Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (3086)
- Social and Behavioral Sciences (2614)
- Engineering (2554)
- Physical Sciences and Mathematics (1876)
- Education (1377)
-
- Arts and Humanities (1146)
- Law (897)
- Business (839)
- Medical Sciences (830)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Life Sciences (645)
- Computer Sciences (618)
- Architecture (582)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (547)
- Civil and Environmental Engineering (478)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Nursing (445)
- Economics (441)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (375)
- Sociology (373)
- Industrial Engineering (372)
- Dentistry (357)
- Electrical and Computer Engineering (357)
- Law and Economics (344)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (342)
- Political Science (342)
- Operational Research (307)
Articles 13681 - 13710 of 15281
Full-Text Articles in Entire DC Network
วิเคราะห์ทางขับร้องเพลงละครและเพลงหน้าพาทย์บทคอนเสิร์ต ตับนางลอย บ้านพาทยโกศล โดยครูอุษา แสงไพโรจน์, ปริญญา ทัศนมาศ
วิเคราะห์ทางขับร้องเพลงละครและเพลงหน้าพาทย์บทคอนเสิร์ต ตับนางลอย บ้านพาทยโกศล โดยครูอุษา แสงไพโรจน์, ปริญญา ทัศนมาศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่อง วิเคราะห์ทางขับร้องเพลงละครและเพลงหน้าพาทย์บทคอนเสิร์ต ตับนางลอย บ้านพาทยโกศล โดยครูอุษา แสงไพโรจน์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามูลบทที่เกี่ยวข้องและวิธีการขับร้องเพลงละครและเพลงหน้าพาทย์บทคอนเสิร์ต ตับนางลอยบ้านพาทยโกศล โดยครูอุษา แสงไพโรจน์ ผู้วิจัยได้ทำการเลือกศึกษาเพลงจำนวน 8 เพลง ได้แก่ เพลงโอ้ชาตรี เพลงโอ้โลมใน เพลงโอ้ปี่ใน เพลงช้าปี่ใน เพลงโลมนอก เพลงโล้ เพลงเชิดฉิ่ง และเพลงเชิดนอก ซึ่งผลการศึกษาสามารถสรุปได้ดังนี้ ทางขับร้องเพลงบทคอนเสิร์ตตับนางลอยมีต้นกำเนิดมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยนางเจริญ พาทยโกศล เป็นผู้ขับร้องคนแรกและเป็นผู้ถ่ายทอดวิธีการขับร้องให้คุณหญิงไพฑูรย์ กิตติ-วรรณ และครูอุษา แสงไพโรจน์ ผู้รับช่วงวิธีการขับร้องเป็นรุ่นที่ 3 จากการศึกษาทางขับร้องทั้ง 8 เพลงพบว่าทุกเพลงใช้กลุ่มเสียงทางเพียงออล่างเป็นหลัก มีการกำกับจังหวะที่สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 แบบ คือ การกำกับเพลงที่มีจังหวะควบคุมและการกำกับเพลงที่มีจังหวะลอย พบสังคีตลักษณ์ที่สามารถแบ่งได้เป็น 3 แบบ คือ การขับร้องที่มีดนตรีรับ การขับร้องที่มีดนตรีแทรกกลางคำร้อง และการขับร้องพร้อมกับการบรรเลงดนตรี วิธีการขับร้องที่ถือเป็นเอกลักษณ์ คือ การขับร้องแบบไม่ปั้นคำ เป็นการออกเสียงพยางค์เดี่ยวแบบตรงเสียงไม่มีการปรุงแต่งเสียง และพบกลวิธีการขับร้องทั้งหมด 10 กลวิธี คือ การครั่นเสียง การปั้นคำ การกระทบ-เสียง การผันเสียงลง การผันเสียงขึ้น การใช้หางเสียง การตวัดเสียง การกดเสียง การเหินเสียง และการกลึงเสียง กลวิธีที่ใช้มากที่สุดคือ การครั่นเสียง มีทั้งการครั่นเสียงในเอื้อน การครั่นเสียงในคำร้อง และกลวิธีการขับร้องที่มีเฉพาะเพลง คือ การกลึงเสียง พบในเพลงช้าปี่ในเท่านั้น ส่วนวิธีการขับร้องที่มีช่วงการเอื้อนเป็นทำนองโดยใช้ลมหายใจเดียว คือ เพลงเชิดนอก
การแสดงขับร้องเดี่ยวโดย วงดาว วัชรานันท์, วงดาว วัชรานันท์
การแสดงขับร้องเดี่ยวโดย วงดาว วัชรานันท์, วงดาว วัชรานันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแสดงเดี่ยวขับร้องคลาสสิกครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะและศักยภาพทางด้านการขับร้องคลาสสิก ทั้งด้านการฝึกซ้อม การตีความ การวิเคราะห์และศึกษาค้นคว้าข้อมูลของบทเพลง รวมถึงการดำเนินงานการจัดแสดง โดยผู้แสดงได้คัดเลือกบทเพลงในยุคเดียวกัน เพื่อแสดงให้เห็นถึงความคล้ายคลึง และความแตกต่างของดนตรีในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ของผู้ประพันธ์แต่ละคน ได้แก่ Joseph Maurice Ravel (1875 – 1937) Francis Jean Marcel Poulenc (1899 – 1963) Edward Benjamin Britten (1913 – 1976) และ George Jacob Gershwin (1898 – 1937) การแสดงเดี่ยวขับร้องคลาสสิกในครั้งนี้ ผู้แสดงได้คัดเลือกบทเพลงทั้งหมด 14 บทเพลง แบ่งออกเป็นชุดเพลงร้อง และบทเพลงอาเรียจากอุปรากรได้แก่ เพลงชุดที่ (1.) Chant populaire ผลงานการประพันธ์ของ Maurice Ravel ประกอบด้วย 4 บทเพลงย่อยได้แก่ 1. Chanson espagnole 2. Chanson française 3. Mélodie italienne 4. Chanson hébraïque เพลงชุดที่ (2.) Banalités, FP.107 ผลงานการประพันธ์ของ Francis Poulenc ประกอบด้วย 5 บทเพลงย่อยได้แก่ 1. Chansons d'Orkenise 2. Hôtel 3. Fagnes de Wallonies, 4. Voyage à Paris 5. Sanglots เพลงชุดที่ (3.) Cabaret Songs ผลงานการประพันธ์ของ Benjamin Britten ประกอบด้วย 4 บทเพลงย่อย …
การแสดงเดี่ยวไวโอลินโดย อธิปไตย พรหมสุรินทร์, อธิปไตย พรหมสุรินทร์
การแสดงเดี่ยวไวโอลินโดย อธิปไตย พรหมสุรินทร์, อธิปไตย พรหมสุรินทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแสดงเดี่ยวไวโอลินในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาและค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับบทเพลงที่ใช้แสดงไวโอลินประกอบด้วยการศึกษาเกี่ยวกับผู้ประพันธ์ในด้านชีวประวัติ ด้านการประพันธ์เพลงและแรงบันดาลใจในการประพันธ์เพลงของผู้ประพันธ์ การตีความบทเพลง เปรียบเทียบการตีความในบทเพลงของนักแสดงไวโอลินต่างๆ ศึกษาแนวความคิดและเทคนิคการบรรเลง และวิเคราะห์ในบทเพลงเพื่อให้เป็นประโยชน์ในการฝึกซ้อม การเตรียมตัวสำหรับการแสดงและรวมถึงการจัดการแสดง การแสดงเดี่ยวไวโอลินได้คัดเลือกบทเพลงบรรเลง 4 บทเพลง จากการประพันธ์ของนักประพันธ์เพลงที่มีชื่อเสียงและได้ประพันธ์ผลงานอันทรงคุณค่าไว้รวมทั้งหมด 3 ยุค ได้แก่ (1) Violin sonata no.1 in A minor, Op.105 ประพันธ์โดย Robert Schumann (2) Sonatas for solo Violin no.3 in D minor, Op.27 (Ballade) ประพันธ์โดย Eugene Esaye (3) Violin Concerto in D major, Op.61 ประพันธ์โดย Lugwig Van Beethoven (4) Cantabile for Violin and Piano in D major, Op.17 ประพันธ์โดย Niccolo Paganini การแสดงเดี่ยวไวโอลินในครั้งนี้กำหนดจัดการแสดงในวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2561 เริ่มการแสดงเวลา 14.00 น. ณ ห้อง Recital hall ชั้น 3 คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมเวลาที่ใช้ในการแสดง 1 ชั่วโมง 30 นาที
ความสัมพันธ์ระหว่างระดับความแข็งเหนียวของอาหารไทยจากความรู้สึกกับค่าพารามิเตอร์ต่างๆ ของคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ, ธนพร โสวิทยสกุล
ความสัมพันธ์ระหว่างระดับความแข็งเหนียวของอาหารไทยจากความรู้สึกกับค่าพารามิเตอร์ต่างๆ ของคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ, ธนพร โสวิทยสกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับความแข็งเหนียวของอาหารไทยจากความรู้สึกโดยใช้แบบสอบถามเทียบกับการทำงานของกล้ามเนื้อบดเคี้ยว เมื่อพิจารณาค่าพารามิเตอร์ต่างๆ ของคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ ในกลุ่มตัวอย่างเพศชายและหญิง อายุ 18-25 ปีของประเทศไทยที่สุขภาพดี ไม่มีปัญหาในการบดเคี้ยวอาหาร จำนวน 32 คน อาหารไทยที่มีความแข็งเหนียวแตกต่างกัน 5 ชนิด จะถูกทดสอบค่าแรงกดอาหารด้วยเครื่องทดสอบแรงกด แล้วหลังจากนั้นจึงให้กลุ่มตัวอย่างประเมินระดับความแข็งเหนียวของอาหารเหล่านี้ด้วยแบบสอบถามมาตรวัดด้วยสายตา (วีเอเอส) เทียบกับการบันทึกคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อบดเคี้ยว ผลการศึกษาพบว่าทั้งคะแนนความแข็งและความเหนียวของอาหารจากแบบสอบถาม มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับค่าคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อบดเคี้ยวทุกๆ พารามิเตอร์ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 (ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน อยู่ระหว่าง 0.224-0.384) นอกจากนี้ผู้วิจัยยังพบความสัมพันธ์ในระดับสูงระหว่างค่าแรงกดและคะแนนความแข็งของอาหารจากแบบสอบถาม (ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สันมีค่าเท่ากับ 0.750) โดยสรุปแล้วผู้วิจัยพบความสัมพันธ์ระหว่างการทดสอบอาหารด้วยแบบสอบถามกับการทำงานของกล้ามเนื้อบดเคี้ยวในระดับต่ำถึงปานกลาง อาจเนื่องมาจากกล้ามเนื้อบดเคี้ยวมีการปรับตัวที่ดีต่อความแข็งเหนียวของอาหาร การใช้แบบสอบถามมาตรวัดด้วยสายตาในการประเมินระดับความแข็งเหนียวของอาหาร จึงบ่งบอกถึงการทำงานของกล้ามเนื้อบดเคี้ยวได้ในระดับหนึ่ง
นวัตกรรมการประเมินศักยภาพธุรกิจไทยด้านเกษตรกรรมอาหารและธุรกิจที่เกี่ยวข้องเพื่อการเข้าสู่ตลาดระหว่างประเทศ, ธีรข์กรณ์ อุดมรัตนะมณี
นวัตกรรมการประเมินศักยภาพธุรกิจไทยด้านเกษตรกรรมอาหารและธุรกิจที่เกี่ยวข้องเพื่อการเข้าสู่ตลาดระหว่างประเทศ, ธีรข์กรณ์ อุดมรัตนะมณี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเข้าสู่ตลาดระหว่างประเทศ 2.ศึกษาความสำคัญของปัจจัยที่มีผลต่อการเข้าสู่ตลาดระหว่างประเทศ 3. พัฒนานวัตกรรมเครื่องมือประเมินศักยภาพในการเข้าสู่ตลาดระหว่างประเทศ 4. ศึกษาการยอมรับนวัตกรรมเครื่องมือประเมินศักยภาพฯที่พัฒนาขึ้นโดยความมุ่งหวังเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจในการเข้าสู่ตลาดและสร้างเสริมศักยภาพที่เหมาะสม และ 5. ศึกษาแนวทางพัฒนาเชิงพาณิชย์ของนวัตกรรม โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสานกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นเจ้าของกิจการหรือผู้บริหารระดับสูงที่มีส่วนในการตัดสินใจเกี่ยวกับการขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดระหว่างประเทศขององค์กร ซึ่งการวิจัยประกอบด้วยเชิงคุณภาพได้แก่การสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง จากนั้นนำผลที่ได้มาทำการวิจัยเชิงปริมาณด้วยการพัฒนาแบบสอบถาม ทำการวิเคราะห์ค่าทางสถิติเพื่อหาความสำคัญของปัจจัยที่มีผลต่อการเข้าสู่ตลาดระหว่างประเทศโดยใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์เรียนรู้เชิงลึกเพื่อวิเคราะห์ความสำคัญของปัจจัยที่มีผลต่อการเข้าสู่ตลาดและใช้เครื่องมือแผนผังต้นไม้ตัดสินใจเพื่อพัฒนานวัตกรรมเครื่องมือประเมินศักยภาพในท้ายที่สุด
ผลการศึกษาวิจัยพบว่าปัจจัยในการศึกษาจำนวน 30 ปัจจัยส่งผลต่อการเข้าสู่ตลาดระหว่างประเทศในทัศนคติของผู้บริหารโดยมีความสำคัญแตกต่างกัน ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ได้จากการศึกษาหกปัจจัยได้แก่ คุณภาพสินค้า นวัตกรรม ภาพลักษณ์องค์กร ความเสี่ยงประเทศเป้าหมาย การจัดซื้อและการบริหารห่วงโซ่อุปทานได้ถูกนำมาพัฒนาเป็นแบบจำลองช่วยตัดสินใจในต้นแบบนวัตกรรมเครื่องมือประเมินศักยภาพธุรกิจเพื่อการเข้าสู่ตลาดระหว่างประเทศที่ผ่านการศึกษาการยอมรับนวัตกรรมและพัฒนาแผนเชิงพาณิชย์เป็นผลสัมฤทธิ์ของงานวิจัยนี้
กลยุทธ์การพัฒนาครูด้านการสอนคิดวิเคราะห์โรงเรียนมัธยมศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต8, วิศนี ใจฉกาจ
กลยุทธ์การพัฒนาครูด้านการสอนคิดวิเคราะห์โรงเรียนมัธยมศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต8, วิศนี ใจฉกาจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันของความต้องการในการพัฒนาครูด้านการสอนคิดวิเคราะห์ (2) เพื่อศึกษาสภาพพึงประสงค์ของความต้องการในการพัฒนาครูด้านการสอนคิดวิเคราะห์ (3) เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมของการพัฒนาครูด้านการสอนคิดวิเคราะห์ (4) เพื่อนำเสนอกลยุทธ์การพัฒนาครูด้านการสอนคิดวิเคราะห์ ประชากร คือ ครูผู้สอนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 8 จำนวน 2,683 คน จาก 55 โรงเรียนกลุ่มตัวอย่างจำนวน 335 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ จากนั้นจึงเลือกการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ เครื่องมือเป็นแบบสอบถามและแบบประเมินความเหมาะสมของร่างกลยุทธ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนี PNI Modified และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันในภาพรวมพบว่า มีค่าเฉลี่ยในระดับมาก (x̄=3.88) แต่เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การสอนคิดวิเคราะห์เนื้อหา มีค่าเฉลี่ยระดับมาก (x̄ = 3.93) สภาพพึงประสงค์ของการพัฒนาครูด้านการสอนคิดวิเคราะห์ ในภาพรวมพบว่า มีค่าเฉลี่ยระดับมาก (x̄ = 4.32) แต่เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การสอนคิดวิเคราะห์เนื้อหา มีค่าเฉลี่ยระดับมาก (x̄ = 4.35) ผลการทดสอบค่าดัชนีจัดเรียงลำดับความสำคัญความต้องการจำเป็น (Modified Priority Needs Index; PNImodified) ในภาพรวมมีค่า PNImodified เท่ากับ 0.116 เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า การสอนคิดวิเคราะห์ความสัมพันธ์ มีค่า PNImodified เท่ากับ 0.120 เป็นลำดับที่หนึ่ง กลยุทธ์การพัฒนาครูด้านการสอนคิดวิเคราะห์โรงเรียนมัธยมศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 8 ประกอบด้วย 4 กลยุทธ์หลัก และ 16 วิธีการ ดังนี้ 1) การพัฒนาศักยภาพครูด้านการได้รับความรู้ในการคิดวิเคราะห์ มี 5 วิธีการ 2) กลยุทธ์การพัฒนาศักยภาพครูด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบคิดวิเคราะห์ มี 4 วิธีการ 3) การพัฒนาศักยภาพครูด้านการใช้สื่อ …
การฟื้นฟูรัฐน่านในสมัยราชวงศ์หลวงติ๋น พ.ศ. 2329-2442, บริพัตร อินปาต๊ะ
การฟื้นฟูรัฐน่านในสมัยราชวงศ์หลวงติ๋น พ.ศ. 2329-2442, บริพัตร อินปาต๊ะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การสูญเสียอิทธิพลของพม่าในล้านนาช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 23 นำไปสู่สภาวะสุญญากาศในพื้นที่ต่างๆของล้านนา ซึ่งเปิดโอกาสให้เจ้าผู้ปกครองท้องถิ่นตามเมืองขนาดใหญ่ต่างๆสามารถสั่งสมอำนาจของตนและสถาปนาความเป็นรัฐขึ้นปกครองตนเองขึ้นมาในช่วงเวลาดังกล่าวได้ น่านในช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ภายใต้การปกครองของคนในตระกูลหลวงติ๋น ซึ่งประสบความสำเร็จในการสถาปนาความเป็นรัฐของตนให้เป็นเอกเทศจากหน่วยการเมืองอื่นๆในล้านนาได้สำเร็จในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 24 อย่างไรก็ตาม รัฐน่านในช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ในสภาพเสียหายจากสงครามในช่วงเวลาก่อนหน้า และตกอยู่ในความไม่มั่นคงของการเมืองระหว่างภูมิภาค ทำให้เจ้าผู้ปกครองน่านตระกูลหลวงติ๋นในช่วงเวลาดังกล่าวจำเป็นต้องดำเนินนโยบายต่างๆเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับสถานะความเป็นเจ้าผู้ปกครองของตนและสถานะความเป็นรัฐของน่าน วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษา สาเหตุ กระบวนการ และผลของการฟื้นฟูความเป็นรัฐแบบจารีตของน่านในช่วงเวลา ระหว่าง พ.ศ. 2329-2442 โดยเน้นสำรวจแนวคิดและวิธีปฏิบัติของผู้ปกครองในราชวงศ์หลวงติ๋นที่ส่งผลต่อการฟื้นฟูสถานะความเป็นรัฐ ซึ่งพบว่า เจ้าผู้ปกครองในราชวงศ์หลวงติ๋นใช้นโยบายในสร้างความยอมรับจากภายนอก ใช้นโยบายกระจายอำนาจบริหารและสร้างภาพความเป็นศูนย์กลางในการสร้างความยอมรับจากภายใน และใช้นโยบายอิงอำนาจกับสยามเพื่อให้ได้รับการค้ำประกันทางอำนาจ นโยบายดังกล่าวเหล่านี้ทำให้เจ้าผู้ปกครองน่านราชวงศ์หลวงติ๋นประสบความสำเร็จในการประคับประคองสถานะความเป็นรัฐของตนไปได้จนกระทั่งถึงช่วงสุดท้ายของรัฐจารีต เมื่อมีการปฏิรูปการปกครองโดยสยาม ใน พ.ศ. 2442
ประเด็นทางญาณวิทยาในแนวคิดเรื่องชุมชนแห่งการสืบเสาะของแมทธิว ลิปแมน, ณฐิกา ครองยุทธ
ประเด็นทางญาณวิทยาในแนวคิดเรื่องชุมชนแห่งการสืบเสาะของแมทธิว ลิปแมน, ณฐิกา ครองยุทธ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เป้าหมายของวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ต้องการสนับสนุนแนวคิดชุมชนแห่งการสืบเสาะ(Community of inquiry/ COI) ของแมทธิว ลิปแมน (Matthew Lipman) ในประเด็นทางญาณวิทยา แนวคิดดังกล่าวลิปแมนรับอิทธิพลมาจากปรัชญาการศึกษาของจอห์น ดิวอี้ (John Dewey) ในเรื่องแนวคิดปฏิบัตินิยมและการเรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่ม ประเด็นทางญาณวิทยาที่จะศึกษาได้แก่ 1) ปัญหาความสามารถในการใช้เหตุผลของเด็กในทฤษฎีพัฒนาการทางการรู้คิด (Theory of Cognitive Development) ของ ฌอง เพียเชต์ (Jean Piaget) และ 2) ข้อถกเถียงในญาณวิทยาสังคมได้แก่ ปัญหาในเรื่องการไตร่ตรองร่วมกันเป็นกลุ่ม(Group deliberation) และ การเรียนร่วมกันเป็นกลุ่ม (Collaborative Learning) ผู้เขียนได้แสดงให้เห็นว่าวิธีชุมชนแห่งการสืบเสาะสามารถหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าว และผู้เขียนแสดงให้เห็นว่าวิธีชุมชนแห่งการสืบเสาะมีข้อได้เปรียบทางญาณวิทยา ผู้เขียนยังได้เสนอแนวทางใหม่ที่จะช่วยให้วิธีชุมชนแห่งการสืบเสาะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นสำหรับการเรียนในชั้นเรียนโดยประยุกต์จากข้อเสนอของแบร์ด เรย์ (Brad Wray) ในเรื่องการค้นคว้าร่วมกันเป็นกลุ่ม
ผลของโปรแกรมการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรมแบบเผชิญหน้าร่วมกับการส่งข้อความผ่านระบบไลน์ต่อการเสพยาบ้าในวัยรุ่นที่เสพติดยาบ้า, ธมลชนก ส่งแสง
ผลของโปรแกรมการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรมแบบเผชิญหน้าร่วมกับการส่งข้อความผ่านระบบไลน์ต่อการเสพยาบ้าในวัยรุ่นที่เสพติดยาบ้า, ธมลชนก ส่งแสง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบ 1) การเสพยาบ้าของวัยรุ่นที่เสพติดยาบ้าที่ได้รับโปรแกรมการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรมแบบเผชิญหน้าร่วมกับการส่งข้อความผ่านระบบไลน์ในระยะก่อนและหลังการทดลอง และ 2) การเสพยาบ้าของวัยรุ่นที่เสพติดยาบ้าระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรมแบบเผชิญหน้าร่วมกับการส่งข้อความผ่านระบบไลน์กับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ ในระยะก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ วัยรุ่นที่เสพติดยาบ้าจำนวน 40 คน ซึ่งมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดและมารับบริการในแผนกผู้ป่วยนอก สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี ได้รับการจับคู่ด้วยเพศและคะแนนความรุนแรงของการเสพติดยาบ้า แล้วถูกสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 คน กลุ่มทดลองได้โปรแกรมการบำบัดฯ ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) โปรแกรมการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรมแบบเผชิญหน้าร่วมกับการส่งข้อความผ่านระบบไลน์ 2) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 3) แบบประเมินการใช้ยาบ้าและ 4) แบบประเมินระดับความอยากเสพ เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน เครื่องมือชุดที่ 3 และเครื่องมือชุดที่ 4 มีค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันเท่ากับ .83 และ .89 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณาและสถิติทดสอบที (t-test) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. วัยรุ่นที่เสพติดยาบ้าในกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรมแบบเผชิญหน้าร่วมกับการส่งข้อความผ่านระบบไลน์ มีคะแนนการเสพยาบ้าต่ำกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. วัยรุ่นที่เสพติดยาบ้าในกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรมแบบเผชิญหน้าร่วมกับการส่งข้อความผ่านระบบไลน์ มีคะแนนการเสพยาบ้าต่ำกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลอย่างมีแบบแผนร่วมกับการให้สารน้ำอุ่นและการให้ความอบอุ่นร่างกายต่ออาการหนาวสั่นในหญิงที่มารับการผ่าตัดทางนรีเวช ที่ได้รับการระงับความรู้สึกด้วยวิธีฉีดยาชาเข้าช่องน้ำไขสันหลัง, ปรเมศวร์ จิตถนอม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลอย่างมีแบบแผนร่วมกับการให้สารน้ำอุ่น และการให้ความอบอุ่นร่างกาย ต่ออาการหนาวสั่นในหญิงที่มารับการผ่าตัดทางนรีเวช ที่ได้รับการระงับความรู้สึกด้วยวิธีฉีดยาชาเข้าช่องน้ำไขสันหลัง กลุ่มตัวอย่าง คือผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัดทางนรีเวช โดยการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง อายุ 18 - 59 ปี โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามคุณสมบัติที่กำหนด แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 22 คน กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการให้สารน้ำอุ่น และการให้ความอบอุ่นร่างกาย เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ โปรแกรมการให้ข้อมูลอย่างมีแบบแผนร่วมกับการให้สารน้ำอุ่นและการให้ความอบอุ่นร่างกาย เก็บข้อมูลโดยใช้แบบบันทึกข้อมูลทั่วไป แบบบันทึกข้อมูลการผ่าตัดและการระงับความรู้สึก และแบบบันทึกอุณหภูมิแกนกลาง และอาการหนาวสั่น ผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.80, 1.00, 1.00, และ 1.00 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการทดสอบค่าที พบว่า คะแนนเฉลี่ยอาการหนาวสั่น กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการให้ข้อมูลอย่างมีแบบแผนร่วมกับการให้สารน้ำอุ่น และการให้ความอบอุ่นร่างกาย แตกต่างจากกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
การศึกษาต้นทุนต่อหน่วยและต้นทุนกิจกรรมการพยาบาลผู้ป่วยมะเร็งระยะท้ายที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง โรงพยาบาลนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์, ปิยวดี ศุภสาร
การศึกษาต้นทุนต่อหน่วยและต้นทุนกิจกรรมการพยาบาลผู้ป่วยมะเร็งระยะท้ายที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง โรงพยาบาลนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์, ปิยวดี ศุภสาร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาต้นทุนต่อหน่วยและต้นทุนกิจกรรมการพยาบาลผู้ป่วยมะเร็งระยะท้ายที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง โรงพยาบาลนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยจำแนกตามกิจกรรมพยาบาลตามมาตรฐานการดูแลแบบประคับประคอง ทำการศึกษาโดยเก็บข้อมูลย้อนหลังปีงบประมาณ 2560 คือตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2560 และข้อมูลการวิเคราะห์ต้นทุนกิจกรรมการพยาบาลเป็นการศึกษาแบบไปข้างหน้า ระยะเวลาในการเก็บข้อมูลตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2561 ถึงวันที่ 2 มิถุนายน 2561 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย บุคลากรทางการพยาบาลจำนวน 10 คน ประกอบด้วยพยาบาลวิชาชีพ 7 คน ผู้ช่วยเหลือคนไข้ 3 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลต้นทุนต่อหน่วย ส่วนที่ 2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลต้นทุนกิจกรรมการพยาบาลโดยผ่านการตรวจสอบคุณภาพด้านความตรงของเนื้อหาได้ค่า CVI เท่ากับ 0.99 และนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ โดยใช้สถิติการแจกแจงความถี่ ร้อยละ และค่าเฉลี่ย ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้ 1. ต้นทุนต่อหน่วย หอผู้ป่วยดูแลประคับประคอง โรงพยาบาลนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์พบว่าในปีงบประมาณ 2560 มีมูลค่าต้นทุนรวมทั้งสิ้น 2,037,037.02 บาท จากจำนวนผู้ป่วยที่เข้านอนพักรักษาที่หอผู้ป่วยดูแลประคับประคอง ทั้งหมด 124 คน โดยคิดตามสัดส่วนการปฏิบัติงานบนหอผู้ป่วยดูแลประคับประคอง คิดเป็นต้นทุนต่อหน่วย 16,427.73 บาท เมื่อพิจารณาต้นทุนประกอบด้วย ต้นทุนค่าแรงจะมีค่ามากที่สุดเท่ากับ 13,163.73 บาท ต้นทุนค่าวัสดุ เท่ากับ 2,206.21 บาทและต้นทุนค่าลงทุน เท่ากับ 1,057.79 บาท คิดเป็นอัตราส่วนร้อยละของต้นทุนค่าแรง : ต้นทุนค่าวัสดุ : ต้นทุนค่าลงทุน เท่ากับ 80.13 : 13.43 : 6.44 ตามลำดับ 2. ต้นทุนกิจกรรมการพยาบาลตามมาตรฐานการพยาบาลการดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะท้ายที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง จำแนกตามประเภทกิจกรรมการพยาบาล พบว่า ผู้ป่วยมะเร็งระยะท้ายที่เข้ารับการรักษาโดยการดูแลแบบประคับประคอง มีต้นทุนกิจกรรมการพยาบาลทั้งหมดเท่ากับ เท่ากับ 16,486.77 …
ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบ, วิไลวรรณ แสงเนียม
ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบ, วิไลวรรณ แสงเนียม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบหาความสัมพันธ์เชิงทำนาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพและศึกษาปัจจัยทำนายได้แก่ ความสามารถในการฟื้นพลัง การเผชิญปัญหา ความปวด ความรุนแรงของการบาดเจ็บ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบภายหลังบาดเจ็บ 1 เดือน - 5 ปี อายุ 18-59 ปี ที่มาตรวจแผนกผู้ป่วยนอกคลินิกศัลยกรรมบาดเจ็บ ศัลยกรรมทั่วไป ศัลยกรรมประสาท ศัลยกรรมกระดูกและข้อ ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาลมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช จำนวน 106 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือในการวิจัยคือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลการเจ็บป่วย แบบสอบถามความสามารถในการฟื้นพลัง แบบสอบถามการเผชิญปัญหา แบบสอบถามความปวด และแบบสอบถามคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน หาค่าความเที่ยงเท่ากับ .90, .71, .91, และ .71 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วยเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และสเปียร์แมน และสถิติการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัย สรุปได้ดังนี้ 1. คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบอยู่ในระดับไม่ดี ( x =725.21, SD = 140.57) 2. ความสามารถในการฟื้นพลัง มีความสัมพันธ์ทางบวกกับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .442) 3. การเผชิญปัญหาแบบมุ่งปรับอารมณ์ ความปวด ความรุนแรงของความปวด และความพิการที่เกิดจากความปวด มีความสัมพันธ์ทางลบกับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r =-.472; rs = -.476, -.536, -.452 ตามลำดับ) 4. ความรุนแรงของการบาดเจ็บไม่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบ 5. ความรุนแรงของความปวด ความสามารถในการฟื้นพลัง การเผชิญปัญหาแบบมุ่งปรับอารมณ์ และความพิการที่เกิดจากความปวด สามารถร่วมกันทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (F=24.159) และร่วมทำนายได้ร้อยละ 48.9 (R2=.489) Zคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ = -.187 …
ผลของโปรแกรมฮิวแมนนิจูดต่อความวิตกกังวลของผู้สูงอายุที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยหนักโรคหัวใจ, อัจฉราภรณ์ อยู่ยังเกตุ
ผลของโปรแกรมฮิวแมนนิจูดต่อความวิตกกังวลของผู้สูงอายุที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยหนักโรคหัวใจ, อัจฉราภรณ์ อยู่ยังเกตุ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความวิตกกังวลของผู้สูงอายุที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยหนักโรคหัวใจก่อนและหลังได้รับโปรแกรมฮิวแมนนิจูด และ 2) เปรียบเทียบความวิตกกังวลของผู้สูงอายุที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยหนักโรคหัวใจระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมฮิวแมนนิจูดกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยหนักโรคหัวใจ โรงพยาบาลราชวิถี โดยมีความวิตกกังวลขณะเผชิญอยู่ในระดับปานกลาง จำนวน 44 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 22 คน โดยทำการจับคู่ด้านอายุ เพศ และประสบการณ์ในการเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยหนักโรคหัวใจ ทั้งนี้กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ ส่วนกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมฮิวแมนนิจูด เป็นระยะเวลา 3 วัน วันละ 1 ครั้ง ครั้งละ 20-30 นาที เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ โปรแกรมฮิวแมนนิจูด เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบประเมินความวิตกกังวลขณะเผชิญ (The State Anxiety Inventory: Form X-I) ของ Spielberger et al. (1983) ฉบับแปลไทยโดย นิตยา คชภักดี และคณะ (2526 อ้างถึงใน พรพิศ เดชยศดี, 2550) มีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติทดสอบค่าที ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ค่าเฉลี่ยคะแนนความวิตกกังวลของผู้สูงอายุที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยหนักโรคหัวใจหลังได้รับโปรแกรมฮิวแมนนิจูดต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฮิวแมนนิจูดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<.05) 2. ค่าเฉลี่ยคะแนนความวิตกกังวลของผู้สูงอายุที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยหนักโรคหัวใจกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมฮิวแมนนิจูดต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<.05)
ผลของโปรแกรมการสร้างแรงจูงใจร่วมกับการออกกำลังกายต่อความดันโลหิตของกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง, อัญชลี เกาะอ้อม
ผลของโปรแกรมการสร้างแรงจูงใจร่วมกับการออกกำลังกายต่อความดันโลหิตของกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง, อัญชลี เกาะอ้อม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการสร้างแรงจูงใจร่วมกับการออกกำลังกายต่อความดันโลหิตของกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง กลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงทั้งเพศชายและเพศหญิงจำนวน 44 คน ที่มารับบริการตรวจสุขภาพ แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 22 คน และกลุ่มทดลอง 22 คน จับคู่ให้มีความใกล้เคียงกันในอายุ เพศ และระดับความดันโลหิต กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ ในขณะที่กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการสร้างแรงจูงใจร่วมกับการออกกำลังกายแบบบาสโลบ เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ซึ่งโปรแกรมประกอบด้วยการให้ข้อมูล การสร้างแรงจูงใจ และการฝึกทักษะ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบบันทึกข้อมูลสุขภาพเครื่องมือกำกับการทดลอง คือแบบสอบถามพฤติกรรมการออกกำลังกาย มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค .95 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายและการทดสอบ t-test ผลการวิจัย พบว่า 1.ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมการสร้างแรงจูงใจร่วมกับการออกกำลังกายแบบบาสโลบ กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความดันโลหิต Systolic ต่ำกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนค่าเฉลี่ยความดันโลหิต Diastolic ต่ำกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมฯ อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ 2.ค่าเฉลี่ยความดันโลหิต Systolic และ Diastolic ของกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง ในกลุ่มทดลองต่ำกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลาม, อินทิรา มหาวีรานนท์
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลาม, อินทิรา มหาวีรานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบพรรณนาเชิงความสัมพันธ์ (Descriptive correlational research) เพื่อศึกษาความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามโดยรวม และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรรกับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลาม กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะลุกลามที่พาผู้ป่วยมาติดตามการรักษาที่หน่วยตรวจผู้ป่วยนอก ณ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิของรัฐในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 184 คน สุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความวิตกกังวลต่อสถานการณ์เฉพาะ แบบประเมินแรงสนับสนุนทางสังคม แบบประเมินความเหนื่อยล้า แบบประเมินความรุนแรงของอาการ แบบสอบถามความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ดูแลในครอบครัว แบบประเมินความรู้ในการดูแลผู้ป่วยและแบบประเมินการทำหน้าที่ด้านร่างกาย ซึ่งได้รับการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน ได้ค่าดัชนีความตรง เท่ากับ 0.75, 1.00, 0.90, 0.90, 0.70, 0.80 และ 1.00 ตามลำดับ และตรวจสอบความเที่ยงได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค เท่ากับ 0.93, 0.93, 0.94, 0.91 และ 0.96 ตามลำดับ แบบประเมินความรู้ในการดูแลผู้ป่วย หาค่าความเที่ยงด้วยค่า KR-20 มีค่าเท่ากับ 0.73 และแบบประเมินการทำหน้าที่ด้านร่างกาย หาค่าความเที่ยงด้วยการวัดซ้ำ (Test-retest method) เท่ากับ 0.95 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson's product moment correlation) ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนโดยรวมของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามอยู่ในระดับปานกลาง (mean = 3.09, SD = 0.74) 2) แรงสนับสนุนทางสังคม และความสามารถในการทำหน้าที่ด้านร่างกายมีความสัมพันธ์ทางลบกับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลาม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = -.21 และ -.22, p < .05 ตามลำดับ) 3) ความรู้ในการดูแลผู้ป่วย ความวิตกกังวล ความเหนื่อยล้าและความรุนแรงของอาการมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลาม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .17, .20, .29, และ .37, p < .05 ตามลำดับ) แต่อย่างไรก็ตาม อายุไม่มีความสัมพันธ์กับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลาม (r = .06, p > .05 )
ปริจเฉทการพูดของมัคนายกในวัดพระอารามหลวง จังหวัดนครปฐม : องค์ประกอบการสื่อสารและกลวิธีทางภาษาในการโน้มน้าวใจ, แกมกาญจน์ พิทักษ์วงศ์
ปริจเฉทการพูดของมัคนายกในวัดพระอารามหลวง จังหวัดนครปฐม : องค์ประกอบการสื่อสารและกลวิธีทางภาษาในการโน้มน้าวใจ, แกมกาญจน์ พิทักษ์วงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปริจเฉทการพูดของมัคนายกมีลักษณะเด่นเฉพาะตัวและมัคนายกใช้กลวิธีทางภาษา ที่หลากหลายเพื่อโน้มน้าวใจให้คนร่วมบริจาคเงินทำบุญ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ องค์ประกอบการสื่อสารและกลวิธีทางภาษาในการโน้มน้าวใจในปริจเฉทการพูดของมัคนายก วัดพระอารามหลวง จังหวัดนครปฐม โดยใช้แนวคิดชาติพันธุ์วรรณนาแห่งการสื่อสารของไฮมส์ (Hymes, 1974) ข้อมูลมาจากการบันทึกเสียงการพูดสดของมัคนายกของวัดพระปฐมเจดีย์ ราชวรมหาวิหาร วัดพระงาม พระอารามหลวง และวัดไร่ขิง พระอารามหลวง จังหวัดนครปฐม การสัมภาษณ์มัคนายก การสัมภาษณ์ผู้ทำบุญ และการสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วม ได้ข้อมูลจำนวน ทั้งสิ้น 35 ปริจเฉท ผลการวิจัยพบว่าองค์ประกอบการสื่อสารที่สำคัญในปริจเฉทการพูดของมัคนายก ในวัดพระอารามหลวง จังหวัดนครปฐม ได้แก่ ฉาก ผู้ร่วมเหตุการณ์ จุดมุ่งหมาย และบรรทัดฐานของ การปฏิสัมพันธ์และการตีความ ส่วนกลวิธีทางภาษาที่ใช้เพื่อการโน้มน้าวใจจำแนกได้เป็น 3 กลวิธีใหญ่ ได้แก่ กลุ่มกลวิธีการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ฟัง กลุ่มกลวิธีการบอกความสำคัญของกองบุญ และกลุ่มกลวิธีการกระตุ้นผู้ฟัง
A Three-Echelon Multi-Commodity Location-Routing Problem, Patanapong Sanghatawatana
A Three-Echelon Multi-Commodity Location-Routing Problem, Patanapong Sanghatawatana
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research studies the problem of distribution network design. The purposes of this study are 1) to develop the mathematical model for redesign of current distribution network by focusing on reducing total distribution cost and 2) to develop new solution approach for large-scale complicated problem. This research formulates mixed integer linear programming for the three-echelon two-commodity Location Routing Problem (LRP). The objective function is to minimize facility operating and closure cost and distance cost. Due to large-scale of LRP, which is NP-hardness, this research proposes new sequential solution approach as following steps; 1) decomposing the LRP into two subproblems based …
The Relationships Among Counterfeit Users' Social Class, Perceived Counterfeit Proliferation, Luxury Brand Values And Patronage Intention: A Moderating Effect Of Need For Status, Natee Srisomthavil
The Relationships Among Counterfeit Users' Social Class, Perceived Counterfeit Proliferation, Luxury Brand Values And Patronage Intention: A Moderating Effect Of Need For Status, Natee Srisomthavil
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Literature reviews have shown that three main gaps prevail in literature of counterfeit luxury brands. First, there is a mixed result regarding the effects on counterfeits. Second, past studies did not explore the interaction effects of consumers' need for status with the relationships between counterfeit product consumption and luxury fashion brand values. Third, past studies that explored the effects of counterfeits on original luxury brand values did not clearly define the dimensions of the value being studied. To address the gaps in the literature, this research studies the relationships between the social class of the counterfeit luxury fashion brand users, …
Selection Problems In O-Minimal Structures, Saronsad Sokantika
Selection Problems In O-Minimal Structures, Saronsad Sokantika
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In this dissertation, we improve the Definable Michael's Selection Theorem in o-minimal expansions of real closed fields. Then applications of this theorem are established; for instance, we prove the following statement: Let be an o-minimal expansion of and T be a definable set-valued map where n = 1 or m=1. If T has a continuous selection, then T has a definable continuous selection. Moreover, we prove the statement: Let be an o-minimal expansion of a real closed field and be a closed subset of Rn. If T: E --> Rm is a definable continuous set-valued map and T is bounded …
Designing Packing Boxes To Minimize Number Of Box Types, Teeradech Laisupannawong
Designing Packing Boxes To Minimize Number Of Box Types, Teeradech Laisupannawong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In a product packing procedure, many types of packing boxes may be used if a factory has several kinds of goods or products. The cost spent for many types of boxes is added to the manufacturing cost. However, it would be more efficient in the aspects of the cost reduction and the production management if we can design reasonable box sizes and can minimize the number of box types for packing goods. In this work, we propose a heuristic rectangular box design algorithm for packing each kind of rectangular goods when the number of goods per box is given. The …
Development Of ParkinsonS Glove For Detection And Suppression Of Hand Tremor At Rest Among The Tremor-Dominant ParkinsonS Disease Patients With Medically Intractable Tremor., Onanong Jitkritsadakul
Development Of ParkinsonS Glove For Detection And Suppression Of Hand Tremor At Rest Among The Tremor-Dominant ParkinsonS Disease Patients With Medically Intractable Tremor., Onanong Jitkritsadakul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The objectives of this study were to determine the efficacy of an electrical muscle stimulation (EMS) as a treatment for drug resistant tremor in PD patients by identifying of the most suitable stimulation protocols for tremor reduction and to seek out for the best location for placement of the surface electrodes (phase 1) and developing the Parkinson's glove and test for its efficacy in suppression of hand tremor at rest among the tremor-dominant Parkinson's disease patients with medically intractable tremor (phase 2). From phase 1 study, 34 PD patients with classic resting tremor was recruited. The suitable stimulation protocol and …
Factors Influencing On Nursing Care Quality Perceived By Professional Nurses In Government Hospitals, Kingdom Of Cambodia, Virya Koy
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This descriptive cross-sectional research design for causal modeling aimed to examine factors influencing on nursing care quality in government hospitals, Cambodia. The conceptual framework were modified from the Nurse Work Environment, Nurse Staffing, and Outcome Model and empirical studies. A multi-stage sampling was used for data collection, which conducted from October 2016 to April 2017. Three hundred and seventy five RNs represented twelve tertiary general hospitals were invited for the study. All of participants completed five questionnaires, including demographic data and nurse staffing, nurse practice environment, nursing work index, Copenhagen burnout inventory, Index work satisfaction, and Cambodian nursing care quality …
Effect Of Curcumin On The Expression Of Wound Healing-Related Genes In Human Gingival Fibroblasts, Auspreeya Rujirachotiwat
Effect Of Curcumin On The Expression Of Wound Healing-Related Genes In Human Gingival Fibroblasts, Auspreeya Rujirachotiwat
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigated the effect of curcumin on the expression of wound healing-related genes including transforming growth factor beta 1 (TGF-β1), transforming growth factor beta receptor type I (TGFβR I), transforming growth factor beta receptor type II (TGFβR II) and vascular endothelial growth factor (VEGF) in human gingival fibroblasts. The cytotoxicity of curcumin was determined by MTT assay. Then, cells were treated with non-cytotoxic concentrations of curcumin for 24 hours and the level of gene expression was determined by quantitative polymerase chain reaction (qPCR). Curcumin at 0.1-20 µM caused no significant change in cell viability while higher concentrations of curcumin …
Factors Associated With Dental Caries Experience In Thai Preschool Children With Cerebral Palsy Attending Non-Governmental Rehabilitation Centers, Kullanant Pansrimangkorn
Factors Associated With Dental Caries Experience In Thai Preschool Children With Cerebral Palsy Attending Non-Governmental Rehabilitation Centers, Kullanant Pansrimangkorn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Objective: To investigate factors associated with dental caries experience in preschool children with cerebral palsy attending physical therapy programs in non-governmental rehabilitation centers in Bangkok. Materials and Methods: This research is a cross sectional study of 60 children with cerebral palsy, aged 3-6 years, mean age 5.01 ± 1.23 years old. Dental caries experience was determined by dmfs index, numbers of surfaces of dental caries, extracted tooth, and filled tooth. The other variables were collected including: dental plaque index (OHI-S), type of cerebral palsy, frequency of carbohydrate intake events, dietary consistency, assisting with toothbrushing, and frequency of toothbrushing. Multiple linear …
Mechanism And Performance Of Solid Non-Particulate Soil (Waxy Solid) Removal From Fabrics, Jarussri Chanwattanakit
Mechanism And Performance Of Solid Non-Particulate Soil (Waxy Solid) Removal From Fabrics, Jarussri Chanwattanakit
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Methyl palmitate or palmictic acid methyl ester was used as both a model solid fat and an oily soil was removed from cotton and polyester above and below the melting point. Surfactants studied were extended surfactants (C12,13-4PO-SO4Na , C12,14-10PO-2EO-SO4Na and C12,14-16PO-2EO-SO4Na), alcohol ethoxylate (EO9), sodium dodecyl sulfate (SDS), methyl ester sulfonate (MES), methyl ester ethoxylate (MEE), and mixed surfactants between extended surfactant (C12,13-4PO-SO4Na) and sodium mono- and dimethyl naphthalene sulfonate (SMDNS). Above the melting point (~30 ºC) of methyl palmitate, the maximum oily soil removal was found to correlate well with the lowest dynamic interfacial tension (IFT) with increasing washing …
Development Of Poly(Aryleneethynylene)S Synthesis And Application As Fluorescent Sensor, Nopparat Thavornsin
Development Of Poly(Aryleneethynylene)S Synthesis And Application As Fluorescent Sensor, Nopparat Thavornsin
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In this research, we focus on preparation and sensor application of poly(aryleneethynylene)s. Our work is divided into two parts. The first study relates to the utilization of salicylaldimine-functionalized poly(m-phenyleneethynylene) as a turn-on chemosensor for ferric ion (Fe3+). The second part is the preparation of highly pure poly(aryleneethtnylene)s using Pd/CaCO3 as a heterogeneous catalyst. In the first part, a new turn-on fluorescent probe for ferric ion based on poly(m-phenyleneethynylene salicylaldimine) (PPE-IM) is developed. The preparation of PPE-IM involves post-polymerization functionalization of corresponding polymeric amine, PPE-AM, via condensation with salicylaldehyde. Degree of polymerization of both PPE-AM and PPE-IM are 17 with polydispersity …
Use Of Anionic Surfactant In Regeneration Of Spent Activated Carbon, Buch Kallapadee
Use Of Anionic Surfactant In Regeneration Of Spent Activated Carbon, Buch Kallapadee
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Surfactant-enhanced carbon regeneration (SECR) is a regeneration process that utilizes surfactant solution to dissolve adsorbed organic from spent activated carbon. Sodium dodecyl sulfate (SDS) and methyl ester sulfonate (MES) are anionic surfactants that are used in this investigation. The study is done in 3 steps: sample characterization, regeneration and water flushing step. The proximate analysis of spent activate carbon contains 27.5% moisture, 27.2% volatile matter content, 10% total ash content. The spent activated carbon also contains 18.4% benzene. In regeneration step, the benzene removal by SDS and MES solution were compared. The effect of concentration, solution flow rate and temperature …
Conversion Of Palm Fatty Acid Distillate To Biojet Fuel Over Ni/Hy-Pditioz Core-Shell Catalyst, Chanakran Homla-Or
Conversion Of Palm Fatty Acid Distillate To Biojet Fuel Over Ni/Hy-Pditioz Core-Shell Catalyst, Chanakran Homla-Or
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Generally, jet fuel is obtained from the refining of petroleum feedstock in order to powering the aircrafts, hence the world is more confronting a problem with increasing air pollution emission. Therefore, biojet fuel is introduced as an alternative way to solve the problem. Biojet fuel can be derived from bio-based feedstock such as palm fatty acid distillate or PFAD. Which is converted via the deoxygenation reaction in order to remove oxygenated compounds, carboxylic and carbonyl groups in the fatty acid molecules then followed by hydrocracking and hydroisomerization reaction. The heterogeneous catalyst is used to convert PFAD into saturated paraffins in …
Analysis Of Biomarkers In Crude Oils, Processed Oils, And Spilled Oils, Pornpetch Hattakijvilai
Analysis Of Biomarkers In Crude Oils, Processed Oils, And Spilled Oils, Pornpetch Hattakijvilai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Oil spills in marine are commonly come from crude oils, fuel oils and lubricating oils by accidental leakages or purposeful discharges to the surroundings. As crude oil and fuel oil which refined from the heavy fraction of crude oil have similar physical properties especially if they were weathering, it is difficult to differentiate that the spill has the origin from crude oil or fuel oil. In this study, five crude oils, two fuel oils, one fresh and one used lube oil that are typically used in Thailand were investigated. All crude oils, fuel oils, and used lube oil were weathered …
Toxicity Of Silver, Silver-Copper And Silver-Tin Nanoparticles In Thp-1 Cell Line And Thp-1 Differentiated Macrophage Cells, Patamaporn Monprasit
Toxicity Of Silver, Silver-Copper And Silver-Tin Nanoparticles In Thp-1 Cell Line And Thp-1 Differentiated Macrophage Cells, Patamaporn Monprasit
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Silver nanoparticles (AgNPs) and nanoparticles in the form of silver-metal alloy, such as silver-copper (AgCuNPs) and silver-tin (AgSnNPs) have been applied in various industries and medical applications. To assess effects of these nanoparticles on human immune system, this study aimed to assess toxicity of AgNPs, AgCuNPs and AgSnNPs on human monocytes, THP-1 cells, and THP-1 differentiated macrophage cells. The nanoparticles were characterized and assessed for cytotoxicity and generation of intracellular ROS. Effects of the nanoparticles on the release of cytokines (TNF-α, IL-1β and IL-8) were also assessed. The results demonstrated no significant cytotoxicity of silver and silver-metal nanoparticles at the …