Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 8071 - 8100 of 15281

Full-Text Articles in Entire DC Network

การพัฒนาแบบสอบวินิจฉัยการรู้เรื่องคณิตศาสตร์ที่มีการให้ข้อมูลย้อนกลับสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้วิธีลำดับขั้นของคุณลักษณะ, ไพฑูรย์ เอื้อบุญประดิษฐ์ Jan 2020

การพัฒนาแบบสอบวินิจฉัยการรู้เรื่องคณิตศาสตร์ที่มีการให้ข้อมูลย้อนกลับสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้วิธีลำดับขั้นของคุณลักษณะ, ไพฑูรย์ เอื้อบุญประดิษฐ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแบบสอบวินิจฉัยการรู้เรื่องคณิตศาสตร์ที่มีการให้ข้อมูลย้อนกลับ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้วิธีลำดับขั้นของคุณลักษณะ 2) ตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบวินิจฉัยที่พัฒนาขึ้น และ 3) วินิจฉัยข้อบกพร่องและให้ข้อมูลย้อนกลับเกี่ยวกับการรู้เรื่องคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยมีตัวอย่างวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 956 คน ที่ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบวินิจฉัยการรู้เรื่องคณิตศาสตร์ ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือด้านความตรงเชิงโครงสร้างด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันและด้านความเที่ยงด้วยวิธีสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ และสถิติทดสอบไคสแควร์ คำนวณคะแนนเชิงวินิจฉัยโดยประยุกต์ใช้เครือข่ายเบย์เซียน และตรวจสอบคุณภาพของการวินิจฉัยด้วยค่าสัมประสิทธิ์ความสอดคล้องของแคปปา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) แบบสอบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 8 สถานการณ์ สถานการณ์ละ 4 คำถามย่อย รวม 32 ข้อ โดยคำถามย่อยที่ 1 วัดคุณลักษณะการระบุประเด็นทางคณิตศาสตร์ของปัญหาในชีวิตจริง คำถามย่อยที่ 2 วัดคุณลักษณะการแปลงปัญหาให้อยู่ในรูปของภาษาทางคณิตศาสตร์ คำถามย่อยที่ 3 วัดคุณลักษณะการใช้หลักการและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ในการแก้ปัญหา และคำถามย่อยที่ 4 วัดคุณลักษณะการตีความ การประยุกต์ใช้และการประเมินผลลัพธ์ทางคณิตศาสตร์ 2) แบบสอบที่พัฒนาขึ้นมีความตรงเชิงโครงสร้าง (Chi-square = 25.37, p=1.00, GFI = 0.99, AGFI = 0.99, RMSEA = 0.00) มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคตั้งแต่ 0.76 ถึง 0.84 สามารถวินิจฉัยข้อบกพร่องเกี่ยวกับการรู้เรื่องคณิตศาสตร์ของผู้ตอบ และ 3) ผลการวินิจฉัยการรู้เรื่องคณิตศาสตร์ในภาพรวมพบว่ามีนักเรียนที่มีข้อบกพร่องจำนวน 378 คน คิดเป็นร้อยละ 56.17 และมีนักเรียนที่ไม่มีข้อบกพร่องจำนวน 295 คน คิดเป็นร้อยละ 43.83 โดยคุณลักษณะที่มีนักเรียนที่มีข้อบกพร่องมากที่สุด คือ การใช้หลักการและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ในการแก้ปัญหา ซึ่งมีนักเรียนที่มีข้อบกพร่องจำนวน 420 คน คิดเป็นร้อยละ 62.41 และคุณลักษณะที่มีนักเรียนที่มีข้อบกพร่องน้อยที่สุด คือ การระบุประเด็นทางคณิตศาสตร์ของปัญหาในชีวิตจริง ซึ่งมีนักเรียนที่มีข้อบกพร่องจำนวน 273 คน คิดเป็นร้อยละ 40.56 เมื่อจำแนกนักเรียนตามภูมิภาคพบว่าสัดส่วนของนักเรียนที่มีข้อบกพร่องแตกต่างกันตามภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ …


การพัฒนาตัวแบบรู้จำบุคลิกภาพจากเสียงสนทนาในบริบทของศูนย์ให้บริการข้อมูลลูกค้า, นคร ศรีณรงค์ Jan 2020

การพัฒนาตัวแบบรู้จำบุคลิกภาพจากเสียงสนทนาในบริบทของศูนย์ให้บริการข้อมูลลูกค้า, นคร ศรีณรงค์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าเป็นช่องทางสำคัญในการติดต่อระหว่างภาคธุรกิจและลูกค้า ตัวชี้วัดที่สำคัญของการทำงานของศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าคือความพึงพอใจของลูกค้า ข้อมูลหลักที่ได้จากศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าคือเสียงสนทนา ทำให้ผู้วิจัยสนใจที่จะศึกษาแนวทางในการสร้างตัวแบบรู้จำบุคลิกภาพจากเสียง ข้อมูลเสียงและเพศถูกเก็บจากหน่วยตัวอย่าง 92 คน พร้อมกับข้อมูลบุคลิกภาพโดยใช้แบบวัด MPI (Maudsley Personality Inventory) แบบวัดดังกล่าวแบ่งบุคลิกภาพออกเป็น 2 ด้าน คือด้าน E-scale (Extraversion และ Introversion) และ N-scale (Neuroticism และ Stability) ซึ่งนำมาใช้ในการพัฒนาตัวแบบจำแนกบุคลิกภาพทั้งสองด้าน เทคนิคที่ใช้ในการพัฒนาตัวแบบประกอบด้วย Logistic regression, SVM, Random forest และ Artificial neural network โดยพบว่าตัวแบบที่พัฒนาด้วยเทคนิค Artificial neural network มีประสิทธิภาพสูงสุดในการรู้จำ E-scale โดยมีค่า Positive predictive value (ค่าวัดประสิทธิภาพของ Introversion) เท่ากับ 0.71 และค่า Negative predictive value (ประสิทธิภาพของ Extraversion) เท่ากับ 0.75 ในส่วนของ N-scale ไม่พบตัวแบบที่พัฒนาด้วยเทคนิคใดมีประสิทธิภาพเพียงพอ ในการศึกษาครั้งนี้พบว่าบุคลิกภาพ Extraversion และ Introversion ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์กับงานภาคธุรกิจ สามารถรู้จำจากเสียงสนทนาในบริบทศูนย์บริการข้อมูลลูกค้า โดยสามารถนำไปใช้มอบหมายพนักงานที่มีบุคลิกภาพเหมือนกับลูกค้าเพื่อเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้าในการติดต่อสื่อสาร ภาคธุรกิจยังสามารถนำข้อมูลบุคลิกภาพเหล่านี้ไปใช้ต่อยอดในการแนะนำผลิตภัณฑ์ หรือโฆษณา ให้เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละคน


ปัญหาการนำหนังสือตอบข้อหารือภาษีอากรแบบกลุ่ม (Class Ruling) มาปรับใช้กับการเก็บภาษีฝ่ายสรรพากร, อัษฎาวุธ ไกรสิทธิ์ Jan 2020

ปัญหาการนำหนังสือตอบข้อหารือภาษีอากรแบบกลุ่ม (Class Ruling) มาปรับใช้กับการเก็บภาษีฝ่ายสรรพากร, อัษฎาวุธ ไกรสิทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้จัดทําขึ้นเพื่อมุ่งศึกษาเกี่ยวกับการนําหนังสือตอบข้อหารือภาษีอากรแบบกลุ่ม(Class Rulings) ในกรณีที่มีกลุ่มผู้เสียภาษีเดียวกันเช่น กลุ่มผู้ถือหุ้นของบริษัท กลุ่มนายจ้างหรือกลุ่มลูกจ้างในธุรกิจเครือ เดียวกันที่มีความเกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางภาษีเดียวกัน มีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายภาษีอากรแบบเดียวกัน ซึ่งใน ปัจจุบันฝ่ายสรรพากรไทยยังไม่มีการนําหนังสือตอบข้อหารือภาษีอากรแบบกลุ่ม(Class Rulings) มาปรับใช้กับการ ให้คําแนะนําทางกฎหมายโดยการตอบหนังสือข้อหารือภาษีอากรทําให้ผู้เสียภาษีไม่สามารถรวมตัวกันเพื่อขอ หนังสือตอบข้อหารือภาษีอากรไปในคราวเดียวกันได้ อีกทั้งปัจจุบันหนังสือตอบข้อหารือภาษีอากรมีสถานะเป็น เพียงการให้บริการแก่ประชาชนหรือการให้ความเห็นในทางกฎหมายเท่านั้นไม่มีผลบังคับผูกพันฝ่ายสรรพากรและ ผู้เสียภาษีส่งผลกระทบแก่ผู้เสียภาษีที่เชื่อโดยสุจริตและได้ปฏิบัติตามหนังสือตอบข้อหารือภาษีอากรนั้น ดังนั้นผู้ศึกษาจึงได้ศึกษาแนวความคิดและหลักเกณฑ์หนังสือตอบข้อหารือภาษีอากรแบบกลุ่ม(Class Rulings) ของฝ่ายสรรพากรออสเตรเลียเพื่อหารูปแบบและแนวทางที่เหมาะสมในการนําหนังสือตอบข้อหารือภาษี อากรแบบกลุ่ม(Class Rulings) มาปรับใช้กับการเก็บภาษีฝ่ายสรรพากร ผู้เขียนมีความเห็นว่าฝ่ายสรรพากรไทยสมควรนําระบบหนังสือตอบข้อหารือภาษีอากรแบบกลุ่ม (Class Rulings) ของฝ่ายสรรพากรออสเตรเลียมาปรับใช้สำหรับการให้คำในเรื่องการส่งเสริมการส่งออกแนะนําทางกฎหมายโดยการตอบหนังสือข้อหารือภาษีอากรในกรณีที่มีกลุ่มผู้เสียภาษีเดียวกัน มีความเกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางภาษีเดียวกัน มีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายภาษีอากรแบบเดียวกันเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาการขัดแย้งกันของหนังสือตอบข้อหารือภาษีอากรและแก้ไขปัญหาสถานะทางกฎหมายของหนังสือตอบข้อหารือภาษีอากรที่ไม่มีผลบังคับผูกพันฝ่ายสรรพากรและผู้เสียภาษีเพื่อให้เป็นประโยชน์ในการบริหารจัดเก็บภาษีอากรและเพื่อให้สอดคล้องกับการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียภาษีต่อไป


การขับเคลื่อนคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลของหน่วยงานภาครัฐไทยผ่านกลไกการประเมินองค์กรคุณธรรม: กรณีศึกษา สำนักงบประมาณ, พรชนก พินิจปริญญา Jan 2020

การขับเคลื่อนคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลของหน่วยงานภาครัฐไทยผ่านกลไกการประเมินองค์กรคุณธรรม: กรณีศึกษา สำนักงบประมาณ, พรชนก พินิจปริญญา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยชิ้นนี้ต้องการตอบคำถามที่ว่ากลไกการประเมินการเป็นองค์กรคุณธรรมมีประสิทธิผลในการสร้างธรรมาภิบาลให้แก่สำนักงบประมาณมากน้อยเพียงใด และรูปแบบการสร้างธรรมาภิบาลให้แก่หน่วยงานราชการไทยควรมีลักษณะอย่างไร โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ การเก็บข้อมูลจากเอกสารของหน่วยงานและการสัมภาษณ์ผู้ปฏิบัติงานและผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้เกี่ยวกับกลไกการประเมินองค์กรคุณธรรมภาครัฐ และมีประสบการณ์ในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลของสำนักงบประมาณ จำนวนรวม 9 คน โดยมีข้อค้นพบจากงานวิจัยฉบับนี้ คือ กลไกการประเมินการเป็นองค์กรคุณธรรมมีทั้งส่วนที่ได้รับการการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการส่งผลต่อการมีประสิทธิผลในการสร้างธรรมาภิบาล อาทิ การประเมินเป็นการเพิ่มภาระงานโดยมิจำเป็น และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ได้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการประเมินองค์การคุณธรรมเท่าที่ควร ในขณะที่บางส่วนสนับสนุนว่ากลไกการประเมินการเป็นองค์กรคุณธรรมมีส่วนในการเพิ่มประสิทธิผลในการสร้างธรรมาภิบาลให้แก่หน่วยงาน เนื่องจากการประเมินคุณธรรมก่อให้เกิดการขับเคลื่อนกิจกรรมใหม่ๆ นอกเหนือจากงานที่รับผิดชอบอยู่เดิม โดยที่เป็นกิจกรรมที่เป็นการสร้างคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลในหมู่ข้าราชการ และการมีส่วนช่วยให้การจัดสรรงบประมาณของสำนักงบประมาณจำกัดการใช้ดุลพินิจลง นอกจากนี้ ยังค้นพบรูปแบบการสร้างธรรมาภิบาลที่เหมาะสมแก่หน่วยงานราชการไทย โดยมีข้อเสนอแนะ ได้แก่ 1) ควรมีการบูรณาการระหว่างหน่วยงานกลางที่เป็นผู้รับผิดชอบในแต่ละการประเมินโดยเฉพาะสำนักงาน ก.พ. ควรเป็นศูนย์กลาง (centre) ในการดำเนินการเรื่องดังกล่าวเนื่องจากเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ในการบังคับใช้ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 โดยที่กฎหมายดังกล่าวกำหนดให้ส่วนราชการจะต้องไปกำหนดจรรยาบรรณของข้าราชการเพื่อเป็นประมวลความประพฤติในการสร้างคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลภายในหน่วยงาน รวมทั้ง มีบทกำหนดโทษทางวินัยและอาญาที่ชัดเจนกรณีพบการฝ่าฝืนจรรยาบรรณดังกล่าวและ 2) ควรมีการเปิดโอกาสให้บุคลากรภายในหน่วยงานมีส่วนร่วมในการดำเนินการประเมินองค์กรคุณธรรมของหน่วยงานของตนเองให้มากที่สุด


บทบาทของภาครัฐในการส่งเสริมอุตสาหกรรม: กรณีศึกษาการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลี, ปาลพิมพ์ลดา สุสุรเสริมภูมิ Jan 2020

บทบาทของภาครัฐในการส่งเสริมอุตสาหกรรม: กรณีศึกษาการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลี, ปาลพิมพ์ลดา สุสุรเสริมภูมิ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง “บทบาทภาครัฐในการส่งเสริมอุตสาหกรรม : กรณีศึกษาการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลี” มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาเพื่ออธิบายแนวนโยบายและกลยุทธ์ของรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีในการดำเนินนโยบายเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ และวิเคราะห์ผลกระทบจากการดำเนินนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีในอุตสาหกรรมภาพยนตร์เกาหลี เพื่อเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายให้กับการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของรัฐบาลไทย ซึ่งใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก และการเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่า รัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีมีแนวนโยบายในการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์เกาหลีคือ “จัดหา ส่งเสริม แต่ไม่ก้าวก่าย” โดยเห็นได้ชัดจากการยกเลิกระบบควบคุมเนื้อหาภาพยนตร์ การอุดหนุนงบประมาณในกระบวนการผลิต และการสนับสนุนในเรื่องการจัดจำหน่าย โดยกลไกสำคัญในการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีคือ การจัดตั้งหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์โดยเฉพาะ นั่นคือ Korean Film Council (KOFIC ) โดย KOFIC ได้มีการส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในหลายด้าน ได้แก่ การสนับสนุนการสร้างภาพยนตร์เกาหลี การสนับสนุนธุรกิจในต่างประเทศ และการวิจัยและการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากบทบาทของภาครัฐที่ทำให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์เกาหลีเติบโตแล้ว ยังมีปัจจัยบริบทแวดล้อมอื่น ๆ คือ ภาคเอกชนและลักษณะนิสัยของคนเกาหลี จากการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของรัฐบาลเกาหลี ส่งผลให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์เกาหลีเติบโตขึ้นอย่างมาก


ปัญหาในการส่งกลับผู้ต้องกักภายใต้การควบคุมของสถานกักตัวคนต่างด้าว กองกำกับการ 3 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, อภิชญา ปานพรม Jan 2020

ปัญหาในการส่งกลับผู้ต้องกักภายใต้การควบคุมของสถานกักตัวคนต่างด้าว กองกำกับการ 3 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, อภิชญา ปานพรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สถานกักตัวคนต่างด้าวของประเทศไทยมีผู้ต้องกักที่ไม่สามารถกลับภูมิลำเนาได้ตกค้างอยู่จำนวนมาก ทำให้เกิดปัญหาเรื่องงบประมาณค่าใช้จ่าย สุขภาพของผู้ต้องกัก การควบคุมของเจ้าหน้าที่ รวมถึงภาพลักษณ์ของหน่วยงาน งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษานโยบายหรือระเบียบข้อบังคับในประเทศและระหว่างประเทศเกี่ยวกับการส่งกลับ วิเคราะห์ความท้าทายในการส่งกลับ เพื่อสังเคราะห์ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการบริหารจัดการการดูแลและส่งกลับผู้ต้องกัก การศึกษาในครั้งนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ศึกษาจากเอกสารของภาครัฐ ใช้เทคนิควิจัยโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก และการสังเกตการณ์ ผลการศึกษาพบว่า ระเบียบข้อบังคับของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง มีการส่งกลับตามกฎหมายคนเข้าเมือง มีหลักการว่าผู้ต้องกักเป็นคนสัญชาติใดให้ส่งกลับไปยังประเทศภูมิลำเนานั้นเป็นหลัก ส่วนแนวทางปฏิบัติในการส่งกลับแต่ละประเทศ พบว่าประเทศส่วนใหญ่ในทวีปเอเชียและแอฟริกามีการให้ความช่วยเหลืออย่างจำกัด แต่อย่างไรก็ดีประเทศในทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือจะมีขั้นตอนการให้ความช่วยเหลือจนสามารถกลับภูมิลำเนาได้ จากสถานการณ์ดังกล่าวประเทศไทยได้ร่วมลงนามในสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ซึ่งมีหลักการห้ามผลักดันกลับ ส่งผลให้ปัจจุบันมีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการคัดกรองคนต่างด้าวที่ไม่สามารถหรือไม่สมัครใจกลับภูมิลำเนา พ.ศ. 2562 มาบังคับใช้ แต่ยังอยู่ในขั้นตอนการเตรียมการและใช้คัดกรองเฉพาะผู้ลี้ภัยเท่านั้น จึงยังไม่มีนโยบายหรือระเบียบอื่นใดให้ความช่วยเหลือในการส่งกลับ ในส่วนของความท้าทายนั้นพบว่า ความขัดแย้งทางการเมือง ระบอบการปกครอง และธรรมาภิบาลของประเทศภูมิลำเนา ส่งผลต่อความสำเร็จในการส่งกลับ จากข้อค้นพบดังกล่าว มีข้อเสนอแนะคือควรเร่งรัดให้มีการประชุมคณะกรรมการและมีแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบ ควรสร้างที่พักพิงให้เหมาะสม และรัฐบาลควรมีการเจรจาทำข้อตกลงทวิภาคีกับประเทศภูมิลำเนาของผู้ต้องกักเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนต่อไป


Understanding Chinese Tourists Motivation To Go And See A Ladyboy Show In Thai Touristic Cities, Kang Wang Jan 2020

Understanding Chinese Tourists Motivation To Go And See A Ladyboy Show In Thai Touristic Cities, Kang Wang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Over the years, China has gradually become the most important outbound market for international tourism destinations, especially for Thailand. Meanwhile, Thailand's tourism industry is well developed with local characteristics. Tourism has already become an essential sector which has a deep impact on the development of Thailand’s economy. Besides the beautiful natural scenery, Thailand is known as a dream like beautiful tourist paradise, which is closely related to Thailand's unique "Ladyboy Show". Among them, the world-famous singing and dancing performances of Ladyboy Show are more amazing and appeal to many tourists. Ladyboy is one of the highlights and characteristics of Thailand's …


Evaluation Of Rational Drug Use Project, Under The Support Of National Health Security Office, On Drug Utilization And Drug Management In Community Care Clinics In Bangkok, Dararat Samretwit Jan 2020

Evaluation Of Rational Drug Use Project, Under The Support Of National Health Security Office, On Drug Utilization And Drug Management In Community Care Clinics In Bangkok, Dararat Samretwit

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: "The Network of Rational Drug Use Clinic (RDU Clinic)" campaign implemented in August 2015 to promote rational drug use in community caring clinic operated under National Health Security Office (NHSO) in Bangkok. The intervention composed of various measures such as education, managerial intervention, regulatory, and financial incentive. The purpose of the project is to evaluate and monitor the program effectiveness. Objectives: The purpose of the study is to evaluate the impact of RDU project on the quality of drug use in community care clinics in Bangkok using an interrupted time-series intervention analysis Methods: Quasi-experimental study using interrupted time series …


Association Between Pm2.5 Concentrations And Hospitalization Cases For Schizophrenia And Mood Disorders In Ho Chi Minh City, Vietnam From 2019 To 2020, Do Thi Hoai Thuong Jan 2020

Association Between Pm2.5 Concentrations And Hospitalization Cases For Schizophrenia And Mood Disorders In Ho Chi Minh City, Vietnam From 2019 To 2020, Do Thi Hoai Thuong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The evidence for adverse effects of ambient particulate matter pollution on mental and behavioral disorders (MBDs) is limited. Until now, few epidemiological studies have focused on this field, especially in developing countries. With the changes in concentrations and sources of air pollution over the past decade in Vietnam lead to high levels of air pollutants, especially particulate matters including PM2.5. Therefore, it is worthwhile to investigate the acute effects of outdoor air pollution on MBDs. However, no Vietnamese study has looked into the short-term effect of PM2.5 on hospitalization for MBDs. To examine the association between PM2.5 and the cases …


Functional Analysis Of Glutathione S-Transferase From The Extremophile Halothece Sp. Pcc7418, Chananwat Kortheerakul Jan 2020

Functional Analysis Of Glutathione S-Transferase From The Extremophile Halothece Sp. Pcc7418, Chananwat Kortheerakul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Glutathione S-transferase (GST) are a set of multifunctional enzymes encoded by large gene families. It has been functionally demonstrated that GSTs play vital roles in cellular detoxification, regulation of redox-dependent process, and stress responses. Although the GST gene family has been extensively studied across taxa, the function of the GST genes in primordial oxygenic phototrophs such as cyanobacteria is poorly understood. In this thesis, GSTs from extremophilic cyanobacterium Halothece sp. PCC7418 (hereafter Halothece GSTs) were identified and functionally characterized. The genome-based analysis showed that there were four GSTs in Halothece 7418 (GST_0647, GST _0729, GST _1478, and GST _3557). Phylogenetic …


Effect Of Pyridoxal Phosphate And Tetrahydrofolate Bound On Human Serine Hydroxymethyltransferase By Molecular Dynamic Simulation, Peerapong Wongpituk Jan 2020

Effect Of Pyridoxal Phosphate And Tetrahydrofolate Bound On Human Serine Hydroxymethyltransferase By Molecular Dynamic Simulation, Peerapong Wongpituk

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Serine hydroxymethyltransferase (SHMT), a pyridoxal phosphate (PLP)-dependent enzyme, is involved in one-carbon metabolism in multiple biochemical pathways, including the biosynthesis of purine and thymidine. SHMT1 is the enzyme to be studied clinically as a target for cancer chemotherapy. Therefore, the binding mechanism of this enzyme would be investigated. In this study, molecular dynamics simulations for 500 ns was applied on SHMT1 tetramer in six systems with different ligand cofactors (PLP-Lys, L-ser, PLS, PLG, THF, and MTHF) in order to understand its structural dynamics properties. The key residues Y'73, S53, H231, K257, R263 and R402 were found in all ligand cofactor/SHMT1 …


Effects Of Hydrocolloids On Pasting Behavior And Gelling Properties Of Banana Flour And Its Application In Bread, Rosalin Herman Jan 2020

Effects Of Hydrocolloids On Pasting Behavior And Gelling Properties Of Banana Flour And Its Application In Bread, Rosalin Herman

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Bananas have a high potential in becoming a future staple crop due to its rapid growth rate, short harvest time, and high starch content. However, banana flour is highly retrograded which is its major limitation. The objective of this study was to study the effects of selected hydrocolloids on the pasting and gelling properties as related to the gelatinization and retrogradation of banana flour as well as its application in bread as a wheat flour substitute. Xanthan gum (XG), gum arabic (GA), hydroxypropyl methylcellulose (HPMC), and guar gum (GG) were added to banana flour at different concentrations (0.5, 1.0, and …


Intermodulation Distortions From A Chain Of Coupled Nonlinear Oscillators Near A Hopf Bifurcation, Yanathip Thipmaungprom Jan 2020

Intermodulation Distortions From A Chain Of Coupled Nonlinear Oscillators Near A Hopf Bifurcation, Yanathip Thipmaungprom

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The inner ear can produce sounds whose frequencies correspond to linear combinations of the stimulus frequencies, f1 and f2. These sounds, called Distortion Product Otoacoustic Emissions (DPOAEs), can be measured by inserting a microphone into the ear canal. In human, the intensity level of DPOAEs at frequency 2f1-f2 varies significantly with a stimulus frequency and can exhibit a quasi-periodic pattern, a feature termed a DPOAE fine structure. This distinctive characteristic has been generally accepted as a consequence of the interference between two DPOAE signals produced by two spatially separated groups of sensory hair cells, whose characteristic frequencies correspond to the …


The Antiviral Activity Of Lichen Metabolites Against Dengue Virus, Naphat Loeanurit Jan 2020

The Antiviral Activity Of Lichen Metabolites Against Dengue Virus, Naphat Loeanurit

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Dengue fever is one of the mosquito-borne infectious diseases globally. Currently, no specific treatment was established. Depsidones and depsides are one of the most common lichen secondary metabolites produced for the organism’s survival in extreme environments. These compounds have been reported as antivirals against the other virus in Flaviviridae family, hepatitis C virus. In this study, depsidones and depsides were explored for anti-dengue efficacy and cellular toxicity. One depsidone, VK-0014, and two depsides, TT-031 and TT-032, exhibited an anti-DENV2 with effective concentration (EC50) of 17.42 ± 3.21, 2.43 ± 0.19, and 0.91 ± 0.15 µM, respectively. Cytotoxicity concentration (CC50) in …


Identification Of A New Disease Gene For A Familial Autoimmune Disease, Thivaratana Sinthuwiwat Jan 2020

Identification Of A New Disease Gene For A Familial Autoimmune Disease, Thivaratana Sinthuwiwat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Autoimmune diseases, triggered by genetic and environmental factors resulted in the failure of the immune system to develop tolerance toward self-antigens, are characterized by immune responses against self-tissues. Until now the cause of autoimmune disease is not well understood. Here, we identified a three-generation family with 9 members suffering from one of the three autoimmune diseases – Grave’s disease, Hashimoto thyroiditis, or SLE. Objective: To identify a genetic variant underlying the autoimmune diseases of this large family and to determine its molecular pathomechanism. Methods: Immunophenotype including flow cytometry was characterized. Whole-genome linkage study (WGL) and whole-exome sequencing (WES) of …


การลดของเสียในกระบวนการประกอบสายส่งสัญญาณทางแสง (Active Optical Cable), อาภานวล แก้วกาหลง Jan 2020

การลดของเสียในกระบวนการประกอบสายส่งสัญญาณทางแสง (Active Optical Cable), อาภานวล แก้วกาหลง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงกระบวนการประกอบสายส่งสัญญาณทางแสง ที่ระดับความเร็ว 100Gb/s ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการส่งสัญญาณสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยประยุกต์ใช้เครื่องมือปรับปรุงคุณภาพตามแนวทางซิกซ์ ซิกมา หรือ DMAIC ประกอบด้วย (1) ระยะนิยามปัญหา พิจารณาอัตราผลิตผลดีในกระบวนการประกอบระดับออพติคอลเอนจิน พบว่ากระบวนการวัดกำลังแสงขาออกมีสัดส่วนของเสียเฉลี่ยต่ำที่สุด ประมาณ 10.29% ซึ่งเป็นตัวชี้วัดว่ากระบวนการวางเลนส์ด้วยวิธีการแบบแพสซิพ (Passive Alignment technique) ซึ่งเป็นวิธีการวางตำแหน่งเลนส์โดยใช้ภาพเอกลักษณ์และการคำนวณระยะสัมพัทธ์ระหว่างกึ่งกลางของเลนส์ และกึ่งกลางของเลเซอร์ VCSEL ยังมีคุณภาพดีไม่เพียงพอ (2) ระยะการวัด การวิเคราะห์ความพ้องกันของระบบวัดกำลังแสงขาออก โดยใช้ข้อมูลแบบนับ (Attribute gage R&R) แสดงให้เห็นว่าระบบวัดมีความสามารถในการวัดซ้ำ, วัดได้อย่างถูกต้อง, และระบบมีความพ้องกันดี (Kappa > 0.9) โดยค่า Cpk และ Ppk จากการวิเคราะห์ความสามารถของกระบวนการ เป็น 0.923 และ 0.423 ตามลำดับ (3) ระยะวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาด้วยการทดสอบสมมติฐานสัดส่วนประชากร 2 กลุ่ม พบว่ามี 4 ปัจจัยที่ส่งผลต่อสัดส่วนของเสียได้แก่ อัลกอริทึมการหาอไลน์เมนท์ออฟเซ็ต, แผ่นวงจรรวมที่ผลิตจากแหล่งที่ต่างกัน, ระนาบแกน Z หรือบอนด์ไลน์, และอุณหภูมิการอบกาวให้แห้งหลังวางเลนส์ (4) การดำเนินการปรับปรุง และ (5) การติดตามผล ซึ่งหลังการปรับปรุงพบว่าว่าสัดส่วนของเสียลดลงจาก 10.29% เหลือ 1.98% หรือลดลง 80% กระบวนการมี Cpk และ Ppk ดีขึ้นเป็น 1.187 และ 0.687 ตามลำดับ


Determination Of Herbicides In Water Samples By Spectroscopic Techniques, Anna Prukjareonchook Jan 2020

Determination Of Herbicides In Water Samples By Spectroscopic Techniques, Anna Prukjareonchook

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Atrazine and paraquat are widely used to control weeds in the agricultural areas. The residue of herbicides can harm the environment and living things. In this research, nanoporous carbon derived from melamine based polybenzoxazine or NPC-PBZ-m was used as an adsorbent for atrazine and paraquat analysis. NPC-PBZ-m was synthesized by sol-gel and pyrolysis processes. The characteristics of sorbent were investigated by FTIR, BET, XPS, and FE-SEM. For atrazine determination, NPC-PBZ-m pre-concentration column combined with a colorimetric detection based on a Konig’s reaction and HPLC-UV at 222 nm were developed. The parameters affecting the adsorption performance were optimized. The reusability of …


Cross-Cultural Adaptation, Reliability, And Validity Study Of The Thai Version Of The Manchester-Oxford Foot Questionnaire In Individuals With Chronic Foot Pain, Poramat Kul-Eung Jan 2020

Cross-Cultural Adaptation, Reliability, And Validity Study Of The Thai Version Of The Manchester-Oxford Foot Questionnaire In Individuals With Chronic Foot Pain, Poramat Kul-Eung

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

There are 10-24% of the population who experience chronic foot pain. Patient-reported outcome measurement (PROM) is a standardized tool that is useful in measuring the outcomes of treatment. The Manchester-Oxford Foot Questionnaire (MOXFQ) is a foot-specific questionnaire that was developed for surgical outcomes and foot conditions assessment. There are 3 subscales of MOXFQ including walking/standing, pain, and social interaction. MOXFQ has been translated into several languages but there is no previous Thai version. This study aimed to cross-culturally adapt and test for reliability and validity of the Thai version of MOXFQ (Thai-MOXFQ) in participants with chronic foot problems. The original …


What Is The Impact Of Tourism Infrastructure Development On The International Tourism Inflow In Thailand During 2008 To 2019?, Wucaihong Huang Jan 2020

What Is The Impact Of Tourism Infrastructure Development On The International Tourism Inflow In Thailand During 2008 To 2019?, Wucaihong Huang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Tourism has become a main income factor of national revenue in Thailand. Tourism infrastructure is the important foundation for Thailand to improve its attractiveness around the world. This study firstly employed a SWOT analysis to show the current insight of tourism infrastructure in Thailand. The key findings of this study showed that transport infrastructure, ICT infrastructure and medical infrastructure have positive impacts on international tourism inflows in Thailand during 2008 to 2019 by employing an extending gravity model. Thus, the tourism planners should generate ICT promote, transport development and medical tourism into policies planning. Tourism policy makers in Thailand should …


Financial Constraints, Corporate Governanceand Corporate Cash Holdings: Evidence From Thai Market, Pantawat Tangchitpianvit Jan 2020

Financial Constraints, Corporate Governanceand Corporate Cash Holdings: Evidence From Thai Market, Pantawat Tangchitpianvit

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The objectives of this paper are to examine the relationship between corporate governance and financial constraints which play a substitution role in mitigating agency conflicts associated to corporate cash holdings of Thai listed company covering the period from 2008 to 2019. I use five firm specific characteristics of financial constraints i.e. annual payout ratio, firm size, leverage ratio, lifecycle ratio as well as collateral asset ratio and corporate governance score as proxies to determine the level of cash holdings. The result provides that financial constrained-firms hold larger amount of cash than financial less constrained-firms in order to have adequate financial …


Insider Trading In Family Firms: Evidence From Thailand, Paweenon Pramukkiattiyos Jan 2020

Insider Trading In Family Firms: Evidence From Thailand, Paweenon Pramukkiattiyos

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study examines the profitability of corporate insider trading in Thailand's stock market and whether the abnormal return depends on the company's characteristics and insider characteristics. The result shows that there is a significant abnormal return on corporate insider trading transactions. The difference in ownership structure is also important, with the results supporting that insider trading by family firms is more profitable than non-family firms. Moreover, the finding indicates that the trading of CEOs has more valuable information about the company's prospects than other insiders.


The Magnet Effect Of Price Limits: Evidence From High-Frequency Data On The Stock Exchange Of Thailand, Wongwarit Boonyasitphawee Jan 2020

The Magnet Effect Of Price Limits: Evidence From High-Frequency Data On The Stock Exchange Of Thailand, Wongwarit Boonyasitphawee

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Commonly, daily prices limits are widely used for stabilizing stock markets and decrease volatility during overreaction period. However, regulators may not notice that instead of stopping panic sell or overbought, the daily price limits generate a magnet effect, which cause the price to accelerate to the price limits and increase the overall volatility. This research investigates the magnet effect of price limits using high frequency from the Stock Exchange of Thailand. Using AR(2)-GARCH(2,2) as a base model for each stock’s 5-mins returns to capture the effect. The empirical results present evidence of the strong ceiling magnet effect at all conditions, …


การเปิดรับ ทัศนคติ และพฤติกรรมการตอบสนองของผู้บริโภคต่อการสื่อสารที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ อัลกอริทึมและข้อมูลส่วนบุคคล สำหรับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมบนเฟซบุ๊ก, ศุภนิดา จันทร์กระจ่าง Jan 2020

การเปิดรับ ทัศนคติ และพฤติกรรมการตอบสนองของผู้บริโภคต่อการสื่อสารที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ อัลกอริทึมและข้อมูลส่วนบุคคล สำหรับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมบนเฟซบุ๊ก, ศุภนิดา จันทร์กระจ่าง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการศึกษาเกี่ยวกับการเปิดรับ ทัศนคติ และพฤติกรรม การตอบสนองของผู้บริโภคต่อการสื่อสารที่ขับเคลื่อนด้วยระบบอัลกอริทึมและข้อมูลส่วนบุคคล สำหรับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมบนเฟซบุ๊ก โดยศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างการเปิดรับกับทัศนคติ และความสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติกับพฤติกรรมการตอบสนอง รวมถึงศึกษาอิทธิพลของการเปิดรับ และทัศนคติที่มีผลต่อพฤติกรรมการตอบสนองของผู้บริโภค โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปริมาณ ด้วยวิธีวิจัยเชิงสำรวจ ซึ่งจะใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลจำนวน 400 ชุด ทั้งนี้ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการเปิดรับในระดับปานกลาง (3 – 4 วัน/สัปดาห์) ที่ 3.14 มีทัศนคติโดยรวมในเชิงบวกที่ 4.01 และมีพฤติกรรมการตอบสนองโดยรวมอยู่ในระดับมากที่ 3.70 อนึ่ง ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า 1) การเปิดรับของผู้บริโภคมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับทัศนคติในระดับต่ำ (r = 0.359) 2) ทัศนคติของผู้บริโภคมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรม การตอบสนองในระดับสูง (r = 0.624) 3) การเปิดรับ และทัศนคติ มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการตอบสนองของผู้บริโภค อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ (R2 = 0.411, p-value < 0.001) โดยที่ปัจจัยด้านทัศนคติ (β = 0.348) มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการตอบสนองมากกว่าปัจจัยด้านการเปิดรับ (β = 0.182) นอกจากนั้น ยังพบว่า 1) ด้านการเปิดรับ ควรเน้นที่รูปแบบการสื่อสารที่แสดงข้อความ “ราคา/โปรโมชันพิเศษสำหรับคุณโดยเฉพาะ” และแสดงข้อความ “สินค้าสำหรับคุณโดยเฉพาะ” 2) ด้านทัศนคติ ควรเน้นที่รูปแบบการสื่อสารที่แสดงข้อความที่เกี่ยวข้องกับ “ความสนใจและกิจกรรมของคุณ” ทั้งนี้ ควรที่จะหลีกเลี่ยงการใช้รูปแบบการสื่อสารที่อ้างอิงจากสถานที่ของคุณ เพื่อสามารถกระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิด การเปิดรับ มีทัศนคติ และพฤติกรรมการตอบสนองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


ปัญหาผลทางกฎหมายของการเรียกเบี้ยปรับเมื่อผิดนัด, สุทธิดา พันธุ์ผึ้ง Jan 2020

ปัญหาผลทางกฎหมายของการเรียกเบี้ยปรับเมื่อผิดนัด, สุทธิดา พันธุ์ผึ้ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เนื่องจากมาตรา 379 ได้แบ่งประเภทของเบี้ยปรับออกเป็นสองประเภทคือ เบี้ยปรับเพื่อการไม่ชำระหนี้และเบี้ยปรับเพื่อการไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้อง โดยกำหนดเหตุของการเรียกหรือริบเบี้ยปรับคือการผิดนัดของลูกหนี้แต่มิได้อธิบายถึงความหมายหรือหลักเกณฑ์ว่ามีลักษณะที่แตกต่างจากหลักในเรื่องลูกหนี้ผิดนัดตามมาตรา 204 ที่เป็นบททั่วไปในบรรพ 2อย่างไร ซึ่งตามเหตุผลทางนิติวิธีแล้วต้องนำเอาหลักเรื่องลูกหนี้ผิดนัดตามมาตรา 204 มาปรับใช้ แต่ก็พบว่ามีการไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องบางกรณีที่ไม่มีความทับซ้อนกับการผิดนัดส่งผลให้เจ้าหนี้ไม่อาจเรียกหรือริบเบี้ยปรับในกรณีนั้นได้ จึงเกิดประเด็นปัญหาว่า แท้จริงแล้วการผิดนัดของลูกหนี้ในมาตรา 379 มีความหมายตามความในมาตรา 204 หรือไม่ นอกจากนี้มีประเด็นปัญหาต่อไปว่าคู่สัญญาจะสามารถตกลงกันกำหนดเหตุในการเรียกหรือริบเบี้ยปรับให้แตกต่างออกไปจากมาตรา 379 เพื่อให้เจ้าหนี้สามารถเรียกหรือริบเบี้ยปรับสำหรับเบี้ยปรับเพื่อการไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องได้ครอบคลุมยิ่งขึ้นได้หรือไม่ เมื่อได้ศึกษากฎหมายโรมัน กฎหมายแพ่งเยอรมัน กฎหมายแพ่งฝรั่งเศส รวมถึงกฎหมายอังกฤษ พบว่าแนวคิดพื้นฐานของเบี้ยปรับคือการลงโทษลูกหนี้ โดยกฎหมายโรมัน กฎหมายแพ่งเยอรมัน กฎหมายแพ่งฝรั่งเศสเปิดโอกาสให้เอกชนสามารถกำหนดเบี้ยปรับต่อกันได้และมีเหตุในการเรียกหรือริบเบี้ยปรับคือการผิดนัดของลูกหนี้ ซึ่งเมื่อได้ศึกษาถึงเหตุของการเรียกหรือริบเบี้ยปรับก็พบว่า กฎหมายโรมันและกฎหมายแพ่งเยอรมันต่างเห็นว่าการผิดนัดของลูกหนี้ในกรณีดังกล่าวคือการที่ลูกหนี้ชำระหนี้ล่าช้า โดยไม่ได้อธิบายขยายให้การผิดนัดของลูกหนี้นั้นมีความหมายที่กว้างออกไปจากหลักเรื่องลูกหนี้ผิดนัดอันเป็นบททั่วไปในเรื่องหนี้และเมื่อได้พิจารณาประกอบกับแนวความคิดพื้นฐานที่เบี้ยปรับคือการลงโทษลูกหนี้ จึงสมควรที่กฎหมายจะต้องกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการลงโทษลูกหนี้ให้ชัดเจนซึ่งการผิดนัดของลูกหนี้คือเรื่องของเวลาก็เป็นหลักเกณฑ์ที่มีความชัดเจน ทั้งแนวความคิดพื้นฐานของการผิดนัดก็มีความสอดคล้องกับเบี้ยปรับเพราะคือการลงโทษลูกหนี้เช่นกัน ดังนั้น ผู้เขียนจึงเห็นว่าเหตุในการเรียกหรือริบเบี้ยปรับของเจ้าหนี้ซึ่งคือการผิดนัดของลูกหนี้นั้นเป็นหลักเดียวกันกับการผิดนัดของลูกหนี้ตามบททั่วไปในเรื่องหนี้ ประกอบกับกฎหมายเบี้ยปรับของไทยได้รับอิทธิพลมาจากกฎหมายโรมันผ่านกฎหมายแพ่งเยอรมันจึงสมควรตีความและปรับใช้อย่างเดียวกัน ผู้เขียนจึงเสนอแนะในประการแรกว่า จะต้องตีความการผิดนัดของลูกหนี้ในมาตรา 379 ให้เคร่งครัด ส่วนในประการสองนั้น เจ้าหนี้จะต้องปฏิเสธไม่รับชำระหนี้ที่ไม่ถูกต้องในกรณีดังต่อไปนี้ คือ การไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องกรณีชำระหนี้เพียงบางส่วน กรณีชำระหนี้ผิดวัตถุแห่งหนี้หรือชำระหนี้เป็นอย่างอื่น กรณีส่งมอบทรัพย์ที่ชำรุดบกพร่องที่เห็นประจักษ์ กรณีไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องตามสถานที่ และกรณีไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องตามวิธีที่กำหนด เพื่อทำให้ไม่มีการชำระหนี้ของลูกหนี้ตามเวลาและส่งผลให้ลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดตามมาตรา 204 ทำให้เจ้าหนี้สามารถเรียกหรือริบเบี้ยปรับจากลูกหนี้ได้ตามมาตรา 379


อิทธิพลของความคิดทางพุทธศาสนากับความผิดอาญาสมัยรัตนโกสินทร์, พีรยา กุลทอง Jan 2020

อิทธิพลของความคิดทางพุทธศาสนากับความผิดอาญาสมัยรัตนโกสินทร์, พีรยา กุลทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พุทธศาสนามีอิทธิพลต่อการกำหนดความผิดอาญาไทยมาเป็นเวลานาน ในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น กษัตริย์ไทยทรงให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูพุทธศาสนา อันเป็นบ่อเกิดของวัฒนธรรมทั้งหลายรวมถึงกฎหมาย เพื่อจัดระเบียบสังคมไทย ส่งผลให้ข้อคิดทางพุทธศาสนามีอิทธิพลต่อกฎหมายอาญาในกฎหมายตราสามดวงด้วย ต่อมาในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา การแผ่ขยายอิทธิพลของมหาอำนาจของชาติตะวันตกเริ่มรุกรานเข้ามาบริเวณเอเชียอาคเนย์ เพื่อไม่ให้ชาติตะวันตกเข้ายึดครองประเทศไทย จึงต้องปฏิรูปกฎหมายให้สอดคล้องกับตะวันตก โดยจัดทำกฎหมายลักษณอาญา ร.ศ. ๑๒๗ ขึ้น เป็นเหตุให้กฎหมายอาญาในขณะนั้นได้รับอิทธิพลจากข้อคิดทางพุทธศาสนาน้อยลง และต่อมามีการจัดทำประมวลกฎหมายอาญาขึ้น ซึ่งยังคงหลักการและแนวคิดเดิม โดยแก้ไขเพิ่มเติม ปรับปรุงให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงระดับของอิทธิพลความคิดทางพุทธศาสนาต่อการกำหนดความผิดอาญาในสมัยรัตนโกสินทร์นี้ เกิดขึ้นจากปัจจัยทางสังคมที่ก่อให้เกิดความแตกต่างหลายประการ ฉะนั้น หากจะพิจารณาประเด็นอิทธิพลของข้อคิดทางพุทธศาสนาต่อกฎหมายอาญาที่จะตราขึ้นใหม่ ปรับปรุง แก้ไขเพิ่มเติม หรือยกเลิกในอนาคตให้สอดคล้องกับสภาพสังคมขณะตรากฎหมาย ผู้ศึกษาเสนอให้พิจารณาในมิติต่าง ๆ ตามปัจจัยทางสังคมที่ผู้ศึกษาได้เสนอไว้


กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดสมรรถนะภาวะผู้นำเชิงผู้ประกอบการ, อิฏฐิรา ทรงกิติพิศาล Jan 2020

กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดสมรรถนะภาวะผู้นำเชิงผู้ประกอบการ, อิฏฐิรา ทรงกิติพิศาล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาและแนวคิดสมรรถนะภาวะผู้นำเชิงผู้ประกอบการ 2) ศึกษาระดับสมรรถนะภาวะผู้นำเชิงผู้ประกอบการของนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษา 3) วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและภาวะคุกคามของการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดสมรรถนะภาวะผู้นำเชิงผู้ประกอบการ และ 4) พัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดสมรรถนะภาวะผู้นำเชิงผู้ประกอบการ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยผสมวิธีพหุระยะ (Multi – phase Mixed Method Design Research) เก็บข้อมูลเชิงปริมาณร่วมกับการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวม 341 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหารโรงเรียน หัวหน้างานหลักสูตร ครูผู้สอน และนักเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบประเมิน สถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนี PNImodified และการวิเคราะห์เนื้อหาจากการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา ประกอบด้วย 4 งาน ได้แก่ (1) การพัฒนาหลักสูตร (2) การจัดการเรียนรู้และการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร (3) การวัดและประเมินผล และ (4) การพัฒนาสื่อ นวัตกรรม เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาและแหล่งเรียนรู้ กรอบแนวคิดสมรรถนะภาวะผู้นำเชิงผู้ประกอบการ ประกอบด้วย 3 สมรรถนะหลัก 11 สมรรถนะย่อย ได้แก่ (1) สมรรถนะเชิงความสัมพันธ์ ประกอบด้วย 4 สมรรถนะย่อย ได้แก่ การมีจริยธรรมและความซื่อสัตย์ การมีความฉลาดทางอารมณ์และความรอบรู้ในตนเอง การยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรม และการเป็นนักต่อรองที่มีประสิทธิภาพ (2) สมรรถนะเชิงงาน ประกอบด้วย 4 สมรรถนะย่อย ได้แก่ การสร้างนวัตกรรม การมีความสามารถทางสติปัญญา การมุ่งเน้นการปรับปรุง และการบริหารองค์การ และ (3) สมรรถนะการกำหนดภาพอนาคตที่พึงประสงค์ ประกอบด้วย 3 สมรรถนะย่อย ได้แก่ การกำหนดวิสัยทัศน์ …


ผลของโปรแกรมส่งเสริมการแสวงหาความท้าทายในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษตามทฤษฎีกรอบความคิดของนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต, เจนจิรา จาติเทศะ Jan 2020

ผลของโปรแกรมส่งเสริมการแสวงหาความท้าทายในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษตามทฤษฎีกรอบความคิดของนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต, เจนจิรา จาติเทศะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้โปรแกรมส่งเสริมการแสวงหาความท้าทายในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษตามทฤษฎีกรอบความคิดของนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิตชั้นปีที่ 4 จากมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง มีรูปแบบการวิจัยเชิงทดลองเเท้จริง (True experimental research design) และนักศึกษากลุ่มตัวอย่าง จำนวน 39 คน ถูกสุ่มเพื่อเข้าเป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 19 คนเเละกลุ่มควบคุม จำนวน 20 คน โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ โปรแกรมส่งเสริมการแสวงหาความท้าทายในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษตามทฤษฎีกรอบความคิด และแบบวัดการแสวงหาความท้าทายในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ วิเคราะห์ข้อมูลโดย ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) เเละเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะเเนนการเเสวงหาความท้าทายในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษระหว่างช่วงเวลาการวัดโดยใช้การวิเคราะห์ความเเปรปรวนทางเดียวเเบบวัดซ้ำ (One-way repeated measures ANOVA) เเละการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ (1) นักศึกษากลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยของคะแนนการแสวงหาความท้าทายในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษในระยะหลังการทดลอง และระยะติดตามผลสูงกว่าระยะก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (M หลังทดลอง = 4.16, SD หลังทดลอง = 0.45, M ติดตามผล = 4.09, SD ติดตามผล = 0.46, F = 11.67, p = .00) มีขนาดอิทธิพลเท่ากับ 1.88 (2) หลังได้รับโปรแกรมและในระยะติดตามผลนักศึกษากลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยของคะแนนการแสวงหาความท้าทายในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (ระยะหลังทดลอง Mทดลอง = 4.16, SD ทดลอง = 0.45, M ควบคุม = 3.37, SD ควบคุม = 0.19, t = 7.13, p = .00 และระยะติดตามผล Mทดลอง = 4.09, SD ทดลอง = …


แนวทางการสอนขับร้องประสานเสียงด้วยบทเพลงภาษาไทยระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย, พรเทพ วิชชุชัยชาญ Jan 2020

แนวทางการสอนขับร้องประสานเสียงด้วยบทเพลงภาษาไทยระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย, พรเทพ วิชชุชัยชาญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเรียบเรียงเสียงประสานบทเพลงขับร้องประสานเสียงภาษาไทยสำหรับวงขับร้องประสานเสียง 4 แนว (SATB) ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายขึ้น จำนวน 3 บทเพลง ได้แก่ บทเพลงชื่นชีวิต บทเพลงงามแสงเดือน และบทเพลงสดุดีจอมราชา 2) เพื่อนำเสนอแนวทางการสอนขับร้องประสานเสียงด้วยบทเพลงภาษาไทยที่เรียบเรียงขึ้น กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเป็นกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ได้แก่ 1) บทเพลงขับร้องประสานเสียงภาษาไทยที่เรียบเรียงขึ้น 3 บทเพลง 2) ผู้ทรงคุณวุฒิในการประเมินบทเพลง 3 ท่าน เครื่องมือในการวิจัยได้แก่ แบบสังเกตและวิเคราะห์บทเพลง และแบบประเมินบทเพลงขับร้องประสานเสียง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และนำเสนอข้อมูลแบบความเรียงโดยใช้การพรรณความ ผลการวิจัย พบว่า 1) บทเพลงขับร้องประสานเสียงดังกล่าวทั้ง 3 บทเพลง ได้เรียบเรียงเสียงประสานให้มีความเหมาะสมกับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ประกอบด้วย ด้านทำนองและเสียงประสาน ด้านจังหวะ ด้านคำร้อง และระยะช่วงเสียง 2) แนวทางการสอนบทเพลงขับร้องประสานเสียง ประกอบด้วย 2.1) แนวทางการสอนด้านทำนองและเสียงประสาน ได้แก่ การฝึกร้องบันไดเสียงและขั้นคู่เสียง การฝึกกระบวนการหายใจและการควบคุมลมหายใจ การฝึกร้องโน้ตเอื้อนในภาษาไทย การฝึกร้องประสานเสียงแบบแคนอนผสมผสานกับการประสานเสียงแบบ 4 แนว การฝึกเรื่องความสมดุลของเสียง และการร้องโน้ตแขวน (Suspension) และโน้ตเกลา (Resolution) 2.2) แนวทางการสอนด้านจังหวะ ได้แก่ การฝึกจังหวะส่วนโน้ตให้คงที่ การร้องจังหวะโน้ตประดับ (Acciaccatura) การร้องประสานเสียงลักษณะดนตรีประกอบเลียนแบบเสียงเครื่องดนตรี (Vocal percussion) และการฝึกร้องจังหวะโน้ตตัวแรกให้พร้อมเพรียงกัน และ 2.3) แนวทางการสอนด้านคำร้อง ได้แก่ การร้องเสียงวรรณยุกต์ในภาษาไทย การร้องพยัญชนะต้นและคำควบกล้ำ และการร้องคำที่มีตัวสะกด


การเปรียบเทียบผลการคืนกลับแร่ธาตุของวัสดุกลาสไอโอโนเมอร์ซีเมนต์ชนิดดัดแปลงด้วยเรซินและวัสดุแคลเซียมซิลิเกตชนิดดัดแปลงด้วยเรซินในเนื้อฟันที่มีการสูญเสียแร่ธาตุ, โชษิตา ธีระเกษมสุข Jan 2020

การเปรียบเทียบผลการคืนกลับแร่ธาตุของวัสดุกลาสไอโอโนเมอร์ซีเมนต์ชนิดดัดแปลงด้วยเรซินและวัสดุแคลเซียมซิลิเกตชนิดดัดแปลงด้วยเรซินในเนื้อฟันที่มีการสูญเสียแร่ธาตุ, โชษิตา ธีระเกษมสุข

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการคืนกลับแร่ธาตุของกลาสไอโอโนเมอร์ซีเมนต์ชนิดดัดแปลงด้วยเรซิน (Resin-modified glass ionomer cement; RMGIC) กับแคลเซียมซิลิเกตซีเมนต์ชนิดดัดแปลงด้วยเรซิน (Resin-modified calcium silicate cement; RMCSC) ทดสอบโดยใช้เนื้อฟันส่วนตัวฟันจากฟันกรามแท้มนุษย์จำนวน 24 ซี่ ทำการตัดตัวฟันที่รอยต่อหนึ่งส่วนสามกลางตัวและหนึ่งส่วนสามปลายฟันจากนั้นกรอเตรียมโพรงฟันชนิดคลาสวันบนผิวเนื้อฟัน บริเวณพื้นโพรงฟันจะถูกวัดความแข็งผิวระดับจุลภาคที่ 3 บริเวณ ได้แก่ บริเวณควบคุม บริเวณสูญเสียแร่ธาตุ และบริเวณคืนกลับแร่ธาตุ ทำการแบ่งแต่ละบริเวณด้วยการทาน้ำยาทาเล็บ โดยในขั้นแรกทาน้ำยาทาเล็บที่ผิวฟันรอบนอกทั้งหมด ผนังโพรงฟันโดยรอบ และ 1 ใน 3 ของพื้นโพรงฟันบริเวณแรกเพื่อแบ่งบริเวณควบคุม จากนั้นนำชิ้นงานไปผ่านสภาวะจำลองที่ส่งเสริมให้เกิดการละลายแร่ธาตุ แล้วทาน้ำยาทาเล็บที่ 1 ใน 3 ของพื้นโพรงฟันบริเวณที่สองเพื่อแบ่งบริเวณสูญเสียแร่ธาตุ แบ่งชิ้นทดสอบออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 12 ชิ้น โดยกลุ่มแรกบูรณะโพรงฟันด้วย RMGIC (กลุ่ม RMGIC) และอีกกลุ่มบูรณะด้วย RMCSC (กลุ่ม RMCSC) เมื่อบูรณะเสร็จ จากนั้นแช่ตัวอย่างทั้งหมดในน้ำปราศจากไอออนที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 30 วัน ทำการฝังชิ้นงานทั้งหมดอะคริลิกเรซิน และตัดเป็นครึ่งชิ้นงานตามแนวใกล้กลาง-ไกลกลาง วัดค่าความแข็งระดับจุลภาคชนิดนูปทั้งสามบริเวณที่ระยะ 20, 40, 60, 100, 150 และ 200 µm จากรอยต่อระหว่างวัสดุบูรณะกับพื้นโพรงฟัน โดยทำการวัดซ้ำในแต่ละระยะเป็นจำนวนสามรอยกด มีระยะห่างระหว่างรอยกด 100 µm คำนวณความแตกต่างของค่าเฉลี่ยความแข็งระดับจุลภาคแบบนูปในแต่ละบริเวณ วิเคราะห์ความลึกของการเกิดการคืนกลับแร่ธาตุในแต่ละวัสดุด้วยสถิติ paired t-test และเปรียบเทียบความสามารถในการคืนกลับแร่ธาตุระหว่างวัสดุด้วยสถิติ independent t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p <.05 จากผลการศึกษาพบว่าความลึกของการเกิดการคืนกลับแร่ธาตุของวัสดุทั้งสองชนิดมีไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงของค่าความแข็งระดับจุลภาคแบบนูปหลังผ่านการคืนกลับแร่ธาตุของกลุ่ม RMCSC ต่ำกว่ากลุ่ม RMGIC จากผลการศึกษานี้จึงสรุปได้ว่าวัสดุ RMGIC มีแนวโน้มมีประสิทธิภาพในการคืนกลับแร่ธาตุมากกว่าวัสดุ RMCSC


การใช้งานตัวแบบ Agile-Stage-Gate ในกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ สำหรับบริษัทสตาร์ทอัพที่มุ่งเน้นพัฒนาเทคโนโลยีด้วยตัวแบบปรับสมดุลของความกดดัน 2 ด้าน, เตชวิทย์ หิริสัจจะ Jan 2020

การใช้งานตัวแบบ Agile-Stage-Gate ในกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ สำหรับบริษัทสตาร์ทอัพที่มุ่งเน้นพัฒนาเทคโนโลยีด้วยตัวแบบปรับสมดุลของความกดดัน 2 ด้าน, เตชวิทย์ หิริสัจจะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

กระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่หนึ่งที่ได้รับการพิสูจน์ด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงประสิทธิผลของการใช้งาน คือ ตัวแบบ Agile-stage-gate เนื่องด้วยความคล่องตัวในการดำเนินการและการรับมือกับอุปสรรคของโครงการ งานวิจัยก่อนหน้าจำนวนหนึ่งนำเสนอผลเชิงบวกในการใช้งานตัวแบบ Agile-stage-gate ในบริษัทขนาดใหญ่ที่ได้รับการยอมรับในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ อย่างไรก็ตามในบริบทของบริษัทสตาร์ทอัพที่มุ่งเน้นพัฒนาเทคโนโลยีที่ต้องเผชิญกับความกดดันที่ขัดแย้งกันของความยืดหยุ่นและความสามารถในการคาดการณ์ได้ รวมถึงข้อจำกัดด้านทรัพยากรและระดับความไม่แน่นอนที่สูงกว่าบริษัทที่ได้รับการยอมรับ ดังนั้นการใช้งานตัวแบบ Agile-stage-gate ในบริบทของบริษัทสตาร์ทอัพจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพการใช้งานตัวแบบ งานวิจัยนี้อาศัยการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพตามยาวในบริษัทสตาร์ทอัพกรณีศึกษาในประเทศไทยเพื่อทำความเข้าใจการใช้งานตัวแบบ Agile-stage-gate ซึ่งบริษัทดังกล่าวมีโครงการที่ใช้งานตัวแบบนี้ในกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ทั้งที่ดำเนินการได้สำเร็จและไม่สำเร็จ ผู้วิจัยอาศัยการวิจัยเปรียบเทียบในหลายโครงการของบริษัทกรณีศึกษาเพื่อทำความเข้าใจกิจกรรมพื้นฐานที่สามารถทำให้การดำเนินโครงการสำเร็จ รวมถึงการสร้างตัวแบบเชิงกระบวนการเพื่อส่งเสริมการใช้งานตัวแบบ Agile-stage-gate ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ในบริบทของบริษัทสตาร์ทอัพด้วยโครงสร้างข้อมูลจากการวิจัย ผลลัพธ์จากงานวิจัยนี้นำเสนอตัวแบบปรับสมดุลของความกดดัน 2 ด้านซึ่งแสดงทั้งความใหม่และความเหมือนในการจัดการโครงการในปัจจุบันเพื่อสนับสนุนการใช้งานตัวแบบ Agile-stage-gate รวมถึงการนำเสนอเครื่องมือและแนวทางเพิ่มเติมในการดำเนินการจากตัวแบบดังกล่าวเพื่อประยุกต์ใช้งานตัวแบบ Agile-stage-gate ในบริบทของบริษัทสตาร์ทอัพที่มุ่งเน้นพัฒนาเทคโนโลยีให้ประสบความสำเร็จ และในส่วนของการนำออกสู่เชิงพาณิชย์ ผู้วิจัยนำเสนอรายงานเส้นทางการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ในประเทศไทยของต้นแบบเครื่องมือแพทย์จากโครงการกรณีศึกษารวมถึงรายการทดสอบที่จำเป็นเพื่อแสดงความสอดคล้องของการพิสูจน์ความปลอดภัยและสมรรถนะการใช้งานของต้นแบบเครื่องมือแพทย์ดังกล่าว