Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (26090)
- Arts and Humanities (20615)
- Education (16747)
- Medicine and Health Sciences (16112)
- Physical Sciences and Mathematics (13027)
-
- Law (12016)
- Life Sciences (10627)
- Engineering (10505)
- Higher Education (6836)
- Business (6087)
- History (4404)
- Psychology (4056)
- Computer Sciences (3906)
- Library and Information Science (3676)
- Medical Specialties (3514)
- Sociology (3389)
- Music (3234)
- Religion (3154)
- Anthropology (2638)
- Public Health (2586)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (2582)
- Communication (2509)
- Environmental Sciences (2233)
- Nursing (2167)
- Computer Engineering (2060)
- Economics (1963)
- Biology (1912)
- English Language and Literature (1897)
- Electrical and Computer Engineering (1820)
- Chemistry (1774)
- Institution
-
- University of Mississippi (4580)
- Georgia Southern University (3380)
- University of Nebraska - Lincoln (2884)
- Sigma Theta Tau International Honor Society of Nursing (2622)
- Chulalongkorn University (2478)
-
- Ohio University (2401)
- Nova Southeastern University (2384)
- Brigham Young University (2318)
- Utah State University (2219)
- Ministry of Higher and Secondary Specialized Education of the Republic of Uzbekistan (2098)
- University of South Florida (1949)
- City University of New York (CUNY) (1881)
- University of Kentucky (1850)
- Walden University (1774)
- Louisiana State University (1695)
- San Jose State University (1670)
- University of New Hampshire (1649)
- University of Alabama at Birmingham (1635)
- Villanova University Charles Widger School of Law (1596)
- UIdaho Law (1588)
- University of Dayton (1501)
- TÜBİTAK (1475)
- University of Plymouth (1460)
- Western Kentucky University (1456)
- University of Montana (1435)
- Portland State University (1318)
- University of New Mexico (1269)
- Singapore Management University (1244)
- New Jersey Institute of Technology (1240)
- Purdue University (1223)
- Keyword
-
- Georgia Southern University (2286)
- None (1270)
- Athletics (1249)
- Undergraduate (1130)
- Education (1121)
-
- History (627)
- News Releases (589)
- Humans (554)
- Louisiana Industrial Institute (533)
- Louisiana Polytechnic Institute (533)
- Louisiana Tech University (533)
- Newsletter (520)
- English (493)
- Gender (488)
- Western Kentucky University (478)
- Leadership (469)
- General Law Division (454)
- Higher education (445)
- News (437)
- Technology (426)
- United States (411)
- Sustainability (403)
- Climate change (402)
- Media (396)
- Indiana State University (393)
- Mathematics (391)
- Poetry (391)
- Children (385)
- Female (384)
- Release (377)
- Publication
-
- Theses and Dissertations (3735)
- Faculty Publications (2227)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (1910)
- Electronic Theses and Dissertations (1778)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (1662)
-
- 2019 Decisions (1492)
- Broadside Ballads: England (1328)
- JADARA (1314)
- Dissertations (1295)
- All Forum Articles (1222)
- Athletics: News & Publications (1148)
- Browse All News (1144)
- Open Access Publications (1093)
- Library Philosophy and Practice (e-journal) (1053)
- Not Reported (1005)
- OHIO News Articles Archive (1005)
- Defensive Publications Series (995)
- International Nursing Research Congress (INRC) (934)
- Journal of System Simulation (862)
- Faculty Scholarship (802)
- Wyoming Law Journal (802)
- Biennial Convention (CONV) (772)
- Honors Theses (750)
- Articles (721)
- University of Mississippi News (675)
- Publications and Research (640)
- Theses (634)
- Master's Theses (618)
- UNH Today Archive (592)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (564)
- Publication Type
Articles 160591 - 160620 of 165319
Full-Text Articles in Entire DC Network
บทประพันธ์เพลงมหาบัณฑิตนิพนธ์: ซิมโฟนิกโพเอ็ม “อปัญญาประดิษฐ์”, ธาวิน ไล้ทอง
บทประพันธ์เพลงมหาบัณฑิตนิพนธ์: ซิมโฟนิกโพเอ็ม “อปัญญาประดิษฐ์”, ธาวิน ไล้ทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทประพันธ์ซิมโฟนิกโพเอ็ม “อปัญญาประดิษฐ์” งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างสรรค์ผลงานการประพันธ์เพลงที่นำประเด็นเกี่ยวกับวิทยาการคอมพิวเตอร์ปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญและมีความเกี่ยวโยงกับความเป็นไปมนุษย์ทุกคนในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เข้ามาเชื่อมโยงกับบทประพันธ์เพลงร่วมสมัย โดยนำเสนอในลักษณะของดนตรีพรรณนา ซึ่งบรรยายถึงจินตนาการและมุมมองของผู้ประพันธ์ที่มีต่อปัญญาประดิษฐ์ แบ่งออกเป็นสามกระบวน แต่ละกระบวนพรรณนาถึงประเด็นสำคัญของปัญญาประดิษฐ์ได้แก่ ขั้นตอนวิธีการแก้ปัญหาทางคอมพิวเตอร์ การแก้ปัญหาแบบศึกษาสำนึกของมนุษย์ และการแก้ไขจุดบกพร่องทางโปรแกรม บทประพันธ์นี้มีการนำเครื่องดนตรีสังเคราะห์เสียงซินธิไซเซอร์มาบรรเลงผสมกับ วงออร์เคสตราเพื่อให้เกิดสีสันที่แปลกใหม่และเพื่อสร้างบรรยากาศของกระบวนการปัญญาประดิษฐ์ตามจินตนาการของผู้ประพันธ์ โดยผู้ประพันธ์ได้รับอิทธิพลและแรงบันดาลใจมาจากกลุ่มดนตรีมินิมัล จึงนำการเวียนซ้ำของลักษณะจังหวะมาเป็นจุดสำคัญของบทประพันธ์ ใช้การขัดกันของจังหวะแบบโพลีริธึมรวมถึงผสมผสานแนวคิดและเทคนิคของดนตรีในศตวรรษที่ 20 เพื่อทำให้บทเพลงเกิดความร่วมสมัยมากขึ้น โดยบทเพลงมีความยาวประมาณ 14 นาที
การแสดงเดี่ยวเปียโนโดย วิชญาพร เปรมานนท์, วิชญาพร เปรมานนท์
การแสดงเดี่ยวเปียโนโดย วิชญาพร เปรมานนท์, วิชญาพร เปรมานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแสดงเดี่ยวเปียโนในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาแนวทางการฝึกซ้อม ค้นคว้าข้อมูล และวิเคราะห์บทเพลงเพื่อนำไปพัฒนาศักยภาพในการตีความ ถอดความ วิเคราะห์บทเพลง และการบรรเลงเปียโนของผู้แสดง รวมไปถึงการศึกษาเกี่ยวกับชีวประวัติของผู้ประพันธ์ ความเป็นมาและแรงบันดาลใจในการประพันธ์บทเพลง เพื่อเพิ่มความเข้าใจในตัวบทเพลง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสื่อสาร และถ่ายทอดบทเพลงไปยังผู้ฟังให้ตรงตามสิ่งที่ผู้ประพันธ์บทเพลงต้องการ ทั้งนี้ในการแสดงได้มีการอธิบายประกอบการแสดงเพื่อให้ผู้ฟังมีความเข้าใจในบทเพลงมากขึ้น ในการแสดงเดี่ยวเปียโนในครั้งนี้ผู้แสดงได้คัดเลือกบทเพลงบรรเลงเดี่ยวเปียโนชุด โดยพิจารณาจากคุณค่า ความไพเราะ ความเหมาะสมทางด้านเทคนิค โดยผู้แสดงได้คัดเลือกบทเพลงบรรเลงเดี่ยวเปียโนทั้งหมด 2 ชุด ได้แก่ (1) Kinderszenen, Op.15 ผลงานการประพันธ์ของโรเบิร์ต ชูมันน์ และ (2) Children’s Corner, L.113 ผลงานการประพันธ์ของโคลด เดอบุสซี การแสดงเดี่ยวเปียโนในครั้งนี้จัดแสดงขึ้นในวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 เวลา 15.00 น. ณ Tongsuang’s Piano Recital Hall สุขุมวิท ซอย 3 รวมเวลาที่ใช้ในการแสดงทั้งหมดประมาณ 1 ชั่วโมง
การแสดงขับร้องเดี่ยวโดย มัลลิกา ชมภู, มัลลิกา ชมภู
การแสดงขับร้องเดี่ยวโดย มัลลิกา ชมภู, มัลลิกา ชมภู
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแสดงขับร้องเดี่ยว โดยมัลลิกา ชมภู มีจุดประสงค์เพื่อนำเสนอการตีความและการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของบทเพลง Old American Songs ชุด 1 และชุด 2 ซึ่งเรียบเรียงโดยคีตกวีระดับตำนานชาวอเมริกัน แอรอน คอปแลนด์ ในปี ค.ศ.1950 และ 1952 ในส่วนของคำร้องเพลงร้องศิลป์ทั้ง 10 บทนั้น เป็นบทกวีที่สื่อถึงมนต์เสน่ห์อันหลากหลายแห่งวัฒนธรรมอเมริกัน ในส่วนของการวิจัยยังประกอบไปด้วยบทวิเคราะห์ และออกแบบวิธีการถ่ายทอดบทเพลงให้เข้ากับเนื้อความอันละเมียดละไมของบทอุปมาโวหารในคำร้อง โดยออกแบบด้วยการใช้ทักษะขั้นสูง รวมถึงความสำคัญในการออกแบบและวางแบบแผนการแสดงและการฝึกซ้อม รวมถึงการจัดการบันทึกเสียงให้มีคุณภาพระดับอาชีพ การเผยแพร่การแสดงขับร้องเดี่ยวโดยมัลลิกา ชมภู สามารถเข้าชมได้ทางยูทูปในชุดการแสดงวันที่ 15 มิถุนายน 2563 ภายใต้ชื่อ Malliga Chompoo’s Master Vocal Recital
การแสดงเดี่ยวดับเบิลเบสโดย แพรววนิตสิตา ณีศะนันท์, แพรววนิตสิตา ณีศะนันท์
การแสดงเดี่ยวดับเบิลเบสโดย แพรววนิตสิตา ณีศะนันท์, แพรววนิตสิตา ณีศะนันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแสดงเดี่ยวดับเบิลเบสครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อต้องการพัฒนาทักษะการบรรเลงดับเบิลเบสให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น และต้องการศึกษาค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับบทประพันธ์ที่นำมาใช้ในการแสดง รวมถึงศึกษาประวัติผู้ประพันธ์เพลงและวิเคราะห์องค์ประกอบในบทเพลง ค้นคว้าเทคนิคการบรรเลงเพื่อเพิ่มความเข้าใจในตัวบทเพลงซึ่งเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้สามารถสื่อสารภาษาดนตรีสู่ผู้ฟังได้ตรงกับสิ่งที่ผู้ประพันธ์ต้องการ การแสดงครั้งนี้ผู้แสดงได้คัดเลือกบทเพลงบรรเลงทั้งหมด 2 บทเพลง ได้แก่ (1) Divertimento Concertante for Double Bass and Piano ผลงานของ Nino Rota และ (2) Passione Amorosa for Two Double Basses and Piano ผลงานของ Giovanni Bottesini จัดแสดงในวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2563 เวลา 15.00 น. ณ ห้องแสดงดนตรีธงสรวง ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 54/1 ถนนสุขุมวิทซอย 3 กรุงเทพมหานคร รวมเวลาที่ใช้ในการแสดงทั้งหมดประมาณ 1 ชั่วโมง
การเปรียบเทียบปริมาณรังสีกระเจิงกลับจากวัสดุทางทันตกรรมชนิดโลหะขณะที่ได้รับรังสีรักษา, ธัญสินี คูณาภินันท์
การเปรียบเทียบปริมาณรังสีกระเจิงกลับจากวัสดุทางทันตกรรมชนิดโลหะขณะที่ได้รับรังสีรักษา, ธัญสินี คูณาภินันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
อุบัติการณ์ของผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งบริเวณช่องปากในประเทศไทยพบว่ามีประมาณร้อยละ 5.4 ของประชากรทั้งหมดทั้งในเพศชายและเพศหญิง ผู้ป่วยเหล่านี้อาจได้รับการฉายรังสีรักษาก่อน และ/หรือหลังการรักษาจากการผ่าตัด วัสดุทางทันตกรรมหลายชนิดที่มีการกระเจิงกลับของรังสีรักษาจะส่งผลทำให้เกิดปริมาณรังสีกระเจิงกลับบริเวณรอบๆเนื้อเยื่อในช่องปากหรือกระดูกที่ติดกับวัสดุเหล่านี้เพิ่มขึ้นและเกิดผลข้างเคียงตามมาคือภาวะเยื่อบุช่องปากอักเสบและการเกิดกระดูกตาย วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้จึงทำเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบปริมาณรังสีกระเจิงกลับของวัสดุทางทันตกรรมชนิดโลหะ 4 ชนิดคือ โลหะผสมทองชนิดที่ 4, แพลลาเดียมอัลลอย, ไทเทเนียมบริสุทธิ์เชิงพาณิชย์ (ระดับ 4) และไทเทเนียมอัลลอยที่ผลิตโดยวิธีเลเซอร์เผาผนึก โดยนำมาฉายด้วยรังสีโฟตอนขนาด 200 cGy และให้พลังงานรังสี 6 MV จากเครื่องฉายรังสีชนิดเร่งอนุภาคเชิงเส้น(ลิแนค) ซึ่งเป็นรังสีที่มีชนิดและขนาดเดียวกับรังสีที่ใช้รักษามะเร็งศีรษะและลำคอ ในการทดลองจะฉายรังสีจำนวน 2 ครั้งต่อกลุ่มชนิดโลหะ โดยแต่ละกลุ่มชนิดโลหะจะประกอบไปด้วยชิ้นงานขนาด 8x13x1 มม.3 จำนวน 5 ชิ้น แต่ละชิ้นงานจะมีแผ่นวัดรังสีโอเอสแอลประกบแนบสนิทอยู่ด้านบนเพื่อทำการวัดปริมาณรังสีกระเจิงกลับที่ระยะประชิดผิวชิ้นงาน(0 มม.) จากนั้นจึงทำการคำนวณหาร้อยละของปริมาณรังสีกระเจิงกลับที่เพิ่มขึ้นจากวัสดุทางทันตกรรมชนิดโลหะทั้ง 4 ชนิดและเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างกลุ่มโดยใช้สถิติชนิดวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 และใช้ Post Hoc Test คือ Bonferroni ผลการวิจัยพบว่าเมื่อเปรียบเทียบปริมาณรังสีกระเจิงกลับและร้อยละของปริมาณรังสีที่เพิ่มขึ้นระหว่างกลุ่มโลหะผสมทองและแพลลาเดียมอัลลอย เทียบกับไทเทเนียมบริสุทธิ์เชิงพาณิชย์ (ระดับ 4) และไทเทเนียมอัลลอยที่ผลิตโดยวิธีเลเซอร์เผาผนึกนั้นมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตามพบว่าไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของปริมาณรังสีกระเจิงกลับและร้อยละของปริมาณรังสีกระเจิงกลับที่เพิ่มขึ้นระหว่างกลุ่มไทเทเนียมบริสุทธิ์เชิงพาณิชย์ (ระดับ 4) และไทเทเนียมอัลลอยที่ผลิตโดยวิธีเลเซอร์เผาผนึก สรุปได้ว่าปริมาณรังสีกระเจิงกลับที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มวัสดุทางทันตกรรมชนิดโลหะ 4 ชนิดเรียงลำดับจากน้อยที่สุดไปมากที่สุดคือ ไทเทเนียมอัลลอยที่ผลิตโดยวิธีเลเซอร์เผาผนึก, ไทเทเนียมบริสุทธิ์เชิงพาณิชย์ (ระดับ 4), แพลลาเดียมอัลลอย และโลหะผสมทอง
กลวิธีการขับร้องเพลงไทยสำหรับวงโยธวาทิตของเรือโทหญิง เลี่ยมลักษณ์ สังจุ้ย ร.น., ศิริชัยวัตร ซ้ายสุข
กลวิธีการขับร้องเพลงไทยสำหรับวงโยธวาทิตของเรือโทหญิง เลี่ยมลักษณ์ สังจุ้ย ร.น., ศิริชัยวัตร ซ้ายสุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามูลบทที่เกี่ยวข้องกับการขับร้องเพลงไทยสำหรับวงโยธวาทิต กลวิธีการขับร้องเพลงแขกสาย เถา และเพลงแขกสี่เกลอ เถา สำหรับวงโยธวาทิตของเรือโทหญิง เลี่ยมลักษณ์ สังจุ้ย ร.น. สำหรับมูลบทที่เกี่ยวข้องกับการขับร้องเพลงไทยสำหรับวงโยธวาทิต พบว่า มีจุดเริ่มต้นจากการรวมวงโยธวาทิตของเหล่าทหารแตร จวบจนปี พ.ศ. 2447 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงนำเพลงไทยสองชั้นของเก่ามาพระนิพนธ์แยกเสียงประสานสำหรับวงโยธวาทิต เพื่อบรรเลงรับส่งการขับร้องเพลงไทยที่ทรงบรรจุไว้เฉพาะด้วยพระองค์เอง โดยมีครูเจริญ พาทยโกศล เป็นผู้ประพันธ์ทางขับร้อง ส่วนกลวิธีการขับร้องปรากฏ 7 กลวิธี คือ การลักจังหวะ การย้อยจังหวะ การลอยจังหวะ การผันเสียง การกระทบเสียง การสะบัดเสียง และการปั้นคำ กลวิธีที่พบมากที่สุด คือ การกระทบเสียง ส่วนกลวิธีการลอยจังหวะพบเฉพาะเพลงแขกสี่เกลอ เถา ทั้งนี้พบสำนวนการขับร้องเฉพาะปรากฏ 3 สำนวน โดยขับร้องในจังหวะที่กระชับและมีระดับเสียงการขับร้องที่สูงกว่าวงเครื่องสายแต่ไม่สูงถึงวงปี่พาทย์ไม้แข็ง สำหรับเรือโทหญิง เลี่ยมลักษณ์ สังจุ้ย ร.น.ยังคงรักษาแนวทางการขับร้องเพลงไทยสำหรับวงโยธวาทิตที่ได้รับการถ่ายทอดจากคุณหญิงไพฑูรย์ กิตติวรรณ (ศิลปินแห่งชาติ) ตามแบบฉบับของครูเจริญ พาทยโกศล ไว้อย่างเคร่งครัด
กำลังแรงยึดเฉือนระหว่างแบร็กเกตจัดฟันโลหะกับเซอร์โคเนียที่ใช้การปรับสภาพผิวและเรซินแอดฮีซีฟที่แตกต่างกัน, พลอยลดา วิทวัสพันธุ์
กำลังแรงยึดเฉือนระหว่างแบร็กเกตจัดฟันโลหะกับเซอร์โคเนียที่ใช้การปรับสภาพผิวและเรซินแอดฮีซีฟที่แตกต่างกัน, พลอยลดา วิทวัสพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ของการทดลองนี้เพื่อเปรียบเทียบกำลังแรงยึดเฉือนระหว่างแบร็กเกตจัดฟันโลหะกับเซอร์โคเนียที่ผ่านการปรับสภาพผิวที่แตกต่างกัน เตรียมเซอร์โคเนียขนาด 8 x 8 x 2 มิลลิเมตร จำนวน 12 กลุ่ม กลุ่มละ 10 ชิ้น เผาซินเทอร์ นำไปฝังลงในท่อพีวีซีด้วยยิปซัมทางทันตกรรมและขัดเรียบ ผิวของเซอร์โคเนียถูกปรับสภาพผิวโดยการพ่นผงอะลูมิเนียมออกไซด์ (S) การกรอด้วยเข็มกรอกากเพชร (G) การทาสารปรับปรุงผิวเซอร์โคเนียไพรเมอร์ (Z) การพ่นผงอะลูมิเนียมออกไซด์ร่วมกับทาสารปรับปรุงผิวเซอร์โคเนียไพรเมอร์ (SZ) การกรอด้วยเข็มกรอกากเพชรร่วมกับทาสารปรับปรุงผิวเซอร์โคเนียไพรเมอร์ (GZ) และกลุ่มที่ไม่ได้ปรับสภาพผิวเป็นกลุ่มควบคุม จากนั้นแบ่งชิ้นงานออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มที่หนึ่งนำแบร็กเกตจัดฟันมาเชื่อมติดชิ้นงานด้วยเรซินแอดฮีซีฟทรานสบอนด์ เอ็กซ์ที (TransbondTM XT) กลุ่มที่สองนำแบร็กเกตจัดฟันมาเชื่อมติดชิ้นงานด้วยเรซินซีเมนต์รีไลน์เอ็กซ์ยูสองร้อย (RelyXTM U200) จากนั้นแช่ไว้ในน้ำกลั่นที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 24 ชั่วโมง จากนั้นทดสอบค่ากำลังแรงยึดเฉือนด้วยเครื่องทดสอบอเนกประสงค์ โดยใช้ความเร็วในการทดสอบที่ 1 มิลลิเมตรต่อนาที ศึกษาลักษณะความล้มเหลวที่เกิดขึ้นด้วยกล้องจุลทรรศน์ชนิดสเตอริโอ และวิเคราะห์พื้นผิวของเซอร์โคเนียด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนชนิดส่องกราด จากนั้นนำผลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติเปรียบเทียบโดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบสามทาง (Three-way ANOVA) ใช้สถิติความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-way ANOVA) และสถิติเวลช์ (Welch) เปรียบเทียบค่ากำลังแรงยึดเฉือนแต่ละกลุ่ม ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 จากผลการศึกษาพบว่าการใช้เข็มกรอกากเพชร กรอที่ผิวเซอร์โคเนียช่วยเพิ่มความขรุขระที่ผิวและสามารถเพิ่มค่ากำลังแรงยึดเฉือนได้ดีกว่าการพ่นผงอะลูมิเนียมออกไซด์ และไม่ได้รับการปรับสภาพพื้นผิวเชิงกล การทาสารปรับปรุงผิวเซอร์โคเนียไพรเมอร์ (MDP) ให้ค่ากำลังแรงยึดเฉือนมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ทาสารปรับปรุงผิวเซอร์โคเนียไพรเมอร์ในทุกกลุ่ม หากไม่ได้ทาสารปรับปรุงผิวเซอร์โคเนียไพรเมอร์ กลุ่มที่ใช้เรซินซีเมนต์รีไลน์เอ็กซ์ยูสองร้อยให้ค่ากำลังแรงยึดเฉือนสูงกว่ากลุ่มที่ใช้เรซินแอดฮีซีฟทรานสบอนด์ เอ็กซ์ที อย่างมีนัยสำคัญอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) การปรับสภาพผิวเซอร์โคเนียด้วยการกรอด้วยเข็มกรอกากเพชรร่วมกับการทาสารปรับปรุงผิวเซอร์โคเนียไพรเมอร์ มีประสิทธิภาพในการเพิ่มแรงยึดของแบร็กเกตจัดฟันซึ่งอาจลดปัญหาการหลุดของแบร็กเกตขณะรักษาและเพิ่มความสำเร็จของการรักษาได้
การเปรียบเทียบกำลังแรงยึดเฉือนของเซอร์โคเนียชนิดใส เมื่อยึดด้วยเรซินซีเมนต์ที่ประกอบด้วยหมู่ฟอสเฟตต่างชนิด, ศิรวิชญ์ จิตสุธีศิริ
การเปรียบเทียบกำลังแรงยึดเฉือนของเซอร์โคเนียชนิดใส เมื่อยึดด้วยเรซินซีเมนต์ที่ประกอบด้วยหมู่ฟอสเฟตต่างชนิด, ศิรวิชญ์ จิตสุธีศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เซอร์โคเนียชนิดใสในงานทันตกรรมมีแนวโน้มถูกใช้โดยทันตแพทย์เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากความแข็งแรง และความสวยงามโดยไม่จำเป็นต้องพอกผิวด้วยพอร์ซเลน การยึดวัสดุดังกล่าวต่อฟันมีผลต่อความยั่งยืนของการบูรณะ เรซินซีเมนต์ที่มีฟอสเฟตมอนอเมอร์ชนิดต่างๆถูกอ้างว่าให้แรงยึดที่ดีกว่าต่อวัสดุเซอร์โคเนียชนิดใส หากแต่ยังไม่มีความชัดเจนในศักยภาพของฟอสเฟตมอนอเมอร์ งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการศึกษาค่ากำลังแรงยึดเฉือนของเรซินซีเมนต์สองชนิดที่ประกอบด้วยหมู่ฟอสเฟตต่างชนิดกันบนเซอร์โคเนียชนิดใสต่อคอมโพสิตเรซิน โดยพื้นที่ยึดติดได้ถูกกำหนดตาม ISO 29022:2013 เซอร์โคเนียชนิดใส (Ceramill® zolid fx White) จึงถูกเตรียมให้มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 8.5 มม. หนา 3.2 มม. จำนวน 32 แผ่น และถูกนำมายึดกับคอมโพสิตเรซินชนิดนาโนคอมโพสิต (FiltekTM Z350 XT) ผ่านศูนย์กลาง 3.0 มม. หนา 2.0 มม. ด้วยเรซินซีเมนต์สองชนิดคือ PANAVIA ™ V5 และ Rely X ™ U200 โดยเรซินซีเมนต์แต่ละชนิดจะถูกแบ่งออกอีกเป็นสองกลุ่ม ได้แก่กลุ่มที่ใช้ร่วมกับ Clearfil ceramic primer plus และกลุ่มที่ไม่ใช้ร่วมกับ Clearfil ceramic primer plus ทำให้แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกได้เป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 8 ชิ้น และความหนาของเรซินซีเมนต์ถูกกำหนดตาม ISO 4049:2009 ภายหลังการยึดติดชิ้นงานทุกชิ้นถูกนำไปผ่านกระบวนการเทอร์โมไซคลิงจำนวน 5,000 รอบ และถูกทดสอบกำลังแรงยึดเฉือนจนชิ้นคอมโพสิตเรซินหลุดด้วยเครื่องทดสอบแรงดึงแรงอัด(EZ-S, SHIMADZU) และสังเกตรูปแบบความล้มเหลวด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด(SEM)(FEI Quanta 250) ค่ากำลังแรงยึดเฉือนถูกคำนวณด้วยสถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มด้วยการทดสอบชนิดทูกีย์ (One-way ANOVA and Tukey’s post hoc test) ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 ผลการทดลองกลุ่ม PANAVIA ™ V5 ร่วมกับ Clearfil ceramic primer plus แสดงกำลังแรงยึดเฉือนมากที่สุด (1.38 ± 0.39 เมกะพาสคาล) และมีรูปแบบความล้มเหลวแบบผสมร่วมกับเชื่อมแน่นล้มเหลว โดยความล้มเหลวแบบผสมมีค่าเฉลี่ยร้อยละปริมาณเรซินซีเมนต์คงเหลือบนเซอร์โคเนียชนิดใสมากที่สุด(ร้อยละ 48.56±9.44) กลุ่มPANAVIA …
การเปรียบเทียบอัตราการยึดติดของวัสดุเคลือบหลุมร่องฟันชนิดขุ่นระหว่างวัสดุนวัตกรรมไทยกับวัสดุนำเข้าบนฟันกรามแท้ซี่ที่หนึ่ง: การศึกษาแบบมีกลุ่มควบคุมที่มีการจัดกลุ่มด้วยวิธีสุ่ม, ดลหทัย สิทธิพงษ์พร
การเปรียบเทียบอัตราการยึดติดของวัสดุเคลือบหลุมร่องฟันชนิดขุ่นระหว่างวัสดุนวัตกรรมไทยกับวัสดุนำเข้าบนฟันกรามแท้ซี่ที่หนึ่ง: การศึกษาแบบมีกลุ่มควบคุมที่มีการจัดกลุ่มด้วยวิธีสุ่ม, ดลหทัย สิทธิพงษ์พร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบอัตราการยึดติดทางคลินิกของวัสดุเคลือบหลุมร่องฟันเรซินระหว่างวัสดุชนิดขุ่นแอลเอเอส (LAS-opaque) กับวัสดุคลินโปร™ (Clinpro™) การศึกษาทางคลินิกครั้งนี้ออกแบบการทดลองแบบสุ่มเปรียบเทียบภายในบุคคลเดียวกันและอยู่ในขากรรไกรเดียวกัน โดยทำการศึกษาในเด็กจำนวน 56 คน อายุ 6-9 ปี ในฟันกรามแท้ซี่ที่หนึ่งจำนวน 86 คู่ฟัน โดยสุ่มให้ฟันข้างหนึ่งเคลือบด้วยวัสดุชนิดขุ่นแอลเอเอสและอีกข้างหนึ่งเคลือบด้วยวัสดุคลินโปร™ ติดตามอัตราการยึดติดของวัสดุที่ระยะเวลา 6 และ 12 เดือน จำแนกการยึดติดเป็น 3 ลักษณะ ได้แก่ การยึดติดอยู่ทั้งหมด การยึดติดบางส่วน และการหลุดทั้งหมด เปรียบเทียบอัตราการยึดติดของวัสดุทั้งสองด้วยสถิติแม็กนีมาร์ (McNemar test) โดยกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการศึกษาพบว่าอัตราการยึดติดบริเวณด้านบดเคี้ยวของวัสดุทั้งสองชนิดไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p > 0.05) ที่ระยะเวลา 6 และ 12 เดือน โดยวัสดุเคลือบหลุมร่องฟันชนิดขุ่นแอลเอเอสมีอัตราการยึดติดอยู่ทั้งหมดเท่ากับร้อยละ 75.6 และ 75.9 ที่ระยะเวลา 6 และ 12 เดือน ตามลำดับ ส่วนวัสดุคลินโปร™ มีอัตราการยึดติดเท่ากับร้อยละ 86.6 และ 77.2 ที่ระยะเวลา 6 และ 12 เดือน ตามลำดับ สรุปผลการศึกษาอัตราการยึดติดของวัสดุเคลือบหลุมร่องฟันชนิดขุ่นแอลเอเอสและวัสดุคลินโปรมีอัตราการยึดติดไม่แตกต่างกันที่ระยะเวลา 6 และ 12 เดือน
การศึกษาเปรียบเทียบความสำเร็จของการรักษาเนื้อเยื่อในโดยอ้อมในฟันกรามน้ำนมล่างระหว่างคลอร์เฮกซิดีนกลูโคเนตและแคลเซียมไฮดรอกไซด์: ศึกษาทางคลินิกที่ระยะเวลา 6 เดือน, ปวิตรา วุฒิกรวิภาค
การศึกษาเปรียบเทียบความสำเร็จของการรักษาเนื้อเยื่อในโดยอ้อมในฟันกรามน้ำนมล่างระหว่างคลอร์เฮกซิดีนกลูโคเนตและแคลเซียมไฮดรอกไซด์: ศึกษาทางคลินิกที่ระยะเวลา 6 เดือน, ปวิตรา วุฒิกรวิภาค
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบความสำเร็จทางคลินิกและภาพรังสีของการรักษาเนื้อเยื่อในโดยอ้อมในฟันกรามน้ำนมล่างระหว่างคลอร์เฮกซิดีนกลูโคเนต และแคลเซียมไฮดรอกไซด์ วิธีการศึกษา: ฟันกรามน้ำนมล่างผุลึกจำนวน 63 ซี่ จากเด็กอายุ 3-8 ปี จำนวน 38 คน ได้รับการคัดเข้างานวิจัย ฟันทุกซี่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีเนื้อเยื่อในโพรงฟันปกติหรือมีการอักเสบชนิดผันกลับได้ และจากภาพรังสีพบรอยผุลึกถึง 1 ใน 3 ของเนื้อฟันชั้นใน โดยได้รับการแบ่งกลุ่มแบบสุ่มเป็น 2 กลุ่ม เพื่อรักษาเนื้อเยื่อในโดยอ้อมด้วยคลอร์เฮกซิดีนกลูโคเนตจำนวน 31 ซี่ และแคลเซียมไฮดรอกไซด์จำนวน 32 ซี่ ฟันทุกซี่ได้รับการบูรณะด้วยครอบฟันเหล็กไร้สนิม และติดตามผลทางคลินิกและภาพรังสีที่ระยะเวลา 6 เดือนหลังรักษา ผลการศึกษา: ฟันกรามน้ำนมล่างผุจำนวน 57 ซี่ จากเด็กจำนวน 32 คน ได้รับการตรวจติดตามผลทางคลินิกและภาพรังสีที่ระยะเวลา 6 เดือน พบว่ากลุ่มที่รักษาเนื้อเยื่อในโดยอ้อมด้วยคลอร์เฮกซิดีนกลูโคเนต และแคลเซียมไฮดรอกไซด์ ให้ผลสำเร็จในการรักษาทางคลินิกและภาพรังสีเท่ากับร้อยละ 88.89 และ 86.67 ตามลำดับ โดยไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างกลุ่ม สรุป: ผลสำเร็จในการรักษาเนื้อเยื่อในโดยอ้อมด้วยคลอร์เฮกซิดีนกลูโคเนตให้ผลไม่แตกต่างกับแคลเซียมไฮดรอกไซด์
การวิเคราะห์ค่าเนื้อเยื่ออ่อนจากภาพถ่ายกะโหลกศีรษะด้านข้างในเด็กไทยอายุระหว่าง 7-10 ปี กลุ่มหนึ่ง, ศิพิมพ์ คงเอี่ยม
การวิเคราะห์ค่าเนื้อเยื่ออ่อนจากภาพถ่ายกะโหลกศีรษะด้านข้างในเด็กไทยอายุระหว่าง 7-10 ปี กลุ่มหนึ่ง, ศิพิมพ์ คงเอี่ยม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จุดประสงค์ของการวิจัยนี้เพื่อหาค่าปกติของเนื้อเยื่ออ่อนรูปหน้าด้านข้างในเด็กไทยในช่วงอายุ 7-10 ปี จากภาพถ่ายกะโหลกศีรษะด้านข้างในกลุ่มตัวอย่าง 83 คน อายุเฉลี่ย 9.97±0.78 ปี เป็นเพศชาย 43 คน และเพศหญิง 40 คน โดยกลุ่มตัวอย่างที่เลือกจะต้องมี (1) ฟันกรามแท้ซี่ที่ 1 และฟันตัดซี่กลางแท้ขึ้นครบแล้วทุกซี่ (2) ไม่มีฟันหายตั้งแต่กำเนิดและไม่มีการสูญเสียฟันก่อนกำหนด (3) การสบฟันกรามแท้ซี่ที่ 1 แบบประเภทที่ 1 ตามเกณฑ์ของ Angle (Angle’s classification I) และมีระยะเหลื่อมของฟันในแนวดิ่งและแนวระนาบปกติ (4) การเรียงตัวของฟันปกติ หรือมีฟันบิดซ้อนเกหรือมีช่องว่างได้ไม่เกิน 3 มิลลิเมตร (5) ไม่เคยได้รับการรักษาทางทันตกรรมจัดฟันมาก่อน ผลการศึกษาค่าเฉลี่ยเซฟาโลเมทริกในเด็กไทยที่ได้มีความแตกต่างจากการศึกษาอื่นที่เคยทำในผู้ใหญ่ไทยหรือทำในเด็กต่างประเทศ ค่าเฉลี่ยที่ได้จากการศึกษานี้สามารถใช้เป็นเกณฑ์ในการวิเคราะห์และวินิจฉัย การวางแผนการรักษา และการรักษาผู้ป่วยที่เป็นเด็กไทยในการรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน
ความต้านทานการแตกหักของฟันกรามน้อยบนที่ผ่านการรักษาคลองรากฟันและมีโพรงฟันแบบเอ็มโอดีเมื่อบูรณะด้วยเรซินคอมโพสิตแบบตรงร่วมกับเดือยฟันคอมโพสิตเสริมเส้นใยชนิดต่างๆ, นฎาประไพ ขวัญพ่วง
ความต้านทานการแตกหักของฟันกรามน้อยบนที่ผ่านการรักษาคลองรากฟันและมีโพรงฟันแบบเอ็มโอดีเมื่อบูรณะด้วยเรซินคอมโพสิตแบบตรงร่วมกับเดือยฟันคอมโพสิตเสริมเส้นใยชนิดต่างๆ, นฎาประไพ ขวัญพ่วง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความต้านทานการแตกหักและรูปแบบของการแตกหักของฟันกรามน้อยบนที่ผ่านการรักษารากฟันและมีโพรงฟันแบบเอ็มโอดีเมื่อบูรณะด้วยเรซินคอมโพสิตแบบตรงร่วมกับการใช้เดือยฟันคอมโพสิตเสริมเส้นใยแบบสำเร็จรูป และที่ร่วมกับการใช้เดือยฟันคอมโพสิตเสริมเส้นใยที่ยังไม่ได้รับการบ่มตัว ฟันกรามน้อยบนทั้งสิ้น 40 ซี่ถูกแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 ฟันที่ไม่ผ่านการเตรียมโพรงฟัน การรักษารากฟัน และการบูรณะ กลุ่มที่ 2 ฟันที่ผ่านการเตรียมโพรงฟัน รักษารากฟัน แต่ไม่ได้รับการบูรณะ กลุ่มที่ 3 ฟันที่ผ่านการเตรียมโพรงฟัน รักษารากฟัน และบูรณะด้วยเรซินคอมโพสิตเพียงอย่างเดียวกลุ่มที่ 4 ฟันที่ผ่านการเตรียมโพรงฟัน รักษารากฟัน และบูรณะด้วยเรซินคอมโพสิตร่วมกับเดือยฟันคอมโพสิตเสริมเส้นใยแบบสำเร็จรูป กลุ่มที่ 5 ฟันที่ผ่านการเตรียมโพรงฟัน รักษารากฟัน และบูรณะด้วยเรซินคอมโพสิตร่วมกับเดือยฟันคอมโพสิตเสริมเส้นใยที่ยังไม่ได้รับการบ่มตัว นำกลุ่มตัวอย่างทั้ง 5 กลุ่ม มาผ่านการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิจำนวน 20,000 รอบ จากนั้นจึงให้แรงแบบซ้ำๆ 50 นิวตัน 500,000 รอบ ความถี่ 4 Hz นำไปทดสอบความต้านทานต่อการแตกหักโดยการให้แรงกดที่ปุ่มฟันด้านลิ้นทำมุม 45 องศาต่อแนวแกนฟันจนเกิดการแตกหัก ผลการศึกษาพบว่าฟันกรามน้อยกลุ่มควบคุมผลบวกมีค่าความต้านทานต่อการแตกหักมากที่สุด (510.92 ± 106.54 N) ในขณะที่กลุ่มควบคุมผลลบมีความต้านทานต่อการแตกหักต่ำที่สุด (73.88 ± 20.52 N) เมื่อบูรณะด้วยเรซินคอมโพสิตร่วมกับเดือยฟันคอมโพสิตเสริมเส้นใยสามารถเพิ่มความต้านทานต่อการแตกหักได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับการบูรณะด้วยเรซินคอมโพสิตเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตามไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างเดือยฟันทั้งสองชนิด นอกจากนี้ยังพบว่าชิ้นงานส่วนใหญ่มีรูปแบบการแตกหักแบบพึงประสงค์ กล่าวโดยสรุปคือ การบูรณะฟันกรามน้อยที่ผ่านการรักษารากและมีโพรงฟันแบบเอ็มโอดีด้วยเรซินคอมโพสิตร่วมกับเดือยฟันคอมโพสิตเสริมเส้นใยสามารถเพิ่มความต้านทานต่อการแตกหักได้เมื่อเปรียบเทียบกับการบูรณะด้วยเรซินคอมโพสิตเพียงอย่างเดียว ชิ้นงานส่วนใหญ่มีรูปแบบการแตกหักแบบพึงประสงค์ และชนิดของเดือยฟันไม่ส่งผลต่อความต้านทานต่อการแตกหัก
การศึกษาเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าความแข็งแรงพันธะแรงเฉือนระดับจุลภาค เมื่อใช้สารยึดติดระบบต่างๆ กับวัสดุไฮบริดเซรามิกสําหรับงานแคดแคม, ศีลัสยา ลีลาพงศ์ฤทธิ์
การศึกษาเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าความแข็งแรงพันธะแรงเฉือนระดับจุลภาค เมื่อใช้สารยึดติดระบบต่างๆ กับวัสดุไฮบริดเซรามิกสําหรับงานแคดแคม, ศีลัสยา ลีลาพงศ์ฤทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของชนิดของระบบสารยึดติดร่วมกับเรซินซีเมนต์ และชนิดของไฮบริดเซรามิกสำหรับงานแคดแคม ต่อค่าความแข็งแรงพันธะแรงเฉือนระดับจุลภาค โดยศึกษาในห้องปฏิบัติการ ยึดติดไฮบริดเซรามิก 3 ชนิด คือ เรซินนาโนเซรามิก กลาสเซรามิกที่อยู่ในโครงข่ายเมทริกซ์ของเรซิน และเซอร์โคเนียซิลิกาเซรามิกที่อยู่ในโครงข่ายเมทริกซ์ของเรซิน กับเนื้อฟันด้านใกล้แก้มที่ขัดเรียบของฟันกรามน้อยที่ถูกถอนมาแล้ว ด้วยสารยึดติด และเรซินซีเมนต์ใน 3 ระบบ คือ ระบบเอทช์แอนด์ริ้นส์ ระบบเซลฟ์เอทช์ และระบบยูนิเวอร์ซอลในรูปแบบเอทช์แอนด์ริ้นส์ ชิ้นทดสอบมีทั้งหมด 99 ชิ้น แบ่งเป็น 9 กลุ่ม หลังจากผ่านกระบวนการจำลองการใช้งานในช่องปากด้วยเครื่องควบคุมอุณหภูมิร้อนเย็นเป็นจังหวะ 10,000 รอบ นำไปทดสอบหาค่าความแข็งแรงพันธะแรงเฉือนระดับจุลภาค วิเคราะห์ผลทางสถิติโดยกำหนดระดับนัยสำคัญที่ร้อยละ 95 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของค่าความแข็งแรงพันธะแรงเฉือนระดับจุลภาคระหว่างกลุ่มด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนสองทาง และทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยด้วยการเปรียบเทียบเชิงซ้อนชนิดทูคี จากการทดสอบพบว่า เมื่อยึดติดวัสดุทั้งสามชนิดด้วยสารยึดติด และเรซินซีเมนต์ที่ใช้รูปแบบเอทช์แอนด์ริ้นส์ (Optibond FL® ร่วมกับ Nexus3® และ Scotchbond Universal® ร่วมกับ RelyX™Ultimate®) ทำให้ค่าความแข็งแรงพันธะแรงเฉือนระดับจุลภาคมากกว่ากลุ่มที่ใช้สารยึดติดร่วมกับเรซินซีเมนต์ ระบบเซลฟ์เอทช์ (Optibond XTR® ร่วมกับ Nexus3®) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ภายใต้ข้อจำกัดของการศึกษานี้ทำให้สรุปได้ว่า ชนิดของสารยึดติดร่วมกับเรซินซีเมนต์ และชนิดของไฮบริดเซรามิกมีผลต่อค่าความแข็งแรงพันธะแรงดึงระดับจุลภาค ซึ่งพบว่าเมื่อเลือกใช้ชิ้นงานที่ทำจากไฮบริดเซรามิกจะแนะนำให้ใช้สารยึดติด และเรซินซีเมนต์ในรูปแบบเอทช์แอนด์ริ้นส์
จันทบุรี : จากห้วงคำนึงคิดถึงบ้านสู่งานจิตรกรรมบนผ้าใบ, พิพัฒน์ บุญอภัย
จันทบุรี : จากห้วงคำนึงคิดถึงบ้านสู่งานจิตรกรรมบนผ้าใบ, พิพัฒน์ บุญอภัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและถ่ายทอดความสำคัญของความคิดถึง ความรัก ความอบอุ่นภายในครอบครัวในแง่ของจิตวิญญาณและความผูกพันระหว่างบุคคล วิเคราะห์และตีความเพื่อสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมบนผ้าใบ 2) ศึกษาการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมบนผ้าใบที่ถ่ายทอดออกมาจากความคิดถึง ความรักและความอบอุ่นภายในครอบครัว จากและสบการณ์ของศิลปินในยุคสมัยต่างๆ 3) สร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมบนผ้าใบที่ถ่ายทอดความรู้สึกออกมาจากประสบการณ์ตรง “จันทบุรี: จากห้วงคำนึงคิดถึงบ้านสู่งานจิตรกรรมบนผ้าใบ” เป็นผลงานวิจัยที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากความตั้งใจที่จะสะท้อนให้เห็นถึงความรัก ความสำคัญและความผูกพันของครอบครัว โดยถ่ายทอดเรื่องราวของวิถีชีวิตความเป็นอยู่และ อัตลักษณ์ของคนในครอบครัวที่เป็นคนพื้นถิ่นในจังหวัดจันทบุรี ผ่านผลงานจิตกรรมบนผืนผ้าใบ กระบวนการวิจัยเริ่มจากการศึกษาและรวบรวมข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นความคิดถึง ความรัก และความอบอุ่นภายในครอบครัว ทั้งในแง่ของจิตวิทยาสังคมและสุนทรียศาสตร์ จากการศึกษาค้นคว้าและจากประสบการณ์ในอดีต โดยมีสาระสำคัญเกี่ยวข้องกับบุคคลในครอบครัวที่ผู้วิจัยรักและผูกพัน เมื่อศึกษาข้อมูลดังกล่าวแล้ว พบว่าความรู้สึกรักและคิดถึงเป็นเพียงกระบวนการหนึ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นและยึดติดอยู่กับมัน เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจและความสบายใจ แต่ในความเป็นจริงแล้วมนุษย์ไม่ได้คำนึงว่าความรู้สึกสบายใจนั้นไม่สามารถดำรงอยู่ได้ตลอดไป จึงทำให้ผู้วิจัยเข้าใจกระบวนการความคิดที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้และได้ถ่ายทอดความคิดและความรู้สึกสู่ผลงานจิตรกรรมบนผืนผ้าใบ
วิวัฒนาการลวดลายประดับสถาปัตยกรรมร่วมแบบเขมรสู่แรงบันดาลใจในการประดับตกแต่งสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์, ทิพยาภรณ์ ทองแช่ม
วิวัฒนาการลวดลายประดับสถาปัตยกรรมร่วมแบบเขมรสู่แรงบันดาลใจในการประดับตกแต่งสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์, ทิพยาภรณ์ ทองแช่ม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่อง วิวัฒนาการลวดลายประดับสถาปัตยกรรมร่วมแบบเขมรสู่แรงบันดาลใจในการตกแต่งสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในเขตพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิวัฒนาการ คติความเชื่อ และรูปแบบลวดลายสลักตกแต่งสถาปัตยกรรมศิลปะร่วมแบบเขมรที่มีอิทธิพลต่อ ศาสนสถานและสถาปัตยกรรมร่วมสมัยในเขตพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ตลอดจนกระบวนการคิด ภูมิปัญญาของช่างโบราณในอดีตที่ปรับเปลี่ยน มาสู่การสร้างสรรค์ในยุคปัจจุบัน จากการศึกษาพบว่า คติความเชื่อและรูปแบบในการสร้างสรรค์ลายจําหลักตกแต่ง สถาปัตยกรรมสมัยใหม่มีการปรับเปลี่ยนจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดูมาเป็นพุทธศาสนา ตลอดจน นําไปสู่การพัฒนาลวดลายหลากหลายรูปแบบ ดังนั้นรูปแบบและวิวัฒนาการของลายประดับ ตกแต่งสถาปัตยกรรมจึงเปลี่ยนแปลงไปตามคติความเชื่อของผู้สร้าง รวมทั้งกระบวนการคิด สร้างสรรค์ลวดลายของช่างสมัยใหม่ที่มิได้มีความแตกต่างจากช่างเขมรโบราณ โดยลายสลักที่ สามารถตรวจสอบหรือกําหนดรูปแบบได้ คือ ลวดลายสลักจากทับหลังและ เสาประดับกรอบประตู
จิตรกรรมไตรภูมิโลกสัณฐาน วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร, ภัทรชนน ศักดิ์ศิริสัมพันธ์
จิตรกรรมไตรภูมิโลกสัณฐาน วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร, ภัทรชนน ศักดิ์ศิริสัมพันธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ไตรภูมิโลกสัณฐาน เป็นเรื่องราวที่กล่าวถึงโลกและจักรวาลตามคติพุทธศาสนา มีที่มาจากพระไตรปิฎกและคัมภีร์ฉบับต่างๆ ซึ่งแพร่หลายในประเทศที่นับถือพุทธศาสนา สำหรับงานศิลปกรรมในประเทศไทยนั้นมักปรากฏเนื้อหาในภาพจิตรกรรมซึ่งพบหลักฐานตั้งแต่ครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 22 ทั้งในรูปแบบ จิตรกรรมฝาผนังและจิตรกรรมสมุดภาพ โครงการวิทยานิพนธ์นี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์จิตรกรรมไตรภูมิโลกสัณฐาน พระวิหารวัดสุทัศน เทพวราราม กรุงทพมหานคร ซึ่งเขียนขึ้นราวครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ 24 นับเป็นจิตรกรรมไตรภูมิโลกสัณฐาน สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นที่มีรูปแบบเป็นเอกลักณ์เฉพาะ โดยปรับเปลี่ยนตําแหน่งจิตรกรรมจากขนบเดิมที่เขียน บนฝาผนังซึ่งเป็นมุมมองระนาบเดียวในลักษณะสองมิติ ให้กลายเป็นจิตรกรรมบนเสาพระวิหารทั้งสี่ด้าน จํานวน 4 คู่ หรือ 8 ต้น รวมเป็นภาพจิตรกรรมบนเหลี่ยมเสาทั้ง 32 เหลี่ยม ลักษณะดังกล่าวนี้ทําให้เกิดมุมมองที่ต่างระนาบในพื้นที่สามมิติ ตลอดจนมีลําดับและองค์ประกอบที่ซับซ้อนมากขึ้น จากผลการศึกษาพบว่าจิตรกรรมไตรภูมิโลกสัณฐานบนเสาพระวิหารวัดสุทัศนเทพวรารามมี ความสัมพันธ์กับจิตรกรรมต้นแบบในอดีต ได้แก่ จิตรกรรมไตรภูมิในหอพระไตรปิฎกวัดระฆังโฆษิตารามซึ่งเขียน ขึ้นในสมัยธนบุรี-รัตนโกสินทร์ตอนต้น และสมุดภาพไตรภูมิฉบับต่างๆ ตั้งแต่สมัยอยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ 22-24 ทั้งในเรื่องการลําดับองค์ประกอบภาพ เนื้อหาเรื่องราว ตลอดจนรูปแบบของศิลปกรรม นอกจากนี้เนื้อหาของภาพจิตรกรรมดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับวรรณกรรมพุทธศาสนา เช่น พระไตรปิฎก คัมภีร์ อรรถกถา คัมภีร์หมวดโลกศาสตร์ ตลอดจนวรรณกรรมหมวดอื่นๆ เช่น วรรณกรรมบันเทิงคดี และปกรณัมนิทาน
คลื่น/ลม/ทะเล : จากอารมณ์ความรู้สึกต่อธรรมชาติสู่ผลงานจิตรกรรม, กชพรรณ ไพฑูรย์
คลื่น/ลม/ทะเล : จากอารมณ์ความรู้สึกต่อธรรมชาติสู่ผลงานจิตรกรรม, กชพรรณ ไพฑูรย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง คลื่น/ลม/ทะเล : จากอารมณ์ความรู้สึกต่อธรรมชาติสู่ผลงานจิตรกรรม เป็นการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาและการแสดงออกใหม่ ๆ เพื่อสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรม เพื่อศึกษาการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากอารมณ์ความรู้สึกต่อธรรมชาติ และเพื่อสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมจากอารมณ์ความรู้สึกต่อธรรมชาติ ธรรมชาติที่มีคุณค่าทางวิทยาการและสุนทรียภาพ เกี่ยวข้องเป็นสัณฐานที่สำคัญทางธรณีวิทยาและภูมิศาสตร์อันเป็นเอกลักษณ์หรือสัญลักษณ์ของท้องถิ่นนั้น ๆ มนุษย์นับว่าเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ การที่ได้เข้าไปสัมผัสกับธรรมชาติจึงทำให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกมีความสุข ผ่อนคลาย ได้ปลดปล่อยพลังงานที่มีอยู่ในตัวเอง ซึ่งสอดคล้องกับอารมณ์ความรู้สึกของผู้วิจัยที่นำธรรมชาติกับการดำรงชีวิตมาผสมผสานกัน รวมทั้งแนวคิดในการนำมาสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรม กระบวนการวิจัยเริ่มจากการศึกษาธรรมชาติทางทะเล ได้ศึกษาถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ คลื่น ลม และทะเล การสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรม และองค์ประกอบศิลป์ เพื่อค้นหาวิธีการใช้สีที่ผลต่ออารมณ์ความรู้สึกที่แท้จริงของตนเองที่มีต่อธรรมชาติทางทะเล ผนวกกับการศึกษาศิลปินในลัทธิต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรม เพื่อศึกษาถึงเทคนิคต่าง ๆ ทั้งในเรื่องการถ่ายทอดอารมร์ความรู้สึกผ่านแสงเงา และสีที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติทางทะเล เมื่อศึกษาแล้ว ผลวิจัยสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้คือ ได้สร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมบนผ้าใบจากอารมณ์ความรู้สึกต่อธรรมชาติทางทะเล นำเสนอผลงานจิตรกรรมสร้างสรรค์ให้สาธารณชนที่สนใจได้รับชม และเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ชม และสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้จากการสร้างสรรค์ผลงานในแต่ละชิ้นไปพัฒนาและต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ในอนาคตได้
พระพุทธปฎิมาที่สร้างขึ้นในรัชสมัยรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10, ทินภัทร เปี่ยมเจียก
พระพุทธปฎิมาที่สร้างขึ้นในรัชสมัยรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10, ทินภัทร เปี่ยมเจียก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่อง “พระพุทธปฏิมาที่สร้างขึ้นในรัชสมัยรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะ รูปแบบ แนวคิด คติความเชื่อ ตลอดจนพัฒนาการด้านรูปแบบศิลปกรรมในการสร้างพระพุทธปฏิมาในอดีตที่มีผลสืบเนื่องมาสู่ปัจจุบัน จากการศึกษาพบว่า พระพุทธปฏิมาในรัชสมัยรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 ปรากฏการสร้างใน 3 ลักษณะ คือ 1) การสร้างพระพุทธปฏิมาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรูปแบบศิลปกรรมในอดีตที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับภูมิวัฒนธรรมท้องถิ่นผสมผสานกับแนวคิดและคติการสร้างร่วมสมัย 2) การสร้างพระพุทธปฏิมาที่สืบทอดรูปแบบศิลปกรรมจากพระพุทธปฏิมาในอดีต ตลอดจนการจำลองพระพุทธปฏิมาสำคัญ 3) การสร้างพระพุทธปฏิมาที่เกิดขึ้นจากการตีความหมายใหม่และกระบวนการสร้างสรรค์ในเชิงศิลปะร่วมสมัย นอกจากนี้ จากการศึกษายังพบ กลุ่ม “พระพุทธรูปทรงสร้าง” และกลุ่มพระพุทธรูป “ใต้ร่มพระบารมี” ที่เกิดขึ้นจากความรักและความศรัทธาระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชน ดังนั้น การสร้างพระพุทธปฏิมาในรัชสมัยรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 จึงมีความหลากหลายทางด้านรูปแบบและแนวคิด มีพัฒนาการทางศิลปะอันก่อเกิดเป็นเอกลักษณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคม ศาสนา และความเชื่อผ่านรูปลักษณ์แห่งพระพุทธปฏิมา
หลักทัศนียวิทยาและพัฒนาการของภาพจิตรกรรมฝาผนังในสมัยรัชกาลที่ 4-5, เจนจิรา โสพล
หลักทัศนียวิทยาและพัฒนาการของภาพจิตรกรรมฝาผนังในสมัยรัชกาลที่ 4-5, เจนจิรา โสพล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานจิตรกรรมฝาผนังในสมัยรัชกาลที่ 4 และ 5 เป็นยุคแห่งการรับอิทธิพลของศิลปะแบบตะวันตกหรือศิลปะแบบสัจนิยม ที่มีเทคนิคการเขียนภาพเน้นความเหมือนจริง รวมทั้งมีการเริ่มใช้หลักทัศนียวิทยา หรือหลัก PERSPECTIVE ในการเขียนภาพจิตรกรรม จึงได้ทำการศึกษาและเก็บข้อมูลจากภาพจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถและพระวิหารในวัดกลุ่มตัวอย่างในสมัยรัชกาลที่4 และ 5 จำนวน 10 วัด และรัชกาลที่ 6 จำนวน 1 วัด เพื่อศึกษาเปรียบเทียบโดยเฉพาะเรื่องหลักทัศนียวิทยาและพัฒนาการในการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนัง จากผลการศึกษาพบว่า การเขียนภาพจิตรกรรมในสมัยรัชกาลที่ 4 แบ่งออกเป็น 3 แบบ คือ แบบที่ 1 จิตรกรรมไทยประเพณีผสมกับแบบตะวันตก มีเทคนิคการเขียนที่เน้นความสมจริงมากขึ้นใช้เส้นนอนแสดงระยะภาพที่ใกล้และไกล และใช้เส้นเฉียงแสดงความลึกของภาพ แบบที่ 2 คือ จิตรกรรมตะวันตกหรือแบบสัจนิยม มีการใช้หลักทัศนียวิทยาในการเขียนภาพจิตรกรรม ซึ่งท่าน ขรัวอินโข่ง เป็นผู้ริเริ่มการเขียนภาพให้มีระยะใกล้ไกลแบบตะวันตก มีแสงเงา มีปริมาตรเป็นสามมิติ และแบบที่ 3 คือ จิตรกรรมไทยประเพณี ซึ่งมีเทคนิคสืบทอดมาจากงานช่างสมัยรัชกาลที่ 3 การเขียนภาพยังเป็นแบบสองมิติ ไม่มีหลักทัศนียภาพที่ชัดเจน ส่วนภาพจิตรกรรมในสมัยรัชกาลที่ 5 นั้น เป็นยุคที่บ้านเมืองพัฒนา มีชาวตะวันตกเข้ามาทำงานในรัชสมัยนี้ ส่งผลให้การเขียนจิตรกรรมตรงตามหลักทัศนียวิทยาในการเขียนภาพ ภาพมีเส้นนำสายตาและมีจุดรวมสายตาตามหลักวิชาการ อิทธิพลทางตะวันตกที่ส่งผลให้เห็นอย่างชัดเจนในงานจิตรกรรมไทยดังกล่าวถือได้ว่า สมัยรัชกาลที่ 4 เป็นจุดเปลี่ยน เป็นยุคหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลง และยังส่งผลสืบทอดมายังสมัยรัชกาลที่ 5 ดังนั้น หากกล่าวในเรื่องการเขียนภาพที่นำหลักทัศนียภาพที่ได้รับอิทธิพลแบบตะวันตกมาใช้ ยุคของรัชกาลที่ 4 และ 5 จึงถือเป็นช่วงยุคสมัยของงานจิตรกรรมไทย ที่มีความน่าสนใจ มีคุณค่าและส่งผลให้เกิดการพัฒนาสู่ยุคต่อมาของงานจิตรกรรมฝาผนังไทย
ความงามของธรรมชาติที่ส่งผลต่อการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรม, นรินทร์ ฟองฟูม
ความงามของธรรมชาติที่ส่งผลต่อการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรม, นรินทร์ ฟองฟูม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง “ความงามของธรรมชาติที่ส่งผลต่อการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรม”’ เป็นการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นคว้าวิธีสร้างผลงานจิตรกรรมที่ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกในเชิงบวกจากความงามของธรรมชาติ ในปัจจุบันทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำลังเสื่อมโทรมเนื่องจากถูกทำลายโดยการตัดไม้ และการเผาป่า ซึ่งเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ เช่น การนำต้นไม้และถ่านไม้มาใช้หรือจำหน่ายเป็นโภชภัณฑ์ การนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้โดยมิได้ปลูกทดแทนด้วยจำนวนที่เพียงพอ ล้วนทำให้มนุษย์ละเลยในความสำคัญของธรรมชาติ ดังนั้นผลงานวิจัย เรื่องนี้นำเสนอความงามของธรรมชาติ เพื่อการตระหนักรู้ถึงคุณค่าของธรรมชาติ กระบวนการวิจัยเริ่มจากการศึกษาความงามของธรรมชาติ อาทิเช่น ต้นไม้ ใบไม้ ภูเขาและท้องฟ้า ความงามของธรรมชาติที่ส่งผลต่อการสร้างสรรค์ของผู้วิจัยแล้ว ได้ศึกษาถึงทฤษฎีการรับรู้ทางจิตวิทยา (perception theories) ทฤษฎีอารมณ์ (emotion theories) ทฤษฎีสี (color theory) จิตวิทยาสีกับความรู้สึก (Psychology of color) เพื่อค้นหาวิธีการใช้สีที่ส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกที่แท้จริงของตนที่มีต่อธรรมชาติ ผนวกกับศึกษาจากศิลปินในลัทธิต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องสู่การสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรม เพื่อศึกษาถึงเทคนิคต่าง ทั้งในเรื่องการถ่ายทอดความประทับใจในบรรยากาศผ่านสีสัน แสงเงาที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ เมื่อศึกษาแล้ว ผู้วิจัยพบความงามของธรรมชาติโดยผ่านอารมณ์ความรู้สึกที่มีต่อธรรมชาติในเชิงบวก จากนั้นจึงวิเคราะห์โดยผสานกับทฤษฎีที่ค้นคว้ามาแล้ว และถ่ายทอดลงสู่การสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรม
ระบบส่งเสริมการท่องเที่ยวจากข้อมูลการเข้าพักของนักท่องเที่ยว, จิรโรจน์ โสอุดร
ระบบส่งเสริมการท่องเที่ยวจากข้อมูลการเข้าพักของนักท่องเที่ยว, จิรโรจน์ โสอุดร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การท่องเที่ยวเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศและถือเป็นรายได้หลักของประเทศไทย จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2561 ที่มีถึง 38.12 ล้านคน (Kasikorn Research Center, 2019) และมีแนวโน้มที่สูงขึ้นในทุกๆ ปี ส่งผลให้ธุรกิจโรงแรมและสถานที่พักแรมต่างๆ ได้รับอิทธิพลและเป็นที่นิยมของกลุ่มชาวต่างชาติ ด้วยเหตุนี้เองรัฐบาลจึงมีการกำหนดกฎหมายควบคุมให้ผู้ประกอบธุรกิจด้านที่พักให้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ. 2547 และ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ผลจากกฎหมายทั้งสองนี้ทำให้ผู้ประกอบกิจการที่พักต้องส่งข้อมูลนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้แก่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองภายใน 24 ชั่วโมง ภายหลังจากมีการเข้าพัก ปัจจุบันการบันทึกข้อมูลนักท่องเที่ยวมีหลายขั้นตอน ทำให้เกิดความล่าช้า ซับซ้อน และอาจเกิดความผิดพลาด บทความนี้จึงได้นำเสนอวิธีในการบันทึกข้อมูลนักท่องเที่ยวโดยอัตโนมัติเพื่อแก้ไขปัญหาข้างต้น ด้วยการพัฒนาระบบโมบายแอปพลิเคชันที่ใช้จัดเก็บข้อมูลนักท่องเที่ยว โดยใช้กล้องจากสมาร์ทโฟนสแกนจากหน้าหนังสือพาสปอร์ตและแปลงข้อมูลเป็นรูปแบบดิจิทัลโดยเทคโนโลยีการรู้จำตัวอักษรด้วยแสง (Optical Character Recognition: OCR) เพื่อจัดเก็บ และสามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์เพื่อออกรายงานการเข้าพัก รวมถึงการนำส่งข้อมูลให้ทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้อย่างถูกต้องแม่นยำ และช่วยลดเวลาในการเช็คอิน การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยแบ่งกลุ่มประชากรออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มสถานประกอบการที่พักนักท่องเที่ยวโรงแรมและโฮสเทล จำนวน 32 คน และกลุ่มตัวอย่างนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จำนวน 172 คน ผลการศึกษาใช้วิธีการวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) พบว่า กลุ่มสถานประกอบการที่พักนักท่องเที่ยวโรงแรมและโฮสเทล มีความสนใจในการทดลองใช้งาน คิดเป็นร้อยละ 84.3 และกลุ่มนักท่องเที่ยว มีความสนใจในการทดลองใช้งาน คิดเป็นร้อยละ 41.8
นวัตกรรมเครื่องมือวัดสมรรถนะทางนวัตกรรมของบัณฑิตวิศวกรรม, เมธินี เทียบรัตน์
นวัตกรรมเครื่องมือวัดสมรรถนะทางนวัตกรรมของบัณฑิตวิศวกรรม, เมธินี เทียบรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาองค์ประกอบของสมรรถนะทางนวัตกรรมของวิศวกรในบริบทธุรกิจภาคอุตสาหกรรมไทยที่มีการดำเนินงานด้านนวัตกรรม เพื่อพัฒนาเครื่องมือวัดสมรรถนะทางนวัตกรรม เพื่อใช้ในการคัดเลือก การพัฒนา และการให้คำปรึกษาบุคลากรในบทาทด้านนวัตกรรมในเชิงพาณิชย์ การศึกษาครั้งนี้ เป็นการวิจัยแบบผสานวิธีโดยการศึกษาเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิในองค์กรที่ทำงานเกี่ยวข้องด้านนวัตกรรม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ส่วนการศึกษาเชิงปริมาณรวบรวมข้อมูลจากบัณฑิตวิศวกรรมที่ทำงานในธุรกิจอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดใหญ่ จำนวนทั้งสิ้น 305 ตัวอย่าง โดยใช้แบบสอบถามทางอิเลคทรอนิคส์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติที่แสดงความสัมพันธ์ของตัวแปรคุณลักษณะที่สำคัญของวิศวกรในประเทศไทยตามที่คณะอนุกรรมการรับรองมาตรฐานคุณภาพศึกษาวิศวกรรมศาสตร์หรือที่เรียกว่า ทาบี กับรูปแบบการทำงานด้านนวัตกรรมจากแหล่งข้อมูลทุติยภูมิของกรมแรงงาน การจ้างงานและการฝึกอบรมของสหรัฐอเมริกา โดยวิเคราะห์ประกอบกับข้อมูลปฐมภูมิจากการสัมภาษณ์และการให้ผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาและการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ในส่วนของการพัฒนานวัตกรรมเครื่องมือวัดสมรรถนะทางนวัตกรรมของบัณฑิตวิศวกรรม ใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจและการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ได้แบบประเมินจำนวน 24 ข้อหลัก นำข้อมูลที่ได้จากการศึกษาได้นำไปพัฒนาแบบจำลองนวัตกรรมการวัดสมรรถนะทางนวัตกรรมของบัณฑิตวิศวกรรม โดยการวิเคราะห์หลายตัวแปรโดยใช้แบบจำลองสมการโครงสร้าง การวิเคราะห์สมการโครงสร้างหลายระดับ และการวิเคราะห์หลายกลุ่ม ผลการศึกษาพบว่าตัวบ่งชี้สมรรถนะด้านนวัตกรรมแบบจำลองนี้สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ การจัดกลุ่มตัวแปรมีตัวบ่งชี้ 17 ปัจจัย ของผู้สำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมทำงานเกี่ยวข้องด้านนวัตกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่สมรรถนะทั่วไปตามบทบาทวิศวกรรม ประกอบด้วย 11 ตัวบ่งชี้ ตามคุณลักษณะที่สำคัญของวิศวกรในประเทศไทยตามที่คณะอนุกรรมการรับรองมาตรฐานคุณภาพศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ และสมรรถนะเฉพาะด้านบทบาทนวัตกรรมตามโมเดล เอ ถึง เอฟ สมรรถนะทางนวัตกรรมของบัณฑิตวิศวกรรมแตกต่างกันตามปัจจัยทางสมรรถนะที่ใช้วัดองค์ประกอบของสมรรถนะทางนวัตกรรมของวิศวกรในบริบทธุรกิจภาคอุตสาหกรรมไทยที่มีการดำเนินงานด้านนวัตกรรม จากผลการศึกษาผู้วิจัยได้พัฒนาเครื่องมือในการวัดสมรรถนะของวิศวกรประกอบด้วยสมรรถนะทั่วไปวัดบทบาททำงานเกี่ยวข้องด้านวิศวกรรม สมรรถนะเฉพาะใช้วัดรูปแบบการทำงานเกี่ยวข้องด้านนวัตกรรม ทำให้ทราบปัจจัยตัวชี้วัดซึ่งนำไปสู่การพัฒนาเครื่องมือวัดผลเชิงนวัตกรรมในการคัดเลือกองค์ประกอบคุณลักษณะทางนวัตกรรมและจับคู่สมรรถนะทางนวัตกรรมของบุคคลกับความต้องการของตลาดแรงงานด้านนวัตกรรม และสร้างข้อมูลภาพรวมที่เป็นโมเดลทางธุรกิจช่องทางการติดต่อและรายงานแสดงรายการที่เป็นรูปแบบธุรกิจด้านการฝึกอบรมพัฒนาและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับสมรรถนะทางนวัตกรรมของบัณฑิตวิศวกรรมที่เหมาะในแต่ละบทบาทของกระบวนการนวัตกรรมในธุรกิจภาคอุตสาหกรรม ความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ ใช้เงินลงทุน 100,000 บาท รายได้ที่คาดว่าจะได้รับในปีแรก 1,200,000 บาท ประมาณการลูกค้า 10 บริษัท โดยอัตราการเติบโตปกติร้อยละ10 เป็นเวลา 5 ปี ระยะเวลาคืนทุน 1 ปี มูลค่าปัจจุบันสุทธิ 2,521,416 บาท สรุปว่ามีความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ทั้งทางด้านการตลาด การบริหาร และการเงิน
นวัตกรรมการสืบทอดมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่น สำหรับผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์เชิงภูมิปัญญา, คณิตา ตุมพสุวรรณ
นวัตกรรมการสืบทอดมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่น สำหรับผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์เชิงภูมิปัญญา, คณิตา ตุมพสุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ประเทศไทยสั่งสมภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นองค์ความรู้พื้นฐานแสดงออกมาในลักษณะของขนบธรรมเนียม ประเพณี และงานหัตถกรรมซึ่งมีอัตลักษณ์แตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น ทำการขับเคลื่อนประเทศโดยใช้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ พัฒนางานหัตถกรรมที่มีรากฐานมาจากมรดกทางภูมิปัญญาของชุมชนเพื่อให้สามารถผลิต ต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า ในขณะที่มีการพัฒนาบนฐานภูมิปัญญากลับพบปัญหาด้านการถดถอยของภูมิปัญญาดั้งเดิม ภูมิปัญญาหลายด้านมีความเสี่ยงในการสูญหาย การศึกษาครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันของการดำเนินธุรกิจ ในกลุ่มผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์เชิงภูมิปัญญา ค้นหาองค์ความรู้ด้านกระบวนการสืบทอดมรดกภูมิปัญญามาสังเคราะห์นวัตกรรมกระบวนการสืบทอดมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่น และสร้างธนาคารภูมิปัญญาเพื่อจัดเก็บและเผยแพร่องค์ความรู้ และประเมินผลการยอมรับรูปแบบนวัตกรรมขับเคลื่อนการสืบทอดมรดกทางภูมิปัญญาท้องถิ่น การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสม ประกอบด้วย 1) การวิจัยเอกสารวิชาการ จำนวน 36 บทความ 2) การวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มตัวอย่าง 23 ราย 3) การวิจัยเชิงปริมาณโดยเก็บแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 308 ราย ใช้ผลจากการวิจัยเชิงคุณภาพเป็นหลักและใช้ผลจากการวิจัยเชิงปริมาณมาช่วยเสริมให้ได้คำตอบที่ลึกซึ้ง ผลการวิจัยพบว่านวัตกรรมกระบวนการสืบทอดมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่น สำหรับผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์เชิงภูมิปัญญา มีปัจจัยสำคัญ 5 ประการ คือ 1) แรงจูงใจในการสืบทอด 2) บุคลากรในการสืบทอด 3) ภูมิปัญญา 4) กลวิธีการถ่ายทอด 5) การจัดการ โดยกระบวนการการสืบทอดมีลักษณะเป็นพลวัต มีความสมดุลและไม่สิ้นสุด ประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ ผู้ส่งมอบความรู้ภูมิปัญญา กระบวนการสืบทอด และ ผู้รับมอบความรู้ภูมิปัญญา เป็นนวัตกรรมชุมชนที่สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน นวัตกรรมกระบวนการสืบทอดมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่นและองค์ความรู้ภูมิปัญญาถูกรวบรวม จัดเก็บ และเผยแพร่ในธนาคารภูมิปัญญา (เว็บไซต์สล่าเซ็นเตอร์) ผลการประเมินการยอมรับนวัตกรรม พบว่านวัตกรรมนำเสนอทางเลือกในการแก้ไขปัญหา ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.63 สามารถนำไปใช้งานได้จริง ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.57 และสามารถสะท้อนคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่น ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.56 โดยการตัดสินใจยอมรับนวัตกรรมอยู่ในขั้นความรู้และขั้นการจูงใจ
นวัตกรรมระบบการค้นหาเว็บไซต์จากประสบการณ์ของผู้ใช้งานออฟฟิศร่วมแบ่งปัน, ติณณ์ อนุชาตระกูล
นวัตกรรมระบบการค้นหาเว็บไซต์จากประสบการณ์ของผู้ใช้งานออฟฟิศร่วมแบ่งปัน, ติณณ์ อนุชาตระกูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การทำงานในยุคปัจจุบันนี้ มีการให้ความสนใจเกี่ยวกับความยืดหยุ่นในสถานที่ทำงานมากขึ้นประกอบกับแรงงานมีแนวโน้มที่จะทำงานในรูปแบบการทำงานอิสระ (freelance) มากขึ้น ดังนั้นจึงมีการพัฒนาสถานที่ทำงานรูปแบบใหม่ซึ่งก็คือออฟฟิศร่วมแบ่งปัน (Co-working Space) มาตอบสนองต่อรูปแบบการทำงานในข้างต้น ส่งผลให้ธุรกิจออฟฟิศร่วมแบ่งปันได้รับความนิยมและทำให้เกิดการแข่งขันที่สูงขึ้น นอกจากนั้นแล้วจากการเติบโตของอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยี ส่งผลให้ข้อมูลต่าง ๆ นั้นมีการย้ายเข้าไปสู่ฐานข้อมูลภายในอินเทอร์เน็ตมากขึ้น จากการเติบโตของข้อมูลสารสนเทศก่อให้เกิดปัญหาภาวะข้อมูลมากเกินไป (Information Overload) ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการหาข้อมูลเพื่อใช้ทำงานเช่นใช้เวลาในการหาข้อมูลมากขึ้นหรือแม้กระทั่งไม่สามารถพบข้อมูลที่ต้องการได้ จากปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น ส่งผลให้ทางผู้วิจัยมีความสนใจในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทางผู้วิจัยจึงมีแนวคิดที่จะทำการพัฒนานวัตกรรมระบบค้นหาเว็บไซต์จากประสบการณ์ของผู้ใช้งานออฟฟิศร่วมแบ่งปันขึ้นมา งานวิจัยฉบับนี้ได้เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์และนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์เพื่อศึกษาด้านความต้องการและภาพรวมทางธุรกิจของออฟฟิศร่วมแบ่งปัน จากนั้นใช้แบบสอบถามเพื่อเก็บข้อมูลความต้องการของผู้ใช้งานออฟฟิศร่วมแบ่งปัน โดยการสอบถามถึงปัญหาที่พบและฟังก์ชันการทำงานของนวัตกรรมที่สนใจ และสุดท้ายทางผู้ตอบแบบสอบถามได้ให้ความสนใจต่อนวัตกรรมนี้โดยคิดเป็นจำนวนร้อยละ 94.1 ต่อมาทางผู้วิจัยได้พัฒนาต้นแบบนวัตกรรมระบบค้นหาเว็บไซต์ขึ้นแล้วจึงศึกษาการยอมรับ ซึ่งทางผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่สามารถรับรู้ถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากนวัตกรรม นอกจากนั้นผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีความสนใจที่จะใช้งานนวัตกรรมนี้ ส่งผลให้ทางผู้วิจัยเห็นความเป็นไปได้ที่จะพัฒนานวัตกรรมนี้ต่อไป
นวัตกรรมตัวแบบผลิตภัณฑ์ในการดูแลและส่งเสริมสัมพันธภาพระหว่างผู้ดูแลและผู้มีภาวะสมองเสื่อม, ทักษยา วัชรสารทรัพย์
นวัตกรรมตัวแบบผลิตภัณฑ์ในการดูแลและส่งเสริมสัมพันธภาพระหว่างผู้ดูแลและผู้มีภาวะสมองเสื่อม, ทักษยา วัชรสารทรัพย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การพัฒนานวัตกรรมตัวแบบผลิตภัณฑ์ในการดูแลและส่งเสริมสัมพันธภาพระหว่างผู้ดูแลและผู้มีภาวะสมองเสื่อม ได้นำแนวคิดการบำบัดด้วยความทรงจำให้ผู้ป่วยได้ระลึกถึงเรื่องราวในอดีต การบำบัดด้วยวิธีนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ดูแลในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อผู้มีภาวะสมองเสื่อม การบำบัดด้วยการระลึกความหลังแบบเดิมซึ่งใช้เพียงการดูรูปและเล่าเรื่องเท่านั้นมีความไม่สะดวก งานวิจัยนี้จึงนำแนวคิดการบำบัดดังกล่าวมาใช้ร่วมกับระบบรู้จำเสียงและระบบการประมวลผลภาษาธรรมชาติ โดยพัฒนาแอปพลิเคชั่นเพื่อให้การใช้งานง่ายและสะดวกมากขึ้น วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้เพื่อศึกษาปัจจัยและกระบวนการการออกแบบ พัฒนา และศึกษาความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์นวัตกรรมตัวแบบผลิตภัณฑ์ในการส่งเสริมการดูแลและสัมพันธภาพระหว่างผู้ดูแลและผู้มีภาวะสมองเสื่อม ผู้วิจัยใช้การวิจัยเชิงทดลองด้วยวิธีการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง ในกลุ่มประชากรผู้มีภาวะสมองเสื่อมระยะแรกที่ยังสามารถสื่อสารและช่วยเหลือตัวเองได้ ทั้งนี้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 60 คู่ คือ ผู้ดูแลผู้มีภาวะสมองเสื่อม (ผุ้ดูแล 1 คน และผู้มีภาวะสมองเสื่อม 1 คน นับเป็น 1 คู่) โดยแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม ผู้ทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คู่ โดยกลุ่มทดลองจะใช้งานแอปพลิเคชั่น 1สัปดาห์ มีการเก็บข้อมูลสัมพันธภาพและความผาสุกทางจิตใจสำหรับกลุ่มทดลอง 2 ครั้ง ทั้งก่อนและหลังการใช้แอปพลิเคชั่น และกลุ่มควบคุมเพียงหนึ่งครั้ง ผลการศึกษา พบว่า ค่าสัมพันธภาพและความผาสุกทางจิตใจของคู่ทดลองดีขึ้นหลังการใช้งานแอปพลิเคชั่น ด้วยระดับนัยสำคัญที่ 0.05 และค่าสัมพันธภาพและความผาสุกทางจิตใจของกลุ่มทดลองหลังใช้แอปพลิเคชั่นดีกว่ากลุ่มควบคุมเช่นกัน สำหรับการศึกษาความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ในมุมมองของผู้ใช้ พบว่า คะแนนเฉลี่ยของการรับรู้ความง่ายในการใช้งาน, การรับรู้ด้านการส่งเสริมสัมพันธภาพ, และการรับรู้ถึงประโยชน์ อยู่ในระดับสูง 4.21, 4.20, และ4.04 ตามลำดับ
นวัตกรรมแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์พกพาพัฒนาทักษะด้านการอ่านภาษาไทยเพื่อความเข้าใจสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้, ปิยนันท์ ปานนิ่ม
นวัตกรรมแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์พกพาพัฒนาทักษะด้านการอ่านภาษาไทยเพื่อความเข้าใจสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้, ปิยนันท์ ปานนิ่ม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาด้านการอ่านภาษาไทยที่ส่งผลต่อความต้องการใช้แอปพลิเคชันบนอุปกรณ์พกพาสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ 2) พัฒนาแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์พกพา และ 3) ศึกษาการยอมรับเทคโนโลยีของนวัตกรรมแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์พกพาทักษะด้านการอ่านภาษาไทยเพื่อความเข้าใจสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ระยะ มีตัวอย่างการวิจัย ดังนี้ ระยะ1 คือ นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ จำนวน 423 คน จากโรงเรียนรัฐในกรุงเทพมหานครที่จัดการศึกษาแบบเรียนร่วม และครูที่สอนภาษาไทยจำนวน 36 คน ระยะ 2 คือ นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้จำนวน 36 คน จัดนักเรียนเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 12 คน ได้แก่ กลุ่มทดลองที่ 1 เรียนด้วยแอปพลิเคชันแบบนิทานมัลติมีเดียแผนภาพความคิด กลุ่มทดลองที่ 2 เรียนด้วยแอปพลิเคชันแบบนิทานมัลติมีเดีย และกลุ่มควบคุมเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนอ่านสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ระยะที่ 3 คือ นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้จำนวน 36 คน และครูที่สอนภาษาไทยจำนวน 10 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้มีปัญหาการเรียนรู้ภาษาไทยด้านการอ่านจับใจความมากที่สุด รองลงมาด้านสับสนเสียงสระ ผลจากการเก็บข้อมูลจากครูพบว่านิทานมัลติมีเดียและการสอนแบบแผนภาพความคิดเป็นวิธีการสอนที่ช่วยด้านการอ่านจับใจความให้แก่นักเรียน 2) จากการเปรียบเทียบผลการใช้แอปพลิเคชันพบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนด้านการอ่านจับใจความหลังเรียนของกลุ่มทดลองที่ 1 ที่เรียนด้วยนิทานมัลติมีเดียร่วมกับการใช้แผนภาพความคิด มีค่าแตกต่างกับกลุ่มทดลองที่ 2 และกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงว่าการเรียนผ่านแอปพลิเคชันแบบนิทานมัลติมีเดียแผนภาพความคิดช่วยพัฒนาทักษะด้านการอ่านเพื่อความเข้าใจให้กับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ และ 3) ผลการประเมินการยอมรับเทคโนโลยีของนวัตกรรมแอปพลิเคชันจากนักเรียนและครู พบว่า ด้านการรับรู้ประโยชน์ การรับรู้ความง่ายในการใช้งาน และความตั้งใจใช้แอปพลิเคชัน อยู่ในระดับมากที่สุด
นวัตกรรมรูปแบบการบริการความรู้เบื้องต้นสำหรับบุคลากรด้านการจัดการความปลอดภัยของอาหารในกลุ่มธุรกิจโรงแรม, พัทธนันท์ ดันไทร
นวัตกรรมรูปแบบการบริการความรู้เบื้องต้นสำหรับบุคลากรด้านการจัดการความปลอดภัยของอาหารในกลุ่มธุรกิจโรงแรม, พัทธนันท์ ดันไทร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบของนวัตกรรมรูปแบบการบริการความรู้เบื้องต้นสำหรับบุคลากรด้านการจัดการความปลอดภัยของอาหารในกลุ่มธุรกิจโรงแรม ศึกษาและพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมบริการความรู้แบบใหม่สำหรับระบบจัดการความปลอดภัยของอาหารในกลุ่มธุรกิจบริการอาหารในโรงแรม รวมทั้งการทดสอบต้นแบบนวัตกรรมบริการความรู้และทำการศึกษาการยอมรับเทคโนโลยีในการนำไปประยุกต์ใช้จริงในกลุ่มโรงแรมตัวอย่าง การวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการเก็บข้อมูลโดยการใช้ แบบสอบถามกึ่งโครงสร้างเข้าสัมภาษณ์และเก็บข้อมูลเชิงลึกกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการความปลอดภัยอาหารของกลุ่มธุรกิจอาหารในโรงแรม จำนวน 30 คน และการวิจัยเชิงปริมาณ จำนวน 377 คน เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของนวัตกรรมบริการความรู้ที่มีต่อการจัดการความปลอดภัยอาหารของกลุ่มธุรกิจบริการอาหารในโรงแรม ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการสร้างและออกแบบแอพพลิชันของนวัตกรรมบริการ ทำการทดสอบต้นแบบตัวอย่าง และสำรวจความคิดเห็นหลังจากการทดลองใช้รวมทั้งการยอมรับระบบที่พัฒนาขึ้น ผลการวิจัยในเชิงคุณภาพพบว่าลักษณะนวัตกรรมบริการความรู้ที่ช่วยในการสื่อสารแลกเปลี่ยนความรู้มาตรฐาน ข้อกำหนดต่าง ๆ ระหว่างภายใน - ภายนอกโรงแรม รวมถึงองค์ประกอบที่ได้จากการศึกษาเชิงปริมาณ ได้แก่ การบริหารจัดการความรู้ด้านความปลอดภัยอาหาร ทรัพยากร ขนาด และที่ตั้งของโรงแรม และ การพัฒนารูปแบบนวัตกรรมบริการความรู้ด้านความปลอดภัยอาหาร มีผลต่อประสิทธิภาพที่ดีในการจัดทำระบบความปลอดภัยอาหารในโรงแรม โดยโปรแกรมระบบการประเมินการจัดการความปลอดภัยของอาหารของผู้จัดหาวัตถุดิบในโรงแรมเชิงบทสนทนาโต้ตอบเป็นการสร้างนวัตกรรมรูปแบบธุรกิจบริการความรู้เบื้องต้นสำหรับกลุ่มบุคลากรในธุรกิจโรงแรม
การพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันเพื่อการบริหารการจัดหาผู้ฝึกสอนส่วนบุคคล, อริษรา นวพงศ์
การพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันเพื่อการบริหารการจัดหาผู้ฝึกสอนส่วนบุคคล, อริษรา นวพงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กลุ่มคนบางกลุ่มมีความเชื่อที่ว่าการออกกำลังกายด้วยตนเองเป็นเรื่องที่ยากเพราะไม่ทราบวิธีการออกกำลังกายที่ถูกต้องหรือขาดแรงจูงใจในการริเริ่ม ผู้ฝึกสอนส่วนบุคคล (Personal Trainer) จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้า ทั้งนี้ความหลากหลายของการออกกำลังกายและผู้ฝึกสอนส่วนบุคคล อาจทำให้เกิดปัญหาแก่ผู้ต้องการว่าจ้างได้ เนื่องจากผู้จ้างมักไม่ทราบถึงคุณสมบัติและประสบการณ์ของผู้ฝึกสอนมาก่อน ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือและไม่มั่นใจต่อการจ้าง จึงกล่าวได้ว่า การเลือกผู้ฝึกสอนส่วนบุคคลที่ดีอาจจะเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ที่ต้องการหาผู้ฝึกสอนส่วนบุคคล โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ทราบถึงช่องทางการติดต่อหาผู้ฝึกสอนส่วนบุคคล ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงได้นำเสนอวิธีแก้ไขปัญหาขัดแย้งหรือความเสียหายจากการว่าจ้างผู้ฝึกสอนที่ไม่พึงพอใจ โดยการใช้เว็บแอปพลิเคชันนี้ผู้จ้างสามารถประเมินโปรไฟล์และทักษะของผู้ฝึกสอนส่วนบุคคลแต่ละรายได้ทันที งานวิจัยนี้ได้กล่าวถึงการสำรวจและวิเคราะห์พฤติกรรม รวมถึงความต้องการในการใช้เว็บแอปพลิเคชันของกลุ่มตัวอย่าง 2 ส่วน ได้แก่ ผู้ที่ต้องการหาผู้ฝึกสอนส่วนบุคคล และผู้ฝึกสอนส่วนบุคคล จำนวนทั้งสิ้น 220 คน โดยทั้ง 2 กลุ่มตัวอย่างได้ให้ความสนใจในการใช้เว็บแอปพลิเคชันเพื่อการบริหารการจัดหาผู้ฝึกสอนส่วนบุคคล คิดเป็นร้อยละ 62.5 และ 77 ตามลำดับ
นวัตกรรมต้นแบบระบบจัดการน้ำเสียแบบกระจายศูนย์ที่มีการนำน้ำทิ้งกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่สำหรับชุมชน, สะคราญ แต่โสภาพงษ์
นวัตกรรมต้นแบบระบบจัดการน้ำเสียแบบกระจายศูนย์ที่มีการนำน้ำทิ้งกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่สำหรับชุมชน, สะคราญ แต่โสภาพงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการพัฒนานวัตกรรมเครื่องต้นแบบระบบจัดการน้ำเสียแบบกระจายศูนย์ โดยใช้เทคโนโลยี Eco-biofilter/MBR เพื่อนำน้ำทิ้งกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่สำหรับชุมชน รวมถึงทดสอบประสิทธิภาพของนวัตกรรมในการบำบัดน้ำเสีย โดยควบคุมแรงดันของเมมเบรนให้อยู่ในช่วง 85 - 95 กิโลกรัมต่อปาสกาล อัตราการไหลของน้ำเสียและอัตราการกรองของเซรามิคเมมเบรนเท่ากับ 300 - 360 ลิตรต่อวัน ระยะเวลากักเก็บน้ำเสียของระบบอยู่ที่ประมาณ 1 วัน ทั้งนี้งานวิจัยยังได้พัฒนาตัวกลางดินเผาซึ่งมีพื้นที่ผิวสัมผัสเท่ากับ 0.015072 ตารางเมตร ขนาดรูพรุนเท่ากับ 0.028 ไมครอน โดยมีความพรุนตัวร้อยละ 14.90 เพื่อใส่ในส่วนไร้อากาศ 1 และ 2 ของระบบ เพื่อการบำบัดขั้นต้น ผลการทดสอบพบว่าน้ำหลังบำบัดมีค่าความเป็นกรดหรือด่างเฉลี่ย 8.2 (ค่ามาตรฐานอยู่ในช่วง 5.5 – 9.0) ปริมาณทีเคเอ็นทั้งหมดมีค่าเฉลี่ย 2.2 (ค่ามาตรฐานไม่เกิน 20 มิลลิกรัมต่อลิตร) ปริมาณฟอสฟอรัสทั้งหมดมีค่าเฉลี่ย 0.06 มิลลิกรัมต่อลิตร (ค่ามาตรฐานไม่เกิน 2 มิลลิกรัมต่อลิตร) ปริมาณฟิคอลโคลิฟอร์มแบคทีเรียมีค่าเฉลี่ย 20.2 เอ็มพีเอ็นต่อ 100 มิลลิลิตร (น้ำเสียมีปริมาณฟิคอลโคลิฟอร์มแบคทีเรียตั้งแต่ 106 เอ็มพีเอ็นต่อ 100 มิลลิลิตร) ปริมาณความสกปรกในรูปสารอินทรีย์มีค่าเฉลี่ยน้อยกว่า 2 มิลลิกรัมต่อลิตร (ค่ามาตรฐานไม่เกิน 20 มิลลิกรัมต่อลิตร) ปริมาณตะกอนหนักมีค่าเฉลี่ยน้อยกว่า 0.1 มิลลิกรัมต่อลิตร (ค่ามาตรฐานไม่เกิน 30 มิลลิกรัมต่อลิตร) ผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่าน้ำหลังบำบัดมีคุณภาพดีขึ้นและผ่านเกณฑ์มาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งของกรมควบคุมมลพิษ อีกทั้งยังผ่านเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา ประเทศญี่ปุ่น ประเทศออสเตรเลีย และสหภาพยุโรป ทั้งนี้ การดำเนินการภายใต้สมมติฐานการลงทุนที่กำหนดไว้ ทำให้กิจการมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ เท่ากับ 55,079,683.78 บาท อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน เท่ากับ 76% โดยมีระยะเวลาคืนทุนภายใน 3 ปี แสดงว่านวัตกรรม Eco-biofilter/MBR มีความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ สำหรับการประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ไม่ได้มีการซื้อขายผ่านระบบตลาด พบว่าจุดคุ้มทุนสำหรับการเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับการบำบัดน้ำเสียในชุมชนอยู่ที่ค่าความเต็มใจที่จะจ่ายเพื่อการบำบัดน้ำเสีย 8 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือนสำหรับน้ำปริมาณ 1 ลูกบาศก์เมตร
ตัวแบบนวัตกรรมกระบวนการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์, อภิชาติ พูนตระกูลเกียรติ
ตัวแบบนวัตกรรมกระบวนการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์, อภิชาติ พูนตระกูลเกียรติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ เป็นการศึกษามุมมองของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากการท่องเที่ยว โดยบูรณาการมุมมองของผู้ให้บริการ และมุมมองของผู้รับบริการท่องเที่ยว เข้าไว้ด้วยกัน ผู้วิจัยได้เจาะจงคัดเลือกแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชนของประเทศไทยที่ได้รับความสำเร็จ หรือ เคยได้รับความสำเร็จมาแล้ว ทั้งสิ้นจำนวน 11 ชุมชน และแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์อีก 4 แห่ง โดยผ่านเกณฑ์คัดเลือกจากผู้เชี่ยวชาญและการสำรวจความเป็นไปได้จากการศึกษาสถานที่จริงก่อนเริ่มเก็บข้อมูล จากผู้ให้ข้อมูลทั้งสิ้น 90 ราย ประกอบด้วย ผู้นำ แกนนำชุมชน ปราชญ์ชุมชน ผู้ประกอบการ ผู้อยู่อาศัย นักวิชาการ หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน และนักท่องเที่ยวสร้างสรรค์ ผลลัพธ์งานวิจัย ชี้ให้เห็นว่า กระบวนการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์ ที่จะประสบความสำเร็จ ควรมีองค์ประกอบหลักสำคัญทั้ง 6 ด้าน ได้แก่ การทำงานแบบมีส่วนร่วมของชุมชน Community Participation ความร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย Stakeholder Involvement ต้นทุนทรัพยากร Resources Capital การจัดการท่องเที่ยว Tourism Management ประสบการณ์สร้างสรรค์ Creative Experience และ ความยั่งยืน Sustainability นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังได้อธิบายถึงรายละเอียด 13 ขั้นตอนย่อย ของ องค์ประกอบการจัดการท่องเที่ยว และองค์ประกอบของประสบการณ์สร้างสรรค์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ CCBT มีความแตกต่างจากการท่องเที่ยวรูปแบบอื่น รูปแบบของประสบการณ์สร้างสรรค์ ประกอบด้วยมิติสำคัญ 6 ประการ ได้แก่ การรับรู้-จิตสำนึก (awareness/consciousness) การมีส่วนร่วมเชิงรุก (active participation) การเรียนรู้เชิงลึก (active learning) การมีปฎิสัมพันธ์ และ การร่วมสร้างคุณค่า (interaction & co-creation) การตรึกตรองสะท้อนคิด (reflection) และ การเปลี่ยนแปลงเชิงมุมมอง (perspective transformation) องค์ประกอบ ประสบการณ์สร้างสรรค์ นี้ เป็นกระบวนการเรียนรู้เชิงลึกเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงมุมมองของผู้มีส่วนร่วมสร้างสรรค์ในการท่องเที่ยว ซึ่งอาจเป็นข้อค้นพบใหม่ของ การพัฒนาตนเอง อันเป็นพื้นฐานของการพัฒนาสังคมและการพัฒนาที่ยั่งยืน ผู้วิจัยคาดว่า นวัตกรรมกระบวนการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์นี้ น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานพัฒนาชุมชน การท่องเที่ยว และสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดเพื่อการศึกษางานท่องเที่ยว …