Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 13621 - 13650 of 15281

Full-Text Articles in Entire DC Network

Measurement Of Organisational Innovativeness Of Public Agencies In Asean, Salinthip Thipayang Jan 2017

Measurement Of Organisational Innovativeness Of Public Agencies In Asean, Salinthip Thipayang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

As public sector organisations strive to balance priorities to meet increasing public demands, they need to be more innovative and changes bureaucratic behaviors, administrative methods, and implementing new way of conducting routine work processes. This study combines both qualitative and quantitative empirical research methods with the objectives to 1) review how organisational innovativeness (OI) has been measured and identify the important factors affecting OI of public agencies, 2) develop and validate a suitable measurement framework model and indicators for measuring OI in ASEAN public agencies, 3) to create an online web-based application (POINTinno.com) to adequately measure OI, and 4) test …


Genetic Characterization Of S1 Gene Of Infectious Bronchitis Virus Isolated From Chickens In Thailand During 2014-2016, Sirorat Munyahongse Jan 2017

Genetic Characterization Of S1 Gene Of Infectious Bronchitis Virus Isolated From Chickens In Thailand During 2014-2016, Sirorat Munyahongse

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Infectious bronchitis (IB), caused by infectious bronchitis virus (IBV), is a highly contagious respiratory disease in chickens, causing significant economic losses in poultry industry worldwide. IBV has a high frequency of genetic mutation and recombination in its genome, particularly in the S1 gene, resulting in the emergence of several new IBV variants. This potentially affects the effectiveness of currently used IBV vaccine. Therefore, the continuous monitoring of the currently circulating IBV strains is essential. In this study, the genetic characteristic of IBV strains circulating in Thai chicken flocks during 2014-2016 was investigated by analysis of the complete S1 gene. A …


Effects Of Cytokine-Induced Killer Cells On Concanavalin-A Induced Hepatitis In Mouse, Warakorn Srisantisuk Jan 2017

Effects Of Cytokine-Induced Killer Cells On Concanavalin-A Induced Hepatitis In Mouse, Warakorn Srisantisuk

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Autoimmune hepatitis (AIH) is a chronic inflammatory disease of liver that the pathogenic mechanisms of AIH have not yet been clarified. All patients with AIH lead to cirrhosis and liver cancer. Presently the best feasible medicines of AIH need aid immunosuppressive medications and liver transplantation which have many side effects, high cost and sustained remission. Thus, immunotherapy is an alternative therapy in which cellular material is injected into a patient. Many previous studies showed cytokine induced killer (CIK) cells, T lymphocytes that have a phenotype of NK cells, have a potential to against several diseases associated with liver. The current …


การขจัดสีย้อมในน้ำเสียจากอุตสาหกรรมกระดาษไหว้เจ้าโดยการดูดซับบนคอมพอสิตแร่ดิน-ไคโตซาน, วิศรุต ม่วงรักษ์ Jan 2017

การขจัดสีย้อมในน้ำเสียจากอุตสาหกรรมกระดาษไหว้เจ้าโดยการดูดซับบนคอมพอสิตแร่ดิน-ไคโตซาน, วิศรุต ม่วงรักษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาการขจัดสีย้อมรีแอคทีฟเรด 120 ในน้ำ โดยการดูดซับบนตัวดูดซับคอมพอสิตแร่ดิน-ไคโตซาน และเปรียบเทียบกับตัวดูดซับไคโตซาน ซึ่งการทดลองนี้จะศึกษาการดูดซับแบบกะ โดยตัวแปร ที่ศึกษาในการทดลอง คือ ปริมาณตัวดูดซับ ความเข้มข้นเริ่มต้นของสารละลายสีย้อม ค่าความเป็นกรดด่าง โดยเวลาที่ใช้ในการดูดซับ ตั้งแต่ 15 นาทีถึง 420 นาที จากการวิเคราะห์คุณลักษณะของตัวดูดซับโดยใช้ใช้เทคนิคฟูเรียร์ทรานส์ฟอร์มอินฟราเรดสเปกโทรสโกปี (FTIR) พบว่าตัวดูดซับคอมพอสิตแร่ดิน-ไคโตซานจะมีลักษณะสเปกตรัมเฉพาะที่สะท้อนถึงตัวดูดซับไคโตซานและตัวดูดซับแร่ดินอย่างชัดเจน เมื่อพิจารณาพื้นที่ผิวการดูดซับโดยใช้เทคนิคการดูดซับ/การคายซับไนโตรเจน พบว่าแนวโนมของการเพิ่มสัดส่วนของแร่ดินจะช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวให้กับตัวดูดซับคอมพอสิตแร่ดิน-ไคโตซาน ส่งผลให้ตัวดูดซับคอมพอสิตแร่ดิน-ไคโตซาน มีพื้นที่ผิวที่สูงกว่าตัวดูดซับไคโตซาน เนื่องจากไคโตซานเข้าไปแทรกในโครงสร้างของแร่ดิน สามารถอธิบายด้วยเทคนิคเอกซเรย์ฟลูออเรสเซนต์ (XRF) ทำให้โครงสร้างของแร่ดินเกิดการขยายขนาดขึ้น สำหรับผลจากการศึกษาตัวแปรต่างๆ พบว่า ตัวดูดซับคอมพอสิตแร่ดิน-ไคโตซาน มีประสิทธิภาพในการกำจัดสีย้อมได้ดีกว่าตัวดูดซับไคโตซานและตัวดูดซับแร่ดิน ถึง 1.17 เท่า และ 1.88 เท่า ตามลำดับ การเพิ่มปริมาณตัวดูดซับจะช่วยลดระยะเวลาในการดูดซับให้เร็วยิ่งขึ้น สำหรับตัวดูดซับคอมพอสิตแร่ดิน-ไคโตซาน พบว่าสามารถกำจัดสีย้อมได้หมดสมบูรณ์ทุกความเข้มข้น และสามารถกำจัดสีย้อมได้ดีสำหรับทุกช่วงของค่าความเป็นกรดด่างที่ได้ศึกษาในงานวิจัย แบบจำลองสมดุลการดูดซับของตัวดูดซับคอมพอสิตแร่ดิน-ไคโตซาน สอดคล้องกับแบบจำลองการดูดซับของโกเบิลคอร์ริแกน จลนพลศาสตร์การดูดซับของตัวดูดซับคอมพอสิตแร่ดิน-ไคโตซาน มีอัตราเร็วของปฏิกิริยาการดูดซับสารละลายสีย้อมเป็นปฏิกิริยาอันดับสองเทียม นอกจากนี้ยังพบว่ากลไกในการควบคุมขั้นตอนการดูดซับคือ ขั้นตอนการของการแพร่ผ่านชั้นฟิล์ม และขั้นตอนของการแพร่ภายในรูพรุน สำหรับการศึกษาอุณหพลศาสตร์ของการดูดซับพบว่าตัวดูดซับคอมพอสิตแร่ดิน-ไคโตซาน สามารถเกิดขึ้นได้เองและเกิดขึ้นได้ดีที่อุณหภูมิสูง


การเพิ่มการกักเก็บของแคลเซียมคาร์บอเนตชนิดตกตะกอนและนาโนแคลเซียมคาร์บอเนตในกระดาษโดยใช้พอลิอะคริเลตและพอลิอะคริลาไมด์, มนต์นภา ลัภนพรวงศ์ Jan 2017

การเพิ่มการกักเก็บของแคลเซียมคาร์บอเนตชนิดตกตะกอนและนาโนแคลเซียมคาร์บอเนตในกระดาษโดยใช้พอลิอะคริเลตและพอลิอะคริลาไมด์, มนต์นภา ลัภนพรวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาถึงผลจากการเติมแคตไอออนิกพอลิอะคริลาไมด์เป็นสารเพิ่มการตกค้างและโซเดียมพอลิอะคริเลตเป็นสารช่วยกระจายตัว เพื่อเพิ่มปริมาณการกักเก็บตัวเติม 2 ชนิด ได้แก่ แคลเซียมคาร์บอเนตชนิดตกตะกอนและนาโนแคลเซียมคาร์บอเนตภายในเนื้อกระดาษ โดยใช้เยื่อเคมีฟอกทางการค้าในอัตราส่วนเยื่อใยสั้นและเยื่อใยยาวเท่ากับ 70:30 ของน้ำหนักแผ่นทดสอบ นำไปบดเยื่อเพื่อให้มีค่าสภาพการระบายน้ำ 325 ± 25 mL CSF จากนั้นศึกษาถึงปริมาณการเติมแคตไอออนิกพอลิอะคริลาไมด์และโซเดียมพอลิอะคริเลตที่เหมาะสมสำหรับตัวเติมแคลเซียมคาร์บอเนตทั้งสองชนิด เพื่อให้มีปริมาณการกักเก็บภายในเนื้อกระดาษที่ร้อยละ 30 ของน้ำหนักแผ่นทดสอบ โดยพบว่าเมื่อเติมแคตไอออนิกพอลิอะคริลาไมด์ที่ร้อยละ 1.1 ของน้ำหนักเยื่อแห้งส่งผลให้มีปริมาณการกักเก็บสูงสุด แต่อย่างไรก็ตามพบว่าการเติมโซเดียมพอลิอะคริเลตในสารแขวนลอยแคลเซียมคาร์บอเนต ทำให้ปริมาณการกักเก็บตัวเติมภายในกระดาษลดลง โดยเฉพาะในภาวะที่เติมนาโนแคลเซียมคาร์บอเนตเนื่องจากมีการกระจายตัวของอนุภาคที่มากเกินไป ส่งผลให้อนุภาคเล็ก ๆ ลอดไปกับน้ำผ่านรูตะแกรงระหว่างทำการขึ้นแผ่น เมื่อได้ปริมาณที่เหมาะสมในการเติมสารเติมแต่งแล้วนั้นจึงได้ศึกษาถึงการใช้ร่วมกันระหว่างแคลเซียมคาร์บอเนตชนิดตกตะกอนและนาโนแคลเซียมคาร์บอเนตในสัดส่วนที่ต่างกัน ตั้งแต่ 100: 0 75:25 50:50 25:75 ถึง 0:100 ในการปรับปรุงสมบัติกระดาษโดยเทียบกับภาวะที่ไม่เติมสารเติมแต่งใด ๆ พบว่าแม้ว่าแคลเซียมคาร์บอเนตชนิดตกตะกอนและนาโนแคลเซียมคาร์บอเนตจะให้สภาพพิมพ์ได้และสมบัติทางทัศนศาสตร์ใกล้เคียงกัน แต่เมื่อสัดส่วนของนาโนแคลเซียมคาร์บอเนตเพิ่มขึ้นกลับทำให้ความเรียบของผิวกระดาษและความหนาแน่นของแผ่นทดสอบลดลง นอกจากนี้เมื่อนำไปทดสอบความแข็งแรงต่อแรงดึงและแรงฉีกพบว่าเกิดการฟุ้งกระจายของอนุภาคแคลเซียมคาร์บอเนตมากขึ้นเมื่อแผ่นทดสอบฉีกขาด


การศึกษาความคุ้มค่าของการผลิตเชื้อเพลิงอัดเม็ดจากทะลายปาล์มเปล่า, กษิเดช สาลีพัฒนา Jan 2017

การศึกษาความคุ้มค่าของการผลิตเชื้อเพลิงอัดเม็ดจากทะลายปาล์มเปล่า, กษิเดช สาลีพัฒนา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ทะลายปาล์มเปล่าเป็นของเสียอุตสาหกรรมที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงได้ และมีศักยภาพที่จะใช้ผลิตเชื้อเพลิงอัดเม็ด แต่ปัจจุบันยังไม่แพร่หลาย เนื่องจากทะลายปาล์มเปล่ามีโพแทสเซียมปริมาณสูง ก่อให้เกิดตะกรันหลังเผาไหม้ (การเกาะตัวของเถ้าบนท่อไอน้ำร้อนยิ่งยวด) ซึ่งโดยทั่วไปสามารถลดปัญหาการเกิดตะกรันดังกล่าว 2 แนวทาง คือ การเจือจางหรือลดสัดส่วนโพแทสเซียมในเชื้อเพลิงอัดเม็ดโดยผสมทะลายปาล์มเปล่ากับชีวมวลที่มีโพแทสเซียมปริมาณต่ำ และการใช้ดินขาวเป็นสารเติมแต่ง งานวิจัยนี้จึงทำการผลิตเชื้อเพลิงอัดเม็ด 2 ชุด โดยชุดแรกผสมทะลายปาล์มเปล่ากับขี้เลื่อยไม้ยางพารา อัตราส่วน 1:6 และชุดที่สองผสมดินขาวร้อยละ 7.8 ทำการทดสอบคุณสมบัติเชื้อเพลิงอัดเม็ดเทียบมาตรฐานการซื้อขาย พร้อมกับศึกษาเปรียบเทียบความคุ้มค่าของการลงทุนผลิตเชื้อเพลิงอัดเม็ดทั้งสองชุด ผลการทดสอบคุณสมบัติของเชื้อเพลิงอัดเม็ดจากทะลายปาล์มเปล่า ทะลายปาล์มผสมขี้เลื่อยยางพารา และทะลายปาล์มผสมดินขาว พบค่าความร้อน 18.30, 18.13, และ 17.06 MJ/kg ตามลำดับ ซึ่งผ่านมาตรฐานการซื้อขาย (Enplus Grade B 16.5 MJ/kg และ Korean 4th Grade 16.9 MJ/kg) ขณะที่ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี พบปริมาณไนโตรเจนอยู่ในช่วง 0.36-0.62 %โดยน้ำหนัก (Enplus Grade B ไม่เกิน 1.0 %โดยน้ำหนัก และKorean 4th Grade ไม่เกิน 0.3%โดยน้ำหนัก) พบปริมาณซัลเฟอร์อยู่ในช่วง 0.53-0.68 %โดยน้ำหนัก (Enplus Grade B ไม่เกิน 0.3%โดยน้ำหนัก และKorean 4th Grade ไม่เกิน 0.05 %โดยน้ำหนัก) ดังนั้นเชื้อเพลิงอัดเม็ดจากทะลายปาล์มจำเป็นต้องใช้ในอุตสาหกรรมที่มีระบบบำบัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์เพื่อป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อม ผลการวิเคราะห์ความคุ้มค่าการลงทุนผลิตเชื้อเพลิงอัดเม็ด กรณีโรงงานผลิตน้ำมันปาล์มเป็นผู้ลงทุนเอง (ไม่มีค่าใช้จ่ายวัตถุดิบทะลายปาล์มเปล่า) พบว่าเชื้อเพลิงอัดเม็ดจากทะลายปาล์มเปล่าผสมดินขาว ราคาขาย 1,960 บาทต่อตัน มีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ 13,139,329 บาท อัตราผลตอบแทนภายในร้อยละ 20 ระยะเวลาคืนทุน 5 ปี 2 เดือน มีความเป็นไปได้ในการผลิตมากที่สุด โดยนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงร่วมสำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง


การจัดการพลังงานในอาคารเรียน กรณีศึกษา อาคารเรียนรวมสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต, ปนิดา ตะสิทธิ์ Jan 2017

การจัดการพลังงานในอาคารเรียน กรณีศึกษา อาคารเรียนรวมสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต, ปนิดา ตะสิทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ได้ศึกษาการจัดการพลังงานในอาคารเรียนโดยใช้ อาคารเรียนรวมสังคมศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิตเป็นกรณีศึกษา อาคาร มีพื้นที่ใช้งานทั้งหมด 22,222 ตารางเมตร มีคนใช้งาน 13,000 คนต่อวัน และทำงานในวันจันทร์ - วันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 8.00-16.00 น. การศึกษานี้มุ่งเน้นที่ระบบปรับอากาศและระบบไฟฟ้าแสงสว่าง โดยเก็บข้อมูลการใช้งานของอุปกรณ์ไฟฟ้าและตรวจวัดประสิทธิภาพของอุปกรณ์ก่อนการปรับปรุง เพื่อหามาตรการอนุรักษ์พลังงานที่จะทำให้อาคารมีการจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพ จากนั้นวิเคราะห์ผลการประหยัดพลังงานจากมาตรการที่กำหนดเพื่อหาความคุ้มค่าในการลงทุน จากผลงานวิจัยในปี 2559 อาคาร มีการใช้พลังงานไฟฟ้าในอาคารเรียนรวมสังคมศาสตร์ทั้งหมด 7,152,840 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 31,336,591 บาทต่อปี และมีดัชนีการใช้พลังงานตลอดปี 322 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อตารางเมตร สัดส่วนการใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมด ประกอบด้วย ระบบปรับอากาศ 68 เปอร์เซ็นต์ ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง 30 เปอร์เซ็นต์ และระบบอื่นๆ 2 เปอร์เซ็นต์ ผลการวิเคราะห์ได้มาตรการอนุรักษ์พลังงาน 3 มาตรการ ได้แก่ (1) เปลี่ยนหลอดไฟฟ้าจากหลอดฟลูออเรสเซนต์เป็นหลอด LED มีระยะเวลาคืนทุน 2.3 ปี (2) เปลี่ยนเครื่องทำน้ำเย็นใหม่ 1 เครื่อง มีระยะเวลาคืนทุน 15.1 ปี และ (3) ติดตั้งอินเวอร์เตอร์เพื่อปรับความเร็วรอบที่เครื่องสูบน้ำเย็นมีระยะเวลาคืนทุน 0.7 ปี สรุปรวมผลการจัดการการใช้พลังงานในอาคารเรียนรวมสังคมศาสตร์ทุกมาตรการ สามารถประหยัดการใช้พลังงานไฟฟ้าในอาคารได้ 476,524 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี เป็นเงินที่ประหยัดได้ 2,087,174 บาทต่อปี


การศึกษาอิทธิพลของปัจจัยด้านการเรียนการสอนด้วยสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อการสื่อสารและการทํางานร่วมกันของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, ชณทัต บุญชูวงศ์ Jan 2017

การศึกษาอิทธิพลของปัจจัยด้านการเรียนการสอนด้วยสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อการสื่อสารและการทํางานร่วมกันของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, ชณทัต บุญชูวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาอิทธิพลของปัจจัยด้านการเรียนการสอนด้วยสื่อสังคมออนไลน์ ประกอบด้วยการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการพัฒนาการเรียนรู้ การใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการจัดการเรียนรู้ และการใช้สื่อสังคมออนไลน์สนับสนุนกิจกรรมการเรียนรู้ ที่มีต่อการสื่อสารและการทำงานร่วมกัน 2) เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลเชิงสาเหตุของปัจจัยด้านการเรียนการสอนด้วยสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อการสื่อสารและการทำงานร่วมกันของนักศึกษาปริญญาบัณฑิตตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือนิสิต/นักศึกษาจำนวน 213 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-Stage Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแบบสอบถามปัจจัยด้านการเรียนการสอนด้วยสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อการสื่อสารและการทำงานร่วมกันของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต ซึ่งมีค่าความเที่ยงเท่ากับ .969 สถิติที่ใช้ในศึกษา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความเบ้ ความโด่ง ค่าสัมประสิทธิ์การกระจาย สถิติทดสอบใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis) และการวิเคราะห์อิทธิพลของโมเดลสมการโครงสร้าง (Structural Equation Modeling) โดยใช้โปรแกรม SPSS และ LISREL ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. อิทธิพลของปัจจัยด้านการเรียนการสอนด้วยสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อการสื่อสารและการทำงานร่วมกันของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต พบว่ามีตัวแปรที่มีอิทธิพลทางตรงต่อการสื่อสารและการทำงานร่วมกันดังนี้ 1) ตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อการสื่อสาร มีการใช้สื่อสังคมออนไลน์สนับสนุนกิจกรรมการเรียนรู้เป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลทางตรงต่อการสื่อสารสูงสุด (β = 0.37) รองลงมาเป็นการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการพัฒนาการเรียนรู้ (β = 0.21) และการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการจัดการเรียนรู้มีอิทธิพลทางตรงต่อการสื่อสาร (β = 0.08) 2) ตัวแปรที่มีอิทธิพลทางตรงต่อการทำงานร่วมกันได้แก่ การใช้สื่อสังคมออนไลน์สนับสนุนกิจกรรมการเรียนรู้มีอิทธิพลทางตรงต่อการทำงานร่วมกันมากที่สุด (β = 0.33) รองลงมาเป็นการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการจัดการเรียนรู้ (β = 0.12) และการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการพัฒนาการเรียนรู้ (β = 0.04) 2.โมเดลเชิงสาเหตุของปัจจัยด้านการเรียนการสอนด้วยสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อการสื่อสารและการทำงานร่วมกันของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ χ2 = 337.213 df = 143 p = 0.00 GFI = 0.876 AGFI = 0.818 RMR = .009 RMSEA = .072 ตัวแปรในโมเดลสามารถอธิบายความแปรปรวนของอิทธิพลที่มีต่อการสื่อสารได้ร้อยละ 42.8 และการทำงานร่วมกันได้ร้อยละ 25


การศึกษาปัจจัยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในชุมชนออนไลน์ด้านการเงิน, ณัฐวรรษ ชุ่มฉิมพลี Jan 2017

การศึกษาปัจจัยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในชุมชนออนไลน์ด้านการเงิน, ณัฐวรรษ ชุ่มฉิมพลี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินที่มีต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้บนแหล่งชุมชนออนไลน์ด้านการเงิน 2) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้บนแหล่งชุมชนออนไลน์ด้านการเงิน ตัวอย่างวิจัยในครั้งนี้ได้แก่ นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน จำนวน 5 คน และสมาชิกผู้ใช้งานในชุมชนออนไลน์ที่เป็นกรณีศึกษาตอบแบบสอบถามจำนวน 92 คน คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลสัมภาษณ์เชิงลึกจำนวน 3 คน ด้วยเทคนิควิธีอ้างอิงต่อเนื่องจากปากต่อปาก (Snowball Sampling Technique) เครื่องมือวิจัยที่ใช้เก็บข้อมูลได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงโครงสร้าง แบบสังเกตพฤติกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในชุมชนออนไลน์ และแบบสอบถามออนไลน์ ผลการวิจัยพบว่า 1. ความคิดเห็นของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินที่มีต่อแหล่งชุมชนออนไลน์ด้านการเงินพบว่าแหล่งชุมชนออนไลน์มีประโยชน์ช่วยเปิดโลกการเรียนรู้ที่กว้างขึ้น ข้อมูลในชุมชนออนไลน์เกิดจากประสบการณ์จริงของผู้ใช้งานที่ประสบปัญหาด้านการเงินและแก้ไขปัญหาได้แล้วสามารถนำมาเป็นตัวอย่างกรณีศึกษาได้ สำหรับนักเรียนนักศึกษาในอนาคตจะต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่เข้าสู่วัยทำงานมีความจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ทางด้านการเงินเพื่อเป็นผู้ที่มีความมั่งคงทางการเงินและไม่สร้างปัญหาในอนาคต 2. ปัจจัยภายในเป็นปัจจัยสำคัญในการศึกษาครั้งนี้ ส่วนปัจจัยภายนอกเป็นส่วนของการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีของชุมชนออนไลน์แต่ไม่ได้เป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการแลกเปลี่ยนความรู้ของสมาชิก ปัจจัยภายใน ได้แก่ 1) การเห็นคุณค่าของความรู้ตนเอง 2) ความต้องการแบ่งปันข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อผู้อื่น 3) ความมีจิตอาสาช่วยเหลือผู้อื่น ปัจจัยภายนอก ได้แก่ 1) ปฏิสัมพันธ์จากการสร้างกิจกรรมแบ่งปันความรู้ระหว่างกัน 2) คำกล่าวเสริมความคิดบวกหรือสัญรูปชูนิ้วโป้งช่วยสร้างกำลังใจในการแบ่งปันข้อมูล ลักษณะชุมชนออนไลน์ ได้แก่ 1) เอื้ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูล 2) ช่วยสร้างความผูกพันในชุมชนออนไลน์ 3) ให้ความช่วยเหลือระหว่างกันในชุมชนออนไลน์


การผลิตบีตากลูแคนจากยีสต์ดำ Aureobasidium Thailandense และการประยุกต์เป็นส่วนผสมของเยลลีพรีไบโอติก, นันทัชพร ก่าหยั่นนะ Jan 2017

การผลิตบีตากลูแคนจากยีสต์ดำ Aureobasidium Thailandense และการประยุกต์เป็นส่วนผสมของเยลลีพรีไบโอติก, นันทัชพร ก่าหยั่นนะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้คือเพื่อหาภาวะที่เหมาะสมในการผลิตบีตากลูแคนจาก Aureobasidium thailandense NRRL 58543 และศึกษาผลกระทบของน้ำหนักโมเลกุลบีตากลูแคนต่อคุณสมบัติพรีไบโอติก และประยุกต์ใช้ในการผลิตเยลลี ปริมาณการผลิตบีตากลูแคนสูงสุด (37.73±0.15 กรัมต่อลิตร) กับความขาวที่ยอมรับได้ (ดัชนีความขาว ≥ 48) ได้รับหลังจากที่เลี้ยง A. thailandense NRRL 58543 ในอาหารสูตร production medium โดยมีโซเดียมไนเตรท ร้อยละ 0.06 (โดยน้ำหนักต่อปริมาตร) เป็นแหล่งไนโตรเจน เสริมด้วยน้ำมันดอกทานตะวันร้อยละ 8.17 (โดยปริมาตรต่อปริมาตร) มีค่า pH เริ่มต้น 6.5 ภายใต้สภาวะการเขย่าที่ 150 รอบต่อนาที อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 4 วัน บีตากลูแคนที่ได้ถูกนำมาย่อยด้วยเอนไซม์บีตากลูแคนเนสทางการค้า ได้เป็นบีตากลูแคนไฮโดรไลเซทซึ่งประกอบด้วยน้ำตาลกลูโคสและโอลิโกแซ็กคาไรด์ มีน้ำหนักโมเลกุลเฉลี่ย 77,720 ดาลตัน ผลได้ของการย่อยบีตากลูแคนไฮโดรไลเซทด้วยน้ำย่อยเทียมเป็นเวลา 4 ชั่วโมง คือร้อยละ 26.51 ขณะที่บีตากลูแคนดั้งเดิมทนต่อการย่อยได้ นอกจากนั้นยังพบว่าบีตากลูแคนดั้งเดิมที่ 2 มิลลิกรัม คาร์บอน/มิลลิลิตร สามารถกระตุ้นการเติบโตของ Lactobacillus casei และ L. brevis ได้มากกว่า 1.8 เท่า เมื่อเทียบกับบีตากลูแคนไฮโดรไลเซท ภายหลังจากที่บ่มเป็นเวลา 48 ชั่วโมง บีตากลูแคนดั้งเดิมถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมสำหรับการผลิตเยลลี เมื่อนำบีตากลูแคนดั้งเดิมที่ความเข้มข้นสูงสุดร้อยละ 0.5 (โดยน้ำหนักต่อปริมาตร) ผสมร่วมกับเยลลี พบว่าเป็นที่ยอมรับทางประสาทสัมผัสที่ประกอบด้วย สี ความยืดหยุ่น ความเหนียว และความชอบโดยรวม จากผู้บริโภคจำนวน 30 คน เยลลีพรีไบโอติกที่ผลิตได้นี้สามารถเก็บรักษาที่อุณหภูมิห้องได้นาน 7 วัน


คอมพิวเตอร์วิทัศน์เพื่อการจำแนกขนาดไก่ก่อนการนำอวัยวะภายในออก, บุญยเกียรติ ฉายเทพประสิทธิ์ Jan 2017

คอมพิวเตอร์วิทัศน์เพื่อการจำแนกขนาดไก่ก่อนการนำอวัยวะภายในออก, บุญยเกียรติ ฉายเทพประสิทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความสม่ำเสมอของขนาดซากไก่เป็นปัจจัยหนึ่งของการเกิดปัญหาไก่ไส้แตก ซึ่งปัญหานี้มักพบในขั้นตอนการนำเอาอวัยวะภายในออก เมื่อเกิดปัญหาไก่ไส้แตกพนักงานในโรงงานผลิตไก่ต้องเสียเวลาทำความสะอาด และเสียเวลา จึงทำให้ต้นทุนการผลิตเนื้อไก่สูงขึ้น โดยปรกติขนาดของซากไก่ถูกควบคุม ด้วยน้ำหนักและอายุของไก่ แต่ในความเป็นจริง ขนาดไก่ มีความสัมพันธ์กับน้ำหนักและอายุ เพียงเล็กน้อย งานวิจัยนี้จึงนำเสนอวิธีการตรวจสอบความสม่ำเสมอของซากไก่ ด้วยวิธีการประมวลผลภาพดิจิทัล โดยงานวิจัยนี้แบ่งออกเป็นสองส่วน ได้แก่ ส่วนแรกนำเสนอวิธีการตัดแบ่งส่วนซากไก่ซึ่งเกิดจากการประมวลผลร่วมกันสามวิธีการ ได้แก่ การใช้แบ่งส่วนภาพด้วยสีการใช้ฟิลเตอร์โครงสร้างส่วนประกอบ และการใช้สัณฐานวิทยาของภาพ โดย งานวิจัยนี้ใช้ 5 ตัวชี้วัด เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของกระบวนการ และงานวิจัยส่วนที่สองเป็นการนำเสนอวิธีการตรวจและสังเกตความสม่ำเสมอของขนาดซากไก่ หลังจากที่ภาพไก่ถูกตัดแยกด้วยกระบวนการแยกภาพซากไก่จากการวิจัยส่วนแรก ซึ่งงานวิจัยนี้ได้ทดสอบวิธีการนำเสอน 4 วิธีการ ซึ่งพบว่า วิธีการที่อยู่บนพื้นฐานของลายเซ็นภาพดิจิทัลทีมีการกำหนด ช่วงขอบเขตการยอมรับ เป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุด สำหรับการตรวจสอบความสม่ำเสมอของภาพซากไก่


สมบัติเชิงหน้าที่ของโปรตีนสกัดเข้มข้นในใบที่ได้จากแหนในประเทศไทย, สุภาภรณ์ กรณีย์ Jan 2017

สมบัติเชิงหน้าที่ของโปรตีนสกัดเข้มข้นในใบที่ได้จากแหนในประเทศไทย, สุภาภรณ์ กรณีย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โปรตีนสกัดเข้มข้นในใบ (leaf protein concentrate, LPC) เป็นโปรตีนสำคัญที่ใช้เป็นส่วนผสมของอาหารมังสวิรัติ และอาหารเสริม ทั้งในมนุษย์และสัตว์ โดยส่วนใหญ่ LPC ผลิตจากผักและธัญพืช เช่น ถั่วลิสง มันสำปะหลัง และผักบุ้ง ขณะที่ปริมาณรายงานการผลิตโปรตีนจากพืชน้ำมีน้อยโดยเฉพาะจากแหน (duckweed) แหนเป็นพืชน้ำที่โตเร็วและมีปริมาณไนโตรเจนอินทรีย์สูง ซึ่งงานวิจัยครั้งนี้ศีกษาปริมาณโปรตีนทั้งหมด (total protein content, TPC) ในแหนที่พบในประเทศไทย 4 ชนิด ได้แก่ ไข่น้ำ (Wolffia globosa) แหนเป็ดเล็ก (Lemna minor) แหนเป็ดใหญ่ (Spirodela polyrrhiza) และแหนแดง (Azolla pinnata) ด้วยวิธี Kjeldahl พบว่าไข่น้ำมีปริมาณโปรตีนสูงที่สุด ซึ่งเท่ากับร้อยละ 27.45±0.02 (โดยน้ำหนัก) จึงคัดเลือกมาศึกษาสภาวะที่เหมาะสมในการสกัดโปรตีนเข้มข้นจากไข่น้ำโดยการปรับ pH ระหว่าง 3-6 และอุณหภูมิระหว่าง 37-80 องศาเซลเซียส ซึ่งสภาวะที่เหมาะสมในการผลิตโปรตีนเข้มข้นจากไข่น้ำมากที่สุดที่ pH 4 และอุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส โดยผลิตโปรตีนได้สูงสุดร้อยละ 69.96±0.10 (โดยน้ำหนัก) จากนั้นวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของโปรตีนเข้มข้นจากไข่น้ำพบว่ามีปริมาณโปรตีนร้อยละ 69.96 (โดยน้ำหนัก), ไขมันร้อยละ 8.96 (โดยน้ำหนัก), คาร์โบไฮเดรตร้อยละ 8.84 (โดยน้ำหนัก), ความชื้นร้อยละ 5.66 (โดยน้ำหนัก), เส้นใยร้อยละ 4.06 (โดยน้ำหนัก) และเถ้าร้อยละ 2.49 (โดยน้ำหนัก) เมื่อวิเคราะห์โลหะหนักในตัวอย่างด้วยวิธี Air-C2H2 Flame Atomic Absorption Spectrometry พบว่า LPC ที่ผลิตได้มีปริมาณ แมงกานีส 2.37 มิลลิกรัม/ลิตร, เหล็ก 2.29 มิลลิกรัม/ลิตร และสังกะสี 2.16 มิลลิกรัม/ลิตร จากการศึกษาชนิดและปริมาณกรดอะมิโนที่ในตะกอนโปรตีน พบว่ามีปริมาณกรดกลูตามิคสูงที่สุดคือร้อยละ 8.07 …


การพัฒนาเทคนิคการถ่ายภาพด้วยรังสีเอกซ์ที่บันทึกภาพโดยใช้กล้องดิจิทัลสำหรับคัดกรองของเหลว, นพรัตน์ แก้วใหม่ Jan 2017

การพัฒนาเทคนิคการถ่ายภาพด้วยรังสีเอกซ์ที่บันทึกภาพโดยใช้กล้องดิจิทัลสำหรับคัดกรองของเหลว, นพรัตน์ แก้วใหม่

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเทคนิคการถ่ายภาพด้วยรังสีเอกซ์โดยใช้กล้องถ่ายภาพดิจิทัลสำหรับคัดกรองของเหลวติดไฟจากการหาค่าสัมประสิทธิ์การลดทอนรังสี ระบบถ่ายภาพด้วยรังสีประกอบด้วยกล้องถ่ายภาพดิจิทัลร่วมด้วยแผ่นเรืองรังสีเป็นฉากรับภาพถ่ายรังสีและควบคุมกล้องด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ผ่าน USB ภาพถ่ายด้วยรังสีของของเหลวชนิดต่าง ๆ ที่บรรจุในขวดพลาสติกบางทรงเหลี่ยมความกว้าง 6 เซนติเมตร โดยใช้ค่าความต่างศักย์ของเครื่องกำเนิดรังสีเอกซ์ระหว่าง 90 -160 กิโลโวลต์ ภาพถ่ายด้วยรังสีถูกวิเคราะห์ด้วยซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ที่พัฒนาขึ้นมา ซึ่งใช้เทคนิคการคำนวณหาค่าและเปรียบเทียบค่าสัมประสิทธิ์การลดทอนรังสีของของเหลวใด ๆ เทียบกับของน้ำที่ถูกถ่ายภาพด้วยปริมาณรังสีเอ็กซ์ด้วยเงื่อนไขเดียวกัน จากผลการทดลองพบว่า เทคนิคการถ่ายภาพและซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้คัดแยกของเหลวชนิดติดไฟและของเหลวชนิดที่ไม่ติดไฟได้เป็นอย่างดี ซึ่งสามารถนำเทคนิคนี้ไปพัฒนาต่อยอดในงานด้านรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้เกิดความรวดเร็วมากยิ่งขึ้นได้


การประเมินประสิทธิศักย์ของการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อในแผลสุนัขและแมวกัด, พรชนิตว์ หมื่นหน้า Jan 2017

การประเมินประสิทธิศักย์ของการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อในแผลสุนัขและแมวกัด, พรชนิตว์ หมื่นหน้า

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์: เปรียบเทียบอุบัติการณ์การเกิดแผลติดเชื้อในผู้ที่ได้รับยา amoxicillin และ amoxicillin-clavulanic acid เพื่อป้องการการติดเชื้อจากสุนัขและแมวกัด/ข่วน และศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดแผลติดเชื้อ
วิธีการดำเนินการวิจัย: การวิจัยเชิงทดลองแท้จริงและใช้วิธีการปกปิดแบบทางเดียว ศึกษาในผู้ป่วยที่เกิดแผลจากสุนัขหรือแมวกัด/ข่วนที่มีระดับการสัมผัสโรคพิษสุนัขบ้าระดับ 3 และเข้ารับการรักษาภายใน 24 ชั่วโมง ณ แผนกฉุกเฉิน โรงพยาบาลบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 ถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2561 โดยการสุ่มแบบบล็อกให้ผู้ป่วยได้รับยา amoxicillin หรือยา amoxicillin-clavulanic acid เป็นระยะเวลา 5 วัน และประเมินผลการเกิดแผลติดเชื้อในวันที่ 3 และ 7 หลังจากได้รับยาปฏิชีวนะ
ผลการวิจัย: ผู้ป่วยทั้งหมด 236 คน เข้ารับบริการที่โรงพยาบาลด้วยสาเหตุสุนัขกัด แมวกัดและแมวข่วนร้อยละ 75, 18.2 และ 6.8 ตามลำดับ อุบัติการณ์การเกิดแผลติดเชื้อระหว่างกลุ่มที่ได้รับยา amoxicillin (ร้อยละ 1.7) กับยา amoxicillin-clavulanic acid (ร้อยละ 4.2) ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.447) ผู้ป่วยที่ได้รับยา amoxicillin-clavulanic acid เกิดอาการไม่พึงประสงค์มากกว่ากลุ่มที่ได้รับยา amoxicillin ร้อยละ 17.5 และ 10.3 ตามลำดับ (p=0.113) แผลบริเวณเท้าจากสุนัขกัดและแผลเจาะจากแมวกัดมีความสัมพันธ์กับการติดเชื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.048 และ p=0.029 ตามลำดับ)
สรุปผลการวิจัย : ยา amoxicillin สามารถใช้เป็นยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการเกิดแผลติดเชื้อจากสุนัขและแมวกัดได้ โดยไม่มีความแตกต่างของอุบัติการณ์การเกิดแผลติดเชื้อระหว่างกลุ่มที่ได้รับยา amoxicillin กับยา amoxicillin-clavulanic acid โดยการเกิดแผลบริเวณเท้าจากสุนัขกัดและการมีแผลเจาะจากแมวกัดอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดแผลติดเชื้อ


ผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่มีต่อการค้าระหว่างประเทศของไทยกับประเทศคู่ค้าที่สำคัญ, จักรกวินท์ เปี่ยมวรการุณย์ Jan 2017

ผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่มีต่อการค้าระหว่างประเทศของไทยกับประเทศคู่ค้าที่สำคัญ, จักรกวินท์ เปี่ยมวรการุณย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยทางทฤษฎีและการวิจัยเชิงประจักษ์ว่าด้วยผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่มีต่อการค้าระหว่างประเทศพบว่าความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนส่งผลให้การค้าระหว่างประเทศปรับตัวลดลงหากผู้ส่งออกมีลักษณะกลัวความเสี่ยงน้อย (Less Risk Averse) มิฉะนั้นมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นหากผู้ส่งออกมีลักษณะกลัวความเสี่ยงมาก (Highly Risk Averse) แต่มีบางงานศึกษาไม่พบผลกระทบที่มีนัยสำคัญ ฉะนั้นงานศึกษานี้มีจึงวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบทั้งในระยะสั้นและระยะยาวจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่มีต่อปริมาณการส่งออกของไทยโดยเลือกการส่งออกไปยัง4ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มประเทศอาเซียน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นและกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป การศึกษาใช้วิธี ARDL Bound Testing ซึ่งเป็นวิธีที่สามารถหาผลกระทบทั้งในระยะสั้นและระยะยาวรวมทั้งการปรับตัวจากระยะสั้นสู่ระยะยาวได้ในสมการเดียวกัน ข้อมูลที่ใช้มีลักษณะเป็นรายเดือนตั้งแต่ปี ค.ศ.2000 ถึง 2016 การศึกษาพบว่าในระยะสั้นความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนทำให้การส่งออกลดลง ในระยะยาวอุตสาหกรรมส่วนใหญ่สามารถปรับตัวต่อการผันผวน ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติ สำหรับในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบในระยะยาว ส่วนใหญ่ทำให้การส่งออกลดลง อ้างอิงได้ว่าผู้ส่งออกในอุตสาหกรรมเหล่านี้มีลักษณะกลัวความเสี่ยงน้อย (Less Risk Averse) จากการที่การส่งออกในอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนในระยะยาว ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวภายใต้การจัดการ (Managed Float) ของไทยจึงยังคงเป็นระบบที่มีความเหมาะสม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในระยะสั้นอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ดังนั้นภาครัฐควรจะมีมาตรการในการกระตุ้นและส่งเสริมให้ผู้ส่งออกมีการประกันความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กจำนวนมาก


บทบาทการพัฒนาทางการเงินและความยากง่ายในการประกอบธุรกิจต่อการจัดตั้งธุรกิจใหม่, ปิยาพัชร ล้อจรัสศรีวงษ์ Jan 2017

บทบาทการพัฒนาทางการเงินและความยากง่ายในการประกอบธุรกิจต่อการจัดตั้งธุรกิจใหม่, ปิยาพัชร ล้อจรัสศรีวงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทการพัฒนาทางการเงินและความยากง่ายในการประกอบธุรกิจต่อการจัดตั้งธุรกิจใหม่ โดยพิจารณาบทบาทการพัฒนาทางการเงินทั้งในด้านความลึก การเข้าถึง และความมีประสิทธิภาพของสถาบันการเงินและความยากง่ายในการประกอบธุรกิจด้านต่าง ๆ ประกอบด้วย การเริ่มต้นธุรกิจ การจดทะเบียนทรัพย์สิน การคุ้มครองผู้ลงทุน และการชำระภาษี โดยศึกษาในประเทศกำลังพัฒนา 8 ประเทศ ประกอบด้วย ประเทศมาเลเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย อินเดีย ศรีลังกา บังคลาเทศ และปากีสถาน ใช้ข้อมูลภาคตัดขวางร่วมกับข้อมูลอนุกรมเวลา ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2002-2014 ประยุกต์กับแบบจำลอง Panel Regression Method Models ด้วยวิธี Fixed-Effects ผลการศึกษาพบว่า การเข้าถึงสถาบันการเงิน ความสะดวกในการเริ่มต้นธุรกิจ การคุ้มครองผู้ลงทุนและอัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัวมีผลทางบวก ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่แท้จริงมีผลทางลบต่อจำนวนการจดทะเบียนประกอบธุรกิจใหม่ในประเทศอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตาม การศึกษาพบว่าความลึกและประสิทธิภาพของสถาบันการเงิน ความสะดวกในการจดทะเบียนทรัพย์สิน การชำระภาษี มูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และสัดส่วนการออมต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศมีความสัมพันธ์กับจำนวนการจดทะเบียนประกอบธุรกิจใหม่ในประเทศอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ


การแปลงเปลี่ยนสถานภาพจากผู้สูญเสียไปสู่นักกิจกรรมสังคมของผู้หญิงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้, ซารีฮาน สุหลง Jan 2017

การแปลงเปลี่ยนสถานภาพจากผู้สูญเสียไปสู่นักกิจกรรมสังคมของผู้หญิงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้, ซารีฮาน สุหลง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายการแปลงเปลี่ยน (Transformation) สถานภาพของผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จากผู้สูญเสียมาสู่ นักกิจกรรมสังคม และระบุเงื่อนไขที่ที่เอื้อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ผู้วิจัยเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ผู้หญิงที่เป็นนักกิจกรรมและเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการสูญเสียสมาชิกในครอบครัวหรือสมาชิกในครอบครัวถูกดำเนินคดีความมั่นคงในพื้นที่ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ผลการศึกษาพบว่า ผู้หญิงนักกิจกรรมได้ปรับเปลี่ยนตัวเองในระดับทัศนคติ พฤติกรรม และ วิถีชีวิต อันได้แก่การค้นพบศักยภาพของตัวเอง ทัศนคติต่อผู้อื่น และ การหันมาทำงานเพื่อสังคมมากขึ้นขณะที่ยังมีภาระดูแลครอบครัว เงื่อนไขสำคัญของการเปลี่ยนแปลง ส่วนหนึ่งมาจากการทำงานร่วมกันกับเครือข่ายทางสังคมในกระบวนการเยียวยา ที่ทำให้เกิดการช่วยเหลือกัน การรับฟังปัญหาของผู้อื่น และการเรียนรู้ประสบการณ์เพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้องเผชิญร่วมกัน เครือข่ายกิจกรรมเป็นทุนทางสังคมที่เอื้อให้ผู้หญิงผู้สูญเสียทำงานเพื่อส่วนรวมได้ (public sphere) ส่วนทุนทางสังคมดังเดิมอันได้แก่ ครอบครัวและเครือญาติช่วยประคับประคองชีวิตส่วนตัวและครอบครัว (private sphere) นอกจากนั้นผู้หญิงผู้สูญเสียสามารถแสดงบทบาททางสังคมได้มากน้อยแตกต่างกัน ผู้หญิงส่วนหนึ่งก้าวไปสู่การสร้างพื้นที่สันติภาพ ขณะที่ส่วนหนึ่งทำงานเพื่อสร้างโอกาสการดำรงชีพ ทั้งนี้ยังมีปัจจัยเนื่องมาจากการมีทุนมนุษย์หรือศักยภาพและประสบการณ์ส่วนบุคคลไม่เท่ากันด้วย


ปัญหาเกี่ยวกับการโอนสิทธิในรายได้ในอนาคต ศึกษากรณีกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน, อัญรินทร์ จิระตระกูลวัชร์ Jan 2017

ปัญหาเกี่ยวกับการโอนสิทธิในรายได้ในอนาคต ศึกษากรณีกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน, อัญรินทร์ จิระตระกูลวัชร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเป็นเครื่องมือทางการเงินในการระดมทุนรูปแบบหนึ่งของผู้ประกอบกิจการโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือภาคเอกชน โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลงทุนในกิจการโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานสามารถลงทุนในทรัพย์สินกิจการโครงสร้างพื้นฐานได้หลายประเภท แต่ส่วนใหญ่จะเน้นลงทุนในสิทธิในการรับประโยชน์จากรายได้ในอนาคตหรือสิทธิในรายได้ในอนาคต โดยการเข้าทำสัญญาโอนสิทธิในการรับประโยชน์จากรายได้ในอนาคตกับผู้ประกอบกิจการโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเมื่อพิจารณาลักษณะ รูปแบบและเงื่อนไขของการเข้าทำสัญญาโอนสิทธิในการรับประโยชน์จากรายได้ในอนาคต และสัญญาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องแล้วพบว่า การโอนสิทธิในการรับประโยชน์จากรายได้ในอนาคตดังกล่าวมีลักษณะเป็นธุรกรรมที่ค่อนข้างซับซ้อน จึงเกิดปัญหาว่า สัญญาโอนสิทธิในการรับประโยชน์จากรายได้ในอนาคตควรจะเป็นธุรกรรมประเภทใด เข้าลักษณะเป็นสัญญาซื้อขาย หรือสัญญากู้ยืมเงิน หรือธุรกรรมอื่นใด ซึ่งลักษณะที่ไม่ชัดเจนของสัญญาโอนสิทธิในการรับประโยชน์จากรายได้ในอนาคตดังกล่าวทำให้เกิดปัญหาในการจัดเก็บภาษีอากรว่า ผู้ประกอบกิจการโครงสร้างพื้นฐานและกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานควรจะมีภาระภาษีในธุรกรรมดังกล่าวอย่างไร และเนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มีบทบัญญัติในประมวลรัษฎากรหรือกฎหมายลำดับรองกำหนดหลักเกณฑ์หรือแนวทางในการจัดเก็บภาษีอากรสำหรับธุรกรรมการโอนสิทธิในการรับประโยชน์จากรายได้ในอนาคตไว้เป็นการเฉพาะ จึงมีการนำบทบัญญัติซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ทั่วไปของกฎหมายภาษีอากรมาปรับใช้ ซึ่งการนำมาปรับใช้ดังกล่าวก่อให้เกิดปัญหาค่อนข้างมากในทางปฏิบัติ โดยมีการตีความธุรกรรมการโอนสิทธิในการรับประโยชน์จากรายได้ในอนาคตในลักษณะที่แตกต่างกันไป ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมและความไม่แน่นอนในการจัดเก็บภาษีซึ่งขัดต่อหลักการบริหารภาษีอากรที่ดี ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงได้ศึกษาเพื่อเสนอแนะให้กำหนดหลักเกณฑ์หรือแนวทางในการจัดเก็บภาษีอากรสำหรับธุรกรรมการโอนสิทธิในการรับประโยชน์จากรายได้ในอนาคต กรณีกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเป็นรูปแบบธุรกรรมทางการเงิน (Financing) ให้ชัดเจน


ความเป็นไปได้ของการขนส่งสินค้าภายในประเทศไทยด้วยตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 12 ฟุต :กรณีศึกษาผู้ให้บริการขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภคทางถนน, ธีรชัย เรืองพรวิสุทธิ์ Jan 2017

ความเป็นไปได้ของการขนส่งสินค้าภายในประเทศไทยด้วยตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 12 ฟุต :กรณีศึกษาผู้ให้บริการขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภคทางถนน, ธีรชัย เรืองพรวิสุทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการขนส่งสินค้าด้วยตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 12 ฟุต ในประเทศไทย ซึ่งจะทำการศึกษาการขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภค (อาหารแห้ง ซอสปรุงรส ของใช้ส่วนตัวและสินค้าเบ็ดเตล็ดทั่วไป) ภายในประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงานและลดระยะเวลาในกระบวนการทำงาน ซึ่งจะสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิการทำงานและโอกาสทางการแข่งขันทางธุรกิจของของผู้ให้บริการขนส่งสินค้าภายในประเทศได้
วิธีการดำเนินการวิจัยประกอบด้วยขั้นตอน 1. ทบทวนวรรณกรรมเพื่อศึกษาคุณสมบัติของตู้คอนเทนเนอร์และการนำมาประยุกต์ใช้ในการขนส่งสินค้า 2. การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ทราบถึงเหตุผล ความคิดเห็นในการนำตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 12 ฟุต มาใช้ ทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น 3. สำรวจข้อมูลของผู้ให้บริการขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภคทางถนนที่เป็นกรณีศึกษา โดยได้รวบรวมข้อมูลข้อมูลเวลาการปฏิบัติงานจริงในกิจกรรม การคัดแยก การจัดเรียง การจัดเส้นทางขนส่งและการขนถ่ายสินค้า รวมถึงการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุนคงที่ ต้นทุนแปรผันและต้นทุนดำเนินงานทั้งหมด ต่อจากนั้นนำข้อมูลที่รวบรวมได้มาคาดคะเนต้นทุนที่เกิดขึ้นหากนำตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 12 ฟุตมาใช้ เทียบกับต้นทุนที่เกิดขึ้นในกรณีที่ไม่ใช้ตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 12 ฟุต ด้วยการจำลองการดำเนินงานภายใต้ปริมาณและสถานการณ์ขนส่งสินค้าที่เกิดขึ้นจริงในช่วงวันที่ 1ตุลาคม 2560 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560
ผลการเปรียบเทียบต้นทุนแสดงให้เห็นว่า การใช้ตู้คอนเทนเนอร์ 12 ฟุตจะช่วยลดระยะเวลาในการขนถ่ายสินค้า เพราะไม่ต้องเสียเวลานำสินค้าออกมาจากรถขนส่งขนาดใหญ่มาถ่ายลงรถขนส่งขนาดเล็กที่ศูนย์กระจายสินค้าปลายทาง ทำให้รถขนส่งสามารถทำรอบการขนส่งได้มากขึ้น อย่างไรก็ดี เนื่องจากความจำเป็นที่จะต้องลงทุนในตู้คอนเทนเนอร์ 12 ฟุต ความคุ้มคา่ในการใช้ตู้คอนเทนเนอร์ประเภทนี้จึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการใช้ประโยชน์จากความจุของตู้คอนเทนเนอร์ (Utilization) ซึ่งต้องอาศัยการจัดเส้นทางขนส่งที่ดีและปริมาณสินค้าที่มากพอในระดับหนึ่ง อนึ่ง ความคุ้มค่าในการใช้ตู้คอนเทนเนอร์ 12 ฟุตจะมากขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของค่าแรง


กระบวนการปลดระวางเรือกักเก็บและผลิตปิโตรเลียม กรณีศึกษา การปลดระวางเรือกักเก็บและผลิตปิโตรเลียม ลีเวค อรุโณทัย, วนิช สนพิพัฒน์ Jan 2017

กระบวนการปลดระวางเรือกักเก็บและผลิตปิโตรเลียม กรณีศึกษา การปลดระวางเรือกักเก็บและผลิตปิโตรเลียม ลีเวค อรุโณทัย, วนิช สนพิพัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบและวิเคราะห์ ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อรายงานการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมกับมาตราฐาน ระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการรื้อถอนการปลดระวางเรือกักเก็บและผลิตปิโตรเลียมตลอดจนเสนอแนะแนวทางที่เหมาะสมต่อการรื้อถอนและการปลดระวางเรือกักเก็บและผลิตปิโตรเลียม โดยศึกษาจากกรณีศึกษาการปลดระวางเรือกักเก็บและผลิตปิโตรเลียม ลีเวค อรุโณทัย โดยงานวิจัยนี้ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านการปลดระวางเรือกักเก็บและผลิตปิโตรเลียมจำนวน 20 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้สถิติเชิงพรรณนาแสดงผลในรูปแบบอัตราร้อยละเพื่อทดสอบขั้้นตอนและวิเคราะห์โดยการเปรียบเทียบระหว่างความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญกับมาตราฐาน ระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการรื้อถอนการปลดระวางเรือกักเก็บและผลิตปิโตรเลียม ผลการศึกษาพบว่า (1) ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลดระวางเรือกักเก็บและผลิตปิโตรเลียมเห็นด้วยกับรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการปลดระวางเรือกักเก็บและผลิตปิโตรเลียมและ (2) รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการปลดระวางเรือกักเก็บและผลิตปิโตรเลียม กรณีศึกษาการปลดระวางเรือกักเก็บและผลิตปิโตรเลียม ลีเวค อรุโณทัย เป็นแนวทางการปลดระวางเรือกักเก็บและผลิตปิโตรเลียมที่เหมาะสมและสอดคล้องตามกฎหมายภายในประเทศและต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการรื้อถอนสิ่งติดตั้ง ทั้งนี้ผลการศึกษาสามารถนำมาจัดทำแนวทางปฏิบัติในการรื้อถอนเรือกักเก็บและผลิตปิโตรเลียมที่เหมาะสมในอนาคตอันจะเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องสืบไป


ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อสินค้าที่มีการโฆษณาแฝงในรายการอาหารบนยูทูบ, ปรมินทร์ ศิรินุกุลวัฒนา Jan 2017

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อสินค้าที่มีการโฆษณาแฝงในรายการอาหารบนยูทูบ, ปรมินทร์ ศิรินุกุลวัฒนา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปิดรับ การจดจำ ทัศนคติและความตั้งใจซื้อของผู้ชมต่อตราสินค้าที่มีการโฆษณาแฝงและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อของผู้ชมจากการทำโฆษณาแฝงในรายการเกี่ยวกับอาหารบนยูทูบ ได้แก่ รายการ GGcooking และล้างตู้เย็นและอิ่ม TIPS โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ ด้วยการสำรวจโดยใช้แบบสอบถามกับผู้ชมที่เคยรับชมรายการ จำนวนรายการละ 200 คน รวม 400 คน ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างโดยรวมมีพฤติกรรมเปิดรับชมรายการอาหารบนยูทูบค่อนข้างมาก โดยมีลักษณะการรับชมค่อนข้างบ่อยครั้งและใช้ระยะเวลาค่อนข้างนานในการรับชมต่อครั้ง มีความสามารถจดจำตราสินค้าที่ทำการโฆษณาแฝงในรายการอาหารยูทูบในระดับปานกลาง มีทัศนคติต่อตราสินค้าที่ทำโฆษณาแฝงในรายการอาหารบนยูทูบในระดับดี มีความชื่นชอบต่อโฆษณาแฝงในรายการอาหารบนยูทูบในระดับปานกลาง โดยชื่นชอบโฆษณาแฝงแบบการเชื่อมโยงสินค้ากับเนื้อหา (Tie-In) มากที่สุด และมีความตั้งใจซื้อสินค้าที่ทำการโฆษณาแฝงในรายการอาหารบนยูทูบในระดับปานกลาง สำหรับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อสินค้าที่ทำโฆษณาแฝงในรายการอาหารบนยูทูบของผู้ชมนั้น ได้แก่ ทัศนคติต่อรูปแบบโฆษณาแฝง (Beta = 0.469) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 และทัศนคติต่อตราสินค้า (Beta = 0.336) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01


การเปิดโปงหน้าม้าในชุมชนออนไลน์พันทิปดอทคอม, ปองรัก เกษมสันต์ Jan 2017

การเปิดโปงหน้าม้าในชุมชนออนไลน์พันทิปดอทคอม, ปองรัก เกษมสันต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปรากฏการณ์กระทู้หน้าม้า หรือกระทู้รับจ้างรีวิวสินค้าในเว็บไซต์พันทิปดอทคอม โดยเลือกศึกษาเฉพาะลักษณะเด่นของกระทู้หน้าม้า กระบวนการตรวจสอบและเปิดโปงหน้าม้า รวมทั้งกระบวนการสร้างและส่งเสริมการกำกับดูแลกันเองทั้งโดยผู้ใช้พันทิปและทีมงานพันทิป การศึกษาใช้การวิเคราะห์เนื้อหาจากกรณีตัวอย่าง 5 กรณีระหว่าง พ.ศ. 2556 – 2559 การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ใช้พันทิป และการสนทนากลุ่มผู้นิยมอ่านรีวิวในอินเทอร์เน็ต ผลการศึกษาพบว่า กระทู้หน้าม้าในเว็บไซต์พันทิปดอทคอมปรากฏอยู่ในสามรูปแบบหลัก ๆ ตามลักษณะการนำเสนอเนื้อหา ได้แก่ กระทู้รีวิวแบบพื้นฐานทั่วไป กระทู้สาธิตวิธีการสร้างสิ่งใหม่โดยมีสินค้าหรือบริการหนึ่ง ๆ เป็นส่วนประกอบ และกระทู้เปิดประเด็นให้เกิดบทสนทนา โดยกระทู้หน้าม้าทั้งสามรูปแบบนี้จะมีองค์ประกอบสำคัญสองประเภทคือ การสร้างความดึงดูดใจ และการสร้างความแนบเนียนให้เนื้อหาดูไม่ออกว่ามาจากหน้าม้า ในส่วนของการตรวจสอบและเปิดโปงกระทู้ที่ต้องสงสัยว่าจะเป็นกระทู้หน้าม้านั้น จากการศึกษาพบว่า มีกระบวนการที่เป็นขั้นตอนดังนี้คือ 1) การวิเคราะห์ความสมจริงและความสอดคล้องของคำบรรยายกับภาพประกอบ 2) การค้นคว้าข้อมูลอื่น ๆ นอกเหนือจากที่ปรากฏในกระทู้ ทั้งที่อยู่ในเว็บไซต์พันทิปเองและเว็บไซต์อื่น และ 3) การสืบหาข้อมูลที่ไม่เคยมีการเผยแพร่มาก่อน เพื่อให้การเปิดโปงมีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ จากการศึกษายังพบว่า การกำกับดูแลกระทู้หน้าม้าในชุมชนออนไลน์พันทิปนั้น จะมีที่มาจากสองส่วน ได้แก่ การออกแบบเว็บไซต์ของพันทิป กับ การการลงโทษโดยสมาชิกพันทิปด้วยกัน โดยทั้งสองส่วนนี้ต่างประกอบด้วยสองแนวทางคือ กระบวนการรับมือกับปัญหาหน้าม้า และกระบวนการสื่อสารหลังเกิดปัญหาหน้าม้า


การประยุกต์ใช้บอร์ดเกมเพื่อพัฒนาทักษะสื่อสารการแสดง, รักชน พุทธรังษี Jan 2017

การประยุกต์ใช้บอร์ดเกมเพื่อพัฒนาทักษะสื่อสารการแสดง, รักชน พุทธรังษี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้เป็นการวิจัยเชิงประยุกต์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบของบอร์ดเกมที่ส่งเสริมทักษะสื่อสารการแสดง และเพื่อประยุกต์ใช้บอร์ดเกมในการพัฒนาทักษะสื่อสารการแสดง โดยการจัดกระบวนการประยุกต์ใช้บอร์ดเกมพื่อพัฒนาทักษะสื่อสารการแสดง ประกอบกับสหวิธีการ ได้แก่ การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านบอร์ดเกมแบบเจาะลึก การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมโดยผู้วิจัย การประเมินก่อน-หลังการร่วมกิจกรรม และการสนทนากลุ่มกับกลุ่มตัวอย่าง จากนั้นจึงนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ และนำเสนอผลการวิจัยเป็นลำดับ ผลของการวิจัยพบว่า กระบวนการประยุกต์บอร์ดเกมเพื่อพัฒนาทักษะสื่อสารการแสดง สามารถใช้พัฒนาทักษะสื่อสารการแสดงได้แก่ 1) ความสามารถในการใช้ภาษาพูด 2) ความพร้อมของอารมณ์และความรู้สึก 3) ความพร้อมของประสาทสัมผัส 4) สมาธิ 5) ความสามารถในการสังเกต 6) ความจำ 7) ความเข้าใจ 8) ความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ 9) ความกล้าแสดงออก และ 10) การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยคัดเลือกบอร์ดเกมจากองค์ประกอบของบอร์ดเกม ได้แก่ 1) ประเภทของบอร์ดเกม ควรเป็นบอร์ดเกมประเภทปาร์ตี้เกม 2) แนวของบอร์ดเกม ควรเป็นแนวอารมณ์ขัน แนวโน้มน้าวใจ แนวเล่าเรื่อง และแนวตัดตัวเลือก 3) กลศาสตร์ของบอร์ดเกม ควรประกอบไปด้วย กลศาสตร์การสวมบทบาท กลศาสตร์การเล่าเรื่อง และกลศาสตร์การลงมติ เพื่อให้สอดคล้องกับกระบวนการของเกมการแสดง และเพิ่มกลศาสตร์ที่ส่งเสริมการใช้ทักษะสื่อสารการแสดงอย่างเฉพาะเจาะจง จากนั้นจึงนำเกมที่เลือกแล้วมาวางโครงสร้างของกิจกรรม โดย 1) เริ่มด้วยเกมอุ่นเครื่อง 2) เข้าสู่เกมแนวตัดตัวเลือกที่มีกลศาสตร์การสวมบทบาท 3) เข้าสู่เกมแนวตัดตัวเลือกที่มีกลศาสตร์การมีคู่หู 4) เข้าสู่เกมที่เน้นไหวพริบ เพื่อประมวลทักษะสื่อสารการแสดงที่ได้ใช้ในแต่ละเกม และ 5) สนทนาหลังจบกิจกรรม เพื่อประเมินผลกิจกรรม


การสื่อสารแบบห้องเสียงสะท้อนในเฟซบุ๊ก, วรางคณาง อุ๊ยนอก Jan 2017

การสื่อสารแบบห้องเสียงสะท้อนในเฟซบุ๊ก, วรางคณาง อุ๊ยนอก

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) องค์ประกอบของปรากฏการณ์ห้องเสียงสะท้อนในการสื่อสารบนสื่อสังคมออนไลน์เฟซบุ๊ก (2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อปรากฏการณ์ห้องเสียงสะท้อน และ (3) ผลที่สามารถประเมินได้ของปรากฏการณ์ห้องเสียงสะท้อน ผ่านเพจเฟซบุ๊กที่มีแนวโน้มจะเกิดปรากฏการณ์แห่งห้องเสียงสะท้อน ในประเด็นการสื่อสารที่มีแนวโน้มแบ่งขั้วทางความคิด 2 ประเด็น คือ ประเด็นการจัดการผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ และประเด็นความวุ่นวายในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนของนิสิตใหม่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2560 โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ คือ วิเคราะห์เนื้อหาและการวิเคราะห์ตัวบทความคิดเห็นบนโพสต์ของเพจ อีกทั้งยังสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ติดตามเพจที่มีความกระตือรือร้นสูง และค้นคว้าเอกสารต่าง ๆ
ผลการศึกษาองค์ประกอบของปรากฏการณ์ห้องเสียงสะท้อนในการสื่อสารทั้งสองประเด็น โดยการวิเคราะห์เนื้อหาพบว่า ผู้ติดตามเพจสื่อสารความคิดเห็น โดยให้ข้อเท็จจริงและตั้งคำถามต่อข้อมูลที่ได้รับรวมกันน้อยกว่าการให้ความคิดเห็นถึง 9 เท่า การสัมภาษณ์พบว่าผู้ติดตามเพจมีวิธีเลือกรับและหลีกเลี่ยงข้อมูลที่ขัดแย้งกับทัศนคติของตนเอง 4 แบบ คือ 1) การหลีกเลี่ยงทางกายภาพต่อเนื้อหา 2) การไม่ทำความเข้าใจเนื้อหา 3) การเลือกรับข้อมูลเพื่อหาข้อโต้แย้ง และ 4) การเลือกรับข้อมูลเพื่อจับผิดผู้นำเสนอข้อมูล และการวิเคราะห์ตัวบทพบว่า ผู้ใช้เฟซบุ๊ก 1) เลือกรับและตอบสนองต่อข้อมูลอย่างลำเอียง 2) สร้างกลุ่มแบ่งขั้ว และ 3) สื่อสารกันอย่างเป็นภัย
ทั้งนี้ ปัจจัยที่ส่งผลต่อปรากฏการณ์ห้องเสียงสะท้อน ได้แก่ 1) การนำเสนอข่าวสารของสื่อและบรรยากาศการสื่อสาร ส่งผลต่อเฉพาะการสื่อสารประเด็นการจัดการผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ 2) ปัจจัยด้านการกำกับดูแลเนื้อหา และ 3) ลักษณะของสื่อสังคมออนไลน์ที่มีการออกแบบฟีเจอร์และฟังก์ชันการใช้งานโดยมีกลไกของอัลกอริทึมอยู่เบื้องหลัง ได้ลดทอนความซับซ้อนของข้อมูล ผลักดันเนื้อหาที่ได้รับความนิยม และสร้างสังคมของคนที่คิดเหมือนกัน โดยผู้ติดตามเพจประเมินว่าการสื่อสารแบบห้องเสียงสะท้อนมีผลทั้งด้านที่ดีและด้านเสีย ทั้งต่อตัวบุคคลและต่อสังคม


ภาพตัวแทนของพื้นที่ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในภาพยนตร์ไทย, วิริยาภรณ์ จุนหะวิทยะ Jan 2017

ภาพตัวแทนของพื้นที่ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในภาพยนตร์ไทย, วิริยาภรณ์ จุนหะวิทยะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพที่มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสร้างภาพตัวแทนของพื้นที่ และความสัมพันธ์ระหว่างภาพตัวแทนของพื้นที่กับปรากฏการณ์ทางสังคมเกี่ยวกับพื้นที่ "สามจังหวัดชายแดนภาคใต้" ในภาพยนตร์ไทย โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์เนื้อหา (Textual Analysis) และวิเคราะห์บริบท (Contextual Analysis) ผ่านภาพยนตร์ไทยขนาดยาวที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ผลิตและออกฉายในช่วงปี พ.ศ. 2546-2559 จำนวน 6 เรื่อง ประกอบการสัมภาษณ์เจาะลึกผู้ผลิตภาพยนตร์และนักวิชาการ จำนวน 7 ท่าน ผลการวิจัยพบว่า ภาพยนตร์ไทยสร้างภาพตัวแทนของพื้นที่ "สามจังหวัดชายแดนภาคใต้" ด้วยกลวิธีที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับลักษณะของระบบการสร้าง ตระกูลภาพยนตร์ และองค์ประกอบของเรื่องเล่าแต่ละประเภท โดยภาพยนตร์ที่สร้างในระบบสตูดิโอมักหลีกเลี่ยงการพูดถึงประเด็นความรุนแรงในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยตรง ส่วนภาพยนตร์นอกระบบนั้นมักใช้วิธีการนำเสนอเชิงศิลปะและมุมมองเชิงปัจเจกในการวิพากษ์เหตุการณ์ ซึ่งภาพยนตร์ส่วนใหญ่ใช้องค์ประกอบการเล่าเรื่องตามตระกูลภาพยนตร์ที่สามารถเล่าเรื่องให้เข้าใจได้ง่าย นอกจากนี้ ภาพยนตร์แนวบันเทิงคดีนั้นมีวิธีการเล่าเรื่องพื้นที่อย่างหลากหลาย ไม่ยึดติดกับข้อมูลความจริง แตกต่างจากภาพยนตร์สารคดีที่เน้นการบันทึกภาพจากเหตุการณ์จริงมากกว่า ด้านความสัมพันธ์ระหว่างภาพตัวแทนของพื้นที่ "สามจังหวัดชายแดนภาคใต้" ในภาพยนตร์ไทยกับปรากฏการณ์ทางสังคมนั้น มีบทบาทในการสะท้อน การแสดงเจตจำนง และการประกอบสร้างความหมายของพื้นที่ตั้งแต่ระดับปัจเจกไปจนถึงระดับโครงสร้าง โดยผู้ผลิตภาพยนตร์เป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตความหมายของพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ผ่านสายตาของคนนอกพื้นที่ที่พยายามจะเข้าใกล้และทำความเข้าใจกับพื้นที่ดังกล่าวในเชิงบวกมากขึ้น


กฎหมายต้นแบบในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพให้แก่นักท่องเที่ยวอิสระที่เดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย, เทอดเกียรติ เอี่ยมรอด Jan 2017

กฎหมายต้นแบบในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพให้แก่นักท่องเที่ยวอิสระที่เดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย, เทอดเกียรติ เอี่ยมรอด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้มีความมุ่งหมายในการศึกษาเรื่องการให้ความคุ้มครองนักท่องเที่ยวอิสระและสภาพปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพให้แก่นักท่องเที่ยวอิสระที่เดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยมีการศึกษาถึงบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่มีการรับรองและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพด้านการท่องเที่ยว รวมถึงเสรีภาพในชีวิตร่างกายและสิทธิในทรัพย์สิน ควบคู่ไปกับการรับรองสิทธิเสรีภาพด้านการท่องเที่ยวตามหลักจรรยาบรรณการท่องเที่ยวโลกและวิเคราะห์เปรียบเทียบกับกรณีศึกษาในต่างประเทศ จากการศึกษาพบว่า ประเทศไทยยังขาดบทบัญญัติทางกฎหมายที่มีผลในการให้ความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพให้แก่นักท่องเที่ยวอิสระที่เดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยอย่างชัดเจนในเรื่องสิทธิเสรีภาพด้านการท่องเที่ยว เสรีภาพในชีวิตร่างกาย และสิทธิในทรัพย์สิน ทั้งในด้านการเดินทางขนส่งที่นักท่องเที่ยวอิสระไม่มีหลักประกันในการเดินทางท่องเที่ยวอย่างครบถ้วนในทุกรูปแบบการเดินทาง ในด้านการซื้อบริการด้านการท่องเที่ยวผ่านตัวแทนการเดินทางที่ไม่มีหลักเกณฑ์ในการควบคุมการประกอบกิจการดังกล่าว ส่งผลให้การซื้อบริการด้านการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวอิสระไม่ได้รับความคุ้มครองไม่ว่าจะเป็นการซื้อผ่านทางสำนักงานหรือผ่านระบบอินเตอร์เน็ตก็ตาม และในด้านการให้ความคุ้มครองนักท่องเที่ยวที่เป็นบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือทางการเคลื่อนไหว ที่ไม่มีบทบัญญัติในการรับรองสิทธิเสรีภาพของนักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าว จากปัญหาดังกล่าว ผู้เขียนจึงเสนอแนวทางการแก้ปัญหาโดยการกำหนดหลักเกณฑ์ที่ใช้เป็นหลักประกันต่อสิทธิเสรีภาพในการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวอิสระ ว่าหากเกิดความเสียหายต่อชีวิตร่างกาย ทรัพย์สินหรือสิทธิเสรีภาพด้านการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นความล่าช้าหรือการยกเลิกการเดินทาง จะมีกฎหมายที่ให้ความคุ้มครอง และต้องมีการกำหนดกรอบในการประกอบธุรกิจตัวแทนการเดินทาง เพื่อเป็นการคุ้มครองนักท่องเที่ยวอิสระจากการซื้อบริการด้านการท่องเที่ยว รวมถึงกำหนดให้มีบทบัญญัติที่เป็นการคุ้มครองนักท่องเที่ยวอิสระที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือทางการเคลื่อนไหว ให้สอดคล้องกับหลักจรรยาบรรณการท่องเที่ยวโลก ซึ่งผู้เขียนได้กำหนดแนวทางในการให้ความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพดังกล่าว โดยได้จัดทำเป็นกฎหมายต้นแบบ เพื่อให้หน่วยงานของรัฐหรือผู้ร่างกฎหมายสามารถหยิบยกไปใช้ได้ตามสมควร


มาตรการพิเศษเพื่อคุ้มครองผู้เสียหายในคดีข่มขืนกระทำชำเรา, คมชาญ ลิ้มเทียมเจริญ Jan 2017

มาตรการพิเศษเพื่อคุ้มครองผู้เสียหายในคดีข่มขืนกระทำชำเรา, คมชาญ ลิ้มเทียมเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงมาตรการพิเศษเพื่อคุ้มครองผู้เสียหายในคดีข่มขืนกระทำชำเราระหว่างการดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งศึกษาแนวคิดและเนื้อหาของมาตรการดังกล่าวในต่างประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบและนำเสนอมาตรการพิเศษเพื่อคุ้มครองผู้เสียหายในคดีข่มขืนกระทำชำเราที่เหมาะสมกับประเทศไทย จากการศึกษาพบว่าคดีข่มขืนกระทำชำเรานั้นเป็นความผิดอาญาที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากความผิดอาญาอื่น เพราะมีลักษณะรวมหลายฐานความผิดเข้าด้วยกัน ทั้งความผิดเกี่ยวกับเพศ ความผิดเกี่ยวกับร่างกาย และความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพและชื่อเสียง ทำให้ผู้เสียหายได้รับผลกระทบทั้งต่อร่างกาย จิตใจ ชื่อเสียง และเสรีภาพ อย่างไรก็ตาม กฎหมายของประเทศไทยกลับมีมาตรการคุ้มครองผู้เสียหายในคดีข่มขืนกระทำชำเราไม่เพียงพอและมีประสิทธิภาพไม่ดีเท่าที่ควร อีกทั้งกฎหมายเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมยังมีส่วนในการทำร้ายผู้เสียหายอีกด้วย ทั้งที่ผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานที่สำคัญที่สุดในคดี ผู้ซึ่งสมควรได้รับความคุ้มครองมากที่สุด ส่งผลให้คดีไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพราะผู้เสียหายไม่ประสงค์แจ้งความ เมื่อพิจารณามาตรการทางกฎหมายของสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐเกาหลี พบว่ามีการกำหนดมาตรการคุ้มครองผู้เสียหายในคดีข่มขืนกระทำชำเราไว้เฉพาะแตกต่างจากคดีอาญาทั่วไป โดยกำหนดสิทธิของผู้เสียหายเป็นพิเศษ ในขณะที่สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี แม้ไม่มีมาตรการเฉพาะแต่ได้กำหนดสิทธิเพื่อคุ้มครองผู้เสียหายในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ผู้เขียนจึงเสนอให้ประเทศไทยมีมาตรการพิเศษเพื่อคุ้มครองผู้เสียหายในคดีข่มขืนกระทำชำเรา ด้วยการแก้ไขบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ขยายระยะเวลาของอายุความในการแจ้งความกรณีเป็นความผิดอันยอมความได้ จัดทำแนวทางปฏิบัติในการสอบปากคำผู้เสียหายในคดีข่มขืนกระทำชำเราของพนักงานสอบสวน กำหนดให้มีการใช้บันทึกสื่อภาพและเสียงคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวนแทนคำเบิกความของผู้เสียหายในชั้นไต่สวนมูลฟ้องและชั้นพิจารณาคดีในชั้นศาล และทำการสืบพยานโดยแยกห้องพิจารณาผ่านกล้องวงจรปิด เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับความคุ้มครองและการดำเนินคดีข่มขืนกระทำชำเราเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


ขอบเขตการบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้ากับธุรกิจการแข่งขันกีฬาฟุตบอลอาชีพ: ศึกษากรณีการบังคับใช้กฎการจำกัดค่าใช้จ่ายเพื่อการแข่งขันที่เป็นธรรม (Financial Fair Play) ระหว่างผู้ประกอบธุรกิจกีฬาฟุตบอลอาชีพ, ธีรักษ์ ทองรักษ์ Jan 2017

ขอบเขตการบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้ากับธุรกิจการแข่งขันกีฬาฟุตบอลอาชีพ: ศึกษากรณีการบังคับใช้กฎการจำกัดค่าใช้จ่ายเพื่อการแข่งขันที่เป็นธรรม (Financial Fair Play) ระหว่างผู้ประกอบธุรกิจกีฬาฟุตบอลอาชีพ, ธีรักษ์ ทองรักษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

กฎการจำกัดค่าใช้จ่ายเพื่อการแข่งขันที่เป็นธรรม (Financial Fair Play) เป็นกฎที่ยูฟ่านำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาทางด้านการเงินที่เกิดขึ้นจากสภาวะหนี้สินสะสมอย่างต่อเนื่องของสโมสรกีฬาฟุตบอลในยุโรป โดยการกำหนดให้สโมสรใช้จ่ายได้เท่าที่ไม่เกินรายรับจากการประกอบธุรกิจเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากหลักเกณฑ์และแนวทางในการบังคับใช้กฎหมายต่อกฎเกณฑ์การแข่งขันกีฬาของคณะกรรมาธิการและศาลยุติธรรมยุโรปแล้วกฎดังกล่าว มีวัตถุประสงค์อันชอบธรรมเพื่อที่จะรักษาความมั่นคงทางด้านการเงินและส่งเสริมให้เกิดการลงทุนพัฒนารากฐานในด้านต่าง ๆ ของสโมสรกีฬาฟุตบอลให้ดียิ่งขึ้น ถึงแม้ว่ากฎดังกล่าวนั้น จะเกิดผลกระทบตามมาทำให้สโมสรต้องจำกัดค่าใช้จ่ายในด้านต่าง ๆ แต่ก็เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยปกติวิสัยเพื่อที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ในการรักษาความมั่นคงทางด้านการเงินดังกล่าว และเป็นผลกระทบที่ได้สัดส่วนต่อการบรรลุวัตถุประสงค์แล้ว ดังนั้น กฎดังกล่าวจึงเป็นกฎการแข่งขันกีฬาที่มีวัตถุประสงค์อันชอบธรรม และไม่ขัดต่อกฎหมายการแข่งขันทางการค้า สำหรับในประเทศไทย ขอบเขตการบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าต่อการบังคับใช้กฎการจำกัดค่าใช้จ่ายเพื่อการแข่งขันที่เป็นธรรมซึ่งอาจนำมาบังคับใช้เพื่อแก้ไขปัญหาทางด้านการเงินของสโมสรกีฬาฟุตบอลอาชีพในอนาคตนั้น ยังคงมีความไม่ชัดเจนหลายประการ ทั้งขอบเขตการบังคับใช้กฎหมายต่อสมาคมกีฬาฟุตบอลตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 รวมถึงปัญหาการบังคับใช้กฎการจำกัดค่าใช้จ่ายว่า จะเป็นพฤติกรรมเป็นการร่วมมือกันกำหนดเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจของสโมสรกีฬาฟุตบอลอันเป็นการจำกัดการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบธุรกิจซึ่งขัดต่อมาตรา 55(4) หรือไม่ ดังนั้น ผู้เขียนจึงเสนอให้ปรับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าต่อสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยในฐานะผู้ประกอบธุรกิจด้วยโดยไม่ได้รับการยกเว้นตามมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติ เนื่องจากสมาคมกีฬาฟุตบอลนั้นเป็นผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีรายได้มากมายจากการประกอบธุรกิจจัดการแข่งขันฟุตบอลอาชีพเช่นกัน และอาจทำข้อตกลงหรือออกกฎเกณฑ์ใด ๆ ซึ่งอาจเป็นการจำกัดการแข่งขันทางการค้าได้ และเสนอให้นำหลักเกณฑ์การพิจารณากฎหมายการแข่งขันทางการค้าต่อกฎเกณฑ์ของกีฬาในทวีปยุโรปมาใช้เป็นแนวทาง โดยการพิจารณาองค์ประกอบของการจำกัดการแข่งขันทางการค้าในมาตรา 55 นั้น จะต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์และผลกระทบของพฤติกรรมความร่วมมือกันดังกล่าวด้วย ดังนั้น กฎการจำกัดค่าใช้จ่ายดังกล่าวซึ่งมีวัตถุประสงค์อันชอบธรรมและไม่มีลักษณะเป็นการจำกัดการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบธุรกิจ จึงไม่ขัดต่อมาตรา 55(4) ของพระราชบัญญัติ


ปัญหาในการกำหนดความรับผิดทางอาญาต่อผู้ค้าประเวณี, ปิยวัฒน์ วิทูราภรณ์ Jan 2017

ปัญหาในการกำหนดความรับผิดทางอาญาต่อผู้ค้าประเวณี, ปิยวัฒน์ วิทูราภรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเหมาะสมของการกำหนดความรับผิดทางอาญาต่อผู้ค้าประเวณีในประเทศไทยโดยศึกษาเกี่ยวกับประเภทความรับผิดทางอาญา อิทธิพลและแนวความคิดในการบัญญัติกฎหมาย วิธีการบัญญัติกฎหมายและมาตรการภายใต้วิธีการนั้น และผลการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการกำกับดูแลการค้าประเวณี เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการกำกับดูแลการค้าประเวณีในประเทศไทย การกำหนดความผิดทางอาญาเกี่ยวกับการค้าประเวณีอาจจำแนกออกได้เป็นความผิดอาญาเกี่ยวกับการค้าประเวณีที่เป็นการค้ามนุษย์ การค้าประเวณีเด็ก และการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการค้าประเวณี ซึ่งเป็นความผิดอาญาที่ต้องมีการกำหนดให้เหมือนกันในทุกประเทศ ขณะที่ความผิดอาญาเกี่ยวข้องกับการค้าประเวณีโดยสมัครใจต่างๆ ล้วนแต่เป็นความผิดอาญาที่อาจกำหนดให้แตกต่างกันได้ตามความเหมาะสมในแต่ละประเทศ สำหรับการกำหนดความผิดอาญาต่อการค้าประเวณีโดยสมัครใจในประเทศไทยนั้นพบว่าเป็นปัญหาอย่างมาก โดยเฉพาะการกำหนดความรับผิดทางอาญาต่อผู้ค้าประเวณีที่ไม่สอดคล้องต่อหลักเกณฑ์ในการกำหนดความผิดอาญา ส่งผลให้การกำกับดูแลการค้าประเวณีไม่สามารถทำได้และยังไม่สามารถให้ความคุ้มครองแก่ผู้ค้าประเวณีได้อีกด้วย ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงวิธีการบัญญัติกฎหมายในการกำกับดูแลการค้าประเวณีพบว่า วิธีการกำหนดความผิดอาญาต่อการค้าประเวณีโดยตรงและการห้ามการค้าประเวณีผ่านการกำหนดความรับผิดทางอาญาต่อผู้ใช้บริการนั้น ไม่สามารถกำกับดูแลการค้าประเวณีอย่างได้ผล และยังก่อให้เกิดผลเสียต่างๆ จากการบังคับใช้กฎหมาย ขณะที่การอนุญาตให้มีการค้าประเวณีโดยถูกกฎหมายภายใต้การกำกับดูแลบางประการนั้น เป็นวิธีการที่ได้ผลในการกำกับดูแลการค้าประเวณีโดยไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อผู้ค้าประเวณี ดังนั้น ประเทศไทยจึงควรยกเลิกการกำหนดความรับผิดทางอาญาต่อผู้ค้าประเวณี และควรมีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการกำกับดูแลการค้าประเวณี โดยเปลี่ยนจากวิธีการห้ามการค้าประเวณีมาเป็นการอนุญาตให้มีการค้าประเวณีโดยถูกกฎหมายภายใต้การกำกับดูแลบางประการ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถคุ้มครองสังคมจากผลกระทบอันเกิดจากการค้าประเวณีและสามารถคุ้มครองผู้ค้าประเวณีได้ในขณะเดียวกัน


ปัญหากฎหมายของการเรียกค่าเสียหายหลังการเลิกสัญญา, สิรินภา ไทรนนทรี Jan 2017

ปัญหากฎหมายของการเรียกค่าเสียหายหลังการเลิกสัญญา, สิรินภา ไทรนนทรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา ผลตามมาตรา 391 วรรคสี่ กำหนดให้คู่สัญญายังมีสิทธิเรียกค่าเสียหายได้ นั้น เมื่อพิจารณาแนวคิดของผลการกลับคืนสู่ฐานะเดิมจากการบอกเลิกสัญญาและการเรียกค่าเสียหาย จะพบว่ายังไม่เป็นระบบและไม่ชัดเจน ทำให้เกิดปัญหาในการตีความและการปรับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการเรียกให้ชำระหนี้ภายหลังบอกเลิกสัญญา ปัญหาการเกิดหนี้ภายหลังการบอกเลิกสัญญาและปัญหาการเรียกเบี้ยปรับจากสัญญาที่ถูกบอกเลิกและผลของการกำหนดค่าเสียหายล่วงหน้าที่ไม่ถูกกระทบด้วยผลของการเลิกสัญญา เมื่อศึกษากฎหมายเยอรมัน ญี่ปุ่น อิตาลีและอังกฤษ แล้วพบว่าใน กฎหมายเยอรมัน ญี่ปุ่น และอิตาลีจะกำหนดผลภายหลังการเลิกสัญญามีผลเป็นการกลับคืนสู่ฐานะเดิมเหมือนกัน ส่วนในกฎหมายอังกฤษมีแนวคิดว่าเมื่อเลิกสัญญาแล้วมีผลเป็นเพียงการสิ้นสุดความสัมพันธ์ไปในอนาคตเท่านั้น ส่วนการเรียกค่าเสียหายเมื่อเลิกสัญญาแล้ว ในกฎหมายเยอรมันเห็นว่าหมายถึงค่าเสียหายจากการไม่ชำระหนี้บนฐานของสัญญาเดิม ส่วนในกฎหมายอังกฤษยังสามารถค่าเสียหายจากการไม่ชำระหนี้บนฐานของสัญญาที่ระงับไปได้ แต่กฎหมายญี่ปุ่นอธิบายว่าไม่ใช่ค่าเสียหายบนสัญญาเดิมแต่เป็นค่าเสียหายเพื่อให้ได้กลับคืนสู่ฐานะเดิมในลักษณะที่เป็นการคืนความเสียหาย ส่วนกฎหมายอิตาลีเห็นว่าค่าเสียหายดังกล่าวเป็นค่าเสียหายจากการบอกเลิกสัญญาในประเด็นที่สองกฎหมายเยอรมัน ญี่ปุ่น อิตาลี มีแนวคิดว่าผลจากการเลิกสัญญานั้นก่อให้เกิดหนี้ขึ้นได้ แต่กฎหมายอังกฤษมีผลของการบอกเลิกสัญญาที่แตกต่างจึงไม่มีแนวคิดการเกิดหนี้เช่นว่านี้ และประเด็นสุดท้ายเกี่ยวกับการเรียกเบี้ยปรับเมื่อมีการเลิกสัญญาแต่ละประเทศที่ศึกษามีแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับการแสดงเจตนาของคู่สัญญาที่ย่อมเป็นผู้ที่ตัดสินใจประเมินความเสี่ยงในสัญญาได้ดีที่สุดจึงเห็นว่าเบี้ยปรับไม่ควรระงับสิ้นไปเมื่อบอกเลิกสัญญา ผู้เขียนมีข้อเสนอแนะดังนี้ ประการแรก ให้ตีความมาตรา 391 วรรคสี่ ตามแนวคิดในการเรียกค่าเสียหายหลังการบอกเลิกสัญญาของญี่ปุ่น โดยกำหนดกรอบการตีความมิใช่การเรียกค่าเสียหายเพื่อทดแทนการชำระหนี้ แต่เป็นการเรียกค่าเสียหายจากการบอกเลิกสัญญาที่ไม่สามารถทำให้คู่สัญญาฝ่ายที่บอกเลิกสัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิม ทั้งเพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นระบบจึงควรบัญญัติเพิ่มเติมเพื่อจำกัดกรอบค่าเสียหายให้เรียกได้เฉพาะตามมาตรา 215 ประการที่สอง ควรบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ให้ชัดเจนว่า การบอกเลิกสัญญานั้นก่อให้เกิดหนี้ได้ โดยให้นำกฎหมายลักษณะหนี้มาบังคับใช้ในหนี้ในการกลับคืนสู่ฐานะเดิม และบัญญัติมาตรา 392/2 เพิ่มเติมไว้โดยเฉพาะกรณีการชำระหนี้ในหนี้จากการบอกเลิกสัญญา ว่าลูกหนี้ไม่อาจหลุดพ้นจากกรณีการชำระหนี้เป็นพ้นวิสัยโดยโทษลูกหนี้ไม่ได้ในหนี้ของการกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามผลของการเลิกสัญญา และประการสุดท้าย ควรบัญญัติผลของเบี้ยปรับเฉพาะกรณีที่มีการบอกเลิกสัญญาเพราะความผิดของคู่สัญญา ถ้าคู่สัญญาที่ไม่มีความผิดเลิกสัญญา อาจแปลงเบี้ยปรับมาเป็นค่าเสียหายในฐานเป็นจำนวนน้อยที่สุดแห่งค่าเสียหายก็ได้ เพื่อให้วัตถุประสงค์ในการกำหนดเบี้ยปรับของคู่สัญญาไม่เสียไป และระบบการเรียกค่าเสียหายหลังการบอกเลิกสัญญามีความชัดเจนและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น