Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (3086)
- Social and Behavioral Sciences (2614)
- Engineering (2554)
- Physical Sciences and Mathematics (1876)
- Education (1377)
-
- Arts and Humanities (1146)
- Law (897)
- Business (839)
- Medical Sciences (830)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Life Sciences (645)
- Computer Sciences (618)
- Architecture (582)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (547)
- Civil and Environmental Engineering (478)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Nursing (445)
- Economics (441)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (375)
- Sociology (373)
- Industrial Engineering (372)
- Dentistry (357)
- Electrical and Computer Engineering (357)
- Law and Economics (344)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (342)
- Political Science (342)
- Operational Research (307)
Articles 9301 - 9330 of 15281
Full-Text Articles in Entire DC Network
ประเด็นกฎหมายเกี่ยวกับการฟ้องเรียกค่าเสียหายตามกฎหมายแข่งขันทางการค้าของกฎหมายเยอรมัน กฎหมายญี่ปุ่น กฎหมายสหรัฐอเมริกาและกฎหมายไทย, พสิษฐ์ วัชรากร
ประเด็นกฎหมายเกี่ยวกับการฟ้องเรียกค่าเสียหายตามกฎหมายแข่งขันทางการค้าของกฎหมายเยอรมัน กฎหมายญี่ปุ่น กฎหมายสหรัฐอเมริกาและกฎหมายไทย, พสิษฐ์ วัชรากร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายตามกฎหมายการป้องกันการผูกขาดหรือกฎหมายการแข่งขันทางการค้ามีความสำคัญมากต่อผู้ประกอบธุรกิจในกรณีที่เป็นผู้เสียหาย เพราะเป็นเครื่องมือสำคัญของผู้เสียหายในการได้รับค่าเสียหายจากผู้กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายป้องกันการผูกขาดต่อผู้เสียหาย ทั้งนี้ผู้ประกอบธุรกิจในฐานะผู้เสียหายสามารถฟ้องร้องได้ 2 ทาง ได้แก่ ฟ้องร้องตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้า อันได้แก่ พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 และ/หรือ ฟ้องร้องเรียกค่าสินไหมทดแทน ตามมาตรา 420 421 ของกฎหมายลักษณะละเมิด อันเป็นกฎหมายทั่วไป ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่บทบัญญัติที่เกี่ยวกับการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายของเอกชนตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 นี้นั้น บัญญัติไว้เพียง 2 มาตราเท่านั้น ซึ่งไม่แตกต่างกับการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนในกฎหมายละเมิด ในประมวลแพ่งและพาณิชย์แต่อย่างใด อีกทั้งไม่ได้บัญญัติสิ่งใดไว้เป็นพิเศษอันจะจูงใจให้เอกชนมาฟ้องตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้าแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนจึงศึกษาวิเคราะห์การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายตามกฎหมายละเมิด และการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้าของกฎหมายเยอรมัน กฎหมายญี่ปุ่น และกฎหมายสหรัฐอเมริกา เพื่อใช้ในการศึกษาเปรียบเทียบและวิเคราะห์กับกฎหมายของไทย ซึ่งจากการศึกษาพบว่า พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 นั้นไม่ได้มีบทบัญญัติใดพิเศษอันแตกต่างจากการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายตามกฎหมายละเมิดแต่อย่างใด ดังนั้นเพื่อเป็นการส่งเสริมการแข่งขันอย่างเสรี และเป็นธรรม สมควรที่จะแก้ไขพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ด้วยการให้ผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ต่อเมื่อคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้ามีคำสั่งว่าผู้ประกอบธุรกิจได้กระทำการฝ่าฝืน เพื่อเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย และหากคณะกรรมการมีคำสั่งว่าผู้ประกอบธุรกิจใดได้กระทำการฝ่าฝืนตามที่คณะกรรมการมีความเห็นหรือสั่งฟ้องคดีให้ผู้ประกอบธุรกิจนั้นมีภาระการพิสูจน์ต่อศาล เพื่อเป็นประโยชน์ต่อเอกชนในการฟ้องและสืบพยานในคดี อีกทั้งหากศาลวินิจฉัยว่าผู้ประกอบการธุรกิจกระทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าว ให้ศาลสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจจ่ายค่าเสียหาย 3 เท่า เพิ่มขึ้นจากจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริงเพื่อให้แตกต่างจากบทบัญญัติเรื่องละเมิด และเป็นการป้องปรามการกระทำในอนาคต และแก้ไขบทบัญญัติเรื่องอายุความเพื่อความเหมาะสมในการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้า
ปัญหากฎหมายของสถานะการอุทิศที่ดินเป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน, หนึ่งฤทัย สิทธิสิงห์
ปัญหากฎหมายของสถานะการอุทิศที่ดินเป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน, หนึ่งฤทัย สิทธิสิงห์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันประเทศไทยไม่มีกฎหมายบัญญัติรับรองการอุทิศที่ดินของเอกชนแต่มีวิธีคิดและแนวปฏิบัติว่าการอุทิศเป็นการสละกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โดยไม่ว่าเอกชนจะอุทิศที่ดินโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายก็มีผลให้ที่ดินเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินทันที แต่อย่างไรก็ตามกฎหมายกำหนดให้เอกชนแสดงความเป็นเจ้าของที่ดินด้วยทะเบียนกรรมสิทธิ์คือโฉนดที่ดิน การทำนิติกรรมเปลี่ยนมือใดๆซึ่งที่ดินมีกรรมสิทธิ์จะต้องทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดโดยทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อาจทำได้ลำพังการแสดงเจตนา มิฉะนั้น นิติกรรมจะตกเป็นโมโฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 152 ขณะเดียวกันก็มีผลให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินไม่เปลี่ยนแปลงตามกฎหมายเนื่องจากการได้มาโดยนิติกรรมซึ่งที่ดินอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1299 วรรคแรก การใช้วิธีคิดและแนวปฏิบัติดังกล่าวมาข้างต้นจึงก่อให้เกิดปัญหาความไม่เป็นระบบของกฎหมายและอาจนำมาซึ่งความไม่ยุติธรรมกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับที่ดิน จากการศึกษาพบว่าการอุทิศที่ดินมีฐานะทางกฎหมายเป็นการแสดงเจตนาทำนิติกรรมฝ่ายเดียวของเอกชนผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เพื่อสละกรรมสิทธิ์ในที่ดินของตนให้เป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน โดยประเทศไทยไม่มีกฎหมายบัญญัติแบบหรือวิธีการอุทิศที่ดินไว้ซึ่งโดยหลักแล้วนิติกรรมใดที่กฎหมายมิได้บัญญัติแบบไว้ก็อาจสมบูรณ์และมีผลเมื่อเอกชนแสดงเจตนาตามหลักทั่วไป แต่ที่ดินซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีกฎหมายบัญญัติให้เอกชนแสดงความเป็นเจ้าของด้วยทะเบียนกรรมสิทธิ์ การทำนิติกรรมอุทิศที่ดินของเอกชนโดยใช้เพียงการแสดงเจตนาจึงไม่มีผลให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันได้ตามกฎหมาย นอกจากนี้ ตามหลักกฎหมายของประเทศไทยการที่รัฐจะได้มาซึ่งที่ดินของเอกชนต้องมีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจรัฐไว้เฉพาะกรณี ยกตัวอย่างเช่น การได้มาโดยเอกชนเวนคืนที่ดินโดยสมัครใจตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 5 หรือการได้มาซึ่งที่ดินราชพัสดุที่มีกฎหมายบัญญัติวิธีการและขั้นตอนให้รัฐดำเนินการได้มาซึ่งที่ดินของเอกชนไว้ โดยรัฐจะได้มาซึ่งที่ดินของเอกชนในกรณีดังกล่าวเมื่อดำเนินการตามกฎหมายหมายแล้วเท่านั้น แต่สำหรับการอุทิศที่ดินไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจรัฐไว้รัฐจึงไม่อาจได้มาซึ่งที่ดินของเอกชนโดยการอุทิศที่ดิน ทั้งนี้ จากการศึกษากฎหมายของต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศเครือรัฐออสเตรเลียและประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศสมีบทบัญญัติของกฎหมายรับรองการอุทิศที่ดินของเอกชน โดยกำหนดให้เอกชนต้องแสดงเจตนาอุทิศที่ดินโดยชัดแจ้งต่อนายทะเบียนที่ดินหรือหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจรับการอุทิศเท่านั้น และมีบทบัญญัติกำหนดอำนาจและขั้นตอนให้รัฐรับการอุทิศที่ดินจากเอกชนได้ นอกจากนี้ ได้ศึกษาพบว่าประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีมีบทบัญญัติรับรองการแสดงเจตนาสละกรรมสิทธิ์ในที่ดินของเอกชนและมีบทบัญญัติให้อำนาจรัฐรับเอาที่ดินซึ่งเอกชนได้สละกรรมสิทธิ์แล้ว การมีกฎหมายบัญญัติรับรองการอุทิศที่ดินหรือการสละกรรมสิทธิ์ในที่ดินของเอกชนจึงทำให้ทั้งสามประเทศที่กล่าวมาข้างต้นไม่มีปัญหากฎหมายว่ากรรมสิทธิ์ในที่ดินของเอกชนเปลี่ยนแปลงด้วยเหตุดังกล่าวได้อย่างไร ซึ่งแตกต่างจากประเทศไทยที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติรับรองการอุทิศที่ดินหรือการสละกรรมสิทธิ์ในที่ดินของเอกชนจึงเกิดปัญหากฎหมายของสถานะการอุทิศที่ดินเป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ดังนั้น ผู้เขียนจึงเสนอให้มีการเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายที่ดิน โดยบัญญัติฐานะทางกฎหมายของการอุทิศที่ดินว่าการอุทิศเป็นการแสดงเจตนาทำนิติกรรมฝ่ายเดียวของผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินจึงต้องมีกฎหมายบัญญัติรับรองการสละกรรมสิทธิ์หรือการอุทิศที่ดินด้วย และเสนอให้บัญญัติวิธีการทางกฎหมายของการอุทิศที่ดินของเอกชนโดยกำหนดให้ผู้อุทิศที่ดินต้องแสดงเจตนาอุทิศโดยชัดแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรและนำโฉนดที่ดินมาแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ทั้งนี้เพื่อให้การอุทิศที่ดินมีความเป็นระบบของกฎหมายและป้องกันปัญหาการนำโฉนดที่ดินไปทำนิติกรรมภายหลังจากที่มีการอุทิศที่ดินแล้ว นอกจากนี้ ผู้เขียนเสนอให้เพิ่มเติมบัญญัติให้เจ้าพนักงานที่ดินมีอำนาจรับหรือปฏิเสธไม่รับการอุทิศที่ดินจากเอกชนและกำหนดขั้นตอนเพื่อเป็นกรอบในการพิจารณาว่าจะรับหรือปฏิเสธไม่รับที่ดินในกรณีใด ทั้งนี้ เพื่อให้รัฐมีอำนาจรับการอุทิศที่ดินจากเอกชนได้ตามกฎหมาย
ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับการบรรลุนิติภาวะของผู้เยาว์, จักรกฤษณ์ มณีวรรณ์
ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับการบรรลุนิติภาวะของผู้เยาว์, จักรกฤษณ์ มณีวรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาหลักกฎหมายเกี่ยวกับการบรรลุนิติภาวะของผู้เยาว์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยมาตรา 19 ได้บัญญัติให้บุคคลพ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะเมื่อมีอายุยี่สิบปีบริบูรณ์ และมาตรา 20 ซึ่งกำหนดข้อยกเว้นให้ผู้เยาว์บรรลุนิติภาวะก่อนมีอายุยี่สิบปีบริบูรณ์ เมื่อผู้เยาว์ทำการสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมาย กล่าวคือ เมื่อชายและหญิงผู้เยาว์มีอายุสิบเจ็ดปีบริบูรณ์โดยได้รับความยินยอมจากบิดามารดา หรือเมื่อบุคคลที่มีอายุต่ำว่าสิบเจ็ดปีบริบูรณ์ที่ทำการสมรสหลังจากได้รับอนุญาตจากศาลให้ทำการสมรสได้ แล้วแต่กรณี ซึ่งเกี่ยวโยงกับบทบัญญัติในบรรพ 5 ว่าด้วยการหมั้นและการสมรส ทั้งนี้ การที่กฎหมายกำหนดให้ผู้เยาว์บรรลุนิติภาวะเมื่ออายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์หรือโดยการสมรสที่บัญญัติไว้เมื่อประมาณหนึ่งร้อยปีที่แล้ว อาจไม่เพียงพอต่อการคุ้มครองสิทธิและประโยชน์ของผู้เยาว์ในปัจจุบัน เนื่องจากสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของประเทศราชอาณาจักรไทยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเป็นอย่างมาก วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงมุ่งศึกษากฎหมายในเรื่องดังกล่าววิเคราะห์เปรียบเทียบกับหลักกฎหมายในประเด็นเดียวกันของต่างประเทศ ทั้งที่ใช้ระบบกฎหมายซีวิลลอว์และระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ (1) กลุ่มประเทศที่มีระบบอนุญาตให้ผู้เยาว์บรรลุนิติภาวะก่อนเกณฑ์อายุโดยคำสั่งศาลหรือโดยข้อเท็จจริง คือ ประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส ประเทศราชอาณาจักรสเปน ประเทศสหรัฐอเมริกา รัฐแคลิฟอร์เนีย และประเทศแคนาดา รัฐควิเบก และ (2) กลุ่มประเทศที่ไม่มีหรือเคยมีระบบอนุญาตให้ผู้เยาว์บรรลุนิติภาวะก่อนเกณฑ์อายุโดยคำสั่งศาลหรือโดยข้อเท็จจริง คือ ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ประเทศสหราชอาณาจักร อังกฤษ และประเทศสมาพันธรัฐสวิส จากผลการศึกษา เห็นควรให้มีการปรับปรุงแก้ไขหลักกฎหมายในเรื่องดังกล่าว โดยประการแรกให้ลดเกณฑ์อายุในการบรรลุนิติภาวะของผู้เยาว์จากเดิมที่กำหนดไว้เมื่ออายุยี่สิบปีบริบูรณ์เป็นสิบแปดปีบริบูรณ์ ประการที่สอง ควรแก้ไขเกณฑ์อายุในการสมรสของผู้เยาว์เป็นสิบหกปีบริบูรณ์ จากที่กำหนดเกณฑ์อายุไว้ที่สิบเจ็ดปีตามมาตรา 1448 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และประการสุดท้าย ควรเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับการบรรลุนิติภาวะโดยคำสั่งศาลในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อให้ผู้เยาว์ที่มีศักยภาพได้รับประโยชน์จากการใช้ความสามารถทางแพ่งได้อย่างเต็มที่และเร็วขึ้น
ปัญหาการนำบทบัญญัติเรื่องซื้อขายมาใช้ในเรื่องเช่าทรัพย์ : ศึกษากรณีการรอนสิทธิ, ชนากานต์ เฉยทุม
ปัญหาการนำบทบัญญัติเรื่องซื้อขายมาใช้ในเรื่องเช่าทรัพย์ : ศึกษากรณีการรอนสิทธิ, ชนากานต์ เฉยทุม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การนำบทบัญญัติการรอนสิทธิในเรื่องซื้อขายมาใช้กับเรื่องเช่าทรัพย์โดยอนุโลม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 549 ยังไม่ชัดเจนและพบปัญหาบางประการ กล่าวคือ การปรับใช้มาตรา 475 และ 479 ตามแนวคำพิพากษาฎีกายังไม่เป็นบรรทัดฐานเดียวกัน เมื่อต้องนำมาใช้กับเรื่องเช่าทรัพย์จึงเกิดปัญหาความไม่ชัดเจนถึงสถานะของการรอนสิทธิและขอบเขตการปรับใช้ อีกทั้ง พบแนวคำพิพากษาฎีกาจำนวนมากปรับใช้มาตรา 477 กับเรื่องเช่าทรัพย์ ในลักษณะให้ผู้เช่าที่ไม่อาจเข้าครอบครองทรัพย์ที่เช่า สามารถฟ้องคดีบุคคลภายนอกซึ่งไม่มีนิติสัมพันธ์กับตนได้หากเรียกผู้ให้เช่าเข้าเป็นโจทก์ร่วม ซึ่งไม่สอดคล้องกับฐานของกฎหมายที่ผู้เช่าอาจเรียกให้ผู้ให้เช่ารับผิดต่อตนได้เท่านั้น ลักษณะของสัญญาเช่าทรัพย์ รวมถึงหลักการทางกฎหมาย อาทิ ความเป็นบุคคลสิทธิและทรัพยสิทธิ นิติวิธี และกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง หากพิจารณาประมวลกฎหมายแพ่งเยอรมันและฝรั่งเศส จะเห็นว่า ต่างบัญญัติการรอนสิทธิในเรื่องซื้อขายและเช่าทรัพย์แยกจากกัน โดยไม่ปรากฏการนำมาใช้ร่วมกัน อีกทั้ง ประมวลกฎหมายแพ่งฝรั่งเศส ซึ่งใช้ระบบสัญญาเดียวดังเช่นกฎหมายไทย ยังบัญญัติการดำเนินคดีในการเรียกผู้ขายหรือผู้ให้เช่าเข้าเป็นโจทก์ร่วมไว้แยกจากกัน สอดคล้องกับธรรมชาติของสัญญาและฐานกฎหมายที่ผู้ซื้อหรือผู้เช่าอาจใช้ฟ้องคดี โดยในเรื่องซื้อขาย ผู้ซื้อมีฐานของกฎหมายกรรมสิทธิ์และละเมิดในการฟ้องคดีบุคคลภายนอก จึงสามารถเรียกให้ผู้ขายเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีของตนได้ ในทางกลับกัน สัญญาเช่าทรัพย์ ผู้เช่ามิได้มีฐานของกฎหมายใดในการเรียกร้องจากบุคคลภายนอก จึงไม่อาจฟ้องคดีบุคคลภายนอกโดยขอให้เรียกผู้ให้เช่าเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้ จากการศึกษาปัญหาดังกล่าวในระบบกฎหมายไทยและต่างประเทศ ผู้เขียนจึงมีข้อเสนอแนะว่า มาตรา 475 ควรปรับใช้ร่วมกับมาตรา 479 ภายในขอบเขตลักษณะตามธรรมชาติของการเช่าทรัพย์ และควรเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับการดำเนินคดีที่ใช้กับการรอนสิทธิในสัญญาเช่าทรัพย์เป็นการเฉพาะในมาตรา 549/1 ความว่า “เมื่อใดการรบกวนขัดสิทธินั้นเกิดเป็นคดีที่บุคคลภายนอกฟ้องผู้เช่า ผู้เช่าชอบที่จะขอให้ศาลเรียกผู้ให้เช่าเข้าเป็นจำเลยร่วมกับผู้เช่าในคดีนั้นได้ เพื่อศาลจะได้วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างผู้เป็นคู่กรณีทั้งหลายรวมไปเป็นคดีเดียวกัน” ทั้งนี้ หากผู้เช่าจะฟ้องคดีเกี่ยวกับการรอนสิทธิย่อมต้องฟ้องผู้ให้เช่าซึ่งเป็นคู่สัญญาของตนเท่านั้น อย่างไรก็ดี หากการเพิ่มเติมบทบัญญัติเกิดขึ้นได้ยาก ผู้เขียนเสนอให้ปรับเปลี่ยนการใช้และการตีความ คำว่า “อนุโลมความตามควร” ตามมาตรา 549 ให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันตามหลักนิติวิธีที่ถูกต้อง สอดคล้องกับลักษณะของสัญญาเช่าทรัพย์ ความเป็นบุคคลสิทธิและทรัพยสิทธิ และกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง พร้อมทั้งเพิ่มเติมคำอธิบายรวมถึงข้อสังเกตเรื่องนี้ในตำรากฎหมาย
ปัญหาการโอนสิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดที่เกิดขึ้นก่อนการโอนสิทธิบัตร, มฤษฎา คำสิทธิ
ปัญหาการโอนสิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดที่เกิดขึ้นก่อนการโอนสิทธิบัตร, มฤษฎา คำสิทธิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันได้มีการโอนสิทธิบัตรในทางธุรกิจมากขึ้น โดยเมื่อมีการซื้อขายสิทธิบัตร ผู้ซื้อสิทธิบัตรย่อมจะต้องตรวจสอบเกี่ยวกับสิทธิบัตรที่ตนจะลงทุนซื้อว่ามีความคุ้มค่าที่จะลงทุนโดยมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าสิทธิบัตรดังกล่าวถูกละเมิดหรือไม่ เพราะการละเมิดสิทธิบัตรที่เกิดขึ้นก่อนที่จะได้รับโอนสิทธิบัตรมาอาจทำให้ผู้รับโอนที่จะเป็นเจ้าของสิทธิบัตรคนใหม่ไม่ได้รับผลตอบแทนจากการนำสิทธิบัตรนั้นไปใช้ได้อย่างเต็มที่และเสียโอกาสในทางตลาดในอนาคต ผู้รับโอนก็ย่อมจะต้องการบังคับให้ผู้กระทำละเมิดก่อนที่ตนจะรับโอนสิทธิบัตรระงับการกระทำละเมิดดังกล่าว โดยมีประเด็นปัญหาทางกฎหมายที่วิทยานิพนธ์นี้มุ่งศึกษาถึงสิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดที่เกิดขึ้นก่อนการโอนสิทธิบัตรว่า เมื่อตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตรพ.ศ.2522 ได้รับรองให้สิทธิบัตรดังกล่าวสามารถโอนให้แก่กันได้ แต่ไม่ได้มีการกำหนดขอบเขตว่ามีสิทธิใดบ้างที่โอนมายังผู้รับโอนสิทธิบัตร จึงมีประเด็นว่าหนี้มูลละเมิดสิทธิบัตรที่เกิดขึ้นก่อนการโอนสิทธิบัตรนั้นจะโอนมาพร้อมกับการโอนสิทธิบัตรได้หรือไม่ และด้วยวิธีการและผลของกฎหมายใดในระบบกฎหมายไทย และวิธีการดังกล่าวเหมาะสมหรือไม่ เพียงใด กับสิทธิบัตรซึ่งมีลักษณะเฉพาะตามกฎหมายเฉพาะ ผู้เขียนจึงได้ศึกษาพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และกฎหมายต่างประเทศ ได้แก่ กฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา กฎหมายของประเทศสหราชอาณาจักรอังกฤษ และกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศสเพื่อนำมาเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ปัญหาดังกล่าว จากการศึกษาพบว่า สิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดที่เกิดขึ้นก่อนการโอนสิทธิบัตรซึ่งถือเป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดจากการละเมิดสิทธิบัตรซึ่งเป็นการละเมิดตามกฎหมายเฉพาะ คือ พระราชบัญญัติสิทธิบัตรพ.ศ.2522 ซึ่งสิทธิเรียกร้องดังกล่าวไม่โอนไปด้วยผลของการโอนสิทธิบัตร หากประสงค์จะโอนจึงจะต้องแสดงเจตนาโอนแยก โดยสิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดสิทธิบัตรถือเป็นสิทธิเรียกร้องอันอาจพิจารณาให้โอนได้ตามหลักการโอนสิทธิเรียกร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่โอนได้เฉพาะกรณีที่ได้โอนสิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดที่เกิดขึ้นก่อนการโอนสิทธิบัตรไปให้แก่ผู้รับโอนที่รับโอนสิทธิบัตรด้วย เนื่องจากสิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดสิทธิบัตรถือเป็นสิทธิเรียกร้องที่ผูกติดกับสถานะของผู้ทรงสิทธิบัตร ผู้รับโอนจึงจะต้องมีสถานะเป็นผู้ทรงสิทธิบัตรด้วยจึงจะสามารถรับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวอันสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายสิทธิบัตร ซึ่งในกรณีจะต้องพิจารณาให้โอนทั้งสิทธิบัตรที่สมบูรณ์ ด้วยการทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตรพ.ศ.2522 ตามมาตรา 41 ประกอบกับการโอนสิทธิเรียกร้องที่สมบูรณ์ด้วยการทำเป็นหนังสือและจะต้องบอกกล่าวแก่ลูกหนี้หรือลูกหนี้ยินยอมเป็นหนังสือเพื่อยกขึ้นต่อสู้ลูกหนี้เห่งสิทธิได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 306 จึงจะถือว่าผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดที่เกิดขึ้นก่อนการโอนสิทธิบัตรจะเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ในมูลละเมิดดังกล่าวได้ แต่การใช้หลักการโอนสิทธิเรียกร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ยังไม่เหมาะสมและเพียงพอกับสภาพปัญหาดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงเสนอให้มีการตีความและเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับการโอนสิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดที่เกิดขึ้นก่อนการโอนสิทธิบัตร และกำหนดความสมบูรณ์ของการโอนสิทธิบัตรให้ชัดเจนไว้ในพระราชบัญญัติสิทธิบัตรพ.ศ.2522 เพื่อให้มีกฎหมายซึ่งเป็นกลไกในการคุ้มครองสิทธิบัตรให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายสิทธิบัตรและเกิดความเป็นระบบของกฎหมายสิทธิบัตร
ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการดึงข้อมูลจากบัตรอิเล็กทรอนิกส์, โปลิต สุขสว่าง
ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการดึงข้อมูลจากบัตรอิเล็กทรอนิกส์, โปลิต สุขสว่าง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดในลักษณะการดึงข้อมูลจากบัตรอิเล็กทรอนิกส์ อุปสรรคที่เกิดขึ้นจากการนำกฎหมายไทยมาปรับใช้กับการกระทำความผิดในรูปแบบต่างๆ ตลอดจนศึกษาแนวคิด ความคุ้มครอง และบทบัญญัติกฎหมายต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบและเสนอแนวทางที่เหมาะสมในการกำหนดบทบัญญัติกฎหมายในประเทศไทย จากการศึกษาพบว่า การดึงข้อมูลจากบัตรอิเล็กทรอนิกส์ยังคงเป็นการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นอย่างมาก และจากการพิเคราะห์บทบัญญัติกฎหมายอาญาในประเทศไทยพบว่า ไม่มีบทบัญญัติเฉพาะที่เหมาะสมในการบังคับใช้กับลักษณะการกระทำความผิดในรูปแบบนี้ได้โดยตรง และบทบัญญัติกฎหมายที่มีอยู่แล้วก็ไม่สามารถคุ้มครองข้อมูลที่เกิดจากการดึงได้อย่างครบถ้วน อันทำให้เกิดปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย เมื่อได้พิจารณาถึงบทบัญญัติกฎหมายของต่างประเทศพบว่า สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร สาธารณรัฐฟิลิปปินส์และเครือรัฐออสเตรเลีย ก็ต่างมีบทบัญญัติที่ใช้บังคับกับการกระทำความผิดในลักษณะนี้อันเป็นการเฉพาะและมีความครอบคลุมไม่แตกต่างกัน ด้วยเหตุที่กล่าวมาข้างต้น ผู้เขียนวิทยานิพนธ์จึงเสนอให้มีการกำหนดบทบัญญัติอันเป็นการเฉพาะอันเป็นความผิดตามกฎหมายอาญา เพื่อบังคับใช้กับการกระทำความผิดในลักษณะการดึงข้อมูลจากบัตรอิเล็กทรอนิกส์ โดยนำประเด็นต่างๆ ที่กฎหมายของต่างประเทศได้กำหนดไว้มาเป็นแนวทางในการปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทในสังคมไทย อันก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการคุ้มครองข้อมูลจากบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นต่อไป
ปัญหาความเป็นสัญญาของทรัสต์ : ศึกษาร่างพระราชบัญญัติทรัสต์เพื่อการจัดการทรัพย์สินส่วนบุคคล พ.ศ. ..., ภัทรางค์ วิชุพงษ์
ปัญหาความเป็นสัญญาของทรัสต์ : ศึกษาร่างพระราชบัญญัติทรัสต์เพื่อการจัดการทรัพย์สินส่วนบุคคล พ.ศ. ..., ภัทรางค์ วิชุพงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปี 2561 ร่างพระราชบัญญัติทรัสต์เพื่อการจัดการทรัพย์สินส่วนบุคคล พ.ศ. .... ได้ผ่านการอนุมัติโดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และอยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว โดยเหตุผลในการตราร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวก็เพื่อนำทรัสต์มาใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการทรัพย์สินส่วนบุคคล ในวิทยานิพนธ์นี้มุ่งศึกษาปัญหาเกี่ยวกับความเป็นสัญญาของทรัสต์ โดยมีสมมติฐานว่า ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับความเป็นนิติกรรมสัญญา สถานะทางกฎหมายของกองทรัสต์ และลักษณะสิทธิเหนือกองทรัสต์ของทรัสตีและผู้รับประโยชน์ ดังนั้นจึงควรมีการปรับปรุงแก้ไขร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเพื่อให้สามารถปรับใช้หลักการของทรัสต์ได้เป็นระบบและเหมาะสม และในการศึกษาวิจัยนี้ได้ใช้ระเบียบวิธีการศึกษาแบบวิธีการค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลแบบวิจัยเอกสาร และได้ศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายทรัสต์ของอังกฤษ โรมัน และญี่ปุ่น ผลการศึกษาพบว่า ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวข้างต้น ให้คำนิยามของคำว่า “ทรัสต์” ไม่ครบถ้วนเพราะไม่ครอบคลุมถึงบ่อเกิดของทรัสต์โดยพินัยกรรม และมิได้บัญญัติในส่วนของประเด็นมูลฐานของนิติกรรมสัญญาหลายประเด็น จะต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปมาปรับใช้เพื่ออุดช่องว่างของกฎหมาย นอกจากนี้ มิได้ปรากฏชัดเจนว่ากองทรัสต์มีสถานะทางกฎหมายอย่างไร พบว่า ทรัสต์เป็นกองทรัพย์สิน แต่มิใช่กองทรัพย์สินโดยทั่วไป การพิจารณาลักษณะของกองทรัสต์ต้องพิจารณามาตรา 12 (2) ประกอบมาตรา 28 วรรคสอง และมาตรา 53 อีกประการหนึ่ง คือ ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับลักษณะสิทธิหนือกองทรัสต์ของทรัสตีและผู้รับประโยชน์ พบว่า ทรัสตีเป็นเจ้าของกองทรัสต์ ดังนั้นจึงมีลักษณะเป็นทรัพยสิทธิ แต่เป็นทรัพยสิทธิที่มีการจำกัดอำนาจกรรมสิทธิ์เฉพาะตามที่ร่างพระราชบัญญัติกำหนด ส่วนผู้รับประโยชน์มิใช่ผู้มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของกองทรัสต์ จึงมีลักษณะเป็นบุคคลสิทธิ โดยสิทธิติดตามเอาทรัพย์สินคืนจากบุคคลภายนอกตามมาตรา 47 วรรคสอง มิได้มีฐานจากกรรมสิทธิ์ แต่เป็นสิทธิที่ร่างกฎหมายกำหนดไว้เฉพาะกรณีที่ทรัสตีจัดการกองทรัสต์โดยมิชอบ ดังนั้นจึงสมควรแก้ไขถ้อยคำบางประการตามมาตรา 3 มาตรา 47 วรรคสองและมาตราอื่นที่เกี่ยวขัอง รวมทั้งเพิ่มเติมบทบัญญัติเฉพาะเกี่ยวกับทรัพยสิทธิของทรัสตี
ปัญหาความเป็นแบบแห่งนิติกรรมของการจดทะเบียนสมรส, ชนนิกานต์ วงศ์ทองทิว
ปัญหาความเป็นแบบแห่งนิติกรรมของการจดทะเบียนสมรส, ชนนิกานต์ วงศ์ทองทิว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การสมรสเป็นจุดเริ่มต้นของนิติสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสถานะบุคคล มิได้มุ่ง โดยตรงไปทางการเคลื่อนสิทธิในทางทรัพย์สิน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เกิดสิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบต่อกัน โดยผลของกฎหมายลักษณะครอบครัวในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ในเรื่องการสมรสกับนิติกรรมนั้นนักกฎหมายในปัจจุบันยังมีความเห็นแตกต่างกัน ดังนั้น จึงเกิดประเด็นให้ต้องพิจารณาถึงลักษณะของการสมรสว่าเป็นเป็นนิติกรรมหรือไม่ ซึ่งประเด็นดังกล่าวนำไปสู่การพิจารณาต่อมาว่าสามารถนำบทบัญญัติในบรรพ 1 ว่าด้วยหลักทั่วไปมาปรับใช้กับบทบัญญัติในเรื่องการสมรสตามบรรพ 5 ได้หรือไม่ ทั้งนี้ มาตรา 1457 กำหนดให้ การสมรสตามกฎหมายจะมีได้เฉพาะเมื่อได้จดทะเบียนแล้วเท่านั้น ดังนั้นจึงเกิดประเด็นว่าสถานะของการจด ทะเบียนสมรสนั้นเป็นอย่างไร เมื่อเปรียบเทียบกับกฎหมายต่างประเทศ ได้แก่ อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศสแล้วมี ความแตกต่างจากของประเทศไทยหรือไม่ จากการศึกษาลักษณะของการสมรส ผู้เขียนมีความเห็นว่า การสมรสนั้นเป็นกรณีที่ชายหญิงแสดงเจตนา ยินยอมผูกพันตนตามกฎหมาย มุ่งโดยตรงต่อการก่อสถานภาพบุคคลในอีกฐานะหนึ่ง การสมรสจึงมีลักษณะเป็น นิติกรรมก่อสถานะบุคคลที่มีลักษณะแตกต่างจากนิติกรรมในบทกฎหมายอื่น ดังนั้นเมื่อพิจารณาหลักทั่วไป เรื่อง นิติกรรมตามบรรพ 1 แล้ว ผู้เขียนมีความเห็นว่า กฎหมายกำหนดเรื่องการสมรสตั้งแต่การก่อให้เกิดการสมรส เงื่อนไขของการสมรส รวมไปถึงผลของการไม่ปฏิบัติตามการสมรสไว้โดยเฉพาะ ดังนั้นจึงไม่สามารถนำบทบัญญัติ ในเรื่องนิติกรรมตามบรรพ 1 มาปรับใช้กับการสมรสซึ่งเป็นนิติกรรมเกี่ยวกับการก่อสถานะบุคคลในบรรพ 5 ได้ นอกจากนี้ กฎหมายกำหนดให้การสมรสต้องมีการจดทะเบียนสมรส โดยการจดทะเบียนสมรสเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ รัฐต้องการควบคุมความมีอยู่ของการสมรสตามกฎหมายและให้มีความสอดคล้องกับระบบของการสมรสตามหลัก ผัวเดียวเมียเดียว การจดทะเบียนสมรสจึงมีลักษณะเป็นแบบแห่งความมีอยู่ของการสมรส อันเป็นแบบแห่งนิติกรรมประเภทหนึ่ง ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาสถานะของการจดทะเบียนสมรส เมื่อเปรียบเทียบกับกฎหมายต่างประเทศ ได้แก่ อังกฤษ เยอรมัน และฝรั่งเศส พบว่ากฎหมายการสมรสของทั้งสาม ประเทศรวมถึงประเทศไทยกำหนดให้มีการจดทะเบียนสมรส แต่ลักษณะของการจดทะเบียนสมรสในบางประเทศ มีความแตกต่างจากประเทศไทย ดังนั้นจากการศึกษา ผู้เขียนจึงได้เสนอให้มีการตีความและการปรับใช้กฎหมายโดยบทบัญญัติของ กฎหมายในบรรพ 1 ไม่สามารถนำมาใช้กับการสมรสในบรรพ 5 และเสนอให้มีการกำหนดผลของการไม่ปฏิบัติตาม ขั้นตอนของการจดทะเบียนสมรสมาใช้ เพื่อให้การตีความและปรับใช้กฎหมายมีความชัดเจนและมีแนวทางในการตัดสินปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตว่าควรตัดสินไปในทิศทางใดเพื่อคุ้มครองความสัมพันธ์ทางครอบครัวที่เกิดขึ้นให้มากที่สุด
ปัญหาทางกฎหมายของดอกผลธรรมดา, พีระติ วรพิพัฒน์
ปัญหาทางกฎหมายของดอกผลธรรมดา, พีระติ วรพิพัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เนื่องด้วยบทบัญญัติในเรื่องดอกผลธรรมดานั้นมีลักษณะของการบัญญัติกฎหมายที่ยังคงไม่มีความชัดเจนทั้งในส่วนของการให้คำนิยาม และบทบัญญัติในเรื่องการได้มา ประกอบกับดอกผลที่ยังติดกับแม่ทรัพย์นั้น ยังไม่มีสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจน ซึ่งอาจก่อให้เกิดการใช้กฎหมายที่ไม่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ทั้งที่บทบัญญัติในเรื่องดอกผลนั้นบัญญัติไว้ในบรรพ 1 เป็นหลักทั่วไปที่สามารถนำไปใช้กับกฎหมายในบรรพอื่นๆได้ และยังสามารถนำไปใช้กับกฎหมายสาขาอื่นได้ด้วย โดยวิทยานิพนธ์เรื่องนี้มุ่งศึกษาวิเคราะห์ปัญหาเกี่ยวกับดอกผลในระบบกฎหมายไทย โดยศึกษากฎหมายเยอรมัน กฎหมายญี่ปุ่น และกฎหมายอิตาลี เป็นตัวอย่างด้วย ผลของการศึกษาพบว่า บทบัญญัติในเรื่องดอกผลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 148 วรรคสองนั้น มีลักษณะที่ไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมายในเรื่องทรัพย์ จากการที่กฎหมายบัญญัติใช้คำว่า ดอกผลธรรมดา เนื่องจากบทบัญญัติในเรื่องดอกผลนั้นเป็นบทบัญญัติที่อยู่ในลักษณะ 3 เรื่องทรัพย์ ดังนั้น ดอกผลธรรมดาจึงควรที่จะมีความสอดคล้องกับทรัพย์ ซึ่งทรัพย์หมายถึง วัตถุที่มีรูปร่าง ด้วยเหตุนี้ การใช้คำว่า “ดอกผลของทรัพย์”จะสามารถก่อให้เกิดความเข้าใจได้ว่า ดอกผล คือ สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากวัตถุที่มีรูปร่าง ซึ่งจะสามารถสร้างความเข้าใจได้ดีกว่าการใช้คำว่า ดอกผลธรรมดา นอกจากนี้การที่กฎหมายบัญญัติหลักเกณฑ์ทางกฎหมายของดอกผลนั้นสามารถถือเอาได้เมื่อได้แยกออกจากแม่ทรัพย์โดยรวมไว้กับลักษณะของความเป็นดอกผล ย่อมเป็นกรณีที่ทำให้ลักษณะการได้มาซึ่งดอกผลธรรมดานั้นไม่มีความเด่นชัด ซึ่งเมื่อพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งเยอรมัน ประมวลกฎหมายแพ่งญี่ปุ่น และประมวลกฎหมายแพ่งอิตาลีแล้วย่อมจะเห็นได้ว่า การได้มาซึ่งดอกผลนั้นเป็นบทบัญญัติที่ได้บัญญัติไว้เป็นมาตราเฉพาะ ซึ่งจะก่อให้เกิดความชัดเจนให้กับลักษณะของดอกผลมากกว่า และนอกจากนี้ การที่ดอกผลธรรมดายังติดอยู่กับแม่ทรัพย์ ย่อมที่จะส่งผลให้ดอกผลนั้นไม่มีลักษณะของการเป็นทรัพย์ได้ตามกฎหมาย เพราะการที่จะเป็นทรัพย์ได้ตามกฎหมายนั้นนอกจากจะต้องเป็นวัตถุที่มีรูปร่างแล้ว ยังต้องเป็นสิ่งที่สามารถดำรงอยู่ได้ด้วยตนเองโดยอิสระด้วย ด้วยเหตุนี้ จากสถานะทางกฎหมายดังกล่าวของดอกผล จึงย่อมอาจส่งผลต่อหลักการทางกฎหมายในเรื่องอื่นๆได้ ไม่ว่าจะเป็น การใช้สิทธิในตัวดอกผลในฐานะสิทธิทางหนี้ตามบรรพ 2 เช่น การเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง หรือการเข้าถือเอาในฐานะลาภมิควรได้ หรือตามสัญญาซื้อขายตามบรรพ 3 และ การใช้สิทธิเหนือตัวดอกผลในฐานะทรัพยสิทธิตามบรรพที่ 4 ในฐานะที่ดอกผลนั้นเป็นบทนิยามที่สามารถนำไปใช้กับกฎหมายในเรื่องอื่นๆได้อย่างเป็นระบบ ผู้เขียนจึงได้เสนอให้มีการแก้ไขบทบัญญัติในส่วนของบทนิยามในเรื่องดอกผลธรรมดา ตามมาตรา 148 วรรคสอง โดยการเปลี่ยนจากคำว่า “ดอกผลธรรมดา” เป็น “ดอกผลของทรัพย์” รวมถึงบัญญัติให้ดอกผลนั้นรวมถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจากฝีมือของมนุษย์ด้วย และนอกจากนี้ยังจะได้เสนอให้มีการบัญญัติเรื่องการได้มาซึ่งดอกผลธรรมดาเป็นบทมาตราเฉพาะในมาตรา 148/1 ในระหว่างที่ยังไม่มีการแก้ไขกฎหมายผู้เขียนเสนอให้มีการตีความคำว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ” นั้นให้รวมถึงสิ่งที่ได้เป็นผลมาจากการกระทำโดยฝีมือของมนุษย์ด้วย รวมถึงสร้างการตีความให้ดอกผลนั้นต้องคำนึงถึง “ประโยชน์” ที่จะได้รับจากการเข้าถือเอาดอกผลนั้นประกอบด้วย ซึ่งจะทำให้สามารถทำให้เกิดความเข้าใจได้ว่าสิ่งที่จะมีลักษณะของการเป็นดอกผลนั้นสามารถเกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์แล้วยังต้องเป็นประโยชน์ในการที่จะเข้าถือเอาได้อีกด้วย
ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการเยียวยาความเสียหายทางละเมิดที่เกิดกับทารกในครรภ์มารดา:ศึกษากรณีทารกเกิดมาพิการ, วัชรี เอี่ยมพิบูลย์วัฒนา
ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการเยียวยาความเสียหายทางละเมิดที่เกิดกับทารกในครรภ์มารดา:ศึกษากรณีทารกเกิดมาพิการ, วัชรี เอี่ยมพิบูลย์วัฒนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เล่มนี้มุ่งศึกษาปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทารกในครรภ์มารดาอันเกิดจากการที่แพทย์ตรวจวินิจฉัยครรภ์มารดาผิดพลาดไม่พบความพิการทางร่างกายของทารกในครรภ์มารดาแต่เมื่อมารดาให้กำเนิดทารกกลับพบว่าทารกมีร่างกายพิการ โดยได้ทำการวิเคราะห์ปัญหาสถานะและการรับรองสิทธิในการฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมายลักษณะละเมิดของทารกในครรภ์มารดา การปรับใช้กฎหมายลักษณะละเมิดและค่าสินไหมทดแทนทั้งในส่วนของทารกและในส่วนของบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยศึกษาเปรียบเทียบกับกฎหมายและคำพิพากษาศาลของสาธารณรัฐฝรั่งเศส สหพันสาธารณรัฐเยอรมนี และประเทศอังกฤษ ทั้งนี้ เพื่อหาแนวทางการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทารกที่พิการ จากการศึกษาพบว่าทารกในครรภ์มารดามีสถานะเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายมารดา แต่อย่างไรก็ตามทารกในครรภ์มารดาได้รับการรับรองสิทธิในการฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมายลักษณะละเมิดตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 15 วรรคสอง แต่ทั้งนี้เป็นเพียงสิทธิในการฟ้องร้องดำเนินคดีเท่านั้น เนื่องจากในประเด็นที่ศึกษาในส่วนของทารกไม่สามารถปรับใช้กฎหมายลักษณะละเมิดและค่าสินไหมทดแทน จึงมีผลทำให้ความพิการทางร่างกายของทารกไม่ได้รับการเยียวยา ส่วนกรณีของบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายสามารถปรับใช้กฎหมายลักษณะละเมิดและค่าสินไหมทดแทนได้ ทั้งนี้ จากการศึกษาข้อมูลของสาธารณรัฐฝรั่งเศสพบว่าสาธารณรัฐฝรั่งเศสได้มีแนวทางการเยียวยาทารกที่เกิดมาพิการโดยเป็นการเยียวยาจากกองทุน National Solidarity ซึ่งใช้ระบบการเยียวยาโดยไม่พิสูจน์ความผิด (No fault compensation) ดังนั้นจึงเห็นควรที่จะเสนอให้มีการเยียวยาทารกที่พิการโดยการตั้งกองทุนและใช้ระบบชดเชยความเสียหายโดยไม่ต้องพิสูจน์ความผิดดั่งเช่นสาธารณรัฐฝรั่งเศส
ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับบริษัทจำกัดที่จัดตั้งโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, พิชญนันท์ ทิพย์มณี
ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับบริษัทจำกัดที่จัดตั้งโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, พิชญนันท์ ทิพย์มณี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บริษัทจํากัดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเอกชนด้วยทุนมูลค่าเกินกว่าร้อยละ 50 หรืออยู่ภายใต้การครอบงำชี้ขาดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งในทางวิชาการเรียกว่า “วิสาหกิจมหาชนท้องถิ่น” (Local Public Enterprise) แยกเป็นอิสระออกจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและรัฐวิสาหกิจ และเมื่อบริษัทจำกัดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ บริษัทดังกล่าวจึงถือเป็น “ผู้ประกอบการ” ที่ต้องตกอยู่ภายใต้กติกาและการแข่งขันทางการค้า ตามหลักการแข่งขันเสรีและเสมอภาค ภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม ประเทศไทยได้มีการบัญญัติให้อำนาจแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทยในการจัดตั้งหรือถือหุ้นในบริษัทจำกัด โดยพบว่า ปัจจุบันมีการจัดตั้งบริษัทจำกัดโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพียง 2 แห่ง ได้แก่ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด และ บริษัท ขอนแก่น ทรานซิท ซิสเต็ม จำกัด ซึ่งเป็นโมเดลสำคัญแก่องค์ปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นในการดำเนินกิจการด้วยวิธีการจัดตั้งบริษัท อย่างไรก็ดี เนื่องด้วยประเด็นปัญหาทางกฎหมาย เช่น หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการจัดตั้ง สถานะทางกฎหมาย ขอบวัตถุประสงค์ การกำกับดูแล และการกำหนดแนวทางการบังคับใช้พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ที่ไม่ชัดเจน ส่งผลให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทยไม่สามารถจัดตั้งหรือถือหุ้นในบริษัทจำกัดได้ตามเจตนารมณ์ของตน ก่อให้เกิดอุปสรรคแก่ภาครัฐในการควบคุมกำกับดูแลการจัดตั้งหรือถือหุ้นในบริษัทจำกัดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งยังก่อให้เกิดการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบการภาครัฐและเอกชน วิทยานิพนธ์เล่มนี้ จึงมีข้อเสนอแนะให้มีการตรากฎหมายให้อำนาจแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทยทั้ง 5 ประเภท ให้สามารถจัดตั้งหรือถือหุ้นในบริษัทจำกัดที่จัดตั้งโดยนิติบุคคลคนเดียวและบริษัทร่วมทุน เพื่อดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ภายใต้หลักเกณฑ์และการกำกับดูแลของรัฐบาลส่วนกลางและส่วนภูมิภาค และเสนอแนะให้มีการบัญญัติสถานะทางกฎหมายด้วยคำว่า “วิสาหกิจมหาชนท้องถิ่น” ประกอบกับ การวางแนวทางการบังคับใช้กฎหมายที่ชัดเจน เช่น การบังคับใช้พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 แก่บริษัทจำกัดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในฐานะ “ผู้ประกอบธุรกิจ” เพื่อเป็นมาตรการช่วยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถเลือกใช้วิธีการได้อย่างเหมาะสม ในขณะเดียวกัน เพื่อเป็นมาตรการป้องกันและกำกับดูแลให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดตั้งถือหุ้นในบริษัทจำกัดให้เป็นโดยชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้ง เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนทางเศรษฐกิจตามหลักการแข่งขันเสรีและเสมอภาค ภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมและหลักการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ปัญหาผลทางกฎหมายในข้อสัญญาการผิดนัดไขว้ของลูกหนี้, นรรัตน์ ธีรานุกูร
ปัญหาผลทางกฎหมายในข้อสัญญาการผิดนัดไขว้ของลูกหนี้, นรรัตน์ ธีรานุกูร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ข้อสัญญาการผิดนัดไขว้ (Cross-default clause) เกิดจากการตกลงของคู่สัญญา มีสาระสำคัญ คือ นำเอาการผิดนัดของลูกหนี้ในสัญญาฉบับหนึ่งมาเป็นเหตุแห่งการผิดนัดในสัญญาอีกฉบับหนึ่ง เพื่อปกป้องประโยชน์ของเจ้าหนี้ให้มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้พร้อมกับหนี้อื่นหากลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้อื่นนั้น ข้อสัญญาการผิดนัดไขว้นี้ถูกนำไปใช้ในสัญญาต่าง ๆ แต่ผลทางกฎหมายของข้อสัญญาการผิดนัดไขว้ไม่ชัดเจน ทำให้เกิดปัญหาในการบังคับชำระหนี้และความรับผิดของคู่สัญญาและบุคคลภายนอกที่เข้าประกันหนี้ให้แก่ลูกหนี้ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงศึกษาผลทางกฎหมายของข้อสัญญาการผิดนัดไขว้ในระบบกฎหมายไทย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 รวมถึง กฎและประกาศ ตลอดจนหลักกฎหมายทั่วไป แต่ไม่รวมถึงกรณีเจ้าหนี้ผิดนัด สัญญาของสมาคมระหว่างประเทศ สัญญาซื้อขายหลักทรัพย์และสัญญาทางปกครอง ทั้งนี้ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีการศึกษากฎหมายต่างประเทศเพื่อเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ผลทางกฎหมายของข้อสัญญาการผิดนัดไขว้ด้วย พบว่า ตามกฎหมายสัญญาของรัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ข้อสัญญาการผิดนัดไขว้สามารถใช้บังคับได้ เนื่องจากความรับผิดตามสัญญาของกฎหมายของรัฐนิวยอร์กเป็นไปตามหลักความรับผิดโดยเคร่งครัดที่คู่สัญญาต้องรับผิดตามที่ตกลงกัน แต่ในกรณีกฎหมายล้มละลาย ข้อสัญญาการผิดนัดไขว้มีผลบังคับใช้ได้ต่อเมื่อสัญญาต่าง ๆ มีความเกี่ยวข้องกัน สำหรับกฎหมายของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีซึ่งเป็นหนึ่งในต้นแบบที่สำคัญในการร่างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย พบว่า ความรับผิดทางแพ่งของกฎหมายเยอรมันเป็นไปตามหลักความผิด โดยมีบทบัญญัติระบุไว้อย่างชัดเจนในประมวลกฎหมายแพ่งเยอรมัน แต่กฎหมายเยอรมันไม่มีกฎหมายลายลักษณ์อักษรเกี่ยวกับผลบังคับใช้ของข้อสัญญาการผิดนัดไขว้ไว้โดยเฉพาะ จากการศึกษาพบปัญหาข้อสัญญาการผิดนัดไขว้เป็นการตกลงเกี่ยวกับสิทธิและความรับผิดของคู่สัญญาต่างจากที่กฎหมายกำหนด เช่น ลูกหนี้ต้องชำระหนี้ก่อนถึงกำหนดชำระหนี้ ลูกหนี้เป็นลูกหนี้ผิดนัดทันทีโดยข้อสัญญาแม้ว่าลูกหนี้ไม่ได้ชำระหนี้ล่าช้า หรือ ลูกหนี้ต้องรับผิดในหนี้โดยไม่มีความผิด เป็นต้น อีกทั้ง ยังพบปัญหาความไม่ธรรมในการบังคับใช้ของข้อสัญญาการผิดนัดไขว้ที่ไม่มีเงื่อนไขในการเรียกให้ลูกหนี้รับผิดตามสัญญา ทำให้ลูกหนี้รับภาระในหนี้โดยไม่เป็นธรรมและเกินสมควร ดังนั้น ผู้เขียนจึงเสนอหลักเกณฑ์ของข้อสัญญาการผิดนัดไขว้ให้มีผลบังคับได้เท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี โดยพิจารณาจากความเกี่ยวข้องของสัญญาเหล่านั้นไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง รวมถึง การตีความเรื่องความเกี่ยวข้องของสัญญาเหล่านั้น เพื่อให้ข้อสัญญาการผิดนัดไขว้ถูกนำมาใช้บังคับอย่างหมาะสมและเป็นธรรมแก่คู่สัญญาทั้งสองฝ่าย
ปัญหาผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกโดยไม่ชอบด้วยหน้าที่, ธารทิพย์ เกียรติสุวรรณ์
ปัญหาผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกโดยไม่ชอบด้วยหน้าที่, ธารทิพย์ เกียรติสุวรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กรณีผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกโดยไม่ชอบด้วยหน้าที่ กฎหมายมิได้บัญญัติผลทางกฎหมายไว้โดยชัดแจ้ง เช่น กรณีผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก พบว่าคำพิพากษาศาลฎีกาบางฉบับวินิจฉัยผลทางกฎหมายให้นิติกรรมมีผลไม่ผูกพันทายาทและคำพิพากษาศาลฎีกาบางฉบับวินิจฉัยให้นิติกรรมมีผลตกเป็นโมฆะ ทั้งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 มรดก ในเรื่องผู้จัดการมรดก ก็มิได้มีการบัญญัติคุ้มครองบุคคลภายนอกจากการรับโอนทรัพย์มรดกของผู้จัดการมรดกไว้โดยเฉพาะ ในทางปฏิบัติพบว่าศาลฎีกานำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เรื่องหนี้และเรื่องทรัพย์มาปรับใช้ในการวินิจฉัยคดี ทำให้เกิดความแตกต่างในการปรับใช้กฎหมายและส่งผลกระทบต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องอีกด้วย เมื่อพิจารณาลักษณะการโอนทรัพย์มรดกของผู้จัดการมรดกตามระบบกฎหมายเยอรมันและระบบกฎหมายอังกฤษพบว่า แม้ระบบกฎหมายเยอรมันและระบบกฎหมายอังกฤษจะมีความแตกต่างกัน แต่ก็มีการบัญญัติรูปแบบวิธีการโอนทรัพย์มรดกของผู้จัดการมรดกไว้โดยเฉพาะและมีบทบัญญัติคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้ซึ่งรับโอนทรัพย์มรดกจากผู้จัดการมรดกไว้โดยเฉพาะเช่นเดียวกัน ซึ่งแตกต่างจากระบบกฎหมายไทยที่ไม่มีรูปแบบวิธีการโอนทรัพย์มรดกของผู้จัดการมรดกและการบัญญัติคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้ซึ่งรับโอนทรัพย์มรดกจากผู้จัดการมรดกแต่อย่างใด จากกการศึกษากรณีผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกโดยไม่ชอบด้วยหน้าที่ เห็นควรที่จะบัญญัติผลของนิติกรรมตกเป็นโมฆะสำหรับกรณีผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกโดยตนมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก และกรณีผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกนอกขอบอำนาจหน้าที่ ควรบัญญัติให้นิติกรรมมีผลไม่ผูกพันทายาท สำหรับการคุ้มครองบุคคลภายนอก เห็นควรที่จะบัญญัติกฎหมายเพื่อคุ้มครองบุคคลภายนอกจากการรับโอนทรัพย์มรดกของผู้จัดการมรดกไว้โดยเฉพาะในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 มรดก รวมถึงเห็นควรที่จะบัญญัติให้มีการใช้หนังสือรับรองการรับมรดกสำหรับการโอนทรัพย์มรดกของผู้จัดการมรดก โดยบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ลักษณะ 4 วิธีจัดการและปันทรัพย์มรดก โดยเพิ่มเป็น หมวดที่ 4 วิธีการโอนทรัพย์มรดกของผู้จัดการมรดก
ปัญหาหลักการปกป้องคุ้มครองตนเองในเรื่องความเสียหายอันเกิดจากโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์, พีรวัส ไพบูลย์ศิริ
ปัญหาหลักการปกป้องคุ้มครองตนเองในเรื่องความเสียหายอันเกิดจากโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์, พีรวัส ไพบูลย์ศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 435 บัญญัติไว้เฉพาะแต่การป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดจากโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นเท่านั้น มิได้กล่าวถึงการป้องกันความเสียหายอันพึงเกิดจากต้นไม้หรือกอไผ่เอาไว้ด้วย อีกทั้งยังมิได้บัญญัติว่าใครเป็นผู้มีหน้าที่จัดการปัดป้องภยันตรายเอาไว้อย่างแน่ชัด และผู้จะเสียหายสามารถดำเนินการอย่างไรได้บ้างหากผู้มีหน้าที่ไม่ปฏิบัติตามที่ร้องขอ ส่งผลให้ขอบเขตการบังคับใช้มาตรา 435 ยังขาดความชัดเจนแน่นอน จากการศึกษากฎหมายเยอรมัน กฎหมายสวิส และกฎหมายอังกฤษ ประกอบกับกฎหมายไทย พบว่า คำว่า “สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น” ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย มาตรา 435 ไม่น่าหมายความรวมถึง ต้นไม้หรือกอไผ่ด้วย และไม่สามารถนำมาตรา 1347 มาใช้เทียบเคียงในฐานะกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งได้ ส่วนผู้มีหน้าที่จัดการปัดป้องภยันตราย หมายถึง ผู้ที่ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดจากโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น และผู้จะเสียหายสามารถฟ้องร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้มีหน้าที่ดำเนินการตามที่ร้องขอได้ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่ไม่ยอมดำเนินการตามที่ร้องขอ ผู้เขียนจึงขอเสนอให้มีการปรับปรุงแก้ไขบทบัญญัติมาตรา 435 โดยเพิ่มเรื่องการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดจากต้นไม้หรือกอไผ่ และระบุผู้มีหน้าที่ดำเนินการปัดป้องภยันตรายเช่นเดียวกับในประมวลกฎหมายแพ่งเยอรมัน และประมวลกฎหมายหนี้สวิส เพื่อให้เกิดความชัดเจนและความเป็นระบบมากยิ่งขึ้น และระหว่างที่ยังไม่มีการแก้กฎหมาย ขอเสนอให้ตีความมาตรา 435 ให้ใช้บังคับกับกรณีความเสียหายที่อาจเกิดจากต้นไม้หรือกอไผ่ด้วย เพื่ออำนวยความยุติธรรมให้กับสังคมไทยมากที่สุด
มาตรการการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของนักธุรกิจในธุรกิจขายตรงที่มีรูปแบบหลายชั้น, มนธิดา อัครสามารถ
มาตรการการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของนักธุรกิจในธุรกิจขายตรงที่มีรูปแบบหลายชั้น, มนธิดา อัครสามารถ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีความมุ่งหมายที่จะศึกษาการดำเนินธุรกิจขายตรงที่มีรูปแบบหลายชั้นของนักธุรกิจผ่านกิจกรรมที่มีการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลในมุมมองของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 โดยศึกษาประกอบกับกฎหมาย General Data Protection Regulation ของสหภาพยุโรป จากการสัมภาษณ์นักธุรกิจพบว่านักธุรกิจปฏิบัติไม่สอดคล้องกับพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ ดังนี้ นักธุรกิจไม่ได้แจ้งรายละเอียดการเก็บรวบรวมข้อมูลและช่องทางการใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งไม่ทราบวิธีการจัดการคำร้องขอนั้น ไม่มีรูปแบบและวิธีการขอความยินยอม ไม่ได้กำหนดระยะเวลาการจัดเก็บข้อมูล นิยามคำว่ากิจการขนาดเล็กไม่ครอบคลุมถึงบุคคลธรรมดาที่มีการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล และพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ ไม่มีบทบัญญัติเรื่องการจัดทำประมวลแนวปฏิบัติ ด้วยเหตุนี้เพื่อแก้ไขความไม่สอดคล้องมีข้อเสนอแนะให้ภาครัฐออกประกาศหรือภาคเอกชนโดยสมาคมวิชาชีพร่วมกับบริษัทกำหนดแนวทางให้นักธุรกิจนำไปปฏิบัติ คือ กำหนดขอบเขตและรูปแบบของการแจ้งรายละเอียดการเก็บรวบรวมข้อมูล กำหนดรูปแบบและวิธีการขอความยินยอม กำหนดระยะเวลาการจัดเก็บรวบรวมข้อมูล กำหนดช่องทางการใช้สิทธิและวิธีการจัดการคำร้องขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เพิ่มเติมนิยามให้บุคคลธรรมดาที่มีการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเป็นกิจการขนาดเล็กที่ได้รับยกเว้นการจัดทำบันทึกรายการของกิจกรรม และตราบทบัญญัติเรื่องการจัดทำประมวลแนวปฏิบัติ นอกจากนี้ต้องพัฒนาความรู้ทางด้านกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและวิธีปฏิบัติแก่นักธุรกิจ
มาตรการทดแทนโทษทางอาญาเพื่อแก้ไขปัญหาการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา, ณัฏฐ์นรี นิภาเกษม
มาตรการทดแทนโทษทางอาญาเพื่อแก้ไขปัญหาการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา, ณัฏฐ์นรี นิภาเกษม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ถึงปัญหาของการนำโทษทางอาญามาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคารวมทั้งศึกษาและแสวงหามาตรการอื่นที่เหมาะสมเพื่อควบคุมราคาของสลากกินแบ่งรัฐบาลในประเทศไทยแทนการใช้โทษทางอาญา จากการศึกษาพบว่าปัญหาสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคาในประเทศไทยเกิดจากโครงสร้างและระบบการจัดจำหน่ายสลากที่มีการส่งต่อสลากผ่านพ่อค้าคนกลางเป็นทอดจนเกิดต้นทุนส่วนเกินมาถึงผู้ค้าปลีกสลากซึ่งส่งผลให้มีความจำเป็นต้องจำหน่ายสลากแก่ผู้บริโภคเกินราคา ซึ่งการที่รัฐใช้วิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยการกำหนดให้การจำหน่ายสลากเกินราคาเป็นความผิดอาญาจะเห็นได้ว่านอกจากจะไม่สอดคล้องต่อสภาพการณ์ของอาชีพผู้ค้าปลีกที่ต้องรับต้นทุนส่วนเกินมาจากพ่อค้าคนกลางแล้วการลงโทษบุคคลเหล่านั้นก็ไม่สอดคล้องต่อวัตถุประสงค์ในการลงโทษในทางอาญาเพราะแม้จะมีการจับกุมผู้ค้าปลีกรายย่อยอยู่เสมอแต่ก็ยังไม่สามารถยับยั้งการกระทำความผิดได้สำเร็จ สุดท้ายรัฐพึงต้องหามาตรการอื่นๆมาใช้ควบคู่กับโทษทางอาญาอยู่ดี อนึ่ง การมีความรับผิดทางอาญาในเรื่องนี้จึงสะท้อนถึงปัญหากฎหมายอาญาเฟ้อ จากการศึกษามาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคาในต่างประเทศพบว่าโครงสร้างขององค์กรและวิธีการจัดจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลแต่ละที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตามในเรื่องของการรักษาราคาสลาก กินแบ่งรัฐบาลให้ตามกำหนดในต่างประเทศพบว่าส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้มาตรการทางอาญาลงโทษแก่ผู้ค้าปลีกสลากกินแบ่งแต่จะออกมาตรการอื่นเพื่อควบคุมไม่ให้การจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลนั้นเกินราคา ด้วยเหตุที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยจึงเสนอแนะให้มีการยกเลิกความผิดอาญาของการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคาแล้วใช้มาตรการอื่นทดแทนโทษทางอาญาซึ่งการใช้มาตรการทดแทนดังกล่าวนั้นจะต้องควบคู่ไปกับการแก้ไขโครงสร้างการจัดจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลให้มีประสิทธิภาพและปรับปรุงผลิตภัณฑ์สลากที่สามารถป้องกันการถูกนำสลากไปขายเกินราคารวมถึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนภายใต้การคำนึงถึง กรอบทางศีลธรรมที่ต้องระวังไม่ให้เกิดการมอมเมาประชาชนจนเสพติดการพนันอันจะส่งผลกระทบต่อสังคมได้
มาตรการทางกฎหมายในการช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวก แก่คนพิการทางการเห็นในการใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร, ปาณิสสรา สุดชูเกียรติ
มาตรการทางกฎหมายในการช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวก แก่คนพิการทางการเห็นในการใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร, ปาณิสสรา สุดชูเกียรติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ด้วยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มุ่งหมายให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยเฉพาะการเลือกตั้งซึ่งเป็นพื้นฐานในการใช้สิทธิของประชาชนเพื่อเลือกผู้แทนที่จะใช้อำนาจอธิปไตยแทนประชาชนในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ภายใต้หลักเกณฑ์พื้นฐานของการเลือกตั้ง เมื่อปรากฏว่าคนพิการทางการเห็นยังมีอุปสรรคในการใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รัฐจึงต้องกำหนดมาตรการทางกฎหมายเพื่อช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวกแก่คนพิการทางการเห็นให้สามารถใช้สิทธิเลือกตั้งโดยปราศจากอุปสรรค โดยมาตรการดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้หลักการลงคะแนนเสียงโดยตรงและลับด้วย จากการศึกษาพบว่า แม้ปัจจุบันได้มีการกำหนดมาตรการทางการเพื่อช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวกแก่ คนพิการในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 92 แล้วก็ตาม แต่มาตรการทางกฎหมายดังกล่าวยังไม่อาจขจัดอุปสรรคในการใช้สิทธิเลือกตั้งของคนพิการทางการเห็นได้ครอบคลุมเพียงพอ ทำให้ยังมีคนพิการทางการเห็นบางส่วนไม่สามารถใช้สิทธิเลือกตั้งของตนได้ อีกทั้งยังไม่ปรากฏมาตรการทางกฎหมายในการรับรองและคุ้มครองแก่คนพิการทางการเห็นในกรณีต้องมีผู้ช่วยเหลือในทำเครื่องหมายลงในบัตรเลือกตั้งเพื่อให้การลงคะแนนเสียงเป็นไปภายใต้หลักการลงคะแนนเสียงโดยตรงและลับอย่างแท้จริง ซึ่งทำให้การใช้สิทธิเลือกตั้งของคนพิการทางการเห็นอาจมีผลเป็นการขัดหรือแย้งกับหลักความเสมอภาคและไม่เลือกปฏิบัติ และหลักเกณฑ์พื้นฐานในการเลือกตั้งได้ จากปัญหาดังกล่าวผู้เขียนจึงได้เสนอแนวทางการกำหนดมาตรการทางกฎหมายในการช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวกแก่คนพิการทางการเห็นในการใช้สิทธิเลือกตั้ง ภายใต้หลักการลงคะแนนเสียงโดยตรงและลับ โดยกำหนดให้รัฐต้องเพิ่มเติมมาตรการทางกฎหมายโดยการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกตั้ง กำหนดมาตรการในการลงคะแนนเสียงเพื่อให้คนพิการทางการเห็นสามารถลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้ด้วยตนเอง กำหนดมาตรการในการเข้าถึงหน่วยเลือกตั้ง เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงการเลือกตั้งแก่คนพิการทางการเห็นทั้งที่สามารถเดินทางมายังหน่วยเลือกตั้งหรือไม่ก็ตาม และกำหนดมาตรการตามมาตรา 92 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ให้ชัดเจนและเด็ดขาดในกรณีที่บุคคลอื่นหรือกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งผู้ใดทำให้การอำนวยความสะดวกหรือการให้ความช่วยเหลือในการออกเสียงลงคะแนนไม่ตรงตามเจตนาของคนพิการหรือ ทำให้ไม่เป็นวิธีการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ เพื่อให้เป็นไปโดยสอดคล้องกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2561 ด้วย
มาตรการทางกฎหมายในการดำเนินการจัดเก็บค่าใช้น้ำ, ฉัตรวรินทร์ แก้วนิตย์
มาตรการทางกฎหมายในการดำเนินการจัดเก็บค่าใช้น้ำ, ฉัตรวรินทร์ แก้วนิตย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษามาตรการทางกฎหมายในการดำเนินการจัดเก็บค่าใช้น้ำในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการศึกษาการดำเนินการจัดเก็บค่าใช้ตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พระราชบัญญัติการชลประทานหลวง และพระราชบัญญัติน้ำบาดาลเพื่อนำมาวิเคราะห์ให้ทราบถึงปัญหาและอุปสรรค์ในการดำเนินการจัดเก็บค่าใช้น้ำ โดยมีการศึกษาการจัดเก็บค่าใช้น้ำในประเทศเนเธอร์แลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อนำมาวิเคราะห์และเปรียบเทียบแนวคิดทฤษฎีและรูปแบบกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดเก็บค่าใช้น้ำเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บค่าใช้น้ำของประเทศไทย ผลจากการศึกษาพบว่าในปัจจุบันมาตรการทางกฎหมายในการดำเนินการจัดเก็บค่าใช้น้ำในประเทศไทยไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากการกำหนดประเภทกลุ่มผู้ใช้น้ำ และการกำหนดอัตราค่าใช้น้ำยังไม่มีความเหมาะสมกับทรัพยากรน้ำที่มีอยู่ในพื้นที่ ตลอดถึงลักษณะกิจกรรมการใช้น้ำของผู้ใช้น้ำ ทั้งนี้ สาเหตุเกิดจากความไม่ชัดเจน และช่องว่างของกฎหมายในการกำหนดกลุ่มประเภทผู้ใช้น้ำ อย่างไรก็ตาม เมื่อศึกษามาตรการในการจัดเก็บค่าใช้น้ำในบางประเทศพบว่า มีการกำหนดกลุ่มผู้ใช้น้ำที่ครอบคลุมและชัดเจน มีการกำหนดอัตราค่าใช้โดยคำนึงถึงลักษณะพื้นที่ และสามารถตอบสนองความต้องการในการใช้น้ำของประชาชนได้อย่างทั่วถึง วิทยานิพนธ์เล่มนี้จึงมีข้อเสนอแนะในการปรับปรุง ปรับปรุงกฎหมายในการกำหนดประเภทผู้ใช้น้ำให้มีความชัดเจน และครอบคลุมมากยิ่งขึ้น และในการกำหนดอัตราค่าใช้น้ำควรคำนึงถึงลักษณะพื้นที่ และสภาพของทรัพยากร และรับฟังความเห็นของผู้ใช้น้ำ ตลอดถึงควรกำหนดหลักเกณฑ์ในการกำหนดลักษณะกิจกรรมการใช้น้ำ หลักเกณฑ์ในลดยกเว้น ลดหย่อนค่าใช้น้ำ และหลักเกณฑ์ด้านการผ่อนชำระค่าใช้น้ำ เพื่อลดปัญหาการค้างชำระ รวมทั้งควรปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการจัดเก็บค่าใช้น้ำให้มีความสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
มาตรการทางกฎหมายในการปฏิบัติต่อผู้ต้องโทษที่ป่วยทางจิตภายหลังศาลพิพากษา, ชุติกาญจน์ ชาญเชิงพานิช
มาตรการทางกฎหมายในการปฏิบัติต่อผู้ต้องโทษที่ป่วยทางจิตภายหลังศาลพิพากษา, ชุติกาญจน์ ชาญเชิงพานิช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เล่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา มาตรการทางกฎหมายในการปฏิบัติต่อผู้ต้องโทษซึ่งป่วยทางจิตภายหลังศาลพิพากษาโดยศึกษาสภาพปัญหาการบังคับตามคำพิพากษาที่ไม่สามารถคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องโทษที่ป่วยทางจิตได้ตามกฎหมายไทยและมาตรการกฎหมายในกระบวนการชั้นราชทัณฑ์ในการปฏิบัติต่อผู้ต้องโทษจำคุกที่ป่วยทางจิต โดยศึกษาแนวคิดและแนวทางของต่างประเทศ เพื่อวิเคราะห์และแสวงหามาตรการทางกฎหมายที่เหมาะสมนำมาปรับปรุงแก้ไขอันทำให้สามารถให้ความคุ้มครองแก่ผู้ป่วยทางจิตและสังคมมากขึ้น มาตรการกฎหมายในการปฏิบัติต่อผู้ต้องโทษที่ป่วยทางจิตภายหลังศาลพิพากษา ในด้านการบังคับตามคำพิพากษากรณีผู้ต้องโทษเพิ่งปรากฏอาการป่วยทางจิตหลังมีคำพิพากษาตามกฎหมายไทยนั้น ยังมีข้อบกพร่องบางประการที่ไม่สามารถคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องโทษที่ป่วยทางจิต เนื่องจากกฎหมายไม่ให้อำนาจแก่ศาลในการสั่งทุเลาการบังคับโทษกักขังได้ และกรณีศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับโทษจำคุกกรณีที่จำเลยวิกลจริตยังไม่มีการประกาศกำหนดให้สถานบำบัดทางจิตเป็นสถานที่อันควรนอกเรือนจำที่ใช้ในการทุเลาการบังคับโทษจำคุกสำหรับจำเลยที่วิกลจริต อีกทั้งมาตรการในการดำเนินการในชั้นราชทัณฑ์ ไม่มีการกำหนดกรอบระยะเวลาในการส่งตัวผู้ต้องโทษที่ป่วยทางจิตไปรักษานอกเรือนจำ และไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการรับดูแลผู้ป่วยดังกล่าวโดยบุคคลอื่น อันทำให้ไม่สามารถให้ความคุ้มครองแก่ผู้ต้องโทษที่ป่วยทางจิตได้ ด้วยเหตุที่กล่าวมาในข้างต้น จึงขอเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 โดยกำหนดให้ศาลมีอำนาจสั่งทุเลาการบังคับโทษกักขังได้ในกรณีจำเลยวิกลจริต และกำหนดให้สถานบำบัดทางจิตเป็นสถานที่อันควรนอกเรือนจำที่ใช้ในการทุเลาการบังคับโทษจำคุกสำหรับจำเลยที่วิกลจริต และเพิ่มเติมมาตรการให้บุคคลที่ป่วยทางจิตมีผู้รับดูแลและมีการติดตามดูแลหลังจากปล่อยตัวออกจากสถานบำบัด ซึ่งมาตรการเหล่านี้จะทำให้สามารถให้การคุ้มครองผู้ต้องโทษที่ป่วยทางจิตให้ได้รับการรักษาอาการป่วยทางจิตของตนและช่วยคุ้มครองสังคมจากการกระทำความผิดของบุคคลที่ป่วยทางจิตมากขึ้น
มาตรการพัฒนาระบบการพิสูจน์ความจริงในคดีอาญา: ศึกษาเรื่องการสนับสนุนให้พยานบุคคลเบิกความตรงความจริง, รชตะ ธรรมนิยม
มาตรการพัฒนาระบบการพิสูจน์ความจริงในคดีอาญา: ศึกษาเรื่องการสนับสนุนให้พยานบุคคลเบิกความตรงความจริง, รชตะ ธรรมนิยม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พยานบุคคลนั้นเป็นปัจจัยสำคัญในการพิสูจน์ความจริงในคดีอาญา เพราะคำเบิกความของพยานบุคคลถือว่าเป็นพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักและน่าเชื่อถือที่สุดในคดีอาญา และในคดีอาญานั้น โจทก์จะต้องนำสืบพยานเพื่อให้ศาลเห็นว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดจริงในระดับที่ปราศจากข้อสงสัยตามสมควร ดังนั้น รัฐจึงต้องป้องกันและปราบปรามไม่ให้เกิดการแทรกแซงการเบิกความของพยานบุคคล อย่างไรก็ดี สำหรับประเทศไทยนั้น ยังปรากฏปัญหาที่พยานบุคคลนั้นถูกแทรกแซงการเบิกความด้วยวิธีต่างๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อกระบวนยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นการข่มขู่ คุกคาม การให้ประโยชน์ รวมถึงการนำความผิดฐานหมิ่นประมาทมาใช้กดดันพยานบุคคลในระหว่างการพิจารณาคดี ทำให้พยานบุคคลนั้นเกิดความเกรงกลัวและไม่กล้ามาเบิกความหรือมาเบิกความเท็จในกระบวนการดำเนินคดีอาญา ซึ่งส่งผลให้ผู้กระทำความผิดไม่ได้รับการลงโทษและลอยนวลเป็นภัยสังคมต่อไปในที่สุด ด้วยเหตุดังกล่าว วิทยาพนธ์ฉบับนี้จึงมุ่งศึกษามาตรการทางกฎหมายและมาตรการสนับสนุนอื่นๆ ที่สามารถช่วยให้พยานบุคคลมาเบิกความตรงความจริง โดยวิเคราะห์เปรียบเทียบกับมาตรการในต่างประเทศ เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับหลักการและสภาพปัญหาของประเทศไทย จากการศึกษาพบว่า วิธีการแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพคือประเทศไทยควรบัญญัติความผิดฐานแทรกแซงพยานบุคคลเป็นฐานความผิดเฉพาะตามประมวลกฎหมายอาญา และกำหนดให้ความผิดฐานฆ่าและความผิดฐานทำร้ายพยานบุคคลตามประมวลกฎหมายอาญาเป็นเหตุฉกรรจ์ เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดและสามารถลงโทษผู้กระทำความผิดได้อย่างเหมาะสม ประกอบกับการกำหนดบทยกเว้นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญาให้แก่พยานบุคคลที่ได้เบิกความโดยสุจริต เพื่อให้พยานบุคคลกล้าเบิกความมากขึ้น นอกจากนี้ ยังเสนอให้นำมาตรการสนับสนุนอื่นๆ มาปรับใช้ ได้แก่ การกำหนดค่าป่วยการของพยานบุคคลในลักษณะของค่าขาดรายได้หรือค่าเสียโอกาส และการจัดทำคู่มือประชาชนให้แก่พยานบุคคล เพื่อสร้างแรงจูงใจให้แก่พยานบุคคลและทำให้พยานบุคคลคุ้นเคยกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญามากยิ่งขึ้น
มาตรการแทนการลงโทษทางอาญาศึกษากรณีความผิดเกี่ยวกับการใช้เครื่องแต่งกายที่กฎหมายคุ้มครอง, กิตติคุณ ขุนพรหม
มาตรการแทนการลงโทษทางอาญาศึกษากรณีความผิดเกี่ยวกับการใช้เครื่องแต่งกายที่กฎหมายคุ้มครอง, กิตติคุณ ขุนพรหม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่อง มาตรการแทนการลงโทษอาญากรณีความผิดเกี่ยวกับการใช้เครื่องแต่งกายที่กฎหมายคุ้มครอง มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา เพื่อหามาตรการที่เหมาะสมมาใช้แทนโทษทางอาญาในความผิดเกี่ยวกับการใช้เครื่องแต่งกายที่กฎหมายคุ้มครอง ผลการศึกษาพบว่า ปัจจุบันมีกฎหมายที่บัญญัติเกี่ยวกับการใช้เครื่องแต่งกายที่กฎหมายคุ้มครองอยู่เป็นจำนวนมาก และกำหนดให้การกระทำดังกล่าวมีโทษทางอาญา ซึ่งไม่เหมาะสมกับลักษณะของการกระทำความผิดเนื่องจากเจตนาของผู้กระทำความผิดสามารถแบ่งได้เป็น 3 กรณี ได้แก่ กรณีกระทำเพราะความชื่นชอบส่วนบุคคล กรณีกระทำเพราะต้องการภาพลักษณ์และอำนาจที่มาจากเครื่องแต่งกาย และกรณีกระทำเพื่อเพื่ออำนวยความสะดวกให้สามารถกระทำความผิดอื่นง่ายขึ้น ถึงแม้การกระทำความผิดดังกล่าวมีเจตนาแตกต่างกัน แต่กลับใช้บทบัญญัติของกฎหมายเดียวกันมาใช้บังคับ ดังนั้น จึงควรนำพระราชบัญญัติต่าง ๆ ที่มีการกำหนดความผิดเกี่ยวกับการใช้เครื่องแต่งกายที่กฎหมายคุ้มครองมาบัญญัติไว้ในบัญชี 1 ท้าย (ร่าง) พระราชบัญญัติการปรับเป็นพินัย พ.ศ. .... เพื่อให้ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจว่า การกระทำความผิดเกี่ยวกับการใช้เครื่องแต่งกายที่กฎหมายคุ้มครองนั้น เป็นการกระทำในลักษณะใด หากเป็นการการกระทำความผิดเพราะความชื่นชอบส่วนบุคคล หรือต้องการภาพลักษณ์หรืออำนาจที่มาจากเครื่องแต่งกาย ให้ศาลมีอำนาจนำการปรับเป็นพินัยมาใช้แทนโทษทางอาญา และถืออัตราโทษปรับทางอาญาที่กำหนดเป็นอัตราค่าปรับเป็นพินัยตาม (ร่าง) พระราชบัญญัติการปรับเป็นพินัย พ.ศ. .... เว้นแต่กระทำความผิดซ้ำในเรื่องเดียวกันภายในระยะเวลา 3 ปี ให้เป็นข้อยกเว้นมิให้นำการปรับเป็นพินัยมาใช้บังคับกับการกระทำความผิดตั้งแต่ครั้งที่สองเป็นต้นไป และหากเป็นกรณีกระทำความผิดเพื่ออำนวยความสะดวกให้สามารถกระทำความผิดอื่นง่ายขึ้น ให้ศาลบังคับใช้โทษทางอาญาตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายนั้นไปตามเดิม เพื่อให้การกำหนดโทษในการกระทำความผิดเกี่ยวกับการใช้เครื่องแต่งกายที่กฎหมายคุ้มครองมีความเหมาะสมกับลักษณะของการกระทำความผิดมากยิ่งขึ้น
ลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรีกรณีต้องคำพิพากษาให้จำคุกตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2560) : ศึกษาผลของคำพิพากษาศาลต่างประเทศ, วริสสรา ธีรทัตตานนท์
ลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรีกรณีต้องคำพิพากษาให้จำคุกตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2560) : ศึกษาผลของคำพิพากษาศาลต่างประเทศ, วริสสรา ธีรทัตตานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis aims to study the problem of legitimacy, proportionality, and interpretation of provisions relating to the disqualification of minister in case of being sentenced by a judgment to imprisonment under section 160 (7) and section 160 (6) in conjunction with section 98 (7), (9) and (10) of the Constitution of the Kingdom of Thailand (B.E. 2560) to achieve a more appropriate and clearer scope of application of the provisions. This thesis uses Documentary Research Method to investigate the decision of the Constitutional Court, legal opinions of the Office of the Council of State, and the Foreign Constitutions and In-depth …
สิทธิของบุคคลข้ามเพศในกระบวนการค้นตัวและการคุมขัง, ปิยธิดา จันทร์หอม
สิทธิของบุคคลข้ามเพศในกระบวนการค้นตัวและการคุมขัง, ปิยธิดา จันทร์หอม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักการและทฤษฎีสิทธิของบุคคลข้ามเพศในกระบวนการค้นตัวและการคุมขังในคดีอาญา รวมถึงแนวคิดในการกำหนดแนวทางการค้นตัวและการคุมขังบุคคลข้ามเพศของต่างประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบหาแนวทางแก้ไขปรุงกฎหมายการค้นตัวและการคุมขังบุคคลข้ามเพศในประเทศไทย จากการศึกษาพบว่า กฎหมายไทยไม่มีแนวทางการปฏิบัติต่อบุคคลข้ามเพศในกระบวนการค้นตัวและการคุมขัง ในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่ตำรวจจะใช้เกณฑ์เพศกำเนิดในการจำแนกบุคคลข้ามเพศและปฏิบัติต่อบุคคลข้ามเพศตามดุลพินิจ ซึ่งเมื่อผู้ศึกษาได้ศึกษากระบวนการค้นตัวและการคุมขังตามกฎหมายต่างประเทศ ได้แก่ อังกฤษ สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย พบว่าประเทศดังกล่าวได้กำหนดแนวทางและรายละเอียดการค้นตัวและคุมขังบุคคลข้ามเพศไว้โดยเฉพาะ ส่วนประเทศเยอรมนีไม่ปรากฏหลักเกณฑ์การปฏิบัติสำหรับบุคคลข้ามเพศเช่นเดียวกับประเทศไทย ดังนั้น ผู้ศึกษาเสนอแนะให้นำแนวคิดการปฏิบัติต่อบุคคลข้ามเพศในกระบวนการค้นตัวและการคุมขังของต่างประเทศมาปรับใช้กับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของไทย โดยกำหนดให้การค้นตัวต้องดำเนินการโดยบุคคลที่มีเพศเหมาะสม และจัดสรรห้องขังแยกเฉพาะสำหรับผู้ต้องหาข้ามเพศ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้ต้องหาข้ามเพศมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับห้องคุมขังที่เหมาะสมกับเพศและอัตลักษณ์ทางเพศ
สิทธิของบุคคลในการร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญเมื่อมีการละเมิดสิทธิและเสรีภาพตามมาตรา 213 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2560), จินต์จุฑา พานิชวงศ์
สิทธิของบุคคลในการร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญเมื่อมีการละเมิดสิทธิและเสรีภาพตามมาตรา 213 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2560), จินต์จุฑา พานิชวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาถึงแนวคิด หลักการ วิธีการ และระบบการใช้สิทธิของบุคคลในการร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญเมื่อมีการละเมิดสิทธิและเสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2560) มาตรา 213 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 โดยศึกษาเปรียบเทียบกับประเทศที่มีการพัฒนาหลักการร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญมาก่อนประเทศไทย ซึ่งได้แก่ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ราชอาณาจักรสเปน และสาธารณรัฐเกาหลี เพื่อนำมาวิเคราะห์ ตีความ ศึกษาแนวทางและรูปแบบที่เหมาะสมของสิทธิของบุคคลในการร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญเมื่อมีการละเมิดสิทธิและเสรีภาพในประเทศไทย จากการศึกษาพบว่า สิทธิของบุคคลในการร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญเมื่อมีการละเมิดสิทธิและเสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2560) มาตรา 213 นั้น มีความแตกต่างจากประเทศที่มีการพัฒนาหลักการร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญมาก่อน ทำให้บทบัญญัติดังกล่าวมีปัญหาความคลุมเครือ และมีปัญหาว่าสามารถปกป้องคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลได้หรือไม่ ดังนั้น วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงขอเสนอแนะแนวทาง โดยเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2560) มาตรา 213 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 เพื่อให้สิทธิของบุคคลในการร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญเมื่อมีการละเมิดสิทธิและเสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2560) มาตรา 213 นั้น สามารถใช้บังคับได้จริงในทางปฏิบัติ และบรรลุดังเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่มุ่งหมายให้มีการรับรอง ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทยให้ชัดเจนและครอบคลุมอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น
แนวคิดเบื้องต้นเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีเงินได้สำหรับเศรษฐกิจดิจิทัล : กรณีศึกษาการทำธุรกิจผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศที่มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย, วรนุช ถิระวัฒน์
แนวคิดเบื้องต้นเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีเงินได้สำหรับเศรษฐกิจดิจิทัล : กรณีศึกษาการทำธุรกิจผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศที่มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย, วรนุช ถิระวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาแนวคิดเบื้องต้นในการจัดเก็บภาษีเงินได้ในเศรษฐกิจดิจิทัล เนื่องจากในปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ปริมาณธุรกิจดิจิทัลและการใช้งานแพลตฟอร์มดิจิทัลของผู้ใช้งานหรือลูกค้ามีเพิ่มมากขึ้นทุกวันซึ่งก่อให้เกิดรายได้จำนวนมาก ทว่าประเทศไทยไม่สามารถจัดเก็บภาษีเงินได้กับธุรกิจในเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพตามหลักการปรากฏตัวทางกายภาพของนิติบุคคลในประมวลรัษฎากร จึงทำให้ประเทศไทยขาดรายได้จากการจัดเก็บภาษีในส่วนดังกล่าว ดังนั้น การพิจารณาแนวคิดในการแก้ไขหรือบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องจำเป็นยิ่ง การแก้ไขปัญหานี้สำหรับธุรกิจดิจิทัลนั้น ประเทศไทยต้องมีการปรับปรุงจุดเกี่ยวโยงและหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บภาษีเงินได้ โดยใช้วิธีการตามข้อเสนอล่าสุดคือข้อเสนอแนวทางร่วมกันซึ่งเกิดจากการบูรณาการข้อเสนอขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา แนวทางร่วมกันซึ่งกำหนดจุดเกี่ยวโยงตามข้อเสนอนี้จะทำให้ประเทศไทยมีเขตอำนาจในการจัดเก็บภาษีจากรายได้ส่วนที่เคยจัดเก็บไม่ได้ซึ่งมีจุดเกี่ยวโยงกับประเทศไทย การกำหนดมาตรการจัดเก็บภาษีของประเทศไทยจำต้องพิจารณาทั้งการใช้มาตรการระยะสั้นและระยะยาว โดยจากการศึกษาแนวคิดของต่างประเทศและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการกำหนดมาตรการดังกล่าวนั้น มาตรการเพื่อจัดเก็บภาษีระยะสั้นไม่เหมาะสมกับประเทศไทยเพราะอาจก่อให้เกิดผลกระทบในทางลบโดยเฉพาะประเด็นการถูกตอบโต้ทางการค้าระหว่างประเทศจากประเทศคู่ค้า ดังนั้นประเทศไทยควรรอใช้มาตรการตามข้อเสนอแนวทางร่วมกันซึ่งเป็นมาตรการระยะยาว โดยอาศัยความร่วมมือที่ทำให้เกิดเป็นข้อตกลงระดับพหุภาคีหรือเรียกกันว่าเครื่องมือระดับพหุภาคี
แนวทางในการกำกับการสนับสนุนเงินทุนจากบุคคลที่สามในการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศว่าด้วยการลงทุน, ปาลิดา สวัสดิภัทรากร
แนวทางในการกำกับการสนับสนุนเงินทุนจากบุคคลที่สามในการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศว่าด้วยการลงทุน, ปาลิดา สวัสดิภัทรากร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การสนับสนุนเงินทุนจากบุคคลที่สาม (Third Party Funding) เริ่มมีความแพร่หลายในการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศว่าด้วยการลงทุน วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงมุ่งศึกษาการสนับสนุนเงินทุนในบริบทดังกล่าวที่มีลักษณะเฉพาะอันเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทระหว่างรัฐและนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งนำไปสู่ปัญหาเกี่ยวกับผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ การขัดกันแห่งผลประโยชน์ เขตอำนาจของอนุญาโตตุลาการ รวมถึงคำสั่งให้วางประกันค่าใช้จ่ายและการจัดสรรค่าใช้จ่าย เพื่อวิเคราะห์ว่า ควรมีการสนับสนุนเงินทุนจากบุคคลที่สามในการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศว่าด้วยการลงทุนหรือไม่ และจะมีแนวทางในการกำกับการสนับสนุนเงินทุนจากบุคคลที่สามเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างไร จากการศึกษาพบว่า ควรอนุญาตให้มีการสนับสนุนเงินทุนจากบุคคลที่สาม และมีแนวทางในการกำกับโดยการจำกัดไม่ให้มีการสนับสนุนเงินทุนในบางกรณี รวมถึงมีเงื่อนไขและกฎเกณฑ์เพื่อใช้กำกับการสนับสนุนเงินทุนจากบุคคลที่สามโดยเฉพาะ ดังนั้น การศึกษานี้จึงเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเครื่องมือต่าง ๆ เช่น สนธิสัญญา และข้อบังคับอนุญาโตตุลาการ เพื่อใช้แก้ไขปัญหาที่เกิดจากการสนับสนุนเงินทุนจากบุคคลที่สามได้อย่างเหมาะสมต่อไป
แนวทางในการพัฒนาการอนุญาโตตุลาการแบบเร่งรัด, ศรัณย์ราช พลายเพ็ชร์
แนวทางในการพัฒนาการอนุญาโตตุลาการแบบเร่งรัด, ศรัณย์ราช พลายเพ็ชร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กระบวนการอนุญาโตตุลาการแบบเร่งรัด (Expedited Arbitration) เป็นรูปแบบหนึ่งของกระบวนการอนุญาโตตุลาการที่มีลักษณะที่เคร่งครัดทั้งในแง่ของกระบวนการและระยะเวลา โดยมีวัตถุประสงค์ในการแก้ไขปัญหาที่ถูกตั้งคำถามมากว่าทศวรรษว่ากระบวนการอนุญาโตตุลาการใช้ระยะเวลาที่ยาวนานและมีค่าใช้จ่ายที่สูงเกินกว่าที่ควรจะเป็น แต่ลักษณะของกระบวนการดังกล่าวอาจทำให้เกิดปัญหาความสอดคล้องกับส่งผลกระทบต่อหลักการพื้นฐานของกระบวนการอนุญาโตตุลาการไม่ว่าจะเป็นหลักความอิสระของคู่สัญญาและหลักศุภนิติกระบวนซึ่งอาจเป็นอุปสรรคในการขอให้ศาลยอมรับและบังคับตามคำชี้ขาดต่อไป ดังนั้น เพื่อพัฒนากระบวนการอนุญาโตตุลาการแบบเร่งรัดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงรักษาคุณค่าและหลักการพื้นฐานของกระบวนการอนุญาโตตุลาการ ผู้เขียนจึงมุ่งศึกษาถึงลักษณะของกระบวนการแบบเร่งรัด กระบวนการอนุญาโตตุลาการแบบเร่งรัดภายใต้กฎข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการและองค์การระหว่างประเทศ และวิเคราะห์ความสอดคล้องของข้อบังคับกับหลักการพื้นฐานของกระบวนการอนุญาโตตุลาการ เพื่อเสนอแนะแนวทางในการนำกระบวนการอนุญาโตตุลาการแบบเร่งรัดมาใช้ในประเทศไทย โดยรักษาความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพของกระบวนการอนุญาโตตุลาการกับการเคารพหลักการพื้นฐานของกระบวนการอนุญาโตตุลาการ จากการศึกษาพบว่า โดยภาพรวมแล้วกระบวนการอนุญาโตตุลาการแบบเร่งรัด เป็นกระบวนการอนุญาโตตุลาการในรูปแบบหนึ่งที่คู่พิพาทต้องดำเนินกระบวนการพิจารณาตามที่กำหนดอย่างเคร่งครัด มีการพิจารณาเฉพาะพยานเอกสาร และมีระยะเวลาที่สั้นกระชับกว่ากระบวนการอนุญาโตตุลาการแบบปกติซึ่งทำให้การระงับข้อพิพาทรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น กระบวนการอนุญาโตตุลาการแบบเร่งรัดสามารถได้รับการพัฒนาให้มีความสอดคล้องกับหลักการพื้นฐานของกระบวนการอนุญาโตตุลาการอันสะท้อนอยู่ในกฎหมายแม่แบบว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการทางพาณิชย์ระหว่างประเทศ ค.ศ. 2006 และอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือและบังคับตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ค.ศ. 1958 รวมถึงพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ได้ ผู้เขียนเห็นว่ากระบวนการอนุญาโตตุลาการแบบเร่งรัด สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการอนุุญาโตตุลาการและในขณะเดียวกันก็รักษาหลักพื้นฐานของกระบวนการอนุญาโตตุลาการ นอกจากนี้กระบวนการดังกล่าวยังมีประโยชน์ในด้านการส่งเสริมให้กระบวนการอนุญาโตตุลาการได้รับการยอมรับมากยิ่งขึ้น จึงเสนอแนวทางของกระบวนการอนุญาโตตุลาการแบบเร่งรัดที่เหมาะสมกับประเทศไทย
แนวทางในการกำกับดูแลเกมคอมพิวเตอร์ตามระบบกฎหมายไทย, พิมพ์วิมล วัฒนชานนท์
แนวทางในการกำกับดูแลเกมคอมพิวเตอร์ตามระบบกฎหมายไทย, พิมพ์วิมล วัฒนชานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การที่เกมคอมพิวเตอร์เป็นสื่อประเภทหนึ่งที่สามารถสื่อสารเนื้อหา และมีอิทธิพลต่อความคิดและการกระทำของบุคคลได้ จึงทำให้รัฐทั่วโลกให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลเกมคอมพิวเตอร์เพื่อป้องกันผลกระทบของเกมที่อาจเกิดขึ้นต่อสังคม ซึ่งสำหรับประเทศไทยนั้น แม้ว่ารัฐจะได้มีการประกาศใช้กฎหมายเพื่อการกำกับดูแลเกมดังกล่าวแล้ว ก็ตาม แต่จากข้อเท็จจริงปรากฏว่า การกำกับดูแลเกมของประเทศไทยในปัจจุบันยังไม่มีประสิทธิภาพ และไม่อาจคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้อย่างเต็มที่ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงมุ่งที่จะศึกษาถึงประเด็นปัญหาของกำกับดูแล เกมคอมพิวเตอร์ตามระบบกฎหมายไทยในปัจจุบัน โดยเปรียบเทียบกับการกำกับดูแลเกมของต่างประเทศ ซึ่งได้แก่ สาธารณรัฐเกาหลี และสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศที่ได้รับการยอมรับว่ามีกฎหมายเกี่ยวกับการกำกับดูแลเกมที่มีประสิทธิภาพและทันสมัยเพียงพอต่อการเจริญก้าวหน้าของอุตสาหกรรมเกม และสามารถคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้อย่างเหมาะสม จากการศึกษา พบว่า การกำกับดูแลเกมคอมพิวเตอร์ตามระบบกฎหมายไทยมีความไม่เหมาะสมและ ไม่ทันสมัย จากการที่บทบัญญัติแห่งกฎหมายในการกำกับดูแลเกมที่บังคับใช้อยู่นั้นมีข้อจำกัดในเรื่องต่าง ๆ และการมีองค์กรกำกับดูแลเกมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการกำกับดูแลเกมคอมพิวเตอร์ จึงได้เสนอถึงแนวทางในการบัญญัติกฎหมายให้สอดคล้องกับการกำกับดูแลเกมในสภาวการณ์ปัจจุบัน และการจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลที่เหมาะสมกับการกำกับดูแล เกมคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะเป็นหนทางที่จะทำให้การกำกับดูแลเกมคอมพิวเตอร์ตามระบบกฎหมายไทยมีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น โดยทำให้รัฐสามารถคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่เกี่ยวข้องได้อย่างถ้วนหน้า ไปพร้อม ๆ กับ การแสวงหาประโยชน์ในทางเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมเกมคอมพิวเตอร์ได้อย่างเต็มที่ต่อไป
กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนตามแนวคิดสมรรถนะผู้เรียนที่ตอบสนองความต้องการจำเป็นของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก, อัมพิกา สิริพรม
กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนตามแนวคิดสมรรถนะผู้เรียนที่ตอบสนองความต้องการจำเป็นของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก, อัมพิกา สิริพรม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนและกรอบแนวคิดสมรรถนะผู้เรียนที่ตอบสนองความต้องการจำเป็นของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนตามแนวคิดสมรรถนะผู้เรียนที่ตอบสนองความต้องการจำเป็นของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก 3) พัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนตามแนวคิดสมรรถนะผู้เรียนที่ตอบสนองความต้องการจำเป็นของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ (Multiphase Mixed Method Research) ที่ใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ประชากร คือโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก จำนวน 194 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 131 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูล คือผู้อำนวยการโรงเรียนและครูวิชาการโรงเรียน จำนวน 262 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมีแบบประเมินกรอบแนวคิด แบบสอบถาม และแบบประเมินร่างกลยุทธ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนี PNImodified และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการ ประกอบด้วย 4 ด้าน คือ (1) การพัฒนาหลักสูตร (2) การจัดการเรียนรู้ (3) การวัดและประเมินผล (4) การพัฒนาสื่อ แหล่งเรียนรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการศึกษา กรอบแนวคิดสมรรถนะผู้เรียนที่ตอบสนองความต้องการจำเป็นของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก มี 7 สมรรถนะ ได้แก่ (1) สมรรถนะด้านการสื่อสาร (2) สมรรถนะด้านการคิดเชิงนวัตกรรม (3) สมรรถนะด้านการเป็นผู้ประกอบการ (4) สมรรถนะด้านการแก้ปัญหาและการตัดสินใจ (5) สมรรถนะด้านวัฒนธรรมและความเป็นพลเมือง (6) สมรรถนะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสารนเทศ (7) สมรรถนะด้านการทำงานภายใต้สภาพแวดล้อมที่ซับซ้อน 2) ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนตามแนวคิดสมรรถนะผู้เรียนที่ตอบสนองความต้องการจำเป็นของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกสูงที่สุด คือการพัฒนาหลักสูตร เมื่อพิจารณาเป็นรายสมรรถนะ สมรรถนะที่มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือสมรรถนะการคิดเชิงนวัตกรรม 3) กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนตามแนวคิดสมรรถนะผู้เรียนที่ตอบสนองความต้องการจำเป็นของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ประกอบด้วย 4 กลยุทธ์หลัก คือ (1) พลิกโฉมหลักสูตรสถานศึกษาเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะผู้เรียนที่ตอบสนองความต้องการจำเป็นของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก มี 2 กลยุทธ์รอง 12 วิธีดำเนินการ (2) ปรับเปลี่ยนการจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะผู้เรียนที่ตอบสนองความต้องการจำเป็นของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก มี 2 กลยุทธ์รอง …
กลยุทธ์การบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาตามเป้าประสงค์หลักของแผนพัฒนาการศึกษาในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก, สถาพร บุตรใสย์
กลยุทธ์การบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาตามเป้าประสงค์หลักของแผนพัฒนาการศึกษาในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก, สถาพร บุตรใสย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาและเป้าประสงค์หลักของแผนพัฒนาการศึกษาในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก 2) วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและภาวะคุกคามและ 3) พัฒนากลยุทธ์การบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาตามเป้าประสงค์หลักของแผนพัฒนาการศึกษาในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ (Multi-phase Mixed Method Design Research) เก็บข้อมูลเชิงปริมาณร่วมกับการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก รวม 66 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบประเมิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนี PNImodified และการวิเคราะห์เนื้อหาจากการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาประกอบด้วย การวางแผน การนำแผนไปปฏิบัติ การติดตามและประเมินผล กรอบแนวคิดเป้าประสงค์หลักของแผนพัฒนาการศึกษาในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ประกอบด้วย เป้าประสงค์ด้านผู้เรียน ด้านผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา ด้านสถานศึกษาเป็นแหล่งเรียนรู้ในการพัฒนากำลังคนสู่พื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และด้านการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของเครือข่ายทุกภาคส่วนทั้งในและต่างประเทศ 2) จุดแข็งของการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาตามเป้าประสงค์หลักของแผนพัฒนาการศึกษาในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก คือ การนำแผนไปปฏิบัติในด้านการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของเครือข่ายทุกภาคส่วนทั้งในและต่างประเทศ จุดอ่อน คือ การติดตามและประเมินผลในด้านสถานศึกษาเป็นแหล่งเรียนรู้ในการพัฒนากำลังคนสู่พื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ด้านผู้เรียน ด้านผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา และการวางแผนในด้านสถานศึกษาเป็นแหล่งเรียนรู้ในการพัฒนากำลังคนสู่พื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออกและด้านผู้เรียน ตามลำดับ โอกาสของการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาตามเป้าประสงค์หลักของแผนพัฒนาการศึกษาในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก คือ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี สภาพสังคมและชุมชน ภาวะคุกคาม คือ สภาพการเมืองและนโยบายของรัฐ และสภาพเศรษฐกิจ 3) กลยุทธ์การบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาตามเป้าประสงค์หลักของแผนพัฒนาการศึกษาในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์หลัก 9 กลยุทธ์รอง และ 31 วิธีดำเนินการ โดยกลยุทธ์หลัก ประกอบด้วย (1) พลิกโฉมการพัฒนาผู้เรียนที่มุ่งเน้นความรู้อุตสาหกรรมใหม่ ทักษะภาษาต่างประเทศที่สองเพื่อการสื่อสารและทักษะการสร้างนวัตกรรม (2) ยกระดับการพัฒนาผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มุ่งเน้นความรู้อุตสาหกรรรมใหม่และศักยภาพในการจัดการเรียนรู้ควบคู่กับการปฏิบัติจากสถานการณ์จริงหรือสถานการณ์จำลอง และ (3) สร้างภาคีเครือข่ายการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ความเป็นเมืองอุตสาหกรรมใหม่