Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2021

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 190591 - 190620 of 195899

Full-Text Articles in Entire DC Network

ผลการคืนกลับแร่ธาตุบนรอยผุชั้นเนื้อฟันโดยการฉายแสงบนซิลเวอร์ไดเอมีนฟลูออไรด์, จุฑารัตน์ เผื่อนสุริยา Jan 2021

ผลการคืนกลับแร่ธาตุบนรอยผุชั้นเนื้อฟันโดยการฉายแสงบนซิลเวอร์ไดเอมีนฟลูออไรด์, จุฑารัตน์ เผื่อนสุริยา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาในห้องปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพในการคืนกลับแร่ธาตุบนรอยผุ จำลองชั้นเนื้อฟันของการฉายแสงและไม่ฉายแสงภายหลังการทาสารละลายซิลเวอร์ไดเอมีนฟลูออไรด์ (SDF) ที่ ระยะเวลาแตกต่างกัน โดยนำชิ้นฟันตัวอย่างที่ได้จากการตัดแบ่งฟันกรามแท้แต่ละซี่เป็น 4 ชิ้นมาสร้างรอยผุ จำลองบนชั้นเนื้อฟันและสุ่มเข้า 4 กลุ่มทดลองคือ กลุ่ม SDF60 (n=10) ทา SDF 60 วินาที กลุ่ม SDF10 (n=10) ทา SDF 10 วินาที กลุ่ม SDF60+LC (n=10) ทา SDF 60 วินาทีร่วมกับการฉายแสงเป็นเวลา 20 วินาที และ กลุ่ม SDF10+LC (n=10) ทา SDF 10 วินาทีร่วมกับการฉายแสงเป็นเวลา 20 วินาที จากนั้นนำมาผ่านสภาวะ ช่องปากจำลองที่มีการจำลองสภาวะการสูญเสียและคืนกลับแร่ธาตุด้วยเชื้อแบคทีเรียเป็นเวลา 7 วัน ชิ้นฟัน ตัวอย่างก่อนทดลองและหลังทดลองถูกนำมาสแกนด้วยเครื่องเอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์ระดับไมโครเมตร (MicroCT) เพื่อวิเคราะห์ค่าร้อยละการเปลี่ยนแปลงความลึกรอยผุเฉลี่ย (%LD change) และร้อยละการเปลี่ยนแปลง ความหนาแน่นแร่ธาตุเฉลี่ย (%MD change) ผลการทดลองพบว่า ปัจจัยการฉายแสงและปัจจัยระยะเวลาในการ ทาสารมีผลต่อประสิทธิภาพในการคืนกลับแร่ธาตุของ SDF แต่ทั้งสองปัจจัยไม่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน (p=0.388 และ p=0.576) เมื่อเปรียบเทียบผล %LD change และ %MD change พบว่ากลุ่มที่มีการฉายแสง (กลุ่ม SDF60+LC และ SDF10+LC) ส่งเสริมให้สาร SDF มีประสิทธิภาพในการคืนกลับแร่ธาตุสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ฉายแสง (กลุ่ม SDF60 และ SDF10) (p=0.008 และ p=0.026) ส่วนกลุ่มที่ทา SDF เป็นเวลา 60 วินาที (กลุ่ม SDF60 และ SDF60+LC) มีประสิทธิภาพในการคืนกลับแร่ธาตุดีกว่ากลุ่มที่ทา SDF เป็นเวลา 10 …


การพัฒนาไบโอเซรามิกรูทคาแนลซีลเลอร์, สุรีย์พร โอฬารสกุลวงศ์ Jan 2021

การพัฒนาไบโอเซรามิกรูทคาแนลซีลเลอร์, สุรีย์พร โอฬารสกุลวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคุณสมบัติทางกายภาพและองค์ประกอบทางเคมีของไบโอเซรามิกรูทคาแนลซีลเลอร์ที่ผลิตจากเปลือกหอยแครง (ไบโอซีลเลอร์) กับไบโอเซรามิกรูทคาแนลซีลเลอร์ซึ่งมีจำหน่ายในท้องตลาด (ไอรูทเอสพี) โดยทำการสังเคราะห์ผงไตรแคลเซียมซิลิเกตจากเปลือกหอยแครง และตรวจสอบองค์ประกอบทางเคมีด้วยการทดสอบการเลี้ยวเบนของรังสีเอกซ์ ผลการทดสอบพบว่าสารที่ผลิตได้ประกอบด้วยไตรแคลเซียมซิลิเกตเป็นส่วนประกอบหลัก จากนั้นจึงนำมาผสมกับสารเติมแต่งเพิ่มเติมเพื่อผลิตเป็นไบโอซีลเลอร์ ทำการทดสอบคุณสมบัติทางกายภาพของไบโอซีลเลอร์และไอรูทเอสพีตามมาตรฐานการทดสอบไอเอสโอ 6876/2012 ได้แก่ การไหลแผ่ เวลาแข็งตัว ความหนาชั้นฟิล์ม การละลายตัว และความทึบรังสี นอกจากนี้ได้ทำการศึกษาค่าความเป็นกรด-ด่าง และปริมาณแคลเซียมอิออนที่ถูกปล่อยออกมาที่ระยะเวลา 3 ชั่วโมง 1 วัน 3 วัน 7 วัน 14 วัน และ 28 วัน รวมถึงศึกษาองค์ประกอบทางเคมีหลังแข็งตัวเต็มที่ของซีลเลอร์ทั้งสอง คุณสมบัติทางกายภาพของไบโอซีลเลอร์และไอรูทเอสพีมีค่าผ่านตามมาตรฐานไอเอสโอ 6876/2012 ยกเว้นคุณสมบัติด้านการละลายตัว สำหรับค่าความเป็นกรด-ด่างของไบโอซีลเลอร์และไอรูทเอสพีในช่วงระยะเวลาที่ทำการทดสอบพบว่ามีค่า 9.23-10.35 และ 8.83-10.39 ตามลำดับ ส่วนปริมาณแคลเซียมอิออนที่ถูกปล่อยออกมาพบว่าไอรูทเอสพีปล่อยแคลเซียมอิออนมากกว่าไบโอซีลเลอร์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในช่วงแรกแต่ไม่แตกต่างกันที่ช่วงระยะเวลา 14 และ 28 วัน นอกจากนี้การศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของไบโอซีลเลอร์และไอรูทเอสพีหลังแข็งตัวเต็มที่พบองค์ประกอบที่ยืนยันการเกิดปฏิกิริยาไฮเดรชันของวัสดุ ดังนั้นจึงสามารถสรุปได้ว่าไบโอซีลเลอร์มีคุณสมบัติทางกายภาพที่ดีและมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับไอรูทเอสพี


รูปแบบการค้าและศักยภาพการส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญของประเทศไทย: การวิเคราะห์แบบจำลองแรงโน้มถ่วงกับกระแสการค้าที่เป็นศูนย์, วีระชัย เพ็งเปิ้น Jan 2021

รูปแบบการค้าและศักยภาพการส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญของประเทศไทย: การวิเคราะห์แบบจำลองแรงโน้มถ่วงกับกระแสการค้าที่เป็นศูนย์, วีระชัย เพ็งเปิ้น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของข้าว ยางพารา และมันสำปะหลัง อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังจากปี พ.ศ.2552 แนวโน้มการส่งออกสินค้าเกษตรของประเทศไทยเริ่มอยู่ในทิศทางที่ลดลง อันเป็นผลมาจากการมีคู่แข่งทางการค้าที่มากขึ้นทั้งจากประเทศในภูมิภาคอาเซียน แอฟริกา และยุโรปตะวันออก ดังนั้น การศึกษาถึงปัจจัยที่กำหนดการส่งออกสินค้าเกษตรของประเทศไทยจึงมีความสำคัญเพื่อเป็นแนวทางวางนโยบายในการส่งเสริมความสามารถการแข่งขันด้านการส่งออกสินค้าเกษตร นอกจากนี้ หากพิจารณางานศึกษาถึงปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ สิ่งที่เป็นประเด็นสำคัญคือข้อมูลกระแสการค้าที่มีความสมมาตรหรือมีการค้าตลอดช่วงเวลา อย่างไรก็ตาม การเกิดข้อมูลกระแสการค้าที่เป็นศูนย์เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยในข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ อันเป็นผลจากการที่ประเทศต้นทางมีการค้ากับประเทศคู่ค้าไม่พร้อมกัน หรือประเทศคู่ค้าบางประเทศไม่มีการค้าในบางช่วงเวลา งานศึกษาก่อนหน้านี้พยายามจัดการกับปัญหาข้อมูลกระแสการค้าที่เป็นศูนย์ด้วยการละทิ้งข้อมูลการค้าที่เป็นศูนย์หรือการแทนที่ข้อมูลการค้าที่เป็นศูนย์ด้วยค่าข้อมูลที่เป็นบวกจำนวนที่น้อยแล้วประมาณค่าในรูปแบบสมการเชิงเส้นตรง ซึ่งวิธีการดังกล่าวอาจไม่เหมาะสมเนื่องจากก่อให้เกิดปัญหาความอคติของข้อมูล (Selection Bias) การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอเทคนิคการประมาณค่าแบบจำลองแรงโน้มถ่วงกับกระแสการค้าที่เป็นศูนย์ในสินค้าเกษตรสำคัญของประเทศไทย ได้แก่ ยางพารา ข้าว และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ลักษณะข้อมูลแบบพาเนลรายปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2543-2562 ด้วยวิธี Heckman Selection Model เพื่อจัดการกับปัญหา Selection Bias รวมถึงประยุกต์ใช้ Heterogeneous Firm Model จากงานศึกษาของ Helpman, Melitz and Rubinstein (2008) เพื่อจัดการกับปัญหา Heterogeneous Bias โดยการเพิ่มตัวแปรระดับผลิตภาพ (Productivity Threshold) ในแบบจำลองที่สะท้อนว่า ประเทศไทยตัดสินใจส่งออกสินค้าเกษตรเมื่อระดับผลิตภาพสูงมากเกินกว่าต้นทุนทางการค้า จากการศึกษาพบว่า การประมาณค่าแบบจำลองได้รับผลกระทบจากปัญหา Selection Bias และปัญหา Heterogenous Bias ในสินค้าเกษตรทั้ง 3 รายการ โดยปัจจัยที่กำหนดให้ประเทศไทยตัดสินใจส่งออกสินค้าเกษตรพิจารณาจากขนาดเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า ระยะห่างระหว่างประเทศ และระดับการเปิดประเทศเป็นหลัก อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาถึงปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรแยกรายสินค้าพบว่า ยางพารา ควรให้ความสำคัญกับขนาดเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าควบคู่กับการให้ความสำคัญกับนโยบายของภาครัฐที่สนับสนุนการผลิตและการตลาดโดยพิจารณาถึงราคาซื้อขายยางพารา ควรยกระดับการเปิดประเทศและสนับสนุนการค้ากับประเทศคู่ค้าเพื่อนบ้านให้มากขึ้น สำหรับข้าว ควรให้ความสำคัญกับขนาดเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า การยกระดับผลิตภาพแรงงานการผลิตข้าวของเกษตรกร และขยายการค้าด้วยการยกระดับการเปิดประเทศที่มากขึ้น และสำหรับผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ควรให้ความสำคัญกับขนาดเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าและสนับสนุนการค้ากับประเทศคู่ค้าเพื่อนบ้านให้มากขึ้นเช่นกัน


การศึกษาการแสดงออกของ Efflux Pump ในเชื้อ Acinetobacter Baumannii ที่ถูกเหนี่ยวนำให้ดื้อยา Amikacin, ณัฐนิชา บัวงามดี Jan 2021

การศึกษาการแสดงออกของ Efflux Pump ในเชื้อ Acinetobacter Baumannii ที่ถูกเหนี่ยวนำให้ดื้อยา Amikacin, ณัฐนิชา บัวงามดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เชื้อแบคทีเรียแกรมลบ Acinetobacter baumannii เป็นเชื้อฉวยโอกาส ที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อในโรงพยาบาล และมีการดื้อต่อยาปฏิชีวนะหลายชนิด จากหลายกลไกการดื้อยา รวมถึงการใช้ efflux pump ขับยาออกนอกเซลล์ การศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยได้ทดสอบหาค่าความเข้มข้นต่ำสุดที่ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ (MIC) ต่อยา amikacin ในเชื้อ A. baumannii ทั้งหมด 8 ตัวอย่าง ที่ได้จากสิ่งส่งตรวจของผู้ป่วย และเชื้อสายพันธุ์มาตรฐาน ATCC 19606 พบว่าเชื้อ A. baumannii 7 ตัวอย่างมีค่า MIC อยู่ในช่วง 0.25 – 4 µg/mL (ไวต่อยา) และเชื้ออีก 2 ตัวอย่างมีค่า MIC เท่ากับ 64 และมากกว่า 256 µg/mL (ดื้อต่อยา) เมื่อเหนี่ยวนำเชื้อด้วยยา amikacin โดยเพาะเลี้ยงเชื้อในสภาวะที่มียา amikacin ความเข้มข้นเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ทุก 48 ชั่วโมง ติดต่อกันเป็นเวลาหลายวัน พบว่าเชื้อ A. baumannii หลังเหนี่ยวนำด้วยยา amikacin ทั้ง 8 ตัวอย่าง มีค่า MIC เพิ่มขึ้นอยู่ในช่วง 32 ถึงมากกว่า 256 µg/mL ผลการศึกษาการใช้สารยับยั้ง efflux pump ได้แก่ สาร carbonylcyanide m-chlorophenylhydrazone (CCCP) พบว่าเชื้อ A. baumannii หลังเหนี่ยวนำด้วยยา amikacin ทั้ง 8 ตัวอย่าง มีค่า MIC ต่อยา amikacin เมื่อมีสาร CCCP ลดลงมากกว่าหรือเท่ากับ 4 เท่าของค่า MIC ต่อยา amikacin ที่ไม่มีสาร …


Mercury And Selenium In Fishes From The Gulf Of Thailand:Balancing Consumption Risk, Irwan Ramadhan Ritonga Jan 2021

Mercury And Selenium In Fishes From The Gulf Of Thailand:Balancing Consumption Risk, Irwan Ramadhan Ritonga

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Consumption of marine fish, a high protein source, has been hampered by mercury (Hg) contamination. To date, selenium (Se), a co-occurrence element, has been perceived to reduce Hg toxicity. Health risk of Hg exposure via fish consumption might be re-estimated using Se-Hg connection. Total Hg (T-Hg) contamination in seafood was investigated in 60 individual (22, 4 and 6 species of fish, cephalopods and shellfish, respectively) purchased from two supermarkets in Bangkok and in 622 individuals (total 27 fish species) caught by bottom trawling from 63 stations in the Gulf Thailand (GoT). Se-Hg connection was studied in 19 selected fish species …


Paper-Based Biosensor For Acetylcholinesterase, C-Reactive Protein, And Lipoarabinomannan Detection, Yosita Panraksa Jan 2021

Paper-Based Biosensor For Acetylcholinesterase, C-Reactive Protein, And Lipoarabinomannan Detection, Yosita Panraksa

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Paper-based analytical devices for detection of biological markers were developed and divided into two main parts. In the first part, paper-based analytical device (PAD) coupled with amperometric electrochemical detection (PED) was established. The electrode of this sensor was fabricated by the screen-printed graphene and subsequently used for acetylcholinesterase determinations. A wax-printing method was employed for patterning the device. The obtained limit of detection (LOD), %RSD, and %recovery for AChE detection were found to be 0.1 U/mL, 0.3-3.2, and 103-106, respectively. For the second part, lateral flow immunoassay platforms integrated with colorimetric detection were described. This part was subdivided into three …


การยับยั้งการติดไวรัสหัวเหลืองในกุ้งด้วยอนุภาคเสมือน Penaeus Stylirostris เดนโซไวรัสกับอาร์เอ็นเอสายคู่ของไวรัส, จารุวรรณ วรวิทยธาดา Jan 2021

การยับยั้งการติดไวรัสหัวเหลืองในกุ้งด้วยอนุภาคเสมือน Penaeus Stylirostris เดนโซไวรัสกับอาร์เอ็นเอสายคู่ของไวรัส, จารุวรรณ วรวิทยธาดา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ไวรัสหัวเหลืองเป็นไวรัสก่อโรคที่ทำให้กุ้งหลายชนิดตายเป็นจำนวนมากในระยะเวลาสั้น ส่งผลให้อุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงและส่งออกกุ้งของไทยเกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก ในปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยีทางอณูชีววิทยา นำอาร์เอ็นเอสายคู่ (dsRNA) มากระตุ้นให้เกิดกระบวนการ RNA interference (RNAi) เพื่อควบคุมและยับยั้งการติดไวรัสในกุ้ง โดยยีนเป้าหมายที่มีประสิทธิภาพในการยับยั้งไวรัสหัวเหลือง คือ ยีน protease (pro) อย่างไรก็ตามการขนส่งอาร์เอ็นเอสายคู่ก็ยังคงมีข้อจำกัด เปลือกหุ้มไวรัสบางชนิดสามารถรวมตัวเกิดเป็นอนุภาค-เสมือนไวรัส (Virus-like particle) สามารถใช้เป็นตัวขนส่งที่มีประสิทธิภาพและเข้าจับกับเซลล์เจ้าบ้านอย่างจำเพาะเจาะจงได้ โดยก่อนหน้านี้ได้มีการแสดงออกร่วมกันของยีนโปรตีนเปลือกหุ้มไวรัสของ Penaeus stylirostris เดนโซไวรัส (PstDNV) และอาร์เอ็นเอสายคู่ที่จำเพาะต่อยีนของไวรัสภายในเซลล์แบคทีเรียเดียวกัน พบว่าสามารถยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัสหัวเหลืองในกุ้งได้ แต่ทว่ากระบวนการแสดงออกร่วมกันนี้ ไม่สามารถควบคุมระดับการแสดงออกของยีนทั้งสองได้ ดังนั้นวัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้ คือ สร้างอนุภาคเสมือนไวรัส PstDNV กับอาร์เอ็นเอสายคู่ที่จำเพาะต่อยีน pro ของไวรัสหัวเหลือง (PstDNV VLPs-dspro) ให้อยู่ภายใต้โปรโมเตอร์เดียวกัน เพื่อนำไปประยุกต์ใช้และเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสหัวเหลืองในกุ้ง โดยการโคลนอาร์เอ็นเอสายคู่ที่จำเพาะต่อยีน pro ของไวรัสหัวเหลืองเข้าสู่เวกเตอร์สำหรับการแสดงออกที่มียีนโปรตีนเปลือกหุ้มไวรัส PstDNV เพื่อควบคุมการแสดงออกของยีนทั้งสองภายใต้โปรโมเตอร์ต่อ T7 RNA polymerase จากนั้นแสดงออกใน E. coli Rosetta-gami โดยผ่านการชักนำด้วย IPTG ที่ความเข้มข้นสุดท้าย 0.4 มิลลิโมลาร์ ที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 3 ชั่วโมง จากผลการวิเคราะห์พบทั้งรีคอมบิแนนท์โปรตีนขนาดประมาณ 37 กิโลดาลตัน ที่เข้าจับกับแอนติบอดีที่จำเพาะต่อ Histidine ได้ และพบอาร์เอ็นเอสายคู่ที่จำเพาะต่อยีน pro ของไวรัสหัวเหลือง ขนาดประมาณ 400 คู่เบส จากนั้นรีคอมบิแนนท์โปรตีนถูกทำให้บริสุทธิ์ด้วย Affinity chromatography และตรวจสอบภายใต้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องผ่าน (TEM) พบอนุภาค-เสมือนไวรัส PstDNV ที่มีการกระจายตัวเป็นอนุภาคเสมือนไวรัสเดี่ยว คล้ายกับอนุภาคเสมือนไวรัส PstDNV ที่พบในธรรมชาติ ซึ่งต่างจากอนุภาคเสมือนไวรัส PstDNV ที่ได้จากการแสดงออกร่วมกันของยีนโปรตีนเปลือกหุ้มไวรัส PstDNV กับอาร์เอ็นเอสายคู่ที่จำเพาะต่อยีนของไวรัสหัวเหลืองภายในเซลล์แบคทีเรียเดียวกัน (PstDNV VLPs-dspro co-expression) เกิดการจับกันของอนุภาคเสมือนไวรัส เมื่อตรวจสอบอาร์เอ็น-เอสายคู่จากอนุภาคเสมือนไวรัส PstDNV พบว่าอาร์เอ็นเอสายคู่นั้นถูกห่อหุ้มอยู่ทั้งภายในและอยู่ล้อมรอบอนุภาคเสมือนไวรัส PstDNV โดยพบว่ามีปริมาณอาร์เอ็นสายคู่ต่อไมโครกรัมของรีคอมบิแนนท์โปรตีนของ …


Removal Of Ferrous And Arsenic From Contaminated Groundwater By Co-Precipitation Coupling With Membrane Separation Process, Bonita Pen Jan 2021

Removal Of Ferrous And Arsenic From Contaminated Groundwater By Co-Precipitation Coupling With Membrane Separation Process, Bonita Pen

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This work aimed to​ treat contaminated groundwater with arsenic and ferrous iron pollutants to be drinking water standard following by WHO by co-precipitation process and membrane separation process. The relative effect of different solid media types (scouring sponge, scouring pad, plastic ring, and activated carbon foam) and operating conditions on oxygen mass transfer coefficient (KLa) and hydrodynamic bubble parameters was studied. The optimization process of ferrous oxidation and arsenic removal was observed by Design of Experiment (DOE) with Central Composition Design of Response Surface Methodology (CCD-RSM). Lastly, separation process was experimented with conventional process and membrane technology, i.e., settling process, …


Using Deep Learning Technique For Price Action Analysis In Gold Trading, Kwan Boon-Long Jan 2021

Using Deep Learning Technique For Price Action Analysis In Gold Trading, Kwan Boon-Long

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

We introduce a new structural deep learning model purposing is to be able to learn price action trading features that subjective traders are using to make trading decisions based on the visual recent and actual price movements, rather than relying solely on technical indicators. The model combines convolutional neural networks (CNN) and long short-term memory (LSTM) to improve the trend forecasting of gold prices for better trading signals compared to traditional strategies. As the gold price is a time series data, it is appropriate to apply CNN and LSTM for forecasting. The concept of our model is that CNN could …


Natural Rubber Films Reinforced With Cellulose And Chitosan Prepared By Latex Aqueous Microdispersion, Naipaporn Sutipanwihan Jan 2021

Natural Rubber Films Reinforced With Cellulose And Chitosan Prepared By Latex Aqueous Microdispersion, Naipaporn Sutipanwihan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Plastics are one of the derived products from petroleum material, which have been used in many applications worldwide, because of their various properties. However, plastic wastes create toxic environmental pollutions and problems because of their toxic constituents and non-biodegradability. Accordingly, nature materials have been proposed as a substitute for petroleum materials for bioplastic production. Natural rubber (NR) is a product from natural, which is well-known for its high elasticity. However, there are some drawbacks such as low tensile strength and low abrasion resistance. Moreover, its applications are also limited because of its poor resistance to oil and solvents. Therefore, the …


Techno-Economic Analysis Of Monoglyceride And Diglyceride Production From Waste Cooking Oil, Napat Olarachin Jan 2021

Techno-Economic Analysis Of Monoglyceride And Diglyceride Production From Waste Cooking Oil, Napat Olarachin

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Monoglycerides (MGs) and their derivatives are widely used and considered the most important group of emulsifiers. These emulsifiers can be produced from waste cooking oils (WCOs) via two-step transesterification-glycerolysis or hydrolysis-glycerolysis processes. The transesterification-glycerolysis process has the advantages in terms of a high reaction rate and a high process yield. For hydrolysis, triglycerides are converted to free fatty acids (FFA) at higher reaction temperature, but water is used as a reactant. Therefore, the separation process is not complicated. This study simulated the techno-economic comparison of four different scenarios of MG and DG production using ASPEN Plus V11 simulation software. In …


การแบ่งส่วนภาพเชิงความหมายด้วยเทคนิคการเรียนรู้เชิงลึกบนชุดข้อมูลภาพท้องถนนในกรุงเทพมหานคร, กฤษพล ธิติสิริเวช Jan 2021

การแบ่งส่วนภาพเชิงความหมายด้วยเทคนิคการเรียนรู้เชิงลึกบนชุดข้อมูลภาพท้องถนนในกรุงเทพมหานคร, กฤษพล ธิติสิริเวช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การแบ่งส่วนเชิงความหมายบนชุดข้อมูลภาพท้องถนนสามารถนำมาประยุกต์กับระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติที่สามารถอำนวยความสะดวกแก่ผู้ขับขี่ และมีส่วนสำคัญในการลดอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติที่ปลอดภัยนั้นจะต้องมีคุณสมบัติที่ดีคือสามารถทำงานได้อย่างแม่นยำในทุกภูมิประเทศ ซึ่งนำมาสู่ปัญหาในงานวิจัยนี้ โดยประการแรกการขาดแคลนชุดข้อมูลถนนประเทศไทยโดยเฉพาะในเมืองกรุงเทพมหานคร และประการที่สองสถาปัตยกรรมการเรียนรู้เชิงลึกโดยวิธีมาตรฐานนั้นยังให้ความแม่นยำไม่ได้มากพอที่จะนำไปประยุกต์กับระบบนี้ โดยวิทยานิพนธ์นี้จึงนำเสนอชุดข้อมูลถนนในกรุงเทพมหานครที่ประกอบด้วยภาพถ่ายนำเข้าและภาพผลเฉลยเป็นจำนวน 701 ภาพ ประกอบกับนำเสนอสถาปัตยกรรมใหม่ DeepLab-V3-A1 ด้วยการปรับปรุงโมเดล DeepLab-V3+ ด้วยการเพิ่มชั้นคอนโวลูชัน 1 x 1 ที่มีจำนวนแตกต่างกันในด้านดีโคตเดอร์ เพื่อเสริมประสิทธิภาพสถาปัตยกรรมต้นแบบ DeepLab-V3+ โดยชุดข้อมูลที่นำมาใช้วัดผลประกอบด้วยชุดข้อมูลถนนกรุงเทพมหานคร (The Bangkok Urbanscapes), The CamVid (ในเมืองเคมบริดจ์), และ The Cityscapes (50 เมืองจากยุโรปโดยเฉพาะในประเทศเยอรมัน) ผลการทดลองด้วยวิธีที่นำเสนอแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการแบ่งส่วนภาพถ่ายเชิงความหมายได้ดีกว่าวิธีการมาตรฐานด้วยมาตรวัดเหล่านี้ Precision, Recall, F1 Score, และ Mean IoU


ผลของความหยาบผิวของโลหะผสม Ti-6al-4v ที่ขึ้นรูปด้วยวิธีการพิมพ์สามมิติต่อลักษณะทางสัณฐานวิทยาของท่อนาโนไทเทเนียมไดออกไซด์และความต้านทานการกัดกร่อน, ปาณิสรา พุทธสุวรรณ Jan 2021

ผลของความหยาบผิวของโลหะผสม Ti-6al-4v ที่ขึ้นรูปด้วยวิธีการพิมพ์สามมิติต่อลักษณะทางสัณฐานวิทยาของท่อนาโนไทเทเนียมไดออกไซด์และความต้านทานการกัดกร่อน, ปาณิสรา พุทธสุวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

นอกจากวัสดุไทเทเนียมจะนิยมนำมาใช้เป็นวัสดุทดแทนกระดูกหรือข้อต่อที่เสียหายเนื่องจากมีสมบัติที่ดีในเรื่องของความแข็งแรงสูง มีความต้านทานการกัดกร่อนสูงและมีความเข้ากันได้ทางชีวภาพแล้ว การสร้างท่อนาโนไทเทเนียมไดออกไซด์ก็ใช้กันอย่างแพร่หลายในการปรับสภาพผิววัสดุเช่นกัน เนื่องจากช่วยส่งเสริมการยึดเกาะของเซลล์และให้การตอบสนองของเซลล์ได้ดีกว่าพื้นผิวโลหะเอง แม้มีการศึกษาหลายชิ้นได้รายงานความสัมพันธ์ระหว่างท่อนาโนไทเทเนียมไดออกไซด์กับอัตราการเชื่อมประสานของเซลล์ แต่อย่างไรก็ตามอัตราการกัดกร่อนของชั้นท่อนาโนไทเทเนียมไดออกไซด์ภายใต้สภาวะการใช้งานนั้น ๆก็มีความจำเป็นที่ต้องศึกษาเช่นกัน ในงานนี้เราได้ศึกษาผลจากการปรับสภาพผิวที่ถูกเตรียมด้วยเงื่อนไขต่าง ๆ ต่อพฤติกรรมการกัดกร่อนของวัสดุ Ti-6Al-4V และลักษณะทางสัณฐานวิทยาของชั้นท่อนาโนไทเทเนียมไดออกไซด์ซึ่งการศึกษาจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือกลุ่มที่ทำการปรับสภาพผิวด้วยการขัดและกลุ่มที่ทำการปรับสภาพผิวด้วยการขัดต่อด้วยการแอโนไดซ์ โดยจะทำการวัดความหยาบพื้นผิวที่เตรียมได้ก่อนการแอโนไดซ์โดยเครื่องวัดความหยาบผิวและศึกษาลักษณะพื้นผิวหลังแอโนไดซ์ด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราดและศึกษาพฤติกรรมการกัดกร่อนในสารละลายฟอตเฟสบัฟเฟอร์ซาลีนโดยเทคนิคโพเท็นชิโอไดนามิกโพลาไรเซชัน ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าก่อนการแอโนไดซ์ความหยาบผิวที่เตรียมได้ไม่มีความสัมพันธ์กับอัตราการกัดกร่อนโดยตรง แต่อย่างไรก็ตามหลังจากแอโนไดซ์พบว่าความหยาบผิวตั้งต้นจากการเตรียมผิวก่อนแอโนไดซ์มีผลต่อลักษณะการเกิดท่อนาโนไทเทเนียมไดออกไซด์ รวมถึงอัตราการกัดกร่อนมีความสัมพันธ์กับขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางท่อและลักษณะการเรียงตัวของท่อที่เกิดขึ้น


การใช้วัสดุเหลือใช้จากอุตสาหกรรมแกรนิตในคอนกรีต กระตุ้นด้วยสารละลายด่างเสริมเส้นใยเหล็ก, พลยุทธ ทองผาสุก Jan 2021

การใช้วัสดุเหลือใช้จากอุตสาหกรรมแกรนิตในคอนกรีต กระตุ้นด้วยสารละลายด่างเสริมเส้นใยเหล็ก, พลยุทธ ทองผาสุก

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของเศษหินแกรนิตและเส้นใยเหล็กต่อสมบัติเชิงกลของคอนกรีตที่กระตุ้นด้วยสารละลายด่างภายใต้อุณหภูมิปกติและอุณหภูมิสูง มวลรวมรีไซเคิลจากเศษหินแกรนิตถูกนำมาใช้แทนที่ทรายธรรมชาติในปริมาณร้อยละ 0 และ 100 โดยน้ำหนัก และมีการเสริมกำลังของวัสดุด้วยเส้นใยเหล็กในปริมาณร้อยละ 0, 1, และ 2 โดยปริมาตรของคอนกรีต ผลการทดสอบพบว่าค่าการไหลแผ่มีค่าลดลงเมื่อแทนที่ด้วยเศษหินแกรนิต เช่นเดียวกับการเพิ่มปริมาณเส้นใยเหล็กส่งผลให้ค่าการไหลแผ่ลดลง ค่ากำลังรับแรงอัดของคอนกรีตที่ใช้เศษหินแกรนิตและทรายธรรมชาติมีค่าใกล้เคียงกันในทุกอายุการบ่ม (7, 28 และ 90 วัน) และเมื่อเพิ่มปริมาณเส้นใยเหล็กส่งผลให้ค่ากำลังอัด กำลังรับแรงดัด และความเหนียวของวัสดุมีค่าเพิ่มขึ้นตามปริมาณเส้นใยเหล็ก โดยกำลังอัด กำลังรับแรงดัด และความเหนียวมีค่าสูงที่สุดเมื่อใช้ปริมาณเส้นใยเหล็กร้อยละ 2 โดยปริมาตรของคอนกรีต สำหรับการทดสอบหลังเผาไฟ 60 นาที พบว่า ค่ากำลังรับแรงอัดคงค้างของคอนกรีตที่ใช้มวลรวมเศษหินแกรนิตมีค่าใกล้เคียงกับคอนกรีตที่ใช้ทรายธรรมชาติ ในขณะที่กำลังรับแรงดัดของคอนกรีตที่ใช้มวลรวมเศษหินแกรนิตมีค่ามากกว่าคอนกรีตที่ใช้ทรายธรรมชาติ นอกจากนี้การเสริมเส้นใยยังช่วยเพิ่มกำลังอัดและกำลังดัดคงค้างหลังเผาไฟของคอนกรีตได้


เปรียบเทียบต้นทุนการใช้รถยนต์ปิกอัพไฟฟ้า และรถยนต์ปิกอัพเครื่องยนต์สันดาปภายในธุรกิจขนส่งอะไหล่รถยนต์, ศศิธร พิรุฬ Jan 2021

เปรียบเทียบต้นทุนการใช้รถยนต์ปิกอัพไฟฟ้า และรถยนต์ปิกอัพเครื่องยนต์สันดาปภายในธุรกิจขนส่งอะไหล่รถยนต์, ศศิธร พิรุฬ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบต้นทุนการใช้รถยนต์ปิกอัพไฟฟ้ากับรถยนต์ปิกอัพเครื่องยนต์สันดาปภายใน ของบริษัทกรณีศึกษาขนส่งอะไหล่รถยนต์ในเขตกรุงเทพและปริมณฑลโดยทำการเปรียบเทียบราคาค่าเช่ารถแบบรวมสัญญาบริการในเวลา 5 ปีของรถทั้ง 2 ประเภทโดยใช้แนวคิดบัญชีต้นทุนการวิเคราะห์ต้นทุนแล้วนำข้อมูลมาเปรียบเทียบหากมีความผันผวนของราคาน้ำมันดีเซล บี7 จะส่งผลต่อต้นทุนอย่างไร รวมถึงค่าความผันผวนของค่า FT ของการไฟฟ้า และการซื้อขายคาร์บอนเครดิต แล้วสรุปต้นทุนการใช้รถทั้ง 2 ประเภท นำข้อมูลที่สรุปได้นำเสนอผู้บริหาร 5 ท่านเพื่อการตัดสินใจ โดยใช้ทฤษฎีกระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ (AHP) เพื่อประเมินผลการพิจารณาเลือกของผู้บริหาร จากผลผู้บริการมีการเลือกใช้รถยนต์ปิกอัพเครื่องยนต์สันดาปในโดยมีค่าน้ำหนักความสำคัญ 69 % และรถยนต์ปิกอัพไฟฟ้ามีค่าน้ำหนักความสำคัญ 31%


Influences Of Biofriendly Amino Acids On Methane Hydrate Formation For Natural Gas Storage And Transportation Application, Chuvich Chaovarin Jan 2021

Influences Of Biofriendly Amino Acids On Methane Hydrate Formation For Natural Gas Storage And Transportation Application, Chuvich Chaovarin

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Solidified natural gas (SNG) is an appealing option for storing natural gas in the form of clathrate hydrates. However, it has some limitations, particularly the slow rate of hydrate formation and the requirement for severe operating conditions. To overcome these constraints, one approach is to introduce promoters into the system to enhance the hydrate formation rate. Amino acids have been reported as kinetic promoters with the potential to improve methane hydrate formation. In this work, the effect of three different side-chain amino acids (L-methionine, L-leucine, and L-valine) on methane hydrate formation and dissociation was investigated in terms of kinetics and …


Association Between Sensory Of Fingertip And Hand Function In Individuals With Stroke, Orisa Elfath Jan 2021

Association Between Sensory Of Fingertip And Hand Function In Individuals With Stroke, Orisa Elfath

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

No abstract provided.


Assessment Of Physicochemical Properties, Nutritional Values, And Sensory Acceptability Of Pigeon Pea Flour Substitution In Chapati Flat Bread, Sirin Sachanarula Jan 2021

Assessment Of Physicochemical Properties, Nutritional Values, And Sensory Acceptability Of Pigeon Pea Flour Substitution In Chapati Flat Bread, Sirin Sachanarula

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In recent years, an interest in plant–based protein increased dramatically. Pigeon pea (Cajanus cajan) is recognized as a good source of plant protein. The current study was aimed to develop pigeon pea flour (PPF) and whole wheat flour (WWF) blends, which were then used to make chapatis. The substitution levels of PPF for WWF ranged from 10%–40% w/w. The physical properties and nutritional values of the flour blends and the chapatis were investigated. The chapatis were also evaluated for sensory acceptability. Proximate analysis of the flours revealed protein content in PPF (26.10%) two times higher than that in WWF (13.52%). …


การปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานโดยการจัดตารางในการจ่ายน้ำมันของคลังน้ำมันแห่งหนึ่ง, ศุภณัฐ สีทา Jan 2021

การปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานโดยการจัดตารางในการจ่ายน้ำมันของคลังน้ำมันแห่งหนึ่ง, ศุภณัฐ สีทา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้นำเสนอการปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานโดยการจัดตารางการเติมน้ำมันให้กับรถบรรทุกน้ำมันที่เข้ามารับน้ำมันในคลังน้ำมันกรณีศึกษา โดยการจัดตารางการรับน้ำมันจะคำนึงถึงความสำคัญของปั๊มมากกว่าคำสั่งซื้อน้ำมัน และคำสั่งซื้อที่ถูกจัดตารางเป็นคำสั่งซื้อที่สามารถรับน้ำมันได้หลายชนิดในเวลาเดียวกัน ประกอบกับการใช้งานปั๊มที่ปั๊มแต่ละตัวสามารถจ่ายน้ำมันให้กับรถบรรทุกน้ำมัน 2-5 คันพร้อม ๆ กัน ซึ่งกระบวนการจัดตารางจะเป็นแบบฮิวริสติกพลวัต (Dynamic Heuristic) โดยอาศัยกฎ Least Operation Remaining และ Largest Total Processing Time ในการจัดลำดับความสำคัญของใบคำสั่งซื้อ และการจัดตารางเวลาที่คำนึงถึงจำนวนหัวจ่ายที่ถูกใช้งาน งานที่เหลืออยู่ในระบบ และการใช้พลังงานของปั๊มที่เปลี่ยนแปลงตามเวลา จากการจัดตารางด้วยฮิวริสติกพลวัตทั้งหมด 6 วิธี พบว่าค่าพลังงานที่ใช้ต่อปริมาณน้ำมัน 1 ลิตรลดลงร้อยละ 42 จากการใช้พลังงานเฉลี่ยเดิม 0.42 วัตต์ชั่วโมงต่อลิตร เหลือเพียง 0.24 วัตต์ชั่วโมงต่อลิตร มีผลให้ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเฉลี่ยของปั๊มเป็นจำนวนเงิน 199,006.25 บาทต่อเดือน ทั้งนี้การจัดตารางดังกล่าวดำเนินการภายใต้กระบวนการจัดตารางที่รู้จำนวนงานล่วงหน้า ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจำนวนงานระหว่างการจัดตาราง ที่ถูกออกแบบโดยการคำนึงถึงลักษณะทางกายภาพของคลังน้ำมันเป็นหลัก


วิธีการจัดการของเสียแผงพลังงานแสงอาทิตย์ชนิดผลึกซิลิกอนจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย, อิงฉัตร สุภาพยาม Jan 2021

วิธีการจัดการของเสียแผงพลังงานแสงอาทิตย์ชนิดผลึกซิลิกอนจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย, อิงฉัตร สุภาพยาม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 ประเทศไทยเริ่มมีการลงทุนผลิตไฟฟ้าจากแผงพลังงานแสงอาทิตย์ และมีการติดตั้งใช้งานเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยเฉพาะแผงในกลุ่มผลึกซิลิกอน ในอนาคตประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับปัญหาจากของเสียแผงในปริมาณมาก ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อการคาดการณ์ปริมาณของเสียแผง และประเมินแนวทางการจัดการของเสียแผงชนิดผลึกซิลิกอน ผลการดำเนินงานพบว่าปริมาณของเสียแผงสะสมที่จะเกิดขึ้น ในปี พ.ศ. 2582 จากทั้ง 2 มุมมอง (1. แผงหมดอายุการใช้งานเมื่อครบ 20 ปี 2. แผงที่ชำรุดรวมกับแผงหมดอายุการใช้งานเมื่อครบ 20 ปี) มีปริมาณอยู่ในช่วง 237,394 - 322,856 ตัน ซึ่งเป็นกระจกมากเกินครึ่งของปริมาณของเสียที่เกิดขึ้นสะสมอยู่ในช่วง 163,921 – 222,932 ตัน สำหรับวัสดุพอลิเมอร์ (วัสดุห่อหุ้ม แผ่นปิดด้านหลัง และซิลิโคน) มีปริมาณรวมกันอยู่ในช่วง 31,384 – 42,682 ตัน และจากการประเมินแนวทางการจัดการทั้ง 3 (1.แนวทางที่ใช้ในปัจจุบัน 2.แนวทางการบดหยาบ 3.แนวทางการอบแยก) พบว่าทุกแนวทางมีรายได้มากกว่าต้นทุนการจัดการเบื้องต้น แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน และในแนวทางการอบแยกที่มีการใช้ความร้อนจะทำให้เกิดการสลายตัวของวัสดุพอลิเมอร์ ในรูปค่าความร้อนของเชื้อเพลิง โดยวัสดุห่อหุ้มมีค่าความร้อนมากที่สุดอยู่ในช่วง 38.46 – 40.54 เมกะจูลต่อกิโลกรัม (มีค่าใกล้เคียงกับไบโอดีเซล 40.2 เมกะจูลต่อกิโลกรัม) มีโอกาสที่จะนำเอาพลังงานที่เกิดขึ้นกลับคืนมาใช้ในกระบวนการ เพื่อช่วยลดการใช้เชื้อเพลิง และจากการนำกลับของวัสดุในปริมาณที่มากที่สุด จะช่วยชดเชยผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น ถือเป็นเครดิตที่เกิดขึ้นจากการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม


The Association Of Reproductive Factors And Exogenous Hormone Use With Distal Sensory Neuropathy Among The Us Postmenopausal Women: Results From 1999–2004 Nhanes, Jiayu Li Jan 2021

The Association Of Reproductive Factors And Exogenous Hormone Use With Distal Sensory Neuropathy Among The Us Postmenopausal Women: Results From 1999–2004 Nhanes, Jiayu Li

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Distal sensory neuropathy is a common disorder in the peripheral nervous system. We aimed to investigate the association between reproductive history factors and distal sensory neuropathy among the US postmenopausal women aged 40 years and over. We also explored the heterogeneity of these associations by age. Methods: A cross sectional study was conducted with data from postmenopausal women aged 40 years and over in National Health and Nutrition Examination Survey 1999-2004. Women with diabetes, stroke, cancer, cardiovascular diseases, thyroid disease, liver disease, weak/failing kidneys, or amputation were excluded. Distal sensory neuropathy was measured via 10-gram monofilament test and all …


Ocular Surface Microbiome In Diabetes Mellitus, Orathai Suwajanakorn Jan 2021

Ocular Surface Microbiome In Diabetes Mellitus, Orathai Suwajanakorn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This cross-sectional, age and gender matched study included 20 eyes of non-diabetic subjects (non-DM group) and 60 eyes of type 2 diabetes mellitus (DM group). Subgroups of DM were classified by diabetic retinopathy (DR) staging into no DR (DM-no DR), non-proliferative DR (DM-NPDR), proliferative DR (DM-PDR), and by glycemic control (well-controlled DM; HbA1c<7%, poorly-controlled DM; HbA1c≥7%). Conjunctival swabs were performed for ocular surface microbiome analysis using conventional culture and next-generation sequencing analysis (NGS). A higher culture-positive rate was found in DM (15%) than in non-DM group (5%) (pvalue=0.437). Antibiotic-resistant organisms were only detected in the DR groups (DM-NPDR and DM-PDR). The NGS analysis showed that potentially pathogenic bacteria predominated in DM, especially in DR. There was dissimilarity in the ocular surface microbiome between DM and non-DM groups. The subgroup analysis showed that the DR group had significantly different microbial community from DM-no DR and non-DM groups (p-value<0.05). The microbial community in the poorly-controlled DM was also significantly different from well-controlled DM and non-DM groups (p<0.001). Using the NGS method, this study is the first to signify the importance of DR and glycemic control status, which affect the changes in the ocular surface microbiome.


การวิเคราะห์หาตัวยับยั้งคอมพลีเมนต์ และโปรตีนที่ควบคุมคอมพลีเมนต์ ในผู้ป่วยปลูกถ่ายไตข้ามหมู่เลือด เปรียบเทียบกับผู้ป่วยปลูกถ่ายไตที่มีสารภูมิต้านทานเอชแอลเอ, กวิตา จินตนาปราโมทย์ Jan 2021

การวิเคราะห์หาตัวยับยั้งคอมพลีเมนต์ และโปรตีนที่ควบคุมคอมพลีเมนต์ ในผู้ป่วยปลูกถ่ายไตข้ามหมู่เลือด เปรียบเทียบกับผู้ป่วยปลูกถ่ายไตที่มีสารภูมิต้านทานเอชแอลเอ, กวิตา จินตนาปราโมทย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาและวัตถุประสงค์งานวิจัย: การปลูกถ่ายไตข้ามหมู่เลือดให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการปลูก ถ่ายไตแบบมีสารภูมิต้านทานเอชแอลเอ โดยเฉพาะอุบัติการณ์ของการเกิดภาวะปฏิเสธไตจาก แอนติบอดี ในผู้ป่วยที่เกิดภาวะปฏิเสธไตจากแอนติบอดีจะตรวจพบการอักเสบของไต และย้อมชิ้น เนื้อไตพบ C4d แต่ในผู้ป่วยที่ปลูกถ่ายไตข้ามหมู่เลือดมักจะย้อมชิ้นเนื้อไตพบ C4d แต่กลับไม่พบ หลักฐานของการอักเสบของไต ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าอาจมีกลไกที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมคอมพลี เมนต์ช่วยในการปกป้องเนื้อเยื่อไต โดยมีสมมติฐานว่าอาจมีโปรตีนที่ควบคุมคอมพลีเมนต์ที่มี บทบาทในกลไกนี้ วิธีการศึกษา: รูปแบบการศึกษาเป็นงานวิจัยเชิงสังเกตแบบย้อนหลังในผู้ป่วยที่ได้รับการ ปลูกถ่ายไตจากผู้บริจาคที่ยังมีชีวิตที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ การปลูกถ่ายไตข้ามหมู่เลือด การปลูกถ่ายไตแบบมีสารภูมิต้านทานเอชแอลเอ การปลูกถ่ายไตข้าม หมู่เลือดและมีสารต้านทานเอชแอลเอ และการปลูกถ่ายไตแบบไม่มีสารภูมิต้านทาน โดยทำการ ตรวจการแสดงออกของยีนของตัวควบคุมคอมพลีเมนต์บนเนื้อเยื่อไตที่ได้รับการปลูกถ่ายมาไม่เกิน 1 ปี โดยตรวจสาร ได้แก่ CD35, CD46, CD55 และ CD59 โดยวิธีการตรวจ RT-PCR (reversetranscriptase polymerase chain reaction) ผลการศึกษา: ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไตจากผู้บริจาคที่ยังมีชีวิตจำนวน 87 คน โดย เป็นกลุ่มการปลูกถ่ายไตข้ามหมู่เลือด 12 คน การปลูกถ่ายไตแบบมีสารภูมิต้านทานเอชแอลเอ 22 คน การปลูกถ่ายไตข้ามหมู่เลือดและมีสารต้านทานเอชแอลเอ 6 คน และการปลูกถ่ายไตแบบไม่มี สารภูมิต้านทาน 47 คน โดยที่ตรวจไม่พบความแตกต่างของการแสดงออกของยีนของตัวควบคุม คอมพลีเมนต์ทั้ง CD35, CD46, CD55 และ CD59 ในผู้ป่วยแต่ละกลุ่ม โดยการแสดงออกของยีน


การศึกษาประสิทธิผลของการให้ยาเมนาควิโนน-7 ต่อภาวะการแข็งตัวของหลอดเลือดแดงในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม: งานวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่ม, นวลจันทร์ทิพย์ นัยรักษ์เสรี Jan 2021

การศึกษาประสิทธิผลของการให้ยาเมนาควิโนน-7 ต่อภาวะการแข็งตัวของหลอดเลือดแดงในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม: งานวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่ม, นวลจันทร์ทิพย์ นัยรักษ์เสรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: ภาวะพร่องวิตามินเคในเลือดถือเป็นความเสี่ยงที่สำคัญต่อการเกิดภาวะแคลเซียมเกาะผนังหลอดเลือดและนำไปสู่ภาวะหลอดเลือดแดงแข็งสูญเสียความยืดหยุ่นในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังและผู้ป่วยที่ได้รับการบำบัดทดแทนไต อย่างไรก็ตามประโยชน์ของการให้วิตามินเคเสริมต่อโครงสร้างและหน้าที่ความแข็งแรงสมบูรณ์ของหลอดเลือดนั้นยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันในวงกว้างและยังต้องการหลักฐานงานวิจัยสนับสนุนเพิ่มเติม การศึกษานี้จึงถูกจัดทำขึ้นเพื่อศึกษาประสิทธิผลของการให้วิตามินเคหรือยาเมนาควิโนน-7ต่อการดำเนินของภาวะหลอดเลือดแดงแข็งในผู้ป่วยไตเรื้อรังที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม กระบวนการและระเบียบวิธีวิจัย: เป็นการศึกษาทดลองแบบสุ่มในพหุสถาบันชนิดมีกลุ่มควบคุม จัดทำขึ้นในศูนย์ไตเทียม 4 แห่งในจังหวัดกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย โดยรวบรวมผู้ป่วยไตเรื้อรังที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมทั้งหมด 96 คนซึ่งมีภาวะหลอดเลือดแดงแข็งรุนแรงจากการประเมิน carotod-femoral pulse wave velocity (cfPWV ≥ 10 เมตรต่อวินาที) เข้ามาในการศึกษา โดยผู้ป่วยที่เข้าร่วมในการศึกษาจะได้รับการสุ่มแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มการศึกษา ได้แก่ กลุ่มรักษาที่ได้รับยาเมนาควิโนน-7 (ขนาด 375 ไมโครกรัมต่อวัน) ในระยะเวลา 24 สัปดาห์ (n=50) และกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับยาเมนาควิโนน-7 (n=46) โดยผลลัพธ์หลักของการศึกษาคือการเปลี่ยนแปลงของภาวะหลอดเลือดแดงแข็งวัดด้วย cfPWV ระหว่างและหลังการรักษา ผลการศึกษา: ผู้ป่วยที่เข้าร่วมในงานวิจัย 96 คนมีข้อมูลพื้นฐานไม่แตกต่างกันในทั้งสองกลุ่ม ระหว่างการรักษาที่ 12 สัปดาห์พบว่า ผู้ป่วยในกลุ่มรักษาที่ได้รับยาเมนาควิโนน-7 มีแนวโน้มของภาวะหลอดเลือดแดงแข็งที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม (-13.0 ± 20.7% vs -6.8 ± 21.1%, p=0.18) เมื่อวิเคราะห์ในกลุ่มย่อยพบว่า กลุ่มรักษาที่มีภาวะเบาหวานร่วมด้วยมีการลดลงของภาวะหลอดเลือดแดงแข็งที่มากยิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมที่มีภาวะเบาหวานร่วมด้วย (-9.9±13.8% vs 1.9±17.2%, p = 0.065) นอกจากนี้ผลการศึกษายังแสดงให้เห็นว่า ผู้ป่วยในกลุ่มรักษามีการดำเนินของภาวะหลอดเลือดแดงแข็งน้อยกว่ากลุ่มควบคุมเมื่อตรวจติดตามค่า cfPWV ที่ 12 สัปดาห์ (21.4% vs 34.1%, p = 0.20) โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีภาวะเบาหวานร่วมด้วยเช่นกัน (21.4% vs 58.3%, p = 0.054) ทั้งนี้ระหว่างการศึกษาที่ 12 สัปดาห์ยังไม่พบรายงานยาเมนาควิโนน-7ก่อให้เกิดผลข้างเคียงร้ายแรงต่อผู้ป่วยในงานวิจัยนี้ สรุปผลการศึกษา: การให้ยาเมนาควิโนน-7 รับประทานเสริมขนาด 375 ไมโครกรัมต่อวัน ในระยะเวลา 24 สัปดาห์พบว่า มีแนวโน้มในการลดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งจากการวัดด้วย cfPWV ในผู้ป่วยไตเรื้อรังที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม:7 ซึ่งผลลัพธ์เดียวกันนี้ชัดเจนยิ่งขึ้นในผู้ป่วยที่ภาวะเบาหวานร่วมด้วย อย่างไรก็ตามควรมีการศึกษาเพิ่มเติมในแง่ผลลัพธ์ทางคลินิกของระบบไหลเวียนโลหิตและหัวใจเพิ่มเติมในอนาคต


A Causal Model For The Quality Of Nursing Work Life Among Professional Nurses In Public Hospitals, Thailand, Pattaramon Tubsoongnoen Jan 2021

A Causal Model For The Quality Of Nursing Work Life Among Professional Nurses In Public Hospitals, Thailand, Pattaramon Tubsoongnoen

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This cross-sectional study aimed to develop and test causal relationships between transformational leadership, job characteristics, organizational climate, job satisfaction, and quality of nursing work life among professional nurses in Thailand. The hypothesized model was conducted based on Kanter’s theory of structural empowerment. A multi-stage sampling technique was utilized to recruit 392 Thai professional nurses from 22 hospitals who met the inclusion criteria. Research instruments consisted of demographic data form, Multifactor Leadership Questionnaire, Job Content Questionnaire, Organizational Climate Questionnaire, Nurses’ Job Satisfaction Scale, and the Thai version of Brooks’ Quality of Nursing Work Life survey. The validity of all instruments was …


Development Of Tetrahydrocurcumin-Loaded Chitosan-Coated-Nanostructured Lipid Carriers For Topical Treatment Of Psoriasis, Hoang Thien Truong Jan 2021

Development Of Tetrahydrocurcumin-Loaded Chitosan-Coated-Nanostructured Lipid Carriers For Topical Treatment Of Psoriasis, Hoang Thien Truong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Chitosan (Ch)-coated nanostructured lipid carriers (NLCs) have great potential for topical delivery with high localization of chemotherapeutics. In this study, tetrahydrocurcumin (THC), a primary metabolite of curcumin with enhanced antioxidant and anticancer properties, was used as a model drug to prepare NLCs. Response surface methodology was employed to optimize THC-loaded Ch-coated NLCs (THC-Ch-NLCs) fabricated by high-shear homogenization. The optimized THC-Ch-NLCs had particle size of 244 ± 18 nm, zeta potential of -17.5 ± 0.5 mV, entrapment efficiency of 76.6 ± 0.2% and drug loading of 0.28 ± 0.01 mg/mL. In vitro release study of THC-Ch-NLCs showed sustained release following the …


Development Of Hek-293t Cells Stably Expressing The C-X-C Chemokine Receptor Type 4 (Cxcr4) For Binding Assay Of Potential Anti-Breast Cancer Agents, Thi Thai Ha Dinh Jan 2021

Development Of Hek-293t Cells Stably Expressing The C-X-C Chemokine Receptor Type 4 (Cxcr4) For Binding Assay Of Potential Anti-Breast Cancer Agents, Thi Thai Ha Dinh

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The C-X-C chemokine receptor type 4 (CXCR4) has been recognized as a potential target in cancer drug discovery based on the high expression in cancer cells, particularly invasive breast cancer. This study aims to construct CXCR4-overexpressed cells to screen new anti-breast cancer agents targeting CXCR4 and identify the mediated target for anticancer effect. Firstly, five genetic isotypes of CXCR4, namely A, B, C, D and E, were amplified from Jurkat T cells. Amplicons of each CXCR4 isotype were ligated into cloning vectors and subcloned into expression vectors. They were transformed into competent Escherichia coli strain DH5-alpha cells. The presence of …


Venom Characterization And Toxicology Of Box Jellyfish Chironex Indrasaksajiae, Chanikarn Yongstar Jan 2021

Venom Characterization And Toxicology Of Box Jellyfish Chironex Indrasaksajiae, Chanikarn Yongstar

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Box jellyfish is considered one of the most venomous animals. The genus Chironex (C. indrasaksajiae) is a multi-tentacle box jellyfish found in Thai waters that are dangerous to humans, particularly the venom that could cause death within minutes. This study aimed to perform a proteomic approach to characterize the protein components of C. indrasaksajiae venom. A total of 532 unique protein groups were identified, including toxins and proteins essential for nematocyte development and nematocyst formation (nematogenesis). Toxins CfTX-1 and CfTX-2, with sequence coverage of 39.3 percent and 34.8 percent, respectively, are the most abundant in the venom of C. indrasaksajiae. …


Α-Glucosidase Inhibitors From The Stems Of Thunbergia Laurifolia, Khoa Nguyen Anh Jan 2021

Α-Glucosidase Inhibitors From The Stems Of Thunbergia Laurifolia, Khoa Nguyen Anh

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Alpha-glucosidase inhibitory assay-guided isolation of Thunbergia laurifolia L. stems yielded a new compound named 5-acetoxyfuranonapthoquinone (1) along with nineteen known compounds (2-20). The structure of the isolated compounds was elucidated by the analysis of multiple spectroscopic data as well as by comparison with the previous reports. The isolated compounds were evaluated for α-glucosidase inhibition. Syringaresinol (6), rosmarinic acid (11), 1,2,8-trihydroxyxanthone (17), and isojacareubin (18) showed the most potent inhibitory activity among isolated compounds. Kinetic study indicated that syringaresinol (6), 1,2,8-trihydroxyxanthone (17), and isojacareubin (18) could inhibit the maltase and sucrase function by non-competitive, and rosmarinic acid (11) was identified as …


Isolation Of Α-Glucosidase Inhibitors And Cytotoxic Compounds From Heartwood Of Mansonia Gagei Drumm, Le Thi Thu Huong Jan 2021

Isolation Of Α-Glucosidase Inhibitors And Cytotoxic Compounds From Heartwood Of Mansonia Gagei Drumm, Le Thi Thu Huong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Phytochemical and biological investigations were carried out on the heartwoods of M. gagei. Twelve known compounds (1–11, 29), ten new sesquiterpenoids (12–21), seven novel compounds (22–28) and one new neolignan (30) were isolated. Their structures were elucidated by spectroscopic data analysis (UV-Vis, FTIR, 1D, 2D NMR and HRESIMS), and their absolute configurations were established by calculation of ECD data. Isolated compounds were evaluated for antioxidant, cytotoxic activity and enzyme inhibitory activity against α-glucosidase. Interestingly, mansonialactam (21) showed significant inhibitory activity against α-glucosidase from the yeast with the IC50 value of 0.2 ± 0.05 mM which was 468 times lower than …