Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (3086)
- Social and Behavioral Sciences (2614)
- Engineering (2554)
- Physical Sciences and Mathematics (1876)
- Education (1377)
-
- Arts and Humanities (1146)
- Law (897)
- Business (839)
- Medical Sciences (830)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Life Sciences (645)
- Computer Sciences (618)
- Architecture (582)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (547)
- Civil and Environmental Engineering (478)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Nursing (445)
- Economics (441)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (375)
- Sociology (373)
- Industrial Engineering (372)
- Dentistry (357)
- Electrical and Computer Engineering (357)
- Law and Economics (344)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (342)
- Political Science (342)
- Operational Research (307)
Articles 7171 - 7200 of 15281
Full-Text Articles in Entire DC Network
การส่งเสริมการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในการเดินทางของผู้พิการทางสายตาบนพื้นฐานแนวคิดว่าด้วยความพิการด้านสิทธิมนุษยชน : ศึกษากรณีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางของผู้พิการทางสายตาโดยใช้สุนัขนำทาง, ธนภรณ์ ลิ้มเทียมเจริญ
การส่งเสริมการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในการเดินทางของผู้พิการทางสายตาบนพื้นฐานแนวคิดว่าด้วยความพิการด้านสิทธิมนุษยชน : ศึกษากรณีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางของผู้พิการทางสายตาโดยใช้สุนัขนำทาง, ธนภรณ์ ลิ้มเทียมเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาแนวคิดว่าด้วยความพิการภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการในฐานะที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคี รวมถึงศึกษากฎหมายที่ส่งเสริมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในการเดินทางของผู้พิการทางสายตาโดยใช้สุนัขนำทางบนความสัมพันธ์เชิงเกื้อกูลระหว่างแนวคิดว่าด้วยความพิการด้านสังคมและแนวคิดว่าด้วยความพิการด้านสิทธิมนุษยชนภายใต้หลักอัตตาณัติ และความสัมพันธ์เชิงปฏิเสธของแนวคิดว่าด้วยความพิการด้านการแพทย์ภายใต้หลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตลอดจนศึกษาบทบัญญัติและการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางของผู้พิการทางสายตาโดยใช้สุนัขนำทางของประเทศไทยและต่างประเทศเพื่อเสนอแนวทางแก้ไขปรับปรุงกฎหมายของประเทศไทย จากการศึกษาพบว่า ผู้พิการทางสายตาที่ใช้สุนัขนำทางในประเทศไทยยังคงประสบปัญหา 2 ประการ คือ ประการแรก ปัญหากฎหมายการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพในการเดินทางที่ไม่เพียงพอ และกฎหมายที่กีดกันการใช้สิทธิและเสรีภาพดังกล่าว ได้แก่ พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550, พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522, กฎข้อบังคับว่าด้วยระเบียบการบรรทุกส่งผู้โดยสารและสัมภาระของผู้โดยสารตามทางรถไฟและอัตราค่าโดยสาร เล่ม 2 พ.ศ. 2469 และอื่น ๆ รวมถึงปัญหาการขาดบทบัญญัติและมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมสุนัขนำทาง และประการที่สอง ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เมื่อพิจารณาถึงสหภาพยุโรปและประเทศสมาชิก ได้แก่ ประเทศบัลแกเรีย ฝรั่งเศส และโปแลนด์ประเทศอังกฤษ และประเทศออสเตรเลียและรัฐควีนส์แลนด์ พบว่าประเทศเหล่านี้ให้การส่งเสริมการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในการเดินทางของผู้พิการทางสายตาโดยใช้สุนัขนำทางอย่างครอบคลุม และสอดคล้องกับความสัมพันธ์เชิงปฏิเสธและเชิงเกื้อกูล ดังนั้น วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงนำแนวทางของประเทศดังกล่าวมาเสนอแนะเป็นแนวทางในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายของประเทศไทย เพื่อให้ผู้พิการทางสายตาสามารถใช้สุนัขนำทางได้
ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการส่งเสริมการแข่งขันในกิจการค้าปลีกไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยในประเทศไทย, ปัทมณัฏฐ์ ก่อสกุล
ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการส่งเสริมการแข่งขันในกิจการค้าปลีกไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยในประเทศไทย, ปัทมณัฏฐ์ ก่อสกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ถูกตราขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการแข่งขันในกิจการไฟฟ้า และมีบทบัญญัติที่เปิดโอกาสให้มีผู้ประกอบกิจการค้าปลีกไฟฟ้าได้หลายราย ประกอบกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้านต่าง ๆ ที่ทำให้เอกชนผู้ค้าปลีกไฟฟ้า ผู้รวบรวมไฟฟ้า (Aggregators) ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการไฟฟ้าในรูปแบบธุรกิจใหม่ และผู้ใช้ไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง (Prosumer) สามารถจำหน่ายไฟฟ้า และจัดหาบริการเสริมความมั่นคงในระบบไฟฟ้า (Ancillary Services) ได้ รวมถึงการซื้อขายไฟฟ้าในรูปแบบการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างผู้ใช้ไฟฟ้า (Peer-to-Peer: P2P) ได้ แต่ปัจจุบัน การแข่งขันในกิจการค้าปลีกไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง ผู้ใช้ไฟฟ้ายังต้องซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จากการศึกษาเปรียบเทียบกับมาตรการทางกฎหมายในการส่งเสริมการแข่งขันในกิจการค้าปลีกไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยในสหราชอาณาจักร ซึ่งถือเป็นประเทศต้นแบบ และข้อกำหนดกิจการไฟฟ้าของคณะกรรมาธิการยุโรป พบว่า มาตรการทางกฎหมายตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ยังมีข้อจำกัดในแต่ละลำดับชั้นการซื้อขายไฟฟ้า ประการที่หนึ่ง การมีส่วนร่วมในการค้าปลีกไฟฟ้า โดยประเภทของใบอนุญาตประกอบกิจการยังไม่ครอบคลุมการประกอบกิจการไฟฟ้าในรูปแบบใหม่ และการพัฒนาแพลตฟอร์มการซื้อขายไฟฟ้าแบบ P2P ประการที่สอง ความสามารถในการซื้อขายไฟฟ้า โดยการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายซึ่งมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจทั้งสองแห่งยังคงผูกขาดการประกอบกิจการค้าปลีกไฟฟ้า ทำให้มีโอกาสในการเลือกปฏิบัติ ใช้อำนาจเหนือตลาดที่เกี่ยวข้องในทางมิชอบ สืบเนื่องจากสภาพการผูกขาดดังกล่าว สิทธิในการใช้และเชื่อมต่อระบบจำหน่ายไฟฟ้าเพื่อการค้าปลีกไฟฟ้าแบบ P2P ยังคงถูกจำกัดเฉพาะผู้ประกอบกิจการไฟฟ้าบางประเภทเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงได้เสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมมาตรการทางกฎหมายต่าง ๆ เพื่อทำลายข้อจำกัดดังกล่าวทั้งสามลำดับชั้นควบคู่กันไป ป้องกันมิให้มีการใช้อำนาจเหนือตลาดของการไฟฟ้ารัฐวิสาหกิจทั้งสองแห่งโดยมิชอบ และส่งเสริมให้เอกชน ผู้ใช้ไฟฟ้า และผู้ประกอบกิจการไฟฟ้าในรูปแบบใหม่ สามารถค้าปลีกไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยได้โดยอยู่ภายใต้การควบคุมกำกับของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน
มาตรการทางกฎหมายที่ใช้ในการจัดการข่าวปลอมบนสื่อออนไลน์, ปาริชาต ดวงแก้ว
มาตรการทางกฎหมายที่ใช้ในการจัดการข่าวปลอมบนสื่อออนไลน์, ปาริชาต ดวงแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ข่าวปลอมบนสื่อสังคมออนไลน์ สามารถกระจายเนื้อหาออกสู่สาธารณะได้อย่างรวดเร็ว เพราะสื่อออนไลน์เป็นช่องทางหนึ่งที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลเพื่อแสดงความคิดเห็น และส่งต่อข้อมูลระหว่างกัน ด้วยเหตุนี้รัฐต่าง ๆ จึงเริ่มให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลรวมถึงสร้างมาตรการทางกฎหมายเพื่อใช้ในการจัดการกับข่าวปลอม สำหรับประเทศไทยนั้น รัฐมีกฎหมายที่ใช้ในการจัดการกับข่าวปลอม แต่จากข้อเท็จจริง พบว่า การกำกับดูแลข่าวปลอมของประเทศไทยยังเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพและเป็นการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนเกินสมควร วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงมุ่งศึกษาถึงปัญหาของมาตรการทางกฎหมายที่ใช้ในการจัดการกับข่าวปลอมบนสื่อออนไลน์ในปัจจุบัน รวมทั้งศึกษาขอบเขตของสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก เพื่อวิเคราะห์ถึงสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นและความจำเป็นในการมีกฎหมายต่อต้านข่าวปลอมในประเทศไทย จากการศึกษา พบว่า มาตรการทางกฎหมายที่ใช้ในการจัดการข่าวปลอมบนสื่อออนไลน์ มีปัญหาในเรื่อง ความไม่ชัดเจนของถ้อยคำตามตัวบทกฎหมาย องค์กรที่ใช้ในการตรวจสอบข่าวปลอม การตรวจสอบการดำเนินคดีข่าวปลอมและสภาพบังคับทางกฎหมายที่ใช้ในการจัดการข่าวปลอมซึ่งส่งผลเป็นการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนเกินสมควร จึงได้ทำการวิเคราะห์ถึงการกำหนดนิยาม ความมีประสิทธิภาพขององค์กรที่ใช้ในการตรวจสอบและการตรวจสอบการดำเนินคดีข่าวปลอม รวมถึงสภาพบังคับทางกฎหมายที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงขอบเขตของสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกเป็นสำคัญ ดังนั้น จึงได้เสนอแนวทางที่เหมาะสมในการจัดการกับข่าวปลอมในประเทศไทยว่า รัฐควรมีการกำหนดนิยามของข่าวปลอมให้มีความชัดเจนและควรต้องกำหนดสภาพบังคับทางกฎหมายในรูปแบบอื่นที่ลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่มีโทษน้อยกว่าสภาพบังคับทางอาญา รวมทั้งควรมีมาตรการทางนโยบายในการกำกับดูแลองค์กรที่ใช้ในการจัดการข่าวปลอมอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าการใช้เสรีภาพในการแสดงออกของตน จะไม่ถูกจำกัดโดยรัฐโดยปราศจากความจำเป็นและไม่ได้สัดส่วน
ปัญหาและการบังคับใช้กฎหมายกับการประกันสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย, พงศธร ศิริจิรกาญจน์
ปัญหาและการบังคับใช้กฎหมายกับการประกันสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย, พงศธร ศิริจิรกาญจน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การประกันสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Mortgage Insurance) เป็นการป้องกันความสูญเสียทางการเงินที่เกิดขึ้นจากการผิดนัดชำระหนี้ของลูกหนี้ตามสัญญาสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ประชาชนที่มีรายได้น้อยถึงปานกลางและผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง แต่ไม่มีเงินออมเพื่อจ่ายเป็นเงินดาวน์ และเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินในอัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกันที่สูงขึ้น อีกทั้งยังเป็นการช่วยปรับปรุงมาตรฐานการพิจารณาสินเชื่อของสถาบันการเงินให้มีมาตรฐาน และเป็นเครื่องมือสำหรับการสร้างความน่าเชื่อถือที่จะช่วยลดต้นทุนในการแปลงสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักทรัพย์อันเป็นการสร้างโอกาสในการระดมทุนแก่นักลงทุนในตลาดทุนอีกด้วย ตามที่ประเทศไทยได้มีแนวคิดที่จะนำการประกันสินเพื่อที่อยู่อาศัย (Mortgage Insurance) มาใช้ ผู้เขียนจึงศึกษาวิจัยถึงปัญหาและการนำกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาบังคับใช้กับการประกันภัยดังกล่าว หลักการประสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยได้มีการใช้อย่างแพร่หลายในต่างประเทศ โดยผู้เขียนได้ศึกษาหลักการของประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นต้นกำเนิดของการประกันภัยประเภทนี้ และศึกษาหลักการของประเทศแคนาดาซึ่งการประกันสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเป็นประกันภัยภาคบังคับ เพื่อหาแนวคิดและหลักการที่เหมาะสมในการกำหนดรูปแบบและแนวทางการบังคับใช้กฎหมายให้เกิดความถูกต้องและเป็นธรรมในประเทศไทยต่อไป จากการศึกษาพบว่า ประเทศสหรัฐอเมริกา รัฐได้เข้ามามีบทบาทในการประกันสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและได้ออกกฎหมายเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ในการควบคุมการประกันสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเป็นการเฉพาะ ส่วนประเทศแคนาดา การประกันสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยถือเป็นประกันภัยภาคบังคับที่รัฐจะเข้ามาเป็นผู้รับความเสี่ยงในการประกันสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเอง รวมถึงยังได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์สำหรับการพิจารณาและวิเคราะห์สินเชื่อที่เป็นมาตรฐานเพื่อให้สถาบันการเงินต้องปฏิบัติตามด้วย จากผลการศึกษา เห็นว่า ประเทศไทยยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องออกกฎหมายเพื่อรองรับการประกันภัยดังกล่าว เนื่องจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้มีการรองรับความสัมพันธ์ระหว่างผู้เอาประกันภัยและผู้รับประกันภัยเอาไว้แล้ว แต่เสนอให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยออกกฎหมายเพื่อกำหนดรูปแบบลักษณะข้อสัญญา และมาตรการการกำกับดูแลการประกันสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยตามแนวทางของประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดาภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายไทย และเสนอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดแนวทางปฏิบัติของสถาบันการเงินผู้ให้กู้ต่อผู้กู้ และกำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาและวิเคราะห์สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยให้เป็นมาตรฐานเดียวกันเพื่อให้มีความคุ้มครองและบริหารจัดการด้านการให้บริการแก่ผู้กู้อย่างเป็นธรรม
มาตรการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทหารในกองทัพไทย, พิศุทธ์ แสงจันทร์ผ่อง
มาตรการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทหารในกองทัพไทย, พิศุทธ์ แสงจันทร์ผ่อง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นคุณค่าสำคัญที่มีติดตัวมนุษย์ทุกคนมาแต่กำเนิด และเป็นหลักการที่เหล่าประชาคมระหว่างประเทศต่างมุ่งให้รัฐต้องรับรองคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ซึ่งประเทศไทยมีการบัญญัติรับรองคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้แก่ประชาชนทุกคนไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 เป็นฉบับแรก และมีการบัญญัติรับรองคุ้มครองเรื่อยมาโดยปรากฏในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งเป็นฉบับที่บังคับใช้ในปัจจุบัน จึงสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มุ่งคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แก่บุคคลทุกคน โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างทางเพศ ภาษา ศาสนา หรือสถานะอื่นใด ทั้งนี้ การกระทำใด ๆ ของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจกระทบต่อสิทธิเสรีภาพบางประการของบุคคลได้ แต่ไม่อาจกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานซึ่งเป็นสารัตถะสำคัญของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แม้ปัจจุบันจะมีการบัญญัติรับรองคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไว้อย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 แต่กลับปรากฏกรณีการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในประเทศไทยอยู่เรื่อยมา โดยเฉพาะการละเมิดต่อบุคคลผู้เป็นทหารในกองทัพไทย ซึ่งพวกเขามีอีกฐานะหนึ่งที่เป็นประชาชนของรัฐ กรณีการละเมิดที่มักจะเกิดขึ้นกับทหารในลักษณะเดิมเรื่อยมาย่อมแสดงให้เห็นว่ามาตรการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทหารในกองทัพไทยยังคงขาดความสมบูรณ์ โดยอาจเห็นได้จากกฎหมายทหาร คำสั่ง ระเบียบ ข้อบังคับหรือแนวปฏิบัติของทหารในกองทัพ ตลอดจนมาตรการอื่นใดที่ยังไม่สามารถปกป้องคุ้มครองทหารได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งส่งผลให้การคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทหารในกองทัพไทยนั้นไม่สอดคล้องต่อหลักการสำคัญที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ได้รับรองคุ้มครองแก่ประชาชนทุกคนไว้ อีกทั้ง ยังไม่สอดคล้องต่อมาตรฐานสากลที่ประเทศไทยให้การยอมรับในสนธิสัญญาที่มุ่งคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ด้วยเช่นกัน ดังนี้ จึงต้องศึกษามาตรฐานสากลทั้งหลายที่มีส่วนสำคัญต่อการปกป้องคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทหาร ประกอบกับ มาตรการคุ้มครองทหารของต่างประเทศในลักษณะต่าง ๆ เช่น การคุ้มครองทหารจากความรุนแรง การคุ้มครองทหารจากการเลือกปฏิบัติ การคุ้มครองสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของทหาร การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของทหาร การเข้าถึงกระบวนการชดใช้เยียวยาของทหาร เพื่อเห็นถึงมาตรการทางกฎหมายหรือมาตรการอื่นใดที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมแก่การนำมาปรับใช้ในประเทศไทย ซึ่งจะทำให้การคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทหารในกองทัพไทยมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
การตีความและการปรับใช้การคุ้มครองความคาดหวังอันชอบธรรมของนักลงทุนในคดีเกี่ยวกับการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน, พัทธ์ธีรา ทองลิ้นจี่
การตีความและการปรับใช้การคุ้มครองความคาดหวังอันชอบธรรมของนักลงทุนในคดีเกี่ยวกับการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน, พัทธ์ธีรา ทองลิ้นจี่
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การปฏิบัติอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมถือเป็นข้อบทสำคัญที่มักจะปรากฏในความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการลงทุน และเป็นที่ยอมรับกันว่าภายใต้ข้อบทดังกล่าวรัฐผู้รับการลงทุนจะต้องให้การคุ้มครองความคาดหวังอันชอบธรรมของนักลงทุนหรือการลงทุนของรัฐภาคี อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ มีปัญหาในการตีความและการปรับใช้การคุ้มครองความคาดหวังอันชอบธรรมของนักลงทุน โดยเฉพาะในคดีที่เกี่ยวกับการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน ในประเด็นของความสมดุลระหว่างการคุ้มครองนักลงทุนหรือการลงทุนกับการใช้สิทธิในการกำกับดูแลของรัฐ เนื่องจากการลงทุนในกิจการพลังงานหมุนเวียนรัฐมักจะมีกฎหมายส่งเสริมการลงทุนในกิจการดังกล่าว โดยให้สิทธิประโยชน์แก่นักลงทุนอย่างเฉพาะเจาะจง นักลงทุนจึงมีความคาดหวังในความมั่นคงของกฎหมายและผลตอบแทนจากการลงทุน ในขณะเดียวกันรัฐมีสิทธิการกำกับดูแลและออกกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป คณะอนุญาโตตุลาการที่จึงมีบทบาทสำคัญในการวางหลักเกณฑ์และองค์ประกอบของการให้การคุ้มครองความคาดหวังอันชอบธรรมของนักลงทุน ตลอดจนการสร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองความคาดหวังของนักลงทุนกับสิทธิในการกำกับดูแล ผู้วิจัยจึงได้ทำการศึกษาคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในคดีที่เกี่ยวกับการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนเพื่อให้ทราบหลักเกณฑ์ที่คณะอนุญาโตตุลาการใช้ในการตีความและการปรับใช้การคุ้มครองความคาดหวังอันชอบธรรมของนักลงทุน จากการศึกษา ผู้วิจัยพบว่าคณะอนุญาโตตุลาการได้ทำให้หลักเกณฑ์ในการคุ้มครองความคาดหวังอันชอบธรรมของนักลงทุนมีความชัดเจนมากขึ้นว่าความคาดหวังอันชอบธรรมของนักลงทุนบนพื้นฐานของกรอบทางกฎหมายจะได้รับความคุ้มครองจากการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายอย่างสิ้นเชิงหรือทำลายผลตอบแทนอย่างสมเหตุสมผลของนักลงทุน แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงจะเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ เว้นแต่ในกรณีที่รัฐผู้รับการลงทุนได้แสดงออกอย่างเฉพาะเจาะจงแก่นักลงทุน นักลงทุนอาจคาดหวังได้ว่ากฎหมายจะไม่เปลี่ยนแปลง แต่คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการยังคงไม่ลงรอยกันในประเด็นที่ว่าการแสดงออกในรูปแบบกฎหมายที่ให้สิทธิประโยชน์ถือเป็นแสดงออกอย่างเฉพาะเจาะจงของรัฐผู้รับการลงทุนหรือไม่
มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการกำกับดูแลการขายหลักทรัพย์โดยที่บริษัทหลักทรัพย์ยังไม่มีหลักทรัพย์นั้นอยู่ในครอบครองสำหรับลูกค้าที่เป็นผู้ลงทุนสถาบัน, พีรพัฒน์ แซ่เล้า
มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการกำกับดูแลการขายหลักทรัพย์โดยที่บริษัทหลักทรัพย์ยังไม่มีหลักทรัพย์นั้นอยู่ในครอบครองสำหรับลูกค้าที่เป็นผู้ลงทุนสถาบัน, พีรพัฒน์ แซ่เล้า
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เล่มนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาปัญหาเกี่ยวกับมาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการกำกับดูแลการขายหลักทรัพย์โดยที่บริษัทหลักทรัพย์ยังไม่มีหลักทรัพย์นั้นอยู่ในครอบครองของประเทศไทย สำหรับลูกค้าที่เป็นผู้ลงทุนสถาบัน โดยทำการศึกษามาตรการทางกฎหมายของประเทศไทย เพื่อเปรียบเทียบกับมาตรการทางกฎหมายของต่างประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา เครือรัฐออสเตรเลีย ประเทศญี่ปุ่น สาธารณรัฐสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย และเขตปกครองพิเศษฮ่องกง เพื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบ และเสนอปรับปรุงแก้ไขให้มาตรการทางกฎหมายของประเทศไทยมีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น จากการศึกษาค้นคว้าพบว่า มาตรการทางกฎหมายของประเทศไทยได้กำหนดหน้าที่การตรวจสอบหลักทรัพย์ของผู้ลงทุน และหน้าที่เกี่ยวกับการขายชอร์ตแก่บริษัทหลักทรัพย์เพียงฝ่ายเดียว แต่บริษัทหลักทรัพย์ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดได้ เช่น บริษัทหลักทรัพย์ไม่สามารถตรวจสอบหลักทรัพย์ของผู้ลงทุนสถาบันที่มีผู้ดูแลรักษาหลักทรัพย์ เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้น การที่มาตรการทางกฎหมายของประเทศไทยไม่ได้กำหนดหน้าที่ และความรับผิดของผู้ลงทุนสถาบันไว้ เป็นการผลักภาระหน้าที่ความรับผิดซึ่งควรจะเป็นของผู้ลงทุน ให้บริษัทหลักทรัพย์ต้องรับผิดชอบแทนทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ วิทยานิพนธ์นี้จึงเสนอให้มีการกำหนดความรับผิดของผู้ลงทุนสถาบันที่ขายหลักทรัพย์โดยที่ไม่มีหลักทรัพย์อยู่ในครอบครอง ในหมวดการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และเสนอแนะให้ผู้ขายชอร์ตมีหน้าที่ในการยืมหลักทรัพย์ และยืนยันแก่บริษัทหลักทรัพย์ว่า ตนเองได้ยืมหลักทรัพย์เพื่อการขายชอร์ตเรียบร้อยแล้ว และในท้ายที่สุด ผู้ขายชอร์ตควรมีหน้าที่แสดงสถานะการขายชอร์ตแก่บริษัทหลักทรัพย์อีกด้วย
การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.), ภัทรียา สุรัตวิศิษฏ์
การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.), ภัทรียา สุรัตวิศิษฏ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งและเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน เพื่อให้สำนักงาน ป.ป.ช. ตรวจสอบว่าบุคคลดังกล่าวมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติหรือไม่ รวมถึงกำหนดให้บางตำแหน่งเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบความโปร่งใสของเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยในการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน มีการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ยื่นบัญชี และบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก และต้องมีการเปิดเผยต่อสาธารณะด้วย จึงมีประเด็นปัญหาว่าการดำเนินการดังกล่าวมีการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 หรือไม่ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงศึกษาเกี่ยวกับวิธีการเก็บรวบรวม การเก็บรักษา การใช้และการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล โดยศึกษาเปรียบเทียบกับขั้นตอนและวิธีการยื่นและเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของต่างประเทศ พบว่า สำนักงาน ป.ป.ช. มีการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเป็นจำนวนมาก และข้อมูลบางรายการเป็นการเก็บรวบรวมที่เกินความจำเป็นในการใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการตรวจสอบความร่ำรวยผิดปกติ รวมถึงมีขั้นตอนและมาตรการในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแล้วบางส่วน ผู้เขียนจึงเสนอให้พิจารณารายการข้อมูลที่จำเป็นต้องเก็บรวบรวมเพื่อใช้ในการตรวจสอบตามหลักการประมวลผลข้อมูลเท่าที่จำเป็น รวมถึงเสนอมาตรการเพิ่มเติมในการเก็บรักษา และการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างได้สัดส่วน เพื่อให้สามารถรักษาความปลอดภัยของข้อมูลอย่างเหมาะสม และคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
การกำกับดูแลโดยกฎหมายของประเทศไทยตามพันธกรณีของสนธิสัญญาว่าด้วยหลักเกณฑ์การดำเนินกิจการของรัฐในการสำรวจและการใช้อวกาศภายนอกรวมทั้งดวงจันทร์และเทหะในท้องฟ้าอื่น ๆ ค.ศ. 1967, ภัทรนรินทร์ อินโต
การกำกับดูแลโดยกฎหมายของประเทศไทยตามพันธกรณีของสนธิสัญญาว่าด้วยหลักเกณฑ์การดำเนินกิจการของรัฐในการสำรวจและการใช้อวกาศภายนอกรวมทั้งดวงจันทร์และเทหะในท้องฟ้าอื่น ๆ ค.ศ. 1967, ภัทรนรินทร์ อินโต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การดำเนินกิจกรรมอวกาศก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทำให้มีผลในการเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในปัจจุบัน รวมถึงกฎหมายไม่ว่ากฎหมายที่ใช้ในประเทศหรือกฎหมายระหว่างประเทศ ล้วนเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความต้องการอันจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาและจัดระเบียบสังคม จึงต้องพัฒนาให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศที่รัฐนั้น ๆ ได้เข้าร่วมเป็นภาคี และพัฒนาตามความเจริญก้าวหน้าของการดำเนินกิจกรรมอวกาศ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาหลักกฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศของสนธิสัญญาว่าด้วยหลักเกณฑ์การดำเนินกิจการของรัฐในการสำรวจและการใช้อวกาศภายนอกรวมทั้งดวงจันทร์และเทหะในท้องฟ้าอื่น ๆ ค.ศ. 1967 ในสองประเด็น กล่าวคือ ประเด็นแรก การอนุญาตและการกำกับดูแลในการดำเนินกิจกรรมอวกาศ ประกอบด้วย การอนุญาต การกำกับดูแลและการควบคุม การโอนสิทธิให้บุคคลที่สาม และประเด็นที่สอง ความรับผิดในการดำเนินกิจกรรมอวกาศ ประกอบด้วย มาตรฐานความปลอดภัย ความรับผิด การประกันภัย เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยไม่มีกฎหมายภายในด้านอวกาศรองรับเรื่องของการดำเนินกิจกรรมอวกาศเป็นการเฉพาะ มีเพียงร่างพระราชบัญญัติกิจการอวกาศ พ.ศ. ... เท่านั้น ซึ่งยังไม่ได้มีการประกาศใช้ จึงจำเป็นต้องพิจารณาการกำกับดูแลตามพันธกรณีของสนธิสัญญานี้ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถปฏิบัติตามพันธกรณีในฐานะของรัฐภาคีได้อย่างถูกต้องและสอดคล้องมากยิ่งขึ้น จากการศึกษาพบว่า กฎหมายภายในของประเทศไทยที่มีอยู่ ไม่เพียงพอต่อการดำเนินกิจกรรมอวกาศ และสำหรับร่างพระราชบัญญัติกิจการอวกาศ พ.ศ. ... แม้จะมีการกำหนดไว้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศแล้ว แต่ยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอให้กับผู้ประกอบการหรือผู้ที่ดำเนินกิจกรรมอวกาศ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องกำหนดแนวทางในการจัดทำกฎหมายภายในของประเทศไทยเกี่ยวกับเรื่องการอนุญาตและการกำกับดูแลในการดำเนินกิจกรรมอวกาศ และความรับผิดในการดำเนินกิจกรรมอวกาศซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ ให้มีความละเอียดมากยิ่งขึ้น โดยแนวทางในการศึกษานอกจากจะศึกษากฎหมายระหว่างประเทศและสนธิสัญญาดังกล่าวแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษากฎหมายต่างประเทศเพื่อให้ทราบถึงแนวทางในการออกกฎหมายและทิศทางเศรษฐกิจในการดำเนินกิจกรรมอวกาศในปัจจุบันที่ได้รับความสนใจและมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
หลักการแข่งขันเสรีในมิติของรัฐวิสาหกิจ ภายใต้กฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจ, ภิวัชฐ์ศธร ไกยสิทธิ์
หลักการแข่งขันเสรีในมิติของรัฐวิสาหกิจ ภายใต้กฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจ, ภิวัชฐ์ศธร ไกยสิทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาหลักการแข่งขันเสรีในมิติของรัฐวิสาหกิจ ภายใต้กฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจ ในขอบเขตที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติที่มีลักษณะยึดโยงกับหลักการแข่งขันเสรีโดยตรง และมีการใช้รัฐวิสาหกิจเป็นเครื่องมือในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของรัฐ อันจะส่งผลจะกระทบต่อการแข่งขันของผู้ประกอบการในภาคเอกชน แต่ทั้งนี้การเข้าไปดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของรัฐต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของความเสมอภาคและเท่าเทียมระหว่างภาครัฐกับเอกชน ผลการศึกษาพบว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้เริ่มมีการบัญญัติหลักการแข่งขันเสรีไว้อย่างชัดเจน ตั้งแต่ พุทธศักราช 2534 และปรากฏในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และพุทธศักราช 2550 ไว้เช่นกัน แต่ปรากฎว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ไม่ได้มีการบัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรไว้อย่างชัดเจนในหมวดสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย แต่เป็นการบัญญัติไว้อย่างกว้างและโดยอ้อม จึงมีลักษณะเป็นการด้อยค่าในการรับรองหลักการแข่งขันเสรี นอกจากนี้ พระราชบัญญัติแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ซึ่งมีความสัมพันธ์โดยตรงกับหลักการแข่งขันเสรี จากพบว่า การกำหนดข้อยกเว้น รัฐวิสาหกิจ ที่ปรากฎในมาตรา 4 (2) ตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ในส่วนของการกระทำที่ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เป็นการบัญญัติให้มติคณะรัฐมนตรีมีอำนาจที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงหรือลบล้างกฎหมายได้ ประกอบกับมติคณะรัฐมนตรีมีหลากหลายสถานะ และมีความเป็นพลวัตสูง ไม่คงที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามแต่นโยบายทางการเมืองของรัฐบาลในแต่ละยุคสมัย จึงทำให้เกิดช่องโหว่ของกฎหมายฉบับนี้ ที่อาจทำให้เป็นช่องทางของนักการเมืองหรือกลุ่มผลประโยชน์ที่มีอิทธิพลทางการเมืองใช้สามารถแสวงหาผลประโยชน์โดยการใช้มติคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลประโยชน์ในรัฐวิสาหกิจ โดยมิได้คำนึงถึงประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ ดังนั้น ต้องมีการบัญญัติรับรองหลักการแข่งขันเสรีในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยไว้อย่างชัดเจนและเป็นลายลักษณ์อักษรดังเดิม รวมทั้งปรับปรุงแก้ไขบทบัญญัติที่กำหนดข้อยกเว้นการกระทำของรัฐวิสาหกิจเฉพาะการดำเนินการตามกฎหมายหรือมติคณะรัฐมนตรี ตามมาตรา 4 (2) แห่งพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 เพื่อเกิดการแข่งขันอย่างเสรีและความเสมอภาคอย่างแท้จริงระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน
ความรับผิดทางอาญาของแพทย์กรณีจำเป็นต้องเลือกรักษาชีวิตผู้ป่วย, วริศรา วิเชียรมณี
ความรับผิดทางอาญาของแพทย์กรณีจำเป็นต้องเลือกรักษาชีวิตผู้ป่วย, วริศรา วิเชียรมณี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เล่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนะแนวทางแก้ไข ปรับปรุงหลักเกณฑ์ในทางกฎหมายอาญากรณีที่แพทย์จำเป็นต้องเลือกรักษาชีวิตผู้ป่วย ผู้วิจัยมุ่งศึกษาแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ปัญหาและผลในทางกฎหมายอาญา โดยเปรียบเทียบบทบัญญัติ แนวคิดและความเห็นของนักวิชาการของต่างประเทศ เพื่อให้ได้แนวทางในการปรับปรุงหลักเกณฑ์ในทางกฎหมายอาญาหรือกฎหมายที่เกี่ยวกับความรับผิดของแพทย์ในเรื่องความจำเป็นของแพทย์ในการเลือกรักษาผู้ป่วยที่ถูกต้องและเหมาะสม ท่ามกลางสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุข บุคลากรทางการแพทย์ต้องเผชิญกับการตัดสินใจในการเลือกว่าผู้ป่วยคนใดจะได้รับการรักษาเพื่อให้ได้มีชีวิตอยู่รอดต่อไป การที่แพทย์ต้องเลือกรักษาชีวิตผู้ป่วยในภาวะวิกฤต ขณะที่ไม่มีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจนนั้นอาจทำให้แพทย์มีความรับผิดในทางอาญา แม้ว่าแพทย์อาจอ้างได้ว่าเป็นการกระทำด้วยความจำเป็น ซึ่งเป็นเพียงเหตุยกเว้นโทษ หรือศาลอาจเห็นว่าเป็นกรณีเกินสมควรแก่เหตุ ไม่ได้สัดส่วนทำให้แพทย์ไม่ได้รับความคุ้มครองเท่าที่ควร ทั้งที่การที่ต้องกระทำเช่นนั้นเป็นผลโดยตรงจากปัจจัยภายนอกซึ่งอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นวิทยานิพนธ์เล่มนี้จึงเสนอแนะให้มีการยกเว้นความรับผิดในทางอาญาจากการกระทำดังกล่าว โดยกำหนดให้เป็นการกระทำด้วยความจำเป็นที่เป็นเหตุยกเว้นความผิดภายใต้เงื่อนไขว่าการเลือกรักษาต้องทำเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉินทำให้มีผู้รอดชีวิตเพิ่มมากขึ้น ต้องเป็นไปตามลำดับที่กำหนดด้วยความเป็นธรรมโดยคำนึงถึงผู้ที่มีโอกาสรอดชีวิตสูงกว่า ต้องกระทำตามหลักเกณฑ์ทางการแพทย์ที่กำหนดไว้ และต้องไม่เป็นการกระทำโดยประมาท
การคำนวณการรั่วไหลของสารประกอบซีเซียมในบ่อเก็บเชื้อเพลิงใช้แล้วของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิจิหน่วยที่สี่ด้วยโปรแกรม Modified Art Mod 2, ชัยวิวัฒน์ กฤตสิน
การคำนวณการรั่วไหลของสารประกอบซีเซียมในบ่อเก็บเชื้อเพลิงใช้แล้วของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิจิหน่วยที่สี่ด้วยโปรแกรม Modified Art Mod 2, ชัยวิวัฒน์ กฤตสิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในอุบัติเหตุร้ายแรงของโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะไดอิจิที่ประเทศญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 2011 อุบัติเหตุในบ่อเก็บเชื้อเพลิงใช้แล้วของโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะไดอิจิหน่วยที่สี่ที่กักเก็บแท่งเชื้อเพลิงจำนวนมาก เป็นประเด็นสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยด้านความปลอดภัยทางนิวเคลียร์เล็งเห็นถึงความสำคัญของอุบัติเหตุร้ายแรงในบ่อเก็บเชื้อเพลิงใช้แล้ว ที่อาจส่งผลกระทบร้ายแรงเทียบเท่าหรือมากกว่าอุบัติเหตุร้ายแรงทางนิวเคลียร์จากการหลอมเหลวแท่งเชื้อเพลิงในเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ สำหรับประเทศไทยงานวิจัยเกี่ยวกับอุบัติเหตุร้ายแรงของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้ถูกศึกษาและพัฒนาเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนวางแผนการจัดการอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ และการวางแผนการรับมือผลกระทบทางนิวเคลียร์ จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่อยู่ใกล้เคียงกับประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคอาเซียน ดังนั้นความเข้าใจการดำเนินไปของอุบัติเหตุในบ่อเก็บเชื้อเพลิงใช้แล้วของโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะไดอิจิ จึงเป็นอีกหนึ่งประเด็นวิจัยที่มีความจำเป็นต้องมีการศึกษาเพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการวางแผนการรับมือผลกระทบทางนิวเคลียร์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต งานวิจัยนี้ศึกษาการเกิดอุบัติเหตุในกรณีสูญเสียอุปกรณ์ในการหล่อเย็นในบ่อเก็บเชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะไดอิจิหน่วยที่สี่ โดยเริ่มจากกการประเมินความร้อนจากการสลายตัวของเชื้อเพลิงนิวเคลียร์โดยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์และสมการที่เกี่ยวข้องเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น เพื่อใช้ในการคำนวณอุณหภูมิของน้ำหล่อเย็นที่จะเพิ่มขึ้น และเวลาที่ใช้ในการทำให้น้ำหล่อเย็นในบ่อเก็บเชื้อเพลิงเกิดการเดือดและระเหย ตามลำดับ จากการคำนวณพบว่า ระดับน้ำหล่อเย็นจะลดลงจนถึงบริเวณส่วนบนของปลอกหุ้มเชื้อเพลิง เป็นเวลาประมาณ 14 วัน และส่วนล่างของปลอกหุ้มเชื้อเพลิง และ 30 วันตามลำดับ อุณหภูมิของปลอกหุ้มเชื้อเพลิงจะเพิ่มขึ้นจนถึง 1100 องศาเคลวิน ภายในเวลา 17 วัน โดยในระยะเวลาดังกล่าวคาดว่าทำให้เชื้อเพลิงนิวเคลียร์เกิดการบวมและแตกออกจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน ตามลำดับ ส่งผลให้สารกัมมันตรังสีรั่วไหลออกไปสู่สิ่งแวดล้อม จากนั้นจึงใช้โปรแกรม Modified ART Mod 2 ในการจำลองการรั่วไหลของซีเซียมไอโดไดด์ในรูปแบบของแก๊สและซีเซียมไฮดรอกไซด์ในรูปแบบของแอโรซอลในขณะที่เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน ซึ่งพบว่าซีเซียมไอโดด์ในรูปแบบของแก๊สและซีเซียมไฮดรอกไซด์ในรูปแบบของแอโรซอลสามารถรั่วไหลออกไปสู่สิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ
ผลของรูปแบบการนำเสนอบนอินสตาแกรมสตอรี่ ตัวชี้วัดประสิทธิภาพของอินสตาแกรมสตอรี่ที่มีต่ออัตราการคลิกผ่าน, นิรมล ระหว่างงาม
ผลของรูปแบบการนำเสนอบนอินสตาแกรมสตอรี่ ตัวชี้วัดประสิทธิภาพของอินสตาแกรมสตอรี่ที่มีต่ออัตราการคลิกผ่าน, นิรมล ระหว่างงาม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษา 2 ประการคือ (1) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบอัตราการคลิกผ่าน ของอินสตาแกรมสตอรี่ที่ใช้รูปแบบสื่อและการใช้ฟีเจอร์ที่แตกต่างกัน และ (2) เพื่อศึกษาตัวชี้วัดประสิทธิภาพในอินสตาแกรมสตอรี่ (Instagram Story Metric) ที่ส่งผลต่ออัตราการคลิกผ่าน ในการศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยใช้วิธีการทดลอง โดยสร้างโฆษณาบนอินสตาแกรมสตอรี่แบบปกติขึ้นมา 4 รูปแบบ ได้แก่ (1) รูปแบบภาพประกอบข้อความสั้น ที่ไม่มีการใส่สติกเกอร์ปฏิสัมพันธ์ (2) รูปแบบภาพประกอบข้อความสั้นที่มีการใส่สติกเกอร์ปฏิสัมพันธ์ (3) รูปแบบวิดีโอประกอบข้อความสั้นที่ไม่มีการใส่สติกเกอร์ปฏิสัมพันธ์ (4) รูปแบบวิดีโอประกอบข้อความสั้นที่มีการใส่สติกเกอร์ปฏิสัมพันธ์ จากนั้นเก็บข้อมูลการคลิกผ่าน (Clickthrough) และข้อมูลเบื้องลึก (Insight) ที่เกิดขึ้นหลังจากเผยแพร่อินสตาแกรมสตอรี่ไปแล้ว เพื่อทำการวิเคราะห์อัตราการคลิกผ่าน (Clickthrough Rate : CTR) อัตราการคงอยู่ (Retention Rate) อัตราการเข้าถึง (Reach Rate) อัตราการแตะไปข้างหน้า (Tap-forward Rate) อัตราการแตะย้อนกลับ (Tap-backward Rate) และอัตราการกดออก (Exit Rate) จากการศึกษาพบว่ารูปแบบการนำเสนอแบบภาพและวิดีโอ มีผลต่ออัตราการคลิกผ่านแตกต่างกัน การไม่ใช้และการใช้สติกเกอร์ปฏิสัมพันธ์ส่งผลต่ออัตราการคลิกผ่านแตกต่างกัน และมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบสื่อการนำเสนอกับการเลือกไม่ใช้หรือเลือกใช้สติกเกอร์ที่มีผลต่ออัตราการคลิกผ่านแตกต่างกัน การเลือกใช้สติกเกอร์ปฏิสัมพันธ์ รูปแบบสื่อประเภทวิดีโอ อัตราการแตะย้อนกลับ (Tap-backward Rate) อัตราการคงอยู่ (Retention Rate) มีความสัมพันธ์กับอัตราการคลิกผ่าน มากไปหาน้อยตามลำดับ อัตราการกดออก (Exit Rate) อัตราการเข้าถึง (Reach Rate) และอัตราการแตะไปข้างหน้า (Tap-forward Rate) ไม่สามารถสรุปได้ว่ามีความสัมพันธ์กับอัตราการคลิกผ่านในการวิจัยครั้งนี้
การจำลองมอนติคาร์โลของการเกิดรังสีเอกซ์ในเครื่องพลาสมาโฟกัส, ภัคจิรา คชเสนี
การจำลองมอนติคาร์โลของการเกิดรังสีเอกซ์ในเครื่องพลาสมาโฟกัส, ภัคจิรา คชเสนี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในวิจัยนี้ได้ทำการจำลองการแผ่รังสีเอกซ์โดยใช้โมเดลจากเครื่องพลาสมาโฟกัส TPF – II ขนาด 1.5 kJ ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์แบบมอนติคาร์โล (Geant4) โดยทำการจำลองในช่วงที่เกิดอันตรกิริยาระหว่างลำอิเล็กตรอนกับขั้วแอโนดและทำการวิเคราะห์รังสีเอกซ์ที่เกิดขึ้น ทำการเปรียบเทียบรังสีเอกซ์เมื่อมีการเปลี่ยนลักษณะของขั้วแอโนดในส่วนของวัสดุและรูปร่างซึ่งได้แก่ 1. ขั้วแอโนดทรงกระบอกตันทำจากทองแดง 2. ขั้วแอโนดทรงกระบอกตันทำจากทังสเตน 3. ขั้วแอโนดทรงกระบอกเจาะรูทำจากทองแดง 4. ขั้วแอโนดทรงกระบอกเจาะรูทำจากทังสเตน โดยผลการจำลองพบว่าปริมาณรังสีเอกซ์จะมีค่าสูงสุดมุม 60-70 องศา เมื่อพลังงานของลำอิเล็กตรอนประมาณ 200 keV และที่มุม 10 องศา เมื่อพลังงานของลำอิเล็กตรอนตั้งแต่ 300 keV ขึ้น โดยวัสดุของขั้วแอโนดที่ให้ค่าปริมาณรังสีเอกซ์สูงสุด ได้แก่ ทังสเตน
การพัฒนาเจลก่อตัวเองของยาด็อกซีไซคลินสำหรับรักษาโรคปริทันต์อักเสบ, สิริกาญจน์ หิรัญธนวิวัฒนา
การพัฒนาเจลก่อตัวเองของยาด็อกซีไซคลินสำหรับรักษาโรคปริทันต์อักเสบ, สิริกาญจน์ หิรัญธนวิวัฒนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โรคปริทันต์อักเสบเป็นโรคในช่องปากชนิดหนึ่งที่พบมากในปัจจุบัน ซึ่งเป็นภาวะการอักเสบของเหงือกที่เกิดการทำลายเนื้อเยื่อโดยรอบที่รองรับฟัน ยาด็อกซีไซคลิน ไฮเคลต (doxycycline hyclate; DH) นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายสำหรับการรักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรียรวมถึงการรักษาโรคปริทันต์อักเสบ ปัจจุบันระบบเจลก่อตัวเอง (in situ forming gel system) เป็นระบบการนำส่งยาที่ได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นสำหรับการนำส่งยาในช่องปาก โดยเป็นระบบนำส่งในรูปแบบของสารละลายแต่เมื่อสัมผัสกับร่างกายจะสามารถเปลี่ยนสถานะจากสารละลายกลายเป็นเจลได้โดยขึ้นกับปัจจัยทางสภาพแวดล้อม จุดประสงค์ของการศึกษานี้คือการพัฒนาเจลก่อตัวเองของยา DH ให้มีการปลดปล่อยยาอย่างต่อเนื่อง โดยเตรียมสูตรตำรับเจลก่อตัวเอง 15 สูตร ซึ่งประกอบด้วย poloxamer407; P407 (16%w/w), poloxamer188; P188 (0, 1, 2.5, 5, 10%w/w) และ hydroxypropyl methylcellulose; HPMC (0, 0.2, 0.5%w/w) ด้วยวิธีร้อนและเย็น แล้วทำการศึกษาลักษณะทางเคมีกายภาพ ปริมาณยา คุณสมบัติการยึดติดเยื่อเมือก ความหนืด ความคงตัว และการปลดปล่อยตัวยาของสูตรตำรับ พบว่าสูตรตำรับเจลก่อตัวเองทั้งหมดแสดงลักษณทางเคมีกายภาพเป็นสารละลายสีเหลืองใส มีค่า pH อยู่ในช่วง 6.45-6.81 ระบบเจลก่อตัวเองของยา DH ที่ได้รับการพัฒนาโดยมีส่วนผสมของ P407 16% w/w, P188 5% w/w และ HPMC 0.5%w/w (F14) แสดงอุณหภูมิการเกิดเจลที่ 35±0.57°ซ และการคงอยู่ของตัวยาบน semipermeable membrane ที่เคลือบด้วย mucin ได้ร้อยละ 43.51±0.003 โดยมีลักษณะการปลดปล่อยอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน 24 ชั่วโมง และพบว่าที่อุณหภูมิ 37°ซ สูตรตำรับมีความหนืดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) อย่างไรก็ตาม ตำรับที่พัฒนาขึ้นเกิดการเปลี่ยนสีเมื่อเวลาผ่านไปและเมื่อเก็บไว้ที่อุณหภูมิสูง จึงควรมีการพัฒนาสูตรตำรับเพิ่มเติมต่อไปเพื่อให้มีความคงตัวดียิ่งขึ้น
ผลกระทบของการถูกยกเลิกระบบสิทธิพิเศษทางภาษีที่มีต่อการส่งออกของไทย, ณัชพล นาคนาม
ผลกระทบของการถูกยกเลิกระบบสิทธิพิเศษทางภาษีที่มีต่อการส่งออกของไทย, ณัชพล นาคนาม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการได้รับสิทธิ และการถูกตัดสิทธิ GSP ที่มีต่อมูลค่าการส่งออกในแต่ละอุตสาหกรรม และศึกษาปัจจัยที่ทำให้ผลกระทบของการถูกตัดสิทธิ GSP ในแต่ละอุตสาหกรรมมีความแตกต่างกัน โดยทำการศึกษาตั้งแต่ปี 2553 ถึงปี 2563 ภายใต้รหัส HS-Code 4 หลัก จำนวน 575 สินค้า และทำการวิเคราะห์ด้วยวิธี Panel Regression ผลการศึกษาพบว่าการได้รับสิทธิ และถูกตัดสิทธิ GSP จากสหภาพยุโรปส่งผลกระทบต่อการส่งออกของอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ แต่เมื่อทำการวิเคราะห์รายอุตสาหกรรมจะพบว่ามีบางอุตสาหกรรมที่ไม่ได้รับผลกระทบ โดยปัจจัยที่ให้ผลกระทบแตกต่างกันมาจากผลของการลงทุนจากต่างประเทศ ที่มีแนวโน้มทำให้อุตสาหกรรมเกิดการเรียนรู้ทางเทคโนโลยีจนมีผลทำให้ส่งออกได้มากขึ้นแม้จะถูกตัดสิทธิ ในขณะที่กรณีของสหรัฐอเมริกาจะพบว่าการถูกตัดสิทธิมีแนวโน้มทำให้อุตสาหกรรมส่งออกได้มากขึ้น แต่เมื่อทำการวิเคราะห์รายอุตสาหกรรมพบว่ามีบางอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ โดยปัจจัยที่ทำให้ผลกระทบของอุตสาหกรรมแตกต่างกันในกรณีของสหรัฐอเมริกาพบว่าเป็นผลมาจากผลิตภาพแรงงานในอุตสาหกรรมที่ยังขาดประสิทธิภาพ รวมถึงการเผชิญอุปสรรคต่างๆภายในอุตสาหกรรม เช่น ต้นทุนการผลิตสูง กระบวนการผลิตที่ไม่มีประสิทธิภาพ และผลของการลงทุนจากต่างประเทศไม่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ทางเทคโนโลยีจนมีผลทำให้อุตสาหกรรมส่งออกได้ลดลง สิ่งสำคัญที่อุตสาหกรรมควรให้ความสำคัญหลังจากนี้คือจะเดินหน้าอุตสาหกรรมต่อไปอย่างไรเมื่อไม่มี GSP จากผลการศึกษาผู้วิจัยได้ข้อเสนอแนะว่าอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบควรมีการให้ความสำคัญการพัฒนาแรงงาน พัฒนาหลักสูตร และควรมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต และเนื่องจากประเทศไทยได้เผชิญกับสถานการณ์ COVID-19 ผู้บริโภคจึงหันมาใส่ใจในการดูแลสุขภาพมากขึ้น ดังนั้นกระบวนการผลิตจะต้องได้มาตรฐาน และปลอดภัย สำหรับอุตสาหกรรมที่ไม่ได้รับผลกระทบ ซึ่งหากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐจะช่วยทำให้อุตสาหกรรมเติบโตได้ดียิ่งขึ้น
ปัจจัยทางการเงินและความเสี่ยงของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทย, ปุญญิศา รัตนคำ
ปัจจัยทางการเงินและความเสี่ยงของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทย, ปุญญิศา รัตนคำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานศึกษาครั้งนี้ได้ศึกษาปัจจัยทางการเงินที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงของอัตราการขยายตัว ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยวิเคราะห์สมการถดถอยแบบควอนไทล์และประมาณค่าความเสี่ยงของ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยโดยวิธี Growth at risk ใช้ในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง ปัจจัยทางการเงินและอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจและประมาณการแจงแจกความน่าจะเป็นของ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยปัจจัยทางการเงินประกอบด้วย กลุ่มตัวแปรช่องทางของ สถาบันการเงิน ตลาดตราสารหนี้ ตลาดทุน ตลาดแลกเปลี่ยนและความผันผวนของตลาดการเงินโลก ผลการศึกษาพบว่าปัจจัยทางการเงินกลุ่มช่องทางสถาบันการเงิน ตลาดตราสารหนี้ และความผันผวน ของตลาดการเงินโลกมีความสัมพันธ์กับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในทิศทางตรงข้าม อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับควอนไทล์ที่แตกต่างกัน ขณะที่ตลาดทุนและตลาดอัตราแลกเปลี่ยน มีความสัมพันธ์กับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในทิศทางเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ ควอนไทล์แตกต่างกันและพบว่ากลุ่มตลาดอัตราแลกเปลี่ยนส่งผลต่อความเสี่ยงของอัตราการขยายตัว ทางเศรษฐกิจในระยะสั้น กลุ่มความผันผวนของตลาดการเงินโลกส่งผลต่อความเสี่ยงของ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาว สำหรับการวัดค่าความเสี่ยงของอัตราการขยายตัว ทางเศรษฐกิจ(Growth at risk: GaR)พบว่า GaR 5% และ GaR 10% มีค่าความเสี่ยงติดลบ ดังนั้นแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ใน ช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอย นอกจากนี้ยังพบว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในอนาคต 4-16 ไตรมาสล่วงหน้าเศรษฐกิจมีโอกาสฟื้นตัว แต่ความเสี่ยงของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ยังเพิ่มขึ้นอยู่และพบว่าดัชนีราคาน้ำมันและราคาน้ำมันส่งผลต่อความเสี่ยงของอัตราการขยายตัว ทางเศรษฐกิจเมื่อเกิดสถานการณ์ที่ไม่ปกติ
การจัดทำตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิตเเบบไฮบริด และศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมพลาสติกในประเทศไทย, สิริวัฒน์ วงศ์ประเสริฐผล
การจัดทำตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิตเเบบไฮบริด และศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมพลาสติกในประเทศไทย, สิริวัฒน์ วงศ์ประเสริฐผล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานศึกษานี้เป็นการจัดทำตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิตแบบไฮบริด ของอุตสาหกรรมพลาสติกในประเทศไทย ปีพ.ศ. 2562 โดยใช้ตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิต ปีพ.ศ. 2558 ขนาด 180 สาขาการผลิต และข้อมูลทุติยภูมิที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมพลาสติก เพื่อใช้ในการประเมินผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจด้วยแบบจำลองปัจจัยการผลิตและผลผลิต และประเมินผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมโดยผ่านแบบจำลองปัจจัยการผลิตและผลผลิตแบบผสม ซึ่งผลจากการจัดทำตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิตของอุตสาหกรรมพลาสติก แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมพลาสติกในประเทศไทยมีมูลค่าผลผลิตรวม 9.16 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 2.27 ของมูลค่าผลผลิตรวมทั้งหมด ประกอบด้วยค่าใช้จ่ายขั้นกลาง 6.86 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 2.95 ของค่าใช้จ่ายขั้นกลางรวมทั้งหมด และมูลค่าเพิ่มรวม 2.3 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 1.35 ของมูลค่าเพิ่มรวมทั้งหมด และจากผลการคำนวณค่าดัชนีตัวทวีคูณผลผลิต พบว่า สาขาการผลิตที่มีค่าดัชนีความเชื่อมโยงผลผลิตไปข้างหน้าของ Ghosh และค่าดัชนีความเชื่อมโยงผลผลิตข้างหลังของ Leontief สูงที่สุดและต่ำที่สุด คือ การผลิตและการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ และการผลิตเครื่องจักรแปรรูปผลิตภัณฑ์พลาสติก ตามลำดับ ในขณะที่สาขาการผลิตที่เป็นอุตสาหกรรมปลายน้ำอยู่ในกลุ่มของการผลิตเส้นใยสังเคราะห์ การผลิตเม็ดพลาสติก และการผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติก นอกจากนี้ หากทำการพิจารณาในมิติทางด้านสิ่งแวดล้อม พบว่า เมื่อมีการดำเนินนโยบายของภาครัฐเกี่ยวกับการลดละเลิกใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกประเภทต่าง ๆ จะส่งผลให้ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมของประเทศไทยลดลงร้อยละ 0.05 จากสถานการณ์ปกติ ขณะที่เมื่อภาครัฐมีการสนับสนุนให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเม็ดพลาสติก จะส่งผลให้ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมของประเทศไทยลดลงร้อยละ 0.20 จากสถานการณ์ปกติ ซึ่งหากต้องการที่จะสนับสนุนอุตสาหกรรมพลาสติกให้เกิดการพัฒนาและสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจร่วมกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ภาครัฐควรที่จะมีการดำเนินนโยบายที่มีความเกี่ยวข้องกับการควบคุมปริมาณการผลิตและใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง ประกอบกับสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีในกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
ผลกระทบของค่าใช้จ่ายในการบริโภคสินค้าบาปต่อค่าใช้จ่ายชนิดอื่นของครัวเรือน, สุวภัทร ทองเงิน
ผลกระทบของค่าใช้จ่ายในการบริโภคสินค้าบาปต่อค่าใช้จ่ายชนิดอื่นของครัวเรือน, สุวภัทร ทองเงิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบจัดเป็นสินค้าบาปซึ่งคนไทยนิยมบริโภคอย่างต่อเนื่องแม้การบริโภคจะก่อให้เกิดโทษทั้งต่อตัวเองและคนรอบข้างก็ตาม การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบที่เพิ่มขึ้นทำให้ค่าใช้จ่ายเพื่อบริโภคสินค้าอื่นของครัวเรือนลดลงเนื่องจากรายได้ครัวเรือนคงที่ จึงได้ทำการศึกษาผลกระทบของค่าใช้จ่ายในการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบที่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายสินค้าชนิดอื่นของครัวเรือน รวมถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงราคาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบเพื่อศึกษาขนาดและทิศทางของความสูญเสียของค่าใช้จ่ายสินค้าและความสูญเสียทางสวัสดิการทางเศรษฐกิจ การศึกษาในครั้งนี้ แบ่งการศึกษาออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1) การวิเคราะห์อุปสงค์การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบผ่านแบบจำลอง LES 2) การวิเคราะห์ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงราคาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบต่อการใช้จ่ายสินค้าชนิดอื่นของครัวเรือน ใช้หลักการเปลี่ยนแปลงโดยชดเชย (Compensating Variation : CV) และ 3) การวิเคราะห์พฤติกรรมการสูบบุหรี่จากการสำรวจภาคสนาม ผลการศึกษา พบว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบมีความยืดหยุ่นต่อราคาต่ำ การเพิ่มขึ้นของราคาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบทำให้ความต้องการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบลดลงเพียงเล็กน้อยซึ่งเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบ นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของราคาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบยังทำให้เกิดความสูญเสียทางตรงที่เกิดกับการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบเท่ากับ 1,442.0 ล้านบาทต่อปี และความสูญเสียทางอ้อมที่เกิดกับการบริโภคสินค้าชนิดอื่นๆ เท่ากับ 7,318.3 ล้านบาทต่อปี รวมความสูญเสียของค่าใช้จ่ายสินค้าทั้งหมดจากราคาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบที่เพิ่มขึ้นเท่ากับ 8,760.3 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นร้อยละ 6.36 ต่อความสูญเสียทางสวัสดิการทางเศรษฐกิจ และร้อยละ 0.02 ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศปี 2560
การตัดสินใจยอมรับเทคโนโลยีปุ๋ยสั่งตัดของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในอำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม, อรญา สบประสงค์
การตัดสินใจยอมรับเทคโนโลยีปุ๋ยสั่งตัดของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในอำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม, อรญา สบประสงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การใช้ปุ๋ยที่มากเกินจำเป็นในการปลูกข้าว ทำให้เกิดเทคโนโลยีปุ๋ยสั่งตัดขึ้น แม้ภาครัฐจะส่งเสริมการใช้ปุ๋ยสั่งตัดเพื่อช่วยลดต้นทุนปุ๋ยของเกษตรกรและเพิ่มธาตุอาหารในดินให้ตรงกับความต้องการของพืช แต่เกษตรกรที่ยอมรับเทคโนโลยีปุ๋ยสั่งตัดและนำมาใช้อย่างต่อเนื่องยังมีจำนวนน้อยมาก การวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อ ศึกษาปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการยอมรับเทคโนโลยีปุ๋ยสั่งตัดของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว และศึกษาปัจจัยที่มีผลกระทบต่อรายได้สุทธิของเกษตรกรที่ใช้ปุ๋ยสั่งตัด ของเกษตรกรในอำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม โดยการประมาณค่าแบบสองขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 ใช้แบบจำลองโพรบิทและวิธีกำลังสองน้อยที่สุดในขั้นตอนที่ 2 ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่ทำให้เกษตรกรมีความน่าจะเป็นในการยอมรับเทคโนโลยีปุ๋ยสั่งตัดสูงมากขึ้น ได้แก่ การมีหนี้สิน การได้รับการฝึกอบรม ระดับความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีปุ๋ยสั่งตัด และการรับรู้ถึงความง่ายในการใช้งานเทคโนโลยีปุ๋ยสั่งตัด ในขณะที่การรับรู้ถึงประโยชน์ของเทคโนโลยีไม่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจใช้เทคโนโลยี สำหรับกลุ่มเกษตรกรที่ใช้ปุ๋ยสั่งตัด ปัจจัยที่ส่งผลในทางบวกต่อรายได้สุทธิ ได้แก่ จำนวนแรงงานที่ใช้ปลูกข้าวในครัวเรือน ระดับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีปุ๋ยสั่งตัด และการมีหนี้สิน ข้อค้นพบสะท้อนให้เห็นว่า การยอมรับเทคโนโลยีปุ๋ยสั่งตัดที่เกิดขึ้นช้าและไม่แพร่หลายส่วนหนึ่งมาจากการที่เกษตรกรยังไม่เห็นประโยชน์จากปุ๋ยสั่งตัดมากนักเพราะต้นทุนแรงงานที่เกี่ยวข้องจากการผสมปุ๋ย หากภาครัฐสามารถสนับสนุนเครื่องมือที่ช่วยในการผสมปุ๋ย งบประมาณ หรืออุปกรณ์การตรวจธาตุอาหารหลักในดิน และการสื่อสารถึงประโยชน์ของปุ๋ยสั่งตัด น่าจะช่วยเพิ่มโอกาสและความน่าจะเป็นในการยอมรับเทคโนโลยีปุ๋ยสั่งตัดของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวได้ในอนาคต
เศรษฐศาสตร์การเมืองว่าด้วยระบบการกำกับดูแลธุรกิจไรด์-แชริ่ง (Ride-Sharing), พิชญา กาวิหก
เศรษฐศาสตร์การเมืองว่าด้วยระบบการกำกับดูแลธุรกิจไรด์-แชริ่ง (Ride-Sharing), พิชญา กาวิหก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การให้บริการยานพาหนะร่วมเดินทางผ่านแอปพลิเคชัน ไรด์-แชริ่ง (Ride - Sharing) เป็นรูปแบบของธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้จากทรัพย์สินที่มีมากเกินความจำเป็น และไม่ได้ใช้ประโยชน์แล้ว ผ่านการให้บริการบนแพลตฟอร์ม ซึ่งเป็นตัวกลางเชื่อมต่อระหว่างผู้ให้บริการ และผู้รับบริการ ให้เข้าถึงสินค้าหรือบริการ โดยอาศัยข้อมูลบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ แนวคิดนี้จึงเป็นที่มาของการนำเทคโนโลยีมาช่วยแก้ปัญหาในระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ และทำให้ได้รับความนิยมจากผู้ใช้บริการไปทั่วโลก การให้บริการในรูปแบบไรด์-แชริ่ง (Ride-Sharing) นี้ ทำให้เกิดการพลิกผันของธุรกิจมากมาย เนื่องจาก ดิสรัปทีฟ เทคโนโลยี (Disruptive Technology) ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงบริบทที่เป็นอยู่ปัจจุบัน และยังทำลายระบบการให้บริการขนส่งสาธารณะในลักษณะเดิมที่ไม่มีประสิทธิภาพ โดยการปฏิวัติสังคมไปในทางที่ดีขึ้น สำหรับสมาชิกประชาคมอาเซียนจำนวน 7 ใน 10 ประเทศ (ยกเว้นประเทศไทย เมียนมา ลาว) ล้วนให้การสนับสนุน และมีกฎหมายรองรับ กำกับดูแลการให้บริการในลักษณะนี้ เนื่องจากเป็นการเพิ่มทางเลือกในการเดินทางให้แก่ประชาชนให้เข้าถึงบริการ และเป็นการยกระดับระบบขนส่งมวลชนสาธารณะภายในประเทศ บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระบบการกำกับดูแลธุรกิจไรด์-แชริ่ง (Ride-Sharing) ของไทย และอาเซียนในปัจจุบัน รวมทั้งศึกษาอิทธิพลของปัจจัยทางเศรษฐกิจ และการเมือง ที่ส่งผลต่อนโยบายหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับระบบการกำกับดูแลธุรกิจไรด์-แชริ่ง (Ride-Sharing) สำหรับการศึกษาในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ใช้ข้อมูลประเภททุติยภูมิแบบรายปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2556 ถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลา 8 ปี มาทำการวิเคราะห์เชิงปริมาณ โดยใช้ทฤษฎีสมการถดถอยพหุคูณ ด้วยวิธีกำลังสองน้อยที่สุด ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อนโยบายหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับระบบการกำกับดูแลธุรกิจไรด์-แชริ่ง (Ride-Sharing) ได้แก่ ราคาค่าบริการรถขนส่งสาธารณะ, อัตราภาษีรถ, ค่าใบอนุญาติขับขี่ และจำนวนรถ สำหรับการศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับระบบการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจไรด์-แชริ่ง (Ride-Sharing) ในไทย และอาเซียน สามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ 4 ด้าน ได้แก่ ด้านบุคคล, ด้านตัวรถ, ด้านบริษัทที่ขอใบอนุญาต และด้านระบบและการให้บริการ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนากฎหมายกำกับดูแลในไทยต่อไป
ปัญหาการจัดเก็บภาษีในธุรกรรมคริปโทเคอร์เรนซีภายใต้กฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่ม, นภัทรธมณฑ์ ไก่แก้ว
ปัญหาการจัดเก็บภาษีในธุรกรรมคริปโทเคอร์เรนซีภายใต้กฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่ม, นภัทรธมณฑ์ ไก่แก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันการซื้อขายแลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซีส่วนใหญ่อยู่ในลักษณะการลงทุนเพื่อหากำไร และกฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากรตีความคริปโทเคอร์เรนซีเป็นบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Service) ประเภทหนึ่ง ซึ่งมีความไม่เหมาะสมหลายประการ ปัญหาประการสำคัญ คือ ด้วยลักษณะเฉพาะของคริปโทเคอร์เรนซีไม่อาจตีความเป็นสินค้าหรือบริการภายใต้กฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่มได้ อีกทั้ง กระบวนการในทางปฏิบัติบางประการของกฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่มไม่อาจบังคับใช้กับธุรกรรมการซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีได้จริง เช่น การออกใบกำกับภาษี นอกจากนั้นลักษณะของการซื้อขายคริปโทเคอร์ซีไม่ใช่การเพิ่มมูลค่าในแต่ละขั้นการผลิต การจำหน่าย หรือการให้บริการซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ธุรกรรมการซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีเป็นธุรกรรมที่กระทำผ่านตัวกลางทำให้ไม่สามารถการระบุตัวตนของผู้ซื้อและผู้ขาย ส่งผลให้การบังคับและตรวจสอบผู้ประกอบการเพื่อจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มรวมถึงการออกเอกสารทางภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นไปได้ยาก วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงมุ่งศึกษาปัญหาความไม่เหมาะสมอันเกิดจากการตีความคริปโทเคอร์เรนซีให้อยู่ภายใต้กฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่มของประเทศไทย และพิจารณาแนวทางการจัดเก็บภาษีบริโภคประเภทอื่นที่อาจมีความเหมาะสมมากกว่า และจากการศึกษา ผู้เขียนเห็นว่าหากพิจารณาให้ธุรกรรมการซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีอยู่ภายใต้ระบบภาษีธุรกิจเฉพาะซึ่งเป็นการจัดเก็บภาษีเป็นรายธุรกรรม (transaction tax) จะมีความเหมาะสมมากว่า จึงมีข้อเสนอแนะให้ธุรกรรมการซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีอยู่ภายใต้ระบบภาษีธุรกิจเฉพาะ
สภาพปัญหาการประกอบธุรกิจของบริษัทข้ามชาติที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุนกับผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี, พีรดา บูรณะบัญญัติ
สภาพปัญหาการประกอบธุรกิจของบริษัทข้ามชาติที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุนกับผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี, พีรดา บูรณะบัญญัติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยจึงได้มีนโยบายต่างๆเพื่อดึงดูดและส่งเสริมการลงทุนในประเทศ ทั้งนี้ได้มีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนในการออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนทางภาษีให้กับกิจการที่เข้ามาลงทุน วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงปัญหาของการกำหนดรูปแบบมาตรการทางภาษีที่ให้กับกิจการประเภทที่ต้องการเข้ามาลงทุนในระยะยาว ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงโดยเฉพาะเทคโนโลยีในยุคอุตสาหกรรม 4.0 ที่มีมูลค่าสูงอย่างแท้จริง อีกทั้งแนวทางการแก้ไข รวมถึงศึกษารูปแบบของมาตรการทางภาษีของต่างประเทศได้แก่ ประเทศเบลเยี่ยม ประเทศไอร์แลนด์และประเทศฟิลิปปินส์เพื่อนำมาเปรียบเทียบและวิเคราะห์หาแนวทางแก้ปัญหาที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยสูงสุด ทั้งนี้ ผู้วิจัยพบปัญหาจากการให้สิทธิและประโยชน์ทางภาษีในประเทศไทยที่มุ่งเน้นการออกแบบมาตรการทางภาษีคือการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือ Tax holiday ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนมีความไม่เหมาะสม และไม่เกิดประโยชน์และตอบโจทย์ต่อกิจการที่เข้ามาลงทุนในระยะยาว ใช้เงินลงทุนสูงและเทคโนโลยีขั้นสูง ทำให้เป็นการออกแบบมาตรการทางภาษีที่ดึงดูดนักลงทุนระยะสั้น กิจการประเภทการผลิตเพื่อส่งออกและไม่ส่งเสริมให้เกิดการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆในประเทศไทย รวมถึงเทคโนโลยีในยุคอุตสาหกรรม 4.0 ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยลดลง ซึ่งในปัจจุบันประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้และเริ่มยกเลิกมาตรการดังกล่าวแล้ว จากปัญหาที่พบผู้วิจัยจึงได้วิเคราะห์เปรียบเทียบกับมาตรการทางภาษีของต่างประเทศที่ใช้มาตรการทางภาษีซึ่งมีความแตกต่างกันว่าสามารถดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศได้อย่างไร จึงมีข้อเสนอแนะและแนวทางแก้ไขโดยปรับปรุงมาตรการทางภาษีของประมวลรัษฎากรและเพิ่มเติมมาตรการที่เป็นประโยชน์มาปรับใช้เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการส่งเสริมและดึงดูดกิจการที่ต้องการเข้ามาลงทุนอย่างแท้จริง
แบบจำลองทางเลือกเชิงพื้นที่สำหรับการตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ กรณีศึกษา พื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากประจำ จังหวัดสุโขทัย, ณรัช วรากุลภิญโญ
แบบจำลองทางเลือกเชิงพื้นที่สำหรับการตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ กรณีศึกษา พื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากประจำ จังหวัดสุโขทัย, ณรัช วรากุลภิญโญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
อุทกภัยเป็นภัยธรรมชาติประเภทหนึ่งที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดซึ่งเกิดจากฝนตกหนัก หิมะละลายอย่างรวดเร็ว คลื่นพายุจากพายุไซโคลนเขตร้อนหรือสึนามิในพื้นที่ชายฝั่งทะเล ซึ่งส่งผลให้เกิดการสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน และคาดว่าความถี่และความรุนแรงของน้ำท่วมจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ประเทศไทยมักเกิดภัยพิบัตินี้อยู่เสมอ ซึ่งจังหวัดสุโขทัยเป็นอีกหนึ่งที่ต้องเผชิญกับปรากฏการณ์นี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ว่าจะมีแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2563 แต่พื้นที่อพยพบางส่วนยังคงอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก วัตถุประสงค์ในศึกษาจึงทำการหาที่ตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวเพื่ออพยพประชาชนในพื้นที่และผู้ประสบภัยที่ต้องการสถานพยาบาล และหาเส้นทางที่เหมาะสมและสะดวกแก่ประชาชนในการอพยพจากหมู่บ้านไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวและไปยังโรงพยาบาล การศึกษานี้ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์และฟังก์ชันโซเวอร์ในไมโครซอฟต์ เอกซ์เซล เพื่อระบุตำแหน่งที่ตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว จากผลการวิจัยพบว่าในพื้นที่ที่ทำการศึกษามีหมู่บ้านจำนวน 41 หมู่บ้านที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากประจำ แล้วสถานที่ตั้งโรงเรียนเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว โดยแบ่งการคำนวณออกเป็นร้อยละ 50 60 70 80 90 และ 100 ของประชากร ผลที่ได้จากการจำลองสถานการณ์ คือ จำนวนศูนย์พักพิงชั่วคราวสามารถรองรับผู้อพยพได้เพียงพอและมีระยะทางเฉลี่ยจากศูนย์พักพิงชั่วคราวไปยังโรงพยาบาลสั้นกว่าแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แต่ระยะทางเฉลี่ยรวมมากขึ้น
การประเมินประสิทธิภาพระบบขนส่งด้วยกระบวนการกิจกรรมหลักด้านโลจิสติกส์ :กรณีศึกษาบริษัท Abc, นนทกร ธรรมไชยางกูร
การประเมินประสิทธิภาพระบบขนส่งด้วยกระบวนการกิจกรรมหลักด้านโลจิสติกส์ :กรณีศึกษาบริษัท Abc, นนทกร ธรรมไชยางกูร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มุ่งเน้นพัฒนาตัวชี้วัดในการประเมินประสิทธิภาพระบบขนส่งด้วยกระบวนการกิจกรรมหลักด้านโลจิสติกส์ด้านการขนส่งและหลักความถูกต้อง ผ่านการทบทวนวรรณกรรมกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะสรุปปัจจัยหลักด้านโลจิสติกส์สำหรับกำหนดตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้อง จากนั้นผู้วิจัยจึงได้พัฒนาตัวชี้วัดขึ้นจากแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องขึ้นก่อนนำไปสัมภาษณ์เชิงลึกและนำส่งแบบประเมินปัจจัยเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของตัวชี้วัดให้กลุ่มตัวอย่างที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมขนส่งของบริษัทจำนวน 10 คน เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของตัวชี้วัดที่พัฒนาขึ้น และประเมินลำดับความสำคัญตามค่าน้ำหนักของปัจจัย หลังจากนั้นจึงทำการทดสอบการประเมินประสิทธิภาพระบบขนส่งด้วยข้อมูลย้อนหลัง 1 ปีของบริษัท (พ.ศ. 2562) ผลการศึกษาพบว่า ตัวชี้วัดในการประเมินประสิทธิภาพระบบขนส่งที่เหมาะสม ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก คือ การสื่อสาร ขนถ่ายและบรรจุ และการขนส่ง มีกิจกรรมละ 5 มิติ ประกอบด้วย มิติของผลิตภัณฑ์ คุณภาพ สถานที่ เวลา และต้นทุน รวมทั้งหมด 15 ตัวชี้วัด โดยกิจกรรมหลักด้านโลจิสติกที่มีความสำคัญสูงที่สุดคือ กิจกรรมขนถ่ายและบรรจุ รองลงมาคือ การสื่อสาร และการขนส่งตามลำดับ ภาพรวมของการประเมินตัวชี้วัดการขนส่งบริษัทขนส่ง ABC เฉลี่ยอยู่ที่ 4.72 คะแนน แม้ว่าการประเมินผลโดยรวมของบริษัทจะอยู่ในระดับดีมาก แต่กลับพบว่าในตัวชี้วัดระยะเวลาเฉลี่ยการส่งคําสั่งซื้อภายในองค์กรนั้นได้ คะแนนเพียง 2.0 ซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง ดังนั้นบริษัทจึงควรให้ความสำคัญในการพัฒนาระบบการสื่อสารภายในองค์กรมากยิ่งขึ้นเพื่อลดผลกระทบและป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
การวิเคราะห์เชิงสถาบันของระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับอุทกภัยในประเทศไทย กรณีศึกษา อุทกภัยจากอิทธิพลพายุโซนร้อนปาบึก พ.ศ.2562 ในจังหวัดนครศรีธรรมราช, ธวัฒชัย ปาละคะมาน
การวิเคราะห์เชิงสถาบันของระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับอุทกภัยในประเทศไทย กรณีศึกษา อุทกภัยจากอิทธิพลพายุโซนร้อนปาบึก พ.ศ.2562 ในจังหวัดนครศรีธรรมราช, ธวัฒชัย ปาละคะมาน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ทบทวนบริบทและแนวคิดระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับอุทกภัยที่มีในประเทศไทยและต่างประเทศ 2) ศึกษาการบริหารจัดการของระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับอุทกภัยของประเทศไทยในเหตุการณ์อุทกภัยจากอิทธิพลพายุโซนร้อนปาบึกในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช 3) ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อการเสริมสมรรถนะกลไกเชิงสถาบันของระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับอุทกภัยของประเทศไทยในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน ซึ่งมีการใช้เครื่องมือการวิเคราะห์เครือข่ายทางสังคมและการสัมภาษณ์เชิงลึก วิธีเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถาม ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่า 1) ประเทศไทยมีหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเพื่อดำเนินการด้านการเตือนภัยจำนวนมาก แต่มีการดำเนินการเตือนภัยที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลโดยเฉพาะในหน่วยงานระดับส่วนกลาง 2) ภาพรวมของเครือข่ายการเตือนภัยล่วงหน้าอยู่ในลักษณะการผสมผสานระหว่างเครือข่ายตารางแบบบางส่วนกับเครือข่ายที่เข้าถึงได้หลายช่องทางที่ไม่สมบูรณ์ บ่งชี้ 2.1) เครือข่ายขาดการกำหนดบทบาทหน้าที่และทิศทางอย่างเป็นทางการจึงให้สมาชิกในเครือข่ายมีปฏิสัมพันธ์กันต่ำ 2.2) สมาชิกในเครือข่ายไม่มีการดำเนินกิจกรรมด้านการเตือนภัยล่วงหน้าเป็นการเฉพาะที่ก่อให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน ส่งผลให้เครือข่ายขาดความเหนียวแน่น และ 2.3) เครือข่ายในระดับท้องถิ่นขาดการเชื่อมโยงกับกลไกการเตือนภัยล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ 3) เสนอให้มีการกำหนดให้มียุทธศาสตร์การเตือนภัยล่วงหน้าเป็นการเฉพาะที่กำหนดความสัมพันธ์เชิงอำนาจอย่างเป็นทางการของหน่วยงานต่าง ๆ ให้สอดคล้องกันตลอดจนกำหนดกลไกการติดตาม การประเมินผล และการพิจารณางบประมาณด้านการเตือนภัยที่มีเอกภาพทั้งประเทศ ตลอดจนกำหนดกลไกแลการเตรียมพร้อมด้านการเตือนภัยในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมในแผนการจัดการภัยพิบัติท้องถิ่น และจัดให้มือคู่มือมาตรฐานปฏิบัติการด้านการเตือนภัย
การวิเคราะห์การหน่วงน้ำเพื่อบรรเทาภาวะน้ำท่วมในเขตเมือง กรุงเทพมหานครด้วยการตัดสินใจแบบหลายเกณฑ์, สุพัชร เทพรส
การวิเคราะห์การหน่วงน้ำเพื่อบรรเทาภาวะน้ำท่วมในเขตเมือง กรุงเทพมหานครด้วยการตัดสินใจแบบหลายเกณฑ์, สุพัชร เทพรส
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้นและรุนแรงขึ้นทำให้เกิดความถี่ของฝนตกหนักมากเพิ่มขึ้น กอปรกับการเปลี่ยนแปลงประเภทการใช้ที่ดินที่มีผลต่อค่าสัมประสิทธิ์การซึมผ่านได้ของดิน การศึกษาวิจัยนี้จึงได้นำแนวคิดของหน้าที่ต้นไม้ในเมืองในระดับยอด ระดับลำต้น ระดับพื้นดินและระดับใต้ดิน เข้ามาประยุกต์ใช้กับโครงสร้างหน่วงน้ำในเมืองที่มีความสัมพันธ์กับปัจจัยพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร เพื่อช่วยบรรเทาสภาวะน้ำท่วมจากฝนตกหนัก ข้อมูลเก็บจากแบบสอบถามจากผู้เชี่ยวชาญ 13 คน แล้วใช้เทคนิค Pairwise Comparison เพื่อหาค่าน้ำหนักความสำคัญของปัจจัยพื้นที่ที่มีผลต่อการหน่วงน้ำ และใช้ Decision Matrix และเกณฑ์ค่าควอร์ไทล์ที่ 3 (Q3) เพื่อหาการประยุกต์ใช้โครงสร้างหน่วงน้ำบนปัจจัยพื้นที่ต่างๆ ผลการศึกษาพบว่า ผู้เชี่ยวชาญให้ค่าน้ำหนักความสำคัญมากที่สุดกับการระบายน้ำของที่ดิน(33%) รองลงมาคือการใช้ประโยชน์ของที่ดิน(22%) ระดับความสูงของที่ดิน(19%) การซึมน้ำของที่ดิน(16%) และกรรมสิทธิ์ของที่ดิน(10%) ตามลำดับ ที่ดินของภาครัฐมีความเป็นไปได้ที่จะประยุกต์ใช้โครงสร้างหน่วงน้ำมากกว่าที่ดินของเอกชน พื้นที่บริเวณทางเท้าเหมาะสมที่จะใช้พื้นน้ำซึมได้ โครงการจัดการน้ำไหลนองควรส่งเสริมใช้กับคูคลองและถนน ความเข้าใจในหน้าที่ของโครงสร้างสีเขียวเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ควรส่งเสริมเข้าไปในชุมชนของกรุงเทพมหานคร โครงสร้างสีเขียวเป็นทั้งตัวกรองดูดซับมลพิษทางอากาศ ดิน และน้ำสำหรับชุมชน อีกทั้งยังช่วยป้องกันน้ำท่วมในขณะที่เกิดฝนตกหนักและสร้างระบบนิเวศที่หลากหลายสอดคล้องตามโครงการกรุงเทพสีเขียว 2030
ปัจจัยการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในเส้นทางวัฒนธรรม กรณีศึกษา ชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมย่านเมืองเก่าริมแม่น้ำเพชรบุรี, ศรัญญู จันทร์วงศ์
ปัจจัยการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในเส้นทางวัฒนธรรม กรณีศึกษา ชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมย่านเมืองเก่าริมแม่น้ำเพชรบุรี, ศรัญญู จันทร์วงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยเรื่อง "ปัจจัยการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในเส้นทางวัฒนธรรม กรณีศึกษา ชุมชนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมย่านเมืองเก่าริมแม่น้ำเพชรบุรี" ในครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงปริมาณกับการศึกษาเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาเพื่อ 1) เพื่อศึกษาทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมย่านเมืองเก่าริมแม่น้ำเพชรบุรีที่สามารถนำมาต่อยอดให้เกิดมูลค่าเพิ่มและกิจกรรมทางการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ 2) เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมและศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของตัวแทนชุมชนและสมาชิกในชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมย่านเมืองเก่าริมแม่น้ำเพชรบุรี 3) เพื่อเสนอแนะปัจจัยที่นำไปสู่แนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมย่านเมืองเก่าริมแม่น้ำเพชรบุรีในอนาคต ผลการศึกษา พบว่า 1) ทุนทางวัฒนธรรมมีความสอดคล้องและเอื้อให้สามารถให้เกิดกระบวนการที่ดำเนินให้เกิดการพัฒนา โดยสามารถใช้ปัจจัยภายในชุมชนนำเสนอและยกระดับให้เกิดการสร้างแรงจูงใจนักท่องเที่ยวชาวไทย 2) การมีส่วนร่วมในชุมชนมีการให้ความร่วมมือในการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวค่อนข้างน้อย เนื่องจากการจัดงานดำเนินการโดยกลุ่มแกนนำเป็นส่วนมาก ทำให้สมาชิกในชุมชนส่วนหนึ่งมีส่วนร่วมกับกิจกรรมในระดับน้อย ทางด้านศักยภาพของชุมชนมีความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวชาวไทยในระดับที่ดี ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดแล้ว สังคมและชุมชน 3) แนวทางในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในเส้นทางวัฒนธรรมที่ต้องอาศัยการจัดการที่ดีและความมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เนื่องจากชุมชนมีทิ้งจุดเด่นและจุดที่ต้องปรับปรุงของชุมชนที่สามารถพัฒนาไปเป็นการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และกระตุ้นเศรษฐกิจภายในชุมชนไปในทิศทางที่ดียิ่งขึ้น โดยในชุมชนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมย่านเมืองเก่าริมแม่น้ำเพชรบุรีมีปัจจัยอยู่ 4 ด้าน ได้แก่ ปัจจัยด้านการจัดการ ปัจจัยด้านการมีส่วนร่วม ปัจจัยด้านการเข้าถึงและปัจจัยด้านสถานที่ท่องเที่ยว
อุบัติการณ์และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันในผู้สูงอายุที่ได้รับการรักษาด้วยยาแวนโคมัยซิน, ธนัญญา มาฆะศิรานนท์
อุบัติการณ์และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันในผู้สูงอายุที่ได้รับการรักษาด้วยยาแวนโคมัยซิน, ธนัญญา มาฆะศิรานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอุบัติการณ์และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันในผู้สูงอายุที่ได้รับการรักษาด้วย vancomycin เป็นการวิจัยภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปที่ได้รับ vancomycin รูปแบบฉีดเข้าหลอดเลือดดำ เก็บข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วยใน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2560 ถึงมิถุนายน พ.ศ. 2562 ประเมินการเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันตามเกณฑ์ KDIGO และวิเคราะห์หาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันโดยการวิเคราะห์ Multiple logistic regression ผลการวิจัย กลุ่มตัวอย่างจำนวน 244 ราย เกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน 64 ราย คิดเป็นอุบัติการณ์ 10.49 รายต่อ 100 ประชากรต่อปี ผลการวิเคราะห์ Multiple logistic regression พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันในผู้สูงอายุที่ได้รับ vancomycin อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ค่าเฉลี่ยระดับ vancomycin ในพลาสมา ณ จุดต่ำสุด (Cave, trough) และจำนวนยาที่เป็นพิษต่อไตเมื่อใช้ร่วมกันตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป โดยกลุ่มที่มี Cave, trough ที่ 15.0-19.9, 20.0-24.9, 25.0-29.9 และ 30.0 มิลลิกรัมต่อลิตรขึ้นไปมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันสูงกว่ากลุ่มที่มี Cave, trough ที่น้อยกว่า 15.0 มิลลิกรัมต่อลิตร Adjusted odd ratio (ORadj) = 3.98 (95% CI: 1.24-12.78), 4.06 (95% CI: 1.24-13.35), 9.88 (95% CI: 2.77-35.19) และ 17.86 (95% CI: 4.78-66.67) ตามลำดับ ส่วนกลุ่มที่ได้รับจำนวนยาที่เป็นพิษต่อไตเมื่อใช้ร่วมกันตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันสูงกว่ากลุ่มที่มีจำนวนยาที่เป็นพิษน้อยกว่า 2 ชนิด …
ผลลัพธ์การรักษาและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่ออัตราความสำเร็จในการรักษาผู้ป่วยวัณโรคปอดในผู้ใหญ่ ณ คลินิกควบคุมการติดเชื้อทางเดินหายใจ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, นันทวัฒน์ ตันธนาสุวัฒน์
ผลลัพธ์การรักษาและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่ออัตราความสำเร็จในการรักษาผู้ป่วยวัณโรคปอดในผู้ใหญ่ ณ คลินิกควบคุมการติดเชื้อทางเดินหายใจ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, นันทวัฒน์ ตันธนาสุวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาอัตราความสำเร็จในการรักษาผู้ป่วยวัณโรคปอดในผู้ใหญ่ และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่ออัตราความสำเร็จในการรักษาผู้ป่วยวัณโรคปอดในผู้ใหญ่ ณ คลินิกควบคุมการติดเชื้อทางเดินหายใจ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย วิธีการวิจัย: เป็นการศึกษาย้อนหลังเชิงพรรณนา ทำในผู้ป่วยวัณโรคปอดที่เข้ารับการรักษา ณ คลินิกควบคุมการติดเชื้อทางเดินหายใจ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2561 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2564 โดยเก็บข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วยนอก แบบเก็บข้อมูลคลินิกควบคุมการติดเชื้อทางเดินหายใจ สมุดลงทะเบียนผู้ป่วย TB-03 และโปรแกรม KCMS_HIS วิเคราะห์ข้อมูล univariate และ multivariate ด้วยสถิติ Binary logistics regression หาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่ออัตราความสำเร็จในการรักษาวัณโรค ผลการวิจัย: ผู้ป่วยวัณโรคปอดเข้าร่วมการศึกษาทั้งสิ้น 538 ราย ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย 325 ราย (ร้อยละ 60.4) อายุและน้ำหนักตัวเฉลี่ย คือ 52.0 ± 31.0 ปี และ 53.0 ± 14.8 กิโลกรัม ตามลำดับ ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยวัณโรคที่ไวต่อยา (ร้อยละ 87.2) ไม่มีประวัติการรักษาวัณโรค (ร้อยละ 86.2) และไม่มีการติดเชื้อเอชไอวีร่วมด้วย (ร้อยละ 93.3) สำหรับปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับอัตราความสำเร็จในการรักษา วัณโรคปอดในผู้ใหญ่ ได้แก่ อายุ น้ำหนักตัว การติดเชื้อเอชไอวี และผลตรวจเสมหะ โดยผู้ป่วยวัณโรคที่มีอายุน้อยกว่า 60 ปี มีโอกาสประสบความสำเร็จในการรักษามากกว่าผู้ป่วยวัณโรคที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 60 ปี 2.11 เท่า (ORadj = 2.11, 95%CI: 1.26 – 3.56) ผู้ป่วยวัณโรคที่มีน้ำหนักตัวมากกว่า 40 กิโลกรัม มีโอกาสประสบความสำเร็จในการรักษามากกว่าผู้ป่วยวัณโรคที่มีน้ำหนักตัวไม่เกิน 40 กิโลกรัม 2.46 เท่า (ORadj = 2.46, 95%CI: 1.27 …