุรกิจจำหน่ายสินค้าสำหรับครอบครัว” ประกอบด้วย 5 ระบบหลัก ได้แก่ (1) ระบบวิเคราะห์ด้านบัญชี (2) ระบบวิเคราะห์ยอดขายและค่าบริการ (3) ระบบวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าออนไลน์ (4) ระบบการวิเคราะห์ตะกร้าสินค้า ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง และ (5) ระบบวิเคราะห์การสื่อสารทางการตลาดออนไลน์ ระบบได้ถูกพัฒนาขึ้นบนฐานข้อมูล MariaDB โดยใช้โปรแกรม Power BI 2024 และโปรแกรม Jupyter Notebook (Anaconda 3) ในการจัดทำระบบวิเคราะห์และแสดงผลข้อมูล โดยผู้บริหารสามารถใช้ประโยชน์จากระบบสารสนเทศนี้วิเคราะห์ข้อมูลในมุมมองต่าง ๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม สะดวก รวดเร็ว เป็นประโยชน์ต่อการใช้ข้อมูลในการขับเคลื่อนการดำเนินงานขององค์กร
The Impact Of Financial Advisor Reputation On Ipo Underpricing: Evidence From Thailand, Suparat Kongsompot
The Impact Of Financial Advisor Reputation On Ipo Underpricing: Evidence From Thailand, Suparat Kongsompot
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study explores the role of financial advisors (FAs) in the initial public offering (IPO) process, particularly focusing on how their involvement affects IPO underpricing. IPO underpricing, a well-documented phenomenon where shares are priced below their market value on the first trading day, has been extensively studied, often with an emphasis on the role of underwriters (UWs). However, this research addresses the gap in literature regarding the distinct contributions of FAs, who are crucial yet often conflated with UWs. Drawing on the context of Thailand, where regulatory requirements mandate the involvement of FAs separate from UWs, this study investigates the …
การกำหนดกรอบข่าวและปฏิสัมพันธ์บนพื้นที่ข่าวออนไลน์เกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์, รัชฎาวรรณ รองทอง
การกำหนดกรอบข่าวและปฏิสัมพันธ์บนพื้นที่ข่าวออนไลน์เกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์, รัชฎาวรรณ รองทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อวิเคราะห์และอธิบายการกำหนดกรอบของข่าวเกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์ของสื่อมวลชนบนออนไลน์และเพจนำเสนอข่าวและเหตุการณ์บนสื่อออนไลน์ 2) เพื่อวิเคราะห์และอธิบายปฏิสัมพันธ์บนพื้นที่ข่าวออนไลน์เกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์ที่สะท้อนการใช้ภาษาและการร่วมกระทำในการระรานทางไซเบอร์ และ 3) เพื่อสร้างข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์บนช่องทางออนไลน์ ใช้วิธีการวิจัยกรณีศึกษาจำนวน 2 กรณี ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาข่าวเกี่ยวกับกรณีศึกษาที่นำเสนอบนสื่อออนไลน์ จำนวนรวม 61 ชิ้นข่าว วิเคราะห์เนื้อหาการแสดงความคิดเห็น จำนวน 11,968 ความคิดเห็น และการสัมภาษณ์เชิงลึกนักวิชาชีพด้านข่าวและผู้ผลิตเนื้อหาออนไลน์ จำนวน 12 คน ผลการวิจัยพบว่า การกำหนดกรอบของข่าวเกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์ ได้แก่ ความขัดแย้ง ผลกระทบ การสำนึกผิด และการคลี่คลาย ทั้งนี้ไม่พบการนำเสนอกรอบข่าวเกี่ยวกับการวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาหรือการนำเสนอทางออกในข่าวเกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์ที่ผู้ถูกระรานเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง และไม่พบการกำหนดกรอบข่าวเกี่ยวกับการให้กำลังใจหรือการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ในข่าวเกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์ที่ผู้ถูกระรานเป็นบุคคลธรรมดา ปฏิสัมพันธ์บนพื้นที่ข่าวออนไลน์เกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์พบว่า มีการแสดงความคิดเห็นที่ไม่เกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์แต่เกี่ยวกับบุคคลในข่าวมากที่สุดในข่าวเกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์ที่ผู้ถูกระรานเป็นบุคคลมีชื่อเสียง และมีการแสดงความคิดเห็นที่ไม่สนับสนุนการระรานทางไซเบอร์มากที่สุดในข่าวเกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์ที่ผู้ถูกระรานเป็นบุคคลธรรมดา ทั้งนี้ยังพบการกดถูกใจและการกดแบ่งปันข่าวเกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์มากที่สุดในการเผยแพร่ข่าวช่วงแรกและค่อย ๆ ลดลงตามระยะเวลาการนำเสนอข่าว ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์บนช่องทางออนไลน์ ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1) กำหนดการควบคุมโดยยึดหลักจริยธรรมของสื่อสารมวลชนที่สอดคล้องกับสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป และเพิ่มช่องทางการร้องเรียนให้กับผู้ที่รับผลกระทบจากการนำเสนอข่าวการระรานทางไซเบอร์ 2) กำหนดเกณฑ์เชิงจริยธรรมการนำเสนอข่าวของผู้ให้บริการสื่อ/ผู้ประกอบการเกี่ยวกับการระรานทางไซเบอร์เน้นเนื้อหาที่ไม่เพิ่มความหวาดกลัวในการตกเป็นเหยื่อจากการถูกระรานทางไซเบอร์ เฝ้าระวังการนำเสนอเนื้อหาข่าวที่อาจนำไปสู่การระรานทางไซเบอร์ และการเฝ้าระวังปฏิสัมพันธ์ออนไลน์เชิงลบของผู้อ่านข่าวที่นำเสนอ และ 3) กำหนดมาตรการส่งเสริมให้ผู้ใช้สื่อ/ ผู้บริโภค ตระหนักรู้เรื่องการระรานทางไซเบอร์และเพิ่มทักษะความเป็นพลเมืองดิจิทัล
การสื่อสารเพื่อการเตรียมตัวตายของผู้สูงอายุ, สมรักษ์ เจียมธีรสกุล
การสื่อสารเพื่อการเตรียมตัวตายของผู้สูงอายุ, สมรักษ์ เจียมธีรสกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่อง "การสื่อสารเพื่อการเตรียมตัวตายของผู้สูงอายุ" มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสื่อสารเพื่อการเตรียมตัวตายในสังคมไทย การให้ความหมายเรื่องความตายของผู้สูงอายุ และพฤติกรรมการสื่อสารเพื่อการเตรียมตัวตายของผู้สูงอายุ ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้แบบสัมภาษณ์ชนิดมีโครงสร้างเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้สูงอายุกรณีศึกษา 18 คน การเตรียมตัวตายเป็นพฤติกรรมสังคม และพฤติกรรมวัฒนธรรม ผู้สูงอายุคิดวางแผนเตรียมตัวตายโดยใช้การสื่อสารเป็นเครื่องมือ การสื่อสารเพื่อการเตรียมตัวตายเป็นกระบวนการในการสร้างความหมายร่วมกันระหว่างผู้ร่วมกระทำการสื่อสารซึ่งมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ปฏิสัมพันธ์ในที่นี้มีขอบเขตตั้งแต่ระดับภายในตนเอง ปฏิสัมพันธ์ต่อบุคคลใกล้ชิด ต่อกลุ่ม และต่อสาธารณะ ผู้สูงอายุให้ความหมายความตาย 5 ความหมาย ได้แก่ ความตายคือการไม่มีชีวิตอยู่ ความตายคือการเคลื่อนย้ายของจิต ความตายคือการเปลี่ยนภพตามพระประสงค์ของพระเจ้า ความตายคือการเดินทางครั้งใหม่-การเกิด ความตายคือการพลัดพรากหรือถูกทำให้พลัดพรากจากที่เป็นอยู่ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเตรียมตัวตายของผู้สูงอายุมี 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ปัจจัยตัวบุคคล ปัจจัยศาสนา ปัจจัยด้านสังคมวัฒนธรรม และปัจจัยสถานภาพทางสังคมเศรษฐกิจ สื่อและช่องทางการสื่อสารเพื่อการเตรียมตัวตายของผู้สูงอายุ ได้แก่ สื่อบุคคล สื่อเฉพาะกิจ สื่อเชิงวัฒนธรรม สื่อวัตถุ และสื่อสังคม
บทบาทหนังสือพิมพ์รายวันต่อการนำเสนอเนื้อหาที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน, ภัทรเวช ฟุ้งเฟื่อง
บทบาทหนังสือพิมพ์รายวันต่อการนำเสนอเนื้อหาที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน, ภัทรเวช ฟุ้งเฟื่อง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของหนังสือพิมพ์รายวันและการทำหน้าที่ของหัวหน้าโต๊ะข่าวต่างประเทศต่อการนำเสนอเนื้อหาที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน เช่นเดียวกับการศึกษาการรับรู้ของผู้รับสารต่อการนำเสนอเนื้อหาของหนังสือพิมพ์ภายหลังการเปิดประชาคมอาเซียนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2559 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2561 ก่อนที่ประเทศไทยจะเป็นประธานหมุนเวียนของอาเซียน การศึกษาครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงปริมาณร่วมกับการวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ การวิเคราะห์เนื้อหาหนังสือพิมพ์รายวันที่มีการนำเสนอเนื้อหาที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน เพื่อรวบรวมการนำเสนอเนื้อหาที่ถูกนำเสนอในหนังสือพิมพ์ นอกจากนี้ยังมีการสัมภาษณ์เชิงลึก หัวหน้าโต๊ะข่าวต่างประเทศต่อการนำเสนอเนื้อหา และการวิจัยเชิงสำรวจเพื่อศึกษาการรับรู้ของผู้รับสารต่อการนำเสนอเนื้อหาที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน ผลการศึกษาพบว่า หนังสือพิมพ์แสดงบทบาทในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียนผ่านการนำเสนอเนื้อหารายประเทศสมาชิกมากกว่าการนำเสนอเนื้อหาความร่วมมือระหว่างประเทศและเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับประชาคมอาเซียนโดยตรง โดยให้น้ำหนักไปที่ประเด็นด้านสังคมวัฒนธรรมและรายงานสถานการณ์ของประเทศสมาชิกมากกว่า โดยประเทศที่ถูกนำเสนอมากที่สุด ได้แก่ เมียนมา มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม กัมพูชา ลาว สิงคโปร์ และบรูไนตามลำดับ ส่วนเนื้อหาความร่วมมือระหว่างประเทศพบว่ามีการนำเสนอความร่วมมือระดับทวิภาคีโดยเฉพาะประเด็นความร่วมมือระหว่างประเทศทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ สำหรับเนื้อหาที่เกี่ยวกับประชาคมอาเซียนพบว่ามีการนำเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับประชาคมเศรษฐกิจมากที่สุดเป็นอันดับแรก การทำหน้าที่ของหัวหน้าโต๊ะข่าวต่างประเทศที่พิจารณาเลือกนำเสนอเนื้อหาจากองค์ประกอบด้านผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทย ความเกี่ยวข้อง ความใกล้ตัว และความสำคัญต่อผู้อ่านมากกว่าการนำเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับประชาคมอาเซียนที่มีลักษณะอิงเหตุการณ์สำคัญ (event based) มากกว่าอิงประเด็นตามกรอบความร่วมมือของประชาคมอาเซียน ส่วนผู้รับสารมีการรับรู้และความเข้าใจต่อการนำเสนอเนื้อหาที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียนในระดับมาก การรับรู้ต่อประเด็นเกี่ยวกับประเทศสมาชิก และความร่วมมือระหว่างประเทศในประชาคมอาเซียนมีการรับรู้ที่มีความไม่สอดคล้องกับการนำเสนอของหนังสือพิมพ์ ด้านการรับรู้ต่อประชาคมอาเซียนผู้รับสารมีความรู้ความเข้าใจถึงนโยบายและกลไกความร่วมมือทางธุรกิจจองอาเซียนมากกว่าด้านอื่น ๆ
แบบจำลองการทำนายและแนวทางการจัดการภาวะวิกฤตออนไลน์ทางการเมืองโดยใช้บิ๊กดาต้า, จุติพร ปริญโญกุล
แบบจำลองการทำนายและแนวทางการจัดการภาวะวิกฤตออนไลน์ทางการเมืองโดยใช้บิ๊กดาต้า, จุติพร ปริญโญกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบสมผสานวิธี ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการใช้ประโยชน์จากบิ๊กดาต้าในการจัดการภาวะวิกฤตออนไลน์ทางการเมือง 2) เพื่อสร้างแบบจำลองการทำนายและแนวทางการจัดการภาวะวิกฤตออนไลน์ทางการเมือง โดยเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key Informants) ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการภาวะวิกฤตออนไลน์ และผู้เชี่ยวชาญด้านบิ๊กดาต้า ทั้งวิชาการและวิชาชีพจำนวน 10 ท่าน และผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินเกณฑ์การวัดระดับความรู้สึก (Sentiment) ด้วยวิธีการตรวจสอบสามเส้า (Triangulation) ประกอบด้วย นักวิชาการด้านภาษาศาสตร์ สื่อมวลชนสายการเมือง ผู้นำทางความคิดประเด็นทางการเมือง และนักเคลื่อนไหวกิจกรรมทางการเมือง จำนวน 5 ท่าน นอกจากนี้ยังใช้บิ๊กดาต้าทางการเมืองจากสื่อสังคมออนไลน์ ได้แก่ ทวิตเตอร์ (Twitter) เฟซบุ๊ก (Facebook) ยูทูป (Youtube) อินสตาแกรม (Instagram) และเว็บไซต์ (Website) จำนวน 132,660 ข้อมูล เพื่อพัฒนาเป็นแบบจำลองการทำนายภาวะวิกฤตออนไลน์ทางการเมือง ผลการศึกษาพบว่า 1) บิ๊กดาต้าสามารถนำมาใช้เพื่อการจัดการภาวะวิกฤตออนไลน์ทางการเมืองได้ทุกขั้นตอนของการจัดการภาวะวิกฤตออนไลน์ ซึ่งข้อมูลและแบบจำลองที่เหมาะสมสำหรับการทำนายภาวะวิกฤตออนไลน์ทางการเมืองคือข้อมูลประเภทข้อความจากสื่อสังคมออนไลน์ และแบบจำลองการทำนายที่เหมาะสมคือแบบจำลองการเรียนรู้แบบมีผู้สอน (Supervised Learning) นอกจากนี้การพัฒนาเกณฑ์การวัดระดับความรู้สึก (Sentiment) สำหรับใช้เพื่อประเมินความรุนแรงของภาวะวิกฤตออนไลน์ที่ละเอียดมากขึ้น แบ่งได้เป็น 7 ระดับ ได้แก่ ความรู้สึกเป็นบวกมากที่สุด ความรู้สึกเป็นบวกมาก ความรู้สึกเป็นบวก ความรู้สึกเป็นกลาง ความรู้สึกเป็นลบ ความรู้สึกเป็นลบมาก และความรู้สึกเป็นลบมากที่สุด 2) แบบจำลองการทำนายวิกฤตออนไลน์ทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือ แบบจำลองที่พัฒนาด้วย Random Forest Classifier ได้ผลดังนี้ ค่าความถูกต้อง (Accuracy) 0.93 ค่าความระลึก (Recall) Macro avg 0.67 และ Weighted avg 0.93 ค่าความแม่นยำ (Precision) Macro avg 0.85 และ Weighted avg 0.93 และค่าเอฟวัน (F1 Score) Macro …
บทบาทไทยพีบีเอสต่อกระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ภายใต้บริบทการแปรเปลี่ยนความขัดแย้ง, ภีรกาญจน์ ไค่นุ่นนา
บทบาทไทยพีบีเอสต่อกระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ภายใต้บริบทการแปรเปลี่ยนความขัดแย้ง, ภีรกาญจน์ ไค่นุ่นนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) นโยบาย การดำเนินงาน และการนำเสนอประเด็นสาธารณะในการเป็นพื้นที่กลางของไทยพีบีเอสในกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 2) การนำเสนอเนื้อหาสันติภาพเชิงลบและสันติภาพเชิงบวกของไทยพีบีเอสในกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ในช่วงเดือนมกราคม 2555-ธันวาคม 2563 เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์ตัวบท การศึกษาเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัย พบว่า 1) ไทยพีบีเอสมีนโยบายในด้านการมีส่วนร่วม การใช้ประโยชน์จากสื่อสาธารณะและการเป็นสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่สนับสนุนการเป็นพื้นที่กลางในการแปรเปลี่ยนความขัดแย้งจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไทยพีบีเอสมีการดำเนินงานเพื่อสร้างพื้นที่กลาง ได้แก่ การเสริมพลังตัวแสดงเพื่อสร้างสมดุลอำนาจในการสื่อสาร การส่งเสริมการเข้าถึงมุมมองที่หลากหลาย การพัฒนาเครื่องมือในการทำงานร่วมกัน และการเชื่อมต่อพื้นที่เชิงกิจกรรม พื้นที่ทางกายภาพ และพื้นที่การสื่อสาร การนำเสนอประเด็นสาธารณะของไทยพีบีเอส ได้แก่ การเมืองนำการทหาร บทบาทของมาเลเซียในกระบวนการพูดคุยสันติภาพ พื้นที่สาธารณะปลอดภัย รอมฎอนสันติสุข เป็นต้น 2) การนำเสนอเนื้อหาสันติภาพเชิงลบอยู่ภายใต้กรอบความขัดแย้ง กรอบความปลอดภัยและความมั่นคงของสังคม และกรอบทหาร เนื้อหาดังกล่าวได้รับการนำเสนอผ่านมุมมองของนักวิชาชีพไทยพีบีเอสและคนในพื้นที่ความขัดแย้ง ตัวแสดงสำคัญที่ปรากฏในข่าวและรายการที่นำเสนอเนื้อหาสันติภาพเชิงลบ ได้แก่ ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ส่วนการนำเสนอเนื้อหาสันติภาพเชิงบวกอยู่ภายใต้กรอบการยอมรับสิทธิของผู้อื่น กรอบการกระจายทรัพยากรอย่างเท่าเทียม กรอบการไหลเวียนอย่างอิสระของข้อมูลข่าวสาร กรอบการพัฒนาทุนมนุษย์ และกรอบการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐที่ดี เนื้อหาดังกล่าวได้รับการนำเสนอผ่านมุมมองของคนในพื้นที่ความขัดแย้ง ตัวแสดงสำคัญที่ปรากฏในข่าวและรายการที่นำเสนอเนื้อหาสันติภาพเชิงบวก ได้แก่ ภาคประชาสังคม นักวิชาการ ประชาชนทั่วไป ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ
การประกอบสร้างวาทกรรมนมแม่และการปะทะสังสรรค์ผ่านเรื่องเล่าในสื่อไทย, ยศพล ชุติปัญญะบุตร
การประกอบสร้างวาทกรรมนมแม่และการปะทะสังสรรค์ผ่านเรื่องเล่าในสื่อไทย, ยศพล ชุติปัญญะบุตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เพื่อศึกษาความไม่ต่อเนื่องทางวาทกรรม การตีความของมารดา และกลวิธีการประกอบสร้างวาทกรรมในเชิงเรื่องเล่าต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ซึ่งมีอิทธิพลต่อชนชั้นกลางชาวไทย งานวิจัยเชิงคุณภาพชิ้นนี้ศึกษาตัวบทที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับแม่และเผยแพร่ในปี พ.ศ.2475-2565 อาทิ แบบเรียนภาษาไทย วรรณกรรม ละครโทรทัศน์ นิตยสาร สมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก สื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงโฆษณา และข่าวในพระราชสำนัก ผลการวิจัยพบวาทกรรมนมแม่ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 5 ยุค ดังนี้ (1) ยุคก่อนกรอบการวิจัย คติทางพุทธให้ความหมายของนมแม่ว่ากลั่นมาจากเลือดในอกด้วยความรักของแม่ น้ำนมแม่เป็นสัญญะของจิตวิญญาณความเป็นแม่ซึ่งส่งผ่านจากเจ้าของน้ำนมสู่ทารก แม้แต่จากแม่นม กระนั้นไม่พบว่ามารดามีบทบาทสำคัญใด ๆ ในเรื่องเล่า (2) ยุคนมแม่อาหารตามธรรมชาติ นมแม่มีสัญญะของอาหารเชิงโภชนาการมากขึ้นและจิตวิญญาณในน้ำนมแม่ส่งผ่านเฉพาะมารดาทางชีวภาพ ไม่ใช่จากแม่นม มารดามีบทบาทมากขึ้นในเรื่องเล่าในฐานะผู้สร้างชาติและมีบุญคุณ (3) ยุคนมแม่แพ้นมผง ด้วยอิทธิพลของโฆษณาและองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ นมผงเป็นอาหารทดแทนนมแม่ที่สามารถเติมสารอาหารเข้าไปได้ ภาพของมารดายุคใหม่จึงไม่ต้องให้นมแม่ (4) ยุคนมแม่แน่ที่สุด องค์ความรู้วิทยาศาสตร์และคติพุทธให้คุณค่าต่อนมแม่ในสื่อทุกประเภท คู่ตรงข้ามเป็นกลวิธีในการสร้างให้นมผงมีความหมายดุจยาพิษ ส่งผลให้มารดาที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เท่านั้นคือแม่ที่ดี (5) ยุคแห่งการกระจัดกระจายของวาทกรรม เริ่มปรากฏการตระหนักถึงระบบคู่ตรงข้ามและการต่อรองวาทกรรมว่านมแม่ดีที่สุดแต่นมผงก็ใช้ได้หากจำเป็น ในอีกพื้นที่วาทกรรมมีการให้คุณค่านมแม่ว่าเป็นน้ำนมคน คือมีความเป็นวัตถุและไม่แฝงจิตวิญญาณของเจ้าของน้ำนม จากปรากฏการณ์บริจาคน้ำนมแม่บนโลกออนไลน์ด้วยการตีความว่านมแม่คนใด ๆ นั้นดีกว่าและปลอดภัยกว่านมโค แสดงให้เห็นอิทธิพลของสื่อสังคมออนไลน์ที่จัดสรรให้แต่ละกลุ่มวาทกรรมมีพื้นที่อุดมการณ์ของตัวเอง มารดาในยุคออนไลน์มีสถานะเป็นผู้เล่าเรื่องและมีความเป็นปัจเจกบุคคลมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ซึ่งด้านหนึ่งช่วยเพิ่มอำนาจให้กับมารดาในการต่อรองกับปิตาธิปไตย แต่อีกด้านหนึ่งกลับพบการผลิตซ้ำบทบาทหน้าที่ของสตรีให้มีจำกัด การตีความด้านการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของมารดามี 2 จังหวะ ครั้งแรกคือช่วงก่อนการคลอดที่สื่อมีบทบาทมาก และอีกครั้งภายหลังคลอดซึ่งประสบการณ์ส่วนบุคคลร่วมกับสื่อที่ใช้มีบทบาทต่อพฤติกรรมการให้นมและความภาคภูมิใจในการเป็นแม่ กรอบความรู้ทางคติพุทธและวิทยาการตะวันตกปะทะสังสรรค์กันตลอดช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ และวาทกรรมหนึ่ง ๆ จะครองอำนาจได้เมื่อกรอบความรู้ทั้งสองทำงานสอดประสานกัน ผู้วิจัยเสนอแนะว่าการสื่อสารเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ไม่ควรเน้นความหมายเฉพาะที่ตัวน้ำนมแม่ ไม่จำเป็นต้องชูภาพความสำเร็จของความเป็นแม่จากมารดาที่ให้นมแม่ปริมาณมาก แต่ควรนำเสนอมิติของความสัมพันธ์ให้มากขึ้นและสามารถให้ข้อมูลอาหารทดแทนนมแม่เพื่อเป็นตัวเลือกต่อมารดาหากจำเป็นต้องใช้
การใช้สัญญะทางสายตาในเฟซบุ๊กแฟนเพจภาพล้อการเมือง, ฐิติมา วงศ์ถาวร
การใช้สัญญะทางสายตาในเฟซบุ๊กแฟนเพจภาพล้อการเมือง, ฐิติมา วงศ์ถาวร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเล่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการทำงานของสัญญะทางสายตาในการสะท้อนปัญหาทางการเมืองและสังคมไทยในภาพล้อเลียนการเมืองออนไลน์ ศึกษาจากเฟซบุ๊กแฟนเพจภาพล้อการเมืองทั้งหมด 3 เพจ ได้แก่ Uninspired by current events, ไข่แมวX และเฮ้ยนี่มันตัดต่อชัด ๆ V2 โดยเลือกภาพจากประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของรัฐบาล ตั้งแต่มิถุนายน พ.ศ.2564 ถึงธันวาคม พ.ศ.2565 ทั้งหมด 78 ภาพ พบว่ามีลักษณะของการวิพากษ์ปัญหาทางการเมือง และสังคม 3 ลักษณะ ได้แก่ วิพากษ์ผู้สั่งการหรือผู้รับผิดชอบ, วิพากษ์เหตุการณ์ หรือสถานการณ์ และวิพากษ์ผลจากเหตุการณ์ หรือสถานการณ์ อีกทั้งยังปรากฏสัญญะทางสายตาทั้ง 3 รูปแบบ ได้แก่ Iconic Sign หรือสัญญะที่แทนสิ่งใดสิ่งหนึ่ง, Plastic Sign หรือสัญญะที่แสดงลักษณะทางกายภาพของภาพที่สื่อสาร และ Linguistic sign หรือสัญญะที่แสดงออกทางภาษา โดยลักษณะการมีทั้งความหมายนัยตรง และความหมายโดยนัย และมีการนำแนวคิดเรื่องภาพพจน์มาอธิบายสัญญะทางภาพอันปรากฏ 7 รูปแบบ ได้แก่ อุปลักษณ์ (Metaphor), นามนัย (Metonymy), การประชดประชัน (Irony), การล้อเลียนจากสิ่งที่มีอยู่ (Parody), การกล่าวเกินจริง หรืออติพจน์ (Hyperbole), การปฏิทรรศน์ (Paradox) และการสร้างสถานการณ์เล่าเปรียบเทียบ (Allegory) เรียงตามลำดับ ทั้งยังพบการประกอบสร้างความหมายอันเกิดจากการเปรียบเทียบ 3 ลักษณะ ได้แก่ เปรียบเทียบระหว่างสัญญะกับสิ่งที่ถูกวิพากษ์, เปรียบเทียบระหว่างสัญญะภายในภาพ และเปรียบเทียบระหว่างสัญญะกับผลงานสร้างสรรค์ (Recontextualizing Parody) ซึ่งช่วงเวลาที่ภาพล้อปรากฏก็มีส่วนสำคัญในการประกอบสร้างความหมายเช่นกัน นอกจากนี้การศึกษาภาพล้อการเมืองจากทั้ง 3 เพจยังพบการใช้สัญญะทางสายตาสื่อสารถึงสิ่งที่ละเอียดอ่อนต่อการวิพากษ์อย่างมีชั้นเชิง
แบบจำลองการสื่อสารสำหรับความเสี่ยงด้านชื่อเสียงขององค์กรธุรกิจไทยทางออนไลน์, วรรษยุต คงจันทร์
แบบจำลองการสื่อสารสำหรับความเสี่ยงด้านชื่อเสียงขององค์กรธุรกิจไทยทางออนไลน์, วรรษยุต คงจันทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบการปฏิสัมพันธ์ขององค์กรและกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ออนไลน์ 2) วิเคราะห์ระดับและรูปแบบของความเสี่ยงด้านชื่อเสียงองค์กรออนไลน์ 3) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของความเสี่ยงและระดับความเสี่ยงด้านชื่อเสียงองค์กร กับรูปแบบการสื่อสารและการปฏิสัมพันธ์ขององค์กรบนสื่อออนไลน์ และ 4) พัฒนาแบบจำลองการสื่อสารความเสี่ยงด้านชื่อเสียงองค์กรออนไลน์ ด้วยระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน เก็บข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์โดยวิธีการทำเหมืองข้อมูล จำนวน 181 วัน ด้วยเทคนิคการวิเคราะห์ความรู้สึก เพื่อวิเคราะห์ระดับและรูปแบบความเสี่ยงด้านชื่อเสียงองค์กร พัฒนาเป็นแบบจำลองการสื่อสารสำหรับความเสี่ยงด้านชื่อเสียงองค์กรโดยใช้สมการถดถอยโลจิสติกเชิงอันดับและตัวแบบต้นไม้ตัดสินใจ เพื่อนำมาพัฒนาเป็นสถานการณ์การสื่อสารความเสี่ยงด้านชื่อเสียงองค์กรออนไลน์ ตรวจสอบความถูกต้องของแบบจำลองโดยผู้เชี่ยวชาญด้วยวิธีการวัดความสอดคล้องภายใน จำนวน 3 คน และความเหมาะสมของสถานการณ์ตามแบบจำลองโดยผู้เชี่ยวชาญด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 8 คน ผลการวิจัยพบว่า องค์กรมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้สื่อเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน มีรูปแบบการปฏิสัมพันธ์ที่มีลักษณะเป็นการสื่อสารทางเดียวและมีความรู้สึกที่สอดคล้องกัน เน้นให้ข้อมูลข่าวสารเพื่อเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรมในเชิงควบคุมโดยมีแบบแผน นำไปสู่ระดับความเสี่ยงด้านชื่อเสียงองค์กรออนไลน์ที่ลดลง โดยพบความเสี่ยงระดับปานกลางถึงสูงมากเพียงร้อยละ 7.18 ปัจจัยที่มีผลต่อความเสี่ยงด้านชื่อเสียงประกอบด้วย 8 ปัจจัย โดยปัจจัยด้านความรู้สึกในการสื่อสารของผู้บริโภค เป็นปัจจัยตั้งต้นในการทำนายความเสี่ยงด้านชื่อเสียง ตามผลการพัฒนาแบบจำลองการสื่อสารสำหรับความเสี่ยงด้านชื่อเสียงขององค์กรธุรกิจไทยทางออนไลน์ด้วยตัวแบบต้นไม้ตัดสินใจ โดยมีอัตราความแม่นยำที่ร้อยละ 70.11 และยืนยันความสอดคล้องของสถานการณ์การสื่อสารโดยผลการวิจัยเชิงคุณภาพ
การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ พฤติกรรมการชมการแข่งขัน และความภักดีของแฟนบอลสโมสรฟุตบอลไทย, อัทธ์ธนิน ธนินภาณุวิวัฒน์
การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ พฤติกรรมการชมการแข่งขัน และความภักดีของแฟนบอลสโมสรฟุตบอลไทย, อัทธ์ธนิน ธนินภาณุวิวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจการเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ พฤติกรรมการชมการแข่งขัน และความภักดีของแฟนบอลสโมสรฟุตบอลไทย อธิบายความสัมพันธ์ของการเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการและความภักดีของแฟนบอลสโมสรฟุตบอลไทย และอธิบายความแตกต่างตามลักษณะของประชากรด้านเพศ อาชีพ รายได้ พฤติกรรมการชมการแข่งขัน และความภักดีของแฟนบอลสโมสรฟุตบอลไทย เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ชมที่ติดตามการแข่งขันของสโมสรฟุตบอลไทยอย่างต่อเนื่องมานานมากกว่า 1 ปี ที่มีอายุ18 ปีขึ้นไป และเคยซื้อสินค้าที่มีสัญลักษณ์ของสโมสรที่เป็นสมาชิก จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม และแบบสอบถามออนไลน์ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการของสโมสรฟุตบอลไทยโดยรวมในระดับสูง มีพฤติกรรมการชมการแข่งขันฟุตบอลโดยรับชมการแข่งขันในสนามในระดับสูง มีความภักดีต่อสโมสรฟุตบอลไทยโดยรวมอยู่ในระดับสูง ทั้งนี้มีการติดตามบัญชีออนไลน์และกดถูกใจให้นักฟุตบอลของสโมสรที่ชื่นชอบ รวมทั้งยังคงติดตามเชียร์สโมสรที่ชอบอย่างเหนียวแน่นอยู่ในระดับสูงมาก ผลการทดสอบสมมติฐานสรุปได้ว่า การเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการชมการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีความสัมพันธ์ในระดับปานกลาง การเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความภักดีของแฟนบอลต่อสโมสรฟุตบอลไทยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีความสัมพันธ์ในระดับสูง กลุ่มตัวอย่างที่มีเพศ อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนแตกต่างกัน มีการเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 กลุ่มตัวอย่างที่มีอาชีพ และรายได้แตกต่างกัน มีความภักดีของแฟนบอลสโมสรฟุตบอลไทยแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05