Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 7441 - 7470 of 15281

Full-Text Articles in Entire DC Network

ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล บรรยากาศความปลอดภัย การสนับสนุนทางสังคม การให้ข้อมูลย้อนกลับ กับพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ, อัจฉริยาพร พรมมาลุน Jan 2021

ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล บรรยากาศความปลอดภัย การสนับสนุนทางสังคม การให้ข้อมูลย้อนกลับ กับพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ, อัจฉริยาพร พรมมาลุน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล บรรยากาศความปลอดภัย การสนับสนุนทางสังคม การให้ข้อมูลย้อนกลับ กับพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ กลุ่มตัวอย่างคือพยาบาลวิชาชีพจำนวน 115 คน ซึ่งได้จากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมี 5 ส่วน คือ ข้อมูลส่วนบุคคล พฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงาน บรรยากาศความปลอดภัยในการทำงาน การสนับสนุนทางสังคม และการให้ข้อมูลย้อนกลับ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามได้ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาและวิเคราะห์ความเที่ยงของแบบสอบถาม โดยหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค มีค่าเท่ากับ เท่ากับ .83, .96, .96, และ .96 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1. พฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิอยู่ในระดับดี ( x = 4.47, SD= 0.35) 2. ปัจจัยส่วนบุคคล คือ สถานที่ปฏิบัติงานมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ (χ2=20.39, p< .05) และประสบการณ์การทำงาน มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r=.255) 3. บรรยากาศความปลอดภัยในการทำงานมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r=.737) 4. การสนับสนุนทางสังคมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r=.660) 5. การให้ข้อมูลย้อนกลับมีความสัมพันธ์ทางบวก กับพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r=.926)


แนวทางการถ่ายทอดคุณค่าเพลงที่มีเนื้อหาจากวรรณคดีไทย, นิโลบล วงศ์สุวรรณ Jan 2021

แนวทางการถ่ายทอดคุณค่าเพลงที่มีเนื้อหาจากวรรณคดีไทย, นิโลบล วงศ์สุวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์คุณค่าของเพลงที่มีเนื้อหาจากวรรณคดีไทยเรื่องรามเกียรติ์ระหว่างปี พ.ศ. 2550-2560 วิธีเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (purposive sampling) จำนวน 6 บทเพลง โดยใช้เครื่องมือ คือ แบบบันทึกการวิเคราะห์คุณค่าของเพลงและแบบสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัย พบว่า คุณค่าด้านวรรณศิลป์ประกอบด้วย การสรรคำ การใช้โวหารและรสวรรณคดีสันสกฤต คุณค่าด้านเนื้อหา ได้แก่ ความหมายของบทเพลงและความหมายของบทพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์รวมทั้งจริยธรรมที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติและศีลธรรมซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยจรรโลงและให้คติสอนใจแก่ผู้อ่านวรรณคดีหรือฟังบทเพลง คุณค่าด้านคีตศิลป์ได้แก่ เทคนิควิธีการขับร้อง การสื่อความหมายและการสื่ออารมณ์ คุณค่าด้านทัศนศิลป์ได้แก่ การตีความเนื้อหาและการนำเสนอ 2) เพื่อนำเสนอแนวทางการถ่ายทอดคุณค่าเพลงที่มีเนื้อหาจากวรรณคดีไทย ผลจากการวิเคราะห์เนื้อหาพบว่าองค์ความรู้ในการถ่ายทอดเพลงที่มีเนื้อหาจากวรรณคดีไทยประกอบด้วยคุณค่าด้านต่าง ๆ ความรู้ลักษณะดังกล่าวเป็นความรู้แบบองค์รวมซึ่งสามารถบูรณาการใช้ประโยชน์ได้หลากหลายรูปแบบโดยมีขั้นตอนของการผลิตเพลงเพื่อถ่ายทอดคุณค่าวรรณคดีไทย ได้แก่ 1. ขั้นเตรียมการผลิต (Pre-Production) คือการกำหนดทิศทางขั้นตอนในการทำงานว่า จะทำอะไร จะทำอย่างไร จะได้อะไร 2. ขั้นตอนการผลิต (Production) คือการแปรรูปวรรณคดีสู่บทเพลงและมิวสิควิดีโอและ 3. ขั้นตอนหลังการผลิต (Post-Production) คือ ขั้นตอนการประเมินผลงานและสรรหาแนวทางใหม่ ๆ ที่ดีและเหมาะสมในการจัดทำผลงานเพลงที่มีเนื้อหาจากวรรณคดีไทยเพื่อถ่ายทอดคุณค่าด้านต่าง ๆ ไปสู่ผู้ชมผู้ฟังได้อย่างมีประสิทธิภาพ


กลยุทธ์การจัดการศึกษาที่ตอบสนองความต้องการกำลังคนและอุปสงค์ทางการศึกษาของผู้เรียนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eec), จีรายุ ขอเชิญกลาง Jan 2021

กลยุทธ์การจัดการศึกษาที่ตอบสนองความต้องการกำลังคนและอุปสงค์ทางการศึกษาของผู้เรียนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eec), จีรายุ ขอเชิญกลาง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการกำลังคนและอุปสงค์ทางการศึกษาของผู้เรียนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก 2) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการจัดการศึกษาที่ตอบสนองความต้องการกำลังคนและอุปสงค์ทางการศึกษาของผู้เรียนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก 3) เพื่อวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและภาวะคุกคามของการจัดการศึกษาที่ตอบสนองความต้องการกำลังคนและอุปสงค์ทางการศึกษาของผู้เรียนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก 4) เพื่อพัฒนากลยุทธ์การจัดการศึกษาที่ตอบสนองความต้องการกำลังคนและอุปสงค์ทางการศึกษาของผู้เรียนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมวิธี (Mixed-Method Research) ผลการวิจัยพบว่า1) ในช่วงปี พ.ศ. 2562-2564 กลุ่มอุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพมีความต้องการกำลังคนระดับอาชีวศึกษาสูงที่สุด (ร้อยละ 59.12) ตามด้วยกำลังคนระดับปริญญาตรี (ร้อยละ 25.13) ลำดับถัดมา คือ กลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีความต้องการกำลังคนระดับอาชีวศึกษา (ร้อยละ 9.44) และระดับปริญญาตรี (ร้อยละ 6.30) ในขณะที่ผู้เรียนในพื้นที่ EEC ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความต้องการศึกษาต่อสามัญศึกษา (ร้อยละ 70) และศึกษาต่ออาชีวศึกษา (ร้อยละ 29) โดยปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดอุปสงค์ทางการศึกษาของผู้เรียนให้เลือกศึกษาต่ออาชีวศึกษา คือ เพศ ผลการเรียนในระดับมัธยมศึกษา ระดับการศึกษาของบิดามารดา รายได้รวมของบิดาและมารดา โอกาสในการทำงานและความต้องการแรงงานของในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย 2) สภาพปัจจุบันของการจัดการศึกษาที่ตอบสนองความต้องการกำลังคนและอุปสงค์ทางการศึกษาของผู้เรียน 3 ด้าน คือ ด้านการนำเข้าระบบการศึกษา (Input) ด้านกระบวนการจัดการเรียนการสอน (Process) และด้านผลผลิตทางการศึกษา (Output) โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านที่มีสภาพปัจจุบันต่ำที่สุด คือ ด้านการนำเข้าระบบการศึกษา (Input) ในขณะที่สภาพที่พึงประสงค์มีค่าเฉลี่ยโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยที่ด้านกระบวนการจัดการเรียนการสอน (Process) คือ ด้านที่มีสภาพที่พึงประสงค์มากที่สุด 3) จุดแข็งและจุดอ่อนของการจัดการศึกษาที่ตอบสนองความต้องการกำลังคนและอุปสงค์ทางการศึกษาของผู้เรียนในพื้นที่ EEC จากการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในแล้วพบว่า ด้านผลผลิตทางการศึกษา (Output) เป็นจุดแข็งมากที่สุด และด้านกระบวนการจัดการเรียนการสอน (Process) เป็นจุดอ่อนมากที่สุด ส่วนสภาพแวดล้อมภายนอก พบว่าโดยรวมปัจจัยด้านเทคโนโลยีเป็นโอกาสที่เอื้อต่อการจัดการศึกษามากที่สุดและการเมืองและนโยบายของรัฐเป็นภาวะคุกคามมากที่สุด 4) กลยุทธ์การจัดการศึกษาที่ตอบสนองความต้องการกำลังคนและอุปสงค์ทางการศึกษาของผู้เรียนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก มี 3 กลยุทธ์หลัก กลยุทธ์หลักที่ 1 พลิกโฉมระบบการคัดเลือกและการเข้าศึกษาของผู้เรียนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกโดยมุ่งเน้นการตอบสนองความต้องการของผู้เรียนที่สอดคล้องกับอุปสงค์กำลังคน กลยุทธ์หลักที่ 2 ยกระดับการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการในการพัฒนาหลักสูตรที่มุ่งสร้างสรรถนะเร่งด่วนให้กับผู้เรียน (Urgent Competency) กลยุทธ์หลักที่ 3 ปฏิรูปมาตรฐานการประเมินตัวชี้วัดสถานศึกษาโดยมุ่งเน้นการได้งานทำหลังจบการศึกษาของผู้เรียนและการตอบสนองความต้องการกำลังคนในพื้นที่ EEC


การสืบทอดคุณค่าฮูบแต้มอีสาน, อติญา วงษ์วาท Jan 2021

การสืบทอดคุณค่าฮูบแต้มอีสาน, อติญา วงษ์วาท

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์องค์ประกอบของงานฮูบแต้มอีสาน 2) วิเคราะห์ คุณค่าตามมุมมองทางมนุษยศาสตร์ผ่านงานฮูบแต้มอีสาน และ 3) นำเสนอแนวทางการสืบทอดคุณค่าของงาน ฮูบแต้มอีสาน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสังเกต การสัมภาษณ์เชิงลึก และการ สนทนากลุ่ม ใน 3 พื้นที่ คือ 1) วัดโพธิ์ชัย บ้านนาพึง อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย 2) วัดสระบัวแก้ว บ้านวังคูณ อำเภอหนองสองห้อง จังหวัดขอนแก่นและ 3) วัดท่าเรียบ อำเภอนาโพธิ์ จังหวัดบุรีรัมย์ ผลการศึกษาพบว่า 1) องค์ประกอบของงานฮูบแต้มอีสาน ประกอบไปด้วย บริบท ภูมิปัญญา ความเชื่อ ค่านิยม พื้นที่ที่ใช้ ในการศึกษาทั้ง 3 แห่ง ตั้งอยู่ในศูนย์กลางของชุมชน สร้างขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน ระหว่างปี พ.ศ.2450-2466 สภาพ ฮูบแต้มในปัจจุบันได้รับผลกระทบเชิงลบจากสภาพอากาศ แมลง โครงสร้างสิมที่ทรุดโทรมและการใช้พื้นที่ของ คนในชุมชน ภูมิปัญญาที่พบคือ ภูมิปัญญาในการผลิตสีและวัสดุอุปกรณ์ท้องถิ่น และกรรมวิธีการเขียนและจัด วางภาพของช้างแต้ม ความเชื่อที่สะท้อนผ่านฮูบแต้มเรื่องศาสนานำไปสู่ค่านิยมที่แสดงให้เห็นว่าวัดยังคงเป็น ศูนย์กลางของชุมชน 2) คุณค่าด้านสุนทรียศาสตร์และด้านจริยศาสตร์ที่สะท้อนผ่านฮูบแต้มอีสาน ส่งผลให้ผู้ชมผลงานเกิด ความซาบซึ้งในวัฒนธรรมอีสาน ขัดเกลาให้ตระหนักในการทำความดี อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมสำนึกร่วมด้านความ เป็นอีสาน ซึ่งเป็นสิ่งชี้นำต่อพฤติกรรมการอนุรักษ์และการสืบทอดคุณค่าฮูบแต้มอีสาน 3) แนวทางการสืบทอดคุณค่าฮูบแต้มอีสาน ดำเนินการได้ใน 2 แนวทาง คือ 1) ผ่านระบบการศึกษา กล่าวคือ การศึกษาในระบบ ด้วยการแทรกเนื้อหาหรือกิจกรรมเข้าไปในหลักสูตรและกิจกรรมเสริมหลักสูตร และการศึกษาตามอัธยาศัยผ่านสื่อสาธารณะ 2) ผ่านวิถีชุมชน อันได้แก่ พิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งเกิดขึ้นระหว่าง การเข้าร่วมพิธีหรือกิจกรรมตามเทศกาลและตามอัธยาศัย ภูมิปัญญาชุมชน เป็นไปในลักษณะของการใช้ฮูบแต้ม เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างผลิตภัณฑ์ชุมชน วรรณกรรมมุขปาฐะผ่านพิธีกรรมทางศาสนา การบอกเล่าภายใน ครอบครัวและตามอัธยาศัย และวิถีชุมชนที่ทำให้เกิดวิถีท่องเที่ยว ในลักษณะการสร้างเส้นทางการท่องเที่ยวเชิง วัฒนธรรม อย่างไรก็ตามความร่วมมือระหว่างหน่วยงานและการขับเคลื่อนกิจกรรมหรือโครงการของหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องที่เป็นรูปธรรมและต่อเนื่องเป็นปัจจัยส่งเสริมที่ทำให้เกิดการสืบทอดคุณค่าฮูบแต้มอีสาน


รูปแบบกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อส่งเสริมการจัดการผลไม้อินทรีย์, บุษราพร จรดล Jan 2021

รูปแบบกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อส่งเสริมการจัดการผลไม้อินทรีย์, บุษราพร จรดล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

รูปแบบกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อส่งเสริมการจัดการผลไม้อินทรีย์ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันของกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อส่งเสริมการจัดการผลไม้อินทรีย์ 2) วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อส่งเสริมการจัดการผลไม้อินทรีย์ และ 3) นำเสนอรูปแบบกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อส่งเสริมการจัดการผลไม้อินทรีย์ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยผสานวิธี คือ เกษตรกรอินทรีย์จำนวน 56 คนเป็นผู้ตอบแบบสอบถาม และเกษตรกรจำนวน 30 คนเป็นผู้ถูกสัมภาษณ์ โดยใช้เกณฑ์จากประสบการณ์และการอบรมด้านเกษตรอินทรีย์ และสนทนากลุ่ม จำนวน 5 คน ได้แก่ เกษตรกรต้นแบบอินทรีย์ นักวิชาการการเกษตร ตัวแทนกลุ่มเกษตรอินทรีย์ เจ้าหน้าที่สนับสนุน เจ้าหน้าที่องค์กรภาครัฐได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยใช้เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วย ความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์เป็นดังนี้ 1) กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของเกษตรกรเพื่อส่งเสริมการจัดการผลไม้อินทรีย์ ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M = 3.64) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงตามลำดับ คือ ด้านวางแผน (M = 3.77) ด้านร่วมกิจกรรม (M = 3.77) ด้านรับผลประโยชน์ (M = 3.75) ด้านแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (M = 3.65) และด้านการประเมินผล (M = 3.63) อยู่ในระดับมาก และ ด้านร่วมรับรู้ปัญหา (M = 3.38) อยู่ในระดับปานกลาง 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อส่งเสริมการจัดการผลไม้อินทรีย์ ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M = 4.12) ปัจจัยภายในภาพรวม (M = 4.55) ระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ด้านบุคคล (M = 4.59) ด้านผู้นำ (M = 4.51) อยู่ในระดับมากที่สุด และปัจจัยภายนอกในภาพรวม (M = 3.70) อยู่ในระดับมาก ด้านเศรษฐกิจ (M …


ผลกระทบของความเหลื่อมล้ำต่อการเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาของนักเรียนไทย, ธนกร วรพิทักษานนท์ Jan 2021

ผลกระทบของความเหลื่อมล้ำต่อการเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาของนักเรียนไทย, ธนกร วรพิทักษานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาระดับอุดมศึกษามีความสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้สามารถเข้าถึงโอกาสในการประกอบอาชีพและการเลื่อนชั้นทางสังคมได้ อย่างไรก็ตามการศึกษาระดับอุดมศึกษาของไทยประสบปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่เท่าเทียมทางโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาของนักเรียน ซึ่งเป็นผลกระทบของความเหลื่อมล้ำในมิติปัจจัยที่เกี่ยวข้องที่ได้กระทำการต่อปัจเจกนักเรียน ส่งผลให้ไม่สามารถเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาได้และนำไปสู่ผลกระทบตามมา งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการคัดเลือกเข้าอุดมศึกษาและปัจจัยหลักที่มีส่วนต่อการเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษาของไทย 2) ศึกษาความเหลื่อมล้ำในปัจจัยหลักที่มีส่วนต่อการเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาของนักเรียนไทย และ 3) ศึกษาผลกระทบของความเหลื่อมล้ำต่อการเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาของนักเรียนไทย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายแบบเจาะจงและการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยมีกรณีศึกษาที่มีความเป็นตัวแทนจำนวน 16 คนประกอบด้วย กรณีศึกษานักเรียนในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดจำนวน 12 คน และกรณีศึกษาอาจารย์แนะแนวจากสถาบันการศึกษาของรัฐและเอกชนจำนวน 4 คน และทำการวิเคราะห์ผ่านทฤษฎีความเหลื่อมล้ำในสำนักคิดแนวสมรรถภาพมนุษย์และแนวคิดการจัดการศึกษาในแนวปรัชญาพิพัฒนาการนิยม ผลการศึกษา พบว่า ความเหลื่อมล้ำในการเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาของนักเรียนไทยประกอบด้วยปัจจัยหลักความเหลื่อมล้ำที่เกี่ยวข้อง 3 ปัจจัยหลักคือ 1) ปัจจัยทุนทางเศรษฐกิจและทุนทางสังคม 2) ปัจจัยสถาบันการศึกษาขั้นพื้นฐานของรัฐหรือเอกชน และ 3) ปัจจัยระบบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา โดยความเหลื่อมล้ำจากปัจจัยหลักทั้งสามและความเหลื่อมล้ำในโครงสร้างทางสังคมได้ส่งผลกระทบต่อการศึกษาต่อของนักเรียนในสองส่วน ได้แก่ 1) ผลกระทบของความเหลื่อมล้ำภายใต้แนวคิดและปรากฎการณ์ โดยพบว่า ภายใต้แนวคิดและปรากฎการณ์นี้ความเหลื่อมล้ำได้ส่งผลกระทบผ่านปัจจัยหลักทั้งสามที่ได้กระทำการต่อนักเรียนโดยได้ลิดรอนสมรรถภาพและลดทอนโอกาสในการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาจนนำไปสู่ผลกระทบในการขาดอิสรภาพทางโอกาสของนักเรียน และ 2) ผลกระทบของความเหลื่อมล้ำในมิติเชิงลึก โดยพบว่า ภายใต้โครงสร้างทางสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำได้สร้างผลกระทบในมิติเชิงลึก ได้แก่ มิติภายในครอบครัว มิติทางสุขภาพ มิติทางเพศ รวมถึงค่านิยม การพึ่งพาและการลงทุนในการศึกษาต่อ ทั้งนี้รัฐได้พยายามลดความเหลื่อมล้ำด้วยการปรับระบบคัดเลือกเข้าอุดมศึกษาและผ่านระบบกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาแม้ยังคงพบปัญหาและข้อจำกัดก็ตามแต่นักเรียนก็ควรมีส่วนต่อการรับผิดชอบตนเองในการวางแผนกลยุทธ์และการต่อรองภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่ให้สามารถผ่านการคัดเลือกของระบบคัดเลือกเพื่อให้เข้าศึกษาต่ออุดมศึกษาได้ตามที่ต้องการ


การรับรู้และพฤติกรรมการตอบสนองต่อฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน (Pm2.5) : กรณีศึกษากลุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้างในเขตดินแดง กรุงเทพมหานคร, ศรัณณ์พักตร์ แก้วเพชร Jan 2021

การรับรู้และพฤติกรรมการตอบสนองต่อฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน (Pm2.5) : กรณีศึกษากลุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้างในเขตดินแดง กรุงเทพมหานคร, ศรัณณ์พักตร์ แก้วเพชร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้ต่อปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน (PM2.5) กลุ่มผู้ประกอบอาชีพขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร รวมทั้งจัดทำข้อเสนอแนะต่อการส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวกต่อปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ดำเนินการศึกษาโดยใช้เทคนิควิจัยเชิงปริมาณ มีขนาดกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 312 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ไคสแควร์ดังต่อไปนี้ ผลการศึกษาการรับรู้ของกลุ่มผู้ประกอบอาชีพกลุ่มผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร มีระดับการรับรู้มาก และรับรู้ว่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน (PM2.5) ที่มีค่าเกินมาตรฐานที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ซึ่งรู้ว่าตนเองเป็นทั้งผู้รับและผู้ปล่อยฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน (PM2.5) โดยผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ รู้ว่าพื้นที่ดินแดงมีค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน ส่งผลต่อการตรวจเช็คค่าฝุ่นก่อนออกจากบ้านมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ .01 แต่ไม่มีการใส่หน้ากาก N95 โดยผลการศึกษาด้านความรู้ทำให้ทราบว่ากลุ่มผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างยังขาดความรู้ได้เรื่อง 1) การใส่หน้ากากอนามัย 2 ชิ้นไม่สามารถจะช่วยป้องกันฝุ่น PM2.5 ได้ 2) การตรวจเช็คค่าฝุ่นผ่านแอพพลิเคชั่น 3) ความหมายของค่า AQI (ประเทศไทย) 4) เรื่องดำเนินชีวิตประจำวันสามารถช่วยลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 สำหรับผลการศึกษาผลกระทบและการสนองทั้ง 4 ด้าน สูงที่สุดคือ 1) ด้านเศรษฐกิจในกลุ่มผู้ที่รับรู้ต่อฝุ่นละอองมีผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจจากการเพิ่มค่าใช้จ่ายในการตรวจเช็คสุขภาพในกลุ่มผู้ที่รับรู้ต่อฝุ่นละออง รองลงมาคือ 2) ด้านสุขภาพมีผลกระทบทางด้านสุขภาพมีอาการ เจ็บคอ ไอ จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล และอาการผื่นคันตามผิวหนัง และอาการตาแดง และ 3) ด้านสังคมมีการดำเนินชีวิตของประชาชนยุ่งยากมากขึ้นในระดับมาก สุดท้ายคือ 4) ด้านการป้อนกันมีเช็คค่าฝุ่นก่อนออกจากบ้าน และข้อเสนอแนะต่อการสร้างพฤติกรรมเชิงบวก มาตรการช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐ ที่กลุ่มผู้ขับขี่ต้องการให้ส่งเสริมมากที่สุดคือ การช่วยลดค่าใช้จ่ายการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องยนต์ (รัฐช่วยออกคนละครึ่ง) รองลงมา ควรมีการให้ความรู้ที่เกี่ยวของกับฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน (PM2.5) ในเรื่อง 1)การให้ความรู้ในการใส่หน้ากาก 2) การเช็คค่าฝุ่นผ่านแอพพลิเคชั่น 3) ความรู้เรื่อง ค่า AQI โดยกลุ่มที่ควรให้ความสำคัญมากที่สุดจากการศึกษาพบว่ามี 4 กลุ่มที่ไม่มีการรับรู้เรื่องของฝุ่นได้แก่ 1.กลุ่มผู้มีรายได้ต่อเดือน 10,001-15,000 2. …


แนวทางการพัฒนาธุรกิจเพื่อสังคมในประเทศไทยตามหลักการของมูฮัมหมัด ยูนุส, ศราวุธ นาควิทยานนท์ Jan 2021

แนวทางการพัฒนาธุรกิจเพื่อสังคมในประเทศไทยตามหลักการของมูฮัมหมัด ยูนุส, ศราวุธ นาควิทยานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาและวิเคราะห์แนวคิดธุรกิจเพื่อสังคมของมูฮัมหมัด ยูนุส 2) เพื่อศึกษาการดำเนินงานและความเป็นไปได้ของการนำแนวคิดธุรกิจเพื่อสังคมมาใช้ในธุรกิจเพื่อสังคมของประเทศไทย 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางการส่งเสริมธุรกิจเพื่อสังคมในประเทศไทยตามหลักการของศาสตราจารย์มูฮัมหมัด ยูนุส โดยมีวิธีการดำเนินงานวิจัยในรูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วยการดำเนินการ 2 ส่วน คือ 1) การวิจัยเอกสาร และ 2) วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ทรงคุณวุฒิโดยใช้รูปแบบเทคนิคเดลฟาย ซึ่งจะใช้ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 17 คน โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิแบ่งออกเป็นกลุ่ม ดังนี้ 1) ผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากหน่วยงานภาครัฐบาล 2) ผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากหน่วยงานภาคเอกชน 3) ผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากนักวิชาการที่มีประสบการณ์การทำงาน 4) ผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือ ธุรกิจเพื่อสังคมที่สังกัดสมาชิกของสมาคมธุรกิจเพื่อสังคมแห่งประเทศไทย ผลการวิจัยค้นพบว่า สถานการณ์การดำเนินธุรกิจเพื่อสังคมตามแนวทางของยูนุสในประเทศไทย ในแง่มุมทางกฎหมายถือว่าเป็นเรื่องล่าช้า แต่ภาครัฐเริ่มมีการให้ความสําคัญด้วยการเพิ่มโอกาสในการลงทุน ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินกิจการวิสาหกิจเพื่อสังคมและธุรกิจเพื่อสังคม ในด้านกฎหมาย องค์กรส่วนใหญ่ได้นิยามตามกฎหมายเพื่อเป็นประโยชน์ในการระบุกิจการที่เข้าเกณฑ์ในการได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาล ประกอบกับระบบการจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมตามกฎหมาย การจดทะเบียนดังกล่าวไม่ได้ให้สถานะความเป็นนิติบุคคลกับผู้จดทะเบียน ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจเพื่อสังคมทั้งที่จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมและไม่ได้จดทะเบียนจึงมีรูปแบบองค์กรที่หลากหลาย


ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะพหุสัณฐานร่วมกับการแสดงออกของยีน Calm1 กับโรคข้อเข่าเสื่อม, ศุภวุฒิ เหล่าชัยเจริญผล Jan 2021

ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะพหุสัณฐานร่วมกับการแสดงออกของยีน Calm1 กับโรคข้อเข่าเสื่อม, ศุภวุฒิ เหล่าชัยเจริญผล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โรคข้อเข่าเสื่อมเป็นโรคเกี่ยวกับกระดูกที่พบได้มากในกลุ่มผู้สูงอายุ โดยผิวของข้อถูกทำลาย และมีปุ่มกระดูกงอก โรคข้อเข่าเสื่อมสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ อายุ เพศ น้ำหนักและพันธุกรรม โดยปัจจัยพันธุกรรมเป็นบทบาทสำคัญในการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อม งานวิจัยนี้ จึงศึกษาเครื่องหมายทางพันธุกรรมที่อาจใช้ทำนายการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมได้ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษายีน CALM1 ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการสลายกระดูกอ่อนและการส่งสัญญาณของแคลเซียม โดยเก็บตัวอย่างเลือดจากประชากรไทยที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมจำนวน 170 คน และประชากรไทยที่ไม่ได้เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม จำนวน 150 คน ทำการสกัดดีเอ็นเอจากตัวอย่างเลือด ศึกษาภาวะพหุสัณฐานของยีน CALM1 ด้วยวิธี high-resolution melting (HRM) analysis และวิธี polymerase chain reaction-restriction fragment length polymorphism (PCR-RFLP) โดยวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วย odds ratio ผลการทดลองพบความสัมพันธ์ของภาวะพหุสัณฐานตำแหน่ง rs12885713 ในประชากรทั้งหมด และเพศหญิง พบว่า แอลลีล T (OR = 0.64, 95% CI = 0.49 – 0.87, P = 0.005), (OR = 0.65, 95% CI = 0.45 – 0.91, P = 0.015) ตามลำดับ และจีโนไทป์ TT (OR = 0.3, 95% CI = 0.14 – 0.63, P = 0.0014), (OR = 0.28, 95% CI = 0.12 – 0.66, P = 0.003) ตามลำดับ มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ไม่พบความสัมพันธ์ของกับการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมของภาวะพหุสัณฐานตำแหน่ง …


การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมแรงจูงใจในการปฏิบัติงานอาสาสมัคร สภากาชาดไทย, มารีษา ศรีสุภา Jan 2021

การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมแรงจูงใจในการปฏิบัติงานอาสาสมัคร สภากาชาดไทย, มารีษา ศรีสุภา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแรงจูงใจต่อการเข้าสู่กระบวนการอาสาสมัคร 2) ศึกษาแรงจูงใจต่อการปฏิบัติงานอาสาสมัครอย่างต่อเนื่อง และ 3) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมแรงจูงใจในการปฏิบัติงานอาสาสมัคร โดยใช้การรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างเป็นอาสาสมัคร สภากาชาดไทย จำนวน 223 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม และเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลเป็นอาสาสมัคร สภากาชาดไทยจำนวน 4 คน และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ฝึกอบรมอาสาสมัคร จำนวน 2 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสัมภาษณ์ และแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม ผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านงานอาสาสมัครจากสภากาชาดไทย และผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการศึกษาตามอัธยาศัยและการจัดการศึกษาเพื่อผู้ใหญ่ จำนวน 5 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) แรงจูงใจในการเข้าสู่กระบวนการอาสาสมัครด้านการแสดงออกถึงค่านิยมของตนเอง มีระดับสูงที่สุด (M=4.67) รองลงมาได้แก่ ด้านการเพิ่มคุณค่าและยกระดับจิตใจ (M=3.94) ด้านความต้องการใช้ความรู้ที่มีอยู่ (M=3.86) ด้านความสัมพันธ์หรือการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม (M=3.62) และด้านการปกป้องตนเองจากความรู้สึกด้านลบ (M=2.80) ตามลำดับ ส่วนแรงจูงใจด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ได้แก่ ด้านประโยชน์ต่อหน้าที่การงาน (M=2.46) 2) จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องพบว่า 2.1) การส่งเสริมการพัฒนาตนเองโดยการสนับสนุนให้มีการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาความรู้และทักษะที่จำเป็นในการปฏิบัติงาน 2.2) ลักษณะของงานที่ทำตรงกับความรู้ความสามารถ ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง จึงนำไปสู่การสำรวจความต้องการของอาสาสมัครที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน พบว่า สภาพที่เป็นจริงของความต้องการในการจัดรูปแบบการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมแรงจูงใจในการปฏิบัติงานอาสาสมัครโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (M=3.40) โดยเรียงอันดับคาเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ (M=3.77) ด้านการประเมินผล (M=3.48) ด้านเนื้อหาและกิจกรรมการเรียนรู้ (M=3.41) และด้านการมีส่วนร่วม (M=2.94) ตามลำดับ สภาพที่คาดหวังของความต้องการในการจัดรูปแบบการเรียนรู้ฯ โดยรวมอยู่ในระดับสูง (M=3.84) โดยเรียงอันดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ (M=4.10) ด้านการประเมินผล (M=3.89) ด้านเนื้อหาและกิจกรรมการเรียนรู้ (M=3.88) และด้านการมีส่วนร่วม (M=3.51) ตามลำดับ เมื่อพิจารณาความต้องการจำเป็นของอาสาสมัครที่มีต่อการจัดรูปแบบการเรียนรู้ พบว่า อาสาสมัครมีความต้องการด้านการมีส่วนร่วมเป็นลำดับที่ 1 โดยมีค่าความต้องการจำเป็น (PNIModified= 0.19) รองลงมาคือด้านเนื้อหาและกิจกรรมการเรียนรู้ มีค่าความต้องการจำเป็น (PNIModified = 0.14) ด้านการประเมินผล (PNIModified …


แนวทางการกำหนดนโยบายการศึกษาเพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองดิจิทัล : การศึกษาเปรียบเทียบกรณีปรเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย, สุวนันท์ บุญเอนก Jan 2021

แนวทางการกำหนดนโยบายการศึกษาเพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองดิจิทัล : การศึกษาเปรียบเทียบกรณีปรเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย, สุวนันท์ บุญเอนก

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบนโยบายการศึกษาเพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองดิจิทัลในประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองดิจิทัลในประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการกำหนดนโยบายการศึกษาเพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองดิจิทัลสำหรับประเทศไทย โดยใช้ วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) จาก 1) การวิจัยเอกสาร (Documentary research) เครื่องมือที่ใช้คือแบบบันทึกข้อมูล และ 2) การสัมภาษณ์ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยใช้แบบสัมภาษณ์ แบบกึ่งโครงสร้าง ประชากรที่ใช้ ได้แก่ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกำหนดนโยบายและผู้ที่นำนโยบายไปปฏิบัติ ผลการวิจัย พบว่า สิ่งที่ประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และไทยมีเหมือนกัน คือ การเล็งเห็นถึงความสำคัญของการนำเทคโนโลยี ดิจิทัลเข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลจึงได้กำหนดเป็นนโยบายแบบบนลงล่าง (Top-down policy) โดยสิงคโปร์กำหนดแนวทางการจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองดิจิทัลไว้ในแผนแม่บทการส่งเสริม เทคโนโลยีในภาคการศึกษาจนก่อให้เกิดการจัดทำหลักสูตร Cyber Wellness ที่ส่งเสริมคุณลักษณะพลเมืองดิจิทัลขณะที่มาเลเซีย กำหนดไว้ในแผนการศึกษาแห่งชาติฉบับปัจจุบันประกอบกับความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในการดำเนินการส่งผลให้ มาเลเซียมีโครงการระดับชาติที่มีกิจกรรมและพื้นที่การเรียนรู้ที่ส่งเสริมคุณลักษณะความเป็นพลเมืองดิจิทัลสำหรับผู้เรียนระดับ การศึกษาขั้นพื้นฐาน สิ่งที่แตกต่าง คือ การนำไปปฏิบัติของสิงคโปร์เป็นแบบล่างขึ้นบน (Bottom-up approach) ก่อให้เกิดการจัดทำ โครงการหรือนวัตกรรมที่ตอบสนองต่อความต้องการของแต่ละโรงเรียนได้ในขณะที่มาเลเซียยังเป็นแบบบนลงล่าง (Top-down approach) ที่ปฏิบัติตามบทหน้าหน้าที่ที่ได้กำหนดไว้ นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังพบอีกว่าการกำหนดแผนการดำเนินการส่งเสริมความ เป็นพลเมืองดิจิทัลสำหรับผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานในประเทศไทยยังไม่ปรากฏแน่ชัด อย่างไรก็ตาม แนวทางการกำหนด นโยบายการศึกษาเพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองดิจิทัลสำหรับประเทศไทยประกอบไปด้วย 1) กำหนดนโยบายแบบบนลงล่าง (Topdown policy) โดยการปรับแผนปฏิบัติการดิจิทัลเพื่อการศึกษาให้เป็นแผนระยะกลาง 5 ปี หรือระยะยาว 8-10 ปี 2) พัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานทางเทคโนโลยีโดยแบ่งการพัฒนาและให้การสนับสนุนตามความพร้อมของโรงเรียน 3) กำหนดวิธีการจัดการเรียนการสอนใน หลักสูตรแกนกลางฯ จัดทำหลักสูตรกลางหรือกรอบสมรรถนะกลางสำหรับการส่งเสริมความเป็นพลเมืองดิจิทัล 4) กำหนดแนวทางการ พัฒนาความสามารถของครูผู้สอน 5) กำหนดให้มีหน่วยงานที่รับผิดชอบในการวิจัยเพื่อติดตามผล 6) การนำไปปฏิบัติควรเป็นแบบล่าง ขึ้นบน (Bottom-up approach) โดยควรให้อิสระแก่โรงเรียนและครูในการตัดสินใจ 7) ควรมีการติดตาม ประเมินผล และ ประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะ


การประเมินความเสี่ยงทางสุขภาพของพนักงานที่สัมผัสฝุ่นและโลหะหนักในโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรม, ประหยัด เคนโยธา Jan 2021

การประเมินความเสี่ยงทางสุขภาพของพนักงานที่สัมผัสฝุ่นและโลหะหนักในโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรม, ประหยัด เคนโยธา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พนักงานในโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรมทั้งสองแห่งได้รับสัมผัสมลภาวะต่างๆ เช่น ฝุ่นละออง (PM; PM2.5 และ PM10-2.5) และโลหะหนักที่ปนเปื้อนในกระบวนการกำจัดขยะ การวิจัยนี้เพื่อศึกษาความเสี่ยงทางสุขภาพของพนักงานที่สัมผัสฝุ่นและโลหะหนักในสถานที่ทำงาน พบฝุ่นขนาด PM2.5 มีความเข้มข้นในตัวอย่างที่เก็บแบบพื้นที่ (30.33±2.51 และ 41.21±1.12 µg/m3) เก็บแบบบุคคล (45.86±9.85 และ 144.99±119.11 µg/m3) และฝุ่นขนาด PM10-2.5 ในตัวอย่างที่เก็บแบบพื้นที่ (14.77±0.29 และ 15.09±0.35 µg/m3) เก็บแบบบุคคล (27.73±8.63 และ 48.04±43.49 µg/m3) ในโรงงาน 1 และ 2 ตามลำดับ ความเข้มข้นของโละหนัก As, Cd, และ Pb ในตัวอย่างฝุ่นโรงงาน 1 ที่เก็บตัวอย่างแบบพื้นที่มีค่า 1.19±0.09, 0.55±0.05 และ 0.78±0.14 µg/m3, เก็บแบบบุคคลมีค่า 1.22±0.08, 0.55±0.08, และ 0.87±0.12 µg/m3 ตามลำดับ ในโรงงาน 2 ที่เก็บตัวอย่างแบบพื้นที่มีค่า 0.52±0.21, 0.55±0.05 และ 0.38±0.05 µg/m3 เก็บแบบบุคคลมีค่า 0.58±0.13, 0.53±0.06 และ 0.41±0.05 µg/m3 ตามลำดับ โดยระดับโลหะหนัก As Cd และ Pb ในฝุ่นมีค่าอยู่ในขีดจำกัดของกฎหมายด้านอาชีวอนามัยกำหนด และในตัวอย่างฝุ่นไม่พบโลหะหนัก Cr และ Hg และค่าเฉลี่ยของโลหะหนัก As-total Cr Cd Pb และ Hg ในปัสสาวะพบว่า As-total (91.67±98.63 และ 59.29±32.03 µg/L) Cr (0.82±0.51 และ 1.03±1.02 …


วาทกรรมการขอรับบริจาคเงินในสื่อสังคมของไทย: การศึกษาตามแนววาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์, กุณฑิกา ชาพิมล Jan 2021

วาทกรรมการขอรับบริจาคเงินในสื่อสังคมของไทย: การศึกษาตามแนววาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์, กุณฑิกา ชาพิมล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาวาทกรรมการขอรับบริจาคเงินในสื่อสังคมของไทย ตามแนววาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ โดยมีวัตถุประสงค์ การวิจัย 2 ประการ คือ เพื่อศึกษา 1) รูปแบบ โครงสร้าง และองค์ประกอบของวาทกรรมการขอรับบริจาคเงิน 2) ความสัมพันธ์ระหว่างกลวิธีทางภาษากับอุดมการณ์เกี่ยวกับการบริจาคเงินในสังคมไทย ข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยจากสื่อสังคมของไทย 3 กลุ่มข้อมูล ได้แก่ สื่อบุคคล คือ เฟซบุ๊กบิณฑ์ สื่อโครงการ คือ เฟซบุ๊กโครงการก้าว และสื่อมูลนิธิ คือ เว็บไซต์มูลนิธิ ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2560 ถึง เดือนธันวาคม พ.ศ. 2561 แนวทางการวิเคราะห์อาศัยกรอบแนวคิดวาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ของแฟร์คลัฟ (Fariclough, 1995; 2003) และของฟาน ไดก์ (Van Dijk, 2008) ผลการศึกษาพบว่า วาทกรรมการขอรับบริจาคเงินมิได้ทำหน้าที่เพื่อเชิญชวนการบริจาคเงินเท่านั้น แต่ยังสื่อความคิดว่าการบริจาคเงินเป็นวิธีที่สามารถช่วยเหลือแก้ไขปัญหาในสังคมผ่านการประกอบสร้างของตัวบทซึ่งมีโครงสร้างแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนต้น ทำหน้าที่บอกประเด็นปัญหา ส่วนกลาง ทำหน้าที่ให้รายละเอียดข้อมูลปัญหาและวิธีการช่วยเหลือ และส่วนท้าย ทำหน้าที่โน้มน้าวใจให้บริจาคเงิน ตัวบทมีลักษณะความเป็นเรื่องเล่าที่นำมาจากเรื่องจริง มีการใช้ภาษาเพื่อเล่ารายละเอียด รายงานสถานการณ์ เร้าความรู้สึกให้ผู้รับสารตัดสินใจบริจาคเงิน อีกทั้งปริบทการสื่อสารมีส่วนสำคัญต่อการปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในสังคมของการบริจาคเงิน ทำให้เห็นว่าสื่อกลางการขอรับบริจาคเงินแต่ละกลุ่มมีจุดเน้นที่แตกต่างกัน สื่อบุคคลเน้นความน่าเชื่อถือของบิณฑ์ และปัญหาในระดับปัจเจกบุคคล ขณะที่สื่อโครงการเน้นความน่าเชื่อถือของตูนกับคณะผู้จัดทำโครงการ และปัญหาระดับหน่วยงาน ส่วนสื่อมูลนิธิเน้น ความน่าเชื่อถือขององค์กร และปัญหาต่าง ๆ ในสังคม นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างกลวิธีทางภาษากับอุดมการณ์เกี่ยวกับการบริจาคเงินในสังคมไทย พบว่า วาทกรรมการขอรับบริจาคเงินได้ประกอบสร้างชุดความคิดที่สำคัญ 4 ประการ คือ 1) ชุดความคิดเกี่ยวกับผู้ขอรับบริจาคเงินว่าเป็นผู้มีปัญหาในชีวิตที่น่าเห็นใจ และเหมาะสมกับการได้รับความช่วยเหลือ 2) ชุดความคิดเกี่ยวกับผู้บริจาคเงินว่าเป็นผู้ที่ทำหน้าที่พลเมือง และเป็นคนดีที่ทำความดีด้วยการบริจาคเงิน 3) ชุดความคิดเกี่ยวกับสื่อกลางการขอรับบริจาคเงินว่าเป็นผู้สร้างโอกาส ผู้เชี่ยวชาญและวีรบุรุษ รวมถึงยังเป็นผู้นำในการทำความดี และ4) ชุดความคิดเกี่ยวกับการบริจาคเงินว่าเป็นวิธีเดียวในการแก้ไขปัญหาที่สะดวก ง่าย และเหมาะสม การบริจาคเงินสามารถสร้างสถานะคนดีในสังคมและสร้างสังคมที่พึงประสงค์ได้ ชุดความคิดเหล่านี้ ถูกประกอบสร้างผ่านกลวิธีทางภาษา ได้แก่ การเลือกใช้คำศัพท์หรือกลุ่มคำ การใช้ทัศนภาวะ การสื่อมูลบท การใช้ความเปรียบ การใช้อุปลักษณ์ …


นวลักษณ์ของนิราศในนิราศนครวัด, ธีธัช สุเมธสวัสดิ์ Jan 2021

นวลักษณ์ของนิราศในนิราศนครวัด, ธีธัช สุเมธสวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เล่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสร้างนวลักษณ์ของนิราศในนิราศนครวัด พระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพและศึกษาความสำคัญของนวลักษณ์ต่อวรรณกรรมในสมัยต่อมาโดยใช้แนวคิดเรื่องนวลักษณ์ อารมณ์โหยหาอดีต และวาทกรรมในการศึกษา ผลการศึกษาพบว่า นวลักษณ์ของนิราศที่ปรากฏในนิราศนครวัดประกอบด้วย นวลักษณ์ด้านรูปแบบ นิราศนครวัดแต่งเป็นร้อยแก้วอย่างบันทึกการเดินทางรายวันโดยใช้กลอนนิราศขึ้นต้นเรื่องเป็นคำนำ ลักษณะการแต่งแบบร้อยแก้วเป็นการขจัดข้อจำกัดในการเล่าเรื่องซึ่งเกิดจากข้อบังคับเรื่องเสียงและคำจากฉันทลักษณ์ร้อยกรอง ส่งผลให้ผู้ทรงพระนิพนธ์เล่าเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างอิสระ นวลักษณ์ด้านเวลา นิราศนครวัดมีการลำดับเวลาที่ต่างไปจากเวลาในนิราศตามขนบซึ่งดำรงอยู่อย่างเป็นเอกเทศจากโลกจริง กล่าวคือ ประกอบด้วยมุมมองการเล่าจากอนาคตด้วยกระบวนการจัดเตรียมและแก้ไขต้นฉบับให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่เปลี่ยนแปลงไปในโลกนอกตัวบท แสดงถึงพันธะผูกพันที่แยกกันไม่ได้ระหว่างตัวบทกับโลกจริง นวลักษณ์ด้านการครวญและการโหยหาอดีต นิราศนครวัดแสดงการโหยหาอดีตถึงความยิ่งใหญ่รุ่งเรืองของสยามผ่านการครวญถึงความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรซึ่งมีองค์อธิราชเป็นศูนย์กลาง ความเจริญของพระพุทธศาสนา และความเจริญของศิลปวัฒนธรรมรวมถึงสถาปัตยกรรม ต่างไปจากการครวญในนิราศซึ่งแต่เดิมเป็นการแสดงอารมณ์ความรู้สึกของกวีถึงนางผู้เป็นที่รัก นวลักษณ์ด้านกลวิธี นิราศนครวัดมีลักษณะเป็นเรื่องเล่า ไม่ใช่ห้วงคำนึงกระจัดกระจายปราศจากเรื่องราวแบบคีตกานต์ในนิราศตามขนบ ความรู้ที่ปรากฏในนิราศนครวัดมีลักษณะเป็นวาทกรรม คือเป็นชุดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกัมพูชา โดยที่ถ้อยแถลงเกี่ยวกับกัมพูชาได้รับการเรียงร้อยเป็นหน่วยที่มีเอกภาพ วาทกรรมเกี่ยวกับกัมพูชาที่ปรากฏในนิราศนครวัด ได้แก่ ภาพดินแดนที่อยู่ในอำนาจของไทยและฝรั่งเศสและภาพดินแดนแห่งอารยธรรมโบราณ สิ่งที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงกล่าวไว้ในนิราศนครวัดได้รับการยอมรับและอ้างถึงในงานเขียนสมัยหลังอย่างกว้างขวาง เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ของนวลักษณ์นิราศในนิราศนครวัดกับวรรณกรรมร้อยแก้วประเภทการเดินทางไปกัมพูชาสมัยต่อมา พบว่าตัวบทที่แต่งขึ้นในสมัยหลังมีทั้งกลุ่มที่รูปแบบการแต่งเป็นไปตามความนิยมเดิม คือแต่งเป็นบันทึกการเดินทางรายวัน และกลุ่มที่แต่งเป็นงานเขียนรูปแบบประสมประสาน งานกลุ่มนี้ปรากฏการสะท้อนคิดใคร่ครวญและการโหยหาอดีตแบบนิราศ เป็นการโหยหาบ้านเมืองและระบอบการปกครองในอุดมคติ การแสดงความนิยมชาติ เนื้อหาที่นิยมกล่าวถึง ได้แก่ การบรรยายความยิ่งใหญ่ของโบราณสถาน การกล่าวถึงประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับกัมพูชา การแสดงทัศนคติต่อกัมพูชา ตัวบทบางเรื่องยังแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์กัมพูชากับผู้เดินทางชาวไทย


การปฏิสัมพันธ์ของชาวอินโดนีเซียที่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สองกับชาวไทย: การศึกษาตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์อันตรภาษาและวัจนปฏิบัติศาสตร์ระหว่างวัฒนธรรม, ดีอนา คาซา Jan 2021

การปฏิสัมพันธ์ของชาวอินโดนีเซียที่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สองกับชาวไทย: การศึกษาตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์อันตรภาษาและวัจนปฏิบัติศาสตร์ระหว่างวัฒนธรรม, ดีอนา คาซา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาการปฏิสัมพันธ์ระหว่างชาวอินโดนีเซียที่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สองกับชาวไทยน่าจะมีส่วนช่วยลดปัญหาการสื่อสารระหว่างกัน อีกทั้งในกรณีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างชาวอินโดนีเซียที่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สองกับชาวไทยนั้นก็ยังไม่มีงานวิจัยใดศึกษามาก่อน งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบกลวิธีที่ชาวอินโดนีเซียที่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สองกับชาวไทยใช้ในการแสดงวัจนกรรมการสัญญา การขอ และการถามข้อมูลส่วนตัวตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์อันตรภาษา และเพื่อศึกษาปัญหาและข้อคำนึงที่เป็นเหตุจูงใจในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์ระหว่างวัฒนธรรม งานวิจัยนี้มีผู้ให้ข้อมูลรวมทั้งหมด 163 คน โดยเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามแบบเติมเต็มและจากการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัยตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์อันตรภาษาพบว่า วัจนกรรมการขอและวัจนกรรมการถามข้อมูลส่วนตัวเป็น วัจนกรรมที่ค่อนข้างมีปัญหาระหว่างชาวอินโดนีเซียที่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สองกับชาวไทย เพราะผู้ให้ข้อมูลทั้งสองกลุ่มมีเหตุผลเบื้องหลังต่างกัน จึงทำให้มีพฤติกรรมทางภาษาที่แตกต่างกันด้วย ส่วนวัจนกรรมการสัญญาแม้ว่าจะมีลักษณะปัญหาจากกลวิธีทางภาษาที่ค่อนข้างสร้างความสับสนให้แก่คู่สนทนา แต่ก็มีปัญหาน้อยกว่าวัจนกรรมการขอและวัจนกรรมการถามข้อมูลส่วนตัว ส่วนผลการวิจัยตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์ระหว่างวัฒนธรรมพบว่า ลักษณะปัญหาในการปฏิสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายมี 3 ลักษณะ ได้แก่ ปัญหาในการปฏิสัมพันธ์ที่เกิดจากบรรทัดฐานในการปฏิสัมพันธ์ที่ต่างกัน ปัญหาในการปฏิสัมพันธ์ที่เกิดจาก การตีความเจตนาของถ้อยคำผิด และปัญหาในการปฏิสัมพันธ์ที่เกิดจากการเข้าใจความหมายของคำไม่ตรงกัน ทั้งสองฝ่ายต่างมี การจัดการความสัมพันธ์แตกต่างกัน ชาวอินโดนีเซียที่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สองมุ่งคำนึงถึงการจัดการกับสิทธิทางสังคม โดยเฉพาะ “สิทธิด้านความเกี่ยวข้อง” ขณะที่ชาวไทยมักคำนึงถึงการจัดการกับหน้า โดยเฉพาะ “หน้าเชิงคุณภาพ” เพื่อรักษาความสัมพันธ์ในการปฏิสัมพันธ์ ปัจจัยทางสังคมวัฒนธรรมอินโดนีเซียที่มีบทบาทต่อการปฏิสัมพันธ์ ได้แก่ ศาสนาอิสลาม ปัญจศิลา และความละอาย ส่วนปัจจัยทางสังคมวัฒนธรรมไทยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ “หน้า” ความเกรงใจ และน้ำใจ


เทศกาลสงกรานต์-วันไหลในภาคตะวันออกของไทย: พลวัตและบทบาทของคติชนในบริบทสังคมไทยร่วมสมัย, ชลธิชา นิสัยสัตย์ Jan 2021

เทศกาลสงกรานต์-วันไหลในภาคตะวันออกของไทย: พลวัตและบทบาทของคติชนในบริบทสังคมไทยร่วมสมัย, ชลธิชา นิสัยสัตย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เล่มนี้มุ่งศึกษาเทศกาลสงกรานต์-วันไหลในฐานะ “คติชนสร้างสรรค์” ที่มีการนำคติชนท้องถิ่นภาคตะวันออกมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างเทศกาลท่องเที่ยวในช่วงวันสงกรานต์ พร้อมทั้งวิเคราะห์พลวัตและบทบาทของคติชนที่นำมาใช้ในเทศกาลดังกล่าว ผู้วิจัยเก็บข้อมูลภาคสนาม ระหว่างปี พ.ศ.2561-2564 ในพื้นที่ที่ปรากฏการนำคติชนมาจัดเป็นการท่องเที่ยว ได้แก่ จังหวัดชลบุรี จังหวัดจันทบุรี จังหวัดระยอง และจังหวัดสระแก้ว ผลการศึกษาพบว่า เทศกาลสงกรานต์-วันไหลเกิดจากการผนวกรวมประเพณีวันไหลเข้ากับประเพณีสงกรานต์เพื่อให้เกิดเทศกาลท่องเที่ยวตามนโยบายของภาครัฐ เทศกาลนี้มีจุดศูนย์กลางเกิดขึ้นที่งานประเพณีก่อพระทรายวันไหลบางแสน ตำบลแสนสุข อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี เมื่อปี พ.ศ.2540 จากนั้นจึงมีการประชาสัมพันธ์งานในท้องถิ่นใกล้เคียงในเวลาต่อมา จนเกิดการรับรู้เรื่องประเพณีวันไหลที่เป็นการทำบุญเนื่องในวันขึ้นปีใหม่หลังวันสงกรานต์ของชุมชนชายทะเลภาคตะวันออก ปัจจุบัน หน่วยงานภาครัฐในภาคตะวันออกมีบทบาทสำคัญในการสร้างเทศกาลสงกรานต์-วันไหล วิธีคิดสำคัญที่ใช้ประกอบสร้างเทศกาลมี 3 ประการ ได้แก่ การนำประเพณีพิธีกรรมและการละเล่นในท้องถิ่นที่มีอยู่เดิมมาสืบทอด การรื้อฟื้นประเพณีพิธีกรรมและการละเล่นที่สูญหายไปแล้วขึ้นมาจัดใหม่ จากนั้นประยุกต์และสร้างสรรค์ให้มีการแสดงแสง สี เสียงจากตำนานท้องถิ่น การสร้างขบวนแห่สงกรานต์ การประกอบพิธีบวงสรวง การประกวดแข่งขัน การสาธิตการละเล่น การจำลองความเชื่อเรื่องเทวดาและผีเป็นการแสดงเหตุการณ์สมมติ จนกลายเป็นเทศกาลท่องเที่ยว นอกจากนี้ มีวิธีคิดในการผนวกพิธีกรรมในเดือน 5 ซึ่งแต่เดิมจัดขึ้นหลังสงกรานต์มาจัดรวมกับสงกรานต์เป็นงานเดียวทำให้เกิดตารางท่องเที่ยวหลังสงกรานต์ มีวิธีคิดในการจัดสรรประเพณีให้แต่ละท้องถิ่นนำไปจัดงานเพื่อสร้างอัตลักษณ์การท่องเที่ยว รวมถึงผนวกรวมประเพณีพิธีกรรมต่าง ๆ ในพื้นที่ภาคตะวันออกมาจัดเป็นตารางการท่องเที่ยวโดยนำรูปแบบและวิธีการลำดับวันจัดงานให้ต่อเนื่องกันของวันไหลมาประยุกต์เพื่อกระจายรายได้ให้แก่ท้องถิ่นต่าง ๆ การนำพิธีกรรมในช่วงสงกรานต์และหลังสงกรานต์มาปรับใช้ในบริบทการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ส่งผลให้พิธีกรรมที่เดิมจัดขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคลและปัดเป่าเคราะห์ในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน รวมถึงมุ่งหวังความอุดมสมบูรณ์ในวิถีเกษตรกรรมมีพลวัตไปเป็นพิธีกรรมกับการแสดงที่เน้นสีสัน ความสวยงามและความบันเทิง ปัจจุบัน เทศกาลสงกรานต์-วันไหลมีบทบาทสำคัญด้านการท่องเที่ยวเพราะทำให้เทศกาลสงกรานต์ในภาคตะวันออกมีจุดขายที่แตกต่างจากภูมิภาคอื่น โดยเฉพาะการเล่นน้ำวันไหล นอกจากนี้ ยังมีบทบาทในการแสดงอัตลักษณ์ของชุมชนภาคตะวันออก มีส่วนสร้างสำนึกความภูมิใจต่อท้องถิ่น และยังเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้นำคติชนมาแสดงจึงมีบทบาทในการรักษาคติชนประจำถิ่นและถ่ายทอดคติชนสู่คนรุ่นต่อไปด้วย


คติชนสร้างสรรค์จากความเชื่อเรื่องพญานาคในภาคอีสานตอนบนของประเทศไทย, พจมาน มูลทรัพย์ Jan 2021

คติชนสร้างสรรค์จากความเชื่อเรื่องพญานาคในภาคอีสานตอนบนของประเทศไทย, พจมาน มูลทรัพย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปรากฏการณ์บูชาพญานาคในภาคอีสานตอนบนทําให้เกิดการสร้างสรรค์คติชนใหม่หลายอย่าง วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูล คติชนสร้างสรรค์จากความเชื่อเรื่องพญานาคในภาคอีสานตอนบนของประเทศไทย วิเคราะห์วิธีคิดในการสร้างสรรค์คติชน และวิเคราะห์บทบาทหน้าที่ของข้อมูล คติชนสร้างสรรค์จากความเชื่อเรื่องพญานาคในท้องถิ่นดังกล่าว โดยเก็บข้อมูลระหว่าง ปี พ.ศ. 2559-2563 ในพื้นที่ภาคอีสานตอนบน ได้แก่ จังหวัดอุดรธานี หนองคาย และจังหวัดนครพนม ผู้วิจัยใช้แนวคิดเรื่องคติชนสร้างสรรค์ (ศิราพร ณ ถลาง, 2559) เป็นแนวคิดหลักในการศึกษา ผลการศึกษาพบว่า ปัจจุบันในพื้นที่ภาคอีสานตอนบนมีการสร้างสรรค์คติชนที่เกี่ยวกับความเชื่อเรื่องพญานาคหลายประเภท คติชนเหล่านี้มีลักษณะเป็น “คติชนสร้างสรรค์” และสามารถแบ่งได้ 3 กลุ่มใหญ่ คือ 1) เรื่องเล่าพญานาคสมัยใหม่ 2) ประเพณีและพิธีกรรมเกี่ยวกับการบูชาพญานาค และ 3) ประติมากรรม สถานที่ศักดิ์สิทธิ์และคติชนวัตถุเกี่ยวกับพญานาค เรื่องเล่าพญานาคสมัยใหม่ส่วนหนึ่งสืบทอดและสัมพันธ์กับตํานานพญานาคประจําถิ่น ส่วนประเพณีและพิธีกรรมเกี่ยวกับการบูชาพญานาคที่สำคัญมี 5 ประเพณี คือ (1) บุญบั้งไฟเดือน 6 และพิธีบวงสรวงใหญ่เจ้าปู่ศรีสุทโธเจ้าย่าศรีปทุมมา จังหวัดอุดรธานี (2) งานบวงสรวงพญาศรีสัตตนาคราช จังหวัดนครพนม (3) เทศกาลออกพรรษาและประเพณีไหลเรือไฟ จังหวัดนครพนม (4) เทศกาลออกพรรษาและบั้งไฟพญานาคโลก อําเภอเมือง จังหวัดหนองคาย และ (5) เทศกาลออกพรรษาและบั้งไฟพญานาคโลก อําเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย วิธีคิดในการสร้างสรรค์คติชนที่มาจากความเชื่อเรื่องพญานาคในภาคอีสานตอนบน ได้แก่ การนําทุนวัฒนธรรมในท้องถิ่นโดยเฉพาะตำนานและความเชื่อเรื่อง “พญานาคประจําถิ่น” มาปรับประยุกต์เพื่อนําเสนอคติชนใหม่ การปรับเปลี่ยนประเพณีพิธีกรรมให้ยิ่งใหญ่เป็นงานมหกรรมและเทศกาลเพื่อให้เข้าถึงมวลชนทั้งในท้องถิ่นและนอกท้องถิ่นระดับประเทศ ทั้งนี้เพื่อสนองต่อบริบทสังคมในด้านต่าง ๆ เช่น บริบทเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บริบทการท่องเที่ยว และบริบทสื่อสมัยใหม่และเทคโนโลยี การสื่อสาร คติชนสร้างสรรค์เหล่านี้แสดงให้เห็นการเชื่อมโยงความเชื่อเรื่องพญานาคกับการสร้างอัตลักษณ์ท้องถิ่น และการสืบทอด สร้างสรรค์ และปรับเปลี่ยนคติชนประเพณีบางส่วนให้กลายเป็นวัฒนธรรมประชานิยม บทบาทหน้าที่ของคติชนสร้างสรรค์ที่มาจากความเชื่อเรื่องพญานาคมีหลายประการ เช่น การสร้างความหมายทางสังคมและอัตลักษณ์ให้แก่ชุมชน อีสานตอนบน การสนองต่อบริบทเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยว การสร้างความหมายใหม่ให้พญานาค การสร้างวิถีปฏิบัติใหม่ให้การบูชาพญานาค และบทบาทในการเป็นที่ยึดเหนี่ยวและพึ่งพิงทางใจให้คนในชุมชนและกลุ่มผู้ศรัทธา เป็นต้น ผลการวิจัยในวิทยานิพนธ์เรื่องนี้ทำให้เห็นการสร้างสรรค์คติชนที่มาจากความเชื่อเรื่องพญานาคในลักษณะ “ใหม่” ที่อิง “ทุนวัฒนธรรม” ในท้องถิ่นและสัมพันธ์กับสื่อสมัยใหม่และวัฒนธรรมประชานิยม และทําให้เห็นพลวัตของคติความเชื่อเรื่องพญานาคที่ธํารงอยู่อย่างเข้มแข็งในชุมชนอีสานตอนบนและได้รับกระแสนิยมจนแพร่หลายข้ามภูมิภาค กระแสนิยมดังกล่าวทําให้การบูชาพญานาคได้รับการขยายขอบเขตจากคติความเชื่อพื้นถิ่นอีสานจนกลายเป็นคติชนของคนหมู่มากในสังคมไทยร่วมสมัย


การปรุงบทละครเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนของกรมศิลปากร: การสืบสานและการสร้างสรรค์, พิรชัช สถิตยุทธการ Jan 2021

การปรุงบทละครเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนของกรมศิลปากร: การสืบสานและการสร้างสรรค์, พิรชัช สถิตยุทธการ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มุ่งศึกษากลวิธีการปรุงบทละครเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนของกรมศิลปากร ตั้งแต่ พ.ศ. 2492-ปัจจุบัน(พ.ศ. 2562) จำนวน 59 สำนวน และศึกษาคุณค่าของบทละครดังกล่าว โดยบทละครเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนที่นำมาศึกษา จำแนกได้ตามรูปแบบการแสดงเป็น 2 ประเภท ได้แก่ บทละครเสภา 33 สำนวน และบทเสภากึ่งพันทาง 26 สำนวน ผลการศึกษาพบกลวิธีการปรุงบทละครเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนของกรมศิลปากร 3 ประการ ประการแรกคือ การปรุงเรื่อง เป็นการเลือก เนื้อเรื่องจากบทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ฉบับหอพระสมุดวชิรญาณ และบทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ภาคปลาย มาสร้างเป็นบทละครตอนต่าง ๆ บทละครแต่ละตอนสร้างขึ้นจากปมขัดแย้งของตัวละคร ความสัมพันธ์รักของตัวละคร บทบาทเด่นของตัวละครเอก อนุภาคที่โดดเด่น และตัวละครต่างเชื้อชาติซึ่งทำให้เกิดกระบวนแสดงแบบพันทาง บทละครกลุ่มนี้ยังดัดแปลงเหตุการณ์ และตัวละครจากเรื่องขุนช้างขุนแผนดั้งเดิม เพื่อให้มีเนื้อหากระชับ เข้าใจง่าย และเหมาะแก่การแสดงละคร อีกทั้งสืบทอดเนื้อหาเกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณีไทยแทรกไว้ในบทละคร ประการที่สอง คือ การปรุงภาษาและกลวิธีการประพันธ์ บทละครเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนของกรมศิลปากรเรียบเรียงภาษาและกลวิธีการประพันธ์จากบทประพันธ์ซึ่งมีที่มาจากวรรณคดีโบราณเรื่องขุนช้างขุนแผน ได้แก่ บทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน และบทละครเรื่องขุนช้างขุนแผนสำนวนโบราณ ควบคู่กับบทที่กรมศิลปากรแต่งใหม่ ซึ่งจำแนกได้ 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มบทละครที่ปรับมาจากบทเสภา กลุ่มบทละครที่ปรับใช้บทเสภาผสานกับบทที่กรมศิลปากรแต่งขึ้นใหม่ และกลุ่มบทละครที่ปรับบทเสภาและบทละครสำนวนเก่าผสานกับบทที่กรมศิลปากรแต่งขึ้นใหม่ และประการที่สาม คือ การปรุงวิธีการนำเสนอ เป็นการกำหนดการนำเสนอด้วยองค์ประกอบทางการแสดงไว้ในบทละคร ได้แก่ การบรรจุเพลงร้อง เพลงหน้าพาทย์ และเพลงบรรเลง ให้เหมาะแก่บทละครเสภาและบทละครเสภากึ่งพันทาง การกำหนดบทขับเสภาแทรกในบทละคร ทั้งเสภาไทยและเสภาภาษาตามเชื้อชาติของตัวละคร การกำหนดเจรจาซึ่งมีทั้งเจรจาด้น และการกำหนดบทเจรจาร้อยแก้วและร้อยกรองไว้ในบท การแทรกบทที่เอื้ือต่อการแสดงนาฏการที่งดงาม การแบ่งองก์และแบ่งฉาก รวมถึงการแทรกข้อความกำกับวิธีแสดง อันทำให้บทละครมีองค์ประกอบสมบูรณ์ตามขนบละครเสภา การปรุงบทละครเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนของกรมศิลปากรแสดงให้เห็นการสืบสานองค์ความรู้ด้านวรรณคดี นาฏศิลป์ ดนตรี และ การขับเสภาไว้ในบทละคร ผสานกับการสร้างสรรค์กระบวนแสดงและองค์ประกอบใหม่ ทำให้บทละครเป็นบทที่ใช้แสดงละครเสภาให้สอดคล้องกับขนบของการแสดง และเสนอเรื่องขุนช้างขุนแผนแก่ผู้ชมอย่างเหมาะสมกับยุคสมัย กลวิธีการปรุงบททั้ง 3 ด้านข้างต้น ทำให้บทละครเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนของกรมศิลปากรมีคุณค่า 5 ประการ ได้แก่ คุณค่าด้านวรรณคดี บทละครรักษาเนื้อหาเรื่องขุนช้างขุนแผนไว้เป็นจำนวนมาก สืบทอดฉันทลักษณ์กลอนอย่างหลากหลาย รักษาวรรคทองจากบทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ฉบับหอพระสมุดวชิรญาณ รวมถึงแสดงศิลปะการประพันธ์อย่างงดงาม คุณค่าด้านการแสดง บทละครมีองค์ประกอบตามขนบละครเสภา บทละครประกอบด้วยกระบวนแสดงอย่างหลากหลาย …


บทบาททางสังคมของความเชื่อเรื่องผีมอญในตำบลเจ็ดริ้ว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร, รัตนาวดี สวยบำรุง Jan 2021

บทบาททางสังคมของความเชื่อเรื่องผีมอญในตำบลเจ็ดริ้ว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร, รัตนาวดี สวยบำรุง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เล่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาวิถีปฏิบัติและพิธีกรรมที่สัมพันธ์กับความเชื่อเรื่องผีมอญของชาวมอญเจ็ดริ้ว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร และวิเคราะห์บทบาททางสังคมของความเชื่อเรื่องผีมอญในชุมชนมอญเจ็ดริ้วท่ามกลางบริบทสังคมไทยปัจจุบัน ผู้วิจัยศึกษาและรวบรวมข้อมูลระหว่างปีพ.ศ. 2562 – 2565 จากข้อมูลเอกสารและการเก็บข้อมูลภาคสนามในพื้นที่ตำบลเจ็ดริ้ว ผลการศึกษาพบว่า วิถีปฏิบัติและพิธีกรรมทำให้ผีมอญที่มีลักษณะเป็นความเชื่อนามธรรมกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีลักษณะเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยการถ่ายทอดมโนทัศน์และความเชื่อเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างผีมอญกับชาวมอญเจ็ดริ้ว ได้แก่ มโนทัศน์เรื่องผีมอญเป็นผู้อาวุโสในตระกูล มโนทัศน์เรื่องผีมอญเป็นวิญญาณผู้พิทักษ์ และมโนทัศน์เรื่องผีมอญเป็นผู้ควบคุมกฎและศีลธรรม ส่งผลให้ชาวมอญเจ็ดริ้วสืบทอดความเชื่อนี้อย่างเหนียวแน่นท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงในบริบทสังคมไทยปัจจุบัน ความเชื่อเรื่องผีมอญมีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดแบบแผนความสัมพันธ์ทางสังคมอันพึงประสงค์ของชาวมอญเจ็ดริ้วระหว่าง 1) คนในตระกูลผี และ 2) คนนอกตระกูลผี ซึ่งถูกกำหนดให้มีบทบาททางสังคมแตกต่างกันออกไปภายใต้ความเชื่อเรื่องผีมอญ และยังมีบทบาทต่อการตอกย้ำความสัมพันธ์ฉันเครือญาติ ควบคุมความประพฤติของชาวมอญเจ็ดริ้วให้เป็นไปตามแบบแผนความสัมพันธ์ทางสังคมที่พึงประสงค์ และกำหนดรูปแบบการจัดสรรและการใช้ทรัพยากรของกลุ่มย่อยต่าง ๆ ในชุมชน นอกจากนี้ ความเชื่อเรื่องผีมอญก็มีบทบาทต่อการถ่ายทอดแนวคิดและระบบคุณค่าเกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันของคนในสังคม ได้แก่ 1) การเชิดชูความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของคนต่างรุ่น 2) ความชัดเจนทางสมาชิกภาพและอัตลักษณ์กลุ่ม และ 3) ความเท่าเทียมในการเข้าถึงทรัพยากรไปยังชาวมอญเจ็ดริ้ว บทบาททางสังคมของความเชื่อเรื่องผีมอญที่กล่าวมาข้างต้น ช่วยให้สังคมชาวมอญเจ็ดริ้วดำรงอยู่ได้อย่างมีเสถียรภาพจนถึงปัจจุบัน


การศึกษาข้อได้เปรียบและข้อพึงระวังในการเรียนภาษาจีนของผู้เรียนต่างชาติที่มีความรู้ภาษาญี่ปุ่นเทียบเท่าระดับ Jlpt N2, เจแปน อินทะกัลยา Jan 2021

การศึกษาข้อได้เปรียบและข้อพึงระวังในการเรียนภาษาจีนของผู้เรียนต่างชาติที่มีความรู้ภาษาญี่ปุ่นเทียบเท่าระดับ Jlpt N2, เจแปน อินทะกัลยา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้มุ่งศึกษาความเหมือนและความต่างของภาษาจีนปัจจุบันและภาษาญี่ปุ่นใน 3 ประเด็น คือ การศึกษาเปรียบเทียบรูปอักษรจีน การศึกษาเปรียบเทียบเสียงอ่านของอักษรจีนใน ภาษาจีนและภาษาญี่ปุ่น และการศึกษาเปรียบเทียบความหมายของศัพท์ใน ทั้งสองภาษา เพื่อ สังเคราะห์ข้อได้เปรียบและข้อพึงระวังสำหรับผู้เรียนภาษาจีนที่รู้ภาษาญี่ปุ่นเทียบเท่าการสอบวัด ระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่น (JLPT) ระดับ N2 งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์เปรียบเทียบ รูปอักษรจีนที่ปรากฏใน HSK ระดับ 5 และ JLPT ระดับ N2 (2) ศึกษาระบบเสียงในภาษาจีนกลาง ปัจจุบันกับภาษาญี่ปุ่น และสร้างคู่เทียบเสียงอ่านอักษรจีนระหว่างภาษาทั้งสอง (3) วิเคราะห์ เปรียบเทียบความหมายของศัพท์ภาษาจีนและภาษาญี่ปุ่นที่ปรากฏใน HSK ระดับ 5 และ JLPT ระดับ N2 และ (4) สังเคราะห์ข้อได้เปรียบและข้อพึงระวังในการเรียนภาษาจีนของผู้เรียนต่างชาติที่มีความรู้ ภาษาญี่ปุ่นเทียบเท่า JLPT ระดับ N2 ผลการศึกษาพบว่า (1) อักษรคันจิมีรูปร่างเหมือนกับคู่อักษรจีนประยุกต์เป็นจำนวนมากที่สุด (2) สามารถสร้างคู่เทียบเสียงอ่านอักษรจีนระหว่างภาษาจีนกลางปัจจุบันกับภาษาญี่ปุ่นที่เชื่อมโยงกัน ได้ แต่เป็นระบบที่ไม่สมบูรณ์ จำเป็นต้องใช้แนวคิดอื่นที่ปรากฏในขั้นตอนการวิจัย คือแนวคิดการเดา เสียงด้วยระบบฐานกรณ์ และประเด็นเสียงพยางค์ท้าย -n (3) ศัพท์ที่มีความหมายตรงกันทั้งใน ภาษาจีนและภาษาญี่ปุ่นมีจำนวนมากที่สุด และ (4) ข้อได้เปรียบในการเรียนภาษาจีนของผู้เรียน ต่างชาติที่มีความรู้ภาษาญี่ปุ่นเทียบเท่า JLPT ระดับ N2 เกิดขึ้นจากร่องรอยที่เด่นชัดของการยืม ภาษาจีนทั้งรูปอักษร เสียงอ่าน และความหมายของคำ แต่เมื่อยืมมาใช้แล้วก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของ ภาษาญี่ปุ่นซึ่งมีการพัฒนาไปในรูปแบบของตนเอง พัฒนาการนี้ทำให้เกิดความแตกต่างเล็กน้อยจนถึง ไม่มีเค้าโครงเดิมอันจะสังเคราะห์เป็นข้อพึงระวังในการใช้ความรู้ภาษาญี่ปุ่นเพื่อศึกษาภาษาจีนต่อไป


การทำให้ความอ่อนลงในภาษาไทย: กรณีศึกษาปริจเฉท 4 ชนิด, สุจิตรา ศิริพาณิชย์ Jan 2021

การทำให้ความอ่อนลงในภาษาไทย: กรณีศึกษาปริจเฉท 4 ชนิด, สุจิตรา ศิริพาณิชย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การทำให้ความอ่อนลงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการใช้ภาษาเพื่อสื่อสาร เพราะช่วยลดผลกระทบในแง่ลบของถ้อยคำที่มีต่อผู้พูดและผู้ฟัง (Fraser, 1980) งานวิจัยที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า การทำให้ความอ่อนลงเป็นหัวข้อหนึ่งที่ได้รับความสนใจในหลายภาษา แต่ยังไม่มีงานวิจัยใดที่นำแนวคิดเรื่องการทำให้ความอ่อนลงมาศึกษาข้อมูลภาษาไทย งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปภาษาที่ทำให้ความอ่อนลงและหน้าที่ของรูปภาษาที่ทำให้ความอ่อนลงในภาษาไทย และเพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของรูปภาษาที่ทำให้ความอ่อนลงกับปริจเฉท 4 ชนิด ข้อมูลที่ศึกษามาจากการสนทนาแบบเน้นภารกิจ การสัมมนาวิชาการ บทความวิชาการ และบทความแสดงความคิดเห็น แนวคิดที่ใช้ ในการวิเคราะห์ คือ แนวคิดเรื่องการทำให้ความอ่อนลงของ Fraser (1980), Holmes (1984), Caffi (1999), Schneider (2010) และ Thaler (2012) ผลการวิจัยพบว่า ผู้พูดใช้รูปภาษาที่ทำให้ความอ่อนลงทั้งหมด 8 ประเภท ได้แก่ 1) รูปภาษาแสดงการคาดคะเน 2) รูปภาษาแสดงการไม่ระบุชัดเจน 3) กริยาแสดงสภาวะทางความคิด 4) ประโยคคำถามเพื่อเสนอความคิดเห็น 5) รูปภาษาแสดงการออกตัว 6) รูปภาษาแสดงการสมมติเหตุการณ์ 7) รูปภาษากำหนดขอบเขตความรับผิดชอบ และ 8) รูปภาษาแสดงความลังเลใจ ประเภทของรูปภาษา ที่พบมากที่สุด คือ รูปภาษาแสดงการคาดคะเน ซึ่งอาจสะท้อนให้เห็นถึงลักษณะของสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่แสดงความมั่นใจมากเกินไป และการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างกัน ลักษณะการปรากฏของรูปภาษาที่ทำให้ความอ่อนลงมี 2 รูปแบบ คือ 1) รูปภาษาที่ปรากฏเดี่ยว และ 2) รูปภาษาที่ปรากฏร่วมกัน ผู้พูดมักเลือกใช้รูปภาษาที่ทำให้ความอ่อนลงที่ปรากฏเดี่ยว ผู้วิจัยสันนิษฐานว่า การใช้รูปภาษาที่ทำให้ความอ่อนลงเพียงรูปเดียวก็มีผลมากพอที่จะลดผลในแง่ลบของถ้อยคำ จากการวิเคราะห์หน้าที่ พบว่า ผู้พูดจะใช้รูปภาษา ที่ทำให้ความอ่อนลงเพื่อทำหน้าที่ลดการผูกมัดกับค่าความเป็นจริงของประพจน์ และลดการคุกคามหน้าของผู้ร่วมในการปฏิสัมพันธ์ ส่วน การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของรูปภาษาที่ทำให้ความอ่อนลงกับปริจเฉท 4 ชนิด พบว่า เมื่ออยู่ในสถานการณ์การสื่อสารแบบเผชิญหน้ากัน ได้แก่ การสนทนาแบบเน้นภารกิจ และการสัมมนาวิชาการ ผู้พูดมีแนวโน้มเลือกใช้รูปภาษาที่ทำให้ความอ่อนลงที่ปรากฏร่วมกันจำนวนหลายรูปภาษาในถ้อยคำเดียว และจะใช้รูปภาษาเพื่อทำหน้าที่ลดการผูกมัดกับค่าความเป็นจริงของประพจน์ และลดการคุกคามหน้าของผู้ร่วมในการปฏิสัมพันธ์ควบคู่กันไป อีกทั้งยังพบว่า เมื่อปฏิสัมพันธ์ในปริบทวิชาการ ผู้พูดมีแนวโน้มเลือกใช้รูปภาษาที่ทำให้ความอ่อนลงที่ปรากฏเดี่ยว ๆ เพื่อเน้นทำหน้าที่ลดการผูกมัดกับค่าความเป็นจริงของประพจน์ ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า รูปภาษาที่ทำให้ความอ่อนลงมีบทบาทสำคัญในการสื่อสารภาษาไทย และทำให้การปฏิสัมพันธ์ดำเนินไปอย่างราบรื่น อย่างไรก็ตาม หากใช้รูปภาษาหลายรูปร่วมกันมากเกินไป อาจทำให้ถ้อยคำของผู้พูดขาดความชัดเจนและความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ชนิดของปริจเฉทก็ยังมีผลต่อรูปภาษาและหน้าที่ของรูปภาษาที่ทำให้ความอ่อนลง …


สังคมเมืองร่วมสมัยในวรรณกรรมสยองขวัญของภาคินัย, สุทธิดา สุวรรณวงษ์ Jan 2021

สังคมเมืองร่วมสมัยในวรรณกรรมสยองขวัญของภาคินัย, สุทธิดา สุวรรณวงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อวิเคราะห์นวนิยายและเรื่องสั้นแนวสยองขวัญของภาคินัยจำนวนทั้งสิ้น 12 เรื่องในด้านการนำเสนอปัญหาในสังคมเมืองร่วมสมัยและกลวิธีการสร้างความหลอกหลอนเพื่อถ่ายทอดประเด็นปัญหาดังกล่าว ผลการศึกษาพบว่าวรรณกรรมสยองขวัญของภาคินัยนำเสนอปัญหาในสังคมเมืองร่วมสมัยหลายประเด็น ได้แก่ การถ่ายทอดให้เห็นว่าสังคมเมืองเป็นพื้นที่แห่งการกดขี่ โดยเฉพาะการกดขี่ทางเพศ สังคมเมืองเป็นพื้นที่แห่งความเสื่อมถอยทางจริยธรรม ทั้งจากการแก่งแย่งแข่งขันในระบบทุนนิยมและการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ และสังคมเมืองเป็นพื้นที่แห่งความแปลกแยกและความสัมพันธ์ที่ล้มเหลว อันเป็นผลมาจากแรงบีบคั้นของสังคมทุนนิยมและการให้ความสำคัญกับเปลือกนอก ในด้านการกลวิธีการสร้างความหลอกหลอน พบว่าภาคินัยนำเสนอความหลอกหลอนทั้งในด้านการสร้างเนื้อเรื่องและโครงเรื่อง การสร้างตัวละคร และการสร้างฉาก ประการแรก เนื้อหาในวรรณกรรมสยองขวัญของภาคินัยประกอบไปด้วยเหตุการณ์หรือชุดเหตุการณ์ที่สร้างความน่าสะพรึงกลัว ได้แก่ การฆาตกรรม การทรมาน การกักขัง และการปรากฏตัวของผี ผู้แต่งนำเนื้อหาเหล่านี้มาร้อยเรียงเป็นโครงเรื่องที่หลากหลาย ได้แก่ โครงเรื่องแบบสืบสวนสอบสวน โครงเรื่องแบบทำภารกิจ โครงเรื่องแบบเน้นปมปัญหาทางจิต และ โครงเรื่องแบบรักไม่สมหวัง เพื่อเน้นให้เห็นความผิดปกติ ความสยดสยอง และความรุนแรงที่ล้นเกิน ด้านกลวิธีการสร้างตัวละคร ผู้วิจัยพบว่าภาคินัยมักนำเสนอตัวละครที่สร้างความหลอกหลอน โดยเฉพาะตัวละครผีและตัวละครฆาตกร ที่มีรูปลักษณ์และพฤติกรรมนำเสนอให้เห็นความโหดร้ายและความอยุติธรรมในสังคมเมือง และประการสุดท้าย ฉากในวรรณกรรมสยองขวัญของภาคินัยมักจะเป็นฉากในสังคมเมืองร่วมสมัยที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวันและเป็นสถานที่ที่ผู้อ่านคุ้นเคยมาเป็นองค์ประกอบในการสร้างความน่าสะพรึงกลัว เพื่อเร้าอารมณ์ความรู้สึกหวาดระแวงและความวิตกกังวลของผู้อ่าน รวมถึงเผยให้เห็นถึงความรุนแรงที่ซ่อนเร้นแอบแฝงอยู่ในสังคมเมือง


การวิเคราะห์ศักยภาพในการติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคาโดยใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ, เปรมใจ ซิบเข Jan 2021

การวิเคราะห์ศักยภาพในการติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคาโดยใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ, เปรมใจ ซิบเข

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น แต่เชื้อเพลิงที่ใช้เพื่อผลิตไฟฟ้าในประเทศส่วนมากยังเป็นเชื้อเพลิงจากทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไปซึ่งสร้างมลภาวะทางสิ่งแวดล้อม และส่งผลเสียต่อสุขภาพของมนุษย์ ประกอบกับแนวโน้มการลดลงของต้นทุนระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ทำให้การใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อผลิตไฟฟ้าได้รับความนิยมในปัจจุบัน งานวิจัยนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาฐานข้อมูลหลังคาอาคารเพื่อการติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์ วิเคราะห์ศักยภาพของพื้นที่สำหรับการติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคาด้วยปัจจัยทางกายภาพและปัจจัยทางเทคนิคโดยใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ และพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันแสดงปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้และระดับศักยภาพของพื้นที่ มีพื้นที่ศึกษาอยู่ที่ ตำบลท่าอิฐ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี การพัฒนาฐานข้อมูลหลังคาอาคารใช้การจำแนกขอบเขตหลังคาด้วยเทคนิควิธีการเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) โดยสร้างแบบจำลองเพื่อวาดขอบเขตหลังคาอาคารโดยใช้ข้อมูลจากภาพถ่ายจากดาวเทียม WorldView-3 จากนั้นจึงนำฐานข้อมูลไปใช้วิเคราะห์พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ และศักยภาพของพื้นที่ในการติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ผลการศึกษาพบว่า พื้นที่หลังคาทั้งหมดในพื้นที่ศึกษามีขนาดรวม 749,563.23 ตารางเมตร สามารถคำนวณค่าพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากแผงเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคาได้ 86.14 กิกะวัตต์-ชั่วโมงต่อปี หมู่บ้านที่มีระดับศักยภาพในการติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์ในระดับสูง ได้แก่ บ้านคลองชมพู่ และบ้านลาดสิงห์ ซึ่งมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าได้จากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ได้มากกว่า 20 กิกะวัตต์-ชั่วโมงต่อปี ผลการวิจัยนี้สามารถประยุกต์ใช้เพื่อแนวทางในการพัฒนาฐานข้อมูล การประมาณค่าพลังงาน และศักยภาพในการติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์ในพื้นที่อื่นได้


การประเมินผลกระทบของน้ำท่วมฉับพลันต่อภาคการท่องเที่ยว: กรณีศึกษาจังหวัดน่าน, จุติมา สุตตเขตต์ Jan 2021

การประเมินผลกระทบของน้ำท่วมฉับพลันต่อภาคการท่องเที่ยว: กรณีศึกษาจังหวัดน่าน, จุติมา สุตตเขตต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

น้ำท่วมฉับพลันเป็นภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นทุกปีในประเทศไทยโดยเฉพาะจังหวัดน่าน ผลกระทบจากภัยดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในหลายภาคส่วน รวมถึงภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นภาคส่วนที่สร้างรายได้จำนวนมากให้กับจังหวัด เพราะน่านมีทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมอันมีค่า อย่างไรก็ตามทรัพยากรดังกล่าวมีความอ่อนไหวต่อปัญหาน้ำท่วมฉับพลันซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมฉับพลันในจังหวัดน่านโดยใช้แบบจำลองดัชนีชี้วัดศักยภาพการเกิดน้ำท่วมฉับพลัน (Flash Flood Potential Index) และการสร้างแบบจำลองประเมินผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวโดยมีองค์ประกอบของภาคส่วนการท่องเที่ยวที่มีผลต่อความอ่อนไหวของน้ำท่วม นำมาวิเคราะห์บนระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ผลการวิเคราะห์ พบว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ที่มีความอ่อนไหวต่อการเกิดน้ำท่วมฉับพลันเป็นพื้นที่ทางตอนเหนือของจังหวัดน่าน คือ อำเภอสองแคว อำเภอบ่อเกลือ อำเภอปัว และอำเภอทุ่งช้าง รวมถึงอำเภอเมืองน่าน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความลาดชันมาก และเป็นบริเวณที่มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยรายปีสูงกว่าบริเวณอื่น ในส่วนผลการศึกษาด้านการประเมินผลกระทบของการเกิดน้ำท่วมฉับพลันต่อภาคการท่องเที่ยวในจังหวัดน่าน พบว่า พื้นที่ที่มีโอกาสได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ ตำบลดู่ใต้ ตำบลไชยสถาน ตำบลผาสิงห์ ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน ตำบลม่วงตึ๊ด ตำบลฝายแก้วในอำเภอภูเพียง และ ตำบลปัว อำเภอปัว เนื่องจากมีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญและที่พักจำนวนมาก ผลที่ได้จากการวิจัยนี้ สามารถเป็นแนวทางให้กับหลายภาคส่วนในการวางแผนเพื่อการเตือนภัย ลดความเสียหายจากภัยพิบัติ และป้องกันความเสียหายอันอาจจะเกิดกับแหล่งท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง


การหยั่งความลึกน้ำทะเลจากการรับรู้ระยะไกลในอ่าวไทยด้วยภาพถ่ายดาวเทียมแลนด์แซท 8, ชนัตถพงศ์ เสืองามเอี่ยม Jan 2021

การหยั่งความลึกน้ำทะเลจากการรับรู้ระยะไกลในอ่าวไทยด้วยภาพถ่ายดาวเทียมแลนด์แซท 8, ชนัตถพงศ์ เสืองามเอี่ยม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การสำรวจแผนที่ทะเลของประเทศไทยในปัจจุบันมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรที่ใช้ในการสำรวจและด้านบุคลากร ทำให้ไม่สามารถสำรวจปรับปรุงแผนที่ทะเลให้มีความทันสมัยและครอบคลุมทั่วประเทศ จึงมีความจำเป็นในการหาเครื่องมือหรือวิธีการในการช่วยหาความลึกน้ำทะเลที่ให้ค่าความถูกต้องของความลึก ประหยัด และรวดเร็วในการสำรวจ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประยุกต์ใช้ภาพถ่ายดาวเทียม Landsat 8 ในการวิเคราะห์หาค่าความลึกน้ำทะเลในอ่าวไทย จำนวน 3 พื้นที่ ซึ่งอ้างอิงขอบเขตตาม แผนที่เดินเรือ ได้แก่ พื้นที่อ่าวไทยรูปตัว ก (ทางเข้าแม่น้ำเจ้าพระยา) พื้นที่อ่าวไทยฝั่งตะวันออก (เกาะสะบ้า ถึง เกาะจิกนอก) และพื้นที่อ่าวไทยฝั่งตะวันตก (อ่าวชุมพร) ด้วยเทคนิคการสร้างแผนที่ความลึกน้ำทะเลด้วยวิธี Satellite Derived Bathymetry (SDB) ร่วมกับแบบจำลองอัตราส่วนช่วงคลื่น (Log-Band Ratio Method) เพื่อให้ได้ความลึกน้ำทะเลที่มีความแม่นยำสูงเมื่อเทียบฐานข้อมูลแผนที่เดินเรือจากการสำรวจด้วยวิธีการหยั่งน้ำด้วยเสียงแบบลำคลื่นเดียว ผลวิจัยพบว่าค่าความลึกน้ำทะเลจากภาพถ่ายดาวเทียมช่วงระดับความลึก 0 – 15 เมตร ในพื้นที่อ่าวไทยรูปตัว ก พื้นที่อ่าวไทยฝั่งตะวันออก และพื้นที่อ่าวไทยฝั่งตะวันตก มีค่าสัมประสิทธิ์ตัวกำหนด (R2) เท่ากับ 0.8621, 0.9130 และ 0.9304 ตามลำดับ ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการหยั่งความลึกน้ำทะเลด้วยวิธีการ SDB ร่วมกับแบบจำลองอัตราส่วนช่วงคลื่นในทะเลอ่าวไทยทั้ง 3 พื้นที่ กับความลึกน้ำสำรวจด้วยวิธีการหยั่งน้ำด้วยเสียงแบบลำคลื่นเดียวมีความสอดคล้องกันสูงโดยเฉพาะพื้นที่อ่าวไทยฝั่งตะวันตก ดังนั้นวิธีการ SDB ร่วมกับแบบจำลองอัตราส่วนช่วงคลื่นจึงสามารถใช้เป็นเครื่องมือหรือวิธีการทางเลือกในการสนับสนุนการสำรวจแผนที่อุทกศาสตร์ในพื้นที่ที่ต้องการทราบค่าความลึกในช่วงความลึกน้ำไม่เกิน 15 เมตร โดยเฉพาะพื้นที่น้ำตื้นหรือชายฝั่งทะเลที่มีข้อมูลอุทกศาสตร์อยู่เพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลยได้เป็นอย่างดี


การแปลคำภาษาสเปนในต้นฉบับภาษาอังกฤษของภาพยนตร์เรื่อง Coco เป็นภาษาไทย, อาสาฬห์ เกษตรสุนทร Jan 2021

การแปลคำภาษาสเปนในต้นฉบับภาษาอังกฤษของภาพยนตร์เรื่อง Coco เป็นภาษาไทย, อาสาฬห์ เกษตรสุนทร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากลวิธีการแปลบทบรรยายไทยจากเสียงฉบับภาษา อังกฤษที่มีภาษาสเปนแทรก 2) วิเคราะห์ปัจจัยในการเลือกกลวิธีการแปลคำภาษาสเปนในเสียงต้นฉบับภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย 3) สำรวจความเข้าใจและความพึงพอใจของผู้ชมชาวไทยที่มีต่อกลวิธีการแปลคำภาษาสเปนแบบต่างๆในบทบรรยายของภาพยนตร์เรื่องนี้ จากการเก็บข้อมูลคำภาษาสเปนที่แทรกอยู่ในต้นฉบับภาษาอังกฤษในภาพยนตร์เรื่อง Coco (วันอลวน วิญญาณอลเวง) พบคำภาษาสเปนในต้นฉบับภาษาอังกฤษในภาพยนตร์ทั้งหมด 182 ครั้งซึ่งใช้กลวิธีการแปล 4 กลวิธีได้แก่ 1) การแปลแบบตรงตัว 2) การแปลแบบเอาความ 3) การละ 4) การทับศัพท์ จากการศึกษาพบว่ากลวิธีการแปลแบบตรงตัว ถูกนำมาใช้มากที่สุด 80 ครั้ง ในกรณีที่หากใช้กลวิธีการแปลแบบอื่นจะทำให้ผู้ชมชาวไทยไม่เข้าใจสิ่งที่ตัวละครพูด ส่วนการทับศัพท์เป็นกลวิธีที่สองที่พบรองลงมาทั้งหมด 61 ครั้ง โดยส่วนใหญ่ใช้ในคำเรียกญาติซึ่งมีคำที่ออกเสียงลักษณะคล้ายคำในภาษาไทยหลายคำ กลวิธีการแปลแบบเอาความถูกใช้ 38 ครั้ง ในกรณี ที่ไม่สามารถแปลตรงตัวได้ เนื่องจากไม่สื่อความหรือไม่สละสลวย และสุดท้ายกลวิธีแบบละความเป็นกลวิธีที่พบน้อยที่สุดคือ 3 ครั้ง เนื่องจากผู้แปลพยายามถ่ายทอดความหมายในต้นฉบับโดยไม่ละทิ้งไป และกรณีการละความที่พบไม่ได้ส่งผลต่อความเข้าใจเนื้อหาของผู้ชม


การครอบครองการสนทนาในภาษาไทยกับปัจจัยสถานภาพทางสังคม: กรณีศึกษาฐานข้อมูลชุดมิสเตอร์โอ, นริศรา หาสนาม Jan 2021

การครอบครองการสนทนาในภาษาไทยกับปัจจัยสถานภาพทางสังคม: กรณีศึกษาฐานข้อมูลชุดมิสเตอร์โอ, นริศรา หาสนาม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การครอบครองการสนทนาเป็นหัวข้อหนึ่งที่สำคัญที่นักสนทนาวิเคราะห์สนใจศึกษา (Itakura, 2001; Linell, Gustavsson, & Juvonen, 1988) งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการครอบครองการสนทนาในภาษาไทยกับปัจจัยเรื่อง สถานภาพ ผู้วิจัยเลือกคู่ความสัมพันธ์ครู-นักเรียนเป็นตัวแทนคู่สนทนาที่มีสถานภาพต่างกัน และคู่ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน เป็นตัวแทนคู่ความสัมพันธ์ที่มีสถานภาพเท่ากัน และศึกษาการครอบครองการสนทนาของนักเรียนคนเดียวกันกับคู่สนทนา ที่มีสถานภาพเท่ากันและต่างกัน ข้อมูลที่ใช้ในการศึกษามาจากฐานข้อมูลชุดมิสเตอร์โอ 2 ชุด ได้แก่ การสนทนาแบบ เน้นภารกิจ จำนวน 9 คู่ และการสนทนาแบบแลกเปลี่ยนประสบการณ์ จำนวน 9 คู่ รวมความยาวทั้งสิ้น 264.8 นาที กรอบวิเคราะห์ที่ใช้ในการศึกษาเป็นกรอบการวิเคราะห์ของ Linell, et al. (1988) และ Itakura (2001 a, b) ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยสถานภาพมีผลต่อการครอบครองการสนทนาในสังคมไทย กล่าวคือ ครูครอบครองการ สนทนาในด้านความยาวของผลัดและด้านการลำดับผลัด อย่างไรก็ตาม ครูและนักเรียนต่างฝ่ายต่างพยายามครอบครองการ สนทนาในด้านการมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นข้อค้นพบสำคัญที่สามารถตีความได้สองประการ ประการแรก คือ ครูและนักเรียนอาจมี ระยะเชิงอำนาจลดน้อยลงชั่วขณะในขณะทำกิจกรรมร่วมกัน และอาจตีความได้อีกประการหนึ่งว่า ครูและนักเรียนมีแนวโน้ม ที่จะมีระยะห่างเชิงอำนาจลดลงในสังคมไทยปัจจุบัน ส่วนในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับนักเรียน พบว่า แม้ว่าจะมีนักเรียนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งครอบครองการ สนทนา แต่ก็ไม่ได้ครอบครองการสนทนาในทุกมิติ เนื่องจากนักเรียนมีสถานภาพเท่ากัน มิติที่นักเรียนครอบครองการสนทนา คือด้านการลำดับผลัด ทั้งนี้ ผู้วิจัยเห็นว่า ฝ่ายที่ครอบครองการสนทนาในมิติดังกล่าวเป็นนักเรียนที่มีประสบการณ์ในการ ทำกิจกรรมร่วมกับครูมาก่อน อันสะท้อนให้เห็นว่า “ประสบการณ์” ก็มีผลต่อการครอบครองการสนทนาด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม คู่ความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับนักเรียนก็ไม่ได้มีระยะห่างเชิงอำนาจมากเท่าคู่ความสัมพันธ์ครูกับนักเรียน นอกจากนี้ เมื่อศึกษาการปรับพฤติกรรมการปฏิสัมพันธ์ของนักเรียนคนเดียวกันกับคู่สนทนามีสถานภาพเท่ากัน และต่างกันแล้ว พบว่า ปัจจัยสถานภาพทางสังคมมีผลต่อการปรับพฤติกรรมการครอบครองการสนทนา นักเรียนปรับ พฤติกรรมการปฏิสัมพันธ์ด้านความยาวของผลัดและด้านการลำดับผลัดให้สอดคล้องกับคู่สนทนา อย่างไรก็ตาม นักเรียน ไม่ได้ปรับพฤติกรรมการปฏิสัมพันธ์ในด้านการมีส่วนร่วม อันสะท้อนให้เห็นว่า มิติด้านการลำดับผลัดและด้านความยาวของ ผลัดเป็นตัวแปรที่สำคัญในการปรับวิถีการปฏิสัมพันธ์กับคู่สนทนาที่มีสถานภาพทางสังคมต่างกัน


การศึกษาเปรียบเทียบศัพท์และสำนวนจีนที่มีค่า “Da” กับ ศัพท์และสำนวนไทยในลักษณะเดียวกันที่มีค่า “ตี”, พิชชาวีร์ กิจประภาศิริ Jan 2021

การศึกษาเปรียบเทียบศัพท์และสำนวนจีนที่มีค่า “Da” กับ ศัพท์และสำนวนไทยในลักษณะเดียวกันที่มีค่า “ตี”, พิชชาวีร์ กิจประภาศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความหมายและบริบทการใช้คำกริยา 打dǎ ในภาษาจีน และคำกริยา “ตี” ในภาษาไทย ซึ่งต่างเป็นคำที่มีหลายความหมายและถือว่าอยู่ภายใต้ มโนทัศน์เดียวกัน เพื่อเปรียบเทียบความเหมือนและความต่างระหว่างความหมายต้นแบบที่เป็นวงความหมายต้นทางของคำกริยา 打dǎ ที่สัมพันธ์กับความหมายอื่นๆ ในภาษาจีน กับความหมายต้นแบบที่เป็นวงความหมายต้นทางของคำกริยา “ตี” ที่สัมพันธ์กับความหมายอื่นในภาษาไทย ผลการวิจัยพบว่า ความหมายต้นแบบ “ตี ทุบ เคาะ ตบ ฯลฯ” ที่เป็นวงความหมายต้นทางของคำกริยาทั้งสอง จะประกอบด้วยคุณสมบัติสามประการ ได้แก่ 1) ใช้มือหรืออุปกรณ์ในมือกระทำเป้าหมาย 2) มีทิศทางการออกแรงทิศทางเดียว และ 3) มีการกระทบหรือปะทะกันระหว่างสองสิ่ง นอกจากนี้ยังมีการขยายวงความหมายไปสู่ความหมายอื่นๆ รวม 12 กลุ่มในลักษณะที่ใกล้เคียงกันมาก โดยความหมายที่ขยายออกมาจากวงความหมายต้นทางส่วนใหญ่ยังคงมีคุณสมบัติของความหมายต้นแบบสามประการ เพียงแต่อาจมากน้อยต่างกันไป ในความเห็นของผู้วิจัย อาจสามารถแบ่งกลุ่มความสัมพันธ์ระหว่างความหมายต้นแบบกับวงความหมายอื่นๆ ของคำกริยา 打dǎ ในภาษาจีนและความสัมพันธ์ระหว่างความหมายต้นแบบกับวงความหมายอื่นๆ ของคำกริยา “ตี” ในภาษาไทยออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ 1) กลุ่มที่ความสัมพันธ์ระหว่างความหมายต้นแบบกับวงความหมายอื่นๆ คล้ายคลึงกันมาก และ 2) กลุ่มที่ความสัมพันธ์ระหว่างความหมายต้นแบบกับวงความหมายอื่นๆ คล้ายคลึงกันปานกลาง


การประเมินผังบริเวณตามมาตรฐานกระทรวงสาธารณสุข:กรณีศึกษาโรงพยาบาลชุมชนในภาคกลาง ประเทศไทย, กุลนันทน์ สำราญใจ Jan 2021

การประเมินผังบริเวณตามมาตรฐานกระทรวงสาธารณสุข:กรณีศึกษาโรงพยาบาลชุมชนในภาคกลาง ประเทศไทย, กุลนันทน์ สำราญใจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

จากนโยบายพัฒนาระบบบริการสุขภาพและสถานบริการสุขภาพให้ได้มาตรฐานและมีคุณภาพ กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดมาตรฐานและแนวทางการพัฒนาสำหรับสถานบริการสุขภาพของกระทรวงขึ้น การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผังบริเวณโรงพยาบาลชุมชนตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขและเกณฑ์ทางเลือก ศึกษาปัญหาและข้อจำกัดที่ทำให้การวางผังโรงพยาบาลชุมชนไม่เป็นไปตามมาตรฐาน โดยใช้วิธีสำรวจโรงพยาบาลชุมชนในภาคกลาง 3 กรณีศึกษาด้วยการประเมินผังบริเวณโดยมีตัวชี้วัด 5 หมวด ได้แก่ การจัดเขตการใช้ที่ดิน ระบบการสัญจร มวลอาคารและที่ว่าง พื้นที่เปิดโล่งและงานภูมิทัศน์ และงานระบบสาธารณูปโภค ทำการสอบถามผู้ใช้งานและสัมภาษณ์ผู้บริหารโรงพยาบาล ผลการประเมินผังปัจจุบันพบว่า ตัวชี้วัดที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์กระทรวงสาธารณสุข ได้แก่ หมวดระบบทางสัญจร หมวดมวลอาคารและที่ว่าง หมวดการจัดเขตการใช้ที่ดิน หมวดระบบสาธารณูปโภค และหมวดพื้นที่เปิดโล่งและงานภูมิทัศน์ สำหรับตัวชี้วัดที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ทางเลือก ได้แก่ หมวดระบบทางสัญจร หมวดพื้นที่เปิดโล่งและงานภูมิทัศน์ และหมวดงานระบบสาธารณูปโภค สอดคล้องกับความเห็นของผู้ใช้งานจากการตอบแบบสอบถามที่ต้องการทางเดินเท้า พื้นที่จอดรถและพื้นที่ใช้งานนอกอาคาร ด้านปัญหาและข้อจำกัดจากการสัมภาษณ์ผู้บริหารโรงพยาบาลพบว่า เกณฑ์มีการประกาศใช้ภายหลังจากการก่อสร้างโรงพยาบาลและการเผยแพร่ยังทำได้ไม่ทั่วถึง การขยายตัวของโรงพยาบาลไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ รวมไปถึงการขาดองค์ความรู้สำหรับการบริหารจัดการกายภาพและผังบริเวณ ขาดการกำกับติดตามดูแลผังให้เป็นไปตามข้อกำหนดและกฎหมาย และงบประมาณที่มีจำกัดทำให้โรงพยาบาลชุมชนไม่ได้พัฒนากายภาพให้เป็นไปตามมาตรฐาน


การเปลี่ยนแปลงของภูมินิเวศแม่น้ำ: กรณีศึกษา แม่น้ำปิง บริเวณเขตเมืองและปริมณฑล จังหวัดเชียงใหม่, สิรินทรา สุมนวรางกูร Jan 2021

การเปลี่ยนแปลงของภูมินิเวศแม่น้ำ: กรณีศึกษา แม่น้ำปิง บริเวณเขตเมืองและปริมณฑล จังหวัดเชียงใหม่, สิรินทรา สุมนวรางกูร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ภูมินิเวศแม่น้ำเป็นพื้นฐานของระบบสังคมของมนุษย์ที่เกิดขึ้น โดยมี “การบริการเชิงนิเวศ” เป็นตัวชี้วัดการใช้ประโยชน์ทรัพยากรของมนุษย์ในด้านต่าง ๆ ทั้งการตั้งถิ่นฐาน อุปโภคบริโภค การต่อยอดเป็นวิถีการดำรงชีพ การกำหนดรูปแบบทางสังคมและแหล่งกำเนิดทางวัฒนธรรมของมนุษย์ ตลอดจนการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแม่น้ำของมนุษย์ โดยในปัจจุบัน การพัฒนาเปลี่ยนแปลงแม่น้ำที่เกิดขึ้น มีความไม่สอดคล้องกับพลวัตตามธรรมชาติของภูมินิเวศแม่น้ำที่มีอยู่เดิม ทำให้ส่งผลกระทบเชิงลบต่อทั้งภูมินิเวศ ระบบนิเวศ และการดำรงชีวิตของมนุษย์ การศึกษาความเปลี่ยนแปลงของภูมินิเวศแม่น้ำปิง มีจุดประสงค์เพื่อทำความเข้าใจ และเพื่อให้สามารถนิยามถึงภูมินิเวศแม่น้ำทั้งในมิติเชิงโครงสร้าง กระบวนการ บทบาทหน้าที่ที่เป็นพื้นฐานของการดำรงชีพมนุษย์ ตลอดจนบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลง และผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของภูมินิเวศ ที่ส่งผลต่อการดำรงชีวิตและคุณภาพชีวิตของมนุษย์ โดยในวิทยานิพนธ์จะใช้พื้นฐานความรู้เรื่องภูมินิเวศวิทยา และภูมินิเวศแม่น้ำเป็นหลัก และทำการวิเคราะห์โครงสร้างกายภาพด้วยการทำแผนที่จำแนกสิ่งปกคลุมผิวดินและการใช้ประโยชน์ที่ดินจากข้อมูลสารสนเทศภูมิศาสตร์ กับการศึกษาเปรียบเทียบจากภาพถ่ายภาคพื้นในมุมมองใกล้เคียงกับภาพถ่ายทางประวัติศาสตร์ เพื่อวิเคราะห์สภาพและอธิบายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนภูมินิเวศแม่น้ำปิงในบริเวณเมืองเชียงใหม่และพื้นที่ข้างเคียง โดยผลการวิจัยแสดงให้เห็นถึงคุณลักษณะของภูมินิเวศแม่น้ำปิงทั้งในด้านโครงสร้างและพลวัตของแม่น้ำ ซึ่งเป็นพื้นฐานการดำรงชีวิตของคนในพื้นที่ รวมทั้งรูปแบบการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบที่มนุษย์ได้รับจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแม่น้ำปิงในปัจจุบัน