Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 7891 - 7920 of 15281

Full-Text Articles in Entire DC Network

การสื่อสารเพื่อสร้างอัตลักษณ์ของ 'ศิลปินหญิงล้านตลับ' สังกัดบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน), ณัฐริณีย์ พร้อมวงศ์ Jan 2020

การสื่อสารเพื่อสร้างอัตลักษณ์ของ 'ศิลปินหญิงล้านตลับ' สังกัดบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน), ณัฐริณีย์ พร้อมวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อการสร้างอัตลักษณ์ของศิลปินหญิงล้านตลับและ เพื่อศึกษาการสื่อสารเพื่อการสร้างอัตลักษณ์ของศิลปินหญิงล้านตลับในสังกัดบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) งานวิจัยเรื่องนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) ศิลปินหญิงล้านตลับ ทีมงานที่เกี่ยวข้องในการสร้างสรรค์ผลงานเพลง รวมถึงแฟนเพลงหรือผู้ติดตามผลงานของศิลปินหญิงล้านตลับ อีกทั้งใช้การวิเคราะห์ตัวบท (Textual analysis) จากแหล่งข้อมูลประเภทเอกสารและวิดีทัศน์ เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาประกอบการวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่าการสร้างอัตลักษณ์ของศิลปินหญิงล้านตลับนั้น สร้างขึ้นจากทั้งบริษัทและตัวศิลปินเอง โดยปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการสร้างอัตลักษณ์ของศิลปินหญิงจำแนกได้เป็น 4 ปัจจัย ได้แก่ 1) ปัจจัยด้านตัวตนของศิลปินหญิง 2) ปัจจัยด้านนโยบายของบริษัท 3) ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ 4) ปัจจัยด้านสังคมและวัฒนธรรม พบว่าอัตลักษณ์สำคัญของศิลปินหญิงที่ผ่านกระบวนการสร้างนั้นมีอยู่ 2 ประเภท ได้แก่ 1) อัตลักษณ์ด้านน้ำเสียง ถูกนำเสนอผ่านแนวเพลง และ 2) อัตลักษณ์ด้านบุคลิกลักษณะ ถูกนำเสนอผ่านการแต่งกาย การแสดงสดตามรายการโทรทัศน์หรือคอนเสิร์ตและการแสดงมิวสิกวิดีโอ ทั้งสองอัตลักษณ์นี้จะถูกเน้นนำเสนอผ่านศิลปินในลักษณะที่แตกต่างกันออกไป


ปัจจัยพยากรณ์ความภักดีของผู้บริโภคที่มีต่อแอปพลิเคชันการให้บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จแบบตอบสนองความต้องการ, สิราวรรณ พรรณสวัสดิ์ Jan 2020

ปัจจัยพยากรณ์ความภักดีของผู้บริโภคที่มีต่อแอปพลิเคชันการให้บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จแบบตอบสนองความต้องการ, สิราวรรณ พรรณสวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปิดรับข้อมูลข่าวสาร ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด ปัจจัยคุณภาพการให้บริการและความภักดีด้านพฤติกรรมและด้านทัศนคติของผู้บริโภคที่มีต่อแอปพลิเคชันการให้บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จแบบตอบสนองความต้องการ ตลอดจนปัจจัยการเปิดรับข้อมูลข่าวสาร ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด และปัจจัยคุณภาพการให้บริการที่สามารถพยากรณ์ความภักดีต่อบริการแอปพลิเคชันการให้บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จแบบตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ที่ใช้บริการผ่านแอปพลิเคชันการให้บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จแบบตอบสนองความต้องการอย่างน้อย 3 ครั้ง ภายในระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา จำนวน 400 คน ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคมีการเปิดรับข้อมูลข่าวสารอยู่ในระดับปานกลาง โดยส่วนใหญ่จะเปิดรับผ่านทางสื่อออนไลน์ และมีทัศนคติในเชิงบวกต่อการใช้งานที่ง่ายและหลากหลาย รวมถึงการระบุราคาที่ชัดเจนในการใช้บริการ และมีความพึงพอใจอยู่ในระดับสูงต่อการใช้บริการแอปพลิเคชันการให้บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จแบบตอบสนองความต้องการที่มีความน่าเชื่อและไว้วางใจ รวมไปถึงผู้บริโภคมีความภักดีอยู่ในระดับที่สูงมากในด้านพฤติกรรมการใช้บริการซ้ำและการแนะนำบอกต่อ เมื่อวิเคราะห์ปัจจัยพยากรณ์พบว่า ปัจจัยคุณภาพการให้บริการสามารถพยากรณ์ความภักดีในการใช้บริการแอปพลิเคชันการให้บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จแบบตอบสนองความต้องการได้สูงสุด รองลงมาคือ ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด ส่วนการเปิดรับข้อมูลข่าวสารไม่สามารถพยากรณ์ความภักดีในการใช้บริการแอปพลิเคชันการให้บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จแบบตอบสนองความต้องการได้


การศึกษาปริมาตรสมองที่ขาดเลือดโดยใช้เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ด้วยโปรแกรมอัตโนมัติทำนายการเกิดเลือดออกในสมองหลังได้รับยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำในผู้ป่วยโรคสมองขาดเลือดเฉียบพลันภายใน 7 วัน ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, วรรณภา รักสุจริต Jan 2020

การศึกษาปริมาตรสมองที่ขาดเลือดโดยใช้เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ด้วยโปรแกรมอัตโนมัติทำนายการเกิดเลือดออกในสมองหลังได้รับยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำในผู้ป่วยโรคสมองขาดเลือดเฉียบพลันภายใน 7 วัน ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, วรรณภา รักสุจริต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปริมาตรของสมองที่ขาดเลือดโดยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ด้วยโปรแกรมอัตโนมัติสามารถใช้ทำนายการเกิดเลือดออกในสมองร่วมกับอาการทางระบบประสาทที่เลวลงหลังให้ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำในผู้ป่วยโรคสมองขาดเลือดเฉียบพลันภายใน 7 วันได้หรือไม่ วิธีการวิจัย การศึกษาย้อนหลังในผู้ป่วยโรคสมองขาดเลือดเฉียบพลันในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ตั้งแต่ เดือนมกราคม พ.ศ.2561 ถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ.2563 ที่ได้รับการรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำและได้รับการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง perfusion CT ภายหลังการได้รับยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำและติดตามเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองภายหลังการได้รับยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำภายใน 36 ชั่วโมง ผลการศึกษา มีผู้ป่วยโรคสมองขาดเลือดเฉียบพลันที่ได้รับการรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำและมีเลือดออกในสมองจำนวน 33 ราย ​ (19.07%) โดยมีผู้ป่วยที่มีเลือดออกในสมองแต่ไม่มีอาการ 28 ราย (16.2%) และ ผู้ป่วยที่มีเลือดออกในสมองที่มีอาการทางระบบประสาทที่เลวลง 5 ราย (2.9%) โดยปริมาตรสมองที่ขาดเลือดที่ใช้ทำนายการเกิดเลือดออกในสมองคือ มากกว่าหรือเท่ากับ 3.5 มิลลิลิตร มีความไว 75.8% และความจำเพาะ 82.1% สรุปการศึกษา ปริมาตรของสมองที่ขาดเลือดโดยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ด้วยโปรแกรมอัตโนมัติสามารถทำนายการเกิดเลือดออกในสมองได้ แต่ไม่สามารถทำนายการเกิดเลือดออกในสมองที่มีอาการทางระบบประสาทที่เลวลงได้


การพัฒนาสื่อนวัตกรรมการเรียนรู้ชีววิทยาผสมผสานความเป็นจริงเสริมเรื่องเทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ เพื่อส่งเสริมมโนทัศน์ทางชีววิทยาของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, รัชชานนท์ ดิษเจริญ Jan 2020

การพัฒนาสื่อนวัตกรรมการเรียนรู้ชีววิทยาผสมผสานความเป็นจริงเสริมเรื่องเทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ เพื่อส่งเสริมมโนทัศน์ทางชีววิทยาของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, รัชชานนท์ ดิษเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนาสื่อนวัตกรรมการเรียนรู้ชีววิทยาเรื่อง เทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ ที่ส่งเสริมมโนทัศน์ทางชีววิทยา สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ขั้นตอนการดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับลักษณะของสื่อนวัตกรรมการเรียนรู้ชีววิทยาเรื่อง เทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูชีววิทยา จำนวน 5 ท่าน และผู้ออกแบบหลักสูตรวิชาชีววิทยาในสถานศึกษา จำนวน 5 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบบันทึกการสนทนากลุ่มออนไลน์แบบมีโครงสร้างเรื่อง ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับลักษณะของสื่อนวัตกรรมการเรียนรู้ ขั้นตอนที่ 2 ออกแบบ สร้าง และประเมินสื่อนวัตกรรมการเรียนรู้ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา จำนวน 3 ท่าน ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคการผลิตสื่อการเรียนรู้ จำนวน 3 ท่าน และนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีประสบการณ์เรียนเรื่อง เทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) สื่อนวัตกรรมการเรียนรู้ชีววิทยาต้นแบบ เรื่องเทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ ประกอบด้วย 4 หัวเรื่อง และ 2) แบบประเมินความเหมาะสมและสอดคล้องของสื่อนวัตกรรมการเรียนรู้ ซึ่งเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ขั้นตอนที่ 3 นำสื่อนวัตกรรมการเรียนรู้ไปทดลองใช้ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูชีววิทยา จำนวน 1 ท่าน และนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ยังไม่มีประสบการณ์เรียนเรื่อง เทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ จำนวน 11 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) สื่อนวัตกรรมการเรียนรู้ชีววิทยาเรื่อง เทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ ที่ปรับปรุงแก้ไขจากขั้นตอนที่ 2 และ 2) แบบวัดมโนทัศน์ทางชีววิทยาเรื่อง เทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ จำนวน 20 ข้อ ในรูปแบบของแบบทดสอบแบบเลือกตอบสองระดับ มีค่าความยากอยู่ในช่วง 0.36-0.79 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ในช่วง 0.43-0.71 และค่าความเที่ยงทั้งฉบับเท่ากับ 0.77 …


การจำลองซีเอฟดีของการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์และการฟื้นฟูสภาพตัวดูดซับ K2co3/Al2o3 ในฟลูอิไดซ์เบดแบบปั่นป่วนหมุนเวียนแบบครบวงจร, ชนิกานต์ วันจันทร์ Jan 2020

การจำลองซีเอฟดีของการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์และการฟื้นฟูสภาพตัวดูดซับ K2co3/Al2o3 ในฟลูอิไดซ์เบดแบบปั่นป่วนหมุนเวียนแบบครบวงจร, ชนิกานต์ วันจันทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อการผลิตพลังงานและกระแสไฟฟ้ายังคงเป็นสาเหตุหลักในการปลดปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ เทคโนโลยีดักจับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ก่อนการปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศยังคงได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในการศึกษานี้ จึงได้มุ่งเน้นการพัฒนาแบบจำลองพลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณของเครื่องปฏิกรณ์ฟลูอิไดซ์เบดแบบปั่นป่วนหมุนเวียนแบบครบวงจรด้วยตัวดูดซับของแข็งโพแทสเซียมคาร์บอนเนตบนตัวรองรับอะลูมินา ที่ประกอบไปด้วยส่วนหอไรเซอร์ที่มีการดูดซับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ และส่วนหอดาวเนอร์ที่ใช้ในการฟื้นฟูสภาพตัวดูดซับของแข็ง ด้วยภาวะการดำเนินการที่แตกต่างกันในหอไรเซอร์และดาวเนอร์ การติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมทางวิศวกรรม นั่นคือ วาล์วควบคุม เพื่อศึกษาผลกระทบที่มีต่ออุทกพลศาสตร์ภายในกระบวนการ โดยทำการจำลองระบบติดตั้งวาล์วแบบเลื่อนและวาล์วแบบหมุน จากผลการจำลองพบว่าระบบการติดตั้งวาล์วแบบหมุนมีการกระจายตัวของตัวดูดซับของแข็งภายในไรเซอร์อย่างหนาแน่นและสม่ำเสมอ เนื่องจากการปิดกั้นการไหลของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ไปยังส่วนดาวเนอร์ส่งผลให้ทิศทางการไหลของแก๊สและของแข็งไหลในไรเซอร์ได้ดีมากขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพการดักจับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์สูงขึ้น อีกทั้งพบว่าอัตราการเกิดปฏิกิริยาย้อนกลับมีผลต่อประสิทธิภาพการฟื้นฟูสภาพตัวดูดซับและอุณหภูมิภายในระบบเมื่อเวลาผ่านไป ในส่วนผลลัพธ์ของอัตราการป้อนตัวดูดซับของแข็งที่มากขึ้นมีผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการดักจับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงขึ้น และการศึกษาผลของอุณหภูมิและความดันขาออกของดาวเนอร์ พบว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้เกิดการฟื้นฟูสภาพตัวดูดซับของแข็งที่ดีขึ้น แต่ทำให้การดูดซับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงเล็กน้อย และการลดความดันที่ขาออกของดาวเนอร์ส่งผลให้เกิดความแตกต่างของความดันภายในกระบวนการ ทำให้ความเร็วแก๊สขาเข้าและแรงผลักดันในระบบเพิ่มสูงขึ้น


การจำลองพลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณของการคายซับคาร์บอนไดออกไซด์จากโพแทสเซียมคาร์บอเนต/แกมมา-อะลูมินาในฟลูอิไดซ์เบดดาวเนอร์โดยผลร่วมความดันและอุณหภูมิ, ศศิธร อังคณาวิศัลย์ Jan 2020

การจำลองพลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณของการคายซับคาร์บอนไดออกไซด์จากโพแทสเซียมคาร์บอเนต/แกมมา-อะลูมินาในฟลูอิไดซ์เบดดาวเนอร์โดยผลร่วมความดันและอุณหภูมิ, ศศิธร อังคณาวิศัลย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันปัญหาภาวะโลกร้อนรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกสู่บรรยากาศเพิ่มสูงขึ้น คาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบหลักของแก๊สเรือนกระจกจะถูกปลดปล่อยออกมาจาก 3 แหล่งหลัก ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ การผลิตไฟฟ้า และเนื่องจากความต้องการในการใช้พลังงานยังเพิ่มสูงขึ้นทำให้แนวโน้มในการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ยังคงเพิ่มมากขึ้น นำมาสู่การพัฒนาเทคโนโลยีในการ ดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ การดักจับคาร์บอนไดออกไซด์โดยใช้ตัวดูดซับของแข็งเป็นหนึ่งในวิธีที่ได้รับความสนใจ ในงานวิจัยนี้จะศึกษาผลของอุณหภูมิและความดันต่อกระบวนการคายซับคาร์บอนไดออกไซด์ของตัวดูดซับของแข็งโพแทสเซียมคาร์บอเนต/แกมมา-อะลูมินาที่ผ่านการอิมเพรกเนชันด้วยตัวทำละลายมอนอเอทาโนลามีน สร้างแบบจำลองจลนพลศาสตร์และประเมินพลังงานที่ใช้ในกระบวนการคายซับ นอกจากนี้ จะศึกษากระบวนการคายซับด้วยแบบจำลองพลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณร่วมกับแบบจำลองสัมประสิทธิ์การชน แบบพลวัติโดยใช้ผลร่วมของความดันและอุณหภูมิ ผลที่ได้ พบว่า อุณหภูมิที่ใช้ในการคายซับมีผลเชิงบวกต่ออัตราการคายซับของตัวดูดซับที่ผ่านและไม่ผ่านกระบวนการปรับปรุง เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น อัตราการคายซับเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ความดันที่ใช้ในการคายซับมีผลเชิงลบต่ออัตราการคายซับ โดยเมื่อลดความดันที่ใช้ในการคายซับ อัตราการคายซับจะเพิ่มขึ้น ซึ่งตัวดูดซับของแข็งที่ผ่านกระบวนการปรับปรุงในภาวะการคายซับที่ 200 oC ความดัน 1 บาร์ จะให้ค่าอัตราการคายซับสูงที่สุดรวมถึงใช้พลังงานในการคายซับสูงที่สุด และแบบจำลอง อาฟรามีสามารถใช้อธิบายอัตราการเกิดปฏิกิริยาการคายซับได้ นอกจากนี้ ในการจำลองกระบวนการคายซับคาร์บอนไดออกไซด์โดยใช้ผลร่วมของความดันและอุณหภูมิ พบว่า กรณีที่พิจารณาสัมประสิทธิ์การชนแบบพลวัติให้อัตราการคายซับต่ำกว่ากรณีที่ไม่พิจารณาสัมประสิทธิ์การชนแบบพลวัติ และเมื่อพิจารณาผลของอุณหภูมิต่ออัตราการคายซับที่ภาวะความดันต่ำของตัวดูดซับของแข็งที่ผ่านกระบวนการปรับปรุง พบว่า อัตราการคายซับมีปริมาณใกล้เคียงกัน


ผลการออกแบบสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ส่วนบุคคลร่วมกับผู้ช่วยเสมือนที่มีต่อความสามารถทางการอ่านภาษาอังกฤษอย่างมีวิจารณญาณและความยึดมั่นผูกพันในการอ่านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา, เบญจวรรณ งามอุไรรัตน์ Jan 2020

ผลการออกแบบสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ส่วนบุคคลร่วมกับผู้ช่วยเสมือนที่มีต่อความสามารถทางการอ่านภาษาอังกฤษอย่างมีวิจารณญาณและความยึดมั่นผูกพันในการอ่านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา, เบญจวรรณ งามอุไรรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลของความสามารถทางการอ่านภาษาอังกฤษอย่างมีวิจารณญาณและความยึดมั่นผูกพันในการอ่านของนักเรียนจากการออกแบบสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ส่วนบุคคล และสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ส่วนบุคคลร่วมกับผู้ช่วยเสมือน 2) เปรียบเทียบผลความสามารถทางการอ่านภาษาอังกฤษอย่างมีวิจารณญาณ และความยึดมั่นผูกพันในการอ่านก่อน และหลังเรียนของนักเรียนกลุ่มทดลอง 3) เปรียบเทียบผลความสามารถทางการอ่านภาษาอังกฤษอย่างมีวิจารณญาณ และความยึดมั่นผูกพันในการอ่านระหว่างนักเรียนกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง และ 4) วิเคราะห์ความสัมพันธ์คาโนนิคอลระหว่างความสามารถทางการอ่านภาษาอังกฤษอย่างมีวิจารณญาณ และความยึดมั่นผูกพันในการอ่าน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมวัดหนองแขม แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมที่เรียนในในสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ส่วนบุคคลจำนวน 35 คน และกลุ่มทดลองที่เรียนในสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ส่วนบุคคลร่วมกับผู้ช่วยเสมือนจำนวน 35 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ รูปแบบการเรียนรู้ แบบทดสอบ แบบประเมินตนเอง แบบประเมินผลงานนักเรียน และแบบประเมินนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย การทดสอบค่าทีแบบDependent และIndependent และค่าสหสัมพันธ์คาโนนิคอล ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มทดลองมีความสามารถทางการอ่านภาษาอังกฤษอย่างมีวิจารณญาณ และความยึดมั่นผูกพันในการอ่าน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 2) กลุ่มทดลองมีความสามารถทางการอ่านภาษาอังกฤษอย่างมีวิจารณญาณสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่นักเรียนทั้งสองกลุ่มมีความยึดมั่นผูกพันในการอ่านไม่แตกต่างกัน และ 3) ความสามารถทางการอ่านภาษาอังกฤษอย่างมีวิจารณญาณและความยึดมั่นผูกพันในการอ่านมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05


การพัฒนาระบบกล้องคู่สำหรับการถ่ายภาพเชิงเทคนิค, ปกรณ์สิทธิ์ พ่วงโต Jan 2020

การพัฒนาระบบกล้องคู่สำหรับการถ่ายภาพเชิงเทคนิค, ปกรณ์สิทธิ์ พ่วงโต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การถ่ายภาพเชิงเทคนิคเป็นเทคนิคการวิเคราะห์ชิ้นงานศิลปะแบบไม่ทำลายตัวอย่าง ซึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการวิเคราะห์และประเมินงานศิลปะ เช่น การตรวจสอบร่องรอยการซ่อมแซมชิ้นงาน การเลือกวิธีอนุรักษ์ให้เหมาะสมกับสภาพชิ้นงานนั้น การระบุกลุ่มของสารสีที่ใช้ในชิ้นงาน และการดูสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นสีที่ตามนุษย์ไม่สามารถมองเห็น การถ่ายภาพเชิงเทคนิคนี้ใช้กล้องถ่ายภาพดิจิทัลที่ดัดแปลงโดยถอดฟิลเตอร์ที่ให้แสงขาวผ่านออก ทำให้กล้องถ่ายภาพสามารถเก็บข้อมูลคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงความยาวคลื่นประมาณ 360 - 1,000 นาโนเมตร วิธีการถ่ายภาพสำหรับเทคนิคนี้ใช้แหล่งแสงและฟิลเตอร์สามชนิดที่แตกต่างกันจึงทำให้ต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนแหล่งแสงและฟิลเตอร์ในขั้นตอนการถ่ายภาพ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาระบบถ่ายภาพสำหรับการถ่ายภาพเชิงเทคนิค เพื่อลดเวลาที่ใช้และลดความยุ่งยากในขั้นตอนการถ่ายภาพ ด้วยการสร้างระบบกล้องคู่ ถ่ายภาพเชิงเทคนิคโดยใช้กล้องถ่ายภาพดิจิทัลปกติกับกล้องถ่ายภาพดิจิทัลที่ถูกดัดแปลงที่สามารถถ่ายภาพได้พร้อมกัน เปรียบเทียบระบบที่ใช้กล้องดิจิทัลสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยวประสิทธิภาพสูง (DSLR) กับระบบที่ใช้กล้องดิจิทัลไร้กระจก ใช้เลนส์มุมกว้างและเลนส์มุมปกติ ระบบแนวตั้งและแนวนอน เปรียบเทียบคุณภาพของภาพ ทดสอบและแก้ไขความบิดเบี้ยวและปัญหาขอบมืด สร้างระบบกล้องคู่ 8 ระบบ เปรียบเทียบความคลาดเคลื่อนการกันภาพเหลื่อม กำหนดพื้นที่ใช้งานได้ สร้างตารางเปรียบเทียบระบบ ระบบที่ใช้กล้อง DSLR กับเลนส์มุมกว้างระบบแนวตั้งให้ผลลัพท์ที่ดีที่สุด และเมื่อใช้ร่วมกับแหล่งแสงอินฟราเรด 850 นาโนเมตร จะสามารถลดเวลาที่ใช้ในการถ่ายภาพได้ 47.1% เมื่อเทียบกับระบบกล้องเดี่ยว สามารถระบุสารสีได้ 4 ใน 5 ชนิด และได้สร้างโปรแกรมสำหรับการประมวลผลภาพจากระบบกล้องคู่


ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการแวะชม มูลค่าในตะกร้าและจำนวนธุรกรรมการซื้อบนเว็บไซต์แอมะซอน, กฤษณ์ เครือศุภมาส Jan 2020

ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการแวะชม มูลค่าในตะกร้าและจำนวนธุรกรรมการซื้อบนเว็บไซต์แอมะซอน, กฤษณ์ เครือศุภมาส

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ได้รับความนิยมเป็นอันมากและมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเว็บไซต์ Amazon เป็นเว็บไซต์ค้าปลีกรายใหญ่ที่มียอดขายและยอดเข้าชมสูงสุดในปี ค.ศ. 2018 งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบพฤติกรรมการแวะชมเว็บไซต์ Amazon อันได้แก่ จำนวนหน้าต่อครั้ง (Pageview) ระยะเวลาการเข้าชมต่อครั้ง (Duration) และจำนวนครั้งการเข้าชม (Number of Session) ของผู้แวะชมที่มีการซื้อและไม่มีการซื้อ และ (2) สำรวจ (Explore) ผลของพฤติกรรมการแวะชมเว็บไซต์ Amazon (ของผู้แวะชมที่มีการซื้อ) ที่มีต่อมูลค่าในตะกร้าสินค้า (Basket Value) โดยงานวิจัยนี้อาศัยข้อมูลจากฐานข้อมูล Comscore เป็นข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary data) สำหรับการวิเคราะห์ที่เป็นการแวะชมเว็บไซต์ Amazon ในปี ค.ศ. 2018 จำนวน 853,486 ครั้ง ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมการแวะชมพบว่า ผู้แวะชมที่มีการซื้อมีจำนวนหน้าต่อครั้ง ระยะเวลาการเข้าชมต่อครั้ง และจำนวนครั้งการเข้าชม มากกว่าผู้แวะชมที่ไม่มีการซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อีกทั้งผลการสำรวจพฤติกรรมการแวะชมของผู้แวะชมที่มีการซื้อที่ส่งผลต่อมูลค่าในตะกร้าสินค้า พบว่า จำนวนครั้งการเข้าชม และจำนวนหน้าต่อครั้ง เป็นสองตัวแปรที่ส่งผลต่อมูลค่าในตะกร้าสินค้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากเป็นการต่อยอดองค์ความรู้เกี่ยวกับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการแวะชมเว็บไซต์และมูลค่าในตะกร้าสินค้าแล้ว ข้อค้นพบในงานนี้ยังเสนอแนะให้ผู้ประกอบการสนใจ จำนวนหน้าต่อครั้งและจำนวนครั้งการเข้าชม เพราะเป็นสองตัวแปรที่ส่งผลต่อมูลค่าในตะกร้าสินค้า ซึ่งเป็นรายได้จากการขายสินค้าของธุรกิจค้าปลีกออนไลน์


หลักสูตรรายวิชาเพิ่มเติมพลศึกษาโดยใช้ทฤษฎีการตั้งเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างสมาธิของนักเรียนประถมศึกษา, กาญจนา เรืองอำพันธุ์ Jan 2020

หลักสูตรรายวิชาเพิ่มเติมพลศึกษาโดยใช้ทฤษฎีการตั้งเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างสมาธิของนักเรียนประถมศึกษา, กาญจนา เรืองอำพันธุ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานโดยศึกษาเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการจำเป็นของหลักสูตรรายวิชาเพิ่มเติมพลศึกษาโดยใช้ทฤษฎีการตั้งเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างสมาธิของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 1 และ 2) เพื่อนำเสนอหลักสูตรรายวิชาเพิ่มเติมพลศึกษาโดยใช้ทฤษฎีการตั้งเป้าหมาย กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูพลศึกษา แบ่งเป็นการสัมภาษณ์กับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 6 คน และกลุ่มครูที่ทำแบบสอบถาม จำนวน 378 คน โดยใช้เทคนิควิธีสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน และคำนวณกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของ ทาโร่ ยามาเน่ จากโรงเรียนประถมศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เครื่องมือที่ใช้ คือ แนวคำถามสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบสอบถาม โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้องโดยรวม เท่ากับ 0.97 และค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.96 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีการจัดลำดับความสำคัญ ผลการวิจัยพบว่า หลักสูตรรายวิชาเพิ่มเติมพลศึกษาโดยใช้ทฤษฎีการตั้งเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างสมาธิของนักเรียนประถมศึกษา ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ 1) ด้านวัตถุประสงค์ มีดังนี้ ด้านสมาธิ ด้านคุณธรรม ด้านสมรรถภาพทางกาย ด้านความรู้ ด้านทักษะ และด้านเจตคติ 2) ด้านเนื้อหา เน้นในเรื่องของกีฬาไทยประยุกต์ เกมกลุ่มสัมพันธ์ นอกเหนือจากเนื้อหาตามหลักสูตรแกนกลาง เพื่อให้นักเรียนมีสมาธิจดจ่อในการปฏิบัติมากยิ่งขึ้น 3) ด้านกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษา ควรเน้นการสอนกิจกรรมการเคลื่อนไหวพื้นฐาน ประกอบจังหวะ และมีสื่ออุปกรณ์ประกอบเพื่อให้ผู้เรียนมีสมาธิจดจ่อกับอุปกรณ์นั้น 4) การวัดและประเมินผล มีการวางแผน โดยจัดทำพิมพ์เขียวในการกำหนดขอบเขตของเนื้อหา โดยเน้นพัฒนาการของผู้เรียน นอกจากนี้การทำแบบทดสอบควรมีการตรวจสอบความถูกต้อง และวิเคราะห์คุณภาพของแบบทดสอบ และมีการสำรองข้อมูลของการทดสอบเพื่อป้องกันการสูญหาย


การศึกษาเปรียบเทียบอัตราการถอดท่อช่วยหายใจสำเร็จ ระหว่างวิธีการทดสอบการหายใจด้วยแรงดันบวก และวิธีการทดสอบการหายใจด้วยการให้ออกซิเจนผ่านท่อวงจรรูปตัวที ในผู้ป่วยที่มีการไหลของอากาศถูกจำกัดในช่วงหายใจออก, ญาณิศา เกลื่อนวัน Jan 2020

การศึกษาเปรียบเทียบอัตราการถอดท่อช่วยหายใจสำเร็จ ระหว่างวิธีการทดสอบการหายใจด้วยแรงดันบวก และวิธีการทดสอบการหายใจด้วยการให้ออกซิเจนผ่านท่อวงจรรูปตัวที ในผู้ป่วยที่มีการไหลของอากาศถูกจำกัดในช่วงหายใจออก, ญาณิศา เกลื่อนวัน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: การไหลของอากาศถูกจำกัดในช่วงหายใจออก คือภาวะที่ผู้ป่วยไม่สามารถเพิ่มอัตราการไหลของอากาศช่วงหายใจออกได้ แม้จะมีความแตกต่างของระดับความดันภายในหลอดลม ซึ่งสามารถพบได้ในผู้ป่วยที่มีภาวะการหายใจล้มเหลวหลังการหย่าเครื่องช่วยหายใจได้ถึง 60% อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีข้อแนะนำหรือแนวทางการประเมินเพื่อหย่าเครื่องช่วยหายใจในผู้ป่วยกลุ่มนี้อย่างชัดเจน วัตถุประสงค์ของการศึกษา: เพื่อเปรียบเทียบอัตราการถอดท่อช่วยหายใจได้สำเร็จ และสามารถถอดท่อช่วยหายใจได้เป็นเวลาอย่างน้อย 72ชั่วโมง ในผู้ป่วยที่มีการไหลของอากาศถูกจำกัดในช่วงหายใจออก ระหว่างวิธีการทดสอบการหายใจด้วยแรงดันบวก (SBT with Pressure Support Ventilation) และวิธีการทดสอบการหายใจด้วยการให้ออกซิเจนผ่านท่อวงจรรูปตัวที (SBT with T-piece) วิธีศึกษา: การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม และไม่ด้อยกว่า โดยศึกษาในผู้ป่วยที่มีภาวะการหายใจล้มเหลวซึ่งได้รับการช่วยหายใจผ่านทางท่อช่วยหายใจเป็นเวลาอย่างน้อย 24 ชั่วโมง และเข้าได้กับเกณฑ์ความพร้อมเพื่อการหย่าเครื่องช่วยหายใจ ทำการสุ่มด้วยระบบคอมพิวเตอร์เพื่อแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ได้การทดสอบการหายใจด้วยแรงดันบวกในระยะเวลา 30 นาที และกลุ่มที่ได้การทดสอบการหายใจด้วยออกซิเจนผ่านท่อวงจรรูปตัวทีในระยะเวลา 30 นาที วัตถุประสงค์หลักของการศึกษานี้ คืออัตราการถอดท่อช่วยหายใจได้สำเร็จ และสามารถถอดท่อช่วยหายใจได้เป็นเวลาอย่างน้อย 72 ชั่วโมง และวัตถุประสงค์รองของการศึกษา ได้แก่ อัตราของภาวะการหายใจล้มเหลวหลังการถอดท่อช่วยหายใจในช่วง 7 วัน, ระยะเวลาที่ต้องมีการใส่ท่อช่วยหายใจซ้ำหลังการหย่าเครื่องช่วยหายใจและถอดท่อช่วยหายใจ, อัตราการผ่านขั้นตอนการทดสอบการหายใจ เป็นต้น ผลการศึกษา: ผู้ป่วยที่เข้าสู่การศึกษาทั้งสิ้น 99 ราย เป็นเพศชาย 50.5% มีค่ามัธยฐานของอายุที่ 70 [23] ปี และมีสาเหตุที่นำมาสู่ภาวะการหายใจล้มเหลวจากระบบทางเดินหายใจเป็นส่วนใหญ่ (68.7%) เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติแล้ว พบว่าอัตราการหย่าเครื่องช่วยหายใจและถอดท่อช่วยหายใจได้สำเร็จเป็นเวลาอย่างน้อย 72 ชั่วโมงของกลุ่มที่ได้การทดสอบการหายใจด้วยแรงดันบวก ไม่ด้อยกว่ากลุ่มที่ได้การทดสอบการหายใจด้วยออกซิเจนผ่านท่อวงจรรูปตัวที คิดเป็น 82% และ 81.63% ตามลำดับ (95%CI -0.148 to 0.156, p=0.0475) รวมถึงอัตราการผ่านขั้นตอนการทดสอบการหายใจ (96% และ 93.9% ตามลำดับ; 95%CI -0.065 to 0.108, p<0.001) พบว่าไม่ด้อยกว่าด้วยเช่นกัน ส่วนอัตราของภาวะการหายใจล้มเหลวหลังการถอดท่อช่วยหายใจในช่วง 7 วันของกลุ่มที่ได้การทดสอบการหายใจด้วยแรงดันบวก และกลุ่มที่ได้การทดสอบการหายใจด้วยออกซิเจนผ่านท่อวงจรรูปตัวที พบว่าไม่สามารถสรุปผลได้ (22.9% และ 15.2% ตามลำดับ; 95%CI -0.081 to 0.235, p=0.369) นอกจากนี้ยังไม่มีความแตกต่างทางสถิติของระยะเวลาที่ต้องมีการใส่ท่อช่วยหายใจซ้ำหลังการหย่าเครื่องช่วยหายใจและถอดท่อช่วยหายใจอีกด้วย (55 [95.5] ชั่วโมง และ 25.33 [48] ชั่วโมงตามลำดับ, p=0.683) สรุป: อัตราการหย่าเครื่องช่วยหายใจและถอดท่อช่วยหายใจได้สำเร็จ ด้วยวิธีการทดสอบการหายใจด้วยแรงดันบวก ไม่ด้อยกว่าการทดสอบการหายใจด้วยออกซิเจนผ่านท่อวงจรรูปตัวทีในผู้ป่วยที่มีการไหลของอากาศถูกจำกัดในช่วงหายใจออก และการศึกษานี้ยังเป็นการศึกษาแรกที่แสดงถึงความไม่แตกต่างของผลการทดสอบการหายใจระหว่าง 2 วิธีดังกล่าว ในแง่ของอัตราการหย่าเครื่องช่วยหายใจและถอดท่อช่วยหายใจสำเร็จในผู้ป่วยที่มีภาวะการไหลของอากาศถูกจำกัดในช่วงหายใจออกนี้


การเปรียบเทียบองค์ประกอบของร่างกายในผู้ป่วยโรคอ้วนหลังเข้ารับการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนักกับองค์ประกอบของร่างกายในผู้ที่ไม่เคยได้รับการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนักมาก่อน, ศิรินรัตน์ ตั้งจิตตรง Jan 2020

การเปรียบเทียบองค์ประกอบของร่างกายในผู้ป่วยโรคอ้วนหลังเข้ารับการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนักกับองค์ประกอบของร่างกายในผู้ที่ไม่เคยได้รับการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนักมาก่อน, ศิรินรัตน์ ตั้งจิตตรง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของร่างกายในผู้ป่วยโรคอ้วนหลังการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนัก ที่ระยะเวลา 12 เดือน และเปรียบเทียบกับกลุ่มผู้ที่ไม่เคยได้รับการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนักมาก่อน ที่มี อายุ เพศ และค่าดัชนีมวลกายใกล้เคียงกัน วิธีการวิจัย เป็นการวิจัยโดยการสังเกตเชิงวิเคราะห์โดยใช้ข้อมูลผู้ป่วยโรคอ้วนที่ได้รับการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนักด้วยวิธี Laparoscopic Roux-en-Y gastric bypass(LRYGB) หรือ Laparoscopic sleeve gastrectomy(LSG) ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ช่วงปี พ.ศ.2558-2562 ที่หลังผ่าตัดที่ 12 เดือน มีค่าดัชนีมวลกาย น้อยกว่า 30 กิโลกรัม/เมตร2 กลุ่มควบคุมคือกลุ่มผู้ที่ไม่เคยได้รับการผ่าตัดกระเพาะที่มี อายุ เพศ และค่าดัชนีมวลกายใกล้เคียงกัน และไม่มีโรคประจำตัว วิเคราะห์องค์ประกอบของร่างกายด้วยเครื่อง Inbody 770 ที่คลินิกอายุรกรรมโรคอ้วน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ผลการศึกษา ผู้เข้าร่วมวิจัยทั้งหมด 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มผู้ป่วยโรคอ้วนที่ได้รับการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนัก 30 คน กลุ่มควบคุม 30 คน จากการศึกษาพบว่าเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม กลุ่มผู้ป่วยมีค่าสัดส่วนเอวต่อสะโพก (waist-hip ratio)(0.83 และ 0.9, P-value <0.001) ร้อยละของไขมันในร่างกาย (percentage of body fat)(ร้อยละ 30.6 และ ร้อยละ 35.9, P-value 0.001) มวลไขมันบริเวณลำตัว (trunk fat mass)(10.3 กิโลกรัม และ 12.4 กิโลกรัม , P-value 0.04) และ มวลรวมกล้ามเนื้อและอวัยวะบริเวณแขนขา (appendicular lean mass)(9 กิโลกรัม และ 16.9 กิโลกรัม, P-value <0.001) น้อยกว่ากลุ่มควบคุม โดยมีค่ามวลรวมกล้ามเนื้อและอวัยวะทั้งร่างกาย (soft lean mass)(47.7 กิโลกรัม และ 39.9 กิโลกรัม, P-value 0.001) มวลรวมกล้ามเนื้อและอวัยวะบริเวณลำตัว (trunk lean mass)(21.2 กิโลกรัม และ 19 กิโลกรัม, P-value 0.02) มวลกล้ามเนื้อลาย (skeletal muscle mass)(27.5 กิโลกรัม และ 23 กิโลกรัม, P-value 0.003) และ มวลกายไร้ไขมัน (fat free mass)(51.1 กิโลกรัม และ 42.3 กิโลกรัม, P-value 0.001) มากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ และพบว่าหลังผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนัก ที่ระยะเวลา 6 เดือน และ 12 เดือน ค่าตัวแปรองค์ประกอบของร่างกายลดลงทั้งหมด โดยเห็นผลลดลงมากสุดที่ระยะเวลา 12 เดือนหลังเข้ารับผ่าตัด สรุปการศึกษา แสดงให้เห็นว่า ในกลุ่มผู้ป่วยโรคอ้วนที่ได้รับการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนัก แม้ค่าตัวแปรองค์ประกอบของร่างกาย เช่น มวลไขมัน มวลกายไร้ไขมัน มวลกล้ามเนื้อ ลดลงทั้งหมดในช่วงตลอดระยะเวลา12 เดือน หลังเข้ารับการผ่าตัด แต่ มวลกล้ามเนื้อ และมวลกายไร้ไขมันในกลุ่มผู้ป่วยนั้น ยังคงสูงกว่าในกลุ่มควบคุมที่อายุ เพศ และค่าดัชนีมวลกายใกล้เคียงกัน


บทบาทของเทคโนโลยีต่อความสัมพันธ์ทางชนชั้นในสังคมไทย: กรณีศึกษาแกร็บแท็กซี่ พ.ศ. 2555 - 2564, ธนวิชย์ ถาวร Jan 2020

บทบาทของเทคโนโลยีต่อความสัมพันธ์ทางชนชั้นในสังคมไทย: กรณีศึกษาแกร็บแท็กซี่ พ.ศ. 2555 - 2564, ธนวิชย์ ถาวร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาสองประเด็นด้วยกันคือ 1. เพื่อศึกษาเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อชนชั้นทางสังคม 2. เพื่อศึกษาลักษณะชนชั้นทางสังคมของแกร็บแท็กซี่ ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ในลักษณะที่เป็นกรณีศึกษา (Case Study) ผู้เขียนรวบรวมข้อมูลจากเอกสารและการสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participant Observation) มาวิเคราะห์ข้อมูล โดยนำข้อมูลที่ได้จากการค้นคว้าวิจัยมาเชื่อมโยงและหาความสัมพันธ์ของข้อมูล เพื่อที่จะนำไปสู่การตีความ (Hermeneutics) ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า เทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาของระบบทุนนิยมแพลตฟอร์มในปัจจุบัน และเป็นปัจจัยที่ทำให้ความสัมพันธ์ทางชนชั้นเปลี่ยนไปจากเดิม เป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีและไม่มีอำนาจในการควบคุมแพลตฟอร์ม(ปัจจัยในการผลิต) การแสวงหากำไรจากแพลตฟอร์ม และทำให้แพลตฟอร์มนั้นเสมือนเป็นของสาธารณะ แกร็บแท็กซี่เป็นหนึ่งในอาชีพที่ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มในการทำงาน ส่งผลให้ลักษณะการทำงานของแกร็บแท็กซี่มีลักษณะคล้ายคลึงกับชนชั้นกลาง กล่าวคือเป็นเจ้าของปัจจัยในการผลิตเอง เลือกเวลาในการทำงานเองได้ แบกรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นเสมือนเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัว และสามารถเลือกทำงานแกร็บแท็กซี่ในเวลาว่างหลังเสร็จสิ้นจากงานประจำได้ เป็นอิสระในการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน และในขณะเดียวกันนั้นแกร็บแท็กซี่ก็มีลักษณะคล้ายคลึงกับชนชั้นแรงงานที่ถูกแพลตฟอร์มของบรรษัทข้ามชาติขูดรีดมูลค่าส่วนเกินด้วย ดังนั้นอาชีพแกร็บแท็กซี่จึงมีความเป็นชนชั้นกลางและชนชั้นแรงงานในบางเวลา สอดคล้องกับทฤษฏีตำแหน่งของชนชั้นที่ขัดแย้งกันเองภายใน (Contradictory Class Location theory)


การพัฒนาแบบวัดกริทสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น, จิดาภา ศิริพรรณ Jan 2020

การพัฒนาแบบวัดกริทสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น, จิดาภา ศิริพรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของแบบวัดกริทนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 2) สร้างเกณฑ์การแปลความหมายคะแนนที่ได้จากแบบวัดสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 830 คน ได้มาการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดกริทสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช่สถิติเชิงบรรยายและสถิติเชิงอ้างอิง ประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความเบ้ ความโด่ง การวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับที่สอง ซึ่งผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. แบบวัดกริทสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่พัฒนาขึ้น มีลักษณะเป็นแบบวัดเชิงสถานการณ์แบบเลือกตอบ ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 25 ข้อ แบ่งออกเป็น 2 องค์ประกอบ ได้แก่ ความหลงใหลและความเพียรพยายาม มีความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) ตั้งแต่ 0.60 - 1.00 ร้อยละ 91.33 มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไป ร้อยละ 92.00 มีความเที่ยงทั้งฉบับเท่ากับ 0.84 โดยมีค่าความเที่ยงด้านความหลงใหลเท่ากับ 0.72 และความเที่ยงด้านความพยายามเท่ากับ 0.74 ความตรงเชิงโครงสร้างของแบบวัดจากการตรวจสอบด้วยวิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอับดับที่สอง พบว่าโมเดลแบบวัดกริทสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (chi-Square = 24.33, df = 29, p = 0.71, GFI =0.99, AGFI = 0.99, RMR = 0.01, RMSES = 0.00) และการวิเคราะห์ความตรงตามสภาพของแบบวัดกริทสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และ Short Grit Scale (Duckworth, Angela Lee, and Patrick D, 2009) พบว่ามีสัมประสิทธิ์ความตรงตามสภาพปานกลาง (r = 0.46) 2. เกณฑ์การแปลความหมายคะแนนที่ได้จากแบบวัดสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เป็นเกณฑ์แบบทีปกติ (normalized …


ผลของการพยาบาลตามแนวคิดของนิวแมนต่อพฤติกรรมป้องกันการติดเชื้อของมารดาเด็กโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่ได้รับยาเคมีบำบัด, วารีรัตน์ วรรณโพธิ์ Jan 2020

ผลของการพยาบาลตามแนวคิดของนิวแมนต่อพฤติกรรมป้องกันการติดเชื้อของมารดาเด็กโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่ได้รับยาเคมีบำบัด, วารีรัตน์ วรรณโพธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการพยาบาลตามแนวคิดของนิวแมนต่อพฤติกรรมป้องกันการติดเชื้อของ มารดาเด็กโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่ได้รับยาเคมี กลุ่มตัวอย่าง คือ มารดาของผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ในโรงพยาบาลรามาธิบดี คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (purposive samping) จำนวน 30 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 15 คน กลุ่มทดลองได้รับการพยาบาลตามแนวคิดของนิวแมน เพื่อป้องกันการติดเชื้อภายหลังได้รับยาเคมีบำบัด เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ แบบสอบถามพฤติกรรมป้องกันการติดเชื้อของมารดาเด็กโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ที่ได้รับยาเคมีบำบัด มีค่าความตรงตามเนื้อหา 1.0 และค่าสัมประสิทธิ์ความเที่ยงของเครื่องมือ 0.82 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและสถิติ Mann-Whitney U ผลการวิจัยพบว่า มารดาผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด กลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามแนวคิดของนิวแมน มีพฤติกรรมป้องกันการติดเชื้อดีกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


การสืบทอดคุณค่างานช่างดอกไม้สดแบบราชสำนัก, ศิริธร สุตตานนท์ Jan 2020

การสืบทอดคุณค่างานช่างดอกไม้สดแบบราชสำนัก, ศิริธร สุตตานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเชิงคุณภาพชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์คุณค่างานช่างดอกไม้สดแบบราชสำนัก 2) เพื่อวิเคราะห์การสืบทอดคุณค่างานช่างดอกไม้สดแบบราชสำนัก 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการสืบทอดคุณค่างานช่างดอกไม้สดแบบราชสำนัก เก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารและสารสนเทศ การสังเกต การสัมภาษณ์เชิงลึก และสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ผลการวิจัย พบว่า 1. วิเคราะห์คุณค่าของงานช่างดอกไม้สดแบบราชสำนัก พบว่ามี 5 ด้าน คือ 1) คุณค่าด้านจริยศาสตร์ เกิดจากความประพฤติและปฏิบัติ แสดงให้เห็นถึงความดีงาม ความสูงส่งในจิตใจผ่านงานช่างดอกไม้สดแบบราชสำนัก ก่อให้เกิดเป็นความประพฤติ ความคิด ทัศนคติ การใช้ชีวิต และกรอบจารีตประเพณี ที่ต้องปฏิบัติตาม 2) คุณค่าด้านสุนทรียศาสตร์ นำเอาองค์ประกอบศิลป์ทั้ง 10 ด้าน มาหลอมรวมกัน เพื่อสร้างสรรค์ชิ้นงาน ให้เกิดความสวยสดงดงาม วิจิตรตระการตา ยังคุณค่ามาแก่ผู้เสพงานช่างฯ 3) คุณค่าด้านเชิงช่างประณีตศิลป์ แสดงลักษณะเด่นทางด้านศิลปวัฒนธรรมไทยอย่างเด่นชัด ถือเป็นงานช่างฝีมือชั้นสูงที่ต้องใช้ทักษะฝีมือและระยะเวลาในการฝึกฝน แสดงศักยภาพให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาประชาคม 4) คุณค่าด้านการบริหารจัดการทรัพยากร ช่วยยกระดับกระบวนการผลิต การกระจายสินค้าและบริการ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งด้านเวลา ต้นทุนและคุณภาพอันนำไปสู่การพัฒนาอย่างยืน และ 5) คุณค่าด้านนวัตกรรม มุ่งพัฒนารูปแบบ ลวดลายชิ้นงานให้หลากหลาย สวยงามและทันกับยุคสมัย 2. การสืบทอดคุณค่างานช่างดอกไม้สดแบบราชสำนัก พบว่าครอบคลุมทั้งการศึกษาในระบบ นอกระบบและตามอัธยาศัย โดยมีวิธีการสอนที่เน้นการปฏิบัติจริง การปฏิบัติให้ดูเป็นตัวอย่าง และให้ลงมือทำตามเพื่อฝึกทักษะ ประสบการณ์ ก่อให้เกิดความชำนาญและเกิดความคิดสร้างสรรค์ในผลงาน 3. แนวทางการสืบทอดคุณค่างานช่างดอกไม้สดแบบราชสำนักผ่านการศึกษาในระบบ ทำได้โดยผลิตครูช่างดอกไม้สดโดยตรงเพื่อให้เพียงพอกับผู้เรียน ส่งเสริมการเพิ่มชั่วโมงเรียนโดยเฉพาะระดับชั้นประถมศึกษา ส่งเสริมการจัดกิจกรรมการแสดงผลงาน การประดิษฐ์ หรือการประกวดงานช่างดอกไม้สดแบบราชสำนักนอกห้องเรียน ทั้งในและนอกสถานศึกษา สอดแทรกความรู้เบื้องต้นและจัดกิจกรรมที่หลากหลาย จัดสรรงบประมาณและจัดตั้งกองทุนศิลปะและวัฒนธรรม และส่งเสริมสนับสนุนงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษานอกระบบ ทำได้โดยส่งเสริมการเปิดอบรมหลักสูตรระยะสั้นสำหรับครูช่างดอกไม้สดและเปิดโปรแกรมการเรียนการสอนอาชีพ และการศึกษาตามอัธยาศัย ทำได้โดยรวมพลังในรูปแบบเครือข่ายออนไลน์ ผลิตสื่อการเรียนสอนในรูปแบบเทคโนโลยีต่าง ๆ รวมทั้งระดมสรรพกำลังจากหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งการสืบทอดคุณค่างานช่างดอกไม้สดแบบราชสำนักถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมหนึ่งที่สำคัญที่ควรได้รับการเหลียวแลจากหน่วยงานของรัฐบาล ใช้กลไกประชารัฐในการร่วมสืบทอดคุณค่างานช่าง กระจายองค์ความรู้ให้ทั่วถึงในทุกระบบ เพื่อสร้างความรู้เสริมความเข้าใจให้กับคนรุ่นใหม่ ในการร่วมสืบทอดงานช่างที่มีคุณค่านี้ให้คงอยู่ในสังคมไทยอย่างยั่งยืนสืบไป


แนวทางการพัฒนากระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างอัตลักษณ์เชิงบวกให้แก่นักศึกษาพิการ, รัตนลักษณ์ มณีรัตนโชติวงศ์ Jan 2020

แนวทางการพัฒนากระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างอัตลักษณ์เชิงบวกให้แก่นักศึกษาพิการ, รัตนลักษณ์ มณีรัตนโชติวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เพื่อศึกษาอัตลักษณ์ของนักศึกษาพิการในสถาบันอุดมศึกษา เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอัตลักษณ์เชิงบวกของนักศึกษาพิการ เพื่อวิเคราะห์กระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างอัตลักษณ์เชิงบวกให้แก่นักศึกษาพิการ และเพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนากระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างอัตลักษณ์เชิงบวกให้แก่นักศึกษาพิการ ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยผสมผสานวิธี (Mixed Methods Research) โดยการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากนักศึกษาพิการที่กำลังศึกษาอยู่ในสถาบันอุดมศึกษากลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 6 แห่ง จำนวน 128 คน และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) นักศึกษาพิการที่มีอัตลักษณ์เชิงบวก จำนวน 12 คน สัมภาษณ์และสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวน 44 คน และสนทนากลุ่มผู้เชี่ยวชาญ 11 คนเพื่อวิเคราะห์แนวทางการพัฒนากระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างอัตลักษณ์เชิงบวกให้แก่นักศึกษาพิการ ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาพิการในสถาบันอุดมศึกษาส่วนใหญ่ คือจำนวนร้อยละ 75.00 เป็นผู้มีอัตลักษณ์เชิงบวก แบ่งเป็นนักศึกษาพิการที่มีอัตลักษณ์ในระดับดีมากร้อยละ 18.75 และนักศึกษาพิการที่มีอัตลักษณ์ในระดับดี ร้อยละ 56.25 และพบว่าไม่มีนักศึกษาพิการที่มีอัตลักษณ์ในระดับน้อยและระดับน้อยที่สุด โดยพบว่ามีนักศึกษาพิการมีอัตลักษณ์อยู่ในขั้นที่ 3 ยอมรับและเข้าใจในความพิการของตนเอง (Acceptance Stage) มากที่สุด ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอัตลักษณ์เชิงบวกของนักศึกษาพิการ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือปัจจัยภายใน ได้แก่ ประเภทความพิการ, ระดับความพิการ, อายุที่ได้รับความพิการ และสาเหตุของความพิการ ปัจจัยภายนอก ได้แก่ ประสบการณ์ในชีวิตที่ได้รับ, วิธีการเลี้ยงดูจากครอบครัว, รูปแบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน, ระบบความช่วยเหลือและส่งเสริมการเรียนรู้ในสถาบันอุดมศึกษา, สวัสดิการและความช่วยเหลือจากรัฐและหน่วยงานต่าง ๆ และแนวคิดการพัฒนาอัตลักษณ์คนพิการของบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยพบว่ากระบวนการพัฒนาอัตลักษณ์เชิงบวกของนักศึกษาพิการเป็นกระบวนการต่อเนื่องที่แบ่งเป็น 5 ขั้น คือขั้นที่ 1 ค้นหาบทบาททางสังคมของตนเอง, ขั้นที่ 2 ทำความเข้าใจบทบาทหน้าที่ของตน, ขั้นที่ 3 ผสานตนเองกับสังคมกลุ่มเล็กที่ใกล้ชิดที่สุด, ขั้นที่ 4 ขยายตัวสู่สังคมกลุ่มใหญ่และกว้างขึ้น และขั้นที่ 5 เห็นคุณค่าในตนเองและมีจิตสำนึกที่ต้องการทำประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น ผลการวิเคราะห์กระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างอัตลักษณ์เชิงบวกให้แก่นักศึกษาพิการพบว่า กระบวนการเรียนรู้ทั้ง 6 ด้านของสถาบันอุดมศึกษากลุ่มตัวอย่างมีความสอดคล้องกับรูปแบบของการดูแลและช่วยเหลือนักศึกษาพิการของแต่ละสถาบัน แนวทางทางการพัฒนากระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างอัตลักษณ์เชิงบวกให้แก่นักศึกษาพิการ แบ่งออกเป็นแนวทางระดับประเทศ ได้แก่ แนวทางเกี่ยวกับนโยบายด้านคุณภาพชีวิตและสวัสดิการของคนพิการและแนวทางเกี่ยวกับนโยบายด้านการศึกษา ส่วนแนวทางระดับสถาบันแบ่งเป็นแนวทางสำหรับสถาบันอุดมศึกษาที่มีระบบการดูแลช่วยเหลือนักศึกษาพิการหรือมีศูนย์ DSS หรือศูนย์การศึกษาพิเศษ และสถาบันอุดมศึกษาที่กำลังอยู่ระหว่างการเตรียมการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักศึกษาพิการหรือศูนย์ DSS


การเปิดรับสื่อ การรับรู้ ความรู้ และพฤติกรรมด้านการป้องกันในสถานการณ์การระบาดใหญ่ทั่วโลกของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น: กรณีโควิด 19, กัลยภัฏร์ ศรีไพโรจน์ Jan 2020

การเปิดรับสื่อ การรับรู้ ความรู้ และพฤติกรรมด้านการป้องกันในสถานการณ์การระบาดใหญ่ทั่วโลกของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น: กรณีโควิด 19, กัลยภัฏร์ ศรีไพโรจน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปิดรับสื่อ การรับรู้ ความรู้เกี่ยวกับโรคโควิด 19 และพฤติกรรมด้านการป้องกันในสถานการณ์การระบาดใหญ่ทั่วโลกของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น: กรณีโควิด 19 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นจาก 10 โรงเรียนในประเทศไทย จำนวน 540 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามออนไลน์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นและผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.99 ได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.85 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการเปิดรับสื่อ การรับรู้ ความรู้ และพฤติกรรมด้านการป้องกันในสถานการณ์การระบาดใหญ่ทั่วโลก: กรณีโควิด 19 อยู่ในระดับปานกลางถึงระดับมาก โดยสื่อสังคมออนไลน์ (เฟซบุ๊ก ไลน์ ทวิตเตอร์ ฯลฯ) เป็นแหล่งข้อมูลที่มีการเปิดรับสื่อมากที่สุด ส่วนประเด็นที่มีการรับรู้ข้อมูลข่าวสารมากที่สุด คือ การดู ฟัง พูดคุย อ่าน หรือสืบค้นข้อมูลสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 ในประเทศไทย เนื้อหาสาระด้านที่มีความรู้มากที่สุด คือ ด้านอาการและการดำเนินโรค และพฤติกรรมด้านการป้องกันที่ปฏิบัติได้อย่างเหมาะสมมากที่สุด คือ การสวมหน้ากากอนามัย ส่วนด้านความสัมพันธ์พบว่า การเปิดรับสื่อ การรับรู้ และความรู้เกี่ยวกับโรคโควิด 19 มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมด้านการป้องกันในสถานการณ์การระบาดใหญ่: กรณีโควิด 19 (r = 0.58, 0.61 และ 0.20 ตามลำดับ) ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการเปิดรับสื่อ การรับรู้ และความรู้เกี่ยวกับโรคโควิด 19 มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมด้านการป้องกันในสถานการณ์การระบาดใหญ่ทั่วโลก: กรณีโควิด 19 ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น


การพัฒนาทักษะกีฬาฟุตบอลและความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนประถมศึกษาโดยใช้การเรียนรู้โดยสมองเป็นฐาน, บุญโต ศรีจันทร์ Jan 2020

การพัฒนาทักษะกีฬาฟุตบอลและความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนประถมศึกษาโดยใช้การเรียนรู้โดยสมองเป็นฐาน, บุญโต ศรีจันทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการพัฒนาทักษะกีฬาฟุตบอลและความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนประถมศึกษาโดยใช้การเรียนรู้โดยสมองเป็นฐานโดย 1) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนทักษะกีฬาฟุตบอลและความคิดสร้างสรรค์ก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลอง 2) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนทักษะกีฬาฟุตบอลและความคิดสร้างสรรค์หลังการทดลองของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 40 คน ได้จากการสุ่มอย่างง่าย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้การเรียนรู้โดยสมองเป็นฐาน จำนวน 20 คนและกลุ่มควบคุมได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติจำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้การเรียนรู้สมองเป็นฐาน จำนวน 8 แผน มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.88 ถึง 0.92 และแบบวัดทักษะกีฬาฟุตบอล และความคิดสร้างสรรค์ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง 0.86 และ 1.00 ระยะเวลาในการดำเนินการวิจัย 8 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนด้วยสถิติ t-test ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนทักษะพื้นฐานกีฬาฟุตบอล และความคิดสร้างสรรค์หลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ค่าเฉลี่ยของคะแนนทักษะกีฬาฟุตบอล และความคิดสร้างสรรค์หลังการทดลอง ของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ระบบแบบสวมใส่สำหรับประเมินฟุเกิลเมเยอร์ของรยางค์ส่วนบนในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง, วรพงษ์ ณรงค์วงศ์วัฒนา Jan 2020

ระบบแบบสวมใส่สำหรับประเมินฟุเกิลเมเยอร์ของรยางค์ส่วนบนในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง, วรพงษ์ ณรงค์วงศ์วัฒนา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

แบบประเมินฟุเกิลเมเยอร์ เป็นแบบประเมินผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่เป็นที่ยอมรับกันในสากล เนื่องจากแบบประเมินมีความน่าเชื่อถือและครอบคลุมผู้ป่วยทุกระดับอาการ อย่างไรก็ตามแบบประเมินดังกล่าวนั้นใช้เวลาในการประเมินนาน และผู้ประเมินต้องมีความเชี่ยวชาญสูง ทางผู้วิจัยจึงได้สร้างระบบประเมินแบบใหม่ขึ้น โดยระบบสามารถประเมินผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองอ้างอิงตามแบบประเมิน ส่วนการสั่งการ ของฟุเกิลเมเยอร์รยางค์บน งานวิจัยได้ทดสอบความแม่นยำในการตรวจวัดมุมการเคลื่อนที่ ให้ค่าความคลาดเคลื่อนเฉลี่ยที่ ± 2.24 องศา จากนั้นทดสอบการใช้งานระบบประเมินกับคนสุขภาพดี มีความแม่นยำในการประเมินคะแนนตามฟุเกิลเมเยอร์อยู่ที่ 96% และได้ทดสอบเปรียบเทียบกันระหว่าง การประเมินคะแนนฟุเกิลเมเยอร์ด้วยนักกิจกรรมบำบัด กับการประเมินด้วยระบบประเมินที่ออกแบบนี้ ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง จำนวน 20 ราย พบว่าให้ผล R=0.888 ที่ P=0.001 , นักกิจกรรมบำบัดใช้เวลาในการประเมินเฉลี่ย 6.25±1.57 นาที/ราย ในขณะที่ระบบประเมินนี้ใช้ระยะเวลา 9.25±1.50 นาที/ราย จากผลการทดลองพบว่ามีค่าคลาดเคลื่อนสูงสุดอยู่ที่ 5.9 องศาซึ่งความเห็นของแพทย์เชี่ยวชาญถือว่ายอมรับได้ ในขณะที่ผลการทดสอบในผู้ป่วยพบว่าระบบสามารถประเมินคะแนนเปรียบเทียบกับแบบประเมินฟุเกิลเมเยอร์ มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญ สามารถใช้ระบบประเมินได้อย่างอัตโนมัติทั้งระบบ 27 กิจกรรมย่อย จากทั้งหมด 33 กิจกรรมย่อย ทำให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการประเมินได้ง่ายยิ่งขึ้น


Physical Property Improvement Of Alginate Capsule By Gellan Gum, Bacterial Cellulose And Chitosan, Aungsana Prajaksangsiri Jan 2020

Physical Property Improvement Of Alginate Capsule By Gellan Gum, Bacterial Cellulose And Chitosan, Aungsana Prajaksangsiri

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The kaffir lime oil (KLO) loaded alginate macrocapsules were prepared via a coacervation method using a coaxial glass-tube. The aims of this research were to improve the mechanical property of alginate capsule shell and to study KLO release profiles which altered by those additives. The addition of gellan gum and 2,2,6,6-tetramethylpiperidine-1-oxy radical (TEMPO)-oxidized bacterial cellulose (TOBC) in the shell-forming solution can improve the flexibility and compression strength of capsules. The size and shell thickness of capsules were in a range of 3-4 mm and 54-91 µm, respectively. Besides, the increase of TOBC amount achieved the smoother surface but increased the …


Factors Influencing The Acceptance For Adoption Of Innovative Medical Self-Test, Sumontida Sayachak Jan 2020

Factors Influencing The Acceptance For Adoption Of Innovative Medical Self-Test, Sumontida Sayachak

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

There are multiple barriers of health self-care. Self-testing and information technology would empower self-care and medical industry. In addition, it may reduce the country’s public health burden cost. However, there is very limited research on IT related to health care and customer belief in Thailand. This study, alternate innovative mixed models in software was developed to understand individual’s characteristics and influencing factors for the adoption of medical self-testing. A cross-sectional survey was conducted using self-administrated questionnaires that constructed based on Health belief model (HBM), Extending the unified theory of acceptance and use of technology (UTAUT2) including related significant psychological determinants. …


Association Between Homophobia And Perceived Discrimination In Health Care Services Among Lesbians In Chengdu, China, Linghong Liao Jan 2020

Association Between Homophobia And Perceived Discrimination In Health Care Services Among Lesbians In Chengdu, China, Linghong Liao

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The lesbians and its unique subculture have always been excluded by the heterosexual society. In Chinese society, they are an invisible and neglected minority group. Internalized homophobia is common where they tend to reject themselves and afraid that the people will discriminate them because they are lesbians. This situation might occur in health care service which could lead into lower healthcare utilization by the lesbians. This study aimed to assess whether the internalized homophobia has an association with the perceived discrimination while receiving health care service among lesbians in China. A cross-sectional online survey was conducted in Chengdu, China from …


Chemosensitizing Effect Of Streptomyces Crude Extract On Cisplatin-Induced Apoptosis In Human Lung Cancer H460 Cells, Theint Myat Noe Paing Jan 2020

Chemosensitizing Effect Of Streptomyces Crude Extract On Cisplatin-Induced Apoptosis In Human Lung Cancer H460 Cells, Theint Myat Noe Paing

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Although cisplatin has been considered as a first-line chemotherapeutic drug for the treatment strategy of lung cancer, its curative efficacy is limited by the occurrence of drug resistance and adverse effects. The application of non-toxic natural products for sensitization of cancer cells to conventional drugs is a recent novel strategy for cancer management to tackle these problems. This study aims to investigate effective chemosensitizer produced by Streptomyces sp. on the growth inhibition of human H460 lung cancer cells. Herein, three of eight strains isolated from peat swamp forest, Yala Province, Thailand which showed good purity analyzed by 16S rRNA sequencing …


Effect Of Different Surface Treatments On The Shear Bond Strength Between Lithium Disilicate Glass-Ceramic And Resin Cement, Siripan Simasetha Jan 2020

Effect Of Different Surface Treatments On The Shear Bond Strength Between Lithium Disilicate Glass-Ceramic And Resin Cement, Siripan Simasetha

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Objective: The study aimed to evaluate the shear bond strength (SBS) of lithium disilicate glass-ceramic and resin cement using different surface treatments. Methods: Lithium disilicate blocks (Vintage LD Press ®) were prepared, etched with 4.5 % hydrofluoric acid, and randomly divided into seven groups (n=10), depending on the surface treatments: 1) no surface treatment (control), 2) Silane Primer (KS), 3) Signum® Ceramic Bond I (SGI), 4) Signum® Ceramic Bond II (SGI/SGII), 5) experimental silane (EXP), 6) experimental-silane/Signum® Ceramic Bond II (EXP/SGII), and 7) Experimental/Adper™ Scotchbond Multi-purpose Adhesive (EXP/ADP). The specimens were cemented to resin composite blocks with resin cement and …


Forecasting The Thailand Housing Price Indexa Case Study On Condo Hpi During The Covid-19, Pengfei Chen Jan 2020

Forecasting The Thailand Housing Price Indexa Case Study On Condo Hpi During The Covid-19, Pengfei Chen

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

HPI (house price index) measures the price development of houses sold to households. And it measures the price as a percentage change from some specific start date, which is treated as the benchmark with the index at 100. In another word, HPI reflects the housing market fluctuation in some respects. Moreover, real estate is a good type of investment for people for avoiding various risks. Hence, under the global rampant of COVID-19, forecasting the possible short-term floating of HPI would offer some foresight to the residential market both on individual and policy sides. In this paper, five kinds of models …


มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้เช่าซื้อรถยนต์จากการติดตามทวงถามหนี้, กันต์ฤทัย รักอนันตชัย Jan 2020

มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้เช่าซื้อรถยนต์จากการติดตามทวงถามหนี้, กันต์ฤทัย รักอนันตชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในสภาวะเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในปัจจุบัน ทำให้ผู้เช่าซื้อรถยนต์จำนวนไม่น้อยไม่ สามารถชำระหนี้ได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด เมื่อลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ค่างวดเช่าซื้อรถยนต์ ผู้ติดตาม ทวงหนี้โดยธนาคารหรือตัวแทนผู้ได้รับมอบอำนาจจากธนาคารจึงต้องติดตามทวงถามหนี้ แต่ยังมีลูกหนี้ที่ ได้รับความเดือดร้อนจากการติดตามทวงถามหนี้ที่ไม่เหมาะสมหรือกระทำการที่เกินกว่าเหตุ และมีการ ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนในลักษณะที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นการกระทำที่ล้วนละเมิดสิทธิและ เสรีภาพของลูกหนี้ทั้งยังมีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการติดตามทวงถามหนี้ในอัตราที่สูงเกินสมควร จากการศึกษาพบว่าประเทศไทยมีกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้เช่าซื้อรถยนต์ จากการติดตามทวงถามหนี้ โดยมีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติให้ความคุ้มครอ งไว้เป็น หลักการทั่วไป และมีกฎหมายลำดับรองต่างๆ บัญญัติไว้ ทั้งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 และพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ.2558 รวมทั้งประกาศต่างๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ทั้งนี้บทบัญญัติที่ปรากฏอยู่ในกฎหมายฉบับต่างๆ ยัง ไม่เพียงพอกับการคุ้มครองผู้เช่าซื้อรถยนต์จากการติดตามทวงถามหนี้ และยังไม่ปรากฎว่ามีกฎหมายฉบับ ใดที่เข้ามากำหนดหลักเกณฑ์การคุ้มครองผู้เช่าซื้อรถยนต์โดยตรง ตั้งแต่การติดตามทวงถามหนี้เมื่อผิดนัด ชำระค่างวดเช่าซื้อ การติดตามและกลับเข้าครอบครองรถยนต์คืนจากผู้เช่าซื้อ และการเรียกเก็บค่าใช้จ่าย ต่างๆ จากการติดตามทวงถามหนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่ามีบทบัญญัติกฎหมายว่าด้วยวิธี ปฎิบัติในการติดตามทวงถามหนี้ไว้โดยเฉพาะ คือ The Fair Debt Collection Practices Act of 1977 มีเนื้อหาสาระการควบคุมการติดตามทวงหนี้ที่ชัดเจน ในส่วนผู้ที่ได้รับความคุ้มครอง ข้อปฏิบัติและข้อ ห้ามปฏิบัติในการติดตามทวงถามหนี้ และการควบคุมโดยคณะกรรมการ นอกจากนี้ประเทศสหรัฐอเมริกา ยังมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนในการยึดรถยนต์คันเช่าซื้อคืน รวมทั้งมีมาตรการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ในเรื่อง ของการเก็บค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามหนี้ ผู้วิจัยจึงได้นำมาตรการในบางเรื่องมาประยุกต์ใช้และ เสนอแนะเพิ่มเติมในกฎหมายไทย เพื่อคุ้มครองผู้เช่าซื้อรถยนต์จากการติดตามทวงถามหนี้ ดังนั้น ผู้วิจัยจึงขอเสนอแนะให้มีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายดังนี้ 1. พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ.2558 ให้พิจารณาปรับเวลาในการติดต่อทวงถามหนี้ โดย กำหนดให้ผู้ทวงถามหนี้ติดต่อทวงถามหนี้ได้ในวันธรรมดาและเสาร์อาทิตย์ เวลา 9.00-17.00 นาฬิกา เท่านั้น และห้ามทำการติดต่อทวงถามหนี้ในวันหยุดนักขัตฤกษ์ 2. ประกาศคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ ให้เพิ่มเติมประเด็นในเกี่ยวกับข้อปฏิบัติในการ ติดตามทวงถามหนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ในเรื่องของการค้นหาข้อมูลลูกหนี้จากบุคคลอื่น มีการชะลอการ ติดตามทวงถามหนี้แบบชั่วคราว และการติดต่อสื่อสารในการติดตามทวงถามหนี้ ให้นำหลักเงื่อนไขการ รับรู้หรือมีเหตุอันควรรู้ของผู้ติดตามทวงถามหนี้มาปรับใช้ เพื่อให้เกิดความยืนหยุ่นและปฏิบัติได้จริง และ เพื่อหลีกเลี่ยงการละเมิดต่อสิทธิความเป็นส่วนตัวของลูกหนี้ นอกจากนี้ให้นำมาตรการการดำเนินคดีทั้ง ทางแพ่งและทางอาญามาบังคับใช้อย่างเข้มงวดและเด็ดขาดในการดำเนินคดี และเพิ่มเติมบทบัญญัติ เกี่ยวกับการใช้สิทธิเรียกร้องในส่วนค่าเสียหายทางจิตใจอย่างชัดเจน 3. ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็น ธุรกิจควบคุมสัญญา พ.ศ. 2561 …


มาตรการทางภาษีในการส่งเสริมการลงทุนของบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ในสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) ของประเทศไทย, เฟื่องลดา มนตรีสา Jan 2020

มาตรการทางภาษีในการส่งเสริมการลงทุนของบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ในสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) ของประเทศไทย, เฟื่องลดา มนตรีสา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เนื่องจากในระหว่างปี พ.ศ. 2563 ทั่วโลกได้เผชิญกับสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ระบาดไปอย่างรวดเร็วอย่างที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ ทำให้ส่งผลกระทบทั้งต่อวิถีการ ดำรงชีวิตของผู้คนทั่วไป รวมไปถึงสภาพเศรฐกิจของแต่ละประเทศก็ได้รับกระทบเป็นอย่างมาก เช่นเดียวกัน ประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นการอย่างมาก ทั้งในด้านการลงทุนจากในประเทศและนอกประเทศ การท่องเที่ยวที่ซบเซา ทำให้ระบบเศรษฐกิจมีแนวโน้มหยุดชะงักไม่สามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยความเสียหาย จากสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ต่อเศรษฐกิจนั้นกระทบภาคธุรกิจหลายกิจการทั้งใน ส่วนของภาคบริการและการท่องเที่ยว ภาคอุตสาหกรรมที่มีการปิดตัวลง ทำให้เกิดการเลิกจ้างแรงงาน จะเห็นว่าจากผลกระทบในส่วนภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมได้ลามมากระทบในส่วนของภาคประชาชน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ทางรัฐบาลจึงได้มีเร่งออกมาตรการช่วงเหลือต่างๆ ทั้งในส่วนของภาคธุรกิจ และภาคประชาชน เพื่อส่งเสริมการลงทุนในประเทศ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีเม็ดเงินไหลเวียนใน ระบบเศรษฐกิจ รวมถึงเป็นการช่วยเหลือบรรเทาในภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบให้สามารถดำเนิน กิจการต่อไปได้แต่อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ยังคงมีการระบาด อย่างต่อเนื่องและทวีความรุนแรงมากขึ้นในปัจจุบัน และไม่มีสัญญาณว่าจะบรรเทาลงในเร็ววัน จึงได้ มีการศึกษามาตรการทางภาษีเงินได้ในการช่วยเหลือผู้ประกอบการในสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโร นา 2019 ของต่างประเทศ เพื่อหาแนวทางและหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมนำมาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้อง กับสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบัน เอกัตศึกษาเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษามาตรการทางภาษีในการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท และห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของประเทศไทย และศึกษา วิเคราะห์เปรียบเทียบมาตรการทางภาษีในการส่งเสริมการลงทุนในสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโร นา 2019 ของประเทศออสเตรเลียและเมียนมา เพื่อจะนำแนวทางมาตรการทางภาษีมาปรับ ประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในปัจจุบัน โดยจากการศึกษาพบว่ามาตรการทางภาษีในการส่งเสริมการลงทุนของประเทศไทยยังมีบางมาตรการ ที่มีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการให้สิทธิประโยชน์ไม่ชัดเจน ให้สิทธิประโยชน์ในทรัพย์สินแค่บางประเภท บางกลุ่มธุรกิจ หรือให้สิทธิประโยชน์สำหรับการจ้างแรงงานเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก จาการกล่าวมาจึง จะเห็นได้ว่ามาตรการทางภาษีในการส่งเสริมการลงทุนของบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ประกาศใช้แล้วในประเทศไทยนั้น ยังไม่มีประสิทธิภาพ และความชัดเจนเพียงพอในการส่งเสริมการลงทุน รวมไปถึงไม่ได้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตมาก เท่าที่ควร ผู้เขียนจึงได้เสนอแนวทางมาตรการทางภาษีประเทศออสเตรเลียและประเทศเมียนมาบาง มาตรการมาปรับประยุกต์ใช้ในส่วนของการส่งเสริมการลงทุนเพื่อให้มาตรการดังกล่าวมีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น โดยมาตรการทางภาษีในการส่งเสริมการลงทุนในทรัพย์สินที่ควรจะส่งเสริมการลงทุนในทุก ประเภทของทรัพย์สินและทุกกลุ่มธุรกิจ รวมถึงการออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนในทรัพย์สินและ การจ้างแรงงานที่สามารถให้ตัดรายจ่ายได้มากขึ้นในปีที่ธุรกิจประสบกับสภาพเศรษฐกิจในสถานการณ์ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 นอกจากจะเป็นการช่วยส่งเสริมการลงทุนและการกระตุ้นเศรษฐกิจ แล้ว ยังเป็นการช่วยบรรเทาภาระภาษีและยังช่วยให้มีกระแสเงินสดหมุนเวียนในบริษัทมากขึ้นอีกด้วย เพื่อบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนั้น ๆ จะได้ดำเนินกิจการผ่านพ้นวิกฤติเศรษฐกิจนี้ไปได้


มาตรการบรรเทาภาระภาษีสำหรับผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาดร้ายแรง : โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, ปทิตตา สุขตระกูล Jan 2020

มาตรการบรรเทาภาระภาษีสำหรับผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาดร้ายแรง : โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, ปทิตตา สุขตระกูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในช่วงก่อนวิกฤติการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยมีการเติบโตและมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 2-3 ล้านคนต่อปี ส่งผลให้ในปี 2561 รายได้จากการท่องเที่ยวของไทยขยับขึ้นไปอยู่ในอันดับ 4 ของโลก และมีสัดส่วนของธุรกิจการท่องเที่ยวต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สูงถึงร้อยละ 22 จนกระทั่งเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของ Covid-19 ซึ่งเริ่มระบาดมาตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคม 2562 ส่งผลให้ภาครัฐจำเป็นต้องใช้มาตรการเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของ Covid-19 คือ การจำกัดการเดินทางภายในประเทศและระหว่างประเทศ ลดการให้บริการขนส่งสาธารณะ และการใช้มาตรการรักษาระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ซึ่งมาตรการเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั้งสิ้น ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากจำนวนนักท่องเที่ยว และรายได้จากนักท่องเที่ยว ทั้งชาวต่างชาติและชาวไทยที่เดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย ในช่วงเดือนมกราคม – ธันวาคม ปี 2563 ลดลงร้อยละ 55.39 และร้อยละ 70.95 ตามลำดับ เมื่อเทียบจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2562 ธุรกิจโรงแรมเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบอย่างมาก จากการแพร่ระบาดของ Covid-19 โดยเฉพาะในจังหวัดซึ่งเป็นที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต พังงา กระบี่และสุราษฎร์ธานี เป็นต้น และจะส่งผลอย่างรุนแรงต่อผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมที่มีรายได้หลักมาจากการประกอบธุรกิจโรงแรมตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 ซึ่งไม่รวมถึง การประกอบธุรกิจสถานที่พักที่ไม่ใช่โรงแรม เช่น การเปิดฟาร์มสเตย์หรือโฮมสเตย์ เป็นต้น เนื่องจากสถานที่พักดังกล่าว มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อใช้เป็นที่พักอาศัย และมีการประกอบธุรกิจให้บริการที่พักเพื่อหารายได้เสริมเท่านั้น ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากจำนวนผู้เข้าพักและอัตราการเข้าพัก ในโรงแรมในช่วงเดือนมกราคม – ธันวาคม ปี 2563 ลดลงร้อยละ 56.28 และร้อยละ 40.57 ตามลำดับ เมื่อเทียบจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2562 ส่งผลให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมมีรายได้จากค่าห้องพักลดลง ในขณะที่ยังคงต้องแบกรับต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงเท่าเดิม ทั้งต้นทุนค่าใช้จ่ายในการจ้างพนักงานและค่าใช้จ่ายในบริหารงานอื่น ๆ ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมขาดสภาพคล่อง มีเงินหมุนเวียนในธุรกิจลดน้อยลง และหากไม่สามารถปรับตัวได้ก็อาจส่งผลกระทบร้ายแรงถึงขั้นทำให้ธุรกิจโรงแรมต้องปิดตัวลง ที่ผ่านมาภาครัฐได้มีการออกมาตรการชั่วคราวทางภาษีเพื่อช่วยเหลือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม ได้แก่ มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงกิจการโรงแรมเพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมที่ต้องการพัฒนา ปรับปรุงต่อเติมหรือขยายกิจการของโรงแรม แต่ต้องไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม สามารถนำรายจ่าย ที่เกี่ยวกับการปรับปรุงกิจการโรงแรมระหว่างวันที่ 1 มกราคม– 31 ธันวาคม 2563 มาใช้เป็นรายจ่ายของกิจการได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายจริง …


ปัญหาการเสนอคดีต่อศาลภาษีอากร ในกรณีเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการ ตามกฎหมายภาษีอากรยังไม่มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด, ชุติณัชชา อินทรานุกูล Jan 2020

ปัญหาการเสนอคดีต่อศาลภาษีอากร ในกรณีเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการ ตามกฎหมายภาษีอากรยังไม่มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด, ชุติณัชชา อินทรานุกูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

รายงานเอกัตศึกษาเล่นนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาหาแนวทางในแก้ปัญหาความขัดหรือแย้งของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7(1) ประกอบมาตรา 8 กับพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562, พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิตพ.ศ. 2560, พระราชบัญญัติกรมศุลกากร พ.ศ.2560 และพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ.2558 ในคดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรโดยเทียบเคียงกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 โดยวิธีการศึกษาวิจัยทางเอกสารในการค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลวิเคราะห์จากบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติ คำพิพากษาของศาลหนังสือกฎหมาย ตลอดจนเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าว จากการศึกษาพบว่า ขั้นตอนในการดำเนินการต่างๆ เกี่ยวกับประเมินภาษีอากรและการคัดค้านหรืออุทธรณ์การประเมินภาษีอากร เป็นกระบวนการพิจารณาทางปกครองทั้งสิ้น และกฎหมายภาษีอากรที่ได้มีการปรับปรุง แก้ไขฉบับใหม่มีการให้สิทธิผู้อุทธรณ์สามารถฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรได้ ถึงแม้ว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังไม่มีคำวินิจฉัยก็ตาม ซึ่งคล้ายคลึงกับเงื่อนไขในการฟ้องคดีทางปกครอง แต่ในปัจจุบันสิทธิตามกฎหมายภาษีอากรดังกล่าวยังไม่สามารถกระทำได้อย่างเต็มที่เนื่องจากเงื่อนขในการฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรต้องมีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก่อน ด้วยเหตุนี้ จึงควรปรับปรุง แก้ไข เงื่อนไขในการฟ้องคดีตามมาตรา 7(1) ประกอบมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ให้คล้ายคลึงกับหลักเกณฑ์ของกฎหมายปกครอง เพื่อทำให้สิทธิในการฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรสามารถกระทำได้ตามอย่างถูกต้อง และยังเป็นการทำให้การฟ้องคดีมีมาตรฐานในรูปแบบเดียวกัน อันเป็นการประกันมาตรฐานวิธีการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐให้กับประชาชนอีกทางหนึ่งด้วย