Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (3086)
- Social and Behavioral Sciences (2614)
- Engineering (2554)
- Physical Sciences and Mathematics (1876)
- Education (1377)
-
- Arts and Humanities (1146)
- Law (897)
- Business (839)
- Medical Sciences (830)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Life Sciences (645)
- Computer Sciences (618)
- Architecture (582)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (547)
- Civil and Environmental Engineering (478)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Nursing (445)
- Economics (441)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (375)
- Sociology (373)
- Industrial Engineering (372)
- Dentistry (357)
- Electrical and Computer Engineering (357)
- Law and Economics (344)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (342)
- Political Science (342)
- Operational Research (307)
Articles 3511 - 3540 of 15281
Full-Text Articles in Entire DC Network
การพัฒนาห้องปฏิบัติการวิจัยระบบโทรคมนาคมเสมือน, ศิวนาถ เจียรวงศ์ตระกูล
การพัฒนาห้องปฏิบัติการวิจัยระบบโทรคมนาคมเสมือน, ศิวนาถ เจียรวงศ์ตระกูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อพัฒนาห้องปฏิบัติการวิจัยโทรคมนาคมของสาขาสื่อสาร ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าในโลกเสมือนผ่านการจำลองจากสถานที่จริง ที่ตั้งอยู่ชั้น 13 ของอาคารเจริญวิศวกรรม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นช่องทางสื่อการสอนออนไลน์อีกทางเลือกหนึ่งสำหรับเรียนรู้เนื้อหาเกี่ยวกับสัญญาณทางวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสาร โดยอาศัยกิจกรรมการจับคู่ระหว่างฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์กับรูปสัญญาณในรูปแบบของเกม แพลตฟอร์มการเรียนรู้ที่จัดทำขึ้นสามารถรองรับผู้เล่นจำนวนหลายรายด้วยระบบโฟตอน ฟิวชัน และผู้เรียนสามารถเข้าถึงได้ผ่านเว็บบราวเซอร์โดยใช้เทคโนโลยีเว็บจีแอล จากผลการศึกษาพบว่า ห้องปฏิบัติวิจัยโทรคมนาคมในโลกเสมือน เป็นแพลตฟอร์มที่ผู้เรียนผู้สอนสามารถใช้ช่วยสนับสนุนการเรียนการสอนเกี่ยวกับทฤษฎีของสัญญาณได้ มีข้อดีตรงที่ผู้เรียนได้รับประสบการณ์การเรียนรู้สมัยใหม่ที่ให้ความเพลิดเพลินใจ ทำให้สามารถจดจำได้ดีมากขึ้นและเรียนรู้ได้อย่างมีความสุข นับเป็นการเพิ่มช่องทางในการเรียนการสอนให้อีกหนึ่งช่องทางที่มีประสิทธิภาพ ไม่จำกัดจากระยะทาง อันประโยชน์ต่อการช่วยลดการแพร่ระบาดของโรคระบาดโควิด 19 ได้อีกด้วย
การออกแบบและควบคุมอากาศยานไร้คนขับแบบ 5 ใบพัดหมุน โดยมีใบพัดคู่ควบตรงกลางที่สามารถปรับความเอียงได้ 2 ทิศทาง, ศุภโชค ตันติวิวัทน์
การออกแบบและควบคุมอากาศยานไร้คนขับแบบ 5 ใบพัดหมุน โดยมีใบพัดคู่ควบตรงกลางที่สามารถปรับความเอียงได้ 2 ทิศทาง, ศุภโชค ตันติวิวัทน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การเคลื่อนที่ของอากาศยานแบบไร้คนขับชนิด 4 ใบพัดตรึงนั้น ถูกจำกัดเนื่องด้วยใช้โรเตอร์แบบตรึงเพียงสี่ตัวเท่านั้น งานวิจัยฉบับนี้จึงขยายขีดความสามารถของอากาศยานไรคนขับนี้ ด้วยการออกแบบอากาศยานชนิด 5 ใบ โดยพัฒนามาจากแบบ 4 ใบพัดตรึงด้วยการเพิ่มใบพัดที่ตำแหน่งตรงกลางอากาศยานที่ติดตั้งบนกลไกกิมบอลเพื่อควบคุมทิศทางของแรงผลัก โดยแรงผลักจากโรเตอร์เดิมและโรเตอร์ใหม่รวมกันทำให้เกิดแรงที่ใช้ในการควบคุมการเคลื่อนที่ไปด้านข้าง และการเอียงตัวของอากาศยานได้ดีขึ้น ในการออกแบบระบบการควบคุมอากาศยานได้เสนอตัวคุมคุมแบบพีไอดีแบบไม่เชิงเส้น (nonlinear PID controller) เพื่อใช้ในการควบคุมอากาศยานให้เคลื่อนที่ตามเส้นทางที่ต้องการ โดยตัวควบคุมดังกล่าวได้ใช้อินทิกรัลแบบพิเศษ นอกจากนี้แล้วงานวิจัยฉบับนี้ยังใช้เทคนิคการปรับให้เหมาะสม (optimization technique) เพื่อจัดสรรแรงขับของโรเตอร์ โดยพิจารณาจากไดนามิกส์ของกิมบอลและขีดจำกัดของโรเตอร์ ในส่วนของการทดลองได้มีการจำลองเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของข้อผิดพลาดอินทิกรัลแบบพิเศษ ตรวจสอบช่วงการเอียงตัวของอากาศยาน และสาธิตการติดตามการเคลื่อนที่บนเส้นโค้งสามมิติรูปเลขแปด (3D-Lissajous curve)
การดูดซับสารไซโปรฟลอกซาซินโดยไบโอชาร์ที่ได้จากเศษ แผ่นเยื่อไม้อัดแข็งในระบบการดูดซับแบบตรึงในคอลัมน์, ศุภณัฐ ตันฑวณิชย์
การดูดซับสารไซโปรฟลอกซาซินโดยไบโอชาร์ที่ได้จากเศษ แผ่นเยื่อไม้อัดแข็งในระบบการดูดซับแบบตรึงในคอลัมน์, ศุภณัฐ ตันฑวณิชย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้ได้ทำการศึกษาการนำแผ่นเยื่อไม้อัดแข็งที่เป็นวัสดุเหลือทิ้งทางอุตสาหกรรมมาใช้เป็นวัสดุตั้งต้นในการสังเคราะห์ไบโอชาร์ เพื่อนำไปใช้ในการกำจัดยาปฏิชีวนะไซโปรฟลอกซาซินในระบบการดูดซับแบบตรึงในคอลัมน์ โดยวัสดุดูดซับที่ใช้ Fe(NO3)3 เป็นตัวกระตุ้นนั้นจะถูกทดสอบด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การดูดซับและการคายการดูดซับไนโตรเจนที่อุณหภูมิ 77 K กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด และการวิเคราะห์สมบัติทางความร้อน ซึ่งการมีอยู่ของสารละลาย Fe(NO3)3 นั้นส่งเสริมให้เกิดรูพรุนขนาดมีโซ โดยแผ่นเยื่อไม้อัดแข็งที่ผ่านการกระตุ้นด้วย Fe(NO3)3 0.1 M แล้วคาร์บอไนเซชันภายใต้ N2 ที่อุณหภูมิ 800°C (HC-BI-800) มีปริมาตรรูพรุนมีโซเท่ากับ 0.34 cm3/g และพื้นที่ผิวจำเพราะเท่ากับ 530 m2/g โดยจากนั้นไบโอชาร์จะถูกนำไปใช้ในการดูดซับไซโปรฟลอกซาซินด้วยกระบวนการดูดซับแบบกะและกระบวนการดูดซับแบบตรึงในคอลัมน์ โดยเมื่อทำการศึกษาแบบจำลองการดูดซับพบว่ามีความสอดคล้องกับแบบจำลองของ Langmuir และยังสอดคล้องกับแบบจำลองทางจลน์พลศาสตร์แบบ PSO และในการศึกษากระบวนการดูดซับไซโปรฟลอกซาซินแบบตรึงในคอลัมน์ พบว่าประสิทธิภาพการดูดซับสูงสุด (qTH) เท่ากับ 59.20 mg/g ที่ความเข้มเริ่มต้น 80 mg/L อัตราการไหล 10 mL/min และความสูงของคอลัมน์ 15 cm และเมื่อทำการศึกษาแบบจำลองการดูดซับในระบบการดูดซับแบบตรึงในคอลัมน์ พบว่ามีความสอดคล้องกับแบบจำลองของ Thomas และ Yoon-Nelson
เทคนิคการเรียกคืนระดับตัวอักษรของศิลาจารึกสุโขทัยด้วยโมเดลภาษาแบบถูกปิด, สุจิตรา ทองขำ
เทคนิคการเรียกคืนระดับตัวอักษรของศิลาจารึกสุโขทัยด้วยโมเดลภาษาแบบถูกปิด, สุจิตรา ทองขำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ศิลาจารึกจัดเป็นหนึ่งในวรรณกรรมชนิดลายลักษณ์อักษรที่บันทึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และแสดงเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมในช่วงเวลานั้น ๆ ผ่านวิธีการสลักตัวอักษรลงบนแผ่นหินด้วยวัสดุโลหะแหลมคมทีละตัวอักษรจนกลายเป็นประโยคที่สามารถสื่อใจความให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจความหมายดังนั้นความสมบูรณ์ของประโยคนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมากในงานด้านการประมวลผลภาษาธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการถอดความศิลาจารึกและพบว่าศิลาจารึกบางส่วนไม่สามารถถอดความได้อันเป็นเหตุเนื่องมาจากช่วงของระยะเวลาผ่านไปจารึกเหล่านั้นอาจเกิดการเสื่อมสภาพจากหลายสาเหตุจนเป็นรอยขีดข่วนทับข้อความหรือตัวอักษรจนเลือนลาง, ถูกทำลายจากภัยธรรมชาติจนไม่สามารถวิเคราะห์ได้ว่าตัวอักษรที่ชำรุดคือตัวอักษรใด ๆ เพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ให้กับประโยคที่ขาดหายไปงานวิจัยนี้จึงใช้วิธีการสร้างโมเดลทำนายอักขระของตัวอักษรที่ขาดหายไปจากข้อความโดยการใช้เทคนิคโมเดลภาษาแบบมาสก์เข้ามาช่วยในการประมวลผลการทดลองโดยใช้เป็นพรีเทรนโมเดลหลากหลายภาษา (multilingual pre-train model) 3 ประเภทดังต่อไปนี้ (1) โมเดลเอ็กซ์แอลเอ็ม-โรเบอตา (2) โมเดลเบิร์ต-เบส-หลายภาษา-เคสด์ (3) โมเดลดิสทิลเบิร์ต-เบส-หลายภาษา-เคสด์ และการใช้โมเดลในกลุ่มแบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียมแบบลึกแบบเรียนรู้สองทิศทางได้แก่ (4) โมเดลหน่วยความจำระยะสั้นระยะยาวแบบสองทิศทาง โดยในแต่ละรอบของการเทรนจะทำการสุ่มปิดอักขระด้วยมาสก์โทเคน “” หรือ “[MASK]” ให้โมเดลทำนายคำที่ขาดหายไปตรงจุดที่ถูกมาสก์โทเคนและจากผลการทดลองพบว่าความถูกต้องของการทำนายจากพรีเทรนโมเดลทั้ง 4 ประเภท คือ (1) 42 % (2) 53 % (3) 50 % และ (4) 36 % ตามลำดับ ในงานวิจัยฉบับนี้ได้นำเสนอวิธีการปรับปรุงความสามารถในการทำนายของโมเดลโดยใช้คลังคำศัพท์เฉพาะทำให้โมเดลมีประสิทธิภาพในการทำนายความถูกต้องได้แม่นยำมากขึ้น
การเปรียบเทียบขั้นตอนวิธีการเรียนรู้ของเครื่องและโครงข่ายประสาทเทียมสำหรับการตรวจคะแนนเรียงความภาษาไทยอัตโนมัติ, สุทธิชาย สุริยสัตย์
การเปรียบเทียบขั้นตอนวิธีการเรียนรู้ของเครื่องและโครงข่ายประสาทเทียมสำหรับการตรวจคะแนนเรียงความภาษาไทยอัตโนมัติ, สุทธิชาย สุริยสัตย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ตัวแทนนักเรียนไทยได้คะแนนการประเมินด้านการอ่านค่อนข้างตํ่า ในการสอบประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (Programme for International Student Assessment PISA) หลายงานวิจัยพบว่าทักษะด้านการอ่านสามารถถูกพัฒนาผ่านการเขียนเช่น การเขียนเรียงความได้ แต่การตรวจเรียงความนั้นใช้เวลาค่อนข้างนาน ระบบการตรวจคะแนนเรียงความโดยอัตโนมัติได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ตรวจเรียงความ อีกทั้งยังสามารถแสดงผลการทำนายคะแนนให้กับผู้เขียนเรียงความได้ทันทีด้วย เนื่องจากงานวิจัยด้านการตรวจคะแนนเรียงความภาษาไทยโดยอัตโนมัติมีน้อยมาก งานวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การเปรียบเทียบแบบจำลองการให้คะแนนภาษาไทยโดยอัตโนมัติ ที่ใช้แบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่องและการเรียนรู้เชิงลึก ที่ได้ถูกรายงานว่ามีประสิทธิภาพที่ดีในการทำนายคะแนนเรียงในความภาษาอังกฤษ งานวิจัยนี้พบว่าแบบจำลอง XGBoost มีประสิทธิภาพดีที่สุดในหลายสถานการณ์ที่ถูกพิจารณา และ แบบจำลองหน่วยความจำระยะสั้นแบบยาวที่ใช้ฟีเจอร์ที่สกัดจากข้อความโดยอัตโนมัติ มีประสิทธิภาพดีที่สุดในกลุ่มแบบจำลองการเรียนรู้เชิงลึก
นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายงานเลี้ยงสังสรรค์ สำหรับกลุ่มคอนเชียสไลท์จากการนำกลับมาใช้ใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่าภายใต้แนวคิดโมดูล่าร์, ภรภัทร จำเริญพฤกษ์
นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายงานเลี้ยงสังสรรค์ สำหรับกลุ่มคอนเชียสไลท์จากการนำกลับมาใช้ใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่าภายใต้แนวคิดโมดูล่าร์, ภรภัทร จำเริญพฤกษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายงานเลี้ยงสังสรรค์สำหรับกลุ่มคอนเชียสไลท์จากการนำกลับมาใช้ใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่าภายใต้แนวคิดโมดูล่าร์ในเขตจังหวัดกรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยเพื่อหาแนวทางการออกแบบสินค้าสำหรับกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่กำลังเป็นกระแสในปัจจุบันจนถึงอนาคต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายถึงแนวทางการออกแบบตามแนวความคิดในเขตจังหวัดกรุงเทพมหานครและนวัตกรรมการการนำกลับมาใช้ใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่าภายใต้แนวคิดโมดูล่าร์โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณควบคู่กับกระบวนการออกแบบสร้างสรรค์ เริ่มตั้งแต่การศึกษากลุ่มเป้าหมาย กลุ่มคอนเชียสไลท์ ถึงพฤติกรรมการบริโภคสินค้า ช่วงอายุความสนใจการตลาดและรายได้เพื่อสร้างความเข้าใจในกลุ่มเป้าหมายและช่องว่างทางการตลาดทั้งต่างประเทศและในประเทศ ผู้วิจัยมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถามกลุ่มผู้บริโภค ที่ผู้วิจัยสร้างและพัฒนาขึ้น และกลุ่มเป้าหมาย ผลจากการวิจัยพบว่า การสร้างสรรค์เสื้อผ้าเป็นอัตลักษณ์ตราสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการทางแฟชั่นของกลุ่มผู้บริโภคโอกาสการใช้สอยในรูปแบบสังสรรค์กึ่งทำงานและพฤติกรรมการบริโภคสินค้าของกลุ่มเป้าหมายสามารถประยุกต์ใช้เพื่อตอบสนองกับความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคช่องว่างทางการตลาด สู่การสร้างสรรค์ตราสินค้าแฟชั่นได้ในอนาคต
การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ไทยในรูปแบบกีฬาลีลาศ, นัทธมน ปุยภูงา
การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ไทยในรูปแบบกีฬาลีลาศ, นัทธมน ปุยภูงา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่องการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ไทยในรูปแบบกีฬาลีลาศฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ไทยในกีฬาลีลาศ เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการค้นคว้าทางเอกสาร การสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม และการทดลองสร้างสรรค์ผลงานทางนาฏยศิลป์ กีฬาลีลาศมีทั้งความเป็นศิลปะและเป็นกีฬาอยู่ในศาสตร์เดียวกัน ผู้วิจัยได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ลีลาศที่มีการนำนาฏยศิลป์ไทยมาใช้ในการออกแบบ ได้แก่ จังหวะตะลุง จึงได้ทำการทดลองสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ไทยในกีฬาลีลาศจำนวน 2 ประเภท โดยใช้การฟ้อนแบบนีโอล้านนาที่มีลักษณะการรำที่ช้าในจังหวะวอลซ์ เกิดขึ้นเป็น “ล้านนาวอลซ์” และ การเซิ้งทางภาคอีสานของไทยที่มีลักษณะการรำที่เร็วในจังหวะแซมบ้า เกิดขึ้นเป็น “ภูไทแซมบ้า กระบวนการออกแบบสร้างสรรค์ประกอบด้วยองค์ประกอบ 5 ส่วน ได้แก่ 1. แนวคิด 2. เพลงประกอบ 3. การออกแบบท่าเต้น 4. การออกแบบเครื่องแต่งกาย และ 5. การนำเสนอผลการสร้างสรรค์ ผลการศึกษาพบว่า แนวทางการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ไทยในกีฬาลีลาศคือ การใช้ลักษณะเด่นของนาฏยศิลป์ไทยได้แก่ การจีบ การตั้งวง และการกดเกลียวข้าง มาใช้กับส่วนบนของร่างกาย ส่วนการใช้เท้าและการใช้พื้นที่เป็นไปตามแบบลีลาศ ทั้งการฟ้อนแบบนีโอล้านนาและการเซิ้งทางภาคอีสานของไทย เหมาะสำหรับการออกแบบส่วนบนของร่างกาย การเต้นของวอลซ์และแซมบ้ามีลักษณะการใช้เท้าและขาเหมาะสำหรับการสร้างสรรค์ส่วนล่าง โดยผู้วิจัยเห็นว่ามีความเป็นไปได้ในการนำนาฏยศิลป์ไทยมาออกแบบสร้างสรรค์ในรูปแบบกีฬาลีลาศ และยังสามารถพัฒนาต่อไปได้อีก
การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ในเรื่องการปรากฏของความไม่มีอยู่จริงในสังคมไทย, วรวรรณ ปิ่นรัตนากร
การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ในเรื่องการปรากฏของความไม่มีอยู่จริงในสังคมไทย, วรวรรณ ปิ่นรัตนากร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบและแนวคิดที่ได้หลังจากการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จากการปรากฏของความไม่มีอยู่จริงในสังคมไทยโดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ การทดลอง และวิจัยสร้างสรรค์ผลงานทางด้านศิลปะการแสดง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย การสำรวจข้อมูลเชิงเอกสาร การสัมภาษณ์ สื่อสารสนเทศ การสังเกตการณ์ ประสบการณ์ส่วนตัวของผู้วิจัย และเกณฑ์การสร้างมาตรฐานในการยกย่องบุคคลต้นแบบทางด้านนาฏยศิลป์ นำข้อมูลมาตรวจสอบ วิเคราะห์ สังเคราะห์ และสร้างสรรค์ผลงานนาฏยศิลป์ตามกระบวนการที่กำหนดไว้ ผลการวิจัยพบว่าการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จากการปรากฏของความไม่มีอยู่จริงในสังคมไทยมีรูปแบบในการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ทั้งสิ้น 8 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) บทการแสดง ออกแบบบทการแสดงจากประเด็นที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย แบ่งออกเป็น 3 องก์การแสดง ประกอบด้วย องก์ที่ 1 การเกิดปัญหา (Problems Arising) องก์ที่ 2 การแก้ไขปัญหา (Problem Solving) องก์ที่ 3 การหยั่งรู้ (Discernment) 2) ลีลานาฏยศิลป์ ใช้ลีลาการเคลื่อนไหวแบบนาฏยศิลป์สมัยใหม่ (Modern Dance) การเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน (Everyday Movement) และ บัลเล่ต์ (Ballet) 3) นักแสดง ใช้การคัดเลือกนักแสดงที่มีทักษะการแสดงที่หลากหลายรวมทั้งรูปร่าง สีผิว เพศ 4) เครื่องแต่งกายและการแต่งหน้า ใช้เครื่องแต่งกายที่เรียบง่ายแบบมินิมอลลิสม์ (Minimalism) และการแต่งหน้าแบบในชีวิตประจำวัน 5) อุปกรณ์ประกอบการแสดง ออกแบบโดยคำนึงถึงบทการแสดง ความหมาย และความเชื่อของการแสดงในแต่ละองก์ 6) เสียงและดนตรีประกอบการ ใช้รูปแบบการประพันธ์ดนตรีโดยการสังเคราะห์เสียง (Synthesis Music) ร่วมกับเสียงที่บันทึกจากสถานที่ต่าง ๆ 7) ฉากและพื้นที่การแสดง ออกแบบพื้นที่การแสดงเพื่อสร้างสรรค์ผลงานแบบศิลปะเฉพาะที่ (Site-specific Arts) 8) แสง ใช้แสงธรรมชาติในพื้นที่แบบศิลปะเฉพาะที่ (Site-specific Arts) และคัดเลือกช่วงเวลาของแสงให้สัมพันธ์กับบทการแสดง นอกจากนี้พบว่ามีแนวคิดที่ได้หลังจากการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จากการปรากฏของความไม่มีอยู่จริงในสังคมไทย 5 ประการ ได้แก่ 1) การปรากฏของความไม่มีอยู่จริงในสังคมไทย 2) แนวคิดทางด้านมานุษยวิทยา 3) แนวคิดและทฤษฎีทางด้านทัศนศิลป์ นาฏยศิลป์ และดุริยางคศิลป์ 4) การใช้สัญลักษณ์ในผลงานนาฏยศิลป์ 5) ความคิดสร้างสรรค์ทางด้านนาฏยศิลป์ …
กลวิธีการบรรเลงซออู้เพลงกราวในสำหรับการเดี่ยวเเละการเเสดงโขนตอนขับพิเภกของครูสุริยะ ชิตท้วม, วสวัตติ์ ทองรักษ์
กลวิธีการบรรเลงซออู้เพลงกราวในสำหรับการเดี่ยวเเละการเเสดงโขนตอนขับพิเภกของครูสุริยะ ชิตท้วม, วสวัตติ์ ทองรักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามูลบทของการบรรเลงซออู้เพลงกราวในสำหรับการเดี่ยวและการแสดงโขนตอนขับพิเภก เพื่อศึกษากลวิธีการบรรเลงซออู้เพลงกราวในสำหรับการเดี่ยวและการแสดงโขน ตอนขับพิเภก ของครูสุริยะ ชิตท้วม โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผลการศึกษาพบว่า การบรรเลงเดี่ยวเพลงกราวในเกิดขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ครูปี่พาทย์ประดิษฐ์ทางเดี่ยวเพลงกราวในขึ้นบรรเลงในอัตราจังหวะสามชั้น ภายหลังจึงเกิดเดี่ยวกราวในสำหรับเครื่องสาย ทางเดี่ยวซออู้เพลงกราวในของครูสุริยะ ชิตท้วมเป็นทางของหลวงไพเราะเสียงซอ (อุ่น ดูรยะชีวิน) ที่ได้ถ่ายทอดให้แก่ครูวรยศ ศุขสายชลและครูธีระ ภู่มณีตามลำดับ กลวิธีการบรรเลงซออู้เดี่ยวกราวใน พบว่า ใช้กลุ่มเสียงปัญจมูลทั้งหมด 4 กลุ่มเสียง ได้แก่ ทางนอก ทางใน ทางกลางแหบ และทางชวา มีการบรรเลงลูกโยนเสียงทั้งหมด 6 เสียงในการประดิษฐ์ลูกโยน พบการใช้กลวิธีพิเศษจำนวน 14 กลวิธี ส่วนการบรรเลงเดี่ยวซออู้เพลงกราวในสำหรับการแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ ตอนขับพิเภก ของครูสุริยะ ชิตท้วม ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากครูธีระ ภู่มณี บรรเลงเพียงโยนเดียว เสียงโด โดยใช้วิธีการโอด การครวญ และบรรเลงโดยไม่มีเครื่องกำกับจังหวะ จนกระทั่งพิเภกได้พบกับทหารของพระราม จากนั้นจึงจะบรรเลงด้วยทางเก็บและสิ้นสุดการบรรเลงเพลงกราวในเมื่อตัวลิงรำป้องหน้า พบการใช้กลวิธีที่ใช้จำนวน 12 กลวิธี
การบรรเลงซอด้วงในวงเครื่องสายปี่ชวาของครูจีรพล เพชรสม, ศุภพิพัฒน์ โพธิ์สุวรรณ
การบรรเลงซอด้วงในวงเครื่องสายปี่ชวาของครูจีรพล เพชรสม, ศุภพิพัฒน์ โพธิ์สุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่องการบรรเลงซอด้วงในวงเครื่องสายปี่ชวาของครูจีรพล เพชรสม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบรรเลงและกลอนซอด้วงในวงเครื่องสายปี่ชวาของครูจีรพล เพชรสม ผลการศึกษาพบว่าซอด้วงเป็นเครื่องดนตรีที่มีความสำคัญต่อวงเครื่องสายปี่ชวาในบทบาทของผู้นำ การบรรเลงซอด้วงในวงเครื่องสายปี่ชวาผู้บรรเลงต้องมีความเข้าใจถึงบทบาทเครื่องดนตรีและการเลือกใช้สำนวนที่เหมาะสมเพื่อเป็นหลักให้กับวง ผู้บรรเลงต้องมีความแม่นยำในทำนองหลักและเชี่ยวชาญเรื่องการเปลี่ยนบันไดเสียงอย่างฉับพลันเพื่อตอบสนองต่อแนวการบรรเลงของวงที่มีความกระชับรวดเร็ว วิธีการบรรเลงซอด้วงตามแบบแผนของครูจีรพล เพชรสม ได้แก่ การศึกษาทำนองหลัก การฝึกเปลี่ยนเสียงเพื่อการบรรเลงวงเครื่องสายปี่ชวา การแปรทำนอง และการใช้กลวิธีพิเศษ ซึ่งผู้บรรเลงสามารถบรรเลงซอด้วงได้ทั้งแบบเลื่อนระดับรัดอกและไม่เลื่อนระดับรัดอก ทั้งนี้พบลักษณะการดำเนินทำนองซอด้วงทั้งหมด 4 ลักษณะ ได้แก่ กลอนโครงสร้างตามทำนองหลัก กลอนเรียงเสียง กลอนย้ำเสียง และกลอนไต่เสียง ลักษณะดังกล่าวเป็นการดำเนินซอด้วงของครูจีรพล เพชรสม ที่มีความเรียบง่ายไม่ซับซ้อนเพื่อเป็นหลักให้กับวงเครื่องสายปี่ชวา รวมถึงสนับสนุนปี่ชวาระหว่างที่เป่าโหยผ่านการเก็บแทรกแซงและตกแต่งด้วยกลวิธีพิเศษซึ่งประกอบด้วย การพรมปิด การพรมเปิด การพรมจาก และการสะบัดนิ้ว
การแสดงขับร้องเดี่ยวระดับมหาบัณฑิตโดย อิสรพงศ์ ดอกยอ, อิสรพงศ์ ดอกยอ
การแสดงขับร้องเดี่ยวระดับมหาบัณฑิตโดย อิสรพงศ์ ดอกยอ, อิสรพงศ์ ดอกยอ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแสดงขับร้องเดี่ยวระดับมหาบัณฑิตโดย อิสรพงศ์ ดอกยอ มีจุดประสงค์เพื่อนำเสนอและถ่ายทอดบทเพลงร้องศิลป์ บทเพลงพื้นบ้าน และบทเพลงลูกทุ่งไทยต่อสาธารณชน โดยการแสดงขับร้องเดี่ยวในครั้งนี้ผู้วิจัยได้คัดเลือกบทเพลงรวมทั้งสิ้น 11 เพลง แบ่งออกเป็น 3 ประเภทดังนี้ 1) บทเพลงร้องศิลป์ จำนวน 2 เพลง 2) บทเพลงพื้นบ้านภาษาอังกฤษ จำนวน 3 เพลง และ 3) บทเพลงลูกทุ่งไทยในหลายยุคที่มีความเป็นเอกลักษณ์ของไทยอย่างชัดเจน จำนวน 6 เพลง ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาและได้วิเคราะห์บทเพลง อย่างละเอียด เพื่อนำมาตีความหมายและนำไปสู่การศึกษาและสังเคราะห์เป็นวิธีการขับร้อง ที่เหมาะสมกับบทเพลงในแต่ละประเภทโดยมุ่งประเด็นไปที่การศึกษาเกี่ยวกับเทคนิคการขับร้อง ในบทเพลงร้องศิลป์และบทเพลงพื้นบ้านภาษาอังกฤษ เพื่อเป็นแนวทางในการต่อยอดและประยุกต์ กับการขับร้องบทเพลงลูกทุ่งไทยในรูปแบบการนำเสนอที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและเหมาะสม กับการจัดแสดงในยุคปัจจุบัน
นวัตกรรมเครื่องดนตรีไทยลมราย, สวรรยา ทับแสง
นวัตกรรมเครื่องดนตรีไทยลมราย, สวรรยา ทับแสง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
นวัตกรรมเครื่องดนตรีไทยลมรายเป็นงานสร้างสรรค์เครื่องดนตรีไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ความรู้ในการสร้างเครื่องดนตรีไทยลมรายและเพื่อสร้างสรรค์เครื่องดนตรีไทยลมราย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ และใช้เครื่องมือวิจัยแบบสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างร่วมกับการสังเกตแบบมีส่วนร่วม (participant observation) จากนั้นให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 11 คนประเมินผลนวัตกรรมเครื่องดนตรีไทยลมราย โดยจำแนกการประเมินเป็น 5 ด้าน ได้แก่ ลักษณะทางภายภาพ น้ำหนัก คุณลักษณะเชิงดนตรี ความสามารถในการบรรเลงจริงและคุณภาพเสียง ผลการวิจัยพบว่า นวัตกรรมเครื่องดนตรีไทยลมรายเป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องลมที่มีการกำเนิดลมและเสียงจากระบบลูกสูบโดยการใช้นิ้วกดลงบนแป้นกดลักษณะการบรรเลงเช่นนี้สะดวกต่อบุคคลทั่วไปและผู้ที่มีปัญหาทางด้านระบบหายใจ เครื่องดนตรีไทยลมรายมีช่วงเสียงกว้าง 4 ช่วงเสียงจึงสามารถบรรเลงเพลงไทย ปฏิบัติให้เกิดเสียงพร้อมกันมากกว่า 2 เสียงจนถึง 10 เสียง สามารถใช้ในการบรรเลงเดี่ยว การบรรเลงคู่ และการประสมวง ด้วยความโดดเด่นในโทนเสียงที่มีความหลากหลายและสามารถบรรเลงได้ทั้งทำนองหลักและทำนองประสาน จึงเป็นเครื่องดนตรีที่ส่งเสริมให้ผู้บรรเลงสามารถจินตนาการและสร้างสรรค์ทำนองได้อย่างอิสระ และด้วยช่วงเสียงที่กว้างจึงสามารถสร้างอารมณ์ในบทเพลงได้มากขึ้นเครื่องดนตรีไทยลมรายสามารถบรรเลงพร้อมกับเครื่องดนตรีอื่นหรือสอดแทรกเพื่อสร้างความต่อเนื่องและความกลมกลืนให้แก่บทเพลง
กลวิธีในการบรรเลงซออู้ในการแสดงหุ่นกระบอก เรื่องขุนช้างขุนแผนตอนนางวันทองห้ามทัพของคณะหุ่นกระบอกเพาะช่าง, สุทธิดา พุทธรักษา
กลวิธีในการบรรเลงซออู้ในการแสดงหุ่นกระบอก เรื่องขุนช้างขุนแผนตอนนางวันทองห้ามทัพของคณะหุ่นกระบอกเพาะช่าง, สุทธิดา พุทธรักษา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่องกลวิธีในการบรรเลงซออู้ในการแสดงหุ่นกระบอก เรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนนางวันทองห้ามทัพ ของคณะหุ่นกระบอกเพาะช่าง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาและมูลบทที่เกี่ยวข้องกับคณะหุ่นกระบอกเพาะช่าง เพื่อศึกษาหลักและกลวิธีการบรรเลงและทำนองซออู้ ผลการศึกษาพบว่า การแสดงหุ่นกระบอกเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยได้รับความนิยมเรื่อยมาจนกระทั่งปี พ.ศ.2541 เกิดคณะหุ่นกระบอกเพาะช่างขึ้น ริเริ่มโดย ครูสุขสันต์ พ่วงกลัด ซึ่ง ครูชื้น สกุลแก้ว เป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ก่อให้เกิดอัตลักษณ์ที่ชัดเจนทั้งเรื่องของดนตรีประกอบการแสดงที่มีซออู้บรรเลงร่วมกับวงปี่พาทย์จึงเกิดหลักการบรรเลง คือ 1) เทียบเสียงซออู้ให้เสียงสูงกว่าปี่พาทย์ 1 เสียง เพื่อสะดวกต่อการสีทำนองหุ่นกระบอก 2) สีลดเสียง 1 เสียงในเพลงที่บรรเลงร่วมกับวงปี่พาทย์ พบกลวิธีบรรเลงซออู้ทั้งหมด 11 กลวิธี ได้แก่ พรมปิด พรมเปิด การเกลื่อน สะบัด สะบัดเสียงเดียว ครั่น กระทบเสียง สีนิ้วชิด การประ การสะบัดเน้นเสียงแรกและการสียักเยื้อง ทำนองซออู้ที่ใช้กับการแสดงหุ่นจำแนกได้ 4 ประเภท ได้แก่ ทำนองหุ่นกระบอก ทำนองในเพลงหน้าพาทย์ ทำนองเพลงเกร็ด และทำนองเพลงร้องสองชั้น
มาตรการทางกฎหมายกับการโน้มน้าวภาครัฐขององค์กรธุรกิจ, กันตพิชญ์ วังมี
มาตรการทางกฎหมายกับการโน้มน้าวภาครัฐขององค์กรธุรกิจ, กันตพิชญ์ วังมี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและเสนอแนวทางในการควบคุมดูแลกระบวนการโน้มน้าวในประเทศไทย สืบเนื่องจากความโปร่งใสและตรวจสอบได้ของกระบวนการออกนโยบายสาธารณะของภาครัฐอาจถูกบิดเบือนไปโดยปราศจากการรับรู้ของสาธารณชนผ่านการโน้มน้าว ขณะที่กฎหมายในประเทศไทยยังไม่มีมาตรการควบคุมและกำกับดูแลการโน้มน้าวที่ชัดเจน กรณีจึงจะมุ่งศึกษาถึงมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องภายในประเทศและต่างประเทศเพื่อนํามาวิเคราะห์เปรียบเทียบและเสนอแนะแนวทางที่เหมาะสมในการแก้ไขปรับปรุงมาตรการทางกฎหมายในประเทศไทยที่เกี่ยวกับการโน้มน้าว จากการศึกษาพบว่า มาตรการทางกฎหมายในประเทศไทยที่เกี่ยวกับนักโน้มน้าวและการโน้มน้าว อาทิ ประมวลกฎหมายอาญาและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ในส่วนความรับผิดอาญาว่าด้วยการให้สินบนเจ้าพนักงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมถึงพระราชบัญญัติต่าง ๆ ที่กำกับการจัดตั้งองค์กรและการรวมกลุ่มของเอกชนยังคงไม่ครอบคลุมธรรมชาติของกระบวนการโน้มน้าวและลักษณะของนักโน้มน้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ ไม่มีการบัญญัตินิยามของนักโน้มน้าวหรือการโน้มน้าวอย่างชัดเจน ไม่มีการบัญญัติหน้าที่ตามกฎหมายให้นักโน้มน้าวดำเนินการ ไม่มีการกำหนดมาตรการบังคับและมาตรเสริมอื่นสำหรับนักโน้มน้าว รวมถึงไม่มีรูปแบบที่ชัดเจนของมาตรการทางกฎหมายที่มุ่งหมายกำกับดูแลกระบวนการโน้มน้าวและขาดองค์กรในการกำกับดูแล ด้วยเหตุนี้ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงเสนอแนะให้มีการจัดทำมาตรการทางกฎหมายในรูปแบบของการตราพระราชบัญญัติขึ้นมาเป็นกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับการโน้มน้าวภาครัฐขององค์กรธุรกิจเพื่อกำหนดบทนิยามของการโน้มน้าวและนักโน้มน้าว โดยมีบทบัญญัติที่กำหนดหน้าที่ให้นักโน้มน้าวปฏิบัติตามเพื่อความโปร่งใสของกระบวนการโน้มน้าวและกำหนดมาตรการบังคับและมาตรการเสริมอื่นเพื่อเป็นกลไกในการบังคับและกำกับดูแลนักโน้มน้าวอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนมอบอำนาจหน้าที่ให้หน่วยงานอิสระกำกับดูแลกระบวนการโน้มน้าว ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะทั่วไปและหลักการทางกฎหมายของการโน้มน้าวและนักโน้มน้าว
ปัญหาทางกฎหมายการประกอบกิจการค้าของเก่าตามพระราชบัญญัติควบคุมการขายทอดตลาดและค้าของเก่า พุทธศักราช 2474, ณัฐพร เศวตะดุล
ปัญหาทางกฎหมายการประกอบกิจการค้าของเก่าตามพระราชบัญญัติควบคุมการขายทอดตลาดและค้าของเก่า พุทธศักราช 2474, ณัฐพร เศวตะดุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาถึงปัญหาของมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมกิจการค้าของเก่าตามพระราชบัญญัติควบคุมการขายทอดตลาดและค้าของเก่า พุทธศักราช 2474 โดยได้นำแนวคิดที่เกี่ยวข้อง และมาตรการทางกฎหมายของต่างประเทศมาศึกษาเปรียบเทียบ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการแก้ไขกฎหมายในเรื่องการควบคุมกิจการค้าของเก่าให้มีประสิทธิภาพสามารถรองรับรูปแบบในการประกอบกิจการทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการศึกษาพบว่า ในการประกอบกิจการค้าของเก่ามีประเด็นที่เป็นปัญหาหลัก ได้แก่ การวางหลักการและกรอบความคิดเบื้องต้นของกฎหมายที่ไม่ชัดเจน กฎหมายไม่สามารถที่จะรองรับรูปแบบใหม่ ๆ ของการประกอบกิจการได้ ปัญหาที่เกิดขึ้นกับใบอนุญาต และความซ้ำซ้อนหรือไม่สอดคล้องกับกฎหมายอื่น ทำให้มาตรการทางกฎหมายที่ใช้ในปัจจุบันจึงไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมและเป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพ ซึ่งเป็นการสร้างภาระแก่ประชาชน ผู้เขียนจึงเสนอแนวทางในการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้เสียใหม่ โดยในส่วนแรกควรเปลี่ยนการใช้คำว่า “ของเก่า” เป็น “สินค้ามือสอง” และต้องกำหนดหลักการและกรอบความคิดเบื้องต้นของกฎหมายมีความชัดเจนมากขึ้น อีกทั้ง ควรมีการกำหนดนิยามของร้านค้าเพื่อเป็นการแก้ปัญหาในเรื่องรูปแบบการประกอบกิจการในปัจจุบัน รวมถึงปรับปรุงมาตรการที่เกี่ยวกับใบอนุญาตและข้อกำหนดอื่นที่ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนหรือไม่สอดคล้องกับกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกัน เพื่อให้มาตรการในการควบคุมกิจการค้าของเก่ามีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ข้อต่อสู้ว่าด้วยการกระทำของนักลงทุนต่างชาติที่ขัดต่อกฎหมายของรัฐผู้รับการลงทุนในการอนุญาโตตุลาการระหว่างรัฐกับนักลงทุน, ต้นสกุลวงศ์ เพ็ชรฉกรรจ์
ข้อต่อสู้ว่าด้วยการกระทำของนักลงทุนต่างชาติที่ขัดต่อกฎหมายของรัฐผู้รับการลงทุนในการอนุญาโตตุลาการระหว่างรัฐกับนักลงทุน, ต้นสกุลวงศ์ เพ็ชรฉกรรจ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงปัญหาความไม่สม่ำเสมอของคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการการลงทุนระหว่างประเทศในประเด็นว่าด้วยข้อต่อสู้ของรัฐเรื่องการกระทำของนักลงทุนต่างชาติที่ขัดต่อกฎหมายภายในของรัฐผู้รับการลงทุน รวมถึงศึกษาแนวคิด หลักการ และทฤษฏีทางกฎหมายที่มีผลต่อการพิจารณาและทำคำชี้ขาดในประเด็นดังกล่าว จากหนังสือและบทความวิชาการต่างๆ เพื่อวิเคราะห์และกำหนดแนวทางที่เหมาะสมในการนำปัจจัยที่มีผลต่อการพิจารณาและการทำคำชี้ขาดมาปรับใช้กับประเด็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้น โดยจากการศึกษาพบว่าคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการการลงทุนระหว่างประเทศในประเด็นข้อต่อสู้ของรัฐเรื่องการกระทำของนักลงทุนต่างชาติที่ขัดต่อกฎหมายภายในของรัฐผู้รับการลงทุนมีความไม่สม่ำเสมอ ซึ่งเพื่อเป็นการปฏิเสธที่จะให้ความคุ้มครองแก่การลงทุนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในการพิจารณาและการทำคำชี้ขาดคดีในประเด็นดังกล่าวนั้น ผู้เขียนเห็นว่าคณะอนุญาโตตุลาการการลงทุนระหว่างประเทศควรนำปัจจัยว่าด้วย ข้อกำหนดทางกฎหมาย ช่วงเวลาในการกระทำความผิด เนื้อหาและความรุนแรงของการกระทำ ความผิดของรัฐผู้รับการลงทุน และข้อยกเว้นอื่นๆ มาพิจารณาปรับใช้กับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตามลำดับ อันจะเป็นการวางแนวทางในการตัดสินคดีเมื่อรัฐผู้รับการลงทุนยกข้อต่อสู้ว่าด้วยการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายภายในของรัฐผู้รับการลงทุนโดยนักลงทุนต่างชาติซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่รัฐผู้รับการลงทุน นักลงทุนต่างชาติ คณะอนุญาโตตุลาการการลงทุนระหว่างประเทศ รวมถึงวงการนิติศาสตร์ต่อไป
กลไกการตรวจสอบดุลพินิจคำสั่งไม่อุทธรณ์ ฎีกาของพนักงานอัยการ : ศึกษาเฉพาะกรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145 และ มาตรา 145/1, ธนิต สมร เสนีย์สุทรกุล
กลไกการตรวจสอบดุลพินิจคำสั่งไม่อุทธรณ์ ฎีกาของพนักงานอัยการ : ศึกษาเฉพาะกรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145 และ มาตรา 145/1, ธนิต สมร เสนีย์สุทรกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 68 กำหนดให้รัฐพึงจัดระบบการบริหารงานในกระบวนการยุติธรรมทุกด้านให้มีประสิทธิภาพ เป็นธรรมไม่เลือกปฏิบัติ และให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยสะดวก รวดเร็ว และไม่เสียค่าใช้จ่ายสูงเกินสมควร...” และมาตรา 258 (ง) (1) และ (2) กำหนดให้การดำเนินการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรมให้เกิดผลโดยให้กำหนดระยะเวลาดำเนินงานในทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมที่ชัดเจนเพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมโดยไม่ล่าช้าและปรับปรุงระบบการสอบสวนคดีอาญาให้มีการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการอย่างเหมาะสม แต่ปัจจุบันยังมีกระบวนการยุติธรรมในขั้นตอนการตรวจสอบดุลพินิจคำสั่งไม่อุทธรณ์ ฎีกาของพนักงานอัยการ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145 และ มาตรา 145/1 มิได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญดังกล่าวทั้งในเรื่องการกำหนดองค์กรผู้มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบ และความล่าช้าในการตรวจสอบ ทำให้กระบวนการตรวจสอบไม่เป็นไปตามหลักการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจและยังกระทบถึงสิทธิและเสรีภาพของจำเลยในคดีโดยเฉพาะคดีที่ศาลพิพากษายกฟ้องแต่มีคำสั่งให้ขังจำเลยไว้ในระหว่างอุทธรณ์ ฎีกา เพื่อรอระบวนการตรวจสอบดุลพินิจคำสั่งไม่อุทธรณ์ ฎีกาของพนักงานอัยการ ส่งผลให้จำเลยถูกคุมขังนานเกินความจำเป็น วิทยานิพนธ์เล่มนี้จึงได้ศึกษาและวิเคราะห์แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการใช้ดุลพินิจ การตรวจสอบดุลพินิจ และการอุทธรณ์ ฎีกาคดีอาญาของพนักงานอัยการ ประกอบกับกลไกการตรวจสอบดุลพินิจคำสั่งไม่อุทธรณ์ ฎีกาของพนักงานอัยการตามกฎหมายต่างประเทศ เพื่อกำหนดรูปแบบและแนวทางที่เหมาะสมของกลไกในการตรวจสอบดุลพินิจของพนักงานอัยการในการออกคำสั่งไม่อุทธรณ์ ไม่ฎีกาของระบบกฎหมายไทย
มาตรการกำกับดูแลธุรกิจที่พักอาศัยท้องถิ่น : ศึกษากรณีการปล่อยเช่าห้องชุดในอาคารชุด, นนทวัฒน์ สุวรรณ
มาตรการกำกับดูแลธุรกิจที่พักอาศัยท้องถิ่น : ศึกษากรณีการปล่อยเช่าห้องชุดในอาคารชุด, นนทวัฒน์ สุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ได้มุ่งศึกษาประเด็นปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับมาตรการกำกับดูแลธุรกิจที่พักอาศัยท้องถิ่น โดยมีขอบเขตการศึกษาเฉพาะกรณีห้องชุดในอาคารชุดทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ทั้งนี้ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ได้ให้การรับรองและคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินและเสรีภาพในการประกอบอาชีพหรือประกอบกิจการของประชาชนเป็นสำคัญ ฉะนั้นการที่รัฐจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนต้องไม่เกินสมควรแก่เหตุและไม่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพของประชาชนภายใต้สภาพการณ์เศรษฐกิจและสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจที่พักอาศัยท้องถิ่นกรณีห้องชุดในอาคารชุดซึ่งเกิดจากแนวคิดเศรษฐกิจแบ่งปันห้องพักอาศัย (sharing economy) เพื่อต้องการให้ผู้ประกอบการภาคเอกชนรายใหม่และรายเล็กสามารถประกอบอาชีพเพื่อสร้างรายได้เสริมดำรงชีพและช่วยให้เกิดการหมุนเวียนจำนวนเงินในทางเศรษฐกิจของสังคมแต่ละท้องถิ่นภายใต้ระบบเศรษฐกิจเสรีนิยม ทั้งนี้ การที่รัฐได้กำกับดูแลธุรกิจที่พักอาศัยท้องถิ่นกรณีห้องชุดในอาคารชุดผ่านระบบอนุญาตตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 นั้นเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเกินสมควรแก่เหตุและไม่สอดรับกับลักษณะการให้บริการธุรกิจที่พักอาศัยท้องถิ่นกรณีห้องชุดในอาคารชุดแต่อย่างใด โดยทำการศึกษานำหลักกฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ หลักกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในทรัพย์สิน หลักเสรีภาพในการประกอบอาชีพหรือประกอบกิจการ การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน รวมถึงบทบาทอำนาจหน้าที่และภารกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายใต้หลักการกระจายอำนาจ และวิเคราะห์ประเด็นปัญหาทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มีด้วยกันทั้งหมด 4 ประเด็นสำคัญ ดังนี้ (1) ปัญหาการปล่อยเช่าห้องชุดในอาคารชุดแบบรายวันหรือแบบรายสัปดาห์ขัดต่อหลักเกณฑ์และมาตราฐานของสถานที่พักที่ไม่ใช่โรงแรม (2) ปัญหาการปล่อยเช่าห้องชุดในอาคารชุดภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 (3) ปัญหาการกำกับดูแลของนิติบุคคลอาคารชุดกรณีการปล่อยเช่าห้องชุดในอาคารชุดแบบรายวันหรือแบบรายสัปดาห์ (4) ประเด็นปัญหาผลกระทบเชิงลบต่อผู้พักอาศัยรายอื่นๆกรณีการปล่อยเช่าห้องชุดในอาคารชุดแบบรายวันหรือแบบรายสัปดาห์ จากการศึกษาพบว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการธุรกิจโรงแรมไม่มีความเหมาะสมเท่าที่ควรและไม่สอดรับกับลักษณะการให้บริการของธุรกิจที่พักอาศัยท้องถิ่นกรณีห้องชุดในอาคารชุด จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของผู้ประกอบการภาคเอกชนมากเกินสมควรแก่เหตุในการประกอบกิจการธุรกิจที่พักอาศัยท้องถิ่นผ่านใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรม และทำให้เกิดการปล่อยเช่าห้องชุดไม่ถูกต้องตามกฎหมายตามมา รัฐมิสามารถกำกับดูแลธุรกิจที่พักอาศัยท้องถิ่นดังกล่าวได้ จนทำให้ผู้ใช้บริการเช่าห้องชุดในอาคารชุดตกอยู่ในสภาวะความเสี่ยงภัยอันตราย ความไม่มั่นคงและความไม่ปลอดภัยขณะใช้บริการในสถานที่พักอาศัยแห่งนั้น ฉะนั้น ในลำดับแรกเบื้องต้นมีข้อเสนอแนะควรให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมคำนิยามประเภทสถานที่พักในกฎกระทรวงกำหนดประเภทและหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจโรงแรม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 (ฉบับปัจจุบัน) โดยระบุในคำนิยามเกี่ยวกับประเภทห้องชุดในอาคารชุดเพื่อให้เกิดความชัดเจน และเพื่อให้เกิดความเหมาะสมของบทบัญญัติของกฎหมายทันสมัยให้สอดรับกับลักษณะการให้บริการธุรกิจที่พักอาศัยท้องถิ่นกรณีห้องชุดในอาคารชุด และไม่เป็นอุปสรรคขัดขวางการประกอบอาชีพหรือประกอบกิจการของประชาชนภายใต้สภาพการณ์เศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน ในลำดับถัดมา มีข้อเสนอแนะให้ควรออกกฎกระทรวงเกี่ยวกับกำหนดเกณฑ์มาตรฐานการปล่อยเช่าห้องชุดในอาคารชุดแบบรายวันหรือแบบรายสัปดาห์ (ฉบับใหม่) โดยอาศัยมาตรา 32 (9) ของพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันกับการให้บริการธุรกิจโรงแรม หรือ ตราพระราชบัญญัติเกี่ยวกับธุรกิจที่พักอาศัยท้องถิ่นเป็นการเฉพาะ โดยนำมาตรการทางกฎหมายในรูปแบบบังคับก่อน หรือในรูปแบบ ex-ante regulationและมาตรการกำกับดูแลในรูปแบบบังคับหลัง หรือในรูปแบบ ex-post regulation มาใช้เพื่อกำกับดูแลการปล่อยเช่าห้องชุดในอาคารชุดกรณีห้องชุดในอาคารชุด แต่หากมีการห้ามประกอบกิจการปล่อยเช่าห้องชุดในอาคารชุดดังกล่าวผ่านข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุด รัฐก็จะไม่เข้าไปแทรกแซงกิจกรรมทางเศรษฐกิจของผู้ประกอบการภาคเอกชนแต่อย่างใด
ปัญหาการกำหนดระยะเวลาในการเก็บรวมรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกจ้างให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562, นพภัสสรณ์ ธีระชาติ
ปัญหาการกำหนดระยะเวลาในการเก็บรวมรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกจ้างให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562, นพภัสสรณ์ ธีระชาติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในบริบทของการบริหารงานบุคคล องค์กรธุรกิจย่อมต้องมีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในการศึกษานี้หมายความรวมถึงลูกจ้างทั้ง 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้สมัครงาน ลูกจ้างในปัจจุบัน และอดีตลูกจ้าง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ได้มีข้อกำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลโดยในที่นี้คือองค์กรธุรกิจ มีหน้าที่แจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยในที่นี้คือผู้สมัครงาน ลูกจ้างในปัจจุบัน และอดีตลูกจ้าง ทราบก่อนหรือในขณะเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลถึงรายละเอียดของข้อมูลส่วนบุคคลที่จะมีการเก็บรวบรวม ซึ่งรวมถึงวัตถุประสงค์และระยะเวลาในการเก็บรวมรวมไว้ โดยในกรณีที่ไม่สามารถกำหนดระยะเวลาดังกล่าวได้ชัดเจน ให้กำหนดระยะเวลาที่อาจคาดหมายได้ตามมาตรฐานของการเก็บรวมรวม หากพ้นกำหนดระยะเวลาเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สมัครงาน ลูกจ้างในปัจจุบัน และอดีตลูกจ้างแล้ว องค์กรธุรกิจต้องลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคล หรือทำให้เป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่สามารถระบุตัวเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ หากไม่ดำเนินการองค์กรธุรกิจย่อมมีความรับผิดตามกฎหมาย จึงมีปัญหาว่าควรกำหนดระยะเวลาในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สมัครงาน ลูกจ้างในปัจจุบันและอดีตลูกจ้างอย่างไร ใช้กฎหมายหรือหลักเกณฑ์อย่างไร โดยศึกษากฎหมายประเทศไทย เปรียบเทียบกับสหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และสิงคโปร์ จากการศึกษา ผู้เขียนมีความเห็นว่า การกำหนดระยะเวลาในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูล ส่วนบุคคลของผู้สมัครงาน ลูกจ้างในปัจจุบัน และอดีตลูกจ้าง ขึ้นอยู่กับหลักสำคัญ 2 ประการ คือวัตถุประสงค์ที่จำเป็นและฐานทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยวัตถุประสงค์ที่จำเป็นมีปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง เช่น ลักษณะการประกอบธุรกิจตลอดจนกระบวนการดำเนินกิจการขององค์กรธุรกิจ ตำแหน่งหน้าที่ความรับผิดชอบและคุณสมบัติของลูกจ้าง ประโยชน์ในการจ้างงานแต่ละช่วงเวลาของการจ้างงาน และความจำเป็นตามกฎหมายที่ต้องเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล และต้องมีฐานทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์รองรับ จึงสามารถกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมได้ หากไม่สามารถกำหนดระยะเวลาได้อย่างชัดเจน ต้องแจ้งเกณฑ์ที่ใช้หรือเกณฑ์ในการกำหนดช่วงเวลา เพื่อให้ผู้สมัครงาน ลูกจ้างในปัจจุบัน และอดีตลูกจ้าง คาดหมายระยะเวลาในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลได้ จึงมีข้อเสนอแนะให้จัดทำกฎหมายลำดับรอง หรือหลักเกณฑ์ หรือแนวปฏิบัติ หรือข้อแนะนำ พร้อมทั้งคำอธิบายในการกำหนดระยะเวลาการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สมัครงาน ลูกจ้างในปัจจุบัน และอดีตลูกจ้าง ครอบคลุมทั้งระยะเวลาที่เหมาะสม ขอบเขตของวัตถุประสงค์ เกณฑ์ที่ใช้หรือเกณฑ์ในการกำหนดช่วงเวลา โดยอ้างอิงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นแนวทางสำหรับการจ้างงานประเภทต่าง ๆ และองค์กรธุรกิจต้องมีระบบตรวจสอบเพื่อลบทำลายข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สมัครงาน ลูกจ้างในปัจจุบัน และอดีตลูกจ้าง ที่หมดความจำเป็นตามวัตถุประสงค์ตลอดระยะเวลาการจ้างงาน และมีมาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลอยู่เสมอ เพื่อให้องค์กรธุรกิจไม่ต้องมีความ รับผิดตามกฎหมายและเป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้สมัครงาน ลูกจ้างในปัจจุบัน และอดีตลูกจ้าง อีกทางหนึ่ง
ศึกษาและวิเคราะห์ความสอดคล้องระหว่างแนวคิดว่าด้วยการจัดการทรัพยากรร่วมโดยมีชุมชนเป็นฐานกับพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562, ปลายฟ้า โตศักดิ์สิทธิ์
ศึกษาและวิเคราะห์ความสอดคล้องระหว่างแนวคิดว่าด้วยการจัดการทรัพยากรร่วมโดยมีชุมชนเป็นฐานกับพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562, ปลายฟ้า โตศักดิ์สิทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในการศึกษาและวิเคราะห์ความสอดคล้องระหว่างแนวคิดว่าด้วยการจัดการทรัพยากรร่วม โดยมีชุมชนเป็นฐานกับพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ หลักการสำคัญของพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 และเพื่อศึกษาความสอดคล้องกันระหว่าง หลักการจัดการร่วมที่มีชุมชนเป็นฐาน (Community-Based Co-Management) กับพระราชบัญญัติ ป่าชุมชน พ.ศ.2562 รวมทั้งเพื่อเสนอแนวทางการพัฒนากฎหมายป่าชุมชนเพื่อให้เกิดความ สอดคล้องกับหลักการจัดการร่วมที่มีชุมชนเป็นฐาน ทั้งนี้ การตราพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 เป็นการสอดรับบทบัญญัติมาตรา 43 (2) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ในเรื่องสิทธิของชุมชนในอันที่จะจัดการ บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ อย่างสมดุลและยั่งยืน จากการศึกษาการจัดการทรัพยากรร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในศึกษา กรณีพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 พบว่ามีประเด็นทางข้อกฎหมายดังต่อไปนี้ 1) ประเด็นเรื่องสิทธิในจัดการทรัพยากรป่าไม้ในป่าชุมชน 2) ประเด็นเรื่องความหมายของป่าชุมชนตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 ตามมาตรา 4 พื้นที่ที่จะนำไปจัดตั้งเป็นป่าชุมชนได้นั้น ต้องเป็นป่าที่อยู่นอกเขตป่าอนุรักษ์หรือพื้นที่อื่นของรัฐนอกเขตป่าอนุรักษ์ เป็นการให้อำนาจแก่กรมป่าไม้เข้ามาจัดการและควบคุมกำกับการจัดการป่าชุมชน 3) ประเด็นเรื่องการจัดตั้งป่าชุมชนตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 ในการขออนุญาตเพื่อจัดตั้งป่าชุมชนตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 นั้น ชุมชนจะต้องมีการจัดเตรียมเอกสารมากมาย ตามมาตรา 33 รวมไปถึงการตรวจสอบจากสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้แห่งท้องที่อย่างเข้มงวด และได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการป่าชุมชนประจำจังหวัดในการพิจารณาคำขอจัดตั้งป่าชุมชน แผนจัดการป่าชุมชน และรายงานผลการตรวจสอบซึ่ง แสดงให้เห็นถึงการตรวจสอบจากรัฐและยังคงไว้ซึ่งการรวมอำนาจในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติไว้ที่รัฐ ซึ่งขัดแย้งต่อการรับรองสิทธิของชุมชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ในมาตรา 43 (2) 4) ประเด็นเรื่องการขาดการมีส่วนร่วมของชุมชนในป่าชุมชน ตามมาตรา 16 ผู้ที่มีอำนาจควบคุมกำกับการจัดการป่าชุมชนไม่ใช่ตัวแทนจากภาคประชาชนที่อยู่ภายในพื้นที่เขตป่าชุมชน แต่เป็นตัวแทนของรัฐจากส่วนกลาง ทำให้ขาดความใกล้ชิดกับสภาพปัญหา สภาพภูมิศาสตร์ และเศรษฐกิจในพื้นที่ รวมถึงวัฒนธรรมความเชื่อ ส่งผลให้ภาคประชาชนไม่ได้ร่วมมือร่วมใจกันในการจัดการควบคุมการใช้และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 5) ประเด็นเรื่องการกระจายอำนาจ (Decentralization) ให้แก่องค์กรปกครองท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ในมาตรา 16 (24) บัญญัติให้กระจายอำนาจให้ อบต.หรือเทศบาล มีอำนาจ จัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากป่าไม้ …
ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดของผู้ควบคุมการก่อสร้าง, วรรษมน ตั้นเอง
ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดของผู้ควบคุมการก่อสร้าง, วรรษมน ตั้นเอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในโครงการก่อสร้างขนาดกลางและขนาดใหญ่ ผู้ว่าจ้างมักจะทำสัญญาจ้างผู้ควบคุมการก่อสร้างให้มีหน้าที่ควบคุมการก่อสร้างของผู้รับจ้างก่อสร้างแทนผู้ว่าจ้าง ให้ถูกต้องตามหลักวิศวกรรมเพื่อความมั่นคงปลอดภัยของสิ่งปลูกสร้าง ควบคุมการก่อสร้างให้เป็นไปตามแบบแปลนตามวัตถุประสงค์การใช้สอยของผู้ว่าจ้างและตามมาตรฐานและหลักการทางวิศวกรรม ดังนั้น ผู้ควบคุมการก่อสร้างจึงนับว่ามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง สัญญาว่าจ้างควบคุมการก่อสร้างที่ผู้ว่าจ้างทำกับผู้ควบคุมการก่อสร้างนั้นเข้าลักษณะของสัญญาจ้างทำของ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 ซึ่งกฎหมายไม่ได้กำหนดแบบและไม่จำต้องทำเป็นหนังสือแต่อย่างใด สิทธิ หน้าที่และความรับผิดของคู่สัญญานั้นถูกกำหนดตามข้อสัญญา โดยกรณีผู้ว่าจ้างเป็นเอกชน คู่สัญญาสามารถกำหนดสิทธิ หน้าที่และความรับผิดได้ตามความประสงค์ สำหรับกรณีที่ผู้ว่าจ้างเป็นหน่วยงานของรัฐ คู่สัญญาจะต้องใช้ ‘แบบสัญญาจ้างออกแบบและควบคุมงานก่อสร้าง’ ตามประกาคณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ เรื่อง แบบสัญญาเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 โดยทั่วไปแล้วสัญญาจ้างควบคุมการก่อสร้างที่คู่สัญญาตกลงกันตามความประสงค์และสัญญาจ้างออกแบบและควบคุมงานก่อสร้างที่เป็นสัญญามาตรฐานที่หน่วยงานรัฐใช้นั้นมักไม่อาจกำหนดสิทธิ หน้าที่และความรับผิดของผู้ควบคุมการก่อสร้างได้ครอบคลุมได้ทุกกรณี ส่งผลให้เกิดปัญหาเรื่องความไม่ชัดเจนของสิทธิ หน้าที่และความรับผิดของผู้ควบคุมการก่อสร้างต่อผู้ว่าจ้าง แม้ผู้ควบคุมการก่อสร้างจะไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อผู้รับจ้างก่อสร้างและบุคคลภายนอกเนื่องจากไม่มีการทำสัญญาใด ๆ ต่อกัน แต่ด้วยลักษณะของการทำงานของผู้ควบคุมการก่อสร้างที่จะต้องทำงานร่วมกับผู้รับจ้างก่อสร้าง การทำงานดังกล่าวจึงอาจก่อให้เกิดสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดตามกฎหมายอื่น ๆ ต่อผู้รับจ้างก่อสร้างและบุคคลภายนอกที่อาจเสียหายจากการก่อสร้างได้เช่นกัน งานวิจัยฉบับนี้จึงมุ่งศึกษาปัญหาสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดระหว่าง 1) ผู้ควบคุมการก่อสร้างต่อผู้ว่าจ้าง 2) ผู้ควบคุมการก่อสร้างต่อผู้รับจ้างก่อสร้าง และ 3) ผู้ควบคุมการก่อสร้างต่อบุคคลภายนอก จากการศึกษาพบว่าควรกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงาน สิทธิ หน้าที่และความรับผิดของผู้ควบคุมการก่อสร้างภายใต้หลักวิชาชีพที่ชัดเจนเพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งอาจยังไม่ชัดเจนเพียงพอ อีกทั้งควรแก้ไขข้อสัญญาแบบมาตรฐานของรัฐให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นเพื่อให้หน่วยงานของรัฐรวมถึงคู่สัญญารู้ถึงสิทธิ หน้าที่และความรับผิดได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น อันจะช่วยลดปัญหาการฟ้องร้องดำเนินคดีในอนาคต
Measurement Of Precipitated Calcium Citrate In Urine By Murexide-Based Indicator Displacement Assay And Its Clinical Utility In Calcium Oxalate Urolithiasis, Chaiyadol Tantasith
Measurement Of Precipitated Calcium Citrate In Urine By Murexide-Based Indicator Displacement Assay And Its Clinical Utility In Calcium Oxalate Urolithiasis, Chaiyadol Tantasith
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Urinary stone, mainly composed of calcium oxalate (CaOx), is a longstanding urologic condition with high prevalence and recurrence rates. Dietary habits, specifically increased consumption of high oxalate diet and low intake of citrate-containing foods, lead to hyperoxaluria and hypocitraturia that directly contribute to CaOx stone formation. Measurements of urinary oxalate and citrate are essential to estimate the risk of CaOx stone formation. Currently, high-performance liquid chromatography is used for urinary citrate measurement, but it is complicated and requires well-trained technicians. We hypothesized that instead of directly measuring citrate in urine, measurement of calcium citrate (CalCit) precipitated in urine challenging with …
Development Of Raman Spectroscopy-Integrated Calcium Oxalate Crystallization Index (Rcoci) Test And Its Clinical Validation For Diagnosing Calcium Oxalate Urolithiasis, Kamonchat Boonkam
Development Of Raman Spectroscopy-Integrated Calcium Oxalate Crystallization Index (Rcoci) Test And Its Clinical Validation For Diagnosing Calcium Oxalate Urolithiasis, Kamonchat Boonkam
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Urinary stone disease is mostly formed in the kidney and is highly recurrent. The most common type of urinary stones is calcium oxalate (CaOx). The development of urinary screening tests for estimating risk of CaOx stone formation is still challenging. Recently, we developed a urinary test, called indole-reacted calcium oxalate crystallization index (iCOCI) test, that provided a high diagnostic accuracy for CaOx urolithiasis. However, the iCOCI test is time-consuming and highly acidic chemicals are required for quantifying amount of CaOx. In this study, we proposed to develop a new method, called Raman spectroscopy-integrated calcium oxalate crystallization index (rCOCI) test, that …
The Combination Effect Of Lapatinib And Palbociclib In Endocrine-Resistant Breast Cancer Cells, Kantasorn Horpratraporn
The Combination Effect Of Lapatinib And Palbociclib In Endocrine-Resistant Breast Cancer Cells, Kantasorn Horpratraporn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Hormonal therapy is necessary in hormone receptor-positive breast cancer patients. It is used in both early and advanced-stage patients. Unfortunately, many patients developed endocrine resistance later on after the treatment was initiated and this could progress the disease. Endocrine resistance results from many mechanisms, including HER2 signaling pathway. These resistant breast cancer cells exhibit more HER2 signaling proteins such as AKT and ERK, compared to wild-type hormone receptor-positive breast cancer cells. Palbociclib is a CDK4/6 inhibitor and is indicated in patients who developed tamoxifen resistance. Lapatinib is a dual tyrosine kinase inhibitor- HER1 and HER2 and is used in HER2-overexpressed …
Epigenetic Regulation Of Leucine Rich Repeat Containing G Protein Coupled Receptor 5 (Lgr5) In Corneal Endothelial Cells, Kulsiri Prakanrattana
Epigenetic Regulation Of Leucine Rich Repeat Containing G Protein Coupled Receptor 5 (Lgr5) In Corneal Endothelial Cells, Kulsiri Prakanrattana
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Human corneal endothelial cells (hCECs) are vital for maintaining corneal transparency. However, their limited capacity for proliferation can result in vision loss, requiring corneal transplantation. The Leucine-rich repeat-containing G protein-coupled receptor 5 (LGR5) plays a critical role in maintaining various fetal and adult stem cell types by promoting the Wnt/β-catenin signaling. Although LGR5 is present in corneal endothelial progenitors, its expression decreases as these cells mature, coinciding with the loss of replicative properties. In this study, we explore strategies to reactivate LGR5 expression in cultured hCECs through epigenetic modulation. We found low levels of DNA methylation and hydroxymethylation at LGR5 …
Crispr-Cas12a-Based Detection And Differentiation Of Mycobacterium Spp., Peeraphan Compiro
Crispr-Cas12a-Based Detection And Differentiation Of Mycobacterium Spp., Peeraphan Compiro
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Mycobacterium species cause several vital human diseases, including tuberculosis (TB) and non-tuberculous mycobacterial (NTM) infections. TB is a chronic infectious disease caused by the Mycobacterium tuberculosis complex (MTBC). Additionally, non-tuberculous mycobacteria infections are caused by major NTM species, including Mycobacterium abscessus, Mycobacterium avium, Mycobacterium fortuitum, Mycobacterium kansasii, Mycobacterium gordonae, and Mycobacterium intracelulare, are medically necessary. Both groups of infections can lead to outbreaks in immunocompromised individuals and AIDS patients. It is crucial to differentiate between these two groups of mycobacterial infections, as they require distinct treatment approaches. However, initial diagnosis poses limitations in terms of time and diagnostic tools. Therefore, …
Functional Studies Of P.N258k And P.G279d Variants In The Kcnq2 Gene, Suphalak Chokvithaya
Functional Studies Of P.N258k And P.G279d Variants In The Kcnq2 Gene, Suphalak Chokvithaya
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Mutations in the KCNQ2 gene encoding for voltage-gated K channel subunits underlying the neuronal M-current, have been associated with infantile-onset epileptic disorders. The clinical spectrum ranges from self-limited neonatal seizures to epileptic encephalopathy and delayed development. Although gain- and loss-of-function mutations of KCNQ2 leads to indistinguishable phenotypes, different therapeutic approaches are required. To better understand genotype-phenotype correlation, more reports of patients and their mutations with elucidated molecular mechanism are needed. Here, we report nine unrelated patients with KCNQ2-related epilepsy carrying de novo heterozygous KCNQ2 p.N258K or p.G279D identified via Trio exome sequencing that has never been previously reported. To investigates …
The Effect Of Water Temperature And Carbohydrate Drink On Intestinal Epithelial Injury, Endotoxemia, Splanchnic Perfusion, And Core Temperature, During Running In The Heat, Warot Rangsimahariwong
The Effect Of Water Temperature And Carbohydrate Drink On Intestinal Epithelial Injury, Endotoxemia, Splanchnic Perfusion, And Core Temperature, During Running In The Heat, Warot Rangsimahariwong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Prolonged exercise can result in splanchnic hypoperfusion and elevated core body temperature (Tcore), which can contribute to gastrointestinal injury and endotoxemia. The effects of fluid temperature and carbohydrate consumption during exercise on these variables are less clear. Objectives: The study aimed to determine the effects of the temperature of water and carbohydrate drinks on intestinal epithelial injury, endotoxemia, splanchnic perfusion, and Tcore during 60-minute of moderate-intensity running. Methods: Ten participants completed four 60-minute running trials at 70% VO2max with different types of hydration: no water (NW), ambient temperature water (ATW), cold water (CW), and cold carbohydrate water (CW+CHO). Doppler …
กิจกรรมและนโยบายการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคไม่ติดต่อในสถานประกอบการของงานทรัพยากรบุคคล ประเทศไทย, เตชิต เตชะมโนดม
กิจกรรมและนโยบายการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคไม่ติดต่อในสถานประกอบการของงานทรัพยากรบุคคล ประเทศไทย, เตชิต เตชะมโนดม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สถานประกอบการมีผลต่อพฤติกรรมสุขภาพ วิถีชีวิต และเป็นสถานที่ที่มีโอกาสจะโน้มน้าวพฤติกรรม รวมทั้งสร้างเสริมสุขภาพของพนักงาน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการดำเนินการ และนโยบายด้านการสร้างเสริมสุขภาพในที่ทำงานของสถานประกอบการเอกชน งานวิจัยนี้เป็นการการศึกษาแบบภาคตัดขวาง โดยดำเนินการเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถาม จากผู้บริหาร และบุคลากรฝ่ายทรัพยากรบุคคลในบริษัท 814 แห่งในประเทศไทย ระหว่างเดือนมกราคมถึงมีนาคม พ.ศ. 2566 พบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับกิจกรรมการสร้างเสริมสุขภาพ ได้แก่ ระยะเวลาดำเนินงานของสถานประกอบการ ขนาดสถานประกอบการ และการจัดสรรงบประมาณ เมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบสองตัวแปรระหว่างข้อมูลทั่วไปของสถานประกอบการ และนโยบายด้านการสร้างเสริมสุขภาพในที่ทำงานของสถานประกอบการ พบว่าปัจจัยเรื่องการจัดสรรงบประมาณ มีความสัมพันธ์กับการกำหนดนโยบายในทุกหัวข้อ การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าระยะเวลาการดำเนินงานของสถานประกอบการ ขนาดสถานประกอบการ และการจัดสรรงบประมาณมีบทบาทสำคัญในความสำเร็จในการดำเนินการและความเป็นไปได้ของนโยบายสร้างเสริมสุขภาพของพนักงานภายในสถานประกอบการ
คุณสมบัติของน้ำมันหอมระเหยจากขมิ้นชันต่อการต้านการเจริญและการสร้างเมลานินของนีโอสีทตาลิเดียม ไดมิเดียเอตุม ที่ทำให้เกิดโรคเชื้อราที่เล็บ, กัญญานัฐ ครองบุญ
คุณสมบัติของน้ำมันหอมระเหยจากขมิ้นชันต่อการต้านการเจริญและการสร้างเมลานินของนีโอสีทตาลิเดียม ไดมิเดียเอตุม ที่ทำให้เกิดโรคเชื้อราที่เล็บ, กัญญานัฐ ครองบุญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
นีโอสีทตาลิเดียม ไดมิเดียเอตุม (N. dimidiatum) เป็นเชื้อราที่ก่อให้เกิดโรคเชื้อราที่เล็บและที่เท้า ตัวเชื้อสามารถสร้างเมลานินซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้โรคมีความรุนแรง จึงนำมาสู่วัตถุประสงค์ของการศึกษาที่ต้องการศึกษาประสิทธิภาพของน้ำมันหอมระเหยขมิ้นชัน (TEO) ในการยับยั้งการเจริญของเชื้อและการสร้างเมลานิน โดยทำการศึกษาในห้องปฏิบัติการด้วยเชื้อ นีโอสีทตาลิเดียม ไดมิเดียเอตุม จำนวน 10 ตัวอย่าง ทดสอบการยับยั้งการเจริญเชื้อใน 7 วัน โดย 2-20% TEO ด้วยวิธี agar dilution method และทดสอบประสิทธิภาพการยับยั้งการสร้างเมลานินด้วยการเปรียบเทียบปริมาณเมลานินก่อนและหลังสัมผัส 4% และ10% TEO โดยเมลานินถูกจับอย่างจำเพาะด้วย melanin-specific monoclonal antibody (MAb) 8D6 จากนั้นวัดค่า immunofluorescence intensity (IF) โดยใช้ กล้องจุลทรรศน์อิมมูโนฟูออเรสเซนต์กำลังขยาย 1,000 เท่า จากการศึกษาพบว่า 20% TEO สามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อ นีโอสีทตาลิเดียม ไดมิเดียเอตุม ได้อย่างมีนัยสำคัญ และผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย immunofluorescence intensity ในเชื้อที่สัมผัส 4% และ10% TEO (1.592 (p=0.001) และ 1.705 (p=0.003) พบว่ามีค่า IF ที่ต่ำกว่าเชื้อที่ไม่ได้สัมผัส TEO (7.575) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จึงสรุปได้ว่า TEO มีประสิทธิภาพที่นำมาใช้ในการรักษาการติดเชื้อจาก นีโอสีทตาลิเดียม ไดมิเดียเอตุม แต่อย่างไรก็ตามควรมีการศึกษากลไกการทำงานของ TEO ในการเป็นยาต้านเชื้อราว่าสามารถนำมาใช้ในร่างกายเพื่อรักษาการติดเชื้อเหล่านี้ได้หรือไม่