Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 10651 - 10680 of 15281

Full-Text Articles in Entire DC Network

การวิเคราะห์ค่าเนื้อเยื่ออ่อนจากภาพถ่ายกะโหลกศีรษะด้านข้างในเด็กไทยอายุระหว่าง 7-10 ปี กลุ่มหนึ่ง, ศิพิมพ์ คงเอี่ยม Jan 2019

การวิเคราะห์ค่าเนื้อเยื่ออ่อนจากภาพถ่ายกะโหลกศีรษะด้านข้างในเด็กไทยอายุระหว่าง 7-10 ปี กลุ่มหนึ่ง, ศิพิมพ์ คงเอี่ยม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

จุดประสงค์ของการวิจัยนี้เพื่อหาค่าปกติของเนื้อเยื่ออ่อนรูปหน้าด้านข้างในเด็กไทยในช่วงอายุ 7-10 ปี จากภาพถ่ายกะโหลกศีรษะด้านข้างในกลุ่มตัวอย่าง 83 คน อายุเฉลี่ย 9.97±0.78 ปี เป็นเพศชาย 43 คน และเพศหญิง 40 คน โดยกลุ่มตัวอย่างที่เลือกจะต้องมี (1) ฟันกรามแท้ซี่ที่ 1 และฟันตัดซี่กลางแท้ขึ้นครบแล้วทุกซี่ (2) ไม่มีฟันหายตั้งแต่กำเนิดและไม่มีการสูญเสียฟันก่อนกำหนด (3) การสบฟันกรามแท้ซี่ที่ 1 แบบประเภทที่ 1 ตามเกณฑ์ของ Angle (Angle’s classification I) และมีระยะเหลื่อมของฟันในแนวดิ่งและแนวระนาบปกติ (4) การเรียงตัวของฟันปกติ หรือมีฟันบิดซ้อนเกหรือมีช่องว่างได้ไม่เกิน 3 มิลลิเมตร (5) ไม่เคยได้รับการรักษาทางทันตกรรมจัดฟันมาก่อน ผลการศึกษาค่าเฉลี่ยเซฟาโลเมทริกในเด็กไทยที่ได้มีความแตกต่างจากการศึกษาอื่นที่เคยทำในผู้ใหญ่ไทยหรือทำในเด็กต่างประเทศ ค่าเฉลี่ยที่ได้จากการศึกษานี้สามารถใช้เป็นเกณฑ์ในการวิเคราะห์และวินิจฉัย การวางแผนการรักษา และการรักษาผู้ป่วยที่เป็นเด็กไทยในการรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน


ความต้านทานการแตกหักของฟันกรามน้อยบนที่ผ่านการรักษาคลองรากฟันและมีโพรงฟันแบบเอ็มโอดีเมื่อบูรณะด้วยเรซินคอมโพสิตแบบตรงร่วมกับเดือยฟันคอมโพสิตเสริมเส้นใยชนิดต่างๆ, นฎาประไพ ขวัญพ่วง Jan 2019

ความต้านทานการแตกหักของฟันกรามน้อยบนที่ผ่านการรักษาคลองรากฟันและมีโพรงฟันแบบเอ็มโอดีเมื่อบูรณะด้วยเรซินคอมโพสิตแบบตรงร่วมกับเดือยฟันคอมโพสิตเสริมเส้นใยชนิดต่างๆ, นฎาประไพ ขวัญพ่วง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความต้านทานการแตกหักและรูปแบบของการแตกหักของฟันกรามน้อยบนที่ผ่านการรักษารากฟันและมีโพรงฟันแบบเอ็มโอดีเมื่อบูรณะด้วยเรซินคอมโพสิตแบบตรงร่วมกับการใช้เดือยฟันคอมโพสิตเสริมเส้นใยแบบสำเร็จรูป และที่ร่วมกับการใช้เดือยฟันคอมโพสิตเสริมเส้นใยที่ยังไม่ได้รับการบ่มตัว ฟันกรามน้อยบนทั้งสิ้น 40 ซี่ถูกแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 ฟันที่ไม่ผ่านการเตรียมโพรงฟัน การรักษารากฟัน และการบูรณะ กลุ่มที่ 2 ฟันที่ผ่านการเตรียมโพรงฟัน รักษารากฟัน แต่ไม่ได้รับการบูรณะ กลุ่มที่ 3 ฟันที่ผ่านการเตรียมโพรงฟัน รักษารากฟัน และบูรณะด้วยเรซินคอมโพสิตเพียงอย่างเดียวกลุ่มที่ 4 ฟันที่ผ่านการเตรียมโพรงฟัน รักษารากฟัน และบูรณะด้วยเรซินคอมโพสิตร่วมกับเดือยฟันคอมโพสิตเสริมเส้นใยแบบสำเร็จรูป กลุ่มที่ 5 ฟันที่ผ่านการเตรียมโพรงฟัน รักษารากฟัน และบูรณะด้วยเรซินคอมโพสิตร่วมกับเดือยฟันคอมโพสิตเสริมเส้นใยที่ยังไม่ได้รับการบ่มตัว นำกลุ่มตัวอย่างทั้ง 5 กลุ่ม มาผ่านการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิจำนวน 20,000 รอบ จากนั้นจึงให้แรงแบบซ้ำๆ 50 นิวตัน 500,000 รอบ ความถี่ 4 Hz นำไปทดสอบความต้านทานต่อการแตกหักโดยการให้แรงกดที่ปุ่มฟันด้านลิ้นทำมุม 45 องศาต่อแนวแกนฟันจนเกิดการแตกหัก ผลการศึกษาพบว่าฟันกรามน้อยกลุ่มควบคุมผลบวกมีค่าความต้านทานต่อการแตกหักมากที่สุด (510.92 ± 106.54 N) ในขณะที่กลุ่มควบคุมผลลบมีความต้านทานต่อการแตกหักต่ำที่สุด (73.88 ± 20.52 N) เมื่อบูรณะด้วยเรซินคอมโพสิตร่วมกับเดือยฟันคอมโพสิตเสริมเส้นใยสามารถเพิ่มความต้านทานต่อการแตกหักได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับการบูรณะด้วยเรซินคอมโพสิตเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตามไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างเดือยฟันทั้งสองชนิด นอกจากนี้ยังพบว่าชิ้นงานส่วนใหญ่มีรูปแบบการแตกหักแบบพึงประสงค์ กล่าวโดยสรุปคือ การบูรณะฟันกรามน้อยที่ผ่านการรักษารากและมีโพรงฟันแบบเอ็มโอดีด้วยเรซินคอมโพสิตร่วมกับเดือยฟันคอมโพสิตเสริมเส้นใยสามารถเพิ่มความต้านทานต่อการแตกหักได้เมื่อเปรียบเทียบกับการบูรณะด้วยเรซินคอมโพสิตเพียงอย่างเดียว ชิ้นงานส่วนใหญ่มีรูปแบบการแตกหักแบบพึงประสงค์ และชนิดของเดือยฟันไม่ส่งผลต่อความต้านทานต่อการแตกหัก


การศึกษาเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าความแข็งแรงพันธะแรงเฉือนระดับจุลภาค เมื่อใช้สารยึดติดระบบต่างๆ กับวัสดุไฮบริดเซรามิกสําหรับงานแคดแคม, ศีลัสยา ลีลาพงศ์ฤทธิ์ Jan 2019

การศึกษาเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าความแข็งแรงพันธะแรงเฉือนระดับจุลภาค เมื่อใช้สารยึดติดระบบต่างๆ กับวัสดุไฮบริดเซรามิกสําหรับงานแคดแคม, ศีลัสยา ลีลาพงศ์ฤทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของชนิดของระบบสารยึดติดร่วมกับเรซินซีเมนต์ และชนิดของไฮบริดเซรามิกสำหรับงานแคดแคม ต่อค่าความแข็งแรงพันธะแรงเฉือนระดับจุลภาค โดยศึกษาในห้องปฏิบัติการ ยึดติดไฮบริดเซรามิก 3 ชนิด คือ เรซินนาโนเซรามิก กลาสเซรามิกที่อยู่ในโครงข่ายเมทริกซ์ของเรซิน และเซอร์โคเนียซิลิกาเซรามิกที่อยู่ในโครงข่ายเมทริกซ์ของเรซิน กับเนื้อฟันด้านใกล้แก้มที่ขัดเรียบของฟันกรามน้อยที่ถูกถอนมาแล้ว ด้วยสารยึดติด และเรซินซีเมนต์ใน 3 ระบบ คือ ระบบเอทช์แอนด์ริ้นส์ ระบบเซลฟ์เอทช์ และระบบยูนิเวอร์ซอลในรูปแบบเอทช์แอนด์ริ้นส์ ชิ้นทดสอบมีทั้งหมด 99 ชิ้น แบ่งเป็น 9 กลุ่ม หลังจากผ่านกระบวนการจำลองการใช้งานในช่องปากด้วยเครื่องควบคุมอุณหภูมิร้อนเย็นเป็นจังหวะ 10,000 รอบ นำไปทดสอบหาค่าความแข็งแรงพันธะแรงเฉือนระดับจุลภาค วิเคราะห์ผลทางสถิติโดยกำหนดระดับนัยสำคัญที่ร้อยละ 95 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของค่าความแข็งแรงพันธะแรงเฉือนระดับจุลภาคระหว่างกลุ่มด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนสองทาง และทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยด้วยการเปรียบเทียบเชิงซ้อนชนิดทูคี จากการทดสอบพบว่า เมื่อยึดติดวัสดุทั้งสามชนิดด้วยสารยึดติด และเรซินซีเมนต์ที่ใช้รูปแบบเอทช์แอนด์ริ้นส์ (Optibond FL® ร่วมกับ Nexus3® และ Scotchbond Universal® ร่วมกับ RelyX™Ultimate®) ทำให้ค่าความแข็งแรงพันธะแรงเฉือนระดับจุลภาคมากกว่ากลุ่มที่ใช้สารยึดติดร่วมกับเรซินซีเมนต์ ระบบเซลฟ์เอทช์ (Optibond XTR® ร่วมกับ Nexus3®) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ภายใต้ข้อจำกัดของการศึกษานี้ทำให้สรุปได้ว่า ชนิดของสารยึดติดร่วมกับเรซินซีเมนต์ และชนิดของไฮบริดเซรามิกมีผลต่อค่าความแข็งแรงพันธะแรงดึงระดับจุลภาค ซึ่งพบว่าเมื่อเลือกใช้ชิ้นงานที่ทำจากไฮบริดเซรามิกจะแนะนำให้ใช้สารยึดติด และเรซินซีเมนต์ในรูปแบบเอทช์แอนด์ริ้นส์


จันทบุรี : จากห้วงคำนึงคิดถึงบ้านสู่งานจิตรกรรมบนผ้าใบ, พิพัฒน์ บุญอภัย Jan 2019

จันทบุรี : จากห้วงคำนึงคิดถึงบ้านสู่งานจิตรกรรมบนผ้าใบ, พิพัฒน์ บุญอภัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและถ่ายทอดความสำคัญของความคิดถึง ความรัก ความอบอุ่นภายในครอบครัวในแง่ของจิตวิญญาณและความผูกพันระหว่างบุคคล วิเคราะห์และตีความเพื่อสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมบนผ้าใบ 2) ศึกษาการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมบนผ้าใบที่ถ่ายทอดออกมาจากความคิดถึง ความรักและความอบอุ่นภายในครอบครัว จากและสบการณ์ของศิลปินในยุคสมัยต่างๆ 3) สร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมบนผ้าใบที่ถ่ายทอดความรู้สึกออกมาจากประสบการณ์ตรง “จันทบุรี: จากห้วงคำนึงคิดถึงบ้านสู่งานจิตรกรรมบนผ้าใบ” เป็นผลงานวิจัยที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากความตั้งใจที่จะสะท้อนให้เห็นถึงความรัก ความสำคัญและความผูกพันของครอบครัว โดยถ่ายทอดเรื่องราวของวิถีชีวิตความเป็นอยู่และ อัตลักษณ์ของคนในครอบครัวที่เป็นคนพื้นถิ่นในจังหวัดจันทบุรี ผ่านผลงานจิตกรรมบนผืนผ้าใบ กระบวนการวิจัยเริ่มจากการศึกษาและรวบรวมข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นความคิดถึง ความรัก และความอบอุ่นภายในครอบครัว ทั้งในแง่ของจิตวิทยาสังคมและสุนทรียศาสตร์ จากการศึกษาค้นคว้าและจากประสบการณ์ในอดีต โดยมีสาระสำคัญเกี่ยวข้องกับบุคคลในครอบครัวที่ผู้วิจัยรักและผูกพัน เมื่อศึกษาข้อมูลดังกล่าวแล้ว พบว่าความรู้สึกรักและคิดถึงเป็นเพียงกระบวนการหนึ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นและยึดติดอยู่กับมัน เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจและความสบายใจ แต่ในความเป็นจริงแล้วมนุษย์ไม่ได้คำนึงว่าความรู้สึกสบายใจนั้นไม่สามารถดำรงอยู่ได้ตลอดไป จึงทำให้ผู้วิจัยเข้าใจกระบวนการความคิดที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้และได้ถ่ายทอดความคิดและความรู้สึกสู่ผลงานจิตรกรรมบนผืนผ้าใบ


วิวัฒนาการลวดลายประดับสถาปัตยกรรมร่วมแบบเขมรสู่แรงบันดาลใจในการประดับตกแต่งสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์, ทิพยาภรณ์ ทองแช่ม Jan 2019

วิวัฒนาการลวดลายประดับสถาปัตยกรรมร่วมแบบเขมรสู่แรงบันดาลใจในการประดับตกแต่งสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์, ทิพยาภรณ์ ทองแช่ม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่อง วิวัฒนาการลวดลายประดับสถาปัตยกรรมร่วมแบบเขมรสู่แรงบันดาลใจในการตกแต่งสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในเขตพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิวัฒนาการ คติความเชื่อ และรูปแบบลวดลายสลักตกแต่งสถาปัตยกรรมศิลปะร่วมแบบเขมรที่มีอิทธิพลต่อ ศาสนสถานและสถาปัตยกรรมร่วมสมัยในเขตพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ตลอดจนกระบวนการคิด ภูมิปัญญาของช่างโบราณในอดีตที่ปรับเปลี่ยน มาสู่การสร้างสรรค์ในยุคปัจจุบัน จากการศึกษาพบว่า คติความเชื่อและรูปแบบในการสร้างสรรค์ลายจําหลักตกแต่ง สถาปัตยกรรมสมัยใหม่มีการปรับเปลี่ยนจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดูมาเป็นพุทธศาสนา ตลอดจน นําไปสู่การพัฒนาลวดลายหลากหลายรูปแบบ ดังนั้นรูปแบบและวิวัฒนาการของลายประดับ ตกแต่งสถาปัตยกรรมจึงเปลี่ยนแปลงไปตามคติความเชื่อของผู้สร้าง รวมทั้งกระบวนการคิด สร้างสรรค์ลวดลายของช่างสมัยใหม่ที่มิได้มีความแตกต่างจากช่างเขมรโบราณ โดยลายสลักที่ สามารถตรวจสอบหรือกําหนดรูปแบบได้ คือ ลวดลายสลักจากทับหลังและ เสาประดับกรอบประตู


จิตรกรรมไตรภูมิโลกสัณฐาน วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร, ภัทรชนน ศักดิ์ศิริสัมพันธ์ Jan 2019

จิตรกรรมไตรภูมิโลกสัณฐาน วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร, ภัทรชนน ศักดิ์ศิริสัมพันธ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ไตรภูมิโลกสัณฐาน เป็นเรื่องราวที่กล่าวถึงโลกและจักรวาลตามคติพุทธศาสนา มีที่มาจากพระไตรปิฎกและคัมภีร์ฉบับต่างๆ ซึ่งแพร่หลายในประเทศที่นับถือพุทธศาสนา สำหรับงานศิลปกรรมในประเทศไทยนั้นมักปรากฏเนื้อหาในภาพจิตรกรรมซึ่งพบหลักฐานตั้งแต่ครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 22 ทั้งในรูปแบบ จิตรกรรมฝาผนังและจิตรกรรมสมุดภาพ โครงการวิทยานิพนธ์นี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์จิตรกรรมไตรภูมิโลกสัณฐาน พระวิหารวัดสุทัศน เทพวราราม กรุงทพมหานคร ซึ่งเขียนขึ้นราวครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ 24 นับเป็นจิตรกรรมไตรภูมิโลกสัณฐาน สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นที่มีรูปแบบเป็นเอกลักณ์เฉพาะ โดยปรับเปลี่ยนตําแหน่งจิตรกรรมจากขนบเดิมที่เขียน บนฝาผนังซึ่งเป็นมุมมองระนาบเดียวในลักษณะสองมิติ ให้กลายเป็นจิตรกรรมบนเสาพระวิหารทั้งสี่ด้าน จํานวน 4 คู่ หรือ 8 ต้น รวมเป็นภาพจิตรกรรมบนเหลี่ยมเสาทั้ง 32 เหลี่ยม ลักษณะดังกล่าวนี้ทําให้เกิดมุมมองที่ต่างระนาบในพื้นที่สามมิติ ตลอดจนมีลําดับและองค์ประกอบที่ซับซ้อนมากขึ้น จากผลการศึกษาพบว่าจิตรกรรมไตรภูมิโลกสัณฐานบนเสาพระวิหารวัดสุทัศนเทพวรารามมี ความสัมพันธ์กับจิตรกรรมต้นแบบในอดีต ได้แก่ จิตรกรรมไตรภูมิในหอพระไตรปิฎกวัดระฆังโฆษิตารามซึ่งเขียน ขึ้นในสมัยธนบุรี-รัตนโกสินทร์ตอนต้น และสมุดภาพไตรภูมิฉบับต่างๆ ตั้งแต่สมัยอยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ 22-24 ทั้งในเรื่องการลําดับองค์ประกอบภาพ เนื้อหาเรื่องราว ตลอดจนรูปแบบของศิลปกรรม นอกจากนี้เนื้อหาของภาพจิตรกรรมดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับวรรณกรรมพุทธศาสนา เช่น พระไตรปิฎก คัมภีร์ อรรถกถา คัมภีร์หมวดโลกศาสตร์ ตลอดจนวรรณกรรมหมวดอื่นๆ เช่น วรรณกรรมบันเทิงคดี และปกรณัมนิทาน


คลื่น/ลม/ทะเล : จากอารมณ์ความรู้สึกต่อธรรมชาติสู่ผลงานจิตรกรรม, กชพรรณ ไพฑูรย์ Jan 2019

คลื่น/ลม/ทะเล : จากอารมณ์ความรู้สึกต่อธรรมชาติสู่ผลงานจิตรกรรม, กชพรรณ ไพฑูรย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง คลื่น/ลม/ทะเล : จากอารมณ์ความรู้สึกต่อธรรมชาติสู่ผลงานจิตรกรรม เป็นการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาและการแสดงออกใหม่ ๆ เพื่อสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรม เพื่อศึกษาการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากอารมณ์ความรู้สึกต่อธรรมชาติ และเพื่อสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมจากอารมณ์ความรู้สึกต่อธรรมชาติ ธรรมชาติที่มีคุณค่าทางวิทยาการและสุนทรียภาพ เกี่ยวข้องเป็นสัณฐานที่สำคัญทางธรณีวิทยาและภูมิศาสตร์อันเป็นเอกลักษณ์หรือสัญลักษณ์ของท้องถิ่นนั้น ๆ มนุษย์นับว่าเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ การที่ได้เข้าไปสัมผัสกับธรรมชาติจึงทำให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกมีความสุข ผ่อนคลาย ได้ปลดปล่อยพลังงานที่มีอยู่ในตัวเอง ซึ่งสอดคล้องกับอารมณ์ความรู้สึกของผู้วิจัยที่นำธรรมชาติกับการดำรงชีวิตมาผสมผสานกัน รวมทั้งแนวคิดในการนำมาสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรม กระบวนการวิจัยเริ่มจากการศึกษาธรรมชาติทางทะเล ได้ศึกษาถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ คลื่น ลม และทะเล การสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรม และองค์ประกอบศิลป์ เพื่อค้นหาวิธีการใช้สีที่ผลต่ออารมณ์ความรู้สึกที่แท้จริงของตนเองที่มีต่อธรรมชาติทางทะเล ผนวกกับการศึกษาศิลปินในลัทธิต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรม เพื่อศึกษาถึงเทคนิคต่าง ๆ ทั้งในเรื่องการถ่ายทอดอารมร์ความรู้สึกผ่านแสงเงา และสีที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติทางทะเล เมื่อศึกษาแล้ว ผลวิจัยสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้คือ ได้สร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมบนผ้าใบจากอารมณ์ความรู้สึกต่อธรรมชาติทางทะเล นำเสนอผลงานจิตรกรรมสร้างสรรค์ให้สาธารณชนที่สนใจได้รับชม และเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ชม และสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้จากการสร้างสรรค์ผลงานในแต่ละชิ้นไปพัฒนาและต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ในอนาคตได้


พระพุทธปฎิมาที่สร้างขึ้นในรัชสมัยรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10, ทินภัทร เปี่ยมเจียก Jan 2019

พระพุทธปฎิมาที่สร้างขึ้นในรัชสมัยรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10, ทินภัทร เปี่ยมเจียก

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่อง “พระพุทธปฏิมาที่สร้างขึ้นในรัชสมัยรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะ รูปแบบ แนวคิด คติความเชื่อ ตลอดจนพัฒนาการด้านรูปแบบศิลปกรรมในการสร้างพระพุทธปฏิมาในอดีตที่มีผลสืบเนื่องมาสู่ปัจจุบัน จากการศึกษาพบว่า พระพุทธปฏิมาในรัชสมัยรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 ปรากฏการสร้างใน 3 ลักษณะ คือ 1) การสร้างพระพุทธปฏิมาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรูปแบบศิลปกรรมในอดีตที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับภูมิวัฒนธรรมท้องถิ่นผสมผสานกับแนวคิดและคติการสร้างร่วมสมัย 2) การสร้างพระพุทธปฏิมาที่สืบทอดรูปแบบศิลปกรรมจากพระพุทธปฏิมาในอดีต ตลอดจนการจำลองพระพุทธปฏิมาสำคัญ 3) การสร้างพระพุทธปฏิมาที่เกิดขึ้นจากการตีความหมายใหม่และกระบวนการสร้างสรรค์ในเชิงศิลปะร่วมสมัย นอกจากนี้ จากการศึกษายังพบ กลุ่ม “พระพุทธรูปทรงสร้าง” และกลุ่มพระพุทธรูป “ใต้ร่มพระบารมี” ที่เกิดขึ้นจากความรักและความศรัทธาระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชน ดังนั้น การสร้างพระพุทธปฏิมาในรัชสมัยรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 จึงมีความหลากหลายทางด้านรูปแบบและแนวคิด มีพัฒนาการทางศิลปะอันก่อเกิดเป็นเอกลักษณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคม ศาสนา และความเชื่อผ่านรูปลักษณ์แห่งพระพุทธปฏิมา


หลักทัศนียวิทยาและพัฒนาการของภาพจิตรกรรมฝาผนังในสมัยรัชกาลที่ 4-5, เจนจิรา โสพล Jan 2019

หลักทัศนียวิทยาและพัฒนาการของภาพจิตรกรรมฝาผนังในสมัยรัชกาลที่ 4-5, เจนจิรา โสพล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานจิตรกรรมฝาผนังในสมัยรัชกาลที่ 4 และ 5 เป็นยุคแห่งการรับอิทธิพลของศิลปะแบบตะวันตกหรือศิลปะแบบสัจนิยม ที่มีเทคนิคการเขียนภาพเน้นความเหมือนจริง รวมทั้งมีการเริ่มใช้หลักทัศนียวิทยา หรือหลัก PERSPECTIVE ในการเขียนภาพจิตรกรรม จึงได้ทำการศึกษาและเก็บข้อมูลจากภาพจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถและพระวิหารในวัดกลุ่มตัวอย่างในสมัยรัชกาลที่4 และ 5 จำนวน 10 วัด และรัชกาลที่ 6 จำนวน 1 วัด เพื่อศึกษาเปรียบเทียบโดยเฉพาะเรื่องหลักทัศนียวิทยาและพัฒนาการในการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนัง จากผลการศึกษาพบว่า การเขียนภาพจิตรกรรมในสมัยรัชกาลที่ 4 แบ่งออกเป็น 3 แบบ คือ แบบที่ 1 จิตรกรรมไทยประเพณีผสมกับแบบตะวันตก มีเทคนิคการเขียนที่เน้นความสมจริงมากขึ้นใช้เส้นนอนแสดงระยะภาพที่ใกล้และไกล และใช้เส้นเฉียงแสดงความลึกของภาพ แบบที่ 2 คือ จิตรกรรมตะวันตกหรือแบบสัจนิยม มีการใช้หลักทัศนียวิทยาในการเขียนภาพจิตรกรรม ซึ่งท่าน ขรัวอินโข่ง เป็นผู้ริเริ่มการเขียนภาพให้มีระยะใกล้ไกลแบบตะวันตก มีแสงเงา มีปริมาตรเป็นสามมิติ และแบบที่ 3 คือ จิตรกรรมไทยประเพณี ซึ่งมีเทคนิคสืบทอดมาจากงานช่างสมัยรัชกาลที่ 3 การเขียนภาพยังเป็นแบบสองมิติ ไม่มีหลักทัศนียภาพที่ชัดเจน ส่วนภาพจิตรกรรมในสมัยรัชกาลที่ 5 นั้น เป็นยุคที่บ้านเมืองพัฒนา มีชาวตะวันตกเข้ามาทำงานในรัชสมัยนี้ ส่งผลให้การเขียนจิตรกรรมตรงตามหลักทัศนียวิทยาในการเขียนภาพ ภาพมีเส้นนำสายตาและมีจุดรวมสายตาตามหลักวิชาการ อิทธิพลทางตะวันตกที่ส่งผลให้เห็นอย่างชัดเจนในงานจิตรกรรมไทยดังกล่าวถือได้ว่า สมัยรัชกาลที่ 4 เป็นจุดเปลี่ยน เป็นยุคหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลง และยังส่งผลสืบทอดมายังสมัยรัชกาลที่ 5 ดังนั้น หากกล่าวในเรื่องการเขียนภาพที่นำหลักทัศนียภาพที่ได้รับอิทธิพลแบบตะวันตกมาใช้ ยุคของรัชกาลที่ 4 และ 5 จึงถือเป็นช่วงยุคสมัยของงานจิตรกรรมไทย ที่มีความน่าสนใจ มีคุณค่าและส่งผลให้เกิดการพัฒนาสู่ยุคต่อมาของงานจิตรกรรมฝาผนังไทย


ความงามของธรรมชาติที่ส่งผลต่อการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรม, นรินทร์ ฟองฟูม Jan 2019

ความงามของธรรมชาติที่ส่งผลต่อการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรม, นรินทร์ ฟองฟูม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง “ความงามของธรรมชาติที่ส่งผลต่อการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรม”’ เป็นการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นคว้าวิธีสร้างผลงานจิตรกรรมที่ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกในเชิงบวกจากความงามของธรรมชาติ ในปัจจุบันทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำลังเสื่อมโทรมเนื่องจากถูกทำลายโดยการตัดไม้ และการเผาป่า ซึ่งเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ เช่น การนำต้นไม้และถ่านไม้มาใช้หรือจำหน่ายเป็นโภชภัณฑ์ การนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้โดยมิได้ปลูกทดแทนด้วยจำนวนที่เพียงพอ ล้วนทำให้มนุษย์ละเลยในความสำคัญของธรรมชาติ ดังนั้นผลงานวิจัย เรื่องนี้นำเสนอความงามของธรรมชาติ เพื่อการตระหนักรู้ถึงคุณค่าของธรรมชาติ กระบวนการวิจัยเริ่มจากการศึกษาความงามของธรรมชาติ อาทิเช่น ต้นไม้ ใบไม้ ภูเขาและท้องฟ้า ความงามของธรรมชาติที่ส่งผลต่อการสร้างสรรค์ของผู้วิจัยแล้ว ได้ศึกษาถึงทฤษฎีการรับรู้ทางจิตวิทยา (perception theories) ทฤษฎีอารมณ์ (emotion theories) ทฤษฎีสี (color theory) จิตวิทยาสีกับความรู้สึก (Psychology of color) เพื่อค้นหาวิธีการใช้สีที่ส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกที่แท้จริงของตนที่มีต่อธรรมชาติ ผนวกกับศึกษาจากศิลปินในลัทธิต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องสู่การสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรม เพื่อศึกษาถึงเทคนิคต่าง ทั้งในเรื่องการถ่ายทอดความประทับใจในบรรยากาศผ่านสีสัน แสงเงาที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ เมื่อศึกษาแล้ว ผู้วิจัยพบความงามของธรรมชาติโดยผ่านอารมณ์ความรู้สึกที่มีต่อธรรมชาติในเชิงบวก จากนั้นจึงวิเคราะห์โดยผสานกับทฤษฎีที่ค้นคว้ามาแล้ว และถ่ายทอดลงสู่การสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรม


ระบบส่งเสริมการท่องเที่ยวจากข้อมูลการเข้าพักของนักท่องเที่ยว, จิรโรจน์ โสอุดร Jan 2019

ระบบส่งเสริมการท่องเที่ยวจากข้อมูลการเข้าพักของนักท่องเที่ยว, จิรโรจน์ โสอุดร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การท่องเที่ยวเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศและถือเป็นรายได้หลักของประเทศไทย จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2561 ที่มีถึง 38.12 ล้านคน (Kasikorn Research Center, 2019) และมีแนวโน้มที่สูงขึ้นในทุกๆ ปี ส่งผลให้ธุรกิจโรงแรมและสถานที่พักแรมต่างๆ ได้รับอิทธิพลและเป็นที่นิยมของกลุ่มชาวต่างชาติ ด้วยเหตุนี้เองรัฐบาลจึงมีการกำหนดกฎหมายควบคุมให้ผู้ประกอบธุรกิจด้านที่พักให้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ. 2547 และ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ผลจากกฎหมายทั้งสองนี้ทำให้ผู้ประกอบกิจการที่พักต้องส่งข้อมูลนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้แก่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองภายใน 24 ชั่วโมง ภายหลังจากมีการเข้าพัก ปัจจุบันการบันทึกข้อมูลนักท่องเที่ยวมีหลายขั้นตอน ทำให้เกิดความล่าช้า ซับซ้อน และอาจเกิดความผิดพลาด บทความนี้จึงได้นำเสนอวิธีในการบันทึกข้อมูลนักท่องเที่ยวโดยอัตโนมัติเพื่อแก้ไขปัญหาข้างต้น ด้วยการพัฒนาระบบโมบายแอปพลิเคชันที่ใช้จัดเก็บข้อมูลนักท่องเที่ยว โดยใช้กล้องจากสมาร์ทโฟนสแกนจากหน้าหนังสือพาสปอร์ตและแปลงข้อมูลเป็นรูปแบบดิจิทัลโดยเทคโนโลยีการรู้จำตัวอักษรด้วยแสง (Optical Character Recognition: OCR) เพื่อจัดเก็บ และสามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์เพื่อออกรายงานการเข้าพัก รวมถึงการนำส่งข้อมูลให้ทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้อย่างถูกต้องแม่นยำ และช่วยลดเวลาในการเช็คอิน การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยแบ่งกลุ่มประชากรออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มสถานประกอบการที่พักนักท่องเที่ยวโรงแรมและโฮสเทล จำนวน 32 คน และกลุ่มตัวอย่างนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จำนวน 172 คน ผลการศึกษาใช้วิธีการวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) พบว่า กลุ่มสถานประกอบการที่พักนักท่องเที่ยวโรงแรมและโฮสเทล มีความสนใจในการทดลองใช้งาน คิดเป็นร้อยละ 84.3 และกลุ่มนักท่องเที่ยว มีความสนใจในการทดลองใช้งาน คิดเป็นร้อยละ 41.8


นวัตกรรมเครื่องมือวัดสมรรถนะทางนวัตกรรมของบัณฑิตวิศวกรรม, เมธินี เทียบรัตน์ Jan 2019

นวัตกรรมเครื่องมือวัดสมรรถนะทางนวัตกรรมของบัณฑิตวิศวกรรม, เมธินี เทียบรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาองค์ประกอบของสมรรถนะทางนวัตกรรมของวิศวกรในบริบทธุรกิจภาคอุตสาหกรรมไทยที่มีการดำเนินงานด้านนวัตกรรม เพื่อพัฒนาเครื่องมือวัดสมรรถนะทางนวัตกรรม เพื่อใช้ในการคัดเลือก การพัฒนา และการให้คำปรึกษาบุคลากรในบทาทด้านนวัตกรรมในเชิงพาณิชย์ การศึกษาครั้งนี้ เป็นการวิจัยแบบผสานวิธีโดยการศึกษาเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิในองค์กรที่ทำงานเกี่ยวข้องด้านนวัตกรรม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ส่วนการศึกษาเชิงปริมาณรวบรวมข้อมูลจากบัณฑิตวิศวกรรมที่ทำงานในธุรกิจอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดใหญ่ จำนวนทั้งสิ้น 305 ตัวอย่าง โดยใช้แบบสอบถามทางอิเลคทรอนิคส์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติที่แสดงความสัมพันธ์ของตัวแปรคุณลักษณะที่สำคัญของวิศวกรในประเทศไทยตามที่คณะอนุกรรมการรับรองมาตรฐานคุณภาพศึกษาวิศวกรรมศาสตร์หรือที่เรียกว่า ทาบี กับรูปแบบการทำงานด้านนวัตกรรมจากแหล่งข้อมูลทุติยภูมิของกรมแรงงาน การจ้างงานและการฝึกอบรมของสหรัฐอเมริกา โดยวิเคราะห์ประกอบกับข้อมูลปฐมภูมิจากการสัมภาษณ์และการให้ผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาและการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ในส่วนของการพัฒนานวัตกรรมเครื่องมือวัดสมรรถนะทางนวัตกรรมของบัณฑิตวิศวกรรม ใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจและการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ได้แบบประเมินจำนวน 24 ข้อหลัก นำข้อมูลที่ได้จากการศึกษาได้นำไปพัฒนาแบบจำลองนวัตกรรมการวัดสมรรถนะทางนวัตกรรมของบัณฑิตวิศวกรรม โดยการวิเคราะห์หลายตัวแปรโดยใช้แบบจำลองสมการโครงสร้าง การวิเคราะห์สมการโครงสร้างหลายระดับ และการวิเคราะห์หลายกลุ่ม ผลการศึกษาพบว่าตัวบ่งชี้สมรรถนะด้านนวัตกรรมแบบจำลองนี้สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ การจัดกลุ่มตัวแปรมีตัวบ่งชี้ 17 ปัจจัย ของผู้สำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมทำงานเกี่ยวข้องด้านนวัตกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่สมรรถนะทั่วไปตามบทบาทวิศวกรรม ประกอบด้วย 11 ตัวบ่งชี้ ตามคุณลักษณะที่สำคัญของวิศวกรในประเทศไทยตามที่คณะอนุกรรมการรับรองมาตรฐานคุณภาพศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ และสมรรถนะเฉพาะด้านบทบาทนวัตกรรมตามโมเดล เอ ถึง เอฟ สมรรถนะทางนวัตกรรมของบัณฑิตวิศวกรรมแตกต่างกันตามปัจจัยทางสมรรถนะที่ใช้วัดองค์ประกอบของสมรรถนะทางนวัตกรรมของวิศวกรในบริบทธุรกิจภาคอุตสาหกรรมไทยที่มีการดำเนินงานด้านนวัตกรรม จากผลการศึกษาผู้วิจัยได้พัฒนาเครื่องมือในการวัดสมรรถนะของวิศวกรประกอบด้วยสมรรถนะทั่วไปวัดบทบาททำงานเกี่ยวข้องด้านวิศวกรรม สมรรถนะเฉพาะใช้วัดรูปแบบการทำงานเกี่ยวข้องด้านนวัตกรรม ทำให้ทราบปัจจัยตัวชี้วัดซึ่งนำไปสู่การพัฒนาเครื่องมือวัดผลเชิงนวัตกรรมในการคัดเลือกองค์ประกอบคุณลักษณะทางนวัตกรรมและจับคู่สมรรถนะทางนวัตกรรมของบุคคลกับความต้องการของตลาดแรงงานด้านนวัตกรรม และสร้างข้อมูลภาพรวมที่เป็นโมเดลทางธุรกิจช่องทางการติดต่อและรายงานแสดงรายการที่เป็นรูปแบบธุรกิจด้านการฝึกอบรมพัฒนาและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับสมรรถนะทางนวัตกรรมของบัณฑิตวิศวกรรมที่เหมาะในแต่ละบทบาทของกระบวนการนวัตกรรมในธุรกิจภาคอุตสาหกรรม ความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ ใช้เงินลงทุน 100,000 บาท รายได้ที่คาดว่าจะได้รับในปีแรก 1,200,000 บาท ประมาณการลูกค้า 10 บริษัท โดยอัตราการเติบโตปกติร้อยละ10 เป็นเวลา 5 ปี ระยะเวลาคืนทุน 1 ปี มูลค่าปัจจุบันสุทธิ 2,521,416 บาท สรุปว่ามีความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ทั้งทางด้านการตลาด การบริหาร และการเงิน


นวัตกรรมการสืบทอดมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่น สำหรับผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์เชิงภูมิปัญญา, คณิตา ตุมพสุวรรณ Jan 2019

นวัตกรรมการสืบทอดมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่น สำหรับผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์เชิงภูมิปัญญา, คณิตา ตุมพสุวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ประเทศไทยสั่งสมภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นองค์ความรู้พื้นฐานแสดงออกมาในลักษณะของขนบธรรมเนียม ประเพณี และงานหัตถกรรมซึ่งมีอัตลักษณ์แตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น ทำการขับเคลื่อนประเทศโดยใช้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ พัฒนางานหัตถกรรมที่มีรากฐานมาจากมรดกทางภูมิปัญญาของชุมชนเพื่อให้สามารถผลิต ต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า ในขณะที่มีการพัฒนาบนฐานภูมิปัญญากลับพบปัญหาด้านการถดถอยของภูมิปัญญาดั้งเดิม ภูมิปัญญาหลายด้านมีความเสี่ยงในการสูญหาย การศึกษาครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันของการดำเนินธุรกิจ ในกลุ่มผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์เชิงภูมิปัญญา ค้นหาองค์ความรู้ด้านกระบวนการสืบทอดมรดกภูมิปัญญามาสังเคราะห์นวัตกรรมกระบวนการสืบทอดมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่น และสร้างธนาคารภูมิปัญญาเพื่อจัดเก็บและเผยแพร่องค์ความรู้ และประเมินผลการยอมรับรูปแบบนวัตกรรมขับเคลื่อนการสืบทอดมรดกทางภูมิปัญญาท้องถิ่น การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสม ประกอบด้วย 1) การวิจัยเอกสารวิชาการ จำนวน 36 บทความ 2) การวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มตัวอย่าง 23 ราย 3) การวิจัยเชิงปริมาณโดยเก็บแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 308 ราย ใช้ผลจากการวิจัยเชิงคุณภาพเป็นหลักและใช้ผลจากการวิจัยเชิงปริมาณมาช่วยเสริมให้ได้คำตอบที่ลึกซึ้ง ผลการวิจัยพบว่านวัตกรรมกระบวนการสืบทอดมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่น สำหรับผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์เชิงภูมิปัญญา มีปัจจัยสำคัญ 5 ประการ คือ 1) แรงจูงใจในการสืบทอด 2) บุคลากรในการสืบทอด 3) ภูมิปัญญา 4) กลวิธีการถ่ายทอด 5) การจัดการ โดยกระบวนการการสืบทอดมีลักษณะเป็นพลวัต มีความสมดุลและไม่สิ้นสุด ประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ ผู้ส่งมอบความรู้ภูมิปัญญา กระบวนการสืบทอด และ ผู้รับมอบความรู้ภูมิปัญญา เป็นนวัตกรรมชุมชนที่สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน นวัตกรรมกระบวนการสืบทอดมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่นและองค์ความรู้ภูมิปัญญาถูกรวบรวม จัดเก็บ และเผยแพร่ในธนาคารภูมิปัญญา (เว็บไซต์สล่าเซ็นเตอร์) ผลการประเมินการยอมรับนวัตกรรม พบว่านวัตกรรมนำเสนอทางเลือกในการแก้ไขปัญหา ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.63 สามารถนำไปใช้งานได้จริง ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.57 และสามารถสะท้อนคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่น ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.56 โดยการตัดสินใจยอมรับนวัตกรรมอยู่ในขั้นความรู้และขั้นการจูงใจ


นวัตกรรมระบบการค้นหาเว็บไซต์จากประสบการณ์ของผู้ใช้งานออฟฟิศร่วมแบ่งปัน, ติณณ์ อนุชาตระกูล Jan 2019

นวัตกรรมระบบการค้นหาเว็บไซต์จากประสบการณ์ของผู้ใช้งานออฟฟิศร่วมแบ่งปัน, ติณณ์ อนุชาตระกูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การทำงานในยุคปัจจุบันนี้ มีการให้ความสนใจเกี่ยวกับความยืดหยุ่นในสถานที่ทำงานมากขึ้นประกอบกับแรงงานมีแนวโน้มที่จะทำงานในรูปแบบการทำงานอิสระ (freelance) มากขึ้น ดังนั้นจึงมีการพัฒนาสถานที่ทำงานรูปแบบใหม่ซึ่งก็คือออฟฟิศร่วมแบ่งปัน (Co-working Space) มาตอบสนองต่อรูปแบบการทำงานในข้างต้น ส่งผลให้ธุรกิจออฟฟิศร่วมแบ่งปันได้รับความนิยมและทำให้เกิดการแข่งขันที่สูงขึ้น นอกจากนั้นแล้วจากการเติบโตของอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยี ส่งผลให้ข้อมูลต่าง ๆ นั้นมีการย้ายเข้าไปสู่ฐานข้อมูลภายในอินเทอร์เน็ตมากขึ้น จากการเติบโตของข้อมูลสารสนเทศก่อให้เกิดปัญหาภาวะข้อมูลมากเกินไป (Information Overload) ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการหาข้อมูลเพื่อใช้ทำงานเช่นใช้เวลาในการหาข้อมูลมากขึ้นหรือแม้กระทั่งไม่สามารถพบข้อมูลที่ต้องการได้ จากปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น ส่งผลให้ทางผู้วิจัยมีความสนใจในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทางผู้วิจัยจึงมีแนวคิดที่จะทำการพัฒนานวัตกรรมระบบค้นหาเว็บไซต์จากประสบการณ์ของผู้ใช้งานออฟฟิศร่วมแบ่งปันขึ้นมา งานวิจัยฉบับนี้ได้เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์และนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์เพื่อศึกษาด้านความต้องการและภาพรวมทางธุรกิจของออฟฟิศร่วมแบ่งปัน จากนั้นใช้แบบสอบถามเพื่อเก็บข้อมูลความต้องการของผู้ใช้งานออฟฟิศร่วมแบ่งปัน โดยการสอบถามถึงปัญหาที่พบและฟังก์ชันการทำงานของนวัตกรรมที่สนใจ และสุดท้ายทางผู้ตอบแบบสอบถามได้ให้ความสนใจต่อนวัตกรรมนี้โดยคิดเป็นจำนวนร้อยละ 94.1 ต่อมาทางผู้วิจัยได้พัฒนาต้นแบบนวัตกรรมระบบค้นหาเว็บไซต์ขึ้นแล้วจึงศึกษาการยอมรับ ซึ่งทางผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่สามารถรับรู้ถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากนวัตกรรม นอกจากนั้นผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีความสนใจที่จะใช้งานนวัตกรรมนี้ ส่งผลให้ทางผู้วิจัยเห็นความเป็นไปได้ที่จะพัฒนานวัตกรรมนี้ต่อไป


นวัตกรรมตัวแบบผลิตภัณฑ์ในการดูแลและส่งเสริมสัมพันธภาพระหว่างผู้ดูแลและผู้มีภาวะสมองเสื่อม, ทักษยา วัชรสารทรัพย์ Jan 2019

นวัตกรรมตัวแบบผลิตภัณฑ์ในการดูแลและส่งเสริมสัมพันธภาพระหว่างผู้ดูแลและผู้มีภาวะสมองเสื่อม, ทักษยา วัชรสารทรัพย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การพัฒนานวัตกรรมตัวแบบผลิตภัณฑ์ในการดูแลและส่งเสริมสัมพันธภาพระหว่างผู้ดูแลและผู้มีภาวะสมองเสื่อม ได้นำแนวคิดการบำบัดด้วยความทรงจำให้ผู้ป่วยได้ระลึกถึงเรื่องราวในอดีต การบำบัดด้วยวิธีนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ดูแลในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อผู้มีภาวะสมองเสื่อม การบำบัดด้วยการระลึกความหลังแบบเดิมซึ่งใช้เพียงการดูรูปและเล่าเรื่องเท่านั้นมีความไม่สะดวก งานวิจัยนี้จึงนำแนวคิดการบำบัดดังกล่าวมาใช้ร่วมกับระบบรู้จำเสียงและระบบการประมวลผลภาษาธรรมชาติ โดยพัฒนาแอปพลิเคชั่นเพื่อให้การใช้งานง่ายและสะดวกมากขึ้น วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้เพื่อศึกษาปัจจัยและกระบวนการการออกแบบ พัฒนา และศึกษาความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์นวัตกรรมตัวแบบผลิตภัณฑ์ในการส่งเสริมการดูแลและสัมพันธภาพระหว่างผู้ดูแลและผู้มีภาวะสมองเสื่อม ผู้วิจัยใช้การวิจัยเชิงทดลองด้วยวิธีการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง ในกลุ่มประชากรผู้มีภาวะสมองเสื่อมระยะแรกที่ยังสามารถสื่อสารและช่วยเหลือตัวเองได้ ทั้งนี้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 60 คู่ คือ ผู้ดูแลผู้มีภาวะสมองเสื่อม (ผุ้ดูแล 1 คน และผู้มีภาวะสมองเสื่อม 1 คน นับเป็น 1 คู่) โดยแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม ผู้ทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คู่ โดยกลุ่มทดลองจะใช้งานแอปพลิเคชั่น 1สัปดาห์ มีการเก็บข้อมูลสัมพันธภาพและความผาสุกทางจิตใจสำหรับกลุ่มทดลอง 2 ครั้ง ทั้งก่อนและหลังการใช้แอปพลิเคชั่น และกลุ่มควบคุมเพียงหนึ่งครั้ง ผลการศึกษา พบว่า ค่าสัมพันธภาพและความผาสุกทางจิตใจของคู่ทดลองดีขึ้นหลังการใช้งานแอปพลิเคชั่น ด้วยระดับนัยสำคัญที่ 0.05 และค่าสัมพันธภาพและความผาสุกทางจิตใจของกลุ่มทดลองหลังใช้แอปพลิเคชั่นดีกว่ากลุ่มควบคุมเช่นกัน สำหรับการศึกษาความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ในมุมมองของผู้ใช้ พบว่า คะแนนเฉลี่ยของการรับรู้ความง่ายในการใช้งาน, การรับรู้ด้านการส่งเสริมสัมพันธภาพ, และการรับรู้ถึงประโยชน์ อยู่ในระดับสูง 4.21, 4.20, และ4.04 ตามลำดับ


นวัตกรรมแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์พกพาพัฒนาทักษะด้านการอ่านภาษาไทยเพื่อความเข้าใจสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้, ปิยนันท์ ปานนิ่ม Jan 2019

นวัตกรรมแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์พกพาพัฒนาทักษะด้านการอ่านภาษาไทยเพื่อความเข้าใจสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้, ปิยนันท์ ปานนิ่ม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาด้านการอ่านภาษาไทยที่ส่งผลต่อความต้องการใช้แอปพลิเคชันบนอุปกรณ์พกพาสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ 2) พัฒนาแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์พกพา และ 3) ศึกษาการยอมรับเทคโนโลยีของนวัตกรรมแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์พกพาทักษะด้านการอ่านภาษาไทยเพื่อความเข้าใจสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ระยะ มีตัวอย่างการวิจัย ดังนี้ ระยะ1 คือ นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ จำนวน 423 คน จากโรงเรียนรัฐในกรุงเทพมหานครที่จัดการศึกษาแบบเรียนร่วม และครูที่สอนภาษาไทยจำนวน 36 คน ระยะ 2 คือ นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้จำนวน 36 คน จัดนักเรียนเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 12 คน ได้แก่ กลุ่มทดลองที่ 1 เรียนด้วยแอปพลิเคชันแบบนิทานมัลติมีเดียแผนภาพความคิด กลุ่มทดลองที่ 2 เรียนด้วยแอปพลิเคชันแบบนิทานมัลติมีเดีย และกลุ่มควบคุมเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนอ่านสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ระยะที่ 3 คือ นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้จำนวน 36 คน และครูที่สอนภาษาไทยจำนวน 10 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้มีปัญหาการเรียนรู้ภาษาไทยด้านการอ่านจับใจความมากที่สุด รองลงมาด้านสับสนเสียงสระ ผลจากการเก็บข้อมูลจากครูพบว่านิทานมัลติมีเดียและการสอนแบบแผนภาพความคิดเป็นวิธีการสอนที่ช่วยด้านการอ่านจับใจความให้แก่นักเรียน 2) จากการเปรียบเทียบผลการใช้แอปพลิเคชันพบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนด้านการอ่านจับใจความหลังเรียนของกลุ่มทดลองที่ 1 ที่เรียนด้วยนิทานมัลติมีเดียร่วมกับการใช้แผนภาพความคิด มีค่าแตกต่างกับกลุ่มทดลองที่ 2 และกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงว่าการเรียนผ่านแอปพลิเคชันแบบนิทานมัลติมีเดียแผนภาพความคิดช่วยพัฒนาทักษะด้านการอ่านเพื่อความเข้าใจให้กับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ และ 3) ผลการประเมินการยอมรับเทคโนโลยีของนวัตกรรมแอปพลิเคชันจากนักเรียนและครู พบว่า ด้านการรับรู้ประโยชน์ การรับรู้ความง่ายในการใช้งาน และความตั้งใจใช้แอปพลิเคชัน อยู่ในระดับมากที่สุด


นวัตกรรมรูปแบบการบริการความรู้เบื้องต้นสำหรับบุคลากรด้านการจัดการความปลอดภัยของอาหารในกลุ่มธุรกิจโรงแรม, พัทธนันท์ ดันไทร Jan 2019

นวัตกรรมรูปแบบการบริการความรู้เบื้องต้นสำหรับบุคลากรด้านการจัดการความปลอดภัยของอาหารในกลุ่มธุรกิจโรงแรม, พัทธนันท์ ดันไทร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบของนวัตกรรมรูปแบบการบริการความรู้เบื้องต้นสำหรับบุคลากรด้านการจัดการความปลอดภัยของอาหารในกลุ่มธุรกิจโรงแรม ศึกษาและพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมบริการความรู้แบบใหม่สำหรับระบบจัดการความปลอดภัยของอาหารในกลุ่มธุรกิจบริการอาหารในโรงแรม รวมทั้งการทดสอบต้นแบบนวัตกรรมบริการความรู้และทำการศึกษาการยอมรับเทคโนโลยีในการนำไปประยุกต์ใช้จริงในกลุ่มโรงแรมตัวอย่าง การวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการเก็บข้อมูลโดยการใช้ แบบสอบถามกึ่งโครงสร้างเข้าสัมภาษณ์และเก็บข้อมูลเชิงลึกกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการความปลอดภัยอาหารของกลุ่มธุรกิจอาหารในโรงแรม จำนวน 30 คน และการวิจัยเชิงปริมาณ จำนวน 377 คน เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของนวัตกรรมบริการความรู้ที่มีต่อการจัดการความปลอดภัยอาหารของกลุ่มธุรกิจบริการอาหารในโรงแรม ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการสร้างและออกแบบแอพพลิชันของนวัตกรรมบริการ ทำการทดสอบต้นแบบตัวอย่าง และสำรวจความคิดเห็นหลังจากการทดลองใช้รวมทั้งการยอมรับระบบที่พัฒนาขึ้น ผลการวิจัยในเชิงคุณภาพพบว่าลักษณะนวัตกรรมบริการความรู้ที่ช่วยในการสื่อสารแลกเปลี่ยนความรู้มาตรฐาน ข้อกำหนดต่าง ๆ ระหว่างภายใน - ภายนอกโรงแรม รวมถึงองค์ประกอบที่ได้จากการศึกษาเชิงปริมาณ ได้แก่ การบริหารจัดการความรู้ด้านความปลอดภัยอาหาร ทรัพยากร ขนาด และที่ตั้งของโรงแรม และ การพัฒนารูปแบบนวัตกรรมบริการความรู้ด้านความปลอดภัยอาหาร มีผลต่อประสิทธิภาพที่ดีในการจัดทำระบบความปลอดภัยอาหารในโรงแรม โดยโปรแกรมระบบการประเมินการจัดการความปลอดภัยของอาหารของผู้จัดหาวัตถุดิบในโรงแรมเชิงบทสนทนาโต้ตอบเป็นการสร้างนวัตกรรมรูปแบบธุรกิจบริการความรู้เบื้องต้นสำหรับกลุ่มบุคลากรในธุรกิจโรงแรม


การพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันเพื่อการบริหารการจัดหาผู้ฝึกสอนส่วนบุคคล, อริษรา นวพงศ์ Jan 2019

การพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันเพื่อการบริหารการจัดหาผู้ฝึกสอนส่วนบุคคล, อริษรา นวพงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

กลุ่มคนบางกลุ่มมีความเชื่อที่ว่าการออกกำลังกายด้วยตนเองเป็นเรื่องที่ยากเพราะไม่ทราบวิธีการออกกำลังกายที่ถูกต้องหรือขาดแรงจูงใจในการริเริ่ม ผู้ฝึกสอนส่วนบุคคล (Personal Trainer) จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้า ทั้งนี้ความหลากหลายของการออกกำลังกายและผู้ฝึกสอนส่วนบุคคล อาจทำให้เกิดปัญหาแก่ผู้ต้องการว่าจ้างได้ เนื่องจากผู้จ้างมักไม่ทราบถึงคุณสมบัติและประสบการณ์ของผู้ฝึกสอนมาก่อน ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือและไม่มั่นใจต่อการจ้าง จึงกล่าวได้ว่า การเลือกผู้ฝึกสอนส่วนบุคคลที่ดีอาจจะเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ที่ต้องการหาผู้ฝึกสอนส่วนบุคคล โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ทราบถึงช่องทางการติดต่อหาผู้ฝึกสอนส่วนบุคคล ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงได้นำเสนอวิธีแก้ไขปัญหาขัดแย้งหรือความเสียหายจากการว่าจ้างผู้ฝึกสอนที่ไม่พึงพอใจ โดยการใช้เว็บแอปพลิเคชันนี้ผู้จ้างสามารถประเมินโปรไฟล์และทักษะของผู้ฝึกสอนส่วนบุคคลแต่ละรายได้ทันที งานวิจัยนี้ได้กล่าวถึงการสำรวจและวิเคราะห์พฤติกรรม รวมถึงความต้องการในการใช้เว็บแอปพลิเคชันของกลุ่มตัวอย่าง 2 ส่วน ได้แก่ ผู้ที่ต้องการหาผู้ฝึกสอนส่วนบุคคล และผู้ฝึกสอนส่วนบุคคล จำนวนทั้งสิ้น 220 คน โดยทั้ง 2 กลุ่มตัวอย่างได้ให้ความสนใจในการใช้เว็บแอปพลิเคชันเพื่อการบริหารการจัดหาผู้ฝึกสอนส่วนบุคคล คิดเป็นร้อยละ 62.5 และ 77 ตามลำดับ


นวัตกรรมต้นแบบระบบจัดการน้ำเสียแบบกระจายศูนย์ที่มีการนำน้ำทิ้งกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่สำหรับชุมชน, สะคราญ แต่โสภาพงษ์ Jan 2019

นวัตกรรมต้นแบบระบบจัดการน้ำเสียแบบกระจายศูนย์ที่มีการนำน้ำทิ้งกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่สำหรับชุมชน, สะคราญ แต่โสภาพงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการพัฒนานวัตกรรมเครื่องต้นแบบระบบจัดการน้ำเสียแบบกระจายศูนย์ โดยใช้เทคโนโลยี Eco-biofilter/MBR เพื่อนำน้ำทิ้งกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่สำหรับชุมชน รวมถึงทดสอบประสิทธิภาพของนวัตกรรมในการบำบัดน้ำเสีย โดยควบคุมแรงดันของเมมเบรนให้อยู่ในช่วง 85 - 95 กิโลกรัมต่อปาสกาล อัตราการไหลของน้ำเสียและอัตราการกรองของเซรามิคเมมเบรนเท่ากับ 300 - 360 ลิตรต่อวัน ระยะเวลากักเก็บน้ำเสียของระบบอยู่ที่ประมาณ 1 วัน ทั้งนี้งานวิจัยยังได้พัฒนาตัวกลางดินเผาซึ่งมีพื้นที่ผิวสัมผัสเท่ากับ 0.015072 ตารางเมตร ขนาดรูพรุนเท่ากับ 0.028 ไมครอน โดยมีความพรุนตัวร้อยละ 14.90 เพื่อใส่ในส่วนไร้อากาศ 1 และ 2 ของระบบ เพื่อการบำบัดขั้นต้น ผลการทดสอบพบว่าน้ำหลังบำบัดมีค่าความเป็นกรดหรือด่างเฉลี่ย 8.2 (ค่ามาตรฐานอยู่ในช่วง 5.5 – 9.0) ปริมาณทีเคเอ็นทั้งหมดมีค่าเฉลี่ย 2.2 (ค่ามาตรฐานไม่เกิน 20 มิลลิกรัมต่อลิตร) ปริมาณฟอสฟอรัสทั้งหมดมีค่าเฉลี่ย 0.06 มิลลิกรัมต่อลิตร (ค่ามาตรฐานไม่เกิน 2 มิลลิกรัมต่อลิตร) ปริมาณฟิคอลโคลิฟอร์มแบคทีเรียมีค่าเฉลี่ย 20.2 เอ็มพีเอ็นต่อ 100 มิลลิลิตร (น้ำเสียมีปริมาณฟิคอลโคลิฟอร์มแบคทีเรียตั้งแต่ 106 เอ็มพีเอ็นต่อ 100 มิลลิลิตร) ปริมาณความสกปรกในรูปสารอินทรีย์มีค่าเฉลี่ยน้อยกว่า 2 มิลลิกรัมต่อลิตร (ค่ามาตรฐานไม่เกิน 20 มิลลิกรัมต่อลิตร) ปริมาณตะกอนหนักมีค่าเฉลี่ยน้อยกว่า 0.1 มิลลิกรัมต่อลิตร (ค่ามาตรฐานไม่เกิน 30 มิลลิกรัมต่อลิตร) ผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่าน้ำหลังบำบัดมีคุณภาพดีขึ้นและผ่านเกณฑ์มาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งของกรมควบคุมมลพิษ อีกทั้งยังผ่านเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา ประเทศญี่ปุ่น ประเทศออสเตรเลีย และสหภาพยุโรป ทั้งนี้ การดำเนินการภายใต้สมมติฐานการลงทุนที่กำหนดไว้ ทำให้กิจการมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ เท่ากับ 55,079,683.78 บาท อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน เท่ากับ 76% โดยมีระยะเวลาคืนทุนภายใน 3 ปี แสดงว่านวัตกรรม Eco-biofilter/MBR มีความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ สำหรับการประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ไม่ได้มีการซื้อขายผ่านระบบตลาด พบว่าจุดคุ้มทุนสำหรับการเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับการบำบัดน้ำเสียในชุมชนอยู่ที่ค่าความเต็มใจที่จะจ่ายเพื่อการบำบัดน้ำเสีย 8 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือนสำหรับน้ำปริมาณ 1 ลูกบาศก์เมตร


ตัวแบบนวัตกรรมกระบวนการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์, อภิชาติ พูนตระกูลเกียรติ Jan 2019

ตัวแบบนวัตกรรมกระบวนการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์, อภิชาติ พูนตระกูลเกียรติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ เป็นการศึกษามุมมองของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากการท่องเที่ยว โดยบูรณาการมุมมองของผู้ให้บริการ และมุมมองของผู้รับบริการท่องเที่ยว เข้าไว้ด้วยกัน ผู้วิจัยได้เจาะจงคัดเลือกแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชนของประเทศไทยที่ได้รับความสำเร็จ หรือ เคยได้รับความสำเร็จมาแล้ว ทั้งสิ้นจำนวน 11 ชุมชน และแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์อีก 4 แห่ง โดยผ่านเกณฑ์คัดเลือกจากผู้เชี่ยวชาญและการสำรวจความเป็นไปได้จากการศึกษาสถานที่จริงก่อนเริ่มเก็บข้อมูล จากผู้ให้ข้อมูลทั้งสิ้น 90 ราย ประกอบด้วย ผู้นำ แกนนำชุมชน ปราชญ์ชุมชน ผู้ประกอบการ ผู้อยู่อาศัย นักวิชาการ หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน และนักท่องเที่ยวสร้างสรรค์ ผลลัพธ์งานวิจัย ชี้ให้เห็นว่า กระบวนการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์ ที่จะประสบความสำเร็จ ควรมีองค์ประกอบหลักสำคัญทั้ง 6 ด้าน ได้แก่ การทำงานแบบมีส่วนร่วมของชุมชน Community Participation ความร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย Stakeholder Involvement ต้นทุนทรัพยากร Resources Capital การจัดการท่องเที่ยว Tourism Management ประสบการณ์สร้างสรรค์ Creative Experience และ ความยั่งยืน Sustainability นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังได้อธิบายถึงรายละเอียด 13 ขั้นตอนย่อย ของ องค์ประกอบการจัดการท่องเที่ยว และองค์ประกอบของประสบการณ์สร้างสรรค์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ CCBT มีความแตกต่างจากการท่องเที่ยวรูปแบบอื่น รูปแบบของประสบการณ์สร้างสรรค์ ประกอบด้วยมิติสำคัญ 6 ประการ ได้แก่ การรับรู้-จิตสำนึก (awareness/consciousness) การมีส่วนร่วมเชิงรุก (active participation) การเรียนรู้เชิงลึก (active learning) การมีปฎิสัมพันธ์ และ การร่วมสร้างคุณค่า (interaction & co-creation) การตรึกตรองสะท้อนคิด (reflection) และ การเปลี่ยนแปลงเชิงมุมมอง (perspective transformation) องค์ประกอบ ประสบการณ์สร้างสรรค์ นี้ เป็นกระบวนการเรียนรู้เชิงลึกเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงมุมมองของผู้มีส่วนร่วมสร้างสรรค์ในการท่องเที่ยว ซึ่งอาจเป็นข้อค้นพบใหม่ของ การพัฒนาตนเอง อันเป็นพื้นฐานของการพัฒนาสังคมและการพัฒนาที่ยั่งยืน ผู้วิจัยคาดว่า นวัตกรรมกระบวนการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์นี้ น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานพัฒนาชุมชน การท่องเที่ยว และสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดเพื่อการศึกษางานท่องเที่ยว …


ตัวแบบนวัตกรรมกระบวนการเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ : แพลตฟอร์มการเก็บข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลด้วยตนเองโดยผู้สูงอายุ, วรางคณา งาคู่ปฏิพัทธ์ Jan 2019

ตัวแบบนวัตกรรมกระบวนการเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ : แพลตฟอร์มการเก็บข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลด้วยตนเองโดยผู้สูงอายุ, วรางคณา งาคู่ปฏิพัทธ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การส่งเสริมสุขภาพโดยแพลตฟอร์มการเก็บข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลด้วยตนเองมีความสำคัญที่จะสนับสนุนให้ผู้สูงอายุสามารถจัดการสุขภาพของตัวเองและป้องกันโรคได้ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะและความสัมพันธ์ขององค์ประกอบ และการออกแบบ พัฒนา และทดสอบแพลตฟอร์มการเก็บข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลด้วยตนเอง การสร้างนวัตกรรมแพลตฟอร์มการเก็บข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลด้วยตนเอง และการศึกษาการยอมรับและความเป็นไปได้ในการนำใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ จะช่วยส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพในการดูแลตนเองของผู้สูงอายุ งานวิจัยนี้มี 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนแรก การวิเคราะห์ความต้องการ ได้แก่ การระบุลักษณะและความสัมพันธ์ขององค์ประกอบของแพลตฟอร์มฯ ข้อมูลจากการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างผู้เชี่ยวชาญ 10 คน และผู้สูงอายุ 5 คน และการสำรวจกลุ่มผู้สูงอายุด้วยแบบสอบถาม 430 คน พบ 6 องค์ประกอบหลักมีลักษณะดังนี้ 1) ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีแบบแผนบุคลิกภาพของผู้สูงอายุในลักษณะแบบคุ้มกัน-ป้องกัน 2) พึงพอใจในชีวิตระดับกลางถึงสูง 3) คิดถึงสิ่งที่ผ่านมาในชีวิตระดับมาก 4) ประเมินสุขภาพโดยรวมของตนเองรู้สึกแข็งแรงมาก 5) พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพระดับมาก 6) การรับรู้และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศด้านสุขภาพระดับมาก ขั้นตอนที่สอง การออกแบบและพัฒนากระบวนการและต้นแบบแพลตฟอร์ม โดยใช้ลักษณะเฉพาะองค์ประกอบของการออกแบบเทคโนโลยีการโน้มน้าวใจ ต้นแบบแพลตฟอร์มการเก็บข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลและแอปพลิเคชันได้รับการทดสอบการใช้งานโดยผู้สูงอายุ 15 คน ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 14 วัน โดยเก็บบันทึกข้อมูลความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจ น้ำหนัก และรายการอาหารที่รับประทานด้วยตัวเอง ขั้นตอนสุดท้าย เป็นศึกษาการยอมรับด้วยแบบสอบถาม โดยการสำรวจตัวอย่างผู้ใช้งาน 15 คน และพบว่าผู้ใช้งานยอมรับเทคโนโลยีในระดับสูง มีความพึงพอใจ สนใจ และเห็นคุณค่าของแพลตฟอร์ม แผนการนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์จะเป็นการจัดตั้งธุรกิจแบบสตาร์ทอัพดำเนินกิจการเพื่อสังคม ให้คำปรึกษาและบริการการจัดการโครงการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ จะใช้เงินทุนเริ่มต้น 2 ล้านบาท จุดคุ้มทุนและระยะเวลาการคืนทุนในปีที่ 5 อัตราผลตอบแทนการลงทุน คือ ร้อยละ 28.62 ณ สิ้นปีที่ 5


การพัฒนาต้นแบบเครื่องติดตามอัตราการหายใจแบบพกพา, ไตรสิทธิ์ เบญจบุณยสิทธิ์ Jan 2019

การพัฒนาต้นแบบเครื่องติดตามอัตราการหายใจแบบพกพา, ไตรสิทธิ์ เบญจบุณยสิทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

อัตราการหายใจเป็นสัญญาณชีพที่มีความสำคัญ จากการศึกษาพบว่าโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นของทางเดินหายใจเป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่ง 11.4 % ของประชากรวัยผู้ใหญ่ในประเทศไทยหรือประมาณ 5.7 ล้านคนมีโอกาสเป็นโรคนี้ โดยในจำนวนนี้จะมีผู้ที่ยังไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยอยู่ 80 % หรือ ประมาณ 4.5 ล้านคนในแต่ละปี เนื่องมาจากการตรวจการนอนหลับตามสถานพยาบาลทำได้จำกัดและมีค่าใช้จ่ายสูง จากการสำรวจตลาดพบว่าตลาดมีความต้องการเครื่องติดตามอัตราการหายใจแบบพกพาที่ใช้งานสะดวกและมีราคาถูกเพื่อใช้ในตรวจการนอนหลับด้วยตนเองที่บ้านเป็นการคัดกรองก่อนเข้ารับการตรวจการนอนหลับในสถานพยาบาล จากการทบทวนวรรณกรรมพบว่าเทคโนโลยีการติดตามอัตราการหายใจมีหลายประเภท แต่ละประเภทมีปัญหาแตกต่างกันไป เช่น Impedance Pneumography ที่ใช้หลักการวัดค่าอิมพีแดนซ์ที่เปลี่ยนไปของทรวงอกอันเนื่องจากการหายใจเข้าออกจะมีปัญหาสัญญาณรบกวนและความคลาดเคลื่อนเนื่องจากการเคลื่อนไหวของร่างกายอยู่สูง หรือ ETCO2 CapnoMeter ที่ใช้หลักการวัดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในลมหายใจออกเป็นเครื่องติดตามอัตราการหายใจที่มีความแม่นยำสูง แต่มีราคาแพงและมีใช้เฉพาะในโรงพยาบาล ผู้วิจัยเล็งเห็นว่าตลาดยังมีช่องว่างสำหรับเครื่องติดตามอัตราการหายใจแบบพกพาที่ใช้งานง่าย มีราคาถูกและมีความถูกต้องเพื่อใช้เป็นเครื่องทดสอบการนอนหลับที่บ้าน จึงได้เสนอเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ขึ้นมา ผู้วิจัยได้พัฒนาโมเดลการสร้างสรรค์ความคิดในกระบวนการพัฒนาเครื่องมือแพทย์เพื่อการตรวจวินิฉัยโดยใช้เครื่องมือของ TRIZ เชื่อมโยงเข้ากับระบบสรีรวิทยา ทำให้ได้แนวคิดการพัฒนาเครื่องติดตามอัตราการหายใจแบบพกพาที่ใช้หลักการของท่อสั่นพ้องนำเสียงหายใจจากปลายจมูกไปยังไมโครโฟนซึ่งสอดยึดอยู่ที่ปลายท่ออีกด้านหนึ่ง เสียงหายใจจะเกิดการสั่นพ้องขึ้นภายในท่อ ทำให้สัญญาณตกเพียง 28.8 dB แม้เสียงจะเคลื่อนที่ไปตามท่อเป็นระยะทางไกลถึง 250 ซม. เปรียบเทียบกับการใช้ไมโครโฟนอย่างเดียวโดยไม่มีท่อสั่นพ้อง สัญญาณจะตกมากถึง 52 dB ในระยะทางแค่ 15 ซม.จากปลายจมูก สัญญาณเสียงหายใจจะถูกแปลงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้าและใช้อัลกอริทึมที่พัฒนาขึ้นมาจากหลักการของ TRIZ แก้ปัญหาความขัดแย้งในการกำหนดค่าแรงดันอ้างอิงของวงจรเปรียบเทียบสัญญาณที่ต้องการแรงดันอ้างอิงค่าต่ำในช่วงหายใจออกและต้องการแรงดันอ้างอิงค่าสูงในช่วงหายใจเข้า ทำให้สัญญาณรบกวนและความคลาดเคลื่อนจากการเคลื่อนไหวถูกกำจัดออกไปได้โดยไม่ต้องมีระบบกรองสัญญาณที่สลับซับซ้อน จากการทดสอบเครื่องติดตามอัตราการหายใจแบบพกพาที่พัฒนาขึ้น (BrRate Monitor) เทียบกับเครื่องติดตามอัตราการหายใจชนิดวัดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในลมหายใจออก (CapnoMeter) ซึ่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่ใช้ตามโรงพยาบาล พบว่า BrRate Monitor มีการตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงได้ไวกว่าและมีความแม่นยำสามารถวัดได้ถูกต้องเทียบเท่า CapnoMeter โดยมีช่วงอัตราการหายใจที่กว้าง 0-98 ครั้งต่อนาที หลังจากนั้น ได้เพิ่มบอร์ด WIFI เข้าไปในวงจรเพื่อส่งสัญญาณเสียงหายใจขึ้นสู่ฐานข้อมูลเรียลไทม์บนคลาวด์ และได้พัฒนาแอปพลิเคชันบนมือถือเพื่อดึงสัญญาณจากคลาวด์มาวิเคราะห์และแสดงผลบนโทรศัพท์มือถือของผู้ใช้งานและผู้ดูแลที่อยู่ห่างไกล แอปพลิเคชันบนมือถือนอกจากจะวัด และติดตามอัตราการหายใจได้แล้ว ยังสามารถแจ้งเตือนเมื่อหายใจช้าหรือเร็วเกินไป หรือหยุดหายใจนานเกินกว่า 10 วินาที จากการสัมภาษณ์กลุ่มผู้ใช้เป้าหมายจำนวน 27 คน และการออกแบบสอบถามทดสอบการยอมรับของตลาด ตลอดจนการประเมินเทคโนโลยีและประเมินตลาดพบว่ามีความเป็นไปได้สูงในการนำเครื่องติดตามอัตราการหายใจแบบพกพาที่พัฒนาขึ้นนี้ไปใช้ประโยชน์เป็นอุปกรณ์ตรวจการนอนหลับที่บ้าน


สัญวิทยาแห่งตัวละครหญิงในงานนาฏยศิลป์ร่วมสมัยของนราพงษ์ จรัสศรี, ชลาลัย วงศ์อารีย์ Jan 2019

สัญวิทยาแห่งตัวละครหญิงในงานนาฏยศิลป์ร่วมสมัยของนราพงษ์ จรัสศรี, ชลาลัย วงศ์อารีย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ เรื่อง “สัญวิทยาแห่งตัวละครหญิงในงานนาฏยศิลป์ร่วมสมัยของนราพงษ์ จรัสศรี” มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและวิเคราะห์รูปแบบและแนวคิดการสร้างงานนาฏยศิลป์ร่วมสมัยเชิงสัญวิทยา รวมทั้งการตีความในเชิงสัญวิทยาเพื่อนำไปสู่การสวมบทบาทความเป็นเพศหญิงด้วยลักษณะเฉพาะตัว จากการศึกษาการแสดงนาฏยศิลป์ร่วมสมัย ชุด Ballerina : The pathetic creature นางระบำปลายเท้าผู้น่าเวทนา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ มีการเลือกใช้วิธีดำเนินงานวิจัย ได้แก่ การค้นคว้าข้อมูลเชิงเอกสาร การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ การชมการแสดงจากสื่อสารสนเทศ นำข้อมูลที่ได้มาศึกษา วิเคราะห์ และสรุปผลเป็นรูปเล่มวิทยานิพนธ์ตามลำดับ ผลการวิจัยพบว่า ผลงานนาฏศิลป์ร่วมสมัยของนราพงษ์ จรัสศรีมีรูปแบบและแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงานจากการออกแบบองค์ประกอบในการแสดงแต่ละด้านให้มีความสัมพันธ์กัน ซึ่งสามารถอธิบายผ่านกระบวนการทางสัญวิทยาจากแนวคิดทั้ง 3 ทฤษฎี ได้แก่ 1)แนวคิดสัญญะแบบทวิลักษณ์ของแฟร์ดิน็องด์ เดอ โซซูร์ ประกอบด้วยการตีความผ่านรูปสัญญะ และ ความหมายสัญญะ 2)แนวคิดสัญญะแบบไตรลักษณ์ของชาร์ลส์ แซนเดอร์ เพิร์ซ ประกอบด้วย สัญญะ วัตถุ และสัญผล 3)แนวคิดสัญญะที่อยู่ในกระบวนการทำงานของมายาคติ ของโรล็องด์ บาร์ตส์ และเมื่อตีความผ่านการสร้างเค้าโครงเรื่อง การจัดวางองค์ประกอบการแสดง ลีลาการเคลื่อนไหว และการนำอารมณ์ความรู้สึกในมุมต่าง ๆ มาเป็นตัวแทนของการสื่อถึงผู้หญิง ส่งผลให้บทบาทการแสดงความเป็นเพศหญิงมีความเด่นชัดมากขึ้น นอกจากนี้พบว่ามีการแฝงหลักธรรมที่ว่าด้วยการเป็นไปตามธรรมดาของโลกเพื่อให้ผู้ชมได้ตระหนักในตอนจบของการแสดง ทำให้เห็นถึงความลุ่มลึกของผู้สร้างสรรค์ผลงานในการใช้ประโยชน์จากสัญญะที่สร้างขึ้น ถือได้ว่าเป็นผลงานแม่แบบในการสร้างผลงานนาฏยศิลป์ร่วมสมัยเชิงสัญวิทยาต่อไป


นวัตกรรมสิ่งทอโลหะรีไซเคิลสู่การสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายสตรีรูปแบบอาวองการ์ด, วีรินทร์ สันติวรรักษ์ Jan 2019

นวัตกรรมสิ่งทอโลหะรีไซเคิลสู่การสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายสตรีรูปแบบอาวองการ์ด, วีรินทร์ สันติวรรักษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

นวัตกรรมสิ่งทอโลหะรีไซเคิลสู่การสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายสตรีรูปแบบอาวองการ์ดเป็นการวิจัยเพื่อหาแนวทางพัฒนาสิ่งทอโลหะให้เหมาะสมกับการสวมใส่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาแนวทางการออกแบบจากสิ่งทอโลหะให้มีรูปแบบที่เหมาะสมต่อกลุ่มเป้าหมายโดยใช้แนวคิดการออกแบบอย่างยั่งยืนด้วยวิธีการทดลองทอร่วมกับวัสดุชนิดอื่นเพื่อให้เหมาะสมต่อการสวมใส่ นับเป็นช่องทางเลือกใหม่ให้กับนักออกแบบรุ่นใหม่และอุตสาหกรรมธุรกิจแฟชั่นให้คิดค้นนวัตกรรมเส้นใยจากสิ่งที่หมดคุณค่ากลับสู่ประโยชน์การเพิ่มมูลค่าสิ่งทอ โดยเริ่มจากการศึกษาปัญหาการรีไซเคิลโลหะจากขยะรถยนต์ซึ่งประกอบไปด้วยทฤษฎีการออกแบบอย่างยั่งยืน ประเภทและคุณสมบัติของโลหะที่ใช้ในรถยนต์ ทำให้สามารถกำหนดขอบเขตการใช้โลหะในการวิจัยที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายและสามารถทดลองทอให้เกิดเป็นสิ่งทอได้ ซึ่งได้แก่ โลหะทองแดง และสเตนเลส อีกทั้งยังพบว่ายังเกิดช่องว่างทางการตลาดเกี่ยวกับสิ่งทอโลหะสำหรับเครื่องแต่งกาย จึงได้มีการทดลองทอเส้นโลหะร่วมกับเส้นไหมน้อยเพื่อให้มีลักษณะพื้นผิวสัมผัสเหมาะสมต่อการสวมใส่มากยิ่งขึ้น โดยจากการทดลองพบว่าสิ่งทอเกิดลักษณะที่เป็น การหยักและขดตัวโดยธรรมชาติจากวัสดุ ซึ่งเกิดเป็นรูปแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ส่งผลให้ได้ทำการสำรวจกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายที่คาดว่าจะสวมใส่ด้วยวิธีการสัมภาษณ์และเครื่องมือแบบสอบถาม กับกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับงานศิลปะหรือความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งทั้งนี้จากลักษณะของการทดลองนวัตกรรมสิ่งทอรวมทั้งจากการศึกษาพฤติกรรมและความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายสามารถสรุปได้ว่า รูปแบบการแต่งกายจะเป็นรูปแบบอาวองการ์ด โดยใช้แนวคิดศิลปะยุคอนาคตนิยมที่มีแนวความคิดสอดคล้องกับรูปแบบของสิ่งทอและความต้องการของกลุ่มเป้าหมายเพื่อตอบสนองช่องว่างทางการตลาด อีกทั้งยังเป็นแนวทางในการใช้วัสดุที่แตกต่างโดยใช้แนวคิดการออกแบบอย่างยั่งยืนในการสร้างสรรค์เครื่องแต่งกายในอนาคต


ยุคทองของนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัยในประเทศไทย, ชุมพล ชะนะมา Jan 2019

ยุคทองของนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัยในประเทศไทย, ชุมพล ชะนะมา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาเรื่องยุคทองของนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัยในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์คือ เพื่อศึกษา วิเคราะห์ ค้นหายุคทอง แนวความคิด และรูปแบบการสร้างสรรค์งานนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัยที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ในช่วง พ.ศ. 2530 – 2560 และเพื่อศึกษาผลกระทบทางบริบทในสังคมและวัฒนธรรมต่องานนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัย เป็นการศึกษาและใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้เครื่องมือในการวิจัย คือ การสำรวจข้อมูลเชิงเอกสาร การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ การสัมมนา สื่อสารสนเทศอื่น ๆ และการสำรวจข้อมูลภาคสนาม โดยนำข้อมูลที่ได้มาศึกษา วิเคราะห์สังเคราะห์ให้ได้มาซึ่งผลของการวิจัย และสรุปผลตามลำดับ ผลการวิจัยพบว่า ยุคทองของนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัยในประเทศไทย อยู่ในช่วงปี พ.ศ.2536 – 2550 แนวความคิดของงานนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัยเกิดขึ้นในประเทศไทย คือ 1) แนวคิดการสร้างสรรค์งานจากบทวรรณกรรมเดิมในรูปแบบใหม่ 2) แนวคิดในการนำวัฒนธรรมที่หลากหลายมาประยุกต์ใช้กับวัฒนธรรมดั้งเดิม 3) แนวคิดเชิงสัญลักษณ์ 4) แนวคิดการเต้นเฉพาะที่ 5) แนวคิดการแสดงที่สะท้อนปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในโลก 6) แนวคิดการแสดงดั้งเดิมของอาเซียนผ่านมุมมองของศิลปะร่วมสมัย 7) แนวคิดลีลาแบบธรรมชาติ 8) แนวคิดการด้นสด 9) แนวคิดการมีส่วนร่วม และใส่ใจของชุมชน 10) แนวคิดการออกแบบลีลานาฏยศิลป์ไม่ระบุเพศ 11) แนวคิดการแสดงที่อาศัย องค์ความรู้ที่หลากหลายมากกว่าองค์ความรู้ 12) แนวคิดการสร้างสรรค์งานด้วยคุณธรรมและจริยธรรม โดยมีรูปแบบของงานนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัยที่นำเสนอแนวคิดออกมาเห็นเชิงประจักษ์ มีความแตกต่างจากรูปแบบของงานนาฏยศิลป์ไทยที่มีจารีต และกรอบของรูปแบบการแสดงอย่างชัดเจนผลกระทบที่เกิดจากบริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นต่องานนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัย ได้ปรากฏขึ้น 7 ประเด็นคือ 1) การเมือง การปกครอง และนโยบายด้านการบริหารงานวัฒนธรรมของภาครัฐ 2) การศึกษาทางนาฏยศิลป์ 3) การสร้างสรรค์และการแข่งขันทางนาฏยศิลป์ 4) การประกอบธุรกิจทางนาฏยศิลป์ 5) ศิลปะการแสดงละครเวทีในประเทศไทย 6) ศิลปะตะวันตกและศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทย 7) ดนตรีไทยร่วมสมัยในประเทศไทย ผลการวิจัยนี้ทำให้ผู้วิจัยได้พบองค์ความรู้ตรงตามวัตถุประสงค์ทุกประการ


ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้พื้นที่กับการแสดง, ธนันยวรรณ ศรีทรัพโยทัย Jan 2019

ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้พื้นที่กับการแสดง, ธนันยวรรณ ศรีทรัพโยทัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการใช้พื้นที่กับการแสดง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความหลากหลายของสถานที่เพื่อการแสดงและศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้สถานที่แสดงกับรูปแบบนาฏยศิลป์ มีวิธีการดำเนินงานวิจัยแบบผสมผสานระหว่างการเก็บรวบรวมข้อมูลทางเอกสาร การลงพื้นที่ภาคสนามและการสัมภาษณ์ ขอบเขตการศึกษามุ่งเน้นศึกษาความหลากหลายของการใช้สถานที่เพื่อการแสดงตั้งแต่อดีตจนถึง พ.ศ.2562 และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้สถานที่แสดงกับรูปแบบการแสดงนาฏยศิลป์ไทย ผลการวิจัยพบว่า การใช้สถานที่เพื่อการแสดงนาฏยศิลป์นั้นมีความหลากหลาย ผู้วิจัยได้จำแนกประเภทสถานที่จากสภาพแวดล้อมของสถานที่ในแต่ละแห่ง สามารถจำแนกได้เป็น 9 ประเภท คือประเภทลาน ประเภทลู่ ประเภทโบราณสถาน ประเภทแหล่งธรรมชาติ ประเภทยานพาหนะ ประเภทอาคารสาธารณะ ประเภทบ้านเรือน ประเภทสระน้ำ และประเภทผสมผสาน สถานที่ในแต่ละแห่งมีข้อจำกัดในการใช้พื้นที่ที่ต่างกัน บางสถานที่ต้องมีการปรับเปลี่ยน แก้ไข การใช้พื้นที่ให้เหมาะสมกับการแสดง ศิลปินและผู้สร้างสรรค์ผลงานจึงจำเป็นต้องศึกษาถึงความสัมพันธ์เรื่องการใช้พื้นที่ให้เหมาะสมกับสถานที่และการแสดง เกี่ยวกับปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมของสถานที่ ปัจจัยเรื่องรูปแบบการแสดง องค์ประกอบในการแสดง กระบวนการแสดง ข้อกำหนดบังคับในการแสดง โอกาสในการแสดง และการใช้พื้นที่ในการแสดง เพราะการแสดงนาฏยศิลป์แต่ละรูปแบบมักจะมีธรรมเนียมทางการแสดงเป็นของตนเอง จึงมีพื้นที่สำหรับการแสดงและพื้นที่ใช้สอยตลอดจนการจัดวางของอุปกรณ์การแสดงในแต่ละรูปแบบที่ต่างกัน ทำให้รูปแบบ ขนาด และลักษณะของสถานที่เพื่อการแสดงแต่ละประเภทแตกต่างกันด้วย สถานที่แสดงและการแสดงนาฏยศิลป์นั้นจึงจำเป็นจะต้องมีความสัมพันธ์ระหว่างกันเพื่อทำให้การแสดงในแต่ละรูปแบบนั้นเกิดความสมบูรณ์มากที่สุด


การประกวดวงกลองยาวโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม, นรีภัค แป้นดี Jan 2019

การประกวดวงกลองยาวโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม, นรีภัค แป้นดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการประกวดวงกลองยาวโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรมและรูปแบบการออกแบบสร้างสรรค์การแสดงกลองยาวรูปแบบใหม่จากวงกลองยาวที่เข้าร่วมแข่งขัน โดยการสืบค้นข้อมูลจากหนังสือ เอกสาร และวิจัยที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้เกี่ยวข้องและการสังเกตการณ์จากวีดิทัศน์การแสดงกลองยาวจากวงที่ผู้วิจัยทำการศึกษาจำนวน 2 วง ได้แก่ วงเอกทันต์รางวัลชนะเลิศปี พ.ศ. 2552 และ พ.ศ. 2554 และวงศิวบุตรรางวัลชนะเลิศปี พ.ศ.2557 ผู้วิจัยพบว่า การจัดการประกวดวงกลองยาวโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นการประกวดในรูปแบบของการอนุรักษ์และพัฒนา โดยวงที่เข้าร่วมการประกวดจะต้องสร้างสรรค์การแสดงขึ้นใหม่ ส่งผลให้เกิดการสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละวง เป็นการพัฒนารูปแบบการแสดงจากการรำกลองยาวแบบมาตรฐานที่มีแต่เดิม จากการศึกษารูปแบบการแสดงของวงกลองยาววงเอกทันต์และวงศิวบุตรพบว่า ได้มีการนำรูปแบบการสร้างสรรค์ที่ยังคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของการรำเถิดเทิงของกรมศิลปากร โดยมีรูปแบบที่โดดเด่นและแปลกใหม่ ดังนี้ 1. การใช้ชื่อวงในการประพันธ์บทร้องเพื่อแสดงเอกลักษณ์และเป็นที่จดจำต่อผู้ชม 2. มีการต่อตัวและการตีลังกาในการแสดง 3. ใช้ลีลาท่ารำเป็นการผสมผสานของการแสดงในภาคกลางหลายประเภท ได้แก่ รำกลองยาวชาวบ้าน รำเถิดเทิง รำแม่บทเล็ก รำแม่บทใหญ่ การละเล่นลาวกระทบไม้และรำวงมาตรฐาน 4. การใช้รูปแบบการแปรแถวหลักที่พบ 9 แบบ ได้แก่ แถวตอน แถววงกลม แถวปากพนัง แถวหน้ากระดาน แถวครึ่งวงกลม แถวเฉียง แถวตัวเอ (A) แถวตัวดับเบิลยู (W) และแถวตั้งซุ้ม มาสร้างสรรค์เพิ่มเติมโดยการผสมผสานกันทำให้เกิดรูปแบบแถวใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม งานวิจัยนี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการสร้างสรรค์การแสดงกลองยาวเพื่อการประกวด อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนหรือกลุ่มคนที่สนใจแข่งขันกลองยาวมีความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนารูปแบบการแสดงกลองยาวต่อไปอนาคต


โขนสมัครเล่น, ปิยะพล รอดคำดี Jan 2019

โขนสมัครเล่น, ปิยะพล รอดคำดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาวิวัฒนาการและคุณูปการของโขนสมัครเล่นในกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2325-2561) และ ศึกษากระบวนการจัดการองค์กรโขนสมัครเล่น ผู้ศึกษาใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ในการค้นคว้าและรวบรวมเอกสารทั้งชั้นต้น และชั้นรอง การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ การสังเกตการณ์ และสนทนากลุ่มย่อยกับผู้ทรงคุณวุฒิตามศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง จากการศึกษาพบว่า กลุ่มคนที่เป็นปัจจัยในวิวัฒนาการของโขนสมัครเล่น คือ ผู้จัดการแสดง ผู้แสดง ครูผู้สอน และผู้สนับสนุน และพิจารณาการวิวัฒนาการของโขนสมัครเล่นได้จากการจัดการแสดง คือ วัตถุประสงค์ การเรียนการสอน โอกาสในการจัดการแสดง งบประมาณ บทโขน และเครื่องแต่งกาย วิวัฒนาการและคุณูปการของโขนสมัครเล่นแบ่งได้เป็น 4 ยุค ยุคที่ 1 อยุธยา และธนบุรี พ.ศ. 1893-2325 วิวัฒนาการ : ยุคกำเนิดวางรากฐาน บทโขน และรูปแบบการแสดง คุณูปการ : ด้านพิธีกรรม การปกครอง และการทหาร ยุคที่ 2 รัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2325-2452 วิวัฒนาการ : ด้านหน่วยงานที่รับผิดชอบ เนื้อเรื่องรามเกียรติ์ บทพากย์ และเทคโนโลยีการจัดการแสดงคุณูปการ : การพัฒนารูปแบบ บทโขนโรงในยุคต่อมา โอกาสในการแสดง และสร้างงาน ยุคที่ 3 รัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2452-2488 วิวัฒนาการ : ครูโขนมีบรรดาศักดิ์ ผลิตทั้งศิลปินโขนอาชีพกับโขนสมัครเล่น เล่นตามสมัครใจ บทสั้นกระชับ และชุดราชประดิษฐ์ คุณูปการ : ต้นแบบของการอนุรักษ์ การศึกษานาฎศิลป์ บทโขนโรงใน และรูปแบบการจัดการแสดงยุคต่อมา ยุคที่ 4 รัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2488-2561 วิวัฒนาการ : โขนย้ายจากหลวงมาสู่รัฐ บทโขนโรงในแบบกรมศิลปากร และเกิดโขนสมัครเล่นในหลายองค์กรคุณูปการ : ยกย่องพระมหากษัตริย์ เป็นสื่อในเรื่องการเมือง การทูต และเป็นส่วนสำคัญทำให้โขนไทยได้รับการยอมรับในระดับโลก กระบวนการจัดการองค์กรโขนสมัครเล่น สามารถแบ่งได้ 5 รูปแบบ 1) โขนสมัครเล่นหลวง …


ลอดิลกล่มฟ้า : การผสานนาฏยศิลป์ไทยกับละครตะวันตกเพื่อสร้างอัตลักษณ์ละครสมัยใหม่ของไทย, พรรณศักดิ์ สุขี Jan 2019

ลอดิลกล่มฟ้า : การผสานนาฏยศิลป์ไทยกับละครตะวันตกเพื่อสร้างอัตลักษณ์ละครสมัยใหม่ของไทย, พรรณศักดิ์ สุขี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้เป็นการค้นหา ทดลอง แนวความคิดและกระบวนการสร้างสรรค์ละครเวทีไทยเรื่อง “ลอดิลกล่มฟ้า” (LOR : Love, Obsession, Revenge” เพื่อจัดแสดงในประเทศแคนาดา โดยใช้รูปแบบงานวิจัยสร้างสรรค์ที่ลงมือปฏิบัติจริงในการสร้างสรรค์ละครเวที และงานวิจัยเชิงคุณภาพในการวิเคราะห์ผล ผลการวิจัยพบว่า ละครไทยสามารถสื่อสารกับผู้ชมต่างชาติได้อย่างดีและมีอัตลักษณ์ ด้วยกระบวนการสร้างสรรค์ 4 ขั้นตอนคือ 1. ขั้นตอนก่อนดำเนินงานสร้าง ประกอบด้วยการกำหนดแนวคิดในการสร้างอัตลักษณ์ความเป็นไทยให้มีความสากล ด้วยการสังเคราะห์ทฤษฎีโศกนาฏกรรมของอริสโตเติลเพื่อตีความบทวรรณกรรมเรื่องลิลิตพระลอให้สื่อสารได้อย่างมีความเป็นสากล โดยเน้นแนวคิดเรื่องชะตากรรมหรือเจตจำนงเสรี การสร้างบทละครตามทฤษฎีประพันธศิลป์ และการวางแผนงานตามระบบสากล 2. ขั้นตอนการดำเนินงานสร้าง ประกอบด้วยกระบวนการซ้อมที่ใช้แนวทางการแสดงตามระเบียบวิธีว่าด้วยกรรมรูปธรรมของคอนสแตนติน สตานิสลาฟสกี ผสานเข้ากับการแสดงและนาฏลีลาการฟ้อนเจิงดาบที่มีความหมายเชิงสัญวิทยาทั้งในระดับโลกียะและโลกุตระ แนวทางการกำกับการแสดงที่มุ่งเน้นความเป็นเจ้าของผลงานของผู้กำกับการแสดงผ่านแก่นความคิด แนวคิด และการสร้างภาพบนเวที 3. ขั้นตอนการแสดง จัดแสดง เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2558 ณ โรงละครเฟย แอนด์ มิลตัน หว่อง นครแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา ผู้ชมส่วนใหญ่เป็นชาวต่างประเทศเข้าใจและมีอารมณ์ร่วมกับละครได้ดีด้วยแก่นความคิดที่เป็นสากล ขณะเดียวกันก็รู้สึกสัมผัสได้ถึง “ความเป็นไทย” จากทั้งรูปแบบและเนื้อหา 4. ขั้นตอนหลังดำเนินงานสร้าง ผู้จัดและผู้สนับสนุนโครงการเห็นความคุ้มค่าเนื่องจากได้เผยแพร่ศักยภาพของศิลปินยุคใหม่ของไทยสาขาศิลปะการแสดง และละครสมัยใหม่ของไทย


การรำลิเก ทาง ครูเด่นชัย เอนกลาภ, มนัสวี กาญจนโพธิ์ Jan 2019

การรำลิเก ทาง ครูเด่นชัย เอนกลาภ, มนัสวี กาญจนโพธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่อง การรำลิเกทางครูเด่นชัย เอนกลาภ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรำลิเกในรูปแบบของครูเด่นชัย เอนกลาภ ซึ่งเป็นเป็นบุคคลสำคัญทางวงการลิเก ที่มีกระบวนการสืบทอดการแสดงลิเกจากครูหอมหวล นาคศิริและครูละครจากวังสวนกุหลาบ ผนวกกับประสบการณ์ในการแสดงลิเกจนกระทั่งเป็นรูปแบบการรำเฉพาะทางที่มีความงาม ประเด็นที่ศึกษาประกอบไปด้วย การรำหน้าพาทย์เพลงเสมอออกภาษา ซึ่งเป็นเพลงหน้าพาทย์ใช้ประกอบกิริยาการเดินทางของตัวละครในการแสดงลิเก จำนวน 5 เพลง ได้แก่ 1. เพลงเสมอไทย 2. เพลงเสมอพม่า 3. เพลงเสมอมอญ 4. เพลงเสมอลาว 5. เพลงเสมอเขมร นอกจากการรำเพลงเสมอออกภาษาต่าง ๆ ผู้วิจัยได้ศึกษาการรำที่สำคัญอีกคือการรำเข้าพระเข้านางหรือรำเกี้ยวเป็นการรำของตัวพระและตัวนางในบทรักใช้เพลงมะลิเลื้อย และการรำอวดความสามารถขี่ม้ารำทวน ที่เป็น ความถนัดเฉพาะของครูเด่นชัย เอนกลาภ จากการศึกษาผู้วิจัยพบว่า อัตลักษณ์การรำลิเกทางครูเด่นชัย เอนกลาภ นั้นมีลักษณะวิธีการปฏิบัติในรูปแบบการรำตามโครงสร้างของเพลงในลักษณะเดียวกันกับทางนาฎศิลป์ไทยแต่กระบวนท่ารำนั้นแตกต่างออกไปตามความถนัดและทักษะของผู้แสดง การใช้ศีรษะและสายตาในทางการรำลิเกนั้นพบว่ามีลักษณะการเคลื่อนที่คือการกล่อมใบหน้าและการมองที่เป็นอิสระโดยสายตาส่วนใหญ่ของการรำลิเกนั้นจะเน้นมองไปหาผู้ชมเป็นหลัก การใช้มือในการปฏิบัติท่ารำพบว่าใช้การดึงมือออกไปข้างลำตัวให้มีลักษณะท่ารำหรือการตั้งวงที่กว้างขึ้นกว่าทางนาฎศิลป์ นอกจากนั้นยังพบอีกว่าครูเด่นชัย เอนกลาภ มีจุดเด่นในเรื่องของการตั้งวงที่มีความอ่อนของนิ้วมือเป็นอย่างมากจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ลักษณะการตั้งวงและการใช้มือนั้นเกิดความงามเป็นรูปแบบเฉพาะทาง การใช้ลำตัวมีลักษณะการตั้งลำตัวตรง ไม่เกร็งบริเวณเอว ตั้งลำตัวตรงไม่ดันอกขึ้น การใช้เท้าพบว่ามีลักษณะสำคัญในการปฏิบัติท่ารำนั้น ยกเท้าที่สูง ยกส้นเท้าก่อนยกปลายเท้าเพื่อเป็นการทรงตัวในการวางเท้า การรำลิเกนั้นเป็นการรำแบบอิสระสามารถด้นกระบวนท่ารำขึ้นเองได้ตามภูมิปัญญาและทักษะของผู้แสดงโดยเน้นตามความนิยมผู้ชมหากผู้ชมชอบการแสดงแบบไหนลิเกก็จะแสดงแบบนั้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในขณะนั้นจึงทำให้การรำของลิเกเป็นเอกลักษณ์เฉพาะทาง และมีแนวโน้มที่จะพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งแต่อยู่บนพื้นฐานหลักการรำและการแสดงที่ได้รับถ่ายทอดจากครูลิเกต่อไป