Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 3301 - 3330 of 15281

Full-Text Articles in Entire DC Network

The Effect Of Institutional Factors On Inward Fdi In Asian Developing Countries, Thinn Nay Chi Sun Jan 2023

The Effect Of Institutional Factors On Inward Fdi In Asian Developing Countries, Thinn Nay Chi Sun

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aims to examine the effect of institutional factors on inward foreign direct investment (FDI), using data from 23 Asian developing countries in the middle-income group from 1996 to 2021. The findings show that institutional factors such as control of corruption, government effectiveness, political stability, regulatory quality, and the rule of law, as well as macroeconomic factors such as Gross Domestic Product (GDP), trade openness, inflation, and exchange rate, are important determinants of FDI inflows into these countries. Although the results are mixed overall, upper-middle-income countries with higher quality in each institutional aspect can attract more FDI, whereas lower-middle-income …


Curatorial Practice Project For Online Platform : Music Forest And The Inner Peace Of Sloth, Li Hsuan Chang Jan 2023

Curatorial Practice Project For Online Platform : Music Forest And The Inner Peace Of Sloth, Li Hsuan Chang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

'Music Forest and the Inner Peace of Sloth' is a digital curatorial practice platform designed to offer a mental sanctuary in the information age, catering to all visitors, especially visual art, nature, and music lovers. The artworks showcased in this text are influenced by the philosophical foundations of slow art and the Fluxus movement, a 1960s artistic movement promoting living art and anti-art. The project promotes inner peace through nature-inspired artworks, offering a unique online space that harmonizes music, forest, and sloth spirit, encouraging users to explore their inner selves and experience balance and slowness. Music Forest invites users to …


Curatorial Practice Project For Art Exhibition : From The Island To The Woods, Suphavinee Srisopon Jan 2023

Curatorial Practice Project For Art Exhibition : From The Island To The Woods, Suphavinee Srisopon

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This paper presents the artistic research and creation centered on using art to support individuals dealing with personal health issues. The initiative seeks to remind them of a shared journey, offering a platform for self-expression through diverse art forms and workshops. Inspired by the curator's personal experiences, the exhibition aims to transcend superficial trends in addressing personal struggles authentically. Exploring the etymology of "curate" from "curare," meaning "to take care of," the curator sees their role as nurturing and assisting others. Through art, the exhibition strives to foster an environment fostering solace, understanding, and peace for individuals facing challenges. The …


การดำเนินงานการแปลงเอกสารจดหมายเหตุประเภทแผนที่ให้เป็นดิจิทัลของสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ, พีรสันต์ ลำต้น Jan 2023

การดำเนินงานการแปลงเอกสารจดหมายเหตุประเภทแผนที่ให้เป็นดิจิทัลของสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ, พีรสันต์ ลำต้น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะของเอกสารจดหมายเหตุประเภทแผนที่ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติได้รับมอบและจัดเก็บไว้ รวมถึงแหล่งที่มาและวิธีการได้มา และศึกษาการดำเนินงานการแปลงเอกสารจดหมายเหตุประเภทแผนที่ให้เป็นดิจิทัลของสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ในด้านนโยบายการแปลงให้เป็นดิจิทัล ด้านขั้นตอนการแปลงให้เป็นดิจิทัล และปัญหาที่ประสบ โดยใช้แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติส่วนใหญ่จัดเก็บเอกสารจดหมายเหตุประเภทแผนที่ที่มีลักษณะเป็นแผนที่ แผนผัง และแบบแปลน โดยได้รับเอกสารจดหมายเหตุประเภทแผนที่จากหน่วยงานภาครัฐ และมีการกำหนดนโยบายการแปลงเอกสารจดหมายเหตุประเภทแผนที่ให้เป็นดิจิทัล หอจดหมายเหตุแห่งชาติส่วนใหญ่จัดจ้างหน่วยงานภายนอกให้ดำเนินการแปลงเอกสารจดหมายเหตุประเภทแผนที่ให้เป็นดิจิทัลโดยมีการกำหนดราละเอียดการว่าจ้างได้แก่ ค่าใช้จ่ายมีความเหมาะสมกับงบประมาณที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติได้รับ ความรวดเร็วในการส่งมอบงาน และหน่วยงานผู้รับจ้างมีประสบการณ์หรือเคยได้รับการว่าจ้างจากหอจดหมายเหตุในโครงการก่อนหน้า และหอจดหมายเหตุแห่งชาติมีการกำหนดประเภทของไฟล์ดิจิทัลที่โดยใช้รูปแบบ JPEG และ TIFF ที่มีความละเอียดระหว่าง 200-600 dpi และใช้สื่อจัดเก็บประเภทฮาร์ดไดรฟ์ ปัญหาที่ประสบได้แก่ ปัญหาด้านงบประมาณ ปัญหาด้านบุคลากร ปัญหาด้านนโยบาย และปัญหาด้านเทคโนโลยี


การวิเคราะห์และปรับปรุงกระบวนการทำแกรนูลเปียกสำหรับการผลิตยาเม็ดเมตฟอร์มิน, นัชชา เตียสุนทรารมย์ Jan 2023

การวิเคราะห์และปรับปรุงกระบวนการทำแกรนูลเปียกสำหรับการผลิตยาเม็ดเมตฟอร์มิน, นัชชา เตียสุนทรารมย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดแกรนูลที่มีขนาดมากกว่า 2 มิลลิเมตร ซึ่งไม่สามารถผ่านแร่งในกระบวนการทำแกรนูลเปียกของยาเมตฟอร์มิน (Rejected granules) ที่ถูกออกแบบให้ผลิตด้วยเครื่องจักรที่มีระบบปิด มีขนาดการผลิต 600 กิโลกรัม จากการเก็บรวมรวมข้อมูลปริมาณแกรนูลของยาเมตฟอร์มินที่ไม่สามารถผ่านแร่งได้จำนวน 100 รุ่นการผลิต พบว่ามีปริมาณสูงสุดถึง 21.54 กิโลกรัม จึงออกแบบการทดลองแบบแฟคทอเรียลเต็มรูป เพื่อศึกษาปัจจัยของกระบวนการทำแกรนูลเปียกของยาเมตฟอร์มิน จำนวน 5 ตัวแปร ตัวแปรละ 2 ระดับ ได้แก่ เวลาที่ใช้ในการลดขนาดก้อนวัตถุดิบเมตฟอร์มิน (15 และ 20 นาที) อัตราการไหลของลมทางเข้าของเครื่อง Fluid Bed Dryer (1,700 และ 1,900 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง) อุณหภูมิที่ใช้ในการถ่ายแกรนูลจากเครื่อง Fluid Bed Dryer ไปยังเครื่อง Dry mill (25 และ 30 องศาเซลเซียส) ความกว้างในการเปิด Flap ขณะถ่ายแกรนูล (80 และ 90%) และระยะห่างระหว่างแร่งและใบพัดของเครื่อง Dry mill (2.5 และ 3.5 มิลลิเมตร) และมีการทำซ้ำ 2 ครั้ง ผลการวิจัยพบว่าพารามิเตอร์ของกระบวนการที่มีผลต่อปริมาณการเกิด Rejected granule อย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ระยะห่างระหว่างแร่งและใบพัดของเครื่อง Dry mill และเวลาที่ใช้ในการลดขนาดก้อนวัตถุดิบเมตฟอร์มินตามลำดับ แต่ปัจจัยที่ศึกษาไม่มีผลต่อการกระจายตัวของขนาดอนุภาคและปริมาณน้ำที่สูญเสียไปของแกรนูล นอกจากนี้ได้ระดับที่ดีที่สุดของพารามิเตอร์กระบวนการทำแกรนูลเปียกที่ปรับใช้ในระดับอุตสาหกรรม คือ เวลาที่ใช้ในการลดขนาดก้อนวัตถุดิบเมตฟอร์มิน 20 นาที อัตราการไหลของลมทางเข้าของเครื่อง Fluid Bed Dryer 1,900 ลูกบาศก์เมตร/ชั่วโมง อุณหภูมิที่ใช้ในการถ่ายแกรนูลจากเครื่อง Fluid Bed Dryer ไปยังเครื่อง Dry mill 25 องศาเซลเซียส ความกว้างในการเปิด Flap ขณะถ่ายแกรนูล 80% และระยะห่างระหว่างแร่งและใบพัดของเครื่อง …


การศึกษาการประยุกต์ใช้มาตรฐานเมทาดาทาเพื่อการสงวนรักษาพรีมิส (Preservation Metadata: Implementation Strategies - Premis) สำหรับคอลเลกชันหนังสือหายากดิจิทัล, ศิริพร คำยาด Jan 2023

การศึกษาการประยุกต์ใช้มาตรฐานเมทาดาทาเพื่อการสงวนรักษาพรีมิส (Preservation Metadata: Implementation Strategies - Premis) สำหรับคอลเลกชันหนังสือหายากดิจิทัล, ศิริพร คำยาด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

หนังสือหายากดิจิทัลของห้องสมุดมหาวิทยาลัยในไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้นบนสภาพแวดล้อมทางเทคโนโลยีที่พัฒนาและเปลี่ยนแปลงรวดเร็วรุดหน้าไปกว่าองค์ความรู้ในการจัดการ เพื่อให้สามารถเข้าถึงและใช้งานหนังสือหายาดิจิทัลในระยะยาว งานวิจัยนี้จึงเน้นศึกษาการประยุกต์มาตรฐานเมทาดาทาเพื่อการสงวนรักษาพรีมิสสำหรับคอลเลกชันหนังสือหายากดิจิทัลในบริบทห้องสมุดมหาวิทยาลัย 3 แห่งในไทย เพื่อเป็นแนวทางกำหนดหน่วยเชิงความหมายในเอ็นทิตี (Entities) และกำหนดค่าข้อมูลในแต่ละหน่วยเชิงความหมายที่เหมาะสมกับบริบทความต้องการของหนังสือหายากดิจิทัล การศึกษาพบว่าบรรณารักษ์ของห้องสมุดทั้ง 3 แห่งกำหนดใช้ 3 เอ็นทิตี ได้แก่ วัตถุ (Object) เหตุการณ์ (Event) และตัวกระทำ (Agent) แต่ไม่เลือกใช้เอ็นทิตีสิทธิ์ (Rights) และกำหนดระดับความสำคัญของหน่วยเชิงความหมายใน 3 เอ็นทิตีที่ระดับความสำคัญต่างกันในแต่ละหน่วยงาน และแตกต่างกับระดับความสำคัญที่ปรากฏในรายการหน่วยเชิงความหมายต้นแบบ นอกจากนี้ บรรณารักษ์ที่เข้าร่วมการศึกษาทั้งหมดมีการกำหนดค่าข้อมูลและรูปแบบค่าข้อมูล และใช้แหล่งค่าข้อมูลที่คล้ายกัน เพราะมีกระบวนการจัดการและบรรณารักษ์ผู้ดูแลคอลเลกชันหนังสือหายากดิจิทัลที่มีประสบการณ์และองค์ความรู้ในการปฏิบัติงานที่ใกล้เคียงกัน ปัญหาที่พบจากการใช้มาตรฐานพรีมิส ได้แก่ ความซับซ้อนของมาตรฐานพรีมิสซึ่งกระทบต่อความสามารถในการเรียนรู้และเข้าใจมาตรฐาน ตลอดจนการกำหนดค่าข้อมูลและรูปแบบค่าข้อมูลของบรรณารักษ์ ความสับสนจากลักษณะโครงสร้างของมาตรฐาน และความกังวลเรื่องความสอดคล้องของมาตรฐานกับระบบที่หน่วยงานใช้งานอยู่ และพบความต้องการสิ่งสนับสนุนเพื่อการประยุกต์ใช้มาตรฐานพรีมิสสำหรับหนังสือหายากดิจิทัล ได้แก่ คู่มือ กรณีศึกษา และผู้เชี่ยวชาญ นอกจากนี้ยังพบความต้องการสิ่งสนับสนุนอื่น ๆ ได้แก่ การศึกษาช่องว่างระหว่างมาตรฐานพรีมิสกับระบบคลังสารสนเทศดิจิทัล ข้อมูลชี้แหล่งค่าข้อมูล เครื่องมือสกัดและบันทึกข้อมูลแทนคน (Automation) และองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการใช้งานมาตรฐานเมทาดาทาพรีมิส


ประสบการณ์ชีวิตของผู้ดูแลหลักผู้ป่วยจิตเภทที่มีพฤติกรรมรุนแรง, อริสมันต์ ศิริลาภ Jan 2023

ประสบการณ์ชีวิตของผู้ดูแลหลักผู้ป่วยจิตเภทที่มีพฤติกรรมรุนแรง, อริสมันต์ ศิริลาภ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การเป็นผู้ดูแลหลักผู้ป่วยจิตเภทที่มีพฤติกรรมรุนแรง ส่งผลกระทบต่อผู้ดูแลหลักผู้ป่วยจิตเภทในด้านต่าง ๆ เป็นอย่างมาก พยาบาลจิตเวชต้องเข้าใจถึงเรื่องราวและผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงกับผู้ดูแลหลักเหล่านั้น เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในช่วยเหลือผู้ดูแลหลักเหล่านั้น ดังนั้นจึงได้ทำการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ เพื่อศึกษาประสบการณ์ชีวิตของผู้ดูแลหลักผู้ป่วยจิตเภทที่มีพฤติกรรมรุนแรง ในผู้ดูแลหลักที่มีประสบการณ์อยู่ร่วมในเหตุการณ์ขณะผู้ป่วยจิตเภทมีพฤติกรรมรุนแรง และก่อเหตุซ้ำ 3 ครั้งขึ้นไปภายใน 1 ปี จำนวน 16 คน คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) การสังเกต การบันทึกภาคสนาม และการบันทึกเทป นำข้อมูลที่ได้มาถอดความแบบคำต่อคำ (Verbatim) นำมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ วงเวียนการตีความของ Van Manen (1990) ผลการศึกษา พบว่า ประสบการณ์ชีวิตของผู้ดูแลหลักผู้ป่วยจิตเภทที่มีพฤติกรรมรุนแรง ประกอบด้วย 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) มีชีวิตอยู่ได้ด้วยความอดทน 2) ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมรุนแรงของผู้ป่วยต่อชีวิตของผู้ดูแลหลัก 3) ปรับตัวให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ และ 4) การจัดการต่อพฤติกรรมรุนแรงของผู้ป่วย ผลการศึกษาดังกล่าว ทำให้เข้าใจในประสบการณ์ชีวิตของผู้ดูแลหลักผู้ป่วยจิตเภทที่มีพฤติกรรมรุนแรงอย่างลึกซึ้งมากขึ้น เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสนับสนุนผู้ดูแลหลักในการดูแลผู้ป่วยจิตเภทที่มีพฤติกรรมรุนแรงตามสภาพบริบทของสังคมไทย


ผลของโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้ดูแลร่วมกับการใช้เว็ปแอพพลิเคชั่นต่อความสามารถทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียน, ภัทรบดินทร์ โรจนวิสิษฐ์ฤาชา Jan 2023

ผลของโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้ดูแลร่วมกับการใช้เว็ปแอพพลิเคชั่นต่อความสามารถทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียน, ภัทรบดินทร์ โรจนวิสิษฐ์ฤาชา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบศึกษาสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้ดูแลร่วมกับการใช้เว็ปแอพพลิเคชั่นต่อทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียน กลุ่มตัวอย่างคือ เด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนอายุ 3-6 ปี และผู้ดูแลที่เข้ามารับบริการในแผนกผู้ป่วยใน สถาบันราชานุกูลซึ่งมีคุณสมบัติตามเกณฑ์โดยได้รับการจับคู่ (Matched pair) แล้วสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม จำนวน 25 คู่ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้ดูแลร่วมกับการใช้เว็ปแอพพลิเคชั่นเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองคือ โปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้ดูแลร่วมกับการใช้เว็ปแอพพลิเคชั่น เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสังเกตพฤติกรรมด้านทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนและแบบประเมินพลังอำนาจของผู้ดูแลเด็กออทิสติกมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา เท่ากับ .89 และ .90 ตามลำดับ มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค เท่ากับ .97 และ .90 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติทดสอบที (t-test) ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1. คะแนนเฉลี่ยทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนหลังได้รับโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้ดูแลร่วมกับการใช้เว็ปแอพพลิเคชั่นมากกว่าก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 17.143, df = 24, p < .05) 2. คะแนนเฉลี่ยทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้ดูแลร่วมกับการใช้เว็ปแอพพลิเคชั่นมากกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 (t = -8.933, df = 48, p < .05)


ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองและครอบครัวตามวิถีใหม่ต่อพฤติกรรมป้องกันการป่วยซ้ำของบุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชน, ปริฉัตร อยู่คง Jan 2023

ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองและครอบครัวตามวิถีใหม่ต่อพฤติกรรมป้องกันการป่วยซ้ำของบุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชน, ปริฉัตร อยู่คง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง ศึกษาสองกลุ่มแบบวัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบ 1) พฤติกรรมป้องกันการป่วยซ้ำของบุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชนก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองและครอบครัวตามวิถีใหม่ 2) พฤติกรรมป้องกันการป่วยซ้ำของบุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชนกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองและครอบครัวตามวิถีใหม่กับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่างมีจำนวน 42 ครอบครัว แต่ละครอบครัวประกอบด้วยบุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชนซึ่งเข้ารับบริการที่คลินิกจิตเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และผู้ดูแลหลักในครอบครัว ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ จับคู่บุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชนให้มีอายุและระดับของพฤติกรรมป้องกันการป่วยซ้ำที่ใกล้เคียงกันแล้วสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 21 ครอบครัว กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองและครอบครัวตามวิถีใหม่ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือวิจัย คือ 1) โปรแกรมการจัดการตนเองและครอบครัวตามวิถีใหม่ 2) แบบสอบถามพฤติกรรมป้องกันการป่วยซ้ำของบุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชน 3) แบบประเมินความสามารถในการจัดการตนเองของบุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชน และ 4) แบบประเมินความสามารถในการจัดการตนเองและผู้ป่วยของผู้ดูแล เครื่องมือทุกชุดได้รับการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน โดยชุดที่ 2, 3 และ 4 มีค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค .87, .81 และ .81 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที (t-test) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. พฤติกรรมป้องกันการป่วยซ้ำของบุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชนหลังได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองและครอบครัวตามวิถีใหม่สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=12.67, p< .05) 2. พฤติกรรมป้องกันการป่วยซ้ำของบุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชนที่ได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองและครอบครัวตามวิถีใหม่สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=9.38, p< .05)


ผลของโปรแกรมการฟื้นคืนสู่สุขภาวะต่ออาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชน, พรประเสริฐ แก้วคำ Jan 2023

ผลของโปรแกรมการฟื้นคืนสู่สุขภาวะต่ออาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชน, พรประเสริฐ แก้วคำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองใช้รูปแบบการศึกษาสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการฟื้นคืนสู่สุขภาวะต่ออาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชนจำนวน 42 คน โดยการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงตามเกณฑ์คุณสมบัติที่ผู้วิจัยกำหนด กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการฟื้นคืนสู่สุขภาวะ และกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการฟื้นคืนสู่สุขภาวะผู้สูงอายุโรคซึมเศร้า 2) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 3) แบบประเมินภาวะซึมเศร้าของเบคฉบับภาษาไทย 4) แบบประเมินระดับการฟื้นคืนสู่สุขภาวะ เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยการตรวจสอบความตรงเซิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน เครื่องมือชุดที่ 3 และ 4 มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .81 และ .90 ตามลำดับ มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาคเท่ากับ .80 และ .84 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1. อาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชนหลังเข้าร่วมโปรแกรมการฟื้นคืนสู่สุขภาวะน้อยกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมการฟื้นคืนสู่สุขภาวะอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. อาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชนที่เข้าร่วมโปรแกรมการฟื้นคืนสู่สุขภาวะน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวที่เน้นการมีส่วนร่วมในการดูแลต่ออาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชน, อนงค์นาฎ คุณประสาท Jan 2023

ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวที่เน้นการมีส่วนร่วมในการดูแลต่ออาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชน, อนงค์นาฎ คุณประสาท

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบอาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าก่อนและหลังได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวที่เน้นการมีส่วนร่วมในการดูแล และเพื่อเปรียบเทียบอาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมฯ กับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าและครอบครัวที่มารับบริการในแผนกยาเสพติดและจิตเวชของโรงพยาบาลองครักษ์ จำนวน 40 ครอบครัว จับคู่ให้มีลักษณะคล้ายคลึงกันด้วยอายุและคะแนนอาการซึมเศร้า สุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 ครอบครัว เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) โปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวที่เน้นการมีส่วนร่วมในการดูแล 2) แบบประเมินอาการซึมเศร้าฉบับภาษาไทย เครื่องมือทุกชุดได้ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน วิเคราะห์ความเที่ยงของเครื่องมือโดยหาค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ .72 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป หาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า 1) ค่าเฉลี่ยคะแนนอาการซึมเศร้าในผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าหลังได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวที่เน้นการมีส่วนร่วมในการดูแลน้อยกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t=13.13, df=19, p


การศึกษารูปแบบการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในการจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติก เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน ด้วยหลักการความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต, เบญจวรรณ บัวนุ่ม Jan 2023

การศึกษารูปแบบการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในการจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติก เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน ด้วยหลักการความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต, เบญจวรรณ บัวนุ่ม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ค่าธรรมเนียมในการจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติก เป็นมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ที่หากมีการนำไปใช้จะส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน ขึ้นอยู่กับบริบทการนำไปใช้ โดยวัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาการออกแบบการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในการจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติกในต่างประเทศเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการออกแบบการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในประเทศไทย โดยการศึกษาในประเทศไทย พิจารณาจากมุมมองของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ของบรรจุภัณฑ์พลาสติก จากการศึกษาพบว่า องค์ประกอบสำคัญเมื่อมีการใช้หลักการความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility : EPR) ได้แก่ การจัดตั้งองค์กรกลางมาบริหารจัดการ การกำหนดค่าธรรมเนียม การกำหนดเป้าหมาย และการมีระบบการเก็บรวบรวม ซึ่งผู้ประกอบการในประเทศไทยมีความพร้อมที่จะรับผิดชอบในการจ่ายค่าธรรมเนียมในการจัดการบรรจุภัณฑ์ผ่านองค์กรกลาง (Producer Responsibility Organization : PRO) เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการค่าธรรมเนียมให้สามารถนำมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ มาตรการเศรษฐศาสตร์จะจูงใจให้เกิดการลดการใช้พลาสติกและเพิ่มปริมาณการรีไซเคิล สอดคล้องตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน มุ่งสู่ความยั่งยืนโดยใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดการเกิดของเสียและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ประเทศไทยมีสิ่งแวดล้อมที่ดียิ่งขึ้นไป


การพัฒนาวิธีการตรวจออกซิไดซ์ไลโพโปรตีนชนิดความหนาแน่นต่ำ โดยใช้เทคนิคการตรวจวัดบนกระดาษร่วมกับ Immunogold Silver Enhancement, สุจิตรา ต๊ะยามัน Jan 2023

การพัฒนาวิธีการตรวจออกซิไดซ์ไลโพโปรตีนชนิดความหนาแน่นต่ำ โดยใช้เทคนิคการตรวจวัดบนกระดาษร่วมกับ Immunogold Silver Enhancement, สุจิตรา ต๊ะยามัน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โรคหลอดเลือดแดงโคโรนารี (Coronary Artery Disease, CAD) เป็นโรคไม่ติดต่อชนิดเรื้อรังที่เกิดจากหลอดเลือดแดงที่กล้ามเนื้อหัวใจตีบหรือตัน สาเหตุหลักเกิดจากไขมันและเนื้อเยื่อสะสม มีผลทำให้เยื่อบุผนังหลอดเลือดชั้นในหนาตัวขึ้นและเกิดการอุดตัน จากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่า ox-LDL เป็นจุดเริ่มต้นของโรคดังกล่าว เนื่องจากมีคุณสมบัติต่างจาก normal LDL โดยไม่สามารถจับได้กับ LDL receptor ได้ แต่สามารถจับได้กับ scavenger receptor ที่ผิวเซลล์แมคโคฟาจจึงทำให้ ox-LDL สามารถเข้าเซลล์ได้อย่างไม่มีสิ้นสุด เกิดเป็นโฟมเซลล์ (foam cells) สะสมอยู่ในผนังหลอดเลือดเกิดเป็นรอยขีดไขมัน (fatty streak) ประกอบกับการกระตุ้นเกล็ดเลือดและเซลล์อิมมูน ทำให้เกิดเป็นลิ่มเลือดอุดตันทางเดินของเส้นเลือด แม้ว่า ox-LDL จะเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคแต่การตรวจวัดระดับไขมัน ox-LDL ยังไม่แพร่หลายในห้องปฏิบัติการเทคนิคการแพทย์ เนื่องจากชุดตรวจมีราคาแพง ใช้เวลาในการวิเคราะห์นาน และยังต้องใช้เครื่องมือที่มีความจำเพาะ ดังนั้นการศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเทคนิคการตรวจวัดระดับ ox-LDL ด้วยเทคนิคการตรวจวัดบนฐานกระดาษร่วมกับ immunogold silver enhancement โดยออกแบบกระดาษกรองให้มีรูปแบบเป็น microtiter plate อาศัยเทคนิค wax printing ในการสร้างขอบเขต หาสภาวะที่เหมาะสมสำหรับออกซิไดซ์กระดาษ เพื่อให้มีคุณสมบัติเหมาะสมกับการตรึงแอนติบอดี โดยเปลี่ยนเซลลูโลสเป็นหมู่แอลดีไฮด์ งานวิจัยนี้ได้นำสารละลายลิเธียมคลอไรด์มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการออกซิไดซ์ร่วมกับสารละลายโซเดียมเพอร์ริออเดท พบว่ากระดาษที่ออกซิไดซ์แล้วสามารถคงสภาพนาน 72 ชั่วโมง และแอนติบอดีที่ตรึงไว้คงสภาพนานที่สุด 4 ชั่วโมง ทดลองวิเคราะห์วัดปริมาณ std. ox-LDL และ ox-LDL ที่เตรียมเองในห้องปฏิบัติการด้วยสภาวะเทคนิคดังกล่าว พบว่าสีปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นยังไม่ชัดเจน อันเนื่องมากจากข้อจำกัดของความจำเพาะของแอนติบอดี การทำให้เกิดสีด้วย silver enhancement ซึ่งยังคงต้องมีการพัฒนาต่อไปเพื่อให้ผลการวิเคราะห์มีความชัดเจน นอกจากนี้ได้พัฒนากล่องถ่ายภาพเพื่อใช้เก็บผลการวิเคราะห์บนฐานกระดาษ ที่สามารถถ่ายภาพด้วยแสงและระยะที่คงที่ สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่ายในภาคสนาม อย่างไรก็ตามแม้การพัฒนาวิธีการวิเคราะห์ ox-LDL ยังไม่ประสบผลสำเร็จ แต่ยังพอได้แนวทางและต้นแบบในการศึกษาต่อไปในอนาคต


Curatorial Practice Project For Online Platform : Music Forest And The Inner Peace Of Sloth, Li Hsuan Chang Jan 2023

Curatorial Practice Project For Online Platform : Music Forest And The Inner Peace Of Sloth, Li Hsuan Chang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

'Music Forest and the Inner Peace of Sloth' is a digital curatorial practice platform designed to offer a mental sanctuary in the information age, catering to all visitors, especially visual art, nature, and music lovers. The artworks showcased in this text are influenced by the philosophical foundations of slow art and the Fluxus movement, a 1960s artistic movement promoting living art and anti-art. The project promotes inner peace through nature-inspired artworks, offering a unique online space that harmonizes music, forest, and sloth spirit, encouraging users to explore their inner selves and experience balance and slowness. Music Forest invites users to …


ประสิทธิภาพของยีน Tef ในการจัดจำแนกเชื้อ Aspergillus ที่เพาะได้จากผู้ป่วยไทย, ประภาพร คชพงษ์ Jan 2023

ประสิทธิภาพของยีน Tef ในการจัดจำแนกเชื้อ Aspergillus ที่เพาะได้จากผู้ป่วยไทย, ประภาพร คชพงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Aspergillosis เป็นโรคติดเชื้ออันตรายถึงแก่ชีวิต มีสาเหตุมาจากเชื้อราในจีนัส Aspergillus การวินิจฉัยโรคในปัจจุบัน การเพาะแยกเชื้อและจัดกลุ่มตามลักษณะทางสัณฐานวิทยายังคงเป็นวิธีมาตรฐาน การตรวจหา galactomannan มักใช้ตรวจวินิจฉัยโรคในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงเท่านั้น ในขณะที่เทคนิคทางอณูชีววิทยาอาศัยข้อมูลสารพันธุกรรมของ “its region” ในการจำแนกกลุ่มเชื้อระดับสปีชีส์ แต่อย่างไรก็ตามข้อมูลดังกล่าวถูกพิสูจน์ว่าสามารถจำแนกกลุ่มเชื้อราก่อโรคในคนในระดับสปีชีส์ได้ต่ำ ในด้านการรักษาสปีชีส์ของเชื้อ Aspergillus มักไม่ถูกนำมาพิจารณาร่วมเพื่อการเลือกกลุ่มยาแม้ว่ายังคงมีผู้ป่วยบางรายที่ตอบสนองต่อการรักษาไม่ดีเนื่องจากเชื้อสาเหตุดื้อต่อยาต้านเชื้อรา ด้วยเหตุดังกล่าวเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสปีชีส์และรูปแบบความไวรับต่อยา การค้นหายีนที่สามารถจำแนกเชื้อ Aspergillus ในระดับสปีชีส์ได้อย่างแม่นยำจึงเป็นสิ่งจำเป็นยีน “tef-1α” เป็นสารพันธุกรรมที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีคุณสมบัติสามารถจำแนกเชื้อราเส้นสายในระดับสปีชีส์ได้สูง ในงานวิจัยนี้ ผู้วิจัยได้เปรียบเทียบผลการจำแนกกลุ่มเชื้อ Aspergillus ที่แยกได้จากผู้ป่วยจำนวน 227 ตัวอย่าง โดยใช้ข้อมูลสารพันธุกรรม “its region” และ“tef-1α” จากผลการศึกษาพบว่าสารพันธุกรรมจากยีน“tef-1α” (D=0.8461) มีความสามารถในการจำแนกเชื้อในระดับสปีส์สูงกว่าบริเวณ “its” (D=0.796) โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน section Fumigati ข้อมูลสารพันธุกรรมจาก “its region” สามารถแบ่งเชื้อกลุ่มดังกล่าวออกได้เพียง 1 สปีชีส์ คือ A. fumigatus ในขณะที่ยีน“tef-1α” สามารถแบ่งออกเป็น A. fumigatus และอีก 2 สปีชีส์ คือ A. lentulus และ A. udagawa ซึ่งเป็นเชื้อที่ดื้อต่อยา amphotericin B โดยกำเนิด โดยสรุป ผลจากงานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าการจำแนกสปีชีส์ของเชื้อ Aspergillus โดยใช้ยีนทุติยภูมิ “tef-1α” สามารถบ่งชี้กลุ่มยาที่เหมาะสมต่อการรักษาได้


การวิเคราะห์การฟื้นคืนความสัมพันธ์ไทย – ซาอุดีอาระเบียผ่านพระดำริในมกุฎราชกุมาร มุฮัมมัด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย, สิทธิกร สุทธิขาว Jan 2023

การวิเคราะห์การฟื้นคืนความสัมพันธ์ไทย – ซาอุดีอาระเบียผ่านพระดำริในมกุฎราชกุมาร มุฮัมมัด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย, สิทธิกร สุทธิขาว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาปัจจัยที่นำไปสู่การฟื้นคืนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศซาอุดีอาระเบีย โดยเน้นศึกษาปัจจัยพระดำริในมกุฎราชกุมาร มุฮัมมัด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย การศึกษาปัจจัยดังกล่าวอิงกับแนวคิดเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติเป็นกรอบแนวคิดหลัก การศึกษาพบว่า ปี ค.ศ. 2015 ซาอุดีอาระเบียประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ ด้วยเหตุดังกล่าว มกุฎราชกุมาร มุฮัมมัด บิน ซัลมาน จึงทรงมีดำริแผนเพื่อพัฒนาและปฏิรูปประเทศในช่วงปี ค.ศ. 2016 ถึง ปี ค.ศ. 2030 ภายใต้ยุทธศาสตร์วิสัยทัศน์ซาอุดีอาระเบีย 2030 เพื่อรับมือกับสถานการณ์สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเศรษฐกิจที่มีเป้าหมายการลดการพึ่งพารายได้จากการส่งออกน้ำมัน รวมถึง การสร้างภาพลักษณ์ใหม่และทันสมัยมากยิ่งขึ้นแก่ซาอุดีอาระเบีย ทั้งนี้ การที่จะบรรลุวิสัยทัศน์ซาอุดีอาระเบีย 2030 ได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยการลงทุนขนาดใหญ่และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการพัฒนาประเทศ ดังนั้น สิ่งที่ตามมาคือความต้องการแรงงานต่างชาติจำนวนมาก โดยเฉพาะแรงงานฝีมือ ด้วยเหตุดังกล่าว ไทยจึงเป็นประเทศเป้าหมายที่มีศักยภาพสำหรับซาอุดีอาระเบีย รวมถึงเป็นเหตุผลตามหลักผลประโยชน์แห่งชาติของซาอุดีอาระเบียที่ต้องการแรงงานไทยกลับเข้าไปทำงานเพื่อสร้างและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของซาอุดีอาระเบีย จึงเป็นที่มาของการฟื้นคืนความสัมพันธ์ระหว่างไทย - ซาอุดีอาระเบีย


ผลกระทบจากปัจจัยทางประชากรและการนำเทคโนโลยีไปใช้ที่มีผลต่อรายได้และผลิตภาพของครัวเรือนเกษตรกรไทย, วรางค์รัตน์ ฎาณวรรณ Jan 2023

ผลกระทบจากปัจจัยทางประชากรและการนำเทคโนโลยีไปใช้ที่มีผลต่อรายได้และผลิตภาพของครัวเรือนเกษตรกรไทย, วรางค์รัตน์ ฎาณวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ศึกษาผลกระทบจากปัจจัยทางประชากรและการนำเทคโนโลยีไปใช้ที่มีผลต่อรายได้และผลิตภาพของครัวเรือนเกษตรกรไทย โดยรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิมาจาก 2 แหล่ง ประกอบด้วย ส่วนที่หนึ่ง ข้อมูลของครัวเรือนที่อยู่ในการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2564 และส่วนที่สอง ข้อมูลครัวเรือนเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรในปี 2564 โดยเป็นครัวเรือนเกษตรที่ปลูกข้าวและครัวเรือนเกษตรที่ปลูกอ้อย โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสมการถดถอยพหุคูณแบบเส้นตรง (Multiple Linear Regression Analysis: MLR) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลในส่วนที่หนึ่ง ซึ่งมีตัวแปรอิสระประกอบด้วย ปัจจัยทางประชากรของหัวหน้าครัวเรือน ปัจจัยลักษณะของครัวเรือน และปัจจัยด้านเศรษฐกิจของครัวเรือน โดยมีตัวแปรตามคือ รายได้ต่อไร่ของครัวเรือนเกษตร สำหรับการปลูกข้าว พบว่า ครัวเรือนที่มีหัวหน้าเป็นชายมีรายได้สูงกว่าเมื่อเทียบกับครัวเรือนที่มีหัวหน้าเป็นหญิง เนื่องจากการทำนายังเป็นอาชีพที่ต้องอาศัยแรงงานและความแข็งแรง ในด้านอายุ หัวหน้าครัวเรือนในกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไปสามารถสร้างรายได้ต่อไร่สูงกว่าเมื่อเทียบกับหัวหน้าครัวเรือนที่มีอายุ 20-45 ปี ซึ่งสะท้อนถึงทักษะและประสบการณ์ในการปลูกข้าวที่สะสมเพิ่มตามอายุ เมื่อพิจารณาภูมิภาคที่ตั้งของครัวเรือนพบว่า ครัวเรือนที่ปลูกข้าวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีการทำนาปีเป็นหลักจะมีรายได้ต่อพื้นที่ที่ต่ำว่าเมื่อเทียบกับครัวเรือนในภูมิภาคอื่นที่มีการทำนาปรังด้วย นอกจากนี้การเพาะปลูกบนพื้นที่เช่าจะมีรายได้ต่อไร่ที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับการเพาะปลูกบนพื้นที่ของตนเอง ซึ่งอาจเกิดจากการแสวงหาพื้นที่เช่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ ใกล้แหล่งน้ำ รวมถึงมีการปลูกข้าวแบบนาปรังร่วมด้วย สำหรับการปลูกอ้อย พบว่า หัวหน้าครัวเรือนที่เป็นหญิงสามารถสร้างรายได้สูงกว่าหัวหน้าครัวเรือนที่เป็นชาย อธิบายได้จากการมีการบริหารจัดการที่ดีตั้งแต่การวางแผนเพาะปลูกจนถึงการตัดอ้อยเพื่อส่งโรงงาน นอกจากนี้ ครัวเรือนที่ปลูกอ้อยบนพื้นที่เช่าก็จะมีรายได้ต่อไร่ที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับครัวเรือนที่ปลูกอ้อยบนพื้นที่ของตนเอง เช่นเดียวกันกับการปลูกข้าว ผลการวิเคราะห์ข้อมูลในส่วนที่สอง ซึ่งมีตัวแปรอิสระประกอบด้วย ปัจจัยทางประชากรของหัวหน้าครัวเรือน และปัจจัยสนับสนุนการเพิ่มผลิตภาพ โดยมีตัวแปรตามคือ ผลิตภาพต่อไร่ของครัวเรือนเกษตรกร สำหรับการปลูกข้าว พบว่า ครัวเรือนที่มีหัวหน้าครัวเรือนเพศชายมีผลิตภาพสูงกว่าเมื่อเทียบกับครัวเรือนที่มีหัวหน้าเป็นหญิง ในด้านอายุ หัวหน้าครัวเรือนในกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไปมีความสามารถสร้างผลิตภาพต่อไร่ได้สูงกว่าเมื่อเทียบกับหัวหน้าครัวเรือนช่วงอายุ 20-45 ปีและช่วงอายุ 46-59 ปี ซึ่งเห็นว่ากลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไปมีประทักษะและประสบการณ์ในการทำนามาหลายฤดู ทำให้สามารถมีความชำนาญในการวางแผนจัดการเกี่ยวกับผลผลิตที่ได้มาไม่เสียหาย ส่งผลให้ได้ผลิตภาพต่อไร่ดีกว่า ถึงแม้ว่าหัวหน้าครัวเรือนมีระดับการศึกษาเพียงระดับประถมศึกษา แต่สามารถจัดการผลผลิตให้ได้ดีกว่าระดับการศึกษาสูงกว่า แสดงว่าการศึกษาไม่ได้มีผลเกี่ยวกับการเพิ่มผลผลิต แต่เป็นประสบการณ์จากการเพาะปลูกข้าว หัวหน้าครัวเรือนใช้พื้นที่ทำการเพาะปลูกข้าวในการสร้างรายได้โดยเช่าที่ดินและที่ดินสาธารณประโยชน์ ใช้แหล่งน้ำนอกเขตชลประทานในการเพิ่มผลิตภาพ ซึ่งพื้นที่เกษตรในการเพาะปลูกข้าวใกล้แหล่งน้ำ การใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรในการสร้างผลิตภาพข้าวนั้น ทั้ง 8 กลุ่มเครื่องจักรมีอิทธิพลทั้งหมด สำหรับการปลูกอ้อย พบกว่า หัวหน้าครัวเรือนเพศหญิงสามารถสร้างผลิตภาพได้สูงกว่าหัวหน้าครัวเรือนเพศชาย อธิบายได้จากหัวหน้าครัวเรือนเพศหญิงมีความใส่ใจ และการปรับตัวกับการพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ ดีกว่าหัวหน้าครัวเรือนเพศชาย ในกลุ่มอายุ 60 ปีมีความสามารถในการสร้างผลิตภาพได้ดีกว่า นั้นคือการใช้ประสบการณ์ในการเกษตรที่ยาวนาน และยังพบว่าเขตพื้นที่เพาะปลูกตะวันออกเฉียงเหนือสามารถสร้างผลิตภาพได้ดีกว่า นั้นหมายถึงเขตที่เพาะปลูกมีสภาพพื้นที่เกี่ยวกับน้ำและดินที่เอื้ออำนวยต่อการผลิต จึงช่วยส่งเสริมในการสร้างผลิตภาพที่ดีต่อการเพาะปลูกอ้อย การใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรในการสร้างผลิตภาพอ้อยนั้น มีเพียง 5กลุ่มเครื่องจักรมีอิทธิพล ได้แก่ …


การศึกษาวรรณกรรมเรื่องสุบินกุมารสำนวนภาษาไทยและสำนวนภาษาอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป, ณัฐวุฒิ แสงพันธ์ Jan 2023

การศึกษาวรรณกรรมเรื่องสุบินกุมารสำนวนภาษาไทยและสำนวนภาษาอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป, ณัฐวุฒิ แสงพันธ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้มุ่งรวบรวมและปริวรรตตัวบทวรรณกรรมเรื่องสุบินกุมารสํานวนภาษาไทยและสํานวนภาษาอื่นในเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป รวมทั้งศึกษาลักษณะร่วมและความแตกต่างของวรรณกรรมเรื่องสุบินกุมารสํานวนต่างๆ และ วิเคราะห์วรรณกรรมเรื่องสุบินกุมารในมุมมองพุทธศาสนาแบบพื้นถิ่น ข้อมูลที่ใช้ในการศึกษามีทั้งข้อมูลที่ตีพิมพ์แล้วและยังเป็นต้นฉบับตัวเขียนรวม 38 สํานวน ผลการศึกษาพบว่า ตัวบทเรื่องสุบินกุมารสามารถจําแนกตามภาษาที่ใช้ได้เป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาตระกูลไท ภาษาลาว และภาษาเขมร โดยใช้ตัวอักษรที่บันทึก 3 ชนิด คือ ตัวอักษรไทย ตัวอักษรธรรม หรือ ตัวอักษรเขมร ตัวบทสามารถจัดแบ่งตามประเภทวรรณกรรมได้เป็น 5 กลุ่มกับอีก 1 ฉบับ ได้แก่ 1) วรรณกรรมอานิสงส์ 2) กลอนสวด 3) ศาสตราแลบง 4) แหล่ 5) นิทาน และคัมภีร์ปถมกัปป์หลวง ในการศึกษาเปรียบเทียบวรรณกรรมเรื่องสุบินกุมารสํานวนต่าง ๆ พบว่ามีลักษณะร่วมในด้านโครงเรื่อง ฉาก ตัวละคร และแนวคิดหลัก ในด้านโครงเรื่อง ปรากฏปมขัดแย้งระหว่างพ่อแม่กับลูกชายในเรื่องการบรรพชาอุปสมบทในพุทธศาสนาตรงกันทุกสํานวน ทําให้เกิดเป็นแบบเรื่องนิทานสุบินกุมาร ซึ่งประกอบด้วยอนุภาคเหตุการณ์สําคัญ 2 เหตุการณ์ ได้แก่ เหตุการณ์ลูกชาย หนีพ่อแม่ที่ไม่นับถือพุทธศาสนาไปบวช และเหตุการณ์การบวชในพุทธศาสนาของลูกช่วยให้พ่อแม่พ้นจากนรก โครงเรื่องของเรื่องสุบินกุมารมี 4 แบบ แบบที่พบมากที่สุดคือแบบที่ปรากฏเหตุการณ์ลูกชายช่วยทั้งแม่และพ่อจากนรก ตัวละครที่ปรากฏร่วมกันทุกสํานวน ได้แก่ ตัวละครเอกคือลูกชาย ตัวละครปฏิปักษ์คือ แม่และ/หรือพ่อ รวมทั้งตัวละครรองคือพระยายมและยมบาล ส่วนฉาก ที่ปรากฏร่วมกัน ได้แก่ ฉากเมืองบนโลกมนุษย์ในสมัยพุทธกาลและฉากนรก ในด้านแนวคิดสําคัญ แก่นเรื่องที่ปรากฏร่วมกัน คือ อานิสงส์แห่งการบวชในพุทธศาสนาสามารถช่วยพ่อแม่ให้พ้นจากนรกได้ โดยเป็นประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่ายคือพ่อแม่และตัวผู้บวช รวมทั้งยังปรากฏคําสอนเรื่องกรรมในทุกสํานวน ในด้านกลวิธีการประพันธ์ พบว่าวรรณกรรมเรื่องสุบินกุมารแต่ละประเภทใช้ กลวิธีการประพันธ์ที่หลากหลายจากขนบการประพันธ์ต่าง ๆ เช่น กลวิธีการประพันธ์แบบพระสูตรในพุทธศาสนา กลวิธีการ ประพันธ์แบบวรรณคดีพุทธศาสนาที่แต่งในไทยและดินแดนใกล้เคียง กลวิธีการประพันธ์แบบวรรณคดีราชสํานัก และกลวิธีการประพันธ์แบบวรรณคดีท้องถิ่น ผลการศึกษายังพบว่า เรื่องสุบินกุมารมีกระบวนการปรับให้เป็นวรรณกรรมพุทธศาสนาแบบพื้นถิ่น 3 กระบวนการ สําคัญ ได้แก่ 1) การประมวลองค์ประกอบจากวรรณคดีพุทธศาสนาและเรื่องเล่าในท้องถิ่น 2) การตีความเรื่องการบวชว่าเป็นบุญ และการตีความเรื่องกรรมให้เชื่อมโยงกับระบบครอบครัว เพื่อประนีประนอมกับค่านิยมและความเชื่อในท้องถิ่น …


การเปลี่ยนประเด็นสนทนาในปริจเฉทการสนทนาภาษาไทยแบบไม่เผชิญหน้า, ญาณิศา สระบัว Jan 2023

การเปลี่ยนประเด็นสนทนาในปริจเฉทการสนทนาภาษาไทยแบบไม่เผชิญหน้า, ญาณิศา สระบัว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การสนทนาแบบไม่เผชิญหน้าเป็นรูปแบบการปฏิสัมพันธ์ที่พบได้มากขึ้นในสังคมปัจจุบัน จึงเป็นกลุ่มข้อมูลที่ น่าสนใจศึกษา งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนประเด็นสนทนาในปริจเฉทการสนทนาภาษาไทยแบบไม่ เผชิญหน้าทางโทรศัพท์และทางแอปพลิเคชันสนทนาไลน์ (LINE) และเฟซบุ๊ก แมสเซนเจอร์ (Facebook Messenger) ศึกษาทั้งในด้านลักษณะการเปลี่ยนประเด็นสนทนา รูปภาษาแสดงการเปลี่ยนประเด็นสนทนา และความถี่ที่ปรากฏ ศึกษาว่าปัจจัยเพศมีผลต่อการเปลี่ยนประเด็นสนทนาหรือไม่ รวมทั้งวิเคราะห์เปรียบเทียบการเปลี่ยนประเด็นสนทนา ในปริจเฉทการสนทนาทางโทรศัพท์กับทางแอปพลิเคชันสนทนา โดยเก็บข้อมูลจากผู้ร่วมสนทนาเพศชาย 115 บท สนทนา และผู้ร่วมสนทนาเพศหญิง 115 บทสนทนา ผลการศึกษาพบว่า ภาพรวมลักษณะการเปลี่ยนประเด็นสนทนา ด้านตําแหน่งการปรากฏการเปลี่ยนประเด็นสนทนาพบการเปลี่ยนประเด็นในผลัดเดิม การเปลี่ยนประเด็นทันที และ การเปลี่ยนประเด็นฝ่ายเดียวมากที่สุด ด้านเนื้อหาของประเด็นใหม่พบการเปลี่ยนประเด็นเกี่ยวกับคู่สนทนามากที่สุด และด้านความสัมพันธ์ของประเด็นสนทนาพบการเปลี่ยนประเด็นแบบไม่สัมพันธ์กับประเด็นใด ๆ (การเปลี่ยนประเด็น ใหม่) มากที่สุด ด้านรูปภาษาแสดงการเปลี่ยนประเด็นสนทนาพบการเปลี่ยนประเด็นแบบไม่ปรากฏรูปภาษาแสดงการ เปลี่ยนประเด็นสนทนามากกว่าปรากฏรูปภาษา รูปภาษาแสดงการเปลี่ยนประเด็นสนทนาที่พบความถี่มากที่สุดสาม อันดับแรก ได้แก่ ถ้อยคําเชื่อมความ ถ้อยคําแสดงการนึกขึ้นได้ และถ้อยคําเรียกคู่สนทนา หน้าที่หลักของรูปภาษาทุก ประเภท คือ ส่งสัญญาณแสดงการเปลี่ยนประเด็นสนทนา และมีหน้าที่อื่น ๆ แตกต่างไปตามประเภทของรูปภาษา ใน ด้านปัจจัยเพศ ผู้วิจัยศึกษาทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ผลการศึกษาพบว่า ในเชิงปริมาณ ผู้ร่วมสนทนาเพศชาย และเพศหญิงเปลี่ยนประเด็นสนทนาส่วนใหญ่ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ดังนั้น ปัจจัยเพศจึงไม่ได้มีผลต่อ การเปลี่ยนประเด็นสนทนาในภาพรวม ส่วนในการศึกษาเชิงคุณภาพ พบว่า เพศชายและเพศหญิงเปลี่ยนประเด็น แตกต่างกัน 3 ประการ ได้แก่ การเปลี่ยนประเด็นตามหลังความเงียบ เนื้อหาของประเด็นสนทนาใหม่ และรูปภาษา แสดงการเปลี่ยนประเด็นสนทนา ลักษณะที่แตกต่างนี้สะท้อนให้เห็นลีลาภาษาของเพศชายและเพศหญิงที่แตกต่างกัน กล่าวคือ เพศชายจะสนทนาแบบ “ตรงไปตรงมา” ส่วนเพศหญิงจะสนทนาแบบ “คํานึงถึงการมีส่วนร่วม” ส่วนผล การศึกษาเปรียบเทียบปริจเฉทการสนทนาทางโทรศัพท์กับทางแอปพลิเคชันสนทนา พบว่า ลักษณะที่แตกต่างกันของ ปริจเฉทการสนทนาทั้งสองรูปแบบโดยเฉพาะด้านความต่อเนื่องของการสนทนาและช่วงเวลาการสนทนาส่งผลให้การ เปลี่ยนประเด็นสนทนามีความแตกต่างกัน ส่วนความแตกต่างด้านการระบุระยะห่างระหว่างข้อความของไลน์และ เฟซบุ๊ก แมสเซนเจอร์ไม่ได้มีผลต่อการเปลี่ยนประเด็นสนทนาในภาพรวม


นวัตกรรมการออกแบบแฟชั่นไลฟ์สไตล์จากกระบวนการแปรรูปเส้นใยด้วยผลผลิตเกษตรไร้มูลค่าอย่างยั่งยืน โดยใช้แนวคิดความเชื่อมงคลสัญวิทยา, อุษา ประชากุล Jan 2023

นวัตกรรมการออกแบบแฟชั่นไลฟ์สไตล์จากกระบวนการแปรรูปเส้นใยด้วยผลผลิตเกษตรไร้มูลค่าอย่างยั่งยืน โดยใช้แนวคิดความเชื่อมงคลสัญวิทยา, อุษา ประชากุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนานวัตกรรมเส้นใยจากผลผลิตเกษตรไร้มูลค่าของเปลือกทุเรียนให้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์แฟชั่นและสิ่งทอเพื่อนำไปสู่การออกแบบผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ที่มีเอกลักษณ์และต้นแบบแบรนด์สินค้าที่เหมาะสำหรับกลุ่มเจเนอเรชั่นวาย (Generation Y) จากแนวคิดความเชื่อมงคลสัญวิทยา ซึ่งมีกลุ่มประชากรคือผู้ประกอบการทุเรียน (พื้นที่จังหวัดจันทบุรี) กลุ่มผู้บริโภคเจเนอเรชั่นวาย (Gen Y) ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งทอ ด้านวิจิตรศิลป์และด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ รวมถึงกลุ่มทอผ้าบ้านคลองบอน อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี โดยใช้เครื่องมือแบบสัมภาษณ์และแบบสอบถาม ผลการวิจัย เศษเหลือทิ้งเปลือกทุเรียนมีคุณสมบัติเชิงกลเช่นเดียวกับเส้นใยของฝ้ายและป่าน ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมสิ่งทอได้ และแนวทางการคัดแยกเส้นใยทุเรียนสำหรับการนำมาใช้ประโยชน์ในทางสิ่งทอสามารถทำได้ 2 วิธีคือการตากแห้งแล้วนำมาต้มและการแช่หรือหมักเปลือกทุเรียนเพื่อคัดแยกเส้นใย ซึ่งการแช่หรือหมักเปลือกทุเรียนจะได้ลักษณะของเส้นใยแบบธรรมชาติและคุณภาพของเส้นใยที่มีลักษณะดีกว่าเหมาะสมในการนำไปใช้งานด้านนวัตกรรมเส้นใยสิ่งทอ แต่มีข้อจำกัดคืออาจต้องใช้ระยะเวลานาน รวมถึงกลิ่นที่อาจไม่พึงประสงค์ จากนั้นการขึ้นเส้นด้ายและการทอผืนผ้า สามารถทำได้ 2 รูปแบบ คือรูปแบบที่ 1 การขึ้นเส้นด้าย (เข็ญมือ) และการทอผืนผ้าแบบชุมชน เป็นการขึ้นเส้นด้ายและการทอตามอัตราส่วนของไหมต่อไหมผสมเส้นใยทุเรียน และรูปแบบที่ 2 การขึ้นเส้นด้ายและการทอผืนผ้าแบบอุตสาหกรรม โดยใช้การขึ้นเส้นด้ายแบบ Open End Rotor Spinning และ Garabo Spinning รวมถึงการทอแบบ Nep ตามอัตราส่วนของเส้นใยทุเรียนต่อไหม ซึ่งวิธีการที่เหมาะสมในการนำมาพัฒนาเพื่อสร้างต้นแบบแบรนด์สินค้าแฟชั่นไลฟ์สไตล์คือการขึ้นเส้นด้ายแบบอุตสาหกรรมเพื่อลดระยะเวลาการเข็ญมือที่อาจต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน แล้วจึงนำมาทอแบบชุมชนเพื่อให้เกิดอัตลักษณ์ใหม่บนผืนผ้าโดยใช้เทคนิคการมัดหมี่ให้เกิดลวดลายอันเกิดจากแนวทางการศึกษาด้านงานทอผ้าจากกลุ่มบ้านคลองบอน อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ส่วนของรูปแบบที่แสดงถึงความมงคลและมีความเหมาะสมกับกลุ่ม Generation Y คือสัตว์มงคล 9 ในรูปแบบของการถอดสัญญะแบบไอคอน (Icon) และรูปแบบแบรนด์สินค้าที่เหมาะสมและเป็นที่ต้องการของกลุ่มผู้บริโภคคือแบรนด์สินค้าแฟชั่นไลฟ์สไตล์ที่แสดงถึงความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงสินค้าที่ช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจในการดำรงชีวิต อีกทั้งผืนผ้าไหมทอผสมใยทุเรียนที่ อัตราส่วน 50 : 50 ของไหมต่อไหมผสมใยทุเรียน มีค่าการทดสอบการซึมผ่านของอากาศอยู่ที่ 59.46 มากกว่าผืนผ้าไหม 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งค่าการทดสอบจะอยู่ที่ 39.68 และผืนผ้าไหมทอผสมทุเรียนในอัตราส่วนนี้ยังมีผลการทดสอบประสิทธิภาพในการต้านเชื้อแบคทีเรียสูงถึง 99.92 เปอร์เซ็นต์ จากแนวทางดังกล่าวผู้วิจัยมุ่งเน้นการพัฒนาในแนวทางของการสร้างเศษเหลือทิ้งให้เป็นศูนย์ (Zero Waste) โดยสร้างให้เกิดผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งประกอบด้วยเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย กระเป๋า รองเท้าและผลิตภัณฑ์ตกแต่งบ้าน เป็นต้น


พุทธธรรมในนิตยสารธรรมจักษุในสมัยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเป็นบรรณาธิการ พ.ศ. 2437-2454 : ความเป็นมา สารัตถะ และบทบาทต่อพุทธศาสนาไทย, พระมหาสราวุธ โพธิ์ศรีขาม Jan 2023

พุทธธรรมในนิตยสารธรรมจักษุในสมัยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเป็นบรรณาธิการ พ.ศ. 2437-2454 : ความเป็นมา สารัตถะ และบทบาทต่อพุทธศาสนาไทย, พระมหาสราวุธ โพธิ์ศรีขาม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้ศึกษาพุทธธรรมในนิตยสารธรรมจักษุ ในสมัยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเป็นบรรณาธิการ พ.ศ. 2437-2454 โดยศึกษาความเป็นมา สารัตถะ และบทบาทความสำคัญต่อพระพุทธศาสนาและสังคมไทย ผลการศึกษาความเป็นมาพบว่า นิตยสารธรรมจักษุ (พ.ศ. 2437-2454) เป็นนิตยสารทางพระพุทธศาสนาเล่มแรกของประเทศไทย ตีพิมพ์เป็นรายเดือน เผยแผ่ครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคม ปีพุทธศักราช 2437 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส (กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส) ทรงเป็นผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการรูปแรก มีพระเถรานุเถระ พระภิกษุสามเณรนิสิตของมหามกุฏราชวิทยาลัย และกลุ่มบุคคลต่าง ๆ ร่วมจัดทำ เพื่อใช้เป็นสื่อในการเผยแผ่พุทธธรรมที่เข้ากับสมัยนิยม ตามวัตถุประสงค์สำหรับเผยแผ่พุทธธรรมของมหามกุฏราชวิทยาลัย ผลการศึกษาด้านสารัตถะพุทธธรรมพบว่า เนื้อหาสารัตถะพุทธธรรมในนิตยสารธรรมจักษุ จำแนกออกเป็น 10 ประเภท ได้แก่ สารัตถะพุทธธรรมเกี่ยวกับ 1) คัมภีร์พระไตรปิฎก 2) สุภาษิตและนิทานชาดก 3) พระธรรมเทศนา 4) คำอนุโมทนา 5) หัวข้อกระทู้ธรรม 6) ตำนานและประวัติศาสตร์ 7) คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา 8) หลักธรรมสำคัญและหลักการปฏิบัติธรรม 9) พระคุณสมบัติของพระพุทธเจ้า และ 10) พระสูตรทางพระพุทธศาสนามหายาน สะท้อนให้เห็นมิติใหม่ของการเผยแผ่พุทธธรรมไปสู่สาธารณชน ด้วยการนำเสนอเนื้อหาสาระที่หลากหลาย เปิดโอกาสให้ผู้อ่านสามารถเข้าถึงวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น ผลการศึกษาด้านกลวิธีนำเสนอสารัตถะพุทธธรรมพบว่า มี 5 รูปแบบ ได้แก่ 1) การใช้ภาษาแนวใหม่ 2) การจัดหมวดหมู่สารัตถะพุทธธรรม 3) การแปลความพระสูตรรูปแบบใหม่ 4) การนำเสนอพุทธสุภาษิตสั้น ๆ 5) การใช้โวหารวิธี คือ บรรยายโวหารวิธี พรรณนาโวหารวิธี ปุจฉาวิสัชนาวิธี สาธกโวหารวิธี และเทศนาโวหารวิธี เพื่อเป็นทางเลือกในการอ่านและศึกษาคำสอนทางพระพุทธศาสนา ผ่านมิติมุมมองด้านประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และภาษาวรรณกรรม โดยประยุกต์หลักธรรมให้เหมาะสมแก่กาลและบริบทสังคม ผลการศึกษาด้านบทบาทและความสำคัญของนิตยสารธรรมจักษุต่อพุทธศาสนาในสังคมไทยพบว่า นิตยสารธรรมจักษุ เป็นเสมือนโรงธรรมสภาของพุทธศาสนิกชน สร้างพฤติกรรมการรับรู้พุทธธรรมใหม่ ๆ คือปรับเปลี่ยนรูปแบบการเข้าถึงหลักพุทธธรรมจากการฟังสู่การอ่าน เป็นสื่อของคณะสงฆ์ส่วนกลางในการจัดการเล่าเรียนหัวเมือง และเป็นสื่อกลางระหว่างพระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์ ชาติบ้านเมือง และประชาชน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเผยแผ่คำสอนของพระพุทธศาสนาและพัฒนาการศึกษาของบ้านเมืองอีกช่องทางหนึ่ง …


Development Of Real-Time Particulate Matter Monitoring Using Smartphone Microscope, Parinton Jangtawee Jan 2023

Development Of Real-Time Particulate Matter Monitoring Using Smartphone Microscope, Parinton Jangtawee

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study introduces a novel paradigm in air quality surveillance, combining light-sheet technology with smartphone microscopy to monitor particulate matter in real time. By leveraging a laser beam transformed into a planar light sheet, suspended particles scatter light, enabling microscopic visualization and trajectory recording through a smartphone linked to a magnifying lens. This innovative methodology merges precision light-sheet illumination with smartphone accessibility, providing a portable, cost-effective, and sustainable solution for air quality assessment. Results demonstrate the system's robustness, showcasing a direct, linear correlation between response and particulate matter concentrations. This finding underscores the device's reliability and accuracy in quantifying particulate …


Improving Electrochemical Properties Of Gdbaco2o5 And Ndbaco2o5 By Ca Substitution And A-Site Cation Deficiency, Yupadee Ung-Arphorn Jan 2023

Improving Electrochemical Properties Of Gdbaco2o5 And Ndbaco2o5 By Ca Substitution And A-Site Cation Deficiency, Yupadee Ung-Arphorn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Ca-substituted layered perovskites of MBa1-xCaxCo2O5+δ (M = Nd; NBCax and Gd; GBCax, x = 0.0-0.4) and A-site deficiency in Nd1-xBa0.9Ca0.1Co2O5+δ (NdxBCa) and NdBa0.9-x Ca0.1Co2O5+δ (NBaxCa) have been investigated in order to improve electrochemical performance of cathode materials for intermediate-temperature solid oxide fuel cell (IT-SOFC, 600-800°C). All materials are synthesized in air by a conventional solid-state reaction with calcination and sintering temperatures of 800°C and 1200°C for 6 hours. NBCO adopts a layered perovskite with a tetragonal crystal structure while GBCO shows an orthorhombic crystal structure. Incorporating Ca into the Ba-site of NBCO structure reveals a structural transition from P4/mmm tetragonal …


Functional Characterization Of Pacific White Shrimp Litopenaeus Vannamei Heat Shock Protein 90 In Response To White Spot Syndrome Virus Infection, Warumporn Yingsunthonwattana Jan 2023

Functional Characterization Of Pacific White Shrimp Litopenaeus Vannamei Heat Shock Protein 90 In Response To White Spot Syndrome Virus Infection, Warumporn Yingsunthonwattana

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Heat shock proteins (HSPs) are host chaperones that can be used by viruses to facilitate various steps of viral infections. In this study, we found that Litopenaeus vannamei heat shock protein 90 (LvHSP90) is a viral-responsive protein, due to a significant transcriptional and translational upregulation following white spot syndrome virus (WSSV) infection. Suppression of LvHSP90 significantly reduced WSSV infection which was corresponded with significantly decreased expressions of viral genes, including the immediate-early genes and viral DNA polymerase. Conversely, injecting shrimp with WSSV that had been co-incubated with a recombinant LvHSP90 (rLvHSP90) promoted WSSV infection as evidenced by an increased cumulative …


การทูตเพื่อสาธารณสุขของจีน: การให้ความช่วยเหลือด้านวัคซีนในสถานการณ์การระบาดของโควิด 19, กรกมล ปรปักษ์ขาม Jan 2023

การทูตเพื่อสาธารณสุขของจีน: การให้ความช่วยเหลือด้านวัคซีนในสถานการณ์การระบาดของโควิด 19, กรกมล ปรปักษ์ขาม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งเน้นศึกษาการดำเนินนโยบายการทูตเพื่อสาธารณสุขของจีนในการให้ความช่วยเหลือด้านวัคซีนในสถานการณ์การระบาดของโควิด 19 โดยมีจุดประสงค์ในการสร้างความเข้าใจว่าเพราะเหตุใดการดำเนินนโยบายการทูตเพื่อสาธารณสุขและการทูตวัคซีนของจีนในช่วงการระบาดของโรคโควิด 19 ซึ่งจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีในฐานะผู้ให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ส่งผลให้สามารถเจรจาโน้มน้าวประเทศต่าง ๆ และสามารถนำไปสู่การขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเป้าหมายได้ แต่การทูตวัคซีนของจีนที่ดำเนินนโยบายระหว่างสถานการณ์การระบาดของโควิด 19 กลับส่งผลให้ภาพลักษณ์ของจีนดีขึ้นในช่วงแรกของการระบาดเท่านั้น ซึ่งเป็นผลมาจากการวิพากษ์วิจารณ์และข้อกังขาของประเทศอื่น ๆ ที่มีต่อวัคซีนโควิด 19 ของจีน ทั้งยังส่งผลกระทบต่อ Soft Power ของจีน ดังนั้น ผู้เขียนจึงนำแนวคิด Soft Power ของ Joseph Nye มาอธิบายถึงความพยายามดังกล่าวของจีน ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ถึงแม้ว่าการทูตวัคซีนของจีนจะได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างมาก แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบมากนักต่อนโยบายการทูตเพื่อสาธารณสุขที่จีนดำเนินมาอย่างยาวนาน เนื่องจากการทูตเพื่อสาธารณสุขที่จีนใช้เป็น Soft Power ผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น กรอบความร่วมมือด้านสุขภาพในประเด็นสุขภาพที่สำคัญ และดำเนินไปพร้อมกับยุทธศาสตร์ BRI มีความมั่นคงอยู่แล้ว ดังนั้น การดำเนินนโยบายการทูตเพื่อสาธารณสุขเป็น Soft Power ที่มีความจริงใจและโปร่งใส ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และมีการเน้นไปยังกรอบความร่วมมือด้านสุขภาพนั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีในฐานะมหาอำนาจและการเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือของจีนได้ดี


อาวุธและการเลือกข้าง: การจัดหายุทโธปกรณ์ทางทหารของกองทัพไทยหลังรัฐประหาร 2557, ฐานันดร์ กาญจนนิรินธน์ Jan 2023

อาวุธและการเลือกข้าง: การจัดหายุทโธปกรณ์ทางทหารของกองทัพไทยหลังรัฐประหาร 2557, ฐานันดร์ กาญจนนิรินธน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์นี้ใช้การค้นคว้าจากเอกสารสาธารณะและเอกสารทางราชการเพื่อวิเคราะห์การจัดการเชิงกลยุทธ์เพื่อแก้ไขข้อจำกัดในการจัดหาอาวุธของกองทัพไทยหลังรัฐประหารปีพุทธศักราช 2557 ท่ามกลางข้อจำกัดจากนโยบายสหรัฐอเมริกาที่ระงับความช่วยเหลือต่างประเทศต่อประเทศที่มีระบอบการปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ผลการศึกษาเผยให้เห็นว่ากองทัพได้หันมาจัดซื้อยุทโธปกรณ์ทางทหารที่สำคัญจากสาธารณรัฐประชาชนจีนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีข้อตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยและจีนในการจัดซื้อเรือดำน้ำ S26T ซึ่งถือเป็นอาวุธยุทธศาสตร์ อย่างไรก็ดีการแก้ไขข้อจำกัดนี้มิได้บ่งถึงการละทิ้งความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์กับสหรัฐอเมริกาโดยสมบูรณ์ เนื่องจากความสัมพันธ์ทวิภาคีครอบคลุมหลายด้าน เช่น ความมั่นคงและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ กรณีศึกษาเกี่ยวกับความล้มเหลวในการจัดหาเรือดำน้ำเผยให้เห็นว่าการเปลี่ยนไปจัดหาหรือพึ่งพาอาวุธจากจีนเพียงประเทศเดียวอาจมิใช่ประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศไทย การศึกษายังเน้นถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมอาวุธในประเทศ และชี้ให้เห็นว่าการลงทุนในภาคส่วนนี้สามารถยกระดับการพึ่งตนเองและลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศในระยะยาว แม้มิใช่สิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ทันทีทันใดก็ตาม


นโยบายของออสเตรเลียต่อจีน ห้วงปี ค.ศ. 2015-2022, ธนิษฐา แพงวงษ์ Jan 2023

นโยบายของออสเตรเลียต่อจีน ห้วงปี ค.ศ. 2015-2022, ธนิษฐา แพงวงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อพลวัตของความสัมพันธ์เชิงนโยบายต่างประเทศระหว่างออสเตรเลียและจีน ซึ่งทวีความตึงเครียดมากขึ้นนับตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 2015 เป็นต้นมา โดยมีการตั้งข้อสังเกตถึงการผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจใหม่ของจีน เกิดเป็นการแข่งขันทางยุทธศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นจนสร้างความกังวลให้หมู่ประเทศตะวันตก รวมถึงการรับรู้ว่าจีนเป็นภัยคุกคามทั้งระดับรัฐบาลและประชาชน ทำให้ออสเตรเลียเปลี่ยนแนวทางการดำเนินนโยบายไปในทิศทางเดียวกันกับสหรัฐอเมริกาเพื่อสกัดกั้นอิทธิพลจีนอย่างชัดเจน เหล่านี้จึงกลายเป็นความท้าทายต่อการดำเนินนโยบายของออสเตรเลียในระยะต่อมา ที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับการบริหารความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศและความมั่นคง


ความริเริ่มด้านการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้กรอบความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมในอาเซียน: อุปสรรคและความท้าทาย, ตรีสิริ เซะวิเศษ Jan 2023

ความริเริ่มด้านการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้กรอบความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมในอาเซียน: อุปสรรคและความท้าทาย, ตรีสิริ เซะวิเศษ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผชิญกับปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่รุนแรงขึ้น หลังจีนห้ามนำเข้าขยะและของเสียอันตรายหลายประเภท ตั้งแต่ปี 2018 ส่งผลให้ภูมิภาคแห่งนี้กลายเป็นจุดหมายปลายทางแห่งใหม่ในการทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายจากประเทศพัฒนาแล้วแทน ประกอบกับปัจจัยการบริโภคอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (Electrical and Electronic Equipment: EEE) ที่ทำให้ปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศสมาชิกเพิ่มสูงขึ้นมาก แต่อาเซียนยังไม่มีการบังคับใช้กฎระเบียบเข้มงวดจัดการปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม สร้างความเป็นกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น สารนิพนธ์เรื่องนี้จึงต้องการศึกษาว่าอาเซียนมีความริเริ่มด้านการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้กรอบความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมอย่างไร รวมถึง อุปสรรคและความท้าทายที่เกิดขึ้น สารนิพนธ์เรื่องนี้ใช้กรอบแนวคิดเสรีนิยมใหม่เชิงสถาบัน (Neoliberalism) ภายใต้นิยามของ Robert O. Keohane ที่เน้นความสำคัญของสถาบันและองค์กรระหว่างประเทศในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างรัฐ สนับสนุนด้วยทฤษฎีระบอบ (Regime Theory) ของ Stephen D. Krasner ที่อธิบายว่าระบอบระหว่างประเทศ ประกอบด้วยชุดกฎเกณฑ์ บรรทัดฐานและการตัดสินใจ ซึ่งกำหนดพฤติกรรมและบทบาทของรัฐในการแก้ปัญหาร่วมกัน โดยผลการศึกษาพบว่าความริเริ่มด้านการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้กรอบความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมในอาเซียนเผชิญอุปสรรคและความท้าทายหลายประการ จากการขาดกฎระเบียบ มาตรฐานที่แตกต่างกันระหว่างชาติสมาชิก กลไกการบังคับใช้ ทำให้อาเซียนต้องจัดตั้งระบอบด้านสิ่งแวดล้อมระดับภูมิภาคที่มุ่งเน้นแก้ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นการเฉพาะขึ้นร่วมกัน เพื่อแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ


นโยบายต่างประเทศของนายกรัฐมนตรีชินโซะ อาเบะ : ความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นกับฟิลิปปินส์ภายใต้ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก, พิชญ์ คุ้มล้วนล้อม Jan 2023

นโยบายต่างประเทศของนายกรัฐมนตรีชินโซะ อาเบะ : ความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นกับฟิลิปปินส์ภายใต้ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก, พิชญ์ คุ้มล้วนล้อม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นกับฟิลิปปินส์ภายใต้ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก และเพื่อทำความเข้าใจการดำเนินนโยบายต่างประเทศของญี่ปุ่นในสมัยนายกรัฐมนตรีชินโซะ อาเบะ โดยใช้กรอบแนวคิดดุลแห่งอำนาจ จากผลการศึกษาพบว่าการขยายอิทธิพลของจีนในภูมิภาคภัย คุกคามด้านความมั่นคงจากเกาหลีเหนือ และความกังวลในท่าทีที่ไม่แน่นอนของสหรัฐอเมริกา เป็นปัจจัยที่ทำให้ญี่ปุ่นต้องปรับนโยบายความมั่นคงจากการพึ่งพาความคุ้มครองทางทหารของสหรัฐไปสู่แนวทางที่พึ่งพาตนเองมากขึ้น การปกป้องความมั่นคงและเสถียรภาพทางทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกมีความจำเป็นต่อความอยู่รอดของประเทศ จึงทำให้ยุทธศาสตร์นี้ได้รับการยอมรับมากขึ้นในสังคมชาวญี่ปุ่น อีกทั้งยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกยังช่วยให้ญี่ปุ่นสามารถส่งเสริมความสัมพันธ์พหุภาคีและทวิภาคีกับประเทศสมาชิกที่เข้าร่วมได้ โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งกับจีนในประเด็นทางทะเลเช่นเดียวกับญี่ปุ่น จึงได้มีการกระชับความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงระหว่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินยุทธศาสตร์ของนายอาเบะได้เป็นอย่างดี


การอพยพเข้ามาในประเทศไทยของผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานที่นับถือศาสนาคริสต์ ระหว่างปี ค.ศ. 2009-2023, นิรัชพร โพ้ท Jan 2023

การอพยพเข้ามาในประเทศไทยของผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานที่นับถือศาสนาคริสต์ ระหว่างปี ค.ศ. 2009-2023, นิรัชพร โพ้ท

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้ มุ่งเน้นศึกษาเกี่ยวกับผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานที่นับถือศาสนาคริสต์ในประเทศไทย โดยมีคำถามหลัก 2 ข้อ ประกอบด้วย 1) อะไรคือสาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้ผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานที่นับถือศาสนาคริสต์ตัดสินใจอพยพ และ 2) ทำไมผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานผู้นับถือศาสนาคริสต์ จึงเลือกเดินทางมายังประเทศไทย วิธีการดำเนินการวิจัยเน้นการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานที่นับถือศาสนาคริสต์ ซึ่งเดินทางมายังประเทศไทยระหว่าง ปี ค.ศ. 2009-2023 จำนวน 15 คน จากการสัมภาษณ์พบว่า สาเหตุสำคัญของการอพยพ คือ ปัจจัยทางการเมือง ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากความขัดแย้งในชุมชนท้องถิ่น เนื่องมาจากความเชื่อทางศาสนาที่แตกต่างกันจนนำไปสู่การฟ้องร้องโทษฐานกระทำความผิดกฎหมายดูหมิ่นศาสนา และยังพบว่าสาเหตุที่ผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานที่นับถือศาสนาคริสต์เลือกเดินทางมายังประเทศไทย เนื่องจากผู้แสวงหาที่พักพิงอาศัยเครือข่ายทางสังคม เครือข่ายศาสนา และเครือข่ายความเป็นคนบ้านเดียวกันในการอพยพ เครือข่ายเหล่านี้ มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนผู้แสวงหาที่พักพิง รวมถึงกลุ่มประชาสังคม องค์กรศาสนา หน่วยงาน INGOs และมิชชั่นนารี มีบทบาทอย่างมากในการช่วยเหลือผู้แสวงหาที่พักพิง โดยมีการพึ่งพาซึ่งกันและกันในลักษณะที่คล้ายคลึงกับ “ผู้อุปภัมถ์และผู้พึ่งพา” (Patron and Client) สร้างผลประโยชน์ให้กับทั้งสองฝ่าย