Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Law (2610)
- Social and Behavioral Sciences (1871)
- Medicine and Health Sciences (1656)
- Education (1170)
- Arts and Humanities (847)
-
- Life Sciences (695)
- Higher Education (539)
- Business (533)
- Communication (427)
- Physical Sciences and Mathematics (391)
- History (367)
- Sociology (351)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (302)
- Animal Sciences (293)
- Mass Communication (283)
- Veterinary Medicine (279)
- Journalism Studies (261)
- Psychology (261)
- Health Law and Policy (234)
- Environmental Sciences (216)
- Medical Sciences (216)
- Religion (209)
- Public Health (198)
- Economics (182)
- Engineering (179)
- Educational Administration and Supervision (174)
- Environmental Law (163)
- Nursing (163)
- Library and Information Science (162)
- Accounting (144)
- Institution
-
- University of Nebraska - Lincoln (446)
- TÜBİTAK (355)
- University of New Hampshire (352)
- University of Montana (334)
- University of Mississippi (330)
-
- Eastern Illinois University (262)
- University of North Dakota (261)
- University of South Florida (230)
- Western Kentucky University (214)
- Bowling Green State University (212)
- Chulalongkorn University (208)
- University of New Mexico (206)
- Murray State University (200)
- California Polytechnic State University, San Luis Obispo (174)
- San Jose State University (173)
- Villanova University Charles Widger School of Law (171)
- California State University, San Bernardino (170)
- Marshall University (156)
- Grand Valley State University (154)
- West Virginia University (152)
- Nova Southeastern University (150)
- Western Michigan University (143)
- Utah State University (142)
- Southern Illinois University Carbondale (138)
- Gallaudet University (130)
- University of San Diego (128)
- University of Dayton (126)
- Brigham Young University - Hawaii (122)
- Eastern Michigan University (122)
- Brigham Young University Law School (119)
- Keyword
-
- Newspaper (380)
- 1999 (206)
- Bowling Green State University (188)
- EIU (175)
- Newsletter (153)
-
- Eastern Illinois University (152)
- Daily Eastern News (150)
- B.G. News (141)
- BG News (141)
- Spartan Daily (123)
- Kentucky (96)
- Deaf News (92)
- DeafDigest (92)
- Faculty (92)
- History (92)
- News (90)
- Spanish (84)
- Education (83)
- Latin America (83)
- Student newspaper (83)
- College student newspapers and periodicals (82)
- Industry (82)
- University of New Mexico (82)
- LADB (80)
- LAII (80)
- Latin American and Iberian Institute (80)
- UNM (80)
- Higher education (79)
- News Releases (75)
- Press release; media release; press statement; news media information (74)
- Publication
-
- Theses and Dissertations (220)
- Turkish Journal of Veterinary & Animal Sciences (199)
- The Murray Ledger & Times (165)
- Turkish Journal of Medical Sciences (144)
- BG News (Student Newspaper) (141)
-
- Masters Theses (126)
- Spartan Daily (School of Journalism and Mass Communications) (123)
- Graduate Theses, Dissertations, and Problem Reports (ETD) (119)
- Faculty Scholarship (115)
- Faculty Publications (107)
- Theses (107)
- Utah Court of Appeals Briefs (1996–2006) (99)
- Notre Dame Law Review (95)
- Cal Poly Student Newspaper (93)
- Montana Kaimin, 1898-present (92)
- The Parthenon (89)
- Chulalongkorn Medical Journal (88)
- 1999 Decisions (84)
- Articles (84)
- Obituaries (76)
- Graduate Student Theses, Dissertations, & Professional Papers (75)
- University of Mississippi News (75)
- University of Montana News Releases, 1928, 1956-present (74)
- UNLV Retrospective Theses & Dissertations (70)
- Student Newspapers (69)
- Newsletters (68)
- Daily Mississippian (all digitized issues) (67)
- WKU Administration Documents (65)
- Theses Digitization Project (61)
- LSU Historical Dissertations and Theses (59)
- Publication Type
- File Type
Articles 10051 - 10080 of 15106
Full-Text Articles in Entire DC Network
1999-2000 Just The Facts, University Of San Diego
1999-2000 Just The Facts, University Of San Diego
USD Fact Books (1985- )
No abstract provided.
ความต้องการการบําบัดรักษาทางทันตกรรมของข้าราชการผู้สูงอายุของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ปรารมภ์ ซาลิมี, เพ็ชรา เตชะกัมพุช, ดุษฎี ก่อก้องวิศรุต, สดใส วิโรจน์ศักดิ์
ความต้องการการบําบัดรักษาทางทันตกรรมของข้าราชการผู้สูงอายุของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ปรารมภ์ ซาลิมี, เพ็ชรา เตชะกัมพุช, ดุษฎี ก่อก้องวิศรุต, สดใส วิโรจน์ศักดิ์
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาแนวโน้มของความต้องการการบริการทางทันตกรรมในกลุ่มข้าราชการผู้สูงอายุของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเป็นข้อมูลในการวางแผนในการให้บริการแก่ผู้สูงอายุ ซึ่งจะมีขึ้นในอนาคตที่หน่วยทันตกรรมผู้สูงอายุ โรงพยาบาลคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิธีการศึกษา การวิจัยทําโดยการส่งแบบสอบถามจํานวน 686 ฉบับ ไปยังกลุ่มเป้าหมาย 2 กลุ่มในระหว่าง เดือนมกราคม ถึงกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2539 กลุ่มเป้าหมายกลุ่มแรกคือข้าราชการผู้สูงอายุ มีอายุ 55-60 ปี และ กลุ่มที่สองคือผู้ที่มีอายุ 60 ปี ไปแล้ว แบบสอบถามประกอบด้วย ประวัติส่วนบุคคล สภาพในช่องปาก และ การใช้ฟันปลอม สภาวะที่เกี่ยวข้องกับข้อต่อขากรรไกร และการใช้บริการทําฟัน ข้อมูลที่ได้นํามารวบรวมและวิเคราะห์ด้วยวิธี chi-square ผลการศึกษาและสรุปผล จากการสํารวจมีผู้ตอบแบบสอบถามกลับมาจํานวน 319 ฉบับ ผู้ตอบแบบสอบถาม ร้อยละ 84 มีการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป ร้อยละ 67 มีโรคประจําตัว ในขณะที่ร้อยละ 53 ใช้ยาเป็น ประจํา ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 52 มีจํานวนฟันธรรมชาติเหลืออยู่มากกว่า 10 ในขากรรไกรบน และ ร้อยละ 55 ในขากรรไกรล่าง นอกจากนี้ร้อยละ 50 ใช้ฟันปลอมบางส่วนแบบถอดได้ ในเรื่องสภาวะที่เกี่ยวข้อง กับข้อต่อขากรรไกร ข้าราชการอายุ 55-60 ปี จะมีอาการข้อต่อขากรรไกรมากกว่าข้าราชการเกษียณอายุ แต่ ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสําคัญ (p>0.05) และพบว่าเพศหญิงมีอาการนี้มากกว่าเพศชายอย่างมีนัยสําคัญ (p>0.05) ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 59 ไปรับบริการทางทันตกรรมที่โรงพยาบาลหรือคลินิกเอกชน และข้าราชการอายุ 55-60 ปี มีความสะดวกที่จะรับบริการที่คณะทันตแพทยศาสตร์มากกว่าข้าราชการเกษียณอายุ การให้บริการทาง ทันตกรรมแก่ผู้สูงอายุควรสอบถามถึงโรคประจําตัว และการใช้ยาซึ่งอาจจะมีผลเกี่ยวข้องกับการให้บริการ และควรมีการเตรียมการให้บริการในการใส่ฟันปลอมถอดได้หรือติดแน่นมากขึ้น
พฤติกรรมการรับบริการทางทันตกรรมของผู้ป่วยที่มาถอนฟันที่โรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลชุมชนจังหวัดสุพรรณบุรี, วรนุช พร้อมนาวิน
พฤติกรรมการรับบริการทางทันตกรรมของผู้ป่วยที่มาถอนฟันที่โรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลชุมชนจังหวัดสุพรรณบุรี, วรนุช พร้อมนาวิน
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมการรับบริการรักษาทางทันตกรรมของผู้ป่วยที่มาถอนฟันที่โรงพยาบาลศูนย์เจ้าพระยายมราช และโรงพยาบาลชุมชนอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี วัสดุและวิธีการ ศึกษาในผู้ป่วย 185 คน อายุระหว่าง 17-65 ปี มาถอนฟันที่โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช 92 คน และที่โรงพยาบาลอู่ทอง 93 คน เก็บข้อมูลในช่วงเวลา 3 สัปดาห์ โดยให้ผู้ป่วยกรอกแบบสอบถามเอง ทันตแพทย์ ตรวจฟัน บันทึกผลของการรักษาอย่างเหมาะสมสุด ผลการให้บริการที่ผู้ป่วยเห็นชอบและได้รับบริการจริง วิเคราะห์ ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และสถิติวิเคราะห์ โดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ SPSS for windows ทดสอบความสอดคล้อง ด้วยสถิติ Kappa ผลการศึกษา พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในวัยทํางาน อาชีพรับจ้าง มารักษาโรงพยาบาลทั้ง 2 แห่งนี้ มีพฤติกรรม การรักษาทางทันตกรรมที่คล้ายคลึงกัน กล่าวคือส่วนใหญ่มาพบทันตแพทย์ด้วยอาการที่เป็นมากแล้ว คือ ปวดฟัน ฟันโยก เคี้ยวแล้วเจ็บ ฟันเหลือแต่ราก และผู้ป่วยทั้งสองโรงพยาบาลที่มารับบริการถอนฟัน ยังสามารถรักษาคลอง รากฟันได้ร้อยละ 21.7 และ 10.8 ตามลําดับ ส่วนใหญ่ผู้ป่วยไม่ต้องการเก็บรักษาฟันไว้ ที่ต้องการเก็บฟันไว้มีเพียง ร้อยละ 3.3 และ 2.2 เท่านั้น และพบว่างานบริการทันตกรรมที่ทันตแพทย์วินิจฉัย กับงานบริการทันตกรรมที่ผู้ป่วย ได้รับจริงมีความสอดคล้องกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ อยู่ในระดับน้อย สรุป ผู้ป่วยทั้งโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลชุมชน ยังมีพฤติกรรมการรักษาทางทันตกรรมที่คล้ายคลึงกันและไม่ ถูกต้อง ผู้ป่วยจะมาพบทันตแพทย์เมื่อมีอาการมากแล้ว ผู้ป่วยชอบที่จะถอนฟันเพื่อให้พ้นจากความเจ็บปวด ดังนั้น ทันตแพทย์ควรอธิบายแผนการรักษาทุกครั้งก่อนให้บริการ และใช้เวลามากขึ้นเพื่ออธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจ เปลี่ยนพฤติกรรม ทัศนคติ ความเชื่อในการดูแลรักษาฟัน และตระหนักถึงความสําคัญของการมีฟันธรรมชาติไว้ใช้ในช่องปาก
ผลของยาแก้ปวด (4 ชนิด) ต่อการลดอาการปวดและปฏิกิริยาการอักเสบภายหลังการผ่าตัดฟันคุด, สุรินทร์ ตั้งสุภูมิ
ผลของยาแก้ปวด (4 ชนิด) ต่อการลดอาการปวดและปฏิกิริยาการอักเสบภายหลังการผ่าตัดฟันคุด, สุรินทร์ ตั้งสุภูมิ
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ ศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพต่อการลดอาการปวดและปฏิกิริยาการอักเสบของยาแก้ปวด 4 ชนิด ได้แก่ ยาพาราเซททามอล 1000 มก. ยาไอบูโปรเฟน 400 มก. ยาโลโซโปรเฟน 60 มก. และยาไดคอลฟีแนคโซเดียม 25 มก. ภายหลังการผ่าตัดฟันคุดของฟันกรามล่างซี่ที่สาม วิธีการศึกษา ผู้เข้ารับการศึกษาจํานวน 126 ราย แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม แต่ละกลุ่มให้รับประทานยาชนิดใดชนิดหนึ่ง ทันทีภายหลังการผ่าตัดฟันคุดและให้รับประทานยาต่อทุก 4 ชั่วโมง บันทึกอาการปวดเป็นคะแนนลงในแบบบันทึก ทุก ๆ 1 ชั่วโมง เริ่มบันทึกทันทีภายหลังการผ่าตัด ผู้ศึกษาวัดผลการบวมและวัดระยะอ้าปากได้จํากัดก่อนและหลังการ ผ่าตัด 24 ชั่วโมง ผลการศึกษาและสรุป ยาไอบูโปรเฟนสามารถลดอาการปวดได้ดีกว่ายาอีก 3 ชนิด อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (P≤0.05) โดยเฉพาะภายใน 6 ชั่วโมงหลังการผ่าตัด ส่วนยาพาราเซททามอล ลดอาการปวดได้น้อยที่สุด ยา ไดคอลฟีแนคโซเดียมสามารถลดการอ้าปากได้จํากัดได้ดีกว่ายาอีก 3 ชนิดอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p≤0.05) ปฏิกิริยา ต่อการลดอาการบวมของใบหน้าของยาทั้ง 4 ชนิดไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (P≥0.05)
รูปแบบการสูญเสียฟันในผู้ป่วยคลินิกบัณฑิตศึกษาทันตกรรมประดิษฐ์, เพ็ชรา เตชะกัมพุช, สุภิตา อนุสสรนิติสาร, ประภารัตน์ พรพงศ์อธิคม, วิมลรัตน์ วรสุทธยางกูร
รูปแบบการสูญเสียฟันในผู้ป่วยคลินิกบัณฑิตศึกษาทันตกรรมประดิษฐ์, เพ็ชรา เตชะกัมพุช, สุภิตา อนุสสรนิติสาร, ประภารัตน์ พรพงศ์อธิคม, วิมลรัตน์ วรสุทธยางกูร
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ : การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบต่าง ๆ ของการสูญเสียฟันของผู้ป่วยที่มาทําการ รักษาในคลินิกบัณฑิตศึกษาทันตกรรมประดิษฐ์ วิธีการศึกษา : ทําการศึกษานําร่องโดยเก็บข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาทางทันตกรรมประดิษฐ์ จากแบบหล่อศึกษา ของผู้ป่วยจํานวน 159 ราย แล้วสุ่มเลือกศึกษาแบบหล่อศึกษาของผู้ป่วยจํานวน 111 คน ในคลินิกบัณฑิตศึกษา ภาควิชาทันตกรรมประดิษฐ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มาทําการรักษาเพื่อฟื้นฟูสภาพช่องปากและมีการสูญเสีย ฟันในระหว่างปีพ.ศ.2534-2540 โดยดูความถี่ของตําแหน่งและจํานวนฟันที่หายไปรวมทั้งฟันคู่สบที่เหลืออยู่ โดยไม่นับรวมฟันกรามซี่ที่สาม แล้วทําการบันทึกลงในแบบสังเกต และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างช่วงอายุ ต่าง ๆ (น้อยกว่า 45 ปี, 45-64 ปี, และมากกว่า 64 ปี) และเพศกับลักษณะการสูญเสียฟันในแบบต่างๆ โดย ใช้ ANOVA และ student t-test ตามลําดับ ผลการศึกษาและสรุป : พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มีการสูญเสียฟันในทั้งสองขากรรไกรมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 83.78 มีการสูญเสียฟันแบ่งตามชนิดการรองรับแรงเป็นแบบรองรับด้วยฟันและเนื้อเยื่อทั้งในขากรรไกรบนและ ล่าง คิดเป็นร้อยละ 45.05 และ 40.54 ตามลําดับ มีการสูญเสียฟันในตําแหน่งฟันหลังล่างมากที่สุดคิดเป็น ร้อยละ 95.50 โดยมีการสูญเสียฟันกรามซี่แรกมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 60.36 ผู้ป่วยมีการสูญเสียฟันโดยเฉลี่ย 10.13 ซี่ ซึ่งจํานวนเฉลี่ยของฟันที่หายไปจะเพิ่มขึ้นตามช่วงอายุอย่างมีนัยสําคัญ (p>0.005) คือ 7.44, 10.65 และ 13.50 ตามลําดับ ในแง่ของฟันคู่สบที่เหลือนั้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีชนิดฟันคู่สบเป็นฟันเขี้ยวมากที่สุดคิดเป็น ร้อยละ 36.71 มีฟันคู่สบเป็นจํานวนเฉลี่ย 6.15 คู่ ซึ่งจํานวนเฉลี่ยของฟันคู่สบจะลดลงตามช่วงอายุที่เพิ่มขึ้น คือ 7.80, 5.80 และ4.15 คู่ ตามลําดับ โดยช่วงอายุน้อยกว่า 45 ปีจะมีจํานวนคู่สบแตกต่างจากกลุ่มอื่นอย่าง มีนัยสําคัญ (p>0.005) ส่วนลักษณะการสูญเสียฟันในเพศชาย และหญิงไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญ (p>0.05) จากการวิจัยนี้อาจสรุปได้ว่าผู้ป่วยจะ มีการสูญเสียฟันเพิ่มขึ้นตามอายุ ดังนั้นการป้องกันการสูญเสีย ฟันควรทําอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เด็กหรืออย่างน้อยก่อนวัยผู้ใหญ่
ความต้านทานต่อการแตกหักของครอบคอมโพสิตเรซิน, เพ็ชรา เตชะกัมพุช, เรวดี วิจักษณ์ตระกูล, เปรมจิตร อุทัยไพศาลวงศ์
ความต้านทานต่อการแตกหักของครอบคอมโพสิตเรซิน, เพ็ชรา เตชะกัมพุช, เรวดี วิจักษณ์ตระกูล, เปรมจิตร อุทัยไพศาลวงศ์
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความต้านทานต่อการแตกหักระหว่างครอบฟันที่ ทําด้วยคอมโพสิตเรซินกับครอบฟันที่ทําด้วยโลหะในฟันกรามน้อยบน เพื่อประเมินผลการนําครอบฟันที่ ทําด้วยคอมโพสิตเรซินมาใช้ในฟันที่ได้รับการรักษาคลองรากฟันแล้ว วิธีการวิจัย ทําการทดสอบโดยนําฟันกรามน้อยบนที่รักษารากฟันแล้วจํานวน 20 ซี่ มาตัดยอดฟันทางด้าน เพดานออกทั้งหมด เพื่อให้เหมือนสภาพความเป็นจริงที่พบเสมอในคลินิก นําฟันมากรอเพื่อเตรียมทําครอบ ฟันแบบพาร์เชียลวีเนียร์ และกรอโพสท์ลงในคลองรากฟันประมาณ 2 มิลลิเมตร จากนั้นจึงแบ่งฟันทั้งหมด ออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 10 ซี่ ฟันกลุ่มแรกบูรณะด้วยโลหะ ฟันกลุ่มที่สองบูรณะด้วยคอมโพสิตเรซิน แล้วนําไป ทดสอบความต้านทานการแตกหักด้วยเครื่องทดสอบอินสตรอนจนฟันแตก หาค่าเฉลี่ยของแรงในแต่ละกลุ่ม และ เปรียบเทียบผลความต้านทานต่อการแตกหักของครอบฟันทั้งสองชนิดด้วย Unpaired t - test ที่ p > 0.05 ผลการวิจัยและสรุป จากการทดสอบพบว่าค่าเฉลี่ยแรงกดที่ทําให้ฟันแตก 1106.75 ± 162.02 ปอนด์ สําหรับครอบฟันโลหะ และ 324.18 ± 58.34 ปอนด์ สําหรับครอบฟันคอมโพสิตเรซิน แรงกดที่ทําให้ฟันแตกในฟันที่บูรณะด้วยครอบคอมโพสิตเรซิน มีค่าน้อยกว่าครอบโลหะอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ แต่เนื่องจากแรงกด ที่ทําให้ฟันที่บูรณะด้วยคอมโพสิตเรซินแตกมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าแรงบดเคี้ยวในช่องปาก (140-180 ปอนด์) ประกอบ กับคอมโพสิตเรซินมีสีธรรมชาติ ให้ความสวยงามมากกว่าโลหะ และเสียเวลาและค่าใช้จ่ายน้อยกว่า ดังนั้น การบูรณะฟันที่แตกหักด้วยการครอบฟันคอมโพสิตเรซินจึงเป็นที่ยอมรับ และเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้ป่วย และตัวทันตแพทย์เอง แต่ควรจะได้ทําการทดสอบความคงทนของการใช้ครอบฟันโพสิตเรซินในระยะยาวทางคลินิกด้วย
ความต้านทานแบบไดอะมีทรัลเทนไซล และ ความต้านทานต่อแรงอัดของวัสดุสร้างแกนฟันชนิดต่างๆ, แมนสรวง อักษรนุกิจ, พรพิมล ชรากร, เพ็ญพรรณ ตรงสวัสดิ์
ความต้านทานแบบไดอะมีทรัลเทนไซล และ ความต้านทานต่อแรงอัดของวัสดุสร้างแกนฟันชนิดต่างๆ, แมนสรวง อักษรนุกิจ, พรพิมล ชรากร, เพ็ญพรรณ ตรงสวัสดิ์
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ ศึกษาเปรียบเทียบความต้านทานแบบไดอะมีทรัลเทนไซล (Diametral tensile strength, DTS) และความต้านทานต่อแรงอัด (Compressive strength, CS) ของวัสดุสร้างแกนฟัน วัสดุและวิธีการ ชิ้นงานจํานวน 112 ชิ้น เตรียมจากวัสดุ 7 ชนิด ได้แก่ บิสคอร์ (Biscore), ไทคอร์ (Ti-core),ลักษ์อัลลอยด์ (Luxalloy), คอมโพกลาส (Compoglass), ไดแรค (Dyract), ไวทริเมอร์ (Vitremer) และดีแทคโมลาร์ (Ketac Molar) ในจํานวน 112 ชิ้น 56 ชิ้น (8 ชิ้นต่อวัสดุ 1 ชนิด) มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 มิลลิเมตร หนา 3 มิลลิเมตร ใช้สําหรับทดสอบความต้านทานไดอะมีทรัลเทนไซล และอีก 56 ชิ้น (8 ชิ้นต่อวัสดุ 1 ชนิด) มีเส้นผ่าศูนย์ กลาง 3 มิลลิเมตร หนา 6 มิลลิเมตร ใช้สําหรับทดสอบความต้านทานต่อแรงอัด แซ่ชิ้นงานทั้งหมดในน้ํากลั่น และ เก็บไว้ที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 100% เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ก่อนการทดลอง นําชิ้นงาน มาหาค่าความต้านทานไดอะมีทรัลเทนไซล และความต้านทานต่อแรงอัด ด้วยเครื่องลอยด์ยูนิเวอร์ซัลเทสติ้ง [Lloyd Instruments, LR 10K (Lloyd Instruments Ltd., Segensworth, Fareham)] ด้วยความเร็วหัวทดสอบ 5 มิลลิเมตร ต่อนาทีผลการศึกษาและสรุป จากการทดสอบทางสถิติโดยใช้ ANOVA พบความแตกต่างของความต้านทานไดอะ มีทรัลเทนไซล และ ความต้านทานต่อแรงอัดระหว่างวัสดุอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ p<0.001 จากการศึกษาพบว่า วัสดุจําพวก กลาสไอโอโนเมอร์ชนิดดัดแปลงด้วยเรซิน มีค่าความต้านทานไดอะมีทรัลเทนไซล และ ความต้านทานต่อ แรงอัดต่ํา ไม่เหมาะสมกับการนํามาใช้สร้างแกนฟัน
แนวโน้มความต้องการการบําบัดรักษาทางทันตกรรมของผู้ป่วยสูงอายุไทย : 2533-2537, เพ็ชรา เตชะกัมพุช, สุภิตา อนุสสรนิติสาร, พันธิรา เอี่ยมจิระกุล, รักงาม วชิรธนิต
แนวโน้มความต้องการการบําบัดรักษาทางทันตกรรมของผู้ป่วยสูงอายุไทย : 2533-2537, เพ็ชรา เตชะกัมพุช, สุภิตา อนุสสรนิติสาร, พันธิรา เอี่ยมจิระกุล, รักงาม วชิรธนิต
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสํารวจความต้องการการบําบัดรักษาทางทันตกรรม และปริมาณ การได้รับการบําบัดรักษาทางทันตกรรมของผู้ป่วยสูงอายุที่เข้ามารับการรักษาในคลินิกของคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิธีการศึกษา วิธีการสํารวจทําโดยการเก็บรวบรวมข้อมูลสภาวะทางทันตกรรมและความต้องการการบําบัด รักษาทางทันตกรรมของผู้ป่วยสูงอายุจากแฟ้มผู้ป่วยสูงอายุที่มารับการรักษาในคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในช่วงปีพ.ศ. 2533-2537 เป็นจํานวนทั้งหมด 1,354 ราย การวิเคราะห์ข้อมูลได้จาก การแบ่งกลุ่มศึกษาออกเป็น 5 กลุ่มช่วงอายุ โดยนําข้อมูลที่บันทึกได้มาคํานวณเป็นร้อยละและเปรียบเทียบ ความสัมพันธ์ของข้อมูล ผลการทดลองและสรุป ผลการสํารวจพบว่าจํานวนผู้ป่วยสูงอายุมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ความ ต้องการบําบัดรักษาพิจารณาจากคําบอกกล่าวสําคัญ ซึ่งพบว่ามีปัญหาเกี่ยวกับฟันปลอมคิดเป็นร้อยละ 20.56 รองลงมาคือฟันหายไปคิดเป็นร้อยละ 18.35 และปวดฟันคิดเป็นร้อยละ 12.46 สําหรับงานบริการทาง ทันตกรรมที่ได้รับการรักษามากที่สุดคืองานทันตกรรมประดิษฐ์คิดเป็นร้อยละ 32.69 รองลงมาคือถอนฟันและ ศัลยกรรมในช่องปากคิดเป็นร้อยละ 14.08 ประเภทของงานทันตกรรมประดิษฐ์ชนิดฟันปลอมทั้งปากมีแนวโน้ม ลดลงจากร้อยละ 68.35 ในปีพ.ศ.2533 เป็นร้อยละ 48.88 ในปีพ.ศ.2537 ส่วนการใส่ฟันปลอมบางส่วนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 31.01 ในปีพ.ศ. 2533 เป็นร้อยละ 50.00 ในปีพ.ศ.2537 แสดงให้เห็นว่าผู้ป่วย สูงอายุมีแนวโน้มของการมีสันเหงือกว่างลดลงแต่มีฟันธรรมชาติเหลืออยู่มากขึ้น
องค์ประกอบของรอยยิ้ม, เพ็ชรา เตชะกัมพุช, ปิยมาศ สำเร็จกาญจนกิจ, สิรินันท์ แซ่ตั้ง
องค์ประกอบของรอยยิ้ม, เพ็ชรา เตชะกัมพุช, ปิยมาศ สำเร็จกาญจนกิจ, สิรินันท์ แซ่ตั้ง
Chulalongkorn University Dental Journal
วัตถุประสงค์ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาค่าเฉลี่ยมาตรฐานขององค์ประกอบรอยยิ้ม อันได้แก่ รูปแบบ ของรอยยิ้ม ความหมายของโค้งปลายฟันหน้าบนกับริมฝีปากล่าง ตําแหน่งของโค้งปลายฟันหน้าบนที่สัมผัสกับ ริมฝีปากล่าง และบริเวณโปร่งแสงของฟันหน้าบน วิธีการศึกษา ทําการศึกษาในประชากรกลุ่มตัวอย่างที่คัดเลือกมาจากนิสิตคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ชั้นปีที่ 3 ซึ่งมีอายุระหว่าง 19 ปี 22 ปี ทั้งเพศชายและเพศหญิง จํานวน 100 คน โดยเลือกผู้ที่มี ฟันหน้าบนครบทุกซี่ ไม่มีช่องว่างระหว่างฟัน และมีการเรียงตัวของฟันอยู่ในแนวปกติ โดยให้กลุ่มประชากร ตัวอย่างยิ้มอย่างเต็มที่ภายใต้แสงไฟนีออนธรรมดาทีละคน ในขณะที่มีผู้สังเกตดูองค์ประกอบต่าง ๆ ของรอยยิ้ม และบันทึกผลของนิสิตแต่ละคน จากนั้นจึงนําข้อมูลมาคํานวณเป็นร้อยละ และวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีสถิติชนิดไคสแควร์ ผลการศึกษาและสรุป จากการศึกษาพบว่า ร้อยละ 49 ของกลุ่มตัวอย่างขณะยิ้มเต็มที่จะเห็นฟันหน้าบน เกือบทั้งซี่ และเห็นเหงือกสามเหลี่ยมระหว่างฟันด้วย ร้อยละ 59 มีส่วนโค้งปลายฟันหน้าบนขนานกับเส้นโค้ง ด้านในของริมฝีปากล่าง ร้อยละ 74 ปลายฟันหน้าบนจะไม่สัมผัสกับริมฝีปากล่าง และร้อยละ 77 มีบริเวณ โปร่งแสงของฟันหน้าบนอยู่ที่ปลายฟัน องค์ประกอบของรอยยิ้มที่ขึ้นกับเพศ ได้แก่ รูปแบบรอยยิ้ม และบริเวณ โปร่งแสงของฟันหน้าบน พบว่าเพศชายและหญิงมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ α = 0.05 ส่วนองค์ประกอบของรอยยิ้มที่ไม่ขึ้นกับเพศ ได้แก่ ความขนานและลักษณะการสัมผัสระหว่างโค้งปลายฟันหน้าบน และริมฝีปากล่าง พบว่าเพศชายและหญิงไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ α = 0.05
Hiv And Aids Awareness In The Deaf Community, Rodrick Easterly
Hiv And Aids Awareness In The Deaf Community, Rodrick Easterly
Independent Studies and Capstones
This paper examines awareness of HIV and AIDS in the Deaf community.
A Hearing Aid Orientation Pamphlet For Clinical Use With First-Time Hearing Aid Users, Brian M. Kreisman
A Hearing Aid Orientation Pamphlet For Clinical Use With First-Time Hearing Aid Users, Brian M. Kreisman
Independent Studies and Capstones
This paper discusses the use of a pamphlet to help first-time hearing aid users adjust to their hearing aids.
The Applicability Of The Test Of Word Knowledge To Hearing-Impaired Children, Brigid Zemann
The Applicability Of The Test Of Word Knowledge To Hearing-Impaired Children, Brigid Zemann
Independent Studies and Capstones
This paper evaluates a receptive and expressive vocabulary test, The Test of Word Knowledge, to determine its applicability to deaf students and to compare its results with other vocabulary tests.
Course Catalog 1999-2000, Csusb
Course Catalog 1999-2000, Csusb
CSUSB Course Catalog
ACADEMIC CALENDAR 4 THE CSU 7 THE UNIVERSITY 11 ACADEMIC PROGRAM 17 STUDENT LIFE 27 ADMISSION 35 FEE SCHEDULE 43 ACADEMIC REGULATIONS 47 CERTIFICATE PROGRAMS 57 EXTENDED LEARNING 59 UNDERGRADUATE DEGREE PROGRAMS 61 GRADUATE DEGREE PROGRAMS 331 FACULTY 467 APPENDIX 486 INDEX 495
[Undergraduate Bulletin, 1999-2001]., College Of Arts And Sciences, University Communications
[Undergraduate Bulletin, 1999-2001]., College Of Arts And Sciences, University Communications
Undergraduate Course Bulletins
No abstract provided.
The Study On Morphological And Physiological Characters Affecting The Productivity Of Some Honey Bee (Apis Mellifera L.) Genotypes Of Turkey, Ahmet Güler
Turkish Journal of Veterinary & Animal Sciences
Experimental material consisted of 36 selected colonies collected from 6 different regions of Turkey. During the swarming season 20 worker bees were taken from each colony in order to measure the morphological characters including corbicul and wax mirror area, tongue length and body size. Development of the colony population, brood rearing activity and honey yield during a season were determined and the hive was weighed weekly for 6 months under migratory beekeeping conditions. The relationships between some morphological and physiological characters which affected the productivity of genotypes were investigated. The average honey yields were found to be 24.38±3.58, 26.57±5.51, 57.15±3.43, …
Role Of Vitamin E In Decreasing The Toxic Effect Of Digoxin, İsmai̇l Meral, Burhanetti̇n Baydaş, Fahri̇ Bayiroğlu, Hamdi̇ Uysal
Role Of Vitamin E In Decreasing The Toxic Effect Of Digoxin, İsmai̇l Meral, Burhanetti̇n Baydaş, Fahri̇ Bayiroğlu, Hamdi̇ Uysal
Turkish Journal of Veterinary & Animal Sciences
This experiment was carried out to evaluate the role of vitamin E in decreasing the toxic effect of digoxin. Electrocardiographic recordings of New Zealand rabbits which were treated with digoxin-only or digoxin+vitamin E were used. Recordings were obtained before and 24 hours after treatments. It was found that digoxin-only treatment caused a sinusoidal tachicardia without changing the durations or amplitudes of any wave on the trace. However, digoxin+vitamin E treatment did not produce any increase in heart rate. It was concluded that vitamin E injection along with digoxin injection might lower the toxic effect of digoxin. More studies are needed …
Kentucky Partnership For Farm Family Health And Safety Coloring Book, The Kentucky Partnership For Farm Family Health And Safety
Kentucky Partnership For Farm Family Health And Safety Coloring Book, The Kentucky Partnership For Farm Family Health And Safety
Nursing Faculty Publications
No abstract provided.
The Effect Of Peripheral Neuropathy On Balance Performance In Community-Dwelling Adults With Type I Diabetes Mellitus, Sonya Knutson
The Effect Of Peripheral Neuropathy On Balance Performance In Community-Dwelling Adults With Type I Diabetes Mellitus, Sonya Knutson
Physical Therapy Scholarly Projects
Purpose: A common complication of Diabetes Mellitus (DM) is peripheral neuropathy, which may decrease sensory input. The purpose of this study is to determine the correlation between decreased sensation and balance performance.
Methods: Fifty subjects, 25 experimental with Type I DM and 25 control, were recruited from the community. Sensory response was tested with Semmes-Weinstein Monofilaments, and the Berg Balance Measure to assess balance performance. The Pearson correlation and Multiple Regression were performed to study the relationship between DM and balance.
Results: Significance was established between age and 4.31 monofilament response score and the dependent variable, Berg Balance Score. The …
Ragged Dick In The Nineties: An Active Learning Student Project, Carol Loranger
Ragged Dick In The Nineties: An Active Learning Student Project, Carol Loranger
English Language and Literatures Faculty Publications
No abstract provided.
Social Work Practice With A Veterans Home Population: A Description Of A Protocol For The Treatment Of Dementia Patients In A Skilled Nursing Facility, Arturo Espinoza
Social Work Practice With A Veterans Home Population: A Description Of A Protocol For The Treatment Of Dementia Patients In A Skilled Nursing Facility, Arturo Espinoza
Theses Digitization Project
No abstract provided.
Caregiving And Carereceiving Patterns Among Arab-Americans Living In California And Arabs Living In Israel, Pauline Marie Calderone
Caregiving And Carereceiving Patterns Among Arab-Americans Living In California And Arabs Living In Israel, Pauline Marie Calderone
Theses Digitization Project
No abstract provided.
An Exploratory Study Of San Bernardino County Employees' Knowledge About The Limitations And Provisions Of Their Managed Health Care Plans, Faith Carter-Michaelson
An Exploratory Study Of San Bernardino County Employees' Knowledge About The Limitations And Provisions Of Their Managed Health Care Plans, Faith Carter-Michaelson
Theses Digitization Project
No abstract provided.
Improving Students' Math Problem-Solving Skills In A Computer-Assisted Learning Environment, Yongjian Zhen
Improving Students' Math Problem-Solving Skills In A Computer-Assisted Learning Environment, Yongjian Zhen
Theses Digitization Project
No abstract provided.
Medical Compliance For Hispanic Patients With End Stage Renal Disease, Leo Joe Cruz
Medical Compliance For Hispanic Patients With End Stage Renal Disease, Leo Joe Cruz
Theses Digitization Project
The scope of this project is an examination of medical compliance for the Hispanic patient with End State Renal Disease.
A Longitudinal Analysis Of The Predictors Of Life Satisfaction For Men In The Transition From Late Middle Age To Early Old Age, Christopher John Tatarka
A Longitudinal Analysis Of The Predictors Of Life Satisfaction For Men In The Transition From Late Middle Age To Early Old Age, Christopher John Tatarka
Theses Digitization Project
No abstract provided.
The Effects Of A Token Economy On Group Attendance In A Locked Psychiatric Facility, Kathleen Joanne Murphy
The Effects Of A Token Economy On Group Attendance In A Locked Psychiatric Facility, Kathleen Joanne Murphy
Theses Digitization Project
No abstract provided.
Working Alliance And Its Effects On Treatment Outcome, Andre Langlois
Working Alliance And Its Effects On Treatment Outcome, Andre Langlois
Theses Digitization Project
No abstract provided.
A Study Of Social Worker Risk Assessment Practices Conducted By Day And Alternate Hours Workers, Shelley Thomas-Robinson
A Study Of Social Worker Risk Assessment Practices Conducted By Day And Alternate Hours Workers, Shelley Thomas-Robinson
Theses Digitization Project
No abstract provided.
Relation Of Abuse And Placement Histories To Pathology Development In Middle Childhood Males, Clare Louise Herder
Relation Of Abuse And Placement Histories To Pathology Development In Middle Childhood Males, Clare Louise Herder
Theses Digitization Project
No abstract provided.
The Retention Of Social Work Practitioners At Child Protective Services In San Bernardino County, Peggy Sue Little
The Retention Of Social Work Practitioners At Child Protective Services In San Bernardino County, Peggy Sue Little
Theses Digitization Project
This study examined the practices that are currently being utilized by San Bernardino County for Social Work Practitioners in Child Protective Services (CPS) concerning retention of social workers.