Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2019

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 157531 - 157560 of 165367

Full-Text Articles in Entire DC Network

บทบรรณาธิการ, บรรณาธิการ Jan 2019

บทบรรณาธิการ, บรรณาธิการ

Journal of Education Studies

No abstract provided.


การพัฒนาชุดฝึกอบรมผ่านเว็บเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านศักยภาพภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาสตรีในประเทศไทย, กุลชลี จงเจริญ Jan 2019

การพัฒนาชุดฝึกอบรมผ่านเว็บเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านศักยภาพภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาสตรีในประเทศไทย, กุลชลี จงเจริญ

Journal of Education Studies

การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการในการเสริมสร้างความเข็มแข็งด้านศักยภาพภาวะผู้นําของผู้บริหารสถานศึกษาสตรี 2) พัฒนาชุดฝึกอบรมผ่านเว็บ 3) ทดลองใช้และประเมินชุดฝึกอบรมผ่านเว็บ และ 4) ศึกษาความพึงพอใจต่อชุดฝึกอบรมผ่านเว็บ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาสตรี จํานวน 350 คน สําหรับการสํารวจความต้องการ และจํานวน 50 คน สําหรับการทดลองใช้ชุดฝึกอบรมผ่านเว็บ ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม ประเด็นการสนทนากลุ่ม ชุดฝึกอบรมผ่านเว็บ แบบทดสอบ และแบบประเมินความพึงพอใจ การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความเที่ยงตรง และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) ความต้องการได้รับการพัฒนาของผู้บริหารสถานศึกษาสตรีอยู่ในระดับมาก 2) ชุดฝึกอบรมผ่านเว็บ ประกอบด้วย 5 หน่วยการเรียน และผลการประเมินทุกหน่วยการเรียนอยู่ในระดับมาก 3) คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของกลุ่มตัวอย่างหลังการอบรมสูงกว่าก่อนการอบรมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และผลการพัฒนาความสามารถส่วนใหญ่อยู่ในระดับดีมาก และ 4) กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจต่อชุดฝึกอบรมผ่านเว็บทุกด้านอยู่ในระดับมาก


การวิเคราะห์การบริหารครูเจเนอเรชั่นวายของโรงเรียนเอกชนเพื่อการพัฒนาคุณภาพนักเรียนในศตวรรษที่ 21, ฐาปนี วงศ์พรหม, ชญาพิมพ์ อุสาโห, วลัยพร ศิริภิรมย์ Jan 2019

การวิเคราะห์การบริหารครูเจเนอเรชั่นวายของโรงเรียนเอกชนเพื่อการพัฒนาคุณภาพนักเรียนในศตวรรษที่ 21, ฐาปนี วงศ์พรหม, ชญาพิมพ์ อุสาโห, วลัยพร ศิริภิรมย์

Journal of Education Studies

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิด การบริหารครูเจเนอเรชั่นวาย 2) วิเคราะห์สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารครูเจเนอเรชั่นวายของโรงเรียนเอกชน เพื่อการพัฒนาคุณภาพนักเรียนในศตวรรษที่ 21 โดยใช้การวิจัยผสมวิธี ประเมินกรอบแนวคิดโดยผู้ทรงคุณวุฒิจํานวน 5 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ โรงเรียนเอกชนในระบบ ประเภทสามัญศึกษา สังกัดสํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จํานวน 371 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน และครูเจเนอเรชั่นวายของโรงเรียนเอกชน จํานวน 676 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบประเมินและแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิด ประกอบด?วย (1) การบริหารครู (2) ครูเจเนอเรชั่นวาย (3) คุณภาพนักเรียนในศตวรรษที่ 21 2) สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากและมีค่าเฉลี่ยสภาพที่พึงประสงค์สูงกว่าสภาพปัจจุบันทุกด้าน ตามลําดับดังนี้ (1) ด้านการนําเข้าสู่หน่วยงานและการธํารงรักษา (2) ด้านการพัฒนาวิชาชีพและการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ (3) ด้านการบริหารผลการปฏิบัติงานและการให้ค่าตอบแทน (4) ด้านการสรรหาและการคัดเลือก จุดแข็ง ได้แก่ การสรรหาและการคัดเลือก การนําเข้าสู่หน่วยงานและการธํารงรักษา จุดอ่อน ได้แก่ การบริหารผลการปฏิบัติงานและการให้ค่าตอบแทน การพัฒนาวิชาชีพและการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ โอกาส ได้แก่ สภาพเศรษฐกิจ และเทคโนโลยี ภาวะคุกคาม ได้แก่ การเมือง และสภาพสังคม


กลยุทธ์การกำกับผลลัพธ์การจัดการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ธนภัทร พงษ์อร่าม, วีระวัฒน์ อุทัยรัตน์ Jan 2019

กลยุทธ์การกำกับผลลัพธ์การจัดการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ธนภัทร พงษ์อร่าม, วีระวัฒน์ อุทัยรัตน์

Journal of Education Studies

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบสําคัญ กําหนดกลยุทธ์ และประเมินกลยุทธ์ การกํากับผลลัพธ์การจัดการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้อํานวยการสถานศึกษาในสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมจํานวน 464 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามองค์ประกอบการกํากับผลลัพธ์การจัดการศึกษา 2) แบบสัมภาษณ์เชิงลึกการกํากับผลลัพธ์การจัดการศึกษา 3) แบบสอบถามเพื่อระบุจุดแข็งและจุดอ่อนของการกํากับผลลัพธ์การจัดการศึกษา 4) แบบประเมินโอกาสและอุปสรรคของการกํากับผลลัพธ์การจัดการศึกษา และ5) แบบประเมินแผนกลยุทธ์เพื่อกํากับผลลัพธ์การจัดการศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความถี่ ร้อยละ การวิเคราะห์ปัจจัย การวิเคราะห์ SWOT และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) องค์ประกอบสําคัญของการกํากับผลลัพธ์การจัดการศึกษาฯ ประกอบด้วย4 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ การจัดและใช้แหล่งเรียนรู้และการวัดผลประเมินผลรวมทั้งสิ้น 22 องค์ประกอบ 2) กลยุทธ์การกํากับผลลัพธ์การจัดการศึกษาฯประกอบด้วย กลยุทธ์การปฏิบัติ จุดมุ่งหมายเชิงกลยุทธ์ แนวทางการดําเนินการ และตัวชี้วัดความสําเร็จ3) กลยุทธ์การกํากับผลลัพธ์การจัดการศึกษาฯ ในภาพรวมมีความถูกต้อง ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ อยู่ในระดับมากที่สุด โดยข้อมูลมีการกระจายตัวน้อย


กลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงของโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการพัฒนาความเป็นพลเมืองโลก, ปรตี ประทุมสุวรรณ์, บัญชา ชลาภิรมย์, พฤทธิ์ ศิริบรรณพิทักษ์ Jan 2019

กลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงของโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการพัฒนาความเป็นพลเมืองโลก, ปรตี ประทุมสุวรรณ์, บัญชา ชลาภิรมย์, พฤทธิ์ ศิริบรรณพิทักษ์

Journal of Education Studies

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการจําเป็นและพัฒนากลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงของโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการพัฒนาความเป็นพลเมืองโลก ดําเนินการวิจัยโดยใช้วิธีแบบผสมผสาน เก็บข้อมูลจากโรงเรียนมาตรฐานสากลจํานวน 226 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหารและครู เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบประเมินกลยุทธ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนี PNIModified และการวิเคราะห์เนื้อหาจากการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของการบริหารความเสี่ยงของโรงเรียนมัธยมศึกษาในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับปานกลางและสภาพที่พึงประสงค์ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุดโดยเรียงลําดับความต้องการจําเป็นด้วยดัชนี PNIModified ได้เป็น 1) การกําหนดวัตถุประสงค์ 2) การระบุความเสี่ยง 3) การประเมินความเสี่ยง 4) การจัดการและจัดทําแผน และ 5) การรายงานและติดตามผล สําหรับกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงของโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการพัฒนาความเป็นพลเมืองโลก ประกอบไปด้วยกลยุทธ์หลัก 3 กลยุทธ์ กลยุทธ์รอง 12 กลยุทธ์ และวิธีการดําเนินงาน 37 วิธี


การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเพื่อความเป็นเลิศของสถาบันการอาชีวศึกษาเพื่อรองรับการเป็นประเทศไทย 4.0, รัชต ไตรมาลัย, พันธ์ศักดิ์ พลสารัมย์, ปรัชญนันท์ นิลสุข Jan 2019

การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเพื่อความเป็นเลิศของสถาบันการอาชีวศึกษาเพื่อรองรับการเป็นประเทศไทย 4.0, รัชต ไตรมาลัย, พันธ์ศักดิ์ พลสารัมย์, ปรัชญนันท์ นิลสุข

Journal of Education Studies

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาในการบริหารจัดการของสถาบันการอาชีวศึกษาในสังกัดของสํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา วิเคราะห์แนวคิดทฤษฎีและการปฏิบัติที่ดีด้านการบริหารจัดการสถาบันการอาชีวศึกษา และพัฒนารูปแบบและการบริหารจัดการเพื่อความเป็นเลิศของสถาบันการอาชีวศึกษาเพื่อรองรับการเป็นประเทศไทย 4.0 กลุ่มตัวอย่างเป็นสถาบันการอาชีวศึกษาในสังกัดคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 19 แห่ง ได้แก่ คณะกรรมการสภาสถาบันการอาชีวศึกษา ผู้สําเร็จการศึกษาด้านอาชีวศึกษาในประเทศเยอรมนี ญี่ปุ?น ออสเตรเลีย และสิงคโปร์ กลุ่มผู้บริหาร คณาจารย์และเจ้าหน้าที่สถาบันการอาชีวศึกษา ผู้บริหารสถานประกอบการ รวม 216 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ และแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยได้รูปแบบและยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการเพื่อความเป็นเลิศของสถาบันการอาชีวศึกษาเพื่อรองรับการเป็นประเทศไทย 4.0 มี 5 ด้าน ประกอบด้วย 1) การเสริมสร้างประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทํางานเป็นทีมของผู้บริหาร คณาจารย์ และบุคลากร 2) การพัฒนาหลักสูตรการจัดการเรียนการสอน และการประกันคุณภาพการศึกษา 3) การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการบริหารจัดการแผนงานงบประมาณที่มีประสิทธิภาพและธรรมาภิบาล 4) สร้างสรรค์พัฒนาวัตถุประสงค์ พันธกิจ เป้าหมายของการบริหารจัดการสถาบันการอาชีวศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมและประเทศชาติ และ 5) การสร้างสรรค์นวัตกรรมเทคโนโลยีทางอาชีวศึกษา และเป็นโครงสร้างหลักในการสนับสนุนการเป็นประเทศไทย 4.0


การพัฒนาชุดฝึกอบรมทักษะการปรึกษาเชิงจิตวิทยาเบื้องต้นสำหรับครูประจำชั้นระดับมัธยมศึกษา, วรางคณา โสมะนันทน์ Jan 2019

การพัฒนาชุดฝึกอบรมทักษะการปรึกษาเชิงจิตวิทยาเบื้องต้นสำหรับครูประจำชั้นระดับมัธยมศึกษา, วรางคณา โสมะนันทน์

Journal of Education Studies

การศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดฝึกอบรมทักษะการปรึกษาเชิงจิตวิทยาเบื้องต้นสําหรับครูประจําชั้นระดับมัธยมศึกษา และศึกษาผลของการพัฒนาชุดฝึกอบรม ซึ่งผู้วิจัยออกแบบการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การพัฒนาชุดฝึกอบรมฯ และระยะที่ 2 การศึกษาผลการพัฒนาชุดฝึกอบรมฯกลุ่มเป้าหมายเป็นครูประจําชั้นระดับมัธยมศึกษาสังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ) จํานวน 14 คนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย 1) แบบวิเคราะห์ทักษะการปรึกษาเชิงจิตวิทยาเบื้องต้นที่จําเป็น 2) ชุดฝึกอบรมทักษะการปรึกษาเชิงจิตวิทยาเบื้องต้นสําหรับครูประจําชั้นระดับมัธยมศึกษา 3) แบบประเมินทักษะการปรึกษาเชิงจิตวิทยาเบื้องต้นสําหรับครู 4) แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับชุดฝึกอบรมผู้วิจัยวิเคราะห์ผลการวิจัยโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการวิเคราะห์ร้อยละความก้าวหน้าของการเรียนรู้ และวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของชุดฝึกอบรมด้วยเกณฑ์ 80/80 ผลการวิจัยในระยะที่ 1 พบว่าชุดฝึกอบรม ประกอบด้วยเนื้อหา 3 ส่วน ได้แก่ (1) ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการดูแลช่วยเหลือนักเรียนด้วยการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและ (2) การฝึกปฏิบัติทักษะการปรึกษาเชิงจิตวิทยา ส่วนผลการวิจัยในระยะที่ 2 พบว่า 1) ชุดฝึกมีค่าประสิทธิภาพของชุดการเรียนรู้ (E1/E2) เท่ากับ 88.20/80.00 ซึ่งเท่ากับเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2) กลุ่มเป้าหมายมีร้อยละความก้าวหน้าของผลสัมฤทธิ์ภายหลังการเข้าร่วมการฝึกอบรมทักษะการปรึกษาเชิงจิตวิทยา เท่ากับ 45.00 3) กลุ่มเป้าหมายมีความพึงพอใจต่อชุดฝึกอบรมอยู่ในระดับมากที่สุด


กลยุทธ์การพัฒนาครูด้านการสอนคิดวิเคราะห์ โรงเรียนมัธยมศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 8, วิศนี ใจฉกาจ, จุไรรัตน์ สุดรุ่ง Jan 2019

กลยุทธ์การพัฒนาครูด้านการสอนคิดวิเคราะห์ โรงเรียนมัธยมศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 8, วิศนี ใจฉกาจ, จุไรรัตน์ สุดรุ่ง

Journal of Education Studies

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัจจุบันของความต้องการในการพัฒนาครูด้านการสอนคิดวิเคราะห์ (2) สภาพพึงประสงค์และสภาพแวดล้อมของ (3) ศึกษาสภาพแวดล้อมของการพัฒนาครูด้านการสอนคิดวิเคราะห์ (4) นําเสนอกลยุทธ์การพัฒนาครูด้านการสอนคิดวิเคราะห์ ประชากร คือ ครูโรงเรียนสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 8 จํานวน 2,683 คน กลุ่มตัวอย่าง จํานวน 335 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ แล้วเลือกการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสํารวจฉบับร่างและแบบประเมินกลยุทธ์ สถิติที่ใช้ คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนี PNIModified และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยในระดับมาก (X = 3.88) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การสอนคิดวิเคราะห์เนื้อหา มีค่าเฉลี่ยระดับมาก (X = 3.93) สภาพพึงประสงค์ของการพัฒนาครูในภาพรวมพบว่า มีค่าเฉลี่ยระดับมาก (X = 4.32) พิจารณา รายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การสอนคิดวิเคราะห์เนื้อหา มีค่าเฉลี่ยระดับมาก (X= 4.35) ผลการทดสอบค่าดัชนีจัดเรียงลําดับความสําคัญความต้องการจําเป็น ในภาพรวมมีค่า PNImodified เท่ากับ 0.116เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า การสอนคิดวิเคราะห์ความสัมพันธ์ มีค่า PNImodified เท่ากับ 0.120 เป็นลําดับที่หนึ่ง ผลการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม พบว่า 1) จุดแข็ง (S) มีทั้งหมด 3 ประเด็น 2) จุดอ่อน (W)มีทั้งหมด 5 ประเด็น 3) โอกาส (O) มีทั้งหมด 9 ประเด็น 4) ภาวะคุกคาม (T) มีทั้งหมด 3 ประเด็น กลยุทธ์การพัฒนาครูด้านการสอนคิดวิเคราะห์ โรงเรียนมัธยมศึกษา สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 8ประกอบด้วย …


การบูรณาการพลังเด็กและเยาวชนกับพลังชุมชนท้องถิ่นในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านเด็กและเยาวชน: การวิจัยพหุกรณีศึกษา, สมพงษ์ จิตระดับ Jan 2019

การบูรณาการพลังเด็กและเยาวชนกับพลังชุมชนท้องถิ่นในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านเด็กและเยาวชน: การวิจัยพหุกรณีศึกษา, สมพงษ์ จิตระดับ

Journal of Education Studies

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการขึ้นโจทย์วิจัยของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ชุมชนของโครงการการบูรณาการพลังเด็กและเยาวชนกับพลังชุมชนท้องถิ่น ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบพหุกรณีศึกษาด้วยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมินพลังบูรณาการฯ 6 ด้าน แบบสัมภาษณ์ และแบบสังเกต ใช้การสัมภาษณ์โดยการสมัครใจ กับบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายในเรื่องการพัฒนางานด้านเด็กและเยาวชน วิเคราะห์ข้อมูลใช้หลักและเทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการวิจัย พบว่า ภาพรวมของทั้ง 12 พื้นที่ส่วนใหญ่มีจุดแข็งเรื่องพลัง อปท.และพลังเครือข่ายภายใน แต่มีข้อจํากัด คือ พลังเครือข่ายภายนอก รูปแบบของการขึ้นโจทย์วิจัยของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ชุมชนในการหาต้นทุนในท้องถิ่นทั้ง 12 พื้นที่นั้น จําแนกออกเป็น 3 รูปแบบที่สําคัญ คือ 1) การใช้ปัญหาในพื้นที่เป็นฐานในการขึ้นโจทย์วิจัย 2) ประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง และ 3) การขึ้นโจทย์วิจัยจากต้นทุนในพื้นที่ ข้อค้นพบจากการศึกษานี้จะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาศักยภาพขีดความสามารถ รวมทั้งเกิดคุณลักษณะของเด็กไทย 10 ประการโดยเน้นการสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างพลังเด็กและเยาวชนกับพลังชุมชนท้องถิ่นและพัฒนาเป็นพื้นที่ต้นแบบต่อไป


รูปแบบการจัดการศึกษาที่ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษา, สามารถ รุ่งเรือง, ประกอบ คุณารักษ์ Jan 2019

รูปแบบการจัดการศึกษาที่ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษา, สามารถ รุ่งเรือง, ประกอบ คุณารักษ์

Journal of Education Studies

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบ กําหนดรูปแบบ และประเมินรูปแบบการจัดการศึกษาที่ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษา กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ผู้อํานวยการ และตัวแทนครูโรงเรียนมัธยมศึกษาในโครงการโรงเรียนคุณธรรม โรงเรียนละ 1 คน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาในเขตภาคกลาง รวมทั้งหมด 240 โรง รวม 480 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามสภาพปัจจุบัน 2) แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และ 3) แบบประเมินรูปแบบ ผลการวิจัย พบว่า 1) องค์ประกอบสภาพการจัดการศึกษาที่ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษา ได้แก่ (1) วางแผนเพื่อศึกษาความต้องการในการระบุความรู้ที่จําเป็นสําหรับการพัฒนาคุณภาพชีวิตนักเรียน (2) กําหนดจุดหมาย หลักการ โครงสร้าง เนื้อหาสาระเพื่อการพัฒนาหลักสูตร 3) ออกแบบหน่วยการเรียนรู้ (4) กําหนดมาตรฐานและตัวบ่งชี้ (5) กําหนดเนื้อหาตามแต่ละหน่วยการเรียนรู้ (6) ออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้และคู่มือ (7) ออกแบบสื่อการเรียนรู้ (8) จัดการเรียนการสอนที่อยู่บนหลักการพัฒนาคุณภาพนักเรียนในศตวรรษที่ 21 (9) ประเมินผลการจัดการเรียนรู้ 2) รูปแบบการจัดการศึกษาที่พัฒนาขึ้นเป็นชุดของเนื้อหา วัตถุประสงค์ กระบวนการ วิธีการและการประเมินผล และ 3) รูปแบบการจัดการศึกษาที่พัฒนาขึ้นในภาพรวมมีความถูกต้อง เป็นไปได้ และเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุดและข้อมูลมีการกระจายตัวน้อย


การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนอ่านภาษาอังกฤษตามทฤษฎีโครงสร้างความรู้และแนวคิดการสอนแบบแลกเปลี่ยนบทบาทเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย, สุพรรษา ศรประเสริฐ, ฤดีรัตน์ ชุษณะโชติ Jan 2019

การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนอ่านภาษาอังกฤษตามทฤษฎีโครงสร้างความรู้และแนวคิดการสอนแบบแลกเปลี่ยนบทบาทเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย, สุพรรษา ศรประเสริฐ, ฤดีรัตน์ ชุษณะโชติ

Journal of Education Studies

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนอ่านภาษาอังกฤษตามทฤษฎีโครงสร้างความรู้และแนวคิดการสอนแบบแลกเปลี่ยนบทบาทระหว่างครูกับนักเรียน และเพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการเรียนการสอนอ่านภาษาอังกฤษ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสารวิทยา จํานวน 89 คน นักเรียนกลุ่มทดลอง จํานวน 48 คน และนักเรียนกลุ่มควบคุม จํานวน 41 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยแบบทดสอบ วัดความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษ แบบสังเกตพฤติกรรมการอ่าน และแบบบันทึกการเรียนรู้ ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการเรียนการสอนอ่านภาษาอังกฤษตามทฤษฎีโครงสร้างความรู้และแนวคิดการสอนแบบแลกเปลี่ยนบทบาทระหว่างครูกับนักเรียนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยขั้นตอนการสอน 6 ขั้น ได้แก่ ขั้นกระตุ้นและเชื่อมโยงความรู้และประสบการณ์เดิม ขั้นแนะนําบทอ่านและวิธีการ ขั้นฝึกอ่านด้วยตนเอง ขั้นตรวจสอบความเข้าใจในการอ่าน ขั้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการให้ข้อมูลป?อนกลับ และขั้นประเมินหลังการอ่านและประยุกต์ใช้ความรู้ ผลการใช้รูปแบบการเรียนการสอนอ่านภาษาอังกฤษตามทฤษฎีโครงสร้างความรู้ และแนวคิดการสอนแบบแลกเปลี่ยนบทบาทระหว่างครูกับนักเรียนพบว่า นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถใน การอ่านภาษาอังกฤษหลังการทดลองสูงขึ้นอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของบุคลากรที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนอิสลาม สังกัดกรุงเทพมหานคร, อัมรินทร์ โต๊ะลง, สุรชัย สิกขาบัณฑิต Jan 2019

ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของบุคลากรที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนอิสลาม สังกัดกรุงเทพมหานคร, อัมรินทร์ โต๊ะลง, สุรชัย สิกขาบัณฑิต

Journal of Education Studies

การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ระดับภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงของบุคลากรศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนอิสลาม (2) ระดับประสิทธิผลการบริหารของศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนอิสลาม (3) ภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงของบุคลากรที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนอิสลาม กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรทั้ง 74 ศูนย์ฯ จํานวน 275 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติที่เป็น ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลวิจัยพบว่า (1) ภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงของบุคลากรศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนอิสลาม โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก (2) ระดับประสิทธิผลการบริหารของศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนอิสลาม โดยภาพรวมและเป็นรายข้ออยู่ในระดับมากทุกข้อ (3) ภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงของบุคลากรที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนอิสลาม พบว่า ตัวแปรภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงของบุคลากรสามารถพยากรณ์ประสิทธิผลการบริหารศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนอิสลาม โดยรวมส่งผลอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งมีปัจจัยทางภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงของบุคลากรที่ทํานายประสิทธิผลของศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ทั้งหมด 5 ด้าน สามารถร่วมกันพยากรณ์ตัวแปรเกณฑ์ได้ดีประกอบด้วย ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ ด้านการบริหารการเปลี่ยนแปลง ด้านการสร้างแรงดลใจ ด้านการกระตุ้นการใช้ปัญญา และด้านการคํานึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล


การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนแบบผสมผสาน ด้วยการเรียนแบบทักษะปฏิบัติร่วมกับเครื่องมือทางปัญญาผ่านคลาวด์คอมพิวติ้ง เพื่อเสริมสร้างทักษะความคิดสร้างสรรค์ และการสร้างผลงานศิลปะของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ณัฐวรรณ เฉลิมสุข, อนิรุทธิ์ สติมั่น Jan 2019

การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนแบบผสมผสาน ด้วยการเรียนแบบทักษะปฏิบัติร่วมกับเครื่องมือทางปัญญาผ่านคลาวด์คอมพิวติ้ง เพื่อเสริมสร้างทักษะความคิดสร้างสรรค์ และการสร้างผลงานศิลปะของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ณัฐวรรณ เฉลิมสุข, อนิรุทธิ์ สติมั่น

Journal of Education Studies

การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนแบบผสมผสาน ด้วยการเรียนแบบทักษะปฏิบัติร่วมกับเครื่องมือทางปัญญาผ่านคลาวด์คอมพิวติ้งที่เสริมสร้างทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ และการสร้างผลงานศิลปะของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนสาธิต จำนวน 113 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่ม อย่างง่าย (Simple random sampling) เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามสภาพปัญหาและ ความต้องการ 2) รูปแบบการเรียนการสอนแบบผสมผสานแบบทักษะปฏิบัติร่วมกับเครื่องมือทางปัญญา ผ่านคลาวด์คอมพิวติ้ง 3) แผนการจัดการเรียนรู้ 4) แบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบการเรียน การสอน ผลการวิจัยพบว่า (1) รูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้นมี 6 องค์ประกอบ คือ 1) กิจกรรม การเรียนรู้ 2) แหล่งการเรียนรู้ 3) การให้ผลป้อนกลับ 4) การติดต่อสื่อสารระหว่างนักเรียน?ผู้สอน 5) การติดต่อสื่อสารระหว่างนักเรียน?นักเรียน และ 6) การประเมินผลการเรียน ขั้นตอนกิจกรรมการเรียนรู้ มี 6 ขั้น ได้แก่ ขั้นที่ 1) ค้นหา-สร้างแรงบันดาลใจ 2) รวบรวมข้อมูล 3) กระตุ้นความคิด 4) พินิจครุ่นคิด 5) ริเริ่มเอกลักษณ์ และ 6) วิพากษ์วิจารณ์-ประเมินผล (2) ผลการประเมินความเหมาะสมของ รูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่า มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (4.47, SD = 0.02) (3) ผลการประเมิน รูปแบบการเรียนการสอนโดยการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ มีความเหมาะสมอยู่ในระดับดี


กลยุทธ์การบริหารโรงเรียนตามแนวคิดการพัฒนาคุณภาพนักเรียนด้านประชาธิปไตย, ฤติ สุนทรสิงห์, ปองสิน วิเศษศิริ Jan 2019

กลยุทธ์การบริหารโรงเรียนตามแนวคิดการพัฒนาคุณภาพนักเรียนด้านประชาธิปไตย, ฤติ สุนทรสิงห์, ปองสิน วิเศษศิริ

Journal of Education Studies

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษากรอบแนวคิด (2) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพพึงประสงค์ (3) วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคาม และ (4) พัฒนากลยุทธ์ของการบริหารโรงเรียน ตามแนวคิดการพัฒนาคุณภาพนักเรียนด้านประชาธิปไตย โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน ใช้แบบสอบถาม ผู้ทรงคุณวุฒิ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ แบบประเมินแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา คือ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า PNImodified และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า (1) กรอบแนวคิดประกอบด้วยงานการบริหารโรงเรียนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา คุณภาพนักเรียนด้านประชาธิปไตย 3 ด้านคือ (ก) การจัดการเรียนการสอน (ข) การจัดกิจกรรมพัฒนา ผู้เรียน และ (ค) การจัดสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ และคุณภาพนักเรียนด้านประชาธิปไตย 3 ด้านคือ (ก) ความรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตย (ข) ทัศนคติแบบประชาธิปไตย และ (ค) ความสามารถแบบประชาธิปไตย (2) สภาพปัจจุบันและสภาพพึงประสงค์ของงานการบริหารโรงเรียนฯ ทั้งสามด้านอยู่ในระดับมาก สภาพปัจจุบันและสภาพพึงประสงค์ของคุณภาพนักเรียนด้านประชาธิปไตยทั้งสามด้านอยู่ในระดับมาก (3) จุดแข็งของงานด้านการบริหารโรงเรียน คือ การจัดการเรียนการสอน และ การจัดกิจกรรมพัฒนา ผู้เรียน ในขณะที่การจัดสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเป็นจุดอ่อน ส่วนจุดแข็งของคุณภาพนักเรียนด้าน ประชาธิปไตย คือ ทัศนคติแบบประชาธิปไตย ในขณะที่ความรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยและความสามารถแบบ ประชาธิปไตยเป็นจุดอ่อน (4) กลยุทธ์การบริหารโรงเรียน มี 3 กลยุทธหลัก คือ (ก) เร่งพัฒนาการจัด สิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ฯ เพื่อกระตุ้นให้การเรียนรู้ระเบิดจากภายใน (ข) ยกระดับการจัดกิจกรรมพัฒนา ผู้เรียน โดยให้นักเรียนเป็นผู้ริเริ่มการเรียนรู้ และ (ค) ปรับกระบวนทัศน์การจัดการเรียนการสอนฯ โดยให้อนาคตภาพของนักเรียนกำหนดการเรียนรู้


ผลการใช้วิธีการสอนแบบจับคู่ดูแลกันในวิชาการพัฒนาเครื่องมือวิจัยต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และพัฒนาการทางการเรียนของนิสิตหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต, อารีย์วรรณ อ่วมตานี Jan 2019

ผลการใช้วิธีการสอนแบบจับคู่ดูแลกันในวิชาการพัฒนาเครื่องมือวิจัยต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และพัฒนาการทางการเรียนของนิสิตหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต, อารีย์วรรณ อ่วมตานี

Journal of Education Studies

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและพัฒนาการทางการเรียน โดยใช้การเรียนแบบจับคู่ดูแลกัน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นิสิตพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต คณะพยาบาล ศาสตร์ จำนวน 45 คนที่ลงทะเบียนเรียนการพัฒนาเครื่องมือวิจัย สุ่มอย่างง่ายได้กลุ่มเรียนตอน ที่ 1 จำนวน 30 คน เป็นกลุ่มทดลองจับคู่ได้ 15 คู่ และกลุ่มเรียนตอนที่ 2 จำนวน 15 คน เป็นก ลุ่มควบคุม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการเรียนแบบจับคู่ดูแลกัน แผนการเรียน แบบปกติ และแบบทดสอบความรู้ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติที ผลการวิจัย พบว่า 1) กลุ่มทดลองหลังเรียนแบบจับคู่ดูแลกันมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง กว่ากลุ่มควบคุมที่เรียนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) กลุ่มทดลองหลังเรียน แบบจับคู่ดูแลกัน มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนได้รับการเรียนแบบจับคู่ดูแลกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) กลุ่มทดลองหลังได้รับการเรียนแบบจับคู่ดูแลกันมีคะแนน พัฒนาการทางการเรียนสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่เรียนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ข้อเสนอแนะจากผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การเรียนแบบจับคู่ดูแลกันสามารถเพิ่มประสิทธิภาพ การเรียนได้สูงกว่าการเรียนแบบปกติ ดังนั้นจึงควรนำรูปแบบการเรียนแบบจับคู่ดูแลกันไปประยุกต์ ใช้ในรายวิชาอื่น ๆ


ผลการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Steam Education โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อพัฒนาทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1, สุนารี ศรีบุญ, วิสูตร โพธิ์เงิน Jan 2019

ผลการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Steam Education โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อพัฒนาทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1, สุนารี ศรีบุญ, วิสูตร โพธิ์เงิน

Journal of Education Studies

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด STEAM education โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน 2) เพื่อศึกษาทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังการจัดการเรียนรู้ ตามแนวคิด STEAM education โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด STEAM education โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน กลุ่ม ตัวอย่างในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนด่านทับตะโกราษฎร์อุปถัมภ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 30 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัด การเรียนรู้ 2) แบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ 3) แบบประเมินทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าคะแนนเฉลี่ย (X) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และทดสอบค่าที (t-test) แบบ dependent ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ของ นักเรียนที่ใช้การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด STEAM education โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน หลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนหลัง การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด STEAM education โดยใช้ปัญหาเป็นฐานอยู่ในระดับสูง 3) ความพึงพอใจ ของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด STEAM education โดยใช้ปัญหาเป็นฐานอยู่ในระดับมาก


แนะนำหนังสือ: วัคซีนคุ้มภัยคนยุคดิจิทัล, ณิชาภัทร โทนรัตน์ Jan 2019

แนะนำหนังสือ: วัคซีนคุ้มภัยคนยุคดิจิทัล, ณิชาภัทร โทนรัตน์

Journal of Education Studies

No abstract provided.


การจัดการเรียนรู้จากงานของพ่อผ่านสะเต็มศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาและประสบการณ์ การเรียนรู้วิศวกรรมศาสตร์ของเด็กปฐมวัย, สิริญ์ลดาฌ์ เกียรติทวี, รัชชุกาญจน์ ทองถาวร, ไพบูลย์ อุปันโน Jan 2019

การจัดการเรียนรู้จากงานของพ่อผ่านสะเต็มศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาและประสบการณ์ การเรียนรู้วิศวกรรมศาสตร์ของเด็กปฐมวัย, สิริญ์ลดาฌ์ เกียรติทวี, รัชชุกาญจน์ ทองถาวร, ไพบูลย์ อุปันโน

Journal of Education Studies

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างหน่วยบูรณาการการเรียนรู้จากงานของพ่อผ่าน สะเต็มศึกษา 2) เพื่อศึกษาทักษะการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยที่เรียนรู้ผ่านสะเต็มศึกษา 3) เพื่อศึกษา ประสบการณ์การเรียนรู้วิศวกรรมศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่เรียนรู้ผ่านสะเต็มศึกษา กลุ่มเป้าหมายเป็น นักเรียนชั้นอนุบาล 3 โรงเรียนอนุบาลไชยโรจน์สิริล เชียงใหม่ จำนวน 17 คน โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้จากงานของพ่อผ่านสะเต็มศึกษา 2) แบบประเมินทักษะการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัย 3) แบบวัดประสบการณ์การเรียนรู้วิศวกรรมศาสตร์ ของเด็กปฐมวัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละและค่าเฉลี่ย กำหนดเกณฑ์คะแนนการผ่าน ร้อยละ 70.00 ตามที่โรงเรียนได้กำหนดไว้ในหลักสูตรสถานศึกษา ผลการวิจัยพบว่า 1) ได้หน่วยบูรณาการการเรียนรู้ จากงานของพ่อผ่านสะเต็มศึกษา จำนวน 3 หน่วย 2) ผลการศึกษาทักษะการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัย กลุ่มเป้าหมาย ได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 84.41 สูงกว่าเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนดไว้ คือ ร้อยละ 70.00 3) ผลการศึกษาประสบการณ์การเรียนรู้วิศวกรรมศาสตร์ของเด็กปฐมวัยกลุ่มเป้าหมาย ได้คะแนนเฉลี่ย ร้อยละ 94.51 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนดไว้ คือ ร้อยละ 70.00


การพัฒนาห้องเรียนแห่งการตื่นรู้, มนตรี วิวาห์สุข Jan 2019

การพัฒนาห้องเรียนแห่งการตื่นรู้, มนตรี วิวาห์สุข

Journal of Education Studies

การมีสติเผชิญกับสถานการณ์อย่างสร้างสรรค์และเป็นแบบแผนตามหลักพระพุทธศาสนาให้ เข้ากับการจัดการห้องเรียน ทำให้ผู้เขียนมั่นใจว่าการสังเกตความรู้สึกของตนเองเมื่อก้าวเข้าไปในห้องเรียน คือ จุดเริ่มต้นของห้องเรียนแห่งการตื่นรู้ ส่วนองค์ประกอบอื่น ๆ รวมทั้งผลที่เกิดจากการจัดห้องเรียนนั้น ไม่อาจสรุปตายตัวได้ เพราะความเปลี่ยนแปลงและแปลกใหม่มีอยู่เสมอซึ่งท้าทายให้เรียนรู้และพัฒนาต่อไป บทความนี้ถ่ายทอดประสบการณ์ในการพัฒนาห้องเรียนแห่งการตื่นรู้ประกอบด้วย 3 ระยะซึ่งพัฒนามา จากการประยุกต์การฝึกสติอย่างเป็นแบบแผนกับการจัดการห้องเรียน ระยะที่หนึ่ง คือ นวัตกรรม การเช็คชื่อ ระยะที่สอง คือ การจัดการเรียนการสอนประยุกต์: สติปัฏฐานกับการเรียนการสอน และระยะ ที่สาม คือ ห้องเรียนแห่งการตื่นรู้ ซึ่งสะท้อนความรู้สึก ความคิด และการจัดการของผู้เรียน


การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกการบริการของข้าราชการตำรวจไทย, สรช ชาติทอง, มนัสวาสน์ โกวิทยา, มิ่งขวัญ คงเจริญ Jan 2019

การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกการบริการของข้าราชการตำรวจไทย, สรช ชาติทอง, มนัสวาสน์ โกวิทยา, มิ่งขวัญ คงเจริญ

Journal of Education Studies

งานวิจัย เรื่อง การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกการบริการของข้าราชการ ตำรวจไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกการบริการของข้าราชการ ตำรวจไทย โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ข้าราชการตำรวจไทยที่ปฏิบัติหน้าที่พนักงานสอบสวน ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการเรียนรู้ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ 1) กระบวนการจัดการเรียนรู้ ได้แก่ (1.1) ขั้นผ่านประสบการณ์ (1.2) ขั้นผ่านการสะท้อนความคิด (1.3) ขั้นผ่านการตัดสินใจ และ (1.4) ขั้นผ่าน การปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง 2) หลักยึดถือปฏิบัติเพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกการบริการมี 8 ข้อ ได้แก่ (2.1) การเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ (2.2) การดำรงตนเหมาะสม (2.3) การช่วยเหลือประชาชน (2.4) การรู้จักควบคุมอารมณ์ (2.5) การมีความซื่อสัตย์สุจริต (2.6) การมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ (2.7) การเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และ (2.8) การเรียนรู้และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ 3) ปัจจัยของ การใช้รูปแบบมี 2 ปัจจัย ได้แก่ (3.1) ปัจจัยด้านบุคคล ได้แก่ ผู้สอน ผู้เรียน และบุคคลภายนอก (3.2) ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม ได้แก่ สภาพแวดล้อมที่ทำงาน และสภาพแวดล้อมอื่น ๆ และ 4) เงื่อนไข ของการใช้รูปแบบ ประกอบด้วย 2 เงื่อนไข ได้แก่ (4.1) เงื่อนไขจากบุคคล ประกอบด้วย ความพร้อมของ ผู้เรียน ประสบการณ์ พื้นฐานการศึกษา และวิธีการสะท้อนความคิด (4.2) เงือ่ นไขจากหนว่ ยงาน ประกอบดว้ ย รางวัลและแรงจูงใจ บทลงโทษทางวินัย และความต่อเนื่องของการดำเนินการในการสร้างจิตสำนึกการบริการ


สิ่งอำนวยความสะดวกและการดัดแปลงห้องเรียนภาษาอังกฤษแบบการจัดการเรียนรวม สำหรับนักศึกษาที่มีการได้ยินปกติและนักศึกษาที่มีความบกพร่องในการได้ยิน, สมร สุทธิปิยภัทร, จุฑารัตน์ วิบูลผล, สิริลักษณ์ โปร่งสันเทียะ Jan 2019

สิ่งอำนวยความสะดวกและการดัดแปลงห้องเรียนภาษาอังกฤษแบบการจัดการเรียนรวม สำหรับนักศึกษาที่มีการได้ยินปกติและนักศึกษาที่มีความบกพร่องในการได้ยิน, สมร สุทธิปิยภัทร, จุฑารัตน์ วิบูลผล, สิริลักษณ์ โปร่งสันเทียะ

Journal of Education Studies

บทความนี้เสนอการพัฒนาโมเดลการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ DI & UD สำหรับ ห้องเรียนแบบการจัดการเรียนรวมสำหรับนักศึกษาที่มีการได้ยินปกติและที่มีความบกพร่องในการได้ยิน โมเดลนี้พัฒนาขึ้นโดยใช้การจัดบริการสิ่งอำนวยความสะดวกและการดัดแปลงตามแนวคิดการสอน ตามความสามารถของผู้เรียนและการออกแบบการเรียนรู้ที่เป็นสากล ผลการทดลองโมเดลการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ DI & UD ในรายวิชาภาษาอังกฤษ พื้นฐานที่มีการจัดการเรียนรวม ซึ่งมีนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่มีการได้ยินปกติจำนวน 50 คนและ นักศึกษาที่มีความบกพร่องในการได้ยินจำนวน 4 คน พบว่าโมเดลสามารถเสริมสร้างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ภาษาอังกฤษ ทักษะทางสังคม และความยึดมั่นผูกพันกับการเรียนของนักศึกษาทั้งสองกลุ่ม อย่างไรก็ตาม โมเดลมีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษและความยึดมั่นผูกพันกับการเรียนของนักศึกษาทั้งสอง กลุ่มแตกต่างกัน งานวิจัยนี้จึงเสนอแนะให้ศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางการให้บริการสิ่งอำนวย ความสะดวกแก่นักศึกษาที่มีความบกพร่องในการได้ยิน การดัดแปลงสื่อการเรียนการสอน กิจกรรม การเรียนการสอนและการประเมินผลที่เหมาะสมกับบริบทแวดล้อมและทรัพยากรที่มีอยู่ในสถานศึกษา แต่ละแห่ง เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการและความสามารถสำหรับนักศึกษาทั้งสองกลุ่ม


สภาพปัญหาการวัดและประเมินผลการเรียนรู้วิชาพลศึกษาของโรงเรียนสาธิต สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา, สริน ประดู่, สมบัติ อ่อนศิริ, อำนวย ตันพานิชย์, มนธีร์ จิตต์อนันต์ Jan 2019

สภาพปัญหาการวัดและประเมินผลการเรียนรู้วิชาพลศึกษาของโรงเรียนสาธิต สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา, สริน ประดู่, สมบัติ อ่อนศิริ, อำนวย ตันพานิชย์, มนธีร์ จิตต์อนันต์

Journal of Education Studies

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการวัดและประเมินผลการเรียนรู้วิชาพลศึกษา ของโรงเรียนสาธิต สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ครู วิชาพลศึกษาของโรงเรียนสาธิตจำนวน 186 คน สภาพปัญหาการวัดและประเมินผลการเรียนรู้วิชาพลศึกษา ด้านความรู้ ครูพลศึกษาส่วนใหญ่ เลือกประเมินด้วยข้อสอบปรนัย ด้านทักษะกีฬา ครูพลศึกษาส่วนใหญ่ประเมินทักษะกีฬาเชิงปริมาณโดย ใช้แบบทดสอบและข้อทดสอบทักษะกีฬาที่ครูสร้างขึ้น ส่วนเชิงคุณภาพครูพลศึกษาส่วนใหญ่เลือกใช้เกณฑ์ การประเมิน (Scoring rubric) ด้านคุณธรรมและจริยธรรม ด้านคุณลักษณะที่พึ่งประสงค์ ครูพลศึกษา ส่วนใหญ่เลือกใช้แบบสังเกตพฤติกรรม ด้านสมรรถภาพทางกาย ครูพลศึกษาส่วนใหญ่เลือกใช้แบบทดสอบ และเกณฑ์มาตรฐานสมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับสุขภาพ สภาพปัญหาที่ครูพลศึกษาพบในการวัดและประเมินผล ได้แก่ 1) ด้านความรู้ คือ การออกข้อสอบทั้งแบบปรนัยและอัตนัยไม่สามารถวัดได้ตรงตามวัตถุประสงค์ 2) ด้านทักษะกีฬา คือ การเลือกแบบทดสอบทักษะกีฬาไม่เหมาะสมกับความสามารถของนักเรียน 3) ด้านสมรรถภาพทางกาย คือ จำนวนเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการทดสอบไม่เพียงพอ 4) ด้านคุณธรรมและจริยธรรม คือ การวัดคุณธรรมและจริยธรรมได้ไม่ครบทุกด้าน 5) ด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์ คือ ขาดแบบสังเกต ที่วัดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่เป็นมาตรฐาน


ผลการใช้ควิซออนไลน์รายสัปดาห์ต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเองและเจตคติของผู้เรียน ระดับปริญญาบัณฑิต ในรายวิชาการควบคุมน้ำหนัก, วรัญญา เตชะสุขถาวร Jan 2019

ผลการใช้ควิซออนไลน์รายสัปดาห์ต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเองและเจตคติของผู้เรียน ระดับปริญญาบัณฑิต ในรายวิชาการควบคุมน้ำหนัก, วรัญญา เตชะสุขถาวร

Journal of Education Studies

วัตถุประสงค์ของงานวิจัย คือ เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเองและเจตคติเมื่อทำ ควิซออนไลน์รายสัปดาห์ เครื่องมือวิจัย 1) แบบทดสอบควิซออนไลน์รายสัปดาห์ ชนิดข้อสอบหลายตัว เลือก 10 ชุด บนระบบ Blackboard 2) แบบประเมินด้านพฤติกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเอง 20 ข้อ ที่ปรับ มาจาก Self-directed learning readiness scale และ 3) แบบประเมินเจตคติของผู้เรียนต่อการใช้ ควิซออนไลน์ 10 ข้อ กลุ่มตัวอย่าง คือ นิสิตปริญญาตรีที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาการควบคุมนํ้าหนัก ปีการศึกษา 2558 จำนวน 123 คน ดำเนินการเก็บข้อมูลพฤติกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเองในสัปดาห์ที่ 2, 7 และ 12 และเก็บข้อมูลด้านเจตคติของผู้เรียนในสัปดาห์ที่ 2 และ 12 ผลคะแนนแบบประเมินด้านพฤติกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเองใน 3 ครั้ง วิเคราะห์ด้วยค่าสถิติ Repeated ANOVA พบว่าแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ และวิเคราะห์ผลเปรียบเทียบทางด้าน เจตคติ 2 ครั้ง ด้วยค่าสถิติ Paired t-test พบว่าด้านที่มีผลต่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง คือ การทำควิซออนไลน์ รายสัปดาห์ช่วยลดเวลาการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบกลางภาค/ปลายภาคได้ จึงสรุปได้ว่า ควิซออนไลน์ รายสัปดาห์ไม่มีผลต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเอง แต่ช่วยผู้เรียนบริหารจัดการเวลาอ่านหนังสือเพื่อ เตรียมสอบได้น้อยลง


Nurturing Undergraduates' Innovation Skills In Creative Faculties In Thailand, Sawitree Sutthijakra Jan 2019

Nurturing Undergraduates' Innovation Skills In Creative Faculties In Thailand, Sawitree Sutthijakra

Journal of Education Studies

Higher education plays a crucial role in developing innovative graduates who have been increasingly sought out by firms offering new and creative products or services to escape from a price-war competition. This paper attempts to investigate how universities can equip students with innovation skills so that students can become innovative graduates. Through a qualitative approach, in-depth interviews with twenty seven deans and three deputy deans of thirty creative faculties in ten universities in Bangkok, Thailand, and documentation were employed. The results show that creative faculties deploy a multi-disciplinary approach and collective learning to nurture students' innovation skills through three mechanisms, …


รูปแบบการจัดการศึกษานอกสถานที่ร่วมกับพหุศิลปศึกษาเชิงแบบแผน เพื่อส่งเสริมสุนทรียะของนักเรียนประถมศึกษา, สมใจ จงรักวิทย์ Jan 2019

รูปแบบการจัดการศึกษานอกสถานที่ร่วมกับพหุศิลปศึกษาเชิงแบบแผน เพื่อส่งเสริมสุนทรียะของนักเรียนประถมศึกษา, สมใจ จงรักวิทย์

Journal of Education Studies

สุนทรียะ คือ ความรู้สึกซาบซึ้งในคุณค่าของสิ่งที่งดงามหรือรื่นรมย์ ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติหรือ งานศิลปะ ที่พัฒนาได้ด้วยการศึกษาและฝึกฝนจนเป็นนิสัย เกิดรสนิยม ซึ่งเป็นพื้นฐานที่มีคุณค่าต่อคุณภาพ ของชีวิตมนุษย์ การจัดการศึกษาทางด้านสุนทรียะมีความสำคัญต่อนักเรียนในวัยประถมศึกษาที่ควรได้รับ การวางรากฐานของพัฒนาการที่ดีอันจะทำให้เติบโตขึ้นเป็นผู้ที่มีสุนทรียภาพ พหุศิลปศึกษาเชิงแบบแผน เป็นทฤษฎีการจัดการเรียนการสอนศิลปศึกษาที่เน้นการบูรณาการความรู้ 4 แกน คือ ประวัติศาสตร์ศิลป์ ศิลปปฏิบัติ ศิลปวิจารณ์และสุนทรียภาพ ซึ่งเป็นแกนที่สำคัญต่อการพัฒนานักเรียนและจัดการเรียนรู้ให้ นักเรียนได้รับประสบการณ์ตรงด้านสุนทรียะด้วยการจัดการศึกษานอกสถานที่ เพื่อให้นักเรียนได้สังเกต สำรวจสิ่งแวดล้อมรอบตัวด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า ทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย มี ความละเอียดอ่อนลึกซึ้งในการคิดพิจารณาและส่งเสริมสุนทรียะของนักเรียน ซึ่งรูปแบบการจัดการศึกษา นอกสถานที่ร่วมกับพหุศิลปศึกษาเชิงแบบแผนเพื่อส่งเสริมสุนทรียะของนักเรียนประถมศึกษามี 7 ขั้นตอน คือ (1) กำหนดกิจกรรมการไปทัศนศึกษา (2) สำรวจสถานที่จริง (3) วางแผนจัดกิจกรรมการศึกษา นอกสถานที่ (4) จัดเตรียมเอกสารและอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำกิจกรรม (5) จัดการเรียนรู้เกี่ยวกับบุคคลและ สถานที่ก่อนการไปทัศนศึกษา (6) จัดกิจกรรมตามแผนและกำหนดการที่วางไว้ และ (7) สรุป ประเมินผล และรายงานผล เพื่อพัฒนาการจัดกิจกรรมต่อไป


ทักษะการดำรงชีวิตและการทำงานของนักเรียนประถมศึกษา: การพัฒนาโมเดลและแบบวัดออนไลน์, ภูมิ พระรักษา, วนิดา สิมพล, ศิริเดช สุชีวะ Jan 2019

ทักษะการดำรงชีวิตและการทำงานของนักเรียนประถมศึกษา: การพัฒนาโมเดลและแบบวัดออนไลน์, ภูมิ พระรักษา, วนิดา สิมพล, ศิริเดช สุชีวะ

Journal of Education Studies

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างโมเดลการวัด พัฒนาเครื่องมือวัดออนไลน์ และศึกษาระดับ ทักษะการดำรงชีวิตและการทำงานของนักเรียนประถมศึกษา ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้ทรงคุณวุฒิ 11 คน และ นักเรียน 646 คน โดยสุ่มแบบหลายขั้นตอน วิเคราะห์ข้อมูลตามทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม ทฤษฎี การตอบสนองข้อสอบแบบพหุมิติ และความตรงเชิงโครงสร้างโดยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ผลการวิจัยพบว่า โมเดลการวัดทักษะการดำรงชีวิตและการทำงานของนักเรียนมี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ความยืดหยุ่นและการปรับตัว 2) ความคิดริเริ่มและการชี้นำตนเอง 3) ทักษะทางสังคมและการเรียนรู้ ข้ามวัฒนธรรม 4) การเพิ่มผลผลิตและความรู้รับผิด และ 5) ภาวะผู้นำและความรับผิดชอบ เครื่องมือใน การวิจัยเป็นแบบวัดออนไลน์ 22 ข้อ เป็นการวัดการตัดสินใจเชิงสถานการณ์ แบบปรนัย 4 ตัวเลือก ตอบถูก ได้ 1 ตอบผิดได้ 0 โมเดลการวัด มีความตรงเชิงโครงสร้าง ด้วยค่า ?2 = 50.302, df = 37, p = 0.0711, CFI = 0.990, TLI = 0.986, RMSEA = 0.024, SRMR = 0.025 มีค่าอำนาจจำแนก (r) 0.1441 ถึง 0.5233 และค่าความยาก (p) 0.42 ถึง 0.88 และมีค่าความเที่ยงเท่ากับ .818 ค่าพารามิเตอร์อำนาจจำแนก 0.29 ถึง 3.04 ค่าพารามิเตอร์ความยาก -2.01 ถึง 1.31 แสดงว่า แบบวัดมีค่าความยากและอำนาจจำแนก ปานกลาง มีความเที่ยงสูงและนักเรียนมีทักษะการดำรงชีวิตและการทำงานอยู่ในระดับมาก


The Social Determinant Factors And Policy Recommendations For An Efficient Management Of State Educational Funding: A Case Of Vocational Education In Thailand, Damrong Tumthong, Patcharin Sirasoonthorn, Robin Humphrey, Aumporn Lincharoen, Taweesak Siripornpaibu Jan 2019

The Social Determinant Factors And Policy Recommendations For An Efficient Management Of State Educational Funding: A Case Of Vocational Education In Thailand, Damrong Tumthong, Patcharin Sirasoonthorn, Robin Humphrey, Aumporn Lincharoen, Taweesak Siripornpaibu

Journal of Education Studies

This article has two major objectives; to analyze the factors affecting the state's education funding for vocational education, and to provide policy recommendations for a better management. The authors applied the embedded design of mixed method. Four hundred samples from student-borrowers of vocational education were selected from a stratified three-stage cluster sampling. The rating scale questionnaires were employed and the multiple regression was applied for the data analysis. Qualitative research's grassroots technique was later applied through an in-depth interview of 10 student-borrowers of vocational education in Northeastern Thailand. The content analysis was used to assess the results. Results of the …


เด็กปฐมวัยกับการเป็นพลเมืองดิจิทัล: โอกาสหรือความเสี่ยง, กุลชาติ พันธุ์วรกุล, เมษา นวลศรี Jan 2019

เด็กปฐมวัยกับการเป็นพลเมืองดิจิทัล: โอกาสหรือความเสี่ยง, กุลชาติ พันธุ์วรกุล, เมษา นวลศรี

Journal of Education Studies

เด็กปฐมวัยอยู่ในช่วงวัยที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วในยุคที่มีการขับเคลื่อนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างไม่หยุดนิ่ง เด็กวัยนี้จึงจําเป็นต้องมีทักษะในศตวรรษที่ 21 เพื่อสร้างโอกาสสําคัญใน การเติบโตเป็นพลเมืองที่มีความสามารถในการรู้เท่าทันสื่อภายใต้มิติแห่งความหลากหลายด้านสื่อเทคโนโลยี ซึ่งบทความฉบับนี้ได้นําเสนอองค์ประกอบเกี่ยวกับสภาพการณ์ในปัจจุบันของการใช้สื่อดิจิทัลของเด็กไทย คุณค่าของการเป็นพลเมืองดิจิทัลที่มีต่อเด็กปฐมวัย ปัจจัยและความเสี่ยงในยุคดิจิทัลที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการเด็กปฐมวัย รวมถึงการสร้างโอกาสให้แก่เด็กปฐมวัยสู่การเป็นพลเมืองในยุคดิจิทัล โดยมีครูและ ผู้ปกครองเป็นกลไกสําคัญในการพัฒนาเด็กอย่างมีคุณภาพ ผ่านบทบาทการเป็นแบบอย่างที่ดี มีความสามารถในการคัดกรองสื่อที่มีคุณภาพ และมีทักษะในการประสานความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวเด็ก พัฒนาไปสู่การเกิดทักษะการเป็นพลเมืองดิจิทัล หรือที่เรียกว่า "ความฉลาดทางดิจิทัล"


การพัฒนากรอบแนวคิดของรูปแบบการจัดประสบการณ์ โดยบูรณาการการสลับภาษาและวิธีการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง เพื่อส่งเสริมความสามารถทางภาษาอังกฤษของเด็กอนุบาล, ปุณยวีร์ จิโรภาสวรพงศ์, วรวรรณ เหมชะญาติ, ดวงกมล ไตรวิจิตรคุณ Jan 2019

การพัฒนากรอบแนวคิดของรูปแบบการจัดประสบการณ์ โดยบูรณาการการสลับภาษาและวิธีการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง เพื่อส่งเสริมความสามารถทางภาษาอังกฤษของเด็กอนุบาล, ปุณยวีร์ จิโรภาสวรพงศ์, วรวรรณ เหมชะญาติ, ดวงกมล ไตรวิจิตรคุณ

Journal of Education Studies

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนากรอบแนวคิดของรูปแบบการจัดประสบการณ์โดยบูรณาการการสลับภาษาและวิธีการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทางเพื่อส่งเสริมความสามารถทางภาษาอังกฤษของเด็กอนุบาล โดยการทบทวนแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักการสอนภาษาอังกฤษสําหรับเด็กอนุบาล การสลับภาษา วิธีการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง ความสามารถทางภาษาอังกฤษของเด็กอนุบาล ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศ และต่างประเทศกรอบแนวคิดของรูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย หลักการของรูปแบบ 4 ประการ คือ (1) การพัฒนาทักษะการฟังอย่างเข้าใจ (2) การออกคําสั่งและทําท่าทางประกอบ (3) การใช้ภาษาแม่สลับกับภาษาอังกฤษอย่างเป็นธรรมชาติ และ (4) ตรวจสอบความเข้าใจของเด็กอย่างสม่ําเสมอ ขั้นตอนการจัดการเรียนการสอน 4 ขั้น คือ (1) ขั้นทบทวนความรู้ (2) ขั้นสาธิตให้ดู (3) ขั้นฝึกปฏิบัติ และ (4) ขั้นสรุปความเข้าใจ การประเมินผลความสามารถทางภาษาอังกฤษของเด็กอนุบาลใน 2 ด้าน คือ ด้านการเข้าใจความหมายของคําศัพท์/ประโยคที่ฟัง และด้านการถ่ายโอนข้อมูลจากสิ่งที่ฟัง ซึ่งกรอบแนวคิดที่ได้จะนําไปพัฒนาเป็นรูปแบบการจัดประสบการณ์โดยบูรณาการการสลับภาษาและวิธีการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทางเพื่อส่งเสริมความสามารถทางภาษาอังกฤษของเด็กอนุบาลต่อไป


การวิเคราะห์ความสุขในการเรียนรู้ของนักศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์, เมษา นวลศรี Jan 2019

การวิเคราะห์ความสุขในการเรียนรู้ของนักศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์, เมษา นวลศรี

Journal of Education Studies

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ความสุขในการเรียนรู้ของนักศึกษาคณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ 2) เปรียบเทียบความสุขในการเรียนรู้ของนักศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จําแนกตามเพศกลุ่มสาขาวิชาที่เรียน และชั้นปี กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาจํานวน 250 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามชนิดมาตรประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้สถิติเชิงสรุป อ้างอิง ได้แก่ t-test และ F-test ด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัย พบว่า 1) นักศึกษาคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ มีระดับความสุขในการเรียนรู้โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M = 3.88, SD = 0.50) และ 2) ความสุขในการเรียนรู้ของนักศึกษาไม่แตกต่างกันตามเพศ กลุ่มสาขาวิชา และ ชั้นปี