Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (3086)
- Social and Behavioral Sciences (2614)
- Engineering (2554)
- Physical Sciences and Mathematics (1876)
- Education (1377)
-
- Arts and Humanities (1146)
- Law (897)
- Business (839)
- Medical Sciences (830)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Life Sciences (645)
- Computer Sciences (618)
- Architecture (582)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (547)
- Civil and Environmental Engineering (478)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Nursing (445)
- Economics (441)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (375)
- Sociology (373)
- Industrial Engineering (372)
- Dentistry (357)
- Electrical and Computer Engineering (357)
- Law and Economics (344)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (342)
- Political Science (342)
- Operational Research (307)
Articles 1471 - 1500 of 15281
Full-Text Articles in Entire DC Network
การศึกษากลวิธีการแปลอติพจน์ในนวนิยายเรื่อง Crazy Rich Asians ของ Kevin Kwan หรือ เหลี่ยมโบตั๋น แปลโดย ศศิ พินทุ์, สุตาภัทร อรุณนวล
การศึกษากลวิธีการแปลอติพจน์ในนวนิยายเรื่อง Crazy Rich Asians ของ Kevin Kwan หรือ เหลี่ยมโบตั๋น แปลโดย ศศิ พินทุ์, สุตาภัทร อรุณนวล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาศึกษากลวิธีการแปลประโยคอติพจน์จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ในนวนิยายเรื่อง Crazy Rich Asians ของ Kevin Kwan (2513) และฉบับแปลภาษาไทย เหลี่ยมโบตั๋น แปลโดย ศศิ พินทุ์ (2559) รวมถึงปัจจัยทางวัฒนธรรมบางประการที่ส่งผลต่อการแปลอติพจน์จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ผู้วิจัยได้คัดเลือกประโยคที่ปรากฏการใช้อติพจน์จำนวน 60 ประโยค ตามแนวทางการจำแนกประเภทอติพจน์ของ Claudia Claridge (2011) และใช้กรอบการวิเคราะห์แนวทางการแปลความเปรียบและสำนวนภาษา (Trope Change) ของ Andrew Chesterman (2001) จากการจำแนกประเภทอติพจน์ที่ปรากฏในประโยคต้นฉบับภาษาอังกฤษ จำนวน 60 ประโยค พบอติพจน์ในตัวบทต้นฉบับ 6 ประเภท ได้แก่ อติพจน์แบบคำเดียว อติพจน์ระดับวลี อติพจน์ระดับอนุประโยค อติพจน์ที่แสดงจำนวน การเปรียบเทียบขั้นสูงสุด และการใช้การเปรียบเทียบ โดยแบ่งเป็นอติพจน์ประเภทเดียวประโยคจำนวน 53 ประโยค และใช้อติพจน์มากกว่าหนึ่งประเภทร่วมกัน จำนวน 7 ประโยค จากการวิเคราะห์พบว่ากลวิธีที่ผู้แปลเลือกใช้ในการแปลประโยคอติพจน์ที่คัดสรรจำนวน 67 แห่ง มีทั้งหมด 3 กลวิธี ได้แก่ การรักษาอติพจน์หรือใช้สำนวนภาษาประเภทเดิม (55 แห่ง) เปลี่ยนไปใช้อติพจน์หรือสำนวนภาษาประเภทอื่น (3 ครั้ง) และแปลโดยไม่เก็บอติพจน์หรือสำนวนภาษา (9 แห่ง) โดยกลวิธีที่พบมากที่สุดคือ คงความเปรียบหรือสำนวนภาษาประเภทเดิม นอกจากนี้ยังพบว่าประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ เป็นปัจจัยทางวัฒนธรรมที่ส่งผลต่อการแปลอติพจน์จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ซึ่งผู้แปลเลือกใช้กลวิธีการกรองทางวัฒนธรรม (cultural filtering) ควบคู่กับการคงความเปรียบหรือสำนวนภาษาประเภทเดิม โดยใช้คำที่มีความหมายต่างกัน หากแต่ยังมีความเชื่อมโยงกันในแง่ของการสื่อความ จึงทำให้เห็นภาพการเปรียบเทียบไปในทำนองเดียวกันกับต้นฉบับโดยหลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยคำที่สื่อความทางเพศอย่างโจ่งแจ้ง เพื่อให้เหมาะสมกับบริบทวัฒนธรรมไทย
แนวทางการแปลข้อความแสดงอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ในบทความสารคดีของนิตยสาร National Geographic จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย, สริตา บูรณะสัมฤทธิ
แนวทางการแปลข้อความแสดงอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ในบทความสารคดีของนิตยสาร National Geographic จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย, สริตา บูรณะสัมฤทธิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ในตัวบทสารคดีวิทยาศาสตร์จากนิตยสาร National Geographic และกลวิธีการถ่ายทอดอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์จากต้นฉบับอังกฤษไปยังฉบับแปลภาษาไทย ผู้วิจัยศึกษาแนวคิดอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ของ Lakoff และ Johnson (2003) แนวทางการระบุรูปภาษาที่แสดงอุปลักษณ์ของกลุ่ม Pragglejaz Group แนวทางการแปลอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์จากงานวิจัยตัวบทประเภทต่าง ๆ ตลอดจนประเภทอุปลักษณ์ที่พบในตัวบทวิทยาศาสตร์และสารคดี และประยุกต์ใช้กรอบการวิเคราะห์กลวิธีการแปลของ Papadoudi (2010) Schäffner (2004) Deignan et al. (1997) และ Toury (1995) ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า จากข้อมูลอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ที่เก็บจำนวน 126 ตัวอย่าง มีจำนวนรูปภาษาแสดงอุปลักษณ์ทั้งหมด 114 รูป สามารถจำแนกอุปลักษณ์ที่พบได้ 19 ประเภท เรียงลำดับจากมากที่สุดไปน้อยที่สุด ได้แก่ อุปลักษณ์สงคราม อุปลักษณ์มนุษย์ อุปลักษณ์การเดินทาง อุปลักษณ์เชิงกายภาพ อุปลักษณ์สิ่งมีชีวิต อุปลักษณ์คอมพิวเตอร์ อุปลักษณ์ศิลปะ อุปลักษณ์ธุรกิจ อุปลักษณ์เครื่องนุ่งห่ม อุปลักษณ์สุขภาพ อุปลักษณ์เกม กีฬา และการแข่งขัน อุปลักษณ์ก่อสร้าง อุปลักษณ์เครื่องจักร อุปลักษณ์พืชและการเพาะปลูก อุปลักษณ์เชิงทิศทาง อุปลักษณ์อาหาร อุปลักษณ์สัตว์ อุปลักษณ์ศาสนา และอุปลักษณ์ภัยธรรมชาติ จากการวิเคราะห์ พบว่าอุปลักษณ์ที่พบในภาษาอังกฤษปรากฏในภาษาไทยทุกประเภท ยกเว้นอุปลักษณ์ภัยธรรมชาติ ผลการวิเคราะห์บทแปลแตกต่างไปจากสมมติฐานเดิมที่ตั้งไว้ว่ากลวิธีการแปลที่พบมากสุดคือการแปลอุปลักษณ์โดยรักษามโนทัศน์เดิม การแปลอุปลักษณ์โดยใช้มโนทัศน์ที่แตกต่างกัน และการแปลโดยไม่รักษาอุปลักษณ์ ตามลำดับ แต่ผลการวิจัยพบว่ากลวิธีการแปลที่พบมากสุด ได้แก่ 1) การแปลโดยรักษามโนทัศน์เดิมและใช้รูปภาษาเหมือนเดิม พบร้อยละ 52.34 2) การแปลโดยไม่รักษาอุปลักษณ์ พบร้อยละ 21.09 3) การแปลโดยรักษามโนทัศน์เดิมแต่ใช้รูปภาษาที่ต่างไปจากเดิม พบร้อยละ 10.94 4) การแปลโดยใช้มโนทัศน์ที่ต่างกัน พบร้อยละ 10.16 5) การตัดอุปลักษณ์ในภาษาต้นทางทิ้ง พบร้อยละ 3.91 และ 6) การแปลสิ่งที่ไม่ใช่อุปลักษณ์เป็นอุปลักษณ์ พบร้อยละ 1.56 ทั้งนี้ ไม่พบการเพิ่มอุปลักษณ์เชิงมโนทัศน์ลงไปในบทแปล โดยสรุป อุปลักษณ์ในตัวบทสารคดีวิทยาศาสตร์จากภาษาอังกฤษสามารถถ่ายทอดเป็นภาษาไทยได้เป็นส่วนใหญ่โดยไม่มีอุปสรรค โดยอุปลักษณ์แต่ละประเภทสามารถถ่ายทอดได้ผ่านกลวิธีที่แตกต่างกัน …
Exploring The Efficacy Of Expressive Arts Therapy For Promoting Emotional Expression In Adolescents With Psychosomatic Symptoms: A Scoping Review, Lalida Therakomen
Exploring The Efficacy Of Expressive Arts Therapy For Promoting Emotional Expression In Adolescents With Psychosomatic Symptoms: A Scoping Review, Lalida Therakomen
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Adolescents often experience emotional challenges that can manifest as psychosomatic symptoms, a condition linked to emotional suppression and alexithymia. While evidence supports the use of art therapy, the specific application of expressive arts therapy (EAT) for psychosomatic symptoms in this population remains under-researched, particularly in Eastern cultural contexts. This scoping review was conducted to explore the efficacy of EAT in promoting emotional expression in adolescents with psychosomatic symptoms. A systematic search of four databases, guided by PRISMA guidelines, identified 15 studies for synthesis, including five Randomized Controlled Trials (RCTs). Findings consistently reported that interventions improved emotional expression, reduced psychosomatic symptoms …
การแปลภาษาภาพพจน์เปรียบเทียบในหนังสือด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์เชิงปรัชญาการออกแบบ เรื่อง The Eyes Of The Skin: Architecture And The Senses ของ Juhani Pallasmaa, มานิตา บวรกีรติขจร
การแปลภาษาภาพพจน์เปรียบเทียบในหนังสือด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์เชิงปรัชญาการออกแบบ เรื่อง The Eyes Of The Skin: Architecture And The Senses ของ Juhani Pallasmaa, มานิตา บวรกีรติขจร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลวิธีการแปลภาษาภาพพจน์เชิงเปรียบเทียบที่มี มโนอุปลักษณ์แฝงอยู่ในงานเขียนด้านปรัชญาการออกแบบสถาปัตยกรรม ซึ่งมักปรากฏการใช้คำศัพท์เชิงนามธรรมและภาษาภาพพจน์ (Figurative language) ที่โดดเด่นเพื่อสื่อถึงมโนทัศน์ทางปรัชญา (Philosophical concept) ผู้วิจัยเลือกศึกษาหนังสือ เรื่อง The Eyes of the Skin: Architecture and the Senses ของ จูฮานิ พาลาสมา (Juhani Pallasmaa) งานเขียนสำคัญในแวดวงสถาปัตยกรรมเชิงทฤษฎีที่มีรากฐานแนวคิดจากปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenology) และการตั้งคำถามต่อแนวคิดดวงตาเป็นศูนย์กลางของการรับรู้ (Ocularcentrism) โดยเนื้อหานี้เป็นพื้นฐานสำคัญในการศึกษาการออกแบบสถาปัตยกรรม แต่ยังไม่เคยมีการศึกษากลวิธีการแปลหนังสือประเภทนี้อย่างเป็นระบบในบริบทภาษาไทย ในการวิเคราะห์ตัวบท เลือกพิจารณาส่วนที่ 2 (Part 2) จำนวน 34 หน้า พบว่ามีลักษณะของการใช้ภาษาภาพพจน์เปรียบเทียบที่มีมิติของมโนทัศน์ทางปรัชญาแฝงอยู่ โดยเฉพาะมโนทัศน์ที่เป็นมโนอุปลักษณ์ (Conceptual metaphor) เชิงภววิทยา (Ontological metaphor) ซึ่งสะท้อนกรอบความคิดของผู้เขียนที่ได้รับอิทธิพลมาจากปรากฏการณ์วิทยา การแปลเนื้อหาดังกล่าวจึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจความหมายแฝงและความหมายเชิงมโนทัศน์ (Connotative and conceptual meaning) เพื่อถ่ายทอดเจตนารมณ์และความลึกซึ้งของต้นฉบับได้อย่างแม่นยำในขั้นตอนการแปล ได้ประยุกต์ใช้แนวทางการแปลแบบตีความ (Interpretive approach) ของ ฌอง เดอลิลส์ (Jean Delisle) ร่วมกับทฤษฎีการตรงประเด็น (Relevance theory) ของ แอ็นสท์ ออกุสท์ กัทท์ (Ernst August Gutt) โดยมุ่งเน้นการแปลด้วยการตีความและการสร้างความหมายที่เทียบเคียงต้นฉบับ (Interpretive resemblance) เพื่อรักษาความหมายเชิงมโนทัศน์ คุณลักษณะของภาษาภาพพจน์ และถ่ายทอดแนวคิดของผู้เขียนให้สอดคล้องกับบริบทภาษาไทย
Curatorial Practice Project For Education Program: Analog Expression – Emotional Language Through Camera-Less Photography, Swita Uancharoenkul
Curatorial Practice Project For Education Program: Analog Expression – Emotional Language Through Camera-Less Photography, Swita Uancharoenkul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This independent study examines curatorial practice in developing educational programs that utilize camera-less photography as a medium for emotional expression. Building upon the theoretical framework of light as both physical phenomenon and metaphorical concept, this research investigates how photograms and cyanotypes function as accessible tools for translating emotional states into visual language through hands-on workshops.The study focuses on analog photographic processes that emphasize direct physical engagement with light-sensitive materials. Unlike digital photography's emphasis on precision and control, analog processes embrace materiality, unpredictability, and temporal engagement, creating opportunities for contemplative practice and authentic emotional expression while requiring minimal technical expertise.Through collaborative …
Curatorial Practice Research: Multi-Sensory Art Exhibitions For Children With Special Needs With New Perspectives In Inclusive Curatorial Practices, Zixin Huang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study explores how multisensory exhibition design can promote inclusion and participation for neurodiverse children, particularly those on the autism spectrum, within art spaces. It focuses on two representative case studies from Australia, namely the Children's Program of the Asia Pacific Triennial and the curatorial practices of Erica Tandori. The research analyzes how sensory elements such as touch, sound, smell, and spatial arrangement can enhance accessibility and interaction in exhibition environments. Building on this analysis, the study proposes a conceptual exhibition layout model that emphasizes participatory interaction, emotional support, and sensory exploration. Informed by literature review and public survey findings, …
Curatorial Practice Project For Art Exhibition: Using Curatorial Spatial Narrative In The Fifth Changchun International Snow And Ice Sculpture Exhibition, Ruimiao Yu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study explores the application of curatorial spatial narrative in the 5th Changchun International Ice Sculpture Exhibition. The exhibition is not merely an artistic presentation but a curatorial practice that deepens audience immersion and environmental awareness through spatial narrative. It uniquely combines ephemeral ice sculptures with permanent sculptures in the Changchun World Sculpture Park, enhancing the dialogue between time and material.Through literature reviews, case comparisons, and spatial analyses, the study contrasts international and Chinese domestic cases such as Harbin Ice and Snow World and the World Ice Sculpture Championship, highlighting the uniqueness of curatorial spatial narratives. This research positions curators …
Curatorial Practice Project For Fashion Design Exhibition: A Comparative Study Of Visual Communication And Audience Experience Of Mo&Co. And Vinn Patararin, Dongliang Liao
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates how visual communication strategies in fashion exhibitions construct brand identity and mediate audience experience across cultural and digital contexts. Drawing on an integrated theoretical framework, including Hall's encoding/decoding model, Bhabha's theory of cultural translation, and Falk and Dierking's contextual model of learning, the research conceptualizes curators as cultural translators who shape meaning through spatial design, visual symbolism, and platform-sensitive narratives.A comparative case study of MO&Co. Guangzhou-based and VINN PATARARIN Bangkok-based was selected to represent divergent curatorial approaches and cultural positions: MO&Co. leverages Guochao aesthetics, feminist symbolism, and theatrical scenography to appeal to urban Chinese youth on platforms …
Curatorial Practice Project For Art Exhibition: “Where Are We Landing”, Phiraya Ardwichai
Curatorial Practice Project For Art Exhibition: “Where Are We Landing”, Phiraya Ardwichai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Over the past several decades, exhibitions concerning Southeast Asia have tended to operate within a geopolitical framework that emphasizes historical narratives shaped by colonial processes. Within this curatorial paradigm, the human subject is often positioned at the center of meaning-making and perception, reinforcing the dominance of the nation-state as the primary unit of power. At the same time, such frameworks tend to marginalize ecological concerns, particularly the complex interrelations between humans and more-than-human entities. This research critically examines prevailing curatorial practices within this context, investigates the impact of green imperialism in the region, and proposes an alternative curatorial approach through …
Curatorial Practice Project For Art Exhibition "Check In Planet Colonization Plan”, Jiajing Ji
Curatorial Practice Project For Art Exhibition "Check In Planet Colonization Plan”, Jiajing Ji
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
As digital life increasingly shapes how we engage with culture, Check-in Culture has emerged as a powerful lens through which identity, space, and symbolic value are negotiated. Far from mere location tags, Check-ins on platforms like Instagram and Xiaohongshu are performative acts—blending personal branding, viral humor, and algorithmic visibility. This study examines how ordinary places, such as the now-iconic “Chengdu Disney,” are transformed into cultural landmarks through participatory remixing and meme-driven attention.To explore these dynamics, the “CHECK IN Planet Colonization Plan” online exhibition serves as both a case study and a curatorial experiment, merging artistic interpretation, social media interaction, and …
การออกแบบเรขศิลป์สำหรับวีดีโอเกม โฮปา ที่ได้แรงบันดาลใจจากวิกฤตหนึ่งในสี่, พลอย เลวรรณ์
การออกแบบเรขศิลป์สำหรับวีดีโอเกม โฮปา ที่ได้แรงบันดาลใจจากวิกฤตหนึ่งในสี่, พลอย เลวรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อหากลยุทธ์และแนวทางการออกแบบเรขศิลป์สำหรับวิดีโอเกม โฮปา ที่ได้แรงบันดาลใจจากวิกฤตหนึ่งในสี่ ที่จะตอบสนองพฤติกรรมของกลุ่มประชากร Zillenial โดยนอกจากการสืบค้นเอกสารทางวิชาการ และ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ กลุ่มประชากร Zillenial ซึ่งคือกลุ่มประชากรที่ เกิดในช่วงปี ค.ศ.1997 – 2012 เพศ หญิง เชื้อชาติ ไทย ที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล จำนวน 3 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) โครงสร้างในการเขียนเรื่องราวในเกมของ E.M. Welsh 2) แบบสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมาย เกี่ยวกับพฤติกรรมการเล่นวีดีโอเกม และ วิฤตหนึ่งในสี่ 3) คอมพิวเตอร์ 4) โปรแกรมที่ใช้สำหรับการออกแบบเรขศิลป์ เช่น Adobe illustrator และ Procreate ผลวิจัยพบว่า เรขศิลป์สำหรับวิดีโอเกมโฮปา ที่ได้แรงบันดาลใจจากวิกฤตหนึ่งในสี่ ที่จะตอบสนองพฤติกรรมของกลุ่มประชากร Zillenial นั้น มีสารที่ต้องการจะสื่อและคำสำคัญในการออกแบบ คือ สบายๆ (Casual) ว่างเปล่า (Empty) และ สบายใจ (Comfortable) ควรมีลักษณะสำคัญใน ภาพประกอบและกราฟิกบนเกม คือมีลักษณะเป็นการใช้เส้นวาดมือที่ มุมมองและขนาดของวัตถุไม่ได้คำนึงถึงความสมจริงมากนัก เป็นภาพวาดลายเส้น (Line Art) สองมิติ (2D) ที่มี พื้นที่ว่าง (Negative Space) ที่ให้ความรู้สึกว่างเปล่า โดยสีที่ควรใช้ในการออกแบบคือ สีโทนเย็น เช่น ฟ้า น้ำเงิน ตัดกับสีสดใส โดยข้อเสนอแนะพบว่า จากรูปแบบภาพประกอบอันเป็นเอกลักษณ์ของ วีดีโอเกม โฮปา คือ ภาพประกอบแบบ Wimmelbook นั้น ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างโครงสร้างที่ต้องการความวุ่นวายในภาพกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการพื้นที่ว่างในภาพประกอบ เพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกเครียดจนเกินไป
Curatorial Practice Project For Art Exhibition: From Patronage To Empowerment - Konfir Kabo's Non-Utilitarian Collecting And The Empowerment Of Indonesian Women Artists, Qiming Zheng
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the social impact of non-utilitarian art collecting practices on the empowerment of Indonesian women artists. By examining the collection of Indonesian non-utilitarian collector Konfir Kabo and curating the exhibition Bodies in Balance, it analyzes how non-putilitarian art collecting can serve as a mechanism for feminist empowerment. The research argues that collection practices oriented toward non-commercial values offer effective means to address the structural imbalances faced by Indonesian women artists within both art history and the art market. By foregrounding works by Indonesian women artists—whose voices have long been marginalized in contemporary Southeast Asian art discourse—the curatorial practice …
โครงการออกแบบแบรนด์สินค้าเครื่องสำอาง โดย แนวคิด โมโน โนะ อาวาเระ, ธีรัจฉรา จัดหงษา
โครงการออกแบบแบรนด์สินค้าเครื่องสำอาง โดย แนวคิด โมโน โนะ อาวาเระ, ธีรัจฉรา จัดหงษา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาแนวทางการออกแบบแบรนด์สินค้าเครื่องสำอาง โดยแนวคิด โมโน โนะ อาวาเระ โดยการทำแบบสอบถามและการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับแนวคิดโมโน โนะ อาวาเระ รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับทฤษฎีด้านการตลาด การสร้างแบรนด์ พฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย แบรนด์เครื่องสำอาง เทรนด์ความงามต่าง ๆ เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการนำไปใช้ในการออกแบบต่อไป หลังจากเสร็จสิ้นขบวนการวิจัยทั้งหมด ผลสรุปได้ว่า แนวคิดโมโน โนะ อาวาเระนั้น เป็นแนวคิดที่เน้นการยอมรับและเข้าใจในความสวยงามของธรรมชาติและสิ่งรอบตัวที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา โดยผู้วิจัยได้นำแนวคิดนี้มาส่งเสริมกับเทรนด์ความงามแบบ Aging Gracefully หรือเทรนด์ความงามที่ปฏิเสธการชะลอวัย ของกลุ่มเป้าหมายเจน Y หรือ Millennials ที่ส่งเสริมให้ทุกคนยอมรับการเปลี่ยนแปลงและภูมิใจในความสวยของตนเองไม่ว่าจะในช่วงอายุเท่าไหร่ก็ตาม โดยการเอาแนวคิดทั้งสองแบบนี้มาสร้างแบรนด์เครื่องสำอาง ที่ส่งเสริมความมั่นใจ และความสบายใจในการออกไปใช้ชีวิตให้กับผู้ใช้สินค้าทุกคน โดยผลวิจัยทั้งหมดสรุปได้ว่า การออกแบบแบรนด์เครื่องสำอางนี้ ได้สารที่ต้องการจะสื่อคือ ความงดงามอันไร้กาลเวลา และบุคลิกภาพที่เหมาะสมของงานคือ DREAMY (งดงามเหมือนฝัน) , CHARMING (มีเสน่ห์ ดูน่าหลงใหล) และ FREE (อิสระ) ชื่อแบรนด์ คือYugure (夕暮れ) หรือยูกุเระ ที่แปลว่าช่วงเวลายามเย็น โดยตัวสินค้าจะแบ่งเป็นเซตเครื่องสำอางแบบกลางวันและกลางคือเพื่อให้สอดคล้องกับสารที่ต้องการจะสื่อและชื่อของแบรนด์ โดยจะใช้การออกแบบภาพประกอบที่เน้นไปที่ลายของปีกผีเสื้อและพืชพรรณต่าง ๆ ใช้โทนสีทั้งโทนสีร้อนและเย็น ที่มีทั้งความหรูหรา โดดเด่น ช่วยส่งเสริมแบรนด์เครื่องสำอางให้มีความสวยงามและสร้างความประทับใจให้กลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น
การออกแบบเรขศิลป์ด้วยข้อมูลเชิงภาพจากการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์กราฟิก, นิศาชล ศรีวรรณญา
การออกแบบเรขศิลป์ด้วยข้อมูลเชิงภาพจากการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์กราฟิก, นิศาชล ศรีวรรณญา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบข้อมูลเชิงภาพ (Data Visualization) สำหรับถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์กราฟิกให้เหมาะสมกับกลุ่มนักออกแบบกราฟิก Generation Z โดยมุ่งเน้นการเชื่อมโยงความรู้จากอดีตสู่อนาคต ผ่านการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมและรูปแบบการรับรู้ของกลุ่มเป้าหมาย โดยเนื้อหาถูกสังเคราะห์จากข้อมูลของ Graphic Movements จำนวน 20 ยุค วิเคราะห์ครอบคลุมทั้งลักษณะเด่น แนวคิดหลัก และตัวอย่างงานออกแบบ เพื่อนำไปพัฒนาการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบภาพข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ วิธีดำเนินการวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลจากการทบทวนวรรณกรรม เอกสารทางวิชาการ และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มตัวอย่างนักออกแบบกราฟิก Generation Z จำนวน 9 คน ร่วมกับการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มความคิด พฤติกรรมการเรียนรู้ และมุมมองที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารข้อมูลด้วยภาพ ผลการวิจัยพบว่า การออกแบบข้อมูลเชิงภาพที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายควรสะท้อนบุคลิกภาพของงานที่มีลักษณะ NEAT (เนี้ยบ เรียบร้อยไร้ที่ติ), PRECISE (พิถีพิถัน เฉียบขาด) และ LIVELY (มีชีวิตชีวา) ควบคู่กับแนวคิด “เรียนรู้จากอดีตเพื่ออนาคต” โดยการผสานความงามทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์เข้ากับเทคโนโลยีและความร่วมสมัย ผ่านกระบวนการออกแบบที่ใช้ Customer Journey เป็นแนวทางในการกำหนดการนำเสนอ เพื่อให้เกิดการรับรู้ มีส่วนร่วม และสามารถจดจำและประยุกต์ใช้ความรู้ในเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างยั่งยืน
การออกแบบแบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์สำหรับกลุ่มมินิมอล อินทิเกรเตอร์ผ่านการออกเเบบคาเเรคเตอร์โดยใช้แนวคิดอุปนิสัยแห่งความโชคดี, ยอดชีวัน งามสมบัติ
การออกแบบแบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์สำหรับกลุ่มมินิมอล อินทิเกรเตอร์ผ่านการออกเเบบคาเเรคเตอร์โดยใช้แนวคิดอุปนิสัยแห่งความโชคดี, ยอดชีวัน งามสมบัติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเรื่องการออกเเบบเรขศิลป์สำหรับการออกแบบแบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์สำหรับกลุ่มมินิมอล อินทิเกรเตอร์ ผ่านการออกเเบบคาเเรคเตอร์โดยใช้แนวคิดอุปนิสัยแห่งความโชคดี เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยมีดังนี้ 1).ข้อมูลการออกเเบบคาเเรคเตอร์ดีไซน์เเละสอบถามเรื่องความเชื่อมูเตลู 2).ข้อมูลบุคลิกภาพเเละอารมณ์ที่ต้องการจะสื่อ 3).ข้อมูลเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์เเบรนด์ทั่วไปเเละข้อมูลการใช้สื่อ 4). ข้อมูลเกี่ยวกับการออกเเบบคาเเรคเตอร์ดีไซน์ 5). สัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มตัวอย่างเรื่องความสนใจเรื่องมูเตลู 6). สัมภาษณ์ข้อมูลเกี่ยวกับการออกเเบบคาเเรคเตอร์ดีไซน์ สรุปผลวิจัยพบว่าสารที่ต้องการสื่อ คือ เทศกาลความโชคดีไม่มีที่สิ้นสุด เเละมีบุคลิกภาพเเละอารมณ์ของงานออกเเบบในลักษณะ Vigorous (ดูมีพลัง กระฉับกระเฉง), Cozy (สบายอบอุ่น พลังบวก), และ Colorful (สีสัน น่าตื่นเต้น)
การพัฒนาแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ที่อธิบายได้โดยใช้ Shap และ การเรียนรู้ของเครื่องผ่านกรณีตัวอย่างการทำนายโรคทางเดินอาหารจากข้อมูลไมโครไบโอมในลำไส้, พงศกร พงศ์สุทธิยากร
การพัฒนาแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ที่อธิบายได้โดยใช้ Shap และ การเรียนรู้ของเครื่องผ่านกรณีตัวอย่างการทำนายโรคทางเดินอาหารจากข้อมูลไมโครไบโอมในลำไส้, พงศกร พงศ์สุทธิยากร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัญญาประดิษฐ์มีบทบาทสำคัญในด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพ และ การแพทย์ โดยเฉพาะการวิเคราะห์ข้อมูลไมโครไบโอมในลำไส้ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง โรคโครห์น และ มะเร็งลำไส้ใหญ่ แม้ว่าแบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่องสามารถทำนายโรคได้อย่างแม่นยำจากข้อมูลเหล่านี้ แต่ข้อจำกัดด้านการตีความผลลัพธ์ โดยเฉพาะในแบบจำลองที่ซับซ้อน เช่น Random Forest และ Neural Networks ยังคงเป็นอุปสรรคต่อการใช้งานจริงในทางการแพทย์ งานวิจัยนี้เสนอการพัฒนาแพลตฟอร์มต้นแบบที่ผสานการทำงานของแบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่องร่วมกับเทคนิค SHAP (SHapley Additive exPlanations) เพื่อแสดงเหตุผลประกอบการทำนายในระดับรายบุคคล ระบบถูกออกแบบให้รองรับการจัดการวงจรชีวิตของแบบจำลองอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การนำเข้า การเรียกใช้งาน ไปจนถึงการอัปเดตเวอร์ชัน โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกแบบจำลองที่ผ่านการประเมินประสิทธิภาพ พร้อมแสดงค่าความน่าจะเป็น และ แผนภาพ SHAP ที่อธิบายฟีเจอร์สำคัญในการตัดสินใจของแบบจำลอง ระบบทั้งหมดพัฒนาภายใต้แนวคิดสถาปัตยกรรมไมโครเซอร์วิส และ รองรับการติดตั้งบน Kubernetes เพื่อความยืดหยุ่นในการดูแล และ ขยายในอนาคต แพลตฟอร์มนี้จึงเป็นแนวทางที่มีศักยภาพในการประยุกต์ใช้ AI อย่างโปร่งใสในงานด้านสุขภาพ และ สามารถต่อยอดไปยังโรคในกลุ่มอื่นได้ในระยะยาว
โครงการออกแบบเรขศิลป์จากแนวคิดเอ็มเบลลิช มูเก็ตติ้งเพื่อแบรนด์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์สำหรับวัยผู้ใหญ่ตอนต้น, ศุภกร กันยานุชรัตน์
โครงการออกแบบเรขศิลป์จากแนวคิดเอ็มเบลลิช มูเก็ตติ้งเพื่อแบรนด์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์สำหรับวัยผู้ใหญ่ตอนต้น, ศุภกร กันยานุชรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยการออกแบบเรขศิลป์จากแนวคิด เอ็มเบลลิช มูเก็ตติ้ง เพื่อแบรนด์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์สำหรับวัยผู้ใหญ่ตอนต้น มีวัตถุประสงค์เพื่อหากลยุทธ์และแนวทางการออกแบบเรขศิลป์จากแนวคิด เอ็มเบลลิช มูเก็ตติ้ง เพื่อแบรนด์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์สำหรับวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ขั้นตอนและวิธีดำเนินการวิจัย โดยการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับ ต้นไม้มงคล เครื่องรางมงคลและแนวคิด เอ็มเบลลิช มูเก็ตติ้ง ศึกษาธุรกิจผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ในประเทศไทยและคุณสมบัติของต้นไม้มงคลและเครื่องรางมงคลที่มีความเกี่ยวข้องกัน โดยนำข้อมูลจากการวิเคราะห์มาสร้างแบบสอบถาม เพื่อสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมาย และสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านต้นไม้มงคลและหินมงคล ทำให้ได้ข้อมูลที่นำมาใช้ในการออกแบบต่อไป สรุปผลวิจัยพบว่า 1.) สารที่ต้องการจะสื่อ คือ เพื่อนนำโชคร่วมสุข และบุคลิกภาพของงานที่เหมาะสม คือ มีชีวิตชีวา น่ารักและดูสมเหตุสมผล 2.) แนวทางการออกแบบเรขศิลป์ที่เหมาะสม ใช้การออกแบบคาแรคเตอร์รูปแบบ Modern Style, ลักษณะของคาแรคเตอร์ตามหลักการ Shape Language และใช้โทนสีของงานโดยอิงจากลักษณะสีของต้นไม้มงคลและหินมงคล
โครงการการออกแบบสื่อการรณรงค์และให้ความรู้ด้านการวางแผนการเงินของกลุ่มเกย์ชายสถานะโสด, ชยุตม์ คชโกศัย
โครงการการออกแบบสื่อการรณรงค์และให้ความรู้ด้านการวางแผนการเงินของกลุ่มเกย์ชายสถานะโสด, ชยุตม์ คชโกศัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบสื่อการรณรงค์และให้ความรู้ด้านการวางแผนการเงินแก่กลุ่มเกย์ชายไทยที่มีสถานะโสดวัยทำงาน ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรย่อยที่มีพฤติกรรมทางการเงินเฉพาะและยังไม่ได้รับความสนใจอย่างเพียงพอในเชิงนโยบายและการสื่อสารสาธารณะ แม้ประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าในด้านการยอมรับความหลากหลายทางเพศ แต่สิทธิทางการเงินโดยเฉพาะในบริบทของการสมรสยังไม่ครอบคลุม ส่งผลให้กลุ่มเกย์ชายโสดต้องวางแผนการเงินด้วยตนเองโดยขาดโครงสร้างสนับสนุน เช่น สิทธิกู้ร่วม หรือสวัสดิการคู่ชีวิตงานวิจัยนี้ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารวิชาการ แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างเกย์ชายโสดจำนวน 30 คน และสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและเพศวิถี ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า กลุ่มเกย์ชายโสดวัยทำงาน (25–45 ปี) ใช้จ่ายเพื่อภาพลักษณ์และคุณภาพชีวิต ขาดการออมและแผนเกษียณ จำแนกออกเป็น 4 ไลฟ์สไตล์หลัก ได้แก่ Urban Luxe, Asset Architects, Smart Budgeters และ Experience Explorers ผ่านสื่อออนไลน์ เช่น เว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย และนิทรรศการแบบมีส่วนร่วม โดยใช้เครื่องมือ Infographic และ Calculator ด้วยการ ด้ายการออกแบบด้วยสไตล์ Queer Aesthetics ใช้สีรุ้งและภาพประกอบที่ไม่เหมารวม สื่อถึงอารมณ์ "มั่นใจ – อบอุ่น – เข้าถึงง่าย" พร้อมจัดวางข้อมูลตาม Customer Journey เพื่อกระตุ้นการเรียนรู้และการวางแผนการเงินอย่างยั่งยืน
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลาออกของพนักงานไอทีในธนาคารแห่งหนึ่งในประเทศไทย, ฐิติวุฒิ สุวอ
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลาออกของพนักงานไอทีในธนาคารแห่งหนึ่งในประเทศไทย, ฐิติวุฒิ สุวอ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โครงงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจลาออกของพนักงานไอทีในธนาคารแห่งหนึ่งของประเทศไทยซึ่งดำเนินงานภายใต้การพัฒนาซอฟต์แวร์แบบอไจล์ (Agile) โดยวิเคราะห์ 8 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ความสมดุลชีวิตกับงาน (Work-Life Balance), ความสัมพันธ์ในที่ทำงานที่ไม่ดี (Poor Workplace Relationships), ความยืดหยุ่นในการทำงาน (Lack of Workplace Flexibility), ค่าตอบแทนที่ไม่ยุติธรรมต่อเนื้องาน (Unfair Compensation Relative to Work), การบังคับให้กลับมาทำงานในสถานที่ทำงาน (Forced Transition to On-site Work), พฤติกรรมไม่เหมาะสมของหัวหน้างาน (Supervisor Misconduct), ค่าตอบแทนที่ไม่เหมาะสมกับทักษะ (Inadequate Compensation Relative to Skill) และวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นพิษ (Toxic Organizational Culture) โดยเก็บข้อมูลจากพนักงานไอทีจำนวน 52 คน ผ่านการตอบแบบสอบถาม และนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสถิติ Cronbach’s Alpha, Kaiser-Meyer-Olkin (KMO), Factor Loading และ Multiple Regression Analysis ผลการวิเคราะห์พบว่ามีเพียงพฤติกรรมไม่เหมาะสมของหัวหน้าและค่าตอบแทนที่ไม่เหมาะสมกับทักษะที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ส่งผลต่อความตั้งใจลาออกของพนักงาน นอกจากนี้โครงงานยังได้พัฒนาแดชบอร์ดแบบโต้ตอบ (Interactive Dashboard) เพื่อช่วยให้ทีมทรัพยากรบุคคลสามารถนำผลลัพธ์ไปวิเคราะห์ต่อ ประเมินความเสี่ยงการลาออก และวางแผนเชิงกลยุทธ์การบริหารบุคลากร ภายใต้แวดล้อมการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบอไจล์ (Agile) ได้อย่างมีประสิทธิผล
แบบจำลองเชิงรูปนัยของกระบวนการสร้างซอฟต์แวร์ในมาตรฐาน Iso/Iec29110 โดยใช้คัลเลอร์เพทริเน็ต, ณัฐภัทร พิชญ์ชยะนนท์
แบบจำลองเชิงรูปนัยของกระบวนการสร้างซอฟต์แวร์ในมาตรฐาน Iso/Iec29110 โดยใช้คัลเลอร์เพทริเน็ต, ณัฐภัทร พิชญ์ชยะนนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในองค์กรพัฒนาซอฟต์แวร์ขนาดเล็ก โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการขอการรับรองตามมาตรฐาน ISO/IEC 29110 การทำความเข้าใจและจัดการกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์เป็นภารกิจที่มีความท้าทาย เนื่องจากข้อจำกัดด้านทรัพยากรและระดับความพร้อมของกระบวนการ การประเมินความสอดคล้องตามมาตรฐานในรูปแบบที่มีโครงสร้างจึงยิ่งเพิ่มความซับซ้อนให้มากขึ้น งานวิจัยฉบับนี้มุ่งนำเสนอแนวทางการสร้างแบบจำลองด้วย Colored Petri Nets (CPN) เพื่อใช้ในการจำลองกระบวนการ Software Implementation (SI) ตามมาตรฐาน ISO/IEC 29110 โดยข้อมูลการประเมินจะถูกรวบรวมผ่านระบบเว็บแอปพลิเคชัน และแปลงให้อยู่ในรูปแบบโทเคนไฟล์ ซึ่งจะถูกจัดเก็บอัตโนมัติในเส้นทางที่กำหนดไว้สำหรับการประเมินผ่าน CPN IDE ภายหลังการประเมินจะมีการประมวลผลผลลัพธ์ผ่านระบบ Data Pipeline ที่พัฒนาไว้โดยเฉพาะ และจัดเก็บข้อมูลลงในฐานข้อมูลเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงผลการประเมินผ่านเว็บอินเทอร์เฟซได้อย่างสะดวก แบบจำลองและเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นช่วยให้สามารถวิเคราะห์และตรวจสอบความสอดคล้องของกระบวนการได้อย่างเป็นระบบ ส่งเสริมความโปร่งใส และสนับสนุนให้องค์กรขนาดเล็กสามารถเตรียมความพร้อมเข้าสู่กระบวนการขอการรับรองตามมาตรฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แบบจำลอง CPN ที่ออกแบบไว้ยังสะท้อนถึงกิจกรรมหลัก สิ่งส่งมอบ และกฎการประเมินตามมาตรฐาน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญต่อการประเมินซ้ำและการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
ระบบบริการที่ใช้การดำเนินการเรียนรู้ของเครื่องเพื่อสร้างและสอนเพิ่มแบบจำลองการเรียนรู้เชิงลึกได้โดยง่ายจากข้อมูลที่จัดเตรียมโดยผู้ใช้งาน, ธนเทพ รุ่งพิพัฒน์
ระบบบริการที่ใช้การดำเนินการเรียนรู้ของเครื่องเพื่อสร้างและสอนเพิ่มแบบจำลองการเรียนรู้เชิงลึกได้โดยง่ายจากข้อมูลที่จัดเตรียมโดยผู้ใช้งาน, ธนเทพ รุ่งพิพัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้นำเสนอระบบเว็บแอปพลิเคชันที่รองรับการสร้างแบบจำลองการเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) โดยใช้แนวคิดของ MLOps (Machine Learning Operations) เพื่อให้สามารถฝึกใหม่ (Retrain) และนำแบบจำลองกลับมาใช้งานได้โดยอัตโนมัติ โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้เชิงเทคนิคหรือการเขียนโค้ด ระบบออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้อัปโหลดข้อมูลของตนเอง และสร้างแบบจำลองจากโมเดลสำเร็จรูปที่นำเข้าจาก Hugging Face เช่น ResNet-50 และ Vision Transformer ได้ทันที โดยใช้ระบบตรวจสอบการเลื่อนของข้อมูล (Data Drift) และแสดงผลผ่าน Prometheus และ Grafana เพื่อประสิทธิภาพในการควบคุมคุณภาพของแบบจำลองในระยะยาว ระบบสามารถดาวน์โหลดโมเดลที่ฝึกแล้ว หรือเรียกใช้งานผ่าน API โดยมีการวางโครงสร้างเพื่อรองรับกับผู้ใช้งานจำนวนมากในอนาคตโดยใช้เครื่องมือต่างๆ เข้าช่วย เช่น Docker, Keycloak, RabbitMQ และ MLFlow ช่วยให้สามารถขยายระบบ (Scalability) และดีพลอยขึ้นคลาวด์ได้อย่างยืดหยุ่น การทดสอบระบบแสดงให้เห็นว่ามีประสิทธิภาพในการประมวลผลทั้งในด้านความแม่นยำของแบบจำลอง และความสามารถในการรองรับผู้ใช้งานพร้อมกันจำนวนมาก การวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าการนำแบบจำลองที่มีอยู่แล้วมาประยุกต์ใช้ พร้อมระบบอัตโนมัติแบบครบวงจร เป็นแนวทางที่ช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าถึง AI และส่งเสริมให้การใช้งานปัญญาประดิษฐ์สามารถเข้าถึงได้ในวงกว้างยิ่งขึ้น
สภาวะความไม่ยุติธรรมภายใต้กระแสระบบทุนนิยม : การสะสมทุนด้วยการปล้นชิง, รัชดาพร ธรรมไหว
สภาวะความไม่ยุติธรรมภายใต้กระแสระบบทุนนิยม : การสะสมทุนด้วยการปล้นชิง, รัชดาพร ธรรมไหว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา คือ เพื่อศึกษาแนวคิดการสะสมทุนเบื้องต้น แนวคิดการสะสมทุนด้วยการปล้นชิง และแนวคิดทุนนิยมทางการเงิน และเพื่อเปรียบเทียบการสะสมทุนผ่านการปล้นชิงของระบบทุนนิยม ระหว่างทุนนิยมอุตสาหกรรม และทุนนิยมทางการเงิน โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพที่เน้นการวิเคราะห์จากเอกสารชั้นรอง ผ่านกรอบแนวคิดการะสมทุนเบื้องต้น และแนวคิดการสะสมทุนด้วยการปล้นชิง ผลการศึกษา พบว่า ในยุคเริ่มแรกของทุนนิยมอย่างในยุคทุนนิยมอุตสาหกรรม การสะสมทุนเบื้องต้นเกิดขึ้นจากการแย่งชิงทรัพยากร เช่น การยึดครองที่ดิน การขูดรีดแรงงาน เป็นต้น แต่ในยุคปัจจุบัน การสะสมทุนมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะทุนนิยมทางการเงิน การสะสมทุนมีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งไม่เพียงแต่การขูดรีดแรงงานทางกายภาพเท่านั้น แต่ได้แปรเปลี่ยนเป็นลักษณะของการเก็งกำไร การสร้างหนี้ การแปรรูปทรัพย์สินสาธารณะ การใช้ทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น โดยไม่ต้องผ่านการผลิตหรือแรงงานอย่างชัดเจน จึงทำให้ผู้เขียนได้ข้อค้นพบวิธีการสะสมทุนผ่านการปล้นชิงว่าได้แปรเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามบริบทโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคทุนนิยมดิจิทัล กลไก และวิธีการสะสมทุนสามารถทำได้อย่างแยบยลจนกลืนไปกับชีวิตประจำวันโดยไม่รู้ตัว ภาพลักษณ์เทคโนโลยี แพลตฟอร์มดิจิทัลถูกผลิตมาเพื่ออำนวยความสะดวก แต่เบื้องหลังได้ปล้นชิงแร่ธาตุหายากอย่างมหาศาล และปล้นชิงความเป็นมนุษย์ในการกดขี่ข่มเหงแรงงานในประเทศยากจน อีกทั้งยังถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อหลอกหลวงมนุษย์ด้วยกันเอง จึงเป็นสิ่งสะท้อนว่า ไม่ว่าการสะสมทุนในยุคใดก็ตาม ก็ยังทิ้งความไม่ยุติธรรมแก่คนส่วนใหญ่อยู่เสมอ ซึ่งอนาคตการสะสมทุนก็คงกลายพันธุ์ไปเรื่อย ๆ และดูเหมือนว่าความไม่ยุติธรรมยังคงแฝงอยู่ในระบบทุนนิยมที่ดูเหมือนจะพัฒนาไปอย่างไร้ที่ติ
การพัฒนาระบบสำหรับประเมินทักษะตามความต้องการด้านทักษะเชิงอ่อน สำหรับสายอาชีพผู้ผลิตซอฟต์แวร์ของธุรกิจธนาคารในประเทศไทย, ปรานต์วาสน์ ศรีอนันต์
การพัฒนาระบบสำหรับประเมินทักษะตามความต้องการด้านทักษะเชิงอ่อน สำหรับสายอาชีพผู้ผลิตซอฟต์แวร์ของธุรกิจธนาคารในประเทศไทย, ปรานต์วาสน์ ศรีอนันต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในยุคปัจจุบันสายอาชีพผู้พัฒนาซอฟต์แวร์มีบทบาทสำคัญในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะภาคธุรกิจธนาคารที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ในการดำเนินงาน ความสามารถในสายงานนี้จึงไม่จำกัดเพียงทักษะทางเทคนิคเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทักษะเชิงอ่อน (soft skills) เช่น ทักษะการสื่อสาร ทักษะการวิเคราะห์ ทักษะการแก้ปัญหา เป็นต้น อย่างไรก็ตาม พบว่าผู้พัฒนาซอฟต์แวร์จำนวนมากยังขาดการตระหนักรู้และการเตรียมความพร้อมในด้านทักษะเชิงอ่อน ส่งผลให้เกิดช่องว่างระหว่างทักษะที่มีและความต้องการขององค์กร โครงงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และจัดลำดับความสำคัญของทักษะเชิงอ่อนที่จำเป็นในสายอาชีพผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ทั้งสิ้น 9 ทักษะ โดยเน้นในภาคธุรกิจธนาคาร ผ่านการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากการตอบแบบสำรวจความต้องการด้านทักษะเชิงอ่อนของหัวหน้างานจากธุรกิจธนาคารในประเทศไทยทั้งสิ้น 10 แห่ง ต่อตำแหน่งงาน 4 ตำแหน่ง ได้แก่ ตำแหน่งเจ้าของผลิตภัณฑ์ ตำแหน่งนักออกแบบส่วนต่อประสานผู้ใช้ ตำแหน่งนักพัฒนา และนักประกันคุณภาพ เพื่อให้ทราบทักษะเชิงอ่อนที่สำคัญและจำเป็นโดยตรงกับความคาดหวังของหัวหน้างานในสายการพัฒนาซอฟต์แวร์ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาทักษะเชิงอ่อนในสายอาชีพผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ในประเทศไทย โครงงานนี้ยังมีเป้าหมายในการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการประเมินทักษะเชิงอ่อนสำหรับผู้ที่สนใจเข้าสู่สายอาชีพนี้ ซอฟต์แวร์ดังกล่าวออกแบบให้เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถประเมินทักษะเชิงอ่อนของตนเองเบื้องต้นได้ พร้อมทั้งเสนอคำแนะนำที่เหมาะสมกับระดับของผู้ประเมินสำหรับทั้ง 9 ทักษะเชิงอ่อน เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าใจถึงจุดแข็งและจุดที่ควรพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อให้มีทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ในภาคธุรกิจธนาคารได้
การศึกษาการสร้างสถานีเติมไฮโดรเจนในประเทศไทยโดยใช้มาตรฐานสมาคมป้องกันอัคคีภัยแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา, ณัฐวรา เจริญพล
การศึกษาการสร้างสถานีเติมไฮโดรเจนในประเทศไทยโดยใช้มาตรฐานสมาคมป้องกันอัคคีภัยแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา, ณัฐวรา เจริญพล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเป็นแนวทางสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและส่งเสริมความยั่งยืนด้านพลังงานในระยะยาว โดยเฉพาะเทคโนโลยีสถานีเติมไฮโดรเจน ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบขนส่งในอนาคต งานวิจัยฉบับนี้เริ่มต้นจากการศึกษารูปแบบการจัดตั้งสถานีเติมไฮโดรเจนในต่างประเทศ เพื่อนำมาเปรียบเทียบและประเมินความเหมาะสมในบริบทของประเทศไทย โดยเน้นรูปแบบการผลิตแบบ On-Site Electrolysis ซึ่งมีข้อได้เปรียบในด้านการใช้พื้นที่ ความปลอดภัย และความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์ ทั้งนี้ การศึกษาได้อ้างอิงมาตรฐาน NFPA 2 จากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมาตรฐานความปลอดภัยด้านไฮโดรเจนที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล การศึกษานี้ได้ออกแบบสถานีต้นแบบใน 3 ขนาด ได้แก่ 500, 1,000 และ 1,500 กิโลกรัมต่อวัน โดยมีต้นทุนเริ่มต้นระหว่าง 120–180 ล้านบาท ภายใต้สมมติฐานราคาขายไฮโดรเจนที่ 300 บาทต่อกิโลกรัม อายุโครงการ 15 ปี และใช้อัตราคิดลด 8% ผลการวิเคราะห์ทางการเงินพบว่า ในกรณีที่เอื้ออำนวยมากที่สุด ค่า IRR อยู่ในช่วง 1.69% ถึง 6.79% ซึ่งแม้จะไม่สูงมาก แต่ยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการพัฒนา ขณะที่ในกรณีฐานต่ำสุด ค่า IRR ลดลงต่ำกว่าจุดคุ้มทุน และ NPV ติดลบในทุกขนาดของสถานี สะท้อนถึงความเสี่ยงด้านการคืนทุนหากสถานีไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม หากสามารถออกแบบให้สถานีมีความยืดหยุ่นในการขยายกำลังการผลิตในอนาคต หรือสามารถบูรณาการร่วมกับสถานีบริการน้ำมันที่มีอยู่เดิม ตลอดจนได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น มาตรการทางภาษี ส่วนลดค่าไฟฟ้า หรือกลไกรับซื้อไฮโดรเจน ก็จะช่วยเพิ่มความคุ้มค่าและความเป็นไปได้ในการลงทุนสถานีเติมไฮโดรเจนในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ
การแปลงแผนภาพกิจกรรมที่มีการกำหนดเวลาเป็นไทมด์ออโตมาตา, กัญจน์วัฒน์ จันทร์หง่อม
การแปลงแผนภาพกิจกรรมที่มีการกำหนดเวลาเป็นไทมด์ออโตมาตา, กัญจน์วัฒน์ จันทร์หง่อม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์สมัยใหม่ที่มีความซับซ้อนสูง ความถูกต้องของระบบทั้งในเชิงฟังก์ชัน และข้อกำหนดเชิงเวลาถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างซอฟต์แวร์ที่มีคุณภาพ อย่างไรก็ตาม แผนภาพกิจกรรม ซึ่งนิยมใช้ในระยะเริ่มต้นของการออกแบบระบบ ยังขาดความสามารถในการระบุข้อจำกัดด้านเวลาโดยตรง ทำให้ไม่สามารถใช้ตรวจสอบคุณสมบัติเชิงเวลาของระบบได้อย่างครบถ้วน โครงงานมหาบัณฑิตนี้จึงมุ่งพัฒนากฎการแปลงแผนภาพกิจกรรมที่มีการกำหนดเวลาไปเป็นไทมด์ออโตมาตา ซึ่งเป็นแบบจำลองที่สามารถแสดงพฤติกรรมของระบบพร้อมข้อจำกัดเชิงเวลาได้อย่างแม่นยำ โดยจะนำแบบจำลองไทมด์ออโตมาตาที่แปลงได้เข้าสู่กระบวนการทวนสอบด้วยเครื่องมือ UPPAAL เพื่อให้สามารถตรวจสอบคุณสมบัติด้านที่ระบบจะดำเนินต่อไปจนถึงจุดหมายในอนาคต และการป้องกันข้อผิดพลาดในระบบ ได้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการใช้ตรรกศาสตร์เชิงเวลาแบบต้นไม้คำนวณ ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า กฎการแปลงที่พัฒนาขึ้นสามารถรองรับข้อกำหนดเชิงเวลาได้อย่างเหมาะสม ในการนำไปประยุกต์ใช้ในกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบแอไจล์ เพื่อการออกแบบซอฟต์แวร์ที่ต้องการการควบคุมเวลาอย่างละเอียด
การเปิดรับข้อมูลนวัตกรรมองค์กร ความเชื่อมั่น และความตั้งใจลงทุนของนักลงทุนไทยในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, พิชญา เมืองแมน
การเปิดรับข้อมูลนวัตกรรมองค์กร ความเชื่อมั่น และความตั้งใจลงทุนของนักลงทุนไทยในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, พิชญา เมืองแมน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มุ่งศึกษาความสัมพันธ์ของการเปิดรับข้อมูลนวัตกรรมองค์กร ความเชื่อมั่น และความตั้งใจลงทุนของนักลงทุนไทย เป็นการวิจัยเชิงปริมาณด้วยวิธีการเชิงสำรวจ (Survey Research) ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ จำนวน 210 คน ผลการศึกษาพบว่า (1) นักลงทุนส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 47.6 รองลงมาเป็นเพศชาย ร้อยละ 46.7 และกลุ่ม LGBTQ+ ร้อยละ 5.7 มีอายุ 26-35 ปี ร้อยละ 59.0 และมีการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป ร้อยละ 94.3 (2) นักลงทุนใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางหลักในการรับข้อมูลนวัตกรรมองค์กร ร้อยละ 80.0 รองลงมาคือเว็บไซต์ข่าวการเงิน ร้อยละ 66.7 และ YouTube ร้อยละ 55.2 (3) นักลงทุนสนใจข้อมูลนวัตกรรมด้าน Artificial Intelligence มากที่สุด ร้อยละ 76.2 รองลงมาคือ Data Center ร้อยละ 59.0 และ Cloud Computing ร้อยละ 53.3 (4) ระดับการรับรู้เกี่ยวกับการสื่อสารข้อมูลนวัตกรรมองค์กรอยู่ในระดับสูง (ค่าเฉลี่ย = 4.03) (5) ระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อองค์กรที่สื่อสารนวัตกรรมอยู่ในระดับสูง (ค่าเฉลี่ย = 4.13) (6) ระดับความตั้งใจลงทุนในองค์กรที่สื่อสารนวัตกรรมอยู่ในระดับสูง (ค่าเฉลี่ย = 4.13) (7) ระดับการเปิดรับข้อมูลนวัตกรรมต่อการความตั้งใจลงทุนอยู่ในระดับสูง (ค่าเฉลี่ย = 3.98) ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า (1) การเปิดรับข้อมูลนวัตกรรมขององค์กรมีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน (r = 0.729, p<0.01) (2) ความเชื่อมั่นของนักลงทุนมีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อความตั้งใจในการลงทุน (r = 0.785, p < 0.01) (3) การเปิดรับข้อมูลนวัตกรรมองค์กรมีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อความตั้งใจลงทุน (r=0.672, p< 0.01) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งสนับสนุนสมมติฐานการวิจัยทั้งสามข้อ
การศึกษาเชิงประจักษ์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะของนักพัฒนาซอฟต์แวร์กับหนี้ทางเทคนิคในโครงการซอฟต์แวร์, บุญฤทธิ์ สวัสดี
การศึกษาเชิงประจักษ์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะของนักพัฒนาซอฟต์แวร์กับหนี้ทางเทคนิคในโครงการซอฟต์แวร์, บุญฤทธิ์ สวัสดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โครงงานมหาบัณฑิตนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะของนักพัฒนาซอฟต์แวร์กับหนี้ทางเทคนิคโดยใช้ข้อมูลจากโครงการโอเพนซอร์ซภาษาไพทอนบนแพลตฟอร์มกิตฮับ และวัดหนี้ทางเทคนิคด้วยเครื่องมือโซนาร์คิวบ์ หนี้ทางเทคนิคเป็นตัววัดที่สำคัญซึ่งสะท้อนถึงปริมาณปัญหาที่ซ่อนอยู่ในโค้ด ซึ่งเกิดขึ้นจากการทำงานของนักพัฒนา โครงงานมหาบัณฑิตนี้ใช้แนวทางวิเคราะห์ข้อมูล โดยผสานการดึงข้อมูลผ่านกิตฮับเรสต์เอพีไอและโซนาร์คิวบ์ด้วยภาษาไพทอน แล้วนำมาทำการวิเคราะห์เชิงสถิติ การศึกษาแบ่งออกเป็นสามคำถามวิจัย ได้แก่ (1) สัดส่วนของนักพัฒนาที่ยังปฏิบัติงานอยู่มีความสัมพันธ์กับความหนาแน่นของหนี้ทางเทคนิคในโครงการหรือไม่ (2) ประสบการณ์ในการทำงานมีความสัมพันธ์กับการปรับปรุงประสิทธิภาพในการจัดการหนี้ทางเทคนิคของนักพัฒนาหรือไม่ และ (3) ประสบการณ์ในการทำงานซึ่งแตกต่างกันทำให้เกิดความแตกต่างในแง่การปรับปรุงประสิทธิภาพในการจัดการหนี้ทางเทคนิคของนักพัฒนาหรือไม่ ผลการวิเคราะห์สถิติโดยใช้สหสัมพันธ์ระยะทางสำหรับคำถามวิจัยที่ 1 และ 2 และการทดสอบแมนวิทนีย์ยูสำหรับคำถามวิจัยที่ 3 ไม่พบนัยสำคัญทางสถิติในการทดสอบสมมติฐานในทั้งสามคำถามวิจัยที่ระดับความเชื่อมั่น 95% สัดส่วนของนักพัฒนาที่ยังปฏิบัติงานอยู่ในโครงการและประสบการณ์ของนักพัฒนาไม่ได้เป็นปัจจัยโดยตรงที่เกี่ยวข้องกับความหนาแน่นของหนี้ทางเทคนิคที่ปรากฏในโครงการและประสิทธิภาพของนักพัฒนาในการปรับปรุงหนี้ทางเทคนิคในโครงการ สภาพหนี้ทางเทคนิคในโครงการอาจขึ้นกับปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น แนวปฏิบัติหรือมาตรฐานในการปฏิบัติงานในโครงการ ในการควบคุมคุณภาพโค้ด และลักษณะเฉพาะของโครงการหรือนักพัฒนารายบุคคล
The Influences Of Entrepreneur Personal Branding Of Electric Vehicles On Social Media On Gen Z'S Behavioral Responses In China, Jianchao Fu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aims to: 1) examine how electric vehicle (EV) entrepreneurs’ personal branding on social media (PBS) affects Generation Z consumers in China; 2) analyze how this branding influences three components of the Theory of Planned Behavior—Attitude toward the behavior (A), Subjective Norms (SN), and Perceived Behavioral Control (PB); 3) study how these components affect behavioral responses (BR); and 4) test a structural equation model (SEM) based on these relationships. A quantitative method was used, with data collected via an online questionnaire from 200 Gen Z consumers (aged 18–27) in mainland China in May 2025. Data analysis utilized the SEM. …
The Strategic Influence Of Opinion Leaders In Chinese Fandom Culture Of Thai Boys’ Love Series, Cristine Lin
The Strategic Influence Of Opinion Leaders In Chinese Fandom Culture Of Thai Boys’ Love Series, Cristine Lin
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study adopts a strategic communication perspective to examine the strategic influence of opinion leaders in Chinese fandom culture of Thai Boys’ Love (BL) series. The research focuses on “Da-fen,” a fandom-specific term referring to influential fan figures who play key leadership roles within online fan communities. By using a qualitative research design, the study combines semi-structured interviews with textual analysis of high-engagement social media posts. Three research questions guide the inquiry: (1) How do fan opinion leaders build and maintain leadership roles within Chinese fandom of Thai BL series? (2) What strategic communication practices do opinion leaders use to …
การประกอบสร้างพื้นที่แบบคาร์นิวัล (Carnivalesque) ในภาพยนตร์ชุดหอแต๋วแตก, ณภัทร ศิริอาชาวัฒนา
การประกอบสร้างพื้นที่แบบคาร์นิวัล (Carnivalesque) ในภาพยนตร์ชุดหอแต๋วแตก, ณภัทร ศิริอาชาวัฒนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประกอบสร้างพื้นที่แบบคาร์นิวัลในภาพยนตร์ชุดหอแต๋วแตก กลยุทธ์ในสร้างพื้นที่แบบคาร์นิวัลในภาพยนตร์ชุดหอแต๋วแตก และภาพยนตร์หอแต๋วแตกช่วยผลักดันการต่อสู้ของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศหรือไม่อย่างไร โดยวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ด้วยการวิเคราะห์ตัวบท (Textual Analysis) จากกลุ่มตัวอย่างภาพยนตร์หอแต๋วแตกจำนวน 4 ภาค ได้แก่ ภาคที่ 1 หอแต๋วแตก (พ.ศ. 2550) ภาคที่ 3 หอแต๋วแตก แหวกชิมิ (พ.ศ. 2554) ภาคที่ 6 หอแต๋วแตก แหกต่อไม่รอแล้วนะ (พ.ศ. 2561) และภาคที่ 9 หอแต๋วแตก แหกสัปะหยด (พ.ศ. 2567) โดยคัดเลือกด้วยเกณฑ์ด้านพื้นที่ของหอที่ต่างกันในแต่ละภาค ผลการวิจัยพบว่าภาพยนตร์ชุดนี้ได้สร้างพื้นที่แบบคาร์นิวัล (Carnivalesque) ขึ้นตามแนวคิดของมิคาอิล บัคติน (Mikhail Bakhtin) ด้วยกลไกคาร์นิวัล 3 ประการ ได้แก่ การกลับหัวกลับหางสถานะ (Turning Upside Down), การแสดงความรื่นรมย์ผ่านร่างกาย (Bodily Pleasure) และการสร้างความขบขันเกินขอบเขต (Laughter by Excession) ในพื้นที่กึ่งสาธารณะอย่างหอพัก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ตัวละครผู้มีความหลากหลายทางเพศมีอำนาจควบคุม พลิกสถานะจากผู้ถูกกดทับในชีวิตจริงสู่ผู้มีอำนาจในโลกของภาพยนตร์ ผ่านการแสดงออกอันเกินจริง การแต่งกายหลุดกรอบ และการใช้อารมณ์ขันท่ามกลางบรรยากาศสยองขวัญ ทั้งยังสลับบทบาทกับเพศชายหญิงที่มักเป็นชนชั้นนำในสังคมจริง เพื่อวิพากษ์และลดทอนอำนาจแบบดั้งเดิม ทั้งจากรัฐ สังคม ศาสนา และวาทกรรมชายเป็นใหญ่ โดยทุกภาคจบลงด้วยชัยชนะของตัวละครผู้มีความหลากหลายทางเพศ ตอกย้ำว่า “ธรรมะชนะอธรรม” ภาพยนตร์ชุดหอแต๋วแตกนี้จึงไม่เพียงเป็นเครื่องมือในการต่อต้านในการต่อสู้ทางจินตนาการของผู้มีความหลากหลายทางเพศเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว (temporary liberation) เพื่อปลอดปล่อยความเจ็บปวดและหล่อเลี้ยงความหวังของผู้มีความหลากหลายทางเพศอีกด้วย