Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Physical Sciences and Mathematics (27717)
- Social and Behavioral Sciences (24096)
- Arts and Humanities (22404)
- Medicine and Health Sciences (21408)
- Education (17019)
-
- Earth Sciences (16205)
- Geology (13582)
- Life Sciences (13450)
- Law (13133)
- Engineering (9985)
- Higher Education (6789)
- Business (6399)
- History (5493)
- Public Health (4750)
- Medical Specialties (4717)
- Psychology (3984)
- Library and Information Science (3941)
- Computer Sciences (3478)
- Religion (3341)
- Sociology (3236)
- Creative Writing (3109)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (3012)
- United States History (2927)
- Environmental Sciences (2801)
- Plant Sciences (2594)
- American Studies (2505)
- Nursing (2494)
- Communication (2442)
- Electrical and Computer Engineering (2422)
- Medical Sciences (2286)
- Institution
-
- Western Michigan University (14885)
- Mississippi State University (10437)
- University of Memphis (4887)
- University of Kentucky (3423)
- University of Central Florida (3153)
-
- Georgia Southern University (3031)
- University of Nebraska - Lincoln (2991)
- San Jose State University (2740)
- Chulalongkorn University (2475)
- Brigham Young University (2413)
- Utah State University (1968)
- Association of Arab Universities (1930)
- Grand Valley State University (1930)
- University of Mississippi (1901)
- Louisiana State University (1806)
- City University of New York (CUNY) (1802)
- University of New Hampshire (1769)
- Walden University (1733)
- University of Alabama at Birmingham (1708)
- University of South Florida (1615)
- Washington University School of Medicine (1602)
- Universitas Indonesia (1591)
- University of Montana (1561)
- TÜBİTAK (1509)
- University of South Carolina (1452)
- Yale University (1430)
- Singapore Management University (1379)
- University of Dayton (1359)
- University of Arkansas, Fayetteville (1343)
- University of Plymouth (1326)
- Keyword
-
- COVID-19 (4036)
- Georgia Southern University (2022)
- Humans (1311)
- Michigan (1085)
- Education (1072)
-
- Athletics (1019)
- Undergraduate (869)
- Pandemic (861)
- United States (702)
- Holiness (669)
- Indian Springs (667)
- English (621)
- Mental health (599)
- Female (592)
- Release (590)
- Coronavirus (559)
- History (556)
- Higher education (525)
- Male (511)
- Gender (499)
- Covid-19 (496)
- Camp Meeting (487)
- Women (487)
- EIU (484)
- Newsletter (468)
- Machine learning (454)
- SARS-CoV-2 (444)
- Climate change (437)
- Leadership (435)
- News Releases (430)
- Publication
-
- Legacy Scout Tickets from Pure Oil Company (11044)
- University Archives Photograph Collection (9186)
- Theses and Dissertations (3573)
- Faculty Publications (2179)
- Thin Sections (2154)
-
- Florida Historical Quarterly (2083)
- Library Philosophy and Practice (e-journal) (1957)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (1806)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (1598)
- Michigan Reading Journal (1516)
- IGC Proceedings (1977-2023) (1504)
- Dissertations (1262)
- Documents (1259)
- Open Access Publications (1210)
- Electronic Theses and Dissertations (1207)
- Browse All News (1073)
- Mansoura Engineering Journal (1061)
- 2021 Decisions (1049)
- Athletics: News & Publications (934)
- Defensive Publications Series (881)
- Honors Theses (836)
- Faculty Scholarship (804)
- Research outputs 2014 to 2021 (724)
- Theses (639)
- Articles (635)
- Publications and Research (608)
- Tim Johnson Postcard Collection (608)
- Session Laws 2001-Present (593)
- ETSU News (581)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (569)
- Publication Type
Articles 189571 - 189600 of 195919
Full-Text Articles in Entire DC Network
นโยบาย The Great Firewall กับความสำเร็จของ Unicorn จีน, พิมพ์ใจ วรรณพงษ์
นโยบาย The Great Firewall กับความสำเร็จของ Unicorn จีน, พิมพ์ใจ วรรณพงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของจีนที่มีผลต่อความสำเร็จของสตาร์ทอัพจีนระดับยูนิคอร์น (Startup Unicorn) :โดยจากการพิจารณาผ่านคำอธิบายในทฤษฎีรัฐพัฒนา (Developmental state) และแนวคิดด้านการรักษาความมั่นคงของประเทศ ปัจจัยที่สำคัญเกิดจากการที่รัฐบาลจีนต้องการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ จึงสนับสนุนด้านพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศของจีนโดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จัดตั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และส่งเสริมด้านการพัฒนาธุรกิจจนทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการขยายตัวของธุรกิจสตาร์ทอัพในจีน นอกจากนี้ ปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่งเกิดจากการใช้นโยบาย The Great Firewall of China ที่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการรักษาอำนาจอธิปไตยทางอินเตอร์เน็ต (Internet sovereignty) แต่กลับส่งผลทางอ้อมในการกีดกันบริษัทจากต่างชาติที่เป็นคู่แข่งของบริษัทสตาร์ทอัพในจีน ทำให้บริษัทสตาร์ทอัพของจีนสามารถเติบโตขึ้นเป็นระดับยูนิคอร์น
ความท้าทายของประเทศไทยในการบังคับใช้ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและ สิทธิทางการเมือง (Iccpr) ต่อเหตุการณ์ชุมนุมในสมัยรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา พ.ศ.2562-2564., วิลาสินี จันทร์วุฒิวงศ์
ความท้าทายของประเทศไทยในการบังคับใช้ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและ สิทธิทางการเมือง (Iccpr) ต่อเหตุการณ์ชุมนุมในสมัยรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา พ.ศ.2562-2564., วิลาสินี จันทร์วุฒิวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษา ความท้าทายของประเทศไทยในการบังคับใช้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง ข้อที่21 (ICCPR) ต่อเหตุการณ์ชุมนุม ในสมัยรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา พ.ศ.2562-2564 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงการบังคับใช้กฎหมายที่เกินกว่าความจำเป็นจากเหตุการณ์การชุมนุมในห้วงเวลานี้ และมุ่งเน้นถึงความสำคัญของหลักสิทธิมนุษยชน และเสรีภาพต่อการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน เพื่อให้เข้าใจถึงปัญหาและอุปสรรค อันเป็นความท้าทายของประเทศไทยในการปรับใช้กติการะหว่างประเทศ ว่าเพราะเหตุใดถึงไม่สามารถบังคับใช้กับประเทศไทยได้โดยสมบูรณ์ ต่อการเกิดขึ้นของสถานการณ์ความรุนแรงของผู้บังคับใช้กฎหมายที่ลิดรอนเสรีภาพ รวมถึงยังสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน และชีวิตของประชาชนอย่างประจักษ์ นับเป็นการละเมิดสิทธิพลเมืองภายใต้กติการะหว่างประเทศ ดังนั้นผู้เขียนจึงนำแนวคิด ระบอบระหว่างประเทศเชิงซ้อน (International regime complex) มาศึกษาถึงปรากฎการณ์ดังกล่าว ซึ่งจากการศึกษาพบว่า กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง มิได้มีความสอดคล้องกับผลประโยชน์แห่งชาติของประเทศไทย เเละการไม่มีอำนาจศูนย์กลางในการบังคับใช้กฎหมายต่อผู้ละเมิด ส่งผลให้ประเทศไทยยังคงละเมิดกติกาดังกล่าวได้ ซึ่งการไม่ยึดโยงกับเจตนารมณ์ด้านสิทธิมนุษยชนอันเป็นจุดมุ่งหมายหลักของความร่วมมือระหว่างประเทศนี้ นับเป็นความท้าทายที่สำคัญของประเทศไทย
ยุทธศาสตร์ความมั่นคงของสหราชอาณาจักรต่ออินโดแปซิฟิกภายใต้วิสัยทัศน์โกลบอลบริเตน, วริทธิ์ เสนาวัตร
ยุทธศาสตร์ความมั่นคงของสหราชอาณาจักรต่ออินโดแปซิฟิกภายใต้วิสัยทัศน์โกลบอลบริเตน, วริทธิ์ เสนาวัตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิสัยทัศน์ Global Britain กำหนดการหันเข้าหาโลกของสหราชอาณาจักรภายหลังการลาออกจากสหภาพยุโรป แผนยุทธศาสตร์องค์รวมทำให้วิสัยทัศน์ Global Britain มีความเป็นรูปธรรมากขึ้น โดยกำหนดให้สหราชอาณาจักรมีบทบาทเชิงรุกที่สำคัญในโลก ซึ่งสหราชอาณาจักรเลือกหันเหจุดเน้นทางยุทธศาสตร์มาสู่อินโดแปซิฟิกเพราะอินโดแปซิฟิกมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมืองมากมายต่อสหราชอาณาจักร ผ่านการประกอบสร้างความมั่นคงในอินโดแปซิฟิก สหราชอาณาจักรรับรู้ว่าจีนเป็นภัยคุกคามจากการขึ้นมามีอำนาจและความก้าวร้าวที่เพิ่มขึ้น รวมกับ ความแตกต่างระหว่างอุดมการณ์และการปฏิบัติของสหราชอาณาจักรและจีน ทำให้จีนถูกปฏิบัติเป็นภัยคุกคามจากรัฐบาลสหราชอาณาจักรผู้ประกอบสร้างความมั่นคง ซึ่งถูกส่งผ่านไปให้ผู้รับสารคือสาธารณชนสหราชอาณาจักรผ่านการรายงานของสื่อมวลชน ซึ่งสาธารณชนสหราชอาณาจักรยอมรับว่า จีนเป็นภัยคุกคาม ต่อ ความมั่นคงทางสาธาณะสุข ความมั่นคงทางไซเบอร์ เป็นภัยคุกคามต่ออุดมการณ์เสรีนิยมของสหราชอาณาจักร เมื่อประชาชนเชื่อว่าจีนเป็นภัยคุกคามต่อผลประโยชน์แห่งชาติ รัฐบาลสหราชอาณาจักรจึงมีความชอบธรรมในการเข้ามาสู่ภูมิภาคอินโดแปซิฟิกอย่างเร่งด่วน เพื่อเข้ามาปกป้องผลประโยชน์และตอบสนองต่อภัยคุกคาม การเข้ามาสู่อินโดแปซิฟิกยังได้รับการส่งเสริมจากพันธมิตรทั้ง ออสเตรเลียและสหรัฐฯ ซึ่งนำมาสู่ นโยบายต่างๆ ในการเข้ามามีบทบาทในภูมิภาค ทั้งระยะสั้น ได้แก่ การส่งกองเรือ Carrier Strike Group (CSG) และระยะยาว ได้แก่ กรอบการหันเหความสนใจมาสู่อินโดแปซิฟิก (Indo-Pacific Tilt framework)
การผลักดันนโยบายกับการพัฒนาสิทธิของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (Lgbtqi+) ในญี่ปุ่น ช่วงปี 2015 – 2021, รัตติกาล นุระธนะ
การผลักดันนโยบายกับการพัฒนาสิทธิของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (Lgbtqi+) ในญี่ปุ่น ช่วงปี 2015 – 2021, รัตติกาล นุระธนะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทความวิจัยนี้ศึกษาถึงแนวทางหรือกลยุทธ์ในการผลักดันนโยบายกับการพัฒนาสิทธิของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQI+) ในญี่ปุ่น โดยใช้กรอบการวิเคราะห์แนวคิดเรื่องแนวทางการผลักดันนโยบาย (policy entrepreneurship) เพื่อมุ่งตอบคำถามว่า ในช่วงปี 2015 – 2021 ญี่ปุ่นมีแนวทางในการผลักดันเรื่องการยอมรับกลุ่ม LGBTQI+ กับการพัฒนาสิทธิของกลุ่ม LGBTQI+ อย่างไร บทความวิจัยนี้เสนอว่าญี่ปุ่นมีแนวทางในการผลักดันการยอมรับกลุ่ม LGBTQI+ กับการพัฒนาสิทธิของกลุ่ม LGBTQI+ โดยแบ่งออกเป็นสองแนวทาง คือ 1) ผู้ผลักดันนโยบาย (policy entrepreneurs) ซึ่งประกอบไปด้วยหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนของญี่ปุ่นต่างรณรงค์ รวมกลุ่มจัดกิจกรรมเพื่อผลักดันให้มีการยอมรับกลุ่ม LGBTQI+ โดยอาศัย “ช่องโอกาส” (windows of opportunity) เป็นเครื่องมือที่กระตุ้นให้เกิดการผลักดันการยอมรับกลุ่ม LGBTQI+ 2) การใช้แรงกดดันจากการที่องค์กรระหว่างประเทศ หรือนานาชาติต่างยอมรับกลุ่ม LGBTQI+ เป็นเหตุผลข้ออ้างผลักดันให้ญี่ปุ่นดำเนินการเพื่อเป็นที่ยอมรับตามบรรทัดฐานสากล ในเรื่องนโยบายการยอมรับกลุ่ม LGBTQI+ ในประเทศ โดยใช้กระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศ (Universal Periodic Review หรือ UPR) เป็นเครื่องมือกดดันเพื่อให้ญี่ปุ่นมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านสิทธิต่อกลุ่ม LGBTQI+ มากขึ้นจนเป็นบรรทัดฐานใหม่ในสังคมญี่ปุ่น
ทิศทางความร่วมมือด้านพลังงานของไทยกับญี่ปุ่นในช่วงการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน, เวทิศ ธนกรดิษฐ์
ทิศทางความร่วมมือด้านพลังงานของไทยกับญี่ปุ่นในช่วงการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน, เวทิศ ธนกรดิษฐ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจะตอบคำถามว่า แนวคิดเรื่องการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานโลก ส่งผลกระทบต่อความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างไทยและญี่ปุ่นอย่างไร จากการศึกษาพบว่า การเปลี่ยนผ่านทางพลังงานโลก ทำให้ทั้งประเทศไทยและญี่ปุ่นกำหนดเป้าหมายด้านพลังงานไปในทิศทางเดียวกันเพื่อมุ่งไปสู่การสร้างนโยบายด้านพลังงานที่สอดรับกับกรอบการเปลี่ยนผ่านพลังงานโลก โดยญี่ปุ่นได้วางตัวเองเป็นผู้นำด้านการเปลี่ยนแปลงนโยบายพลังงานในภูมิภาคเอเชีย และเข้ามาให้ความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีแก่ประเทศต่าง ๆ รวมถึงการสร้างความร่วมมือด้านพลังงานกับประเทศไทย ซึ่งเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของญี่ปุ่นในภูมิภาค ลักษณะเช่นนี้ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มของการพึ่งพิงระหว่างประเทศ และอาจเป็นเครื่องมือกำหนดความร่วมมือด้านพลังงานอื่น ๆ ของทั้งสองต่อไปในอนาคต
บทเรียนจากสมรภูมิ: สงครามลับในลาวกับการปรับยุทธศาสตร์ต่อต้านการก่อความไม่สงบของไทย, สุริยัน จิ๋วเจริญ
บทเรียนจากสมรภูมิ: สงครามลับในลาวกับการปรับยุทธศาสตร์ต่อต้านการก่อความไม่สงบของไทย, สุริยัน จิ๋วเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการเปลี่ยนแปลงหลักนิยมและแนวทางการต่อสู้คอมมิวนิสต์ที่กองทัพไทยได้กำหนดขึ้นมาเพื่อเป็นแนวทางการเอาชนะสงครามประชาชน สารนิพนธ์นี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพซึ่งได้ใช้กรอบแนวคิดการเรียนรู้เชิงนโยบายความมั่นคง มีจุดยืนว่าการเปลี่ยนแปลงหลักนิยมและแนวทางการต่อต้านการก่อความไม่สงบของไทยมีการเรียนรู้เป็นสองชั้น คือ การเรียนรู้ระดับบุคคลและการเรียนรู้ระดับองค์กร ชั้นที่หนึ่งคือประสบการณ์ส่วนบุคคลของนายทหารไทยกลุ่มหนึ่งที่เคยเข้าร่วมสงครามลับในลาวเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่ง หนึ่งในบทเรียนสำคัญที่สุดจากประสบการณ์ในสงครามคือการตระหนักถึงข้อจำกัดพื้นฐานและความไม่มีประสิทธิภาพของยุทธศาสตร์ตั้งแนวป้องกันนอกประเทศของสหรัฐอเมริกา และการต่อต้านการก่อความไม่สงบที่เน้นการใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามอย่างรุนแรงตามแบบอย่างปฏิบัติการของสหรัฐอเมริกาในสงครามเวียดนามซึ่งรัฐบาลทหารไทยสมัยนั้นได้นำมาใช้เป็นหลักนิยมความมั่นคงของชาติ อย่างไรก็ตามการเรียนรู้ในระดับบุคคลถึงแม้ว่าจะเป็นส่วนสำคัญยิ่ง แต่ก็ยังถือว่าเป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น หลังจากสงครามลับในลาวสิ้นสุดลง นายทหารกลุ่มหนึ่งได้กลับมายังประเทศไทยและได้รับมอบภารกิจการต่อสู้คอมมิวนิสต์ นายทหารกลุ่มนั้นนำโดยพลเอกสายหยุด เกิดผล ได้ปรับเปลี่ยนหลักนิยมและแนวทางการต่อต้านการก่อความไม่สงบขึ้นใหม่ ซึ่งมุ่งเน้นการเอาชนะจิตใจประชาชนและสร้างความชอบธรรมทางการเมืองโดยใช้มาตรการพัฒนาเศรษฐกิจและการเมือง ขยายบทบาทงานด้านกิจการพลเรือนของกองทัพ รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ก่อความไม่สงบที่ยอมมอบตัวให้เข้าร่วมเป็น “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย” ชั้นที่สองคือการเรียนรู้ระดับองค์กรที่นำไปสู่การปรับเปลี่ยนหลักนิยม เกิดจากปัจจัยสำคัญยิ่งคือการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาลทหารที่ปกครองประเทศมากว่าสิบห้าปี ได้สร้างโอกาสสู่การเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยเช่นเดียวกับเปิดโอกาสให้เกิดการปรับหลักนิยมความมั่นคงของชาติ เป็นช่วงเวลาที่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ผู้ซึ่งให้การสนับสนุนและมีบทบาทหลักต่อการใช้หลักนิยมใหม่ ได้ก้าวเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกและนายกรัฐมนตรี การยกระดับไปสู่หลักนิยมใหม่นี้เกิดขึ้นภายใต้การนำของเขา
ความสัมพันธ์ระหว่างอียิปต์กับจีนระหว่าง ค.ศ 2018-2021: ศึกษากรณีโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง, ประดับพร วงศ์ปัญญา
ความสัมพันธ์ระหว่างอียิปต์กับจีนระหว่าง ค.ศ 2018-2021: ศึกษากรณีโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง, ประดับพร วงศ์ปัญญา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาและวิเคราะห์ถึงผลประโยชน์ของอียิปต์ผ่านโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของจีน (The Belt and Road Initiative: BRI) โดยใช้แนวคิดภูมิรัฐศาสตร์แบบดั้งเดิม จากการศึกษาพบว่า อียิปต์ตระหนักดีว่า ลักษณะภูมิประเทศของอียิปต์เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่จะช่วยผลักดันโครงการ BRI ให้สำเร็จ รวมถึงได้ปฏิรูปมาตรการทางเศรษฐกิจเพื่อดึงดูดการลงทุนจากจีนและต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ จีนและอียิปต์เห็นพ้องต้องกันว่า โครงการ BRI กับการพัฒนาตามวิสัยทัศน์อียิปต์ ค.ศ. 2030 (Egypt Vision 2030) เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจีนได้เข้ามาลงทุนในเศรษฐกิจอียิปต์ โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในโครงการสำคัญของ BRI และวิสัยทัศน์อียิปต์ ค.ศ. 2030 เช่น เขตความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าคลองสุเอซ เขตพัฒนาอุตสาหกรรมคลองสุเอซ และโครงการเมืองหลวงแห่งใหม่ ทำให้ได้รับผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง สามารถสร้างงานให้กับประชาชน แต่อียิปต์ไม่ได้รับผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองจากโครงการ BRI มากเท่าที่ควร เพราะตลอดระยะเวลา 8 ปีที่อียิปต์เข้าร่วมโครงการ BRI จีนลงทุน ในอียิปต์ภายใต้โครงการ BRI เพียง 4 โครงการ และไม่ได้เป็นประเทศผู้ลงทุนหลักในอียิปต์ รวมถึงอียิปต์ยังคง มีข้อท้าทายความสัมพันธ์กับจีนในเรื่องเขื่อนแกรนด์เอธิโอเปียเรเนซองส์ ในเอธิโอเปีย นอกจากนี้ อียิปต์ยังต้องรักษาความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา เพราะหากพึ่งพาจีนมากเกินไป สหรัฐอเมริกาอาจจะพิจารณาลดหรือระงับงบประมาณความช่วยเหลือทางการทหาร
ความท้าทายในการบูรณาการของชาวจีนใหม่ในกัมพูชา, นันทนัท สุวรรณชัย
ความท้าทายในการบูรณาการของชาวจีนใหม่ในกัมพูชา, นันทนัท สุวรรณชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาความท้าทายของชาวจีนใหม่กับการบูรณาการกับสังคมกัมพูชาภายใต้สภาพแวดล้อมที่เผชิญการกดดันจากภาคประชาชนในประเทศและความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับจีน โดยจะมุ่งพิจารณาในสามระดับได้แก่ พฤติการณ์ของชาวจีนใหม่กับสังคมกัมพูชา ท่าทีของชาวกัมพูชาต่อการเข้ามาของชาวจีนกลุ่มนี้ และโครงสร้างพื้นฐานสถาบันทางสังคมของกัมพูชาที่เอื้อต่อการปรับตัวของชาวจีนใหม่ จากการศึกษาพบว่า ชาวจีนใหม่ไม่สามารถปรับตัวกับสังคมกัมพูชาได้เท่าที่ควร สาเหตุจากการที่ชาวจีนใหม่เลือกที่จะรักษาอัตลักษณ์ความเป็นจีนและไม่ปฏิสัมพันธ์กับคนกัมพูชา มีพฤติการณ์ไม่เคารพระเบียบกฎหมายท้องถิ่น และก่ออาชญากรรมสร้างความขัดแย้งกับคนกัมพูชา ด้วยเหตุนี้ การเข้ามาของชาวจีนใหม่จึงก่อให้เกิดผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมของกัมพูชาและสร้างกระแสต่อต้านชาวจีนในกัมพูชาที่เพิ่มมากขึ้น โดยที่กัมพูชายังไม่มีโครงสร้างสถาบันทางสังคมเพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งหรือดูแลชาวจีนกลุ่มนี้อย่างจริงจัง ประกอบกับในภาวะมิติความสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างประเทศของกัมพูชากับจีน เป็นความท้าทายของรัฐบาลกัมพูชาในการกำหนดแนวทางหรือบังคับใช้มาตรการต่อชาวจีนใหม่ได้อย่างเสรีภาพและมีประสิทธิภาพ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในการใช้อำนาจรัฐ จนทำให้ผลกระทบจากชาวจีนใหม่มีแนวโน้มก่อให้เกิดปัญหาเรื้อรังทางสังคม
ญี่ปุ่นกับการนำเสนอ “ภาพลักษณ์การไม่ยอมแพ้” ในโตเกียวโอลิมปิกส์ 2020, กนกนันท์ ธูปะเตมีย์
ญี่ปุ่นกับการนำเสนอ “ภาพลักษณ์การไม่ยอมแพ้” ในโตเกียวโอลิมปิกส์ 2020, กนกนันท์ ธูปะเตมีย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาภาพลักษณ์ของชาติที่ญี่ปุ่นต้องการนำเสนอจากการยืนหยัดจัดโอลิมปิกท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นี้ โดยเน้นวิเคราะห์ภาพลักษณ์ที่เกิดขึ้นและแนวทางการสร้างภาพลักษณ์นั้น อันประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ สาระ และกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ แล้วเปรียบเทียบกับภาพลักษณ์และแนวทางการสร้างในโตเกียวโอลิมปิกส์ 2020 ยุคก่อนการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และในโตเกียวโอลิมปิกส์ 1964 จากการศึกษาพบว่าภาพลักษณ์ ‘ไม่ยอมแพ้’ ของญี่ปุ่นใน ค.ศ.2021 เห็นได้จากการนำยุทธศาสตร์การป้องกันโรคและการใช้คำพูดสร้างความเชื่อมั่นของผู้นำไปปฏิบัติเพื่อเตรียมความพร้อมภายในประเทศและแสดงให้นานาชาติเห็นว่าญี่ปุ่นพร้อมจัดโอลิมปิกอย่างปลอดภัยแล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ภาพลักษณ์ในตอนนั้นคือการฟื้นฟูบูรณะจากภัยพิบัติที่ญี่ปุ่นต้องเผชิญในปี ค.ศ.2011 ด้วยยุทธศาสตร์การเติบโตทางเศรษฐกิจของ ‘อาเบะโนมิกส์’ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวซึ่งเกิดขึ้นไปพร้อม ๆ กับการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่ได้รับความเสียหาย และภาพลักษณ์ของโตเกียวโอลิมปิกส์ 1964 คือการกลับสู่ประชาคมโลกที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำ ในฐานะประเทศรักสันติ ด้วยยุทธศาสตร์การเร่งพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของประเทศให้ทัดเทียมกับประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำอื่น ๆ และการปลูกฝังความเป็นสากลให้ประชากรญี่ปุ่น ก่อนการจัดโอลิมปิกฤดูร้อนของญี่ปุ่นแต่ละครั้งที่ผ่านมา ญี่ปุ่นอยู่ในบริบทที่ประเทศต้องเผชิญกับความสูญเสียอย่างมาก โตเกียวโอลิมปิกส์ 1964 เกิดหลังจากการแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 โตเกียวโอลิมปิกส์ 2020 เกิดหลังจากภัยพิบัติแผ่นดินไหวใหญ่และสึนามิ ค.ศ.2011 และต้องเลื่อนการจัดงานเพราะการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 การฟื้นฟูประเทศอย่างไม่ลดละตามนโยบายของผู้นำ ประกอบกับการร่วมด้วยช่วยกันของประชากรญี่ปุ่น ทำให้ประเทศญี่ปุ่นสามารถจัดโอลิมปิกให้เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ในสายตาชาวโลกได้
การจัดหายุทโธปกรณ์ของกองทัพเรือ กับการสร้างสมดุลของไทยหลังการรัฐประหารปี ๒๐๑๔, กังสดาล สุจเร
การจัดหายุทโธปกรณ์ของกองทัพเรือ กับการสร้างสมดุลของไทยหลังการรัฐประหารปี ๒๐๑๔, กังสดาล สุจเร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทความวิจัยฉบับนี้วิเคราะห์อิทธิพลของมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีนในศตวรรษที่ ๒๑ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการรัฐประหารปี ๒๐๑๔ ในฐานะปัจจัยภายนอก และการดำเนินนโยบายต่างประเทศของไทยตามยุทธศาสตร์การประกันความเสี่ยง (Hedging) ในการสร้างสมดุลระหว่างอิทธิพลมหาอำนาจดังกล่าวในฐานะปัจจัยภายใน ว่าทั้งสองส่วนนี้ส่งผลกระทบอย่างไรต่อการจัดหายุทโธปกรณ์ของ ทร. โดยเสนอผ่านกรอบแนวคิดการประกันความเสี่ยง ของ Evelyn Goh และการจัดหายุทโธปกรณ์เป็นเครื่องมือทางการทูต (Procurement Diplomacy) เพื่อมุ่งตอบคำถามว่า การจัดหายุทโธปกรณ์ของ ทร. ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างสมดุลภายใต้อิทธิพลของมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีนอย่างไร ซึ่งเมื่อศึกษาจากนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ และจีน ประกอบกับระเบียบและแนวทางที่เกี่ยวข้องกับการจัดหายุทโธปกรณ์ของไทย รวมถึงบทความทางวิชาการที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ และการสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานด้านการจัดหายุทโธปกรณ์ของ ทร. แล้วพบว่า การจัดหายุทโธปกรณ์ของ ทร. แบบรัฐบาลต่อรัฐบาล ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างสมดุลภายใต้อิทธิพลของสหรัฐฯ และจีน ส่งผลให้เกิดความหลากหลายของยุทโธปกรณ์ในชนิดเดียวกัน และกระทบต่อขีดความสามารถของกำลังรบ ทร. ซึ่งเป็นผลการวิจัยที่แสดงในบทความฉบับนี้
การท่องเที่ยวเชิงภูมิรัฐศาสตร์: กรณีศึกษาลาดักห์, ชมพูนุท คชโส
การท่องเที่ยวเชิงภูมิรัฐศาสตร์: กรณีศึกษาลาดักห์, ชมพูนุท คชโส
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ลาดักห์เป็นเมืองหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาและเทือกเขาที่สลับทับซ้อนกันในทางเหนือของประเทศอินเดีย เป็นพื้นที่ชายแดนที่รายรอบไปด้วยความขัดแย้งในทางการเมืองระหว่างประเทศจากเพื่อนบ้านอย่างจีนและปากีสถาน โดยเฉพาะจีนที่ได้เกิดการกระทบกระทั่งกันมาตั้งแต่ครั้งอดีตจนถึงปัจจุบันจากการพยายามแย่งชิงพื้นที่และอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนบางส่วนของลาดักห์ ลาดักห์จึงได้ถูกทำให้เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลภายใต้ยุคของชวาหะลาล เนห์รู อินทิรา คานธี มานโมฮัน ซิงห์ และนเรนทรา โมดิ ได้นำมาใช้เพื่อสร้างอำนาจให้แก่อินเดียด้วยการทำให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยว โดยประโยชน์ที่จะได้จากการท่องเที่ยวก็คือการนำมาซึ่งการพัฒนาโครงสร้างของพื้นที่ให้เจริญ ไม่ว่าจะเป็น ระบบสาธารณูปโภค ระบบขนส่งและคมนาคม การศึกษา เศรษฐกิจ ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ รวมไปถึงการทำให้พื้นที่รกร้างว่างเปล่านั้นเต็มไปด้วยผู้คนซึ่งก็คือนักท่องเที่ยวจากหลากหลายประเทศ โดยที่อินเดียใช้ประโยชน์จากภูมิรัฐศาสตร์ของลาดักห์ที่มีทรัพยากรทางธรรมชาติอันสวยงาม มีทรัพยากรทางรากฐานทางวัฒนธรรมที่แปลกใหม่ชวนค้นหาสำหรับโลกภายนอก เพื่อดึงดูดให้เกิดการเดินทางเข้าไปยังพื้นที่ จากสถานที่ที่ไม่ค่อยมีใครเคยได้ยินชื่อ จนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่รู้จักในหมู่นักเดินทางมากขึ้น การดำเนินนโยบายของอินเดียแสดงออกถึงการมีสิทธิดำเนินนโยบายจากเจ้าของพื้นที่ด้วยการลงทุน การพัฒนาในพื้นที่ และเป็นการตอกย้ำถึงเขตแดนและอาณาบริเวณด้วยการใช้พยานอย่างนักท่องเที่ยวที่ต้องเดินทางเข้าประเทศอินเดียเพื่อไปยังเมืองลาดักห์ให้เป็นหลักฐานที่ประจักษ์ต่อเวทีโลก แต่เมื่อลาดักห์กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวมีชื่อและมีความสำคัญก็ส่งผลกระทบต่อจีน เพราะนั่นแสดงว่าจีนต้องมีท่าทีที่ระมัดระวังในการดำเนินนโยบายต่อพื้นที่ชายแดนจีน-อินเดีย หากจีนมีท่าที่เป็นอันตรายและก้าวร้าว ก็จะทำให้ทั่วโลกประณามจีนในฐานะที่ไม่มีสิทธิบุกรุกอาณาเขตของประเทศอื่นและเป็นผู้ทำลายสันติภาพระหว่างประเทศ จีนเองจึงต้องมียุทธศาสตร์ใหม่ที่ผ่านการไตร่ตรองมาอย่างรอบคอบหากจะเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับลาดักห์ การสร้างให้เกิดการท่องเที่ยวในลาดักห์ของอินเดียจึงไม่ใช่แนวทางการสร้างให้เกิดความร่วมมือตามแนวชายแดนเพื่อลดความขัดแย้งกับจีน แต่เป็นการแสวงหาอำนาจจากข้อได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์เพื่อตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับความขัดแย้ง ในดินแดนที่มีความมั่นคงจากการพัฒนาและความเจริญ เพื่อป้องกันไม่ให้จีนก้าวล่วงเข้ามารุกล้ำในพื้นที่ของอินเดียอีกต่อไป
นโยบายด้านกลาโหมของสหราชอาณาจักรภายใต้โกลบอลบริเทน กับการหันหาสู่ภูมิภาค อินโด-แปซิฟิก : กรณีศึกษากรอบความร่วมมือทางกลาโหมระหว่างสหราชอาณาจักร-ออสเตรเลีย, จิรัฏฐ์ เหราบัตย์
นโยบายด้านกลาโหมของสหราชอาณาจักรภายใต้โกลบอลบริเทน กับการหันหาสู่ภูมิภาค อินโด-แปซิฟิก : กรณีศึกษากรอบความร่วมมือทางกลาโหมระหว่างสหราชอาณาจักร-ออสเตรเลีย, จิรัฏฐ์ เหราบัตย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงกรอบความร่วมมือ กลไก และผลประโยชน์ทางด้านกลาโหมที่ถูกสร้างร่วมกันระหว่าง สหราชอาณาจักรกับออสเตรเลีย ผ่านนโยบายโกลบอลบริเทนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยอาศัยกรอบการวิเคราะห์จากทฤษฎี สัจนิยมเชิงโครงสร้าง เพื่อนำมาวิเคราะห์ผลประโยชน์และเป้าหมายสูงสุดของความร่วมมือทางกลาโหมระหว่าง 2 รัฐนี้ รวมถึงพฤติกรรมของสหราชอาณาจักรผ่านนโยบายฯในภูมิภาคแห่งนี้ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ที่กำลังเปลี่ยนแปลง และถูกท้าทายของจีน ซึ่งถือเป็นเป็นภัยคุกคามต่อผลประโยชน์และความมั่นคงของทั้ง 2 รัฐดังกล่าว งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพโดยอาศัยวิธีการวิจัยเอกสารเป็นหลัก โดยเน้นศึกษานโยบายและยุทธศาสตร์ทางด้านกลาโหมและความมั่นคงของสหราชอาณาจักร และตัวแสดงที่เกี่ยวข้องที่มีต่อภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ผลการศึกษาพบว่าการสร้างประโยชน์ร่วมกันระหว่างสหราชอาณาจักรกับประเทศออสเตรเลียผ่านกรอบความร่วมมือทางด้านกลาโหมภายใต้นโยบายโกลบอลบริเทนนั้น ได้สร้างโอกาสในการเปิดกว้างของพื้นที่ปฏิบัติการในทุกมิติทางการรบ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการขยายอำนาจอิทธิพลของสหราชอาณาจักรเข้ามาในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ในเวลาเดียวกันประเทศออสเตรเลียที่ได้แสวงหาประโยชน์ในด้านต่างๆ จากภูมิภาคแห่งนี้ได้รับประโยชน์ทางด้านกลาโหมและความมั่นคงจากการเลือกดำเนินนโยบายที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในภูมิภาคและสภาพการเมืองโลก จะเห็นได้ว่าทั้ง 2 รัฐนี้ล้วนได้ประโยชน์จากการร่วมมือกันทางด้านกลาโหมเพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติของตน ซึ่งในเวลาเดียวกันก็เป็นการสร้างแนวร่วมที่แข็งแกร่งในการทัดทานรัฐที่เป็นดั่งภัยคุกคามร่วมในมิติต่างๆ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ซึ่งถือได้ว่าเป็นกระบวนการหนึ่งของการถ่วงดุลอำนาจตามแนวคิดทฤษฎีสัจนิยมเชิงรับอย่างแท้จริง
การรัฐประหารในเมียนมา ปี พ.ศ.2564 กับการเพิ่มขึ้นของปัญหายาเสพติดในไทย, ชนะศึก โรจนพิทยากร
การรัฐประหารในเมียนมา ปี พ.ศ.2564 กับการเพิ่มขึ้นของปัญหายาเสพติดในไทย, ชนะศึก โรจนพิทยากร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์งานวิจัยสองข้อคือ หนึ่ง เพื่อศึกษาความเชื่อมโยงระหว่าง การรัฐประหารในเมียนมาในปีพ.ศ. 2564 กับการเพิ่มขึ้นของยาเสพติดในไทย โดยพิจารณาจากเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นในเมียนมา ความขัดแย้งระหว่างชนกลุ่มน้อยและรัฐบาลทหาร จนทำให้เกิดสงครามภายในประเทศ ซึ่งก่อให้เกิดการผลิตยาเสพติดที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ส่งผลกระทบต่อไทย และอีกข้อหนึ่งคือ เพื่ออธิบายแนวทางการดำเนินการของไทยเพื่อแก้ปัญหายาเสพติดที่เพิ่มขึ้น สารนิพนธ์นี้มีกรอบแนวคิดการประกอบสร้างความมั่นคงของสำนักปารีสที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาปัจเจกที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาความมั่นคง ให้ความสำคัญกับผู้ปฏิบัติในการรับมือกับปัญหาและความร่วมมือกันในลักษณะต่างๆ การเพิ่มขึ้นของปัญหายาเสพติดในไทย ส่วนหนึ่งเกิดจากความขัดแย้งกันระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ในเมียนมากับทหารเมียนมาซึ่งก่อการรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ด้วยการที่กองทัพทหารเมียนมาต้องการให้ปกครองภายใต้รัฐบาลเดียว จึงต้องการให้ชนกลุ่มน้อยต่างๆ อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาล ทำให้กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยจัดตั้งกองกำลังต่างๆ เพื่อสกัดกั้นการใช้กำลังของกองทัพเมียนมา โดยแสวงประโยชน์จากช่วงการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 และความไม่มั่นคงทางการเมือง เพิ่มกำลังการผลิตยาเสพติดขึ้นเพื่อนำรายได้ไปซื้ออาวุธ รวมถึงใช้ยาเสพติดแลกกับอาวุธ เป้าหมายเพื่อเพิ่มศักยภาพของกองกำลัของตนเอง ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ยาเสพติดในภูมิภาคเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและส่งผลกระทบต่อสังคมไทย ซึ่งไทยเตรียมดำเนินมาตรการหลายประการเพื่อแก้ปัญหาและรับมือยาเสพติดที่เพิ่มขึ้น สำหรับ สารนิพนธ์นี้มีข้อเสนอแนะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในไทยและหน่วยงานระหว่างประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา เพื่อสร้างความมั่นคงและความสงบสุขต่อไป
นโยบายการเป็นมหาอำนาจในภูมิภาคตะวันออกกลางของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ธำรงศักดิ์ สุนทรภัค
นโยบายการเป็นมหาอำนาจในภูมิภาคตะวันออกกลางของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ธำรงศักดิ์ สุนทรภัค
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ทำให้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ตัดสินใจดำเนินนโยบายต่างประเทศเพื่อยกระดับขีดความสามารถของตนในมิติต่าง ๆ ให้โดดเด่นในเวทีระหว่างประเทศมากขึ้น โดยใช้กรอบการวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศ 3 ระดับ ได้แก่ ระดับบุคคล ระดับรัฐ และระดับระหว่างประเทศ เป็นกรอบแนวคิดหลัก ผู้วิจัยพบว่าปัจจัยระดับบุคคลคือปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มากที่สุด โดยเฉพาะ Mohammed bin Zayed al-Nahyan มกุฎราชกุมารแห่งรัฐอาบูดาบีที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลในการบริหารราชการแผ่นดินและมีอิทธิพลต่อกระบวนการกำหนดนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มากขึ้นตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2000 เป็นต้นมา ทำให้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ปรับเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศจากการวางตัวเป็นกลางและมุ่งสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับนานาประเทศเป็นนโยบายต่างประเทศที่พยายามมุ่งพัฒนาขีดความสามารถในมิติต่าง ๆ ได้แก่ การทูต เศรษฐกิจ เทคโนโลยี พลังงาน และการทหาร ให้โดดเด่นอย่างชัดเจน เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงให้กับประเทศในระยะยาวท่ามกลางสถานการณ์ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น
อุตสาหกรรมภาพยนตร์กับ Soft Power ของจีน: กรณีศึกษาภาพยนต์ของ เจียจางเค่อ, ธนาภัทร ธานีรัตน์
อุตสาหกรรมภาพยนตร์กับ Soft Power ของจีน: กรณีศึกษาภาพยนต์ของ เจียจางเค่อ, ธนาภัทร ธานีรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษานโยบายและข้อจำกัดในการเผยแพร่วัฒนธรรมของจีนผ่านภาพยนตร์ ศึกษาจุดแข็งและจุดอ่อนของการดำเนินนโยบายเผยแพร่วัฒนธรรมของจีนผ่านภาพยนตร์ และศึกษาผลกระทบต่อภาพลักษณ์จีนในเวทีระหว่างประเทศต่อการเผยแพร่ภาพยนตร์ที่สะท้อนภาพลักษณ์ทางสังคมจีน ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้ ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพแบบวิจัยเชิงเอกสารเป็นหลัก โดยเน้นนโยบายและยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของจีน และผลงานภาพยนตร์ของ เจีย จางเค่อ 3 เรื่อง ได้แก่ Still Life (2006), 24 City (2008) และ A Touch of Sin (2013) มาประกอบการวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า บทบาทภาพยนตร์อาจเป็นเครื่องมือของรัฐในการทำหน้าที่ในแง่ของ Soft Power ที่รัฐพยายามพัฒนาภาพลักษณ์ของชาติ แต่ผลลัพธ์จากการที่จีนพยายามทุ่มเทกับการใช้ทรัพยากรดังกล่าวไม่สามารถทำให้ประเทศในเวทีระหว่างประเทศคล้อยตามได้เสมอไป เพราะภาพยนตร์ไม่ใช่เป็นเครื่องมือที่น่าเชื่อถือในการส่งเสริมภาพลักษณ์หรือเอกลักษณ์ของประเทศให้ดีขึ้น (เพื่อจุดประสงค์การเพิ่ม Soft Power) ดังนั้นการผลิตหรือส่งออกภาพยนตร์ที่มากขึ้นไม่ได้หมายถึงการเพิ่ม Soft Power เสมอไป ซึ่งเจียได้แสดงให้เห็นว่าบทบาทของภาพยนตร์เป็นได้มากกว่าแค่เครื่องมือของรัฐเพื่อการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีและการสร้างอำนาจให้กับรัฐ การที่ประเทศใดประเทศหนึ่งมีอุตสาหกรรมบันเทิงที่น่าดึงดูดอาจสวนทางกับภาพลักษณ์ที่ดีที่รัฐพยายามส่งเสริม หรือสิ่งที่น่าดึงดูดกลับกลายมาจากภาพยนตร์ไม่ใช่เพราะแรงดึงดูดจากประเทศนั้น
การดำเนินนโยบายมุ่งใต้ใหม่ของไต้หวันในฐานะเครื่องมือในการสร้างมิตรประเทศ, ณัชพล สังขะโห
การดำเนินนโยบายมุ่งใต้ใหม่ของไต้หวันในฐานะเครื่องมือในการสร้างมิตรประเทศ, ณัชพล สังขะโห
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตอบคำถามว่าไต้หวันพยายามถ่วงดุลอำนาจจีน โดยใช้นโยบายมุ่งใต้ใหม่ (New Southbound Policy) เป็นเครื่องมืออย่างไร จากการศึกษาพบว่า นโยบายมุ่งใต้ใหม่ (New Southbound Policy) เป็นเครื่องมือของไต้หวันในการถ่วงดุลอำนาจจีนแบบละมุนละม่อม (soft balancing) โดยผลักดันให้เกิดการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับ “มิตรประเทศ” เป้าหมายยุทธศาสตร์ของไต้หวัน 18 ประเทศ ซึ่งให้ความสำคัญกับบุคคลเป็นศูนย์กลาง (people-centered) และแลกเปลี่ยนความรู้และทรัพยากรระหว่างไต้หวันกับประเทศเป้าหมายยุทธศาสตร์ในด้านต่าง ๆ เช่น การค้า การศึกษา การเกษตร การท่องเที่ยว การแพทย์ สังคมและวัฒนธรรม เป็นต้น เพื่อลดการพึ่งพาทางเศรษฐกิจจากจีนและเป็นการสร้าง “แนวร่วม” ที่มีผลประโยชน์และเป้าหมายร่วมกัน (like-minded nations) เนื่องจากมิตรประเทศต้องพึ่งพาเศรษฐกิจกับไต้หวัน จึงต้องรักษาผลประโยชน์ของตน อีกทั้งเป็นการรวมกลุ่มของมิตรประเทศค่านิยมทางการเมืองร่วมกันจากการเป็นรัฐประชาธิปไตย จึงเป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างความมั่นคงของไต้หวันในการยับยั้งจีนไม่ให้คุกคามไต้หวันจากหลักการจีนเดียวและเป็นการรักษาสถานะเดิมที่เป็นอยู่ของไต้หวัน
ครีมขัดผิวเพิ่มประสิทธิภาพด้วยเกล็ดประกายมุกจากเปลือกหอยแมลงภู่, เมธีรัตน์ ธานีรัตน์
ครีมขัดผิวเพิ่มประสิทธิภาพด้วยเกล็ดประกายมุกจากเปลือกหอยแมลงภู่, เมธีรัตน์ ธานีรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โครงการพิเศษนี้จัดทำขึ้นเพื่อการพัฒนากระบวนการผลิตครีมขัดผิวเพิ่มประสิทธิภาพด้วยเกล็ดประกายมุกจากเปลือกหอยแมลงภู่ ทำให้สามารถใช้เกล็ดประกายมุกจากเปลือกหอยแมลงภู่เป็นวัตถุดิบเพื่อนำมาทดแทนการใช้พลาสติกไมโครบีดส์ในผลิตภัณฑ์ขัดผิวได้เป็นอย่างดี ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (BCGs) การพัฒนาเทคโนโลยีในการแปรรูปเปลือกหอยเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมอาหารทะเลให้เป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ ทำให้ขยะเปลือกหอยมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเป็นการกำจัดขยะด้วยเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ได้ผลผลิตเป็นเกล็ดประกายมุกจากเปลือกหอยแมลงภู่ที่มีคุณสมบัติเฉพาะในการทำงานเป็นแบบ 2-in-1 เนื่องจากเกล็ดประกายมุกที่ได้หลังจากการแปรรูปจะมีช่องว่างแทรกอยู่ระหว่างชั้นของแผ่นอะราโกไนต์ซึ่งเคยเป็นชั้นออร์แกนิก ทำให้สามารถบรรจุสารออกฤทธิ์เข้าไปแทนที่ ส่งผลทำให้เกิดเป็นกระบวนการทำงานแบบไบโอเอนแคปซูเลชั่นในเกล็ดประกายมุกที่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ โดยที่สารออกฤทธิ์จะถูกปลดปล่อยสู่ผิวในระหว่างการใช้งานผลิตภัณครีมฑ์ขัดผิว พร้อมกับแผ่นอะราโกไนต์ที่เคยเรียงกันอยู่เป็นชั้นอย่างเป็นระเบียบจะมีการแตกหัก หรือหลุดเป็นแผ่นเดี่ยว ซึ่งมีขนาดเล็กเหมาะกับการใช้งานและสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการขัดผิวได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญเป็นผลิตภัณฑ์ในการดูแลความงามที่มีความอ่อนโยนต่อผิวเนื่องจากเป็นวัตถุดิบจากธรรมชาติ มีความปลอดภัยสูง อีกทั้งกระบวนการผลิตเป็นกรีนโปรดักส์ มีการออกแบบกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประหยัดพลังงาน มีการใช้ทุกส่วนของวัตถุดิบในกระบวนการผลิตโดยไม่เกิดของเสียหลังจากสิ้นสุดกระบวนการผลิตและหลังจากใช้งานผลิตภัณฑ์
แผนการพัฒนาธุรกิจใหม่ทางพาณิชยกรรมเทคโนโลยี: นวัตกรรมแพลตฟอร์มจับคู่บริการให้คำปรึกษาสุขภาพจิตโดยใช้เทคโนโลยีตรวจวัดระดับความเครียดและลักษณะบุคลิกภาพ, ภาวัต รัตนอมรเดช
แผนการพัฒนาธุรกิจใหม่ทางพาณิชยกรรมเทคโนโลยี: นวัตกรรมแพลตฟอร์มจับคู่บริการให้คำปรึกษาสุขภาพจิตโดยใช้เทคโนโลยีตรวจวัดระดับความเครียดและลักษณะบุคลิกภาพ, ภาวัต รัตนอมรเดช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัญหาความเครียดในปัจจุบันนั้นเป็นปัญหาใหญ่ที่จะกลายมาเป็นปัญหาอันดับ 1 ของโลกภายในปี 2565 ซึ่งมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องแบบทวีคูณหาก แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่ผู้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า หรือคิดฆ่าตัวตายต้องการนั้นแท้จริงแล้วก็คือ ใครซักคนที่รับฟังพวกเขาอย่างเข้าใจจริงจากปัญหาในปัจจุบัน พบว่า ในปัจจุบันภาระการทำงานของจิตแพทย์มีไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ป่วยในแต่ละวัน ซึ่งปัญหานี้ทำให้คุณภาพการให้บริการผู้ป่วยแต่ละคนลดน้อยลงหรือไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสมหรือตรงจุด อีกทั้งยังมีปัญหาโครงสร้างตลาดที่ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถเลือกผู้ให้บริการที่เหมาะสมกับตัวเองได้ ซึ่งเพิ่มอำนาจต่อรองให้แก่ผู้ให้คำปรึกษา และส่งผลต่อโครงสร้างตลาดและราคาที่ไม่สร้างอรรถประโยชน์แก่ผู้ใช้บริการเท่าที่ควรโมเดลธุรกิจนี้จะเป็นโมเดลธุรกิจแบบหลายด้าน (Multi-sided Business Model) หรือโมเดลธุรกิจแบบแพลตฟอร์ม นำเสนอคุณค่าโดยการจับคู่ระหว่างผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต และผู้เชี่ยวชาญการรับปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งจะเป็นการขยายโอกาสทางธุรกิจ และสร้างอาชีพใหม่ให้เกิดขึ้นได้ในสังคมนี้ และทุกครั้งที่ใช้บริการเสร็จสิ้น ผู้รับบริการก็สามารถให้คะแนนผู้ให้คำปรึกษาได้ ซึ่งลูกค้าที่รับคำปรึกษารายต่อไปก็สามารถเลือกใช้บริการได้โดยดูจากรีวิวคะแนนความพึงพอใจและคุณภาพการบริการที่ลูกค้าคนก่อนๆ ประเมินไว้ โดยจะส่งผลต่อราคาให้บริการอีกต่อหนึ่ง โดยกิจการจะเก็บส่วนแบ่งจากรายได้จากการให้บริการในแต่ละครั้ง รวมถึงการโฆษณา และการเก็บค่าบริการตรวจสุขภาพจิตเพื่อนำมาบริหารแบบระบบกองทุนเพื่อขยายการเติบโตธุรกิจ
การศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติที่มีนวัตกรรมการบริการด้วยตัวเองมาใช้ในธุรกิจรถเช่าในประเทศไทย, ฉัตรพนา เพ็งปรีชา
การศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติที่มีนวัตกรรมการบริการด้วยตัวเองมาใช้ในธุรกิจรถเช่าในประเทศไทย, ฉัตรพนา เพ็งปรีชา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติที่มีนวัตกรรมการบริการด้วยตัวเองมาใช้ในธุรกิจรถเช่าในประเทศไทย โดยผู้วิจัยสำรวจความต้องการและความสนใจต่อการใช้เทคโนโลยี เครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ ด้วยแบบสอบถามไปยังกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้ที่ใช้บริการรถเช่าในประเทศไทย และผู้ที่ใช้บริการเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ ผู้วิจัยสำรวจข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 87 คนที่เคยมีประสบการณ์เช่ารถเพื่อการท่องเที่ยว ประสบการณ์การใช้เครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ ผู้ตอบแบบสอบถามที่เช่ารถเพื่อการท่องเที่ยวส่วนใหญ่ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ในการค้นหาผู้ให้บริการรถเช่า และให้ความสำคัญในเรื่องความสะดวกของการเช่ารถ และความยืดหยุ่นทางด้านเวลาของผู้ให้บริการ ผู้ตอบแบบสอบถามให้ความสนใจในการนำเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติมาประยุกต์ใช้ในการเช่ารถ แต่ยังคงมีความกังวลเรื่องของการติดต่อกับผู้ให้บริการที่ไม่ค่อยสะดวก กังวลเรื่องของความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัว และกังวลเรื่องของระบบที่ซับซ้อนในเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ จากนั้นผู้วิจัยได้จัดทำ Prototype จากข้อจำกัดที่วิเคราะห์มาจากแบบสอบถามเพื่อออกแบบการเช่ารถผ่านเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดก่อนนำไปสัมภาษณ์เชิงลึกต่อการออกแบบแพลตฟอร์มต่อผู้ประกอบการ ผลการสัมภาษณ์พบว่าผู้ให้บริการเห็นด้วยในการนำแพลตฟอร์มในเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติมาใช้ในการเช่ารถ แต่ยังมีข้อกังวลเรื่องของการสร้างความเชื่อใจในการบริการ และการใช้บริการ
การศึกษาความเป็นไปได้เชิงธุรกิจในการพัฒนาเครื่องมือวิเคราะห์สีประจำตัวบนอุปกรณ์สื่อสารชนิดพกพาเพื่อจับคู่สินค้าที่เหมาะสมสำหรับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์, อันศ์ญา สิระอนันต์กุล
การศึกษาความเป็นไปได้เชิงธุรกิจในการพัฒนาเครื่องมือวิเคราะห์สีประจำตัวบนอุปกรณ์สื่อสารชนิดพกพาเพื่อจับคู่สินค้าที่เหมาะสมสำหรับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์, อันศ์ญา สิระอนันต์กุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้พัฒนาแอปพลิเคชันตรวจวิเคราะห์สีประจำตัวจากอุปกรณ์สื่อสารชนิดพกพาและจับคู่เครื่องสำอางที่เหมาะสมของแต่ละบุคคล โดยใช้การวิเคราะห์ภาพถ่ายสีผิว สีผม และสีตาของผู้ใช้ เพื่อคำนวณและจัดหมวดหมู่สีประจำตัวโดยอัตโนมัติกว่า 20 โทนสี ใน 4 ฤดูกาล แทนการใช้วิธีการวิเคราะห์แบบดั้งเดิมที่ใช้ผ้าเป็นอุปกรณ์ในการวิเคราะห์ผ่านผู้เชี่ยวชาญด้านสี รวมถึงมีการแต่งหน้าเสมือนจริงตามโทนสีประจำตัวที่วิเคราะห์ได้ โดยการซ้อนทับบนภาพถ่ายของผู้ใช้เพื่อแนะนำแนวทางสำหรับการตกแต่งใบหน้า แอปพลิเคชันใช้งานง่ายพร้อมทั้งช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายได้อย่างมาก และคาดหวังว่าจะสามารถช่วยให้การซื้อขายเครื่องสำอางออนไลน์มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น วิจัยนี้ได้กล่าวถึงการสํารวจและวิเคราะห์พฤติกรรม รวมถึงความต้องการในการใช้แอปพลิเคชันของกลุ่มตัวอย่าง 2 ส่วน ได้แก่ ผู้ที่ต้องการตรวจวิเคราะห์สีประจำตัวและแนะแนวทางการแต่งหน้าเพื่อเลือกซื้อเครื่องสำอางออนไลน์และผู้จำหน่ายเครื่องสำอาง จํานวนทั้งสิ้น 180 คน โดยทั้ง 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้ให้ความสนใจในการใช้แอปพลิเคชันตรวจวิเคราะห์สีประจำตัวเพื่อซื้อขายเครื่องสำอางผ่านทางช่องทางออนไลน์ คิดเป็นร้อยละ 70.40 และ 53.80 ตามลําดับ
การศึกษาความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ของผลิตภัณฑ์นมที่เพิ่มสารสกัดจากขมิ้นชัน ด้วยวิธีเอนแคปซูเลชันโดยใช้กลูโคแมนแนน, อชิรญาณ์ หิรัญรัตนชัย
การศึกษาความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ของผลิตภัณฑ์นมที่เพิ่มสารสกัดจากขมิ้นชัน ด้วยวิธีเอนแคปซูเลชันโดยใช้กลูโคแมนแนน, อชิรญาณ์ หิรัญรัตนชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้เป็นการศึกษาความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ของผลิตภัณฑ์นมที่เพิ่มสารสกัดจากขมิ้นชันด้วยวิธีเอนแคปซูเลชันโดยใช้กลูโคแมนแนน เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 เป็นตัวกระตุ้นให้ผู้บริโภคตระหนักถึงการดูแลสุขภาพของตนเองมากยิ่งขึ้น ผู้วิจัยเห็นโอกาสในการตอบสนองความต้องการดังกล่าว รวมถึงความสนใจในการเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทยด้วยเทคโนโลยี จึงนำงานวิจัยดังกล่าวมาศึกษาเพื่อออกแบบกลยุทธ์การตลาดที่เหมาะสมสำหรับผลิตภัณฑ์ โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์องค์ประกอบร่วม (Conjoint analysis) ในการวิเคราะห์ส่วนผสมทางการตลาด (Marketing mix) ได้แก่ แนวคิดผลิตภัณฑ์ (Product), ราคา (Price), ช่องทางการจัดจำหน่าย (Place) และกิจกรรมส่งเสริมการขาย (Promotion) จากการสอบถามกลุ่มตัวอย่างจำนวน 100 คน ผลการศึกษาพบว่ากลยุทธ์การตลาดที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ดังกล่าว คือ ผลิตภัณฑ์นมผสมสารสกัดจากขมิ้นชันที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ เพื่อการชะลอวัยและลดการอักเสบที่ผิวหนัง ด้วยเทคโนโลยีไมโครเอนแคปซูเลชันเพิ่มการดูดซึมสารสกัดจากขมิ้นชันเพื่อประสิทธิภาพที่ดีกว่า มีจำหน่ายในร้านค้าชั้นนำและทางออนไลน์ ในราคา 25 บาท ขนาด 180 มิลลิลิตร ด้านการศึกษาความเป็นไปได้ในทางการเงิน ของธุรกิจในการผลิตผลิตภัณฑ์นมผสมสารสกัดจากขมิ้นชันด้วยการจ้างผลิต (OEM) โดยมีเงินลงทุนเริ่มต้น 1,590,000 บาท พบว่าในกรณีปกติ (Base case) ที่ผลิตภัณฑ์ถูกจำหน่ายในราคา 25 บาท ธุรกิจมีผลตอบแทนโดยมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิของธุรกิจ (NPV) เป็นบวก เท่ากับ 783,980 บาท มีอัตราผลตอบแทนภายในที่มีค่ามากกว่าต้นทุนทางการเงิน (IRR) เท่ากับ 26% และมีระยะเวลาคืนทุนของธุรกิจ (Payback period) เท่ากับ 2.91 ปี จึงสรุปได้ว่าผลิตภัณฑ์นมที่เพิ่มสารสกัดจากขมิ้นชันด้วยวิธีเอนแคปซูเลชันโดยใช้กลูโคแมนแนนมีความเป็นไปได้ในการพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์
นวัตกรรมแพลตฟอร์มส่งเสริม Circular Fashion เพื่อส่งต่อ-ซื้อ/ขายเสื้อผ้ามือสอง: วนลูป (Won Looop), รุจินันท์ สุริยา
นวัตกรรมแพลตฟอร์มส่งเสริม Circular Fashion เพื่อส่งต่อ-ซื้อ/ขายเสื้อผ้ามือสอง: วนลูป (Won Looop), รุจินันท์ สุริยา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
อุตสาหกรรมเสื้อผ้าและแวดวงแฟชั่นมักถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหัวข้อถกเถียงกันถึงการสร้างค่านิยมแบบบริโภคนิยม และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งจากขยะสิ่งทอ ไปจนถึงคาร์บอนฟุตพรินต์ในกระบวนการผลิตเสื้อผ้าใหม่ในแต่ละชิ้น โดยเฉพาะปัญหาของ ฟาสต์แฟชั่น (Fast Fashion) นั่นคือ เสื้อผ้าตามกระแส คุณภาพต่ำ และเน้นการสวมใส่เพียงไม่กี่ครั้ง ปัจจุบัน มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ตื่นตัวกับปัญหานี้ และเกิดการพูดคุยแลกเปลี่ยนถึงวิธีการการลดการใช้ แบรนด์ฟาสต์แฟชั่น โดยมีการส่งเสริมเซอร์คูลาร์แฟชั่น (Circular Fashion) นั่นคือ การใส่เสื้อผ้าอย่างไรให้ยั่งยืน ซึ่งการเลือกซื้อเสื้อผ้ามือสองถือเป็นทางเลือกที่ดีต่อการลดปัญหานี้ และการใช้ช่องทางออนไลน์ก็มีการเปิดกว้างในตลาดกลุ่มนี้มากยิ่งขึ้น จากผลการศึกษาพบว่า ความกังวลของผู้บริโภคที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อเสื้อผ้ามือสอง กรณีซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ ส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก-มากที่สุด คือ ขนาดพอดีตัวหรือไม่ ดังนั้น ในการศึกษาฉบับนี้ ที่ได้มีการค้นพบเรื่องความกังวลเกี่ยวกับขนาดของเสื้อผ้า ผู้วิจัยจึงได้นำวิธีการวัดระยะทางแบบยูคลิดมาใช้ ซึ่งคือ การคิดว่าจุดข้อมูลหนึ่ง ๆ มีได้หลายมิติ เช่นเดียวกับสัดส่วนของร่างกายมนุษย์ หากขนาดตัวของผู้ซื้อมีความใกล้เคียงกับผู้ขายหรือใกล้เคียงกับนางแบบ จะทำให้สามารถมั่นใจว่า เมื่อใส่เสื้อผ้าแล้ว จะมีความคล้ายกับนางแบบมากที่สุด
การออกแบบเรขศิลป์สำหรับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติของกลุ่มผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ : กรณีศึกษาอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน, ศรัณยพงศ์ ธรรมขจัดภัยกุล
การออกแบบเรขศิลป์สำหรับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติของกลุ่มผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ : กรณีศึกษาอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน, ศรัณยพงศ์ ธรรมขจัดภัยกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่องการออกแบบเรขศิลป์สำหรับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติของกลุ่มผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ : กรณีศึกษาอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน มีวัตถุประสงค์เพื่อหากลยุทธ์และแนวทางการออกแบบเรขศิลป์เพื่อการนำเสนอข้อมูลให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย และเป็นกรณีศึกษาสำหรับนำไปต่อยอดและนำไปปรับใช้สำหรับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในกลุ่มเป้าหมายอื่น ๆ ต่อไป โดยได้ผลการวิจัยดังนี้ 1. โมบายแอพพลิเคชันเป็นสื่อที่สามารถให้ข้อมูลการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ อย่างครบถ้วน พร้อมกับสามารถเชื่อมต่อกับแพลทฟอร์มออนไลน์อื่น ๆ ได้อย่างสะดวกและง่ายดายจึงเป็นสื่อหลักสำหรับโครงการนี้ นอกจากนี้ยังสามารถใช้สื่อรองอื่น ๆ ประกอบได้อีก เช่น เว็บไซต์ ของที่ระลึก ฯลฯ 2. แนวทางการสื่อสารที่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายได้แก่การให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โดยใช้ Key message “The Thrill of Ecotourism” ในการสื่อสาร ซึ่งกำหนดบุคลิกภาพของของสารที่ต้องการสื่อโดยใช้การผสมผสานของบุคลิกภาพสองแบบ คือ “Outlaw และ Explorer” 3. แนวทางการออกแบบเรขศิลป์เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายได้แก่การใช้การออกแบบ UI ที่ดูทันสมัยและกำลังอยู่ในเทรนด์ โดยการเลือกใช้สีที่สบายตา ลดความแหลมคมขององค์ประกอบกราฟฟิกต่าง ๆ ด้วยการใช้วงกลมและเส้นโค้ง และใช้ฟอนต์ที่อ่านง่าย เป็นต้น และในด้านของ UX ต้องออกแบบและจัดวางอย่างเหมาะสม มีฟังก์ชันการทำงานครบถ้วน ปรับแต่งได้ และใช้องค์ประกอบเท่าที่จำเป็น เป็นต้น
การออกแบบเรขศิลป์สำหรับแบรนด์บริการเตรียมความพร้อมวาระสุดท้ายของชีวิต, ภิภพ จำนงค์รักษ์
การออกแบบเรขศิลป์สำหรับแบรนด์บริการเตรียมความพร้อมวาระสุดท้ายของชีวิต, ภิภพ จำนงค์รักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาแนวทางการออกแบบเรขศิลป์สำหรับแบรนด์บริการเตรียมความพร้อมวาระสุดท้ายของชีวิต และเพื่อสร้างเรขศิลป์สำหรับแบรนด์บริการเตรียมความพร้อมวาระสุดท้ายของชีวิตโดยใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน ได้แก่ โดยใช้วิธีสัมภาษณ์แบบรายบุคคลและทำแบบสอบถามกับกลุ่มเป้าหมายโดยเลือกกลุ่มเป้าหมายตัวอย่าง Silver Generation ที่มีอายุ 55 - 59 ปี จำนวน 10 ท่าน ใช้สถิติเชิงพรรณนาในการบรรยายคุณลักษณะสิ่งที่ต้องการศึกษา ด้วยวิธีการรวมตัวแปร การแจกแจงความถี่ และค่าร้อยละ หลังจากนั้นทำการสรุปผลออกมาเป็นลำดับ จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามวัตถุประสงค์งานวิจัยพบว่า กลุ่มเป้าหมายตัวอย่างส่วนใหญ่นั้นเลือกสารที่ต้องการจะสื่อ (What to communicate) คือ “Fill Your Soul” โดยมีข้อสนับสนุน(Support) คือ การเตรียมพร้อมก่อนวาระสุดท้ายของชีวิตเพื่อเติมเต็มความสงบสุขในจิตใจ สร้างความรู้สึกอุ่นใจ จิตใจสงบสุข และสนุกในการใช้ชีวิต ซึ่งบุคลิกภาพของการสื่อสารใช้การผสมผสานของบุคลิกภาพสามแบบ คือ มีสีสัน (Colorful), มีชีวิตชีวา (Lively) และฉลาดเฉลียว (Bright) ดังนั้นจึงได้ข้อสรุปในการออกแบบเรขศิลป์สำหรับแบรนด์บริการเตรียมความพร้อมวาระสุดท้ายของชีวิตว่าควรใช้องค์ประกอบที่มีชีวิตชีวา สีสันสดใส ดูปลอดภัย ซึ่งให้ความรู้สึกถึงความสนุกในการใช้ชีวิต โดยไร้ความกังวล
การออกแบบเรขศิลป์สำหรับแบรนด์ธุรกิจเพื่อสัตว์เลี้ยงโดยใช้กลยุทธ์การตลาดโชคลาง, โยษิตา ชีวาสัจจาสกุล
การออกแบบเรขศิลป์สำหรับแบรนด์ธุรกิจเพื่อสัตว์เลี้ยงโดยใช้กลยุทธ์การตลาดโชคลาง, โยษิตา ชีวาสัจจาสกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาแนวทางการออกแบบกราฟิกสำหรับธุรกิจสัตว์เลี้ยงด้วยกลยุทธ์การตลาดโชคลาง โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ได้แก่ การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเรขศิลป์จำนวน 3 ท่าน การสนทนากลุ่มระหว่างกลุ่มเป้าหมายจำนวน 5 ท่าน และการใช้แบบสอบถามกลุ่มเป้าหมาย ผู้ที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงจำนวน 15 ท่าน ใช้สถิติเชิงพรรณนาในการบรรยายคุณลักษณะสิ่งที่ต้องการศึกษา ด้วยวิธีการรวมตัวแปร การแจกแจงความถี่ และค่าร้อยละ หลังจากนั้นทำการสรุปผลออกมาเป็นลำดับ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามวัตถุประสงค์งานวิจัยพบว่า เจ้าของสัตว์เลี้ยงเริ่มหันมาให้ความสนใจเรื่องโชคลางของสัตว์เลี้ยงและ เจ้าของสัตว์เลี้ยงโดยส่วนใหญ่มีพฤติกรรมที่เรียกว่า Pet Humanization หรือการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเหมือนลูก และมีความเชื่อเกี่ยวกับโชคลางหรือสิ่งเหนือธรรมชาติ ทำให้ธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงและโชคลางมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น ดังนั้นจึงได้ข้อสรุปในการออกแบบเรขศิลป์สำหรับธุรกิจสัตว์เลี้ยงโดยใช้องค์ประกอบด้านความเชื่อในงานออกแบบได้แก่ สีมงคล สิ่งของมงคล สัตว์มงคล และ ตัวเลขมงคล ซึ่งให้ความมงคลทั้งสัตว์เลี้ยงและเจ้าของในทุกด้าน
การออกแบบเรขศิลป์สำหรับมัลติแบรนด์ผลิตภัณฑ์รักษ์โลกตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน, สรัญรัตน์ ตันติบุญชู
การออกแบบเรขศิลป์สำหรับมัลติแบรนด์ผลิตภัณฑ์รักษ์โลกตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน, สรัญรัตน์ ตันติบุญชู
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่องการออกแบบเรขศิลป์สำหรับมัลติแบรนด์ผลิตภัณฑ์รักษ์โลกตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาแนวทางการออกแบบเรขศิลป์และกลยุทธ์สำหรับมัลติแบรนด์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ดำเนินวิธีการวิจัยโดย 1.ศึกษาและรวบรวมข้อมูล แนวคิด ทฤษฏี เกี่ยวกับหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนและมัลติแบรนด์เพื่อนำข้อมูลมาหาอัตลักษณ์ให้กับโครงการ2.กำหนดกลุ่มเป้าหมายทางกายภาพและจินตภาพโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มเป้าหมาย3.สรุปผล Insight ของกลุ่มเป้าหมายโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก4.รวบรวมข้อมูลการใช้สื่อของกลุ่มเป้าหมายและวิเคราะห์หาแนวทางการใช้สื่อของมัลติแบรนด์ 5.วิเคราะห์หาสารที่ต้องการจะสื่อ บุคลิกภาพและอารมณ์ และชื่อแบรนด์ จากแนวคิดหลักการและโดยการสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมายและผู้เชี่ยวชาญ ผลวิจัยพบว่า สารที่ต้องการจะสื่อ คือ Easy Sustainable living และได้บุคลิกภาพและอารมณ์ คือ ทันสมัย (Modern) เข้าถึงง่าย เป็นมิตร (Friendly) สะดวกครบจบในที่เดียว (Livable) ได้ชื่อแบรนด์ คือ GreenGoods และได้แนวทางการออกแบบเรขศิลป์และเรขศิลป์สิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับแบรนด์
การออกแบบเรขศิลป์สำหรับผลิตภัณฑ์ชุมชน : กรณีศึกษาวัฒนธรรมอำเภอภูหลวง จังหวัดเลย, อิสริยาภรณ์ ชัยกุหลาบ
การออกแบบเรขศิลป์สำหรับผลิตภัณฑ์ชุมชน : กรณีศึกษาวัฒนธรรมอำเภอภูหลวง จังหวัดเลย, อิสริยาภรณ์ ชัยกุหลาบ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่องการออกแบบเรขศิลป์สำหรับผลิตภัณฑ์ชุมชน : กรณีศึกษาวัฒนธรรมอำเภอภูหลวง จังหวัดเลย มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) หากลยุทธ์เผยแพร่แนวทางในการออกแบบเรขศิลป์สำหรับผลิตภัณฑ์ชุมชนอำเภอภูหลวง จังหวัดเลย 2) กำหนดแนวทางในการออกแบบเรขศิลป์สำหรับผลิตภัณฑ์ชุมชนอำเภอภูหลวง จังหวัดเลย 3) พัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ การดำเนินงานวิจัยใช้วิธีแบบผสม (Mixed Methodology) อาศัยการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ด้วยการเก็บข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดและแบรนด์ 5 คน ด้านการออกแบบเรขศิลป์ 5 คน และการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ด้วยการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 100 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเบื้องต้น ค่าร้อยละ (Percentage) แล้วทำการสรุปผล การศึกษาพบว่า กลยุทธ์ในการออกแบบเรขศิลป์สำหรับผลิตภัณฑ์ชุมชนอำเภอภูหลวง จังหวัดเลย คือ รูปแบบ Cheer up ที่แสดงความสดใส มีชีวิต มีความน่าสนใจดึงดูด โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็น Gen-Y มีความเป็นตัวเองสูง แนวทางในการออกแบบลักษณะตราสินค้าแบบผสม (Combination Mark) โดยใช้สีที่แสดงอัตลักษณ์ของแบรนด์คือ สีขาว ดำ และสีฟ้า
การออกแบบเรขศิลป์สำหรับร้านอาหารออร์แกนิคเพื่อกลุ่มเจเนอเรชันซี, รีเบ็คก้า เบอร์โรว์
การออกแบบเรขศิลป์สำหรับร้านอาหารออร์แกนิคเพื่อกลุ่มเจเนอเรชันซี, รีเบ็คก้า เบอร์โรว์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเรื่องการออกแบบเรขศิลป์สำหรับร้านอาหารออร์แกนิคเพื่อกลุ่มเจเนอเรชันซีโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหากลยุทธ์และแนวทางการออกแบบร้านอาหารออร์แกนิคเพื่อกลุ่มเจเนอเรชันซีรวมทั้งการศึกษาแนวทางการจัดองค์ประกอบทางเรขศิลป์ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ร้านอาหารออร์แกนิคเพื่อกลุ่มเจเนอเรชันซี ขั้นตอนและวิธีการวิจัย โดยเก็บข้อมูลจากประเภทเอกสารงานวิจัย งานวิทยานิพนธ์ ตำราหนังสือ บทความเอกสาร อินเตอร์เน็ต สิ่งพิมพ์ ได้ทำการสัมภาษณ์ และสัมภาษณ์เชิงลึก จากประเภทกลุ่มเป้าหมาย และผู้เชี่ยวชาญทางด้านการออกแบบ จากการเก็บข้อมูลที่ได้มานั้น นำมาวิเคราะห์ และสร้างเป็นแบบสอบถาม ทำให้ได้ข้อมูลนำมาดำเนินการออกแบบต่อไป สรุปผลการวิจัยพบว่า สารที่ต้องการจะสื่อสำหรับการออกแบบเรขศิลป์สำหรับร้านอาหารออร์แกนิคเพื่อกลุ่มเจเนอเรชันซีที่ใช้ กับร้านอาหาร คือ Fresh Journey การออกแบบเรขศิลป์ให้กับร้านอาหารสร้างเพื่อให้กลุ่มเจเนอเรชันซี
นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายสตรีลักซ์ชัวรี่ปาร์ตี้แวร์ สําหรับกลุ่มโมเดิร์นเอธิคอล มิลเลนเนียล จากเทคนิคการถักนิตติ้ง ด้วยแนวคิดไร้เศษ, ปวีร์ ไพฑูรย์รังสฤษดิ์
นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายสตรีลักซ์ชัวรี่ปาร์ตี้แวร์ สําหรับกลุ่มโมเดิร์นเอธิคอล มิลเลนเนียล จากเทคนิคการถักนิตติ้ง ด้วยแนวคิดไร้เศษ, ปวีร์ ไพฑูรย์รังสฤษดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากปัญหาสิ่งแวดล้อมของโลกในปัจจุบัน ทำให้ผู้บริโภครุ่นใหม่มีแนวโน้มการความสนใจและพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป โดยกลุ่มคนในช่วงอายุ 25-40 ปีหรือมิลเลนเนียลเจนเนอร์เรชัน ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีรายได้ มีการตัดสินใจซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคต่าง ๆ ด้วยตัวเอง ให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมและสนใจถึงที่มาทางด้านจริยธรรมของสินค้าที่ใช้มากขึ้น ว่าเป็นมิตรต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมโดยรวมหรือไม่ ไม่ใช่เพียงแต่เรื่องของสีหรือรูปแบบเสื้อผ้าเหมือนที่ผ่านมาเท่านั้น ก่อให้เกิดกลุ่มเป้าหมายใหม่ ได้แก่ กลุ่ม โมเดิร์นเอธิคอลมิลเลนเนียล (Modern Ethical Millennials Consumers) ซึ่งเป็นผู้บริโภคที่นำเอาแนวคิดการบริโภคอย่างยั่งยืนมาเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าแฟชั่น จากการสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมาย 6 คน ผู้ถูกสัมภาษณ์จำนวน 5 คน ให้ความเห็นว่า ในประเทศไทยมีตราสินค้าเครื่องแต่งกายทางเลือกที่ออกแบบด้วยแนวคิดความยั่งยืนน้อยมาก เมื่อต้องเลือกเครื่องแต่งกายสำหรับไปงานเลี้ยงสังสรรค์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยังมีทางเลือกไม่มากในการเลือกเครื่องแต่งกายในโอกาสงานเลี้ยงสังสรรค์ ทั้งในด้านของวัสดุ ด้านการออกแบบ และด้านโอกาสการใช้สอย ทั้งนี้จากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างเพิ่มเติมพบว่า กลุ่มตัวอย่างให้ความสนใจกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มาจากขยะและการจัดการขยะอย่างมาก เนื่องจากเป็นปัญหาที่พบเห็นได้ใกล้ตัว ดังนั้นการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยแนวคิดไร้เศษ หรือการออกแบบโดยยึดเอาแนวทางการลดขยะให้เหลือศูนย์ เพื่อเป็นการหยุดปัญหาตั้งแต่ต้นทาง จึงนับเป็นแนวทางการแก้ปัญหาการออกแบบเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ้าที่ได้จากการถัก (Knitting) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแนวคิดการออกแบบแฟชั่นแบบไร้เศษ แต่ปัจจุบันมีการนำมาใช้ในการสร้างชิ้นงานแฟชั่น ลักซ์ชัวรี่ปาร์ตี้แวร์ (Luxury Partywear) ไม่มากนัก งานวิจัยนี้จึงเป็นทางเลือกทางการตลาดที่ผู้วิจัยพบว่า หากมีการพัฒนากระบวนการออกแบบลักซ์ชัวรี่ปาร์ตี้แวร์ (Luxury Partywear) จากการถัก (Knitting) จะส่งผลให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการซื้อสินค้าเพิ่มมากขึ้น
การออกแบบเรขศิลป์เพื่อแบรนด์บอร์ดเกมที่สอดแทรกความรู้สำหรับเจเนอเรชันวาย, เจียรนัย ธนูธรรมาคุณ
การออกแบบเรขศิลป์เพื่อแบรนด์บอร์ดเกมที่สอดแทรกความรู้สำหรับเจเนอเรชันวาย, เจียรนัย ธนูธรรมาคุณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาแนวทางการออกแบบเรขศิลป์แบรนด์บอร์ดเกมที่สอดแทรกความรู้สำหรับกลุ่มเป้าหมายเจเนอเรชันวาย วิธีที่ใช้ในการวิจัยงาน คือ ศึกษาและรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ บอร์ดเกม แบรนด์บอร์ดเกม และพฤติกรรมการเล่นบอร์ดเกม และพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดีย โดยผู้วิจัยจะนำข้อมูลที่ได้มาทำแบบสอบถามให้กับกลุ่มเป้าหมาย หลังจากนั้นผู้วิจัยจะวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อหาแนวทางการออกแบบเรขศิลป์แบรนด์บอร์ดเกมที่สอดแทรกความรู้สำหรับกลุ่มเป้าหมายเจเนอเรชันวาย หลังจากนั้นจึงสร้างสารที่ต้องการจะสื่อ และให้กลุ่มเป้าหมายประเมินและให้คะแนน จากนั้นผู้วิจัยได้สรุปหาสารที่ต้องการจะสื่อที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายและแบรนด์บอร์ดเกม จากการศึกษาพบว่า แบรนด์บอร์ดเกมควรมีหน้าร้าน เพราะมีความสอดคล้องต่อพฤติกรรมการเล่นบอร์ดเกมของกลุ่มเป้าหมาย ทั้งในด้านของสถานที่เลือกเล่นบอร์ดเกม การศึกษากติกาการเล่นจากเพื่อนหรือให้พนักงานที่ร้านมาสอนให้ มีการเล่นบอร์ดเกมเดิมเพียง 1-3 ครั้ง รวมปถึงการเลือกซื้อบอร์ดเกมจะเลือกซื้อจากหน้าร้าน แนวโน้มของแบรนด์บอร์ดเกมที่สื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายจะมีลักษณะ เป็นมิตร ดูสดใส และมีชีวิตชีวา รวมไปถึงการสอดแทรกความรู้ผ่านการเล่นบอร์ดเกม ก็สอดคล้องกับพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย ที่มีความกระตือรือร้น ชอบเข้าสังคม ชอบการเรียนรู้ และการหาความรู้รอบตัว