Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (3086)
- Social and Behavioral Sciences (2614)
- Engineering (2554)
- Physical Sciences and Mathematics (1876)
- Education (1377)
-
- Arts and Humanities (1146)
- Law (897)
- Business (839)
- Medical Sciences (830)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Life Sciences (645)
- Computer Sciences (618)
- Architecture (582)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (547)
- Civil and Environmental Engineering (478)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Nursing (445)
- Economics (441)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (375)
- Sociology (373)
- Industrial Engineering (372)
- Dentistry (357)
- Electrical and Computer Engineering (357)
- Law and Economics (344)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (342)
- Political Science (342)
- Operational Research (307)
Articles 6481 - 6510 of 15281
Full-Text Articles in Entire DC Network
การออกแบบเรขศิลป์สำหรับร้านอาหารออร์แกนิคเพื่อกลุ่มเจเนอเรชันซี, รีเบ็คก้า เบอร์โรว์
การออกแบบเรขศิลป์สำหรับร้านอาหารออร์แกนิคเพื่อกลุ่มเจเนอเรชันซี, รีเบ็คก้า เบอร์โรว์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเรื่องการออกแบบเรขศิลป์สำหรับร้านอาหารออร์แกนิคเพื่อกลุ่มเจเนอเรชันซีโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหากลยุทธ์และแนวทางการออกแบบร้านอาหารออร์แกนิคเพื่อกลุ่มเจเนอเรชันซีรวมทั้งการศึกษาแนวทางการจัดองค์ประกอบทางเรขศิลป์ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ร้านอาหารออร์แกนิคเพื่อกลุ่มเจเนอเรชันซี ขั้นตอนและวิธีการวิจัย โดยเก็บข้อมูลจากประเภทเอกสารงานวิจัย งานวิทยานิพนธ์ ตำราหนังสือ บทความเอกสาร อินเตอร์เน็ต สิ่งพิมพ์ ได้ทำการสัมภาษณ์ และสัมภาษณ์เชิงลึก จากประเภทกลุ่มเป้าหมาย และผู้เชี่ยวชาญทางด้านการออกแบบ จากการเก็บข้อมูลที่ได้มานั้น นำมาวิเคราะห์ และสร้างเป็นแบบสอบถาม ทำให้ได้ข้อมูลนำมาดำเนินการออกแบบต่อไป สรุปผลการวิจัยพบว่า สารที่ต้องการจะสื่อสำหรับการออกแบบเรขศิลป์สำหรับร้านอาหารออร์แกนิคเพื่อกลุ่มเจเนอเรชันซีที่ใช้ กับร้านอาหาร คือ Fresh Journey การออกแบบเรขศิลป์ให้กับร้านอาหารสร้างเพื่อให้กลุ่มเจเนอเรชันซี
นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายสตรีลักซ์ชัวรี่ปาร์ตี้แวร์ สําหรับกลุ่มโมเดิร์นเอธิคอล มิลเลนเนียล จากเทคนิคการถักนิตติ้ง ด้วยแนวคิดไร้เศษ, ปวีร์ ไพฑูรย์รังสฤษดิ์
นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายสตรีลักซ์ชัวรี่ปาร์ตี้แวร์ สําหรับกลุ่มโมเดิร์นเอธิคอล มิลเลนเนียล จากเทคนิคการถักนิตติ้ง ด้วยแนวคิดไร้เศษ, ปวีร์ ไพฑูรย์รังสฤษดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากปัญหาสิ่งแวดล้อมของโลกในปัจจุบัน ทำให้ผู้บริโภครุ่นใหม่มีแนวโน้มการความสนใจและพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป โดยกลุ่มคนในช่วงอายุ 25-40 ปีหรือมิลเลนเนียลเจนเนอร์เรชัน ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีรายได้ มีการตัดสินใจซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคต่าง ๆ ด้วยตัวเอง ให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมและสนใจถึงที่มาทางด้านจริยธรรมของสินค้าที่ใช้มากขึ้น ว่าเป็นมิตรต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมโดยรวมหรือไม่ ไม่ใช่เพียงแต่เรื่องของสีหรือรูปแบบเสื้อผ้าเหมือนที่ผ่านมาเท่านั้น ก่อให้เกิดกลุ่มเป้าหมายใหม่ ได้แก่ กลุ่ม โมเดิร์นเอธิคอลมิลเลนเนียล (Modern Ethical Millennials Consumers) ซึ่งเป็นผู้บริโภคที่นำเอาแนวคิดการบริโภคอย่างยั่งยืนมาเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าแฟชั่น จากการสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมาย 6 คน ผู้ถูกสัมภาษณ์จำนวน 5 คน ให้ความเห็นว่า ในประเทศไทยมีตราสินค้าเครื่องแต่งกายทางเลือกที่ออกแบบด้วยแนวคิดความยั่งยืนน้อยมาก เมื่อต้องเลือกเครื่องแต่งกายสำหรับไปงานเลี้ยงสังสรรค์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยังมีทางเลือกไม่มากในการเลือกเครื่องแต่งกายในโอกาสงานเลี้ยงสังสรรค์ ทั้งในด้านของวัสดุ ด้านการออกแบบ และด้านโอกาสการใช้สอย ทั้งนี้จากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างเพิ่มเติมพบว่า กลุ่มตัวอย่างให้ความสนใจกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มาจากขยะและการจัดการขยะอย่างมาก เนื่องจากเป็นปัญหาที่พบเห็นได้ใกล้ตัว ดังนั้นการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยแนวคิดไร้เศษ หรือการออกแบบโดยยึดเอาแนวทางการลดขยะให้เหลือศูนย์ เพื่อเป็นการหยุดปัญหาตั้งแต่ต้นทาง จึงนับเป็นแนวทางการแก้ปัญหาการออกแบบเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ้าที่ได้จากการถัก (Knitting) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแนวคิดการออกแบบแฟชั่นแบบไร้เศษ แต่ปัจจุบันมีการนำมาใช้ในการสร้างชิ้นงานแฟชั่น ลักซ์ชัวรี่ปาร์ตี้แวร์ (Luxury Partywear) ไม่มากนัก งานวิจัยนี้จึงเป็นทางเลือกทางการตลาดที่ผู้วิจัยพบว่า หากมีการพัฒนากระบวนการออกแบบลักซ์ชัวรี่ปาร์ตี้แวร์ (Luxury Partywear) จากการถัก (Knitting) จะส่งผลให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการซื้อสินค้าเพิ่มมากขึ้น
การออกแบบเรขศิลป์เพื่อแบรนด์บอร์ดเกมที่สอดแทรกความรู้สำหรับเจเนอเรชันวาย, เจียรนัย ธนูธรรมาคุณ
การออกแบบเรขศิลป์เพื่อแบรนด์บอร์ดเกมที่สอดแทรกความรู้สำหรับเจเนอเรชันวาย, เจียรนัย ธนูธรรมาคุณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาแนวทางการออกแบบเรขศิลป์แบรนด์บอร์ดเกมที่สอดแทรกความรู้สำหรับกลุ่มเป้าหมายเจเนอเรชันวาย วิธีที่ใช้ในการวิจัยงาน คือ ศึกษาและรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ บอร์ดเกม แบรนด์บอร์ดเกม และพฤติกรรมการเล่นบอร์ดเกม และพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดีย โดยผู้วิจัยจะนำข้อมูลที่ได้มาทำแบบสอบถามให้กับกลุ่มเป้าหมาย หลังจากนั้นผู้วิจัยจะวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อหาแนวทางการออกแบบเรขศิลป์แบรนด์บอร์ดเกมที่สอดแทรกความรู้สำหรับกลุ่มเป้าหมายเจเนอเรชันวาย หลังจากนั้นจึงสร้างสารที่ต้องการจะสื่อ และให้กลุ่มเป้าหมายประเมินและให้คะแนน จากนั้นผู้วิจัยได้สรุปหาสารที่ต้องการจะสื่อที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายและแบรนด์บอร์ดเกม จากการศึกษาพบว่า แบรนด์บอร์ดเกมควรมีหน้าร้าน เพราะมีความสอดคล้องต่อพฤติกรรมการเล่นบอร์ดเกมของกลุ่มเป้าหมาย ทั้งในด้านของสถานที่เลือกเล่นบอร์ดเกม การศึกษากติกาการเล่นจากเพื่อนหรือให้พนักงานที่ร้านมาสอนให้ มีการเล่นบอร์ดเกมเดิมเพียง 1-3 ครั้ง รวมปถึงการเลือกซื้อบอร์ดเกมจะเลือกซื้อจากหน้าร้าน แนวโน้มของแบรนด์บอร์ดเกมที่สื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายจะมีลักษณะ เป็นมิตร ดูสดใส และมีชีวิตชีวา รวมไปถึงการสอดแทรกความรู้ผ่านการเล่นบอร์ดเกม ก็สอดคล้องกับพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย ที่มีความกระตือรือร้น ชอบเข้าสังคม ชอบการเรียนรู้ และการหาความรู้รอบตัว
การออกแบบเรขศิลป์เพื่อดิจิทัลแพลตฟอร์มสำหรับกลุ่มเอ็กซ์โทรเวิร์ต, พาขวัญ นาคุณทรง
การออกแบบเรขศิลป์เพื่อดิจิทัลแพลตฟอร์มสำหรับกลุ่มเอ็กซ์โทรเวิร์ต, พาขวัญ นาคุณทรง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาแนวทางการออกแบบเรขศิลป์เพื่อดิจิทัลแพลตฟอร์มสำหรับกลุ่มเอ็กซ์โทรเวิร์ต เนื่องจากสถานการณ์ภัยพิบัติต่าง ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ได้ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมต้องปรับเปลี่ยน หรือพฤติกรรมบางอย่างในการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะกลุ่มคนเอ็กซ์โทรเวิร์ต ซึ่งพฤติกรรมที่ต้องปรับเปลี่ยนนั้นทำให้เกิดการพึ่งพาการใช้สื่อ หรือดิจิทัลแพลตฟอร์มสำหรับใช้งานหรือติดต่อสื่อสารกับผู้คน ซึ่งผู้วิจัยเล็งเห็นว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันจะกลายเป็นเรื่องปกติในอนาคต ที่คนบางกลุ่มอาจคุ้นชินกับการใช้ชีวิต ทำกิจกรรม และทำงานภายในที่พักอาศัยของตนมากกว่าการออกไปทำงานข้างนอก จนกลายเป็นการใช้ชีวิตวิถีใหม่ หรือที่เรียกว่า New normal วิธีที่ใช้ในงานวิจัยคือ รวบรวมข้อมูลจากสื่อต่าง ๆ ที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ดิจิทัลแพลตฟอร์ม บทความ งานวิจัย และสื่ออินเทอร์เน็ต โดยนำข้อมูลที่ได้มาจัดทำแบบสอบถามออนไลน์โดยให้กลุ่มเป้าหมาย จากนั้นผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้านเนื้อหา ข้อมูลจากแบบสอบถามออนไลน์ และสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเอ็กซ์โทรเวิร์ต เพื่อพิจารณาหาบุคลิกภาพที่เหมาะสมกับโครงการการออกแบบเรขศิลป์เพื่อดิจิทัลแพลตฟอร์มสำหรับกลุ่มเอ็กซ์โทรเวิร์ต และใช้แก้ปัญหานำวิจัยด้วยการออกแบบสื่อเรขศิลป์ สรุปผลการวิจัยพบว่า แนวโน้มในการออกแบบเรขศิลป์ควรใช้รูปทรงอิสระ และใช้สีสันที่สดใส มีชีวิตชีวา โดยเฉพาะสีส้ม จะช่วยกระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมายอยากใช้งานมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการออกแบบบริการที่ช่วยให้ผู้ใช้งานมีส่วนร่วม และสภาพแวดล้อมเสมือนจริง บนดิจิทัลแพลตฟอร์มจะช่วยเพิ่มความน่าสนใจ และสมควรนำมาใช้ในการออกแบบเรขศิลป์เพื่อดิจิทัลแพลตฟอร์มสำหรับกลุ่มเอ็กซ์โทรเวิร์ต
การออกแบบเรขศิลป์เพื่อแบรนด์สุขภาพโดยใช้กลยุทธ์การตลาดแบบน่ารัก, ชนนิกานต์ กาญจนวัฒนกูล
การออกแบบเรขศิลป์เพื่อแบรนด์สุขภาพโดยใช้กลยุทธ์การตลาดแบบน่ารัก, ชนนิกานต์ กาญจนวัฒนกูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยการออกแบบเรขศิลป์เพื่อแบรนด์สุขภาพ โดยใช้กลยุทธ์การตลาดแบบน่ารัก มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและสร้างแนวการออกแบบเรขศิลป์เพื่อแบรนด์สุขภาพ โดยใช้กลยุทธ์การตลาดแบบน่ารัก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมีดังต่อไปนี้ 1.)วิเคราะห์ข้อมูลแบรนด์ Plant-Based Food ในไทย 2.)สัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มตัวอย่าง Millennials ที่ทาน Plant-Based Food 3.)แบบสอบถามผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาสารที่ใช้สื่อสารการออกแบบ 4.)แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างเพื่อหาสาร บุคลิกภาพ และชื่อแบรนด์ที่เหมาะสม 5.)วิเคราะห์ข้อมูลของมาสคอตและทฤษฎีความน่ารัก 6.)วิเคราะห์ข้อมูล 2021-22 Graphic Design and Packaging Trends 7.)สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า 1.)สื่อที่เหมาะสม ได้แก่ สื่อสารความน่ารักผ่าน Mascot หรือ Character 2.)สารที่มีความเหมาะสมมากที่สุด ได้แก่ Fun in the Garden และบุคลิกภาพ คือ Natural (ดูเป็นธรรมชาติ), Lively (มีชีวิตชีวา), Enjoyable (สนุกสนาน) 3.)แนวทางการออกแบบเรขศิลป์ที่เหมาะสม Mascot ได้แก่ คนหรือสัตว์ และด้านทฤษฎีความน่ารัก กลมมน, ศรีษะใหญ่, เหมือนเด็ก, ตาโต, เรียบง่าย, ขนาดเล็ก, แก้มยุ้ย, ลำตัวอวบ, ไร้เดียงสา, น่าทะนุถนอม และด้านตัวอักษร San-Serif, Graphic Illustrations และ Muted Color Palettes
การออกแบบเรขศิลป์สิ่งแวดล้อมสําหรับศูนย์การออกแบบอัพไซเคิล, จินสมรรถ สิมะพิเชฐ
การออกแบบเรขศิลป์สิ่งแวดล้อมสําหรับศูนย์การออกแบบอัพไซเคิล, จินสมรรถ สิมะพิเชฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่องการออกแบบเรขศิลป์สิ่งแวดล้อมสำหรับศูนย์การออกแบบอัพไซเคิลมีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหากลยุทธ์ในการออกแบบเรขศิลป์สำหรับ Bangkok Upcycle Design Center และเพื่อศึกษาหาลักษณะของการออกแบบเรขศิลป์ที่เหมาะสมสำหรับ Bangkok Upcycle Design Center สำหรับการให้ความรู้ในเรื่องการออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม และการให้ความสะดวกในการใช้งานของศูนย์การออกแบบอัพไซเคิลผ่านการออกแบบด้วยสื่อเรขศิลป์รูปแบบต่างๆ เครื่องมือในการวิจัยมีดังต่อไปนี้ 1. การศึกษาและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ Upcycling 2.ลำดับความสำคัญ และ ปริมาณเของเนื้อหาตามที่กลุ่มเป้าหมายควรจะรู้และนำข้อมูลทั้งหมดมาจัด Hierarchy 3. การกำหนดเกณฑ์กลุ่มเป้าหมายทางกายภาพ (Demographic) และทางจินตภาพ (Psychographic) จากการสัมภาษณ์ เชิงลึกจากกลุ่มเป้าหมายทั้ง 5คน 4. สรุปผลลักษณะ Persona และ Insight ของกลุ่มเป้าหมายจากการสัมภาษณ์ เชิงลึกจากกลุ่มเป้าหมายทั้ง 5คน 5.วิเคราะห์หาบุคลิกภาพและอารมณ์ จากสารที่ต้องการจะสื่อ และกลยุทธ์การใช้สื่อ จากการสอบถามกลุ่มเป้าหมาย และใช้การกรองด้วยคำสำคัญ ผลการวิจัยพบว่า บุคลิกภาพและอารมณ์จากคำสำคัญทั้ง 3 ทันสมัย หัวใหม่ (Modern) มีพลังปราญปรียว (Dynamic) ใช้ได้จริง(Practical) ได้สารที่ต้องการจะสื่อ คือ Better for Future system ได้แนวทางการออกแบบเรขศิลป์ และเรขศิลป์สิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับบุคลิกภาพและอารมณ์
การออกแบบเรขศิลป์เพื่อแบรนด์คาเฟ่และการออกกำลังกาย, ชยุตม์ ศรพรหมมาศ
การออกแบบเรขศิลป์เพื่อแบรนด์คาเฟ่และการออกกำลังกาย, ชยุตม์ ศรพรหมมาศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาแนวทางการออกแบบเรขศิลป์สำหรับแบรนด์ร้านคาเฟ่และการออกกำลังกายและเพื่อค้นหากลยุทธ์สำหรับแบรนด์ร้านคาเฟ่และการออกกำลังกาย วิธีที่ใช้ในงานวิจัยคือ การศึกษาและรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ คาเฟ่ การกิน และการออกกำลังกาย โดยนำข้อมูลที่ได้มาทำแบบสอบถามกับกลุ่มเป้าหมาย จากนั้นผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาวัตถุประสงค์ของการออกแบบ พิจารณาหาบุคลิกภาพที่เหมาะสมกับโครงการออกแบบเรขศิลป์คาเฟ่และการออกกำลังกาย และได้สร้างสารที่จะสื่อ โดยให้กลุ่มเป้าหมายประเมิณและให้คะแนน จากนั้นผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์แนวโน้มในการออกแบบเรขศิลป์ปี 2564 แล้วใช้ผลงานที่ได้รางวัลจาก Indigo Design Awards 2021 เพื่อนำมาเปรียบเทียบหาความสอดคล้อง หาแนวทางในการออกแบบ สรุปผลการวิจัยพบว่า แนวโน้มในการออกแบบ แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ และ รูปทรงเรขาคณิต เป็นแนวทางที่ดี ที่ควรนำมาใช้ในการออกแบบเรขศิลป์เพื่อแบรนด์คาเฟ่และการออกกำลังกาย
การออกแบบเรขศิลป์แบรนด์อีคอมเมิร์ชวัสดุสำหรับนักออกแบบแฟชั่น, ฐิติกา มหาบุณย์
การออกแบบเรขศิลป์แบรนด์อีคอมเมิร์ชวัสดุสำหรับนักออกแบบแฟชั่น, ฐิติกา มหาบุณย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเรื่องการออกแบบเรขศิลป์แบรนด์อีคอมเมิร์ชวัสดุสำหรับนักออกแบบแฟชั่น โดยมีวัตถุประสงค์ 2 ประการคือ 1. เพื่อหากลยุทธ์และแนวทางการออกแบบเรขศิลป์แบรนด์อีคอมเมิร์ชวัสดุสำหรับนักออกแบบแฟชั่น 2. เพื่อหาองค์ประกอบหลักที่เหมาะสมในแนวทางการออกแบบเรขศิลป์แบรนด์อีคอมเมิร์ชวัสดุสำหรับนักออกแบบแฟชั่นให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย ขั้นตอนและวิธีการวิจัยโดยการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภค ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับย่านวัสดุ ทฤษฎีเกี่ยวกับการออกแบบแอปพลิเคชัน ทฤษฎีการออกแบบอัตลักษณ์องค์กร ข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมาย นำข้อมูลมาวิเคราะห์ สัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมาย และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ใช้ในการออกแบบต่อไป ผลการวิจัยสามารถชี้ให้เห็นได้ดังนี้ 1. กลยุทธ์ในการออกแบบแบรนด์อีคอมเมิร์ชวัสดุสำหรับนักออกแบบแฟชั่นได้สารที่ต้องการจะสื่อ (Concept) คือ ‘Fash in one’ และบุคลิกภาพของงานคือ ดูเป็นหนุ่มสาว เฉียบแหลม สนุกสนาน 2. แนวทางการออกแบบ UI ที่เหมาะสมคือ บรูทัลลิสต์ และการกลับมาของแฟลตดีไซน์ แนวทางการออกแบบ UX ที่เหมาะสมคือ ประสบการณ์ไร้รอยต่อ และ ประสบการณ์ผู้ใช้ส่วนบุคคล
การเล่าเรื่องเพื่อส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับธุรกิจผ่านซีรีส์เรื่อง Start-Up, ไปรยา สุระชัย
การเล่าเรื่องเพื่อส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับธุรกิจผ่านซีรีส์เรื่อง Start-Up, ไปรยา สุระชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เกาหลีใต้มีความพยายามในการผลักดันระบบเศรษฐกิจใหม่ โดยให้ความสำคัญกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และธุรกิจสตาร์ทอัพ ซึ่งนอกจากจะสร้างนโยบายออกมาเพื่อรองรับระบบเศรษฐกิจใหม่แล้ว ยังส่งเสริมและผลักดันผ่านสื่อบันเทิงในรูปแบบของซีรีส์อีกด้วย การวิจัยในครั้งจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อศึกษาการเล่าเรื่องเพื่อถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการทำธุรกิจในซีรีส์เรื่อง Start-Up และเพื่อวิเคราะห์การตระหนักรู้ต่อการถ่ายทอดความรู้ที่เกิดขึ้นในซีรีย์ โดยงานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการวิเคราะห์ตัวบทและการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มผู้ชมและผู้เชี่ยวชาญ ผลการวิจัยพบว่า กลวิธีการเล่าเรื่องเพื่อถ่ายทอดความรู้ของซีรีส์เรื่องนี้จะประกอบไปด้วย 3 ปัจจัย ได้แก่ โครงเรื่องที่แบ่งออกเป็น 2 เส้นเรื่อง คือ เส้นเรื่องหลักจะนำเสนอเกี่ยวกับการทำธุรกิจสตาร์ทอัพ และเส้นเรื่องความสัมพันธ์ นำเสนอเรื่องราวความสัมพันธ์ในครอบครัวและความรักสามเศร้าของตัวละคร โดยมีปมความขัดแย้งเป็นพาหะในการขับเคลื่อนเรื่องราวเพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเนื้อหาความรู้เกี่ยวกับธุรกิจสตาร์ทอัพ และในส่วนของตัวละครหลักในเรื่องจะมีลักษณะแบบพลวัต มีพัฒนาการในการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างชัดเจน ซึ่งช่วยทำให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกเชื่อในเนื้อหาความรู้ที่ผู้สร้างสอดแทรกเอาไว้ในเนื้อเรื่อง ในส่วนของการตระหนักด้านการเล่าเรื่องเพื่อถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับธุรกิจ พบว่าซีรีส์เรื่องนี้เปรียบเสมือนเป็นบันไดขั้นแรกที่ทำให้ผู้ชมได้เข้าใจระบบนิเวศน์และการทำธุรกิจสตาร์ทอัพ โดยกลุ่มผู้ชมทั่วไปจะมีความตระหนักและได้รับความเข้าใจเกี่ยวกับความรู้เกี่ยวกับธุรกิจมากกว่ากลุ่มผู้ชมที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกิจสตาร์ทอัพที่ปรากฎในซีรีส์เรื่องนี้เป็นข้อมูลระดับพื้นฐานของการทำธุรกิจที่ตัวผู้เชี่ยวชาญต่างทราบอยู่ก่อนแล้ว ในขณะเดียวกันแม้ว่าซีรีส์เรื่องนี้จะมีกลวิธีการเล่าเรื่องที่ใช้เส้นเรื่องความสัมพันธ์เข้ามาดึงดูดความสนใจของผู้ชม แต่กลุ่มผู้ชมกลับรู้สึกว่าเส้นเรื่องความสัมพันธ์กลับเป็นส่วนที่รู้สึกว่าถูกยัดเยียดเข้ามา จนความเข้มข้นของเนื้อหาการทำธุรกิจขาดหายไป และแม้ว่าซีรีส์เรื่องนี้จะมีการถ่ายทอดเนื้อหาเกี่ยวกับการทำธุรกิจที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงอยู่บ้าง เนื่องจากซีรีส์เป็นสื่อละครเพื่อความบันเทิง จึงไม่สามารถสอดแทรกความรู้ลงไปได้ทั้งหมด แต่ในภาพรวมซีรีส์เรื่องนี้ก็สามารถทำให้ผู้ชมเกิดตระหนักและมีความเข้าใจเกี่ยวกับความรู้ทางธุรกิจสตาร์ทอัพได้ดียิ่งขึ้น
การวิเคราะห์ความเป็นอื่นของตัวละครในภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่อง Finding Nemo และ Finding Dory, ภาพเพรง เลี้ยงสุข
การวิเคราะห์ความเป็นอื่นของตัวละครในภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่อง Finding Nemo และ Finding Dory, ภาพเพรง เลี้ยงสุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่อง การวิเคราะห์ความเป็นอื่นของตัวละครในภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่อง Finding Nemo และ Finding Dory มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อวิเคราะห์การออกแบบเนื้อหาของภาพยนตร์แอนิเมชัน เรื่อง Finding Nemo และ Finding Dory และ 2. เพื่อวิเคราะห์ความเป็นอื่นของตัวละครในภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่อง Finding Nemo และ Finding Dory โดยใช้ระเบียบการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ศึกษาแก่นความคิด โครงเรื่อง ฉาก และตัวละครของภาพยนตร์ทั้งสองเรื่อง ด้วยการวิเคราะห์ตัวบท แนวคิดเกี่ยวกับสัญวิทยา และการสร้างตัวละคร เพื่อใช้ข้อมูลมาประกอบการตีความร่วมกับแนวคิดเรื่อง ความเป็นอื่น (Otherness) เพื่อทำความเข้าใจในการนำเสนอตัวละครที่มีลักษณะเป็นอื่นในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งเป็นตัวละครส่วนใหญ่ของภาพยนตร์ชุดนี้ ผลการวิจัยพบว่า ภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องนำเสนอแก่นความคิดเกี่ยวกับความซับซ้อนในความสัมพันธ์ของมนุษย์ ซึ่ง Finding Nemo มีแก่นความคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์พ่อแม่-ลูก และ Finding Dory มีแก่นความคิดเกี่ยวกับการยอมรับตนเองและความสัมพันธ์ในครอบครัว แก่นความคิดของภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องนำเสนอเนื้อหาสาระเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของมนุษย์กับคนรอบตัวที่สามารถเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นได้ ข้อค้นพบจากการศึกษาโครงเรื่อง พบว่า Finding Nemo และ Finding Dory มีจุดเริ่มและจุดสิ้นสุดของเรื่อง ณ ฉากเดียวกัน คือ ฉากแนวปะการังริมผาขาด ส่วนผลการวิเคราะห์ความเป็นอื่นของตัวละครในภาพยนตร์สองเรื่องนี้พบว่า มีแนวทางในการนำเสนอความเป็นอื่นผ่านการสร้างความหมาย 2 รูปแบบ คือ รูปแบบที่ 1 การใช้ภาษาที่มีลักษณะแบบขั้วตรงข้าม ในบทพูดและภาพ และรูปแบบที่ 2 การเหมารวมทางสังคมที่สร้างชุดความหมายให้พันธุ์ปลาเทียบเคียงได้กับชาติพันธุ์มนุษย์ มีการจัดกลุ่มแบ่งแยกกลุ่มคนในสังคม ซึ่งทำให้ตัวละครบางส่วนในเรื่องมีภาพแทนเชิงสังคมที่มีลักษณะเป็นอื่น
การออกแบบเรขศิลป์จากทฤษฎีสตรีนิยม, ไพรินรดา แสงสว่าง
การออกแบบเรขศิลป์จากทฤษฎีสตรีนิยม, ไพรินรดา แสงสว่าง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
‘เฟมินิสต์’ หรือ สตรีนิยม เป็นการการเคารพในประสบการณ์ อัตลักษณ์ ความรู้และจุดแข็งของผู้หญิงที่หลากหลาย และมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมให้ผู้หญิงทุกคนตระหนักถึงสิทธิของตนอย่างเต็มที่ จุดประสงค์ของประเด็นนี้คือเพื่อสร้างความตระหนักถึงการรับรู้เรื่องสตรีนิยม แสดงให้เห็นถึงโอกาสอันดีในการศึกษาวิจัยและต่อยอดองค์ความรู้สู่การออกแบบเรขศิลป์ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาแนวทางการออกแบบเรขศิลป์จากทฤษฎีสตรีนิยม และศึกษาหากลยุทธ์เพื่อเผยแพร่แนวทางการออกแบบเรขศิลป์ที่ได้จากทฤษฎีสตรีนิยม ดำเนินวิธีการวิจัยโดย 1. ศึกษาและรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎีสตรีนิยมและต้นแบบบุคคลโดยการตอบแบบสอบถามและสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านสตรีนิยม 2. วิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์และประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเรขศิลป์วิเคราะห์ร่วมกับวรรณกรรมและเพื่อระบุแนวทางที่เหมาะสมสำหรับการออกแบบกลยุทธ์ของกรณีศึกษา 3. สร้างแบบสอบถามจากสารที่ต้องการจะสื่อ และกลยุทธ์การใช้สื่อ โดยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเรขศิลป์ และใช้การกรองด้วยคำสำคัญ ผลการวิจัยพบว่า 1. คันพบลักษณะต้นแบบบุคคลผู้หญิง ซึ่งประกอบไปด้วยลักษณะของต้นแบบบุคคลทั้งหมด 4 ตันแบบ ได้แก่ หญิงสาว (Maiden), มารดา (Mother), หญิงผู้มีเสรี (Wild Woman), หญิงผู้รอบรู้ (Wise Woman) ซึ่งจะนำไปเป็นแนวทางในการออกแบบขั้นต่อไป 2. ได้กลยุทธ์ของ 4 กรณีศึกษาแบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่ประยุกต์ใช้องค์ความรู้เกี่ยวกับการออกแบบเรขศิลป์จากทฤษฎีสตรีนิยมและต้นแบบบุคคลผู้หญิง 3. แนวทางการออกแบบเรขศิลป์จากทฤษฎีสตรีนิยมและต้นแบบบุคคลผู้หญิงจึงได้บุคลิกภาพและอารมณ์ คือ ดูเหมาะสมที่จะใช้งาน (PRACTICAL), อิสระ ตามใจอยาก (FREE), จัด ๆ แรงกล้า (INTENSE) ได้สารที่ต้องการจะสื่อ คือ ความเป็นผู้หญิงที่ไร้กฎกณฑ์
ประเภทและคุณลักษณะของเนื้อสารบนช่องทางยูทูบของนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ ในช่วงปี พ.ศ.2563-2565, นภสวรรณ สินธุรัตนพันธุ์
ประเภทและคุณลักษณะของเนื้อสารบนช่องทางยูทูบของนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ ในช่วงปี พ.ศ.2563-2565, นภสวรรณ สินธุรัตนพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงคุณภาพนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประเภทและคุณลักษณะของเนื้อสารบนช่องทางยูทูบของ นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ ในช่วงปี พ.ศ.2563-2565 โดยใช้กรอบแนวคิดเกี่ยวกับเนื้อหาสารในการสร้างแรงบันดาลใจ หลักจูงใจของมอนโร องค์คณะแห่งความคิด และการเชื่อมโยงกับผู้รับสารของนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ ในการศึกษา คลิปวิดีโอบนช่องทางยูทูบ จำนวน 25 คลิป สุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง โดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และวิเคราะห์ตัวบท (Textual Analysis) ตามกรอบตารางบันทึกข้อมูล ผลการศึกษาพบว่า ประเภทของเนื้อสารคลิปวิดีโอที่นักพูดสร้างแรงบันดาลใจใช้ในการสื่อสารเพื่อสร้าง แรงบันดาลใจ จำแนกออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ 1) การสร้างแรงจูงใจภายใน พบการสร้างแรงจูงใจภายใน ด้านทัศนคติมากที่สุด 4 หมวดหมู่ โดย 3 อันดับแรกที่พบการใช้มากที่สุด ได้แก่ ทัศนคติต่อการจัดการความคิด/ การตัดสินใจ, ทัศนคติต่อความสำเร็จและความล้มเหลว และทัศนคติต่อความสัมพันธ์กับตนเอง 2) การสร้างแรงจูงใจภายนอก พบการสร้างแรงจูงใจภายนอก ด้านใฝ่สัมพันธ์และสังคม ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการสร้างเสริมบุคลิกภาพที่ดี ในด้านคุณลักษณะของเนื้อสารคลิปวิดีโอที่นักพูดสร้างแรงบันดาลใจใช้ในการสื่อสารเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ มีการใช้เทคนิคทางวัจนภาษาที่หลากหลายในแต่ละขั้นตอนตามกรอบโครงสร้างการพูดของมอนโร ประกอบด้วย 1) ขั้นตอนความสนใจ (Attention) พบการ “ตั้งคำถามชวนสงสัย” มากที่สุด 2) ขั้นตอนความต้องการ (Need) พบการ “ให้คำตอบคลายสงสัย” มากที่สุด 3) ขั้นตอนความพอใจ (Satisfaction) และ 4) ขั้นตอนทำให้เห็นภาพ (Visualization) ช่วงส่วนต้นของเนื้อความ พบการ “ยกตัวอย่างเปรียบเทียบ เปรียบเปรยเพื่อขยายความให้เข้าใจ” มากที่สุด และช่วงส่วนปลายของเนื้อความ พบการ "เน้นซ้ำย้ำความ” มากที่สุด 5) ขั้นตอนเรียกร้องให้ลงมือทำ (Call to Action) ในส่วนการเชื่อมโยง (Bridge) พบ “การบอกว่าจะทำตามข้อเสนอได้อย่างไร” มากที่สุด ตามด้วยการ “ชวนให้ลงมือทำ” ในส่วนการเรียกร้องให้ลงมือทำ นอกจากนี้ ยังพบว่า นักพูดสร้างแรงบันดาลใจบางท่านใช้ลีลา (Style) ที่สามารถสร้างสีสัน (Color) และความสนุกสนานแก่ผู้ฟังให้จดจำ ได้แก่ …
การใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ภายในองค์กร การดูดซับความรู้ในเรื่องโควิด-19 และพฤติกรรมการมีส่วนร่วมผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ของพนักงานบริษัท ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน), ธาม เหลืองสุขโสภณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1.) การใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ภายในองค์กรของพนักงานบริษัท ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 2.) การดูดซับความรู้ในเรื่องโควิด-19 ของพนักงานบริษัท ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 3.) พฤติกรรมการมีส่วนร่วมผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ของพนักงานบริษัท ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 4.) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ภายในองค์กร กับการดูดซับความรู้ และพฤติกรรมการมีส่วนร่วมผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 โดยการศึกษาดังกล่าวใช้ระเบียบวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ด้วยรูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) ทำการเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามออนไลน์ จำนวน 210 ชุด จากกลุ่มตัวอย่างพนักงานบริษัท ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ที่เป็นพนักงานประจำ โดยมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการให้บริการลูกค้า ปฏิบัติงาน ณ พื้นที่สาขาของธนาคารมาแล้วระยะเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี ซึ่งผลการวิจัย พบว่า 1.) กลุ่มตัวอย่างมีการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ภายในองค์กรโดยรวมในระดับเป็นประจำ 2.) กลุ่มตัวอย่างมีความสามารถในการเรียนรู้ในเรื่องโควิด-19 โดยรวมในระดับสูงมาก 3.) พฤติกรรมการมีส่วนร่วมผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 โดยรวมในระดับทำอยู่บ่อย ๆ และ 4.) การใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ภายในองค์กร มีความสัมพันธ์กับการดูดซับความรู้ในเรื่องโควิด-19 ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 โดยตัวแปรทั้งสองมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันในระดับสูง ส่วนการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ภายในองค์กร มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการมีส่วนร่วมผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 โดยตัวแปรทั้งสองมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันในระดับต่ำ และการดูดซับความรู้ในเรื่องโควิด-19 มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการมีส่วนร่วมผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 โดยตัวแปรทั้งสองมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันในระดับต่ำ
แรงจูงใจในการมีปฏิสัมพันธ์บนทวิตเตอร์ของผู้รับชมรายการโหนกระแส, ดามิยา พงศ์ตานี
แรงจูงใจในการมีปฏิสัมพันธ์บนทวิตเตอร์ของผู้รับชมรายการโหนกระแส, ดามิยา พงศ์ตานี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่อง “แรงจูงใจในการมีปฏิสัมพันธ์บนทวิตเตอร์ของผู้รับชมรายการ โหนกระแส” เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแรงจูงใจของผู้รับชมรายการโหนกระแสที่จะมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเนื้อหารายการโหนกระแส และเพื่อศึกษาบทบาทของทวิตเตอร์ต่อการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเนื้อหารายการโหนกระแส จากการวิเคราะห์กลุ่มตัวอย่างที่รับชมรายการโหนกระแสและใช้งานทวิตเตอร์ระหว่างรับชมรายการ ช่วงอายุระหว่าง 18 – 35 ปี (กลุ่มวัยทำงานตอนต้น) จำนวน 20 คน พบว่า ความอยากรู้ เป็นแรงจูงใจที่ทำให้ผู้รับชมที่เลือกรับชมรายการโหนกระแส ซึ่งมีทั้งผู้ที่อยากรู้เพื่อให้ทันเหตุการณ์และผู้ที่อยากรู้เนื่องจากเป็นประเด็นที่ตนสนใจ โดยจากการศึกษาครั้งนี้ พบแรงจูงใจ 4 ประเภทที่ทำให้เกิดพฤติกรรมการใช้งานทวิตเตอร์ระหว่างการรับชมรายการโหนกระแส ได้แก่ 1) แรงจูงใจในการแสดงความคิดเห็น 2) แรงจูงใจในการอยากรู้ความคิดเห็นของผู้อื่น 3) แรงจูงใจในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และ 4) แรงจูงใจในการเป็นส่วนหนึ่งของผู้รับชม ซึ่งจากแรงจูงใจทั้ง 4 ประเภทนี้ ทำให้เห็นว่า การมีส่วนร่วมของผู้รับชมนั้นเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมการรับชมรายการในลักษณะโซเชียลทีวี (Social TV) ที่ทำให้ผู้รับชมมีความรู้สึกถึงการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผู้รับชม ซึ่งมีความสอดคล้องกับความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ด้านสังคมตามทฤษฎีมาสโลว์ (Love and Belonging needs) อีกทั้งยังพบว่า ทวิตเตอร์เป็นแพลตฟอร์มที่สามารถตอบสนองความต้องการและความพึงพอใจของผู้รับชมระหว่างการรับชมรายการโหนกระแสได้ โดยให้ความรู้สึกในแง่ของการมีตัวตนทางสังคม (Social Presence) การเปรียบเทียบทางสังคม (Social Comparison) และการรู้สึกถึงการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม (Sense of Belonging) ยิ่งไปกว่านั้น การเลือกใช้ทวิตเตอร์ระหว่างการรับชมยังสามารถสร้างความพึงพอใจในระหว่างการรับชมรายการได้ตามความต้องการตามทฤษฎีการใช้ประโยชน์และความพึงพอใจ (Uses and Gratification Theory: UGT) จึงทำให้เห็นว่า ทวิตเตอร์สามารถตอบสนองความต้องการของผู้รับชมระหว่างรับชมรายการหรือพฤติกรรมการรับชมรายการในรูปแบบโซเชียลทีวี (Social TV) นั่นเอง
การสื่อสารเพื่อบริหารความสัมพันธ์และความผูกพันของแฟนเพลงกับศิลปินวงพาราด็อกซ์ (Paradox), จารุกุล สงวนไทร
การสื่อสารเพื่อบริหารความสัมพันธ์และความผูกพันของแฟนเพลงกับศิลปินวงพาราด็อกซ์ (Paradox), จารุกุล สงวนไทร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาการสื่อสารเพื่อบริหารความสัมพันธ์กับแฟนเพลงของศิลปินวงพาราด็อกซ์ 2) เพื่อศึกษาความผูกพันของแฟนเพลงที่มีต่อการสื่อสารเพื่อบริหารความสัมพันธ์ของศิลปินวงพาราด็อกซ์ โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ใช้วิธีการศึกษาซึ่งประกอบไปด้วย 2 วิธี ดังนี้ 1.การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) กับตัวแทนศิลปินวงพาราด็อกซ์ (Paradox) จำนวน 2 ท่าน ได้แก่ นายอิทธิพงศ์ กฤดากร ณ อยุธยา (นักร้องนำ), นาย จักรพงศ์ สิริริน (มือเบส) 2.การสนทนาแบบกลุ่ม (Focus Group) กับแฟนเพลงวงพาราด็อกซ์ จำนวน 6 คน แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เพื่อให้ได้บุคคลที่มีคุณสมบัติตรงตามที่ต้องการ และผู้วิจัยได้หาข้อมูลเพิ่มเติมบนออนไลน์ มาศึกษาประกอบการวิจัยในครั้งนี้ ผลการศึกษา พบว่าความผูกพันและความเป็นแฟน (Fans) ของแฟนเพลงวงพาราด็อกซ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการติดตามหรือการมีส่วนร่วมในกิจกรรมการสื่อสาร เพื่อบริหารความสัมพันธ์ของศิลปินซึ่งสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าแฟนเพลงจะติดตามศิลปินได้ยาวนานคือการสื่อสารที่สะท้อนจากอัตลักษณ์ และตัวตนของศิลปินเองที่มีความอินดี้แตกต่างไม่เหมือนใคร ความแปลกของวงเป็นส่วนที่ช่วยให้การสื่อสารเพื่อบริหารความสัมพันธ์กับแฟนเพลงออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งศิลปินมีการวางแบบแผนแนวทางในการสื่อสารในแต่ละยุคตลอดระยะเวลา 25 ปีมีการพัฒนาการสื่อสารให้เป็นไปตามบริบทและเทคโนโลยีของช่วงเวลานั้น ๆ และสื่อสารไปยังแฟนเพลงแต่ละกลุ่ม ส่งผลให้แฟนเพลงของวงพาราด็อกซ์ยอมรับและเคารพในตัวตนของวง ตลอดจนความเป็นกันเองที่แฟนเพลงมองว่าสามารถเข้าถึงได้ที่ทำให้แฟนเพลงยังคงติดตามศิลปินวงพาราด็อกซ์ต่อไปในระยะยาว
การเปิดรับ ภาพลักษณ์ตราสินค้า และความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์ในภาพยนตร์โฆษณาที่นําเสนอประเด็นกลุ่มเปราะบางของผู้บริโภค, นสวรรณร์ โพธิ์สุวรรณ์
การเปิดรับ ภาพลักษณ์ตราสินค้า และความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์ในภาพยนตร์โฆษณาที่นําเสนอประเด็นกลุ่มเปราะบางของผู้บริโภค, นสวรรณร์ โพธิ์สุวรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อสำรวจการเปิดรับ ภาพลักษณ์ตราสินค้า และความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์ในภาพยนตร์โฆษณาที่นำเสนอประเด็นกลุ่มเปราะบางของผู้บริโภค 2) เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการเปิดรับ ภาพลักษณ์ตราสินค้า และความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์ในภาพยนตร์โฆษณาที่นำเสนอประเด็นกลุ่มเปราะบางของผู้บริโภค โดยเป็นการวิจัยนำร่องเชิงปริมาณ ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจ และมีการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุ 18 – 60 ปีขึ้นไป จำนวน 200 คน ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างเปิดรับภาพยนตร์โฆษณาที่นำเสนอประเด็นกลุ่มเปราะบางผ่านช่องทางต่าง ๆ รวมอยู่ในระดับเปิดรับเป็นบางครั้ง โดยเปิดรับทั้งในช่องทางสื่อดั้งเดิมและสื่อใหม่ กลุ่มตัวอย่างมีภาพลักษณ์ตราสินค้าที่นำเสนอผ่านภาพยนตร์โฆษณาเกี่ยวกับประเด็นกลุ่มเปราะบางโดยรวมอยู่ในระดับภาพลักษณ์เป็นกลาง และกลุ่มตัวอย่างมีความตั้งใจซื้อตราสินค้าที่ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์โฆษณาที่นำเสนอประเด็นกลุ่มเปราะบางโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า 1) การเปิดรับภาพยนตร์โฆษณาที่นำเสนอประเด็นกลุ่มเปราะบาง มีความสัมพันธ์กับ ภาพลักษณ์ตราสินค้า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทั้งนี้เป็นความสัมพันธ์ระดับต่ำ ในทิศทางแปรตามกัน 2) การเปิดรับภาพยนตร์โฆษณาที่นำเสนอประเด็นกลุ่มเปราะบาง มีความสัมพันธ์กับ ความตั้งใจซื้อของผู้บริโภค อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทั้งนี้เป็นความสัมพันธ์ระดับต่ำ ในทิศทางแปรตามกัน 3) ภาพลักษณ์ตราสินค้าในภาพยนตร์โฆษณาที่นำเสนอประเด็นกลุ่มเปราะบาง มีความสัมพันธ์กับ ความตั้งใจซื้อของผู้บริโภค อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทั้งนี้เป็นความสัมพันธ์ระดับค่อนข้างสูง ในทิศทางแปรตามกัน
การรับรู้แบรนด์องค์กร การรับรู้ความเสี่ยงเรื่อง พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และความตั้งใจในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน), ดุริยภัทร ศรีรัตนพงศ์
การรับรู้แบรนด์องค์กร การรับรู้ความเสี่ยงเรื่อง พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และความตั้งใจในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน), ดุริยภัทร ศรีรัตนพงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ระดับการรับรู้แบรนด์องค์กร การรับรู้ความเสี่ยงเรื่อง พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และความตั้งใจในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการธนาคารกสิกรไทย และ (2) อิทธิพลของการรับรู้แบรนด์องค์กร และการรับรู้ความเสี่ยงเรื่อง พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่มีต่อความตั้งใจในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการธนาคารกสิกรไทย ผู้วิจัยเลือกแนวเชิงบุกเบิก (Exploratory Approach) ด้วยวิธีการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) และเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Questionnaire) จากผู้ใช้บริการธนาคารกสิกรไทยที่มีการทำธุรกรรมกับทางธนาคารไม่น้อยกว่า 1 ปี โดยนำผลที่ได้มาวิเคราะห์ผ่านวิธีการทางสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร่วมกับสถิติเชิงอนุมานด้วยวิธีการวิเคราะห์แบบการถดถอยแบบพหุ (Multiple Regression Analysis) ผลการวิจัยพบว่า (1) การรับรู้แบรนด์องค์กร การรับรู้ความเสี่ยงเรื่อง พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และความตั้งใจในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการธนาคารกสิกรไทย อยู่ในระดับที่ดีมาก และ (2) การรับรู้แบรนด์องค์กร การรับรู้ความเสี่ยงเรื่อง พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มีผลต่อความตั้งใจเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการธนาคารกสิกรไทยที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05
นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายปาร์ตี้แวร์ จากการแปรรูปน้ำยางพาราลาเท็กซ์ สำหรับสตรีครีเอทีฟคลาส ภายใต้แนวคิดศิลปะไร้รูปลักษณ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน, ณัฐนันท์ อยู่ชมบุญ
นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายปาร์ตี้แวร์ จากการแปรรูปน้ำยางพาราลาเท็กซ์ สำหรับสตรีครีเอทีฟคลาส ภายใต้แนวคิดศิลปะไร้รูปลักษณ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน, ณัฐนันท์ อยู่ชมบุญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายปาร์ตี้แวร์ จากการแปรรูปน้ำยางพาราลาเท็กซ์ (PARA LATEX) สำหรับสตรีครีเอทีฟคลาส (Creative Class) ภายใต้แนวคิดศิลปะไร้รูปลักษณ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เป็นการวิจัยเพื่อแนวทางในการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายปาร์ตี้แวร์ จากการแปรรูปวัสดุทางการเกษตรน้ำยางพาราลาเท็กซ์ โดยการต่อยอดและพัฒนานวัตกรรมการแปรรูปวัสดุที่มาจากวัสดุทางธรรมชาติ เพื่อให้มีคุณภาพและคุณสมบัติที่เหมาะสมสามารถเป็นวัสดุทางเลือกสำหรับอุตสาหกรรมแฟชั่นได้ โดยกระบวนการวิจัยได้เริ่มจากการศึกษาและพัฒนานวัตกรรมการแปรรูปวัสดุทางการเกษตรน้ำยางพาราลาเท็กซ์เพื่อให้มีคุณสมบัติที่เหมาะสมที่นำมาต่อยอดเป็นเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายได้ และผู้วิจัยได้ทำการศึกษากลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจในด้านของวัสดุที่มีแปลกใหม่และนวัตกรรมล้ำสมัย พบว่า กลุ่มเป้าหมายสตรีครีเอทีฟคลาส คือ กลุ่มคนที่มีพฤติกรรมการบริโภคสินค้าและบริการโดยมีความต้องการรูปแบบผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าเครื่องแต่งที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ โดยจากการทำแบบสอบจำนวน 100 ท่าน และการสัมภาษณ์ตัวแทนกลุ่มเป้าหมายสตรีครีเอทีฟคลาสจำนวน 3 ท่าน พบว่า กลุ่มเป้าหมายให้ความสนใจกับวัสดุจากนวัตกรรมการแปรรูปวัสดุทางการเกษตรน้ำยางพาราลาเท็กซ์ ซึ่งเป็นวัสดุที่มีความแปลกใหม่และยังพบในสินค้าประเภทเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายไม่มากนัก และกลุ่มเป้าหมายให้ความสนใจและชื่นชอบกับแนวคิดทฤษฎีศิลปะไร้รูปลักษณ์ (Abstract Art) ในการสร้างสรรค์ลวดลายและโครงสร้างของเครื่องแต่งกาย โดยผลการวิจัยพบว่า วัสดุทางเลือกจากนวัตกรรมการแปรรูปวัสดุทางการเกษตรน้ำยางพาราลาเท็กซ์ (Para Latex) ได้รับความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายสตรีครีเอทีฟคลาส และจากการพัฒนาต่อยอดให้วัสดุสามารถสร้างสรรค์เป็นเครื่องแต่งกายประเภทปาร์ตี้แวร์ได้ จึงจะเห็นได้ว่า วัสดุจากนวัตกรรมการแปรรูปวัสดุทางการเกษตรน้ำยางพาราลาเท็กซ์นั้น สามารถเป็นวัสดุทางเลือกของอุตสาหกรรมแฟชั่นได้ และสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรของประเทศไทย ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน
อิทธิพลของการเปิดรับสื่อและการยอมรับนวัตกรรมนาฬิกาเพื่อสุขภาพ ที่มีต่อความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคที่จะก้าวสู่วัยผู้สูงอายุ, ชาญณรงค์ ธีระโรจนารัตน์
อิทธิพลของการเปิดรับสื่อและการยอมรับนวัตกรรมนาฬิกาเพื่อสุขภาพ ที่มีต่อความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคที่จะก้าวสู่วัยผู้สูงอายุ, ชาญณรงค์ ธีระโรจนารัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยนำร่องที่มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายอิทธิพลของการเปิดรับข้อมูลข่าวสาร ความสนใจนวัตกรรมส่วนบุคคล และการยอมรับนวัตกรรมในด้านการรับรู้ประโยชน์ในการใช้งาน การรับรู้ความง่ายในการใช้งาน และอิทธิพลของกลุ่มและสังคม ที่มีต่อความตั้งใจซื้อนาฬิกาเพื่อสุขภาพของผู้บริโภคที่กำลังจะก้าวสู่วัยผู้สูงอายุ เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณโดยมีกลุ่มตัวอย่าง 200 คน ใช้แบบสอบถามออนไลน์ในการเก็บข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า การเปิดรับข้อมูลข่าวสารนวัตกรรมนาฬิกาเพื่อสุขภาพของผู้บริโภคที่กำลังจะก้าวสู่วัยผู้สูงอายุอยู่ในระดับปานกลาง ระดับความสนใจนวัตกรรมส่วนบุคคล และระดับการยอมรับนวัตกรรมโดยรวมอยู่ในระดับสูง มีความตั้งใจซื้อนาฬิกาเพื่อสุขภาพในระดับปานกลาง ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า การรับรู้ประโยชน์การใช้งาน (ฺBeta = 0.398) ความสนใจนวัตกรรมส่วนบุคคล (Beta = 0.313) อิทธิพลจากกลุ่มและสังคม (Beta = 0.162) และการรับรู้ความง่ายของการใช้งาน (Beta = 0.148) มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อโดยรวม โดยตัวแปรอิสระสามารถอธิบายอิทธิพลต่อตัวแปรตามได้ร้อยละ 61.4 (R2 = 0.614)
การใช้สตรีทอาร์ตเพื่อเป็นกลยุทธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยว, ปิยะธิดา ขันสิงหา
การใช้สตรีทอาร์ตเพื่อเป็นกลยุทธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยว, ปิยะธิดา ขันสิงหา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะสำรวจการสื่อสารความคิดเห็นบนสื่อออนไลน์ของนักท่องเที่ยวที่มีต่อภาพสตรีทอาร์ตในเมืองท่องเที่ยวในประเทศไทยเพื่อเข้าใจแนวทางการสร้างสรรค์ภาพสตรีทอาร์ตสำหรับเป็นกลยุทธ์การสื่อสารเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยเลือกสำรวจความคิดเห็นที่เกี่ยวกับสตรีทอาร์ตในพื้นที่เมืองรอง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรีมาวิเคราะห์รูปแบบการตอบรับและการสื่อสารการรับรู้ภาพสตรีทอาร์ตของนักท่องเที่ยวจากการรีวิวแหล่งท่องเที่ยวผ่าน Google Maps Review ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2560 ถึง 15 มิถุนายน 2565 การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) โดยอาศัยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ Leximancer วิเคราะห์ข้อความและเนื้อหาหลักที่ปรากฏในกลุ่มตัวอย่าง ประกอบการการวิเคราะห์ด้วยการลงรหัสเพื่อศึกษาเนื้อหาภาพภาพที่นำมาใช้ในรีวิว รวมจำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 512 ชิ้น ผลการศึกษาพบว่านักท่องเที่ยวนิยมแสดงออกผ่านรูปภาพมากกว่าแสดงความคิดเห็นด้วยข้อความ และมีจำนวนน้อยที่แสดงความเห็นผ่านทั้งรูปภาพและข้อความ ในส่วนของการวิเคราะห์ข้อความแสดงความคิดเห็น 103 ข้อความด้วยโปรแกรม Leximancer จำแนกประเด็นสำคัญ (Theme) ได้ 5 ประเด็น ได้แก่ 1. Beautiful (ความสวยงาม) 2. Food (อาหาร) 3. Painting (ภาพวาด) 4. Town (เมือง) 5. Care (การดูแล) ภาพวาดสตรีทอาร์ตมีความสวยงาม องค์ประกอบของภาพสตรีทอาร์ตเรื่องราวท้องถิ่น และวิถีชีวิตของเมืองและสะท้อนจิตวิญญาณแห่งพื้นที่ ภาพสตรีทอาร์ตจึงเป็นสื่อกลางในการสื่อสารเชื่อมโยงความเป็นเมืองเข้ากับประสบการณ์นักท่องเที่ยวได้ ในส่วนการวิเคราะห์รูปภาพ ผู้วิจัยพบว่าเนื้อหาของภาพสตรีทอาร์ต 409 ภาพที่นักท่องเที่ยวให้ความนิยมและชื่นชอบในการเลือกถ่ายภาพมาเพื่อประกอบการรีวิวในสื่อสังคมออนไลน์นั้น จำแนกเป็น 6 หมวดหมู่ ได้แก่ 1. คาแรคเตอร์ 2. สัญลักษณ์ทางภาษา 3. อัตลักษณ์ท้องถิ่น 4. คนกับวิถีชีวิต 5. ประวัติศาสตร์ และ 6. การสะท้อนปัญหาสังคม อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะมีเนื้อหาที่สะท้อนความเป็นชุมชนอยู่มากมาย แต่จะพบว่านักท่องเที่ยวนิยมถ่ายเฉพาะภาพถ่ายสตรีทอาร์ตโดด ๆ มากกว่ามีทีท่าปฏิสัมพันธ์กับเนื้อหาในภาพสตรีทอาร์ต ผู้วิจัยเห็นว่าการใช้สตรีทอาร์ตเป็นกลยุทธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวนั้นเป็นไปได้ หากใช้ความสวยงามของภาพสตรีทอาร์ตเป็นจุดดึงดูดความสนใจ ควบคู่ไปกับเนื้อหาที่สะท้อนความเป็นชุมชน ความคิดสร้างสรรค์ผ่านคาแรคเตอร์และการเล่าเรื่อง แต่การใช้สตรีทอาร์ตต้องเชื่อมโยงกับปัจจัยด้านการท่องเที่ยวอื่น ๆ ประกอบด้วยหากต้องการสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำแก่นักท่องเที่ยวกับเมืองที่ไปเยี่ยมชม
กลยุทธ์การสื่อสารผ่านผู้มีอิทธิพลทางความคิดเสมือนจริงของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน), อธิวัฒน์ คชภูมิ
กลยุทธ์การสื่อสารผ่านผู้มีอิทธิพลทางความคิดเสมือนจริงของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน), อธิวัฒน์ คชภูมิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) คุณลักษณะของผู้มีอิทธิพลทางความคิดเสมือนจริง 2) ประโยชน์ในการใช้งานผู้มีอิทธิพลทางความคิดเสมือนจริง และ 3) กลยุทธ์การสื่อสารผ่านผู้มีอิทธิพลทางความคิดเสมือนจริงของเอไอเอส โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary research) จากเอกสารที่เกี่ยวข้อง รวมถึงศึกษาชิ้นงานในรูปแบบต่างๆ ควบคู่กับการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) ผู้ให้ข้อมูลหลัก 3 กลุ่มตามคุณสมบัติที่ได้กำหนดไว้ ได้แก่ นักสื่อสารแบรนด์ของเอไอเอส เจ้าหน้าที่ของเซีย แบงคอก (SIA Bangkok) และผู้เชี่ยวชาญด้านผู้มีอิทธิพลทางความคิดเสมือนจริงจากบริษัทสื่อโฆษณาดิจิทัล หรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษา พบว่าผู้มีอิทธิพลทางความคิดเสมือนจริง (Virtual influencer) มีคุณลักษณะสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ คุณลักษณะด้านความเหมือนมนุษย์ คุณลักษณะด้านความควบคุมได้ และคุณลักษณะด้านการให้ประสบการณ์ที่แปลกใหม่ ในส่วนของประโยชน์ในการใช้งานผู้มีอิทธิพลทางความคิดเสมือนจริง มีแนวทางการใช้งานใน 3 ด้าน ประกอบด้วย การรีวิวสินค้าและบริการ การใช้เพื่อเป็นตัวแทนของตราสินค้า และการสร้างความร่วมมือ ซึ่งทำให้เกิดประโยชน์ในเชิงภาพลักษณ์ตราสินค้า และในเชิงประสบการณ์ของผู้บริโภค ทั้งนี้ สำหรับกลยุทธ์การสื่อสารผ่านผู้มีอิทธิพลทางความคิดเสมือนจริงของเอไอเอส มีกลยุทธ์การสื่อสาร 4 ด้าน ได้แก่ กลยุทธ์การใช้ตัวแทนของแบรนด์เสมือนจริง กลยุทธ์การสื่อสารแบบเล่าเรื่อง กลยุทธ์การสื่อสารบนโลกออนไลน์ และกลยุทธ์การใช้ผู้มีชื่อเสียง โดยผสมผสานเครื่องมือสื่อสารการตลาด ได้แก่ การโฆษณา การประชาสัมพันธ์ และการจัดกิจกรรม เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ด้านการสร้างภาพลักษณ์ตราสินค้าให้เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีความทันสมัย และสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่ลูกค้าขององค์กร
แนวทางการพัฒนาการบริหารสู่ความเป็นเลิศของศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการในสถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชน จังหวัดลพบุรี ตามแนวคิดผู้ประกอบการอัจฉริยะ, จิรวรรณ จอมศิลป์
แนวทางการพัฒนาการบริหารสู่ความเป็นเลิศของศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการในสถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชน จังหวัดลพบุรี ตามแนวคิดผู้ประกอบการอัจฉริยะ, จิรวรรณ จอมศิลป์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารสู่ความเป็นเลิศของศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการในสถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชน จังหวัดลพบุรี ในการพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะผู้ประกอบการอัจฉริยะ 2) นำเนอแนวทางพัฒนาการบริหารสู่ความเป็นเลิศของศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการในสถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชน จังหวัดลพบุรี ในการพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะผู้ประกอบการอัจฉริยะ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบบรรยาย ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ ศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษาของสถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชนในจังหวัดลพบุรีจำนวน 6 แห่ง ผู้ให้ข้อมูล เลือกโดยกำหนดคุณสมบัติประกอบด้วย ผู้บริหาร ครู ผู้เรียน และเจ้าของสถานประกอบการ จำนวน 96 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ (ร่าง) แนวทางฯสถิติที่ใช้วิเคราะห์ ประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ดัชนีความต้องการจำเป็น ฐานนิยมและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ดัชนีความต้องการจำเป็นในการพัฒนาบริหารสู่ความเป็นเลิศของศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการในสถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชน จังหวัดลพบุรี ตามแนวคิดผู้ประกอบการอัจฉริยะที่มีค่าสูงสุด คือด้านผู้เรียนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (PNI [modified] =0.513) รองลงมา ได้แก่ ด้านผู้ปฏิบัติงาน (PNI [modified] =0.484) ด้านการวัด การวิเคราะห์ และการบริหารจัดการความรู้ (PNI [modified] =0.482) ด้านกลยุทธ์ (PNI [modified] =0.416) ด้านการนำองค์กร (PNI [modified] =0.412) ด้านผลลัพธ์ (PNI [modified] =0.403) และด้านการปฏิบัติการ (PNI [modified] =0.391) ตามลำดับ 2) แนวทางการพัฒนาการบริหารสู่ความเป็นเลิศของศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการในสถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชน จังหวัดลพบุรี ประกอบด้วย 6 แนวทาง12 แนวทางย่อย 45 วิธีการดำเนินการ เรียงตามลำดับดัชนีความต้องการจำเป็น ดังนี้ (1) พัฒนาผู้ให้มีสมรรถนะผู้ประกอบการอัจฉริยะ ด้านการคำนึงถึงผลกระทบของธุรกิจ และการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ โดยยึดโยงกับความต้องการของผู้เรียนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (2) เสริมสร้างศักยภาพครู และวิทยากรจากสถานประกอบการ ในการส่งเสริมผู้เรียนให้มีสมรรถนะผู้ประกอบการอัจฉริยะ ด้านการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยเทคโนโลยี ดิจิทัล และนวัตกรรม และการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (3) พลิกโฉมระบบการวัด การวิเคราะห์ …
แนวทางการพัฒนาการมองโลกเชิงบวกทางวิชาการของครูโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร, สิทธิศักดิ์ สิทธิจินดา
แนวทางการพัฒนาการมองโลกเชิงบวกทางวิชาการของครูโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร, สิทธิศักดิ์ สิทธิจินดา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการมองโลกเชิงบวกทางวิชาการของครูโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดสำนักงานเขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร 2) นำเสนอแนวทางการพัฒนาการมองโลกเชิงบวกทางวิชาการของครูโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดสำนักงานเขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ประชากรที่ศึกษา คือ โรงเรียนประถมศึกษาสังกัดสำนักงานเขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร จำนวน 7 โรงเรียน ปีการศึกษา 2564 ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหาร หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระ ครูผู้สอนวิชาแนะแนว ครูผู้สอนวิชาลูกเสือ-เนตรนารี จำนวนทั้งหมด 96 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามความคิดเห็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (x ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation : S.D.) การวิเคราะห์ดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น (Modify Priority Needs Index:PNI [modified]) ฐานนิยม (Mode) และวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการมองโลกเชิงบวกทางวิชาการของครูโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดสำนักงานเขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการรับรู้ความสามารถของครู และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำ สุดคือ ด้านการไว้วางใจของครูต่อนักเรียนและผู้ปกครอง ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การมุ่งเน้นวิชาการของครู และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ การไว้วางใจของครูต่อนักเรียนและผู้ปกครอง ลำดับความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการมองโลกเชิงบวกทางวิชาการของครูโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดสำนักงานเขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร มีลำดับความต้องการจำเป็นจากสูงไปหาต่ำ คือ ด้านการไว้วางใจของครูต่อนักเรียนและผู้ปกครอง (PNI [modified] = 0.411) ด้านการมุ่งเน้นวิชาการของครู (PNI [modified] = 0.301) และด้านที่มีลำดับความต้องการจำเป็นต่ำสุด คือ ด้านการรับรู้ความสามารถของครู (PNI [modified] = 0.280) 2) แนวทางการการพัฒนาการมองโลกเชิงบวกทางวิชาการของครูโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดสำนักงานเขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร …
แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนในโครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับ คุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ตามแนวคิดสมรรถนะนวัตกรเชิงชีววิถี, ศิริปัญญ์กรณ์ แซ่เจี่ย
แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนในโครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับ คุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ตามแนวคิดสมรรถนะนวัตกรเชิงชีววิถี, ศิริปัญญ์กรณ์ แซ่เจี่ย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย (Descriptive Research) โดยมีวัตถุประสงค์ 2 ข้อ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนในโครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ตามแนวคิดสมรรถนะนวัตกรเชิงชีววิถี 2) เพื่อนำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนในโครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ตามแนวคิดสมรรถนะนวัตกรเชิงชีววิถี ผู้ให้ข้อมูล คือ คณะผู้บริหารและครู จำนวน 57 คน โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตร Taro Yamane (1973) ที่ความเชื่อมั่น 95% โดยระดับความคลาดเคลื่อนของการสุ่มตัวอย่างเท่ากับ 0.05 โดยการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามลักษณะมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบประเมินระดับสมรรถนะ และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้โดยมีลักษณะเป็นมาตราส่วนแบบประเมินค่า สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย การ แจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (M) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ฐานนิยม (Mode) การวิเคราะห์ดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น (Modified Priority Needs Index: PNI [modified]) และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นในการบริหารวิชาการของโรงเรียนในโครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ตามแนวคิดสมรรถนะนวัตกรเชิงชีววิถี ด้านที่มีลำดับความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ (1) การประสานความร่วมมือในการพัฒนาวิชาการกับสถานศึกษาและองค์กรอื่น (PNI [Modified] = 0.140) (2) การจัดการเรียนรู้ (PNI [Modified] = 0.132) (3) การวัดและประเมินผล (PNI [Modified] = 0.128) (4) การใช้สื่อ นวัตกรรม เทคโนโลยีทางการศึกษา และแหล่งเรียนรู้ (PNI [Modified] = 0.123) และ (5) การพัฒนาหลักสูตร (PNI [Modified] = 0.115) ตามลำดับ ความต้องการจำเป็นในภาพรวม คือ 0.128 (PNI [Modified] = …
แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนในกลุ่มโรงเรียนเมืองฉะเชิงเทรา 3 ตามแนวคิดการตระหนักรู้ทางสังคม, ภานุวัฒน์ ตุ้มสังข์ทอง
แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนในกลุ่มโรงเรียนเมืองฉะเชิงเทรา 3 ตามแนวคิดการตระหนักรู้ทางสังคม, ภานุวัฒน์ ตุ้มสังข์ทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงบรรยายมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนในกลุ่มโรงเรียนเมืองฉะเชิงเทรา 3 ตามแนวคิดการตระหนักรู้ทางสังคม 2) นำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนในกลุ่มโรงเรียนเมืองฉะเชิงเทรา 3 ตามแนวคิดการตระหนักรู้ทางสังคม ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ โรงเรียนในกลุ่มโรงเรียนเมืองฉะเชิงเทรา 3 จังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 13 โรงเรียน โดยมีผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสถานศึกษา รองผู้อำนวยการสถานศึกษา หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้และครูในกลุ่มโรงเรียนเมืองฉะเชิงเทรา 3 จังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 214 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามและแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ และทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ฐานนิยม ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI [modified]) และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1) การบริหารวิชาการโรงเรียนในกลุ่มโรงเรียนเมืองฉะเชิงเทรา 3 ตามแนวคิดการตระหนักรู้ทางสังคมที่มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ การพัฒนาหลักสูตร (PNI [modified] = 0.278) รองลงมา คือ ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ (PNI [modified] = 0.260) และ (PNI [modified] = 0.258) ด้านการวัดและประเมินผล ตามลำดับ 2) แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนในกลุ่มโรงเรียนเมืองฉะเชิงเทรา 3 ตามแนวคิดการตระหนักรู้ทางสังคม ประกอบด้วย 3 แนวทางหลัก 6แนวทางย่อย และ 16 วิธีดำเนินการ โดยนำเสนอตามลำดับความต้องการจำเป็น 3 อันดับ ได้แก่ (1) การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาที่เน้นการตระหนักรู้ทางสังคมด้านความไวต่อการรับรู้ทางสังคม (2) การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนเกิดการตระหนักรู้ทางสังคมด้านการเห็นคุณค่าของความหลากหลาย (3) การพัฒนาเครื่องมือวัดและประเมินผลการตระหนักรู้ทางสังคมด้านความไวต่อการรับรู้ทางสังคม
แนวทางการพัฒนาครู โรงเรียนปากพลีวิทยาคาร จังหวัดนครนายก ตามแนวคิดทักษะการชี้แนะ, ชัยรัตน์ อินทวงศ์
แนวทางการพัฒนาครู โรงเรียนปากพลีวิทยาคาร จังหวัดนครนายก ตามแนวคิดทักษะการชี้แนะ, ชัยรัตน์ อินทวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงบรรยายมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการพัฒนาครูโรงเรียนปากพลีวิทยาคาร จังหวัดนครนายก ตามแนวคิดทักษะ การชี้แนะ 2) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาครูโรงเรียนปากพลีวิทยาคาร จังหวัดนครนายก ตามแนวคิดทักษะการชี้แนะ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ โรงเรียนปากพลีวิทยาคาร จังหวัดนครนายก ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหารและครูโรงเรียนปากพลีวิทยาคาร ปีการศึกษา 2564 จำนวน 26 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามและแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ ของร่างแนวทาง สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (M) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การวิเคราะห์ดัชนีความต้องการจำเป็น (Modified Priority Needs Index: PNI [Modified]) ฐานนิยม (Mode) และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของการพัฒนาครูโรงเรียนปากพลีวิทยาคาร จังหวัดนครนายก ตามแนวคิดทักษะการชี้แนะในภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง (M = 3.092, S.D. = 0.670) ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ในภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.704, S.D. = 0.481) ลำดับความต้องการจำเป็นของการพัฒนาครูสูงที่สุดคือ ด้านทักษะการถาม (PNI [modified] = 0.571) และต่ำที่สุดคือ ด้านทักษะการสร้างความสัมพันธ์ (PNI [modified] = 0.481) แนวทางการพัฒนาครูโรงเรียนปากพลีวิทยาคาร จังหวัดนครนายก ตามแนวคิดทักษะ การชี้แนะ มี 4 แนวทางหลัก ได้แก่ 1) การพัฒนาทักษะการถามของครูผ่านการปฏิบัติงาน ตามโครงการที่รับมอบหมาย การได้รับการชี้แนะ และการอบรมเชิงปฏิบัติการ 2) การพัฒนาทักษะ การให้ข้อมูลย้อนกลับของครูผ่านการปฏิบัติงานตามโครงการที่ได้รับมอบหมาย การได้รับการชี้แนะ และการอบรมเชิงปฏิบัติการ 3) การพัฒนาทักษะการฟังอย่างลึกซึ้งของครู …
แนวทางพัฒนาการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาในสหวิทยาเขตชลบุรี 1 ตามแนวคิดจิตสำนึกสากล, ธัมมธาดา อู่วิเชียร
แนวทางพัฒนาการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาในสหวิทยาเขตชลบุรี 1 ตามแนวคิดจิตสำนึกสากล, ธัมมธาดา อู่วิเชียร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาในสหวิทยาเขตชลบุรี 1 ตามแนวคิดจิตสำนึกสากล 2) นำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาในสหวิทยาเขตชลบุรี 1 ตามแนวคิดจิตสำนึกสากลผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้อำนวยการโรงเรียน 11 คน รองผู้อำนวยการโรงเรียน 33 คน และครู 277 คน รวมผู้ให้ข้อมูลทั้งสิ้นจำนวน 321 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของ (ร่าง) แนวทางพัฒนาการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาในสหวิทยาเขตชลบุรี 1 ตามแนวคิด จิตสำนึกสากล โดยสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิตส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ฐานนิยมและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ในการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาในสหวิทยาเขตชลบุรี 1 ตามแนวคิดจิตสำนึกสากล ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M = 3.803) และมากที่สุด (M = 4.568) ตามลำดับ โดยด้านที่มีความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสูงที่สุด คือการพัฒนาหลักสูตร (PNI [Modified] = 0.230) รองลงมา คือ การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ (PNI [Modified] = 0.205) รองลงมา คือ การวัดและประเมินผล (PNI [Modified] = 0.188) และด้านที่มีความต้องการจำเป็นต่ำที่สุด คือ งานกิจกรรมนักเรียน/กิจกรรมเสริมหลักสูตร (PNI [Modified] = 0.182) และ 2) แนวทางพัฒนาการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาในสหวิทยาเขตชลบุรี 1 ตามแนวคิดจิตสำนึกสากล มีทั้งหมด 2 แนวทางย่อย และ 25 วิธีดำเนินการ ซึ่งเรียงลำดับตามลำดับความต้องการจำเป็นดังนี้ แนวทางที่ 1 พลิกโฉมหลักสูตรสถานศึกษาให้เป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะโดยเน้นการส่งเสริมจิตสำนักสากลด้านความตระหนักในการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างกันและความรับผิดชอบต่อผู้อื่นในโลก ประกอบด้วย 3 …
แนวทางการพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนอนุบาลธรรมรัตน์ ตามแนวคิดทักษะทางการเงิน, ณภัทร นิมิตสถิตธรรม
แนวทางการพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนอนุบาลธรรมรัตน์ ตามแนวคิดทักษะทางการเงิน, ณภัทร นิมิตสถิตธรรม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย และมีวัตุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการพัฒนาการบริหารงานวิชาการโรงเรียนอนุบาลธรรมรัตน์ ตามแนวคิดทักษะทางการเงิน และ 2) เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนอนุบาลธรรมรัตน์ ตามแนวคิดทักษะทางการเงิน ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ โรงเรียนอนุบาลธรรมรัตน์ และผู้ให้ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้อำนวยการสถานศึกษา จำนวน 1 คน รองผู้อำนวยการสถานศึกษา จำนวน 1 คน และครู จำนวน 32 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม และแบบประเมินความเหมาะสมและเป็นไปได้ของ (ร่าง) แนวทางฯ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย การแจกแจงความถี่ (frequency) ค่าร้อยละ (percentage) ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (x̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การวิเคราะห์ดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น (Modify Priority Needs Index: PNI [modified]) ฐานนิยม (Mode) และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (content analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สำหรับโรงเรียนอนุบาลธรรมรัตน์ตามแนวคิดทักษะทางการเงิน ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (x̅ = 3.30) และมากที่สุด (x̅ = 4.78) ตามลำดับ โดยด้านที่มีความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสูงที่สุด คือ การพัฒนาหลักสูตร (PNI [Modified] = 0.73) รองลงมา คือ การวัดประเมินผล (PNI [Modified] = 0.45) และด้านที่มีความต้องการจำเป็นต่ำที่สุด การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ (PNI [Modified] = 0.25) แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียน อนุบาลธรรมรัตน์ ตามแนวคิดทักษะทางการเงิน ประกอบด้วย แนวทางที่ 1 พัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาที่ส่งเสริมทักษะทางการเงิน แนวทางที่ 2 พัฒนาเครื่องมือวัดประเมินผลทักษะทางการเงิน และแนวทางที่ 3 พัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนมีทักษะทางการเงิน ผู้บริหารสถานศึกษาสามารถนำแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนตามแนวคิดทักษะทางการเงินมาพัฒนาโรงเรียนและส่งเสริมนักเรียนให้มีทักษะทางการเงิน
แนวทางการพัฒนาความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรคของครู โรงเรียนสังกัดสหวิทยาศึกษาแก่งคอยร่วมใจ เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรีเขต 2, สุชานันท์ พันทวี
แนวทางการพัฒนาความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรคของครู โรงเรียนสังกัดสหวิทยาศึกษาแก่งคอยร่วมใจ เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรีเขต 2, สุชานันท์ พันทวี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นและวิธีการพัฒนาความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรคของครูโรงเรียนสังกัดสหวิทยาศึกษาแก่งคอยร่วมใจ เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรีเขต 2 2) นำเสนอแนวทางการพัฒนาความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรคของครูโรงเรียนสังกัดสหวิทยาศึกษาแก่งคอยร่วมใจ เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรีเขต 2 ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้อำนวยการ หัวหน้างานฝ่ายบุคคลและครู จำนวน 104 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามความคิดเห็นและแบบประเมินร่างแนวทางแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (X) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) การวิเคราะห์ดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น (PNI [modified]) ฐานนิยม (Mode) และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการพัฒนาความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรคของครูโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก คือ ความอดทนและด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ความเพียร และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ความสามารถในการวิเคราะห์เพื่อหาสาเหตุ สภาพที่พึงประสงค์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ความอดทนและความเพียร และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ความสามารถในการวิเคราะห์เพื่อหาสาเหตุความต้องการจำเป็นของการพัฒนาความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรค พบว่า ด้านที่มีลำดับความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ ความสามารถในการวิเคราะห์เพื่อหาสาเหตุ (PNI [modified] = 0.294) รองลงมาคือ ความสามารถในการควบคุมสถานการณ์และแก้ไขปัญหา (PNI [modified] = 0.274) ความรับผิดชอบต่อปัญหาและอุปสรรคพร้อมทั้งสามารถรับมือกับผลกระทบ (PNI [modified] = 0.249) และด้านที่มีลำดับความต้องการจำเป็นต่ำสุด คือ ความอดทนและความเพียร (PNI [modified] = 0.261) 2) แนวทางการพัฒนาความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรคของครูโรงเรียนสหวิทยาศึกษาแก่งคอยร่วมใจ เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรีเขต 2 มี 4 แนวทางหลัก 8 แนวทางย่อย 33 วิธีดำเนินการ คือ (1) ยกระดับความสามารถของครูในการวิเคราะห์เพื่อหาสาเหตุ โดยการเรียนรู้จากการปฏิบัติงาน และการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง (2) ยกระดับความสามารถของครูในการควบคุมสถานการณ์และแก้ไขปัญหา โดยการเรียนรู้จากการปฏิบัติงาน และการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง (3) สร้างขวัญและกำลังใจให้ครูมีความรับผิดชอบต่อปัญหาและอุปสรรคพร้อมทั้งสามารถรับมือกับผลกระทบ โดยการเรียนรู้จากการปฏิบัติงาน …
แนวทางพัฒนาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในสหวิทยาเขตราชบุรี 2 ตามแนวคิดทักษะข้ามวัฒนธรรม, จิตสุภา สง่าแสง
แนวทางพัฒนาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในสหวิทยาเขตราชบุรี 2 ตามแนวคิดทักษะข้ามวัฒนธรรม, จิตสุภา สง่าแสง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในสหวิทยาเขตราชบุรี 2 ตามแนวคิดทักษะข้ามวัฒนธรรม 2) นำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหางานวิชาการของโรงเรียนในสหวิทยาเขตราชบุรี 2 ตามแนวคิดทักษะข้ามวัฒนธรรม ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 5 คน รองผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 11 คน หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ จำนวน 48 คน และครูผู้สอนจำนวน 167 คน รวมจำนวน 231 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม เรื่องแนวทางพัฒนาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในสหวิทยาเขตราชบุรี 2 ตามแนวคิดทักษะข้ามวัฒนธรรมและแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของร่างแนวทางพัฒนาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในสหวิทยเขตราชบุรี 2 ตามแนวคิดทักษะข้ามวัฒนธรรม โดยสถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย การแจกแจงความถี่ (frequency) ค่าร้อยละ (percentage) ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (X) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การวิเคราะห์ค่าดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น (Modify Priority Needs Index: PNI [modified]) ฐานนิยม (Mode) และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (content analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการพัฒนาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในสหวิทยาเขตราชบุรี 2 ตามแนวคิดทักษะข้ามวัฒนธรรม โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (X = 2.85) และมากที่สุด (X=4.56) ตามลำดับ โดยด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุดตามขอบข่ายการบริหารงานวิชาการ คือ การพัฒนาหลักสูตร (PNI [modified] = 0.61) รองลงมาอันดับที่สอง คือ สื่อการสอนและแหล่งเรียนรู้ (PNI [modified] = 0.60) รองลงมาอันดับที่สาม คือ การจัดการเรียนการสอน (PNI [modified] = 0.593) และด้านที่มีลำดับความต้องการจำเป็นต่ำที่สุด คือ การวัดและประเมินผล (PNI [modified] = 0.588) และด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุดตามขอบข่ายแนวคิดทักษะข้ามวัฒนธรรม …