Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (3086)
- Social and Behavioral Sciences (2614)
- Engineering (2554)
- Physical Sciences and Mathematics (1876)
- Education (1377)
-
- Arts and Humanities (1146)
- Law (897)
- Business (839)
- Medical Sciences (830)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Life Sciences (645)
- Computer Sciences (618)
- Architecture (582)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (547)
- Civil and Environmental Engineering (478)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Nursing (445)
- Economics (441)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (375)
- Sociology (373)
- Industrial Engineering (372)
- Dentistry (357)
- Electrical and Computer Engineering (357)
- Law and Economics (344)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (342)
- Political Science (342)
- Operational Research (307)
Articles 12631 - 12660 of 15281
Full-Text Articles in Entire DC Network
การศึกษาจิตวิญญาณในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ, อุบลรัตน์ ศักดิ์ทอง
การศึกษาจิตวิญญาณในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ, อุบลรัตน์ ศักดิ์ทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาจิตวิญญาณในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ โดยใช้เทคนิคเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 20 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารองค์กรฝ่ายทรัพยากรบุคคลจำนวน 3 คน ผู้บริหารทางการพยาบาลจำนวน 4 คน ผู้บริหารองค์กรวิชาชีพจำนวน 3 คน นักวิชาการ/อาจารย์พยาบาลจำนวน 4 คน และพยาบาลระดับปฏิบัติการจำนวน 6 คน วิธีการดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับจิตวิญญาณในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ ขั้นตอนที่ 2 นำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์เนื้อหาแล้วสร้างเป็นแบบสอบถามเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญประมาณค่าแนวโน้มความสำคัญของจิตวิญญาณในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ และขั้นตอนที่ 3 นำข้อมูลที่ได้จากรอบที่ 2 มาคำนวณค่ามัธยฐาน ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ จัดทำแบบสอบถามและส่งกลับให้ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มเดิมยืนยันความคิดเห็น จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาคำนวณค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์อีกครั้งเพื่อสรุปผลการวิจัย ผลการวิจัย พบว่า จิตวิญญาณในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ ประกอบด้วย 3 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านความเข้าใจในตัวตน จำนวน 12 ข้อ 2) ด้านความมีพลังจากภายใน จำนวน 12 ข้อ และ 3) ด้านทัศนคติที่ดีต่องาน จำนวน 16 ข้อ
การแยกและการคัดเลือกราไมคอร์ไรซาเพื่อกระตุ้นการเจริญของต้นกล้ากล้วยไม้น้ำ Epipactis Flava Seidenf., ญาณิศา พันธุ์สังข์
การแยกและการคัดเลือกราไมคอร์ไรซาเพื่อกระตุ้นการเจริญของต้นกล้ากล้วยไม้น้ำ Epipactis Flava Seidenf., ญาณิศา พันธุ์สังข์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากการศึกษาครั้งนี้ สามารถแยกราเอนโดไฟต์จากกล้วยไม้น้ำ Epipactis flava Seidenf. ซึ่งเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ได้ทั้งหมด 50 ไอโซเลต เป็นราที่แยกได้จากราก 35 ไอโซเลต และจากโปรโตคอร์ม 15 ไอโซเลต ราที่แยกได้ทั้งหมดถูกนำมาตรวจสอบการกระตุ้นการงอกของเมล็ดกล้วยไม้น้ำ พบว่ามีรา 7 ไอโซเลต ได้แก่ MSR07 MSR24 MSR34 MSP01 MSP02 MSP04 และ MSP13 ที่สามารถกระตุ้นการงอกของเมล็ดกล้วยไม้น้ำบนอาหารเลี้ยงเชื้อ Oat Meal Agar (OMA) ได้ภายใน 30 วัน หลังหว่านเมล็ด การกระตุ้นการงอกของเมล็ดและการพัฒนาของโปรโตคอร์มด้วยราทั้ง 7 ไอโซเลตถูกทดสอบบนอาหารเลี้ยงเชื้อ OMA เป็นเวลา 4 เดือน หลังหว่านเมล็ด พบว่ามีรา 6 ไอโซเลตที่สามารถกระตุ้นการงอกของเมล็ดและส่งเสริมการพัฒนาของโปรโตคอร์มจนถึงระยะที่ 2 ยกเว้นราไอโซเลต MSP04 ที่ไม่ส่งเสริมการพัฒนาของโปรโตคอร์ม ค่าดัชนีของอัตราการงอก (Germination rate index, GRI) ของราทั้ง 7 ไอโซเลตมีค่าอยู่ระหว่าง 56.62-148.14 โดยไอโซเลต MSP13 ให้ค่า GRI สูงที่สุด (148.14) ซึ่งไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับค่า GRI ของราไอโซเลต MSP01 (139.41) ค่าดัชนีของอัตราการพัฒนาของโปรโตคอร์ม (developmental rate index, DRI) ของราทั้ง 7 ไอโซเลตมีค่าอยู่ระหว่าง 0-33.20 จากการศึกษาพบว่า ราไอโซเลต MSP01 ให้ค่า DRI สูงที่สุด (33.20) ขณะที่เมล็ดที่ไม่ได้เพาะเลี้ยงร่วมกับรา (ชุดควบคุม) มีค่า GRI และ DRI เท่ากับ 6.76 และ 0 ตามลำดับ จากลักษณะทางสัณฐานวิทยาและการวิเคราะห์ทางชีววิทยาโมเลกุลที่ตำแหน่ง …
แนวทางการเสริมสร้างสมรรถนะของคนในชุมชนเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ, กมลกนก เกียรติศักดิ์ชัย
แนวทางการเสริมสร้างสมรรถนะของคนในชุมชนเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ, กมลกนก เกียรติศักดิ์ชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์บริบทและสมรรถนะของคนในชุมชนเกาะหมากที่นำมาใช้ในการพัฒนาการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ 2) วิเคราะห์ความต้องการจำเป็นของคนในชุมชนเกาะหมากที่นำมาใช้ในการพัฒนาการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ และ 3) นำเสนอแนวทางการเสริมสร้างสมรรถนะของคนในชุมชนเกาะหมากที่นำมาใช้ในการพัฒนาการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี กล่าวคือ ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณ พื้นที่ที่ศึกษา คือ พื้นที่เกาะหมาก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่หมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง จังหวัดตราด ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วย กลุ่มผู้นำ ชุมชนเกาะหมาก เจ้าหน้าที่ภาครัฐ และผู้ประกอบการ จำนวน 15 ราย และผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 384 ราย การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ใช้วิธีจำแนกชนิดข้อมูล การวิเคราะห์เนื้อหา และการสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย ส่วนข้อมูลเชิงปริมาณ วิเคราะห์ผลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า บริบทและสมรรถนะของคนในชุมชนที่นำมาใช้ในการพัฒนาการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำของชุมชนเกาะหมาก ประกอบด้วย 5 สมรรถนะหลัก ดังนี้ 1) ทักษะของคนในชุมชน 2) ความรู้ของคนในชุมชน 3) การมีส่วนร่วมของคนในชุมชน 4) การวางแผนของคนในชุมชน และ5) การควบคุมของคนในชุมชน โดยมีสมรรถนะย่อยของคนในชุมชนที่อยู่ภายใต้บริบท ที่นำไปใช้ในการพัฒนาการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ทั้งสิ้น 24 สมรรถนะย่อย ความต้องการจำเป็นที่มีอยู่ในปัจจุบันที่นำมาใช้ในการพัฒนาการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำของชุมชนเกาะหมาก เรียงลำดับรายด้าน ดังนี้ ด้านการควบคุมของคนในชุมชน (x = 2.84) ด้านความรู้ของคนในชุมชน ( x= 2.76) ด้านการวางแผนของคนในชุมชน (x = 2.66) ด้านการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน (x = 2.66) และด้านทักษะของคนในชุมชน (x = 2.55) และความต้องการจำเป็นที่คาดหวังในการพัฒนาการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำของชุมชนเกาะหมาก เรียงลำดับรายด้าน ดังนี้ ด้านความรู้ของคนในชุมชน (x = 4.91) ด้านทักษะของคนในชุมชน (x = 4.74) ด้านการวางแผนของคนในชุมชน (x = 4.62) ด้านการควบคุมของคนในชุมชน (x …
กระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างจิตสาธารณะของกลุ่มจิตอาสา, ชยานนท์ ภาคีวัฒน์
กระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างจิตสาธารณะของกลุ่มจิตอาสา, ชยานนท์ ภาคีวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์กระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างจิตสาธารณะ ของกลุ่มจิตอาสา 2) เพื่อนำเสนอกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างจิตสาธารณะของกลุ่มจิตอาสา กลุ่มตัวอย่างคือ บ้านชาเลม บ้านพักฉุกเฉิน, สำนักงานคุ้มครองเด็ก สภาคริสตจักรในประเทศไทย, สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย แผนกเยาวชน และฝ่ายสังคม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เจาะลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ค่าสถิติเบื้องต้น ได้แก่ค่าเฉลี่ย การวิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ โดยการจำแนกประเภทข้อมูล และการเปรียบเทียบข้อมูล ผลของการวิจัยพบว่ากระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างจิตสาธารณะของกลุ่มจิตอาสา มีทั้งหมด 4 กระบวนการคือ 1) การตอบสนองต่อสถานการณ์สังคมที่เกิดขึ้น ข้อที่มีค่าเฉลี่ยรวมมากที่สุด คือให้เกียรติต่อผู้อื่นมีค่าเฉลี่ย 4.37 2) การกำหนดวิธีการเพื่อเสริมสร้างจิตสาธารณะ ข้อที่มีค่าเฉลี่ยรวมมากที่สุด คือเห็นความสำคัญของการมีเครือข่ายการทำงานระหว่างกลุ่มจิตอาสามีค่าเฉลี่ย 4.28 3) กระบวนการเสริมสร้าง จิตสาธารณะ ข้อที่มีค่าเฉลี่ยรวมมากที่สุดคือสนใจเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อแก้ปัญหาสังคม เช่น กิจกรรมรณรงค์ต่อต้านยาเสพติด กิจกรรมต่อต้านการตัดไม้ทำลายป่า กิจกรรมรณรงค์ปฏิบัติตามกฎจราจร เป็นต้น มีค่าเฉลี่ย 3.98 4) การเปลี่ยนแปลง ข้อที่มีค่าเฉลี่ยรวมมากที่สุดคือเห็นความสำคัญของการทำจิตสาธารณะมากขึ้นมีค่าเฉลี่ย 4.22 และยังพบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการเสริมสร้างจิตสาธารณะคือครอบครัว ตั้งแต่ก่อนเข้าร่วมกลุ่มจิตอาสา นอกจากนี้พบว่าสื่อโซเชียลมีเดียและเทคโนโลยีการสื่อสารในยุคปัจจุบัน มีบทบาทสำคัญอีกด้วย การนำเสนอกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างจิตสาธารณะของกลุ่มจิตอาสา มีประเด็นที่สำคัญ คือ การสอนบุตรด้วยความรัก, การรู้จักใช้คำพูดที่สื่อสารเชิงบวก และการประพฤติตนให้เป็นแบบอย่าง ของการมีจิตสาธารณะ, มีการป้องกันสื่อด้านลบ, การอบรมเกี่ยวกับการรู้เท่าทันสื่อสังคมออนไลน์แก่สมาชิก การมีบุคคลผู้ทำหน้าที่ดูแลพื้นที่โซเชียลมีเดียของกลุ่มจิตอาสาเพื่อคัดกรองข้อมูลที่ไม่ดีก่อนที่สมาชิกจะได้อ่าน และนำเสนอข้อมูลที่เป็นด้านบวก และการเสริมสร้างจิตสาธารณะผ่านคำสอนทางศาสนา
การนําเสนอรูปแบบพื้นที่เรียนรู้เพื่อพัฒนาความหมายเชิงสัญญะในผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม, ปณิธาร วงศาสุลักษณ์
การนําเสนอรูปแบบพื้นที่เรียนรู้เพื่อพัฒนาความหมายเชิงสัญญะในผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม, ปณิธาร วงศาสุลักษณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่องการนําเสนอรูปแบบพื้นที่เรียนรู้เพื่อพัฒนาความหมายเชิงสัญญะในผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาการให้ความหมายเชิงสัญญะในผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม 2) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับการให้ความหมายเชิงสัญญะในผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม และ 3) เพื่อนำเสนอรูปแบบพื้นที่เรียนรู้เพื่อพัฒนาการให้ความหมายเชิงสัญญะในผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม โดยใช้แนวคิดตรรกะแห่งการบริโภคของฌอง โบดริยาร์ด การเข้ารหัสและการถอดรหัสของสจ๊วต ฮอลล์ ทุนและฮาบิทัสของปิแอร์ บูดิเยอร์ ด้วยวิธีวิจัยเชิงสำรวจโดยใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative research) จากผู้ผลิตและ/หรือผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโอทอปจำนวน 471 คน และผู้บริโภคทั่วไปจำนวน 513 คน และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จากตัวแทนผู้ผลิตและผู้ประกอบการที่ได้รับคัดสรรสินค้าโอทอป 5 ดาวจำนวน 5 คน ตัวแทนผู้บริโภคที่มีความแตกต่างด้านอาชีพจำนวน 6 คน และตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวน 5 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) การให้ความหมายเชิงสัญญะในผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมจากผู้ผลิตและ/หรือผู้ประกอบการ และผู้บริโภคมีการให้ความหมายเชิงสัญญะต่อสินค้าโอทอปตรงกัน โดยลำดับที่ 1 ร้อยละ 33.8 และ 35.4 ด้านตรรกะเชิงสัญลักษณ์ของคุณค่าการแลกเปลี่ยน (Symbolic) ลำดับที่ 2 ด้านตรรกะเชิงหน้าที่ของคุณค่าในการใช้งาน (Function) ร้อยละ 25.9 และ 29.6 ลำดับที่ 3 ด้านตรรกะเชิงเศรษฐศาสตร์ของคุณค่าการแลกเปลี่ยน (Economic) ร้อยละ 22.9 และ 18.6 และลำดับที่ 4 ตรรกะเชิงความหลากหลายของคุณค่าตราผลิตภัณฑ์ (Sign) ร้อยละ 17.4 และ 16.4 ในผู้ผลิตและผู้บริโภคตามลำดับ 2) ปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการให้ความหมายเชิงสัญญะที่สำคัญจากผู้ผลิตและ/หรือผู้ประกอบการ พิจารณาจากทุนทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ทุนทางเศรษฐกิจ ที่ประกอบด้วยเงินทุนและทรัพยากรในพื้นที่ ทุนทางสังคม ที่ประกอบด้วยเครือข่ายความร่วมมือจากในและนอกชุมชน ทุนทางวัฒนธรรม ที่ประกอบด้วยความรู้ในกระบวนการผลิต ความรู้ด้านการตลาด ความเชื่อที่สืบทอดและส่งต่อกันในชุมชน และทุนทางสัญลักษณ์ ที่เกิดจากการรวมกันของทุนมากกว่า 1 ด้าน หรือการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของทุน และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องในด้านจังหวะเวลาหรือสถานที่ เหตุการณ์และการจัดวางตำแหน่งสินค้า ที่ส่งผลให้ผู้ผลิตและ/หรือผู้ประกอบการเกิดแรงบันดาลใจในการพัฒนาการผลิตสินค้าโอทอป รวมถึงความรู้สึกที่เกิดจาก"ฮาบิทัส" (Habitus) ที่ได้รับการหล่อหลอมมาจากครอบครัวหรือชุมชน …
แนวทางการส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการ วางแผนพัฒนาพื้นที่ : กรณีศึกษาเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตราด, พันธ์รบ ราชพงศา
แนวทางการส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการ วางแผนพัฒนาพื้นที่ : กรณีศึกษาเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตราด, พันธ์รบ ราชพงศา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์บริบทและสถานการณ์ของชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาพื้นที่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตราด (2) วิเคราะห์กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการวางแผนพัฒนาพื้นที่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตราด และ (3) นำเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการวางแผนพัฒนาพื้นที่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตราด โดยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการสังเกตผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ซึ่งเป็นตัวแทนจากทุกภาคส่วน ประกอบด้วย ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาสังคม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการเปรียบเทียบข้อมูลที่ได้จากการมีส่วนร่วมของชุมชน และการตีความเพื่อสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย ผลการวิจัย พบว่า (1) บริบทและสถานการณ์ในชุมชนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตราด ประกอบด้วย โครงสร้างภายนอก ทั้งกฎเกณฑ์และทรัพยากร และโครงสร้างภายในของผู้กระทำการในพื้นที่ ทั้งความรู้จากโครงสร้างเฉพาะและอุปนิสัยทั่วไป (2) กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่ แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ประกอบด้วย การเตรียมคนในพื้นที่ การศึกษาธรรมชาติของคนในพื้นที่ การวิเคราะห์ความต้องการและพัฒนาความรู้ให้คนในพื้นที่ และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมเพื่อรองรับความต้องการของคนในพื้นที่ และ (3) กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนมีการก่อรูปเป็น 2 รูปแบบ คือ การเคลื่อนไหวทางสังคมแบบเก่า และการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบใหม่ ทั้งนี้ ควรส่งเสริมขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบใหม่ เนื่องจากเป็นการเคลื่อนไหวที่เกิดมาจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อพัฒนาความรู้ของชุมชนบนฐานของความเข้าใจในอุปนิสัยทั่วไปของคนตราด โดยมีผู้กระทำการภาคประชาสังคมเป็น "ตัวเชื่อม" ระหว่างชุมชนกับภาคส่วนอื่น ๆ เพื่อป้องกันพื้นที่จากความเสี่ยงของการพัฒนา
รูปแบบการมีส่วนร่วมและการเสริมสร้างพลังอำนาจเครือข่ายสุขภาพระดับชุมชนเพื่อพัฒนาศักยภาพการดำเนินงานการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง, มนทิรา อุตมานันท์
รูปแบบการมีส่วนร่วมและการเสริมสร้างพลังอำนาจเครือข่ายสุขภาพระดับชุมชนเพื่อพัฒนาศักยภาพการดำเนินงานการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง, มนทิรา อุตมานันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมและการเสริมสร้างพลังอำนาจเครือข่ายสุขภาพระดับชุมชนเพื่อพัฒนาศักยภาพการดำเนินงานการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่มีวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ 2) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยและเงื่อนไขของการมีส่วนร่วมและการเสริมสร้างพลังอำนาจเครือข่ายสุขภาพระดับชุมชนเพื่อพัฒนาศักยภาพการดำเนินงานการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่มีวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ และ 3) เพื่อนำเสนอรูปแบบการมีส่วนร่วมและการเสริมสร้างพลังอำนาจเครือข่ายสุขภาพระดับชุมชนเพื่อพัฒนาศักยภาพการดำเนินงานการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง โดยการศึกษาเอกสารและศึกษาภาคสนามจากเครือข่ายสุขภาพ 2 เครือข่าย คือเครือข่ายสุขภาพตำบลกุดตาเพชร อ.ลำสนธิ จ.ลพบุรี และเครือข่ายสุขภาพตำบลหนองหัวฟาน อ.ขามสะแกแสง จ.นครราชสีมา ผู้ให้ข้อมูลหลักประกอบด้วย คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ 6 คน สมาชิกเครือข่ายสุขภาพระดับชุมชน 16 คน ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง 10 คน และญาติผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง 10 คน รวมทั้งสิ้น 42 คน เก็บข้อมูลจากการสังเกตและการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การสรุปแบบอุปนัย เมื่อได้ร่างรูปแบบแล้ว ได้จัดเวทีคืนข้อมูลสู่ชุมชนเพื่อตรวจสอบข้อมูลและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับพื้นที่ใกล้เคียง จากนั้นนำเสนอผู้เชี่ยวชาญ 6 คน เพื่อปรับปรุงแก้ไขรูปแบบดังกล่าวให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ผลการวิจัย พบว่า 1. การมีส่วนร่วมและการเสริมสร้างพลังอำนาจเครือข่ายสุขภาพระดับชุมชนเพื่อพัฒนาศักยภาพการดำเนินงานการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่มีวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ ประกอบด้วย 1) การมีส่วนร่วมจัดตั้งเครือข่ายสุขภาพระดับชุมชน 2) การมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการเครือข่าย ได้แก่ ด้านการวางแผน ด้านการจัดองค์กร ด้านการชี้นำ ด้านการควบคุม 3) การมีส่วนร่วมในการดำเนินงานเครือข่าย ได้แก่ การให้ / รับรู้ข้อมูลข่าวสาร การค้นหาปัญหา และจัดลำดับความสำคัญของปัญหา การค้นหาสาเหตุของปัญหา การดำเนินการแก้ไขปัญหา การประเมินผล และการรับผลประโยชน์ 4) กระบวนการเรียนรู้ ได้แก่ การศึกษาเพื่อเสริมสร้างพลังอำนาจ การฝึกอบรมและส่งเสริมให้มีกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย 5) การสนับสนุนทรัพยากร และ 6) การเสริมแรง 2. ปัจจัยและเงื่อนการมีส่วนร่วมและการเสริมสร้างพลังอำนาจเครือข่ายสุขภาพระดับชุมชนเพื่อพัฒนาศักยภาพการดำเนินงานการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ประกอบด้วย 1) การทำงานร่วมกันในระดับอำเภอ การมีส่วนร่วมของเครือข่ายและชุมชน การทำงานจนเกิดคุณค่า ทั้งกับผู้รับบริการ และผู้ให้บริการเอง การแบ่งปันทรัพยากร และการพัฒนาบุคลากร และการให้บริการสุขภาพตามบริบทที่จำเป็น 2) ปัจจัยและเงื่อนไขที่เกิดขึ้นในระดับอำเภอที่ทำให้ระบบสุขภาพอำเภอมีพลังที่จะผลักดันเครือข่ายสุขภาพระดับชุมชน และ 3) ปัจจัยและเงื่อนไขการมีส่วนร่วมและการเสริมสร้างพลังอำนาจเครือข่ายสุขภาพระดับชุมชนที่เกิดขึ้นในระดับตำบล 3. จากการสังเคราะห์และปรับปรุงรูปแบบตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ ได้รูปแบบการมีส่วนร่วมและการเสริมสร้างพลังอำนาจเครือข่ายสุขภาพระดับชุมชนเพื่อพัฒนาศักยภาพการดำเนินงานการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ดังนี้ 1) การมีส่วนร่วมจัดตั้งเครือข่ายสุขภาพระดับชุมชน …
การสืบทอดวิถีไทยเพื่อการพัฒนามนุษย์ตามแนวพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, พรพรรณ สวัสดิสิงห์
การสืบทอดวิถีไทยเพื่อการพัฒนามนุษย์ตามแนวพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, พรพรรณ สวัสดิสิงห์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) ศึกษาองค์ความรู้วิถีไทยเพื่อการพัฒนามนุษย์ตามแนวพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 2) วิเคราะห์การสืบทอดวิถีไทยเพื่อการพัฒนามนุษย์ตามแนวพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และ 3) นำเสนอแนวทางการสืบทอดวิถีไทยเพื่อการพัฒนามนุษย์ตามแนวพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ คือ การวิเคราะห์เนื้อหา การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ การศึกษาเฉพาะกรณี และการสนทนากลุ่ม ผลการศึกษาพบว่า 1. พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ปรากฏข้อความสะท้อนให้เห็นแนวพระราชดำริประมวลเป็นองค์ความรู้วิถีไทยได้ 5 ประเด็น ได้แก่ 1) ความหมายวิถีไทย 2) ประเภทของวิถีไทย 3) คุณค่าและบทบาทของวิถีไทย 4) การสืบทอดวิถีไทย และ 5) การพัฒนามนุษย์ด้วยวิถีไทย 2. โรงเรียนกรณีศึกษา 3 แห่ง คือ 1) โรงเรียนพระดาบส 2) โรงเรียนบ้านดอนมหาวัน (ตชด. บำรุงที่ 1) และ 3) โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนอาชีวศึกษาเชียงราย-พะเยา มีการสืบทอดวิถีไทยเพื่อการพัฒนามนุษย์ตามแนวพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วยวิธีการหลากหลาย ครอบคลุมวิถีไทยทุกประเภท ผู้รับการสืบทอดโดยตรงคือนักเรียนและโดยอ้อมคือครอบครัวและคนในชุมชน เน้นการพัฒนาระดับปัจเจก ทั้งพุทธิศึกษา จริยศึกษา พลศึกษา และหัตถศึกษา 3. แนวทางการสืบทอดวิถีไทยเพื่อการพัฒนามนุษย์ตามแนวพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 1) สร้างทัศนคติที่ดีต่อการสืบทอดวิถีไทย 2) อนุรักษ์ครูต้นแบบ 3) เสริมทักษะการสืบทอดวิถีไทยแก่ผู้สอน 4) ไม่ลดรายวิชาเกี่ยวกับวิถีไทย 5) พัฒนาสื่อที่ใช้ในการสืบทอดวิถีไทย 6) สร้างครูจากผู้เรียน 7) อนุรักษ์ศิลปินต้นแบบ 8) รัฐควรสนับสนุนผู้มีอาชีพเกี่ยวข้องกับวิถีไทย 9) ยกย่องผู้ให้การสืบทอด 10) ส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านและการแพร่กระจายของหนังสือโดยเฉพาะพระราชนิพนธ์ 11) ส่งเสริมให้ครอบครัวสืบทอดวิถีไทย 12) ส่งเสริมคนไปแหล่งเรียนรู้วิถีไทย 13) เลือกวิธีการและสื่อในการสืบทอดวิถีไทยให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน โดยมีรูปแบบการสืบทอดผ่านการศึกษาทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ปัจจัยที่สร้างผลสัมฤทธิ์ในการสืบทอดวิถีไทยคือ ทัศนคติและการเห็นคุณค่าและความสำคัญของวิถีไทย ความร่วมมือกันทุกภาคส่วน และนโยบายรัฐบาล
แผนยุทธศาสตร์ปฏิรูปการศึกษาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อสร้างสันติสุข ปี พ.ศ. 2548 - 2551: ศึกษากรณีความสัมพันธ์เชิงอำนาจกับกระบวนการกำหนดนโยบายการศึกษา, สุภาค์พรรณ ตั้งตรงไพโรจน์
แผนยุทธศาสตร์ปฏิรูปการศึกษาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อสร้างสันติสุข ปี พ.ศ. 2548 - 2551: ศึกษากรณีความสัมพันธ์เชิงอำนาจกับกระบวนการกำหนดนโยบายการศึกษา, สุภาค์พรรณ ตั้งตรงไพโรจน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสาเหตุและปัจจัยในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ปฏิรูปการศึกษาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อสร้างสันติสุข พ.ศ. 2548 - 2551 และ 2) วิเคราะห์ผลกระทบของความสัมพันธ์เชิงอำนาจในการกำหนดแผนยุทธศาสตร์ปฏิรูปการศึกษาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อสร้างสันติสุข ปี พ.ศ. 2548 - 2551 โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ การศึกษาเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยใช้กรอบการวิเคราะห์นโยบายในขั้นตอนการระบุปัญหา (agenda - setting) และตัวแบบนโยบายแบบรัฐนิยม เป็นกรอบแนวคิดของงานวิจัย ผลการวิจัยพบว่า สาเหตุและปัจจัยในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ฯ มีอยู่ 2 ประการหลัก ได้แก่ 1) ปัจจัยด้านเอกลักษณ์ ประกอบด้วย 1.1) เอกลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ และ 1.2) เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม และ 2) ปัจจัยด้านการเมือง / ความมั่นคง ประกอบด้วย 2.1) มติมหาชน 2.2) ทรรศนะของชนชั้นปกครอง 2.3) อิทธิพลของพรรคการเมือง 2.4) กลุ่มผลประโยชน์ 2.5) ระบบราชการ และ 2.6) แรงกดดันจากสังคม ความสัมพันธ์เชิงอำนาจในกรณีนี้เข้าข่ายตัวแบบรัฐนิยม (statist model) มากที่สุดคือ รัฐมีบทบาทนำในการกำหนดนโยบาย โดยไม่มีปัจจัยหรืออิทธิพลของกลุ่มอื่น ๆ มาสนับสนุนหรือคัดค้านการผลักดันประเด็นปัญหา ผู้มีอำนาจในการกำหนดและตัดสินนโยบายมีเพียง 4 คน ได้แก่ นายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรีสามคนซึ่งใช้อำนาจผลักดันประเด็นปัญหาของตนเองให้เข้าสู่วาระนโยบาย โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ตัดสินใจเลือกว่าจะเอาแนวทางไหน อำนาจสูงสุดจึงอยู่ที่พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร และสุดท้ายรองนายกรัฐมนตรี นายจาตุรนต์ ฉายแสงสามารถผลักดันประเด็นปัญหาเข้าสู่วาระนโยบายได้สำเร็จ เพื่อให้นโยบายการศึกษามาจากการระบุปัญหาที่เหมาะสมและเกิดสัมฤทธิผลในทางปฏิบัติด้วย จึงควรมีแนวทางดังต่อไปนี้ 1) ควรให้กลุ่ม / องค์กร ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาได้มีส่วนร่วมในการระบุปัญหาตั้งแต่ต้น 2) ตัวแบบกระบวนการเป็นตัวแบบที่น่าจะเหมาะสมที่สุดสำหรับนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา และ 3) หากต้องการให้นโยบายการศึกษาสอดคล้องกับความประสงค์และผลประโยชน์ของสาธารณะมากที่สุด ผู้ที่เกี่ยวข้องในแวดวงการศึกษา (รวมถึงสื่อมวลชน) ต้องพยายามหาช่องทางและโอกาสในการเสนอประเด็นปัญหาให้ผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบายได้รับทราบด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การจัดสัมมนา การจัดทำรายงานวิจัย การเสนอข่าวในสื่อสาธารณะ เป็นต้น
คนโป๊ะ: ภูมิปัญญาท้องถิ่นและการสืบทอดการทำประมงพื้นบ้านจังหวัดสมุทรสงคราม, พิมณิชา พรหมมานต
คนโป๊ะ: ภูมิปัญญาท้องถิ่นและการสืบทอดการทำประมงพื้นบ้านจังหวัดสมุทรสงคราม, พิมณิชา พรหมมานต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์คุณค่าภูมิปัญญาท้องถิ่นและการทำประมงพื้นบ้านจังหวัดสมุทรสงคราม 2) วิเคราะห์การสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นและการทำประมงพื้นบ้านจังหวัดสมุทรสงครามตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและ 3) นำเสนอแนวทางการสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นและการทำประมงพื้นบ้านจังหวัดสมุทรสงคราม ผู้วิจัยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การศึกษาเอกสารและการศึกษาภาคสนาม ผลการวิจัยพบว่า 1) ภูมิปัญญาและการทำประมงพื้นบ้านจังหวัดสมุทรสงครามมีคุณค่าจริยศาสตร์และสุนทรียศาสตร์ คุณค่าจริยศาสตร์ ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติที่นำไปสู่การปรับตัวเข้าหาธรรมชาติและความรู้ด้านหัตถกรรมในการสร้างสรรค์เครื่องมือประมง ความคิดด้านจริยธรรมต่อสิ่งแวดล้อมสู่การทำประมงอย่างยั่งยืน ทักษะที่เกิดจากความเพียรพยายาม การเลี้ยงชีพอย่างพอเพียง การพัฒนาจิตใจ การพัฒนาสติปัญญา การเสริมสร้างอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจให้ท้องถิ่น การสร้างความสามัคคีในชุมชน การสำนึกถึงประโยชน์ของส่วนรวม และคุณค่าสุนทรียศาสตร์ ได้แก่ ความรื่นรมย์ที่ได้จากการสัมผัสธรรมชาติในการทำประมงและความเรียบง่ายงดงามของเครื่องมือประมงพื้นบ้าน 2) การสืบทอดภูมิปัญญาการทำประมงพื้นบ้านตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันเป็นการสืบทอดโดยการศึกษาตามอัธยาศัยเป็นหลักโดยมีรากฐานจากครอบครัว ปัจจุบันผู้สืบทอดมีจำนวนลดลงเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ รวมถึงค่านิยมและทัศนคติ และ3) แนวทางการสืบทอดภูมิปัญญาและการทำประมงพื้นบ้านต้องทำไปพร้อมกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ควรส่งเสริมการศึกษาตามอัธยาศัยมากที่สุด การศึกษาในระบบและนอกระบบควรเข้ามามีบทบาท ชุมชนต้องเข้มแข็ง ภาครัฐต้องส่งเสริมการทำประมงเพื่อความยั่งยืน พื้นฐานสำคัญของการสืบทอดคือการอนุรักษ์ฟื้นฟูระบบนิเวศและการสร้างทัศนคติที่ดีให้กับผู้สืบทอดและคนทั่วไปเพื่อให้การทำประมงพื้นบ้านสามารถสืบทอดต่อไปได้
แนวการทางส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ระหว่างครอบครัวและโรงเรียนในการพัฒนาความฉลาดทางสังคมของเด็กวัยรุ่นตอนต้นในกรุงเทพมหานคร, อริสา แก้วลี
แนวการทางส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ระหว่างครอบครัวและโรงเรียนในการพัฒนาความฉลาดทางสังคมของเด็กวัยรุ่นตอนต้นในกรุงเทพมหานคร, อริสา แก้วลี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี โดยใช้การวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ความฉลาดทางสังคมของเด็กวัยรุ่นตอนต้นในกรุงเทพมหานคร 2) วิเคราะห์สภาพปัจจุบันและปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ระหว่างครอบครัวและโรงเรียนในการพัฒนาความฉลาดทางสังคมของเด็กวัยรุ่นตอนต้น และ 3) นำเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ระหว่างครอบครัวและโรงเรียนในการพัฒนาความฉลาดทางสังคมของเด็กวัยรุ่นตอนต้น โดยใช้แบบประเมินเก็บข้อมูลจากนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5-6 ในโรงเรียนสังกัด สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร การสัมภาษณ์กลุ่ม ผู้บริหาร ครูและผู้ปกครอง ในโรงเรียนกรณีศึกษา และการสนทนากลุ่ม (focus group) นักวิชาการ ครูและอาจารย์ ผลการวิจัยพบว่า 1. เด็กวัยรุ่นตอนต้นในกรุงเทพมหานครมีความฉลาดทางสังคมอยู่ในระดับปานกลาง และมีความตระหนักรู้ทางสังคมสูงกว่าการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม 2. สภาพปัจจุบันของการจัดกระบวนการเรียนรู้ระหว่างครอบครัวและโรงเรียนในการพัฒนาความฉลาดทางสังคมของเด็กวัยรุ่นตอนต้น พบว่ามี 3 มีขั้นตอน คือ 1) การร่วมกันตระหนักและวิเคราะห์ปัญหาความฉลาดทางสังคมของนักเรียน 2) การร่วมกันกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาและนำไปปฏิบัติ และ 3) การติดตามประเมินผล ปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ระหว่างครอบครัวและโรงเรียนในการพัฒนาความฉลาดทางสังคมของเด็ก ประกอบด้วย การมีส่วนร่วม การสื่อสาร การอบรมสั่งสอน และการจัดกิจกรรมพัฒนาความฉลาดทางสังคม 3. แนวทางการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ระหว่างครอบครัวและโรงเรียนในการพัฒนาความฉลาดทางสังคมของเด็กวัยรุ่นตอนต้น มี 3 ขั้นตอนได้แก่ 1) การสร้างความตระหนักให้ผู้ปกครองและครูเห็นถึงความสำคัญและปัญหาของความฉลาดทางสังคมในเด็กวัยรุ่นตอนต้นเพื่อสร้างความร่วมมือในการพัฒนาความฉลาดทางสังคมของเด็ก 2) การร่วมกันกำหนดแนวทางการพัฒนาความฉลาดทางสังคมเพื่อให้ครอบครอบครัวและโรงเรียนนำไปปฏิบัติในทิศทางเดียวกัน และ3) การประเมินความฉลาดทางสังคมของเด็ก เพื่อให้ครอบครัวและโรงเรียนนำผลการประเมินไปพัฒนาปรับปรุงได้อย่างถูกจุดและเพื่อให้เด็กวัยรุ่นตอนต้นสามารถพัฒนาความฉลาดทางสังคมได้อย่างสมบูรณ์
การส่งเสริมการปลูกฝังคุณธรรมด้านความซื่อสัตย์:การวิเคราะห์คุณค่าวรรณกรรมไทย, ศรัณยพงศ์ โชติวรรณ์
การส่งเสริมการปลูกฝังคุณธรรมด้านความซื่อสัตย์:การวิเคราะห์คุณค่าวรรณกรรมไทย, ศรัณยพงศ์ โชติวรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์คุณค่าวรรณกรรมไทยประเภทนวนิยายที่ผลิตซ้ำเป็นละคร ภาพยนตร์ที่มีต่อการส่งเสริมการปลูกฝังคุณธรรมด้านความซื่อสัตย์ 2) เพื่อนำเสนอแนวทางการการส่งเสริมการปลูกฝังคุณธรรมด้านความซื่อสัตย์จากการวิเคราะห์คุณค่าวรรณกรรมไทยประเภทนวนิยายที่ผลิตซ้ำเป็นละคร ภาพยนตร์ โดยมีวิธีการวิจัยการศึกษาเอกสารเพื่อศึกษาวรรณกรรมไทยประเภทนวนิยาย ที่เป็นผลงานของศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ จำนวน 51 เรื่อง โดยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหาในด้านสุนทรียศาสตร์ และจริยศาสตร์ในประเด็นคุณธรรมด้านความซื่อสัตย์ และการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัยคุณค่าวรรณกรรมไทยประเภทนวนิยายทั้ง 51 เรื่องผ่าน พฤติกรรมตัวละคร พบว่าคุณค่าทางสุนทรียศาสตร์เกิดจาก อารมณ์ ความรู้สึกศรัทธา ประทับใจ สะเทือนใจ เศร้าเสียใจ หวาดกลัว ทำให้ผู้อ่านเกิดจินตนาการโดยส่งผลกระทบต่ออารมณ์และความคิดของผู้อ่านและเกิดอารมณ์คล้อยตามตัวละครตัวนั้น แสดงให้เห็นว่าคุณค่าทางสุนทรียศาสตร์มีพลังในการจุดประกายความคิดจนก่อให้เกิดคุณค่าทางจริยศาสตร์ที่ผู้อ่านตระหนักรู้ในคุณธรรมด้านความซื่อสัตย์จากพฤติกรรมของตัวละคร ทำให้ผู้อ่านเข้าใจพฤติกรรมตัวละครมากขึ้นและรับรู้ถึงความคิด ทัศนคติของตัวละครจนเกิดการตระหนักรู้ในคุณค่าทางจริยศาสตร์ คุณธรรมความซื่อสัตย์ที่แฝงอยู่กับตัวละครตัวนั้น จากการศึกษาพบว่าคุณธรรมความซื่อสัตย์ที่ปรากฎในวรรณกรรมไทยประเภทนวนิยายมากที่สุดคือความซื่อสัตย์ต่อตนเอง รองลงมาความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่การงาน และความซื่อสัตย์ต่อสังคมและประเทศตามลำดับ แนวทางการส่งเสริมการปลูกฝังคุณธรรมด้านความซื่อสัตย์จากการวิเคราะห์คุณค่าวรรณกรรมไทยควรมีแนวทางในการการส่งเสริมการปลูกฝังคุณธรรมด้านความซื่อสัตย์ผ่านรูปแบบการจัดการศึกษา 3 รูปแบบดังนี้ 1) การศึกษาในระบบโรงเรียนแยกเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานควรมีกิจกรรมอ่านเล่มเดียวกันแล้วมาวิจารณ์หนังสือเล่มเดียวกัน กิจกรรมการเลือกซื้อหนังสือเอาเข้าห้องสมุดโรงเรียน กิจกรรมการเขียนเรื่องสั้นเกี่ยวกับความซื่อสัตย์ในชีวิตประจำวัน กิจกรรมให้อ่านเรื่องสั้นอ่านนวนิยายโดยให้หาวรรคทองของคุณธรรมความซื่อสัตย์ การศึกษาระดับอุดมศึกษา การจัดตั้งชมรมวรรณกรรมไทย วรรณศิลป์ และเชิญนักเขียนภายนอกเข้าร่วมกิจกรรมด้วยและมีการวิพากษณ์วรรณกรรมไทยแสดงความคิดเห็นร่วมกัน 2) การศึกษานอกระบบโรงเรียนรูปแบบกิจกรรมคล้ายกับการศึกษาในระบบแต่มีความยืดหยุ่นมากว่า และ 3) การศึกษาตามอัธยาศัยควรที่จะเริ่มต้นจากครอบครัวในการส่งเสริมการอ่านให้กับเด็ก อย่างเช่นการเล่านิทาน เป็นต้น สถาบันสื่อมวลชนและสื่ออิเล็คทรอนิคส์ควรเป็นช่องทางในการส่งเสริมการปลูกฝังความซื่อสัตย์ในรูปแบบกิจกรรมนันทนาการต่างๆ อาทิ การประกวดเรียงความ การประกวดเรื่องสั้น การจัดทำเฟสบุ๊ต เว็บเพจ โดยมีการรวมตัวของนักเขียนเพื่อสร้างนวนิยายออนไลน์ที่มีคุณภาพและเสริมสร้างคุณธรรมเพื่อให้ผู้สนใจเข้ามาอ่านอันเป็นการปรับตัวของนวนิยายในยุคดิจิทัลด้วย และภาครัฐควรสนับสนุนการส่งเสริมการรักการอ่านให้กับคนในสังคมโดยการประชาสัมพันธ์ การรณรงค์การรักการอ่านอย่างต่อเนื่องและมีการสร้างเครือข่ายการส่งเสริมการอ่านให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
การพัฒนาวิสาหกิจชุมชนบนพื้นฐานกระบวนการมีส่วนร่วมและการพึ่งตนเองของชุมชนหนองสาหร่าย อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี, กนกกาญจน์ เมืองแก้ว
การพัฒนาวิสาหกิจชุมชนบนพื้นฐานกระบวนการมีส่วนร่วมและการพึ่งตนเองของชุมชนหนองสาหร่าย อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี, กนกกาญจน์ เมืองแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนบ้านหนองสาหร่าย อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี นับตั้งแต่ช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจ ระหว่างปี พ.ศ.2541-2560 กระบวนการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนบ้านหนองสาหร่าย อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรีและต้นแบบการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนบนพื้นฐานกระบวนการมีส่วนร่วมและการพึ่งตนเองของชุมชนบ้านหนองสาหร่าย อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี ใช้การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก และการสังเกตแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม เป็นเครื่องมือรวบรวมข้อมูลภาคสนามร่วมกับการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและเขียนรายงานผลโดยการพรรณนาวิเคราะห์ ผลการศึกษา พบว่าหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี พ.ศ.2540 ปัญหาความขัดแย้งและปัญหาหนี้สินทางการเกษตรที่เกิดขึ้นภายในชุมชนหนองสาหร่าย ส่งผลให้เกิดการพัฒนาชุมชนร่วมกัน โดยอาศัยกระบวนการมีส่วนร่วมของชาวบ้านภายในชุมชนเป็นกลไกหลัก ทั้งยังดำเนินการทำแผนแม่บทชุมชนโดยชุมชนและเพื่อชุมชนในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน นำไปสู่การรวมกลุ่มกันของชาวบ้านภายในชุมชนภายใต้วิสาหกิจชุมชนบ้านหนองสาหร่าย ก่อให้เกิดกระบวนการพัฒนาของวิสาหกิจชุมชนบนพื้นฐานของกระบวนการมีส่วนร่วมของกลุ่ม ได้แก่ ร่วมเป็นสมาชิกอย่างสมัครใจและเต็มใจ เพื่อเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาชุมชนและวิสาหกิจชุมชนให้เกิดความเข้มแข็ง ร่วมคิด/ร่วมแสดงความคิดเห็น เริ่มจากร่วมศึกษาปัญหา ร่วมวิเคราะห์ปัญหา/ความต้องการ ร่วมคิดหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เหมาะสม ร่วมกันวางแผนโครงการ/กิจกรรม ภายในกลุ่มของสมาชิก ร่วมตัดสินใจ โดยให้สมาชิกทุกคนยกมือเพื่อแสดงเจตนารมณ์ของตนในการตัดสินใจ ร่วมดำเนินการ สมาชิกทุกคนภายในกลุ่มร่วมกันดำเนินการตั้งแต่ขั้นตอนแรกในการผลิตตลอดจนบรรจุภัณฑ์พร้อมจำหน่าย ร่วมแก้ไขปัญหา ประธานกลุ่มและสมาชิกกลุ่มร่วมกันเสนอปัญหา วิเคราะห์ปัญหา เพื่อให้ได้ซึ่งแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมกับกลุ่ม และร่วมรับผลประโยชน์ ในการดำเนินกิจกรรมของกลุ่ม ท้ายที่สุดแล้วสมาชิกรวมถึงประธานกลุ่มต้องร่วมกันรับผลประโยชน์ที่ได้จากการดำเนินงานของกลุ่ม และการพึ่งตนเองของชุมชน ได้แก่ ด้านการผลิต สมาชิกของแต่ละกลุ่มมีการปลูกวัตถุดิบภายในชุมชนเพื่อนำมาผลิตและแปรรูป จากนั้นก็ส่งให้กลุ่มต่าง ๆ ที่ต้องใช้วัตถุดิบเป็นส่วนประกอบหลัก เช่น กลุ่มพริกแกงโบราณ เป็นต้น ชาวบ้านในชุมชนปลูกวัตถุดิบนำมาใช้ในการผลิตเพื่อบริโภคในครัวเรือนและนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ด้านภูมิปัญญา มีการสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นมาตั้งแต่บรรพบุรุษในเรื่องของงานจักสาน ทอผ้า ตลอดจนสูตรพริกแกงโบราณ ที่ได้รับการถ่ายทอดรุ่นสู่รุ่นผ่านงานฝีมือ และความโปร่งใสในการบริหารงานของประธานที่บริหารงานอยู่บนความซื่อสัตย์ สุจริต เนื่องจากประธานกลุ่มมีการชี้แจงและแสดงรายละเอียดต่าง ๆ ทางการเงินของกลุ่มอยู่ทุก ๆ เดือน กระบวนการพัฒนาเหล่านี้เป็นกระบวนการสำคัญที่เป็นรากฐานในการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนให้พึ่งตนเองได้และเข้มแข็ง นำไปสู่โมเดลต้นแบบของการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพให้แก่กลุ่มอื่นต่อไป
การเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุผ่านการใช้แอปพลิเคชันไลน์, นวพร สุนนทะนาม
การเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุผ่านการใช้แอปพลิเคชันไลน์, นวพร สุนนทะนาม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุผ่านปัจจัยทางประชากรศาสตร์ ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้แอปพลิเคชันไลน์กับการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุ ศึกษาการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุ เปรียบเทียบระหว่างภายในแอปพลิเคชันไลน์ และชีวิตจริง รวมทั้งเสนอแนะการเสริมสร้างการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุผ่านการใช้แอปพลิเคชันไลน์ ดำเนินการศึกษาโดยใช้เทคนิควิจัยเชิงปริมาณ สุ่มกลุ่มตัวอย่างด้วยการสุ่มแบบโควต้า มีขนาดตัวอย่างทั้งสิ้น 385 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแตกต่างค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างที่เป็นอิสระต่อกัน (Independent t-test) การวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มแบบจับคู่ (Paired Samples t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) และวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson's Product Moment Correlation Coefficient) โดยการวิจัยในครั้งนี้กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติไว้ที่ระดับ .05 ผลการศึกษาพบว่าผู้สูงอายุที่ใช้แอปพลิเคชันไลน์มีการเห็นคุณค่าในตนเองอยู่ในระดับสูง ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุ คือ สถานภาพการครองคู่ และสภาพการอยู่อาศัย สำหรับพฤติกรรมการใช้งานแอปพลิเคชันไลน์ ความถี่ ระยะเวลา และช่วงเวลาในการใช้งานแอปพลิเคชันไลน์ไม่มีความสัมพันธ์กับการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุ ทั้งนี้วัตถุประสงค์การใช้งานแอปพลิเคชันไลน์มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยการใช้งานเพื่อติดต่อสื่อสารกับสมาชิกในครอบครัวมีระดับมากที่สุด และเมื่อทำการเปรียบเทียบการเห็นคุณค่าในตนเองระหว่างภายในแอปพลิเคชันไลน์และชีวิตจริง ภายในแอปพลิเคชันไลน์ผู้สูงอายุมีการเห็นคุณค่าในตนเอง ด้านการรับรู้ว่าตนมีความสำคัญมากกว่าในชีวิตจริง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ความสัมพันธ์ระหว่างการตีตราบาปทางสังคม เจตคติ และการสนับสนุนทางสังคมในเด็กสมาธิสั้น, ภาสกร คุ้มศิริ
ความสัมพันธ์ระหว่างการตีตราบาปทางสังคม เจตคติ และการสนับสนุนทางสังคมในเด็กสมาธิสั้น, ภาสกร คุ้มศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายการตีตราบาปทางสังคม เจตคติ และการสนับสนุนทางสังคมในเด็กสมาธิสั้น ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยลักษณะประชากร เจตคติ การสนับสนุนทางสังคมกับตัวแปรการตีตราบาปทางสังคม รวมทั้งเสนอแนะแนวทางการลดการตีตราบาปทางสังคมในเด็กสมาธิสั้น ดำเนินการศึกษาโดยใช้เทคนิควิจัยเชิงปริมาณ สุ่มกลุ่มตัวอย่างด้วยการสุ่มอย่างง่ายและแบ่งโควตา มีขนาดตัวอย่างทั้งสิ้น 400 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ไคสแควร์ และทำการศึกษาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ด้วยเพียร์สันระหว่างตัวแปรเจตคติ และการสนับสนุนจากสังคมกับการตีตราบาปทางสังคม ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างครึ่งหนึ่งมีคะแนนเจตคติด้านความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคสมาธิสั้นอยู่ระดับเกณฑ์เฉลี่ย สำหรับเจตคติด้านอารมณ์ความรู้สึกพบว่าเป็นเชิงบวกต่อเด็กสมาธิสั้นมากกว่าลบ และมีพฤติกรรมแสดงออกที่ดีต่อเด็กสมาธิสั้นอยู่ในระดับมาก การตีตราบาปทางสังคมพบว่ามีคะแนนอยู่ในระดับน้อยทั้งภาพรวมและรายด้าน ได้แก่ การมองเหมารวมโดยตัดสินจากภายนอก อคติ และการเลือกปฏิบัติ ทั้งนี้ตัวแปรเจตคติมีความสัมพันธ์กับการตีตราบาปทางสังคมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้การสนับสนุนทางสังคมมีความสัมพันธ์ทางลบกับการตีตราบาปทางสังคมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สำหรับปัจจัยลักษณะประชากรไม่มีความสัมพันธ์กับระดับการตีตราบาปทางสังคมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
การพัฒนาหลักสูตรศิลปศึกษาโดยใช้สถานที่เป็นฐานเพื่อสร้างนวัตกรรมศิลปวัฒนธรรมชุมชนชานเมือง, ประติมา ธันยบูรณ์ตระกูล
การพัฒนาหลักสูตรศิลปศึกษาโดยใช้สถานที่เป็นฐานเพื่อสร้างนวัตกรรมศิลปวัฒนธรรมชุมชนชานเมือง, ประติมา ธันยบูรณ์ตระกูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและรวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตรศิลปศึกษาโดยใช้สถานที่เป็นฐานเพื่อสร้างนวัตกรรมศิลปวัฒนธรรมชุมชนชานเมือง นำเสนอการพัฒนาหลักสูตร และศึกษาผลของการทดลองใช้หลักสูตร การดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การศึกษาเอกสารและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง สัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 18 ท่าน และเก็บข้อมูลจากผู้เรียนจำนวน 15 คน มาวิเคราะห์และสังเคราะห์เกี่ยวกับองค์ประกอบของการพัฒนาหลักสูตร 2) สร้างหลักสูตรและเครื่องมือสำหรับวัดและประเมินผลแล้วตรวจสอบคุณภาพหลักสูตรโดยผู้เชี่ยวชาญ 3) นำหลักสูตรไปทดลองใช้ 4) ศึกษาผลการใช้และปรับปรุงหลักสูตร กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5-6 จำนวน 60 คน ใน 6 ชุมชน ชุมชนละ 10 คน จัดกิจกรรมการเรียนรู้รวม 8 กิจกรรม ระยะเวลา 36 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญและผู้เรียน สื่อรูปภาพ (Pile sorting) การอุปมาอุปไมยเชิงภาพ (Pictorial ethnography) หลักสูตร แบบทดสอบความรู้ (ก่อนและหลังเรียน) แบบประเมินชิ้นงาน แบบสังเกตพฤติกรรม การเรียนรู้ แบบประเมินผลการเรียนเป็นกลุ่ม แบบประเมินผลงานนวัตกรรมศิลปวัฒนธรรมชุมชน แบบประเมินความพึงพอใจ และการเขียนสะท้อนคิด วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ความถี่ ร้อยละ การวิเคราะห์เนื้อหา ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า t ผลการศึกษาพบว่าองค์ประกอบของหลักสูตร ประกอบด้วย 1) แนวคิดของหลักสูตร 2) วัตถุประสงค์ 3) สาระการเรียนรู้ ได้แก่ ศิลปวัฒนธรรมชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น การสร้างนวัตกรรม และสื่อสร้างสรรค์เพื่อต่อยอดเชิงพาณิชย์ 4) การจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานที่เป็นฐาน ดังนี้ 4.1 การเชื่อมโยงผู้เรียนกับท้องถิ่นของตน 4.2) การค้นคว้าเกี่ยวกับท้องถิ่น 4.3) การค้นคว้าแบบองค์รวม 4.4) การมีส่วนร่วมในท้องถิ่น 5) กระบวนการพัฒนานวัตกรรมศิลปวัฒนธรรมชุมชน โดยใช้แนวคิดการออกแบบ Design Thinking และกระบวนการคิดสร้างสรรค์แบบ Synectics มี …
การระบุยีนที่สามารถจับกับโปรตีนอี 7 เอชพีวีไทป์ 16 ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโพรโมเตอร์เมทิลเลชันในเซลล์ไลน์ C33a, จุฑามาศ สุขพัฒน์ธี
การระบุยีนที่สามารถจับกับโปรตีนอี 7 เอชพีวีไทป์ 16 ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโพรโมเตอร์เมทิลเลชันในเซลล์ไลน์ C33a, จุฑามาศ สุขพัฒน์ธี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โปรตีนอี 7 ที่สร้างจากไวรัสเอชพีวี ไทป์ 16 เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก จากการศึกษาก่อนหน้านี้พบว่าโปรตีนอี 7 สามารถจับกับโปรตีน DNA methyltransferase 1 (Dnmt1) แล้วจับที่โพรโมเตอร์ของยีน CCNA1 และชักนำให้เกิดเมทิลเลชันและลดการแสดงออกของยีน การศึกษานี้จึงมุ่งเน้นเพื่อหายีนอื่นๆ และกลไกของโปรตีนอี 7 ที่สามารถจับที่บริเวณโพรโมเตอร์ของยีนแล้วชักนำให้เกิดเมทิลเลชันได้ โดยมีสมมติฐานว่า เมื่อโปรตีน E7 จับกับทรานสคริปชันแฟคเตอร์แล้ว จะสามารถจับกับโพรโมเตอร์ของยีนแล้วเหนี่ยวนำให้เกิดเมทิลเลชันได้ โดยในการศึกษานี้ได้ทำการค้นหายีนที่สามารถจับกับโปรตีน อี 7 ของ HPV ไทป์ 16 ด้วย 2 วิธีการ คือ การทำ Chromatin immunoprecipitation Sequencing ด้วยการถ่ายโอนพลาสมิดลูกผสมที่บรรจุยีน E7 เข้าในเซลล์สายพันธุ์มะเร็งปากมดลูก C33A จากนั้นทำการตกตะกอนดีเอ็นเอที่สามารถจับกับโปรตีน E7 แล้วนำมาหาลำดับเบส เพื่อสืบหายีนเป้าหมายของ E7 ซึ่งค้นพบทั้งหมด 3 ยีน ได้แก่ FAM189A1, ASAH2B, และ RAPGEF4 และวิธีการทางชีวสารสนเทศ (Bioinformatics) โดยการใช้ลำดับเบสบริเวณโพรโมเตอร์ของยีน CCNA1 ที่เป็น cis-element ของ AP2 ซึ่งเป็นทรานสคริปชันแฟคเตอร์ที่สามารถจับกับโปรตีน E7 ไปค้นหาในฐานข้อมูลจีโนมมนุษย์เพื่อค้นหาโพรโมเตอร์ของยีนอื่นๆ ที่มี cis-element ตรงกัน จากนั้นคัดเลือกยีนที่มีลำดับเบสบริเวณโพรโมเตอร์ตรงกับลำดับเบสบริเวณโพรโมเตอร์ของยีน CCNA1 ที่ AP2 สามารถจับได้ แล้วนำมาคัดเลือกเฉพาะยีนที่สามารถจับกับทรานสคริปชันแฟคเตอร์ YY1 ซึ่งมีรายงานว่าสามารถจับกับโปรตีน E7 ได้เช่นกัน พบทั้งหมด 9 ยีน ได้แก่ NOP56, MAG, FUS, EIF2S2, RPL7, RPL10, NINJ1, LGALS1 และ CLDN5 แล้วจึงทำการคัดเลือกยีน FAM189A1 และยีน NOP56 เพื่อทำการตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของระดับการแสดงออกของยีน …
ผลของเลเซอร์พัลส์สั้นพิเศษที่มีต่อความกว้างสเปกตรัมในเส้นใยนำแสงโฟโตนิกคริสตัลชนิดความยาวคลื่นการกระจายแสงศูนย์สองค่า, พรรษกร หลุยเจริญ
ผลของเลเซอร์พัลส์สั้นพิเศษที่มีต่อความกว้างสเปกตรัมในเส้นใยนำแสงโฟโตนิกคริสตัลชนิดความยาวคลื่นการกระจายแสงศูนย์สองค่า, พรรษกร หลุยเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การขยายความกว้างสเปกตรัมทำโดยการให้พัลส์แสงที่มีความกว้างพัลส์สั้นพิเศษเคลื่อนผ่าน ตัวกลางที่ไม่เชิงเส้นสูง ตัวกลางที่นิยมใช้ คือ เส้นใยนำแสงโฟโตนิกคริสตัล (PCF) ในขณะที่สมบัติ ต่าง ๆ ของพัลส์ต่างก็มีผลต่อการขยายความกว้างสเปกตรัมด้วย งานวิจัยนี้จึงใช้การประมาณคลื่นที่ เปลี่ยนแปลงอย่างช้า (SEWA) ซึงเหมาะกับการแผ่ของพัลส์สั้นพิเศษ มาทำนายผลของพัลส์สั้นพิเศษ ที่เคลื่อนผ่าน PCF ความยาวคลื่นการกระจายแสงศูนย์ (ZDW) สองค่าที่ 751 nm และ 1230 nm จากการเปรียบเทียบผลการประมาณแบบ SEWA กับการประมาณซองคลื่นที่เปลี่ยนแปลงอย่างช้า (SVEA) ที่ใช้กับการแผ่ของพัลส์กว้าง พบว่า ผลของการประมาณแบบ SVEA กับพัลส์กว้าง 50 fs ใกล้เคียงกับผลการทดลองมากกว่า ในทางตรงกันข้าม การประมาณแบบ SEWA กับพัลส์กว้าง 10 fs ให้ผลของพัลส์ในโดเมนเวลาใกล้เคียงกับการเปลี่ยนแปลงของโซลิตอนซึ่งเป็นพัลส์แคบจากการทดลอง มากกว่า จากการประมาณแบบ SEWA กับพัลส์ขาเข้ากว้าง 10 fs แต่มีความยาวคลื่นกลางต่างกัน พบ ว่า ความกว้างของสเปกตรัมที่ได้มีช่วงที่ใกล้เคียงกัน คือ ตั้งแต่ 500 nm ถึงมากกว่า 2000 nm ในขณะ ที่การเปรียบเทียบผลของความกว้างพัลส์ขาเข้าที่กว้าง 5 fs และ 10 fs พบว่า ความกว้างสเปกตรัม ของพัลส์ขาเข้าทั้งสองกรณีให้ผลใกล้เคียงกัน ทั้งกรณีที่ความยาวคลื่นกลางของพัลส์เป็น 780 nm และ 1200 nm แต่โซลิตอนที่ขอบหลังของพัลส์ซึ่งเกิดในกรณีความยาวคลื่นกลางเป็น 1200 nm มีความเข้ม และผันผวนเพิ่มขึ้น สำหรับการเปรียบเทียบผลของกำลังสูงสุดของพัลส์ขาเข้าขนาด 50 kW 100 kW และ 200 kW พบว่า เกิดสัญญาณรบกวนกับสเปกตรัมมากขึ้นเมื่อกำลังสูงสุดเพิ่มมากขึ้นแม้ว่าความ กว้างของสเปกตรัมจะใกล้เคียงกันก็ตาม
พลศาสตร์การจัดระเบียบเฟสภายใต้อิทธิพลของการเฉือนแบบเคลื่อนที่สลับ, สราวุธ สะสม
พลศาสตร์การจัดระเบียบเฟสภายใต้อิทธิพลของการเฉือนแบบเคลื่อนที่สลับ, สราวุธ สะสม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในงานวิทยานิพนธ์ฉบับนี้เราศึกษาเกี่ยวกับพลศาสตร์การจัดระเบียบเฟสภายใต้อิทธิพลของการเฉือนแบบเคลื่อนที่สลับ โดยแบ่งศึกษาเป็น 2 กรณี ได้แก่ 1.กรณีที่ไม่คำนึงถึงผลการรบกวนทางความร้อน และ 2.กรณีที่คำนึงถึงผลการรบกวนทางความร้อน โดยวิทยานิพนธ์ฉบับนี้จะเน้นการหาฟังก์ชันสหสัมพันธ์ที่เวลาเท่ากัน ฟังก์ชันโครงสร้างที่เวลาเท่ากันและกฎการเติบโตของพารามิเตอร์การจัดระเบียบแบบไม่อนุรักษ์ที่เป็นปริมาณเวกเตอร์หลายองค์ประกอบในแบบจำลองเอที่นิยามโดยฮัลเพอรินและโฮเฮนเบิร์ก เราพบว่าเมื่อเวลาผ่านไปนาน การผันผวนทางความร้อนไม่มีผลต่อการสเกลเชิงพลวัตของระบบและพฤติกรรมของระบบถูกกำหนดด้วยความถี่และเฟสเริ่มต้นของการเฉือนแบบเคลื่อนที่สลับ นอกจากนี้ในงานวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ได้ตั้งสมมติฐานว่า ระบบที่อธิบายได้ด้วยพารามิเตอร์การจัดระเบียบแบบไม่อนุรักษ์ที่เป็นปริมาณเวกเตอร์หลายองค์ประกอบและแบบจำลองไอซิงจัดอยู่ในกลุ่มความเป็นสากลเดียวกัน ดังนั้นเพื่อเป็นการยืนยันความถูกต้องของผลการคำนวณ จึงทำการจำลองพฤติกรรมของแบบจำลองไอซิงภายใต้อิทธิพลของการเฉือนแบบเคลื่อนที่สลับเพื่อเปรียบเทียบกับผลการคำนวณ พบว่าผลลัพธ์ของแบบจำลองและการคำนวณสอดคล้องกันดี
ภาพความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่นในวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง นิฮนจิน โอะอิน และเรื่อง นิตโต โนะ โบเก็นโอ, ชมพูนิกข์ ล้อมวัฒนธรรม
ภาพความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่นในวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง นิฮนจิน โอะอิน และเรื่อง นิตโต โนะ โบเก็นโอ, ชมพูนิกข์ ล้อมวัฒนธรรม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ภาพความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่นในวรรณกรรมเยาวชน เรื่อง นิฮนจิน โอะอิน (1932) ของโอะซะระงิ จิโร และเรื่อง นิตโต โนะ โบเก็นโอ (1937) ของมินะมิ โยอิชิโร โดยเชื่อมโยงกับบริบททางสังคมวัฒนธรรมญี่ปุ่นในทศวรรษ 1930 จากการศึกษาพบว่า วรรณกรรมทั้งสองเรื่องนำเสนอภาพความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่นในลักษณะที่ญี่ปุ่นเป็นมิตรกับไทยหรือสยาม และร่วมมือกันปกป้องสยามจากการรุกรานของศัตรูต่างชาติ ซึ่งมีนัยยะหมายถึงการเข้ามารุกรานแสวงหาผลประโยชน์ของประเทศนักล่าอาณานิคมตะวันตก ภาพความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่นที่ปรากฏในเรื่องสะท้อนถึงทัศนะของญี่ปุ่นต่อไทยในช่วงทศวรรษ 1930 ที่คล้ายคลึงกัน คือถูกกำหนดด้วยแนวคิดอาณานิคมนิยมแบบญี่ปุ่น หรือ "นันฌินรน" แนวคิดขยายดินแดนลงสู่ใต้ที่ส่งเสริมให้คนญี่ปุ่นปรารถนาจะออกไปแสวงโชค ตั้งรกรากทำมากินในต่างแดน โดยเรื่อง นิฮนจิน โอะอิน นำเสนอภาพความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรและอยู่ร่วมกันอย่างสันติ พึ่งพาซึ่งกันและกัน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย ส่วนเรื่อง นิตโต โนะ โบเก็นโอ สะท้อนภาพญี่ปุ่นกับสยามเป็นมิตรกันแบบพี่น้อง โดยญี่ปุ่นเป็นเสมือนพี่ผู้ให้ความช่วยเหลือปกป้องสยามจากการเอาเปรียบของชาติตะวันตก เน้นความร่วมมือกันเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของสองประเทศ แต่ในอีกทางหนึ่ง วรรณกรรมทั้งสองเรื่องก็นำเสนออัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ญี่ปุ่นที่เหนือกว่าสยาม อันหมายถึงความพยายามในการครอบงำทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นวาทกรรมที่ประเทศเจ้าอาณานิคมมักใช้อ้างความชอบธรรมในการจะเข้าไปบุกเบิกครอบครองพื้นที่ แสวงหาผลประโยชน์ในดินแดนอื่น นอกจากนั้น ในฐานะวรรณกรรมเยาวชน วรรณกรรมทั้ง 2 เรื่องยังมีบทบาทในการปลูกฝังแนวคิดอาณานิคมนิยมที่ถูกสอดแทรก ตอกย้ำอยู่ในตัวบทให้กับผู้อ่านซึ่งเป็นเยาวชนอีกด้วย
การดัดแปลงเรื่องพระอภัยมณีของสุนทรภู่เป็นบทละครรำของกรมศิลปากร, ณัฏฐพล เขียวเสน
การดัดแปลงเรื่องพระอภัยมณีของสุนทรภู่เป็นบทละครรำของกรมศิลปากร, ณัฏฐพล เขียวเสน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษากลวิธีการดัดแปลงเรื่องพระอภัยมณีของสุนทรภู่เป็นบทละครรำของ กรมศิลปากร ตั้งแต่ พ.ศ. 2495-2561 รวม 57 สำนวน ผลการศึกษาพบว่า บทละครรำเรื่องพระอภัยมณีของกรมศิลปากรมี 2 ประเภท ได้แก่ บทละครนอก 40 สำนวน และบทละครนอกกึ่งพันทาง 17 สำนวน บทละครรำดังกล่าวมีการสืบทอดและดัดแปลงเรื่องพระอภัยมณีหลายลักษณะ ได้แก่ การสืบทอดเนื้อหาหลัก ตัวละคร และกลอนเดิมของสุนทรภู่ทั้งการรักษากลอนเดิมและ การปรับปรุงกลอนเดิมให้เอื้อแก่การนำไปใช้แสดง ขณะเดียวกันก็ดัดแปลงเรื่องพระอภัยมณีของสุนทรภู่หลายประการ คือ การดัดแปลงด้านรูปแบบและองค์ประกอบให้เป็นบทละครรำ ได้แก่ การแต่งกลอนขึ้นใหม่โดยเลียนแบบกลอนบทละครดั้งเดิมและเลียนแบบกลอนของสุนทรภู่ การบรรจุเพลงร้องและเพลงหน้าพาทย์ให้เหมาะสมแก่บทละครนอกและบทละครนอกกึ่งพันทาง การกำหนดการขับร้องลักษณะอื่น การกำกับเจรจาทั้งเจรจาด้นและระบุไว้เป็นลายลักษณ์ การแบ่งองก์และฉากเพื่อแบ่งเหตุการณ์ของตอนต่าง ๆ การกำกับวิธีแสดงทั้งการกำกับตัวละคร กำกับฉาก กำกับเวทีและกำกับดนตรี การดัดแปลงด้านเนื้อหาพบว่า มีการตัดเหตุการณ์ที่ไม่กระทบต่อเรื่องหลัก มีการสลับเหตุการณ์ เพิ่มเหตุการณ์ และเปลี่ยนเหตุการณ์ การดัดแปลงด้านตัวละครมีทั้งการเพิ่ม การลด และการปรับเปลี่ยนลักษณะตัวละคร นอกจากนี้ยังมีการดัดแปลงโดยแทรกชุดการแสดงเพื่อสร้างสีสัน การสืบทอดและการดัดแปลงดังกล่าวนี้ทำให้บทละครรำเรื่องพระอภัยมณีของกรมศิลปากรเหมาะแก่การนำเสนอในยุคปัจจุบัน ทั้งยังเป็นการสืบทอดเรื่องพระอภัยมณีของสุนทรภู่ให้ดำรงอยู่ในสังคมร่วมสมัยได้อย่างแยบคาย บทละครรำเรื่องพระอภัยมณีของกรมศิลปากรมีคุณค่าหลายประการ ประการแรก คุณค่าด้านการแสดง ได้แก่ การเป็นบทละครนอกที่มีลักษณะดีเด่นหลายประการ ทั้งการรักษาขนบของละครนอกแบบหลวง เป็นบทที่มีทั้งลักษณะแบบละครนอกและละครนอกกึ่งพันทาง มีตัวละครแปลกใหม่หลากหลาย มีฉากแปลกใหม่ มีตอนหลากหลายให้เลือกนำไปใช้แสดง และมีสีสันที่น่าตื่นตาตื่นใจและทันสมัย นอกจากนี้ยังเป็นบทละครรำที่มีองค์ประกอบพร้อมนำไปใช้แสดง ประการที่สอง คุณค่าด้านวรรณศิลป์ บทละครรำกลุ่มนี้มีความงามทางวรรณศิลป์ทั้งระดับเสียง คำ และความ ซึ่งปรากฏทั้งจากกลอนเดิมของสุนทรภู่และกลอนที่กรมศิลปากรปรับปรุงขึ้น ประการ ที่สาม คุณค่าด้านสังคม บทละครรำกลุ่มนี้ให้ความบันเทิงแก่ผู้ชมในยุคปัจจุบัน ให้ความรู้ด้านเนื้อหาและตัวละครของเรื่องพระอภัยมณีและความรู้เรื่องสุนทรภู่ รวมทั้งให้คติสอนใจที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ชม เช่น การคบคน และความสำคัญของการใช้ปัญญาควบคู่กับคำพูด นอกจากนี้ บทละครรำกลุ่มนี้ยังมีคุณค่าด้านการเผยแพร่เกียรติคุณของสุนทรภู่ในฐานะบุคคลสำคัญของโลก ได้แก่ การเผยแพร่ประวัติสุนทรภู่ การเผยแพร่เรื่องพระอภัยมณี และการแสดงคุณค่าอมตะของเรื่องพระอภัยมณีของสุนทรภู่ในยุคปัจจุบัน
อรรถกถามหาสุบินชาดก: ความสำคัญต่อการสร้างสรรค์วรรณคดีไทย, ธนบัตร ใจอินทร์
อรรถกถามหาสุบินชาดก: ความสำคัญต่อการสร้างสรรค์วรรณคดีไทย, ธนบัตร ใจอินทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาความสำคัญของอรรถกถามหาสุบินชาดกที่มีต่อการสร้างสรรค์วรรณคดีเรื่องพุทธทำนายความฝันพระเจ้าปเสนทิโกศลตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ตลอดจนความสัมพันธ์กับวรรณคดีเรื่องอื่นที่เกี่ยวข้อง จากการศึกษาพบว่าอรรถกถามหาสุบินชาดกมีเนื้อหาหลักคือความฝันและคำทำนายทั้ง 16 ประการที่กวีนำไปสร้างสรรค์เป็นวรรณคดีพุทธทำนายความฝันพระเจ้าปเสนทิโกศลสำนวนต่าง ๆ ทั้งฉบับหอสมุดแห่งชาติ ฉบับภูมิภาคท้องถิ่น รวมถึงวรรณกรรมและความเรียงอธิบายในปัจจุบัน โดยเรื่องพุทธทำนายความฝันพระเจ้าปเสนทิโกศลฉบับต่าง ๆ เหล่านี้มีลักษณะสำคัญร่วมกันคือ การรักษาความฝันและคำทำนายทั้ง 16 ประการดังกล่าวไว้ตามอรรถกถามหาสุบินชาดก นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงลักษณะเด่นที่แตกต่างกันไปของแต่ละภูมิภาคด้วย พุทธทำนายความฝันพระเจ้าปเสนทิโกศล ฉบับหอสมุดแห่งชาติที่ค้นพบจำนวน 17 เล่มสมุดไทย แบ่งได้ 3 กลุ่มสำนวน โดยคัดเลือกตัวแทนสำนวนของแต่ละกลุ่มได้แก่ กลุ่มที่ 1 ใช้สำนวนเลขที่ 7 กลุ่มที่ 2 ใช้สำนวนเลขที่ 10 และ กลุ่มที่ 3 ใช้สำนวนเลขที่ 196 ซึ่งพบว่าสำนวนเลขที่ 196 ของฉบับหอสมุดแห่งชาติมีความสัมพันธ์กับทุกฉบับที่ค้นพบในท้องถิ่นภาคกลางที่เป็นร้อยกรอง แสดงให้เห็นความนิยมในแบบสำนวนดังกล่าว พุทธทำนายความฝันพระเจ้าปเสนทิโกศลในภาคเหนือแสดงให้เห็นถึงลักษณะความเป็นวรรณกรรมพุทธศาสนาที่ใช้ประกอบการเทศน์สอน โดยมีการใช้ถ้อยคำสำนวน และคาถาบาลีที่สัมพันธ์กับอรรถกถามหาสุบินชาดกอย่างชัดเจน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือแสดงลักษณะเด่นที่ใช้พุทธทำนายความฝันพระเจ้าปเสนทิโกศลสะท้อนสังคมปัจจุบัน ทั้งการเมืองการปกครองและการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นการวิพากษ์วิจารณ์สังคมอีกวิธีหนึ่ง ขณะที่ภาคใต้นอกจากมีการวิพากษ์วิจารณ์สังคมแล้วยังมีมุ่งให้ความรู้ทั้งทางศีลธรรมและเป็นตำราการประพันธ์อีกด้วย อรรถกถามหาสุบินชาดกยังมีความสัมพันธ์ทางด้านเนื้อหาและแนวคิดกับวรรณคดีเรื่องอื่น ๆ ได้แก่ เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา กาพย์พระไชยสุริยา และกาละนับมื้อส่วย โดยปรากฏเนื้อหาความฝันหรือคำทำนายจากอรรถกถามหาสุบินชาดกบางข้อ และแนวคิดที่กล่าวถึงอนาคตบ้านเมืองหรือทำนายเหตุการณ์บ้านเมืองที่ซึ่งหวังผลที่จะเตือนสติแนะแนวทางการประพฤติด้วย นอกจากนี้ยังมีการสร้างสรรค์วรรณกรรมปัจจุบันและข้อเขียนที่อธิบายอรรถกถามหาสุบินชาดก ที่เชื่อมโยงข้อมูลหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ของสังคม เพื่อให้เข้าใจเนื้อเรื่องได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ทำให้เนื้อหาของอรรถกถามหาสุบินชาดกสามารถดำรงอยู่ได้ในสังคมร่วมสมัย นอกจากนี้อรรถกถามหาสุบินชาดกสามารถทำความเข้าใจผ่านการตีความได้ 2 ระดับได้แก่ การตีความแบบโลกียะเพื่อทำความเข้าใจและหาทางออกเพื่อดำเนินชีวิตอย่างเป็นปกติสุขในสังคม และการตีความแบบโลกุตตระที่ทำให้เห็นถึงความเป็นอนิจจลักษณะ อันเป็นหนทางนำไปสู่นิพพานหรือการหลุดพ้นจากความทุกข์ โดยหลักธรรมสำคัญที่ปรากฏคือ กรรมและอนิจจัง ยังปรากฏอยู่ในพุทธทำนายความฝันพระเจ้าปเสนทิโกศลสำนวนต่าง ๆ ด้วย การสร้างสรรค์เรื่องพุทธทำนายความฝันพระเจ้าปเสนทิโกศลดังกล่าวจึงได้ตอกย้ำความสำคัญของอรรถกถามหาสุบินชาดกในฐานะที่เป็นต้นทางของการสร้างสรรค์วรรณคดีไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้อย่างชัดเจน
วัฒนธรรมอาหารในวรรณคดีไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น, ธนภัทร พิริย์โยธินกุล
วัฒนธรรมอาหารในวรรณคดีไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น, ธนภัทร พิริย์โยธินกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาวัฒนธรรมอาหารและความสัมพันธ์ระหว่างอาหารกับสังคมวัฒนธรรมที่ปรากฏในวรรณคดีไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยศึกษาจากวรรณคดีจำนวน 40 เรื่อง เช่น บทละครเรื่องรามเกียรติ์ กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน บทละครเรื่องอิเหนา โคลงนิราศพระยาตรัง นิทานคำกลอนเรื่องพระอภัยมณี รำพันพิลาป เสภาขุนช้างขุนแผน โคลงภาพคนต่างภาษา เป็นต้น ผลการศึกษาพบว่าวรรณคดีเหล่านี้ได้นำเสนอวัฒนธรรมอาหาร ทั้งในด้านประเภทอาหาร การผลิต การแสวงหาอาหาร การปรุงและการตกแต่งอาหาร การบริการอาหาร และการกินอาหาร ผลการศึกษาพบว่าวัฒนธรรมอาหารที่ปรากฏในวรรณคดีสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีลักษณะสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ประการแรก วัฒนธรรมอาหารเป็นสิ่งแสดงภูมิปัญญาไทย แสดงความรู้ในการเลือกสรร สร้างสรรค์และใช้ประโยชน์จากอาหารอย่างเหมาะสมกับกาลเทศะ สอดคล้องกับวิถีชีวิตไทย ประการที่สอง วัฒนธรรมอาหารเป็นศิลปะอันประณีต แสดงความสำคัญของสุนทรียรสในการกิน ซึ่งสัมพันธ์กับสถานภาพของบุคคลทั้งผู้เสพอาหารที่เป็นชนชั้นสูงและผู้ปรุงอาหารที่ได้รับการยกย่องในฐานะศิลปิน ประการที่สาม วัฒนธรรมอาหารแสดง ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทั้งในลักษณะของการผสมผสานทางวัฒนธรรมและการแสดงความแตกต่าง ทางวัฒนธรรม ภาพสะท้อนเหล่านี้สัมพันธ์กับหลักฐานและบริบททางสังคมสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เช่น ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ทำให้อาหารกลายเป็นสิ่งบ่งบอกความมั่งคั่ง หรือสถานภาพและบทบาท ของชาติพันธุ์ต่างๆ ในสังคมที่มีผลให้มุมมองต่อคนแต่ละกลุ่มมีความต่างกัน นอกจากนี้ผลการศึกษายังพบว่าวัฒนธรรมอาหารมีบทบาทต่อการสร้างวรรณศิลป์ในวรรณคดีสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ได้แก่ บทบาทต่อการดำเนินเรื่อง ทั้งการสร้างปมและการคลี่คลายปมปัญหา ด้านบทบาท ในการแสดงลักษณะนิสัยตัวละคร วัฒนธรรมอาหารช่วยแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม แสดงความเป็นอื่นของตัวละครทั้งด้านชาติพันธุ์ ชนชั้น และถิ่นที่อยู่อาศัย และแสดงคุณลักษณะของผู้หญิง ด้านบทบาทในฐานะฉาก วัฒนธรรมอาหารทำหน้าที่หลายประการทั้งเป็นพื้นที่ในการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร การสร้างบรรยากาศแห่งความสุข การแสดงความอุดมสมบูรณ์ของบ้านเมือง และการแสดงวิถีชีวิตแบบไทย ส่วนบทบาทของอาหาร ในการสร้างความเปรียบ พบการใช้อาหารเป็นความเปรียบในลักษณะต่างๆ เช่น การเปรียบอาหารกับผู้หญิง การเปรียบอาหารกับความสุขสบายของชีวิต เป็นต้น เรื่องอาหารที่ปรากฏในวรรณคดีไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น จึงมีความสำคัญในฐานะเป็นองค์ประกอบที่ช่วยให้เข้าใจวัฒนธรรมไทยในยุคสมัยของการสร้างงาน แสดงให้เห็นความสำคัญของวรรณคดีสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นในฐานะสื่อบันทึกและสร้างวัฒนธรรมอาหารจากการนำเสนอวัฒนธรรมอาหารอย่างมีวรรณศิลป์ นอกจากนี้ยังแสดงอัจฉริยภาพของกวีที่ทำให้วรรณคดีไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีลักษณะเด่นต่างจากยุคก่อนหน้า
ภาพตัวแทนของผู้ชุมนุมทางการเมืองในเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองช่วงปี พ.ศ. 2549 – 2557 ในพาดหัวข่าวในหนังสือพิมพ์ภาษาไทย : การศึกษาตามแนววาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์, สุจิตรา แซ่ลิ่ม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการนำเสนอภาพตัวแทนผู้ชุมนุมทางการเมืองในเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองช่วงปี พ.ศ. 2549-2557 ที่สื่อผ่านภาษาในพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ภาษาไทยตามแนววาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ และเพื่อวิเคราะห์วิถีปฏิบัติทางวาทกรรมและวิถีปฏิบัติทางสังคมวัฒนธรรมของวาทกรรมสื่อในหนังสือพิมพ์รายวันภาษาไทยที่นำเสนอข่าวการชุมนุมประท้วงทางการเมืองในช่วงปี พ.ศ. 2549 – 2557 ผู้วิจัยเก็บข้อมูลจากหนังสือพิมพ์รายวันภาษาไทยจำนวน 6 ชื่อฉบับ ได้แก่ ไทยรัฐ เดลินิวส์ ข่าวสด มติชน ผู้จัดการรายวัน และไทยโพสต์ โดยศึกษาภาพตัวแทนผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลใน 3 ช่วงเวลาที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมและรัฐบาลที่ต่างกัน ได้แก่ 1) การชุมนุมทางการเมืองในช่วงปี พ.ศ.2549-2551 2) การชุมนุมทางการเมืองในช่วงปี พ.ศ.2552-2553 และ 3) การชุมนุมทางการเมืองในช่วงปี พ.ศ.2556-2557 การวิเคราะห์ใช้แนวคิดเรื่องการนำเสนอผู้กระทาทางสังคมของฟาน ลีอูเวน (van Leeuwen, 1996) การวิเคราะห์ชนิดกระบวนการของฮัลลิเดย์ (Halliday, 1985) และการวิเคราะห์กลวิธีทางภาษาอื่น เช่น สหบท มาวิเคราะห์การนำเสนอภาพตัวแทนของผู้ชุมนุม ผลการศึกษาพบว่า ภาพตัวแทนของผู้ชุมนุมทางการเมืองที่สื่อผ่านกลวิธีทางภาษาแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ได้ 3 กลุ่ม คือ (1) ภาพตัวแทนที่เป็นกลางของผู้ชุมนุม ได้แก่ ผู้ชุมนุมเป็นกลุ่มคนที่มารวมตัวกันชุมนุมประท้วงเพื่อต่อต้านรัฐบาล (2) ภาพตัวแทนที่สร้างความชอบธรรมให้แก่ผู้ชุมนุม ได้แก่ ผู้ชุมนุมเป็นกลุ่มประชาชนจำนวนมากที่มารวมตัวกันเพื่อต่อต้านรัฐบาล ผู้ชุมนุมเป็นผู้กระทำสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรมโดยการต่อต้านรัฐบาลที่ลุแก่อำนาจ ผู้ชุมนุมเป็นผู้ถูกกระทำจากรัฐบาลและจากคนกลุ่มต่าง ๆ และผู้ชุมนุมเป็นผู้ที่ชุมนุมอย่างสันติ และ (3) ภาพตัวแทนที่ลดทอนความชอบธรรมของผู้ชุมนุม ได้แก่ ผู้ชุมนุมเป็นผู้ก่อความวุ่นวายและสร้างความเดือดร้อน ผู้ชุมนุมเป็นผู้ใช้ความรุนแรง ผู้ชุมนุมเป็นผู้ทำผิดกฎหมาย ผู้ชุมนุมเป็นผู้ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตย ผู้ชุมนุมเป็นผู้ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องชอบธรรม ผู้ชุมนุมเป็นผู้ขาดความน่าเชื่อถือหรือไม่น่าเคารพ และผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งเป็นชนชั้นที่มีฐานะซึ่งไม่ใช่คนส่วนใหญ่ของประเทศ ทั้งนี้พบว่าจุดยืนทางการเมืองของสื่อหนังสือพิมพ์และสถานการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกันมีส่วนสัมพันธ์กับการนำเสนอภาพตัวแทนของผู้ชุมนุมทางการเมืองที่ต่างกันในแต่ละช่วงเวลาที่ศึกษา งานวิจัยเรื่องนี้ทำให้เห็นว่าภาพของผู้ชุมนุมทางการเมืองกลุ่มเดียวกันได้ถูกนำเสนอผ่านสื่อในแง่มุมที่ต่างกัน ผ่านมุมมองที่ต่างกันและนำเสนอด้วยกลวิธีทางภาษาที่ต่างกัน ภาพตัวแทนที่สื่อนำเสนอมีส่วนในการสร้างความชอบธรรมหรือลดทอนความชอบธรรมของกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองและน่าจะมีผลต่อความคิดและทัศนคติของผู้อ่านที่มีต่อกลุ่มผู้ชุมนุม ผลการวิจัยนี้ทำให้เห็นว่าภาพตัวแทนผู้ชุมนุมทางการเมืองเหล่านี้เป็นผลจากการประกอบสร้างทางภาษาของสื่อที่อาจมีจุดยืนต่างกัน ในบางครั้งผู้อ่านอาจจะไม่ทันได้ตระหนักถึงหรือสังเกตเห็นและเข้าใจว่าสิ่งที่นำเสนอเป็น "ความจริง" เพียงชุดเดียว ความตระหนักรู้หรือรู้เท่าทันวาทกรรมสื่อจะช่วยให้ผู้อ่านรับสารอย่างมีวิจารณญาณและตัดสินหรือประเมินค่าสิ่งต่าง ๆ อย่างรอบคอบยิ่งขึ้นอันอาจจะช่วยลดทอนความขัดแย้งที่มีต่อกันในสังคมได้ไม่มากก็น้อย
การสร้างคุณค่าเชิงสัญญะผ่านกลวิธีทางภาษาในนิตยสารประเภทอาหาร, วิภาดา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต
การสร้างคุณค่าเชิงสัญญะผ่านกลวิธีทางภาษาในนิตยสารประเภทอาหาร, วิภาดา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาการสร้างคุณค่าเชิงสัญญะผ่านกลวิธีทางภาษาในนิตยสารประเภทอาหาร เนื่องจากอาหารมิได้มีความสำคัญเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยสี่ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์เท่านั้น ทว่าอาหารยังเป็นสิ่งที่มนุษย์ใช้สื่อความหมายระหว่างกัน และเป็นวิถีปฏิบัติอันเกิดจากการประกอบสร้างทางสังคมและวัฒนธรรมด้วย ข้อมูลที่ใช้ในงานวิจัยนี้รวบรวมจากคอลัมน์ประจำที่นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับอาหารและกิจกรรมอันเกี่ยวเนื่องกับอาหารจากนิตยสารประเภทอาหาร 4 ชื่อฉบับ ได้แก่ นิตยสารแม่บ้าน นิตยสารครัว นิตยสาร Gourmet & Cuisine และนิตยสาร Health & Cuisine ตั้งแต่ฉบับเดือนมกราคม พ.ศ. 2558 - ธันวาคม พ.ศ. 2558 รวม 48 ฉบับ การวิเคราะห์อาศัยกรอบแนวคิด (1) วาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ของแฟร์คลัฟ (Fairclough, 1995a) (2) การบริโภคคุณค่าเชิงสัญญะของโบดริยาร์ (Baudrillard, 2001) และ (3) รสนิยมของบูร์ดิเยอ (Bourdier, 1984) ผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่า นิตยสารประเภทอาหารมิได้นำเสนอคุณค่าเชิงอรรถประโยชน์ที่แท้จริงของอาหารและกิจกรรมอันเกี่ยวเนื่องกับอาหารในฐานะหนึ่งในปัจจัยสี่ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์เท่านั้น หากแต่นิตยสารยังได้ประกอบสร้างชุดความคิดเกี่ยวกับอาหารและกิจกรรมอันเกี่ยวเนื่องกับอาหารให้กลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่าเชิงสัญญะ ดังปรากฏชุดความคิดสำคัญ 2 ประการด้วยกัน คือ (1) อาหารและกิจกรรมอันเกี่ยวเนื่องกับอาหารเป็นสิ่งแสดงตัวตนหรืออัตลักษณ์ และเป็นเครื่องสถาปนาสถานภาพของผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มเป็น "คนฉลาดเลือกบริโภคอย่างมีรสนิยม" (2) อาหารและกิจกรรมอันเกี่ยวเนื่องกับอาหารเป็นสิ่งแสดงตัวตนหรืออัตลักษณ์ และเป็นเครื่องสถาปนาสถานภาพของเชฟ ผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญการรังสรรค์เมนูอาหารอย่างมีรสนิยม ชุดความคิดเหล่านี้ถูกประกอบสร้างผ่านกลวิธีทางภาษา ได้แก่ การเลือกใช้ชุดคำศัพท์ การใช้คำอ้างถึง การให้รายละเอียดโดยการระบุแหล่งที่มาของวัตถุดิบหรือสินค้าอย่างเฉพาะเจาะจง การให้รายละเอียดโดยการระบุราคา การให้รายละเอียดโดยการใช้รางวัลเป็นเครื่องยืนยัน การใช้ความเปรียบ การใช้มูลบท การใช้ประโยคคำถามเชิงวาทศิลป์ การใช้โครงสร้างประโยคแสดงเหตุ-ผล การใช้สหบท และการใช้ภาพประกอบ ชุดความคิดเกี่ยวกับคุณค่าเชิงสัญญะเหล่านี้กลายเป็นชุดความรู้เกี่ยวกับอาหารและกิจกรรมอันเกี่ยวเนื่องกับอาหารชุดหนึ่งที่นิตยสารประกอบสร้างขึ้นและทำให้ความรู้ชุดนี้กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับ คนเฉพาะกลุ่มซึ่งไม่เพียงแต่จะเป็นคนฉลาดบริโภคอย่างมีความรู้ แต่จะต้องเป็นผู้มีรสนิยมด้วย อุดมการณ์ที่มีอิทธิพลต่อตัวบท ได้แก่ แนวคิดวัฒนธรรมบริโภคนิยม แนวคิดชั้นทางสังคม แนวคิดสภาวะสมัยใหม่ และแนวคิดสุนทรียภาพ ตัวบทเหล่านี้จึงได้ผลิตซ้ำและตอกย้ำให้อุดมการณ์เหล่านี้คงอยู่ในสังคมต่อไป
การศึกษาการใช้ภาษาจีนเพื่อการสื่อสาร: กรณีศึกษาพนักงานขายสินค้า ชาวไทย บริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชันแนล จำกัด., พนิดา เจียมสมัย
การศึกษาการใช้ภาษาจีนเพื่อการสื่อสาร: กรณีศึกษาพนักงานขายสินค้า ชาวไทย บริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชันแนล จำกัด., พนิดา เจียมสมัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะการใช้ภาษาจีนของพนักงานขายสินค้า ชาวไทย และเพื่อศึกษาสาเหตุของปัญหาการใช้ภาษาจีนของพนักงานขายสินค้าชาวไทย กลุ่มตัวอย่างของการวิจัย คือ พนักงานขายสินค้าชาวไทยของบริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชันแนล จำกัด จาก 3 แผนก จำนวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ เครื่องบันทึกเสียงการสนทนาภาษาจีน วิธีการดำเนินวิจัยแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1 บันทึกเสียงการสนทนาภาษาจีนระหว่างพนักงานขายสินค้าชาวไทยกับนักท่องเที่ยวจีน ขั้นที่ 2 ศึกษาลักษณะการใช้ภาษาจีนในด้านคำศัพท์ รูปประโยค รวมถึงบทสนทนา ขั้นที่ 3 ศึกษาสาเหตุของปัญหาในการใช้ภาษาจีนของพนักงานขายสินค้าชาวไทย ผลการวิจัยพบว่า โครงสร้างประโยคภาษาจีนของพนักงานสินค้าชาวไทย แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1) ประโยคที่ไม่ใช่โครงสร้างประธานภาคแสดง (非主谓句) และ 2) ประโยคโครงสร้างประธานภาคแสดง (主谓句) ลักษณะของการปนภาษาของพนักงานสินค้าชาวไทย พบทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ การปนภาษาอังกฤษจะพบในชื่อสินค้า หรือชื่อประเทศต่างๆ ส่วนการปนภาษาไทยพบคำไทยทั้งหมด 6 ชนิด ตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ คือ "คำวิเศษณ์" "คำอุทาน" "คำสรรพนาม" "คำสันธาน" "คำนาม" "คำกริยา" โดยพบคำไทยต่างๆ ที่ปนในบทสนทนาจำนวน 740 ครั้ง สาเหตุของการปนภาษามีผลมาจากอิทธิพลของภาษาแม่ ปัญหาการใช้ภาษาจีนของพนักงานขายสินค้าชาวไทย พบทั้งหมด 4 ประเด็น คือ ปัญหาทักษะการฟัง ปัญหาทักษะการพูด ปัญหาทักษะการอ่าน และ ปัญหาไวยากรณ์ โดยปัญหาไวยากรณ์ แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ "การตกหล่นคำหรือส่วนประกอบของประโยค" "การใช้คำเกิน" "การใช้คำและประโยคไม่เหมาะสม" และ"การเรียงลำดับคำไม่ถูกต้อง"
ภาพลักษณ์ของสมณะและความเชื่อเกี่ยวกับพุทธศาสนาของญี่ปุ่นใน อุจิฌูอิ โมะโนะงะตะริ, ยอดสวรรค์ อิกูจิ
ภาพลักษณ์ของสมณะและความเชื่อเกี่ยวกับพุทธศาสนาของญี่ปุ่นใน อุจิฌูอิ โมะโนะงะตะริ, ยอดสวรรค์ อิกูจิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตุประสงค์เพื่อศึกษาภาพลักษณ์ของสมณะและความเชื่อเกี่ยวกับพุทธศาสนาของญี่ปุ่นในนิทานเรื่องเล่า อุจิฌูอิ โมะโนะงะตะริ ที่มีสมณะเป็นตัวละครหลัก ผลการศึกษาพบว่า ตัวละครสมณะมีภาพลักษณ์หลากหลายมีทั้งภาพลักษณ์ด้านบวกเช่น เป็นบุคคลผู้มีความเชื่อถือและยึดมั่นศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างแน่วแน่และปฏิบัติตามคำสอนทางพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัดและด้านลบ เช่น การประพฤติผิดศีลของพระโพธิสัตว์ นอกจากนี้ยังมีภาพลักษณ์ด้านอื่น ๆ เช่น เป็นบุคคลผู้ที่มีพฤติกรรมแสดงออกไม่เด่นชัดว่าเป็นผู้ประกอบกรรมดีหรือชั่วเพราะมีภาพลักษณ์ทั้งด้านบวกและลบในเรื่องเดียวกัน ส่วนในประเด็นความเชื่อเกี่ยวกับพุทธศาสนาที่พบในนิทานเรื่องเล่า อุจิฌูอิ โมะโนะงะตะริ จากการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่เป็นความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมในพุทธศาสนามหายานในนิกายต่าง ๆ ที่ได้รับความเชื่อถือศรัทธาในสมัยเฮอันจนถึงสมัยคะมะกุระตอนต้น ซึ่งเชื่อว่าเป็นช่วงที่มีการแต่งและรวบรวมนิทานเรื่องเล่า อุจิฌูอิ โมะโนะงะตะริ ลักษณะของความเชื่อสะท้อนออกมาในเชิงของวัฒนธรรม เช่น ความเชื่อเรื่องการขอฝน การสวดมนต์เพื่อรักษาอาการเจ็บป่วย โดยเป็นการใช้พุทธศาสนาเพื่อหวังผลในชาติปัจจุบันและชาติหน้ามากกว่าความเชื่อที่เป็นแก่นแท้ของปรัชญาพุทธศาสนาในลักษณะที่เป็นสากล ซึ่งสอนให้ผู้คนเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม การกระทำความดีละเว้นความชั่ว การละอายและเกรงกลัวต่อบาป ความเชื่อส่วนใหญ่ที่พบในนิทานเป็นความเชื่อของสมณะในพุทธศาสนานิกายเท็นดะอิ (Tendai) นิกายฌิงงน (Shingon mikkyō) และนิกายโจโดะฌู (Jōdo) นอกจากนี้ยังพบความเชื่อในนิกายโจโดะฌินฌู (Jōdo Shin) นิกายฮซโซ (Hossō) นิกายคุฌะ (Kusha) และความเชื่อเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาที่มีการผสมผสานกับความเชื่อดั้งเดิมในลัทธิชินโตแบบฌุเง็นโด (Shugendō) และอมเมียวโด (Onmyōdō) อีกด้วย
หน่วยสร้างอนุประโยคขยายคำนามในภาษาไทย, กมลชนก หงษ์ทอง
หน่วยสร้างอนุประโยคขยายคำนามในภาษาไทย, กมลชนก หงษ์ทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ข้อ ได้แก่ 1) เพื่อระบุความแตกต่างระหว่างหน่วยสร้างอนุประโยคขยายคำนามกับนามวลีที่มีโครงสร้างเดียวกันคือ คำนาม + กริยาวลี' 2) เพื่อระบุโครงสร้างทางวากยสัมพันธ์ของหน่วยสร้างอนุประโยคขยายคำนามในภาษาไทย และ 3) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีบทบาทต่อการกำหนดเงื่อนไขการปรากฏของโครงสร้างทางวากยสัมพันธ์แต่ละแบบที่ระบุได้ในข้อ 2 ผู้วิจัยได้อาศัยสมมติฐานความคงสภาพของศัพท์เพื่อทดสอบความตรึงแน่นภายในของหน่วยที่ประกอบด้วย คำนาม + กริยาวลี' และคำนวณอัตราส่วนระหว่างแบบต่อรูป ความแตกต่างที่พบคือคำประสมมีอัตราส่วนระหว่างแบบต่อรูปต่ำและมีความเป็นเนื้อเดียวกันสูงจนไม่ยอมให้กระบวนการทางวากยสัมพันธ์ ได้แก่ การแทรก การขยาย การแทนที่ และการเชื่อม เข้าไปมีบทบาทต่อหน่วยย่อยภายในเพียงหน่วยใดหน่วยหนึ่งได้ ในทางกลับกัน หน่วยสร้างอนุประโยคขยายคำนามมีอัตราส่วนระหว่างแบบต่อรูปสูงจนกระบวนการทางวากยสัมพันธ์สามารถเข้าไปมีบทบาทต่อหน่วยประกอบของมันได้ ผลการศึกษาพบว่าหน่วยสร้างอนุประโยคขยายคำนามในภาษาไทยประกอบด้วยองค์ประกอบ 2 ส่วนที่ขาดไม่ได้คือ ส่วนหลัก' คือคำนามหรือนามวลี และ ส่วนขยาย' คืออนุประโยค ในบางการปรากฏอาจพบ ตัวนำอนุประโยค' ได้แก่ ที่ ซึ่ง อัน ผู้ ว่า ผู้ซึ่ง ที่ซึ่ง และ ที่ว่า นำหน้าส่วนขยาย หน่วยสร้างอนุประโยคขยายคำนามมีกระสวนโครงสร้าง 4 แบบที่แตกต่างกัน ดังนี้ 1) คำนามหลัก + ตัวนำอนุประโยค + อนุประโยคขยายที่มีตัวอ้างอิงร่วมกับคำนามหลัก 2) คำนามหลัก + อนุประโยคขยายที่มีตัวอ้างอิงร่วมกับคำนามหลัก3) คำนามหลัก + ตัวนำอนุประโยค + อนุประโยคขยายที่ไม่มีตัวอ้างอิงร่วมกับคำนามหลัก และ 4) คำนามหลัก + อนุประโยคขยายที่ไม่มีตัวอ้างอิงร่วมกับคำนามหลัก ปัจจัยที่มีบทบาทหลักต่อการกำหนดเงื่อนไขการปรากฏของโครงสร้างแต่ละแบบ ได้แก่ การมีหรือไม่มีตัวนำอนุประโยค การมีหรือไม่มีตัวอ้างอิงร่วม หน้าที่ของอนุประโยคขยายที่มีต่อคำนามหลัก และปัจจัยนอกเหนือจากรูปภาษา ส่วนปัจจัยที่มีบทบาทรองลงมาหรือปัจจัยที่กำหนดการปรากฏแบบย่อยของแต่ละโครงสร้าง ได้แก่ ตำแหน่งทางไวยากรณ์ของตัวอ้างอิงร่วม คุณสมบัติทางอรรถศาสตร์ของคำนามหลัก บทบาททางความหมายของคำนามหลัก ความซับซ้อนของหน่วยประกอบ ความเป็นวรรณศิลป์ และน้ำเสียงของผู้ส่งสาร ในขณะที่จำนวนขั้นต่ำของผู้ร่วมเหตุการณ์ การมีหรือไม่มีสุญรูป บริบทแวดล้อม และความเป็นทางการ ไมใช่มีบทบาทต่อการกำหนดแบบต่างๆ ของโครงสร้าง
สารัตถะและความสำคัญของศาสตร์แห่งอัญมณีอินเดียโบราณ, อรุณวรรณ คงมีผล
สารัตถะและความสำคัญของศาสตร์แห่งอัญมณีอินเดียโบราณ, อรุณวรรณ คงมีผล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่องนี้มุ่งศึกษาสารัตถะและความสำคัญของศาสตร์แห่งอัญมณีอินเดียโบราณจากงานนิพนธ์ว่าด้วยศาสตร์แห่งอัญมณีที่บรรจุแทรกในวรรณคดีสันสกฤตประเภทศาสตร์ 5 เรื่อง ได้แก่ อรรถศาสตร์ของเกาฏิลยะ, พฤหัตสํหิตาของวราหมิหิระ, ยุกติกัลปตรุของโภชะ, มานโสลลาสะของโสเมศวระ และศุกรนีติสาระของศุกราจารย์ วิธีดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือ การศึกษาสารัตถะ โดยมีการเปรียบเทียบระหว่างข้อมูลปฐมภูมิ 5 เรื่อง กับงานนิพนธ์ว่าด้วยศาสตร์แห่งอัญมณีที่เป็นเรื่องเดี่ยว ส่วนที่สองคือการศึกษาความสำคัญของศาสตร์แห่งอัญมณีในบริบทของสังคมและวัฒนธรรม โดยพิจารณาจากข้อความตัวบทที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างเรื่องแทรกว่าด้วยศาสตร์แห่งอัญมณีกับงานนิพนธ์เรื่องหลัก รวมทั้งพิจารณาบทบาทของศาสตร์แห่งอัญมณีที่ปรากฏในงานนิพนธ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งในอดีตและปัจจุบัน ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า สารัตถะของศาสตร์แห่งอัญมณีอินเดียโบราณ คือ การถ่ายทอดความรู้เชิงปฏิบัติเกี่ยวกับวิธีการตรวจสอบและจำแนกสิ่งมีค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งอัญมณี นำไปสู่การประเมินมูลค่าและคุณค่า เพื่อตอบสนองความมั่นคงของราชอาณาจักร องค์ความรู้เรื่องการตรวจสอบอัญมณีจำแนกได้เป็น 4 หมวด ได้แก่ หมวดการตรวจสอบอัญมณี หมวดการประเมินค่าอัญมณี หมวดการกำหนดราคาอัญมณี และหมวดเบ็ดเตล็ดซึ่งครอบคลุมศิลปะการทำอัญมณีตลอดจนความเชื่อ และวัฒนธรรมเกี่ยวกับการใช้อัญมณี เนื้อหาสาระของตำราอัญมณีประเภทเรื่องแทรกที่นำมาศึกษาครั้งนี้ โดยมากพ้องกับตำราอัญมณีประเภทเรื่องเดี่ยว สิ่งที่แตกต่างกันคือรายละเอียดปลีกย่อยและบริบทของการนำไปใช้ซึ่งมุ่งในแวดวงของราชสำนัก ส่วนความสำคัญของศาสตร์แห่งอัญมณีอินเดียโบราณนั้นแบ่งเป็น 4 ด้าน ได้แก่ ด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเมือง ด้านสังคมและวัฒนธรรม ด้านภาษาและวรรณคดี และด้านการศึกษา สะท้อนให้เห็นว่า ศาสตร์แห่งอัญมณีอินเดียโบราณมีคุณูปการต่อสังคมในวงกว้างตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จึงมีการสืบทอด การผลิตช้า การดัดแปลง และการอ้างอิงศาสตร์แห่งอัญมณีอินเดียในงานนิพนธ์ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องจวบจนปัจจุบัน
การถ่ายทอดองค์ประกอบทางวัฒนธรรมในบทแปลเรื่องสั้น “อสรพิษ” ฉบับภาษาสเปน, ทินประภา กรดนิยมชัย
การถ่ายทอดองค์ประกอบทางวัฒนธรรมในบทแปลเรื่องสั้น “อสรพิษ” ฉบับภาษาสเปน, ทินประภา กรดนิยมชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เล่มนี้มุ่งวิเคราะห์ศึกษาการแปลองค์ประกอบทางวัฒนธรรมไทยในเรื่องสั้น "อสรพิษ" ของแดนอรัญ แสงทองสู่ฉบับแปลภาษาสเปน ผลงานนี้นับเป็นความท้าทายอย่างยิ่งของผู้แปลที่ต้องถ่ายทอดเนื้อเรื่องที่สะท้อนวิถีชีวิตท้องถิ่นชนบทไทยสู่ภาษาของประเทศที่มีวัฒนธรรมแตกต่างจากไทยเป็นอย่างมาก อีกทั้ง ฉบับแปลนี้ไม่ได้แปลตรงจากต้นฉบับภาษาไทย แต่แปลผ่านต้นฉบับภาษาที่สองคือ ภาษาฝรั่งเศส การศึกษานี้ ผู้วิจัยเลือกองค์ประกอบทางวัฒนธรรมจากต้นฉบับไทย "อสรพิษ" (2545) ฉบับแปลภาษาฝรั่งเศส Venin (2544) และฉบับแปลภาษาสเปน Veneno (2545) รวม 83 ตัวอย่าง โดยแบ่งเป็นสี่หมวดหมู่ คือ ชื่อเฉพาะ มรดกทางวัฒนธรรม วัฒนธรรมทางสังคม และวัฒนธรรมทางภาษา และนำตัวอย่างเหล่านี้มาศึกษาเปรียบเทียบการถ่ายทอดความหมายและกลวิธีการแปล ผลการวิจัยพบว่ามีสองประเด็นที่สำคัญ ประการแรกคือ การถ่ายทอดองค์ประกอบทางวัฒนธรรมไทยสู่ภาษาฝรั่งเศสมาจากการผสมผสานกลวิธีการแปลหลากหลายเนื่องจากวัฒนธรรมไทยและฝรั่งเศสมีความแตกต่างกันอย่างมาก ในทางกลับกัน การแปลจากต้นฉบับภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาสเปนส่วนใหญ่เป็นการใช้กลวิธีการแปลตรงตัว เนื่องจากฝรั่งเศสและสเปนมีลักษณะโครงสร้างภาษาและวัฒนธรรมใกล้เคียงกัน ประการที่สองคือ มีหลายกรณีที่ฉบับแปลภาษาฝรั่งเศสมีอิทธิพลต่อการถ่ายทอดองค์ประกอบทางวัฒนธรรมสู่ฉบับแปลภาษาสเปน อย่างไรก็ตาม มีบางกรณีที่ไม่พบอิทธิพลดังกล่าวในฉบับแปลภาษาสเปน เนื่องจากผู้แปลใช้วิธีการอื่นมาเสริม ได้แก่ การเลือกสรรคำแปล และการตีความเพิ่มเติมจากบริบท