Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2021

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 191311 - 191340 of 195904

Full-Text Articles in Entire DC Network

Association Between Sensory Of Fingertip And Hand Function In Individuals With Stroke, Orisa Elfath Jan 2021

Association Between Sensory Of Fingertip And Hand Function In Individuals With Stroke, Orisa Elfath

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

No abstract provided.


Assessment Of Physicochemical Properties, Nutritional Values, And Sensory Acceptability Of Pigeon Pea Flour Substitution In Chapati Flat Bread, Sirin Sachanarula Jan 2021

Assessment Of Physicochemical Properties, Nutritional Values, And Sensory Acceptability Of Pigeon Pea Flour Substitution In Chapati Flat Bread, Sirin Sachanarula

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In recent years, an interest in plant–based protein increased dramatically. Pigeon pea (Cajanus cajan) is recognized as a good source of plant protein. The current study was aimed to develop pigeon pea flour (PPF) and whole wheat flour (WWF) blends, which were then used to make chapatis. The substitution levels of PPF for WWF ranged from 10%–40% w/w. The physical properties and nutritional values of the flour blends and the chapatis were investigated. The chapatis were also evaluated for sensory acceptability. Proximate analysis of the flours revealed protein content in PPF (26.10%) two times higher than that in WWF (13.52%). …


การปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานโดยการจัดตารางในการจ่ายน้ำมันของคลังน้ำมันแห่งหนึ่ง, ศุภณัฐ สีทา Jan 2021

การปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานโดยการจัดตารางในการจ่ายน้ำมันของคลังน้ำมันแห่งหนึ่ง, ศุภณัฐ สีทา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้นำเสนอการปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานโดยการจัดตารางการเติมน้ำมันให้กับรถบรรทุกน้ำมันที่เข้ามารับน้ำมันในคลังน้ำมันกรณีศึกษา โดยการจัดตารางการรับน้ำมันจะคำนึงถึงความสำคัญของปั๊มมากกว่าคำสั่งซื้อน้ำมัน และคำสั่งซื้อที่ถูกจัดตารางเป็นคำสั่งซื้อที่สามารถรับน้ำมันได้หลายชนิดในเวลาเดียวกัน ประกอบกับการใช้งานปั๊มที่ปั๊มแต่ละตัวสามารถจ่ายน้ำมันให้กับรถบรรทุกน้ำมัน 2-5 คันพร้อม ๆ กัน ซึ่งกระบวนการจัดตารางจะเป็นแบบฮิวริสติกพลวัต (Dynamic Heuristic) โดยอาศัยกฎ Least Operation Remaining และ Largest Total Processing Time ในการจัดลำดับความสำคัญของใบคำสั่งซื้อ และการจัดตารางเวลาที่คำนึงถึงจำนวนหัวจ่ายที่ถูกใช้งาน งานที่เหลืออยู่ในระบบ และการใช้พลังงานของปั๊มที่เปลี่ยนแปลงตามเวลา จากการจัดตารางด้วยฮิวริสติกพลวัตทั้งหมด 6 วิธี พบว่าค่าพลังงานที่ใช้ต่อปริมาณน้ำมัน 1 ลิตรลดลงร้อยละ 42 จากการใช้พลังงานเฉลี่ยเดิม 0.42 วัตต์ชั่วโมงต่อลิตร เหลือเพียง 0.24 วัตต์ชั่วโมงต่อลิตร มีผลให้ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเฉลี่ยของปั๊มเป็นจำนวนเงิน 199,006.25 บาทต่อเดือน ทั้งนี้การจัดตารางดังกล่าวดำเนินการภายใต้กระบวนการจัดตารางที่รู้จำนวนงานล่วงหน้า ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจำนวนงานระหว่างการจัดตาราง ที่ถูกออกแบบโดยการคำนึงถึงลักษณะทางกายภาพของคลังน้ำมันเป็นหลัก


วิธีการจัดการของเสียแผงพลังงานแสงอาทิตย์ชนิดผลึกซิลิกอนจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย, อิงฉัตร สุภาพยาม Jan 2021

วิธีการจัดการของเสียแผงพลังงานแสงอาทิตย์ชนิดผลึกซิลิกอนจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย, อิงฉัตร สุภาพยาม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 ประเทศไทยเริ่มมีการลงทุนผลิตไฟฟ้าจากแผงพลังงานแสงอาทิตย์ และมีการติดตั้งใช้งานเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยเฉพาะแผงในกลุ่มผลึกซิลิกอน ในอนาคตประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับปัญหาจากของเสียแผงในปริมาณมาก ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อการคาดการณ์ปริมาณของเสียแผง และประเมินแนวทางการจัดการของเสียแผงชนิดผลึกซิลิกอน ผลการดำเนินงานพบว่าปริมาณของเสียแผงสะสมที่จะเกิดขึ้น ในปี พ.ศ. 2582 จากทั้ง 2 มุมมอง (1. แผงหมดอายุการใช้งานเมื่อครบ 20 ปี 2. แผงที่ชำรุดรวมกับแผงหมดอายุการใช้งานเมื่อครบ 20 ปี) มีปริมาณอยู่ในช่วง 237,394 - 322,856 ตัน ซึ่งเป็นกระจกมากเกินครึ่งของปริมาณของเสียที่เกิดขึ้นสะสมอยู่ในช่วง 163,921 – 222,932 ตัน สำหรับวัสดุพอลิเมอร์ (วัสดุห่อหุ้ม แผ่นปิดด้านหลัง และซิลิโคน) มีปริมาณรวมกันอยู่ในช่วง 31,384 – 42,682 ตัน และจากการประเมินแนวทางการจัดการทั้ง 3 (1.แนวทางที่ใช้ในปัจจุบัน 2.แนวทางการบดหยาบ 3.แนวทางการอบแยก) พบว่าทุกแนวทางมีรายได้มากกว่าต้นทุนการจัดการเบื้องต้น แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน และในแนวทางการอบแยกที่มีการใช้ความร้อนจะทำให้เกิดการสลายตัวของวัสดุพอลิเมอร์ ในรูปค่าความร้อนของเชื้อเพลิง โดยวัสดุห่อหุ้มมีค่าความร้อนมากที่สุดอยู่ในช่วง 38.46 – 40.54 เมกะจูลต่อกิโลกรัม (มีค่าใกล้เคียงกับไบโอดีเซล 40.2 เมกะจูลต่อกิโลกรัม) มีโอกาสที่จะนำเอาพลังงานที่เกิดขึ้นกลับคืนมาใช้ในกระบวนการ เพื่อช่วยลดการใช้เชื้อเพลิง และจากการนำกลับของวัสดุในปริมาณที่มากที่สุด จะช่วยชดเชยผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น ถือเป็นเครดิตที่เกิดขึ้นจากการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม


The Association Of Reproductive Factors And Exogenous Hormone Use With Distal Sensory Neuropathy Among The Us Postmenopausal Women: Results From 1999–2004 Nhanes, Jiayu Li Jan 2021

The Association Of Reproductive Factors And Exogenous Hormone Use With Distal Sensory Neuropathy Among The Us Postmenopausal Women: Results From 1999–2004 Nhanes, Jiayu Li

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Distal sensory neuropathy is a common disorder in the peripheral nervous system. We aimed to investigate the association between reproductive history factors and distal sensory neuropathy among the US postmenopausal women aged 40 years and over. We also explored the heterogeneity of these associations by age. Methods: A cross sectional study was conducted with data from postmenopausal women aged 40 years and over in National Health and Nutrition Examination Survey 1999-2004. Women with diabetes, stroke, cancer, cardiovascular diseases, thyroid disease, liver disease, weak/failing kidneys, or amputation were excluded. Distal sensory neuropathy was measured via 10-gram monofilament test and all …


Ocular Surface Microbiome In Diabetes Mellitus, Orathai Suwajanakorn Jan 2021

Ocular Surface Microbiome In Diabetes Mellitus, Orathai Suwajanakorn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This cross-sectional, age and gender matched study included 20 eyes of non-diabetic subjects (non-DM group) and 60 eyes of type 2 diabetes mellitus (DM group). Subgroups of DM were classified by diabetic retinopathy (DR) staging into no DR (DM-no DR), non-proliferative DR (DM-NPDR), proliferative DR (DM-PDR), and by glycemic control (well-controlled DM; HbA1c<7%, poorly-controlled DM; HbA1c≥7%). Conjunctival swabs were performed for ocular surface microbiome analysis using conventional culture and next-generation sequencing analysis (NGS). A higher culture-positive rate was found in DM (15%) than in non-DM group (5%) (pvalue=0.437). Antibiotic-resistant organisms were only detected in the DR groups (DM-NPDR and DM-PDR). The NGS analysis showed that potentially pathogenic bacteria predominated in DM, especially in DR. There was dissimilarity in the ocular surface microbiome between DM and non-DM groups. The subgroup analysis showed that the DR group had significantly different microbial community from DM-no DR and non-DM groups (p-value<0.05). The microbial community in the poorly-controlled DM was also significantly different from well-controlled DM and non-DM groups (p<0.001). Using the NGS method, this study is the first to signify the importance of DR and glycemic control status, which affect the changes in the ocular surface microbiome.


การวิเคราะห์หาตัวยับยั้งคอมพลีเมนต์ และโปรตีนที่ควบคุมคอมพลีเมนต์ ในผู้ป่วยปลูกถ่ายไตข้ามหมู่เลือด เปรียบเทียบกับผู้ป่วยปลูกถ่ายไตที่มีสารภูมิต้านทานเอชแอลเอ, กวิตา จินตนาปราโมทย์ Jan 2021

การวิเคราะห์หาตัวยับยั้งคอมพลีเมนต์ และโปรตีนที่ควบคุมคอมพลีเมนต์ ในผู้ป่วยปลูกถ่ายไตข้ามหมู่เลือด เปรียบเทียบกับผู้ป่วยปลูกถ่ายไตที่มีสารภูมิต้านทานเอชแอลเอ, กวิตา จินตนาปราโมทย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาและวัตถุประสงค์งานวิจัย: การปลูกถ่ายไตข้ามหมู่เลือดให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการปลูก ถ่ายไตแบบมีสารภูมิต้านทานเอชแอลเอ โดยเฉพาะอุบัติการณ์ของการเกิดภาวะปฏิเสธไตจาก แอนติบอดี ในผู้ป่วยที่เกิดภาวะปฏิเสธไตจากแอนติบอดีจะตรวจพบการอักเสบของไต และย้อมชิ้น เนื้อไตพบ C4d แต่ในผู้ป่วยที่ปลูกถ่ายไตข้ามหมู่เลือดมักจะย้อมชิ้นเนื้อไตพบ C4d แต่กลับไม่พบ หลักฐานของการอักเสบของไต ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าอาจมีกลไกที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมคอมพลี เมนต์ช่วยในการปกป้องเนื้อเยื่อไต โดยมีสมมติฐานว่าอาจมีโปรตีนที่ควบคุมคอมพลีเมนต์ที่มี บทบาทในกลไกนี้ วิธีการศึกษา: รูปแบบการศึกษาเป็นงานวิจัยเชิงสังเกตแบบย้อนหลังในผู้ป่วยที่ได้รับการ ปลูกถ่ายไตจากผู้บริจาคที่ยังมีชีวิตที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ การปลูกถ่ายไตข้ามหมู่เลือด การปลูกถ่ายไตแบบมีสารภูมิต้านทานเอชแอลเอ การปลูกถ่ายไตข้าม หมู่เลือดและมีสารต้านทานเอชแอลเอ และการปลูกถ่ายไตแบบไม่มีสารภูมิต้านทาน โดยทำการ ตรวจการแสดงออกของยีนของตัวควบคุมคอมพลีเมนต์บนเนื้อเยื่อไตที่ได้รับการปลูกถ่ายมาไม่เกิน 1 ปี โดยตรวจสาร ได้แก่ CD35, CD46, CD55 และ CD59 โดยวิธีการตรวจ RT-PCR (reversetranscriptase polymerase chain reaction) ผลการศึกษา: ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไตจากผู้บริจาคที่ยังมีชีวิตจำนวน 87 คน โดย เป็นกลุ่มการปลูกถ่ายไตข้ามหมู่เลือด 12 คน การปลูกถ่ายไตแบบมีสารภูมิต้านทานเอชแอลเอ 22 คน การปลูกถ่ายไตข้ามหมู่เลือดและมีสารต้านทานเอชแอลเอ 6 คน และการปลูกถ่ายไตแบบไม่มี สารภูมิต้านทาน 47 คน โดยที่ตรวจไม่พบความแตกต่างของการแสดงออกของยีนของตัวควบคุม คอมพลีเมนต์ทั้ง CD35, CD46, CD55 และ CD59 ในผู้ป่วยแต่ละกลุ่ม โดยการแสดงออกของยีน


การศึกษาประสิทธิผลของการให้ยาเมนาควิโนน-7 ต่อภาวะการแข็งตัวของหลอดเลือดแดงในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม: งานวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่ม, นวลจันทร์ทิพย์ นัยรักษ์เสรี Jan 2021

การศึกษาประสิทธิผลของการให้ยาเมนาควิโนน-7 ต่อภาวะการแข็งตัวของหลอดเลือดแดงในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม: งานวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่ม, นวลจันทร์ทิพย์ นัยรักษ์เสรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: ภาวะพร่องวิตามินเคในเลือดถือเป็นความเสี่ยงที่สำคัญต่อการเกิดภาวะแคลเซียมเกาะผนังหลอดเลือดและนำไปสู่ภาวะหลอดเลือดแดงแข็งสูญเสียความยืดหยุ่นในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังและผู้ป่วยที่ได้รับการบำบัดทดแทนไต อย่างไรก็ตามประโยชน์ของการให้วิตามินเคเสริมต่อโครงสร้างและหน้าที่ความแข็งแรงสมบูรณ์ของหลอดเลือดนั้นยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันในวงกว้างและยังต้องการหลักฐานงานวิจัยสนับสนุนเพิ่มเติม การศึกษานี้จึงถูกจัดทำขึ้นเพื่อศึกษาประสิทธิผลของการให้วิตามินเคหรือยาเมนาควิโนน-7ต่อการดำเนินของภาวะหลอดเลือดแดงแข็งในผู้ป่วยไตเรื้อรังที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม กระบวนการและระเบียบวิธีวิจัย: เป็นการศึกษาทดลองแบบสุ่มในพหุสถาบันชนิดมีกลุ่มควบคุม จัดทำขึ้นในศูนย์ไตเทียม 4 แห่งในจังหวัดกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย โดยรวบรวมผู้ป่วยไตเรื้อรังที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมทั้งหมด 96 คนซึ่งมีภาวะหลอดเลือดแดงแข็งรุนแรงจากการประเมิน carotod-femoral pulse wave velocity (cfPWV ≥ 10 เมตรต่อวินาที) เข้ามาในการศึกษา โดยผู้ป่วยที่เข้าร่วมในการศึกษาจะได้รับการสุ่มแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มการศึกษา ได้แก่ กลุ่มรักษาที่ได้รับยาเมนาควิโนน-7 (ขนาด 375 ไมโครกรัมต่อวัน) ในระยะเวลา 24 สัปดาห์ (n=50) และกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับยาเมนาควิโนน-7 (n=46) โดยผลลัพธ์หลักของการศึกษาคือการเปลี่ยนแปลงของภาวะหลอดเลือดแดงแข็งวัดด้วย cfPWV ระหว่างและหลังการรักษา ผลการศึกษา: ผู้ป่วยที่เข้าร่วมในงานวิจัย 96 คนมีข้อมูลพื้นฐานไม่แตกต่างกันในทั้งสองกลุ่ม ระหว่างการรักษาที่ 12 สัปดาห์พบว่า ผู้ป่วยในกลุ่มรักษาที่ได้รับยาเมนาควิโนน-7 มีแนวโน้มของภาวะหลอดเลือดแดงแข็งที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม (-13.0 ± 20.7% vs -6.8 ± 21.1%, p=0.18) เมื่อวิเคราะห์ในกลุ่มย่อยพบว่า กลุ่มรักษาที่มีภาวะเบาหวานร่วมด้วยมีการลดลงของภาวะหลอดเลือดแดงแข็งที่มากยิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมที่มีภาวะเบาหวานร่วมด้วย (-9.9±13.8% vs 1.9±17.2%, p = 0.065) นอกจากนี้ผลการศึกษายังแสดงให้เห็นว่า ผู้ป่วยในกลุ่มรักษามีการดำเนินของภาวะหลอดเลือดแดงแข็งน้อยกว่ากลุ่มควบคุมเมื่อตรวจติดตามค่า cfPWV ที่ 12 สัปดาห์ (21.4% vs 34.1%, p = 0.20) โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีภาวะเบาหวานร่วมด้วยเช่นกัน (21.4% vs 58.3%, p = 0.054) ทั้งนี้ระหว่างการศึกษาที่ 12 สัปดาห์ยังไม่พบรายงานยาเมนาควิโนน-7ก่อให้เกิดผลข้างเคียงร้ายแรงต่อผู้ป่วยในงานวิจัยนี้ สรุปผลการศึกษา: การให้ยาเมนาควิโนน-7 รับประทานเสริมขนาด 375 ไมโครกรัมต่อวัน ในระยะเวลา 24 สัปดาห์พบว่า มีแนวโน้มในการลดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งจากการวัดด้วย cfPWV ในผู้ป่วยไตเรื้อรังที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม:7 ซึ่งผลลัพธ์เดียวกันนี้ชัดเจนยิ่งขึ้นในผู้ป่วยที่ภาวะเบาหวานร่วมด้วย อย่างไรก็ตามควรมีการศึกษาเพิ่มเติมในแง่ผลลัพธ์ทางคลินิกของระบบไหลเวียนโลหิตและหัวใจเพิ่มเติมในอนาคต


A Causal Model For The Quality Of Nursing Work Life Among Professional Nurses In Public Hospitals, Thailand, Pattaramon Tubsoongnoen Jan 2021

A Causal Model For The Quality Of Nursing Work Life Among Professional Nurses In Public Hospitals, Thailand, Pattaramon Tubsoongnoen

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This cross-sectional study aimed to develop and test causal relationships between transformational leadership, job characteristics, organizational climate, job satisfaction, and quality of nursing work life among professional nurses in Thailand. The hypothesized model was conducted based on Kanter’s theory of structural empowerment. A multi-stage sampling technique was utilized to recruit 392 Thai professional nurses from 22 hospitals who met the inclusion criteria. Research instruments consisted of demographic data form, Multifactor Leadership Questionnaire, Job Content Questionnaire, Organizational Climate Questionnaire, Nurses’ Job Satisfaction Scale, and the Thai version of Brooks’ Quality of Nursing Work Life survey. The validity of all instruments was …


Development Of Tetrahydrocurcumin-Loaded Chitosan-Coated-Nanostructured Lipid Carriers For Topical Treatment Of Psoriasis, Hoang Thien Truong Jan 2021

Development Of Tetrahydrocurcumin-Loaded Chitosan-Coated-Nanostructured Lipid Carriers For Topical Treatment Of Psoriasis, Hoang Thien Truong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Chitosan (Ch)-coated nanostructured lipid carriers (NLCs) have great potential for topical delivery with high localization of chemotherapeutics. In this study, tetrahydrocurcumin (THC), a primary metabolite of curcumin with enhanced antioxidant and anticancer properties, was used as a model drug to prepare NLCs. Response surface methodology was employed to optimize THC-loaded Ch-coated NLCs (THC-Ch-NLCs) fabricated by high-shear homogenization. The optimized THC-Ch-NLCs had particle size of 244 ± 18 nm, zeta potential of -17.5 ± 0.5 mV, entrapment efficiency of 76.6 ± 0.2% and drug loading of 0.28 ± 0.01 mg/mL. In vitro release study of THC-Ch-NLCs showed sustained release following the …


Development Of Hek-293t Cells Stably Expressing The C-X-C Chemokine Receptor Type 4 (Cxcr4) For Binding Assay Of Potential Anti-Breast Cancer Agents, Thi Thai Ha Dinh Jan 2021

Development Of Hek-293t Cells Stably Expressing The C-X-C Chemokine Receptor Type 4 (Cxcr4) For Binding Assay Of Potential Anti-Breast Cancer Agents, Thi Thai Ha Dinh

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The C-X-C chemokine receptor type 4 (CXCR4) has been recognized as a potential target in cancer drug discovery based on the high expression in cancer cells, particularly invasive breast cancer. This study aims to construct CXCR4-overexpressed cells to screen new anti-breast cancer agents targeting CXCR4 and identify the mediated target for anticancer effect. Firstly, five genetic isotypes of CXCR4, namely A, B, C, D and E, were amplified from Jurkat T cells. Amplicons of each CXCR4 isotype were ligated into cloning vectors and subcloned into expression vectors. They were transformed into competent Escherichia coli strain DH5-alpha cells. The presence of …


Venom Characterization And Toxicology Of Box Jellyfish Chironex Indrasaksajiae, Chanikarn Yongstar Jan 2021

Venom Characterization And Toxicology Of Box Jellyfish Chironex Indrasaksajiae, Chanikarn Yongstar

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Box jellyfish is considered one of the most venomous animals. The genus Chironex (C. indrasaksajiae) is a multi-tentacle box jellyfish found in Thai waters that are dangerous to humans, particularly the venom that could cause death within minutes. This study aimed to perform a proteomic approach to characterize the protein components of C. indrasaksajiae venom. A total of 532 unique protein groups were identified, including toxins and proteins essential for nematocyte development and nematocyst formation (nematogenesis). Toxins CfTX-1 and CfTX-2, with sequence coverage of 39.3 percent and 34.8 percent, respectively, are the most abundant in the venom of C. indrasaksajiae. …


Α-Glucosidase Inhibitors From The Stems Of Thunbergia Laurifolia, Khoa Nguyen Anh Jan 2021

Α-Glucosidase Inhibitors From The Stems Of Thunbergia Laurifolia, Khoa Nguyen Anh

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Alpha-glucosidase inhibitory assay-guided isolation of Thunbergia laurifolia L. stems yielded a new compound named 5-acetoxyfuranonapthoquinone (1) along with nineteen known compounds (2-20). The structure of the isolated compounds was elucidated by the analysis of multiple spectroscopic data as well as by comparison with the previous reports. The isolated compounds were evaluated for α-glucosidase inhibition. Syringaresinol (6), rosmarinic acid (11), 1,2,8-trihydroxyxanthone (17), and isojacareubin (18) showed the most potent inhibitory activity among isolated compounds. Kinetic study indicated that syringaresinol (6), 1,2,8-trihydroxyxanthone (17), and isojacareubin (18) could inhibit the maltase and sucrase function by non-competitive, and rosmarinic acid (11) was identified as …


Isolation Of Α-Glucosidase Inhibitors And Cytotoxic Compounds From Heartwood Of Mansonia Gagei Drumm, Le Thi Thu Huong Jan 2021

Isolation Of Α-Glucosidase Inhibitors And Cytotoxic Compounds From Heartwood Of Mansonia Gagei Drumm, Le Thi Thu Huong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Phytochemical and biological investigations were carried out on the heartwoods of M. gagei. Twelve known compounds (1–11, 29), ten new sesquiterpenoids (12–21), seven novel compounds (22–28) and one new neolignan (30) were isolated. Their structures were elucidated by spectroscopic data analysis (UV-Vis, FTIR, 1D, 2D NMR and HRESIMS), and their absolute configurations were established by calculation of ECD data. Isolated compounds were evaluated for antioxidant, cytotoxic activity and enzyme inhibitory activity against α-glucosidase. Interestingly, mansonialactam (21) showed significant inhibitory activity against α-glucosidase from the yeast with the IC50 value of 0.2 ± 0.05 mM which was 468 times lower than …


Integrating Human And Ecotoxicological Impacts Into Willingness To Pay Evaluation: Transition From Paraquat To Atrazine Use In Sweet Corn Cultivation, Patharanun Toolkiattiwong Jan 2021

Integrating Human And Ecotoxicological Impacts Into Willingness To Pay Evaluation: Transition From Paraquat To Atrazine Use In Sweet Corn Cultivation, Patharanun Toolkiattiwong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The paraquat ban has led to a shift in the use of pesticides in sweet corn cultivation, atrazine as one of the alternative pesticides. This change has led to altered human-ecological impacts that have yet to be explored. The related monetary values of farmers as reflected through their willingness to pay is unknown. This study assessed the health and freshwater ecotoxicity impacts of paraquat and atrazine in soil cultivation using the USEtox 2.12 model. The value of farmers on the impact of the change was explained by willingness to pay (WTP). The theory of planned behavior (TPB) factors, a psychological …


Development Of Copper Complexes Containing Quinoline Derivatives As Photoredox Catalysts For Atra Reactions, Pawittra Chaibuth Jan 2021

Development Of Copper Complexes Containing Quinoline Derivatives As Photoredox Catalysts For Atra Reactions, Pawittra Chaibuth

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The photocatalytic for C-C and C-S bond formations by ATRA reaction is an attractive topic in green organic synthesis. In the first part of this dissertation, a series of aminoquinoline-methylpyridine conjugates (1Q, 2Q, and 3Q) was synthesized, characterized, and used as a ligand for complexing Cu(II) ion. The ligand containing one aminoquinoline unit and two methylpyridine (1Q), gave the complex with the highest catalytic activity for haloalkylation of alkenes. The reaction proceeds well with high chemo- regio- and stereoselectivity for over 20 examples of alkenes. The mechanistic study is consistent with the visible-light-induced homolysis (VLIH) of Cu(II)-X bond to Cu(I) …


Colorimetric Sensors For Formaldehyde Detection And Electrochemiluminescent For Pathogens Detection, Uma Pongkitdachoti Jan 2021

Colorimetric Sensors For Formaldehyde Detection And Electrochemiluminescent For Pathogens Detection, Uma Pongkitdachoti

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In this work, two methods for the detection of formaldehyde and one assay for detection of Cryptosporidium parvum DNA (C. parvum) in water samples were developed. For the detection of formaldehyde, silver-doped hydroxyapatite (Ag-HAP) was used to extract formaldehyde from high volume samples and the Tollens’ reaction occurred on the solid surface. After the reaction, silver nanoparticles were produced on the material resulting in the material color change from off-white to yellow or brown depending on the concentration of formaldehyde. By using the Ag-HAP, the detection of formaldehyde was achieved by measuring the color intensity. Under the optimized conditions, this …


Nanocellulose-Chitosan-Metal Organic Framework Composites For Arsenic Removal, Yatika Paisart Jan 2021

Nanocellulose-Chitosan-Metal Organic Framework Composites For Arsenic Removal, Yatika Paisart

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In this work, a new composite sponge of chitosan, nanocellulose, and MIL-53(Fe) metal-organic-framework were synthesized and applied for As(III) and As(V) removal. Nanocellulose with an average size of 433.5 ± 41.0 nm were prepared and used. The octahedron crystalline MIL-53(Fe) was successfully synthesized. The nanocellulose was mixed with chitosan and MIL-53(Fe) before crosslinking and freeze-drying. The obtained materials were characterized by Fourier transform infrared spectroscopy, nitrogen adsorption, scanning electron microscope, and energy dispersive x-ray spectroscopy. The results showed that the composite sponge was successfully fabricated with a suitable weight ratio of 2CS: 1NC: 1.5MIL-53(Fe). The CS-NC-MIL-53(Fe) composite exhibited a highly …


การประเมินการเติมหมู่เมทิลของยีน Aldh3b1 Asah2b และ Foxc1 ในหลายระยะของการเกิดมะเร็งปากมดลูก, กาญจนา เอี่ยมสมบุญ Jan 2021

การประเมินการเติมหมู่เมทิลของยีน Aldh3b1 Asah2b และ Foxc1 ในหลายระยะของการเกิดมะเร็งปากมดลูก, กาญจนา เอี่ยมสมบุญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

มะเร็งปากมดลูก เป็นโรคที่คร่าชีวิตสตรีเป็นลำดับต้นสามในประเทศไทย มีสาเหตุหลักมาจากการติดเชื้อเอชพีวี โดยหนึ่งในยีนที่มีส่วนสำคัญคือยีน E7 ซึ่งสามารถจับกับบริเวณโพรโมเตอร์ของยีน CCNA1 ซึ่งเป็นยีนต้านมะเร็ง ร่วมกับเอนไซม์ DNMT1 ชักนำให้เกิดการเติมหมู่เมทิล ทำให้การแสดงออกของยีน CCNA1 ลดลง นำไปสู่การเกิดมะเร็งปากมดลูก การศึกษาก่อนหน้าพบว่าในยีน ALDH3B1 ASAH2B และ FOXC1 มีการแสดงออกที่ลดลงเนื่องจากการเติมหมู่เมทิลที่บริเวณโพรโมเตอร์ในเซลล์สายพันธุ์ SiHa และ HEK293 ที่ถูกกทรานสเฟ็กด้วย E7 ในการศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินการเติมหมู่เมทิลของยีน ALDH3B1 ASAH2B และยีน FOXC1 ในหลายระยะของการเกิดมะเร็งปากมดลูก ตัวอย่างที่ใช้เป็นแปบสเมียร์และตัวอย่าง ASC-US บริเวณปากมดลูกที่ได้รับการวินิจฉัยแล้ว นำมาสกัดดีเอ็นเอ จากนั้นนำมาผ่านกระบวนการไบซัลไฟต์ทรีทเมนท์ และตรวจการเติมหมู่เมทิลด้วยเทคนิค MSP ผลการศึกษาพบว่ายีน ALDH3B1 มีจำนวนตัวอย่างที่มีการเติมหมู่เมทิลในเซลล์ปากมดลูกปกติมากกว่าเซลล์ที่ติดเชื้อเอชพีวี ในขณะที่ยีน ASAH2B และยีน FOXC1 พบการเติมหมู่เมทิลมากขึ้นตามความพัฒนาของเซลล์ที่ผิดปกติเมื่อเปรียบเทียบกับเซลล์ที่ไม่มีการติดเชื้อเอชพีวี และพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างการติดเชื้อเอชพีวีและการเติมหมู่เมทิล อย่างไรก็ตาม จำนวนตัวอย่างที่มีการเติมหมู่เมทิลกลับลดลงในเซลล์มะเร็งปากทดลูกในทุกยีน จากผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่ามีเพียงยีน ASAH2B และยีน FOXC1 ที่อาจพอจะนำมาเป็นเครื่องหมายโมเลกุลที่จำเพาะกับมะเร็งปากมดลูก เพื่อใช้ในการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในระยะก่อนเกิดมะเร็ง อีกทั้งควรที่จะติดตามข้อมูลและนัดหมายกลุ่มประชากรเสี่ยงที่อยู่ในกลุ่มระยะก่อนเป็นมะเร็งต่อไป


การประกอบตัวด้วยตนเองและการตอบสนองโดยการเปลี่ยนสีของวัสดุเชิงประกอบระดับนาโนเมตรพอลิไดแอเซทิลีน/โลหะออกไซด์ โดยวิธีการผสมในรูปแบบสารละลาย, จิดาภา แสงวารินทร์ Jan 2021

การประกอบตัวด้วยตนเองและการตอบสนองโดยการเปลี่ยนสีของวัสดุเชิงประกอบระดับนาโนเมตรพอลิไดแอเซทิลีน/โลหะออกไซด์ โดยวิธีการผสมในรูปแบบสารละลาย, จิดาภา แสงวารินทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ศึกษาการประกอบตัวของวัสดุเชิงประกอบระดับนาโนเมตรพอลิไดแอเซทิลีน/โลหะออกไซด์ และพฤติกรรมการตอบสนองโดยการเปลี่ยนสีต่อสิ่งกระตุ้นภายนอก โดยทำการสังเคราะห์โลหะออกไซด์ได้แก่ ซิลิกาจากวิธีโซล-เจล และซิงก์ออกไซด์จากวิธีโซลโวเทอร์มอล และนำมาเตรียมเป็นวัสดุเชิงประกอบระดับนาโนเมตรพอลิไดแอเซทิลีน/โลหะออกไซด์ โดยใช้ 10,12 pentacosadiynoic acid (PCDA) เป็นมอนอเมอร์ ด้วยวิธีการผสมในรูปแบบสารละลาย จากนั้นทดสอบสมบัติการตอบสนองโดยการเปลี่ยนสีต่ออุณหภูมิ และกรด-เบสของวัสดุเชิงประกอบที่เตรียมได้ เนื่องจากโซล-เจลซิลิกา มีลักษณะเป็นทรงกลม ขนาดเล็ก และมีขนาดสม่ำเสมอ ทำให้วัสดุเชิงประกอบระดับนาโนเมตรพอลิไดแอเซทิลีน/ซิงก์ไอออน/โซล-เจลซิลิกา มีปริมาณผลิตภัณฑ์ที่สูงกว่าการเตรียมโดยใช้ผงซิลิกาที่ได้มีการศึกษามาก่อน และมีความไวในการตอบสนองโดยการเปลี่ยนสีต่อกรด-เบสที่สูงกว่า นอกจากนี้พบว่า วัสดุเชิงประกอบระดับนาโนเมตรพอลิไดแอเซทิลีน/ซิงก์ไอออน/โซล-เจลซิลิกา สามารถเกิดการเปลี่ยนสีแบบผันกลับได้เมื่อทำการเพิ่ม-ลดอุณหภูมิ สำหรับวัสดุเชิงประกอบระดับนาโนเมตรพอลิไดแอเซทิลีน/ซิงก์ไอออน/ซิงก์ออกไซด์ เตรียมจากซิงก์ออกไซด์ที่สังเคราะห์ให้มีขนาดและรูปร่างของซิงก์ออกไซด์ที่แตกต่างกัน ได้แก่ ทรงกลม รูปแท่ง และรูปร่างไม่สม่ำเสมอ โดยขนาดและรูปร่างของอนุภาคซิงก์ออกไซด์ส่งผลต่อการประกอบและจัดเรียงตัวของสายโซ่พอลิเมอร์ วัสดุเชิงประกอบระดับนาโนเมตรที่เตรียมจากซิงก์ออกไซด์ทรงกลมและรูปแท่งที่มีขนาดระดับนาโนเมตร เกิดการประกอบตัวได้เหมาะสม สามารถเกิดพอลิเมอไรเซชันได้ดี จึงได้ปริมาณผลิตภัณฑ์ที่สูงกว่าการใช้ซิงก์ออกไซด์รูปร่างไม่สม่ำเสมอและมีขนาดใหญ่ระดับไมโครเมตร วัสดุเชิงประกอบระดับนาโนเมตรพอลิไดแอเซทิลีน/ซิงก์ไอออน/ซิงก์ออกไซด์ ทั้งหมดเกิดการเปลี่ยนสีแบบผันกลับได้ต่ออุณหภูมิ และแสดงการตอบสนองโดยการเปลี่ยนสีต่อกรดและเบส


การระบุอัตลักษณ์ทางชีวโมเลกุลของน้ำนมโคอินทรีย์ด้วยเทคโนโลยีเมตาโบโลมิกส์, ธนิตาภรณ์ เผื่อนพงษ์ Jan 2021

การระบุอัตลักษณ์ทางชีวโมเลกุลของน้ำนมโคอินทรีย์ด้วยเทคโนโลยีเมตาโบโลมิกส์, ธนิตาภรณ์ เผื่อนพงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

จากกระแสความนิยมของกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจต่อสุขภาพและคำนึงสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ส่งผลให้แนวโน้มการตลาดของผลิตภัณฑ์เกษตรและอาหารอินทรีย์มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง น้ำนมที่ได้จากฟาร์มโคนมอินทรีย์ซึ่งเน้นรูปแบบการเลี้ยงที่เป็นธรรมชาติ ปลอดจากการใช้สารเคมีและยาปฏิชีวนะ จัดเป็นหนึ่งกลุ่มสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าสูง ส่งผลให้มีความต้องการพัฒนาวิธีการตรวจสอบคุณภาพ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบทางเคมีในน้ำนมที่เป็นผลมาจากกระบวนการจัดการฟาร์มแบบอินทรีย์ เพื่อใช้ระบุอัตลักษณ์ของผลิตภัณฑ์กลุ่มดังกล่าว เมตาโบโลมิกส์ (metabolomics) นับเป็นเทคนิคทางเคมีวิเคราะห์สมัยใหม่ที่สามารถนำมาใช้เพื่อตรวจสอบอัตลักษณ์ทางชีวโมเลกุลของผลิตภัณฑ์อาหาร อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ในการศึกษาข้อมูลแบบแผนทางชีวโมเลกุลของน้ำนมและผลิตภัณฑ์นมในประเทศไทยยังมีอยู่อย่างจำกัด ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ วิเคราะห์และเปรียบเทียบข้อมูลสารเมตาบอไลต์ชนิดระเหยยากและข้อมูลกรดไขมันของน้ำนมดิบที่ได้จากฟาร์มโคนมอินทรีย์และฟาร์มโคนมทั่วไปโดยใช้เทคนิค 1H-NMR และ GC-MS ร่วมกับการวิเคราะห์ทางสถิติพหุตัวแปร พร้อมทั้งติดตามอิทธิพลของฤดูกาลต่อการเปลี่ยนแปลงข้อมูลดังกล่าวในน้ำนมดิบ ผลการวิจัยพบว่าสามารถระบุชนิดของสารเมตาบอไลต์ชนิดระเหยยากและกรดไขมันในน้ำนมดิบได้ทั้งหมด 35 และ 32 ชนิดตามลำดับ ผลการวิเคราะห์ทางสถิติพหุตัวแปรแสดงให้เห็นว่า สามารถแยกความแตกต่างของข้อมูลสารเมตาบอไลต์ชนิดระเหยยากและข้อมูลกรดไขมันของกลุ่มตัวอย่างน้ำนมดิบที่ได้จากฟาร์มโคนมอินทรีย์ออกจากฟาร์มโคนมทั่วไปได้ โดยสามารถใช้ปริมาณสัมพัทธ์ของสารเมตาบอไลต์ carnitine, N-acetylglucosamine, lactate, glycerophosphocholine, 1,3 dihydroxyacetone,1,6-anhydro-β-D-glucose และกรดไขมันชนิด stearic acid และ linolenic acid เป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพเพื่อระบุอัตลักษณ์ทางชีวโมเลกุลของน้ำนมโคอินทรีย์ได้ นอกจากนี้อิทธิพลของความแตกต่างระหว่างฤดูแล้งและฤดูฝนยังส่งผลต่อความผันแปรของปริมาณสารเมตาบอไลต์ acetoacetate, glucose, histidine, choline และกรดไขมันชนิด lauric acid, myristic acid, palmitic acid, margaric acid, saturated fatty acid (SFA), monounsaturated fatty acid (MUFA), polyunsaturated fatty acid (PUFA), elaidic acid, linolelaidic acid, conjugated linoleic acid (CLA) และ behenic acid ผลการวิจัยดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเมตาโบโลมิกส์ในการวิเคราะห์อัตลักษณ์ทางชีวโมเลกุลของน้ำนมโคอินทรีย์ รวมทั้งอิทธิพลของฤดูกาลต่อความผันแปรของข้อมูลดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ


การเตรียมบล็อกปูทางเท้าพรุนน้ำจากเศษเซรามิกโดยใช้เคลือบเซรามิกเป็นวัสดุเชื่อมประสาน, พิมพ์รัมภา กิติธรากุล Jan 2021

การเตรียมบล็อกปูทางเท้าพรุนน้ำจากเศษเซรามิกโดยใช้เคลือบเซรามิกเป็นวัสดุเชื่อมประสาน, พิมพ์รัมภา กิติธรากุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัญหาน้ำท่วมขังหลังจากที่เกิดฝนตกหนัก มักเป็นปัญหาใหญ่สำหรับพื้นที่ในเขตเมืองหลวง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงกับผู้คนที่สัญจรบนท้องถนน การนำบล็อกพรุนที่มีความสามารถในการระบายน้ำได้มาใช้ทำเป็นพื้นสำหรับทางเดินสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ โดยทั่วไปแล้วบล็อกพรุนที่มีความสามารถในการระบายน้ำที่สูงมักจะทำให้ค่าความแข็งแรงต่ำ เนื่องจากมีรูพรุนอยู่ในโครงสร้างของชิ้นงานมาก ดังนั้นในงานวิจัยนี้จึงสนใจนำเศษเซรามิกเนื้อสโตนแวร์ ที่แตกหักเสียหายจากอุตสาหกรรมเซรามิกประเภทเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารที่ผ่านการบดและคัดขนาด 2 - 5 มิลลิเมตร มาใช้เป็นมวลรวมหยาบสำหรับการทำบล็อกพรุนและเลือกใช้เคลือบเซรามิกขาวทึบมาเป็นวัสดุเชื่อมประสาน โดยใช้กระบวนการขึ้นรูปด้วยมือในแม่พิมพ์ และได้ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อสมบัติทางกายภาพของบล็อกพรุน พบว่ามีปัจจัยหลัก 4 ที่ส่งผลต่อสมบัติทางกายภาพของบล็อกพรุน ได้แก่ อุณหภูมิที่ใช้ในการเผาบล็อกพรุน อัตราส่วนระหว่างมวลรวมและวัสดุเชื่อมประสาน ขนาดของเศษเซรามิกที่ใช้เป็นมวลรวม และความเข้มข้นของเคลือบที่ใช้เป็นวัสดุเชื่อมประสาน นอกจากนี้ยังได้หาเงื่อนไขที่เหมาะสมต่อการขึ้นรูปบล็อกพรุนที่ให้อัตราการไหลซึมผ่านของน้ำและค่าความแข็งแรงที่เหมาะสม ซึ่งพบว่าบล็อกพรุนปูทางเท้าที่ประกอบด้วยเศษเซรามิกขนาด 2 – 5 มิลลิเมตร ปริมาณร้อยละ 80 โดยน้ำหนัก วัสดุเชื่อมประสานปริมาณร้อยละ 20 โดยในวัสดุเชื่อมประสานประกอบด้วยสัดส่วนผงเคลือบแห้งต่อน้ำ ร้อยละ 71.43 : 28.57 โดยน้ำหนัก และเผาที่อุณหภูมิ 1200 °C ซึ่งให้ค่าความแข็งแรงต่อแรงอัดที่ 24.57 MPa ความหนาแน่น 1.64 g/cm3 ค่าความพรุนตัว 30.43% และอัตราการไหลซึมผ่านของน้ำ 897.74 L/m2·min


การเกิดนาโนเจลจากแป้งมันสำปะหลังและเจลาตินด้วยการฉายรังสีสำหรับการกักเก็บน้ำมันหอมระเหย, อภิชญาดา ขาวสุวรรณ์ Jan 2021

การเกิดนาโนเจลจากแป้งมันสำปะหลังและเจลาตินด้วยการฉายรังสีสำหรับการกักเก็บน้ำมันหอมระเหย, อภิชญาดา ขาวสุวรรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

นาโนเจลคือพอลิเมอร์ที่เกิดการเชื่อมขวางภายใน และระหว่างโมเลกุลโดยสามารถเกิดได้จากวิธีการทางกายภาพ เคมี และวีธีการใหม่อย่างการฉายรังสี โดยนาโนเจลสามารถเกิดได้จากพอลิเมอร์หลายชนิด ทั้งพอลิเมอร์จากธรรมขาติและพอลิเมอร์จากการสังเคราะห์ มีการประยุกต์ใช้นาโนเจลในทางอาหาร โดยใช้สมบัติเฉพาะตัวของนาโนเจลทั้งด้านสัณฐานวิทยา สมบัติทางเคมีกายภาพ และสมบัติการกักเก็บของนาโนเจล ในการศึกษานี้เพื่อศึกษาการเกิดนาโนเจลจากแป้งมันสำปะหลังและเจลาตินด้วยการฉายรังสีด้วยลำอิเล็กตรอน โดยหาสภาวะที่เหมาะสมต่อการเกิดนาโนเจลด้วย response surface methodology (RSM) กำหนดตัวแปรเป็นค่าการเชื่อมขวาง (DC) และความคงตัวต่อความร้อน (TD) โดยแปรอัตราส่วนของแป้งมันสำปะหลัง-เจลาติน (1:9-9:1) ความเข้มข้นของสารผสม (10-40 mg/ml) และปริมาณรังสีดูดกลืน (10-40 kGy) พบว่าสภาวะที่เหมาะสมในการเกิดนาโนเจลจากแป้งมันสำปะหลังและเจลาตินคือที่อัตราส่วน 1:1 ที่ความเข้มเข้นของสารผสมที่ 25 mg/mL และฉายรังสีที่ 25 kGy ศึกษาสมบัติทางสัณฐานวิทยาของนาโนเจลที่ได้ด้วยภาพจากกล้องจุลทรรศน์แบบส่องกราด (SEM) กล้องจุลทรรศน์แบบส่องผ่าน (TEM) และกล้องจุลทรรศน์แรงอะตอม (AFM) และพบว่าโมเลกุลของแป้งมันสำปะหลังและเจลาตินมีการเชื่อมติดกันอันเนื่องจากการเกิดการเชื่อมขวาง และขนาดของโมเลกุลมีขนาดเล็กลงจนถึงระดับนาโนเมตรหลังจากการฉายรังสี วิเคราะห์สมบัติทางเคมีของนาโนเจลที่ได้ด้วยวิธี Fourier transform infrared spectrometry (FT-IR) และพบว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงหมู่ฟังก์ชันของแป้งมันสำปะหลังและเจลาติน แต่มีการเพิ่มขึ้นของหมู่ hydroxyl ที่เกิดจากปฏิกิริยา radiolysis และการเพิ่มขึ้นของพันธะเชื่อมขวาง ต่อมาจึงศึกษาสมบัติของการกักเก็บน้ำมันหอมระเหยของนาโนเจลที่ได้ โดยการวัดประสิทธิภาพของการกักเก็บ (LE) ผลได้ของการกักเก็บ ความสามารถในการละลาย และปริมาณสารระเหยสำคัญของน้ำมันหอมระเหยที่กักเก็บในนาโนเจล เมื่อเปรียบเทียบสมบัติของวิธีการกักเก็บโดยแปรสัดส่วนของ นาโนเจล:น้ำมันหอมระเหยตะไคร้ พบว่าที่สัดส่วน 2:1 มีสมบัติการกักเก็บดีที่สุด และสามารถควบคุมการปลดปล่อยของสารระเหยสำคัญของน้ำมันหอมระเหยตะไคร้ ได้แก่ geranial, neral, geraniol, linalool, geranyl acetate และ citronellol ไว้ได้ดีที่สุด นาโนเจลยังสามารถเพิ่มความคงทนต่อความร้อน และยืดอายุการเก็บรักษาของน้ำมันหอมระเหยโดยกักเก็บภายในนาโนเจล พบว่าสามารถรักษาปริมาณของสารระเหยสำคัญของน้ำมันหอมระเหยไว้ได้หลังจากผ่านการให้ความร้อน และระหว่างเก็บรักษาเมื่อเทียบกับน้ำมันหอมระเหยปกติ โดยการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นระหว่างการเก็บรักษา มีเพียงลักษณะปรากฏของผงนาโนเจลที่กักเก็บน้ำมันหอมระเหยเท่านั้น จึงสามารถสรุปได้ว่า สามารถสังเคราะห์นาโนเจลจากแป้งมันสำปะหลังและเจลาตินด้วยการฉายรังสี และสามารถหาสภาวะที่เหมาะสมได้ด้วยวิธี RSM และนาโนเจลยังสามารถกักเก็บน้ำมันหอมระเหยไว้ได้ อีกทั้งยังสามารถปกป้องและยืดอายุสารสำคัญชองน้ำมันหอมระเหยจากสิ่งแวดล้อม จึงสามารถนำนาโนเจลนี้ไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารได้อย่างหลากหลาย


ไมโครเอนแคปซูเลชันของสารสกัดจากต้นอ่อนทานตะวันด้วยการทำแห้งแบบพ่นฝอย, อัญธิดา จันทร์ตรี Jan 2021

ไมโครเอนแคปซูเลชันของสารสกัดจากต้นอ่อนทานตะวันด้วยการทำแห้งแบบพ่นฝอย, อัญธิดา จันทร์ตรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของชนิดและอัตราส่วนของสารห่อหุ้ม และสภาวะในการทำแห้งที่เหมาะสมในการกักเก็บสารประกอบฟีนอลิกจากสารสกัดต้นอ่อนทานตะวัน (Helianthus annuus L.) ด้วยกระบวนการทำแห้งแบบพ่นฝอย (Spray drying) และศึกษาเสถียรภาพในระหว่างการเก็บรักษาของไมโครแคปซูลสารสกัดต้นอ่อนทานตะวัน เป็นเวลา 60 วัน วางแผนการทดลองแบบ Mixture design กำหนดปัจจัยที่ทำการศึกษาแบบไม่กำหนดช่วง (Simplex centroid model) แปรอัตราส่วนของสารห่อหุ้ม 3 ชนิด ได้แก่ มอลโตเดกซ์ทริน (Maltodextrin, MD) กัมอารบิก (Gum Arabic, GA) และบุกกลูโคแมนแนนไฮโดรไลเสท (Konjac glucomannan. KGMH) ได้อัตราส่วนของสารผสม 7 สูตร กำหนดให้สารสกัดต้นอ่อนทานตะวันทุกสูตร มีความเข้มข้นเท่ากับ 1 % อัตราส่วนระหว่างสารสกัดต่อสารห่อหุ้ม คือ 1:3 กำหนดให้อุณหภูมิลมร้อนขาเข้าคงที่เป็น 160 °C และอุณหภูมิลมร้อนขาออกเป็น 90±5 °C โดยกำหนดอัตราการไหลให้อยู่ระหว่าง 14-16 mL/min พบว่าไมโครแคปซูลสารสกัดต้นอ่อนทานตะวันที่ผลิตโดยใช้ KGMH อัตราส่วน100% (สูตรที่ 3) มีประสิทธิภาพในการห่อหุ้มและกักเก็บสารประกอบฟีนอลิกจากสารสกัดต้นอ่อนทานตะวันได้ดีที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับสูตรอื่น (p≤0.05) เมื่อพิจารณาฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระ พบว่าสูตรดังกล่าวมีค่าที่ตรวจวัดได้ด้วยวิธี 2, 2-diphenyl-1-picrylhydrazyl (DPPH) และ Ferric ion reducing antioxidant power (FRAP) สูงที่สุดด้วย (p≤0.05) เมื่อศึกษาโครงสร้างพื้นผิวภายนอกของไมโครแคปซูลสารสกัดต้นอ่อนทานตะวันด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด พบว่า ไมโครแคปซูลสารสกัดต้นอ่อนทานตะวันที่ใช้ KGMH เป็นสารห่อหุ้มมีรูปร่างเป็นทรงกลม ผิวเรียบ และไม่มีรอยบุบหรือแตกบริเวณพื้นผิวเมื่อเทียบกับสูตรอื่นๆ ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงคุณลักษณะของไมโครแคปซูลที่เหมาะสมที่ผลิตได้จากกระบวนการทำแห้งแบบพ่นฝอยในการทดลองนี้ จึงคัดเลือกไมโครแคปซูลสูตรดังกล่าวไปศึกษาสภาวะในการทำแห้งแบบพ่นฝอยต่อในการทดลองถัดไป โดยแปรอุณหภูมิลมร้อนขาเข้า 3 ระดับ ได้แก่ 150 °C 170 °C และ 180 °C พบว่าการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิลมร้อนขาเข้าจาก 150 ถึง 170 °C ส่งผลให้ปริมาณสารประกอบฟีนอลิกทั้งหมด …


ผลของการฝึกเชิงซ้อนแบบเฉพาะเจาะจงด้วยขาทีละข้างที่มีต่อความสามารถในการกระโดดขึ้นฟาดในนักกีฬาเซปักตะกร้อเยาวชนชาย, นุจรินทร์ วาระสิทธิ์ Jan 2021

ผลของการฝึกเชิงซ้อนแบบเฉพาะเจาะจงด้วยขาทีละข้างที่มีต่อความสามารถในการกระโดดขึ้นฟาดในนักกีฬาเซปักตะกร้อเยาวชนชาย, นุจรินทร์ วาระสิทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการฝึกเชิงซ้อนแบบเฉพาะเจาะจงด้วยขาทีละข้างต่อความสามารถของการกระโดดขึ้นฟาดในนักกีฬาเซปักตะกร้อ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาเซปักตะกร้อ ตำแหน่งตัวฟาดเยาวชน เพศชาย อายุ 16-18 ปี จำนวน 24 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ12 คน กลุ่มที่ 1 ฝึกตามรูปแบบการฝึกเชิงซ้อนแบบเฉพาะเจาะจงด้วยขาทีละข้าง และกลุ่มที่ 2 ฝึกเชิงซ้อนแบบเฉพาะเจาะจงด้วยขาทั้งสองข้าง ทำการฝึก 85% ของความหนักสูงสุด จำนวน 6 ครั้ง 4 ชุด ฝึก 2 วันต่อสัปดาห์ ระยะเวลา 6 สัปดาห์ ก่อนและหลังการฝึก ทำการทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ พลังของกล้ามเนื้อ ความสูงในการกระโดดฟาด และการทรงตัว จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ผลทางสถิติ โดยหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความแตกต่างภายในกลุ่ม โดยการทดสอบค่าทีแบบรายคู่ (Pair samples t-test) และความแตกต่างระหว่างกลุ่ม โดยการทดสอบค่าทีแบบอิสระ (Independent sample t-test) ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัย เมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังการฝึก 6 สัปดาห์ กลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 มีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ พลังกล้ามเนื้อ และความสูงในการกระโดดฟาดเพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนการฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และกลุ่มที่ 1 มีการทรงตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนการฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อเปรียบเทียบหลังการฝึก 6 สัปดาห์ พบว่า กลุ่มที่ 1 มีเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงความสูงในการกระโดดในแนวดิ่งด้วยขาคู่ และขาข้างที่ไม่ถนัดเพิ่มขึ้นแตกต่างกับกลุ่มที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปผลการวิจัย โปรแกรมการฝึกเชิงซ้อนแบบเฉพาะเจาะจงด้วยขาทีละข้าง มีประสิทธิภาพสามารถพัฒนาความสามารถในการกระโดดขึ้นฟาดในนักกีฬาเซปักตะกร้อเยาวชนชายได้


The Clinicopathological Study And Associated Causes Of Pleural Effusions In Cats, Hsu Mon Hla Jan 2021

The Clinicopathological Study And Associated Causes Of Pleural Effusions In Cats, Hsu Mon Hla

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Pleural effusion is an excessive and abnormal accumulation of fluid in the pleural space resulting from increased hydrostatic pressure, increased permeability of vascular capillary, and often leading to significant mortality. The objectives of this study were to investigate the clinicopathological parameters obtained by cytological and biochemical examination of pleural effusion and evaluate the correlations between the abnormality of these parameters and underlying causes of the pleural effusion in cats. This study was carried out in 127 cats with pleural effusion visiting the Small Animal Hospital, Faculty of Veterinary Science, Chulalongkorn University during the year 2020–2021. Pleural fluid samples were routinely …


Osteogenic Effects Of Osteogenic Growth Peptide On Human Periodontal Ligament Stem Cells, Steven Dwi Purbantoro Jan 2021

Osteogenic Effects Of Osteogenic Growth Peptide On Human Periodontal Ligament Stem Cells, Steven Dwi Purbantoro

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

With the current global health burden of osteoporosis and periodontitis, an effective treatment is looked for to treat the bone resorption effect. Osteogenic growth peptide (OGP) is a short peptide that is known able to increase osteogenesis. The objective of this study is to investigate thoroughly the osteogenic effect of OGP on human periodontal ligament stem cells (hPDLSCs). This study found that low-dose OGP can increase the proliferation without cytotoxic effect. Enhanced osteogenic differentiation potential was also found at low concentration of OGP. Several signaling pathways, including bone morphogenetic protein (BMP), Hedgehog, transforming growth factor-beta (TGF-β), and Wnt, are regulated …


การประเมินความเสี่ยงในการรับสัมผัสโลหะหนักและสารโพลีคลอริเนตไบฟีนิลผ่านทางการหายใจของผู้ทำงานรื้อแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์, พัฒน์ธิดา ทองขาว Jan 2021

การประเมินความเสี่ยงในการรับสัมผัสโลหะหนักและสารโพลีคลอริเนตไบฟีนิลผ่านทางการหายใจของผู้ทำงานรื้อแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์, พัฒน์ธิดา ทองขาว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความเสี่ยงในการรับสัมผัสโลหะหนักและสารโพลีคลอริเนตไบฟีนิล (PCBs) ที่ผู้รื้อแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์รับสัมผัสผ่านทางการหายใจ ผลการศึกษาพบว่า ค่าความเข้มข้นของการรับสัมผัสโลหะหนักเฉลี่ยรวมของกลุ่มผู้เผาสายไฟมีค่ามากที่สุด พบใน PM2.5-10 เท่ากับ 5.45±0.94 µg/m3 และ PM2.5 10.47±3.03 µg/m3 ตามลำดับ ซึ่งมีค่าสูงกว่ากิจกรรมอื่น ได้แก่ การรื้อแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก และชิ้นส่วนภายในของขยะอิเล็กทรอนิกส์ ประมาณ 1.5 ถึง 2.7 เท่า สำหรับ PM2.5-10 และ 1.9 ถึง 8.2 เท่า สำหรับ PM2.5 ค่าความเข้มข้นการรับสัมผัสเฉลี่ยของ PCBs รวม ใน PM2.5-10 PM2.5 และก๊าซ เท่ากับ 53.17±23.64, 63.53±22.64 และ 81.90±84.85 ng/m3 ตามลำดับ เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบระหว่างกิจกรรมการรื้อแยก พบค่าเฉลี่ย PCBs รวมสูงสุดเท่ากับ 86.09±6.39 ng/m3 ใน PM2.5-10 จากการรื้อแยกชิ้นส่วนภายใน ส่วน PM2.5 (86.90±23.39 ng/m3) และก๊าซ (213.35±61.83 ng/m3) พบสูงที่สุดจากการเผาสายไฟและสูงกว่ากิจกรรมอื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับความเชื่อมั่น 95% โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าความเข้มข้น PCBs รวมในก๊าซที่เกิดจากเผาสายไฟมีค่าสูงกว่าการรื้อแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์ชนิดอื่นประมาณ 3.7 ถึง 7.1 เท่า ผลการประเมินความเสี่ยงในการรับสัมผัสโลหะหนักและ PCBs ผ่านทางการหายใจของผู้รื้อแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์ พบว่ามีเฉพาะค่าความเสี่ยงที่ไม่ก่อเกิดมะเร็งจากการรับสัมผัสสาร As ใน PM2.5-10 และ PM2.5 ที่เกินเกณฑ์ที่ยอมรับได้ (HQ > 1) โดยมีค่า HQ ที่ช่วงความเชื่อมั่น 95% เท่ากับ 1.62-2.28 และ 1.51-2.89 ตามลำดับ สำหรับค่าความเสี่ยงของสารก่อมะเร็ง ได้แก่ As, Cd, Cr, …


Transport And Interaction Of Arsenite And Goethite Particles Influencing By Seawater Intrusion, Satika Boonkaewwan Jan 2021

Transport And Interaction Of Arsenite And Goethite Particles Influencing By Seawater Intrusion, Satika Boonkaewwan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The rapid development and variety of land use types in Rayong province have resulted in increased demands on groundwater usage, potentially inducing arsenite (As3+) contaminations and seawater intrusion. However, the knowledge about co-transport of goethite and As3+ to investigate the effect of goethite colloids on As3+ transport under various degrees of seawater intrusion, particular extremely conditions, in groundwater environment is still limited. The main objective is to investigate the influence of seawater intrusion on the sorption, migration, and reaction of As3+and goethite colloids into sand aquifer media under anoxic conditions by using the bench-scale and reactive geochemical modeling. The research …


การระบุสารประกอบกลิ่นสำคัญของใบกะเพราแดงสด "Ocimum Tenuiflorum L.” และสารที่เกี่ยวข้องกับการเกิดกลิ่นผิดปกติในกะเพราหลังการให้ความร้อน, ชลพร ศรีพรม Jan 2021

การระบุสารประกอบกลิ่นสำคัญของใบกะเพราแดงสด "Ocimum Tenuiflorum L.” และสารที่เกี่ยวข้องกับการเกิดกลิ่นผิดปกติในกะเพราหลังการให้ความร้อน, ชลพร ศรีพรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ได้ใช้กระบวนการเซนโซมิกส์ (sensomics approach) ในการศึกษาเพื่อระบุสารระเหยที่มีศักยภาพที่จะเป็นสารให้กลิ่นสำคัญ (odor-active compounds) ของใบกะเพราแดงสดและสารที่เกี่ยวข้องกับการเกิดกลิ่นผิดปกติหลังให้ความร้อนด้วยไมโครเวฟ โดยใช้ผู้ทดสอบ 8 คน ทำการทดสอบและประเมินลักษณะกลิ่นของตัวอย่างใบกะเพราแดงสดและใบกะเพราแดงที่มีกลิ่นผิดปกติหลังให้ความร้อนด้วยไมโครเวฟ พบว่า ผู้ทดสอบสามารถอธิบายลักษณะเฉพาะ (attribute) ของใบกะเพราแดงสดได้ 5 กลิ่น ได้แก่ กลิ่นกะเพรา กลิ่นฉุน กลิ่นกานพลู กลิ่นส้มเปรี้ยว และกลิ่นเขียว สำหรับใบกะเพราแดงที่มีกลิ่นผิดปกติหลังให้ความร้อนด้วยไมโครเวฟ พบ 5 ลักษณะเฉพาะของกลิ่น เหมือนกันกับตัวอย่างใบกะเพราแดงสด ยกเว้น กลิ่นอับ ที่เป็นลักษณะเฉพาะของกลิ่นที่ทำให้เกิดกลิ่นผิดปกติ จากนั้นสกัดตัวอย่างด้วยตัวทำละลาย DCM (dichloromethane) นำสารสกัดที่ได้มาสกัดด้วย เทคนิค SAFE (solvent-assisted flavor evaporation) เพื่อแยกสารระเหย (volatiles) ออกจากสารระเหยยาก (non-volatiles) ได้ส่วนสกัดของสารระเหยที่เป็นของเหลว ใส ไม่มีสี และนำมาทำให้สารสกัดเข้มขึ้นด้วยวิธีการกลั่นลำดับส่วนด้วย Vigruex column และ microdistillation จนได้ส่วนสกัดของสารระเหยในปริมาตร 1-2 มิลลิลิตร จากนั้นนำมาวิเคราะห์ด้วยเครื่อง GC-O/FID โดยใช้คอลัมน์ DB-FFAP และ DB-5 เพื่อหาลักษณะ (character) ของสารให้กลิ่นในแต่ละ retention time และใช้เทคนิค AEDA (aroma extract dilution analysis) เพื่อคัดเลือกสารให้กลิ่นที่มีศักยภาพเป็นสารให้กลิ่นสำคัญ โดยระบุเป็นค่า FD Factor (flavor dilution factor) พบ สารให้กลิ่นของใบกะเพราแดงสดที่มีค่า FD factor ≥ 4 ทั้งหมด 24 ชนิด โดยสารให้กลิ่นที่มีค่า FD factor สูงสุดคือ สารให้กลิ่นคล้ายกลิ่นกะเพรา (FD: 1024) รองลงมา สารให้กลิ่นคล้ายกลิ่นดิน (FD: 512) สารให้กลิ่นคล้ายกลิ่นปัสสาวะ …