Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (3086)
- Social and Behavioral Sciences (2614)
- Engineering (2554)
- Physical Sciences and Mathematics (1876)
- Education (1377)
-
- Arts and Humanities (1146)
- Law (897)
- Business (839)
- Medical Sciences (830)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Life Sciences (645)
- Computer Sciences (618)
- Architecture (582)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (547)
- Civil and Environmental Engineering (478)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Nursing (445)
- Economics (441)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (375)
- Sociology (373)
- Industrial Engineering (372)
- Dentistry (357)
- Electrical and Computer Engineering (357)
- Law and Economics (344)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (342)
- Political Science (342)
- Operational Research (307)
Articles 901 - 930 of 15281
Full-Text Articles in Entire DC Network
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนผ่านสื่อแอนิเมชันต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กวัยเรียนตอนปลายที่มีภาวะโภชนาการเกิน, ศศิวิมล พิมพ์ศรี
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนผ่านสื่อแอนิเมชันต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กวัยเรียนตอนปลายที่มีภาวะโภชนาการเกิน, ศศิวิมล พิมพ์ศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง วัดก่อนและหลังทดลองมีกลุ่มเปรียบเทียบ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนผ่านสื่อแอนิเมชันต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กวัยเรียนตอนปลายที่มีภาวะโภชนาการเกิน ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวน 30 คน แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนผ่านสื่อแอนิเมชัน จำนวน 15 คน และกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) โปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนผ่านสื่อแอนิเมชัน ผู้วิจัยพัฒนาโปรแกรมฯตามแนวคิดการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนของ Bandura (1997) 2) แบบสอบถามพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กวัยเรียนตอนปลายที่มีภาวะโภชนาการเกิน 3) แบบสอบถามการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กวัยเรียนตอนปลายที่มีภาวะโภชนาการเกิน โดยเครื่องมือทั้งหมด มีค่าความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 1.0 และค่าความเที่ยง เท่ากับ 0.80 และ 0.88 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Paired t-test และ Independent t-test ผลการวิจัยพบว่า คะแนนพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กวัยเรียนตอนปลายที่มีภาวะโภชนาการเกินหลังได้รับโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนผ่านสื่อแอนิเมชัน สูงขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนได้รับโปรแกรมฯ (t= 7.284 p
ผลของโปรแกรมการสอนแนะต่อสมรรถนะของพยาบาลจบใหม่ที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยศัลยกรรม, จาฬุฎา มาเมืองบน
ผลของโปรแกรมการสอนแนะต่อสมรรถนะของพยาบาลจบใหม่ที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยศัลยกรรม, จาฬุฎา มาเมืองบน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยกึ่งทดลองประเภทกลุ่มเดียววัดแบบอนุกรมเวลา มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบสมรรถนะของพยาบาลจบใหม่ที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยศัลยกรรม “ก่อน” และ “หลัง” ได้รับโปรแกรมการสอนแนะทันที และ“ระยะติดตามผล 4 สัปดาห์” กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลจบใหม่ คัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 13 คน ได้รับโปรแกรมเป็นเวลา 4 สัปดาห์ เครื่องมือวิจัย คือ แบบประเมินสมรรถนะพยาบาลจบใหม่ ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.96 และมีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ (One-way repeated Measures ANOVA) ผลการศึกษา พบว่าพยาบาลจบใหม่ที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยศัลยกรรม มีคะแนนความสามารถด้านการปฏิบัติการพยาบาล ด้านการสื่อสารและสัมพันธภาพ และด้านการพัฒนาตนเองและหน่วยงาน ภายหลังได้รับโปรแกรมการสอนแนะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ (p < .05) ผลการศึกษา สามารถนำโปรแกรมการสอนแนะ ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาสมรรถนะพยาบาลจบใหม่โดยเฉพาะหอผู้ป่วยศัลยกรรมที่มีบริบทคล้ายกัน
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้แอปพลิเคชันสั่งอาหารที่ขายไม่หมด, พัชรพรรณ จิตไพศาลโสภณ
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้แอปพลิเคชันสั่งอาหารที่ขายไม่หมด, พัชรพรรณ จิตไพศาลโสภณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ขยะอาหารเป็นปัญหาที่สำคัญระดับโลก แม้ในขณะที่อาหารจำนวนมากยังสามารถบริโภคได้ กลับถูกทิ้งไป ส่งผลกระทบทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงทางอาหาร จากบริบทนี้ แอปพลิเคชันสั่งอาหารที่ขายไม่หมดจึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกในการลดปริมาณขยะอาหาร โดยการนำอาหารส่วนเกินมาจัดจำหน่ายในราคาพิเศษให้ผู้บริโภคเข้าถึงอาหารคุณภาพดีในราคาย่อมเยา งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้งานแอปพลิเคชันสั่งอาหารที่ขายไม่หมด โดยอิงจากทฤษฎีรวมของการยอมรับและการใช้เทคโนโลยี 2 (UTAUT2) และแนวคิดพฤติกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อม กลุ่มตัวอย่างคือบุคคลที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2524–2539 และไม่เคยใช้งานแอปพลิเคชันดังกล่าว จำนวน 230 คน โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ในการเก็บข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมนผลการศึกษาพบว่า ตัวแปรต้นทั้งหมด ได้แก่ ความคาดหวังในประสิทธิภาพ ความคาดหวังในความพยายามใช้งาน อิทธิพลทางสังคม สิ่งสนับสนุนจากสิ่งแวดล้อม ความคาดหวังในความสนุกสนาน คุณค่าด้านราคา และความเคยชิน มีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อความตั้งใจใช้งานแอปพลิเคชันสั่งอาหารที่ขายไม่หมดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยเฉพาะในภาพรวม และกลุ่มที่มีพฤติกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อมต่ำพบว่า ความคาดหวังในคุณค่าด้านราคา มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์สูงสุด ขณะที่กลุ่มที่มีพฤติกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อมสูง ปัจจัยที่มีค่าสัมประสิทธิ์สูงสุดคือ ความคาดหวังในความสนุกสนาน ทั้งนี้ ทุกตัวแปรในกลุ่มที่มีพฤติกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อมต่ำมีค่าสัมประสิทธิ์สูงกว่ากลุ่มที่มีพฤติกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อมสูง ผลการศึกษานี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบและพัฒนาแอปพลิเคชันให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย และส่งเสริมการบริโภคอย่างยั่งยืนในสังคมที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
ประสบการณ์การเป็นพยาบาลที่ปฏิบัติงานหน่วยงานสารสนเทศทางการพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิ, วิภาวัลย์ คำมา
ประสบการณ์การเป็นพยาบาลที่ปฏิบัติงานหน่วยงานสารสนเทศทางการพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิ, วิภาวัลย์ คำมา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรยายประสบการณ์ของพยาบาลที่ปฏิบัติงานในหน่วยสารสนเทศทางการพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยผู้ให้ข้อมูลเป็นพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในหน่วยงานสารสนเทศทางการพยาบาลอย่างน้อย 3 ปี และมีความยินดีเข้าร่วมการวิจัย โดยคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง จํานวน 12 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการบันทึกเทป ร่วมกับการบันทึกภาคสนาม และนําข้อมูลที่ได้มาถอดเทปแบบคําต่อคํา และวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีของ Crist and Tanner ผลการศึกษา ประสบการณ์การเป็นพยาบาลที่ปฏิบัติงานในหน่วยสารสนเทศทางการพยาบาล แบ่งเป็น 6 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1) แรงจูงใจในการเข้าสู่บทบาทพยาบาลสารสนเทศ 2) ความรู้สึกและการปรับตัวต่อบทบาทใหม่ 3) บทบาทใหม่และการขยายขอบเขตงานพยาบาล 4) การเรียนรู้เพื่อเพิ่มพูนศักยภาพด้านเทคโนโลยี 5) การมีส่วนร่วมในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการพยาบาล 6) อุปสรรคและความท้าทายในการปฏิบัติงาน จากการศึกษาครั้งนี้ทำให้ทราบว่าการเป็นพยาบาลที่ปฏิบัติงานในหน่วยสารสนเทศทางการพยาบาลต้องอาศัยความรู้ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และด้านการพยาบาล มาสร้างและพัฒนาโปรแกรมที่มีประโยชน์ต่อบุคลากรทางการแพทย์และผู้รับบริการทางการแพทย์
Narrative Economics As The Origins Of Momentum, Aung Khant Myat
Narrative Economics As The Origins Of Momentum, Aung Khant Myat
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the role of economic narratives in shaping momentum effects in U.S. equity markets from 1984 to 2017. Utilizing narrative attention measures developed by Bybee et al. (2024), we examine how narrative attention and narrative innovation influence both time-series and cross-sectional momentum returns, after adjusting for Fama-French factors. LARS is employed for variable selection, and rolling-window regressions are used to capture time-varying factor loadings. Through a combination of time-series and panel data analysis, we test hypotheses related to static, persistent, and asymmetric narrative effects, along with firm- and market-level moderators. While the results are mixed across subsamples and …
ผลของรูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบร่วมกับการใช้โมบาย แอปพลิเคชัน ต่อความสามารถของผู้ดูแล และความพึงพอใจในรูปแบบการดูแลของพยาบาล, อรุณรัตน์ ร่มเกตุ
ผลของรูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบร่วมกับการใช้โมบาย แอปพลิเคชัน ต่อความสามารถของผู้ดูแล และความพึงพอใจในรูปแบบการดูแลของพยาบาล, อรุณรัตน์ ร่มเกตุ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลของรูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบร่วมกับการใช้โมบายแอปพลิเคชัน ต่อ 1) ความสามารถในการดูแลของผู้ดูแลหลักผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบ และ 2) ความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพต่อรูปแบบการดูแล โดยใช้กรอบแนวคิด IMB Model ของ Fisher & Fisher (1992) หลักการจัดการดูแลของ DMAHS (2023) และแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองสำหรับผู้ดูแลของสถาบันประสาทวิทยา (2563) กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ดูแลหลักของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบจำนวน 36 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม 18 คน และพยาบาลวิชาชีพจำนวน 17 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ รูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบร่วมกับการใช้โมบายแอปพลิเคชัน (Stroke Link) ที่ออกแบบให้ใช้งานสะดวก ครอบคลุมเนื้อหา 10 ด้านสำคัญต่อการดูแลผู้ป่วยหลังจำหน่าย ได้แก่ ด้านร่างกาย ด้านจิตใจ และการป้องกันภาวะแทรกซ้อน โดยมีฟังก์ชันการแจ้งเตือน การบันทึกข้อมูล และการสื่อสารกับทีมพยาบาล กลุ่มผู้ดูแลได้รับการประเมินความสามารถในการดูแล 3 ครั้ง ได้แก่ ก่อนเริ่มใช้ หลังสิ้นสุด และ 4 สัปดาห์หลังจำหน่าย พยาบาลวิชาชีพได้รับการประเมินความพึงพอใจหลังจากการนำโปรแกรมไปใช้จริง เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินความพึงพอใจในรูปแบบการดูแลของพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ Wilcoxon signed-ranks test และ Mann-Whitney U test โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัยสรุปดังนี้ 1. ความสามารถในการดูแลของผู้ดูแลหลักหลังได้รับรูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบร่วมกับการใช้โมบายแอปพลิเคชัน มีคะแนนสูงกว่าก่อนการใช้โปรแกรม และสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพต่อรูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหลังจากใช้รูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบร่วมกับการใช้โมบายแอปพลิเคชัน มีคะแนนสูงกว่าการดูแลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัด, ศลิษา ไทรสังขณรงค์
ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัด, ศลิษา ไทรสังขณรงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงพรรณนาแบบความสัมพันธ์เชิงทำนาย (Predictive Correlational Research) นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด และ ศึกษาอำนาจการทำนายของอายุ จำนวนครั้งที่ได้รับเคมีบำบัด แรงสนับสนุนทางสังคม อาการข้างเคียงจากการได้รับเคมีบำบัด และพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพที่มีต่อคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัด โดยคัดเลือกด้วยวิธีการแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ขนาดกลุ่มตัวอย่างจำนวน 148 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยแบบสอบถามจำนวน 1 ชุด ประกอบด้วย 5 ส่วน ประกอบไปด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามแรงสนับสนุนทางสังคม 3) แบบสอบถามอาการข้างเคียงจากเคมีบำบัด 4) แบบสอบถามพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ และ 5) แบบสอบถามคุณภาพชีวิตผู้ป่วยมะเร็งเต้านม มีค่าความเชื่อมั่น (Cronbach’s alpha) แบบสอบถามแรงสนับสนุนทางสังคม แบบสอบถามอาการข้างเคียงจากเคมีบำบัด และแบบสอบถามพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ เท่ากับ .88, .80, .84 และผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity Index: CVI) เท่ากับ .90, 1.0, .90 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัดอยู่ในระดับปานกลาง ( = 63.45, S.D. = 14.94) พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ (β= .74, p < .001) แรงสนับสนุนทางสังคม (β=.42, p
การประมาณค่าพารามิเตอร์ของระบบที่สามารถซ่อมแซมได้ที่มีระบบย่อยหลายระบบภายใต้ผลกระทบจากการช็อก, ปวิชญา ปรีชา
การประมาณค่าพารามิเตอร์ของระบบที่สามารถซ่อมแซมได้ที่มีระบบย่อยหลายระบบภายใต้ผลกระทบจากการช็อก, ปวิชญา ปรีชา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประมาณค่าพารามิเตอร์ของระบบที่สามารถซ่อมแซมได้ภายใต้ผลกระทบจากการช็อก (shock effect) โดยจำลองระบบที่มีองค์ประกอบย่อยสององค์ประกอบ ซึ่งอาจมีความสัมพันธ์กัน การจำลองข้อมูลใช้แบบจำลอง Power Law Process (PLP) พร้อมกำหนดระดับ shock effect แบบคูณในช่วง 1.00–1.03 เพื่อสะท้อนอิทธิพลระหว่างองค์ประกอบ จากนั้นทำการประมาณค่าพารามิเตอร์ด้วยวิธี Maximum Likelihood Estimation (MLE) ภายใต้สี่รูปแบบ ได้แก่ 1) องค์ประกอบ มีความสัมพันธ์กัน 2) มีความสัมพันธ์และทราบพารามิเตอร์ขนาด 3) ไม่มีความสัมพันธ์กัน และ 4) ไม่มีความสัมพันธ์และทราบพารามิเตอร์ขนาด โดยศึกษาในกรณีที่จำนวนการล้มเหลวสูงสุด n = 25, 35 และ 50 ผลการวิเคราะห์พบว่า พารามิเตอร์ k มีแนวโน้มถูกประมาณสูงเกินจริงเมื่อข้อมูลมีจำนวนน้อย ขณะที่ shock effect สามารถประมาณได้ใกล้เคียงค่าจริงมากขึ้นเมื่อข้อมูลเพิ่มขึ้น การประเมินความแม่นยำ ของการทำนายเวลาเกิดเหตุการณ์ถัดไปใช้เปอร์เซ็นต์ไทล์ (P5–P95) และค่าความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์เฉลี่ย (MAPE) พบว่า วิธี องค์ประกอบไม่มีความสัมพันธ์และทราบพารามิเตอร์ขนาด ให้ผลดีที่สุดเมื่อ shock ต่ำ (1.00–1.01) โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลจำกัด ส่วนวิธีองค์ประกอบมีความสัมพันธ์และทราบพารามิเตอร์ขนาด เหมาะสมกว่าเมื่อ shock สูง (1.02–1.03) และข้อมูลมาก นอกจากนี้ ทุกวิธีมีแนวโน้มการกระจายเบ้ขวา โดยเฉพาะวิธีที่ไม่ทราบค่าพารามิเตอร์ขนาดซึ่งเบ้รุนแรงกว่าวิธีอื่น ในขณะที่วิธี องค์ประกอบไม่มีความสัมพันธ์และทราบพารามิเตอร์ขนาด ให้การกระจายแคบและเบ้น้อยที่สุด สะท้อนความเสถียรและความต้านทาน ต่อ outlier
Does Esg Performance Influence Cash Holding Behavior? Evidence From Asia-Pacific Firms, Khin Sandy Kyaw
Does Esg Performance Influence Cash Holding Behavior? Evidence From Asia-Pacific Firms, Khin Sandy Kyaw
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study explores the relationship between Environmental, Social, and Governance (ESG) performance and corporate cash holdings among publicly listed firms in the Asia-Pacific region from 2010 to 2023. Grounded in stakeholder theory and the precautionary motive for cash, the analysis examines whether firms with higher ESG performance hold less cash and whether this relationship is moderated by financial constraints and financial distress. Employing panel fixed-effects regression, two-stage least squares (2SLS), and system GMM methods, the results consistently indicate that ESG performance is negatively associated with cash holdings. The moderating analyses reveal that financially constrained or distressed firms with high ESG …
Effect Of Data Visualization On Users' Running Performance On Treadmill, Thanaphon Amattayakul
Effect Of Data Visualization On Users' Running Performance On Treadmill, Thanaphon Amattayakul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the effect of real-time data visualization on user performance and experience during treadmill running. Traditional treadmill displays usually present information in plain text, which may limit user engagement and motivation. To address this, the study introduced redesigned displays using data visualization techniques aligned with human perception, such as line graphs and progress bars, to make performance feedback more meaningful and easier to understand. The experiment compared three display conditions: a traditional treadmill display and two improved designs. A within-subjects design was used with 18 participants. Performance metrics such as time to exhaustion, heart rate, distance covered, and …
Growth Stock Performance: Analysts And Investors, Klah Kanittanon
Growth Stock Performance: Analysts And Investors, Klah Kanittanon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research study examines the earnings growth expectations for growth stocks from the perspectives of investors and analysts. Portfolios were categorized based on the earning growth expectations of investors and analysts, with returns measured using the Fama-French Three-Factor Model from 2011 to 2023 in the U.S. stock market. The portfolio returns based on analysts' expectations were significantly positive, indicating that analysts tend to underestimate earnings growth for growth stocks. In contrast, the portfolio returns based on investors' forecasts were close to zero and not statistically significant, implying that investors do not systematically overestimate or underestimate earnings growth expectations for growth …
Enhanced Realism In Virtual Try-On Tasks Using Diffusion Methods, Saris Kiattithapanayong
Enhanced Realism In Virtual Try-On Tasks Using Diffusion Methods, Saris Kiattithapanayong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Virtual try-on technology is revolutionizing online retail by enabling customers to visualize garments on their bodies before purchasing. Traditional methods, often based on Generative Adversarial Networks (GANs), face challenges such as misalignment and visual artifacts, especially in complex poses. We present a virtual try-on framework leveraging diffusion models to enhance realism, accuracy, and garment detail preservation. Our approach integrates Vector Quantized Variational Autoencoders (VQ-VAEs) for precise feature matching within a diffusion U-Net architecture. By adopting image-based conditioning with the CLIP image encoder, our system utilizes visual features directly from clothing images for more faithful garment representations. Additionally, an Additional Feature …
ประสิทธิภาพการพยากรณ์ของการวิเคราะห์เชิงฟังก์ชันและการเรียนรู้เชิงลึก, บุณฑริกา พรหมสถิตย์
ประสิทธิภาพการพยากรณ์ของการวิเคราะห์เชิงฟังก์ชันและการเรียนรู้เชิงลึก, บุณฑริกา พรหมสถิตย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เปรียบเทียบประสิทธิภาพการพยากรณ์ของตัวแบบ Functional Principal Component Regression (FPCR) กับตัวแบบการเรียนรู้เชิงลึก (Recursive Neural Network: RNN, Long Short-term Memory: LSTM, Gated Recurrent Unit: GRU) ภายใต้สถานการณ์ที่มีความผันผวนแตกต่างกัน โดยใช้ชุดข้อมูลที่มีความผันผวนต่ำ (อุณหภูมิเฉลี่ยรายวัน), ปานกลาง (ปริมาณ PM 2.5 รายชั่วโมง) และสูง (อัตราการแลกเปลี่ยน Bitcoin รายนาที) ศึกษาการพยากรณ์ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยใช้ตัวชี้วัด Mean Squared Error (MSE) และ Mean Integrated Squared Error (MISE) ผลการศึกษาพบว่า สำหรับข้อมูลที่มีความผันผวนต่ำ FPCR ให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำกว่าตัวแบบการเรียนรู้เชิงลึก โดยเฉพาะในการพยากรณ์ระยะกลางและระยะยาว ในทางกลับกัน สำหรับข้อมูลที่มีความผันผวนสูง FPCR เหนือกว่าการเรียนรู้เชิงลึกเฉพาะการพยากรณ์ระยะกลางเท่านั้น สำหรับข้อมูลที่มีความผันผวนปานกลางและสูง ขนาดของชุดข้อมูลฝึกไม่มีผลกระทบอย่างชัดเจนต่อประสิทธิภาพของตัวแบบทั้งสอง อย่างไรก็ตาม ในกรณีของข้อมูลที่มีความผันผวนต่ำ เมื่อมีชุดข้อมูลขนาดใหญ่ ตัวแบบการเรียนรู้เชิงลึกให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำกว่า FPCR ในขณะที่ FPCR มีความแม่นยำสูงกว่าหากใช้ข้อมูลจำนวนน้อยและทำการพยากรณ์ในระยะกลางถึงระยะยาว นอกจากนี้ ในการพยากรณ์ระยะสั้น FPCR มักให้ผลลัพธ์ที่ด้อยกว่าตัวแบบการเรียนรู้เชิงลึกในทุกกรณี
A Customized Compartmental Epidemiological Model With Vaccination Groups For Covid-19 And Its Application To Pricing Pandemic Insurance Policies, Om Kanchanasakdichai
A Customized Compartmental Epidemiological Model With Vaccination Groups For Covid-19 And Its Application To Pricing Pandemic Insurance Policies, Om Kanchanasakdichai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study presents an agent-based modeling framework designed to evaluate epidemic-responsive insurance mechanisms under behavioral and supply-side constraints. The model does not rely on empirical calibration or external datasets; instead, it explores how stylized agent behavior and systemic pressures jointly influence insurance uptake, coverage efficiency, and policy outcomes. The simulation integrates a stochastic SEIR+ disease progression structure with individual-level decision making shaped by perceived risk salience, scarcity sensitivity, and delayed response behavior. A two stage evaluation process is implemented: first, a global sensitivity analysis identifies the key drivers of agent and system behavior; second, a strategic policy simulation compares the …
อิทธิพลของประสบการณ์การท่องเที่ยวเสมือนจริงต่อความตั้งใจในการเยี่ยมชมสถานที่จริง, นรินทร์ ขำแจ่ม
อิทธิพลของประสบการณ์การท่องเที่ยวเสมือนจริงต่อความตั้งใจในการเยี่ยมชมสถานที่จริง, นรินทร์ ขำแจ่ม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาผลของประสบการณ์การท่องเที่ยวเสมือนจริงต่อความตั้งใจในการเยี่ยมชมสถานที่จริง โดยใช้โมเดลเอส-โอ-อาร์ (Stimulus-Organism-Response) โดยมีกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 338 คือ คนไทยเจเนอเรชันวาย จำนวน 192 คน และเจเนอเรชันแซด จำนวน 146 คน ที่ไม่เคยท่องเที่ยวในสถานที่ที่ใช้ในการศึกษามาก่อน แบ่งหน่วยตัวอย่างเป็น 2 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มที่รับประสบการณ์การท่องเที่ยวเสมือนจริง และ 2) กลุ่มที่รับชมวิดีโอ เพื่อวิเคราะห์ตัวแปร 6 ด้าน ได้แก่ การรับรู้คุณภาพของข้อมูล การรับรู้คุณภาพของการบริการ การรับรู้คุณภาพของระบบ การรับรู้ความสนุกสนาน การปรากฏตัวทางไกลเสมือนจริง และความจดจ่อ ที่มีต่อความตั้งใจในการเยี่ยมชมสถานที่จริง ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มที่รับประสบการณ์การท่องเที่ยวเสมือนจริง มีค่าตัวแปรทั้ง 6 ด้าน และความตั้งใจเยี่ยมชมสถานที่จริง สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับชมวิดีโออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยตัวแปรทั้ง 6 ตัวแปรมีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อความตั้งใจเยี่ยมชมสถานที่จริงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ พบว่า มีเพียงตัวแปรเดียว ที่สามารถทำนายความตั้งใจในการเยี่ยมชมสถานที่จริง คือ ความจดจ่อ ซึ่งผู้วิจัยหวังว่าผลการวิเคราะห์จากงานวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ต่อองค์กรหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยสามารถนำผลลัพธ์ที่ได้จากงานวิจัยไปใช้พัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวให้ดีขึ้น และผู้ประกอบการในธุรกิจท่องเที่ยวสามารถนำผลการวิจัยมาใช้สร้างกลยุทธ์ เพิ่มแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจที่จะมาเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวจริง รวมถึงนำไปใช้ปรับปรุงการท่องเที่ยวเสมือนจริงให้มีคุณภาพ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน
การเปรียบเทียบวิธีการใส่ค่าสูญหายสำหรับอนุกรมเวลาเชิงพหุ กรณีศึกษาดัชนีราคากลุ่มอุตสาหกรรมตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, พงษ์พล ยิ่งประทานพร
การเปรียบเทียบวิธีการใส่ค่าสูญหายสำหรับอนุกรมเวลาเชิงพหุ กรณีศึกษาดัชนีราคากลุ่มอุตสาหกรรมตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, พงษ์พล ยิ่งประทานพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบวิธีการใส่ค่าสูญหายสำหรับอนุกรมเวลาเชิงพหุ และประเมินผลเพื่อเลือกวิธีการใส่ค่าสูญหายที่เหมาะสมที่สุดสำหรับอนุกรมเวลาเชิงพหุ โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิดัชนีราคากลุ่มอุตสาหกรรมของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 8 กลุ่มอุตสาหกรรม จากฐานข้อมูล SETSMART ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2547 ถึง 1 มกราคม พ.ศ. 2567 รวมทั้งสิ้น 4877 วัน ซึ่งได้มีการกำหนดรูปแบบการสูญหายออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ การสูญหายรูปแบบสุ่ม การสูญหายรูปแบบช่วงตามลำดับ และการสูญหายรูปแบบบล็อก และกำหนดสัดส่วนการสูญหายของข้อมูลที่ร้อยละ 5 10 20 30 40 และ 50 ตามลำดับ โดยจำแนกวิธีการใส่ค่าสูญหายออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ การใส่ค่าสูญหายด้วยวิธีการเชิงสถิติ ประกอบไปด้วย ค่าเฉลี่ย ค่ามัธยฐาน ข้อมูลสุดท้ายก่อนการสูญหาย (LOCF) ข้อมูลล่าสุดหลังการสูญหาย (NOCB) และการประมาณค่าช่วงเส้นตรง (Linear Interpolation) การใส่ค่าสูญหายด้วยวิธีการเรียนรู้ของเครื่อง ประกอบไปด้วย ค่าคาดหวังสูงที่สุด (EM) การใส่ค่าสูญหายด้วยการทดแทนแบบพหุคูณด้วยสมการลูกโซ่ (MICE) เพื่อนบ้านใกล้เคียงที่สุด (KNN) และป่าสุ่ม (Random Forest) และการใส่ค่าสูญหายด้วยวิธีการเรียนรู้เชิงลึก ประกอบไปด้วย GP-VAE USGAN และ SAITS นอกจากนี้ผู้วิจัยใช้ค่ารากที่สองของค่าความคลาดเคลื่อนกำลังสองโดยเฉลี่ย (RMSE) ค่าความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์โดยเฉลี่ย (MAE) และค่าร้อยละความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์โดยเฉลี่ย (MAPE) ในการวัดประสิทธิภาพการใส่ค่าสูญหาย ผลการศึกษาพบว่าที่รูปแบบการสูญหายทั้ง 3 รูปแบบ และสัดส่วนการสูญหายที่น้อยกว่าร้อยละ 50 การใสค่าสูญหายด้วยการประมาณค่าช่วงเส้นตรง (Linear Interpolation) มีประสิทธิภาพสูงที่สุด ในขณะที่สัดส่วนการสูญหายร้อยละ 50 ของรูปแบบการสูญหายทั้ง 3 รูปแบบ การใส่ค่าสูญหายด้วยวิธีป่าสุ่ม (Random Forest) มีประสิทธิภาพสูงที่สุด
การวิเคราะห์เชิงประจักษ์ของพฤติกรรมการแวะชมและการใช้จ่ายที่เว็บไซต์แอมะซอน: ผลของโรคโควิด 19, ลภัสรดา บำรุงจิตต์
การวิเคราะห์เชิงประจักษ์ของพฤติกรรมการแวะชมและการใช้จ่ายที่เว็บไซต์แอมะซอน: ผลของโรคโควิด 19, ลภัสรดา บำรุงจิตต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการแวะชมและการซื้อสินค้าของผู้บริโภคบนเว็บไซต์อเมซอน ในช่วงก่อนและระหว่างการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 โดยเฉพาะในหมวดหมู่สินค้าประเภทเวชภัณฑ์และเครื่องแต่งกาย การศึกษานี้ใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากฐานข้อมูล Comscore ของ Wharton Research Data Services ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ใช้งานเว็บไซต์อเมซอน ในปี 2019 และ 2021 เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมในสองช่วงเวลาดังกล่าว การวิเคราะห์ข้อมูลในงานวิจัยนี้มุ่งเน้นไปที่ตัวแปรสำคัญ ได้แก่ จำนวนหน้ามีหน่วยคือหน้า ระยะเวลาการแวะชมเว็บไซต์มีหน่วยคือนาที และมูลค่าการซื้อสินค้ามีหน่วยคือดอลลาร์ โดยผลการศึกษาพบว่าพฤติกรรมการแวะชมและการซื้อสินค้าบนเว็บไซต์อเมซอน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างช่วงก่อนและระหว่างการแพร่ระบาดของโรคโควิด19 กล่าวคือความต้องการซื้อสินค้าในหมวดหมู่สินค้าประเภทเวชภัณฑ์เพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและสุขภาพ ในขณะที่หมวดเครื่องแต่งกายมีการแวะชมน้อยลง เนื่องจากผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการปลอดโรคในชีวิตประจำวันมากกว่าการซื้อเสื้อผ้าแฟชั่นใหม่ ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภค ส่งผลให้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์กลายเป็นช่องทางหลักในการซื้อสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ข้อมูลที่ได้รับจากการวิจัยครั้งนี้สามารถนำไปใช้ในการวางแผนกลยุทธ์ และการปรับปรุงการดำเนินงานของธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ให้ตอบสนองต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้แอปพลิเคชันบริการรถรับส่งสำหรับผู้สูงอายุ, เจนชินา กิตติวศิน
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้แอปพลิเคชันบริการรถรับส่งสำหรับผู้สูงอายุ, เจนชินา กิตติวศิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้แอปพลิเคชันบริการรถรับส่งสำหรับผู้สูงอายุ ในผู้ใช้เจเนอเรชันเอ็กซ์และวาย ที่มีผู้สูงอายุในครอบครัวและไม่เคยใช้แอปพลิเคชันประเภทนี้มาก่อน กรอบแนวคิดอิงตามทฤษฎี UTAUT2 และเพิ่มตัวแปรความกตัญญูในการศึกษา ใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 263 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือแบบสอบถามออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน พบว่า ตัวแปรต้นทั้ง 8 ตัว ได้แก่ ความคาดหวังด้านประสิทธิภาพ ความคาดหวังในความพยายามใช้งาน อิทธิพลทางสังคมสภาพแวดล้อมที่สนับสนุน ความคาดหวังในคุณค่าด้านราคา ความเคยชิน ความคาดหวังในความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย และความกตัญญู มีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อความตั้งใจใช้แอปพลิเคชันบริการรถรับส่งสำหรับผู้สูงอายุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณในภาพรวม และเมื่อนำตัวแปรช่วงอายุเข้ามาร่วมพิจารณา พบว่า มี 4 ตัวแปร ที่สามารถทำนายความตั้งใจใช้แอปพลิเคชันได้ ได้แก่ ความคาดหวังด้านประสิทธิภาพ อิทธิพลทางสังคม สภาพแวดล้อมที่สนับสนุน และความคาดหวังในความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย ขณะที่เมื่อนำตัวแปรอัตลักษณ์ทางเพศเข้ามาร่วมพิจารณา พบว่า มี 5 ตัวแปร ที่สามารถทำนายความตั้งใจใช้แอปพลิเคชันได้ ได้แก่ ความคาดหวังด้านประสิทธิภาพ อิทธิพลทางสังคม ความคาดหวังในความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย ความกตัญญู และอัตลักษณ์ทางเพศ ผลการศึกษานี้ให้แนวทางในการพัฒนาแอปพลิเคชันบริการรถรับส่งสำหรับผู้สูงอายุและกลยุทธ์การสื่อสารที่สอดคล้องกับบริบทวัฒนธรรมไทย
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อคอนโดมิเนียมจากการชมวิดีโอความเป็นจริงเสมือน, คุณานนท์ น้อยจันทร์
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อคอนโดมิเนียมจากการชมวิดีโอความเป็นจริงเสมือน, คุณานนท์ น้อยจันทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ได้ศึกษาถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อคอนโดมิเนียมจากการชมวิดีโอความเป็นจริงเสมือน โดยพิจารณาความสัมพันธ์ของปัจจัยการกระตุ้นด้วยเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน กับ คุณค่าเชิงสุนทรียรส คุณค่าเชิงอรรถประโยชน์ และความเชื่อมั่น ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างประชากรไทยอายุ 20 ปีขึ้นไป ซึ่งสามารถครอบครองอสังหาริมทรัพย์ได้ และไม่เคยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในการเลือกซื้อคอนโดมิเนียมมาก่อน ในกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ เจเนอเรชันเอ็กซ์ เจเนอเรชันวาย และเจเนอเรชันแซด จากหน่วยตัวอย่างจำนวน 541 คน ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน โดยใช้ Spearman Rank Correlation ในการทดสอบความสัมพันธ์ของปัจจัยแต่ละกลุ่ม และ Kruskal-Wallis ในการเปรียบเทียบความตั้งใจซื้อระหว่างกลุ่ม ผลการวิจัยพบว่ามีค่าความสัมพันธ์เชิงบวกสูงที่สุดสำหรับในกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ได้แก่ปัจจัยการกระตุ้นด้วยเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนมีความสัมพันธ์ชิงบวกต่อความเชื่อมั่น คุณค่าเชิงสุนทรียรส และคุณค่าเชิงอรรถประโยชน์ (r = 0.710, 0.668 และ 0.523 ตามลำดับ) ซึ่งปัจจัยความเชื่อมั่น และคุณค่าเชิงสุนทรียรส มีความสัมพันธ์บวกต่อความตั้งใจซื้อคอนโดมิเนียม (r = 0.614 และ 0.421 ตามลำดับ) แต่ปัจจัยคุณค่าเชิงอรรถประโยชน์มีความสัมพันธ์ชิงบวกต่อความตั้งใจซื้อคอนโดมิเนียมมากที่สุดในกลุ่มเจเนอเรชันวาย (r = 0.441) สูงที่สุด ส่วนความตั้งใจซื้อคอนโดมิเนียมโดยเฉลี่ยพบว่ามีความแตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญ 0.01
ประสิทธิภาพของแบบจำลองแบบผสมของการเรียนรู้เชิงลึกสำหรับการพยากรณ์ราคาหุ้น, กิตติคุณ ทัดประดิษฐ
ประสิทธิภาพของแบบจำลองแบบผสมของการเรียนรู้เชิงลึกสำหรับการพยากรณ์ราคาหุ้น, กิตติคุณ ทัดประดิษฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบประสิทธิภาพและระยะเวลาที่ใช้ของแบบจำลองการเรียนรู้เชิงลึกแบบผสม (Hybrid Deep Learning Models) ได้แก่ RNN, LSTM และ GRU ในรูปแบบการใช้โครงสร้างแบบผสม (Stacked layer) และเครือข่ายประสาทเทียมแบบซ้อนกัน (Cascaded neural network) ในการพยากรณ์ราคาปิดหุ้น รวมถึงศึกษาผลกระทบของการสลับลำดับของแบบจำลองภายใน Hybrid model เพื่อพิจารณาความแตกต่างของประสิทธิภาพการพยากรณ์ ทั้งในระยะสั้น 7 วัน และ ระยะยาว 30 วัน โดยมีการใช้ข้อมูลราคาหุ้นทั้งหมด 5 อุตสาหกรรม เลือกกลุ่มอุตสาหกรรมละ 3 หุ้นตามระดับความผันผวนของราคาหุ้นเมื่อเทียบกับตลาด (Beta) รวมทั้งหมด 15 ชุดข้อมูล ผลการศึกษาพบว่า ในภาพรวมการพยากรณ์ระยะสั้น 7 วันและระยะยาว 30 วัน การสร้างแบบจำลองผสมด้วยวิธี Cascaded neural network มีประสิทธิภาพที่ไม่แตกต่างกับวิธี Stacked layers อย่างมีนัยสำคัญ แต่ถ้าหากพิจารณาด้วยระยะเวลาที่ใช้ในการสร้างแบบจำลองจะพบว่า การสร้างแบบจำลองผสมด้วยวิธี Stacked layers ใช้เวลาสร้างแบบจำลองน้อยกว่าวิธี Cascaded neural network อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะช่วยประหยัดทรัพยากรในการสร้างแบบจำลองในการพยากรณ์เป็นอย่างมาก นอกจากนี้การสลับลำดับของแบบจำลองที่ใช้ในการผสมแบบจำลอง ด้วยวิธี Cascaded neural network และ Stacked layers ในการพยากรณ์ระยะสั้น 7 วันและระยะยาว 30 วัน ไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของ Hybrid Deep Learning Models อย่างมีนัยสำคัญ จึงสามารถสรุปได้ว่าการสร้าง Hybrid Deep Learning Models ด้วยวิธี Stacked layers ให้ประสิทธิภาพและความคุ้มค่าที่มากกว่าการผสมด้วยวิธี Cascaded neural network ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
การประเมินประสิทธิภาพของการเรียนรู้เชิงรุกโดยวิธีการเลือกแบบละโมบและวิธีการสุ่มตัวอย่างของทอมป์สันกับข้อมูลรูปแบบข้อความ, อานนท์ พรหมจรรย์
การประเมินประสิทธิภาพของการเรียนรู้เชิงรุกโดยวิธีการเลือกแบบละโมบและวิธีการสุ่มตัวอย่างของทอมป์สันกับข้อมูลรูปแบบข้อความ, อานนท์ พรหมจรรย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มุ่งเน้นการประเมินประสิทธิภาพของวิธีการเรียนรู้เชิงรุกสำหรับการคัดเลือกข้อมูลที่มีประโยชน์สูงสุดในการทำป้ายกำกับ โดยเปรียบเทียบวิธีการเลือกข้อมูลแบบสุ่ม วิธีการเลือกข้อมูลโดยวิธีละโมบ และวิธีการสุ่มตัวอย่างของทอมป์สันด้วยการประมาณค่าแบบลาพลาซ ผ่านการทดลอง 100 รอบในการเลือกทวีตเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในกรุงเทพมหานครเพื่อฝึกโมเดลการถดถอยโลจิสติก ผลการทดลองพบว่าวิธีการเลือกข้อมูลโดยวิธีละโมบให้ประสิทธิภาพสูงสุดตลอดการทดลอง เนื่องจากสามารถปรับปรุงโมเดลได้อย่างรวดเร็ว แต่ประสิทธิภาพลดลงในช่วงท้ายเมื่อจำนวนทวีตที่มีประโยชน์ลดลง ขณะที่วิธีการสุ่มตัวอย่างของทอมป์สันด้วยการประมาณค่าแบบลาพลาซใช้เวลาในการคัดเลือกข้อมูลมากที่สุดและมีประสิทธิภาพต่ำกว่าในช่วงแรก อย่างไรก็ตาม เมื่อจำนวนรอบการทดลองเพิ่มขึ้น ความแม่นยำของโมเดลก็ค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงต้น ส่วนวิธีการเลือกข้อมูลแบบสุ่มใช้เวลาน้อยที่สุด แต่ไม่มีการเรียนรู้หรือปรับปรุงโมเดล ทำให้ประสิทธิภาพไม่ดีขึ้น จากผลการทดลองสามารถสรุปได้ว่าวิธีการเลือกข้อมูลโดยวิธีละโมบเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสูงในสถานการณ์ที่ต้องการการเรียนรู้ที่รวดเร็ว ในขณะที่วิธีการสุ่มตัวอย่างของทอมป์สันด้วยการประมาณค่าแบบลาพลาซยังคงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับศักยภาพในการเรียนรู้ในระยะยาว งานวิจัยนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการวิเคราะห์ข้อมูลข้อความ เช่น การจำแนกประเภทความรู้สึกของผู้ใช้โซเชียลมีเดีย หรือการประเมินความคิดเห็นของลูกค้าในอุตสาหกรรมต่างๆ
The Association Between Academic Stress, Parental Academic Pressure And Depression In Adolescents, Ngoc Anh Truong
The Association Between Academic Stress, Parental Academic Pressure And Depression In Adolescents, Ngoc Anh Truong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This cross-sectional study investigates the relationships among parental academic pressure, academic stress, and depression in adolescents. Specifically, examining the mediating role of academic stress and analyzes the potential moderating effects of contextual factors, including peer pressure, teacher support, and stressful life events. Besides, investigating the prevalence of depression in Vietnamese adolescents. A total of 624 students aged 11 to 18 participated in the study, with 42.15% male. The participants were drawn from a secondary school and a high school in Ho Chi Minh City. Data were gathered using a questionnaire that included 6 scales to measure: depression, parental academic pressure, …
The Influence Of Echo Chamber On Thailand's 2023 Election, Isariyaporn Sukcharoenchaikul
The Influence Of Echo Chamber On Thailand's 2023 Election, Isariyaporn Sukcharoenchaikul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research develops visual methods to explore the echo chamber effect, employing analytical approaches to investigate its dynamics through a case study on the 2023 General Election in Thailand. The study utilizes visualization techniques such as node-link diagrams, t-SNE projections, and heatmaps to analyze homophilic relationships, clustering tendencies, and polarization within online communities. To minimize inaccuracies and biases, network graphs are constructed based on contextual analysis of user-generated content, rather than relying on predefined relationship definitions (e.g., friendships, followers, retweets) or users' interpretations. The research uses the Echo Chamber Score (ECS) alongside visualizations to explore echo chambers, reveal significant variations …
Morphological Characterization And Molecular Identification Of Armillifer Tongue Worm Isolated From A Human Case In Northern Thailand, Thanapat Pataradool
Morphological Characterization And Molecular Identification Of Armillifer Tongue Worm Isolated From A Human Case In Northern Thailand, Thanapat Pataradool
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Pentastomiasis, a neglected zoonotic parasitic disease caused by tongue worms (subclass Pentastomida), presents significant diagnostic challenges due to its non-specific clinical manifestations, the limitations of conventional diagnostic methods, and the absence of standardized molecular diagnostic tools. This study aimed to identify Armillifer tongue worms isolated from a human case in Northern Thailand through both morphological and molecular approaches and to evaluate the feasibility of molecular diagnosis using less invasive clinical specimens. Morphological identification was performed via gross examination, morphometric analysis, histopathological evaluation, and scanning electron microscopy, revealing features consistent with A. moniliformis. Species confirmation was achieved using multi-locus PCR and …
Scalp Fast Oscillations As A Predictor For Epilepsy In Adults With First Unprovoked Seizure, Wichuta Muangthong
Scalp Fast Oscillations As A Predictor For Epilepsy In Adults With First Unprovoked Seizure, Wichuta Muangthong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Patients with a first unprovoked seizure (FUS) carry different risks of recurrence, making management uncertainties arise. Low sensitivity of the conventional electroencephalography (EEG) findings limits practical usefulness. Novel application of scalp fast oscillations (SFOs) in prediction of recurrence has been recently studied; however, none has been conducted in adults. Method: 15-minute artifact-free recording was used for detection of SFOs. Time-frequency analysis with fast Fourier transform was conducted using Nihon-Kohden Neurofax® wide-band analysis software. Total number and frequency (Hz) of the SFOs, either superimposed on sharp/spike (SFOSs) or appearing in isolation (ISFOs), were calculated for each patient. Outcome was seizure …
Esg Materiality Issues On Stock Returns: Stock Exchange Of Thailand, Napassorn Tinnakorn
Esg Materiality Issues On Stock Returns: Stock Exchange Of Thailand, Napassorn Tinnakorn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the impact of Environmental, Social, and Governance (ESG) materiality issues on stock returns in the Stock Exchange of Thailand (SET). Leveraging data from 90 listed companies between 2018 and 2021, the research examines whether firms focusing on material ESG issues demonstrate superior performance. Using an innovative SASB, MSCI, and MSCI-SASB ESG materiality framework, the study differentiates between material and immaterial ESG issues. By constructing portfolios based on ESG materiality scores and evaluating their performance through a comprehensive five-factor model, the research provides nuanced insights into ESG investing in an emerging market context. The study addresses a critical …
Dosimetric Comparison Between Volumetric Modulated Arc Therapy On Truebeam And Halcyon Of Boost Plan For Total Body Irradiation, Wanwanut Jaihow
Dosimetric Comparison Between Volumetric Modulated Arc Therapy On Truebeam And Halcyon Of Boost Plan For Total Body Irradiation, Wanwanut Jaihow
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Total Body Irradiation (TBI) is a special treatment technique aimed at immunosuppression. The purpose of this study was to compare the dosimetric results of volumetric modulated arc therapy (VMAT) plans of TBI treatment between TrueBeam and Halcyon treatment machines. Eight TBI patients were planned by 6 MV of two lateral opposing with extended SAD technique to 5 meters to receive the prescribed dose of 1200 cGy in 6 fractions at head and legs. A single fraction boosts up the dose ranging from shoulder to mid-thigh. Plans were optimized and calculated in the Eclipse treatment planning system using VMAT by TrueBeam …
Comparing Nasal Irrigation Distribution In Draf 2a Frontal Sinus Surgery : Angled Instrument Approach Vs. Direct Instrument Approach (Carolyn's Window), Napamon Chantarapitak
Comparing Nasal Irrigation Distribution In Draf 2a Frontal Sinus Surgery : Angled Instrument Approach Vs. Direct Instrument Approach (Carolyn's Window), Napamon Chantarapitak
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Adequate postoperative irrigation is essential in managing chronic inflammatory sinus disease. However, access to the frontal sinus remains challenging due to complex frontal recess anatomy, especially after angled Draf 2a frontal sinusotomy. Carolyn’s window, a modification of Draf 2a, removes the nasofrontal beak by drilling to permit direct 0° endoscopic access. This study compares frontal sinus irrigation distribution between the angled Draf 2a and Carolyn’s window approaches. Fresh human cadaver heads underwent sequential dissection with angled Draf 2a and then Carolyn’s window approach. Each cavity was irrigated using a 250 mL high-pressure squeeze bottle filled with 1/1000 10% fluorescein-labeled water …
การสำรวจสุขภาวะในงานของคนทำงานในประเทศไทย: การพัฒนาเครื่องมือประเมินและการศึกษาตัดขวาง, วัชรากร ชูทอง
การสำรวจสุขภาวะในงานของคนทำงานในประเทศไทย: การพัฒนาเครื่องมือประเมินและการศึกษาตัดขวาง, วัชรากร ชูทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สุขภาวะในงานเป็นกรอบแนวคิดที่พัฒนาขึ้นเพื่อดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของพนักงานอันเนื่องมาจากปัญหาสุขภาพในกลุ่มคนวัยทำงานในปัจจุบันที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจระดับสุขภาวะในงานและเพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องในกลุ่มพนักงานธุรกิจโทรคมนาคมแห่งหนึ่งในประเทศไทย งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบภาคตัดขวาง โดยดำเนินการเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามที่พัฒนาขึ้นใหม่ในกลุ่มพนักงานธุรกิจโทรคมนาคมแห่งหนึ่งในประเทศไทยจำนวน 655 คน ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2567 จากผลการศึกษาพบว่าค่าเฉลี่ยคะแนนรวมแบบสอบถามทั้งฉบับและคะแนนรายมิติมีค่าเกินค่ากลางของแบบสอบถาม และเมื่อวิเคราะห์ขนาดของความสัมพันธ์ด้วยสถิติ Multiple linear regression พบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคะแนนรวมสุขภาวะในงานได้แก่ จำนวนชั่วโมงการทำงานมากกว่า 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (Beta=5.76, p<0.05) และการนอนหลับมากกว่า 7 ชั่วโมง ต่อวัน (Beta=4.42, p<0.01) ) และเมื่อเปรียบ เทียบกับการวิเคราะห์ด้วยสถิติLogistic regression พบว่ากลุ่มพนักงานที่มีคะแนนรวมสุขภาวะในงานสูงมีความสัมพันธ์ทั้งปัจจัยส่วน บุคคล ได้แก่การมีบุตรตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป (OR=1.92, p<0.05) และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับงาน ได้แก่ จำนวนชั่วโมงการทำงานมากกว่า 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์(OR=0.49, p<0.01) การศึกษานี้ทำให้ ทราบถึงปัจจัยที่สัมพันธ์กับคะแนนรวมสุขภาวะในงาน ส่งผลให้การวางแผนและออกแบบนโยบาย ตอบโจทย์การส่งเสริมให้พนักงานในองค์กรมีสุขภาวะในงานที่ดีได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อทั้งคณะ ผู้บริหาร และแผนกที่เกี่ยวข้องกับการดูแลพนักงานในบริษัท (เช่น แผนกทรัพยากรบุคคล เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย แพทย์และพยาบาลที่เกี่ยวข้องกับงานอาชีวอนามัย) ในการให้คำแนะนำ และออกแบบกิจกรรมส่งเสริมสุขภาวะในงานได้อย่างเหมาะสม
การประเมินต้นทุน-ประสิทธิผลของยาภูมิคุ้มกันบำบัด ในการรักษามะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็กระยะแพร่กระจาย ในการรักษาเป็นยาขนานที่ 2 และ 3 ในประเทศไทย, สุชาดา อินทร์ยา
การประเมินต้นทุน-ประสิทธิผลของยาภูมิคุ้มกันบำบัด ในการรักษามะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็กระยะแพร่กระจาย ในการรักษาเป็นยาขนานที่ 2 และ 3 ในประเทศไทย, สุชาดา อินทร์ยา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มาและความสำคัญ: ในปัจจุบันการรักษาโรคมะเร็งปอดมีความก้าวหน้าขึ้นอย่างมาก มีการใช้ยากลุ่มภูมิคุ้มกันบำบัดในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็กในระยะลุกลาม โดยให้ผลลัพธ์ในการรักษาที่ดีขึ้น และมีผลข้างเคียงที่น้อยกว่าการให้การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดแบบดั้งเดิม ปัจจุบันในประเทศไทยได้มีการอนุมัติให้เบิกจ่ายยาภูมิคุ้มกันบำบัดในมะเร็งปอดระยะลุกลาม เป็นยาขนานที่ 2 หรือ 3 ในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดมาตรฐานกลุ่มแพลตทินัมมาก่อนแล้ว อย่างไรก็ตามข้อมูลด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขของการรักษาด้วยยาภูมิคุ้มกันบำบัดในบริบทนี้ยังมีจำกัดในประเทศไทย วิธีดำเนินการวิจัย: การศึกษานี้เป็นการศึกษาการสังเกตเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลังจากผู้ป่วยในสถาบันเดียว โดยคัดเลือกผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็กในระยะลุกลามหรือกลับมาเป็นซ้ำ ที่รักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งไม่มีการกลายพันธุ์ของยีนอีจีเอฟอาร์ และกลายพันธุ์ของยีนเอแอลเค และไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดมาตรฐานกลุ่มแพลตทินัมมาก่อน จากนั้นได้รับการรักษาด้วยยาภูมิคุ้มกันบำบัดเป็นยาขนานที่ 2 หรือ 3 เปรียบเทียบกับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด โดยวิเคราะห์ต้นทุนภายใต้มุมมองของผู้ให้บริการด้านสุขภาพ โดยพิจารณาเฉพาะต้นทุนโดยตรง ผลลัพธ์ของการรักษาที่ประเมินคือ ค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดและจำนวนปีที่มีชีวิตอยู่ เปรียบเทียบระหว่างการรักษาทั้งสองกลุ่ม นอกจากนี้ได้คำนวณอัตราส่วนต้นทุน-ประสิทธิผล โดยใช้ข้อมูลจากสถานการณ์จริง ผลการศึกษา: มีผู้ป่วยรวม 162 คน ที่เข้าร่วมในการศึกษา โดย 103 คน อยู่ในกลุ่มที่ได้รับรักษาด้วยยาภูมิคุ้มกันบำบัด และ 59 คน ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ระยะเวลาติดตามโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 9.83 เดือน ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยาภูมิคุ้มกันบำบัดมีอัตราการรอดชีวิตที่ยาวนานกว่ากลุ่มที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดอย่างมีนัยสำคัญ (P< 0.05) โดยมีค่าเฉลี่ย มัธยฐานอัตราการรอดชีวิตอยู่ที่ 11.28 เดือน เปรียบเทียบกับ 8.33 เดือน (HR 0.69, P = 0.027) อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายรวมเฉลี่ย ของการรักษาในกลุ่มรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดสูงกว่ากลุ่มรักษาด้วยยาเคมีบำบัดอย่างมาก คือ 819,133.78 บาท เปรียบเทียบกับ 111,791.52 บาท การรักษาด้วยยาภูมิคุ้มกันบำบัดให้จำนวนปีที่มีชีวิตอยู่เฉลี่ย 1.69 ปีเปรียบเทียบกับ 0.99 ปีในกลุ่มรักษาด้วยยา เคมีบำบัด โดยอัตราส่วนต้นทุน-ประสิทธิผล ของการรักษาด้วยยาภูมิคุ้มกันบำบัดเมื่อเปรียบเทียบกับเคมีบำบัดอยู่ที่ 1,010,488.72 บาท ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ความคุ้มค่าที่กำหนดไว้(สามเท่าของค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติต่อหัว) สรุป: การให้การรักษาด้วยยาภูมิคุ้มกันบำบัด ยังไม่ถือว่ามีความคุ้มค่าเมื่อเปรียบเทียบกับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด แบบมาตรฐานในการรักษาเป็นยาขนานที่สองหรือสาม ในบริบทของประเทศไทย