Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (3086)
- Social and Behavioral Sciences (2614)
- Engineering (2554)
- Physical Sciences and Mathematics (1876)
- Education (1377)
-
- Arts and Humanities (1146)
- Law (897)
- Business (839)
- Medical Sciences (830)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Life Sciences (645)
- Computer Sciences (618)
- Architecture (582)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (547)
- Civil and Environmental Engineering (478)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Nursing (445)
- Economics (441)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (375)
- Sociology (373)
- Industrial Engineering (372)
- Dentistry (357)
- Electrical and Computer Engineering (357)
- Law and Economics (344)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (342)
- Political Science (342)
- Operational Research (307)
Articles 10201 - 10230 of 15281
Full-Text Articles in Entire DC Network
การประเมินค่าพารามิเตอร์ทางจลนศาสตร์ของปฏิกิริยาการออกซิไดซ์โทลูอีนบนตัวเร่งปฏิกิริยา V2o5/Tio2 มาใช้ออกแบบสำหรับปฏิกิริยา Scr, วราภรณ์ คิดการ
การประเมินค่าพารามิเตอร์ทางจลนศาสตร์ของปฏิกิริยาการออกซิไดซ์โทลูอีนบนตัวเร่งปฏิกิริยา V2o5/Tio2 มาใช้ออกแบบสำหรับปฏิกิริยา Scr, วราภรณ์ คิดการ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ทำการประมาณค่าพารามิเตอร์ทางจลศาสตร์ของปฏิกิริยาการออกซิไดซ์โทลูอีน ด้วยตัวเร่งปฏิกิริยา V2O5/TiO2 ที่ปรับสภาพด้วยสารละลายกรดกำมะถันในการกำจัด โทลูอีน โดยตัวรองรับไทเทเนียได้รับการปรับสภาพด้วยสารละลายกรดกำมะถันที่มีความเข้มข้น 0, 0.2 และ 0.5 M ตัวเร่งปฏิกิริยาเตรียมด้วยวิธีเคลือบฝังแบบเปียก ทำการวิเคราะห์คุณลักษณะของตัวเร่งปฏิกิริยา V2O5/TiO2 ด้วยเทคนิคต่าง ๆ ได้แก่ SEM-EDX, Nitrogen Physisorption, XRD และ NH3-TPD ทำการทดสอบความสามารถในการออกซิไดซ์โทลูอีนที่ความเข้มข้นของโทลูอีน 300 - 400 ppm และความเข้มข้นของ O2 3, 12 และ 21 %vol ในช่วงอุณหภูมิ 150-350 °C จากการศึกษาพบว่าที่ตัวเร่งปฏิกิริยาเดียวกัน เมื่อความเข้มข้นของ O2 เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ค่า Conversion ของการออกซิไดซ์โทลูอีนดีขึ้นเล็กน้อย และตรวจพบ CO2 ในปริมาณที่ต่ำแสดงว่าโทลูอีนอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงไปเป็นสารอินทรีย์ที่มีจุดเดือดสูง จากการประมาณค่าพารามิเตอร์ทางจลศาสตร์ของตัวเร่งปฏิกิริยา V2O5/TiO2 พบว่าในปฏิกิริยาการออกซิไดซ์โทลูอีน เมื่อความเข้มข้นของ O2 เพิ่มขึ้นค่าพลังงานกระตุ้นมีค่าลดลง โดยค่าพลังงานกระตุ้นที่ความเข้มข้น O2 3 %vol อยู่ในช่วง 44-49 kJ/mol ที่ความเข้มข้น O2 12 %vol อยู่ในช่วง 45-49 kJ/mol และที่ความเข้มข้น O2 21 %vol อยู่ในช่วง 39-45 kJ/mol เมื่อเปรียบเทียบปฏิกิริยาการออกซิไดซ์โทลูอีนในสภาวะที่มี NO ร่วมด้วยนั้น พบว่ามีปฏิกิริยาอื่นเกิดขึ้นร่วมด้วย โดยจะเห็นปฏิกิริยาเกิดขึ้นสองช่วงอย่างเด่นชัด คือ ช่วงอุณหภูมิ 150-200 °C มีพลังงานกระตุ้นที่ต่ำและช่วงอุณหภูมิ 250 °C ขึ้นไป ที่มีพลังงานกระตุ้น 45-50 kJ/mol และตรวจพบ CO2 อย่างเห็นได้ชัด แสดงให้เห็นว่า NO มีบทบาทในการเปลี่ยนสารมัธยันต์ที่เกิดจากการสลายตัวของโทลูอีนให้เปลี่ยนไปเป็น CO2
แบบจำลองพฤติกรรมการเลือกใช้ยานพาหนะร่วมกัน: กรณีศึกษาผู้ใช้รถจักรยานยนต์รับจ้างในกรุงเทพมหานคร, วีรชัย โสธนนันทน์
แบบจำลองพฤติกรรมการเลือกใช้ยานพาหนะร่วมกัน: กรณีศึกษาผู้ใช้รถจักรยานยนต์รับจ้างในกรุงเทพมหานคร, วีรชัย โสธนนันทน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การบริการมอเตอร์ไซค์แชริ่งจะเป็นทางเลือกในเดินทางที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและเป็นทางเลือกการเดินทางของประชาชนในกรุงเทพมหานคร งานวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นวิเคราะห์หาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางของผู้โดยสารที่ใช้รถจักรยานยนต์รับจ้างมาเป็นการใช้บริการมอเตอร์ไซค์แชริ่ง โดยเจาะจงกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้โดยสารที่ใช้บริการรถจักรยานยนต์รับจ้างเพื่อเชื่อมต่อกับระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในพื้นที่ย่านศูนย์กลางทางธุรกิจของกรุงเทพมหานครจำนวน 349 ตัวอย่าง โดยใช้วิธีเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงกล่าวอ้างด้วยการจำลองสถานการณ์สมมติ 6 สถานการณ์และสร้างแบบจำลองโลจิสติคทวินามบนพื้นฐานของทฤษฎีอรรถประโยชน์ นำข้อมูลมาวิเคราะห์ทางสถิติด้วยโปรแกรม Rstudio จากผลของการศึกษาพบว่าตัวแปรที่มีอิทธิพลเชิงบวกต่อการเลือกใช้บริการมอเตอร์ไซค์แชริ่งอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ เวลาและค่าใช้จ่ายของรถจักรยานยนต์รับจ้าง ความเต็มใจจ่ายในการใช้บริการ ระยะเวลาเดินที่ยอมรับได้ ความถี่ในการใช้บริการรถจักรยานยนต์รับจ้างต่อสัปดาห์ การมีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ สำหรับตัวแปรระยะทางในการเดินทาง สถานะภาพการสมรส จำนวนรถจักรยานยนต์และจำนวนรถยนต์ในครอบครองครอบครองส่งผลเชิงลบต่อการเลือกใช้บริการมอเตอร์ไซค์แชริ่ง โดยมูลค่าเวลาในการเดินทางของผู้โดยสารรถจักรยานยนต์รับจ้างของกลุ่มตัวอย่างมีค่าเท่ากับ 5.63 บาทต่อนาที
การจัดสวัสดิการที่พักอาศัยให้พนักงานโรงงานทอผ้าโดยเจ้าของกิจการในพื้นที่ชานเมืองด้านตะวันตกของกรุงเทพมหานคร, จิตสุภา ศรัทธาทิพย์
การจัดสวัสดิการที่พักอาศัยให้พนักงานโรงงานทอผ้าโดยเจ้าของกิจการในพื้นที่ชานเมืองด้านตะวันตกของกรุงเทพมหานคร, จิตสุภา ศรัทธาทิพย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
อุตสาหกรรมทอผ้าเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานในการดำเนินกิจการจำนวนมาก ผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งจึงมีการจัดที่พักอาศัยสวัสดิการให้กับแรงงาน เพื่ออำนวยความสะดวกในการปฏิบัติหน้าที่ หรือเป็นเครื่องมือจูงใจในการทำงาน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดและแนวทางการพัฒนาและบริหารจัดการที่พักอาศัยสวัสดิการให้กับแรงงานโรงงานทอผ้าของผู้ประกอบการ รวมถึงทัศนคติของแรงงานที่มีต่อที่พักอาศัย เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการโรงงาน 3 แห่ง ขนาดใหญ่ ขนาดกลางและขนาดเล็ก ขนาดละ 1 แห่ง ในพื้นที่อำเภอ อ้อมน้อย อ้อมใหญ่ และไร่ขิง สำรวจพื้นที่ที่พักอาศัยสวัสดิการ และสัมภาษณ์แรงงานโรงงานทั้ง 3 แห่ง จำนวน 41 คน ผลการศึกษาพบว่า 1) แนวคิดการจัดให้มีที่พักอาศัยของผู้ประกอบการโรงงานทั้ง 3 แห่งมีความแตกต่างกัน โดยผู้ประกอบการโรงงานขนาดใหญ่เห็นว่าที่พักสำหรับแรงงานเป็นสวัสดิการที่อำนวยความสะดวกให้แรงงาน ซึ่งเหมาะสมกับลักษณะงานของโรงงาน ในขณะที่โรงงานขนาดกลางจัดให้มีที่พักสวัสดิการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการแรงงาน เพราะแรงงานส่วนใหญ่เป็นแรงงานข้ามชาติ ส่วนโรงงานขนาดเล็กจัดที่พักอาศัยเพื่อเป็นเครื่องมือดึงดูดใจให้แรงงานเลือกทำงานกับโรงงาน และเพื่อให้สามารถแข่งขันกับโรงงานอื่นได้ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการโรงงานทั้ง 3 แห่ง คิดว่ารัฐบาลไม่ควรกำหนดให้ต้องมีการจัดที่พักสวัสดิการ เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ ต้นทุนของโรงงาน และความต้องการของแรงงานที่แตกต่างกัน 2) การพัฒนาที่พักอาศัยของโรงงานทั้ง 3 แห่งแบ่งเป็น 2 รูปแบบคือ (1) อาคารที่พักที่อยู่บริเวณเดียวกับโรงงานและ (2) ที่พักที่รวมอยู่เป็นส่วนหนึ่งของอาคารโรงงาน โดยโรงงานขนาดใหญ่และขนาดกลางมีลักษณะที่พักในรูปแบบที่ (1) ซึ่งมีแนวทางการพัฒนาที่พักอาศัยคือการควบคุมต้นทุนการดูแลอาคารในระยะยาว จึงสร้างอาคารที่ดูแลง่ายและเพื่อลดปัญหาการอยู่อาศัยของแรงงาน 3) แนวทางการบริหารจัดการที่พักอาศัยของโรงงานทั้ง 3 แห่งแตกต่างกัน ซึ่งเป็นผลมาจากหลายปัจจัยทั้งแนวคิดผู้ประกอบการเอง ลักษณะการดำเนินงาน ลักษณะพฤติกรรมของแรงงาน จำนวนและอายุงานของแรงงาน ทั้งนี้ การบริหารจัดการที่ต่างกันส่งผลต่อสภาพอาคารที่พักให้มีความต่างกันด้วย 4) ความคิดเห็นและความพึงพอใจของแรงงานต่อที่พักอาศัยสวัสดิการ พบว่าแรงงานของโรงงานเล็กมีความพึงพอใจในที่พักอาศัยน้อยกว่าแรงงานของโรงงานอีก 2 แห่ง อย่างไรก็ดีแรงงานส่วนใหญ่มักไม่ต้องการอะไรเพิ่มเติม เนื่องจากเข้าใจว่าเป็นที่พักอาศัยโดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าอาศัยภายนอกโรงงาน งานวิจัยฉบับนี้ชี้ให้เห็นแนวคิดของผู้ประกอบการในการจัดให้มีที่พักอาศัยสวัสดิการ แนวทางการพัฒนาและการบริหารจัดการ รวมถึงประโยชน์และข้อจำกัดของการมีที่พักอาศัยสวัสดิการ ผลการศึกษาจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการในการคำนึงถึงความเหมาะสมในการพัฒนาและบริหารจัดการที่พักอาศัยสวัสดิการ รวมถึงเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนที่พักอาศัยของกลุ่มแรงงานผู้มีรายได้น้อยต่อไป
การพัฒนากระบวนการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนบนฐานแนวคิดจิตตปัญญาศึกษาเพื่อเสริมสร้างเป้าหมายในชีวิตสําหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี, อริสา สุมามาลย์
การพัฒนากระบวนการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนบนฐานแนวคิดจิตตปัญญาศึกษาเพื่อเสริมสร้างเป้าหมายในชีวิตสําหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี, อริสา สุมามาลย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากระบวนการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนบนฐานแนวคิดจิตตปัญญาศึกษาเพื่อเสริมสร้างเป้าหมายในชีวิต สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี 2) จัดทำข้อเสนอแนะในการนำกระบวนการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนบนฐานแนวคิดจิตตปัญญาศึกษาเพื่อเสริมสร้างเป้าหมายในชีวิต สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี ไปขยายผลสู่การปฏิบัติในพื้นที่อื่น ระเบียบวิธีที่ใช้ในการวิจัยคือ การวิจัยเชิงปฏิบัติการ ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ขั้นวางแผน ขั้นปฏิบัติ ขั้นสังเกตผล และขั้นการสะท้อนผล เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ 1.แบบบันทึกการจัดประชุมผู้ทรงคุณวุฒิ 2.ใบสมัครเข้าร่วมกระบวนการ 3.แบบสัมภาษณ์เชิงลึก 4.แบบบันทึกภาคสนาม 5. แบบบันทึกการทบทวนหลังการจัดกิจกรรม 6.แบบรายงานตนเองของนักศึกษา 7.แบบสัมภาษณ์กลุ่ม และ 8.แผนปฏิบัติการการพัฒนากระบวนการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนบนฐานแนวคิดจิตตปัญญาศึกษาเพื่อเสริมสร้างเป้าหมายในชีวิต สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี ข้อค้นพบที่ได้จากการวิจัยตามวัตถุประสงค์ที่ 1 พบว่า กระบวนการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนบนฐานแนวคิดจิตตปัญญาศึกษา เพื่อเสริมสร้างเป้าหมายในชีวิต สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี มี 4 องค์ประกอบดังนี้ 1. กระบวนการ 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การเตรียมผู้เรียน 2) การสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้และการวางแผนร่วมกัน 3) การวิเคราะห์ความต้องการในการเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมเป้าหมายในชีวิต 4) การแปลงความต้องการในเรียนรู้ให้เป็นวัตถุประสงค์ และออกแบบประสบการณ์ในการเรียนรู้ 5) การลงมือปฏิบัติตามแผนการเรียนรู้ 6) การประเมินผลการเรียนรู้ 2. หลักการ 3 มีหลักการ ได้แก่ 1) การพากลับสู่ด้านใน 2) การเรียนรู้ร่วมกันด้วยความเมตตา 3) การเคารพประสบการณ์และความต้องการของผู้เรียน 3.เงื่อนไขที่ต้องมี 2 เงื่อนไข ได้แก่ 1) นักศึกษามีความตั้งใจที่จะพัฒนาตัวเอง 2) นักศึกษาสามารถจัดสรรเวลาเพื่อข้าร่วมกระบวนการได้ และ 4.ปัจจัยแห่งความสำเร็จ 5 ปัจจัย ได้แก่ 1) วิธีการเรียนรู้ที่หลากหลายและเข้าใจได้ง่าย 2) บรรยากาศการเรียนรู้ที่สบายใจ 3) ผู้จัดการเรียนรู้ที่เข้าใจและใส่ใจผู้เรียน 4) การให้กำลังใจกันระหว่างนักศึกษา 5) การเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์ และข้อค้นพบตามวัตถุประสงค์ที่ 2 พบว่า ข้อเสนอแนะในการนำกระบวนการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนบนฐานแนวคิดจิตตปัญญาศึกษาเพื่อเสริมสร้างเป้าหมายในชีวิต สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี ไปขยายผลสู่การปฏิบัติในพื้นที่อื่นได้นำเสนอ 6 ประเด็นได้แก่ …
การประยุกต์ใช้เถ้าลอยและกากคอนกรีตในการผลิตฉนวนกันความร้อนและกำแพงกั้นเสียง, ชัชพงศ์ ณ ป้อมเพชร
การประยุกต์ใช้เถ้าลอยและกากคอนกรีตในการผลิตฉนวนกันความร้อนและกำแพงกั้นเสียง, ชัชพงศ์ ณ ป้อมเพชร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาการใช้เถ้าลอยและกากคอนกรีตเป็นองค์ประกอบในการขึ้นรูปมอร์ตาร์ในลักษณะของการแทนที่ปูนซีเมนต์ และแทนที่มวลรวมละเอียดตามลำดับ โดยเถ้าลอยที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ เถ้าลอยถ่านหินลิกไนต์ เถ้าลอยถ่านหินบิทูมินัส และเถ้าลอยจากเตาเผาขยะชุมชน ส่วนกากคอนกรีตที่ใช้ในการศึกษาคือกากคอนกรีตจากโรงผลิตคอนกรีต งานวิจัยนี้ได้ศึกษาทั้งสมบัติทางเคมี และสมบัติทางกายภาพของเถ้าลอยและกากคอนกรีต รวมถึงสมบัติเพื่อการนำมอร์ตาร์ที่มีเถ้าลอยและกากคอนกรีตเป็นองค์ประกอบไปใช้ประโยชน์ ได้แก่ การรับแรงอัด สมบัติเชิงความร้อน และสมบัติเชิงเสียงของผลิตภัณฑ์ สำหรับเถ้าลอยและมอร์ตาร์ที่มีเถ้าลอยเป็นองค์ประกอบได้ศึกษาการชะละลายโลหะหนักด้วยวิธี Toxicity Characteristic Leaching Procedures (TCLP) วิธี Synthetic Precipitation Leaching Procedure (SPLP) และวิธี Waste Extraction Test (WET) เพิ่มเติม จากการศึกษาพบว่าเพื่อให้ได้มอร์ตาร์ที่มีความต้านแรงอัดตามมาตรฐาน มอก. 59-2561 จะสามารถใช้เถ้าลอยแทนที่ปูนซีเมนต์ได้ร้อยละ 25 - 50 สำหรับกากคอนกรีตสามารถใช้แทนที่มวลรวมละเอียดได้ถึงร้อยละ 100 ในด้านสมบัติเชิงความร้อนพบว่าผลิตภัณฑ์มีค่าสภาพการนำความร้อนอยู่ระหว่าง 0.08 – 0.33 วัตต์ต่อเมตรเคลวิน ซึ่งถือว่ามีสมบัติเป็นฉนวนกันความร้อนที่ดี แต่ในด้านสมบัติเชิงเสียงพบว่าผลิตภัณฑ์ยังมีสมบัติไม่ถึงเกณฑ์ของกำแพงกั้นเสียงที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทยกำหนด สำหรับการศึกษาปริมาณโลหะหนักในเถ้าลอยพบว่าโดยส่วนใหญ่มีค่าไม่เกินมาตรฐานยกเว้นปริมาณตะกั่ว (Pb) และสารหนู (As) ในเถ้าลอยจากเตาเผาขยะชุมชนที่ชะละลายด้วยวิธี TCLP และเถ้าลอยถ่านหินลิกไนต์ชะละลายด้วยวิธี WET ตามลำดับ แต่เมื่อนำเถ้าลอยขึ้นรูปเป็นมอร์ตาร์พบว่าผลิตภัณฑ์มีปริมาณโลหะหนักโดยส่วนใหญ่ลดลงและมีค่าไม่เกินมาตรฐาน
การประยุกต์ใช้ตะกอนจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่หินเพื่อการผลิตอิฐเผา, ณัฐวุฒิ ธงชัย
การประยุกต์ใช้ตะกอนจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่หินเพื่อการผลิตอิฐเผา, ณัฐวุฒิ ธงชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการวิเคราะห์หาสัดส่วนดินตะกอนจากอุตสาหกรรมเหมืองหินไปขึ้นรูปผลิตภัณฑ์เป็นอิฐดินตะกอนโดยใช้ดินเหนียวเป็นส่วนผสม งานวิจัยเริ่มจาก1) วิเคราะห์คุณสมบัติของตะกอนเพื่อหาองค์ประกอบของแร่ธาตุและสารประกอบที่พบในดินตะกอน 2) ทำการออกแบบการทดลองเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์อิฐดินตะกอนจากเหมืองหิน โดยมีตัวแปรต้นได้แก่ สัดส่วนผสมระหว่างตะกอนจากเหมืองและดินเหนียวตั้งแต่ร้อยละ 40 ถึง80 โดยน้ำหนัก และเผาที่อุณหภูมิ 900, 1000 และ1100 องศาเซลเซียส 3) ทำการทดสอบคุณสมบัติเชิงกลและเชิงกายภาพของผลิตภัณฑ์แล้วสรุปผลงานวิจัย จากการศึกษาพบว่าที่อุณหภูมิ 1100 องศาเซลเซียส และสัดส่วนของดินตะกอนต่อดินเหนียวเป็น 60:40 ให้ความต้านแรงอัดสูงสุด เท่ากับ 43.67 เมกกะปาสคาล ซึ่งสูงกว่าอิฐมอญและอิฐดินเผา คิดเป็น 49.95 และ33.6 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ในขณะที่ค่าอัตราการดูดซึมน้ำของอิฐดินตะกอนจากเหมืองที่สัดส่วนดังกล่าวมีค่าเท่ากับ 11.53 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงกว่าอิฐมอญและอิฐดินเผาถึง 53.87 และ 67.63 เปอร์เซ็นต์ ส่วนค่าความหนาแน่นและค่าสูญเสียน้ำหนักของอิฐดินตะกอนจากเหมืองมีค่าเท่ากับ 1.37 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร และ 17.37 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ นอกจากนี้ต้นทุนการผลิตของอิฐดินตะกอนจากเหมืองมีค่าต่ำกว่าอิฐดินเผา 24.76 เปอร์เซ็นต์
การศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบทางวากยสัมพันธ์และความหมาย ของคำว่า [Khmer Word] /Tɨv/ ‘ไป’ และ [Khmer Word] /Mɔɔk/ ‘มา’ ในภาษาเขมรกับสำนวนแปลภาษาไทย, กฤตกร สารกิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบทางวากยสัมพันธ์และความหมายของคำว่า [Khmer Word] /tɨv/ ‘ไป’ และ [Khmer Word] /mɔɔk/ ‘มา’ ในภาษาเขมรและเปรียบเทียบรูปแบบทางวากยสัมพันธ์และความหมายของคำทั้งสองกับสำนวนแปลภาษาไทย โดยเก็บข้อมูลจากนวนิยายภาษาเขมรและฉบับแปลเป็นภาษาไทย ผลการศึกษาพบว่าคำว่า [Khmer Word] /tɨv/ ‘ไป’ และ [Khmer Word] /mɔɔk/ ‘มา’ ในภาษาเขมรปรากฏในกริยาวลีและ บุพบทวลี ในกริยาวลี คำทั้งสองปรากฏเป็นทั้งกริยาเดี่ยวและปรากฏร่วมกับคำกริยาอื่น เมื่อปรากฏเป็นกริยาเดี่ยวมีความหมายแสดงการเคลื่อนที่ทางกายภาพและทิศทางการเคลื่อนที่ เมื่อปรากฏร่วมกับคำกริยาอื่น ๆ สามารถปรากฏในตำแหน่งหน้าคำกริยา มีความหมายแสดงการเคลื่อนทางกายภาพหรือการเคลื่อนที่ทางความคิดและ ทิศทางการเคลื่อนที่ ปรากฏระหว่างคำกริยา มีความหมายแสดงทิศทาง และปรากฏหลังคำกริยา มีความหมายแสดงทิศทาง การเปลี่ยนสถานภาพ การณ์ลักษณะ และเจตนาของประโยค เมื่อคำทั้งสองปรากฏในบุพบทวลี มีความหมายแสดงความสัมพันธ์ทางพื้นที่ ความสัมพันธ์ทางเวลา และความสัมพันธ์ทางปริมาณ เมื่อพิจารณาสำนวนแปล พบว่ามี 3 ลักษณะ คือ 1) สามารถแปลเป็นคำว่า ไป และ มา ในภาษาไทยได้อย่างเทียบเท่า เมื่อคำทั้งสองปรากฏเป็นกริยาเดี่ยว ปรากฏหน้าคำกริยา ปรากฏระหว่างคำกริยา ปรากฏหลังคำกริยา (ยกเว้นความหมายแสดงเจตนาของประโยค) และปรากฏในบุพบทวลี (ยกเว้นความหมายแสดงความสัมพันธ์ทางปริมาณ) 2) แปลเป็นคำว่า ไป และ มา ในภาษาไทยได้ แต่ต้องปรับรูปแบบทางวากยสัมพันธ์ เมื่อปรากฏหลังคำกริยาแสดงทิศทางและการณ์ลักษณะ และ 3) แปลเป็นคำว่า ไป และ มา ในภาษาไทยไม่ได้ เมื่อปรากฏระหว่างคำกริยา (พบเฉพาะเมื่อมีคำกริยา [Khmer Word] /rɔɔk/ ‘หา’ ตามมา) ปรากฏหลังคำกริยาแสดงเจตนาของประโยค และปรากฏในบุพบทวลีแสดงความสัมพันธ์ทางปริมาณ
การวัดเชิงสัณฐานของปมประสาทซีลีอารี่ที่เกี่ยวข้องกับการประยุกต์ทางคลินิก, ลิตา เทสาภิรัติ
การวัดเชิงสัณฐานของปมประสาทซีลีอารี่ที่เกี่ยวข้องกับการประยุกต์ทางคลินิก, ลิตา เทสาภิรัติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปมประสาท ซีลีอารี่ เป็นปมประสาทในเบ้าตาที่โดนทำลายหรือทำให้บาดเจ็บได้ง่ายจากการทำหัตถการต่างๆในเบ้าตา ปมประสาทซีลีอารี่จะอยู่ทางด้านหลังในเบ้าตาที่ค่อนมาทางผนังเบ้าตาส่วนนอกเป็นผลให้หัตถการต่างๆที่เข้าทางเบ้าตาส่วนนอกมักส่งผลให้ปมประสาทโดนทำลายหรือบาดเจ็บ ซึ่งการที่ปมประสาทนี้เกิดการบาดเจ็บจะทำให้เสียหน้าที่การทำงานที่ทำให้เกิดม่านตาขยาย หรือ ภาวะรูม่านตาค้าง (tonic pupil) การศึกษารายละเอียดของปมประสาทซีลีอารี่ใน 40 ลูกตา จากอาจารย์ใหญ่ 40 ท่าน ทำโดยใช้แว่นขยายสำหรับผ่าตัดที่มีกำลังขยาย 3.5 เท่า เพื่อศึกษาลักษณะของรากที่เข้าสู่ปมประสาทซีลีอารี่ จำนวนของเส้นประสาทชอทซีลีอารี่ (short ciliary nerves) ตำแหน่งของปมประสาทซีลีอารี่ ขนาดของปมประสาทซีลีอารี่ และระยะห่างระหว่างปมประสาทซีลีอารี่กับโครงสร้างอื่นๆในเบ้าตา ปมประสาทซีลีอารี่ถูกพบว่าอยู่ที่ยอดหลังสุดของเบ้าตา ด้านข้างทางด้านนอกต่อเส้นประสาทออพติก ด้านข้างทางด้านในต่อกล้ามเนื้อตา lateral rectus ปมประสาทซีลีอารี่มีความกว้างประมาณ 2.24 มิลลิเมตร และความยาวประมาณ 3.50 มิลลิเมตร ระยะห่างโดยเฉลี่ยระหว่างปมประสาทซีลีอารี่และส่วนท้ายสุดของลูกตามีขนาด 16.04 มิลลิเมตร ระยะห่างโดยเฉลี่ยระหว่างปมประสาทซีลีอารี่และกล้ามเนื้อตา lateral rectus มีขนาด 2.88 มิลลิเมตร ระยะห่างโดยเฉลี่ยระหว่างปมประสาทซีลีอารี่และเส้นประสาทออพติก มีขนาด 1.47 มิลลิเมตร ระยะห่างโดยเฉลี่ยระหว่างปมประสาทซีลีอารี่และจุดเกาะที่ตาขาวของกล้ามเนื้อตา lateral rectus มีขนาด 31.53 มิลลิเมตร นอกจากนี้ความสัมพันธ์ระหว่างระยะห่างจากปมประสาทซีลีอารี่ถึงจุดที่อยู่ท้ายสุดของลูกตาเป็นแบบผกผันกัน กับ ระยะห่างจากปมประสาทซีลีอารี่ถึงกล้ามเนื้อตา lateral rectus นั่นหมายถึงยิ่งปมประสาทอยู่ห่างจากลูกตาจะยิ่งอยู่ใกล้กล้ามเนื้อ lateral rectus ส่วนจำนวนของรากประสาทมอเตอร์ (motor root) ถูกพบว่ามี 1 ราก 2 ราก และ ยังพบถึง 3 รากโดยที่ยังไม่มีรายงานมาก่อน รากประสาทรับความรู้สึกพบว่ามี 1 ราก รากประสาทซิมพาเททิก (sympathetic root) พบ 1 รากเช่นเดียวกับรากประสาทรับความรู้สึก จำนวนของเส้นประสาทชอทซีลีอารี่จะพบประมาณ 6-14 เส้น แพทย์ผู้ทำหัตถการในส่วนเบ้าตาควรตระหนักถึง ความรู้ทางด้านกายวิภาคและลักษณะต่างๆของปมประสาทซีลีอารี่เพื่อลดการเกิดผลแทรกซ้อนจากปมประสาทนี้บาดเจ็บเช่น ม่านตาขนาดผิดปกติ ในรายงานฉบับนี้ยังแสดงถึงระยะห่างระหว่างปมประสาทซีลีอารี่กับจุดเกาะของกล้ามเนื้อตา lateral rectus ที่ตาขาวซึ่งยังไม่มีรายงานมาก่อนและควรคำนึงเพื่อลดการบาดเจ็บของปมประสาทซีลีอารี่ในหัตถการฉีดยา โบทูลินัม (botulinum toxin) เข้ากล้ามเนื้อตา lateral …
ผลฉับพลันของระยะเวลาในการแช่น้ำเย็นที่มีต่อการฟื้นสมรรถภาพและปริมาณแลคเตท ในการว่ายน้ำท่าฟรอนท์ครอว์ลระยะ 100 เมตร, อภิสิทธิ์ เสลาหอม
ผลฉับพลันของระยะเวลาในการแช่น้ำเย็นที่มีต่อการฟื้นสมรรถภาพและปริมาณแลคเตท ในการว่ายน้ำท่าฟรอนท์ครอว์ลระยะ 100 เมตร, อภิสิทธิ์ เสลาหอม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษารูปแบบการฟื้นฟูสมรรถภาพโดยการแช่น้ำแย็นในระยะเวลาที่แตกต่างกัน ร่วมกับการนั่งพักแบบหยุดนิ่ง ที่ส่งผลต่อสถิติเวลา ปริมาณค่าความเข้มข้นของแลคเตทในเลือด และค่าอัตราของหัวใจ โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักกีฬาว่ายน้ำตัวแทนทีมชาติไทย อายุระหว่าง 18-24 ปี จำนวน 12 คน โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง กลุ่มตัวอย่างได้รับมอบหมายให้ทำการว่ายน้ำท่าฟรอนท์ครอว์ลด้วยความเร็วสูงสุด ระยะทาง 100 เมตร หลังจากนั้นทำการฟื้นฟูสมรรถภาพใน 3 รูปแบบ ได้แก่ การนั่งพักแบบหยุดนิ่ง 20 นาที(รูปแบบควบคุม) กับการแช่น้ำเย็นที่อุณหภูมิของน้ำเท่ากับ 14 องศาเซลเซียส โดยการแช่น้ำ 10 นาที ตามด้วยนั่งพักแบบหยุดนิ่ง 10 นาที(รูปแบบทดลองที่ 1) และการแช่น้ำ 15 นาที ตามด้วยนั่งพักแบบหยุดนิ่ง 5 นาที(รูปแบบที่ 2) การทดสอบ 1 ครั้งจะทำการฟื้นฟูสมรรถภาพ 1 รูปแบบ กลุ่มตัวอย่างจะเว้นระยะของการทดสอบ 48 ชั่วโมง(วันเว้นวัน) โดยขณะฟื้นฟูได้ทำการเก็บข้อมูลปริมาณค่าความเข้มข้นของแลคเตทในเลือดจากบริเวณปลายนิ้ว และค่าอัตราการเต้นของหัวใจช่วง 3นาที 5นาที 10นาที 15นาที และ20นาที หลังจากนั้นว่ายน้ำท่าฟรอนท์ครอว์ล ระยะทาง 100 เมตร ด้วยความเร็วสูงสุดอีกครั้งหนึ่ง เพื่อดูสถิติเวลาของการว่ายน้ำหลังจากการฟื้นฟูสมรรถภาพ และนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์โดยใช้สถิติการวัดความแปรปรวน 2 ทางชนิดวัดซ้ำ โดยกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับที่.05 ผลการวิจัยพบว่า เมื่อเปรียบเทียบค่าสถิติเวลาเฉลี่ยภายหลังการฟื้นฟูสมรรถภาพของทั้ง 3 รูปแบบ พบว่าค่าเฉลี่ยสถิติเวลาการว่ายน้ำ ไม่แตกต่างอย่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่ค่าเฉลี่ยปริมาณกรดแลคเตทและค่าเฉลี่ยอัตราการเต้นของหัวใจหลังจากฟื้นฟูสมรรถภาพ ของรูปแบบทดลองที่ 1 และรูปแบบทดลองที่ 2 ภายหลังของการฟื้นฟูสมรรถภาพ มีค่าเฉลี่ยที่ต่ำกว่ารูปแบบควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p<.50 ) สรุปได้ว่าการใช้การแช่น้ำเย็นอุณหภูมิ 14 องศาเซลเซียสโดยการแช่น้ำ 10 นาที นั่งพักแบบหยุดนิ่ง 10 นาที และการแช่น้ำ 15 นาที นั่งพักแบบหยุดนิ่ง 5 นาที ส่งผลให้ค่าปริมาณค่าความเข้มข้นของแลคเตทในเลือดและอัตตราการเต้นของหัวใจลงลง ทำให้การฟื้นฟูสมรรถภาพได้อย่างเร็ว
คุณลักษณะของสีและแสงต่อความพึงพอใจของผู้หญิง: กรณีศึกษา เคาน์เตอร์เครื่องสำอาง, กิตติมา วงษ์มะเซาะ
คุณลักษณะของสีและแสงต่อความพึงพอใจของผู้หญิง: กรณีศึกษา เคาน์เตอร์เครื่องสำอาง, กิตติมา วงษ์มะเซาะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ธุรกิจความงามมีอัตราการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีการแข่งขันสูง ส่งผลให้บริษัทเครื่องสำอางต่างพัฒนารูปแบบเคาน์เตอร์เครื่องสำอางเพื่อดึงดูดผู้บริโภค การออกแบบแสงก็เป็นเทคนิคหนึ่งที่สามารถสร้างบรรยากาศที่ดีรวมไปถึงการออกแบบแสงกับกระจกให้ลูกค้าได้ลองใช้สินค้าร่วมกับการประเมินรูปลักษณ์ตนเองเพื่อพิจารณาการซื้อเครื่องสำอาง การศึกษาวิจัยนี้มุ่งเน้นศึกษาคุณลักษณะของสีและแสงต่อความพึงพอใจของในเคาน์เตอร์เครื่องสำอาง จากผู้เข้าร่วม 60 คน เข้าทดสอบแบบจำลองเคาน์เตอร์เครื่องสำอางจุดแต่งหน้าที่จัดแสงด้วยลักษณะอุณหภูมิสีของแสง 2700 และ 6500 เคลวิน โดยใช้สีผนังที่แตกต่างกัน 4 สี ได้แก่ สีแดง สีน้ำเงิน สีขาว และสีดำ เพื่อศึกษาผลต่อความพึงพอใจในสภาพแวดล้อมและการประเมินรูปลักษณ์ตนเองด้วยการให้คะแนนจากคู่คำความหมายตรงข้ามทั้งหมด 8 คู่ ศึกษาในกลุ่มประชากรผู้หญิงพบว่าลักษณะอุณหภูมิสีของแสงและสีของสภาพแวดล้อมมีผลต่อความพึงพอใจของผู้หญิงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) โดยเคาน์เตอร์เครื่องสำอางที่ใช้ลักษณะอุณหภูมิสีของแสงที่ 6500 เคลวิน ส่งผลต่อความพึงพอใจมากที่สุด โดยมีความพึงพอใจในสภาพแวดล้อมผนังสีขาว รองลงมาคือผนังสีแดง งานวิจัยนี้สรุปได้ว่าคุณลักษณะของสีในสภาพแวดล้อมและอุณหภูมิสีของแสงเป็นปัจจัยสำคัญในการออกแบบที่มีส่วนสร้างอารมณ์ในเชิงบวกต่อการประเมินรูปลักษณ์ตนเองและสภาพแวดล้อมเคาน์เตอร์เครื่องสำอาง ดังนั้นการนำไปประยุกต์ใช้ จึงควรพิจารณารูปแบบการตกแต่งภายในร้าน โดยเลือกใช้สีโทนธรรมชาติและสีแท้ในอัตราส่วนที่เหมาะสม และเลือกใช้แสงทีมีอุณหภูมิสีเหมาะสมกับรูปแบบของผลิตภัณฑ์และบริบทของร้านค้า
คุณภาพการนอนหลับในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า, จิรัฏฐ์ โลทะกะ
คุณภาพการนอนหลับในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า, จิรัฏฐ์ โลทะกะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background : โรคหลอดเลือดสมองเป็นปัญหาของระบบสาธารณสุขที่สำคัญปัญหาหนึ่งของประชากรทั่วโลกผลกระทบจากโรคหลอดเลือดสมองทำให้เกิดการพิการและยังเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อคุณภาพการนอนหลับ วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาคุณภาพการนอนหลับและการใช้เครื่องมือ Wearable tracker ในการเก็บข้อมูลการนอนหลับของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า วิธีการศึกษา เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา (Descriptive Studies) ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง (Cross sectional descriptive design) กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ตั้งแต่มกราคม ถึงเดือนเมษายน พ.ศ.2563 จำนวน 66 คน โดยผู้วิจัยบันทึกข้อมูลแบบสอบถามจากผู้ป่วยในส่วนของข้อมูลทั่วไป ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลด้านการเจ็บป่วย หลังจากนั้นนําอุปกรณ์วัดระดับกิจกรรม Wearable tracker ใส่ให้ผู้ป่วยและทำแบบประเมินคุณภาพการนอนหลับ (PSQI) ให้ครบถ้วนโดยใส่ตลอดเวลา นำเสนอข้อมูลคุณภาพการนอนหลับและการใช้เครื่องมือ Wearable tracker เป็นค่าคะแนน วิเคราะห์หาระดับความพึงพอใจของเครื่องมือ Wearable tracker และวิเคราะห์ความสัมพันธ์กับปัจจัยต่าง ๆ ผลการศึกษา พบว่าผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ร้อยละ 93.9 มีคุณภาพการนอนหลับที่ไม่ดี และร้อยละ 6.1 มีคุณภาพการนอนหลับที่ดี ตามเกณฑ์การประเมินคุณภาพการนอนหลับ (PSQI) ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพการนอนหลับประกอบด้วย ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ ระดับปริญญาตรีขึ้นไป (p = 0.003) ซึ่งมีค่านัยสำคัญทางสถิติ P < 0.01 เวลาที่ผู้ป่วยได้เข้านอนทั้งหมด (p = 0.021) เวลาที่เข้านอน หลังจาก 00:00 น. (p = 0.014) เวลาที่ตื่นนอน 04:00 – 06:00 น. (p = 0.012) และเวลาที่หลับลึก (p = 0.039) มีนัยสำคัญทางสถิติ < 0.05 และปัจจัยด้านการเจ็บป่วย ได้แก่ ระยะเวลาที่ป่วยมากกว่า 1 สัปดาห์ (p = 0.032) และการใช้ยา Antidiabetic (p = 0.024) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ < 0.05 และจากศึกษาการใช้เครื่องมือ Wearable tracker ในการเก็บข้อมูลพบว่า ปัจจัยที่วัดได้จากอุปกรณ์วัดระดับกิจกรรม Wearable tracker ได้แก่ เวลานอนทั้งหมด (p = 0.032) เวลาที่เข้านอน มากกว่า 00.00 น. (p = 0.032) เวลาที่ตื่นนอน 04.00 - 06.00 น. P = 0.032) เวลาที่ตื่นนอน มากกว่า 06.00 น. (p = 0.032) และเวลาที่หลับลึก (p = 0.032) มีผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ < 0.05 สรุป ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ร้อยละ 93.9 มีคุณภาพการนอนหลับที่ไม่ดี ซึ่งปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพการนอนหลับ ประกอบด้วย ปัจจัยส่วนบุคคล และปัจจัยด้านการเจ็บป่วย นอกจากนั้นจากศึกษาการใช้เครื่องมือ Wearable tracker ในการเก็บข้อมูลพบว่า ปัจจัยที่วัดได้จากอุปกรณ์วัดระดับกิจกรรม Wearable tracker ก็มีผลที่มีความสัมพันธ์กัน ดังนั้นจึงแสดงให้เห็นว่าอุปกรณ์วัดระดับกิจกรรม Wearable tracker สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการหาคุณภาพการนอนหลับได้
คุณภาพชีวิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของผู้ป่วยโรคใหลตาย (Brugada Syndrome Type 1) ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, บุษมาส สัจจาภรณ์
คุณภาพชีวิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของผู้ป่วยโรคใหลตาย (Brugada Syndrome Type 1) ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, บุษมาส สัจจาภรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โรคใหลตายเป็นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะที่พบได้ยาก โดยโรคนี้เพิ่มความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้นอย่างกะทันหันได้ ซึ่งผู้ป่วยไม่เคยมีความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจ ลักษณะอาการทางคลินิกที่พบ คือ ไม่เคยมีอาการแสดงของโรคมาก่อน, เคยมีประวัติเป็นลมหมดสติ, เคยมีประวัติหายใจเฮือก ๆ ขณะนอนหลับและภาวะหัวใจหยุดเต้นอย่างเฉียบพลันหรือเสียชีวิตอย่างกะทันหัน โรคใหลตายมีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเนื่องจากผู้ป่วยโรคใหลตายต้องเข้ารับการตรวจติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง วัตถุประสงค์ : การศึกษาคุณภาพชีวิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคใหลตายที่ยังมีชีวิตอยู่ วิธีการวิจัย : ผู้ป่วยโรคใหลตายจำนวน 29 คนที่เข้ารับบริการในเดือน สิงหาคม พ.ศ.2562 ถึงเดือนเมษายน พ.ศ.2563 ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โดยทำการเก็บข้อมูลทั่วไป, แบบสอบถามเกี่ยวกับคุณภาพชีวิต โดยใช้แบบสอบถาม MacNew และ SF-36, แบบสอบถาม HADS ฉบับภาษาไทยและแบบทดสอบภาวะการรู้คิด คือ Grooved Pegboard, Trail A-B และ CERAD การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้การวิเคราะห์แบบพรรณณาและการวิเคราะห์สถิติถดถอยเชิงเส้น ผลการวิจัย : ผู้ป่วยโรคใหลตายเป็นเพศชายร้อยละ 96.60 อายุเฉลี่ย 45.17±13.83 ปี, คะแนนเฉลี่ยโดยรวมแบบสอบถาม MacNew 5.62±0.75 คะแนน, แบบสอบถาม SF-36 ด้านร่างกาย คะแนนเฉลี่ย 49.84±6.42 คะแนนและด้านจิตใจคะแนนเฉลี่ย 52.90±6.31 คะแนน, คะแนนเฉลี่ยความวิตกกังวลและความซึมเศร้า คือ 4.41±2.92 และ 3.34±3.30 คะแนนตามลำดับ, การทดสอบภาวะการรู้คิดมี 3 ส่วน ส่วนที่หนึ่ง การทดสอบ Grooved Pegboard มือข้างที่ถนัดและมือข้างที่ไม่ถนัด ใช้เวลาเฉลี่ย 78.41±27.87 วินาทีและ 84.52±25.97 วินาที ส่วนที่สอง การทดสอบ Trail A และ B ใช้เวลาเฉลี่ย 53.69 ± 20.65 และ 181.00 ± 80.91 วินาที ในส่วนสุดท้าย การทดสอบ the Word …
ผลของการจัดการเรียนรู้กีฬาว่ายน้ำโดยใช้เกมการ์ดที่มีต่อทักษะการว่ายน้ำท่ากบและท่าผีเสื้อของนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต, นิธิพร เชาว์สกุลวิริยะ
ผลของการจัดการเรียนรู้กีฬาว่ายน้ำโดยใช้เกมการ์ดที่มีต่อทักษะการว่ายน้ำท่ากบและท่าผีเสื้อของนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต, นิธิพร เชาว์สกุลวิริยะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้กีฬาว่ายน้ำโดยใช้เกมการ์ดที่มีต่อทักษะการว่ายน้ำท่ากบและท่าผีเสื้อของนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต โดยศึกษาค่าเฉลี่ยคะแนนทักษะการว่ายน้ำท่ากบและท่าผีเสื้อกับการจัดการเรียนรู้กีฬาว่ายน้ำตามปกติ กลุ่มตัวอย่างคือนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรี จำนวน 60 คน โดยเลือกแบบเฉพาะเจาะจง แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มควบคุมจำนวน 30 คน กลุ่มทดลองจำนวน 30 คน ระยะเวลาในการดำเนินการวิจัย 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ครั้งละ 120 นาทีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้กีฬาว่ายน้ำโดยใช้เกมการ์ดที่มีต่อทักษะการว่ายน้ำท่ากบและท่าผีเสื้อ 2) แบบประเมินทักษะการว่ายน้ำท่ากบและท่าผีเสื้อ โดยมีการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 และค่าเที่ยงระหว่างผู้ประเมินเท่ากับ 0.99 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย (Mean), ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนทักษะการว่ายน้ำท่ากบและท่าผีเสื้อ โดยการทดสอบค่าที (t-test) ผลการทดลองพบว่า หลังการทดลองกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดการเรียนรู้กีฬาว่ายน้ำโดยใช้เกมการ์ด มีค่าเฉลี่ยของคะแนนทักษะการว่ายน้ำท่ากบและท่าผีเสื้อ เท่ากับ 10.73 ± 1.41, 9.87 ± 1.74 ตามลำดับ สูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดการเรียนรู้กีฬาว่ายน้ำตามปกติเท่ากับ 7.90 ± 2.56, 7.30 ± 3.01ตามลำดับ (t = 5.30,4.50 ตามลำดับ)
การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทางเศรษฐศาสตร์โดยใช้แนวคิดการเรียนรู้แบบฉากทัศน์เป็นฐาน เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้การเงินของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, กมลชนก สกนธวัฒน์
การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทางเศรษฐศาสตร์โดยใช้แนวคิดการเรียนรู้แบบฉากทัศน์เป็นฐาน เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้การเงินของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, กมลชนก สกนธวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทางเศรษฐศาสตร์โดยใช้แนวคิดการเรียนรู้แบบฉากทัศน์เป็นฐานเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้การเงินของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นและ 2) ศึกษาผลของการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทางเศรษฐศาสตร์โดยใช้แนวคิดการเรียนรู้แบบฉากทัศน์เป็นฐานเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้การเงินของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น กลุ่มเป้าหมายวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิต สังกัดสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชาเพิ่มเติมที่มีสาระเกี่ยวกับการวางแผนและจัดการการเงินในชีวิตประจำวัน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 29 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง ผู้วิจัยดำเนินการจัดการเรียนการสอนด้วยตนเองโดยใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น 11 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดความฉลาดรู้การเงิน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าที ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทางเศรษฐศาสตร์โดยใช้แนวคิดการเรียนรู้แบบฉากทัศน์เป็นฐานเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้การเงินของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น มีหลักการสำคัญ ได้แก่ (1) การมุ่งเน้นให้นักเรียนได้เรียนรู้ผ่านการนำทฤษฎีไปสู่การปฏิบัติ (2) การกำหนดฉากทัศน์ที่สัมพันธ์กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงหรือใกล้เคียงชีวิตจริงที่จูงใจให้นักเรียนได้ใช้ความรู้ ทักษะและกระบวนการคิดที่หลากหลาย (3) การมุ่งเน้นให้นักเรียนใช้กระบวนการคิดเพื่อแก้ปัญหาและการตัดสินใจโดยไม่ถูกตัดสินว่าถูกหรือผิด และ (4) การให้นักเรียนได้เรียนรู้จากความผิดพลาดในการตัดสินใจ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้นี้มีเนื้อหาครอบคลุมความรู้ทางการเงินและความรู้พื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์ ประกอบด้วยกิจกรรมจำนวน 11 กิจกรรม เรียงลำดับกิจกรรมตามหลักการวางแผนและจัดการการเงิน แต่ละกิจกรรมมีขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ 4 ขั้นตอน ได้แก่ (1) ขั้นรับประสบการณ์ (2) ขั้นแสดงบทบาทสมมติ (3) ขั้นเผชิญภาวะวิกฤต และ (4) ขั้นสะท้อนผล มีการวัดและประเมินผลของกิจกรรมโดยใช้แบบวัดความฉลาดรู้การเงิน สมุดบันทึกการเรียนรู้ และการสะสมคะแนนโบนัสทางการเงิน เมื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนการสอนผ่านชุดกิจกรรมการเรียนรู้พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจในระดับดีมาก 2. ผลของการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทางเศรษฐศาสตร์โดยใช้แนวคิดการเรียนรู้แบบฉากทัศน์เป็นฐานที่มีต่อความฉลาดรู้การเงินของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น พบว่านักเรียนมีค่าเฉลี่ยของคะแนนความฉลาดรู้การเงินหลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อพิจารณาแยกตามองค์ประกอบของความฉลาดรู้การเงินพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงของค่าเฉลี่ยสูงสุดในด้านความรู้และทักษะทางการเงิน ด้านพฤติกรรมทางการเงิน และด้านเจตคติทางการเงินตามลำดับ
การศึกษาอุบัติการณ์การเกิดภาวะแทรกซ้อนทางผิวหนัง จุลชีพและเพปไทด์ต้านจุลชีพของผิวหนังผู้ป่วยมะเร็งก้อนระยะกระจายที่ได้รับยายับยั้งการทำงานของอิพิเดอร์มอลโกรทแฟคเตอร์รีเซพเตอร์, ทิวานันท์ พรหมวรานนท์
การศึกษาอุบัติการณ์การเกิดภาวะแทรกซ้อนทางผิวหนัง จุลชีพและเพปไทด์ต้านจุลชีพของผิวหนังผู้ป่วยมะเร็งก้อนระยะกระจายที่ได้รับยายับยั้งการทำงานของอิพิเดอร์มอลโกรทแฟคเตอร์รีเซพเตอร์, ทิวานันท์ พรหมวรานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มา: ผลข้างเคียงทางผิวหนังที่เกิดจากยายับยั้งการทำงานของอิพิเดอร์มอลโกรทแฟคเตอร์รีเซพเตอร์(EGFR inhibitors) มักพบการติดเชื้อ Staphylococcus aureus เป็นส่วนมาก อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถอธิบายสาเหตุได้แน่ชัด และยังไม่มีการศึกษาเกี่ยวกับ skin microbiota ในผู้ป่วยกลุ่มนี้มาก่อน วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของ skin microbiota และ antimicrobial peptides ที่ผิวหนังของผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับ EGFR inhibitors เปรียบเทียบที่ก่อนและหลังได้รับยาเป็นระยะเวลา 1 เดือน และ 6 เดือน วิธีการศึกษา: รวบรวมผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับ EGFR inhibitors จำนวน 19 คน เก็บตัวอย่างจากแก้ม ซอกเล็บนิ้วโป้งและซอกเล็บนิ้วกลางเท้า ส่งวิเคราะห์ skin microbiota ด้วย 16S rRNA gene sequencing และเก็บตัวอย่างจากแก้มโดยเทคนิค tape stripping ส่งวิเคราะห์ total protein และ hBD-3, RNase7 ด้วยวิธี micro bicinchoninic (BCA) protein assay kit และ enzyme-linked immunosorbent assay (ELISA) และวัด biophysical properties ของผิวหนัง ที่ก่อนได้รับยา และหลังได้รับยาเป็นระยะเวลา 1 และ 6 เดือน ผลการศึกษา: เมื่อเปรียบเทียบที่ก่อนและหลังได้รับยาเป็นระยะเวลา 6 เดือน ผล 16S rRNA gene sequencing จากผู้ป่วยจำนวน 8 คน พบว่าความชุกชุมสัมพัทธ์ของไฟลัม Actinobacteria มีค่าเพิ่มมากขึ้น ส่วนไฟลัม Bacteroidetes มีค่าลดลง และผล ELISA จากผู้ป่วยจำนวน 15 คน พบว่า …
การใช้แบบประเมินสโตรก ริสโกมิเตอร์ ในการพยากรณ์การหนาตัวผิดปกติของผนังหลอดเลือดแดงอินเทอร์นอลคาโรติดจากหลอดเลือดแดงแข็ง ซึ่งตรวจพบโดยการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงในกลุ่มประชากรไทยที่มีอายุมากกว่า 45 ปี ที่ไม่เคยมีอาการและไม่เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมอง, ธีรภาพ กิจจาวิจิตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การใช้แบบประเมินสโตรค ริสโกมิเตอร์ ในการพยากรณ์การหนาตัวผิดปกติของผนังหลอดเลือดแดงอิน เทอร์นอลคาโรติดจากหลอดเลือดแดงแข็ง ซึ่งตรวจพบโดยการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงในกลุ่มประชากรไทยที่มีอายุมากกว่า 45 ปี ที่ไม่เคยมีอาการและไม่เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ที่มาของการศึกษา การประยุกต์ใช้แบบประเมินความเสี่ยงโดยใช้แบบประเมินสโตรกริสโกมิเตอร์ (stroke riskometer) แทนการตรวจการหนาตัวผิดปกติของผนังหลอดเลือดแดงอินเทอร์นอลคาโรติดจากหลอดเลือดแดงแข็งจากการตรวจด้วยการตรวจคลื่นความถี่สูง วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของการหนาตัวผิดปกติของผนังหลอดเลือดแดงอินเทอร์นอลคาโรติดจากหลอดเลือดแดงแข็งจากการตรวจด้วยการตรวจคลื่นความถี่สูง กับความเสี่ยงที่ประเมินได้จากแบบประเมินสโตรกริสโกมิเตอร์ (stroke riskometer) วิธีการวิจัย การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบตัดขวางในอาสาสมัครไทย อายุมากกว่า 45 ปี ที่ไม่เคยมีอาการและไม่เคยได้รับการวินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมองมาก่อน โดยแบ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงมีระดับความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดใน 10 ปี มากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 10 และกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ ความเสี่ยงน้อยกว่าร้อยละ 10 ทั้งสองกลุ่มจะได้ตรวจคลื่นความถี่สูงบริเวณหลอดเลือดแดงคาโรติดเพื่อประเมินการหนาตัวผิดปกติของผนังหลอดเลือดแดงอินเทอร์นอลคาโรติดจากหลอดเลือดแดงแข็ง ผลการศึกษา อาสาสมัครทั้งหมด 169 ราย แบ่งเป็นกลุ่มความเสี่ยงสูง 87 ราย กลุ่มความเสี่ยงต่ำ 82 ราย พบการหนาตัวผิดปกติของผนังหลอดเลือดแดงอินเทอร์นอลคาโรติดจากหลอดเลือดแดงแข็งร้อยละ 52.1 กลุ่มความเสี่ยงสูงพบร้อยละ 86.4 ต่างจากกลุ่มความเสี่ยงต่ำซึ่งพบร้อยละ 14.8 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยกลุ่มความเสี่ยงสูงมีปัจจัย อายุ สูบบุหรี่ ความดันโลหิตสูงและได้รับยาลดความดันโลหิต โรคเบาหวาน มีประวัติกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หัวใจเต้นผิดจังหวะ กล้ามเนื้อหัวใจโต และมีปัญหาเรื่องความจำ หลังใช้สถิติการวิเคราะห์พหุตัวแปรพบว่า โรคเบาหวาน ภาวะความดันโลหิตสูงและได้รับยาลดความดันโลหิต หัวใจห้องล่างซ้ายโต การสูบบุหรี่ และความจำบกพร่อง มีความสัมพันธ์กับการตรวจพบการหนาตัวผิดปกติของผนังหลอดเลือดแดงอินเทอร์นอลคาโรติดจากหลอดเลือดแดงแข็ง โดยการใช้ค่าความเสี่ยงที่มากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 10 ใน 10 ปี มีความไว (sensitivity) ร้อยละ 86.36 และ ความจำเพาะ (specificity) อยู่ที่ร้อยละ 85.1 ในการทำนายการตรวจพบการหนาตัวผิดปกติของผนังหลอดเลือดอินเทอร์นอลคาโรติดจากหลอดเลือดแดงแข็ง สรุป การใช้แบบประเมินสโตรค ริสโกมิเตอร์ (stroke riskometer) สามารถนำมาใช้ในการทำนายการตรวจพบการหนาตัวผิดปกติของผนังหลอดเลือดแดงอินเทอร์นอลคาโรติดจากหลอดเลือดแดงแข็งได้
กลยุทธ์การบริหารทรัพยากรมนุษย์ตามแนวคิดการเสริมสร้างความเป็นธรรมทางการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็ก, นวพร กาญจนศรี
กลยุทธ์การบริหารทรัพยากรมนุษย์ตามแนวคิดการเสริมสร้างความเป็นธรรมทางการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็ก, นวพร กาญจนศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารทรัพยากรมนุษย์และกรอบแนวคิดความเป็นธรรมทางการศึกษา 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในการสร้างความเป็นธรรมทางการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็ก และ 3) พัฒนากลยุทธ์การบริหารทรัพยากรมนุษย์ในการสร้างความเป็นธรรมทางการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็ก โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ (Multiphase Mixed Method Research) เก็บข้อมูลเชิงปริมาณร่วมกับการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ โรงเรียนขนาดเล็กที่จัดการเรียนการสอนระดับอนุบาล 1 ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 หรือระดับประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 490 แห่ง ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียนและครู เครื่องมือวิจัยที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ประกอบด้วย 1) แบบศึกษากรอบแนวคิดในการวิจัย 2) แบบประเมินกรอบแนวคิดในการวิจัย 3) แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในการสร้างความเป็นธรรมทางการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็ก และ 4) แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของร่างกลยุทธ์การบริหารทรัพยากรมนุษย์ในการสร้างความเป็นธรรมทางการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็ก วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบที ค่าดัชนี PNImodified และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ประกอบด้วย 3 กระบวนการหลัก ดังนี้ (1) การได้มาซึ่งทรัพยากรมนุษย์ ได้แก่ การวางแผนทรัพยากรมนุษย์ การกำหนดคุณสมบัติ และการสรรหาและคัดเลือก (2) การประเมินผลและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ได้แก่ การประเมินผลการปฏิบัติงาน และการฝึกอบรมและพัฒนา และ (3) การธำรงรักษาทรัพยากรมนุษย์ ได้แก่ การให้รางวัล และการบริหารเส้นทางอาชีพ และกรอบแนวคิดความเป็นธรรมทางการศึกษา ประกอบด้วย ความเป็นธรรมทางการศึกษาในแนวนอนที่เป็นไปตามมาตรฐาน และความเป็นธรรมทางการศึกษาในแนวตั้งที่คำนึงถึงความแตกต่างและความต้องการของโรงเรียน โดยปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความเป็นธรรมทางการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็ก ประกอบด้วย จำนวนครูต่อนักเรียน คุณภาพครู และแรงจูงใจในการทำงานของครู 2) การบริหารทรัพยากรมนุษย์ตามความเป็นธรรมทางการศึกษาในแนวตั้งที่คำนึงถึงความแตกต่างและความต้องการของโรงเรียนขนาดเล็ก ในทุกกระบวนหลักและกระบวนการย่อย มีความต้องการจำเป็นสูงกว่าการบริหารทรัพยากรมนุษย์ตามความเป็นธรรมทางการศึกษาในแนวนอนที่เป็นไปตามมาตรฐาน โดยการธำรงรักษาทรัพยากรมนุษย์มีความต้องการจำเป็นสูงสุด รองลงมาคือ การได้มาซึ่งทรัพยากรมนุษย์ และการประเมินผลและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ตามลำดับ และ 3) กลยุทธ์การบริหารทรัพยากรมนุษย์ในการสร้างความเป็นธรรมทางการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็ก ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์หลัก 6 …
กลยุทธ์การบริหารโรงเรียนประถมศึกษาตามวิธีการลีน ซิกซ์ ซิกมา, สุธารัตน์ แถวโสภา
กลยุทธ์การบริหารโรงเรียนประถมศึกษาตามวิธีการลีน ซิกซ์ ซิกมา, สุธารัตน์ แถวโสภา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารโรงเรียนประถมศึกษาและแนวคิดลีน ซิกซ์ ซิกมา 2) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารโรงเรียนประถมศึกษาตามวิธีการลีน ซิกซ์ ซิกมา 3) พัฒนากลยุทธ์การบริหารโรงเรียนประถมศึกษาตามวิธีการลีน ซิกซ์ ซิกมาใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ(Multiphase mixed methods design)ประกอบด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) การวิจัยเชิงปริมาณ (Quatitative research)และวิธีการผสมวิธี(Mixed methods research) กลุ่มตัวอย่างเป็น โรงเรียนประถมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีจำนวนนักเรียน 1-120 คน จำนวน 395 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินกรอบแนวคิด แบบสอบถาม แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของกลยุทธ์และการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีPNIModified ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารโรงเรียนประถมศึกษา ประกอบด้วย 4 งาน และแนวคิดลีน ซิกซ์ ซิกมา มี 5 ขั้นตอน 2) สภาพปัจจุบันส่วนสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารโรงเรียนประถมศึกษา ผลการวิจัยพบว่า การวิเคราะห์สภาพภายในการบริหารวิชาการ การบริหารงบประมาณ และการบริหารงานบุคคลเป็นจุดอ่อน และสภาพภายนอกปัจจัยด้านสังคมและปัจจัยด้านเทคโนโลยี ภาวะคุกคาม ในส่วนปัจจัยทางด้านการเมืองและปัจจัยด้านเศรษฐกิจเป็นโอกาส สภาพปัจจุบันส่วนสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารตามวิธีการลีน ซิกซ์ ซิกมา มี ผลการวิจัยพบว่า การกำหนดปัญหาและการควบคุมระบบ เป็นจุดอ่อน 3) กลยุทธ์การบริหารโรงเรียนประถมศึกษาตามวิธีการลีน ซิกซ์ ซิกมา มี 48 วิธีดำเนินการ 8 กลยุทธ์รองและ 4 กลยุทธ์หลัก คือ 1) พัฒนากระบวนการบริหารหลักสูตรโรงเรียนเพื่อส่งเสริมการกำหนดปัญหาให้สอดคล้องกับความต้องการมี 2 กลยุทธ์รอง และ 12 วิธีดำเนินการ 2) เพิ่มขีดความสามารถในการบริหารงบประมาณเพื่อพัฒนาระบบควบคุมการใช้งบประมาณให้เกิดความคุ้มค่ามี 2 กลยุทธ์รอง และ12 วิธีดำเนินการ3) ปรับกระบวนการมอบหมายงานครูและบุคลากรเพื่อส่งเสริมการทำงานตามขอบข่ายงานและสอดคล้องกับความถนัดและความสามารถในการปฏิบัติงาน มี 2 กลยุทธ์รอง …
อุปกรณ์ไฮบริดเซลล์สุริยะ/เทอร์โมอิเล็กทริกสำหรับการใช้พลังงานแสงอาทิตย์อย่างมีประสิทธิภาพ, สุทธิดา จงอุดมฤกษ์
อุปกรณ์ไฮบริดเซลล์สุริยะ/เทอร์โมอิเล็กทริกสำหรับการใช้พลังงานแสงอาทิตย์อย่างมีประสิทธิภาพ, สุทธิดา จงอุดมฤกษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในงานวิจัยที่ผ่านมามีแนวความคิดสร้างอุปกรณ์ร่วมระหว่างเซลล์สุริยะและเทอร์โมอิเล็กทริกเพื่อใช้แปลงพลังงานจากแสงและความร้อนที่ได้จากดวงอาทิตย์มาผลิตไฟฟ้าได้ในเวลาเดียวกัน อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์ร่วมดังกล่าวผลิตจากวัสดุมีที่มีโลหะหนักและเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ในงานวิจัยนี้จึงได้ศึกษาสมบัติทางเทอร์โมอิเล็กทริกของพอลิเมอร์ที่มีหมู่ฟังก์ชั่นชนิดพอลิ(3,4เอททีลีนไดออกซีไทโอฟีน):พอลิ(สไตรีนซัลโฟเนต) (PEDOT:PSS) เพื่อนำมาใช้เป็นวัสดุเทอร์โมอิเล็กทริกทดแทนวัสดุที่เป็นพิษดังกล่าวข้างต้น จากผลการทดสอบเบื้องต้น พบว่า สภาพนำไฟฟ้าของ PEDOT:PSS เมื่อเติมสารเจือชนิดเอททีลีนไกลคอล (EG) เพิ่มขึ้นเมื่อปริมาณร้อยละของ EG เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่สัมประสิทธิ์ซีเบกมีค่าคงที่และมีค่าเพิ่มขึ้นเป็น 20.0±0.1 μV/K เมื่อเติมสารเจือชนิดไฮดราซีนไฮเดรต ร้อยละ 1.58 โดยน้ำหนัก อย่างไรก็ตาม สภาพนำไฟฟ้าของ PEDOT:PSS เจือด้วย EG ร้อยละ 48 โดยน้ำหนักมีค่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเติมสารเจือชนิดไฮดราซีนไฮเดรต เมื่อพิจารณาผลของแฟกเตอร์กำลังไฟฟ้ามีค่าสูงสุดที่ 4.38±0.40 µW/m∙K2 เมื่อเติมสารเจือ EG ร้อยละ 48 โดยน้ำหนักและปราศจากการเจือด้วยสารเจือชนิดไฮดราซีนไฮเดรต ผลการนำสารละลาย PEDOT:PSS ที่ผ่านการปรับปรุงสมบัติทางเทอร์โมอิเล็กทริกมาขึ้นรูปเป็นวัสดุเทอร์โมอิเล็กทริกเพื่อใช้ในอุปกรณ์ร่วมเซลล์สุริยะ/เทอร์โมอิเล็กทริก พบว่า อุปกรณ์ร่วมเซลล์สุริยะ/เทอร์โมอิเล็กทริกสามารถผลิตกำลังไฟฟ้าได้มากกว่าเซลล์สุริยะเดี่ยวได้ถึง ร้อยละ 15 ที่ผลต่างอุณหภูมิ 35 องศาเซลเซียสระหว่างฝั่งด้านร้อนและด้านเย็นของเทอร์โมอิเล็กทริก ผลงานวิจัยที่ได้สามารถใช้เป็นพื้นฐานเพื่อต่อยอดแนวคิดสำหรับการพัฒนาอุปกรณ์ร่วมเซลล์สุริยะ/เทอร์โมอิเล็กทริก สำหรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์อย่างมีประสิทธิผลโดยใช้วัสดุเทอร์โมอิเล็กทริกฐานพอลิเมอร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
Development Of Cooperative Photocatalysts, Tossapong Phuangburee
Development Of Cooperative Photocatalysts, Tossapong Phuangburee
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Photosynthesis involves electron/energy transfer between photocatalyst and catalyst. This concept called “cooperative photocatalyst” is of interest for researchers to develop sustainable photocatalytic systems. In this dissertation, two catalytic systems including graphene oxide (GO) and copper complexes as catalysts were combined with photocatalysts to achieve alcohol oxidation and atom-transfer radical addition (ATRA), respectively. In the first system, GO was modified with porphyrin derivatives (TPP or ZnTPP) using sonication method. The prepared composites were characterized by spectroscopic techniques such as UV-Vis, FTIR, Raman spectroscopy. The photocatalytic activity of the GO-ZnTPP was significantly lower than that of GO-TPP due to the interactions between …
The Politics Of Mobility, Structuration, And Infrastructure: A Case Study Of Myanmar Migrant Workers Under The Migrant Worker Management Regime In Thailand, Polwish Subsrisunjai
The Politics Of Mobility, Structuration, And Infrastructure: A Case Study Of Myanmar Migrant Workers Under The Migrant Worker Management Regime In Thailand, Polwish Subsrisunjai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The migrant worker management regime in Thailand has been operated to deal with the flow of migrant workers between Thailand and the neighbouring countries for almost 30 years. Several studies portray the production of the regime through various mechanisms such as non-citizen control system, documents regime, the employment process, policies and regulations, and classification of migrant workers. Under these studies, migrant workers have been presented in two distinct narratives; one is short-term labours, who are controlled and exploited by the regime, another is economic migrants, who migrate from home country to destination country in pursuance of incremental benefits. This thesis …
Numerical Methods For Jump-Extended Cox-Ingersoll-Ross And Constant Elasticity Of Variance Models, Purin Klunklar
Numerical Methods For Jump-Extended Cox-Ingersoll-Ross And Constant Elasticity Of Variance Models, Purin Klunklar
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The jump-extended Cox-Ingersoll-Ross and jump-extended constant elasticity of variance models are stochastic differential equations (SDEs) used to forecast interest rates or stock prices. We simulate these SDEs directly by eight numerical methods: Euler Maruyama method, simplified Euler method, jump-adapted Euler method, jumpadapted simplified Euler method, jump-adapted order two weak method, jump-adapted simplified order two weak method, jump-adapted order two derivative free method and jump-adapted simplified order two derivative free method. The transformed approach is also applied with these eight numerical methods. We compare their performance by testing the positivity preserving of numerical solutions and finding their weak orders of convergence …
Stationary Test For First Order Autoregressive Model Subject To Sampling Errors, Weerapat Rattanachadjan
Stationary Test For First Order Autoregressive Model Subject To Sampling Errors, Weerapat Rattanachadjan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In 1979, Dickey and Fuller introduced a stationary test on the first order autoregressive model, AR(1), and limitting distribution of the estimator of autoregressive coefficient and the test statistics. The method has been applied to test the stationarity of the first order autoregressive time series model. However, the method has been applied regardless of sampling errors which usually occurs in data collection. autoregressive model subject to sampling errors.
Comparison Between Hybrid Cbct And Cbct In Detection Of Vertical Root Fracture, Nantida Rueangweerayut
Comparison Between Hybrid Cbct And Cbct In Detection Of Vertical Root Fracture, Nantida Rueangweerayut
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Cone beam computerized tomography (CBCT) has been wildly used in many fields of dentistry, especially to investigate the vertical root fracture (VRF). CBCT systems were consisted of various field of view (FOV). As for high cost and large machine size, newly designed of CBCT systems started to develop by combining digital panoramic radiographs with a relatively small-to-medium FOV CBCT system. These new model of CBCT systems was called hybrid CBCT. The aims of this study is to compare the difference in detection of VRF by a hybrid CBCT and a CBCT. For this, forty permanent mandibular premolar teeth were endodontically …
The Mixed Integer Non-Linear Programming For Combined Heat And Mass Exchanger Network Synthesis With The Effect Of Emcd And Emat On Economic Analysis, Eleonora Amelia
The Mixed Integer Non-Linear Programming For Combined Heat And Mass Exchanger Network Synthesis With The Effect Of Emcd And Emat On Economic Analysis, Eleonora Amelia
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The Combined Heat and Mass Exchanger Network Synthesis (CHAMENS) which comprised a win-win strategy simultaneously diminishing the emission alongside maximizing the profits of the whole systems has been accomplished in this work. The novelty comes from the development of the original stage-wise superstructure (SWS) to be able to overcome the problems including detailed cost considerations by using more accurate formularies to determine the exchanger configurations, initializations, favorable boundaries to solve the complexities, eradicate the number of the heat and mass exchangers, and decrease the TAC. The purpose of this work is generate the new applicable method which is noticeable and …
Effects Of Gardenia Jasminoides Fruit Extract On Helicobacter Pylori Induced Gastritis In Vitro And In Vivo Studies, Nattida Noonak
Effects Of Gardenia Jasminoides Fruit Extract On Helicobacter Pylori Induced Gastritis In Vitro And In Vivo Studies, Nattida Noonak
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Helicobacter pylori (H. pylori) releases virulence factors to gastric epithelial cells causing an imbalance between aggressive factors and protective factors leading to gastritis inflammation. Gardenia jasminoides (G. jasminoides) fruit extract contains geniposide as a major bioactive compound that possesses anti-inflammatory effects. The present study aimed to investigate the effects of G. jasminoides fruit extract on gastric inflammation and protective mechanisms in H. pylori-induced gastritis. In an in vitro experiment, we demonstrated that G. jasminoides fruit extract could inhibit growth of H. pylori using disk diffusion method. The result showed that the inhibition zone was observed at geniposide ≥ 0.16 mg/disc. …
Structural And Optical Analysis Of Cubic Aln Nanostructure On Mgo (001) Substrate Grown By Molecular Beam Epitaxy, Nutthapong Discharoen
Structural And Optical Analysis Of Cubic Aln Nanostructure On Mgo (001) Substrate Grown By Molecular Beam Epitaxy, Nutthapong Discharoen
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The effects of an intermediate cubic GaN (c-GaN) buffer layer on structural and optical properties of AlN films grown on MgO (001) substrate by PA-MBE have been investigated. There are 2 types of c-GaN intermediated layer; the one-step buffer layer with a 7nm thick LT c-GaN layer and a two-step buffer layers with a sequence of a 7 nm-thick and 200 nm-thick c-GaN layer. The surface morphology of the AlN film with two-step growth c-GaN buffer layer exhibits the grain boundary facet like a cubic structure. While the other films exhibit the mixing of the grain boundary corresponding with the …
Process Synthesis And Design Of Integrated Biorefinery In Pulp And Paper Industry, Ghochapon Mongkhonsiri
Process Synthesis And Design Of Integrated Biorefinery In Pulp And Paper Industry, Ghochapon Mongkhonsiri
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Integration of biorefinery into pulp and paper industry has been considered as sustainable development for pulp and paper industry and lignocellulosic biorefinery. High value-added biochemical, biofuel and bioenergy productions could be implemented into existing pulp mills by material and utility integration. A systematic methodology employing a superstructure-based process synthesis, process design and innovation is an effective approach to explore potential pathways for both economic and environmental sustainability with support from computer-aided tools. A superstructure of the multi-product biorefinery process network with the pulp and paper industry is developed and optimized with the objective to maximize profit. The synthesis results project …
Techno-Economic Feasibility Analysis Of Hydrogen Recovery In Bio-Hydrogenated Diesel From Palm Oil For Methanol Synthesis Via Aspen Plus, Nitipat Phichitsurathaworn
Techno-Economic Feasibility Analysis Of Hydrogen Recovery In Bio-Hydrogenated Diesel From Palm Oil For Methanol Synthesis Via Aspen Plus, Nitipat Phichitsurathaworn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
A bio-hydrogenated diesel (BHD) or green diesel can be produced from refined palm oil obtained from palm oil refinery. A simulation model of BHD production process from palm oil is developed by Aspen Plus. The conventional process which is the heterogeneous catalytic hydro-deoxygenation reaction of triglycerides required high H2/oil volumetric ratio. To reduce high hydrogen loss in gaseous by-product, the design of hydrogen gas recovery process of the BHD process by coupling with methanol synthesis is proposed. The two processes (i.e., conventional BHD process and BHD process coupled with methanol synthesis) are compared in terms of hydrogen recovery and economic …
Water Dispersible Α-Mangostin By Self-Assembly Process, Jutamad Bumrung
Water Dispersible Α-Mangostin By Self-Assembly Process, Jutamad Bumrung
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
α-Mangostin, major bioactive compounds in Garcinia mangostana Linn, displays various interesting biological activities. However, the poor water solubility of α-mangostin has limited its use in the cosmetics and pharmaceutics. Here, we solve α-mangostin's solubility by creating water dispersible α-mangostin particles through self-assembly process with no need of any auxiliary agents such as polymers or surfactants. The simple and upscalable process gives 100% pure α-mangostin spherical particles with nanometer sizes. FT-IR result suggests that intermolecular interaction among α-mangostin molecules in the nanoparticles is weaker than that of the original α-mangostin solid. The lower thermal stability of the particles as compared to …