Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Law (9397)
- Social and Behavioral Sciences (4815)
- Arts and Humanities (3851)
- Medicine and Health Sciences (2680)
- Education (2467)
-
- Life Sciences (1602)
- Physical Sciences and Mathematics (1452)
- History (1217)
- Business (1151)
- Engineering (1098)
- Constitutional Law (1041)
- Medical Specialties (943)
- Sociology (857)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (837)
- International Law (708)
- Psychology (669)
- Medical Sciences (653)
- Higher Education (631)
- United States History (631)
- Religion (627)
- Political Science (614)
- Criminal Law (606)
- American Studies (554)
- Communication (485)
- Civil Rights and Discrimination (477)
- Public Health (453)
- Economics (438)
- Feminist, Gender, and Sexuality Studies (438)
- Human Rights Law (435)
- International and Area Studies (427)
- Institution
-
- University of Florida Levin College of Law (2521)
- Villanova University Charles Widger School of Law (991)
- University of Colorado Law School (860)
- Fordham Law School (733)
- University of Central Florida (579)
-
- The Texas Medical Center Library (504)
- Walden University (452)
- City University of New York (CUNY) (431)
- University of Nebraska - Lincoln (429)
- Liberty University (368)
- San Jose State University (357)
- Brigham Young University (354)
- University of South Carolina (315)
- Universitas Indonesia (298)
- University of Mississippi (294)
- Singapore Management University (287)
- Louisiana State University (280)
- Yale University (278)
- University of Montana (275)
- University of Kentucky (260)
- University of South Florida (260)
- Yeshiva University, Cardozo School of Law (257)
- Notre Dame Law School (245)
- Southern Methodist University (238)
- Washington University School of Medicine (226)
- University of Memphis (222)
- University of Plymouth (222)
- University of New Mexico (218)
- Chulalongkorn University (207)
- Portland State University (206)
- Keyword
-
- Humans (472)
- COVID-19 (386)
- Animals (235)
- Education (206)
- Mice (177)
-
- Gender (172)
- History (163)
- Law (159)
- United States (143)
- Race (140)
- Female (128)
- Religion (125)
- Women (120)
- Leadership (117)
- Climate change (112)
- Pandemic (111)
- First Amendment (110)
- Supreme Court (106)
- Politics (105)
- Constitutional law (104)
- Higher education (99)
- Democracy (95)
- Ethics (94)
- Machine learning (94)
- Sustainability (94)
- Policy (90)
- Racism (90)
- Constitution (89)
- Social media (88)
- Discrimination (87)
- Publication
-
- Florida Law Review (1894)
- 2022 Decisions (925)
- Session Laws 2001-Present (784)
- Theses and Dissertations (675)
- Faculty Scholarship (518)
-
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (431)
- Florida Historical Quarterly (427)
- Faculty Publications (425)
- Florida Journal of International Law (411)
- All Decisions (327)
- Faculty, Staff and Student Publications (298)
- Dissertations (291)
- Electronic Theses and Dissertations (288)
- Articles (252)
- Doctoral Dissertations and Projects (210)
- Dissertations, Theses, and Capstone Projects (191)
- Library Philosophy and Practice (e-journal) (185)
- Journal of Technology Law & Policy (171)
- 2020-Current year OA Pubs (170)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (167)
- Honors Theses (165)
- Baltic Journal of Health and Physical Activity (163)
- Yale Graduate School of Arts and Sciences Dissertations (140)
- Faculty, Staff and Students Publications (130)
- Theses (118)
- Journal of International Women's Studies (115)
- Research outputs 2022 to 2026 (115)
- University of Montana Course Syllabi, 2021-2025 (114)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (113)
- DRS Biennial Conference Series (111)
- Publication Type
Articles 31951 - 31980 of 32198
Full-Text Articles in Entire DC Network
การรับฟังข้อเท็จจริงจากการไกล่เกลี่ยและการรักษาความลับอันเกิดจากการไกล่เกลี่ย, ภูริณัฐ อุนจะนำ
การรับฟังข้อเท็จจริงจากการไกล่เกลี่ยและการรักษาความลับอันเกิดจากการไกล่เกลี่ย, ภูริณัฐ อุนจะนำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาในประเด็นเรื่องการรักษาความลับอันเกิดจากการไกล่เกลี่ย ซึ่งครอบคลุมถึงเรื่องหน้าที่ในการรักษาความลับของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการไกล่เกลี่ย การรับฟังข้อเท็จจริงอันเกิดจากการไกล่เกลี่ยเป็นพยานหลักฐาน และความรับผิดของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการไกล่เกลี่ยอันเนื่องมาจากการไม่ทำหน้าที่ในการรักษาความลับ โดยพบว่าพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 ได้กำหนดให้หน้าที่ในการรักษาความลับเป็นหน้าที่โดยเคร่งครัด โดยกำหนดเฉพาะกรณีที่พิสูจน์ได้ถึงความบกพร่องที่เกิดขึ้นระหว่างการไกล่เกลี่ย ศาลจึงมีคำสั่งไม่บังคับให้เป็นไปตามข้อตกลงระงับข้อพิพาทได้ ผู้วิจัยเห็นความไม่ชัดเจนว่าหากเป็นกรณีอื่น ๆ จะได้รับการยกเว้นหน้าที่ในการรักษาความลับหรือไม่ และกรณีไม่ทำหน้าที่ในการรักษาความลับจนเกิดความเสียหายแล้ว จะกำหนดความรับผิดอย่างไร เมื่อได้ศึกษาเปรียบเทียบกับกฎหมายในต่างประเทศแล้ว พบว่าข้อเท็จจริงอันเกิดจากการไกล่เกลี่ยย่อมเป็นความลับทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการไกล่เกลี่ยมีหน้าที่ในการรักษาความลับ ไม่เปิดเผยข้อเท็จจริงที่กระทบต่อสิทธิของฝ่ายเจ้าของข้อเท็จจริง หรือ “without prejudice” เว้นแต่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น เช่น เพื่อป้องกันภยันตรายแก่สาธารณะ เป็นต้น หรือเป็นกรณีบังคับให้เป็นไปตามข้อตกลงระงับข้อพิพาท โดยข้อยกเว้นดังกล่าวส่งผลให้ศาลรับฟังข้อเท็จจริงอันเกิดจากการไกล่เกลี่ยเป็นพยานหลักฐานได้ โดยการพิจารณาว่ารับฟังข้อเท็จจริงจากการไกล่เกลี่ยเป็นพยานหลักฐาน พิจารณาจากความจำเป็นในการรับฟังเปรียบเทียบกับคุณค่าของการรักษาความลับว่าสมควรให้คุณค่ากับสิ่งใดมากกว่ากัน หากความจำเป็นในการรับฟังมีมากกว่า ย่อมเป็นเหตุยกเว้นข้อห้ามมิให้รับฟังข้อเท็จจริงอันเกิดจากการไกล่เกลี่ยเป็นพยานหลักฐานได้ ซึ่งในส่วนดังกล่าวกฎหมายของประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดข้อยกเว้นข้อห้ามมิให้รับฟังข้อเท็จจริงเป็นพยานหลักฐาน เพื่อให้สามารถนำไปปรับใช้กับกรณีจำเป็นอื่น ๆ ได้ และยังไม่มีบทบัญญัติกำหนดให้บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการไกล่เกลี่ยจะต้องรับผิดในความเสียหาย อันเนื่องมาจากการไม่ทำหน้าที่ในการรักษาความลับ หากเป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จึงควรให้บุคคลดังกล่าวมีหน้าที่ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย ซึ่งส่วนท้ายผู้วิจัยได้มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 ให้มีความเหมาะสมมากขึ้น
มาตรการคุ้มครองผู้ปฏิบัติการอำพราง : ศึกษากรณีการกำหนดความผิดอาญาฐานเปิดเผยข้อมูลของผู้ปฏิบัติการอำพราง, อมตะ ชนะพงษ์
มาตรการคุ้มครองผู้ปฏิบัติการอำพราง : ศึกษากรณีการกำหนดความผิดอาญาฐานเปิดเผยข้อมูลของผู้ปฏิบัติการอำพราง, อมตะ ชนะพงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามาตรการในการให้ความคุ้มครองข้อมูลของผู้ปฏิบัติการอำพราง ซึ่งการปฏิบัติการอำพรางนั้นเป็นวิธีการสืบสวนชนิดหนึ่งที่มีความเสี่ยงสูง และหกาผู้ปฏิบัติการอำพรางถูกเปิดเผยข้อมูลแล้วอาจเกิดอันตรายแก่ชีวิตของผู้อำพรางรวมไปถึงครอบครัวด้วย จากการศึกษาพบว่าประเทศไทยมีพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547, พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550, พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ซึ่งให้อำนาจในการปฏิบัติการอำพราง แต่มาตรการที่คุ้มครองข้อมูลของผู้ปฏิบัติการอำพรางนั้นเป็นมาตรการควบคุมภายในองค์กรเท่านั้น ยังไม่มีบทบัญญัติใดให้ความคุ้มครองข้อมูลของผู้ปฏิบัติการอำพรางจากการถูกเปิดเผยข้อมูลโดยมิชอบด้วยกฎหมาย อันก่อให้เกิดความเสี่ยงในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ปฏิบัติการอำพรางและบ่อนทำลายประสิทธิภาพในการสืบสวนด้วย ต่อมาได้ศึกษากฎหมายของต่างประเทศ คือ ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศฝรั่งเศส และประเทศออสเตรเลีย ว่ามีแนวทางใดในการคุ้มครองข้อมูลของผู้ปฏิบัติการอำพราง พบว่าประเทศเหล่านั้นใช้มาตราการลงโทษทางอาญาและได้กำหนดให้การเปิดเผยข้อมูลการปฏิบัติการอำพรางหรือข้อมูลของผู้ปฏิบัติการอำพรางเป็นความผิดซึ่งมีโทษจำคุกและโทษปรับหนักเบาตามพฤติการณ์ ด้วยเหตุนี้ จึงได้เสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547, พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550, พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 โดยเพิ่มบทบัญญัติห้ามมิให้เปิดเผยข้อมูลของผู้ปฏิบัติการอำพราง เพื่อเป็นการป้องกันและคุ้มครองบุคคลผู้ที่ต้องปฏิบัติงานที่มีความเสี่ยงต่อชีวิตรวมไปถึงครอบครัวจากการถูกเปิดเผยข้อมูลจากการปฏิบัติการอำพราง และช่วยให้ผู้ปฏิบัติการอำพรางมีความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่จนบรรลุงวัตถุประสงค์ในการอำพรางได้
มโนทัศน์ประชาธิปไตยของฌอง-ลุค นองซี, กมลกา จิตตรุทธะ
มโนทัศน์ประชาธิปไตยของฌอง-ลุค นองซี, กมลกา จิตตรุทธะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษามโนทัศน์ประชาธิปไตยของฌอง-ลุค นองซีซึ่งถูกปรับแปลงใหม่ผ่านมโนทัศน์ทางภววิทยาของนองซีและการตีความเหตุการณ์พฤษภาคม 1968 ในฝรั่งเศส นองซีนิยามประชาธิปไตยว่าหมายถึงคอมมิวนิสซึมอันเป็นมโนทัศน์ที่ถูกปรับแปลงเช่นกันและให้ความสำคัญกับการเป็นอยู่-ร่วม-กันอย่างเป็นเอกพหุสภาวะของประชาชนทั่วไปโดยปราศจากฐานรากและการกำหนดล่วงหน้าใด ๆ ทว่าธำรงไว้ซึ่งความแตกต่างหลากหลายผ่านการสร้างและแบ่งปัน “โลก” ร่วมกัน เพื่อให้อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนอย่างแท้จริงอีกครั้ง โดยที่กระบวนการทั้งหมดนี้เป็นการขั้วตรงข้ามของความคิดทางปรัชญาระหว่างการสร้างตำนานและการตกลงสู่สุญนิยม
อิสรภาพและการเล่นในคัมภีร์จวงจื่อ, ธนวัฒน์ วุฒิศิริศาสตร์
อิสรภาพและการเล่นในคัมภีร์จวงจื่อ, ธนวัฒน์ วุฒิศิริศาสตร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เล่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามโนทัศน์อิสรภาพและการเล่นในคัมภีร์จวงจื่อ และเสนอว่ากรอบวิเคราะห์การเล่นใน 6 แง่มุมความหมายของการเล่นในคัมภีร์จวงจื่อ อันได้แก่ การเล่นในฐานะการกระทำ การเล่นในฐานะการมีปฏิสัมพันธ์ การเล่นในฐานะกิจกรรม การเล่นในฐานะท่าที การเล่นในฐานะประสบการณ์ และการเล่นในฐานะบริบท การวิเคราะห์การเล่นใน 6 แง่มุมดังกล่าวจะช่วยขับเน้นความเข้าใจต่อมโนทัศน์อิสรภาพในคัมภีร์จวงจื่อได้ชัดเจนว่า มิได้มีเพียงมิติเดียว นั่นคือ อิสรภาพในเชิงการคิดและอารมณ์ความรู้สึกซึ่งผ่านกระบวนการแปรเปลี่ยนทางจิตวิญญาณเพียงเท่านั้น แต่ยังมีอีกมิติและโดดเด่นด้วยการเล่น นั่นคือ อิสรภาพที่เกี่ยวข้องกับการจัดการชีวิตและสิ่งแวดล้อมเพื่อบรรลุเป้าหมายบางอย่าง โดยวิทยานิพนธ์เล่มนี้ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างการเล่นและอิสรภาวะของผู้เล่น หรือ มนุษย์ที่แท้ว่า การฝึกฝนการเล่นเป็นการเสริมอำนาจให้คนทั่วไป ตลอดจนคนต้อยต่ำสามารถ “ปรับใช้” และส่งผ่านความชำนาญในการเล่นอันมีความว่างเป็นลักษณะสำคัญไปสู่การเล่นในพื้นที่ส่วนตัวสู่พื้นที่การเมืองที่ใหญ่ขึ้นได้ มนุษย์ที่แท้ผู้สามารถเล่นได้อย่างแท้จริงย่อมสามารถยังผลสำเร็จได้ในทุกพื้นที่ที่ตนเข้าไปเกี่ยวข้องและผดุงชีวิตตนและสิ่งที่ร่วมเล่นเอาไว้ได้ สุดท้ายนี้ การเล่นเป็นข้อเสนอของจวงจื่อที่เชิญชวนมนุษย์ปลดเปลื้องพันธนาการต่างๆ ซึ่งส่วนมากจำกัดโดยความรู้และชุดความเข้าใจของตนให้เปิดกว้างต่อความเป็นไปได้ต่างๆ ในชีวิตท่ามกลางความแตกต่างหลากหลายอย่างขี้เล่น รื่นรมย์ และเปี่ยมด้วยอิสรภาวะ
วาทกรรมการท่องเที่ยวในงานเขียนของบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวชาวไทย: การศึกษาตามแนววาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์, ดนัย พลอยพลาย
วาทกรรมการท่องเที่ยวในงานเขียนของบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวชาวไทย: การศึกษาตามแนววาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์, ดนัย พลอยพลาย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้ศึกษาวาทกรรมการท่องเที่ยวของบล็อกเกอร์ชาวไทยตามแนววาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ของนอร์แมน แฟร์คลัฟ (Fairclough, 1992, 1995) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ชุดความคิดที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวที่ประกอบสร้างผ่านภาษาในตัวบทงานเขียนของบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวชาวไทย และ 2) วิถีปฏิบัติทางวาทกรรมและวิถีปฏิบัติทางสังคมวัฒนธรรมของวาทกรรมการท่องเที่ยวในงานเขียนของบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวชาวไทย ข้อมูลที่ใช้วิเคราะห์ ได้แก่ ตัวบทงานเขียนของบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวชาวไทยจำนวน 20 คน คนละ 10 ตัวบท รวมทั้งสิ้น 200 ตัวบท ผลการศึกษาวาทกรรมการท่องเที่ยวในมิติของตัวบทพบว่า กลวิธีทางภาษาที่ใช้ประกอบสร้างชุดความคิดที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวมี 7 กลุ่ม ได้แก่ การใช้คำศัพท์ การใช้ข้อความแสดงทัศนภาวะ การใช้วัจนกรรมการสั่ง การใช้ข้อความสื่อมูลบท การใช้ข้อความแสดงความสัมพันธ์แบบเหตุ-ผล การนิยามความหมาย และการใช้วัจนลีลาเป็นกันเอง กลวิธีทางภาษาดังกล่าวประกอบสร้างชุดความคิดที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว 3 กลุ่ม กลุ่มแรก ชุดความคิดเกี่ยวแก่การท่องเที่ยว มี 3 ชุดความคิด ได้แก่ (1) ชุดความคิดที่นิยามว่าการท่องเที่ยวเป็น “กิจกรรมที่พึงประสงค์” (2) ชุดความคิดที่เสนอว่าการท่องเที่ยวเป็น “การลงทุนที่มีความเสี่ยง” และ (3) ชุดความคิดที่ทำให้การท่องเที่ยวกลายเป็น “ภารกิจที่ต้องทำให้สำเร็จ” กลุ่มที่สอง ภาพแทนบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวมี 3 ภาพ ได้แก่ ภาพแทนบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวในฐานะ (1) “มิตร” ของผู้ท่องเที่ยว (2) ผู้แนะนำแนวทางในการบรรลุภารกิจท่องเที่ยว และ (3) ผู้สร้างเครือข่ายชุมชนผู้ท่องเที่ยว กลุ่มที่สาม ภาพแทนของผู้ท่องเที่ยวมี 3 ภาพหลัก ได้แก่ ภาพแทนผู้ท่องเที่ยวในฐานะ (1) “ผู้บริโภคที่ชาญฉลาด” (2) “ผู้ปฏิบัติภารกิจ” และ (3) “ผู้นำเสนอตนเอง” วาทกรรมการท่องเที่ยวได้สถาปนาความหมายแก่การท่องเที่ยวว่าเป็น “กิจกรรมที่พึงประสงค์” เป็น “การลงทุนที่มีความเสี่ยง” และเป็น “ภารกิจที่ต้องทำให้สำเร็จ” ผู้ท่องเที่ยวจำเป็นต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวซึ่งเป็นผู้ผลิตวาทกรรมการท่องเที่ยวนี้ เพื่อบรรลุภารกิจท่องเที่ยว ทั้งนี้ การนิยามความหมายดังกล่าวส่งผลให้บล็อกเกอร์ท่องเที่ยวมีสถานะเป็นผู้ที่ชี้นำความคิดและได้รับผลประโยชน์เชิงธุรกิจจากวาทกรรมดังกล่าวอย่างแยบยล ในขณะที่ผู้รับสารในวงกว้างที่คล้อยตามวาทกรรมเป็นฝ่ายที่ยินยอมพร้อมใจรับการชี้นำควบคุมโดยอาจไม่รู้เท่าทันวาทกรรม ที่สำคัญคือชุดความคิดดังกล่าวมีลักษณะ “ย้อนแย้ง” กล่าวคือ การท่องเที่ยวเป็น “การพักผ่อนที่ถูกกำกับ” เป็น “ความพิเศษที่ซ้ำกัน” และเป็น “การเลือกที่ไม่ได้เลือก” …
บทอาศิรวาทในสิ่งพิมพ์รายคาบไทยสมัยรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 8 : วรรณคดีเฉลิมพระเกียรติในสื่อสิ่งพิมพ์สมัยใหม่, ปารเมศ อภัยฤทธิรงค์
บทอาศิรวาทในสิ่งพิมพ์รายคาบไทยสมัยรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 8 : วรรณคดีเฉลิมพระเกียรติในสื่อสิ่งพิมพ์สมัยใหม่, ปารเมศ อภัยฤทธิรงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มุ่งศึกษาการสืบทอดขนบการเฉลิมพระเกียรติและการสร้างสรรค์ใหม่ ในบทอาศิรวาทในสิ่งพิมพ์รายคาบสมัยรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 8 จำนวน 30 ชื่อเรื่อง รวม 247 สำนวน รวมถึงศึกษาความสำคัญของบทอาศิรวาทดังกล่าว ผลการศึกษาพบว่า บทอาศิรวาทเป็นบทประพันธ์ที่แต่งขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายพระพรชัยมงคลพระมหากษัตริย์รวมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ มักแต่งเป็นบทร้อยกรองขนาดสั้นเนื่องในโอกาสสำคัญต่าง ๆ มีเนื้อหาหลัก 2 ส่วน ได้แก่ การเฉลิมพระเกียรติและการถวายพระพรชัยมงคล บทอาศิรวาทมีทั้งการสืบทอดขนบการเฉลิมพระเกียรติในวรรณคดีและมีการสร้างสรรค์ใหม่ กล่าวคือ ในด้านรูปแบบ มีการสืบทอดการใช้รูปแบบคำประพันธ์ตามอย่างวรรณคดีเฉลิมพระเกียรติแต่โบราณ และการใช้รูปแบบคำประพันธ์ที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ บทประพันธ์มีความยาวที่สอดคล้องกับลักษณะของสิ่งพิมพ์รายคาบ ในด้านเนื้อหาและแนวคิด บทอาศิรวาทสืบทอดเนื้อหาและแนวคิดเฉลิมพระเกียรติตามขนบ ได้แก่ การสรรเสริญพระมหากษัตริย์ตามคติศาสนา คือ ธรรมิกราชา โพธิสัตวราชา จักรพรรดิราชา และเทวราชา การสรรเสริญพระมหากษัตริย์ว่าเป็นผู้ทรงพระปรีชาสามารถด้านการปกครองและศาสตร์ต่าง ๆ ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อประชาราษฎร และทรงเป็นผู้มีบุญญาธิการ นอกจากนี้ ยังมีการสรรเสริญพระเกียรติผ่านการชมบ้านเมืองและพระราชพิธีซึ่งแสดงถึงพระเกียรติยศ ตลอดจนสืบทอดเนื้อหาถวายพระพรชัยมงคลแด่พระมหากษัตริย์ด้วย ขณะเดียวกัน บทอาศิรวาทในสิ่งพิมพ์รายคาบแสดงให้เห็นการสร้างสรรค์เนื้อหาเฉลิมพระเกียรติตามแนวคิดอย่างใหม่ซึ่งสัมพันธ์กับยุคสมัย ทั้งยังมีการระบุโอกาสในการเฉลิมพระเกียรติอย่างชัดเจน ในด้านวรรณศิลป์ มีการสืบทอดการใช้ถ้อยคำ ความเปรียบ และลำดับความตามขนบการเฉลิมพระเกียรติในวรรณคดี ขณะเดียวกันก็มีการสร้างสรรค์ความเปรียบการวางเนื้อหาและการดำเนินเรื่องเพื่อสร้างความน่าสนใจ จึงกล่าวได้ว่าบทอาศิรวาทเป็นวรรณคดีเฉลิมพระเกียรติรูปแบบใหม่ที่ได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวางมากขึ้นด้วยความเฟื่องฟูของสิ่งพิมพ์รายคาบ ส่งผลให้บทอาศิรวาทมีความสำคัญต่อการส่งเสริมสถาบันพระมหากษัตริย์ มีความสำคัญต่อการเป็นบันทึกประวัติศาสตร์สมัยรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 8 รวมทั้งมีความสำคัญต่อพัฒนาการของสิ่งพิมพ์รายคาบไทยและพัฒนาการของวรรณคดีไทย
ความสัมพันธ์ระหว่างกลวิธีทางภาษากับภาพตัวแทนพระสงฆ์ผู้กระทำผิดในวาทกรรมข่าวออนไลน์: การศึกษาตามแนวทางวาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์, ยุทธการ ปัทมโรจน์
ความสัมพันธ์ระหว่างกลวิธีทางภาษากับภาพตัวแทนพระสงฆ์ผู้กระทำผิดในวาทกรรมข่าวออนไลน์: การศึกษาตามแนวทางวาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์, ยุทธการ ปัทมโรจน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาพตัวแทนพระสงฆ์ผู้กระทำผิดที่สัมพันธ์กับกลวิธีทางภาษาในวาทกรรมข่าวออนไลน์ตามแนวทางวาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ (Critical Discourse Analysis) โดยเก็บข้อมูลจาก 3 เว็บไซต์ข่าว ได้แก่ สนุกดอทคอม ไทยรัฐออนไลน์ และเว็บไซต์ข่าวสดออนไลน์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 – 2563 จำนวน 495 ตัวบท ผลการศึกษาพบว่ากลวิธีทางภาษาที่สื่อภาพตัวแทนพระสงฆ์ผู้กระทำผิดมี 7 กลวิธี ได้แก่ การใช้การอ้างถึง การใช้ชนิดกระบวนการ การเลือกใช้คำ การเล่าเรื่อง การใช้มูลบท การใช้สหบท และการใช้คำถามเชิงวาทศิลป์ และพบว่ากลวิธีทางภาษาที่โดดเด่นคือกลวิธีที่ขับเน้นภาพด้านลบของพระสงฆ์ผู้กระทำผิดอย่างละเอียดชัดเชน เช่น การใช้ถ้อยคำเชิงประเมินค่าและเน้นย้ำความหมายทางลบเพื่ออ้างถึงพระสงฆ์ผู้กระทำผิด การใช้ถ้อยคำที่สื่อน้ำเสียงตำหนิ ประณามพระสงฆ์ผู้กระทำผิดอย่างรุนแรง การใช้ถ้อยคำบรรยายภาพเหตุการณ์อย่างละเอียด เป็นต้น กลวิธีทางภาษาเหล่านี้สื่อภาพตัวแทนพระสงฆ์ผู้กระทำผิด 3 ภาพหลัก ได้แก่ 1) ภาพตัวแทนพระสงฆ์ผู้กระทำทำผิดเป็นบุคคลที่กระทำผิดอย่างร้ายแรงและมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับความเป็นพระสงฆ์อย่างยิ่ง กล่าวคือ เป็นบุคคลที่กระทำผิดกฎหมายและ/หรือพระธรรมวินัยอย่างร้ายแรง เป็นบุคคลที่ลุ่มหลงในกิเลส ตัณหา ราคะ มีความประมาท และไม่สามารถละจากทางโลกได้ และเป็นบุคคลที่หลอกลวงประชาชนและแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน 2) พระสงฆ์ผู้กระทำผิดเป็นบุคคลที่สร้างความเสื่อมเสียให้แก่สังคมและพระพุทธศาสนา กล่าวคือเป็นบุคคลที่สังคมไม่ยอมรับเลื่อมใสศรัทธา และเป็นบุคคลที่ทำลายศาสนา และ 3) พระสงฆ์ผู้กระทำผิดเป็นบุคคลที่สมควรถูกตำหนิ ประณามและขับไล่ให้พ้นจากพระพุทธศาสนาและวงการพระสงฆ์ให้สาสมแก่ความผิด ด้านวิถีปฏิบัติทางวาทกรรม พบว่า การมุ่งเน้นนำเสนอภาพด้านลบและการกระทำผิดที่รุนแรงของพระสงฆ์ผู้กระทำผิดสัมพันธ์กับจุดมุ่งหมายของสื่อมวลนชน คือ เพื่อรายงานเหตุการณ์ เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้อ่านและสร้างรายให้แก่ผู้ผลิตตัวบท และเพื่อประณามการกระทำผิดของพระสงฆ์ผู้กระทำผิดและธำรงความสำคัญของพระพุทธศาสนาและสถาบันสงฆ์โดยรวม ข่าวเชิงลบของพระสงฆ์เป็นประเด็นที่สามารถสร้าง “มูลค่าข่าว” ประกอบกับการเผยแพร่ในสื่อออนไลน์ทำให้ผู้รับสารสามารถเข้าถึงข้อมูลได้สะดวกและให้ความสนใจบริโภคข่าวเหล่านี้ ด้านวิถีปฏิบัติทางสังคมและวัฒนธรรม พบว่า ปัจจัยทางสังคมวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กฎหมาย กฎระเบียบคณะสงฆ์ แนวคิดเรื่องบทบาทหน้าที่ของพระสงฆ์ และเหตุการณ์ร่วมสมัยที่มีผลต่อการผลิตวาทกรรมข่าวที่พระสงฆ์เป็นผู้กระทำผิด งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าวาทกรรมข่าวพระสงฆ์ผู้กระทำผิดดูเหมือนว่ามีส่วนช่วยธำรงความสำคัญของพระพุทธศาสนาและสถาบันสงฆ์โดยรวมให้ปราศจากมลทินของพระสงฆ์ผู้กระทำผิด อย่างไรก็ดี สื่อมวลชนก็ยังไม่ได้สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสาเหตุและแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ท้ายที่สุด ปัญหาดังกล่าวก็ยังคงเกิดซ้ำอีก การวิจัยนี้ช่วยทำให้เห็น “อำนาจ”ของสื่อมวลชนในการคัดเลือก ตัดสิน ประเมินค่า และเน้นย้ำภาพด้านลบของพระสงฆ์ผู้กระทำผิดด้วยถ้อยคำที่รุนแรง เพื่อสร้างเป็น “จุดขาย” ของข่าวซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสื่อมวลชน ผลการวิจัยนี้น่าจะมีส่วนช่วยสร้างความรู้เท่าทันวาทกรรมและบทบาทของสื่อมวลชนในสังคมไทยปัจจุบัน
การวิเคราะห์วาทกรรมเกี่ยวกับการเรียนรู้ของผู้สูงอายุเพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการเรียนรู้ตามอัธยาศัยของผู้สูงอายุในสังคมเมือง, ปรวรรณ ดวงรัตน์
การวิเคราะห์วาทกรรมเกี่ยวกับการเรียนรู้ของผู้สูงอายุเพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการเรียนรู้ตามอัธยาศัยของผู้สูงอายุในสังคมเมือง, ปรวรรณ ดวงรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่อง “การวิเคราะห์วาทกรรมเกี่ยวกับการเรียนรู้ของผู้สูงอายุเพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้สูงอายุในสังคมเมือง” เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพซึ่งวางอยู่บนกรอบแนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของผู้สูงอายุที่สังเคราะห์มาจากวาทกรรมเกี่ยวกับการเรียนรู้ของผู้สูงอายุที่เกิดขึ้นมาในอดีต เพื่อตอบคำถามงานวิจัยที่ว่า 1) วาทกรรมใหม่ที่ควรจะสร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้สูงอายุจะมีคุณลักษณะเป็นอย่างไรและจะสามารถนำไปสู่การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการเรียนรู้ตามอัธยาศัยของผู้สูงอายุในสังคมเมืองได้อย่างไร 2) รูปแบบการส่งเสริมการเรียนรู้ตามอัธยาศัยของผู้สูงอายุไทยในสังคมเมือง ควรมีลักษณะเป็นอย่างไร 3) ผลของการใช้รูปแบบการส่งเสริมการเรียนรู้ตามอัธยาศัยของผู้สูงอายุไทยในสังคมเมืองจะเป็นอย่างไรและมีเงื่อนไขใดบ้างในการใช้ และ 4) ผลที่ได้จากการใช้รูปแบบการส่งเสริมการเรียนรู้ตามอัธยาศัยของผู้สูงอายุไทยในสังคมเมืองจะสามารถนำมาใช้เป็นแนวทางของการส่งเสริมการเรียนรู้ตามอัธยาศัยในสังคมเมืองต่อไปได้หรือไม่อย่างไร วัตถุประสงค์ของงานวิจัย คือ 1) เพื่อวิเคราะห์วาทกรรมเกี่ยวกับการเรียนรู้ของผู้สูงอายุ 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการเรียนรู้ตามอัธยาศัยของผู้สูงอายุในสังคมเมือง และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการใช้รูปแบบการส่งเสริมการเรียนรู้ตามอัธยาศัยของผู้สูงอายุในสังคมเมือง งานวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยออกเป็น 3 ระยะตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย คือ ระยะที่ 1 ใช้วิธีการศึกษาศึกษาเอกสารและสื่อสิ่งพิมพ์ที่เผยแพร่อยู่ในช่วงปี พ.ศ.2544-2555 โดยใช้หลักการวิเคราะห์วาทกรรมตามแนวทางของฟูโกต์และแฟร์คลาฟ และสังเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้ได้แนวความคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของผู้สูงอายุ เพื่อใช้เป็นแนวคิดสำหรับการดำเนินงานวิจัยในระยะที่ 2 เป็นการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมาการเรียนรู้ตามอัธยาศัยของผู้สูงอายุในสังคมเมือง โดยใช้พื้นฐานของแนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของผู้สูงอายุนำมาพัฒนาร่วมกับองค์ประกอบของรูปแบบการส่งเสริมการเรียนรู้ตามอัธยาศัย โดยศึกษาเฉพาะเจาะจงผู้สูงอายุในสังคมเมือง ด้วยวิธีการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในสังคมใน 6 ภูมิภาคของไทย จำนวนตัวอย่าง 112 คน นอกจากนี้ยังได้สัมภาษณ์ผู้ที่ทำงานด้านส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้สูงอายุในสังคมทีเป็นกลุ่มตัวอย่างด้วยเช่นกัน เพื่อให้ได้ข้อมูลในเชิงลึกเกี่ยวกับการเรียนรู้ของผู้สูงอายุ เพื่อนำไปสู่การร่างรูปแบบการส่งเสริมการเรียนรู้ตามอัธยาศัยของผู้สูงอายุในสังคมเมือง และนำเสนอต่อคณะผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตรวจความเหมาะสมและความเป็นได้ที่จะนำไปใช้ สำหรับในระยะที่ 3 เป็นการศึกษาข้อเสนอแนวทางการนำรูปแบบการส่งเสริมการเรียนรู้ตามอัธยาศัยของผู้สูงอายุในสังคมเมืองดังกล่าวไปใช้ โดยใช้การสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน เพื่อให้ได้ข้อเสนอแนวทางที่สามารถนำไปใช้ได้ต่อไป ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า คุณลักษณะของวาทกรรมเกี่ยวกับการเรียนรู้ของผู้สูงอายุในอดีตแบ่งได้เป็น 2 ช่วงเวลา คือ การเรียนรู้เป็นไปตามธรรมดาโลก จะมุ่งเน้นอำนาจของสถาบันศาสนาที่ระบุให้ผู้สูงอายุเป็นผู้เชี่ยวชาญในการเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ ในช่วงเวลาที่ 2 เป็นช่วงเวลาที่เรียกว่า การเรียนรู้ให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของสังคม เป็นช่วงเวลาที่ผู้สูงอายุต้องเรียนรู้การปรับตัวเพื่อตั้งรับกับความเปลี่ยนของสังคมที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา โดยทั้ง 2 ช่วงเวลาแสดงให้เห็นถึงความเชื่อเกี่ยวกับการเรียนรู้ของผู้สูงอายุที่แตกต่างกันออกไป ข้อค้นพบดังกล่าวได้นำมาพัฒนาเป็นแนวความคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของผู้สูงอายุในสังคมเมือง นำเสนอประเด็นการเรียนรู้ของผู้สูงอายุ 6 ประเด็น คือ 1) ความเชื่อเกี่ยวกับการเรียนรู้ 2) แหล่งเรียนรู้ของผู้สูงอายุ 3) วิธีการเรียนรู้ของผู้สูงอายุ 4) เป้าหมายของการเรียนรู้ 5) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ และ 6) เนื้อหาที่จำเป็นต้องรู้ จากตัวบทที่พบในแต่ละประเด็น ผู้วิจัยได้นำมาพัฒนาร่วมกับองค์ประกอบของรูปแบบการส่งเสริมการเรียนรู้ตามอัธยาศัย ซึ่งจากการศึกษาเอกสารและการสัมภาษณ์ผู้สูงอายุ พบว่า ประกอบด้วย หลักการของการส่งเสริมการเรียนรู้ ผู้อำนวยความสะดวกทางการเรียนรู้ พื้นที่การเรียนรู้ ปฏิสัมพันธ์ทางการเรียนรู้ ทรัพยากรส่งเสริมการเรียนรู้ กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ …
ความต่อเนื่องและเปลี่ยนแปลงของนโยบายต่างประเทศสหราชอาณาจักร: กรณีศึกษาโกลบอลบริเตน, ธนภัทร จังพานิช
ความต่อเนื่องและเปลี่ยนแปลงของนโยบายต่างประเทศสหราชอาณาจักร: กรณีศึกษาโกลบอลบริเตน, ธนภัทร จังพานิช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาความเปลี่ยนแปลงและความต่อเนื่องที่เกิดขึ้นในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของสหราชอาณาจักรภายหลังการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่สอง โดยนำแนวคิดโกลบอลบริเตน (Global Britain) ที่ปรากฏขึ้นมาในรัฐบาลของเทเรซา เมย์ และบอริส จอห์นสัน ขึ้นมาเป็นกรณีศึกษาผ่านกรอบการศึกษาแนวคิดสัจนิยมคลาสสิคใหม่เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์การรับรู้ของชนชั้นนำของสหราชอาณาจักร จากการศึกษาได้บ่งชี้ว่า ยุทธศาสตร์โกลบอลบริเตนไม่เพียงแต่ตอบสนองต่อเหตุการณ์การออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร หรือ เบร็กซิท (Brexit) ในปี ค.ศ. 2016 เพียงอย่างเดียว แต่เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่พยายามแสวงหาคำตอบในการต่างประเทศของสหราชอาณาจักรอันหยั่งรากลึกมาอย่างยาวนานตั้งแต่การล่มสลายของอำนาจบริติช (The collapse of British power) ที่เริ่มปรากฏให้เห็นเด่นชัดเจนในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองว่า "สหราชอาณาจักรมีบทบาทอย่างไรในโลก" โดยความพยายามดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้ความเชื่อที่ว่า “สหราชอาณาจักรยังคงมีบทบาทที่สำคัญต่อโลกนี้” ตลอดจนแสดงให้เห็นถึงความพยายามของลอนดอนในการแสวงหาความมั่นคงท่ามกลางความไม่แน่นอนจากปัจจัยต่างๆ ที่ชนชั้นนำในลอนดอนเผชิญ นอกจากนี้การศึกษาได้ชี้อีกว่า การผลักดันยุทธศาสตร์โกลบอลบริเตนเป็นวิธีการเอาตัวรอดของรัฐบาลและพรรคอนุรักษ์นิยมจากการขาดเตรียมความพร้อมจากเหตุการณ์เบร็กซิท
อำนาจนำทางน้ำและจักรวรรดินิยมทางทรัพยากรของจีนกับการต่อต้านจากภาคประชาสังคมข้ามชาติ : กรณีศึกษาการสร้างเขื่อนในลุ่มน้ำโขง, พลวัชร ร้อยอำแพง
อำนาจนำทางน้ำและจักรวรรดินิยมทางทรัพยากรของจีนกับการต่อต้านจากภาคประชาสังคมข้ามชาติ : กรณีศึกษาการสร้างเขื่อนในลุ่มน้ำโขง, พลวัชร ร้อยอำแพง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มุ่งศึกษาการแผ่ขยายอำนาจของจีนในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงผ่านแนวคิดลัทธิจักรวรรดินิยมทรัพยากร (Resource Imperialism) และอำนาจนำเหนือน้ำ (Hydro-Hegemony) ของจีนในลุ่มน้ำโขง ผ่านการสำรวจพัฒนาการของลัทธิจักรวรรดินิยมทรัพยากร และอำนาจนำเหนือน้ำ พร้อมกับบริบทเชิงอำนาจที่สนับสนุนอำนาจนำทางนำ้และกลยุทธ์การครอบงำของจีน การศึกษารวมถึงกรณีศึกษาเกี่ยวกับโครงการโครงสร้างพื้นฐานในฐานะเครื่องมือควบคุมทรัพยากรน้ำของจีนในลาวและผลกระทบ งานวิจัยยังศึกษากลยุทธ์การต่อต้านของประชาสังคมข้ามชาติ ตรวจสอบบทบาท, แรงจูงใจ, กลยุทธ์ และปัจจัยที่เอื้อต่อความสำเร็จของภาคประชาสังคมข้ามชาติในฐานะองค์กรที่มีบทบาทต่อต้านการขยายอำนาจของจีน การค้นพบที่สำคัญในวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ประกอบไปด้วย สถานะการครองอำนาจนำทางนำ้ของจีน, ผลลัพธ์ของการต่อต้านการสร้างเขื่อนจากภาคประชาสังคม และนำเสนอข้อเสนอแนะสำหรับการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย, การเพิ่มความโปร่งใส ท้ายสุดคือการแสวงหาทางออกที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดและการแก้ไขข้อขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในภูมิภาค
พลวัตของกฎบัตรความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการของญี่ปุ่นจากทศวรรษ1990 ถึงต้นทศวรรษ 2020, พิมพ์ชนก บุญมิ่ง
พลวัตของกฎบัตรความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการของญี่ปุ่นจากทศวรรษ1990 ถึงต้นทศวรรษ 2020, พิมพ์ชนก บุญมิ่ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงของโลก หากแต่ญี่ปุ่นพึ่งพิงทรัพยากรจากประเทศกำลังพัฒนาซึ่งสร้างปัญหาความแตกต่างทางรายได้ในโลก ญี่ปุ่นจึงต้องแสดงความรับผิดชอบในการให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (ODA) ตามข้อตกลงของประชาคมนานาชาติเพื่อแก้ปัญหาความยากจนในประเทศกำลังพัฒนา ทว่าการให้ความช่วยเหลือไม่ใช่การให้เปล่าโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทนแต่แท้จริงแล้วคาดหวังสิ่งแลกเปลี่ยนบางประการ ดังนั้นญี่ปุ่นจึงถูกประชาคมนานาชาติกล่าวหาว่าญี่ปุ่นอาศัยการให้ ODA ในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของตนเอง ทั้งนี้องค์การระหว่างประเทศเป็นผู้ส่งเสริมบรรทัดฐานสากลผ่านการประกาศเป้าหมายการพัฒนาให้ประชาคมนานาชาตินำไปปรับใช้เป็นแกนหลักนโยบาย ญี่ปุ่นจึงต้องโอบรับบรรทัดฐานสากลนั้นมาปรับให้เข้ากับหลักการท้องถิ่นเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์และรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ อันนำมาสู่คำถามวิจัยที่ว่า ปัจจัยใดที่มีอิทธิพลต่อการบัญญัติกฎบัตรความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการของญี่ปุ่นในแต่ละช่วงเวลา โดยอาศัยกระบวนการผสมผสานบรรทัดฐานสากลให้สอดคล้องกับบรรทัดฐานท้องถิ่น ในกรอบแนวคิดประดิษฐกรรมทางสังคมเพื่อศึกษาบรรทัดฐานซึ่งแพร่กระจายไปสู่อีกที่หนึ่งได้เพราะผู้นำของรัฐเห็นผลประโยชน์บางประการจึงเกิดเป็นกระบวนการโอบรับบรรทัดฐานใหม่ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้กำหนดขอบเขตของเวลาโดยเริ่มต้นที่การบัญญัติกฎบัตร ODA ฉบับแรกในทศวรรษ 1990 ถึงการบัญญัติกฎบัตร ODA ฉบับล่าสุดในต้นทศวรรษ 2020 เพื่อศึกษาพลวัตที่มีอิทธิพลต่อกฎบัตร ODA ของญี่ปุ่นเพื่อตอบสนองต่อผลประโยชน์แห่งชาติของญี่ปุ่นในแต่ละช่วงเวลา
พัฒนาการของแนวคิดการปกครองตนเองของท้องถิ่น: โอกาสและความท้าทายภายใต้การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง, ฒาลัศมา จุลเพชร
พัฒนาการของแนวคิดการปกครองตนเองของท้องถิ่น: โอกาสและความท้าทายภายใต้การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง, ฒาลัศมา จุลเพชร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาการและการถกเถียงเกี่ยวกับแนวคิดการปกครองตนเองในสังคมไทย ประเมินสถานภาพความสัมพันธ์เชิงอำนาจราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น รวมถึงประเมินเงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกประเทศที่เป็นแรงกดดันหรือแรงต้านทานต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จากนั้นนำไปสู่การสังเคราะห์รูปแบบการปกครองตนเองจากทัศนะที่หลากหลาย โดยศึกษาจากพื้นที่ปฏิบัติการจริงของการใช้แนวคิดการปกครองตนเองในสถานการณ์ที่แตกต่าง อันได้แก่ พื้นที่ท่ามกลางปัญหาความขัดแย้งรุนแรงมี การประกาศใช้กฎหมายพิเศษ (เทศบาลปัตตานี) พื้นที่พัฒนาเมืองอัจฉริยะโดยอาศัยโอกาสจากนโยบายประชารัฐ (เทศบาลนครขอนแก่น) และ พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ (เทศบาลนครแม่สอด) สำหรับวิธีการเก็บข้อมูลใช้การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก จำนวน 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้บริหารของกระทรวงมหาดไทย (ส่วนกลาง) ผู้ว่าราชการจังหวัด (ส่วนภูมิภาค) และผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ นายกเทศมนตรี และรองนายกเทศมนตรี การสังเกตการณ์ (observation) อย่างมีส่วนร่วม และการสนทนากลุ่ม (focus group) ประกอบด้วย ประชาชนในพื้นที่ และผู้เคยร่วมงานกับผู้นำท้องถิ่น จำนวน 33 คน โดยนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์แบบพรรณนาเชิงวิเคราะห์ ผลการวิจัยแบ่งได้เป็น 4 ส่วน ดังนี้ 1) พัฒนาการแนวคิดการปกครองตนเองเริ่มเด่นชัดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2540 เนื่องจากมีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่สนับสนุนการกระจายอำนาจเต็มที่ และในปี พ.ศ. 2546 ผู้นำท้องถิ่น ทุกประเภทมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ต่อมาในปี พ.ศ. 2554 เกิดแนวคิดจังหวัดจัดการตนเอง ซึ่งมิติความเป็นตัวแทนมีมากที่สุด รองลงมามิติอำนาจตัดสินใจไม่สามารถยับยั้งโครงการจากส่วนกลางได้ ในขณะที่มิติการมีส่วนร่วมมีกลไก ไม่ชัดเจน สำหรับแนวคิดประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือเหมาะสมสำหรับส่งเสริมการมีส่วนร่วมในระดับท้องถิ่นแต่ยังไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างแพร่หลาย ส่วนมิติในการปกครองตนเองที่น้อยที่สุด คือ จัดสรรทรัพยากรและความรับผิดรับชอบ ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ 2) สถานภาพความสัมพันธ์เชิงอำนาจราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น เป็นการเจรจาต่อรองในฐานะหุ้นส่วนถ้าเป็นเรื่องเศรษฐกิจ แต่ถ้าเป็นเรื่องความมั่นคงเป็นการเจรจาเพื่อให้ส่วนกลางมีพื้นที่ในท้องถิ่น ในขณะที่โครงสร้างที่ส่วนกลางส่งลงมาท้องถิ่นมีลักษณะ “จำแลง” คือ โครงสร้างนโยบายของรัฐที่ต้องการใช้ท้องถิ่นจัดหาประโยชน์ให้ส่วนกลาง ทำให้ส่วนท้องถิ่นไม่สามารถใช้มิติการปกครอง 5 ด้านได้อย่างเต็มที่เพราะถูกกำกับดูแลด้วยคณะกรรมการต่างๆ ในจังหวัด 3) เงื่อนไขภายในที่เป็นทั้งแรงกดดันและแรงต้านขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหยั่งรากอยู่ในปริมณฑลทางการเมืองและเศรษฐกิจ ได้แก่ นโยบาย โครงสร้างการเปลี่ยนแปลงภายใน และโครงสร้างทางการเมือง ในทางตรงข้าม การดำเนินการและการปฏิบัติตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นแรงกดดันจากภายนอกเพื่อให้มีการปกครองตนเองมากขึ้น 4) ผลการสังเคราะห์รูปแบบการปกครองตนเองจากทัศนะที่หลากหลาย ได้แก่ ยุบรวม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับล่าง (Lower-Tier) ท้องถิ่นรูปแบบเมืองพิเศษ และการบริหารจังหวัดปกครองตนเอง ทั้งนี้ความท้าทายในการปกครองตนเองมี …
การเปลี่ยนแปลงความคิดทางการเมืองของเอนก เหล่าธรรมทัศน์: การแสวงหาความหมายใหม่ของ "ประชาธิปไตย", ณัตถยา สุขสงวน
การเปลี่ยนแปลงความคิดทางการเมืองของเอนก เหล่าธรรมทัศน์: การแสวงหาความหมายใหม่ของ "ประชาธิปไตย", ณัตถยา สุขสงวน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงความคิดทางการเมืองของเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ผ่านการแสวงหาความหมายใหม่ของ “ประชาธิปไตย” ท่ามกลางบริบทแวดล้อมที่สำคัญรอบตัวของเอนกซึ่งเปลี่ยนแปลงไปในห้วงเวลาต่างๆ ผลการศึกษาพบว่า เอนกมีความคิดทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงอย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยแบ่งได้เป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ประชาธิปไตยสากลตามมาตรฐานตะวันตก เป็นระยะของการก่อตัวทางความคิดทางการเมืองเรื่องประชาธิปไตยของเอนก โดยในภาพรวม เอนกได้ยึดถือคุณค่าและหลักการประชาธิปไตยสากลตามมาตรฐานตะวันตกเพื่อปรับใช้กับประเทศไทยเป็นสำคัญ, ระยะที่ 2 สองนคราประชาธิปไตย เป็นระยะที่เอนกแสดงให้เห็นถึงสภาวะทางสังคมและการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่มีลักษณะเฉพาะของไทยในรูปแบบสองนคราประชาธิปไตย ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ท่ามกลางการนำประชาธิปไตยแบบตะวันตกตามมาตรฐานสากลไปใช้กับการเมืองไทย, ระยะที่ 3 ประชาธิปไตยโดยประชาชน เป็นระยะที่เอนกให้ความสนใจกับประชาธิปไตยโดยประชาชน ประชาชนเป็นตัวแสดงทางการเมืองที่สำคัญในระบอบประชาธิปไตย และระยะที่ 4 ประชาธิปไตยที่มีลักษณะเฉพาะของไทย ในระยะนี้ เอนกให้ความสนใจกับประชาธิปไตยที่มีลักษณะเฉพาะของไทย ด้วยการนำเอาความเป็นตะวันออกและความเป็นไทย รวมถึงการมีพระมหากษัตริย์และสถาบันพระมหากษัตริย์ที่จัดอยู่ในความสัมพันธ์ทางอำนาจในการเมืองไทย มาผสมผสานและปรับใช้กับความคิดประชาธิปไตยแบบตะวันตก การก่อรูปและการเปลี่ยนแปลงความคิดทางการเมืองของเอนกทั้ง 4 ระยะเป็นผลจากบริบทแวดล้อมที่สำคัญรอบตัวเอนก ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปในห้วงเวลาต่างๆ ทั้งจากภูมิหลังชีวิต บริบทสถานการณ์ทางการเมืองที่เป็นจุดเปลี่ยนหรือจุดหักเหในชีวิตหรือความคิด และกระแสภูมิปัญญาความคิดทางการเมืองว่าด้วยประชาธิปไตยในสังคมไทยในทศวรรษที่ 2520 – 2560
แนวคิดเรื่องพลเมืองและรัฐประชาชาติสมัยใหม่ในนวนิยายกำลังภายในแนวสืบสวนสอบสวนของกู่หลง, จิรายุทธ์ หรรษาพันธุ์
แนวคิดเรื่องพลเมืองและรัฐประชาชาติสมัยใหม่ในนวนิยายกำลังภายในแนวสืบสวนสอบสวนของกู่หลง, จิรายุทธ์ หรรษาพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดเรื่องพลเมืองและรัฐประชาชาติสมัยใหม่ในนวนิยายกำลังภายในชุดฉู่หลิวเซียงและชุดลู่เสี่ยวเฟิ่งของกู่หลงในช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 ถึงต้นทศวรรษที่ 1980 โดยศึกษาบริบททางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมของสาธารณรัฐจีนบนเกาะไต้หวันในช่วงเวลาดังกล่าวเพื่อแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของบริบทต่าง ๆ กับแนวคิดเรื่องพลเมืองและรัฐประชาชาติที่ตัวละครเอกจอมยุทธ์เป็นตัวแทน จากการศึกษาพบว่าตัวละครเอกจอมยุทธ์นำเสนอแนวคิดที่สำคัญสำหรับการบ่มเพาะพลเมืองสมัยใหม่ในรัฐประชาชาติสมัยใหม่ อาทิ เหตุผลนิยม การปกครองด้วยกฎหมาย ความเป็นปัจเจกบุคคลและเสรีภาพผ่านปฏิสัมพันธ์กับตัวละครจอมยุทธ์อื่นที่ไม่คุ้นเคยหรือไม่สมาทานกับแนวคิดเหล่านี้ อย่างไรก็ตามการนำเสนอแนวคิดเหล่านี้ผ่านการกระทำของตัวละครเอกจอมยุทธ์ไม่มั่นคง ไม่ต่อเนื่องและมีข้อยกเว้นอยู่เสมอ ความลักลั่นย้อนแย้งของตัวละครเอกจอมยุทธ์แสดงให้เห็นถึงการปะทะสังสรรค์ระหว่างแนวคิดสมัยใหม่จากตะวันตกกับแนวคิดดั้งเดิมของจีนในกระบวนการทำให้ทันสมัย นอกจากนี้การเดินทางไปยังดินแดนต่าง ๆ ของตัวละครเอกจอมยุทธ์ยังทำให้หลายพื้นที่กลายเป็นพื้นที่ของชาวจีนฮั่น รวมทั้งสร้างเขตแดนของอาณาจักรของชาวจีนฮั่นที่คล้ายคลึงกับเส้นเขตแดนของสาธารณรัฐจีน รัฐประชาชาติสมัยใหม่ที่พรางตัวอยู่ในตัวบทนี้เป็นจักรวรรดิที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ มีหลายชาติพันธุ์ โดยที่ชาวจีนฮั่นเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญที่สุด ภาพดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดชาตินิยมของสาธารณรัฐจีนบนเกาะไต้หวันภายใต้การนำของพรรคก๊กมินตั๋ง
สถานะ บทบาท และพลวัตขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในสถานการณ์ความขัดแย้งจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย, ปุญญวันต์ จิตประคอง
สถานะ บทบาท และพลวัตขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในสถานการณ์ความขัดแย้งจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย, ปุญญวันต์ จิตประคอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับโครงสร้างอำนาจในท้องถิ่น และองค์กรอื่นในรัฐไทย ด้วยการศึกษาผ่านตัวแสดง ความสัมพันธ์ทางอำนาจในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการมีส่วนร่วมระหว่างบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาชน รวมถึงตัวแสดงอื่นที่เกี่ยวข้องกับการปกครองส่วนท้องถิ่นในบริบทสถานการณ์ความขัดแย้งจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยขอบเขตการศึกษาครอบคลุมตั้งแต่ยุคก่อร่างรัฐและการผนวกปาตานีเข้ากับรัฐสยามจนถึงปัจจุบันภายใต้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (พ.ศ.2329-2564) งานศึกษาชิ้นนี้ใช้ระเบียบวิธิวิจัยแบบผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ ด้วยการใช้สถิติเชิงพรรณนาจากข้อมูลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการใช้การตีความจากการสัมภาษณ์ และข้อมูลเอกสารทางประวัติศาสตร์ รวมถึงการเก็บข้อมูลในพื้นที่ที่มีความถี่สะสมของเหตุการณ์ความรุนแรงสูงสุดระหว่างปี 2547-2564 ประกอบด้วย อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี อำเภอเมือง จังหวัดยะลา อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส และอำเภอเทพา จังหวัดสงขลา ผลการศึกษาพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับโครงสร้างอำนาจในท้องถิ่นเป็นความสัมพันธ์ที่ผูกติดกับโครงสร้างสถาบันเชิงจารีตที่เชื่อมโยงราชสำนัก ศาสนา เจ้าเมือง และกลุ่มพ่อค้าคนจีน ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับองค์กรอื่นในรัฐไทยเป็นความสัมพันธ์ผ่านโครงสร้างรัฐราชการแบบรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลางโดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการปกครอง ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา ทั้งนี้ มีองค์ประกอบของตัวแสดงที่เข้าไปมีบทบาทในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประกอบด้วยข้าราชการทางการเมืองที่มีความสัมพันธ์ด้านใดด้านหนึ่งกับเครือข่ายสถาบันจารีตดั้งเดิม และข้าราชการประจำที่มีความสัมพันธ์กับรัฐส่วนกลางตามโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน ในขณะที่จิตสำนึกเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในทุกช่วงเวลากลับพบว่าอยู่ในระดับต่ำสุด คือ ระดับการครอบงำและบังคับความคิด และระดับการบำบัดรักษา เพราะเครือข่ายเชิงสถาบันในราชการส่วนท้องถิ่นและประชาชนถูกครอบงำโดยโครงสร้างรัฐราชการแบบรวมศูนย์อำนาจภายใต้บริบทสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และสถานการณ์ความขัดแย้งจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ส่งผลทำให้ท้องถิ่นกลายเป็นสถาบันที่ต้องรองรับการใช้อำนาจจากรัฐทุกรูปแบบผ่านวิธีการควบคุม กำกับ กดทับ ลดทอน และจำกัดการกระทำของสถาบันหรือตัวแสดงระดับท้องถิ่น ที่มีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นตัวกำหนดการก่อรูปโครงสร้างเชิงสถาบัน
ความผิดปกติทางพันธุกรรมของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์ชนิดเรื้อรังในประเทศไทย, ศิโรรัตน์ ขอบบัวคลี่
ความผิดปกติทางพันธุกรรมของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์ชนิดเรื้อรังในประเทศไทย, ศิโรรัตน์ ขอบบัวคลี่
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์ชนิดเรื้อรัง หรือโรค Chronic lymphocytic leukemia (CLL) เกิดจากการแบ่งตัวของเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์ที่ผิดปกติ และการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมมีผลทำให้เกิดโรค ข้อมูลการศึกษาเกี่ยวกับความผิดปกติของพันธุกรรมของโรค CLL ในประเทศไทยยังคงมีน้อยกว่าในประเทศตะวันตก CLL เป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม โรคนี้ยังพบได้ในผู้ป่วยที่มีอายุน้อยด้วย ซึ่งอาการและความแตกต่างทางพันธุกรรมระหว่างกลุ่มอายุยังคงไม่มีข้อมูล การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความผิดปกติทางพันธุกรรมของผู้ป่วยโรค CLL ในประเทศไทยและศึกษาความแตกต่างของลักษณะความผิดปกติทางพันธุกรรมระหว่างกลุ่มอายุของผู้ป่วย โดยทำการศึกษาในผู้ป่วยโรค CLL จำนวน 80 คน ที่ได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2561 ถึงพฤศจิกายน 2564 โดยรวบรวมผล Fluorescent in situ hybridization (FISH) และ immunophenotyping จากการวินิจฉัยครั้งแรก ตรวจวิเคราะห์สถานะการกลายพันธุ์ของ IGHV และตรวจวิเคราะห์การกลายพันธุ์ของยีน ด้วยเทคนิค Next generation sequencing (NGS) ผลการวิจัยพบว่าผู้ป่วยชาวไทยมีอายุเฉลี่ย 66 ปี อัตราส่วนผู้ป่วยเพศชายต่อเพศหญิง 2.08:1 และพบว่า 17.3% ของผู้ป่วยมี 17p deletion และ 6.3% ของผู้ป่วยมี 11q deletion ยีนที่กลายพันธุ์บ่อยที่สุดคือ ARID1A (76.3%), KMT2D (70.0%), MYD88 (16.3%), TP53 (11.3%), SF3B1 (10.0%) และ ATM (8.8%) ตามลำดับ นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ป่วยกลุ่มที่ไม่มีอาการ (asymptomatic) มีอัตราการพบการกลายพันธุ์ของยีน MYD88 มากกว่าในผู้ป่วยกลุ่มที่มีอาการ (symptomatic) โดยสัดส่วนคือ 36.0% กับ 9.3% (p=0.011) ตามลำดับ และไม่พบความแตกต่างระหว่างกลุ่มอายุจากการวิเคราะห์สถานะการกลายพันธุ์ของ IGHV โดยกลุ่มอายุน้อยกว่า 65 ปี มี 42.5% และกลุ่มอายุมากกว่า 65 ปี มี 57.5% ผู้ป่วยโรค …
การใช้อำนาจรัฐในการเเก้ไขสัญญาตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐเเละเอกชน พ.ศ.2562, เพลินวรา เหมโกทวีทรัพย์
การใช้อำนาจรัฐในการเเก้ไขสัญญาตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐเเละเอกชน พ.ศ.2562, เพลินวรา เหมโกทวีทรัพย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ประเทศไทยมีกฎหมายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน หรือ Public - Private Partnership : PPP คือ พระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ซึ่งกฎหมายฉบับนี้มีการบัญญัติถึงการใช้อำนาจรัฐในการแก้ไขสัญญาเพื่อประโยชน์สาธารณะ ในมาตรา 50 (2) อันนำไปสู่ประเด็นการศึกษา คือ การวิเคราะห์ความเป็นสัญญาทางปกครองของสัญญาร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนการวิเคราะห์ขอบเขตการใช้อำนาจของฝ่ายปกครองตามความ ในมาตรา 50 (2) ตลอดจนการพิเคราะห์กระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายปกครอง และการพิเคราะห์ระยะเวลาเริ่มต้นมีผลของสัญญาซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมแล้ว ตามความ ในมาตรา 50 (2) จากการศึกษา พบว่าสัญญาร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองโดยสภาพ และเมื่อพิจารณาตามความในมาตรา 50 (2) แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 จะพบว่าการแก้ไขสัญญาตามมาตรา 50 (2) มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจแก้ไขสัญญาโดยฝ่ายเดียวของฝ่ายปกครอง ซึ่งการใช้อำนาจนั้นต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตแห่งการแก้ไขสัญญาตามหลักสัญญา และหลักกฎหมายมหาชน ตลอดจนการแก้ไขสัญญาจะต้องมาจากเหตุที่คู่สัญญาไม่อาจคาดหมายได้ในขณะที่ทำสัญญา และจะต้องไม่เป็นการแก้ไขสัญญาในสาระสำคัญถึงขนาดที่ทำให้กลายเป็นสัญญาใหม่ และยังปรากฏว่าบทบัญญัติมาตรา 50 (2) ขาดกระบวนการตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้อำนาจของฝ่ายปกครอง และขาดกระบวนการในการกำหนดเกณฑ์การพิจารณาการมีผลของสัญญา ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมแล้วตามมาตรา 50 (2) ผู้เขียนเสนอให้มีการบัญญัติให้สัญญาร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน เป็นสัญญาทางปกครองโดยบทบัญญัติของกฎหมาย และเสนอให้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ ขอบเขตการใช้อำนาจเอกสิทธิ์ของฝ่ายปกครองในการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนในกรณีที่เป็นสาระสำคัญไว้ ตลอดจนเสนอให้มีการบัญญัติขั้นตอนหรือกระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนโดยการกำหนดให้คู่สัญญาฝ่ายปกครองจะต้องนำส่งร่างสัญญาร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ที่จะเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติม ตามมาตรา 50 (2)ไปยังสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อตรวจพิจารณา รวมทั้งเสนอ ให้มีการบัญญัติให้ศาลปกครองเป็นองค์กรผู้มีอำนาจในการตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายปกครองในการแก้ไขสัญญาตามมาตรา 50 (2) ได้ และเห็นควรเสนอให้มีการตราและใช้บังคับกฎหมายอันเป็นหลักเกณฑ์ทั่วไป ในเรื่องสัญญาทางปกครอง เพื่อเป็นแนวทางและมาตรฐานขั้นต่ำของการกำหนดขอบเขตสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาทางปกครอง
เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญภายใต้ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ (พ.ศ. 2562), จักรภพ สิทธิบุณยพัชร์
เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญภายใต้ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ (พ.ศ. 2562), จักรภพ สิทธิบุณยพัชร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิด ทฤษฎี ที่มาวิวัฒนาการ และขอบเขตของการคุ้มครองเสรีภาพและขอบเขตของการแสดงความคิดเห็นของบุคคลที่มีต่อคำวินิจฉัยศาลอันถึงที่สุดแล้ว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2561 และข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2562 โดยศึกษาเปรียบเทียบการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นต่อคำวินิจฉัยของศาลอันถึงที่สุดแล้วกับความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลของต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และสาธารณรัฐฝรั่งเศส เพื่อนำมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ ตีความ ศึกษาแนวทางการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นต่อคำวินิจฉัยของศาลอันถึงที่สุดแล้วอย่างเหมาะสม จากการศึกษาพบว่าการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นต่อคำวินิจฉัยของศาลอันถึงที่สุดแล้วกับความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลของประเทศไทย มีแนวคิด ทฤษฎี ที่มาวิวัฒนาการ และขอบเขตของการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นต่อคำวินิจฉัยของศาลอันถึงที่สุดแล้ว แตกต่างกับกฎหมายประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และสาธารณรัฐฝรั่งเศส ทำให้บทบัญญัติที่เกี่ยวกับการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นต่อคำวินิจฉัยของศาลอันถึงที่สุดแล้วเกิดความไม่ชัดเจน และการบังคับใช้ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลไม่เหมาะสม ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นต่อคำวินิจฉัยของศาลอันถึงที่สุดแล้วของบุคคล ดังนั้นวิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงข้อเสนอแนะให้แก้ไขข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2562 ข้อ 10 และ ข้อ 11 เพื่อให้การใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นต่อคำวินิจฉัยของศาลอันถึงที่สุดแล้วของบุคคลได้รับความคุ้มครองและการบังคับใช้ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลเป็นไปอย่างเหมาะสม และสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
การยกเลิกความผิดอาญา ศึกษากรณีการผลิตเบียร์เพื่อการบริโภคโดยไม่มีใบอนุญาต, จิรายุ เสรีอภินันท์
การยกเลิกความผิดอาญา ศึกษากรณีการผลิตเบียร์เพื่อการบริโภคโดยไม่มีใบอนุญาต, จิรายุ เสรีอภินันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ถึงปัญหาของการนำระบบใบอนุญาตและโทษทางอาญามาใช้กับการผลิตเบียร์เพื่อการบริโภค รวมทั้งศึกษาและแสวงหามาตรการอื่นที่เหมาะสมเพื่อควบคุมการผลิตเบียร์เพื่อการบริโภคในประเทศไทยแทนการใช้ใบอนุญาตและโทษทางอาญา จากการศึกษาพบว่าสาเหตุหลักของการนำใบอนุญาตและโทษทางอาญามาใช้กับการผลิตเบียร์เพื่อการบริโภคคือภาครัฐต้องการที่จะจัดเก็บภาษีให้ได้มากยิ่งขึ้น เมื่อทำการศึกษารูปแบบการควบคุมการผลิตสินค้าที่มีลักษณะใกล้เคียงกันเพื่อการบริโภค เช่น ยาสูบ พบว่าการผลิตยาสูบเพื่อการบริโภคไม่ถูกควบคุมโดยระบบใบอนุญาตหรือโทษทางอาญา หากการผลิตยาสูบเพื่อการบริโภคโดยไม่มีใบอนุญาตไม่เป็นความผิดอาญา ดังนั้นการผลิตเบียร์เพื่อการบริโภคก็ไม่สมควรที่จะถูกควบคุมโดยระบบใบอนุญาตและโทษอาญาเช่นกัน เมื่อพิจารณาหลักเกณฑ์ในการกำหนดความผิดอาญาทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศพบว่าการกำหนดให้การผลิตเบียร์เพื่อการบริโภคโดยไม่มีใบอนุญาตเป็นความผิดอาญานั้นไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ในการกำหนดความผิดอาญาแต่อย่างใด และเมื่อพิจารณามาตรการที่ใช้บังคับกับการผลิตเบียร์เพื่อการบริโภคในต่างประเทศพบว่าแม้ในอดีตประเทศอังกฤษและประเทศสิงคโปร์เคยนำโทษทางอาญามาใช้กับการผลิตเบียร์เพื่อการบริโภคโดยไม่มีใบอนุญาต แต่ปัจจุบันประเทศดังกล่าวได้ยกเลิกกฎหมายเหล่านั้นแล้วโดยอนุญาตให้ผลิตโดยไม่ต้องขอใบอนุญาต ดังนั้นวิทยานิพนธ์เล่มนี้จึงเสนอแนะให้มีการยกเลิกความผิดอาญาสำหรับการผลิตเบียร์เพื่อการบริโภคโดยไม่มีใบอนุญาต และอนุญาตให้ทำการผลิตเบียร์เพื่อการบริโภคได้โดยไม่ต้องขอใบอนุญาตอีกต่อไป แต่อย่างไรก็ตามผู้วิจัยยังคงเห็นว่าควรมีหลักเกณฑ์บางประการมาควบคุมการผลิตเบียร์เพื่อการบริโภค มิใช่อนุญาตให้ผู้ใดจะผลิตอย่างไรก็ได้ตามอำเภอใจ ซึ่งผู้วิจัยเห็นว่าสมควรอนุญาตให้บุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป สามารถทำการผลิตเบียร์เพื่อการบริโภคได้ โดยห้ามนำเบียร์ที่ได้จากการผลิตนำออกจำหน่าย
การยกเลิกความผิดทางอาญากรณีนายจ้างไม่จ่ายเงิน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ให้แก่ลูกจ้าง, ชลนที หนูบุญ
การยกเลิกความผิดทางอาญากรณีนายจ้างไม่จ่ายเงิน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ให้แก่ลูกจ้าง, ชลนที หนูบุญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สัญญาจ้างแรงงาน โดยหลักแล้วเป็นสัญญาซึ่งอยู่บนพื้นฐานสัญญาทางแพ่ง ถูกบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 เอกเทศสัญญา ลักษณะ 6 จ้างแรงงาน ตั้งแต่มาตรา 575 ถึงมาตรา 586 โดยมีวัตถุประสงค์แห่งสัญญาจะเป็นกรณีลูกจ้างตกลงทำงานให้นายจ้าง และนายจ้างก็ตกลงจ่ายสินจ้าง หรือค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้ ซึ่งนอกจากค่าจ้างแล้ว นายจ้างก็อาจต้องจ่ายเงินอื่น ๆ ให้แก่ลูกจ้างด้วย เช่น ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด และเงินที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โดยเงินดังกล่าวในวิทยานิพนธ์ฉบับนี้จะขอเรียกว่า “เงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541” ซึ่งหากนายจ้างไม่จ่ายก็เท่ากับว่านายจ้างกระทำผิดสัญญา อย่างไรก็ตาม การผิดสัญญาจ้างแรงงานในกรณีไม่จ่ายเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 แม้ว่าจะเป็นความผิดทางแพ่ง แต่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กลับกำหนดให้ความผิดดังกล่าวเป็นความผิดอาญา ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อย่างไรก็ดี กรณีดังกล่าวลูกจ้างส่วนใหญ่มิได้ประสงค์จะให้มีการดำเนินคดีอาญากับนายจ้าง เพียงแต่ประสงค์จะเรียกร้องค่าจ้างตามสิทธิพึงได้เท่านั้น ซึ่งหากมีการลงโทษอาญานายจ้างแล้ว ลูกจ้างก็ยังคงต้องดำเนินการเรียกร้องผ่านกระบวนการต่าง ๆ อยู่เช่นเดิม ได้แก่ การฟ้องคดีต่อศาลแรงงาน หรือยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน ซึ่งมิได้มีส่วนใดเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางอาญาเลย นอกจากนี้ ความผิดดังกล่าวยังไม่อยู่บนพื้นฐานการกำหนดโทษหรือวัตถุประสงค์การลงโทษในทางอาญา ยิ่งไปกว่านั้น ยังอาจจะขัดกับหลักการในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 อีกด้วย เป็นผลให้เกิดกฎหมายอาญาเฟ้อ และก่อให้เกิดผลกระทบตามมาอย่างมากมาย ดังนั้น วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อยกเลิกความผิดและโทษทางอาญากรณีนายจ้างไม่จ่ายเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ให้แก่ลูกจ้าง และแสวงหาแนวทางอื่นในการจัดการกับความผิดดังกล่าวแทน
มาตรการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยในการลงทุนทางตรงในต่างประเทศ : ศึกษาธุรกิจร้านอาหารไทยและธุรกิจไทยสปา, ชนิสา งามอภิชน
มาตรการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยในการลงทุนทางตรงในต่างประเทศ : ศึกษาธุรกิจร้านอาหารไทยและธุรกิจไทยสปา, ชนิสา งามอภิชน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและประเมินว่ามาตรการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยในการลงทุนทางตรงในต่างประเทศเพียงพอหรือไม่ รวมถึงประเมินว่าบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชัดเจนหรือไม่ โดยเริ่มต้นจากการแสดงสถานภาพและปัญหาของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยในการลงทุนทางตรงในต่างประเทศ ตลอดจนแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ทฤษฎีเกี่ยวกับการเติบโตของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม แนวคิดเกี่ยวกับการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม แนวคิดเกี่ยวกับการลงทุนทางตรงในต่างประเทศ ในส่วนต่อมาเป็นการอธิบายการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยในการลงทุนทางตรงในต่างประเทศเพื่อตรวจสอบว่านโยบาย กฎหมาย มาตรการที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยในการลงทุนทางตรงในต่างประเทศเพียงพอหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบว่าอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชัดเจนหรือไม่ นอกจากนั้นวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ยังได้ศึกษาเปรียบเทียบมาตรการเรื่องเดียวกันของประเทศสิงคโปร์ จีน และสหราชอาณาจักรโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำมาตรการที่ใช้ในต่างประเทศมาพิจารณาเปรียบเทียบและเป็นต้นแบบเพื่อปรับใช้กับประเทศไทย อีกทั้งยังมีในส่วนของกรณีศึกษาการลงทุนทางตรงในต่างประเทศของธุรกิจร้านอาหารไทยและธุรกิจไทยสปาเพื่อทดสอบว่ามาตรการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยในการลงทุนทางตรงในต่างประเทศสามารถแก้ปัญหาและอุปสรรคแก่ธุรกิจร้านอาหารไทยและธุรกิจไทยสปาได้หรือไม่ ทั้งนี้จากการที่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยประกอบธุรกิจหลากหลายประเภท วิทยานิพนธ์ฉบับนี้เลือกศึกษาธุรกิจร้านอาหารไทยและธุรกิจไทยสปาซึ่งเป็นประเภทธุรกิจที่ดำเนินการโดยวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเกือบทั้งหมดและที่สำคัญเป็นธุรกิจที่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยมีศักยภาพในการแข่งขัน ส่วนสุดท้ายของวิทยานิพนธ์ฉบับนี้เป็นบทสรุปที่ได้จากการพิสูจน์ข้อสมมติฐานและข้อเสนอแนะเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนามาตรการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยในการลงทุนทางตรงในต่างประเทศต่อไปโดยมีบทสรุปและข้อเสนอแนะว่า “มาตรการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยในการลงทุนทางตรงในต่างประเทศยังไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาและอุปสรรคในการลงทุนทางตรงในต่างประเทศของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยอีกทั้งบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ชัดเจนโดยยังขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงานและยังขาดการติดตามและประเมินผลการดำเนินการของหน่วยงาน ดังนั้นประเทศไทยควรกำหนดนโยบายในเรื่องดังกล่าวที่มีเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ชัดเจนในรูปแบบของ “แผนการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” ซึ่งจัดทำโดยคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ตามมาตรา 11(1) ของพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ. 2543 และ “แผนปฏิบัติการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมประสานกับหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์การเอกชนที่เกี่ยวข้องตามมาตรา 11(5) มาตรา 16(3) มาตรา 17(5) มาตรา 37 และมาตรา 38 ของพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ. 2543” ทั้งนี้บทสรุปและข้อเสนอแนะดังกล่าวเป็นคุณค่าของวิทยานิพนธ์ฉบับนี้เนื่องจากการมีมาตรการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยในการลงทุนทางตรงในต่างประเทศตลอดจนการบูรณาการและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานซึ่งเริ่มต้นจากการกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ชัดเจนย่อมส่งผลให้เกิดการติดตาม การประเมินผลและการพัฒนามาตรการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยในการลงทุนทางตรงในต่างประเทศต่อไป เมื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยสามารถจัดตั้งและดำเนินกิจการในต่างประเทศย่อมก่อให้เกิดผลดีแก่ประเทศไทยในฐานะผู้ส่งออกการลงทุนและนำมาสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไป
ปัญหาของการเปิดเผยและส่งมอบข้อมูลภายใต้มาตรา 70 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562, ชิตพล พงศ์วชิราพร
ปัญหาของการเปิดเผยและส่งมอบข้อมูลภายใต้มาตรา 70 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562, ชิตพล พงศ์วชิราพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและกฎหมายเกี่ยวกับมาตรการในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ซึ่งเป็นการกำหนดมาตรการในการแสวงหาพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งศึกษาแนวคิด มาตรการในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และมาตรการในการแสวงหาพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยและในต่างประเทศ เพื่อเสนอแนะแนวทางในการพัฒนามาตรการในการแสวงหาพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 ให้มีความเหมาะสม จากการศึกษาพบว่า การที่พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 กำหนดข้อยกเว้นในการเปิดเผยและส่งมอบข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามกฎหมายอื่นได้ เป็นการให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่รัฐในการแสวงหาพยานหลักฐาน ซึ่งข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้มาตามพระราชบัญญัติ ฯ ย่อมเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนใหญ่ จึงถือได้ว่าเป็นมาตรการในการแสวงหาพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ประการหนึ่ง เนื่องจากมาตรการในการแสวงหาพยานหลักฐานเป็นมาตรการที่เป็นการกระทบกระเทือนต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน จึงจำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐ และในปัจจุบันยังไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้อำนาจดังกล่าว ย่อมอาจก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติได้ ด้วยเหตุผลที่กล่าวไปข้างต้น ผู้เขียนจึงเสนอแนะให้มีการแก้ไขมาตรการในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ซึ่งเป็นการกำหนดมาตรการในการแสวงหาพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ โดยให้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมแก่การเปิดเผยหรือส่งมอบข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามกฎหมายอื่น เพื่อเป็นบรรทัดฐานให้เจ้าหน้าที่รัฐได้ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ และเป็นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลสาธารณะตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 : กรณีกิจกรรมสื่อมวลชนและกิจกรรมของรัฐสภา, ญาณิศา ยอดประเสริฐ
การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลสาธารณะตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 : กรณีกิจกรรมสื่อมวลชนและกิจกรรมของรัฐสภา, ญาณิศา ยอดประเสริฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บุคคลสาธารณะมักถูกนำข้อมูลส่วนบุคคลมาประมวลผลในกิจกรรมต่าง ๆ อย่างไม่มีขอบเขต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกิจกรรมของสื่อมวลชนที่มักเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลสาธารณะมากเกินความจำเป็น และกรณีของสมาชิกรัฐสภาซึ่งเป็นบุคคลสาธารณะที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะของประเทศจึงต้องถูกตรวจสอบความโปร่งใสในการทำงาน แม้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 กำหนดหน้าที่และอำนาจไว้ แต่ก็ถูกนำข้อมูลส่วนบุคคลมาประมวลผลในเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหน้าที่และอำนาจเช่นกัน ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 4 มีข้อยกเว้นที่ไม่นำพระราชบัญญัติฉบับนี้มาใช้กับกิจกรรมสื่อมวลชนตาม (3) และกิจกรรมของสภาตาม (4) วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงศึกษาการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของบุคคลสาธารณะในกิจกรรมสื่อมวลชนและกิจกรรมของสภาซึ่งได้รับข้อยกเว้นไม่นำพระราชบัญญัติคุ้มครองส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาบังคับใช้ตามมาตรา 4 วรรค 1 ว่าการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลสาธารณะทั้ง 2 กิจกรรมได้รับยกเว้นเพียงใดโดยศึกษาเปรียบเทียบบรรทัดฐานความเป็นส่วนตัวของบุคคลสาธารณะในประเทศไทยกับต่างประเทศ พบว่ากิจกรรมสื่อมวลชนของไทยมีการรายงานข่าวข้อมูลของบุคคลสาธารณะเกินความจำเป็น ส่วนกิจกรรมของสภามีการประมวลข้อมูลส่วนบุคคลเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ให้อำนาจไว้แล้ว เพียงแต่ทั้ง 2 กิจกรรมไม่มีการกำหนดมาตรฐานในการประมวลผลอันเป็นแนวปฏิบัติที่ดีไว้ ผู้เขียนจึงเสนอให้มีการจัดทำคู่มือหรือแนวทางสำหรับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของทั้ง 2 กิจกรรมเพื่อให้เกิดชัดเจนและสามารถคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งเป็นบุคคลสาธารณะได้อย่างเหมาะสม
การปรับใช้กฎอนามัยระหว่างประเทศเพื่อการคุ้มครองสิทธิด้านสุขภาพ ในช่วงการแพร่ระบาดใหญ่ของโรคติดต่ออันตรายระหว่างประเทศ: กรณีศึกษาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) ในประเทศไทย, ตรีรัตน์ ทองมั่ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สถานการณ์การแพร่ระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส่งผลกระทบต่อด้านต่าง ๆ ทั่วโลก ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาสุขภาพและการเสียชีวิตของประชากรโลก ผู้เขียนจึงมุ่งศึกษาแนวทางในการป้องกันการแพร่ระบาดใหญ่ของโรคติดต่อระหว่างประเทศตามข้อคำนึงถึงเนื้อหาของสิทธิด้านสุขภาพตาม CESCR General Comment No. 14: The Right to the Highest Attainable Standard of Health (Art. 12) โดยมีการศึกษาถึงแนวทางของคณะกรรมการว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เพื่อให้สิทธิด้านสุขภาพได้รับการคุ้มครอง ในสถานการณ์การแพร่ระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 รวมถึงการศึกษาความสัมพันธ์ของสิทธิด้านสุขภาพกับสิทธิมนุษยชนประการอื่น ๆ และบรรดาข้อจำกัดในยุคของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยมีการวิเคราะห์เชื่อมโยงกับการประยุกต์ใช้สิทธิด้านสุขภาพตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศในประเทศไทยภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จากการศึกษาพบว่า การดำเนินนโยบายและมาตรการต่าง ๆ ภายในประเทศตามแนวทางของกฎอนามัยระหว่างประเทศขององค์การอนามัยโลกยังไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงการคุ้มครองสิทธิด้านสุขภาพ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ภายในประเทศไทย เนื่องจากพบความท้าทายในการประยุกต์ใช้สิทธิ ได้แก่ การกระทำอันเป็นการเลือกปฏิบัติ อุปสรรคในการเข้าถึงระบบสุขภาพของกลุ่มบุคคลที่อ่อนแอ การขาดแคลนอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติงาน การควบคุมโรคระบาด การเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวก สินค้า และบริการด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วัคซีนสำหรับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 นำไปสู่การดำเนินมาตรการที่เป็นข้อจำกัดสิทธิมนุษยชนประการอื่น ดังนั้น ความท้าทายในการประยุกต์ใช้สิทธิด้านสุขภาพ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จึงต้องหาแนวทางแก้ไข โดยมุ่งเน้นที่การปรับใช้นโยบายและมาตรการตามข้อคำนึงถึงเนื้อหาของสิทธิด้านสุขภาพตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ เพื่อให้บรรลุถึงการคุ้มครองสิทธิด้านสุขภาพได้ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
ปัญหากฎหมายลิขสิทธิ์กรณีผู้ใช้งานในโลกอินเตอร์เน็ตสร้างสรรค์ผลงานโดยการทำซ้ำ ดัดแปลง หรือรวบรวมผลงานของผู้อื่น, พรกรัณย์ เลิศธนพาณิชย์
ปัญหากฎหมายลิขสิทธิ์กรณีผู้ใช้งานในโลกอินเตอร์เน็ตสร้างสรรค์ผลงานโดยการทำซ้ำ ดัดแปลง หรือรวบรวมผลงานของผู้อื่น, พรกรัณย์ เลิศธนพาณิชย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากสภาพสังคมปัจจุบันที่มีการใช้อินเตอร์เน็ตอย่างแพร่หลาย และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ใช้งานหรือบุคคลทั่วไปมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ผลงานและเผยแพร่ลงบนโลกอินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานที่ผู้ใช้งานดัดแปลงจากผลงานอันมีลิขสิทธิ์อื่น (User-Derived Content)(“UDC”) ที่มักนำผลงานอันมีลิขสิทธิ์มาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ และผู้ทำผลงาน UDC ส่วนมากไม่อาจอ้างข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เพื่อให้รับความคุ้มครองได้ จึงเป็นประเด็นที่ควรศึกษาหาแนวทางการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ความคุ้มครองแก่ผู้ทำผลงาน UDC อย่างเหมาะสม เมื่อศึกษาถึงข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ในกฎหมายต่างประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และสาธารณรัฐเกาหลี พบว่า สหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐเกาหลีกำหนดข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ที่มีลักษณะเป็นการทั่วไป ซึ่งสามารถปรับใช้เพื่อให้ความคุ้มครองกับ UDC เป็นรายกรณีได้ หากพิจารณาแล้วว่าเป็นการใช้งานที่เป็นธรรม ในขณะที่แคนาดากำหนดข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์เป็นกรณีเฉพาะสำหรับการทำผลงานสร้างสรรค์ของผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ต (User-Generated Content)(“UGC”) ซึ่งหากผลงาน UDC ได้ปฏิบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้แล้วย่อมได้รับความคุ้มครอง วิทยานิพนธ์นี้จึงเสนอให้ประเทศไทยแก้ไขเพิ่มเติมข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เพื่อให้ความคุ้มครองแก่ผู้ทำผลงาน UDC โดยการแก้ไขมาตรา 32 ให้เป็นบทบัญญัติข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ที่มีลักษณะเป็นการทั่วไป โดยนำแนวทางของสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐเกาหลีมาปรับใช้ ประกอบกับการนำแนวทางการกำหนดข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ของประเทศแคนาดามาปรับใช้ เพื่อให้ความคุ้มครองการสร้างสรรค์ของผู้ทำ UDC อันสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกฎหมายลิขสิทธิ์และเพื่อรองรับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีต่อไป
สิทธิการตัดขาดการติดต่อสื่อสารนอกเวลาทำงานของลูกจ้างตามกฎหมายแรงงานไทย, พัทธมนัส ไพบูลย์ศิริ
สิทธิการตัดขาดการติดต่อสื่อสารนอกเวลาทำงานของลูกจ้างตามกฎหมายแรงงานไทย, พัทธมนัส ไพบูลย์ศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัญหาการติดต่อสื่อสารนอกเวลาทำงานเป็นปัญหาหนึ่งที่พบได้จากการทำงานในปัจจุบัน เนื่องจากการติดต่อสื่อสารที่สะดวกและรวดเร็ว จึงมีการติดต่อสื่อสารนอกเวลาทำงานมากขึ้น ลูกจ้างต้องทำงานนอกเวลาทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยนายจ้างสามารถติดต่อและสั่งงานลูกจ้างได้ผ่านทางโทรศัพท์ การส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ และการส่งข้อความผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ ในโทรศัพท์มือถือ โดยเฉพาะช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 ที่มีการทำงานที่บ้าน ซึ่งมีความแตกต่างกับการทำงานปกติ ทำให้การปิดการติดต่อสื่อสารเรื่องงานทำได้ยากขึ้น อันกระทบต่อสิทธิความเป็นส่วนตัว สิทธิการพักผ่อน และสิทธิความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน อีกทั้งกฎหมายแรงงานที่สำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบัน คือ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มีการรับรองและคุ้มครองลูกจ้างเกี่ยวกับสิทธิการตัดขาดการติดต่อสื่อสารนอกเวลาทำงานแต่ไม่ครอบคลุมถึงลูกจ้างทุกคนอย่างเหมาะสม รวมทั้งกฎหมายแรงงานอื่นๆ ไม่มีการรับรองและคุ้มครองลูกจ้างเกี่ยวกับสิทธิการตัดขาดการติดต่อสื่อสารนอกเวลาทำงาน วิทยานิพนธ์นี้จึงมุ่งพิจารณาว่าการรับรองและคุ้มครองสิทธิการตัดขาดการติดต่อสื่อสารนอกเวลาทำงานมีความเหมาะสมและเพียงพอหรือไม่ รวมถึงหาแนวทาง รูปแบบ หรือวิธีการที่เหมาะสมในการพัฒนากฎหมาย เพื่อให้มีการรับรองและคุ้มครองสิทธิดังกล่าวอย่างเหมาะสม ในรูปแบบการออกกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานตามพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 เพื่อเป็นการสร้างสมดุลระหว่างเวลาทำงานและเวลาส่วนตัวให้กับทั้งลูกจ้างและนายจ้าง โดยไม่เป็นการกระทบสิทธิของทั้งสองฝ่ายมากเกินไป
News Framing Of Thairath Newspapers On Migrant Workers From Cambodia, Laos, And Myanmar During The Covid-19 Pandemic, Nichakorn Phathanathavorn
News Framing Of Thairath Newspapers On Migrant Workers From Cambodia, Laos, And Myanmar During The Covid-19 Pandemic, Nichakorn Phathanathavorn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research examines the framing and representation of migrant workers from Cambodia, Laos, and Myanmar in Thai news coverage during the COVID-19 outbreak. Migrant workers from these countries constitute over 70% of the total migrant worker population in Thailand, playing a significant role in the country's economic growth. However, they reportedly face numerous challenges related to labor rights, access to health services, and social exclusion during the outbreak. This qualitative study examines 225 pieces of news reports, scoops/features, and editorial opinions in the Thairath newspaper—both print and online editions—during a specific timeframe in 2020 and 2021 that depict the coverage …
Capacity Management In Agricultural Commodity Processing, Onur Boyabatli, Jason (Quang) Dang Nguyen
Capacity Management In Agricultural Commodity Processing, Onur Boyabatli, Jason (Quang) Dang Nguyen
Research Collection Lee Kong Chian School Of Business
This chapter examines the capacity investment decisions of an agricultural processing firm that produces a commodity output and a byproduct using a commodity input. We model the firm’s problem as a finite-horizon stochastic dynamic program where the firm makes one-time input processing capacity and output storage capacity investment decisions—in addition to periodic processing and inventory decisions—when facing uncertainty in both input and output spot prices as well as output yield. We characterize the optimal capacity investment portfolio in closed form. Using a model calibration based on the palm industry, we compare the performance of the optimal investment policy against capacity …
Smart Heuristics For Individuals, Teams, And Organizations, Gerd Gigerenzer, Jochen Reb, Shenghua Luan
Smart Heuristics For Individuals, Teams, And Organizations, Gerd Gigerenzer, Jochen Reb, Shenghua Luan
Research Collection Lee Kong Chian School Of Business
Heuristics are fast, frugal, and accurate strategies that enable rather than limit decision making under uncertainty. Uncertainty, as opposed to calculable risk, is characteristic of most organizational contexts. We review existing research and offer a descriptive and prescriptive theoretical framework to integrate the current patchwork of heuristics scattered across various areas of organizational studies. Research on the adaptive toolbox is descriptive, identifying the repertoire of heuristics on which individuals, teams, and organizations rely. Research on ecological rationality is prescriptive, specifying the conditions under which a given heuristic performs well, that is, when it is smart. Our review finds a relatively …
Climate Change And Sustainability In Asean Countries, David K. Ding, Sarah E. Beh
Climate Change And Sustainability In Asean Countries, David K. Ding, Sarah E. Beh
Research Collection Lee Kong Chian School Of Business
The ASEAN region is one of the most susceptible regions to climate change, with three of its countries—Myanmar, the Philippines, and Thailand—among those that have suffered the greatest fatalities and economic losses because of climate-related disasters. This paper reveals that the ASEAN’s environmental performance is sorely lagging other regions despite evidence of its cohesive and comprehensive efforts to mitigate emissions and build up adaptive capacity to climate-related disasters. Within the ASEAN, there exist gaps in environmental performance between each country. This suggests that increased cooperation between individual ASEAN countries is pertinent for the region to collectively combat climate change. In …