Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (9181)
- Arts and Humanities (5463)
- Education (4803)
- Law (4376)
- Medicine and Health Sciences (4177)
-
- Physical Sciences and Mathematics (2397)
- Life Sciences (2299)
- Business (2132)
- Communication (1894)
- Engineering (1887)
- Library and Information Science (1814)
- Higher Education (1511)
- Sociology (1378)
- Psychology (1271)
- Public Health (1075)
- History (1024)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (1007)
- Computer Sciences (826)
- Medical Specialties (719)
- Political Science (690)
- Art and Design (676)
- Journalism Studies (617)
- Feminist, Gender, and Sexuality Studies (602)
- Religion (592)
- Curriculum and Instruction (542)
- Nursing (511)
- Film and Media Studies (510)
- English Language and Literature (490)
- Environmental Sciences (489)
- Teacher Education and Professional Development (488)
- Institution
-
- San Jose State University (1305)
- University of Memphis (1171)
- Universitas Indonesia (779)
- Brigham Young University (671)
- Georgia Southern University (649)
-
- University of Nebraska - Lincoln (649)
- City University of New York (CUNY) (632)
- Walden University (611)
- Chulalongkorn University (541)
- University of South Florida (532)
- University of Kentucky (483)
- University of Mississippi (466)
- University of Central Florida (459)
- University of South Carolina (412)
- Singapore Management University (409)
- University of New Hampshire (389)
- University of Arkansas, Fayetteville (387)
- University of Montana (386)
- Liberty University (372)
- Utah State University (356)
- Louisiana State University (355)
- Nova Southeastern University (341)
- Yale University (340)
- Purdue University (338)
- Portland State University (334)
- Grand Valley State University (330)
- University of Rhode Island (326)
- University of Plymouth (303)
- Washington University School of Medicine (281)
- Edith Cowan University (279)
- Keyword
-
- COVID-19 (1335)
- Georgia Southern University (405)
- Pandemic (405)
- Social media (395)
- Education (351)
-
- Syllabus, syllabi, journalism, communication, media, strategic media (296)
- Media (286)
- Humans (250)
- Gay community. (242)
- Gays -- Southern States -- Periodicals. (242)
- Newsletter (242)
- Technology (227)
- Mental health (221)
- Gender (214)
- Higher education (208)
- Communication (200)
- Covid-19 (198)
- Coronavirus (178)
- Race (177)
- EIU (175)
- Indiana State University (172)
- Student Media (171)
- Newspaper (170)
- English (168)
- The George-Anne Daily (158)
- History (156)
- Social Media (156)
- United States (153)
- Undergraduate (152)
- Women (149)
- Publication
-
- Theses and Dissertations (1376)
- Library Philosophy and Practice (e-journal) (1010)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (553)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (471)
- Faculty Publications (441)
-
- Electronic Theses and Dissertations (366)
- Honors Theses (341)
- Dissertations (322)
- Journalism and Strategic Media Syllabi Archive (296)
- Faculty Scholarship (286)
- Theses (231)
- Open Access Publications (226)
- Research outputs 2014 to 2021 (216)
- Masters Theses (208)
- Doctoral Dissertations and Projects (204)
- George-Anne Media Group: Newsletters & Magazines (196)
- Michigan Reading Journal (196)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (196)
- Publications and Research (191)
- Articles (187)
- Jurnal Pendidikan: Teori, Penelitian, dan Pengembangan (181)
- Defensive Publications Series (175)
- Dissertations, Theses, and Capstone Projects (174)
- Electronic Theses and Dissertations, 2020-2023 (158)
- Master's Theses (148)
- University Announcements - ISU Today (143)
- Publications (140)
- Research Collection School Of Computing and Information Systems (139)
- Graduate Theses and Dissertations (138)
- Triangle Journal News, 1990-2006 (131)
- Publication Type
Articles 38701 - 38730 of 40902
Full-Text Articles in Entire DC Network
การศึกษาผลของวัสดุบูรณะที่ปลดปล่อยแร่ธาตุต่อการคืนแร่ธาตุในรอยผุระยะเริ่มต้น ของฟันกรามน้ำนมซี่ข้างเคียงในห้องปฏิบัติการ, ดนุธิดา สาเขตร์
การศึกษาผลของวัสดุบูรณะที่ปลดปล่อยแร่ธาตุต่อการคืนแร่ธาตุในรอยผุระยะเริ่มต้น ของฟันกรามน้ำนมซี่ข้างเคียงในห้องปฏิบัติการ, ดนุธิดา สาเขตร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาในห้องปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการคืนแร่ธาตุในรอยผุระยะเริ่มต้นของชิ้นฟันที่สัมผัสกับวัสดุบูรณะคลาสทูด้วยนาโนคอมโพสิตแคลเซียมฟอสเฟต (Predicta™ bioactive bulk) กับซีเมนต์กลาสส์ไอโอโนเมอร์ (Equia Forte®) และเรซินคอมโพสิตชนิดไม่ปลดปล่อยฟลูออไรด์ (Filtek™ Z350) เป็นกลุ่มควบคุม โดยใช้ชิ้นฟันน้ำนมจำนวน 60 ชิ้นจากด้านแก้มของฟันกรามน้ำนมที่ถูกถอน 60 ซี่มาสร้างรอยผุระยะเริ่มต้นที่กึ่งกลางของชิ้นฟัน นำชิ้นฟันตัวอย่างมาวัดร้อยละการสูญเสียฟลูออเรสเซนต์ (∆F) เริ่มต้นด้วยเครื่องวัดฟลูออเรสเซนต์ที่เกิดจากแสงเชิงปริมาณชนิดดิจิทัล เรียงลำดับร้อยละการสูญเสียฟลูออเรสเซนต์เริ่มต้นจากชิ้นฟันที่สูญเสียแร่ธาตุน้อยไปมาก สุ่มชิ้นฟันออกเป็น 3 กลุ่ม นำชิ้นฟันไปติดกับบล็อกอะคริลิกที่บูรณะด้านประชิดด้วยวัสดุบูรณะทั้ง 3 ชนิด แล้วเข้ากระบวนการเลียนแบบสภาวะในช่องปากเป็นเวลา 14 วัน จากนั้นวิเคราะห์ปริมาณการคืนแร่ธาตุโดยวัสดุบูรณะแต่ละชนิด ด้วยการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของการเปลี่ยนแปลงร้อยละของการสูญเสียฟลูออเรสเซนต์ (∆∆F) และค่าเฉลี่ยของการเปลี่ยนแปลงปริมาตรการสูญเสียฟลูออเรสเซนต์ (∆∆Q) ผลการศึกษาพบว่าทั้งค่า ∆∆F และค่า ∆∆Q ของทุกกลุ่มมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยกลุ่มซีเมนต์กลาสส์ไอโอโนเมอร์ มีการคืนแร่ธาตุแก่ชิ้นฟันสูงที่สุด ส่วนกลุ่มนาโนคอมโพสิตแคลเซียมฟอสเฟตมีการสูญเสียแร่ธาตุของชิ้นฟันเล็กน้อย ซึ่งน้อยกว่ากลุ่มควบคุม คือเรซินคอมโพสิตชนิดไม่ปลดปล่อยฟลูออไรด์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปได้ว่าการบูรณะด้วยวัสดุซีเมนต์กลาสไอโอโนเมอร์ สามารถคืนแร่ธาตุให้ฟันซี่ข้างเคียงได้ดีที่สุด แต่ในกรณีที่รอยผุหรือโพรงฟันคลาสทูมีขนาดใหญ่ นาโนคอมโพสิตแคลเซียมฟอสเฟตก็ถือเป็นวัสดุหนึ่งที่เป็นทางเลือกในการใช้ทดแทนเรซินคอมโพสิตชนิดไม่ปลดปล่อยฟลูออไรด์ เนื่องจากใช้งานง่าย มีความแข็งแรงและความสวยงามเทียบเท่ากับเรซินคอมโพสิต นอกจากนี้ยังช่วยยับยั้งการลุกลามของรอยผุระยะเริ่มต้นในฟันซี่ข้างเคียงได้ดีกว่าเรซินคอมโพสิตชนิดไม่ปลดปล่อยฟลูออไรด์
ลวดลายจิตรกรรมและประติมากรรมประดับเรือนเจ้าพระยาอภัยภูเบศร, บุระเฉลิม ยมนาค
ลวดลายจิตรกรรมและประติมากรรมประดับเรือนเจ้าพระยาอภัยภูเบศร, บุระเฉลิม ยมนาค
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่อง จิตรกรรมและประติมากรรมประดับเรือนเจ้าพระยาอภัยภูเบศร มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบ พัฒนาการ ความเป็นมา และกระบวนการเชิงช่าง ตลอดจนความหมายเชิงสัญลักษณ์ของลวดลายจิตรกรรมประดับเรือนเจ้าพระยาอภัยอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี โดยอาศัยวิธีการศึกษาจากหลักการตกแต่งสถาปัตยกรรมแบบยุโรป ผนวกกับการเปรียบเทียบลวดลายประดับของอาคารแบบยุโรปในประเทศไทยเพื่อกำหนดอายุ และทราบถึงระบบของการประดับตกแต่งที่มีความสัมพันธ์กับบริบทของตัวอาคารซึ่งจากการศึกษาพบว่า ลวดลายประดับภายในเรือนเจ้าพระยาอภัยภูเบศรนั้นมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับลวดลายประดับของอาคารแบบยุโรปที่ร่วมสมัยกันภายในประเทศไทย ทั้งรูปแบบและวิธีการเชิงช่าง อาทิเช่น เรือนพระยาศรีธรรมาธิราชที่มีลวดลายจิตรกรรมประดับ ซึ่งปรากฏลวดลายในกลุ่มผลไม้และพืชพันธุ์ต่าง ๆ เช่น ผล และใบองุ่น โดยเป็นกลุ่มลวดลายที่ปรากฏในเรือนเจ้าพระยาอภัยภูเบศรในตำแหน่งห้องส่วนกลางของชั้นหนึ่งเช่นเดียวกัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสอดคล้องกับบริบทของห้องและอาคารในลักษณะเดียวกัน ทั้งยังมีเทคนิคทางงานจิตรกรรมในการสร้างลวดลายที่คล้ายคลึงกัน คือ การใช้เทคนิคแม่พิมพ์ลายฉลุ(Stencil) เป็นต้นแบบสำหรับการสร้างลวดลายด้วยการลงสีบนแม่พิมพ์ ทั้งในลักษณะของการประคบและการทาสีเพื่อให้ลวดลายฉลุปรากฏขึ้นยังบริเวณที่ต้องการ ลวดลายจิตรกรรมประดับของเรือนเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเกือบทั้งหมดล้วนเป็นลายฉลุแบบ “วิกตอเรียน(Victorian)” ลายดอกไม้ช่วงผนังเหนือซุ้มประตู ณ ห้องโถงกลางชั้น 2 ปรากฏลายแบบ “อาร์ตนูโว(Art Nouveau)” ซึ่งสร้างขึ้นด้วยเทคนิคภาพพิมพ์ลายฉลุ นอกจากนี้ลวดลายประติมากรรมประดับยังปรากฏความสำคัญ โดยเฉพาะบริเวณหน้าจั่วของอาคาร ซึ่งประดับตกแต่งด้วยลวดลายพืชสมุนไพรอันสะท้อนถึงความเป็นตัวตนของท่านเจ้าพระยาอภัยภูเบศร พร้อมทั้งยังเป็นเสมือนจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดการผลักดันให้เรือนแห่งนี้แปรสภาพมาเป็นโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรในภายหลังอีกประการหนึ่ง
Newton Iterative Algorithm For Polynomial Modular Inversion Modulo Xn±1 For Some Patterns Of N, Samakorn Sripatthanakul
Newton Iterative Algorithm For Polynomial Modular Inversion Modulo Xn±1 For Some Patterns Of N, Samakorn Sripatthanakul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis presents an algorithm for computing the modular inverse of a polynomial in a ring of polynomials over a finite field $\mathbb{F}_q$ with a characteristic $p$. Given a polynomial $f$ and a natural number $r$, by applying the idea of the Newton iteration algorithm, the fast division algorithm used to find the inverse of $f$ under modulo $x^{p^r}-1$, $x^{p^r}+1$, $x^{2p^r}-1$ and $x^n-1$ where $n=2^r d$ for some $r,d\in\mathbb{N}$, is established. The cost analysis for these cases show that the algorithm has the computational complexity of $\mathcal{O}(n \log n)$ which is more efficient than the Half-GCD algorithm in terms of …
Social Capital And Myanmar Urban Migrant Workers’ Job Seeking In Thailand During The Covid-19 Pandemic, Andrew Wai Phyo Kyaw
Social Capital And Myanmar Urban Migrant Workers’ Job Seeking In Thailand During The Covid-19 Pandemic, Andrew Wai Phyo Kyaw
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
During the COVID-19 pandemic, many production sectors in Thailand encountered economic difficulties. The economic impacts of the pandemic have affected all people in the economy, including migrant workers. Especially urban migrant workers might have been the most affected by the pandemic. They have faced insecure livelihoods caused by losing jobs, loss of income, and difficulties in finding new jobs. Myanmar workers are the largest population among migrant labor forces in Thailand. Various literature shows that social capital has always been supportive as a valuable and critical resource contributing to well-being, especially during times of crisis and socio-economic change. So, urban …
A Systematic Review Of Smart City Development Policies In Chinese Cities, Mingqing Yin
A Systematic Review Of Smart City Development Policies In Chinese Cities, Mingqing Yin
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Urban development plays a vital role in enhancing the productivity, competitiveness, and economic growth of a country. Nowadays, more than half of the world's population lives in cities. By 2050, it is estimated that around 70 percent of the population will live in cities. China is one of the countries with the most rapid urbanization in the world. The first-tier cities comprising Beijing, Shanghai, Guangzhou, and Shenzhen are the most developed cities in China in terms of infrastructure development and economy. These cities are the major economic, political, and cultural engine of the country as well as role models of …
Evaluating The Impact Of Vertical Accessibility Performance To Bangkok Mass Transit Stations On The Travel Behavior Of Elderly Passengers, Yoon Ei Kyaw
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The Bangkok Mass Transit System (BTS) sky-train is one of Bangkok's primary public transit modes to alleviate traffic congestion among many daily users. Regarding urban mobility, inclusivity is crucial. According to a 2016 World Bank report, by 2040, more than a quarter of the Thai population will be 65 or older. If the elderly could move around the city with greater ease, they would be able to participate more in society and have access to health care regardless of their age. However, news and reports demonstrated the BTS sky train's limited accessibility for persons with limited mobility. In this study, …
Detection Of Antimicrobial Resistance In Escherichia Coli And Salmonella Spp. Originated From Cultivated Oysters And Estuarine Waters, Mullika Kuldee
Detection Of Antimicrobial Resistance In Escherichia Coli And Salmonella Spp. Originated From Cultivated Oysters And Estuarine Waters, Mullika Kuldee
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The raising and spreading antimicrobial resistance (AMR) bacteria in humans, animals, and environment is a serious global public health issue. Improper use of antimicrobial agents can promote resistant bacteria, and as a result, they can circulate in the environment. Contamination of AMR in the environment can increase the risk of AMR distribution in humans, animals, and the environment. Monitoring and surveillance of AMR in the environmental sector are limited compared to animal and human sectors. The objectives of this study were to determine phenotype and genotype of AMR and extended-spectrum beta-lactamase (ESBL) production in Escherichia coli and Salmonella isolated from …
Study Of Aerotolerant Campylobacter Jejuni In Broiler Production Process, Nichanan Jarusirivait
Study Of Aerotolerant Campylobacter Jejuni In Broiler Production Process, Nichanan Jarusirivait
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Campylobacter jejuni is the leading cause of human gastroenteritis worldwide. Although they are microaerophile and sensitive to oxygen, aerotolerant C. jejuni has been reported in many countries. Currently, limited information on aerotolerant C. jejuni in Thailand has been reported. Therefore, the objectives of this study were 1) to examine the occurrence of aerotolerant C. jejuni in farms, slaughterhouses and retail markets and compare the level of aerotolerant strain between different sample types at the farm (i.e., cloacal swabs VS manures) and slaughterhouse level (i.e., cecal contents VS carcass rinses) and 2) to identify common genotypes of aerotolerant and aerosensitive C. …
Knowledge, Attitude And Practice Associated With Brucellosis In Occupational Risk Groups In China, Quangang Xu
Knowledge, Attitude And Practice Associated With Brucellosis In Occupational Risk Groups In China, Quangang Xu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aimed to analyze the situation of knowledge, attitude, and practice (KAP) of sheep and goat farmers and community animal health staff towards the prevention and control of brucellosis. A total of 1,067 sheep and goat farmers and 401 community animal health staff from seven provinces in China were participated in this study from 2017 to 2018. Two structured questionnaire were used to examine demographic characteristics and KAP related to brucellosis. Descriptive statistics were used for demographic characteristics and KAP. Mann-Whitney U test was used to analyze the potential risk factors associated with KAP among participants. The overall awareness …
Selection Of Candidate Probiotic Bacteria From Chickens With Antagonism Against Campylobacter, Sirawich Danwanichwong
Selection Of Candidate Probiotic Bacteria From Chickens With Antagonism Against Campylobacter, Sirawich Danwanichwong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Campylobacter is one of the most common causes of bacterial foodborne disease in humans worldwide. The effect of probiotics on Campylobacter control in poultry is inconsistent or rarely observed. For this reason, research on probiotics for Campylobacter control in poultry is required. Therefore, the objective of this study was to identify lactobacilli, Bacillus or Enterococcus strains isolated from Campylobacter-negative chickens which have the ability to inhibit the growth of Campylobacter in vitro and demonstrate favorable probiotic characteristics. A total of 602 bacterial isolates from Campylobacter-negative broiler chickens were assessed for their probiotic properties including Campylobacter inhibiting activity test, hemolytic activity …
Genetic Characterizations, Virulence, Antimicrobial Resistances And Resistome Analysis Of Vibrio Spp. Isolated From Farmed Asian Sea Bass (Lates Calcarifer) In Thailand, Hartanto Mulyo Raharjo
Genetic Characterizations, Virulence, Antimicrobial Resistances And Resistome Analysis Of Vibrio Spp. Isolated From Farmed Asian Sea Bass (Lates Calcarifer) In Thailand, Hartanto Mulyo Raharjo
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study describes the etiological agent of Vibriosis along with its distribution and antimicrobial resistance profiles among farmed Asian sea bass (Lates calcarifer) in Thailand. The study isolated 283 Vibrionaceae from 15 Asian sea bass farms located around the provinces of the Andaman Sea and Gulf of Thailand coasts to uncover the distribution and antimicrobial resistance profiles. Bacterial identification based on a combination of the biochemical characteristics, Matrix-assisted laser desorption/ ionization-time of flight (MALDI-TOF) mass spectrometry (MS) analysis, and the species-specific PCR demonstrated the predominant Vibrionaceae were Vibrio harveyi (n = 56), Photobacterium damselae (n = 35), and V. vulnificus …
Identification, Characterization And Pathogenicity Of Aeromonas Schubertii Isolated From Diseased Striped Snakehead Fish (Channa Striata), Hendri Budiyansah
Identification, Characterization And Pathogenicity Of Aeromonas Schubertii Isolated From Diseased Striped Snakehead Fish (Channa Striata), Hendri Budiyansah
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Striped snakehead fish (Channa striata) is one of the popular cultivated fish in Thailand. However, it is inevitable to be susceptible to abundant pathogens, especially Aeromonas schubertii. In July 2020, an unknown outbreak was occurred on striped snakehead fish nursery farm in Nakhon Pathom province, Thailand. Suspected six isolates were A. schubertii yielded from the fish as the main causative agent. This research aimed to characterize and examine pathogenicity of A. schubertii isolated from diseased striped snakehead fish. Characterization was performed based on combination of biochemical assay, PCR and DNA sequencing (based on 16S rRNA and gyrB), and MALDI-TOF MS. …
Genome Analysis Of Predominant Aeromonas Species Isolated From Diseased Freshwater Fishes And Their Virulence In Striped Snakehead Fish (Channa Striata)||การวิเคราะห์จีโนมเชื้อแอโรโมนาสสปีชีส์เด่นที่แยกได้จากปลาน้ำจืดป่วยในประเทศไทยและความรุนแรงของเชื้อในปลาช่อนนา, Muhammad Fadhlullah Mursalim
Genome Analysis Of Predominant Aeromonas Species Isolated From Diseased Freshwater Fishes And Their Virulence In Striped Snakehead Fish (Channa Striata)||การวิเคราะห์จีโนมเชื้อแอโรโมนาสสปีชีส์เด่นที่แยกได้จากปลาน้ำจืดป่วยในประเทศไทยและความรุนแรงของเชื้อในปลาช่อนนา, Muhammad Fadhlullah Mursalim
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Aeromonas is an important bacterial pathogen in freshwater fishes. This study aimed to investigate the distribution and diversity of Aeromonas spp. including their antimicrobial resistance patterns. 86 Aeromonas isolates were collected from diseased fish in 13 fish farms around Thailand. Biochemical tests, MALDI-TOF MS, PCR assays, and the gyrB gene sequence analysis were used to identify all isolates. MALDI-TOF MS confirmed 100% (86 isolates) at the genus level and 88.4% (76 isolates) at the species level. Six Aeromonas species were confirmed based on sequences of gyrB gene, including A. veronii (72.1%), A. jandaei (11.6%), A. schubertii (9.3%), A. diversa (3.5%), …
Monitoring And Characterization Of Colistin Resistant Escherichia Coli In Pig Farm And Environment Following The Cessation In Use Of Colistin, Nwai Oo Khine
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The growing cases of colistin resistance due to plasmid mediated mcr genes family in Enterobacteriaceae is catastrophic to public health. In this study, our team performed the nation-wide surveillance of mcr-positive Escherichia coli (MCRPE) in healthy pigs across Thailand. Then we monitored longitudinally over the representative pig farm after colistin was withdrawn and genomic characterization was carried out. Among the 696 samples collected from 49 provinces of Thailand, the low carriage rate of mcr-1 or combination of mcr-1 and mcr-3 (4.45% and 0.43%) were detected. MCRPE isolates were multidrug-resistant (MDR) against 3–14 types of antimicrobial and enterotoxin genes were largely …
การสังเคราะห์แมงกานีสไดออกไซด์จากแบตเตอรี่สังกะสีคาร์บอนและแบตเตอรี่แอลคาไลน์ที่ผ่านการใช้งานแล้วสำหรับการใช้งานในแบตเตอรี่สังกะสีไอออน, ชัยธวัช ไวยคณี
การสังเคราะห์แมงกานีสไดออกไซด์จากแบตเตอรี่สังกะสีคาร์บอนและแบตเตอรี่แอลคาไลน์ที่ผ่านการใช้งานแล้วสำหรับการใช้งานในแบตเตอรี่สังกะสีไอออน, ชัยธวัช ไวยคณี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้จะเน้นศึกษาการกู้คืนแมงกานีสที่อยู่ในผงอิเล็กโทรดของแบตเตอรี่ชนิดปฐมภูมิชนิดแบตเตอรี่แอลคาไลน์และแบตเตอรี่สังกะสีคาร์บอนที่ใช้งานแล้ว ให้กลับมาใช้ใหม่โดยใช้วิธีการชะละลายด้วยกรด ซึ่งได้มีการปรับสภาวะในการชะละลาย ได้แก่ อุณหภูมิการชะละลาย (อุณหภูมิห้องและ 80 oC) สัดส่วนของแข็งต่อของเหลวโดยน้ำหนัก (1:20 – 1:5) ความเข้มข้นกรดซัลฟิวริก (0.5 M-10 M) และการเติมตัวรีดิวซ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการชะละลายแมงกานีส (ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ และ โซเดียมซัลไฟด์) ผลของประสิทธิภาพการชะละลายแมงกานีสด้วยกรด (LE) พบว่ามีค่าอยู่ในช่วง 15-78 % ในกรณีของแบตเตอรี่แอลคาไลน์ และ 27-88 % ในกรณีของแบตเตอรี่สังกะสีคาร์บอน โดยค่า LE สูงที่สุดของแบตเตอรี่ทั้งสองชนิดคือ การชะละลายในสภาวะการเติมไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ที่ความเข้มข้น 0.6 M จากนั้นจะใช้สารละลายที่ได้จากการชะละลายด้วยกรดเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์แมงกานีสไดออกไซด์ด้วยกระบวนการไฮโดรเทอร์มัลที่สภาวะต่างๆ พบว่าประสิทธิภาพของการกู้คืนแมงกานีสโดยรวม (OE) ในทุกสภาวะจะอยู่ในช่วง 8-85% และสภาวะการชะละลายจะส่งผลต่อเฟสและโครงสร้างจุลภาคของแมงกานีสไดออกไซด์ที่เตรียมได้ ซึ่งค่า OE สูงที่สุดจะได้จากการสังเคราะห์ด้วยโดยการใช้สารละลายที่ได้จากการชะละลายด้วยการใช้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์เป็นตัวรีดิวซ์ เติมแอมโมเนียมซัลเฟตและแอมโมเนียมเปอร์ซัลเฟตที่อุณหภูมิ 140 oC เป็นเวลา 24 h ซึ่งได้แมงกานีสไดออกไซด์เฟส α-MnO2 เมื่อนำแมงกานีสไดออกไซด์จากการรีไซเคิลไปใช้ในขั้วแคโทดของแบตเตอรี่สังกะสีไอออนแบบเซลล์มาตรฐาน CR2025 พบว่าเฟสและโครงสร้างจุลภาคของแมงกานีสไดออกไซด์ส่งผลต่อความจุไฟฟ้าจำเพาะ โดยพบว่าแมงกานีสไดออกไซด์เฟส γα-MnO2 ที่รีไซเคิลจากแบตเตอรี่แอลคาไลน์จะให้ความจำจุไฟฟ้าจำเพาะสูงที่สุด
การพัฒนารูปแบบห้องเรียนเสมือนจริงในบริบทการเรียนรู้ที่หลากหลายเพื่อส่งเสริมความสามารถการออกแบบแผนการเรียนรู้ที่บูรณาการไอซีทีของนักศึกษาครู, ณรงค์พล เอื้อไพจิตรกุล
การพัฒนารูปแบบห้องเรียนเสมือนจริงในบริบทการเรียนรู้ที่หลากหลายเพื่อส่งเสริมความสามารถการออกแบบแผนการเรียนรู้ที่บูรณาการไอซีทีของนักศึกษาครู, ณรงค์พล เอื้อไพจิตรกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาสภาพห้องเรียนและทรัพยากรในห้องเรียน และศึกษาสภาพทั่วไป ความต้องการ ความพร้อมและปัจจัยที่ส่งผลต่อความสามารถในการออกแบบแผนการเรียนรู้ 2) เพื่อสร้างรูปแบบห้องเรียนเสมือนจริงในบริบทการเรียนรู้ที่หลากหลายเพื่อส่งเสริมความสามารถการออกแบบแผนการเรียนรู้ที่บูรณาการไอซีทีของนักศึกษาครู 3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบฯ และ 4) เพื่อรับรองและนำเสนอรูปแบบฯ ตัวอย่างในการวิจัยได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน ประกอบไปด้วย ครูโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา จำนวน 412 คน สำหรับการศึกษาสภาพห้องเรียนและทรัพยากรในห้องเรียน และนิสิต นักศึกษาครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ระดับปริญญาบัณฑิต จำนวน 1,052 คน สำหรับการศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนารูปแบบฯ เครื่องมือการวิจัยที่ใช้ประกอบไปด้วย แบบสอบถาม และรูปแบบห้องเรียนเสมือนจริง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย การวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างด้วยโปรแกรมลิสเรล ผลการวิจัยมีดังนี้ 1. นิสิต นักศึกษาครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ระดับปริญญาบัณฑิตมีความต้องการจำเป็นเกี่ยวกับการใช้กลยุทธ์การสอนที่สอดคล้องต่อเนื้อหา ในลำดับความต้องการมากที่สุด (PNIModified = 0.185) รองลงมาคือ มีความต้องการจำเป็นในการกำหนด กลยุทธ์การสอน (PNIModified = 0.179) 2. รูปแบบห้องเรียนเสมือนจริงฯ มี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ต้นแบบและผู้เชี่ยวชาญ 2) ระบบห้องเรียนเสมือนจริง 3) คลังความรู้และกิจกรรม 4) การประเมินผล 5) ผู้เรียน ขั้นตอนการเรียนการสอนประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ศึกษาความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการออกแบบแผนการเรียนรู้ที่บูรณาการไอซีทีก่อนการเรียนรู้ 2) เรียนรู้แนวคิดเกี่ยวกับ TPACK 3) ร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีการบูรณาการไอซีทีประยุกต์ศาสตร์การสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง 4) ฝึกปฏิบัติการออกแบบแผนการเรียนรู้ที่บูรณการไอซีทีในบริบทการเรียนรู้แตกต่างกัน 3. ผลการทดลองใช้รูปแบบห้องเรียนเสมือนจริงฯ พบว่า นักศึกษาครูกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถการออกแบบแผนการเรียนรู้ที่บูรณาการไอซีทีสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนการใช้รูปแบบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. ผลการประเมินรับรองรูปแบบห้องเรียนเสมือนจริงฯ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.70 อยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด
การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้โดยใช้แหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นฐานด้วยคลาวด์เทคโนโลยี ในสภาพแวดล้อมแบบเกมิฟิเคชันเพื่อพัฒนาการรู้สารสนเทศในบริบทของชุมชน และการมีส่วนร่วมของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, ณิชชา ชำนิยนต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการ ของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิตและความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนรู้โดยใช้แหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นฐานด้วยคลาวด์เทคโนโลยีในสภาพแวดล้อมแบบเกมิฟิเคชันฯ 3)เพื่อศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้แหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นฐานด้วยคลาวด์เทคโนโลยีในสภาพแวดล้อมแบบเกมิฟิเคชันฯ 4) เพื่อนำเสนอรูปแบบการเรียนรู้โดยใช้แหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นฐานด้วยคลาวด์เทคโนโลยีในสภาพแวดล้อมแบบเกมิฟิเคชันฯ กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาสภาพความต้องการคือนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต จำนวน 508 คน และผู้เชี่ยวชาญจำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้คือ 1) แบบสอบถามสภาพปัญหาและความต้องการ และ 2) แบบสัมภาษณ์และแบบสอบถามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนารูปแบบฯ คือ นิสิตนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิตจำนวน 33 คน และผู้เชี่ยวชาญจำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยได้แก่ 1) เว็บรูปแบบการเรียนรู้โดยใช้แหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นฐานด้วยคลาวด์เทคโนโลยีในสภาพแวดล้อมแบบเกมิฟิเคชัน ฯ 2) แผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการเรียนรู้โดยใช้แหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นฐานด้วยคลาวด์เทคโนโลยีในสภาพแวดล้อมแบบเกมิฟิเคชันฯ 3) แบบวัดการรู้สารสนเทศในบริบทของชุมชน 4) เกณฑ์การประเมินการรู้สารสนเทศในบริบทของชุมชนของผู้เรียน 5) แบบประเมินตนเองในการมีส่วนร่วมในการเรียน 6) แบบตรวจสอบรายการการมีส่วนร่วมในการเรียน และ7) แบบสอบถามความคิดเห็นต่อการใช้รูปแบบฯ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ (One-Way Repeated Measure ANOVA) ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1. รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมี 5 องค์ประกอบได้แก่ 1)กิจกรรมการเรียนรู้ด้วยแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นฐาน 2) เครื่องมือคลาวด์เทคโนโลยี 3) สภาพแวดล้อมการเรียนรู้แบบเกมิฟิเคชัน 4) แหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น และ 5) การวัดและประเมินผล โดยมี 6 ขั้นตอนได้แก่ 1) วางแนวทางและวางแผนในการเรียนรู้จากห้องเรียนสู่ชุมชน 2) ศึกษาและสำรวจแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น 3) อภิปรายแลกเปลี่ยนข้อค้นพบ และสะท้อนความรู้ สิ่งที่ได้รับจากชุมชนและภูมิปัญญาท้องถิ่น 4) ผลิตผลงานจากแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น 5) นำเสนอผลงานและสรุปผลการเรียนรู้ และ 6) สะท้อนกลับ 2. ผลการทดลองใช้รูปแบบการเรียนรู้ฯ พบว่า 1) คะแนนเฉลี่ยการรู้สารสนเทศในบริบทของชุมชนหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำพบว่าผลคะแนนเฉลี่ยการรู้สารสนเทศในบริบทของชุมชนในแต่ละครั้งมีค่าคะแนนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) …
การพัฒนาโมไบล์แอปพลิเคชันช่วยการเรียนภาษาที่ใช้ภาระงานเป็นฐานและเกมิฟิเคชัน เพื่อส่งเสริมทักษะการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ปวริศร์ ปิงเมือง
การพัฒนาโมไบล์แอปพลิเคชันช่วยการเรียนภาษาที่ใช้ภาระงานเป็นฐานและเกมิฟิเคชัน เพื่อส่งเสริมทักษะการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ปวริศร์ ปิงเมือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสบการณ์ผู้ใช้และความต้องการจำเป็นของผู้ใช้งานโมไบล์แอปพลิเคชันช่วยการเรียนภาษาที่ใช้ภาระงานเป็นฐานและเกมิฟิเคชันเพื่อส่งเสริมทักษะการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น 2) สร้างการสร้างโมไบล์แอปพลิเคชันกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบโมไบล์แอปพลิเคชันช่วยการเรียนภาษาที่ใช้ภาระงานเป็นฐานและเกมิฟิเคชันเพื่อส่งเสริมทักษะการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น และ 3) ศึกษาผลการใช้โมไบล์แอปพลิเคชันและกระบวนการจัดการเรียนรู้ด้วยโมไบล์แอปพลิเคชันช่วยการเรียนภาษาที่ใช้ภาระงานเป็นฐานและเกมิฟิเคชันเพื่อส่งเสริมทักษะการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ตัวอย่างการวิจัยที่ใช้ในการศึกษาในการศึกษาประสบการณ์ผู้ใช้และความต้องการจำเป็นประกอบด้วยนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นจำนวน 655 คนและครูผู้สอนมัธยมศึกษาจำนวน 5 คนและตัวอย่างในการทดลองเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นจำนวน 35 คน โดยใช้วิธีเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะลง เครื่องมือที่ใช้ทดลองการวิจัยได้แก่ 1) โมไบล์แอปพลิเคชันและกระบวนการจัดการเรียนรู้ฯ และ 2) แผนการจัดการเรียนรู้ตามกระบวนการการจัดการเรียนรู้ฯ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) ภาระงานเขียนภาษาอังกฤษ 2) แบบทดสอบทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ 3) เกณฑ์การประเมินทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ และ 4) แบบสอบถามความคิดเห็นในการเรียนโดยใช้โมไบล์แอปพลิเคชันและกระบวนการจัดการเรียนรู้ฯ ในกระบวนการดำเนินการวิจัย ผู้วิจัยกำหนดเวลาในการทดลอง 8 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรราฐาน การทดสอบทีและ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1. การสำรวจและการสัมภาษณ์ประสบการณ์ผู้ใช้และความต้องการจำเป็นของนักเรียนและครูในระดับมัธยมศึกษาตอนนั้นพบว่าผู้เรียนมีความสามารถในการใช้อินเตอร์เน็ตเป็นประจำ นักเรียนมีความต้องการเรียนทักษะการเขียนที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์ของนักเรียน ผ่านการศึกษาข้อผิดพลาด ตัวอย่างงานเขียน และรูปแบบการเขียน พร้อมกับการประเมินจากเพื่อนผู้เรียนและผลป้อนกลับที่มีประโยชน์จากครูผู้สอน 2. กระบวนการจัดการเรียนรู้ด้วยโมไบล์แอปพลิเคชันช่วยการเรียนภาษาที่ใช้ภาระงานเป็นฐานและเกมิฟิเคชันเพื่อส่งเสริมทักษะการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น แบ่งออกเป็น 3 องค์ประกอบได้แก่ 1) Pre-Task 2) Task Process และ 3) Language focus และ 7 ขั้นตอน ได้แก่ 1) Selecting themes 2) Exploring topics 3) Drafting ideas 4) Editing tasks 5) Giving feedbacks 6) Review submissions และ 7) Concluding findings 3. การวิเคราะห์ทักษะการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียน พิจารณาข้อมูลจากคะแนนเฉลี่ยของคะแนนการทดสอบก่อนเรียนและการทดสอบหลังเรียนใช้สถิติการวิเคราะห์ข้อมูลการทดสอบที พบว่า ในภาพรวมการทดสอบก่อนเรียนมีระดับคะแนนอยู่ในระดับที่ ดี (Mean=18.08, SD= …
รูปแบบการฝึกงานทางไกลด้านเทคโนโลยีการศึกษาที่ส่งเสริมทักษะการรู้ดิจิทัลของครูก่อนประจำการ, ปองสิชฌ์ สิงห์ประไพ
รูปแบบการฝึกงานทางไกลด้านเทคโนโลยีการศึกษาที่ส่งเสริมทักษะการรู้ดิจิทัลของครูก่อนประจำการ, ปองสิชฌ์ สิงห์ประไพ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อพัฒนารูปแบบการฝึกงานทางไกลด้านเทคโนโลยีการศึกษาที่เพื่อส่งเสริมทักษะการรู้ดิจิทัลของครูก่อนประจำการ (2) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการฝึกงานทางไกลด้านเทคโนโลยีการศึกษาที่ส่งเสริมทักษะการรู้ดิจิทัลของครูก่อนประจำการ (3) เพื่อนำเสนอรูปแบบการฝึกงานทางไกลด้านเทคโนโลยีการศึกษาที่ส่งเสริมทักษะการรู้ดิจิทัลของครูก่อนประจำการ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นิสิต และนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิตศึกษา ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาที่มีลักษณะรายวิชาเกี่ยวข้องกับการผลิตและพัฒนาสื่อ ได้มาจากการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เว็บไซต์ตามรูปแบบการฝึกงานทางไกลฯ แผนกำกับการฝึกงานที่สอดคล้องกับรูปแบบฯ แบบประเมินผลการฝึกงาน และแบบสังเกตพฤติกรรมการใช้รูปแบบฯ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียวเมื่อมีการวัดซ้ำ (One-way repeated measure ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการวิเคราะห์แบบประเมินผลการฝึกงานของกลุ่มตัวอย่างหลังการฝึกงานทางไกลด้านเทคโนโลยีการศึกษาที่ส่งเสริมทักษะการรู้ดิจิทัลของครูก่อนประจำการ เฉลี่ยรวมอยู่ในระดับมาก (X=3.7, S.D.=0.75) 2) ผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนค่าเฉลี่ยของคะแนนที่ได้จากการประเมินพฤติกรรมการรู้ดิจิทัลของกลุ่มตัวอย่างที่เข้ารับการฝึกงานด้วยรูปแบบการฝึกงานทางไกลด้านเทคโนโลยีการศึกษาที่ส่งเสริมทักษะการรู้ดิจิทัลของครูก่อนประจำการทั้ง 3 ครั้ง พบว่า นิสิต และนักศึกษา ที่ประเมินพฤติกรรมการรู้ดิจิทัลมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (F = 420.770, Sig = .000)
การคัดแยกแบคทีเรียจากวัสดุเหลือทิ้งในอุตสาหกรรมการผลิตแป้งมันสำปะหลังเพื่อการผลิตปุ๋ยหมัก, เฌอญานุส บุตรคำโชติ
การคัดแยกแบคทีเรียจากวัสดุเหลือทิ้งในอุตสาหกรรมการผลิตแป้งมันสำปะหลังเพื่อการผลิตปุ๋ยหมัก, เฌอญานุส บุตรคำโชติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในประเทศไทยกระบวนการผลิตแป้งมันสำปะหลังก่อให้เกิดของเหลือทิ้งจำนวนมาก เช่น กากมันสำปะหลัง และกากตะกอนจากระบบบำบัดน้ำเสียที่ก่อให้เกิดมลพิษทางสิ่งแวดล้อม ในงานวิจัยนี้ศึกษาการเปลี่ยนกากมันสำปะหลัง และกากตะกอนจากระบบบำบัดน้ำเสียให้เป็นปุ๋ยหมักโดยใช้หัวเชื้อแบคทีเรีย หัวเชื้อแบคทีเรียที่ใช้ประกอบด้วย กลุ่มเชื้อที่ทำหน้าที่ย่อยเซลลูโลส B. subtilis TISTR 008, B. subtilis C-CV1033 และ B. shackletonii C-S1052 กลุ่มเชื้อที่ทำหน้าที่ย่อยแป้ง B. subtilis A-CV1031 และ B. subtilis A-S51041 เชื้อที่ทำหน้าที่ตรึงไนโตรเจน B. ginsengihumi N-BS1 เชื้อที่ทำหน้าที่ละลายฟอสเฟต B. shackletonii P-S1041 และเชื้อที่ทำหน้าที่ละลายโพแทสเซียม B. bataviensis K-S1043 การใช้หัวเชื้อแบคทีเรียกลุ่มดังกล่าวกับกากมันสำปะหลัง กากตะกอนจากระบบบำบัดน้ำเสีย ร่วมกับรำข้าว มูลวัว ผงหินฟอสเฟต และแร่เฟลด์สปาร์ เพื่อผลิตเป็นปุ๋ยหมัก พบว่ามีปริมาณไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียม เท่ากับร้อยละ 1.77, 1.97, 1.75, 3.76, 0.72 และมีปริมาณ สังกะสี แมงกานีส เหล็ก และทองแดงเท่ากับ 139, 740, 3040 และ 11.26 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตามลำดับ ในขณะที่อัตราส่วนของคาร์บอนต่อไนโตรเจนของปุ๋ยลดลง การใช้กากมันสำปะหลัง กากตะกอนจากระบบบำบัดน้ำเสีย ร่วมกับรำข้าว มูลวัว ผงหินฟอสเฟต และแร่เฟลด์สปาร์ มีศักยภาพในการเพิ่มปริมาณธาตุอาหารให้แก่ปุ๋ยหมักจากวัสดุเหลือทิ้งได้
การผลิตเซลล์ยีสต์จากอาหารเพาะเลี้ยงจากพืชเพื่อการผลิตโพรไบโอติกอัดเม็ดแบบฟองฟู่, ณัฏฐนันท์ บูรณวณิชวงศ์
การผลิตเซลล์ยีสต์จากอาหารเพาะเลี้ยงจากพืชเพื่อการผลิตโพรไบโอติกอัดเม็ดแบบฟองฟู่, ณัฏฐนันท์ บูรณวณิชวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ยีสต์โพรไบโอติกแบบเม็ดฟู่ที่ใช้เซลล์ยีสต์ Saccharomyces cerevisiae via. Boulardii (S. Boulardii) จากคัลเจอร์น้ำผัก-ผลไม้ ประกอบด้วยขั้นตอน (i) ประเมินสภาวะน้ำหมักสำหรับเพาะเลี้ยงโดยใช้น้ำองุ่นที่มีค่าของแข็งที่ละลายได้ (TSS) 12 °brix เป็น based medium แปรค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ในช่วง 3.0-5.0 เพาะเลี้ยงแบบเขย่า ที่ 150 rpm อุณหภูมิ 30 °C เป็นเวลา 48 ชั่วโมง (ii) ศึกษาสมบัติการเจริญของ S. Boulardii ในน้ำผัก-ผลไม้ 3 ชนิด ได้แก่ น้ำองุ่น น้ำใบบัวบก และน้ำกระเจี๊ยบ (ปรับ TSS 12 °brix ที่ pH 4.0) เพาะเลี้ยงที่สภาวะเดียวกับ (i) ติดตามการเจริญของยีสต์และสมบัติของน้ำหมัก ที่ 0 8 24 32 และ 48 ชั่วโมง พบว่ายีสต์เจริญในน้ำกระเจี๊ยบและน้ำองุ่นไม่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (11.58±0.21 log CFU/mL และ 11.44±0.64 log CFU/mL ตามลำดับ) โดยมีอัตราการเจริญจำเพาะสูงสุด (µ Max) ที่ 0.018 และ 0.017 log µ/h ตามลำดับ น้ำใบบัวบก 10.59±0.16 log CFU/mL (µMax= 0.016 log µ/h) และอาหารเลี้ยงเชื้อมาตรฐาน YMB ซึ่ง 10.11±0.06 log CFU/mL (µMax= 0.010 log µ/h) การเปลี่ยนแปลงสมบัติของน้ำหมักมีความสอดคล้องกับการเจริญของยีสต์ และเมื่อพิจารณาปริมาณยีสต์ที่มากและคุณสมบัติของน้ำหมักที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงสุด จึงเลือกใช้น้ำกระเจี๊ยบในการศึกษาขั้นตอนต่อไป …
การสกัดเพกทินจากเปลือกโกโก้และการประยุกต์เป็นสารเคลือบบริโภคได้, รวิษฎา ผลสิน
การสกัดเพกทินจากเปลือกโกโก้และการประยุกต์เป็นสารเคลือบบริโภคได้, รวิษฎา ผลสิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิธีสกัดต่อปริมาณและคุณภาพของเพกทินจากเปลือกโกโก้ ศึกษาสมบัติการเป็นพรีไบโอติก (prebiotic activity) ของเพกทิน และการประยุกต์ใช้เป็นสารเคลือบบริโภคได้ เพื่อยืดอายุการเก็บของมะเขือเทศ โดยศึกษาวิธีสกัด 3 วิธี ดังนี้ วิธีทางเอนไซม์ (แปร 3 ปัจจัย ได้แก่ ปริมาณเอนไซม์เพกทิเนส 0.5 และ 1.0% อุณหภูมิในการบ่ม 40 และ 60 องศาเซลเซียส และเวลาในการบ่ม 120 และ 240 นาที) วิธีทางเคมี (แปร 2 ปัจจัย ได้แก่ ความเป็นกรดเบสของสารละลาย pH 4.0 และ pH 10.0 และอุณหภูมิในการสกัด 60 70 และ 80 องศาเซลเซียส) และวิธีคลื่นอัลตราซาวด์ช่วยสกัด (แปรระยะเวลาโซนิเคชัน 20 30 และ 40 นาที) จากการทดลองพบว่าภาวะที่สามารถสกัดปริมาณเพกทินได้มากที่สุดจากวิธีทางเคมี วิธีทางเอนไซม์ และวิธีคลื่นอัลตราซาวด์ช่วยสกัด คือ การสกัดด้วยปริมาณเอนไซม์ 1.0% v/v อุณหภูมิในการบ่ม 60 องศาเซลเซียส และเวลาในการบ่ม 240 นาที (ร้อยละ 24.38±0.15) การสกัดด้วยสารละลาย pH 4.0 และอุณหภูมิในการสกัด 70 องศาเซลเซียส (ร้อยละ 7.78±0.41) และการสกัดด้วยระยะเวลาโซนิเคชัน 20 นาที (ร้อยละ 14.87±0.19) ตามลำดับ โดยเพกทินที่สกัดจากเปลือกโกโก้ทุกภาวะมีระดับเอสเทอริฟิเคชันมากกว่า 50% ดังนั้นจึงจัดเป็น high methoxyl (HM) pectin จากนั้นศึกษาสมบัติการเป็นพรีไบโอติกและความหนืดของเพกทินที่ได้จากภาวะที่สามารถสกัดเพกทินได้มากที่สุดของแต่ละวิธีการสกัด และพบว่าเพกทินที่สกัดด้วยวิธีคลื่นอัลตราซาวด์ช่วยสกัดมีสมบัติการเป็นพรีไบโอติกสูงที่สุด ในขณะที่การเพิ่มอัตราเฉือนส่งผลให้ความหนืดของเพกทินที่สกัดด้วยวิธีทางเอนไซม์มีค่าลดลงมากที่สุด รองลงมา คือ วิธีคลื่นอัลตราซาวด์ช่วยสกัดและวิธีทางเคมี ตามลำดับ จากการใช้เพกทินที่สกัดด้วยวิธีคลื่นอัลตราซาวด์ช่วยสกัดมาประยุกต์ใช้เป็นสารเคลือบบริโภคได้กับมะเขือเทศ และติดตามการเปลี่ยนแปลงของมะเขือเทศที่เก็บรักษาที่อุณหภูมิ 4 …
การคุ้มครองเด็กที่ถูกทอดทิ้งภายใต้กรอบความคิดเรื่องประโยชน์สูงสุดของเด็ก, สาวิตรี กุวังคดิลก
การคุ้มครองเด็กที่ถูกทอดทิ้งภายใต้กรอบความคิดเรื่องประโยชน์สูงสุดของเด็ก, สาวิตรี กุวังคดิลก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษากฎหมายเกี่ยวกับเด็กที่ถูกทอดทิ้งที่ปรากฏอยู่ในระบบกฎหมายของไทย โดยศึกษาประกอบกับการสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลเด็กที่ถูกทอดทิ้งในสถานสงเคราะห์ เพื่อศึกษาว่าในปัจจุบันประเทศไทยมีการคุ้มครองเด็กที่ถูกทอดทิ้งในมิติของกฎหมายครอบครัวอย่างเพียงพอแล้วหรือไม่ โดยศึกษานิยามความหมายของเด็กที่ถูกทอดทิ้งว่าควรกำหนดกรอบให้ชัดเจนมากขึ้นหรือไม่ และตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ควรกำหนดให้การทอดทิ้งบุตรเป็นหนึ่งในเหตุแห่งการถอนอำนาจปกครองของบิดามารดาตามมาตรา 1582 หรือไม่ อีกทั้ง ควรกำหนดข้อยกเว้นเรื่องที่บุตรจำต้องอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาในมาตรา 1563 กรณีที่บิดามารดาทอดทิ้งบุตรหรือไม่ ทั้งนี้ทุก ๆ ประเด็น ศึกษาภายใต้กรอบความคิดเรื่องประโยชน์สูงสุดของเด็ก (The Best Interest of the Child) ซึ่งเป็นหลักการสากลที่ใช้เพื่อออกกฎหมายและระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ เพื่อคุ้มครองเด็ก จากการศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศอังกฤษ และประเทศญี่ปุ่น พบว่าในประเด็นนิยามความหมายมีการบัญญัติไว้สองลักษณะ คือ การบัญญัติความหมายไว้โดยตรง และการบัญญัติความหมายไว้โดยอ้อม ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าประเทศไทยควรบัญญัตินิยามความหมายของเด็กที่ถูกทอดทิ้งให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในสังคม ส่วนในประเด็นเรื่องการถอนอำนาจปกครองด้วยเหตุแห่งการทอดทิ้งบุตรนั้น ผู้เขียนได้เสนอให้มีการบัญญัติเพิ่มเติมให้การทอดทิ้งบุตรเป็นหนึ่งในเหตุที่ศาลอาจถอนอำนาจปกครองของบิดามารดาตามมาตรา 1582 ได้ โดยนำหลักกฎหมายเรื่องการถอนอำนาจปกครองโดยแบ่งเป็นการระงับอำนาจปกครองแบบชั่วคราวก่อนจะนำไปสู่การถอนอำนาจปกครองของประเทศญี่ปุ่นมาปรับใช้ และในประเด็นเรื่องการอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา ผู้เขียนเสนอให้กรณีที่บิดามารดาทอดทิ้งบุตรเป็นข้อยกเว้นของหน้าที่ดังกล่าวตามมาตรา 1563 ทั้งนี้ การเสนอแก้ไขกฎหมายในประเด็นต่าง ๆ ก็เพื่อให้สอดคล้องกับหลักประโยชน์สูงสุดของเด็ก (The Best Interest of the Child) ที่เด็กทุกคนควรได้รับการคุ้มครอง
การพัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนตามแนวคิดผลลัพท์การเรียนรู้ที่ตอบสนองความต้องการจำเป็นของเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว, ช่อม่วง ม่วงทอง
การพัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนตามแนวคิดผลลัพท์การเรียนรู้ที่ตอบสนองความต้องการจำเป็นของเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว, ช่อม่วง ม่วงทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ตอบสนองความต้องการจำเป็นของเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้วและกรอบแนวคิดการบริหารวิชาการ 2) วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคามของบริหารวิชาการโรงเรียนตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ตอบสนองความต้องการของเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว 3) พัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ตอบสนองความต้องการของเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ เก็บข้อมูลเชิงปริมาณร่วมกับการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ โรงเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประเภทสามัญศึกษา สังกัดสำนักคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ศึกษา (สพฐ.) ในจังหวัดสระแก้ว รวม 161 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ 1) แบบประเมินความเหมาะสมของกรอบแนวคิดวิจัย 2) แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพึงประสงค์ของการบริหารวิชาการโรงเรียนตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ตอบสนองความต้องการของเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว 3) แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของ (ร่าง) กลยุทธ์ฯการบริหารวิชาการโรงเรียนตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ตอบสนองความต้องการของเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว สถิติที่ใช้ในวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น การวิเคราะห์ความแปรปรวน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ตอบสนองความต้องการจำเป็นของเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว ประกอบด้วย ด้านการส่งเสริมการค้าและการลงทุน ด้านการเป็นแหล่งผลิตสินค้าการเกษตรที่สำคัญของประเทศ และด้านการเป็นเมืองท่องเที่ยวเชื่อมโยงอารยธรรมขอม กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการประกอบด้วย การพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน การพัฒนาสื่อ นวัตกรรม เทคโนโลยีทางการศึกษาและแหล่งเรียนรู้ การวัดและประเมินผล การแนะแนว และการประสานความร่วมมือระหว่างสถานศึกษากับองค์กรอื่น 2) จุดแข็งของการบริหารวิชาการโรงเรียนตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ตอบสนองความต้องการจำเป็นของเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว คือ การแนะแนว (PNImodified =0.4535) และการวัดและประเมินผล (PNImodified =0.4715) ตามลำดับ จุดอ่อน คือ การพัฒนาหลักสูตร (PNImodified =0.5035) การประสานความร่วมมือกับสถานศึกษาและองค์กรอื่น (PNImodified =0.4848) การพัฒนาสื่อ นวัตกรรม เทคโนโลยีทางการศึกษา และแหล่งเรียนรู้ (PNImodified =0.4837) และการจัดการเรียนการสอน (PNImodified =0.4823) ตามลำดับ โอกาสของการบริหารวิชาการโรงเรียนตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ตอบสนองความต้องการจำเป็นของเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว คือ สภาพนโยบายของรัฐ (PNImodified =0.4740) และสังคม (PNImodified =0.4780) ภาวะคุกคามคือสภาพเทคโนโลยี (PNImodified =0.4861) และเศรษฐกิจ (PNImodified =0.4832) ตามลำดับ 3) …
กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดทักษะการเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรม, ศศิกิติยา เทพเสนา
กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดทักษะการเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรม, ศศิกิติยา เทพเสนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาและทักษะการเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรม 2) วิเคราะห์ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดทักษะการเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรม และ 3) พัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดทักษะการเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรม ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ (Multiphase mixed methods design) ประกอบด้วย การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) และการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) กลุ่มตัวอย่างคือโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 341 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินกรอบแนวคิด แบบสอบถาม แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของกลยุทธ์ และการประชุมกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNImodified) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน การวัดผลและประเมินผล การใช้สื่อเทคโนโลยีและแหล่งการเรียนรู้ ส่วนกรอบแนวคิดทักษะการเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรม ประกอบด้วย 5 ทักษะ ได้แก่ ทักษะการตั้งคำถามอย่างสร้างสรรค์ ทักษะการสังเกต ทักษะการสร้างเครือข่ายทางความคิด ทักษะการทดลอง และทักษะการคิดเชื่อมโยง 2) ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา ด้านที่มีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ ด้านการพัฒนาหลักสูตร รองลงมาคือ ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านการวัดผลและประเมินผล และการใช้สื่อเทคโนโลยีและแหล่งการเรียนรู้ ตามลำดับ ส่วนความต้องการจำเป็นสูงที่สุดในการพัฒนาทักษะการเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรม คือ การสร้างเครือข่ายทางความคิด รองลงมาคือ การคิดเชื่อมโยง การตั้งคำถามอย่างสร้างสรรค์ การสังเกต และการทดลอง ตามลำดับ และ 3) กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดทักษะการเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรมมี 4 กลยุทธ์หลัก กลยุทธ์หลักที่ 1 เร่งรัดการพัฒนาหลักสูตรเน้นทักษะการเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรม กลยุทธ์หลักที่ 2 ยกระดับพัฒนาประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอนที่เน้นทักษะการเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรม กลยุทธ์หลักที่ 3 ยกระดับพัฒนาประสิทธิภาพการวัดและประเมินผลที่เน้นทักษะการเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรม และกลยุทธ์หลักที่ 4 ยกระดับพัฒนาประสิทธิภาพการใช้สื่อเทคโนโลยีและแหล่งการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรม
การพัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการของโรงเรียนภายใต้เครือข่ายสถานศึกษาเพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างชาติของยูเนสโกในประเทศไทย ตามแนวคิดภาวะผู้นำแบบองค์รวม, สริญณพัชร์ ธรรมบุศย์
การพัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการของโรงเรียนภายใต้เครือข่ายสถานศึกษาเพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างชาติของยูเนสโกในประเทศไทย ตามแนวคิดภาวะผู้นำแบบองค์รวม, สริญณพัชร์ ธรรมบุศย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดภาวะผู้นำแบบองค์รวมและกรอบแนวคิดการบริหารวิชาการ 2) ศึกษาจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคามของการบริหารวิชาการของโรงเรียนภายใต้เครือข่ายสถานศึกษาเพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างชาติของยูเนสโกในประเทศไทย ตามแนวคิดภาวะผู้นำแบบองค์รวม และ 3) พัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการของโรงเรียนภายใต้เครือข่ายสถานศึกษาเพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างชาติของยูเนสโกในประเทศไทย ตามแนวคิดภาวะผู้นำแบบองค์รวม โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ เก็บข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างวิจัย ได้แก่ โรงเรียนภายใต้เครือข่ายสถานศึกษาเพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างชาติของยูเนสโกในประเทศไทย ซึ่งจัดการเรียนการสอนในระดับมัธยมศึกษา จำนวน 84 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียนหรือรองผู้อำนวยการโรงเรียน ครูหัวหน้าระดับ ครูประจำชั้น และประธานสภานักเรียน จำนวน 336 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ประกอบด้วย 1) แบบประเมินความเหมาะสมของกรอบแนวคิดการวิจัย 2) แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ในการบริหารวิชาการของโรงเรียนภายใต้เครือข่ายสถานศึกษาเพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างชาติของยูเนสโกในประเทศไทย ตามแนวคิดภาวะผู้นำแบบองค์รวม 3) แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของ (ร่าง) กลยุทธ์การบริหารวิชาการของโรงเรียนภายใต้เครือข่ายสถานศึกษาเพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างชาติของยูเนสโกในประเทศไทย ตามแนวคิดภาวะผู้นำแบบองค์รวม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น การวิเคราะห์ความแปรปรวน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดภาวะผู้นำแบบองค์รวม ประกอบด้วย สมรรถนะทางเทคนิคหรือทักษะการทำงาน สมรรถนะทางมนุษย์หรือทักษะมนุษย์ และสมรรถนะแห่งตนหรือทักษะตนเอง กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการ ประกอบด้วย การพัฒนาหลักสูตร การพัฒนาสื่อการสอนและแหล่งเรียนรู้ การจัดการเรียนการสอน และการวัดและประเมินผล 2) จุดอ่อนของการบริหารวิชาการของโรงเรียนภายใต้เครือข่ายสถานศึกษาเพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างชาติของยูเนสโกในประเทศไทย ตามแนวคิดภาวะผู้นำแบบองค์รวม (โรงเรียนทุกขนาด) คือ การวัดและประเมินผล (PNImodified = 0.271) และการพัฒนาสื่อการสอนและแหล่งเรียนรู้ (PNImodified = 0.261) ตามลำดับ จุดแข็งของการบริหารวิชาการของโรงเรียนภายใต้เครือข่ายสถานศึกษาเพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างชาติของยูเนสโกในประเทศไทย ตามแนวคิดภาวะผู้นำแบบองค์รวม (โรงเรียนทุกขนาด) คือ การจัดการเรียนการสอน (PNImodified = 0.244) และการพัฒนาหลักสูตร (PNImodified = 0.232) ตามลำดับ ภาวะคุกคามของการบริหารวิชาการของโรงเรียนภายใต้เครือข่ายสถานศึกษาเพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างชาติของยูเนสโกในประเทศไทย ตามแนวคิดภาวะผู้นำแบบองค์รวม (โรงเรียนทุกขนาด) คือ สภาพเศรษฐกิจ (PNImodified = 0.274) …
ผลการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามแนวคิดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานที่มีต่อการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนประถมศึกษา, นลินี ดวงเนตร
ผลการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามแนวคิดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานที่มีต่อการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนประถมศึกษา, นลินี ดวงเนตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามแนวคิดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานกับนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์แบบปกติ และ 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามแนวคิดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานหลังเรียนและก่อนเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเอกชนในจังหวัดสุรินทร์ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จำนวน 2 ห้องเรียน ห้องเรียนละ 30 คน รวมทั้งสิ้น 60 คน โดยกำหนดกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามแนวคิดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานจำนวน 17 แผน โดยตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือจากค่าดัชนีความสอดคล้องของผู้ทรงคุณวุฒิ และแบบวัดความสามารถในการคิดเชิงคำนวณฉบับก่อนเรียนและหลังเรียน โดยตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือจากค่าดัชนีความสอดคล้องของผู้ทรงคุณวุฒิ วิเคราะห์ค่าความยาก ค่าอำนาจจำแนก และค่าความเที่ยง และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีด้วยการทดสอบสมมติฐานของกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มที่เป็นอิสระจากกันและไม่เป็นอิสระจากกัน ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามแนวคิดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานมีค่าเฉลี่ยคะแนนการคิดเชิงคำนวณหลังเรียนสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามแนวคิดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานมีค่าเฉลี่ยคะแนนการคิดเชิงคำนวณหลังเรียนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของคะแนนก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบเน้นคำศัพท์ โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบต่อความสามารถทางคำศัพท์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5, ชนิดา สารทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสามารถในการใช้คำศัพท์จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบเน้นคำศัพท์ โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบต่อความสามารถทางคำศัพท์ของนักเรียนกลุ่มทดลอง 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของความสามารถทางคำศัพท์ของนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบเน้นคำศัพท์ โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบว่ามีความต่างกันอย่างไร 3) ศึกษาพฤติกรรมจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบเน้นคำศัพท์ โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบต่อความสามารถในการเรียนรู้คำศัพท์ของนักเรียนกลุ่มทดลอง กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนบ้านนาราบ (จุลเกษตรศึกษาคาร) ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) มีจำนวนห้องเรียนเป็นหน่วยของการเลือก ห้องนักเรียนกลุ่มทดลองและห้องนักเรียนกลุ่มควบคุม มีจำนวนห้องละ 29 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบทดสอบความสามารถทางคำศัพท์ก่อนและ หลังการทดลอง และแบบสังเกตพฤติกรรมของกลุ่มทดลองต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบเน้นคำศัพท์โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบ ในงานวิจัยครั้งนี้ใช้การคำนวณหาค่ามัชฌิมเลขคณิต ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิจัยครั้งนี้สรุปได้ดังนี้ 1) หลังการเรียนภาษาอังกฤษ โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบของนักเรียนกลุ่มทดลอง นักเรียนมีความสามารถทางคำศัพท์สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) หลังการเรียนภาษาอังกฤษนักเรียนกลุ่มทดลอง มีความสามารถทางคำศัพท์สูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) เมื่อเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบเน้นคำศัพท์ โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบ นักเรียนเกิดพฤติกรรมความมุ่งมั่นในการทำงาน มีความสนใจใฝ่รู้ รวมถึงการใช้ทักษะต่าง ๆ ระหว่างเรียนในด้าน ทักษะความร่วมมือรวมพลัง ทักษะการสร้างสรรค์และการดำเนินด้านนวัตกรรม
นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาในเครือสารสาสน์ตามแนวคิดทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาพูดสำหรับการสื่อสารและการเรียนรู้, สุวนิตย์ ยงค์กมล
นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาในเครือสารสาสน์ตามแนวคิดทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาพูดสำหรับการสื่อสารและการเรียนรู้, สุวนิตย์ ยงค์กมล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาและทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาพูดสำหรับการสื่อสารและการเรียนรู้ 2) ศึกษาสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาในเครือสารสาสน์ตามแนวคิดทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาพูดสำหรับการสื่อสารและการเรียนรู้ 3) พัฒนานวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาในเครือสารสาสน์ตามแนวคิดทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาพูดสำหรับการสื่อสารและการเรียนรู้ ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ (Multi-Phase Mixed Methods) ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้อำนวยการโรงเรียน รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการภาษาต่างประเทศ และครูผู้สอน จำนวนทั้งหมด 63 คน เก็บข้อมูลโดยใช้ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ด้วยการวิเคราะห์เชิงอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษา ประกอบด้วย (1) การพัฒนาหลักสูตร (2) การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ (3) การพัฒนาสื่อแหล่งเรียนรู้และการใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (4) การนิเทศการสอน (5) การวัดและประเมินผล กรอบแนวคิดทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาพูดสำหรับการสื่อสารและการเรียนรู้ประกอบด้วยทักษะดังนี้ (1) ทักษะการพูดด้านกายภาพ (2) ทักษะการพูดด้านภาษาศาสตร์ (3) ทักษะการพูดด้านการคิด (4) ทักษะการพูดด้านสังคมและอารมณ์ 2) สภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาในเครือสารสาสน์ตามแนวคิดทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาพูดสำหรับการสื่อสารและการเรียนรู้ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 4.170) เมื่อจำแนกตามการบริหารวิชาการรายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการวัดและประเมินผล (ค่าเฉลี่ย = 4.226) ด้านการนิเทศการสอน (ค่าเฉลี่ย = 4.225) ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ (ค่าเฉลี่ย = 4.184) ด้านการพัฒนาหลักสูตร (ค่าเฉลี่ย = 4.123) และด้านการพัฒนาสื่อ แหล่งเรียนรู้และการใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (ค่าเฉลี่ย = 4.092) ตามลำดับ เมื่อจำแนกตามทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาพูด พบว่าสภาพที่พึงประสงค์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 4.170) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ทักษะที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ทักษะการพูดด้านสังคมและอารมณ์ (ค่าเฉลี่ย = 4.270) ทักษะการพูดด้านการคิด (ค่าเฉลี่ย = 4.250) ทักษะการพูดด้านภาษาศาสตร์ (ค่าเฉลี่ย …
ราชินีลูกทุ่ง: พุ่มพวง ดวงจันทร์ กับความเปลี่ยนแปลงของเพลงลูกทุ่งไทยทศวรรษ 2510 - ทศวรรษ 2540, ปรกเกศ ใจสุวรรณ์
ราชินีลูกทุ่ง: พุ่มพวง ดวงจันทร์ กับความเปลี่ยนแปลงของเพลงลูกทุ่งไทยทศวรรษ 2510 - ทศวรรษ 2540, ปรกเกศ ใจสุวรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาชีวประวัติของพุ่มพวง ดวงจันทร์ โดยเสนอว่า ชีวประวัติของพุ่มพวงได้ชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จของเธอเกิดขึ้นจากการปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงภายในธุรกิจเพลงลูกทุ่ง รวมถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายนอกวงการเพลงลูกทุ่ง อาทิ การขยายตัวของกลุ่มผู้ฟังวัยรุ่น การขยายตัวของสื่อโทรทัศน์ ฯลฯ ความสำเร็จของพุ่มพวงจึงเป็นหมุดหมายของการเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ของเพลงลูกทุ่งในช่วงปลายทศวรรษ 2520 ต่อต้นทศวรรษ 2530 แต่กระนั้น ความเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ของเพลงลูกทุ่งที่เกิดขึ้นจากความสำเร็จของพุ่มพวงก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดแรงปฏิกิริยาในรูปของกระแสอนุรักษ์เพลงลูกทุ่งที่ได้เข้ามากระชับความหมายและขอบเขตของ “ความเป็นเพลงลูกทุ่ง” โดยยึดโยงเพลงลูกทุ่งเข้ากับความเป็นไทยที่ขาดพลวัตและมีความคับแคบกว่าที่ควรจะเป็น การนิยามที่เกิดขึ้นจากการอนุรักษ์เพลงลูกทุ่งนี้ได้ทำให้ พุ่มพวง ดวงจันทร์ มีสถานะเป็นทั้งผู้ที่สร้างพัฒนาการใหม่ๆ ให้กับเพลงลูกทุ่งและเป็นผู้ที่ปิดฉากเพลงลูกทุ่ง (แท้) อีกทั้งยังส่งผลให้ศิลปินในยุคปัจจุบันที่สร้างผลงานตามสมัยนิยมมักถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า “ไม่เป็นเพลงลูกทุ่ง”