Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (911)
- Medicine and Health Sciences (729)
- Education (403)
- Psychology (255)
- Arts and Humanities (250)
-
- Communication (233)
- Communication Technology and New Media (233)
- Mass Communication (233)
- Nursing (197)
- Educational Assessment, Evaluation, and Research (183)
- Sociology (148)
- Public Health (145)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (108)
- Business (105)
- Physical Sciences and Mathematics (92)
- Mental and Social Health (90)
- Other Mental and Social Health (88)
- Economics (84)
- Medical Sciences (84)
- Sports Sciences (78)
- Architecture (77)
- Engineering (66)
- Dentistry (65)
- Criminology (61)
- Social Justice (61)
- Fine Arts (53)
- English Language and Literature (50)
- Urban, Community and Regional Planning (48)
- Geriatric Nursing (46)
- Computer Sciences (45)
Articles 481 - 510 of 2655
Full-Text Articles in Entire DC Network
นวัตกรรมการประยุกต์ใช้เกมมิฟิเคชันในการแบ่งส่วนตลาดตามรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้บริโภคสูงอายุ, กรุณา แย้มพราย
นวัตกรรมการประยุกต์ใช้เกมมิฟิเคชันในการแบ่งส่วนตลาดตามรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้บริโภคสูงอายุ, กรุณา แย้มพราย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของประชากรโลกส่งผลให้จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นนำไปสู่โอกาสทางเศรษฐกิจที่เติบโตในทุกปี อย่างไรก็ตามการเข้าใจต่อความต้องการของกลุ่มผู้สูงอายุยังคงมีอุปสรรค โดยเฉพาะในการเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามมักพบกับปัญหาการตอบไม่ครบถ้วนและความเบื่อหน่าย ส่งผลให้มีความจำเป็นต้องพัฒนาเครื่องมือเก็บข้อมูลที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยด้านรูปแบบการดำเนินชีวิตของผู้สูงอายุที่เหมาะสมต่อการแบ่งส่วนตลาด พัฒนาแบบจำลองเกมมิฟิเคชันเพื่อใช้ในการแบ่งส่วนตลาด และประเมินความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของนวัตกรรมดังกล่าว โดยแบ่งดำเนินการวิจัยออกเป็น 4 ระยะ (1) วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการแบ่งกลุ่มตามรูปแบบการดำเนินชีวิตผ่านข้อมูลเชิงคุณภาพ (2) พัฒนาแบบสอบถามและแบบทดสอบการยอมรับนวัตกรรมเกม (3) ออกแบบและทดลองใช้นวัตกรรมเกมเพื่อเก็บข้อมูล และ (4) ประเมินความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์และการยอมรับเทคโนโลยี ผลการวิจัยพบว่า (1) ตัวแปรด้านรูปแบบการดำเนินชีวิตตามกรอบ AIOs (กิจกรรม ความสนใจ ความคิดเห็น) เหมาะสมที่สุดในการแบ่งกลุ่มตลาดผู้สูงอายุ โดยสามารถจำแนกได้เป็น 11 กลุ่ม (2) พฤติกรรมในเกม เช่น เวลาเล่นเกม จำนวนคำถามที่ตอบ การเลือกเล่นเกมถามตอบ การใช้ตัวช่วย และตราสัญลักษณ์ที่ได้รับ มีความสัมพันธ์กับผลการวิเคราะห์รูปแบบชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ “เวลาเล่นเกม” ที่ให้ค่าความแม่นยำสูงสุด และจากข้อมูลพฤติกรรมในเกม สามารถจำแนกรูปแบบชีวิตได้เป็น 7 กลุ่ม ได้แก่ มุ่งมั่นในเป้าหมาย ยึดถือวัฒนธรรม ชื่นชมศิลปะ ใส่ใจสุขภาพ สนใจเทคโนโลยี สนใจด้านการเงิน และเชี่ยวชาญแฟชั่น (3) ด้านการยอมรับนวัตกรรม ผู้สูงอายุให้ความสำคัญกับประโยชน์ที่ได้รับ ส่วนกลุ่มนักการตลาดเน้นที่ความง่ายในการใช้งาน ทั้งสองกลุ่มมีระดับการยอมรับในระดับสูง แสดงให้เห็นว่านวัตกรรมสามารถตอบโจทย์การเก็บข้อมูลเชิงพฤติกรรมของผู้สูงอายุได้ และยังมีศักยภาพเชิงพาณิชย์
ต้นแบบการพัฒนาแรงบันดาลใจในอาชีพสำหรับผู้เรียนยุคดิจิทัล โดยบูรณาการบทเรียนไมโครเลิร์นนิงร่วมกับเกมมิฟิเคชัน, พงษ์ศักดิ์ บุญเกิด
ต้นแบบการพัฒนาแรงบันดาลใจในอาชีพสำหรับผู้เรียนยุคดิจิทัล โดยบูรณาการบทเรียนไมโครเลิร์นนิงร่วมกับเกมมิฟิเคชัน, พงษ์ศักดิ์ บุญเกิด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์สภาพปัจจุบัน ปัญหา และแนวทางที่ส่งผลต่อแรงบันดาลใจในอาชีพของผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในยุคดิจิทัล 2) ออกแบบต้นแบบการพัฒนาแรงบันดาลใจในอาชีพโดยบูรณาการบทเรียน ไมโครเลิร์นนิงร่วมกับเกมมิฟิเคชันสำหรับผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และ 3) เปรียบเทียบแรงบันดาลใจในอาชีพก่อนและหลังการใช้ต้นแบบการพัฒนาแรงบันดาลใจในอาชีพโดยบูรณาการบทเรียนไมโครเลิร์นนิงร่วมกับเกมมิฟิเคชัน ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยการคิดเชิงออกแบบ แบ่งขั้นตอนการดำเนินการวิจัยเป็น 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 การทำความเข้าใจและระบุปัญหาแรงบันดาลใจในอาชีพ ผู้วิจัยดำเนินการคัดกรองแรงบันดาลใจในอาชีพของผู้เรียนโดยใช้แบบคัดกรองแรงบันดาลใจ ในอาชีพฉบับครูและฉบับนักเรียน จากนั้นสัมภาษณ์ผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ผ่านการคัดกรอง จำนวน 10 คน โดยใช้แบบสัมภาษณ์ ระยะที่ 2 การออกแบบต้นแบบการพัฒนาแรงบันดาลใจในอาชีพของผู้เรียนยุคดิจิทัลโดยบูรณาการบทเรียน ไมโครเลิร์นนิงร่วมกับเกมมิฟิเคชัน ผู้วิจัยสังเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยการทำความเข้าใจและระบุปัญหาแรงบันดาลใจในอาชีพจากระยะที่ 1 และใช้การสนทนากลุ่มกับผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน ระยะที่ 3 การทดสอบต้นแบบการพัฒนาแรงบันดาลใจในอาชีพของผู้เรียนยุคดิจิทัลโดยบูรณาการบทเรียนไมโครเลิร์นนิงร่วมกับเกมมิฟิเคชัน ผู้วิจัยทำการทดสอบผลของการจัดกิจกรรมต้นแบบการพัฒนาแรงบันดาลใจในอาชีพโดยบูรณาการบทเรียนไมโครเลิร์นนิงร่วมกับ เกมมิฟิเคชันกับผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในระยะนี้ คือ 1) ต้นแบบการพัฒนา แรงบันดาลใจในอาชีพสำหรับผู้เรียนยุคดิจิทัลโดยบูรณาการบทเรียนไมโครเลิร์นนิงร่วมกับเกมิฟิเคชัน และ 2) แบบวัด แรงบันดาลใจในอาชีพผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบัน ปัญหาที่ส่งผลต่อแรงบันดาลใจในอาชีพ ประกอบด้วย 1) ด้านความสำเร็จ ได้แก่ ปัญหาการด้านขาดวินัย ปัญหาด้านสภาพแวดล้อม ปัญหาด้านตลาดแรงงาน ปัญหาด้านเศรษฐกิจ 2) ด้านความเป็นผู้นำ ได้แก่ ปัญหาการขาดความมั่นใจในตนเอง ปัญหาการขาดทักษะการสื่อสาร ปัญหาประสบการณ์และการฝึกฝนที่ยังไม่เพียงพอ การขาดการวางแผนระยะยาวเพื่อพัฒนาภาวะผู้นำ และ 3) ด้านการศึกษา ได้แก่ ปัญหาการพัฒนาทักษะเพื่อประกอบอาชีพยังไม่เพียงพอ ปัญหาอุปสรรคด้านการเรียนและแรงกดดันในระบบการศึกษา ปัญหาหลักสูตรการศึกษาไม่สอดคล้องกับ ความต้องการในอนาคต ปัญหาความเหลื่อมล้ำและข้อจำกัดด้านการศึกษา สำหรับต้นแบบการพัฒนาแรงบันดาลใจในอาชีพสำหรับผู้เรียนยุคดิจิทัลโดยบูรณาการบทเรียนไมโครเลิร์นนิงร่วมกับเกมมิฟิเคชัน ประกอบด้วยทั้งหมด 12 กิจกรรม ตามโครงสร้างองค์ประกอบของแรงบันดาลใจในอาชีพทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านความสำเร็จ จำนวน 4 กิจกรรม 2) ด้านความ เป็นผู้นำ จำนวน 4 …
การเปรียบเทียบความสามารถและความวิตกกังวลในการว่ายน้ำระหว่างการจัดการเรียนรู้ว่ายน้ำท่ากรรเชียงกับท่าฟรอนต์ครอลสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น, สุทัตตา เทพบุตร
การเปรียบเทียบความสามารถและความวิตกกังวลในการว่ายน้ำระหว่างการจัดการเรียนรู้ว่ายน้ำท่ากรรเชียงกับท่าฟรอนต์ครอลสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น, สุทัตตา เทพบุตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถและความวิตกกังวลในการว่ายน้ำระหว่างการจัดการเรียนรู้ว่ายน้ำท่ากรรเชียงและท่าฟรอนต์ครอลสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 32 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 16 คน โดยใช้รูปแบบการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) โดยการทดลองใช้ระยะเวลา 10 สัปดาห์ ซึ่งกลุ่มทดลองได้รับการสอนท่ากรรเชียง ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการสอนท่าฟรอนต์ครอล เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้พลศึกษาท่ากรรเชียงและท่าฟรอนต์ครอล รวมถึงแบบวัดความสามารถในการว่ายน้ำและแบบวัดความวิตกกังวลในการว่ายน้ำ โดยใช้การทดสอบค่าที (t-test) ก่อนและหลังการทดลองในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า ก่อนการทดลองไม่มีความแตกต่างในคะแนนความสามารถในการว่ายน้ำและความวิตกกังวลในการว่ายน้ำระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม แต่หลังการทดลองกลุ่มทดลองที่ได้รับการสอนท่ากรรเชียงมีการพัฒนาความสามารถในการว่ายน้ำทั้งในทักษะการเตะขา การลอยตัว และการว่ายน้ำ รวมทั้งมีความวิตกกังวลในการว่ายน้ำลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการทดลอง นอกจากนี้ยังพบว่า กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีคะแนนความสามารถในการว่ายน้ำและความวิตกกังวลไม่แตกต่างกันหลังการทดลอง
Effects Of Circuit Training Program On Discipline And Futsal Shooting Ability Of Lower Secondary Students, Rapeepong Poolsawat
Effects Of Circuit Training Program On Discipline And Futsal Shooting Ability Of Lower Secondary Students, Rapeepong Poolsawat
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
No abstract provided.
เสียงสะท้อนจากชั้นเรียน: การจัดการชั้นเรียนรวมของครูผู้สอนเพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, สรายุทธ ไกรวัฒนพงศ์
เสียงสะท้อนจากชั้นเรียน: การจัดการชั้นเรียนรวมของครูผู้สอนเพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, สรายุทธ ไกรวัฒนพงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลายประการ ประกอบไปด้วย 1) เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบประสบการณ์ของนักเรียนที่มีต่อการจัดการชั้นเรียนของครูผู้สอน ตามระดับการได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือในโรงเรียน และลักษณะบริบทของโรงเรียน 2) เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบประสบการณ์การจัดการชั้นเรียนของครูผู้สอนที่ตอบสนองความหลากหลายของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ในชั้นเรียนรวม ตามลักษณะบริบทของโรงเรียน 3) เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบประสบการณ์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่มีต่อการจัดการชั้นเรียนรวมของครูผู้สอนกับประสบการณ์จัดการชั้นเรียนรวมของครูผู้สอน โดยผู้เข้าร่วมการวิจัยในครั้งนี้คือ ครูผู้สอนจำนวน 6 คน และนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2 และ 3 จำนวน 24 คน ในโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ปีการศึกษา พ.ศ.2567 ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 2 แห่ง ซึ่งการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive research) โดยการเก็บข้อมูลจาก 3 แหล่ง ได้แก่ การสังเกตชั้นเรียน การสัมภาษณ์ประสบการณ์ของครูผู้สอน และการสัมภาษณ์ประสบการณ์ของนักเรียนที่มีความแตกต่างหลากหลายและนำมาวิเคราะห์แก่นสาระ (Thematic analysis) ผลการวิจัยพบว่าทั้งครูผู้สอนและนักเรียนต่างรับรู้ถึงความหลากหลายและปัญหาพฤติกรรมในชั้นเรียนในหลายประการ อย่างไรก็ตาม พบความแตกต่างในมุมมองต่าง ๆ ที่สำคัญ เช่น ด้านความสัมพันธ์ ด้านการจัดการชั้นเรียน โดยผลการวิชัยชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการรับรู้ของนักเรียนและครูผู้สอนเกี่ยวกับการจัดการชั้นเรียนรวม ซึ่งเป็นข้อมูลที่สำคัญในการนำไปสู่การพัฒนาแนวปฏิบัติและนโนบายเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต
เทคโนโลยีการสื่อสารความเป็นจริงเสมือนและความรอบรู้ทางดิจิทัลของคนไทย, กมลรัตน์ กิจรุ่งไพศาล
เทคโนโลยีการสื่อสารความเป็นจริงเสมือนและความรอบรู้ทางดิจิทัลของคนไทย, กมลรัตน์ กิจรุ่งไพศาล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจและอธิบายเทคโนโลยีการสื่อสารวีอาร์ (Virtual Reality; VR) ด้านความไร้เดียงสาของผู้ใช้งานที่มีต่อวีอาร์ ความเสี่ยงจากการใช้งาน การตอบสนองต่อสถานการณ์วีอาร์ และความรอบรู้ทางดิจิทัลที่มีต่อวีอาร์ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี โดยใช้การวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง 400 คน อายุ 18-59 ปี ในกรุงเทพฯ และทดสอบใช้วีอาร์เนื้อหาแนวผจญภัยที่สร้างขึ้นสำหรับการวิจัย โดยผู้เข้าร่วมวิจัยเข้าถึงเนื้อหาผ่านแว่นวีอาร์และสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 13 คน นำผลการวิจัยสองส่วนมาสังเคราะห์และเสนอแนวทางเสริมสร้างความรอบรู้ทางดิจิทัลที่มีต่อวีอาร์ และตรวจสอบด้วยวิธีการประเมินอิงผู้เชี่ยวชาญ ผลการวิจัยเชิงสำรวจพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีประสบการณ์เกี่ยวกับวีอาร์น้อย มีความรู้เกี่ยวกับวีอาร์และรับรู้ผลกระทบด้านจิตใจจากการใช้วีอาร์ปานกลาง มีความเสี่ยงปานกลางที่จะมีใจจดจ่ออยู่กับความเป็นจริงเสมือน ละเลยสภาพแวดล้อมทางกายภาพ และเข้าถึงเนื้อหาที่มีความเสี่ยง ด้านการตอบสนองต่อสถานการณ์วีอาร์ มีพฤติกรรมจมดิ่งอยู่กับสถานการณ์ในวีอาร์มาก ทำเหมือนที่ทำในชีวิตจริงปานกลาง แต่ละเลยต่อผู้อื่นน้อย ด้านความรอบรู้ทางดิจิทัลที่มีต่อวีอาร์พบว่า แยกแยะระหว่างโลกชีวิตจริงกับโลกวีอาร์ได้ปานกลาง ผลการทดสอบสมมติฐานสรุปได้ว่า ความไร้เดียงสาของผู้ใช้งานที่มีต่อวีอาร์ (β = 0.396) และความเสี่ยงจากการใช้งาน (β = -0.466) สามารถพยากรณ์ความรอบรู้ทางดิจิทัลที่มีต่อวีอาร์ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการสัมภาษณ์เชิงลึกหลังทดสอบเนื้อหาวีอาร์พบว่า ผู้เข้าร่วมวิจัยมีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับวีอาร์ค่อนข้างน้อย ยังไม่ตระหนักถึงความเสี่ยงและผลกระทบของวีอาร์ด้านจิตใจมากนัก การรับรู้ความเสี่ยงของเนื้อหาความเป็นจริงเสมือนแตกต่างกันไปตามภูมิหลัง ผู้ใช้งานที่ยังมีประสบการณ์ในการใช้วีอาร์ไม่มากควรพิจารณาแนวเนื้อหาและประเมินความเสี่ยงที่มีต่อจิตใจและร่างกายก่อนตัดสินใจเข้าถึงเนื้อหา แนวทางเสริมสร้างความรอบรู้ทางดิจิทัลที่มีต่อวีอาร์ ได้แก่ 1) ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวีอาร์และเนื้อหาความเป็นจริงเสมือน 2) สร้างทักษะและความสามารถในการใช้วีอาร์อย่างปลอดภัยผ่านกิจกรรมเชิงปฏิบัติ 3) กำหนดนโยบายกำกับการเข้าถึงเนื้อหาความเป็นจริงเสมือนอย่างปลอดภัยและมีคุณภาพ
A Comparative Analysis Of Political Message Strategies And Transmedia Storytelling Techniques In The Electoral Campaigns Of Leni Robredo's Rosas And Ferdinand Marcos Jr's Unity Campaign, Rayns Keneth Sabalboro Ampon
A Comparative Analysis Of Political Message Strategies And Transmedia Storytelling Techniques In The Electoral Campaigns Of Leni Robredo's Rosas And Ferdinand Marcos Jr's Unity Campaign, Rayns Keneth Sabalboro Ampon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Electoral campaigning plays a vital role in any democratic society. The 2022 Philippines presidential election has been among the most divisive and digitally active campaigns. Numerous political messaging strategies have been used to create a compelling and persuasive message to engage the electorate. This comparative study contributes to the growing global literature on message and platform studies by focusing on political message strategies and the emerging concept of transmedia. This research utilized qualitative content analysis of online and offline campaign materials and in-depth interviews with campaign strategists to identify and compare the political message strategies of Ferdinand "Bongbong" Marcos Jr. …
อิทธิพลของแนวดนตรีพื้นหลังของเว็บไซต์ต่อการรับรู้ความสนุกสนาน ความสอดคล้องกับธุรกิจ และความตั้งใจเชิงพฤติกรรมของผู้ใช้งาน, ญาณิศา ซุ่นใช้
อิทธิพลของแนวดนตรีพื้นหลังของเว็บไซต์ต่อการรับรู้ความสนุกสนาน ความสอดคล้องกับธุรกิจ และความตั้งใจเชิงพฤติกรรมของผู้ใช้งาน, ญาณิศา ซุ่นใช้
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาอิทธิพลของแนวดนตรีพื้นหลังของเว็บไซต์ต่อ (1) การรับรู้ความสนุกสนาน (2) ความสอดคล้องกับธุรกิจ และ (3) ความตั้งใจเชิงพฤติกรรมของผู้เข้าชมเว็บไซต์สปา ประเภทเดย์สปาหรือซิตี้สปา ที่มีการใช้แนวดนตรีพื้นหลัง 3 รูปแบบ ได้แก่ (1) เว็บไซต์ที่ไม่มีดนตรีพื้นหลัง (2) เว็บไซต์ที่มีแนวดนตรีแอมเบียนต์เป็นดนตรีพื้นหลังซึ่งแสดงถึงความสอดคล้องกับธุรกิจสปา และ (3) เว็บไซต์ที่มีแนวดนตรีคันทรีเป็นดนตรีพื้นหลังซึ่งแสดงถึงความไม่สอดคล้องกับธุรกิจสปา งานวิจัยนี้ศึกษาชาวไทยเพศหญิง ที่เกิดในช่วงปี พ.ศ. 2524 ถึง 2543 หรือเจเนอเรชันวาย ที่ทำงาน หรืออาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 264 คน และใช้เครื่องมือในการเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามออนไลน์ สำหรับการรับรู้ความสนุกสนาน การทดสอบของครัสคาลและวัลลิส พบว่าเว็บไซต์ที่มีแนวดนตรีแอมเบียนต์เป็นดนตรีพื้นหลังมีการรับรู้ความสนุกสนานของผู้ใช้ที่สูงกว่าเว็บไซต์ที่ไม่มีดนตรีพื้นหลัง และเว็บไซต์ที่มีแนวดนตรีคันทรีเป็นดนตรีพื้นหลังอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เช่นเดียวกับการรับรู้ความสอดคล้องของดนตรีกับธุรกิจ พบว่าเว็บไซต์ที่มีแนวดนตรีแอมเบียนต์เป็นดนตรีพื้นหลังมีการรับรู้ความสอดคล้องของผู้ใช้ที่สูงกว่าเว็บไซต์ที่ไม่มีดนตรีพื้นหลัง และเว็บไซต์ที่มีแนวดนตรีคันทรีเป็นดนตรีพื้นหลังอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของสเปียร์แมน พบว่าในภาพรวม การรับรู้ความสนุกสนานส่งผลเชิงบวกกับความตั้งใจเชิงพฤติกรรมในระดับปานกลาง แต่เมื่อมีแนวดนตรีแอมเบียนต์เป็นดนตรีพื้นหลังของเว็บไซต์ การรับรู้ความสนุกสนานส่งผลเชิงบวกกับความตั้งใจเชิงพฤติกรรมในระดับสูง และในภาพรวมพบว่าการรับรู้ความสอดคล้องของดนตรีกับธุรกิจส่งผลเชิงบวกในระดับต่ำต่อความตั้งใจเชิงพฤติกรรม แต่เมื่อมีแนวดนตรีแอมเบียนต์เป็นดนตรีพื้นหลังของเว็บไซต์ พบว่าการรับรู้ความสอดคล้องของดนตรีกับธุรกิจส่งผลเชิงบวกในระดับสูงต่อความตั้งใจเชิงพฤติกรรม แต่ไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความสอดคล้องของดนตรีกับธุรกิจกับความตั้งใจเชิงพฤติกรรมบนเว็บไซต์ที่ไม่มีดนตรีพื้นหลัง และเว็บไซต์ที่มีแนวดนตรีคันทรีเป็นดนตรีพื้นหลัง ผู้วิจัยหวังว่าผลการวิเคราะห์จากงานวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ต่อองค์กรหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยสามารถนำผลลัพธ์ที่ได้จากงานวิจัยไปใช้พัฒนา รวมถึงออกแบบเว็บไซต์เพื่อเป็นกลยุทธ์ให้ผู้ใช้มีประสบการณ์ที่ดีในการเข้าชมเว็บไซต์
ผลของความเชื่อก่อนหน้าและจำนวนค่าผิดปกติที่มีต่อการประมาณค่าสหสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงความเชื่อของบุคคล, สุทัตตา เหรียญทอง
ผลของความเชื่อก่อนหน้าและจำนวนค่าผิดปกติที่มีต่อการประมาณค่าสหสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงความเชื่อของบุคคล, สุทัตตา เหรียญทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยในอดีตพบว่าบุคคลตีความสหสัมพันธ์จากแผนภาพการกระจายอย่างมีอคติตามความเชื่อของตน หากแผนภาพการกระจายมีลักษณะทางภาพที่สนับสนุนความเชื่อเดิมของบุคคลอยู่ด้วยจะส่งผลให้บุคคลนั้นเปลี่ยนแปลงความเชื่อน้อยลงแม้ว่าแผนภาพนั้นจะแสดงความสัมพันธ์ที่ไม่สอดคล้องกับความเชื่อของบุคคล อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่ผ่านมายังไม่มีการนำค่าผิดปกติมาศึกษาร่วมกับความเชื่อ งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของความเชื่อก่อนหน้าและจำนวนค่าผิดปกติต่อการประมาณค่าสหสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงความเชื่อ โดยผู้วิจัยคาดว่าการมีค่าผิดปกติจะยิ่งทำให้แผนภาพดูมีความสัมพันธ์ต่ำลงและจะทำให้บุคคลเปลี่ยนแปลงความเชื่อน้อยลงในกรณีที่บุคคลนั้นเชื่อว่าคู่ตัวแปรไม่มีความสัมพันธ์กัน การศึกษานี้ทำการทดลองผ่านแบบสอบถามออนไลน์โดยให้ผู้เข้าร่วมวิจัยแต่ละคนตอบแบบสอบถามความเชื่อเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรและประมาณค่าสหสัมพันธ์จากแผนภาพการกระจายทั้ง 12 แผนภาพ ซึ่งมาจากการผสมกันระหว่างเงื่อนไขการทดลอง ได้แก่ ความเชื่อก่อนหน้า (ไม่สอดคล้อง/สอดคล้อง), จำนวนค่าผิดปกติ (0/2/4 จุด) และระดับสหสัมพันธ์ (0.4/0.6) ผลพบว่าความเชื่อก่อนหน้าและจำนวนค่าผิดปกติมีอิทธิพลทำนายต่อการประมาณค่าสหสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงความเชื่อ โดยกรณีความเชื่อก่อนหน้าไม่สอดคล้องกับข้อมูลจะประมาณค่าสหสัมพันธ์ต่ำกว่าความเป็นจริงและจะประมาณต่ำกว่ากรณีความเชื่อก่อนหน้าสอดคล้องกับข้อมูล และเมื่อจำนวนค่าผิดปกติเพิ่มขึ้นบุคคลกลับประมาณค่าสหสัมพันธ์สูงขึ้นซึ่งไม่ตรงกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ และไม่ว่าสหสัมพันธ์จะเป็นระดับกลาง (0.4) หรือสูง (0.6) บุคคลต่างก็ประมาณค่าสหสัมพันธ์ผิดพลาดไปตามความเชื่อของตน ส่วนประเด็นการเปลี่ยนแปลงความเชื่อผลพบว่า กรณีความเชื่อก่อนหน้าไม่สอดคล้องกับข้อมูลจะเปลี่ยนแปลงความเชื่อเพิ่มขึ้นจากเดิมมากกว่ากรณีความเชื่อก่อนหน้าสอดคล้องกับข้อมูล และจะเปลี่ยนแปลงความเชื่อมากขึ้นเมื่อสหสัมพันธ์สูงขึ้น (0.6) โดยจำนวนค่าผิดปกติมีอิทธิพลเล็กน้อยต่อการเปลี่ยนแปลงความเชื่อที่เพิ่มขึ้นของกรณีความเชื่อก่อนหน้าไม่สอดคล้องกับข้อมูลซึ่งไม่ตรงกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ และจากการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่าจำนวนค่าผิดปกติมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการเปลี่ยนแปลงความเชื่อโดยมีการประมาณค่าสหสัมพันธ์เป็นตัวแปรส่งผ่านซึ่งอิทธิพลทางอ้อมนี้ถูกกำกับโดยความเชื่อก่อนหน้าและระดับสหสัมพันธ์ โดยที่กรณีความเชื่อก่อนหน้าไม่สอดคล้องกับข้อมูลจะมีขนาดอิทธิพลทางอ้อมสูงกว่ากรณีความเชื่อก่อนหน้าสอดคล้องกับข้อมูล
การรับรู้และเจตคติต่อการใช้ระบบดูแลสุขภาพผ่านอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่เพื่อการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้รับบริการตรวจสุขภาพในเขตเมือง, นภาลัย ภูริเริงภูมิ
การรับรู้และเจตคติต่อการใช้ระบบดูแลสุขภาพผ่านอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่เพื่อการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้รับบริการตรวจสุขภาพในเขตเมือง, นภาลัย ภูริเริงภูมิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ระบบดูแลสุขภาพผ่านอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่หรือ mobile health (mHealth) สามารถช่วยให้ผู้รับบริการตรวจสุขภาพเข้าถึงโปรแกรมปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตได้ง่าย สะดวก และต่อเนื่อง การรับรู้และเจตคติของผู้รับบริการเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการยอมรับการใช้งาน mHealth ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างใหม่สำหรับประเทศไทย การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้และเจตคติของผู้รับบริการคลินิกตรวจสุขภาพเกี่ยวกับการใช้ mHealth เพื่อการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตด้วยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง และวิเคราะห์เนื้อหาโดยการวิเคราะห์แก่นสาระ มีผู้ให้ข้อมูลทั้งหมด 21 คน ผลการวิจัยพบว่าผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่มีประสบการณ์การใช้ mHealth มาบ้างในการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของตัวเอง และทุกคนรู้จัก mHealth อย่างน้อย 1 อย่าง ความตั้งใจในการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเกี่ยวข้องกับการรับรู้ความเสี่ยงด้านสุขภาพของตนเองและส่งผลให้รับรู้ถึงประโยชน์ของ mHealth ความคุ้นเคยต่อการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารและความถูกต้องของข้อมูลเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการใช้ mHealth การรับรู้ถึงประโยชน์ของ mHealth และความง่ายในการใช้งานเป็นประเด็นที่ถูกกล่าวถึงและนำไปสู่เจตคติเชิงบวกต่อการใช้ mHealth สอดคล้องกับแบบจำลองการยอมรับเทคโนโลยี ส่วนประกอบเพิ่มเติมได้แก่ 1) ความจำเพาะกับบุคคล 2) การรับรู้ความสามารถของตนเอง 3) ความน่าเชื่อถือ และ 4) ความเป็นส่วนตัวของการเก็บข้อมูลด้านสุขภาพ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการยอมรับ mHealth ได้แก่ อิทธิพลทางสังคมและความอยากรู้อยากลองสิ่งใหม่ อุปสรรคที่ทำให้ยังไม่ได้ใช้ mHealth หรือเลิกใช้ได้แก่ การขาดแรงจูงใจ อุปสรรคด้านการใช้งาน อุปสรรคส่วนตัวของผู้ใช้ และทางเลือกอื่น ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาแบบจำลองการยอมรับการใช้ mHealth สำหรับกลุ่มคนไทย ไปจนถึงการพัฒนาและปรับปรุงเทคโนโลยี mHealth เพื่อการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตในอนาคต
Characteristics Of Music Intervention For Perinatal Depression: A Scoping Review, Cholticha Yosapol
Characteristics Of Music Intervention For Perinatal Depression: A Scoping Review, Cholticha Yosapol
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Various transitions occur in one’s lifetime, shifting life from one phase to another. Pregnancy and childbirth stand out as significant milestones for women. These periods bring forth demands across various dimensions: physical, mental, emotional, relational, and spiritual, which need ample support for a smooth transition into motherhood. However, pregnant women and new mothers often face heightened risks of stress, anxiety, and perinatal depression. Music intervention has emerged as a promising avenue for alleviating depressive symptoms in this demographic, with numerous studies highlighting its efficacy. In this scoping review, the aim was to delve into existing literature and identify the characteristics …
The Use Of Music As A Legacy Intervention In Palliative Care: A Scoping Review, Phuwadej Vorasowharid
The Use Of Music As A Legacy Intervention In Palliative Care: A Scoping Review, Phuwadej Vorasowharid
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This scoping review explores the integration of music and legacy interventions within palliative care settings. Legacy interventions, defined as methods focusing on creating personal memorabilia such as books, recordings, or storytelling, allow patients to express emotions and leave a legacy, thereby strengthening bonds with their loved ones. The review aimed to identify the types of music interventions used for conducting legacy work and to understand the experiences and perspectives of patients, families, caregivers, and healthcare providers. A systematic search of electronic databases yielded 14 studies meeting the inclusion criteria. The findings indicate the utilization of various music-based legacy interventions in …
การวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการประกอบการทางสังคมระดับปริญญาบัณฑิต, พิศิษฐ์ ชำนาญนา
การวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการประกอบการทางสังคมระดับปริญญาบัณฑิต, พิศิษฐ์ ชำนาญนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานสำหรับการพัฒนาหลักสูตรการประกอบการทางสังคมระดับปริญญาบัณฑิตในประเทศไทย 1.1) เพื่อสำรวจลักษณะของหลักสูตรเกี่ยวกับการเป็นผู้ประกอบการในประเทศไทย 1.2) เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับการเป็นผู้ประกอบการใน ประเทศไทย 1.3) เพื่อสังเคราะห์หลักสูตรการเป็นผู้ประกอบการทางสังคมในต่างประเทศ 2) เพื่อศึกษาลักษณะของหลักสูตรการประกอบการทางสังคมระดับปริญญาบัณฑิตในประเทศไทย 3) เพื่อพัฒนาหลักสูตรการประกอบการทางสังคมระดับปริญญาบัณฑิตในประเทศไทย และ 4) เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมของหลักสูตรการประกอบการทางสังคมระดับปริญญาบัณฑิตในประเทศไทยที่พัฒนาขึ้น การวิจัยแบ่งเป็น 4 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาข้อมูลพื้นฐานสำหรับการพัฒนาหลักสูตรการประกอบการทางสังคมระดับปริญญาบัณฑิตในประเทศไทย จากการสังเคราะห์หลักสูตรสาขาวิชาการเป็นผู้ประกอบการในประเทศไทย หลักสูตรการเป็นผู้ประกอบการทางสังคมในต่างประเทศ ประกอบกับการสัมภาษณ์อาจารย์ผู้สอนด้านการเป็นผู้ประกอบการ ระยะที่ 2 ศึกษาลักษณะของหลักสูตรการประกอบการทางสังคมระดับปริญญาบัณฑิตในประเทศไทย โดยสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิและอาจารย์ผู้สอนด้านการประกอบการทางสังคม และผู้ประกอบการทางสังคม ระยะที่ 3 พัฒนาหลักสูตรการประกอบการทางสังคมระดับปริญญาบัณฑิตในประเทศไทย จากการศึกษาข้อมูลพื้นฐานในระยะที่ 1 และ ระยะที่ 2 นำมายกร่างหลักสูตรการประกอบการทางสังคมระดับปริญญาบัณฑิตในประเทศไทย และระยะที่ 4 ตรวจสอบความเหมาะสมของหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นโดยให้ผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยาย และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ผลการศึกษาข้อมูลพื้นฐาน 1.1 หลักสูตรที่เปิดสอนในสาขาการเป็นผู้ประกอบการในประเทศไทยในระดับปริญญาตรี จำนวน 14 แห่ง ส่วนใหญ่ชื่อหลักสูตร (ภาษาไทย) เป็นหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต ทุกแห่งใช้ระยะเวลาเรียนตลอดหลักสูตร 4 ปี และใช้ภาษาไทยในการเรียนการสอน วัตถุประสงค์ของหลักสูตรเป็นการให้ความรู้ ความสามารถ และทักษะการเป็นผู้ประกอบการ โดยโครงสร้างหลักสูตรมีหน่วยกิตรวมตลอดหลักสูตร 128 – 129 หน่วยกิต รายวิชาที่ปรากฏในหลักสูตรแบ่งเป็น 3 หมวด ได้แก่ 1) หมวดวิชาศึกษาทั่วไป 2) หมวดวิชาแกนธุรกิจ และ 3) หมวดวิชาเฉพาะด้าน 1.2 สภาพการจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับการเป็นผู้ประกอบการในประเทศไทย ประกอบด้วย 5 ประเด็น ดังนี้ 1) การจัดการเรียนการสอน ใช้วิธีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบผสมผสาน 2) สื่อการเรียนการสอน ใช้สื่อการเรียนการสอน ประกอบด้วย ตำราเอกสารประกอบการสอนที่อาจารย์สอนเอง หนังสือจากต่างประเทศรวมถึงงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศ 3) การวัดและประเมินผล ใช้เครื่องมือเป็นข้อสอบทั้งในรูปแบบปรนัยและอัตนัย ประกอบกับการใช้กรณีศึกษาและการจัดทำแผนธุรกิจ ส่วนการประเมินผลการเรียนรู้เป็นรูปแบบอิงเกณฑ์ โดยอาจารย์ผู้สอนจะมีการสร้าง …
ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารจัดการเวลา การรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียน ความเหนื่อยล้าทางจิตใจ และภาวะหมดไฟในการเรียนของนิสิตนักศึกษาปริญญาตรีนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 : การวิจัยแบบผสานวิธี, อรุณี ศุทธิชัยนิมิต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยแบบผสานวิธีนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ตรวจสอบโมเดลความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารจัดการเวลา การรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียน ความเหนื่อยล้าทางจิตใจ และภาวะหมดไฟในการเรียน และ (2) ศึกษาประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับตัวแปรดังกล่าวของนิสิตนักศึกษาปริญญาตรีนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 กลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิตนักศึกษาปริญญาตรี 320 คนในงานวิจัยเชิงปริมาณ และ 14 คนในงานเชิงคุณภาพ เครื่องมือวิจัย ได้แก่ มาตรวัดการบริหารจัดการเวลา มาตรวัดการรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียน มาตรวัดความเหนื่อยล้าทางจิตใจ มาตรวัดภาวะหมดไฟในการเรียน และแนวคำถามการสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์โมเดลสมการเชิงโครงสร้าง และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพตามแนวทางของ Giorgi และคณะ ผลการวิจัยพบว่าโมเดลความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารจัดการเวลา การรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียน ความเหนื่อยล้าทางจิตใจ และภาวะหมดไฟในการเรียนของนิสิตนักศึกษาปริญญาตรีนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ตัวแปรอิสระทั้ง 3 ตัวแปรอธิบายความแปรปรวนของภาวะหมดไฟในการเรียนได้ร้อยละ 57 ปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุด คือ ความเหนื่อยล้าทางจิตใจ ตามมาด้วยการบริหารจัดการเวลา และการรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียน ผลการวิจัยเชิงคุณภาพ พบว่าผู้มีภาวะหมดไฟในการเรียนสูงมี 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) ภาวะหมดไฟในการเรียนเกิดหลายระลอก ส่งผลต่อการใช้ชีวิต (2) ลักษณะนิสัยเครียดง่าย คาดหวังสูง ปรับตัวยาก (3) ความเครียดสะสม อดนอน และบริหารจัดการเวลาไม่ได้ (4) รับมือภาวะหมดไฟด้วยตนเองและการสนับสนุนจากคนรอบข้าง ส่วนผู้มีภาวะหมดไฟในการเรียนต่ำพบ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) ภาวะหมดไฟในการเรียนเกิดชั่วคราว ลดประสิทธิภาพการเรียน (2) ลักษณะนิสัยยืดหยุ่นสูง เชื่อมั่นในตนเอง และไม่คาดหวังเรื่องเรียน (3) รับมือภาวะหมดไฟด้วยตนเองและการสนับสนุนจากคนรอบข้าง
ประสบการณ์ทางจิตใจของผู้ใหญ่ที่มีความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนใจซึ่งเป็นผลมาจากการถูกข่มเหงรังแกในช่วงวัยรุ่น, ศุภวรรณ ใหญ่เสมอ
ประสบการณ์ทางจิตใจของผู้ใหญ่ที่มีความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนใจซึ่งเป็นผลมาจากการถูกข่มเหงรังแกในช่วงวัยรุ่น, ศุภวรรณ ใหญ่เสมอ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแนวปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ เพื่อศึกษาประสบการณ์ทางจิตใจของผู้ใหญ่ที่มีความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนใจซึ่งเป็นผลจากการถูกข่มเหงรังแกในช่วงวัยรุ่น โดยมีผู้ให้ข้อมูลหลัก 6 ราย ผลการวิเคราะห์พบ 4 แก่นสาระหลัก ได้แก่ (1) โลกที่ถูกสั่นคลอนจากการถูกข่มเหงรังแก สะท้อนการรับรู้ตนเองและผู้อื่นที่ถูกท้าทายจากการข่มเหงรังแก ตลอดจนการพยายามเอาตัวรอดจากสถานการณ์และใช้ชีวิตอยู่กับผลกระทบที่เกิดจากการถูกข่มเหงรังแก (2) การบ่มเพาะสู่ความงอกงามทางจิตใจภายหลังเผชิญการถูกข่มเหงรังแก เป็นกระบวนการเรียนรู้และทำความเข้าใจตนเอง ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมุมมองทั้งต่อตนเอง ผู้อื่น และต่อประสบการณ์ถูกข่มเหงรังแก นำไปสู่การยอมรับในตนเอง ยอมรับในความแตกต่างหลากหลาย และปล่อยวางเรื่องราวในอดีตได้มากขึ้น (3) ความงอกงามทางจิตใจภายหลังเผชิญการถูกข่มเหงรังแก โดยพบทั้งหมด 4 ประเด็น ได้แก่ ความมั่นคงจากภายในตนเอง ความรู้สึกวางใจในความสัมพันธ์ แรงผลักดันที่นำไปสู่การพัฒนาตนเอง และความรู้สึกซาบซึ้งยินดีในชีวิต (4) สิ่งที่พัฒนาขึ้นจากการผ่านประสบการณ์ถูกข่มเหงรังแก เป็นทักษะในการดูแลใจตนเองในสถานการณ์ต่างๆ ที่มีมากขึ้น การวางขอบเขตความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ชัดเจนมากขึ้น และความรู้สึกเห็นอกเห็นใจและอยากช่วยเหลือผู้อื่น ที่ถูกพัฒนาขึ้นจากการเรียนรู้และปรับตัวกับผลกระทบจากการถูกข่มเหงรังแก โดยประสบการณ์ทางจิตใจเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ต้องการทำความเข้าใจความคิด ความรู้สึก ของบุคคลที่มีประสบการณ์ถูกข่มเหงรังแกในช่วงวัยรุ่น และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาแนวทางในการป้องกันผลกระทบจากการถูกข่มเหงรังแกในกลุ่มวัยรุ่น รวมถึงแนวทางในการให้การสนับสนุนและเยียวยาผู้ที่มีประสบการณ์ถูกข่มเหงรังแกด้วยเช่นกัน
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่, อุทุมพร ศิริงาม
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่, อุทุมพร ศิริงาม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบพรรณนาเชิงความสัมพันธ์ เพื่อศึกษาความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนและศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรรได้แก่ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา ชนิดการรักษา ความวิตกกังวล ความทุกข์ทรมานจากอาการ และการสนับสนุนทางสังคมกับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนในผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่จำนวน 133 คนที่รับการรักษาในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และโรงพยาบาลตำรวจ สุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีเลือกตามสะดวก เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วย ข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความต้องการการดูแลแบบสนับสนุน แบบสอบถามความวิตกกังวลตามสถานการณ์ แบบสอบถามความทุกข์ทรมานจากอาการ และแบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาดังนี้ แบบประเมินความต้องการการดูแลแบบสนับสนุน เท่ากับ 0.88 แบบประเมินความทุกข์ทรมานจากอาการ เท่ากับ 0.8 และแบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคมเท่ากับ 0.9 และหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค มีค่าเท่ากับ.96, .95, .85 และ 82 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรายใหม่มีความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนในระดับน้อย (mean = 2.39, SD = 0.78) เมื่อแยกรายด้าน พบว่า ด้านที่มีความต้องการสูงสุดคือระบบสุขภาพและข้อมูล มีความต้องการระดับปานกลาง(mean = 3.09, SD = 1.15) รองลงมาคือด้านการดูแลผู้ป่วยและการสนับสนุน (mean = 2.80 SD = 1.22) ขณะที่ด้านที่มีความต้องการน้อยที่สุดคือเพศสัมพันธ์ (mean = 1.60, SD = 0.74) 2. ความวิตกกังวลและความทุกข์ทรมานจากอาการมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 (r = .40, .41 และ .45 ตามลำดับ) การสนับสนุนทางสังคมมีความสัมพันธ์ทางลบกับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 (r = -.18) สำหรับปัจจัยที่ไม่มีความสัมพันธ์ได้แก่ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา และการรักษา
Effects Of Individual And Family Self-Management Program On Glycated Hemoglobin And Health-Related Quality Of Life Among Adults With Uncontrolled Type 2 Diabetes Mellitus In Indonesia, Margareta Teli
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
More than 85% of Indonesian adults with Type 2 diabetes (T2DM) do not meet glycemic targets. More effective support from family members on diabetes self-management may improve diabetes management and outcomes. The study aimed to 1) compare glycated hemoglobin (HbA1c) levels and health-related quality of life (HRQoL) before and after participating in individual and family self-management programs (IFSM) and 2) compare HbA1c levels and HRQoL between adults with uncontrolled T2DM who received the IFSM program and those who received usual care. This randomized controlled trial was conducted from December 2023 to March 2024 among participants recruited from 3 Public Health …
Human Capital And Gender Dynamics In Leadership: Analysis Of Labor Productivity And Technical Efficiency In Bangladesh, Indonesia, And Pakistan, Zun Pwint Bo Bo
Human Capital And Gender Dynamics In Leadership: Analysis Of Labor Productivity And Technical Efficiency In Bangladesh, Indonesia, And Pakistan, Zun Pwint Bo Bo
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study examines the impact of human capital and gender dynamics in leadership on labor productivity and technical efficiency in firms from Bangladesh, Indonesia, and Pakistan. Using data from the World Bank Enterprise Survey, the analysis uses Ordinary Least Squares (OLS) regression, Data Envelopment Analysis (DEA), and Tobit regression techniques. The findings reveal significant variations in labor productivity and efficiency among firms in the three countries, influenced by factors such as firm characteristics, managerial experience, workforce skill composition, and gender leadership. The results indicate that higher average wages positively impact labor productivity and technical efficiency across all three countries, supporting …
มาตรการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกม: กลไกเพื่อความสนุกหรือการพนันแฝง, อนันตพันธุ์ ฐิติกุลวาณิช
มาตรการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกม: กลไกเพื่อความสนุกหรือการพนันแฝง, อนันตพันธุ์ ฐิติกุลวาณิช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ มาตรการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกม: กลไกเพื่อความสนุกหรือการพนันแฝง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเพื่อศึกษาการทำงานของระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมว่าเป็นกลไกเพื่อความสนุกหรือการพนันแฝง ผลกระทบที่อาจเกิดต่อผู้เล่นและต่อสังคม และเพื่อมาตรการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมของประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อเสนอแนวทางที่เหมาะสมในการกำกับควบคุมการใช้ระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมสำหรับประเทศไทย โดยศึกษาเชิงคุณภาพด้วยการวิจัยเชิงเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญในหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน จำนวน 17 คน ผลการศึกษาพบว่า การทำงานของระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกม เป็นทั้งระบบที่เป็นส่วนหนึ่งของวิดีโอเกมและระบบที่มีลักษณะและการส่งผลทางจิตเหมือนกับการพนัน เสมือนการพนันแฝงภายในวิดีโอเกม แต่ระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมไม่มีสถานะเป็นการพนันตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 ระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมส่งผลกระทบทั้งในด้านความไม่เป็นธรรมต่อผู้เล่น ด้านสุขภาพ และด้านเศรฐกิจและสังคม ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดปัญหาอาชญากรรมอื่นตามมา ในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายหรือหน่วยงานใดที่กำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมโดยตรง และไม่มีมาตรการของภาคเอกชนไทยในการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกม ในส่วนของมาตรการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมของต่างประเทศ ในส่วนของภาครัฐมีการใช้มาตรการทางกฎหมายการพนัน กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค และกฎหมายกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมโดยตรง ภาคเอกชนมีการทำข้อตกลงในภาคอุตสาหกรรมเกม มีมาตรการของร้านค้าออนไลน์ และมาตรการจัดเรทวิดีโอเกม แนวทางของมาตรการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย คือ 1) มีการนิยามการพนันไว้ในกฎหมายอย่างชัดเจน 2) ให้มีกฎหมายเกี่ยวกับระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมโดยตรง 3) ให้มีการจัดเรทวิดีโอเกมโดยพิจารณาจากระบบการเล่น 4) ให้มีมาตรการสำหรับผู้ให้บริการเกมจากต่างประเทศ นอกจากนี้ควรมีการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เพิ่มเติม และส่งเสริมการทำงานของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
การนำนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปปฏิบัติของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก, อภิชญา จันทร์ฉลอง
การนำนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปปฏิบัติของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก, อภิชญา จันทร์ฉลอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ต้องการคำตอบคำถามวิจัยที่ว่าการนำนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปปฏิบัติของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กเป็นอย่างไร เกิดภาระทางการบริหารและประโยชน์อย่างไรบ้าง ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก 8 กิจการ ผลการวิจัยพบว่า ประการที่หนึ่ง สามารถแบ่งลักษณะผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1) กิจการโรงไฟฟ้าขนาดเล็กแบบดั้งเดิมที่ดำเนินกิจการด้วยการใช้ถ่านหินหรือแก๊สธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า 2) กิจการโรงไฟฟ้าขนาดเล็กที่มีหัวใจสีเขียวที่ดำเนินกิจการด้วยการใช้ลมหรือแสงอาทิตย์ในการผลิตไฟฟ้า 3) กิจการไฟฟ้าขนาดเล็กที่ใช้ชีวมวลจากกิจการหลักเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ตลาดไฟฟ้าของไทยได้รับการปกป้องโดยรัฐและมีผู้แข่งขันเพียงน้อยราย ทำให้ไม่ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากผู้บริโภคหรือตลาดภายนอกประเทศ ประการที่สอง งานวิจัยพบว่า ปัจจุบันนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังขาดความชัดเจน เนื่องจากยังไม่ได้มีการออกข้อกฎหมายที่เป็นรูปธรรม ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการใช้เครื่องมือเชิงนโยบายแบบบังคับ (Sticks) แต่เป็นลักษณะการใช้เครื่องมือเชิงนโยบายแบบจูงใจ (Carrots) และแบบการสื่อสาร (Sermons) ซึ่งความไม่สมบูรณ์ของการใช้เครื่องมือเชิงนโยบายนี้อาจมีส่วนทำให้ประเทศไทยไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศได้ ประการที่สาม ผู้ผลิตไฟฟ้าที่ดำเนินกิจการแบบดั้งเดิมด้วยเชื้อเพลิงถ่านหินหรือแก๊สธรรมชาติ มีการปรับตัวและแบกรับต้นทุนภาระทางการบริหารมากกว่ากิจการไฟฟ้าขนาดเล็กที่ใช้ชีวมวลจากกิจการหลัก ในขณะที่ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กที่ดำเนินธุรกิจด้วยการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานสะอาดแบกรับภาระทางการบริหารน้อยที่สุด เนื่องจากการดำเนินการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานสะอาดถือเป็นการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งการปฏิบัติตามนโยบายของธุรกิจโรงไฟฟ้าขนาดเล็กเกิดจากการความจำเป็นต้องปรับตัวตามกลไกตลาดมากกว่าการกำหนดนโยบายของภาครัฐถึงแม้ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กจะมีภาระทางการบริหารจากการนำนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปปฏิบัติ ที่สำคัญได้แก่ ต้นทุนด้านค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ก็ได้รับผลประโยชน์จากการปฏิบัติตามนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การเกิดภาพลักษณ์ที่ดีแก่องค์กร โดยผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะที่สำคัญ คือ ควรใช้เครื่องมือเชิงนโยบายแบบบังคับให้ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพราะผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กส่วนใหญ่มีความพร้อมในการดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว
พลังสุขภาพจิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้ป่วยวัยรุ่นที่มีโรคหัวใจแต่กําเนิดที่มารับการรักษา ณ แผนกผู้ป่วยนอก ฝ่ายกุมารเวชศาสตร์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, สุธาวี สมบูรณ์ทรัพย์
พลังสุขภาพจิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้ป่วยวัยรุ่นที่มีโรคหัวใจแต่กําเนิดที่มารับการรักษา ณ แผนกผู้ป่วยนอก ฝ่ายกุมารเวชศาสตร์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, สุธาวี สมบูรณ์ทรัพย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นวิจัยเชิงพรรณาเพื่อศึกษาพลังสุขภาพจิตและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของผู้ป่วยวัยรุ่นที่มีโรคหัวใจแต่กำเนิดที่มารับการรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ อายุ 13-18 ปี จำนวน 73 คน โดยมีครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลแบบประเมินความผูกพันใกล้ชิดกับเพื่อน แบบประเมินความเข้มแข็งทางใจในเด็กและแบบประเมินความเข้มแข็งทางใจในเด็ก วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติโดย สถิติเชิงพรรณนา และ สถิติ Chi-square และ Pearson correlation ผลการวิจัยครั้งนี้พบว่า กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด มีค่าคะแนนเฉลี่ยพลังสุขภาพจิตระดับปานกลาง ช่วงอายุ 13-15 ปี ส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลางร้อยละ 81.6 ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่มีช่วงอายุ 16-18 ปี ส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 77.1 โดยมีปัจจัยที่สัมพันธ์กับพลังสุขภาพจิต ได้แก่ ด้านสถานภาพสมรสของผู้ปกครอง ความผูกพันใกล้ชิดกับเพื่อน ซึ่งปัจจัยด้านโรคและภาวะซึมเศร้าไม่มีความสัมพันธ์กับพลังสุขภาพจิต ผลการวิจัยครั้งนี้สามารถเป็นข้อมูลพื้นฐานระดับพลังสุขภาพจิตในกลุ่มวัยรุ่นที่มีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด เพื่อนำเป็นแนวทางในการประเมินสุขภาพจิตและพัฒนาแนวทางการดูแลสุขภาพจิต โดยเฉพาะการสนับสนุนการมีส่วนร่วมในการดูแลวัยรุ่นของครอบครัวและกลุ่มเพื่อน เพื่อส่งเสริมพลังสุขภาพจิตแก่วัยรุ่นกลุ่มนี้
ความเครียด คุณภาพชีวิต และปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเครียดและคุณภาพชีวิตของพยาบาลวิชาชีพที่ให้การพยาบาลผู้ป่วยมะเร็ง ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, ภัทรียา แก่นกระโทก
ความเครียด คุณภาพชีวิต และปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเครียดและคุณภาพชีวิตของพยาบาลวิชาชีพที่ให้การพยาบาลผู้ป่วยมะเร็ง ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, ภัทรียา แก่นกระโทก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เหตุผลของการทำวิจัย : มีการศึกษาพบว่าจากลักษณะงาน ความรับผิดชอบ ความเสี่ยงจากการปฏิบัติงานของพยาบาลวิชาชีพ ส่งผลต่อทั้งความเครียดและคุณภาพชีวิตของพยาบาลวิชาชีพ การศึกษาถึงระดับความเครียด คุณภาพชีวิต และปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเครียดและคุณภาพชีวิตอาจใช้เป็นแนวทางในการป้องกัน เพื่อช่วยลดระดับความเครียดที่เกิดจากปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับทำงาน และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของพยาบาลวิชาชีพที่ให้การพยาบาลผู้ป่วยมะเร็งได้ วิธีการทำวิจัย : การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณาในพยาบาลวิชาชีพที่ให้การพยาบาลผู้ป่วยมะเร็งทั้งแผนกผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน 119 คน เก็บข้อมูลในช่วงระหว่างวันที่ 3 สิงหาคม -17 สิงหาคม 2566 โดยใช้แบบสอบถามแบบตอบด้วยตนเอง ซึ่งประกอบด้วย 1) แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลด้านการทำงาน 3) แบบสอบถามปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเครียดด้านการทำงาน 4) แบบสอบถามความเครียด 5) แบบสอบถามระดับคุณภาพชีวิต สถิติที่ใช้ได้แก่ สถิติเชิงพรรณาและสถิติเชิงอนุมาน คือ สถิติ Chi-square และ Fisher’s Exact Test ผลการศึกษา : พบว่าร้อยละ 55.5 มีความเครียดในระดับปกติ และพบว่าร้อยละ 59.7 มีคุณภาพชีวิตโดยรวมปานกลาง ร้อยละ 39.5 มีคุณภาพชีวิตโดยรวมสูง คะแนนเฉลี่ย 92.7 (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 12.6) โดยปัจจัยที่สัมพันธ์กับระดับความเครียด ได้แก่ อายุ ความเพียงพอในการนอนหลับ โรคประจำตัว แผนกที่ปฏิบัติงานหลัก ประสบการณ์ในการทำงาน ตำแหน่ง ลักษณะการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการให้ยาเจาะจงเซลล์มะเร็ง ลักษณะการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการรักษาแบบประคับประคอง และความเครียดที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านการทำงาน ปัจจัยที่สัมพันธ์กับระดับคุณภาพชีวิตได้แก่ สถานภาพสมรส รายได้ ความเพียงพอของรายได้ จำนวนชั่วโมงการนอนหลับ ความเพียงพอในการนอนหลับ โรคประจำตัว แผนกที่ปฏิบัติงานหลัก ประสบการณ์ในการทำงาน ลักษณะการขึ้นปฏิบัติงาน ลักษณะการปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับการให้ยาเคมีบำบัด ลักษณะการปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับการรักษาแบบประคับประคอง และความเครียดที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านการทำงาน และพบว่าปัจจัยที่ทำนายระดับความเครียดของพยาบาลวิชาชีพที่ให้การพยาบาลผู้ป่วยมะเร็งได้ คือ โรคประจำตัว และประสบการณ์การทำงาน ปัจจัยทำนายระดับคุณภาพชีวิตของพยาบาลวิชาชีพที่ให้การพยาบาลผู้ป่วยมะเร็งได้ คือ จำนวนชั่วโมงการนอนหลับ และความเครียดที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านการทำงาน สรุป : ส่วนใหญ่พยาบาลวิชาชีพที่ให้การพยาบาลผู้ป่วยมะเร็งมีความเครียดระดับปกติ มีคุณภาพชีวิตโดยรวมระดับปานกลาง จากการศึกษาครั้งนี้ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเครียดและคุณภาพชีวิตสามารถใช้เป็นแนวทางในการป้องกัน เพื่อช่วยลดระดับความเครียดที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านการทำงาน ส่งเสริมให้พยาบาลวิชาชีพที่ให้การพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยมะเร็งทำงานได้อย่างมีความสุขและมีประสิทธิภาพ …
ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำแบบแสดงออกอย่างเหมาะสมและการแบ่งปันความรู้ในทีม โดยมีความปลอดภัยทางจิตใจเป็นตัวแปรส่งผ่าน และเพศของผู้นำเป็นตัวแปรกำกับ, จิรพรรณ จุลลางกูร
ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำแบบแสดงออกอย่างเหมาะสมและการแบ่งปันความรู้ในทีม โดยมีความปลอดภัยทางจิตใจเป็นตัวแปรส่งผ่าน และเพศของผู้นำเป็นตัวแปรกำกับ, จิรพรรณ จุลลางกูร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำแบบแสดงออกอย่างเหมาะสมและการแบ่งปันความรู้ในทีม โดยมีความปลอดภัยทางจิตใจเป็นตัวแปรส่งผ่าน และเพศของผู้นำเป็นตัวแปรกำกับ กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา คือ บุคลากรองค์การเอกชนในประเทศไทย ที่มีสมาชิกในทีม ตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป จำนวน 300 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย มาตรวัดผู้นำแบบแสดงออกอย่างเหมาะสม และมาตรวัดการแบ่งปันความรู้ในทีม มาตรวัดความปลอดภัยทางจิตใจ ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ Qualtrics ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสถิติ SPSS เพื่อวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา สถิติเชิงอนุมาน และการทดสอบตัวแปรส่งผ่านและตัวแปรกำกับ โดยมีผลของสมมติฐาน 5 สมมติฐาน ดังนี้ (1) ผู้นำแบบแสดงออกอย่างเหมาะสมไม่มีความสัมพันธ์ทางบวกต่อการแบ่งปันความรู้ในทีมงาน (β = .07, p = .69) (2) ผู้นำแบบแสดงออกอย่างเหมาะสมไม่มีความสัมพันธ์ทางบวกต่อความปลอดภัยทางจิตใจ (β = .16, p = .67) (3) เพศของผู้นำไม่มีอิทธิพลกำกับ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำแบบแสดงออกอย่างเหมาะสมและความปลอดภัยทางจิตใจ (β = .06, p = .85) (4) ความปลอดภัยทางจิตใจไม่มีอิทธิพลส่งผ่านความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำแบบแสดงออกอย่างเหมาะสมและการแบ่งปันความรู้ในทีมงาน ผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่ 95% ช่วงชั้นความเชื่อมั่นที่ -.1841 และ .1571 และ (5) ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำแบบแสดงออกอย่างเหมาะสมและการแบ่งปันความรู้ในทีม ไม่มีความปลอดภัยทางจิตใจเป็นตัวแปรส่งผ่าน และไม่มีเพศของผู้นำเป็นตัวแปรกำกับ (β = .01, p = .97) แต่ผลการวิจัยพบว่า ความปลอดภัยทางจิตใจส่งผลทางบวกต่อการแบ่งปันความรู้ในทีม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้น จึงสามารถสรุปผลการวิจัยได้ว่า ผู้นำแบบแสดงออกอย่างเหมาะสม เป็นหนึ่งในคุณลักษณะของผู้นำ โดยไม่สามารถส่งผลและทำให้เกิดความปลอดภัยทางจิตใจและการแบ่งปันความรู้ในทีมงานได้ แต่ความปลอดภัยทางจิตใจจะส่งเสริมให้เกิดการแบ่งปันความรู้ในทีมงาน
บุคลิกภาพ Lone Wolf สามารถเป็นสมาชิกทีมที่ดี ได้หรือไม่? การวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่าน และอิทธิพลกำกับ, พัชรวุฒิ สุภาคง
บุคลิกภาพ Lone Wolf สามารถเป็นสมาชิกทีมที่ดี ได้หรือไม่? การวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่าน และอิทธิพลกำกับ, พัชรวุฒิ สุภาคง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ผู้ที่มีบุคลิกภาพ Lone wolf หมายถึง ผู้ที่มีศักยภาพในการทำงานที่สูงมาก แต่ชอบทำงานคนเดียว และไม่ชอบการทำงานเป็นทีม งานวิจัยในอดีตได้สรุปผลเอาไว้ว่า Lone wolf เป็นผู้ไม่มีพฤติกรรมการทำงานเป็นทีม และส่งผลกระทบทางลบต่อการทำงานในรูปแบบทีม อย่างไรก็ตาม ยังไม่เคยมีใครสำรวจมาก่อนว่าในฐานะนักวิจัยเราสามารถทำอย่างไรได้บ้างที่จะช่วยให้ Lone wolf สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่น และเป็นสมาชิกทีมที่ดีได้ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะ (1) สำรวจอิทธิพลส่งผ่านของพฤติกรรมการทำงานเป็นทีม ในความสัมพันธ์ทางอ้อมระหว่าง Lone wolf กับ ประสิทธิภาพของทีม, (2) ทดสอบอิทธิพลกำกับของการรับรู้ความสามารถตนเองที่มีต่องาน และ ความชัดเจนของบทบาท ในการมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับ Lone wolf ทำนายพฤติกรรมการทำงานเป็นทีม, และ (3) ศึกษาผลของการจัดกระทำความชัดเจนของบทบาท เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการทำงานเป็นทีม และประสิทธิภาพของทีม ของกลุ่มตัวอย่าง Lone wolf สูง/ต่ำ ที่เข้าร่วมวิจัยในเงื่อนไข ทดลอง/ควบคุม โดยแบ่งออกเป็น 2 การศึกษา ดังนี้ การศึกษาที่ 1 เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ ศึกษาผ่านกลุ่มตัวอย่างพนักงานองค์การชาวไทย ที่ทำงานในอุตสาหกรรมบริการ จำนวน 443 คน เพื่อศึกษาโมเดลความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพ Lone wolf กับการรับรู้ประสิทธิภาพของทีม โดยมีพฤติกรรมการทำงานเป็นทีมเป็นตัวแปรส่งผ่าน และมีความชัดเจนของบทบาท และการรับรู้ความสามารถของตนเองที่มีต่องานเป็นตัวแปรกำกับ ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า Lone wolf มีอิทธิพลทางลบต่อทั้งพฤติกรรมการทำงานเป็นทีม และต่อประสิทธิภาพของทีม และพฤติกรรมการทำงานเป็นทีมทำหน้าที่เป็นตัวแปรส่งผ่านความสัมพันธ์ทางลบระหว่าง Lone wolf ไปสู่ประสิทธิภาพของทีม นอกจากนี้ยังพบว่า ความชัดเจนของบทบาทมีปฏิสัมพันธ์แบบสองทางร่วมกับ Lone wolf ในการลดระดับความสัมพันธ์ทางลบของ Lone wolf ที่มีต่อพฤติกรรมการทำงานเป็นทีมได้ ในทางกลับกัน การรับรู้ความสามารถตนเองที่มีต่องาน ถูกพบว่ามีปฏิสัมพันธ์แบบสองทางร่วมกับ Lone wolf ในการไปเร่งกระตุ้นความสัมพันธ์ทางลบของ Lone wolf ที่มีต่อพฤติกรรมการทำงานเป็นทีม การศึกษาที่ 2 เป็นการวิจัยเชิงการทดลอง ศึกษาผ่านกลุ่มตัวอย่างนิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน 76 คน ผ่านการจัดกระทำความชัดเจนของบทบาท เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการทำงานเป็นทีม …
ความสัมพันธ์ระหว่างความรุนแรงทางจิตใจ การจัดการความเครียด และภาวะซึมเศร้าในนักศึกษา, อาริโย บุญชัยศรี
ความสัมพันธ์ระหว่างความรุนแรงทางจิตใจ การจัดการความเครียด และภาวะซึมเศร้าในนักศึกษา, อาริโย บุญชัยศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรุนแรงทางจิตใจจากการมีความสัมพันธ์แบบคู่รัก การจัดการความเครียดและภาวะซึมเศร้าในนักศึกษา โดยกลุ่มตัวอย่างมีจำนวน 173 คน เป็นเพศหญิง 99 คน และเพศชาย 74 คน คิดเป็นร้อยละ 57.23 และ 42.77 ตามลำดับ มีอายุอยู่ระหว่าง 18 - 25 ปี (M = 21.7 ปี, SD = 1.78) ระยะเวลาที่ยุติความสัมพันธ์ต่ำสุด 1 สัปดาห์ สูงสุด 48 เดือน (M = 11.86, SD = 10.97) และระยะเวลาที่เคยมีความสัมพันธ์ต่ำสุด 2 เดือน สูงสุด 96 เดือน (M = 21.82, SD = 18.42) กลุ่มตัวอย่างได้ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับการได้รับความรุนแรงทางจิตใจ (Profile of Psychological Abuse), การจัดการความเครียดด้านอารมณ์ (Jalowiec Coping Scale) และภาวะซึมเศร้า (Depression Anxiety Stress Scale: DASS-42) จากผลการวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์ของเพียร์สันพบว่า 1) ระดับความรุนแรงทางจิตใจมีความสัมพันธ์ทางบวกกับภาวะซึมเศร้า (r= .191, p
A Survey Of Cybersecurity Awareness Among Undergraduate Students At Yunnan University Of Finance And Economics In China, Xiaoyu Du
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Telecommunications and cyber fraud are prevalent online risks that have caused trouble for college students. Undergraduate students are particularly vulnerable to fraud due to a lack of experience and cybersecurity awareness. It is essential for educators to provide cybersecurity-related training to raise the students’ level of cybersecurity awareness. The aim of this study was to see how Chinese undergraduate students learned about cybersecurity and examine a relationship between training and cybersecurity awareness. A questionnaire was administered to survey cybersecurity learning approaches and a degree of cybersecurity awareness of undergraduates at Yunnan University of Finance and Economics in China. Four aspects …
เบื้องหลังการค้ามนุษย์เพื่อบังคับก่ออาชญากรรมหลอกลวงทางไซเบอร์และผลกระทบต่อความมั่นคงของมนุษย์, สุธิดา สังขพันธุ์
เบื้องหลังการค้ามนุษย์เพื่อบังคับก่ออาชญากรรมหลอกลวงทางไซเบอร์และผลกระทบต่อความมั่นคงของมนุษย์, สุธิดา สังขพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาถึงพลวัตที่ซับซ้อนของการค้ามนุษย์เพื่อบังคับก่ออาชญากรรมโดยองค์กรอาชญากรรมหลอกลวงทางไซเบอร์ข้ามชาติในบริบทที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผลกระทบที่มีต่อความมั่นคงของมนุษย์ในหลากหลายมิติ ในสถานการณ์ปัจจุบันที่การพัฒนาทางเทคโนโลยีมีความก้าวหน้าและแพลตฟอร์มดิจิทัลกลายเป็นเครื่องมือที่ถูกใช้ในการหลอกลวงทางออนไลน์ ยังคงขาดงานศึกษาในทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงคนเพื่อบังคับก่ออาชญากรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมุมมองที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของมนุษย์ สารนิพนธ์ฉบับนี้จึงนำเสนอให้เห็นถึงกลไลวิธีการหลอกลวงบุคคลให้เข้ามาเป็นผู้ก่ออาชญากรรมออนไลน์ โดยเผยให้เห็นด้านมืดของเทคโนโลยีที่มีผลต่อการแสวงหาผลประโยชน์ของมนุษย์และความเชื่อมโยงกับเครือข่ายองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และประเมินถึงผลกระทบในหลายมิติของอาชญากรรมที่มีต่อความมั่นคงของมนุษย์ ทั้งความมั่นคงในระดับบุคคล ในด้านเศรษฐกิจและความปลอดภัยของชุมชน รายงานฉบับนี้จัดทำโดยการวิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิ วิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์กับการค้ามนุษย์ อุปสรรคต่อการปรามปรามอาชญากรรมรูปแบบใหม่นี้ที่เป็นผลจากความซับซ้อนทางเทคโนโลยี การไม่เปิดเผยตัวตนในโลกออนไลน์ กรอบกฎหมายที่ไม่พอเพียงต่อการแก้ปัญหา ความแตกต่างของเขตอำนาจศาล และอุปสรรคในการคัดแยกหรือช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหาย นอกจากนี้ ชี้ให้เห็นถึงช่องว่างของความตระหนักรู้และทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ทำให้เกิดความเปราะบางในสังคม เสนอแนะการแก้ไขปัญหาโดยการเพิ่มศักยภาพในการเก็บหลักฐานทางดิจิทัล เสริมสร้างการตระหนักรู้ของสังคม ทักษะความเข้าใจต่อเทคโนโลยี การปรับปรุงกรอบกฎหมายให้มีความสอดคล้องการสนับสนุนให้มีความร่วมมือระหว่างประเทศ และการสร้างกลไกช่วยเหลือคุ้มครองเหยื่อผู้เสียหายที่มีประสิทธิภาพ งานศึกษาฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาประเด็นปัญหาของการค้ามนุษย์และอาชญากรรมไซเบอร์ในเชิงกว้างที่เน้นให้เห็นถึงความจำเป็นในการตอบสนองต่อปัญหาด้วยวิธีการบูรณาการ และยึดตัวบุคคลเป็นศูนย์กลางเพื่อปกป้องไว้ซึ่งความมั่นคงของมนุษย์ภายในโลกดิจิทัลปัจจุบัน
แนวทางการแบ่งปันอาหารส่วนเกินเพื่อลดขยะอาหารตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน: กรณีศึกษา ครัวเรือนมุสลิม ชุมชนสวนหลวง 1, กิตติณัฐฎา พันธ์โพธิ์
แนวทางการแบ่งปันอาหารส่วนเกินเพื่อลดขยะอาหารตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน: กรณีศึกษา ครัวเรือนมุสลิม ชุมชนสวนหลวง 1, กิตติณัฐฎา พันธ์โพธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการแบ่งปันอาหารส่วนเกินในครัวเรือนมุสลิมเพื่อลดปัญหาขยะอาหาร และเสนอแนะเป็นแนวทางการแบ่งปันอาหารส่วนเกิน กรณีศึกษา ชุมชนสวนหลวง 1 ประกอบด้วยปัจจัยด้านความรู้ ด้านทัศนคติ ด้านการปฏิบัติ ด้านความเชื่อทางศาสนา และด้านแนวทางการแบ่งปันอาหารส่วนเกินของชุมชน โดยใช้เทคนิคการวิจัยเชิงปริมาณทำการเก็บแบบสอบถามปลายปิดจากครัวเรือนมุสลิมในชุมชนสวนหลวง 1 จำนวน 92 ครัวเรือน ที่คำนวณจากโปรแกรม G*Power ทำการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงในครัวเรือนมุสลิมและอาศัยการเก็บแบบสอบถามตามความสะดวกหรือความบังเอิญ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ประกอบด้วย (1) สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตราฐาน เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลครัวเรือนและลักษณะทางประชากรศาสตร์ (2) สถิติเชิงอนุมาณ ใช้วิธี Stepwise Multiple Regression Analysis เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลปัจจัยที่มีผลต่อการแบ่งปันอาหารส่วนเกินในครัวเรือนมุสลิม ชุมชนสวนหลวง 1 ผลการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการแบ่งปันอาหารส่วนเกินในครัวเรือนมุสลิมทั้ง 5 ด้าน พบว่า ด้านความรู้เกี่ยวกับสาเหตุและแนวทางแก้ไขการเกิดอาหารส่วนเกินและขยะอาหาร กลุ่มตัวอย่างสามารถตอบถูกเกินร้อยละ 70 ในขณะที่ความหมายของอาหารส่วนเกินและผลกระทบของขยะอาหารต่อสิ่งแวดล้อมกลุ่มตัวอย่างสามารถตอบถูกได้ต่ำกว่าร้อยละ 50 ด้านทัศนคติและด้านการปฏิบัติโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านความเชื่อทางศาสนาและด้านแนวทางการแบ่งปันอาหารส่วนเกินของชุมชนอยู่ในระดับมาที่สุด สำหรับการวิเคราะห์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการแบ่งปันอาหารส่วนเกิน พบว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลมากที่สุด 2 ด้าน ได้แก่ (1) การเพิ่มปัจจัยด้านแนวทางการแบ่งปันอาหารส่วนเกินของชุมชน เรื่องการจัดกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับอาหารส่วนเกินและขยะอาหาร (2) การลดปัจจัยด้านทัศนคติ เรื่องการแยกขยะอาหารก่อนทิ้งไม่ช่วยแก้ปัญหาขยะอาหาร โดยมีค่าสัมประสิทธิ์ถดถอย (β) เท่ากับ 2.125 ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .01
A Psychometric Study Of Thai Farmer's Risk Perception On Agricultural Risks, Cato Lacroix
A Psychometric Study Of Thai Farmer's Risk Perception On Agricultural Risks, Cato Lacroix
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Agricultural risks, such as pests and disease, crop price, debt, and floods and/or droughts, pose a threat to farmers as their livelihood relies on their crop yields. The purpose of this research is to evaluate cash crop and high-value crop farmers’ risk perception towards agricultural risks, as well as their ability to cope and deal with these risks in Ayutthaya and Chanthaburi Province, Thailand. To determine the perceptions on agricultural risk, the psychometric paradigm was used which is among the first study in Thailand to do so. This study hypothesized that different crop types, farming regions, and socio-economic factors, may …
Brand Experience Of Thai Consumers Towards Let's Relax Spa And Massage, Sasachol Chumnanvej
Brand Experience Of Thai Consumers Towards Let's Relax Spa And Massage, Sasachol Chumnanvej
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aimed to explore the brand experience of Thai consumers toward Let’s Relax Spa and Massage across four dimensions. Using qualitative methodology, nine participants were purposively selected for on-site and online in-depth interviews, ensuring diversity based on specific criteria. The participants, actual consumers aged 27-33, shared their experiences using open-ended questions guided by Brakus et al.'s (2009) brand experience dimensions and the 7Ps of service marketing. The findings indicated an overall positive brand experience, particularly in sensory and behavioral aspects, with outstanding experiences in sight, sound, and taste senses. While most participants had a positive affective experience, some expressed …