Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 1411 - 1440 of 15281

Full-Text Articles in Entire DC Network

ผลการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับคอนเซ็ปต์การ์ตูนที่มีต่อความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, ก้องเกียรติ กุลสา Jan 2024

ผลการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับคอนเซ็ปต์การ์ตูนที่มีต่อความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, ก้องเกียรติ กุลสา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลายที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับคอนเซ็ปต์การ์ตูนและ 2) เพื่อเปรียบเทียบความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมของนักเรียนก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับคอนเซ็ปต์การ์ตูน กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนประถมขนาดกลางแห่งหนึ่ง ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร กระทรวงศึกษาธิการ ที่เรียนในภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ได้มาด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวนทั้งสิ้น 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 เครื่องมือ 1)เครื่องมือสำหรับการทดลอง ซึ่งประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนการรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับคอนเซ็ปต์การ์ตูน 2)เครื่องมือสำหรับเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งประกอบด้วย แบบวัดความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม และแบบสัมภาษณ์วัดความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม สถิติที่ใช้คือ ค่าเฉลี่ย คะแนนเฉลี่ยร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเลือกใช้สถิติแบบไม่อิงพารามิเตอร์ คือ การทดสอบวิโคซอน ซายน์แรงก์ (Wilcoxon Signed-Rank Test) ผลการวิจัยพบว่า (1) นักเรียนมีความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับคอนเซ็ปต์การ์ตูนจัดอยู่ในระดับสูง (2) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับคอนเซ็ปต์มีคะแนนความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการกำหนดตนเองและ แนวคิดมัลติสปอร์ตเพื่อสร้างเสริมความฉลาดรู้ทางกายสำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา, เกรียงไกร อินทรชัย Jan 2024

การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการกำหนดตนเองและ แนวคิดมัลติสปอร์ตเพื่อสร้างเสริมความฉลาดรู้ทางกายสำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา, เกรียงไกร อินทรชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีความสำคัญต่อการพัฒนานวัตกรรมทางพลศึกษา เนื่องจากความฉลาดรู้ทางกายเป็นทักษะพื้นฐานที่ส่งผลต่อการส่งเสริมสุขภาพองค์รวมและคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน วัตถุประสงค์ของการวิจัย ได้แก่ 1) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้พลศึกษาเพื่อเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางกายสำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา และ 2) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยและพัฒนา (R&D) กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จากโรงเรียนในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จำนวน 76 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 38 คน เครื่องมือวิจัยผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิและทดสอบความเที่ยงโดยวิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้น (IOC=0.88) และแบบวัดความฉลาดรู้ทางกายสำหรับเด็กไทยอายุ 10–12 ปี (IOC=0.90, r=0.83) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ ผลการวิจัยพบว่า1. รูปแบบการจัดการเรียนรู้พลศึกษาที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 2) หลักการของรูปแบบ 3) กระบวนการจัดการเรียนรู้ 3 ขั้นตอน คือ (1) การสร้างบรรยากาศและกำหนดเป้าหมาย (2) การส่งเสริมทักษะและสัมพันธภาพ และ (3) การสะท้อนคิดและประเมินผล 4) สาระสำคัญ ได้แก่ กีฬาฟุตซอล วอลเลย์บอล บาสเกตบอล และแบดมินตัน และ 5) การวัดและประเมินผล2. ประสิทธิผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น พบว่า 1. นักเรียนกลุ่มทดลองมีระดับความฉลาดรู้ทางกายทั้งด้านกายพิสัย จิตพิสัย สังคมพิสัย และพุทธิพิสัย หลังการทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2. นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนความฉลาดรู้ทางกายสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังการทดลองเมื่อเทียบกับก่อนการทดลอง และ 3. นักเรียนกลุ่มทดลองสามารถรักษาระดับความฉลาดรู้ทางกายได้ต่อเนื่องจนถึงสัปดาห์ที่ 10 หลังการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ


ผลของการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกับเกมมิฟิเคชันที่มีต่อมโนทัศน์และแรงจูงใจในการเรียนรู้ชีววิทยาของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ณัฐวุฒิ ปฐมเจริญพรกุล Jan 2024

ผลของการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกับเกมมิฟิเคชันที่มีต่อมโนทัศน์และแรงจูงใจในการเรียนรู้ชีววิทยาของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ณัฐวุฒิ ปฐมเจริญพรกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบมโนทัศน์ เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ระหว่างก่อนและหลังการจัดการเรียนการรู้แบบสืบสอบร่วมกับ เกมมิฟิเคชัน 2) ศึกษาลักษณะมโนทัศน์ เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เมื่อได้รับการจัดการเรียนการรู้แบบสืบสอบร่วมกับเกมมิฟิเคชัน 3) เปรียบเทียบแรงจูงใจในการเรียนรู้ชีววิทยาก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกับเกมมิฟิเคชัน และ 4) วิเคราะห์แรงจูงใจในการเรียนรู้ชีววิทยาของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกับเกมมิฟิเคชัน ตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 36 คน จากโรงเรียนสาธิตแห่งหนึ่ง สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในจังหวัดนครปฐม ใช้วิธีการคัดเลือกแบบแบ่งกลุ่ม โดยสุ่มห้องเรียนมา 1 ห้องเรียนจากห้องเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ แผนการจัดการเรียนรู้ชีววิทยา เรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง จำนวน 4 แผน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดมโนทัศน์ชีววิทยา แบบวัดแรงจูงใจในการเรียนรู้ชีววิทยา และแบบสังเกตพฤติกรรมที่แสดงถึงแรงจูงใจในการเรียนรู้ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้เรียนมีคะแนน มโนทัศน์ที่ถูกต้องหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผู้เรียนมีความเข้าใจ มโนทัศน์ที่ถูกต้องมากขึ้น 3) ผู้เรียนมีค่าเฉลี่ยระดับแรงจูงใจหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4) ผู้เรียนมีระดับแรงจูงใจระดับสูงในระหว่างการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกับเกมมิฟิเคชัน


แนวทางการสืบทอดคุณค่าภูมิปัญญาเพลงซอล้านนา, พิชญุตม์ พชรธรรมโรจน์ Jan 2024

แนวทางการสืบทอดคุณค่าภูมิปัญญาเพลงซอล้านนา, พิชญุตม์ พชรธรรมโรจน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์คุณค่าภูมิปัญญาเพลงซอล้านนา 2) เพื่อวิเคราะห์การสืบทอดคุณค่าภูมิปัญญาเพลงซอล้านนา 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการสืบทอดคุณค่าภูมิปัญญาเพลงซอล้านนา ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีวิจัยเอกสาร การศึกษาภาคสนาม การสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง และการจัดสนทนากลุ่ม ผลการศึกษาพบว่า 1. คุณค่าจริยศาสตร์และสุนทรียศาสตร์ที่ปรากฏในบทประพันธ์เพลงซอล้านนา งสะท้อนถึงการนำเอาหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนามาในในการนำเสนอ สำหรับสร้างความตระหนักและนำไปปรับใช้ในชีวิต ในด้านคุณค่าทางภูมิปัญญาครอบคลุมทั้งรูปธรรม (ภาษา ดนตรี การแสดง หัตถกรรม) และนามธรรม (คติความเชื่อ วิถีชีวิต) ในด้านบทบาทหน้าที่ของเพลงซอล้านนา คือ 1) การบันทึกเรื่องราวของสังคม 2) การสร้างความบันเทิง 3) การสืบทอดจารีตประเพณี 4) การส่งเสริมการศึกษา และ 5) การรักษาระเบียบทางสังคม 2. การสืบทอดคุณค่าภูมิปัญญาเพลงซอล้านนา คือ การถ่ายทอดความรู้จากครูสู่ศิษย์ โดยผสมผสานแนวคิดดั้งเดิมกับแนวทางใหม่ ผ่านการฝึกฝนทั้งในรูปแบบดั้งเดิม (เรียนรู้จากครูโดยตรง) และแบบประยุกต์ (ใช้สื่อและเทคโนโลยี) ศิษย์ต้องมีคุณสมบัติด้านเสียง ความจำ และความกตัญญู ทั้งนี้การเรียนรู้เน้นประสบการณ์ตรงผ่านชุมชนเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและสืบทอดมรดกวัฒนธรรม 3. แนวทางการสืบทอดคุณค่าภูมิปัญญาเพลงซอล้านนา สะท้อนภาพรวมจากการศึกษาคุณค่าทางจริยศาสตร์ สุนทรียศาสตร์ และภูมิปัญญาที่ปรากฏในบทซอ ตลอดจนกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านความสัมพันธ์แบบครูกับศิษย์ การฝึกฝนภาคปฏิบัติ และการเรียนรู้ร่วมกับชุมชน เสนอให้พัฒนากลไกการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่ สนับสนุนบทบาทของชุมชน เยาวชน และภาคีเครือข่าย เพื่อธำรงรักษาอัตลักษณ์ของเพลงซอในบริบทร่วมสมัยอย่างมีพลวัตและยั่งยืน


กลยุทธ์การบริหารวิชาการเพื่อส่งเสริมความอยู่ดีมีสุขเชิงอัตวิสัยสําหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา, นิรชา โพธิ์พรมศรี Jan 2024

กลยุทธ์การบริหารวิชาการเพื่อส่งเสริมความอยู่ดีมีสุขเชิงอัตวิสัยสําหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา, นิรชา โพธิ์พรมศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา และแนวคิดความอยู่ดีมีสุขเชิงอัตวิสัย 2) ศึกษาจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคามของการบริหารวิชาการเพื่อส่งเสริมความอยู่ดีมีสุขเชิงอัตวิสัยสำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา 3) พัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการเพื่อส่งเสริมความอยู่ดีมีสุขเชิงอัตวิสัยสำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา ดำเนินการวิจัยโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ (Multi-Phase Mixed Method) ใช้วิธีเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Data) และข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative Data) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ โรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 287 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้อำนวยการหรือรองผู้อำนวยการโรงเรียน และครูผู้สอนระดับชั้นมัธยมศึกษา จำนวน 861 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถามและแบบประเมิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหาจากการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา ประกอบด้วย 3 งาน คือ (1) การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา (2) การจัดการเรียนการสอนและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ (3) การวัดและประเมินผล กรอบแนวคิดความอยู่ดีมีสุขเชิงอัตวิสัย ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ คือ (1) ความพึงพอใจในชีวิต (2) ความรู้สึกเชิงบวกและลบ (3) ความรู้สึกในชีวิตที่มีความหมาย 2) จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคามของการบริหารวิชาการเพื่อส่งเสริมความอยู่ดีมีสุขเชิงอัตวิสัยสำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา มี 3 ประการ ได้แก่ 2.1 จุดแข็งของการบริหารวิชาการ ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาด้านความพึงพอใจในชีวิตและความรู้สึกในชีวิตที่มีความหมาย การจัดการเรียนการสอนและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ด้านความพึงพอใจในชีวิตและความรู้สึกในชีวิตที่มีความหมาย การวัดและประเมินผลด้านความพึงพอใจในชีวิต 2.2 จุดอ่อนของการบริหารวิชาการ ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ด้านความรู้สึกเชิงบวกและลบ การจัดการเรียนการสอนและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ด้านความรู้สึกเชิงบวกและลบ การวัดและประเมินผลด้านความรู้สึกเชิงบวกและลบ และ ความรู้สึกในชีวิตที่มีความหมาย 2.3 โอกาสและภาวะคุกคามของการบริหารวิชาการ ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา มีสภาพเศรษฐกิจ สังคมและเทคโนโลยีเป็นโอกาส มีการเมืองและนโยบายรัฐ เป็นภาวะคุกคาม การจัดการเรียนการสอน และพัฒนากระบวนการเรียนรู้ มีการเมืองและนโยบายรัฐ เป็นโอกาส …


การพัฒนาชุดการเรียนการสอนตามทฤษฎีการเรียนรู้เชิงสถานการณ์เพื่อเสริมสร้างความสามารถทางการเงินของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ธนาวิทย์ คงประเสริฐผล Jan 2024

การพัฒนาชุดการเรียนการสอนตามทฤษฎีการเรียนรู้เชิงสถานการณ์เพื่อเสริมสร้างความสามารถทางการเงินของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ธนาวิทย์ คงประเสริฐผล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดการเรียนการสอนตามทฤษฎีการเรียนรู้เชิงสถานการณ์ เพื่อเสริมสร้างความสามารถทางการเงินของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) ศึกษาประสิทธิผลของการใช้ชุดการเรียนการสอน ที่พัฒนาขึ้น โดยเปรียบเทียบความสามารถทางการเงินของผู้เรียนก่อนและหลังจากการใช้ชุดการเรียนการสอน และศึกษา การเปลี่ยนแปลงของความสามารถทางการเงินของผู้เรียน กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนสาธิตแห่งหนึ่งในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาจำนวน 10 คน โดยใช้การเลือกแบบสมัครใจ ใช้ระยะเวลา ทดลอง 10 สัปดาห์ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบวัดความสามารถทางการเงินและแบบันทึกข้อมูลเชิงคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบวิลคอกซัน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1. ชุดการเรียนการสอนตามทฤษฎีการเรียนรู้เชิงสถานการณ์เพื่อเสริมสร้างความสามารถทางการเงินของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย มีหลักการ คือ 1) การวิเคราะห์บริบทของผู้เรียนเพื่อออกแบบสถานการณ์การเรียนการสอน 2) การส่งเสริมการเรียนรู้จากการปฏิบัติในสถานการณ์จริงผ่านชุมชนแห่งการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจากระดับเริ่มต้นไปสู่ระดับชำนาญ 3) การออกแบบองค์ประกอบของชุมชนแห่งการปฏิบัติให้สามารถเชื่อมโยงกับบริบททางการเงินของผู้เรียน และ 4) การกำหนดบทบาทของผู้สอนให้ตอบสนองต่อการพัฒนาผู้เรียนเป็นรายบุคคล มีสาระครอบคลุมขอบเขตทางการเงิน ได้แก่ ความรู้พื้นฐาน สิทธิ การวางแผนจัดการเงิน การออม การลงทุน ความเสี่ยง และประกันภัย ชุดการเรียนการสอนนี้ ประกอบด้วยกิจกรรมการเรียน การสอน 8 กิจกรรมที่ออกแบบให้เรียงลำดับจากประเด็นการเงินใกล้ตัวไปสู่ประเด็นซับซ้อนและไกลตัว มีขั้นตอนการจัดการเรียนการสอนในแต่ละกิจกรรมแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมูลผู้เรียนเพื่อออกแบบสถานการณ์ (ระยะเตรียม) และระยะที่ 2 ระยะการจัดการเรียนการสอนผ่านสถานการณ์ (ระยะสอน) มีขั้นตอน ได้แก่ 2.1) การให้ผู้เรียนกำหนดเป้าหมายและแนวทางจัดการ 2.2) การเผชิญสถานการณ์ตามแนวทางที่กำหนด 2.3) การสะท้อนการเรียนรู้จากสถานการณ์และ 2.4) ประเมินและให้ข้อมูลสะท้อนเพื่อพัฒนาผู้เรียน ประเมินผลโดยใช้แบบวัด ประกอบกับการสังเกต สัมภาษณ์และการตรวจบันทึกสะท้อนคิด 2. ผลการศึกษาประสิทธิผลของชุดการเรียนการสอน ปรากฏว่า หลังการใช้ชุดการเรียนการสอน นักเรียนมีค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถทางการเงินสูงกว่าก่อนใช้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาตามองค์ประกอบ พบว่า ความสามารถในการตัดสินใจและกำกับการดำเนินการทางการเงินมีการเปลี่ยนแปลงสูงสุด รองลงมาเป็นความสามารถใน การกำหนดแนวทางการบริหารจัดการเงิน และความสามารถในการประเมินขีดความสามารถทางการเงินของตนตามลำดับ นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพยังชี้ว่าความสามารถทางการเงินมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง


การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการพูดภาษาจีนข้ามวัฒนธรรมตามทฤษฎีการปกป้องภาพลักษณ์สำหรับนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, โชติวัน แย้มขยาย Jan 2024

การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการพูดภาษาจีนข้ามวัฒนธรรมตามทฤษฎีการปกป้องภาพลักษณ์สำหรับนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, โชติวัน แย้มขยาย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการพูดภาษาจีนข้ามวัฒนธรรมตามทฤษฎีการปกป้องภาพลักษณ์สำหรับนักศึกษาปริญญาบัณฑิต และ 2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการใช้รูปแบบการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการพูดภาษาจีนข้ามวัฒนธรรมตามทฤษฎีการปกป้องภาพลักษณ์สำหรับนักศึกษาปริญญาบัณฑิต โดยใช้รูปแบบการทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาการสอนภาษาจีน จำนวน 18 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดความสามารถในการพูดภาษาจีนข้ามวัฒนธรรม เกณฑ์การให้คะแนนแบบรูบริก และแบบสัมภาษณ์ด้วยวิธีการหวนระลึกผ่านวิดีโอ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. รูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้นมีหลักการสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1) การทำความเข้าใจและร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อพฤติกรรมการสื่อสารของบุคคล รวมถึงความสัมพันธ์ของภาษาและวัฒนธรรม มีส่วนช่วยให้ผู้เรียนเกิด ความตระหนักในการเลือกใช้ภาษา และปรับตัวสู่การสื่อสารในบริบทที่คู่สนทนาต่างวัฒนธรรมได้ 2) การฝึกฝนการสื่อสารภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งหรือถูกคุกคาม มีส่วนผลักดันการใช้วิจารณญาณในการใช้ภาษา อวัจนภาษาและกลวิธีที่จะแก้ไข ไกล่เกลี่ยเพื่อบริหารความสัมพันธ์ นับเป็นกระบวนการฝึกที่ยกระดับความสามารถในการสื่อสาร 3) การวิเคราะห์องค์ประกอบเฉพาะตัวของบุคคล ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ที่เป็นปัจเจกและส่งผลต่อพฤติกรรมการสื่อสาร เช่น เพศ สถานะ อาชีพ ช่วงวัย มีส่วนช่วยให้ผู้เรียนได้กรอบแนวทางเพื่อคัดสรรวิธีการสื่อสารและภาษาที่สอดคล้องกับบุคคลโดยไม่เกิดการคุกคามภาพลักษณ์ 4) การตีความความสุภาพที่ อิงตามบรรทัดฐานมารยาททางสังคม ผ่านการวิเคราะห์ถึงความหมายของการแสดงออกทางการสื่อสารทั้งทางตรงและทางอ้อม มีส่วนช่วยให้เกิดความเข้าใจตรงกัน ลดความคลาดเคลื่อน และรับส่งสารได้ตามเจตนาที่แท้จริง โดยมีขั้นตอนการจัดการเรียน การสอนหลัก 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 เข้าถึงความสัมพันธ์ทางภาษาและวัฒนธรรม ขั้นตอนที่ 2 วิเคราะห์อัตลักษณ์ปัจเจก ขั้นตอนที่ 3 ก้าวผ่านสถานการณ์คุกคามภาพลักษณ์ และขั้นตอนที่ 4 แบ่งปันกลยุทธ์ชี้จุดพัฒนา 2. ผลการศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการเรียนการสอน พบว่า 1) คะแนนเฉลี่ยความสามารถในการพูดภาษาจีน ข้ามวัฒนธรรมของนักศึกษากลุ่มตัวอย่างในภาพรวมและรายองค์ประกอบหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ความสามารถในการพูดภาษาจีนข้ามวัฒนธรรมของนักศึกษากลุ่มตัวอย่างมีการเปลี่ยนแปลงทั้งในภาพรวมและรายองค์ประกอบไปในทิศทางที่ดีขึ้น


การพัฒนาความเข้าใจมโนทัศน์ทางชีววิทยาด้วยสื่อแอนิเมชันแบบมีปฏิสัมพันธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยคำถามสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ณัฐกันต์ ขันยม Jan 2024

การพัฒนาความเข้าใจมโนทัศน์ทางชีววิทยาด้วยสื่อแอนิเมชันแบบมีปฏิสัมพันธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยคำถามสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ณัฐกันต์ ขันยม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสื่อแอนิเมชันแบบมีปฏิสัมพันธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยคำถามในวิชาชีววิทยาเรื่อง การแบ่งเซลล์ ที่ส่งเสริมความเข้าใจมโนทัศน์ทางชีววิทยา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยงานวิจัยนี้แบ่งออก 4 ขั้นตอนคือ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับสื่อแอนิเมชันแบบมีปฏิสัมพันธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยคำถาม กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 4 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบบันทึกการสนทนากลุ่มแบบมีโครงสร้างเรื่อง ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับลักษณะของสื่อแอนิเมชัน ขั้นตอนที่ 2 ออกแบบ สร้าง และประเมินสื่อแอนิเมชัน กลุ่มเป้าหมายได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน และนักเรียนที่มีประสบการณ์เรียนเรื่องการแบ่งเซลล์จำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ สื่อแอนิเมชันต้นแบบ และแบบประเมินความเหมาะสมและสอดคล้องของสื่อแอนิเมชันขั้นตอนที่ 3 นำสื่อแอนิเมชันแบบมีปฏิสัมพันธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยคำถามไปทดลองใช้ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูชีววิทยา จำนวน 1 ท่าน และนักเรียนที่ไม่มีประสบการณ์เรียนเรื่องการแบ่งเซลล์ จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย สื่อแอนิเมชันที่ปรับปรุงแก้ไขจากขั้นตอนที่ 1 และ 2 และแบบวัดความเข้าใจมโนทัศน์ทางชีววิทยาเรื่อง การแบ่งเซลล์ จำนวน 11 ข้อ มีค่าความยากอยู่ในช่วง 0.44 - 0.77 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ที่ 0.61 - 0.90 และค่าความเที่ยงทั้งฉบับเท่ากับ 0.89 และขั้นตอนที่ 4 ประเมินและปรับปรุงสื่อแอนิเมชันแบบมีปฏิสัมพันธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยคำถาม กลุ่มเป้าหมายคือกลุ่มเดียวกับที่ทดลองใช้สื่อแอนิเมชันในขั้นตอนที่ 3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามความพึงพอใจต่อสื่อแอนิเมชัน และบันทึกการสนทนากลุ่มแบบมีโครงสร้างเกี่ยวกับความคิดเห็นต่อสื่อแอนิเมชัน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติบรรยาย ค่าดัชนีประสิทธิผล การสรุปพรรณา เรียบเรียง และวิเคราะห์สาระ ผลการวิจัยพบว่า ผลการประเมินความเหมาะสมและสอดคล้องของสื่อแอนิเมชัน โดยความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญและนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 อยู่ในระดับเห็นด้วยมาก มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.17 (S.D. = 0.43) และ 4.80 (S.D. = 0.14) ตามลำดับ โดยมีค่าประสิทธิภาพของสื่อ มีประสิทธิภาพ E1/E2 …


การพัฒนาแบบฝึกหัดเสริมทักษะด้านเทคนิคไวโอลินระดับกลางโดยใช้ทำนองเพลงพื้นบ้านไทย, กิตติคุณ ตรีคูณวัฒนา Jan 2024

การพัฒนาแบบฝึกหัดเสริมทักษะด้านเทคนิคไวโอลินระดับกลางโดยใช้ทำนองเพลงพื้นบ้านไทย, กิตติคุณ ตรีคูณวัฒนา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและสังเคราะห์แนวทางในการสร้างแบบฝึกหัดเสริมทักษะด้านเทคนิคไวโอลิน ระดับกลางโดยใช้ทำนองเพลงพื้นบ้านไทย 2) พัฒนาแบบฝึกหัดเสริมทักษะด้านเทคนิคไวโอลินระดับกลางโดยใช้ทำนองเพลงพื้นบ้านไทย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยการวิจัยและพัฒนา แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การศึกษาความต้องการจำเป็น ผ่านการวิเคราะห์เอกสารและสำรวจกลุ่มตัวอย่างครูและนักเรียนไวโอลิน 33 คน 2) การออกแบบและพัฒนา แบบฝึกหัดเสริมต้นแบบ "ไวโอลิน 4 สำเนียง" และตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน 3) การทดลองใช้ นวัตกรรมกับกลุ่มตัวอย่างครู 5 ท่านและนักเรียน 5 ท่าน และ 4) การประเมินผล โดยเก็บข้อมูลความพึงพอใจผ่านแบบสอบถามและการสัมภาษณ์เชิงลึกผลการวิจัยพบว่า: 1) แนวทางการสร้างแบบฝึกหัดเสริมฯ ที่เหมาะสมประกอบด้วย 3 ด้านหลัก คือ (ก) ลักษณะของแบบฝึกหัดที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (ข) การคัดเลือกและเรียงลำดับเทคนิคไวโอลินระดับกลางที่จำเป็น และ (ค) การคัดเลือกและประยุกต์ใช้ทำนองเพลงพื้นบ้านไทย 2) นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้น คือ หนังสือแบบฝึกหัดเสริม "ไวโอลิน 4 สำเนียง" ซึ่งประกอบด้วย 6 เทคนิคหลักที่นำเสนอผ่านบทเพลงพื้นบ้านไทย 8 เพลงจาก 4 ภูมิภาค พร้อมสื่อวิดีโอและดนตรีประกอบ 3) ผลการประเมินความพึงพอใจจากกลุ่มตัวอย่างครูและนักเรียนพบว่า แบบฝึกหัดเสริมฯ ที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพและความเหมาะสมในระดับมากถึงมากที่สุดในทุกด้าน


ความสัมพันธ์ระหว่างกลวิธีทางภาษากับภาพตัวแทนที่แข่งขันกันของครูไทยในข่าวออนไลน์กับหนังสือครูดีในดวงใจ, กฤษณะ ชมภูวง Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างกลวิธีทางภาษากับภาพตัวแทนที่แข่งขันกันของครูไทยในข่าวออนไลน์กับหนังสือครูดีในดวงใจ, กฤษณะ ชมภูวง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกลวิธีทางภาษากับภาพตัวแทนครูในวาทกรรมข่าวออนไลน์ในช่วงปี พ.ศ. 2561-2565 และวาทกรรมหนังสือครูดีในดวงใจ ผู้วิจัยใช้วิธีการสุ่มอย่างมีระบบ ในการเลือกตัวอย่าง ประกอบด้วยตัวบทจากหนังสือพิมพ์ออนไลน์ 3 สำนักพิมพ์ ได้แก่ ไทยรัฐ ผู้จัดการ และข่าวสด ปี 2561-2565 จำนวน 100 ตัวบท และตัวบทจากหนังสือครูดีในดวงใจปี 2561-2562 จำนวน 100 ตัวบท การวิเคราะห์ใช้แนวคิด Textually Oriented Critical Discourse Analysis (TODA) หรือวาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์แบบเน้นตัวบทของ Sunderland (2002,2006) และประยุกต์ใช้แนวการวิเคราะห์กลวิธีทางภาษาตามแนวคิด van Dijk (2006, 2009, 2015) และแนวคิดภาพตัวแทน (Representation) ของ Hall (2013)ผลการศึกษา พบภาพตัวแทนครูไทยในข่าวออนไลน์ 6 ประเภท ได้แก่ 1.ครูเป็นมากกว่าอาชีพและยึดมั่นในอุดมการณ์ความเป็นครู 2.ครูเป็นผู้เพียบพร้อมทั้งคุณสมบัติทางการศึกษาและคุณธรรม 3. ครูเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สร้างศิษย์โดยสมบูรณ์ 4.ครูเป็นผู้กระทำความผิดทางเพศต่อนักเรียน 5.ครูเป็นผู้มีคุณสมบัติและพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ 6. ครูเป็นผู้ที่ควรได้รับความเห็นใจ โดยใช้กลวิธีทางภาษา 10 กลวิธี ดังนี้ 1) การใช้กระบวนการที่เกี่ยวกับการกระทำ 2) การใช้คำอ้างถึง 3) การใช้กระบวนการที่เกี่ยวกับการพูด 4) การใช้ถ้อยคำที่ยกมากล่าวใหม่แบบตรงของครูและบุคคลอื่น 5) การอ้างอิง 6) ประโยคที่สัมพันธ์กันแบบเหตุ-ผล 7) ประโยคกรรม 8) การใช้กระบวนการที่เกี่ยวกับสภาพ 9) การใช้กระบวนการที่เกี่ยวกับความคิดความรู้สึก 10) ประโยคที่แสดงความสัมพันธ์แบบขัดแย้ง พบภาพตัวแทนครูไทยในหนังสือครูดีในดวงใจ 3 ประเภท ได้แก่ 1.ครูเป็นมากกว่าอาชีพและยึดมั่นในอุดมการณ์ความเป็นครู 2.ครูเป็นผู้เพียบพร้อมทั้งคุณสมบัติทางการศึกษาและคุณธรรม 3. ครูเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สร้างศิษย์โดยสมบูรณ์ ซึ่งแม้ว่าภาพดังกล่าวจะมีคำอธิบายและลักษณะที่คล้ายกับภาพในข่าวออนไลน์ แต่มีจุดเน้นและรายละเอียดที่แตกต่างกัน โดยใช้กลวิธีทางภาษาหลัก ได้แก่ การใช้เรื่องเล่า และใช้กลวิธีทางภาษาย่อย 8 กลวิธี ได้แก่ 1) กระบวนการที่เกี่ยวกับการกระทำและความคิดความรู้สึก 2) …


การทูตของศาสตราจารย์ พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ค.ศ. 1917 - 1969: การปรับตัวและการประสานผลประโยชน์ระหว่างประเทศมหาอำนาจและการเมืองภายในของประเทศไทยในยุคแห่งความผันผวน, วิรัช ศรีพงษ์ Jan 2024

การทูตของศาสตราจารย์ พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ค.ศ. 1917 - 1969: การปรับตัวและการประสานผลประโยชน์ระหว่างประเทศมหาอำนาจและการเมืองภายในของประเทศไทยในยุคแห่งความผันผวน, วิรัช ศรีพงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ (กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์) ทรงเป็นนักการทูตที่ทรงงานยาวนานกว่า 5 ทศวรรษ พระปรีชาสามารถทางการทูตเป็นที่กล่าวขานในวงการการทูตและผู้ศึกษาประวัติศาสตร์การทูตไทยว่า ทรงยึดผลประโยชน์ของประเทศเหนือสิ่งอื่นใด หากแต่ยังไม่มีการศึกษาเกี่ยวกับบทบาทและวิธีการทางการทูตของพระองค์ท่านที่ครอบคลุมระยะเวลาที่ทรงงานทางการทูต วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาวิธีการทูตของพระองค์ ซึ่งการที่พระองค์สามารถทรงงานได้อย่างยาวนานเกิดจากพระปรีชาสามารถที่ทรงรู้จักวิธีการปรับตัวต่อสถานการณ์และบริบททางการเมืองที่ผันผวนทั้งภายในและต่างประเทศ อนึ่ง การทรงงานทางการทูตอย่างยาวนานส่งผลให้เกิดเครือข่ายทางการเมืองและการทูตที่กลายเป็นแรงสนับสนุนให้พระองค์ทรงมีบทบาททางการทูตอย่างต่อเนื่อง วิทยานิพนธ์ฉบับนี้แบ่งการศึกษาเป็น 3 ช่วง ตามช่วงเวลาการทรงงาน ได้แก่ (1) ค.ศ. 1917 - 1938 ซึ่งเป็นเส้นทางการทูตของพระองค์จากยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (2) ค.ศ. 1938 - 1946 ซึ่งเป็นช่วงการทรงงานกับจอมพล ป. พิบูลสงครามและการที่พระองค์ทรงเป็นที่ไว้วางใจของรัฐบาลไทยโดยทรงเป็นผู้แทนในการเจรจาครั้งสำคัญ ๆ (3) ค.ศ. 1946 - 1969 ซึ่งทรงงานกับรัฐบาลจอมพล ป. (ช่วงต้นของระบบโลกสองขั้ว) ถึงการทรงงานร่วมกับจอมพลถนอม กิตติขจร ในช่วงระบบโลกเริ่มคลายความตึงเครียด (Détente) นอกจากนี้ งานวิจัยนี้มุ่งที่จะเติมเต็มการศึกษาประวัติบุคคลทางการทูตและประวัติศาสตร์การทูตจากทรรศนะของประเทศเล็กอีกด้วย


การพัฒนาแบบจำลองสารสนเทศอาคาร (Bim) ด้วยเครื่องสแกนเลเซอร์สามมิติเพื่อการอนุรักษ์โบราณสถานของศาลเจ้าโรงเกือก : กรณีศึกษาการประเมินผลกระทบจากอุทกภัย, ปริฉัตร กานต์จารุรัตน์ Jan 2024

การพัฒนาแบบจำลองสารสนเทศอาคาร (Bim) ด้วยเครื่องสแกนเลเซอร์สามมิติเพื่อการอนุรักษ์โบราณสถานของศาลเจ้าโรงเกือก : กรณีศึกษาการประเมินผลกระทบจากอุทกภัย, ปริฉัตร กานต์จารุรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ศึกษาการพัฒนาแบบจำลองสารสนเทศอาคารด้วยเครื่องสแกนเลเซอร์สามมิติเพื่อการอนุรักษ์โบราณสถานของศาลเจ้าโรงเกือก กรณีศึกษาการประเมินผลกระทบจากอุทกภัย เนื่องจากปัจจุบันศาลเจ้าโรงเกือก แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร กำลังประสบปัญหาการทรุดโทรมและมีปัญหาน้ำท่วมขังอยู่บ่อยครั้ง ผู้วิจัยจึงจัดทำแบบจำลองอาคารสารสนเทศ โดยการเก็บข้อมูลจากเครื่องสแกนเลเซอร์สามมิติข้อมูลที่ได้จะอยู่ในรูปแบบจุดพิกัดสามมิติ ผลลัพธ์ที่ได้ข้อมูลมีค่าความถูกต้องเท่ากับ 2.9 มิลลิเมตร ซึ่งอยู่ในระดับความถูกต้องที่เชื่อถือได้ตามเกณฑ์งานสำรวจชั้น 3 ตามมาตรฐานของ FGCC1989 จากนั้นผู้วิจัยจึงนำข้อมูลมาพัฒนาเป็นแบบจำลองสารสนเทศอาคารโดยมีมาตรฐานรายละเอียดของแบบจำลองที่ระดับ 200 ซึ่งสามารถแสดงโครงสร้างทั่วไปของอาคาร เพื่อนำมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลแบบจำลองความสูงเชิงเลขและข้อมูลน้ำท่วมขังจากสำนักระบายน้ำกรุงเทพมหานคร ซึ่งแบ่งเป็น 5 ระดับ คือ 0.1 0.3 0.5 0.8 และ 1 เมตร โดยอ้างอิงจากข้อมูลหมุดวงรอบที่มีค่าระดับความสูงต่ำสุดในพื้นที่ศึกษาเพื่อใช้ในการประมาณค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น ผลการศึกษาพบว่าที่ระดับ 0.1 เมตร พื้นที่เสียหายมีขนาด 197.79 ตร.ม. ระดับ 0.3 เมตร พื้นที่เสียหายมีขนาด 477.43 ตร.ม และตั้งแต่ระดับน้ำท่วมขัง 0.5 เมตรขึ้นไปถึง 1 เมตร พื้นที่เสียหายเท่ากันรวมพื้นที่ประมาณ 987.33 ตร.ม. ค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นที่ระดับ 0.1 เมตร เท่ากับ 44,502.75 บาท ที่ระดับ 0.3 และ 0.5 เมตร เพิ่มขึ้นจากระดับ 0.1 เมตร ประมาณร้อยละ 141.43 และร้อยละ 732.58 ตามลำดับ จากนั้นความเสียหายจะคงที่จนถึงที่ระดับน้ำท่วม 0.8 เมตร และเพิ่มขึ้นอีกประมาณร้อยละ 802.78 ที่ระดับ 1 เมตร เนื่องจากการประมาณราคาของงานระบบไฟฟ้าที่เพิ่มเข้ามา โดยข้อมูลประมาณค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น สามารถนำไปวางแผนเพื่อปรับปรุง ก่อสร้างหรือซ่อมแซมให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลหรืองานอื่นๆที่เกี่ยวข้องได้ รวมถึงการวางแผนการป้องกันเพื่อการอนุรักษ์โบราณสถานได้ดียิ่งขึ้น


Biomimetic Kinetic Facade Design For Enhanced Daylighting: A Leed V4 Based Approach For A Reading Room Of A Dormitory In Chittagong, Bangladesh, Gourav Dey Jan 2024

Biomimetic Kinetic Facade Design For Enhanced Daylighting: A Leed V4 Based Approach For A Reading Room Of A Dormitory In Chittagong, Bangladesh, Gourav Dey

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study investigates the role of biomimetic kinetic façades in improving the daylighting performance of a reading room in Chittagong, Bangladesh. This design is inspired by the thigmonastic behavior of Mimosa pudica plants which adapts to environmental changes. The design focuses on a kinetic façade that adjusts based on sunlight and environmental conditions, maximizing daylight access, while decreasing glare and heat gain to enhance occupant comfort. As the space performance addressed with relative standard, the study explores critical aspects including Spatial Daylight Autonomy (sDA) and Annual Sunlight Exposure (ASE) aligned with other vital parameters via LEED v4 rating system, confirms …


“พงศาวดารจีนพากย์ไทย” ของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค): การศึกษาการแปลและแนวคิดสำคัญ, จรณินท์ ติ๋วโวหาร Jan 2024

“พงศาวดารจีนพากย์ไทย” ของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค): การศึกษาการแปลและแนวคิดสำคัญ, จรณินท์ ติ๋วโวหาร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้มุ่งศึกษาแนวทางการแปลพงศาวดารจีนพากย์ไทยของสมเด็จเจ้าพระยา บรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ที่แปลในสมัยรัชกาลที่ 4-5 (พ.ศ. 2401-2421) จำนวน 6 เรื่อง ได้แก่ เรื่อง ไซจิ้น เรื่องตั้งจิ้น เรื่องน่ำซ้อง เรื่องชั่นถังหงอโต้ เรื่องเม่งเฉียว และเรื่องเม่งมวดเซงฌ้อ รวมถึงวิเคราะห์แนวคิดที่ปรากฏและวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อแนวทางการแปลและแนวคิดดังกล่าวผลการศึกษาพบว่าพงศาวดารจีนพากย์ไทยของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ แปลเรียบเรียงจากนิยายจีนที่แต่งสมัยราชวงศ์หมิงและชิง (ค.ศ. 1368-1912) โดยเลือกเฉพาะเรื่องแนวพงศาวดารที่กล่าวถึงเหตุการณ์บ้านเมืองในรัชสมัยต่าง ๆ และการเปลี่ยนราชวงศ์ของจีน กระบวนการแปลยังรักษาโครงเรื่องหลักไว้ แต่มีการปรับรูปแบบคือไม่มีการแบ่งบท ตัดการแทรกบทประพันธ์ และการเล่าเรื่อง ชวนติดตามในฉบับจีนออก ลดการใช้ความเปรียบและบทพรรณนา ทำให้ฉบับแปลไทยมีลักษณะเป็นร้อยแก้วขนาดยาวที่เน้นให้ความรู้เรื่องพงศาวดารจีนมากขึ้น และปรับเปลี่ยนเนื้อหาเพื่อเสนอแนวคิดเกี่ยวกับผู้ปกครองเด่นชัดกว่าต้นฉบับซึ่งเป็นนิยายเพื่อความบันเทิง โดยเฉพาะมีการปรับคติกษัตริย์ให้เข้ากับวัฒนธรรมไทยทำให้ตัวบทผสมผสานทั้งแนวคิดการปกครองบ้านเมืองแบบจีนกับแนวคิดผู้ปกครองแบบไทย แนวคิดผู้ปกครองที่ปรากฏในฉบับไทย ได้แก่ กษัตริย์ผู้ทรงธรรมและปัญญาทำให้บ้านเมืองเจริญและสงบสุข ในทางกลับกันหากกษัตริย์ไม่ตั้งอยู่ในธรรมก็เป็นเหตุแห่งความเสื่อมของบ้านเมืองเช่นกัน ความสำคัญและบทบาทหน้าที่ของขุนนางและคุณสมบัติของผู้ปกครอง การปรับรูปแบบ เนื้อหา และแนวคิดเหล่านี้เกิดจากปัจจัยสองประการ คือ ปัจจัยทางวรรณกรรมและปัจจัยทางสังคม ในแง่ปัจจัยทางวรรณกรรม ขนบการแปลแต่งในวรรณคดีไทยซึ่งส่งผลต่อแนวทางการแปล เรียบเรียงพงศาวดารจีนพากย์ไทยตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ได้มีอิทธิพลต่อมายังการแปลพงศาวดารจีนพากย์ไทยของสมเด็จเจ้าพระยาฯ ซึ่งมีการเพิ่มเนื้อหาเพื่อให้ความรู้เรื่องประวัติศาสตร์จีนและการเพิ่มแนวคิดเกี่ยวกับกษัตริย์และขุนนาง ส่วนปัจจัยทางสังคม ได้แก่ บริบททางสังคมตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3-5 เมื่อชาติตะวันตกเข้ามามีอิทธิพลในสยามมากขึ้น เกิดกระแสการสร้างหนังสือที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองแทนนิยายประโลมโลก ราชสำนักจึงเริ่มสร้างหนังสือที่เน้นให้ความรู้แบบสมัยใหม่ สมเด็จเจ้าพระยาฯ ในฐานะขุนนางคนสำคัญของบ้านเมือง จึงเลือกสืบทอดการแปลงานชุดพงศาวดารจีนพากย์ไทยช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ให้เป็นชุดหนังสือความรู้เรื่องพงศาวดารจีน โดยกำกับการแปลให้งานชุดนี้ซึ่งต้นฉบับเป็นนิยายเพื่อความบันเทิง ให้เน้นเนื้อหาความรู้เพื่อเป็นประโยชน์มากขึ้น ได้แก่ การปรับรายละเอียดให้เน้นนำเสนอความรู้เรื่องลำดับกษัตริย์และ ราชวงศ์จีน และนำเสนอแนวคิดคำสอนเกี่ยวกับการปกครองบ้านเมืองให้ข้าราชการในราชสำนัก และถวายโอวาทแด่ยุวกษัตริย์เพื่อเป็นแบบอย่างในการศึกษาการปกครองแผ่นดิน


การจำแนกลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ชายน้ำสะแกกรังที่มีผลต่อการตั้งถิ่นฐานของเรือนแพในเขตเมืองเก่าอุทัยธานี, สุพิชญา สุรโชคสิริพร Jan 2024

การจำแนกลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ชายน้ำสะแกกรังที่มีผลต่อการตั้งถิ่นฐานของเรือนแพในเขตเมืองเก่าอุทัยธานี, สุพิชญา สุรโชคสิริพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

แม่น้ำสะแกกรังเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญของเมืองเก่าอุทัยธานี มีบทบาทสำคัญต่อวิถีชีวิตของชุมชนเรือนแพที่สอดคล้องกับพลวัตของแม่น้ำสืบทอดกันมาตั้งแต่อดีต เกิดเป็นพื้นที่ที่มีคุณค่าทางภูมิทัศน์วัฒนธรรม ปัจจุบันเกิดความเปลี่ยนแปลงกับพื้นที่ชายน้ำ อันอาจส่งผลกระทบต่อลักษณะการตั้งถิ่นฐานและการดำรงชีวิตของชุมชน วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากายภาพของพื้นที่ชายน้ำตามแนวตลิ่งแม่น้ำสะแกกรัง ที่ส่งผลต่อการตั้งถิ่นฐานของเรือนแพ และจำแนกลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ชายน้ำ เพื่อทำความเข้าใจและชี้ให้เห็นความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน พืชพรรณสิ่งมีชีวิต และพลวัตของน้ำในบริเวณพื้นที่ชายน้ำที่เป็นรากฐานสำคัญในการคงอยู่ของภูมิทัศน์วัฒนธรรมเรือนแพสะแกกรัง การวิจัยทำโดยการเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์องค์ประกอบของพื้นที่ชายน้ำ อันได้แก่ (1) ธรณีสัณฐานและภูมิประเทศ (2) อุทกวิทยาและพลวัตตามธรรมชาติ (3) สิ่งปกคลุมดิน รูปแบบลักษณะของตลิ่งที่เป็นพื้นที่ธรรมชาติและที่มีการจัดการโดยมนุษย์ และ (4) บริบทบนฝั่งบกที่มีผลต่อวิถีชีวิต ตำแหน่งของเรือนแพ โครงสร้างเรือนแพ และกิจกรรมของชาวแพที่สอดคล้องต่อลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ชายน้ำ ผลการวิจัยสามารถจำแนก ลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ชายน้ำที่ส่งผลต่อการตั้งถิ่นฐานของชุมชนเรือนแพสะแกกรัง ได้เป็น 4 ประเภท คือ (1) พื้นที่ชายน้ำธรรมชาติที่อำนวยต่อการตั้งเรือนแพ (2) พื้นที่ชายน้ำธรรมชาติที่ตั้งเรือนแพได้อย่างจำกัด (3) พื้นที่เขื่อนป้องกันตลิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการตั้งเรือนแพ และ (4) พื้นที่โครงสร้างยกลอยและลานที่เป็นอุปสรรคต่อการตั้งเรือนแพอย่างมาก โดยพื้นที่แต่ละประเภทต้องการการจัดการด้านการอนุรักษ์ ฟื้นฟู พัฒนาพื้นที่ชายน้ำที่แตกต่างกัน อันจะนำไปสู่การอนุรักษ์ภูมิทัศน์วัฒนธรรมชุมชนเรือนแพอย่างยั่งยืน


Du Din: Architecture’S Contact With The Ground Through A Theory Of The ‘Scape’, Joshua Beanland Jan 2024

Du Din: Architecture’S Contact With The Ground Through A Theory Of The ‘Scape’, Joshua Beanland

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis is an investigation into architecture’s contact with the ground. What should this relationship enable, what kind of architecture can we make by looking down? This study is a set of questions about the ground discussed around the theory of the ‘scape’, which describes systems through the arrangement of many pieces of knowledge, where their relationship is more important than any individual idea. The scape acts as at theoretical framework, narrowing the problem of this thesis to what we know about the ground – how we perceive and relate to it, instead of mechanical issues related to ecology or …


ปัจจัยที่มีผลต่อการคัดเลือกผู้ออกแบบสำหรับอาคารประเภทศูนย์การค้า, ทวินชัย เต็งเศรษฐศักดิ์ Jan 2024

ปัจจัยที่มีผลต่อการคัดเลือกผู้ออกแบบสำหรับอาคารประเภทศูนย์การค้า, ทวินชัย เต็งเศรษฐศักดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระบบ แนวคิด และปัจจัยที่ส่งผลต่อการคัดเลือกผู้ออกแบบในโครงการศูนย์การค้า โดยมุ่งทำความเข้าใจความหลากหลายของกระบวนการที่เกิดขึ้นในแต่ละประเภทองค์กร ผ่านการเปรียบเทียบระหว่างองค์กรบริหารส่วนภาครัฐและองค์กรเอกชนสองรูปแบบในพื้นที่แขวงปทุมวัน กรุงเทพมหานคร การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน เก็บข้อมูลจากกรณีศึกษา 8 โครงการ การสัมภาษณ์เชิงลึกทั้งผู้ออกแบ และ ผู้ที่มีบทบาทในการคัดเลือกผู้ออกแบบ รวมไปถึงการสำรวจเชิงปริมาณจากกลุ่มผู้มีประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการศูนย์การค้า ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า การคัดเลือกผู้ออกแบบมิได้เป็นกระบวนการที่ตายตัวหรืออิงกับเกณฑ์ทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่มีความเชื่อมโยงกับปัจจัยเชิงกลยุทธ์ บริบทองค์กร และเป้าหมายของแต่ละโครงการอย่างหลากหลาย โดยสามารถจำแนกปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจได้ 6 ด้าน ได้แก่ ผลงานที่ผ่านมา แนวคิดการออกแบบ ศักยภาพของทีม ค่าธรรมเนียม ความสัมพันธ์ และข้อมูลพื้นฐานของบริษัทผู้ออกแบบ อย่างไรก็ตาม การให้น้ำหนักของแต่ละปัจจัยมีความแตกต่างกันตามลักษณะองค์กร วิธีคิดของผู้บริหาร และวัฒนธรรมภายใน การเปรียบเทียบระหว่างองค์กรทั้งสาม ชี้ให้เห็นว่า องค์กรบริหารส่วนภาครัฐมักใช้กระบวนการที่มีโครงสร้างชัดเจน โปร่งใส และเปิดกว้าง ขณะที่องค์กรเอกชนมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่น ความไว้วางใจในทีมงาน และความสามารถในการตีความวิสัยทัศน์ขององค์กร ซึ่งสะท้อนถึงรูปแบบการประเมินที่อิงกับความสัมพันธ์และการตัดสินใจเชิงบริบท งานวิจัยนี้มิได้มุ่งสร้างกรอบแนวคิดเชิงทฤษฎีแบบตายตัว หากแต่เสนอ “ความเข้าใจเชิงระบบ” ที่สังเคราะห์จากข้อมูลจริงในหลายมิติ เพื่อให้เห็นภาพรวมของกระบวนการคัดเลือกผู้ออกแบบในโครงการศูนย์การค้าอย่างรอบด้าน โดยชี้ให้เห็นว่ากระบวนการดังกล่าวมิได้มีรูปแบบเดียว หากเกิดจากการผสมผสานระหว่างโครงสร้างที่เป็นทางการ เช่น เอกสารประกอบการพิจารณาและระบบประเมิน กับความยืดหยุ่นที่สะท้อนบริบทเฉพาะของแต่ละองค์กร ทั้งในด้านเป้าหมาย กลยุทธ์ ความสัมพันธ์ และวิสัยทัศน์ งานวิจัยจึงมีคุณค่าในการช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถเข้าใจธรรมชาติของระบบการคัดเลือกผู้ออกแบบได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และสามารถนำไปประยุกต์ใช้หรือปรับปรุงกระบวนการให้เหมาะสมกับบริบทของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ


Climate Responsive Daylighting Design Strategies Of Co-Owned Shophouse In Phnom Penh, Cambodia, Kungkea Veasna Keo Jan 2024

Climate Responsive Daylighting Design Strategies Of Co-Owned Shophouse In Phnom Penh, Cambodia, Kungkea Veasna Keo

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In the context of Cambodia’s rapid urbanization and climate challenges, the integration of climate-responsive design into residential architecture has become increasingly important. Currently, contemporary housing developments in Cambodia often neglect passive design principles, prioritizing aesthetics over energy efficiency. Many urban homes suffer from poor daylighting and glare conditions and rely heavily on artificial lighting. This thesis, therefore, explores climate-responsive daylighting strategies to improve lighting performance. First, the research surveyed thirteen residential buildings in Phnom Penh and Siem Reap to identify passive design strategies, such as building orientation and natural lighting techniques. A co-owned shophouse in Phnom Penh, Cambodia, was selected …


คติชนในภาพยนตร์ผีไทยร่วมสมัย (พ.ศ. 2542 - 2562): การหลอกหลอนกับวิถีเมือง, เสาวภาคย์ ขันมั่น Jan 2024

คติชนในภาพยนตร์ผีไทยร่วมสมัย (พ.ศ. 2542 - 2562): การหลอกหลอนกับวิถีเมือง, เสาวภาคย์ ขันมั่น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาภาพยนตร์ผีไทยร่วมสมัย (พ.ศ. 2542 – 2562) ในฐานะเรื่องเล่าสมัยใหม่ที่ประกอบสร้างจากข้อมูลทางคติชน ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการนำเสนอข้อมูลทางคติชนกับการหลอกหลอนในภาพยนตร์ผีไทย และวิเคราะห์บทบาทของการหลอกหลอนในการวิพากษ์ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากวิถีเมืองในสังคมไทยร่วมสมัย ผลการศึกษาพบข้อมูลทางคติชน 4 ประเภทในภาพยนตร์ผีไทย ได้แก่ ประเภทความเชื่อ โดยเฉพาะความเชื่อผีและอำนาจเหนือธรรมชาติซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในภาพยนตร์ผี ประเภทนิทาน ประเภทประเพณีพิธีกรรม และประเภทการแสดง โดยที่ภาพยนตร์ผีเหล่านี้ได้นำเสนอให้ข้อมูลทางคติชนมีลักษณะที่แตกต่างไปจากเดิมด้วยการนำเสนอในลักษณะสิ่งที่ปรากฏอย่างผิดที่ผิดทางและเชื่อมโยงกับความเป็นอื่นในมิติต่าง ๆ ได้แก่ ความเป็นอื่นในมิติเวลา และความเป็นอื่นทางเพศและชาติพันธุ์ ทั้งยังมักนำเสนอข้อมูลทางคติชนร่วมกับภาพของความสกปรก ภาพการละเมิดร่างกายและตัวละครที่มีพฤติกรรมละเมิดกรอบทางสังคม รวมทั้งภาพของความคุ้นเคยที่กลับกลายเป็นความแปลกปลอม การนำเสนอในลักษณะเหล่านี้ทำให้ข้อมูลทางคติชนมีบทบาทในการสร้างความหลอกหลอนขึ้นได้การวิเคราะห์พบว่าการนำเสนอข้อมูลทางคติชนให้สัมพันธ์กับการหลอกหลอนในภาพยนตร์ผีไทยทำให้สามารถเป็นเครื่องมือช่วยเหลือตัวละครที่ด้อยอำนาจและสื่อสารประเด็นปัญหาและความกังวลใจต่อการใช้ชีวิตในวิถีเมืองของสังคมไทยร่วมสมัย ได้แก่ ความรุนแรงจากปฏิสัมพันธ์ในวิถีเมือง ความแปลกแยกในพื้นที่เมือง ความกดดันจากการแข่งขันของสังคมทุนนิยมและความกดดันต่อบทบาททางเพศในสังคมทุนนิยมปิตาธิปไตย การหลอกหลอนยังวิพากษ์วิถีบริโภคนิยมที่มีลักษณะครอบงำและวิพากษ์พฤติกรรมการท่องเที่ยวที่มักไม่เคารพต่อความเชื่อท้องถิ่น การหลอกหลอนยังสะท้อนความกังวลใจต่อความทันสมัยและการพัฒนาที่ไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมบกพร่องทางศีลธรรมของคนในเมืองได้ และการหลอกหลอนยังวิพากษ์วิถีเมืองที่มักกีดกันแรงงานบางกลุ่มและมุ่งเน้นหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจนทำให้แรงงานเหล่านี้มีชีวิตที่เสมือนตายทั้งเป็น เรื่องเล่าการหลอกหลอนในภาพยนตร์ผีไทยเหล่านี้สะท้อนความล้มเหลวในการบริหารพื้นที่แบบเมืองและล้มเหลวในการจัดการประเด็นปัญหาเหล่านี้ให้คลี่คลายไป ผู้คนในวิถีเมืองจึงต้องใช้ชีวิตร่วมกับความเสี่ยงที่ยังแฝงอยู่ในวิถึเมืองและอาจปรากฏขึ้นมาสร้างผลกระทบต่อชีวิตของพวกเขาได้อีกครั้ง


การประเมินวัฏจักรชีวิตอาคารแบบพลวัตเพื่อการทำนายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว: กรณีศึกษาบ้านเดี่ยวในประเทศไทย, เอกดนัย รถกิจ Jan 2024

การประเมินวัฏจักรชีวิตอาคารแบบพลวัตเพื่อการทำนายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว: กรณีศึกษาบ้านเดี่ยวในประเทศไทย, เอกดนัย รถกิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การประเมินวัฏจักรชีวิตเป็นกรอบความคิดในการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตามการประเมินวัฏจักรชีวิตที่ใช้กันโดยทั่วไปหรือแบบคงที่เป็นการคำนึงถึงผลกระทบเฉพาะในปีปัจจุบันและใช้เป็นค่าคงที่ตลอดวัฏจักรชีวิต อาคารซึ่งมีอายุการใช้งานที่ยาว การประเมินวัฏจักรชีวิตจึงคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง งานวิจัยนี้จึงศึกษาการประเมินวัฏจักรชีวิตแบบพลวัต ซึ่งคำนึงถึงปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา โดยพิจารณา 4 ตัวแปร ได้แก่ ค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้ไฟฟ้าในอนาคต, ไฟล์ข้อมูลอากาศในอนาคต, การพัฒนาประสิทธิภาพของเทคโนโลยีอาคาร และการเสื่อมสภาพของอาคาร กรณีศึกษา คือ บ้านเดี่ยวในประเทศไทย การวิเคราะห์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากวัสดุพิจารณาการถอดปริมาณในโปรแกรม Revit และการใช้พลังงานจากโปรแกรม OpenStudio จากการศึกษาพบว่า เมื่อทำการประเมินแบบคงที่ อาคารกรณีศึกษามีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงานเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดสูงถึง 75.9% ขณะที่เมื่อทำการประเมินแบบพลวัต สัดส่วนจากการใช้พลังงานลดลงเหลือเพียง 49.8 – 67.0% ในทางกลับกัน สัดส่วนจากวัสดุเพิ่มขึ้นจาก 17.2% ในการประเมินแบบคงที่ เป็น 23.5% - 35.7% ในแบบพลวัต การกำหนดมาตรการจึงต้องให้ความสำคัญกับสัดส่วนวัสดุเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก นำไปสู่มาตรการที่เปลี่ยนไป เช่น ความหนาที่เหมาะสมของฉนวนกันความร้อนลดลง, วัสดุเปลือกอาคารอย่างไม้จะมีบทบาทมากขึ้นจากศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากวัสดุ และการติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ต้องมีการติดตั้งเพิ่มขึ้นเพื่อไปสู่อาคารปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์


การกำหนดช่วงอายุตัวบทเก่าภาษาไทยโดยใช้หน้าที่ของคำหลายหน้าที่เป็นเกณฑ์, สัณห์ธวัช ธัญวงษ์ Jan 2024

การกำหนดช่วงอายุตัวบทเก่าภาษาไทยโดยใช้หน้าที่ของคำหลายหน้าที่เป็นเกณฑ์, สัณห์ธวัช ธัญวงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่องฉบับนี้มุ่งเสนอระเบียบวิธีการใช้คำหลายหน้าที่ซึ่งเป็นผลผลิตจากกระบวนการกลายเป็นรูปไวยากรณ์เป็นหลักเกณฑ์บ่งชี้สมัยของตัวบทเก่าภาษาไทย โดยมีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ (1) เพื่อทดสอบประสิทธิภาพว่าการกำหนดช่วงอายุตัวบทเก่าภาษาไทยโดยใช้หน้าที่ของคำหลายหน้าที่เป็นเกณฑ์สอดคล้องกับข้อเท็จจริงเรื่องช่วงอายุของตัวบทหรือไม่ และ (2) เพื่อทดลองใช้เกณฑ์หน้าที่ของคำหลายหน้าที่ที่ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพแล้วมากำหนดช่วงอายุตัวบทเก่าภาษาไทยจากชุดกรณีปัญหา 6 กรณีผลการศึกษาพบว่ามีคำและหน้าที่ของคำซึ่งใช้ทดสอบกำหนดช่วงอายุชุดตัวบทอ้างอิงได้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงเรื่องช่วงอายุ 3 คำ 7 หน้าที่ ได้แก่ (1) คำ ที่ ใน 3 หน้าที่ ได้แก่ ตัวบ่งชี้คุณานุประโยค ตัวบ่งชี้นามวลีแปลง และตัวนำส่วนเติมเต็ม (2) คำ ถึง ใน 3 หน้าที่ ได้แก่ คำเชื่อมอนุพากย์บอกผล คำเชื่อมอนุพากย์บอกความขัดแย้ง และ (3) คำ แต่ ในหน้าที่สันธานบอกความขัดแย้ง ซึ่งคัดเลือกจากคำที่มีศักยภาพในขั้นต้นจำนวน 8 คำเมื่อนำหน้าที่ของคำหลายหน้าที่ ที่ ถึง และ แต่ ซึ่งมีประสิทธิภาพมาใช้กำหนดช่วงอายุตัวบทเก่าภาษาไทยจากชุดกรณีปัญหา 6 กรณี พบว่า (1) จารึกหลักที่ 1 (รามคำแหง) ไม่ปรากฏใช้หน้าที่ซึ่งกำหนดช่วงอายุได้เด็ดขาด จึงไม่สนับสนุนสมมติฐานการแต่งในสมัยรัตนโกสินทร์ (2) ไตรภูมิกถาปรากฏลักษณะการใช้คำหลายหน้าที่พ้องกับภาษาในช่วง พ.ศ. 2301-2350 ปฏิเสธสมมติฐานว่ากำหนดช่วงอายุได้สอดคล้องกับประวัติที่ระบุว่าแต่งขึ้นใน พ.ศ. 1888 (3) กฎหมายตราสามดวง ส่วนพระธรรมศาสตร์ ยืนยันสมมติฐานว่ากำหนดช่วงอายุได้สอดคล้องปี พ.ศ. 2347 และปฏิเสธข้อสันนิษฐานที่ว่าการชำระนั้นเคารพและคัดลอกตรงตามต้นฉบับเดิม (4) อิหร่านราชธรรม ยืนยันสมมติฐานว่ากำหนดช่วงอายุได้ตรงกับสมัยต้นรัตนโกสินทร์ สอดคล้องกับประวัติของต้นฉบับตัวเขียนที่ระบุว่าเขียนขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2325 (5) ปูมราชธรรม และ (6) ไตรภูมิ ฉบับหอสมุดแห่งชาติกรุงปารีส กำหนดช่วงอายุตัวบทให้ตรงกับช่วงอยุธยาตอนปลาย ยืนยันสมมติฐานว่าตัวบทดังกล่าวแต่งขึ้นในสมัยอยุธยาโดยสรุป การศึกษานี้ได้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์และตอบสมมติฐานงานวิจัยทั้ง 2 ส่วน และนำไปสู่ข้อสรุปสำคัญว่าคำหลายหน้าที่ซึ่งเป็นผลผลิตของการกลายเป็นรูปไวยากรณ์สามารถใช้เป็นหลักเกณฑ์อีกประการหนึ่งในการกำหนดช่วงอายุตัวบทเก่าภาษาไทยได้


Development Of Nanomaterial-Based Electrochemical Detection Devices For Point-Of-Care Testing, Khageephun Permpoka Jan 2024

Development Of Nanomaterial-Based Electrochemical Detection Devices For Point-Of-Care Testing, Khageephun Permpoka

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Electrochemical detection aligns with the REASSURED criteria established by the World Health Organization. Nanomaterials also play a crucial role in enhancing detection performance. Therefore, this research integrates nanomaterials into the development of pointof-care testing (POCT) devices for detecting prostate cancer biomarkers and monitoring wound infection status. Timely diagnosis can significantly reduce the physical burden of illness, ease pressure on healthcare systems, and lessen the broader socioeconomic impact. The first part of the research involves the development of a paper-based analytical device for detecting the enzyme myeloperoxidase (MPO). Glucose oxidase (GOx) was immobilized on paper to produce hydrogen peroxide (H2O2 ), …


แนวทางการปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์พื้นที่เขตทางรถไฟจากสถานีกรุงเทพหัวลำโพงถึงสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์เพื่อเป็นพื้นที่สีเขียวสาธารณะ, อชิรญา สุขเจริญจิต Jan 2024

แนวทางการปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์พื้นที่เขตทางรถไฟจากสถานีกรุงเทพหัวลำโพงถึงสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์เพื่อเป็นพื้นที่สีเขียวสาธารณะ, อชิรญา สุขเจริญจิต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พื้นที่เขตทางรถไฟเก่าภายในเขตเมืองมักถูกปล่อยทิ้งร้างหรือใช้ประโยชน์อย่างไม่เต็มศักยภาพ ทั้งที่เป็นพื้นที่ที่มีบทบาทสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์เมืองและโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาศักยภาพของพื้นที่แนวรางรถไฟเก่าระหว่างสถานีกรุงเทพหัวลำโพงถึงสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ ซึ่งมีระยะทางประมาณ 5.8 กิโลเมตร และนำเสนอแนวทางการปรับเปลี่ยนพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นสวนสาธารณะแนวยาว โดยใช้แนวคิดทางภูมิสถาปัตยกรรมที่บูรณาการการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมเข้ากับการพัฒนาเมือง เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเก็บรักษาและการใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ การศึกษาแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ช่วงตามลักษณะทางกายภาพของย่านและบริบทของการใช้ที่ดิน ได้แก่ (1) ช่วงใกล้เมืองเก่าและแหล่งการค้าเดิม (2) ช่วงใกล้พื้นที่วังและสวนสาธารณะ และ (3) ช่วงภายในชุมชนเมืองร่วมสมัยที่มีความหนาแน่นและพลวัตสูง การวิเคราะห์มิติทางประวัติศาสตร์ สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมแสดงให้เห็นว่า พื้นที่แนวรางรถไฟนี้มีศักยภาพสูงในการพัฒนาเป็นสวนสาธารณะ โดยสามารถ (1) เชื่อมโยงพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และย่านเมือง (2) สนับสนุนระบบการสัญจรในเมืองด้วยการเดินเท้าและจักรยาน และ (3) เพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมของชุมชนเมือง แนวทางการออกแบบที่เสนอยึดหลักการสำคัญสามประการ ได้แก่ (1) การอนุรักษ์คุณค่าของมรดกรถไฟในฐานะองค์ประกอบทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ (2) การออกแบบกิจกรรมและการใช้พื้นที่ที่ตอบสนองบริบทปัจจุบัน และ (3) การเชื่อมโยงเครือข่ายพื้นที่สีเขียวและการสัญจรของเมืองเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยภาพรวม แนวทางนี้สะท้อนบทบาทของภูมิสถาปัตยกรรมในการฟื้นฟูเมืองอย่างยั่งยืน และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่เขตทางรถไฟเก่าในบริบทอื่นของประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเมืองที่เคารพต่อมรดกและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ


แนวทางการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่พักอาศัยผู้มีรายได้น้อยในพื้นที่ป่าชายเลน : กรณีศึกษาชุมชนบ้านบางพัฒน์ จังหวัดพังงา, พีรพงษ์ สิริวันต์ Jan 2024

แนวทางการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่พักอาศัยผู้มีรายได้น้อยในพื้นที่ป่าชายเลน : กรณีศึกษาชุมชนบ้านบางพัฒน์ จังหวัดพังงา, พีรพงษ์ สิริวันต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การขาดความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยในพื้นที่ป่าชายเลนชายฝั่งทะเลอันดามัน เป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และข้อจำกัดทางกฎหมาย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ถูกจัดให้เป็นเขตอนุรักษ์หรือป่าชายเลน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาวัสดุตามธรรมชาติอันเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างที่อยู่อาศัย งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษากระบวนการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างในกลุ่มที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยในพื้นที่ป่าชายเลน เพื่อให้เกิดความเข้าใจและเพิ่มทางเลือกด้านวัสดุให้สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของพื้นที่โดยใช้กรอบแนวคิดเรื่อง วัสดุท้องถิ่น (Local Materials), แนวคิดการก่อสร้างบ้านด้วยตนเอง (Self-Help) และแนวคิดที่อยู่อาศัยที่ทุกคนจ่ายได้ (Affordable Housing) มาเป็นฐานในการวิเคราะห์ โดยทำการเก็บข้อมูลผ่านการสำรวจ การสัมภาษณ์กับเจ้าของบ้าน การสัมภาษณ์เชิงลึกกับช่างก่อสร้าง และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่าวัสดุพื้นถิ่นที่มีการใช้งานมากที่สุดคือไม้โกงกาง เนื่องจากเป็นวัสดุที่หาได้ง่าย ไม่มีต้นทุน เป็นวัสดุที่มีความแข็งแรงทนทานต่อสภาพแวดล้อมในป่าชายเลน โดยพบการใช้งานในส่วนที่เป็น เสาเข็ม เสาตอม่อ เสา คาน ตง โครงหลังคา และพื้น นอกจากนี้ยังพบการพัฒนาไม้โกงกางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานในส่วนเสาตอม่อด้วยการพอกคอนกรีตเพื่อช่วยยืดอายุการใช้งาน รวมถึงการใช้ไม้โกงกางเสริมแรงคอนกรีตในเสาตอม่อแทนการผูกเหล็กเสริมแรงเพื่อลดต้นทุนของวัสดุก่อสร้าง ซึ่งเป็นการเรียนรู้และปรับตัวเพื่อแก้ปัญหาจากภูมิปัญญาท้องถิ่นของคนในชุมชน ทั้งนี้แม้ว่าคนในชุมชนส่วนใหญ่จะสามารถก่อสร้างที่พักอาศัยด้วยตนเองได้ แต่การใช้งานวัสดุก่อสร้างในชุมชนบางพัฒน์ยังไม่ถูกต้องตามมาตรฐานการก่อสร้าง ส่งผลให้ประสิทธิภาพของการใช้วัสดุลดลงภาครัฐจึงควรจัดให้มีหน่วยงานที่มีความรู้ด้านมาตรฐานงานก่อสร้างเข้าไปให้การอบรมเพื่อให้การใช้วัสดุก่อสร้างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อันเป็นการสร้างความยั่งยืนให้กับบ้านพักอาศัยของคนในชุมชนป่าชายเลน


การยกระดับระบบบ้านอัจฉริยะด้วยการมีส่วนร่วมของสถาปนิก, ปฏิพล บุญสุขโชติ Jan 2024

การยกระดับระบบบ้านอัจฉริยะด้วยการมีส่วนร่วมของสถาปนิก, ปฏิพล บุญสุขโชติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การเข้าสู่ยุคของเทคโนโลยีดิจิทัลและข้อมูลมหัต (Big Data) ได้ส่งผลกระทบต่อรูปแบบในด้านที่อยู่อาศัย แนวคิดบ้านอัจฉริยะ (Smart Home) จึงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพในการใช้อาคารผ่านการผสานเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม ในบริบทของประเทศไทย การประยุกต์ใช้ระบบบ้านอัจฉริยะยังเผชิญกับข้อจำกัดด้านการบูรณาการระบบ การจัดการข้อมูล และความเข้าใจเชิงพื้นที่ ส่งผลให้การใช้งานจริงไม่สามารถบรรลุศักยภาพได้อย่างแท้จริง งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาช่องว่างดังกล่าว วิเคราะห์บทบาทของสถาปนิกในการแก้ปัญหา และนำเสนอแนวทางในการยกระดับระบบบ้านอัจฉริยะให้ตอบสนองการดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living) โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างกับผู้ให้บริการเทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะจำนวน 10 ราย และการวิเคราะห์เชิงกรอบ (Framework Analysis) เพื่อสังเคราะห์ปัญหาและความท้าทายที่เกิดขึ้น รวมถึงออกแบบส่วนต่อประสานผู้ใช้ (UI) เพื่อพัฒนาแบบจำลองเชิงแนวคิด (Conceptual Modeling) บนพื้นฐานระเบียบวิธีแบบจำลองสถานการณ์ (Simulation-Based Approach) ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าปัจจุบันการพัฒนาระบบบ้านอัจฉริยะในไทยส่วนใหญ่ผู้ให้บริการเทคโนโลยี (IoT Vendors) มีบทบาทสำคัญมากที่สุดผ่านการเลือกใช้ระบบบ้านอัจฉริยะซึ่งมีลักษณะเป็นระบบปิดและขาดความสามารถในการบูรณาการเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน (Integration Performance) ขณะเดียวกันสถาปนิกในปัจจุบันที่มีศักยภาพของข้อมูลอาคาร (BIM) แต่ก็ไม่ได้นำไปใช้เพื่อเชื่อมโยงเข้ากับระบบ อีกทั้งยังขาดความเข้าใจในการนำองค์ความรู้เข้าร่วมในกระบวนการออกแบบระบบบ้านอัจฉริยะ ส่งผลให้ระบบบ้านอัจฉริยะกลายเป็นเพียง Gadget Home ซึ่งไม่สามารถตอบสนองชีวิตอัจฉริยะได้อย่างแท้จริง (Pseudo-Smart) การผสานความรู้ทางสถาปัตยกรรมเข้าไปยังระบบอัจฉริยะบนพื้นฐานของข้อมูลอาคาร (BIM) จะนำไปสู่การควบคุมอุปกรณ์ให้ทำงานอย่างสอดคล้องและอัตโนมัติ (Smart Controlling) การบูรณาการดังกล่าวยังช่วยให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงพื้นที่บนระบบเวลาจริง (Real-time) สถาปนิกจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยกระดับสู่ Smart Architect ที่เข้าใจทั้งระบบและกระบวนการของการสร้างบ้านอัจฉริยะตั้งแต่ในระดับของการกำหนดเป้าหมายของระบบบ้านอัจฉริยะ (IoT Objective) ระดับของอุปกรณ์ (Physical) ระดับของการจัดการชุดข้อมูล (Database) ระดับของการจัดการฐานข้อมูลอาคาร (BIM) และระดับของกระบวนการทำงานของระบบ (Flowchart) ผ่านการเลือกใช้เครื่องมือในการออกแบบและความเข้าใจด้าน BIM ในฐานะของข้อมูลอาคาร อย่างไรก็ตามการยกระดับนี้ไม่ได้จำกัดเพียงสถาปนิก แต่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้ง 3 ฝ่าย คือ สถาปนิก เจ้าของบ้าน และผู้ให้บริการ จะต้องมีความเข้าใจร่วมกันถึงความสำคัญของข้อมูล เพื่อกำหนดเป้าหมายเดียวกัน อันจะนำไปสู่การพัฒนาบ้านอัจฉริยะในบริบทไทยที่สามารถบูรณาการข้อมูลและตอบสนองผู้ใช้งานได้อย่างยั่งยืน


การจัดเตรียมและการใช้งานที่จอดรถยนต์ในโครงการผสมผสานการใช้งานสามย่านมิตรทาวน์, อรพัชร จูฬะติดตะ Jan 2024

การจัดเตรียมและการใช้งานที่จอดรถยนต์ในโครงการผสมผสานการใช้งานสามย่านมิตรทาวน์, อรพัชร จูฬะติดตะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การพัฒนาและก่อสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์ผสมผสานการใช้งานจำเป็นต้องมีการจัดเตรียมที่จอดรถยนต์ตามข้อกำหนดกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือ กฎกระทรวงฉบับที่ 7 (พ.ศ.2517) และข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องควบคุมอาคาร พ.ศ. 2544 แต่เนื่องด้วยข้อกำหนดกฎหมายที่บังคับใช้มานาน อาจไม่สอดคล้องกับการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันที่มีการพัฒนาในรูปแบบโครงการผสมผสานการใช้งานมากขึ้นกว่าอดีต ดังนั้นการจัดสรรพื้นที่จอดรถยนต์จำเป็นต้องศึกษาจำนวนที่จอดรถยนต์ที่ต้องจัดเตรียม ศึกษาการใช้งานที่จอดรถของผู้ใช้บริการแต่ละพื้นที่ และวิเคราะห์หาสัดส่วนจำนวนการใช้งานที่จอดรถยนต์เฉลี่ยในแต่ละช่วงเวลาเทียบกับจำนวนที่จอดรถยนต์ที่โครงการต้องจัดเตรียมตามข้อกำหนดกฎหมายของแต่ละประเภทอาคาร โดยงานวิจัยนี้เลือกโครงการสามย่านมิตรทาวน์ในการศึกษา มีขั้นตอนการศึกษา ได้แก่ ทบทวนวรรณกรรม กฎหมาย รวบรวมข้อมูลจากรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) รวบรวมรายงานการใช้ที่จอดรถยนต์จำนวน 556,953 ข้อมูล และนำมาแยกประเภทการใช้งานทั้ง 5 ประเภท ประมวลผลโดยใช้โปรแกรมวิเคราะห์และสร้างภาพข้อมูล (Power BI) จากนั้นทำการวิเคราะห์หาสัดส่วนการใช้งานที่จอดรถยนต์ด้วยการใช้โปรแกรมตารางคำนวณ (Excel) สรุปผลการศึกษาและอภิปรายผล จากการศึกษาพบว่าจำนวนการจัดที่จอดรถยนต์ของโครงการถูกจัดเตรียมอยู่ที่ 1,648 คัน และมีการจัดเพิ่มเติมซ้อนคันอยู่ที่ 131 คัน รวมทั้งหมดที่ทางโครงการได้จัดเตรียมคือ 1,779 คัน ซึ่งมีปริมาณมากกว่าข้อกำหนดกฎหมายคิดตามประเภทอาคารที่คำนวณได้ว่าต้องจัดเตรียมที่จอดรถอยู่ที่ 1,638 คัน ซึ่งการใช้งานที่จอดรถยนต์คงค้างเฉลี่ยสูงสุดในวันธรรมดาเกิดขึ้นที่ช่วงเวลา 13.00 น. คิดเป็นสัดส่วนอยู่ที่ 81% จำนวนที่จอดรถยนต์ที่โครงการต้องจัดเตรียมตามข้อกำหนดกฎหมายของแต่ละประเภทอาคาร โดยในช่วงเวลาดังกล่าวการใช้ที่จอดรถยนต์ของพื้นที่สำนักงานมีการใช้งานที่จอดรถยนต์ลดลงอย่างต่อเนื่องแต่พื้นที่พาณิชยกรรมมีการใช้งานที่จอดรถยนต์เพิ่มขึ้นสวนทางกันอย่างเห็นได้ชัด ในส่วนการใช้งานที่จอดรถยนต์คงค้างเฉลี่ยสูงสุดในวันเสาร์อาทิตย์เกิดขึ้นช่วงเวลา 13.00 น. คิดเป็นสัดส่วนอยู่ที่ 63% และการใช้งานที่จอดรถยนต์เฉลี่ยสูงสุดในวันหยุดตามประเพณีเกิดขึ้นช่วงเวลา 14.00 น. คิดเป็นสัดส่วนอยู่ที่ 57% โดยการใช้ที่จอดรถยนต์ของวันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดตามประเพณี พื้นที่สำนักงานและพื้นที่พาณิชยกรรมมีการใช้ที่จอดรถยนต์เพิ่มขึ้นและลดลงอย่างต่อเนื่องไปในทิศทางเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด ข้อค้นพบในการศึกษาครั้งนี้สะท้อนและสอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานที่จอดรถยนต์ที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลาของแต่ละพื้นที่หรือยังใช้งานไม่เต็มตามจำนวนที่จอดรถยนต์ที่โครงการจัดเตรียม สนับสนุนแนวคิดการใช้ที่จอดรถยนต์ร่วมกันที่ให้สามารถลดจำนวนที่จอดรถยนต์ที่โครงการจัดเตรียมลงได้ ส่งผลให้เพิ่มประสิทธิภาพของการใช้งานพื้นที่และรองรับความต้องการที่หลากหลายได้อย่างเหมาะสม


การพัฒนาเกณฑ์การประเมินค่าการส่งถ่ายความร้อนผ่านเปลือกอาคาร (Ottv) ภายใต้สถานการณ์ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ, พีรพัฒน์ หริเลิศรัฐ Jan 2024

การพัฒนาเกณฑ์การประเมินค่าการส่งถ่ายความร้อนผ่านเปลือกอาคาร (Ottv) ภายใต้สถานการณ์ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ, พีรพัฒน์ หริเลิศรัฐ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การประเมินค่าการส่งถ่ายความร้อนผ่านเปลือกอาคาร (OTTV) เป็นปัจจัยหนึ่งที่กระทรวงพลังงานมีข้อกำหนดและเกณฑ์การประเมินเอาไว้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม วิธีการประเมินค่า OTTV โดยใช้สมการที่ใช้ในปัจจุบัน ค่าสัมประสิทธิ์ในสมการ OTTV ซึ่งได้แก่ TDeq ∆T และ ESR ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ จึงเป็นที่มาของงานวิจัยนี้ ที่ต้องการพัฒนาสมการ OTTV และสมการคำนวณการใช้พลังงานโดยรวมของอาคาร ภายใต้สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ เพื่อปรับตัวเข้าสู่การปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 โดยมีอาคารสำนักงานเป็นกรณีศึกษา ผลการศึกษาพบว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ส่งผลให้ค่าสัมประสิทธิ์สมการ OTTV ภายใต้แบบจำลองสภาพอากาศปี ค.ศ. 2050 หรือ สมการ OTTV2050 มีค่า TDeq ∆T และ ESR เท่ากับ 2.23 °C, 3.37 °C, และ 239.56 W/m2 ตามลำดับ ในขณะที่ค่าสัมประสิทธิ์ในสมการที่ใช้ในปัจจุบัน หรือสมการ OTTV2004 มีค่า TDeq ∆T และ ESR เท่ากับ 13.46 °C, 4.47 °C, และ 172.99 W/m2 ตามลำดับ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศส่งผลให้สมการ OTTV อ่อนไหวต่อการแผ่รังสีของกระจกมากขึ้น และอ่อนไหวต่อการนำความร้อนจากผนังทึบและกระจกลดลง และการศึกษาเกณฑ์การใช้พลังงานในแผนอนุรักษ์พลังงานด้วยสมการ OTTV2050 พบว่า ค่า OTTV ที่จะทำให้อาคารมีประสิทธิภาพในระดับ Net zero energy building (NZEB) มีค่าลดลงจาก 15 W/m2 เหลือ 8.33 W/m2 แต่อย่างไรก็ตาม แม้อาคารจะสามารถใช้พลังงานได้ตามเกณฑ์ในแผนอนุรักษ์พลังงาน ก็ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 หากปราศจากการชดเชยพลังงานที่เพียงพอ


Bangkok Vernacular Making As A Tool For Fostering Inspiration And Creative Thinking In Design: A Practice-Based Approach, Romrawin Pipatnudda Jan 2024

Bangkok Vernacular Making As A Tool For Fostering Inspiration And Creative Thinking In Design: A Practice-Based Approach, Romrawin Pipatnudda

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research explores the everyday creativity found on Bangkok’s streets—creative, resourceful, improvised solutions created by ordinary people in response to urban challenges. It is based on the hypothesis that Bangkok’s vernacular making can serve as a tool for fostering inspiration and creative thinking in design. Through photo ethnography, literature review, and a practice-based research methodology, the project investigates two key questions: What are the defining characteristics of Bangkok's vernacular making? And how can it be translated into a tool that inspires creative thinking? 10101-101 Pieces of 1 City (Bangkok Edition) is an outcome of the research, which consists of three …


แนวทางการจัดการที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุกรณีศึกษาโครงการสวางคนิเวศ สภากาชาดไทย, รัชภคิน ห่วงสีทอง Jan 2024

แนวทางการจัดการที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุกรณีศึกษาโครงการสวางคนิเวศ สภากาชาดไทย, รัชภคิน ห่วงสีทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โครงการสวางคนิเวศภายใต้การดูแลของสภากาชาดไทยเริ่มเปิดทำการระยะที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2539 นับเป็นโครงการที่พักอาศัยผู้สูงอายุต้นแบบของประเทศไทย แต่จากบริบทที่เปลี่ยนไปของสภาพแวดล้อมและความต้องการของผู้สูงอายุ ทำให้ในปัจจุบันแม้จะมีผู้สูงอายุบริจาคเงินเพื่อสิทธิ์ในการเข้าพักอาศัยถึงร้อยละ 90 แต่เข้าอยู่อาศัยประจำในโครงการเพียงร้อยละ 42 เท่านั้น แสดงให้เห็นถึงปัญหาและข้อจำกัดที่จำเป็นต้องทบทวนความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมและการบริการของโครงการให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน ประเด็นข้างต้นจึงกลายเป็นที่มาและความสำคัญของการศึกษาในครั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหา ข้อจำกัด และความต้องการของผู้สูงอายุ เพื่อวิเคราะห์วิธีการจัดการที่พัก สภาพแวดล้อม และรูปแบบพื้นที่จัดกิจกรรมของโครงการสวางคนิเวศ โดยเปรียบเทียบกับโครงการที่พักผู้สูงอายุประเภทอยู่อิสระที่อื่นอีกหนึ่งแห่ง รวมถึงเสนอแนะแนวทางการจัดการที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในโครงการสวางคนิเวศ ผลการศึกษา พบว่ารูปแบบการเข้าพักอาศัยของทั้ง 3 โครงการมีแนวโน้มคล้ายกัน โดยกลุ่มพักประจำในโครงการสวางคนิเวศให้ความสำคัญกับบริการน้อยกว่ากลุ่มอื่น ปัญหาพื้นที่ใช้งานส่วนใหญ่เกิดจากความไม่สะดวก และขาดการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการขาดบุคลากรที่เพียงพอ ข้อค้นพบคือ การปรับพื้นที่กิจกรรมช่วยกระตุ้นให้กลุ่มพักไม่ประจำสนใจเข้าพักบ่อยขึ้น ต่างจากกลุ่มไม่พักอาศัยที่ไม่ได้รับผลจากการปรับปรุง อย่างไรก็ตาม ทุกกลุ่มเห็นด้วยกับการจัดกิจกรรมประจำ โดยเฉพาะกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ พร้อมข้อเสนอให้เพิ่มกิจกรรมแบบมีสันทนาการและจัดหาอุปกรณ์ออกกำลังกายให้ครบทุกด้านส่วนการบริหาร โครงการสวางคนิเวศมีแนวทางปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงข้อจำกัดทางงบประมาณ และมีแนวคิดประสานความร่วมมือภายนอกเพื่อเสริมกิจกรรม กระตุ้นการมีปฏิสัมพันธ์ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว


แนวทางในการออกแบบบ้านเดี่ยวสำหรับโครงการหมู่บ้านจัดสรร ระดับราคา 3.00-7.00 ล้านบาทในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และ ปริมณฑล, ชัยวัฒน์ พนอำพน Jan 2024

แนวทางในการออกแบบบ้านเดี่ยวสำหรับโครงการหมู่บ้านจัดสรร ระดับราคา 3.00-7.00 ล้านบาทในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และ ปริมณฑล, ชัยวัฒน์ พนอำพน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบันในตลาดการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ด้านอุปทานของตลาดพบว่า สถานการณ์โครงการจัดสรรบ้านเดี่ยวในปัจจุบันนั้นมีแนวโน้มที่สูงขึ้น เนื่องจากจำนวนการเปิดโครงการใหม่เพิ่มมากขึ้นมากกว่าที่อยู่อาศัยประเภทอื่น ๆ โดยงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางในการออกแบบบ้านเดี่ยวสำหรับโครงการหมู่บ้านจัดสรรระดับราคา 3.00-7.00 ล้านบาท ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และ ปริมณฑล โดยข้อมูลกรณีศึกษามีทั้งหมด 8 โครงการประกอบไปด้วย แบบบ้านเดี่ยว 17 แบบ ที่เปิดโครงการ ปี 2565 – 2567 โดยทำการรวบรวมข้อมูลการวัดผลความพึงพอใจจากผู้อาศัยในบ้านเดี่ยวทั้งหมด 251 คน, ผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการจำนวน 5 ท่าน ผลการศึกษาพบว่า (1) บ้านเดี่ยวจากโครงการกรณีศึกษานั้นพบว่ามีรูปแบบ ดังนี้ ขนาดที่ดินเฉลี่ย 52.32 ตารางวา, ขนาดพื้นที่ใช้สอยเฉลี่ย 161.00 ตารางเมตร และ ประกอบไปด้วย 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ การออกแบบสถาปัตยกรรมเป็นรูปแบบ โมเดิร์นสไตล์ และ ใช้โทนสี ขาว, เทา, ดำ เป็นหลัก (2) ความพึงพอใจของผู้อยู่อาศัยบ้านเดี่ยวในโครงการจัดสรรนั้นพบว่า ผู้อยู่อาศัยมีความพึงพอใจต่อขนาดที่ดิน และ ขนาดพื้นที่ใช้สอยของบ้านมากที่สุดโดยความเห็นส่วนมากของผู้อาศัยนั้นให้ความสำคัญกับการออกแบบบ้านเดี่ยวที่ให้ความรู้สึก กว้าง/โปร่ง/โล่ง การออกแบบวางผังบ้านที่มีความยืดหยุ่น และ รองรับการขยายตัวของครอบครัวรวมถึงการต่อเติมในอนาคต (3) ผู้เชี่ยวชาญ และ ผู้ประกอบการ ระบุว่าการออกแบบและพัฒนาบ้านเดี่ยวให้คำแนะนำเกี่ยวกับการออกแบบที่มุ่งเน้นไปยังการใช้งานที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าโดยตรงไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของพฤติกรรมการใช้งาน และ ความคาดหวังกับความพึงพอใจในการออกแบบรูปแบบและพื้นที่ใช้สอยของบ้านเดี่ยว รวมถึง การออกแบบอย่างยั่งยืนโดยการนำเทคโนโลยีที่มีการตอบโจทย์เรื่องประหยัดพลังงาน รวมถึงการคำนึงถึงต้นทุนในการพัฒนานั้นก็ส่งผลถึงการออกแบบรูปแบบ และ พื้นที่ใช้สอยเช่นกัน ผลการวิเคราะห์การศึกษาพบว่าผู้อาศัยบ้านเดี่ยวในโครงการจัดสรรมีความพึงพอใจต่อการออกแบบรูปแบบและพื้นที่ใช้สอยอยู่ในระดับที่ มาก โดยบ้านระดับราคาที่สูงจะมีระดับความพึงพอใจเฉลี่ยที่สูงกว่าระดับราคาที่ต่ำกว่า และ พบว่าผู้อาศัยในความสำคัญของประเด็นในการพัฒนาและออกแบบที่พักอาศัยบ้านเดี่ยวตามลำดับดังนี้ (1) ขนาดที่ดิน (2) ขนาดพื้นที่ใช้สอย (3) การออกแบบวางผังบ้าน ในส่วนของรูปแบบและพื้นที่ใช้สอยนั้นผู้อาศัยคาดหวังให้รูปแบบนั้นมีจำนวน 3ห้องนอน/3ห้องน้ำ/3ที่จอดรถ เป็นอย่างน้อยซึ่งยังไม่สอดคล้องกับค่าเฉลี่ยของรูปแบบในโครงการกรณีศึกษา ในส่วนความเห็นต่อการออกแบบ้านขนาดเล็กนั้นผู้อาศัยมีความเห็นที่สอดคล้องกับทฤษฎีในเรื่องขนาดทางสัญจรภายใน, แปลนเปิด, แสงธรรมชาติ และมีความเห็นที่ไม่สอดคล้องในส่วนของตำแหน่งของบันไดหลักภายในบ้าน ในส่วนของผู้เชี่ยวชาญนั้นได้ให้ระดับความสำคัญของประเด็นในการพัฒนาและออกแบบที่พักอาศัยบ้านเดี่ยวตามลำดับดังนี้ (1) การออกแบบวางผังบ้าน (2) ขนาดพื้นที่ใช้สอย (3) ขนาดที่ดิน โดยให้ความเห็นว่าการพัฒนาโครงการนั้นจำเป็นต้องมีแนวโน้มในการออกแบบให้ขนาดพื้นที่ใช้สอยและขนาดที่ดินเล็กลง …