Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2023

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 73561 - 73590 of 77359

Full-Text Articles in Entire DC Network

A Scoping Review Of Disease Modeling Approaches In Estimating Snakebite Burden, Ahmed Adamu Gololo Jan 2023

A Scoping Review Of Disease Modeling Approaches In Estimating Snakebite Burden, Ahmed Adamu Gololo

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Epidemiological modeling studies in snakebite envenoming research are evolving. Their techniques can be essential in filling the knowledge gap needed to attain the World Health Organization’s goal of halving the burden of snakebite envenoming by complementing the current data scarcity. Hence, there is a need for a scoping review to summarize epidemiological models used in estimating the burden of snakebite envenoming. Methods: We conducted a scoping review by searching PubMed, EMBASE, and Scopus to identify articles reporting epidemiological models in snakebite envenoming from database inception to 31st December 2023. The study protocol was registered with Open Science Framework (https://osf.io/u6cyh/). …


รูปแบบการเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางการเงินสำหรับครู, ธิติ ธาราสุข Jan 2023

รูปแบบการเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางการเงินสำหรับครู, ธิติ ธาราสุข

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบจากความฉลาดรู้ทางการเงินที่ส่งผลต่อการเป็นหนี้ของครู 2.เพื่อศึกษาผลการนำรูปแบบการเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางการเงินสำหรับครูกับกลุ่มเป้าหมายและ 3. เพื่อนำเสนอข้อเสนอแนะแนวทางการเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางการเงินสำหรับครู กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยได้แก่ สมาชิกของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกรมสามัญศึกษากรุงเทพ งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยแบบผสมผสาน ผลการวิจัยมีดังนี้ 1. องค์ประกอบของความฉลาดรู้ทางการเงินที่ส่งผลต่อการเป็นหนี้ของครูด้านความรู้ทางการเงิน ประกอบด้วย ด้านนโยบายคุ้มครองเงินฝาก (PROTECT) ด้านเครดิตบูโร (BUREAU) ด้านการคำนวณดอกเบี้ยของสินเชื่อ (INTEREST) ด้านการหาร (DEVIDE) ด้านพฤติกรรมทางการเงิน ประกอบด้วย ด้านเปรียบเทียบข้อมูลก่อนซื้อ (COMPARE) ด้านจัดทำบัญชี (ACCOUNT) ด้านไตร่ตรองก่อนซื้อ (PONDER) ด้านจ่ายเงินตรงเวลา (ONTIME) ด้านการบริหารจัดการเงินเมื่อเงินไม่พอใช้ (MANAGE) ตามลำดับ และ ด้านทัศนคติทางการเงิน ประกอบด้วยด้านการออม (SAVING) ด้านการใช้เงิน (SPENT) 2. รูปแบบการเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางการเงินสำหรับครู ประกอบด้วย 9 องค์ประกอบ คือ 1) วัตถุประสงค์การเรียนรู้ 2) ผู้เรียน 3) ผู้จัดการเรียนรู้ 4) เนื้อหาสาระ 5) กิจกรรมการเรียนรู้ 6) ระยะเวลา 7) แหล่งความรู้และสื่อการสอน 8) สภาพแวดล้อม และ 9) การประเมินผลการเรียนรู้ กิจกรรมเสริมสร้างการเรียนรู้แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อพัฒนาความฉลาดรู้ทางการเงินสำหรับครู ตามแนวคิดการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ของ Kolb (1982) แบ่งเป็น 4 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1 ประสบการณ์เชิงรูปธรรม ขั้นที่ 2 การสังเกต ไตร่ตรอง และทบทวน 3) สรุปหลักการและสร้างแนวคิดเชิงรูปธรรม และ ขั้นที่ 4 ขั้นลงมือปฏิบัติ ระยะที่ 2 ฝึกปฏิบัติเพื่อสร้างความรู้และส่งเสริมความฉลาดรู้ทางการเงิน ระยะที่ 3 นำเสนอผลงานของการจัดการแผนการเงินของตนเองทั้งระยะสั้น กลาง …


รูปแบบการพัฒนาความฉลาดทางดิจิทัลของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, สหพัฒน์ สถาปนิกานนท์ Jan 2023

รูปแบบการพัฒนาความฉลาดทางดิจิทัลของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, สหพัฒน์ สถาปนิกานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)ศึกษาสภาพปัจจุบันและผลกระทบของสื่อดิจิทัลที่มีต่อนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต 2)วัดระดับความฉลาดทางดิจิทัลของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต 3)นำเสนอรูปแบบการพัฒนาความฉลาดทางดิจิทัลของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อเสริมสร้างความเป็นพลเมืองดิจิทัลที่พึงประสงค์ โดยมีตัวอย่าง คือ 1)นิสิตนักศึกษาชั้นปีที่ 1 จากสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐทั้ง 4 ภูมิภาค จำนวน 464 คน แบ่งออกเป็น นิสิตนักศึกษาที่ใช้ในการสัมภาษณ์ จำนวน 12 คน นิสิตนักศึกษาที่ใช้ในการวัดระดับความฉลาดทางดิจิทัล จำนวน 402 คน และนิสิตนักศึกษาที่ใช้ในการทดลองเพื่อประเมินประสิทธิผล และความพึงพอใจ จำนวน 50 คน 2)ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 12 คนใช้ในการสัมภาษณ์ และ 3)ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คนใช้ในการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบ และข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์ แบบวัดความฉลาดทางดิจิทัล แบบประเมินความเหมาะสมของ (ร่าง) รูปแบบ และข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย แบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อกิจกรรม การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และวิเคราะห์ข้อมูลผ่านสถิติ อาทิ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (M) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และเปรียบเทียบความต่าง โดยใช้การทดสอบที (t-test) ร่วมกับการทดสอบความแปรปรวนทางเดียว (one-way ANOVA) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. สภาพปัจจุบัน และผลกระทบของสื่อดิจิทัลที่มีต่อนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต พบว่า นิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิตใช้งานสื่อดิจิทัลในวันที่มีเรียน และไม่มีเรียน ไม่แตกต่างกัน โดยมีแนวโน้มใช้งานอยู่ระหว่าง 10-16 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนใหญ่ใช้เครื่องมือในการเข้าถึงสื่อดิจิทัลมากกว่า 1 ชนิด โดยใช้สมาร์ทโฟนเป็นอุปกรณ์เข้าถึงมากที่สุด เมื่อพิจารณาประเภทการใช้งาน พบว่า มุ่งเน้นใช้เป็นช่องทางสื่อสารระหว่างกัน ใช้เพื่อความบันเทิง ใช้เพื่อการศึกษา ใช้ทำธุรกรรมทางการเงิน ใช้แสดงความคิดเห็น และใช้สร้างรายได้ ด้านประโยชน์ของสื่อดิจิทัล พบว่า มีทั้งประโยชน์ทางตรง และทางอ้อม ส่วนผลกระทบของสื่อดิจิทัล พบว่า มีผลกระทบต่อร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ด้านความเสี่ยงในการใช้งานสื่อดิจิทัล …


โปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกสำหรับนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ, อรวิภา ดุรงค์ธรรม Jan 2023

โปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกสำหรับนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ, อรวิภา ดุรงค์ธรรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกสำหรับนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ โดยมีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกสำหรับนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และ 2) เพื่อศึกษาผลของการใช้โปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกสำหรับนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ การดำเนินการวิจัย แบ่งออกเป็น 6 ระยะ ได้แก่ 1) การศึกษาปัญหาและความต้องการจำเป็น 2) การพัฒนาโปรแกรม 3) การศึกษานำร่อง 4) การพัฒนาโปรแกรมฉบับใช้ทดลอง 5) การทดลองใช้โปรแกรม และ 6) การสรุปผล การปรับปรุงโปรแกรม และการจัดทำโปรแกรม ฉบับสมบูรณ์ เป้าหมายของการทดลองได้แก่ นักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพผู้สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้แต่ขาดความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึก ชั้นปีที่ 2 จำนวน 25 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ทำการทดลองใช้โปรแกรม เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบทดสอบความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึก และแบบบันทึกการเรียนรู้ ใช้สถิติเชิงบรรยาย สถิติเปรียบเทียบด้วยการทดสอบ Wilcoxon Signed Rank Test การทดสอบ Wilcoxon Rank Sum Test การวิเคราะห์เนื้อหาด้วยวิธีการจัดกลุ่มข้อมูลและการเปรียบเทียบข้อมูล ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. โปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกสำหรับนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ เป็นโปรแกรมที่ออกแบบตามหลักการของแนวคิดการใช้ละครเป็นฐานในการเรียนรู้ผสานกับหลักการของแนวคิดการแก้ปัญหาคู่ตามโมเดลการแลกเปลี่ยนอย่างเป็นระบบ ประกอบไปด้วย 3 หน่วยการเรียนรู้ ได้แก่ 1) ภาษาอังกฤษเพื่อการสัมภาษณ์ผู้ป่วยในการวินิจฉัย 2) ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารระหว่างการรักษา และ 3) ภาษาอังกฤษเพื่อการแนะนำหลังการรักษา ประกอบไปด้วยการปฐมนิเทศและบทเรียน 8 บทเรียน ได้แก่ 1) การรับผู้ป่วยใหม่ 2) การซักประวัติผู้ป่วย 3) การซักประวัติผู้ป่วยที่ยากต่อการสื่อสาร 4) การแจ้งและการอธิบายผลการตรวจ 5) การอธิบายวิธีการรักษา 6) การอภิปรายวิธีการรักษา 7) การแจ้งข่าวร้าย และ 8) การแนะนำหลังการรักษา ความยาว 60 ชั่วโมง ใช้เวลา 20 สัปดาห์ 2. ผลของการใช้โปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกสำหรับนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ พบว่าคะแนนความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกในภาพรวมหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาองค์ประกอบย่อย พบว่า …


การพัฒนาโปรแกรมการเคลื่อนไหวพื้นฐานโดยใช้การออกกำลังกายแบบสถานีร่วมกับการจัดกิจกรรมเป็นฐานเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดใหญ่และการทรงตัวของนักเรียนประถมศึกษา, ปิยณัฐ ศรีชะตา Jan 2023

การพัฒนาโปรแกรมการเคลื่อนไหวพื้นฐานโดยใช้การออกกำลังกายแบบสถานีร่วมกับการจัดกิจกรรมเป็นฐานเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดใหญ่และการทรงตัวของนักเรียนประถมศึกษา, ปิยณัฐ ศรีชะตา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ 1) พัฒนาโปรแกรมการเคลื่อนไหวพื้นฐานโดยใช้การออกกำลังกายแบบสถานีร่วมกับการจัดกิจกรรมเป็นฐานเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดใหญ่และการทรงตัวของนักเรียนประถมศึกษา 2) ประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนประถมศึกษาจำนวน 40 คน ได้จากการสุ่มอย่างง่ายในโรงเรียนที่สมัครใจเข้าร่วมโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นและผ่านเกณฑ์คัดเข้า ทำการเก็บข้อมูล 2 ครั้ง คือ ระยะก่อนการทดลอง และหลังการทดลอง 8 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย และ ทดสอบด้วยสถิติที ผลการวิจัยพบว่า 1) โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยกิจกรรม 6 กิจกรรม ประกอบด้วย (1) กิจกรรม ย่อ – ยก (2) กิจกรรม กระโดด – สไลด์ (3) กิจกรรม เขย่ง – นิ่ง (4) กิจกรรม ก้าว – ย่อ (5) กิจกรรม สปริง – เด้ง และ (6) กิจกรรม เกร็ง – ค้าง โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมีค่าดัชนีความสอดคล้องเฉลี่ยเท่ากับ 1.0 2) ประสิทธิผลของโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นส่งผลให้ค่าเฉลี่ยของคะแนนความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดใหญ่และการทรงตัว หลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ ค่าเฉลี่ยของคะแนนความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดใหญ่และการทรงตัวหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


การพัฒนานวัตกรรมโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนการสอนของผู้บริหารสถานศึกษาตามแนวคิดการชี้แนะทางปัญญาและกลุ่มศึกษาทั้งคณะ, มารุต ทรรศนากรกุล Jan 2023

การพัฒนานวัตกรรมโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนการสอนของผู้บริหารสถานศึกษาตามแนวคิดการชี้แนะทางปัญญาและกลุ่มศึกษาทั้งคณะ, มารุต ทรรศนากรกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนานวัตกรรมโปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนการสอนของผู้บริหารสถานศึกษาตามแนวคิดการชี้แนะทางปัญญาและแนวคิดกลุ่มศึกษาทั้งคณะ และ 2) ศึกษาประสิทธิผลของนวัตกรรมโปรแกรมที่พัฒนาขึ้น โดยเปรียบเทียบระดับภาวะผู้นำทางการเรียนการสอนของผู้บริหารสถานศึกษาก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรม โดยงานวิจัยนี้ใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนาประกอบด้วย ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพ ปัญหา แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและวิเคราะห์ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 การพัฒนาโปรแกรม เครื่องมือวัดและประเมินผล และตรวจสอบคุณภาพโปรแกรมโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ระยะที่ 3 การทดลองใช้โปรแกรมฯ และระยะที่ 4 การปรับปรุงโปรแกรมฉบับเสร็จสมบูรณ์ กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้บริหารสถานศึกษาใหม่ในโรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็ก จำนวน 6 คน ที่เป็นอาสาสมัคร วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงบรรยาย ประกอบด้วย ค่ามัธยฐาน ร้อยละ และ สถิตินันพาราเมตริก Wilcoxon Signed Rank Test ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1) โปรแกรมเสริมสร้างภาวะผู้นำทางการเรียนการสอนของผู้บริหารสถานศึกษาตามแนวคิดการชี้แนะทางปัญญาและกลุ่มศึกษาทั้งคณะเป็นนวัตกรรมการพัฒนาวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาที่ใช้การฝึกประสบการณ์เรียนรู้ขณะปฏิบัติงานจริงที่ไม่สร้างภาระเพิ่มเติมให้กับผู้เข้าร่วมโปรแกรม โดยโปรแกรมเป็นเครื่องมือของหน่วยงานระดับนโยบายด้านการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาในการพัฒนากลุ่มผู้บริหารสถานศึกษาใหม่ครั้งละตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และใช้การรวมกลุ่มสนับสนุนของสมาชิกที่มี 3 บทบาท คือ (1) ผู้ชี้แนะแนวทางการเปลี่ยนแปลง (change leader) (2) ผู้เสริมสร้างกำลังใจ (mentor) และ (3) ผู้สนับสนุนด้านวิชาการ (academic provider) โดยกลุ่มสนับสนุนจะร่วมกันจัดกิจกรรมผ่านหน่วยประสบการณ์เรียนรู้ 3 หน่วย แต่ละหน่วยมี กระบวนการ 5 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การสร้างความตระหนัก (aware) (2) การสร้างการมีส่วนร่วม (engage) (3) การลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริง (enable) (4) การสร้างความมั่นใจในการปฏิบัติงาน (empower) (5) การชี้แนะตรวจสอบความยั่งยืน (sustain) และสามารถใช้กลยุทธ์เสริม 2 กลยุทธ์ ได้แก่ (1) การแก้ไขทักษะเฉพาะด้านเป็นรายบุคคล (reskills) และ (2) การเสริมสร้างกำลังใจรายบุคคล (refresh) และใช้การประเมินตามสภาพจริงจากงานที่ผู้บริหารปฏิบัติโดยใช้คะแนนรูบริกแบบผสมผสาน 5 ระดับ …


พฤติกรรมของครูในการช่วยเหลือดูแลนักเรียนด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลที่มีต่อความสามารถในการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียน: การวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่านแบบพหุระดับ, ชานนท์ พูลสุขเสริม Jan 2023

พฤติกรรมของครูในการช่วยเหลือดูแลนักเรียนด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลที่มีต่อความสามารถในการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียน: การวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่านแบบพหุระดับ, ชานนท์ พูลสุขเสริม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสำรวจสภาพการฟื้นพลังทางดิจิทัล กรอบความคิดเติบโตทางดิจิทัล และการรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลนักเรียน 2) สำรวจสภาพพฤติกรรมของครูในการดูแลช่วยเหลือนักเรียนด้านความปลอดภัยทางดิจิทัล และ 3) วิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยระดับนักเรียนและระดับครูที่มีต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียน ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 1,089 คน และครู จำนวน 43 คน โดยใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้นตามภูมิภาคและขนาดโรงเรียน การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถามออนไลน์ที่พัฒนาให้มีคุณสมบัติการวัดเชิงจิตมิติทางด้านความตรงและความเที่ยง ข้อคำถามในงานวิจัยนี้มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา (I-CVI) ตั้งแต่ 0.80 ถึง 1.00 และมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเชิงโครงสร้าง (S-CVI) เท่ากับ 0.83 ค่าสัมประสิทธิ์ Cronbach’s Alpha ของแต่ละตัวบ่งชี้มีค่าตั้งแต่ 0.610 ถึง 0.865 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างด้วยโปรแกรม R และ Mplus ผลการศึกษาพบว่า โมเดลสมการโครงสร้างสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Chi-square (121) = 318.904, p < .001, RMSEA = 0.039, CFI = 0.985, TLI = 0.978, SRMRW = 0.018, SRMRB = 0.079, AIC = 18935.931, BIC = 19395.289) โดยมีรายละเอียดผลการวิจัยดังนี้ 1. ผลการวิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยระดับนักเรียน แสดงให้เห็นว่ากรอบความคิดเติบโตทางดิจิทัลมีอิทธิพลทางตรงต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลและการรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BDGM->DRS = .548, p < .001; BDGM->DSE = .902, p < .001) ในขณะที่การรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลมีอิทธิพลทางตรงต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BDSE->DRS = .399, p = .005) นอกจากนี้ยังพบว่ากรอบความคิดเติบโตทางดิจิทัลมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลผ่านการรับรู้ความสามารถของตนเองทางดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BDGM->DSE->DRS = .360, p = .005) โดยคิดเป็นอิทธิพลโดยรวมเท่ากับ .908 2. ผลการวิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยระดับครู แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมของครูในการช่วยเหลือดูแลนักเรียนด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลมีอิทธิพลทางตรงต่อการรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (B TSC->DSE = .657, p < .001) รวมถึงมีอิทธิพลทางตรงต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BTSC->DRS = .811, p < .001) นอกจากนี้ยังอิทธิพลทางอ้อมต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียนผ่านการรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BTSC->DSE->DRS = .085, p < .001) โดยคิดเป็นอิทธิพลโดยรวมเท่ากับ .896 ข้อค้นพบดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการส่งเสริมให้นักเรียนมีการฟื้นพลังทางดิจิทัลต้องเริ่มส่งเสริมจากการสร้างกรอบความคิดเติบโตทางดิจิทัล และการรับรู้ความสามารถของตนเองทางดิจิทัลให้เกิดขึ้นกับนักเรียน นอกจากนี้ยังพบว่าครูที่ปรึกษามีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียนอีกด้วย


การพัฒนาตัวบ่งชี้สมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุ: การวิเคราะห์ความไม่แปรเปลี่ยน, ปภาวี ฐิติมโนวงศ์ Jan 2023

การพัฒนาตัวบ่งชี้สมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุ: การวิเคราะห์ความไม่แปรเปลี่ยน, ปภาวี ฐิติมโนวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาตัวบ่งชี้สมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุ 2) เพื่อทดสอบความสอดคล้องของโมเดลการวัดสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และ 3) เพื่อทดสอบความไม่แปรเปลี่ยนของโมเดลการวัดสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุที่พัฒนาขึ้นตามกลุ่มสถาบันในสังกัดกระทรวงกลาโหม และสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ด้วยวิธีการประมาณค่าความน่าจะเป็นสูงสุด ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักศึกษาพยาบาล จำนวน 235 คน จากวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก และวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พระพุทธบาท เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ แบบประเมินตนเองของนักศึกษาพยาบาลต่อสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุ การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประมาณค่าพารามิเตอร์ในโมเดลด้วยวิธีการประมาณค่าความน่าจะเป็นสูงสุด จากโปรแกรม LISREL 8.72 1. โมเดลการวัดสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ 12 ตัวบ่งชี้ ประกอบด้วย องค์ประกอบที่ 1 ความสามารถด้านความเข้าใจบุคคลและเหตุการณ์ แบ่งออกเป็น 3 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ การประยุกต์ใช้ความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร ความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของผู้สูงอายุ องค์ประกอบที่ 2 ความสามารถในการให้การพยาบาล แบ่งออกเป็น 3 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ ความสามารถด้านการพยาบาล ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น และการปฏิบัติการพยาบาลด้วยหลักจริยธรรม องค์ประกอบที่ 3 ความสามารถด้านการเสริมสร้างพลังอำนาจ แบ่งออกเป็น 3 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ การมีเจตคติที่ดีต่อผู้สูงอายุ การสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีการตัดสินใจและปฏิบัติในสิ่งที่เหมาะสม และฝึกทักษะและพัฒนาศักยภาพของผู้สูงอายุและครอบครัวในการดูแลตนเอง องค์ประกอบที่ 4 ความสามารถด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค แบ่งออกเป็น 3 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ การจัดกิจกรรมส่งเสริมให้กับผู้สูงอายุ ทักษะการให้คำปรึกษาทางสุขภาพ และทักษะการส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพและป้องกันโรค 2. โมเดลการวัดสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ2(29)=37.94, p=.124, RMSEA=.036, CFI=.999, NFI=.995, NNFI=.997) โดยความสามารถในการให้การพยาบาลมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบสูงที่สุด (B=.996) รองลงมาคือความสามารถด้านการเสริมสร้างพลังอำนาจ (B=.954) ความสามารถด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (B=.944) และความสามารถด้านความเข้าใจบุคคลและเหตุการณ์ (B=.862) ตามลำดับ 3. ผลการวิเคราะห์ความไม่แปรเปลี่ยนของโมเดลการวัดสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุของนักศึกษาพยาบาลในสังกัดกระทรวงกลาโหม และสังกัดกระทรวงสาธารณสุข พบว่าโมเดลไม่แปรเปลี่ยนตามสังกัดทั้งในรูปแบบและน้ำหนักองค์ประกอบ แต่พบว่าเมริกซ์ความแปรปรวน-ความแปรปรวนร่วมของพารามิเตอร์ความคลาดเคลื่อนจากการวัดแปรเปลี่ยนตามสังกัด


แนวทางการจัดสาระการเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ, ญาณิพัชญ์ อาภรณ์แสงวิจิตร Jan 2023

แนวทางการจัดสาระการเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ, ญาณิพัชญ์ อาภรณ์แสงวิจิตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อวิเคราะห์เนื้อหาสาระระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ 2) เพื่อศึกษาสภาพการจัดสาระการเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการจัดสาระการเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธีประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม จากกลุ่มเป้าหมาย ครูผู้สอนทุกกลุ่มสาระรายวิชา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานครเขต 1 จำนวน 445 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบสองขั้นตอน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ในส่วนของการวิจัยเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ ครูผู้สอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานครเขต 1 ที่ให้ข้อมูลจำนวน 10 คน และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. เนื้อหาสาระระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ 1) ความตระหนักรู้และยอมรับในอัตลักษณ์ทางเพศของตนเอง 2) การประเมินตนเองตามเพศวิถี 3) ความเชื่อมั่นในตนเองและการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย และ 4) ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและครอบครัว 2. ผลการศึกษาสภาพการจัดสาระการเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ ของทั้ง 4 องค์ประกอบ และศึกษาใน 3 ด้าน คือ 1) ด้านเนื้อหาสาระ 2) ด้านประสบการณ์การเรียนรู้ และ 3) ด้านสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ พบว่า ค่าเฉลี่ยระดับการปฏิบัติของทั้ง 4 ประกอบและในแต่ละด้าน อยู่ที่ระดับการปฏิบัติค่อนข้างมาก ยกเว้นในระดับรายข้อที่พบระดับการปฏิบัติค่อนข้างน้อย คือ การกำหนดเนื้อหาเกี่ยวกับเพศกำเนิด ในองค์ประกอบที่ 1 ด้านเนื้อหาสาระ เนื่องจากพบว่ามีการจัดการเรียนการสอนเฉพาะในรายวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา 3. แนวทางการจัดการเรียนการสอน 1) ด้านเนื้อหาสาระ ควรกำหนดเนื้อหาสาระครอบคลุมตัวบ่งชี้ของทั้ง 4 องค์ประกอบ โดยสอดแทรกเนื้อหาสาระตามตัวชี้วัดที่ปรากฎในหลักสูตรปัจจุบันทุกกลุ่มสาระรายวิชาในลักษณะบูรณาการการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม 2) ด้านประสบการณ์การเรียนรู้ ครูควรใช้วิธีอภิปรายกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการตั้งคำถาม สืบค้น สะท้อนกลับ ตระหนักถึงการแสดงออกทางเพศสภาวะ และการประยุกต์ใช้ความรู้ให้เหมาะสมกับประสบการณ์ของแต่ละคน และ 3) ด้านสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ ควรจัดสภาพแวดล้อมครอบคลุมทั้งทางกายภาพและทางจิตวิทยา


การส่งเสริมการออกแบบเกมการเรียนรู้ของพี่เลี้ยงและแกนนำเด็กในมูลนิธิเด็กมุสลิมโดยใช้กระบวนการศึกษานอกระบบโรงเรียนแบบมีส่วนร่วมและการคิดเชิงออกแบบ, ดานา โมหะหมัดรักษาผล Jan 2023

การส่งเสริมการออกแบบเกมการเรียนรู้ของพี่เลี้ยงและแกนนำเด็กในมูลนิธิเด็กมุสลิมโดยใช้กระบวนการศึกษานอกระบบโรงเรียนแบบมีส่วนร่วมและการคิดเชิงออกแบบ, ดานา โมหะหมัดรักษาผล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ส่งเสริมให้พี่เลี้ยงและแกนนำเด็กออกแบบเกมการเรียนรู้สำหรับเด็กในมูลนิธิโดยใช้กระบวนการศึกษานอกระบบโรงเรียนแบบมีส่วนร่วมและการคิดเชิงออกแบบ และ 2) เพื่อถอดบทเรียนการส่งเสริมการออกแบบเกมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการศึกษานอกระบบโรงเรียนแบบมีส่วนร่วมและการคิดเชิงออกแบบ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action research) โดยทำการวิจัยร่วมกับพี่เลี้ยงและแกนนำเด็กในมูลนิธิอัลเกาษัร จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 20 คน จัดกระบวนการตามแผนการส่งเสริมการออกแบบเกมการเรียนรู้ของพี่เลี้ยงและแกนนำเด็กในมูลนิธิเด็กมุสลิม รวมจำนวนทั้งสิ้น 30 ชั่วโมง ใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพและวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาจากแบบบันทึกการเรียนรู้ แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม และแบบบันทึกการสนทนากลุ่มเพื่อประเมินเกมการเรียนรู้ จากการดำเนินการวิจัย พบว่าสามารถส่งเสริมให้พี่เลี้ยงและแกนนำเด็กออกแบบเกมการเรียนรู้โดยใช้กลไกหรือกติกาของเกมเดิม (Re-theme) ได้เกมการเรียนรู้จำนวนทั้งสิ้น 7 เกม แต่มีเกมการเรียนรู้ที่ผ่านการทดลองเล่นและปรับปรุงเกมครบ 3 ครั้ง จำนวน 2 เกม ได้แก่ เกม Bingo Emotion และเกมธุรกิจพันล้าน ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการทำกิจกรรมกับเด็กในมูลนิธิต่อไปได้ นอกจากนี้ ผลการถอดบทเรียนของพี่เลี้ยงและแกนนำเด็กได้สะท้อนว่ากระบวนการช่วยสร้างความรู้สึกกล้าทำสิ่งใหม่ ๆ สร้างการมีส่วนร่วม สามารถนำเกมการเรียนรู้ที่ออกแบบและกระบวนการออกแบบเกมการเรียนรู้ไปใช้และการต่อยอดในอนาคต รวมถึงได้พัฒนาตนเองทั้งด้านความรู้ ทักษะ และทัศนคติอีกด้วย


ภาวะหมดไฟในการทำงานและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของครูอนุบาลในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร, ธนภรณ์ จรรยาขันติกุล Jan 2023

ภาวะหมดไฟในการทำงานและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของครูอนุบาลในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร, ธนภรณ์ จรรยาขันติกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาภาวะหมดไฟในการทำงานของครูอนุบาลและปัจจัยที่เกี่ยวข้องใน 2 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยส่วนบุคคล และปัจจัยทางสภาพแวดล้อมในการทำงาน และ (2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยที่มีผลต่อภาวะหมดไฟในการทำงานของครูอนุบาล กลุ่มตัวอย่างคือ ครูอนุบาลที่กำลังสอนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 และ 2 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 260 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถาม และแบบประเมิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ การหาความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่ามัธยฐาน และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้สถิติไคร์สแควร์ และสถิติการวิเคราะห์ถดถอยเชิงเส้นพหุคูณกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า พบภาวะหมดไฟในการทำงานของครูอนุบาล คิดเป็นร้อยละ 44.60 โดยความความสัมพันธ์ของปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อภาวะหมดไฟในการทำงานคือ ด้านประชากรศาสตร์คือ อายุ ด้านลักษณะนิสัยคือ บุคลิกภาพ และด้านครอบครัวคือ รายได้ต่อครัวเรือน มีภาวะหมดไฟในการทำงานแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนด้านประชากรศาสตร์คือ สถานภาพสมรส ด้านสุขภาพคือ จำนวนชั่วโมงการออกกำลังกาย และจำนวนชั่วโมงการพักผ่อน มีภาวะหมดไฟในการทำงานแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สำหรับความความสัมพันธ์ของปัจจัยทางสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ส่งผลต่อภาวะหมดไฟในการทำงานคือ ด้านภาระงานในโรงเรียน ด้านสภาพแวดล้อมทางกายภาพในโรงเรียน และด้านความคาดหวังในวิชาชีพ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยสภาพแวดล้อมทางกายภาพในโรงเรียน มีอิทธิพลทางบวกต่อภาวะหมดไฟในการทำงาน ส่วนภาระงานในโรงเรียน และความคาดหวังในวิชาชีพ มีอิทธิพลทางลบต่อภาวะหมดไฟในการทำงาน


การนำเสนอพื้นที่การเรียนรู้ของผู้ปกครองเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้สมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน, วนาลี หนูสม Jan 2023

การนำเสนอพื้นที่การเรียนรู้ของผู้ปกครองเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้สมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน, วนาลี หนูสม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการส่งเสริมความตระหนักรู้สมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน 2) นำเสนอพื้นที่การเรียนรู้ของผู้ปกครองเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้สมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน วิธีการศึกษามี 2 ประเภท คือ การวิจัยเอกสาร (Documentary Research) และการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) โดยใช้แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ ผ่านการคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบมีเกณฑ์ (Criterion Sampling) ผลการวิจัยสรุปดังนี้ 1. ปัจจัยเชิงทุนทางวัฒนธรรม และปัจจัยเชิงทุนทางสังคมของผู้ปกครองเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้ปกครองสามารถมีส่วนร่วมกับเยาวชนในด้านอาชีพได้ โดยทุนทั้ง 2 ด้านนี้สามารถส่งผลต่อกันและส่งผลไปยังทุนในด้านอื่น ๆ ได้ การมีความรู้ในเรื่องอาชีพทำให้ผู้ปกครองสามารถให้ข้อมูลแก่เยาวชน สร้างทัศนคติด้านอาชีพ และสนับสนุนปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้ โดยหากมีทุนทางวัฒนธรรมน้อยผู้ปกครองที่มีทุนทางสังคมสูงจะใช้ทุนที่เป็นความสัมพันธ์กับเครือข่ายนี้ในการเข้าถึงข้อมูลเพื่อการมีส่วนร่วมกับเยาวชนในด้านอาชีพทดแทน 2. พื้นที่การเรียนรู้ของผู้ปกครองที่ช่วยให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมกับเยาวชนในด้านอาชีพได้นั้นอยู่ในลักษณะพื้นที่ผสมผสาน ที่มีการจัดกิจกรรมในรูปแบบการให้ความรู้ การจัดอบรม และเป็นช่องทางการติดต่อสื่อสารกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งโรงเรียน มหาวิทยาลัย ซึ่งสามารถจัดให้เกิดขึ้นได้ผ่านการกำหนดแผนงาน โครงการ การสร้างความร่วมมือ จากกระทรวงศึกษาธิการ หรือที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ที่เป็นผู้มีข้อมูลและดูแลด้านการศึกษาของเยาวชน


กิจกรรมนาฏศิลป์ตามแนวคิดการเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ กับทักษะสมองอีเอฟของนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น, ศรัณยา หนูใหญ่ศิริ Jan 2023

กิจกรรมนาฏศิลป์ตามแนวคิดการเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ กับทักษะสมองอีเอฟของนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น, ศรัณยา หนูใหญ่ศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลของการใช้ชุดกิจกรรมนาฏศิลป์ตามแนวคิดการเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ที่มีต่อทักษะสมองอีเอฟ กลุ่มทักษะกำกับตนเอง ของนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนขยายโอกาสสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 19 คนที่ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบวัดทักษะสมองอีเอฟกลุ่มทักษะกำกับตนเองในกิจกรรมนาฏศิลป์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยการหาคะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติทดสอบวิลคอกซัน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการคัดเลือกข้อมูลที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของทักษะสมองอีเอฟของนักเรียนในแต่ละทักษะจากบันทึกพฤติกรรมของนักเรียน ผลการวิจัยสรุปดังนี้ 1. ชุดกิจกรรมนาฏศิลป์ตามแนวคิดการเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ที่พัฒนาขึ้นมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาทักษะสมองอีเอฟ กลุ่มทักษะกำกับตนเองของนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น ได้แก่ 1) ทักษะการจดจ่อใส่ใจ 2) ทักษะการควบคุมอารมณ์ และ 3) ทักษะการติดตามประเมินตนเอง ชุดกิจกรรมนี้มีกิจกรรม 5 กิจกรรมหลัก จำแนกเป็น 10 กิจกรรมย่อย ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมนาฏศิลป์ที่ผสมผสานกับหลักของการเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ 4 ข้อ คือ การเคลื่อนไหวโดยให้ความสำคัญกับ 1) การทำงานของส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย 2) การใช้พื้นที่และทิศทางในการเคลื่อนไหว 3) การใช้แรงและน้ำหนักในการเคลื่อนไหว และ 4) ความสัมพันธ์ของส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย ความสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งที่อยู่รอบตัวขณะเคลื่อนไหวร่างกาย โดยได้ลำดับกิจกรรมตามลักษณะการเคลื่อนไหวจากการเคลื่อนไหวเพียงบางส่วนของร่างกาย หรือที่มีความซับซ้อนน้อย ไปสู่กิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายในหลายส่วน ทั้งหมด หรือซับซ้อนขึ้น แต่ละกิจกรรมมีขั้นตอน 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) เตรียมกายให้พร้อม 2) ซักซ้อมเคลื่อนไหว 3) ได้ลงมือปฏิบัติ 4) สะท้อนคิดเพื่อพัฒนา 2. หลังการใช้ชุดกิจกรรม ปรากฏว่า นักเรียนมีค่าเฉลี่ยของคะแนนการมีทักษะสมองอีเอฟ กลุ่มทักษะกำกับตนเองสูงกว่าก่อนใช้ชุดกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาโดยจำแนกตามทักษะ พบว่า ทุกทักษะมีคะแนนเฉลี่ยที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อพิจารณาผลการเปลี่ยนแปลงโดยจำแนกตามระดับคุณภาพของการแปลผลค่าคะแนน พบว่า ในภาพรวมนักเรียนทุกคนมีการเปลี่ยนแปลงทุกทักษะ ซึ่งได้แก่ ทักษะการจดจ่อใส่ใจ ทักษะการควบคุมอารมณ์ และทักษะการติดตามประเมินตนเองไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างน้อย 1 ระดับ


Strengthening China's Response To Economic Losses Caused Byship Oil Pollution: Advancing Compensation Mechanisms, Meiyi Gai Jan 2023

Strengthening China's Response To Economic Losses Caused Byship Oil Pollution: Advancing Compensation Mechanisms, Meiyi Gai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

China's oil pollution compensation system, established relatively late, has an imperfect legal framework, leading to numerous issues in claim settlements. Frequent oil pollution incidents significantly damage its marine ecosystem and harm affected parties. Despite initial efforts, China's compensation framework is less effective than those of developed countries. This paper examines the current challenges in China's compensation mechanism for ship oil pollution damage, drawing lessons from Canada and the United States, and proposing improvements. Through a comprehensive literature review and comparative analysis, the study identifies legislative strengths and weaknesses, aiming to improve China's system by adopting a dual-track compensation mechanism that …


The Development Of Weight Management Model “Weightcut” For Community Pharmacists’ Practice, Pairin Supsongserm Jan 2023

The Development Of Weight Management Model “Weightcut” For Community Pharmacists’ Practice, Pairin Supsongserm

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Obesity is one of the health problems that could cause health and economic and social impacts. However, few community pharmacists provided weight management services (WMS) and there has not been standard practice for weight management by community pharmacists in Thailand. The objectives of this study were: 1) to systematically review factors affecting community pharmacists' intention and weight management service provision in various countries; 2) to explore factors affecting community pharmacists' intention and weight management service provision in Thailand by using survey; and 3) to develop weight management service called “WeightCut” for community pharmacy practice in Thailand. From systematic review, lack …


Protective Effect Of Naringenin Against Indomethacin-Induced Lysosomal Toxicity, Kaitsuda Saiprom Jan 2023

Protective Effect Of Naringenin Against Indomethacin-Induced Lysosomal Toxicity, Kaitsuda Saiprom

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

An increase in lysosomal membrane permeabilization (LMP) impaired lysosome integrity causing release of cathepsin B, and subsequently may contribute to cell death. Indomethacin, which is a non-steroidal anti-inflammatory drugs (NSAIDs), caused apoptosis through generation of cell stress, and disruption of mitochondria and lysosome functions. Recently, it was reported that naringenin, a natural bioactive flavonoid, elicited cytoprotection against indomethacin toxicity in Caco-2 cells. This study investigated the effect of naringenin on indomethacin-induced lysosome toxicity in human colon carcinoma Caco-2 cells. Cells were pretreated with naringenin (100 µM) for 24 h before incubating with indomethacin for another 48-72 h. At the end …


Determination Of Valsartan Enantiomers By Ligand-Exchange Chromatography Using Chiral Mobile Phase Additives, Chanbopha Tho Jan 2023

Determination Of Valsartan Enantiomers By Ligand-Exchange Chromatography Using Chiral Mobile Phase Additives, Chanbopha Tho

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

A simple, accurate, and low-cost effective method has been introduced in this study for separation of valsartan enantiomers using ligand-exchange chromatography as chiral mobile phase additives. The optimized method was found using a mobile phase system of 57%(v/v) methanol, adding 1.5 mM of L-isoleucine as the chiral selector along with 0.5 mM of cupric sulfate and 10 mM of sodium acetate, adjusted to pH 6.1. The flow rate was 0.8 mL/min with a temperature of 400C. The injection volume was 10 µL and detected at 210 nm. The stationary phase was a reversed-phase C18 Zorbax Eclipse Plus (250 mm x …


Development Of Plant-Produced Proteins For Treatment And Prevention Against Rsv Type A (Rsv-A), Nuttapat Pisuttinusart Jan 2023

Development Of Plant-Produced Proteins For Treatment And Prevention Against Rsv Type A (Rsv-A), Nuttapat Pisuttinusart

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Respiratory Syncytial Virus (RSV), a highly contagious virus known to cause severe respiratory illnesses, poses a significant health threat, particularly impacting vulnerable populations such as young children, the elderly, and immunocompromised individuals. It is a leading cause of lower respiratory tract infections, often resulting in serious complications like pneumonia and bronchiolitis. Despite its substantial impact, there is currently only an approved RSV vaccine specifically designed for the elderly, emphasizing the urgency of continued research in this area for developing broader coverage of the population. The plant expression platform for producing therapeutic proteins offers a cost-effective and scalable solution, presenting a …


การวิเคราะห์กระบวนการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ยาใหม่ที่มีระบบการนำส่งยารูปแบบใหม่สำหรับตัวยาเมโธเทรกเซทที่เคยได้รับการขึ้นทะเบียนยาแล้ว, โรดา วินเนอร์ อิเลนวาเยอร์ Jan 2023

การวิเคราะห์กระบวนการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ยาใหม่ที่มีระบบการนำส่งยารูปแบบใหม่สำหรับตัวยาเมโธเทรกเซทที่เคยได้รับการขึ้นทะเบียนยาแล้ว, โรดา วินเนอร์ อิเลนวาเยอร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ภูมิหลัง: งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาข้อกำหนดด้านระเบียบยาเมโธเทรกเซทที่ใช้ระบบนำส่งยาอนุภาคนาโนแบบใหม่ซึ่งประกอบด้วยเมทริกซ์ของไลโปโซม ซึ่งเป็นระบบนำส่งที่มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มความจำเพาะต่อเป้าหมาย และลดความเป็นพิษของยาเมโธเทรกเซท. วัตถุประสงค์: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสืบหาประเภทการขอขึ้นทะเบียน กระบวนการและข้อกำหนดการขึ้นทะเบียนยาใหม่ สำหรับยาเมโธเทรกเซทในระบบนำส่งไลโปโซมในประเทศต่าง ๆ. วิธีวิจัย: วิเคราะห์ข้อมูลจากฐานข้อมูลเว็บไซต์ระเบียบยาแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง และประเทศไทย โดยอาศัยเกณฑ์การคัดเลือกกลุ่มประเทศที่จะศึกษาจากความชุกของโรคที่เป็นข้อบ่งชี้หลักของยาเมโธเทรกเซท (โรคมะเร็งเต้านม) ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความเป็นไปได้ทางตลาด และระบบการควบคุมกำกับดูแลระบบยาที่เข้มแข็ง ข้อมูลที่รวบรวมได้แก่ ข้อมูลทางเคมี การผลิต และการควบคุม ข้อมูลทั่วไป และข้อมูลทางคลินิกของยาอนุภาคขนาดนาโนที่ตั้งตำรับใหม่ รวบรวมข้อมูลคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์เป้าหมาย และข้อมูลคุณประโยชน์และความเสี่ยง จากข้อมูลผลิตภัณฑ์ยาเมโธเทรกเซทในระบบนำส่งไลโปโซมสำหรับการรักษาโรคมะเร็งที่ได้รับการอนุมัติสองผลิตภัณฑ์ โดยใช้เครื่องมือประเมินคุณประโยชน์และความเสี่ยง จัดการและประเมินข้อมูลด้วยวิธีวิเคราะห์ข้อมูล. ผลวิจัย: ยาเมโธเทรกเซทในระบบนำส่งไลโปโซมแบบใหม่มีข้อมูลคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์เป้าหมายคล้ายคลึงกับผลิตภัณฑ์ยาต้านมะเร็งในท้องตลาดทั้งสองผลิตภัณฑ์เมื่อเปรียบเทียบจากข้อบ่งใช้เดียวกัน แต่การประเมินคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และการศึกษาทางคลินิกแบบครบถ้วนยังคงจำเป็นเพื่อใช้ประกอบการประเมินตามข้อกำหนดการขอขึ้นทะเบียน กระบวนการขอขึ้นทะเบียนตำรับยาอาจอาศัยมาตรา 505(b)(2) สำหรับการประเมินตามกระบวนการมาตรฐาน ซึ่งอาจขอประเมินแบบเร่งด่วนด้วยได้. สรุปผล: กระบวนการขอขึ้นทะเบียนของยาตั้งตำรับใหม่ซึ่งใช้อนุภาคนาโนเป็นส่วนประกอบ ยังคงต้องการการศึกษาข้อมูลทั่วไป ข้อมูลทางคลินิก และข้อมูลด้านคุณภาพไม่แตกต่างจากการขอขึ้นทะเบียนยาชนิดใหม่ เพื่อเป็นการรับรองประสิทธิภาพ และความปลอดภัยของตำรับยาใหม่ดังกล่าว.


Cytotoxic Compounds From Dendrobium Ochreatum Against Human Lung Cancer H460 Cells, Natthaphitcha Khunsantiphong Jan 2023

Cytotoxic Compounds From Dendrobium Ochreatum Against Human Lung Cancer H460 Cells, Natthaphitcha Khunsantiphong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The chemical analysis of crude extracts from Dendrobium ochreatum ethanol revealed 12 compounds. Among them, dendroochreatene, a novel discovered compound, and 11 previously identified compounds were found: atraric acid, docosyl trans-ferulate, moscatilin, cinnamic acid, β-hydroxypropiovanillone, loddigesiinol C, dihydroconiferyl dihydro-p-coumarate, indole-3-aldehyde, vanillic acid, naringenin, and 2,4,7-trihydroxy-9,10-dihydrophenanthrene. Structural elucidation of these compounds was achieved through MS, IR, UV, and NMR spectroscopic analyses, corroborated by comparison with existing literature data. The cytotoxicity evaluation against NCI-H460 non-small cell lung cancer cells employed two methods: direct cell testing and literature review. Moscatilin demonstrated the most potent inhibitory activity against this cancer type, with an IC50 …


Evaluation Of Skin Irritation And Anti-Acne Efficacy Of Asiatic Acid Loaded Solid Lipid Microparticle In Patients With Mild-To-Moderate Acne Vulgaris, Panalee Jongpanyangarm Jan 2023

Evaluation Of Skin Irritation And Anti-Acne Efficacy Of Asiatic Acid Loaded Solid Lipid Microparticle In Patients With Mild-To-Moderate Acne Vulgaris, Panalee Jongpanyangarm

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research aimed to study the physicochemical properties, including physical appearance, percentage of labeled amount (%LA), and release profile, of Asiatic acid (AA) encapsulated in solid lipid microparticles (SLM) composed of 10% and 15% cetyl alcohol with poloxamer 188 (F6 and F12). The results indicated that F12 demonstrated a significantly higher %LA and exhibited a release kinetic that fit the Higuchi model with a slower sustained-release profile compared to F6. Thus, F12 was selected for further clinical study. A controlled, split-face, single-blind clinical trial was conducted over 7 weeks with twelve female participants aged between 25 and 48 years (average …


ผลของการใช้วาร์ฟารินโนโมแกรมในผู้ป่วยที่เริ่มใช้ยาวาร์ฟารินระยะแรก ณ โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์, ธานุพล พิมพา Jan 2023

ผลของการใช้วาร์ฟารินโนโมแกรมในผู้ป่วยที่เริ่มใช้ยาวาร์ฟารินระยะแรก ณ โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์, ธานุพล พิมพา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลลัพธ์ของการเริ่มต้นและปรับขนาดยาโดยใช้วาร์ฟาริน โนโมแกรมในผู้ป่วยที่เริ่มใช้ยาวาร์ฟาริน ณ โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ วิธีการดำเนินการวิจัย: การศึกษานี้เป็นการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม ในอาสาสมัครที่เริ่มใช้ยาวาร์ฟารินขณะเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ระหว่างเดือน สิงหาคม ถึง พฤศจิกายน พ.ศ. 2566 โดยกลุ่มทดลองจะได้รับการเริ่มต้นและปรับขนาดยาวาร์ฟารินโดยใช้วาร์ฟารินโนโมแกรม และกลุ่มควบคุมจะได้รับการเริ่มต้นและปรับขนาดยาวาร์ฟารินโดยดุลยพินิจของแพทย์ ประเมินสัดส่วนของอาสาสมัครที่มีค่า INR อยู่ในช่วง 2.0 – 3.0 ภายใน 14 วัน ผลการวิจัย: จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 98 ราย แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 49 ราย และกลุ่มทดลอง 49 ราย ผลลัพธ์ของการวิจัยพบว่าสัดส่วนของอาสาสมัครที่มีค่า INR อยู่ในช่วง 2.0 – 3.0 ภายใน 14 วันหลังได้รับยาวาร์ฟารินของกลุ่มที่เริ่มต้นและปรับขนาดยาโดยใช้วาร์ฟารินโนโมแกรมมากกว่ากลุ่มที่เริ่มต้นและปรับขนาดยาโดยแพทย์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (44.9% และ 24.5%, p=0.034) ขนาดยาวาร์ฟารินเริ่มต้นเฉลี่ยของทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน (2.1 มิลลิกรัมต่อวัน และ 2.2 มิลลิกรัมต่อวัน, p= 0.666) สรุป: การใช้วาร์ฟารินโนโมแกรมในการเริ่มต้นและปรับขนาดยาวาร์ฟารินส่งผลให้ค่า INR เข้าสู่ช่วงเป้าหมายของการรักษาเพิ่มขึ้น นอกจากนี้การใช้วาร์ฟารินโนโมแกรมมีความปลอดภัยเทียบเท่ากับการเริ่มต้นและปรับขนาดยาวาร์ฟารินโดยแพทย์


ผลจากการรักษาเสริมของยากลุ่ม Sodium-Glucose Cotransporter 2 Inhibitors ต่ออัตราการกรองของไตในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับยาต้านระบบ Renin-Angiotensin, พิมลพรรณ พงษ์กล่ำ Jan 2023

ผลจากการรักษาเสริมของยากลุ่ม Sodium-Glucose Cotransporter 2 Inhibitors ต่ออัตราการกรองของไตในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับยาต้านระบบ Renin-Angiotensin, พิมลพรรณ พงษ์กล่ำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงอัตราการกรองของไต (estimated glomerular filtration rate, eGFR) ในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับการรักษาเสริมด้วยยากลุ่ม sodium-glucose cotransporter 2 inhibitors (SGLT2 inhibitors) ร่วมกับยาต้านระบบ renin-angiotensin (RAS blockers) เทียบกับกลุ่มที่ได้รับ RAS blockers วิธีการ: งานวิจัยนี้เก็บข้อมูลย้อนหลังจากเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ในโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ การศึกษาคัดเลือกผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อายุ 18 ปีขึ้นไป ระยะเวลาตั้งแต่มกราคม พ.ศ. 2560 ถึงธันวาคม พ.ศ. 2564 เข้างานวิจัยจำนวน 350 ราย กลุ่มศึกษา คือ กลุ่มที่ได้รับยากลุ่ม SGLT2 inhibitors ร่วมกับ RAS blockers 175 ราย กลุ่มควบคุม คือ กลุ่มที่ได้รับยากลุ่ม RAS blockers 175 ราย ผลลัพธ์ของการศึกษา คือ ค่าอัตราการกรองของไต น้ำตาลสะสมฮีโมโกลบิน ความดันโลหิต และน้ำหนักตัวซึ่งวัด ณ เดือนที่ 0, 3, 6 และ 12 ผลการวิจัย: อัตราการกรองของไตระหว่างกลุ่มศึกษาและกลุ่มควบคุมทั้งในเพศหญิงและเพศชายไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีเพศหญิงเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราการกรองของไตที่ P=0.024 น้ำตาลสะสมฮีโมโกลบินของทั้ง 2 กลุ่มไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีระยะเวลาการเกิดโรคเบาหวานและค่าน้ำตาลสะสมฮีโมโกลบินพื้นฐานเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงค่าน้ำตาลสะสมฮีโมโกลบินที่ P=0.003 และ P


Accessibility In The Digital Age - Why The United States Needs A New Approach To The Americans With Disabilities Act, William J. Seguin Jan 2023

Accessibility In The Digital Age - Why The United States Needs A New Approach To The Americans With Disabilities Act, William J. Seguin

Cardozo Journal of Equal Rights & Social Justice

The note argues that the Americans with Disabilities Act (ADA) must be updated to address digital accessibility, as its current framework, designed for the physical world, fails to accommodate the realities of the digital age. The ADA's success in promoting physical accessibility contrasts sharply with its inadequacy in ensuring equal access to digital spaces, highlighting the need for a new approach that includes digital platforms under its protections.


Annotated Legal Bibliography Jan 2023

Annotated Legal Bibliography

Cardozo Journal of Equal Rights & Social Justice

No abstract provided.


Education, Democracy, And Propaganda: An Epistemological Crisis, Sonja Varbelow, William Yaworsky Jan 2023

Education, Democracy, And Propaganda: An Epistemological Crisis, Sonja Varbelow, William Yaworsky

Anthropology Faculty Publications

This article explores the causes of the epistemological crisis that gave rise to conspiracy theories which culminated in large swathes of the U.S. population refusing to accept the outcome of a democratic election. An epistemological crisis is defined by a blurring of facts and falsehoods to the degree that blatant and obvious propaganda holds sway over large segments of the population, resulting in truth decay. We provide an analysis of the propaganda themes collected and identified by the Computational Propaganda Project from April through July of 2020 that demonstrate their prevalence in American social media platforms. We then show how …


Evaluating The Effectiveness Of Cyber Security Regulations, Siraj Uddin Syed Jan 2023

Evaluating The Effectiveness Of Cyber Security Regulations, Siraj Uddin Syed

All Student Theses and Dissertations

The rapid advancement of technology has led to an increase in the volume and sensitivity of personal and professional data stored and shared online. As a result, there is a growing need for effective cyber security regulations to protect against data breaches and ensure the confidentiality and integrity of sensitive information. The Health Insurance Portability and Accountability Act (HIPAA), Payment Card Industry Data Security Standard (PCI DSS), and General Data Protection Regulation (GDPR) are three such regulations that have been implemented to address this need. This thesis aims to evaluate the effectiveness of these regulations in protecting sensitive information and …


The Concept Of Social Engineering And Cybercrime In The Digital Age, Chaitanya Reddy Eleti Jan 2023

The Concept Of Social Engineering And Cybercrime In The Digital Age, Chaitanya Reddy Eleti

All Student Theses and Dissertations

The increased implementation of digitalization which has come to rise has also raised concerns in terms of privacy and security of the data. Data leaks and stealing of privacy are some of the common practices which have grown over the years. Social engineering majorly depends on the normal human instincts for trusting in stealing personal as well as corporate information which can be implemented for committing the cybercrimes further. The attackers can use social engineering for convincing an employee for divulging the passwords of the company. Hence, there is a need to understand the fact of how social engineering can …


Automation Script For Evaluation Of Source Codes, Prudvi Raj Manukonda Jan 2023

Automation Script For Evaluation Of Source Codes, Prudvi Raj Manukonda

All Student Theses and Dissertations

This thesis focuses on the development of an automation script integrated with a Web application to extract crucial information from .NET projects. The objective was to streamline the process of retrieving database type, database name, and .NET version, build status zip files, generate comprehensive reports, and present key metrics on a dashboard.

The automation script was implemented in Python, utilizing packages such as os, subprocess, zipfile, re, json5, shutil, and xml.etree.ElementTree. The script automated the extraction of information from the zip files, eliminating the need for manual intervention. It executed the .Net build command to determine the success of the …


Flawed Feminism: An Exploration Of Femininity In Contemporary Domestic Noir, Tyler Miller Jan 2023

Flawed Feminism: An Exploration Of Femininity In Contemporary Domestic Noir, Tyler Miller

All Student Theses and Dissertations

Crime fiction is a genre whose female characters are often misunderstood, weak, powerless victims. Domestic noir, a subgenre of crime fiction, does the opposite. Authors of domestic noir fiction dig into the female experiences, seeking to understand and write women characters who represent feminism and femininity despite any shortcomings they have. In Big Little Lies by Liane Moriarty, I argue that reading this novel through the Critical Feminist Theory changes the interpretation of the female experience. Instead of reading the book for entertainment, digging into the larger scale issues in this book sheds light on the women’s experiences. Gone Girl …