Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (911)
- Medicine and Health Sciences (729)
- Education (403)
- Psychology (255)
- Arts and Humanities (250)
-
- Communication (233)
- Communication Technology and New Media (233)
- Mass Communication (233)
- Nursing (197)
- Educational Assessment, Evaluation, and Research (183)
- Sociology (148)
- Public Health (145)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (108)
- Business (105)
- Physical Sciences and Mathematics (92)
- Mental and Social Health (90)
- Other Mental and Social Health (88)
- Economics (84)
- Medical Sciences (84)
- Sports Sciences (78)
- Architecture (77)
- Engineering (66)
- Dentistry (65)
- Criminology (61)
- Social Justice (61)
- Fine Arts (53)
- English Language and Literature (50)
- Urban, Community and Regional Planning (48)
- Geriatric Nursing (46)
- Computer Sciences (45)
Articles 451 - 480 of 2655
Full-Text Articles in Entire DC Network
ผลของกลุ่มการปรึกษาเชิงจิตวิทยาเพื่อเสริมสร้างความเมตตากรุณาต่อตนเองด้วยการเจริญสติแบบสั้นต่อความนิยมความสมบูรณ์แบบที่ไม่เอื้อต่อการปรับตัวและความเมตตากรุณาต่อตนเองในนิสิตระดับปริญญาตรี, ตะวัน ศิริคุรุรัตน์
ผลของกลุ่มการปรึกษาเชิงจิตวิทยาเพื่อเสริมสร้างความเมตตากรุณาต่อตนเองด้วยการเจริญสติแบบสั้นต่อความนิยมความสมบูรณ์แบบที่ไม่เอื้อต่อการปรับตัวและความเมตตากรุณาต่อตนเองในนิสิตระดับปริญญาตรี, ตะวัน ศิริคุรุรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยกึ่งทดลองในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของกลุ่มการปรึกษาเชิงจิตวิทยาเพื่อเสริมสร้างความเมตตากรุณาต่อตนเองด้วยการเจริญสติแบบสั้นต่อความนิยมความสมบูรณ์แบบที่ไม่เอื้อต่อการปรับตัวและความเมตตากรุณาต่อตนเองในนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรี โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่สมัครใจเข้าร่วมการวิจัยและมีคะแนนความนิยมความสมบูรณ์แบบที่ไม่เอื้อต่อการปรับตัวสูงกว่าหรือเท่ากับ 42 ทั้งในมิติการตั้งมาตรฐานสูง และความไม่สอดคล้อง จำนวน 48 คน แบ่งออกเป็นกลุ่มทดลอง 25 คน และกลุ่มควบคุม 23 คน กลุ่มทดลองได้รับการเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มจิตวิทยาการปรึกษาแนวเมตตากรุณาต่อตนเองแบบเจริญสติแบบสั้น 6 ครั้ง ครั้งละ 2 ชั่วโมง 30 นาที สัปดาห์ละ 1 ครั้ง กลุ่มตัวอย่างทุกคนได้ตอบแบบสอบถามใน 3 ช่วง ได้แก่ระยะก่อนทดลอง และหลังทดลอง รวมถึงระยะติดตามผล 4 สัปดาห์ ผ่านมาตรวัดมิติความไม่สอดคล้องจากมาตรประเมินลักษณะยึดติดความสมบูรณ์ และแบบวัดความเมตตากรุณาต่อตนเอง ข้อมูลถูกนำมาวิเคราะห์ทางสถิติโดยใช้สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุนามแบบวัดซ้ำ (Repeated-measure MANOVAs) และวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุนามแบบระหว่างกลุ่ม (Between-groups MANOVAs) ผลการวิจัยแสดงว่า 1) หลังเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่ม และในระยะติดตามผล กลุ่มทดลองมีระดับคะแนนความนิยมความสมบูรณ์แบบที่ไม่เอื้อต่อการปรับตัวต่ำกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 2) หลังเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่ม กลุ่มทดลองมีระดับคะแนนความนิยมความสมบูรณ์แบบที่ไม่เอื้อต่อการปรับตัวต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 3) หลังเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่ม และในระยะติดตาม กลุ่มทดลองมีระดับคะแนนความเมตตากรุณาต่อตนเองสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 4) หลังเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่ม กลุ่มทดลองมีระดับคะแนนความเมตตากรุณาต่อตนเองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
The Effects Of Acceptance And Commitment Group Therapy On Depression And Psychological Flexibility In Undergraduates With Significant Others Experiencing Depression, Buranee Chinotaikul
The Effects Of Acceptance And Commitment Group Therapy On Depression And Psychological Flexibility In Undergraduates With Significant Others Experiencing Depression, Buranee Chinotaikul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigated the impact of Acceptance and Commitment Group Therapy (ACGT) on depression and psychological flexibility in undergraduates whose significant others experienced depression. Whether attending ACGT would help increase psychological flexibility and decrease depressive symptoms was examined. A total of 25 undergraduates participated in the current study, with 8 assigned to the control group based on convenience and 17 to the intervention group. Those in the intervention group participated in six 2.5-hour on-site ACGT sessions, with data on depression and psychological flexibility being collected at pre-test, post-test, and 10-week follow-up. Results indicated that after the intervention, participants in the …
การใช้วิธีการมองจากมุมของผู้อื่นเพื่อลดเจตคติรังเกียจกลุ่ม: อิทธิพลกำกับของแรงจูงใจในการขยายตัวตน, ศรนรินทร์ กาญจนะโนพินิจ
การใช้วิธีการมองจากมุมของผู้อื่นเพื่อลดเจตคติรังเกียจกลุ่ม: อิทธิพลกำกับของแรงจูงใจในการขยายตัวตน, ศรนรินทร์ กาญจนะโนพินิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยที่ผ่านมาพบว่าการใช้วิธีการมองจากมุมของผู้อื่นไม่สามารถลดเจตคติรังเกียจกลุ่มในกลุ่มคนที่นิยามตัวตนแบบพึ่งพาซึ่งกันและกันได้ การวิจัยนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อทดสอบว่าการเพิ่มแรงจูงใจในการขยายตัวตนสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพแก่วิธีการมองจากมุมของผู้อื่นในการลดเจตคติรังเกียจกลุ่มในกลุ่มตัวอย่างชาวไทยได้หรือไม่ การศึกษาที่ 1.1 ทดสอบสมมติฐานว่าแรงจูงใจในการขยายตัวตนสูงช่วยให้การมองจากมุมของผู้อื่นสามารถลดเจตคติรังเกียจกลุ่มคนรักเพศเดียวกันแบบเด่นชัด และเพิ่มความเต็มใจในการสร้างความสัมพันธ์กับคนกลุ่มนี้ได้สำเร็จ นักศึกษามหาวิทยาลัยเพศชาย 140 คนได้รับการจัดกระทำให้ขยายตัวตน (สูงหรือต่ำ) ก่อนมองจากมุมของกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน (หรือควบคุม) ผลพบว่า แรงจูงใจในการขยายตัวตนไม่กำกับอิทธิพลของการมองจากมุมของผู้อื่น แต่ผู้มองจากมุมของผู้อื่นเต็มใจสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลรักเพศเดียวกันมากกว่ากลุ่มควบคุม แต่ไม่ส่งผลต่อเจตคติรังเกียจกลุ่ม การศึกษาที่ 1.2 ทดสอบซ้ำโดยตั้งสมมติฐานว่าแรงจูงใจในการขยายตัวตนมีอิทธิพลกำกับผลจากการมองจากมุมของผู้อื่นในการลดเจตคติรังเกียจชาวพม่าทั้งแบบเด่นชัดและแบบแอบแฝง และเพิ่มความเต็มใจในการสร้างความสัมพันธ์กับชาวพม่า นักศึกษามหาวิทยาลัย 185 คน ได้รับการจัดกระทำแรงจูงใจในการขยายตัวตน (สูง ต่ำ หรือควบคุม) ก่อนมองจากมุมของผู้อื่น (หรือควบคุม) ผลพบว่า แรงจูงใจในการขยายตัวตนไม่เป็นตัวแปรกำกับเช่นเดียวกับผลจากการศึกษา 1.1 ผู้มีแรงจูงใจในการขยายตัวตนสูงมีคะแนนเจตคติรังเกียจชาวพม่าแบบเด่นชัดต่ำกว่าและมีความเต็มใจในการสร้างความสัมพันธ์กับชาวพม่าสูงกว่ากลุ่มที่มีแรงจูงใจในการขยายตัวตนต่ำ และพบว่าผู้มองจากมุมของผู้อื่นมีคะแนนเจตคติรังเกียจชาวพม่าทั้งแบบเด่นชัดและแบบแอบแฝง (วัดด้วย Implicit Association Test) ต่ำกว่ากลุ่มควบคุม การศึกษาที่ 2 มุ่งทดสอบซ้ำสมมติฐานการเป็นตัวแปรกำกับของแรงจูงใจในการขยายตัวตนต่ออิทธิพลของการมองจากมุมของผู้อื่นในบริบทการรังเกียจกลุ่มชาวพม่า และทดสอบสมมติฐานการเป็นตัวแปรส่งผ่านของการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของผู้อื่น การรวมตนเข้ากับผู้อื่น และการรวมผู้อื่นเข้ากับตน นักศึกษามหาวิทยาลัย 320 คน ได้รับการจัดกระทำแรงจูงใจในการขยายตัวตน (สูงหรือควบคุม) และการมองจากมุมของผู้อื่น (หรือควบคุม) ก่อนตอบมาตรวัดตัวแปรส่งผ่านและตัวแปรตาม จากการวิเคราะห์เส้นทางพบว่า แรงจูงใจในการขยายตัวตนไม่มีอิทธิพลกำกับการมองจากมุมของผู้อื่นในการลดเจตคติรังเกียจกลุ่ม แต่มีอิทธิพลกำกับในการลดความเต็มใจในการสร้างความสัมพันธ์กับชาวพม่าโดยมีการรวมผู้อื่นเข้ากับตนเป็นตัวแปรส่งผ่านอิทธิพลบางส่วน โดยสรุป การวิจัยนี้พบว่าวิธีมองจากมุมของผู้อื่นสามารถลดอคติลำเอียงระหว่างกลุ่มในตัวอย่างชาวไทยได้ แต่ความแน่นอนของผลนี้อาจขึ้นอยู่กับบริบท การวิจัยนี้ยังพบเป็นครั้งแรกว่า การเพิ่มแรงจูงใจในการขยายตัวตนเพียงอย่างเดียวสามารถลดอคติรังเกียจกลุ่มได้โดยตรง ผลการวิจัยนี้สามารถอธิบายความเชื่อมโยงระหว่างแนวคิดการขยายตัวตนและทฤษฎีการนิยามตัวตนข้ามวัฒนธรรมในบริบทของอคติลำเอียงระหว่างกลุ่ม และสามารถชี้นำการสร้างการแทรกแซงเพื่อลดความรังเกียจกลุ่มในชาวไทยได้ต่อไป
อิทธิพลของการรับรู้การอบรมเลี้ยงดูอย่างใส่ใจต่อความวิตกกังวลในการเรียน โดยมีความขัดแย้งในเรื่องการเรียนระหว่างพ่อแม่และลูกเป็นตัวแปรส่งผ่าน ในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น: โมเดลความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงสาเหตุ, ดารวันต์ รักสัตย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ (1) เพื่อตรวจสอบความไม่แปรเปลี่ยนของโมเดลการวัดการรับรู้การอบรมเลี้ยงดูอย่างใส่ใจ ความขัดแย้งในเรื่องการเรียนระหว่างพ่อแม่และลูก และความวิตกกังวลในการเรียน ระหว่างนักเรียนที่ประเมินความสัมพันธ์กับพ่อและกับแม่ (2) เพื่อพัฒนาและตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของการรับรู้การอบรมเลี้ยงดูอย่างใส่ใจและความวิตกกังวลในการเรียน โดยมีความขัดแย้งในเรื่องการเรียนระหว่างพ่อแม่และลูกเป็นตัวแปรส่งผ่าน กลุ่มตัวอย่าง คือ ลูกวัยรุ่นที่มีอายุระหว่าง 12-16 ปี และกำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ประกอบด้วยนักเรียนที่ประเมินความสัมพันธ์กับพ่อ 204 คน และกับแม่ 280 คน รวมทั้งสิ้น 484 คน เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล มาตรวัดการรับรู้การอบรมเลี้ยงดูอย่างใส่ใจ มาตรวัดความขัดแย้งในเรื่องการเรียนระหว่างพ่อแม่และลูก และมาตรวัดความวิตกกังวลในการเรียน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยาย และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า โมเดลการวัดการรับรู้การอบรมเลี้ยงดูอย่างใส่ใจและความวิตกกังวลในการเรียนไม่แปรเปลี่ยนระหว่างกลุ่มในทุกระดับ (โครงสร้าง, ค่าน้ำหนักองค์ประกอบ, ค่าเฉลี่ย, และค่าความคลาดเคลื่อน) ส่วนโมเดลการวัดความขัดแย้งในเรื่องการเรียนระหว่างพ่อแม่และลูกไม่แปรเปลี่ยนระหว่างกลุ่มในระดับโครงสร้างและค่าน้ำหนักองค์ประกอบเท่านั้น นอกจากนี้โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ทั้งในกลุ่มนักเรียนที่ประเมินความสัมพันธ์กับพ่อและกับแม่ โดยการรับรู้การอบรมเลี้ยงดูอย่างใส่ใจจากพ่อมีอิทธิพลทางอ้อมในทิศทางลบต่อความวิตกกังวลในการเรียนโดยมีความขัดแย้งในเรื่องการเรียนระหว่างพ่อและลูกเป็นตัวแปรส่งผ่านแบบสมบูรณ์ เช่นเดียวกันกับการรับรู้การอบรมเลี้ยงดูอย่างใส่ใจจากแม่ที่มีอิทธิพลทางอ้อมในทิศทางลบต่อความวิตกกังวลในการเรียนโดยมีความขัดแย้งในเรื่องการเรียนระหว่างแม่และลูกเป็นตัวแปรส่งผ่านแบบสมบูรณ์
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความผาสุกของพยาบาลวิชาชีพแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉินในโรงพยาบาลตติยภูมิ กรุงเทพมหานคร, พิตตินันท์ สายดำ
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความผาสุกของพยาบาลวิชาชีพแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉินในโรงพยาบาลตติยภูมิ กรุงเทพมหานคร, พิตตินันท์ สายดำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความผาสุก และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการมีอิสระแห่งตน ภาวะผู้นำที่เอาใจใส่ผู้ปฏิบัติงาน และบรรยากาศความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน กับความผาสุกของพยาบาลวิชาชีพแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉินในโรงพยาบาลตติยภูมิ กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างคือ พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน 1 ปีขึ้นไป 3 โรงพยาบาล โดยใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน จำนวน 163 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความผาสุกของพยาบาล แบบสอบถามการมีอิสระแห่งตน แบบสอบถามพฤติกรรมภาวะผู้นำที่เอาใจใส่ผู้ปฏิบัติงานของหัวหน้างาน และแบบสอบถามบรรยากาศความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่า CVI เท่ากับ .97, .88, .96 และ .99 ตามลำดับ และทดสอบค่าความเที่ยง โดยคำนวณหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่า ได้ค่าความเที่ยง เท่ากับ .93, .80, .97 และ .93 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า พยาบาลวิชาชีพแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉินในโรงพยาบาลตติยภูมิ กรุงเทพมหานคร มีความผาสุกโดยรวมอยู่ในระดับมาก (M = 3.79, S.D. = .41) โดยบรรยากาศความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน การมีอิสระแห่งตน และภาวะผู้นำที่เอาใจใส่ผู้ปฏิบัติงานของหัวหน้างาน มีความสัมพันธ์ทางบวกระดับปานกลางกับความผาสุกของพยาบาลวิชาชีพ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .504, .493 และ .426 ตามลำดับ) ผลการวิจัยครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงปัจจัยที่สัมพันธ์กับความผาสุกของพยาบาลวิชาชีพ ดังนั้นผู้บริหารทางการพยาบาลควรส่งเสริมความผาสุกกับพยาบาลวิชาชีพให้สอดคล้องกับปัจจัยที่สัมพันธ์ เพื่อส่งเสริมและธำรงรักษาให้พยาบาลวิชาชีพมีความผาสุกที่ดี อันจะส่งผลถึงคุณภาพการบริการพยาบาลที่ดี
Educational Application For Automated Analysis Of Movie's Narrative Structure Based On Editing Patterns Of Popular Thai Films, Nuttanai Lertpreechapakdee
Educational Application For Automated Analysis Of Movie's Narrative Structure Based On Editing Patterns Of Popular Thai Films, Nuttanai Lertpreechapakdee
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigated the narrative structures of popular Thai films and introduced an innovative approach to film education through the development of ‘Movie’s Narrative Structure Analyzer’ (MOVSA) mobile application. Through the analysis of shot duration patterns using machine learning techniques, five distinct narrative structures were identified in popular Thai films from 2006 to 2022. These include the Classical Three-Act Structure, Reverse Classical Three-Act Structure, Classical Four-Act Structure, Reverse Classical Four-Act Structure, and Roller Coaster Structure, reflecting both universal narrative patterns and the unique storytelling styles of Thai cinema. To further explore the implications of these narrative structures, the study examined …
ความเหนื่อยล้าเนื่องจากการทำงาน และปัจจัยที่เกี่ยวข้องของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กรุงเทพมหานคร, พชร ศศะนาวิน
ความเหนื่อยล้าเนื่องจากการทำงาน และปัจจัยที่เกี่ยวข้องของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กรุงเทพมหานคร, พชร ศศะนาวิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณาภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุก และปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเหนื่อยล้าเนื่องจากการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กรุงเทพมหานคร โดยสุ่มเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม 220 คน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 แบบสอบถาม ประกอบด้วย ข้อมูลปัจจัยด้านบุคคล ปัจจัยในงาน ปัจจัยองค์กร ข้อมูลความเหนื่อยล้าเนื่องจากการทำงาน (ความเหนื่อยล้า) Occupational Fatigue Exhaustion Recovery Scale-15 แปลไทย ฉบับปรับปรุง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน วิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างสองตัวแปร และวิเคราะห์การถดถอยลอจิสติกเชิงพหุ พบอัตราตอบกลับร้อยละ 85.27 ความชุกความเหนื่อยล้าเรื้อรัง เฉียบพลัน และการฟื้นตัว ร้อยละ 48.2, 60.9 และ 53.2 ตามลำดับ เมื่อควบคุมตัวกวนแล้วพบว่าปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเหนื่อยล้าเรื้อรังอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ 1) ภาวะซึมเศร้า 2) สถานะสุขภาพปานกลาง 3) แนวโน้มที่จะลาออกเล็กน้อย และปานกลาง/ สูง 4) จำนวนผู้เชี่ยวชาญไม่เพียงพอ และ 5) การดื่มแอลกอฮอล์ ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเหนื่อยล้าเฉียบพลัน ได้แก่ 1) ภาวะซึมเศร้า 2) สถานะสุขภาพปานกลาง 3) แนวโน้มที่จะลาออกเล็กน้อย และปานกลาง/ สูง 4) จำนวนผู้เชี่ยวชาญไม่เพียงพอ 5) การทำงานเดิมซ้ำ ๆ ปานกลาง และบ่อยครั้ง 6) ประสบการณ์ในตำแหน่งมากกว่า 2 ถึง 10 ปี และ 7) นโยบายไม่ค่อยดี ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการฟื้นตัวระหว่างกะ ได้แก่ 1) ภาวะซึมเศร้า 2) ภาวะนอนไม่หลับ 3) แนวโน้มที่จะลาออกปานกลาง/ สูง และ 4) การทำงานเดิมซ้ำ ๆ ปานกลาง ดังนั้น ปัจจัยด้านกายใจ องค์กร และลักษณะงานสัมพันธ์กับความเหนื่อยล้า การพัฒนานโยบายสนับสนุนการทำงาน …
การพัฒนาระบบการตรวจให้คะแนนการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติ, กวินนา แก้วเพ็ชร
การพัฒนาระบบการตรวจให้คะแนนการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติ, กวินนา แก้วเพ็ชร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) พัฒนาระบบการตรวจให้คะแนนการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติ และ 2) ประเมินคุณภาพระบบการตรวจให้คะแนนการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติ โดยมีตัวอย่างวิจัย คือ นิสิตนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต คณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ระดับชั้นปีที่ 3 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 103 คน จาก 5 มหาวิทยาลัย โดยใช้การเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย คือ ระบบการตรวจให้คะแนนการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติ และทำการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาคุณภาพของระบบจาก 3 ตัวชี้วัด ได้แก่ ความสอดคล้องในการตรวจให้คะแนนระหว่างระบบและผู้ตรวจที่เป็นมนุษย์ ประสิทธิผลของระบบ ความพึงพอใจของผู้ใช้ต่อระบบ ซึ่งผลการวิจัยพบว่า 1. แบบสอบเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษที่พัฒนาขึ้น จำนวน 4 ข้อ มีการประยุกต์โครงการสร้างและรูปแบบมาจากข้อสอบเขียนประเภทที่ 1 ของ IELTS โดยมีการปรับบริบทและสถานการณ์ให้เหมาะสมกับการเป็นข้อสอบสำหรับนิสิต นักศึกษาคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ และมีการปรับใช้เกณฑ์ในการตรวจให้คะแนนของ IELTS เช่นเดียวกัน โดยเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินมีทั้งสิ้น 4 เกณฑ์ ได้แก่ การตอบสนองต่อโจทย์ (Task achievement) ความสอดคล้องต่อเนื่อง (Coherence and Cohesion) คำศัพท์ (Lexical Resource) และความถูกต้องและความเหมาะสมของไวยากรณ์ (Grammatical Range and Accuracy) ซึ่งเกณฑ์การประเมินถูกปรับเป็น 5 ระดับ (0-4 คะแนน) เพื่อความเหมาะสมกับความสามารถของผู้สอบ ซึ่งเมื่อตรวจสอบคุณภาพของข้อสอบพบว่า มีค่าความยากอยู่ระดับปานกลาง และมีอำนาจจำแนกที่ดี เมื่อตรวจสอบความเที่ยงของผลการวัดตามทฤษฎีสรุปอ้างอิงพบว่า ความเที่ยงแบบอิงเกณฑ์ โดยการตรวจให้คะแนนโดยผู้สอบ 2 คน ด้วยการออกแบบการวัดแบบไขว้อยู่ในระดับที่น่าเชื่อถือ (Absolute G-Coefficient=0.75) และสหสัมพันธ์ภายในชั้นของแต่ละข้ออยู่ในระดับที่มีความเห็นพ้องร่วมกันสูงมาก (.994 ถึง 1.000) 2. ระบบการตรวจให้คะแนนการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติ ที่พัฒนาขึ้นด้วยภาษา JavaScript โดยมีระบบการทำงานแบบเบ็ดเสร็จในระบบ (Standalone) ซึ่งภายในประกอบไปด้วยข้อสอบวัดทักษะการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษ จำนวน 4 ข้อ และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้ต่อระบบ …
โปรแกรมส่งเสริมการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจโดยใช้ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคร่วมกับการกำกับตนเองสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษา, ชาญธวัช จันทร์กล่ำ
โปรแกรมส่งเสริมการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจโดยใช้ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคร่วมกับการกำกับตนเองสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษา, ชาญธวัช จันทร์กล่ำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองและของนักเรียนกลุ่มควบคุม 2) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจหลังการทดลองระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองกับนักเรียนกลุ่มควบคุมกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 60 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ นักเรียนกลุ่มทดลอง จำนวน 30 คนที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจโดยใช้ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคร่วมกับการกำกับตนเอง และนักเรียนกลุ่มควบคุม จำนวน 30 คน ไม่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) โปรแกรมส่งเสริมการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจโดยใช้ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคร่วมกับการกำกับตนเอง ประกอบด้วย 7 กิจกรรม ประเมินตนเอง รับรู้ปัญหา ร่วมกันวางแผน สู้ปัญหา จิตใจเข้มแข้ง แรงเสริมทางบวก และเรียนรู้ไปด้วยกัน 2) แบบประเมินการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจ ซึ่งประกอบด้วยแบบประเมินการรับรู้ข้อมูลและสถานการณ์เพื่อเตรียมพร้อมป้องกัน แบบประเมินการเผชิญปัญหาและตอบสนอง และแบบประเมินความสามารถในการฟื้นพลังทางจิตใจหลังเผชิญปัญหา วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจ โดยการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยของการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 2) ค่าเฉลี่ยของการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปผลการวิจัย โปรแกรมส่งเสริมการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจโดยใช้ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคร่วมกับการกำกับตนเองสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาส่งผลให้การจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุม
การพัฒนาชุดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการกำหนดตนเองและการตัดสินใจเลือกอาชีพเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่การมีงานทำของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้, สรญา มุทะธากุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) พัฒนาชุดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการกำหนดตนเองและการตัดสินใจเลือกอาชีพเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่การมีงานทำของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ 2) วิเคราะห์ผลของการใช้ชุดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการกำหนดตนเองและการตัดสินใจเลือกอาชีพเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่การมีงานทำของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ตัวอย่างวิจัยครั้งนี้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ที่กำลังศึกษาอยู่ในมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 3 คน โดยใช้การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง 2) กลุ่มครูของนักเรียนในกลุ่มตัวอย่างที่ 1 จำนวน 3 คน 3) กลุ่มผู้ปกครองที่ดูแลนักเรียนในกลุ่มตัวอย่างที่ 1 จำนวน 3 คน การวิจัยครั้งนี้เก็บรวบรวมข้อมูลแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 พัฒนาชุดกิจกรรมฯ และ ระยะที่ 2 ทดลองใช้ชุดกิจกรรมฯ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ ชุดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการกำหนดตนเองและการตัดสินใจเลือกอาชีพ และแผนการสอนประกอบชุดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการกำหนดตนเองและการตัดสินใจเลือกอาชีพเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่การมีงานทำของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ เครื่องมือรวบรวมข้อมูล ได้แก่ ชุดแบบประเมินทักษะการกำหนดตนเอง แบบประเมินการตัดสินใจเลือกอาชีพ และแบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นที่มีต่อชุดกิจกรรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงบรรยายและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. ชุดกิจกรรมฯ ประกอบด้วย 7 กิจกรรม แต่ละกิจกรรมประกอบด้วย 5 ขั้นตอน 2. ชุดกิจกรรมฯสามารถสร้างความตระหนักรู้ในตนเองและทำให้นักเรียนมีทักษะการกำหนดตนเองที่สูงขึ้น จนนำไปสู่การตัดสินใจเลือกอาชีพด้วยตนเองได้ 3. นักเรียนสามารถระบุอาชีพที่ตนเองสนใจได้อย่างมีเหตุผลและมีการวางแผนอย่างเป็นระบบมากขึ้น สามารถวางแผนบรรลุเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาวได้อย่างเป็นรูปธรรม 4. กลุ่มผู้ใช้ชุดกิจกรรมทั้ง 3 กลุ่ม มีความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า กิจกรรมมีความเหมาะสมกับบริบทของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ สามารถประยุกต์ใช้ในรายวิชาหรือกิจกรรมอื่น ๆ ได้
การเปรียบเทียบวิธีการปรับแต่งไฮเปอร์พารามิเตอร์ในโมเดลจำแนกทางการศึกษาด้วยการจำลองแบบมอนติคาร์โล, โยธิน หมายมั่น
การเปรียบเทียบวิธีการปรับแต่งไฮเปอร์พารามิเตอร์ในโมเดลจำแนกทางการศึกษาด้วยการจำลองแบบมอนติคาร์โล, โยธิน หมายมั่น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปรับแต่งไฮเปอร์พารามิเตอร์ของโมเดลจำแนกประเภท โดยใช้อัลกอริทึม Random Forest (RF) และ Support Vector Machine (SVM) และ (2) นำเสนอแนวทางในการเลือกใช้อัลกอริทึมและกำหนดขอบเขตพื้นที่การค้นหาไฮเปอร์พารามิเตอร์ที่เหมาะสมกับลักษณะของข้อมูล โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 เป็นการจำลองข้อมูลด้วยวิธีมอนติคาร์โล (Monte Carlo Simulation) เพื่อสร้างชุดข้อมูลที่แตกต่างกันตามปัจจัยต่อไปนี้ (1) ขนาดตัวอย่าง (50, 200, 500) (2) จำนวนตัวแปรต่อเนื่อง (3, 5, 7) (3) ขนาดอิทธิพลของตัวแปร (ระดับสูง, ระดับกลาง) (4) ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร (เชิงเส้น, ไม่เชิงเส้น) และ (5) พื้นที่การค้นหาค่าไฮเปอร์พารามิเตอร์ (all, importance) แล้วทำการปรับแต่งไฮเปอร์พารามิเตอร์ด้วย 4 วิธี ได้แก่ Bayesian Optimization (BO), Genetic Algorithm (GA), Hyperband (HPB) และ Particle Swarm Optimization (PSO) จากนั้นประเมินประสิทธิภาพของโมเดลด้วย 3 องค์ประกอบได้แก่ ได้แก่ (1) ประสิทธิภาพของการจำแนก โดยจะนำเสนอค่าความถูกต้อง (accuracy) (2) ความเสถียรของประสิทธิภาพ โดยพิจารณาจากสัมประสิทธิ์การแปรผัน (coefficient of variation: CV) และ (3) ดัชนีวัดประสิทธิภาพเชิงเวลา (time-efficiency index) โดยใช้เทคนิค XAI (feature permutation mean dropout loss) ผลการวิเคราะห์พบว่า ในด้านประสิทธิภาพในการจำแนก จำนวนตัวแปรต่อเนื่องมีความสำคัญสูงสุด (mean dropout loss = …
กระบวนการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ตามแนวคิดการเรียนรู้ด้วยการสร้างสรรค์ร่วมกันและการเรียนรู้จากการปฏิบัติสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, อรนิภา ไทยแท้ พันธุ์สมุทร
กระบวนการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ตามแนวคิดการเรียนรู้ด้วยการสร้างสรรค์ร่วมกันและการเรียนรู้จากการปฏิบัติสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, อรนิภา ไทยแท้ พันธุ์สมุทร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลการใช้กระบวนการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ตามแนวคิดการเรียนรู้ด้วยการสร้างสรรค์ร่วมกันและการเรียนรู้จากการปฏิบัติ สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย มีการดำเนินการวิจัย เป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานเพื่อออกแบบกระบวนการ ระยะที่ 2 การออกแบบกระบวนการ เสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ ระยะที่ 3 การศึกษาผลการใช้กระบวนการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ โดยนำไปทดลองใช้กับ กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 25 คน ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กรุงเทพมหานคร ที่ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบศึกษากลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง ระยะเวลาในการทดลองทั้งสิ้น 12 สัปดาห์ และระยะที่ 4 การปรับปรุงและพัฒนากระบวนการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ฉบับ สมบูรณ์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ 1) แบบประเมินภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ เป็นการประเมินโดยใช้เกณฑ์การให้คะแนน แบบรูบริกจากการสังเกตการปฏิบัติของนักเรียน ทั้งในสถานการณ์ที่กระตุ้นให้แสดงออกและในบริบทการเรียนการสอนตามปกติ และ 2) แบบวัดภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ เป็นการให้นักเรียนประเมินตนเองและเพื่อน โดยใช้มาตรประมาณค่าของลิเคิร์ท 4 ระดับ สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเปรียบเทียบ Wilcoxon signed-rank test และสถิติทดสอบ Friedman Test ผลการวิจัย สรุปได้ดังนี้ 1. กระบวนการที่พัฒนาขึ้นเป็นกระบวนการเรียนการสอนเพื่อเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียน มัธยมศึกษาตอนปลายที่เน้นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทำงานร่วมกันกับกลุ่มที่หลากหลาย และมีส่วนร่วมในการออกแบบการเรียนรู้ของ ตนเองในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและท้าทาย พร้อมฝึกสะท้อนคิดเพื่อพัฒนาตนเองและกลุ่ม โดยมีหลักการที่สำคัญ 5 ประการ คือ 1) การจัดกลุ่มผู้เรียนที่หลากหลายเอื้อต่อการเรียนรู้และการทำงานร่วมกัน 2) การให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการออกแบบการเรียนรู้ 3) การ สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ร่วมกัน 4) การกำหนดกรอบงานที่ท้าทาย และ 5) การให้ผู้เรียนสะท้อนคิดเพื่อพัฒนาการทำงาน และกระบวนการเรียนรู้ โดยกระบวนการที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ ขั้นที่ 1 ร่วมกันสร้าง ขั้นที่ 2 ร่วมกันออกแบบ ขั้นที่ 3 ร่วมกันทำ …
การสร้างศิลปนิพนธ์นาฏยกรรมไทยในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา 2019, ธัญวุฒิ พยายาม
การสร้างศิลปนิพนธ์นาฏยกรรมไทยในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา 2019, ธัญวุฒิ พยายาม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการจัดการเรียนการสอนและการปรับการดำเนินการสร้างงานนาฏกรรมในรายวิชาศิลปนิพนธ์ของสถาบันอุดมศึกษาในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 โดยกำหนดขอบเขตการศึกษาเฉพาะช่วงปีการศึกษา 2563–2565 และศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาที่เปิดสอนวิชาศิลปนิพนธ์ด้านนาฏยกรรมไทยจำนวน 7 สถาบัน ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม และมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร จากการศึกษาพบว่า รายวิชาศิลปนิพนธ์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ ศิลปนิพนธ์เชิงอนุรักษ์ และศิลปนิพนธ์เชิงสร้างสรรค์ ในช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาด นิยมจัดแสดงผลงานบนเวทีต่อสาธารณชน แต่ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา 2019 พบปัญหาในหลายด้าน ได้แก่ ปัญหาด้านสถานที่ ด้านอุปกรณ์ ด้านความเสถียรของสัญญาณอินเทอร์เน็ต ด้านสมาธิ และสภาพจิตใจของผู้เรียน ปัญหาเฉพาะของศิลปนิพนธ์เชิงอนุรักษ์ ได้แก่ ด้านการต่อท่ารำ ด้านการงบประมาณ ด้านสถานที่ และด้านคุณภาพผลงาน ส่วนศิลปนิพนธ์เชิงสร้างสรรค์พบปัญหาด้านสถานที่ ด้านการฝึกซ้อม การลงพื้นที่เก็บข้อมูล การจำกัดจำนวนผู้แสดง และด้านงบประมาณ การปรับรูปแบบการนำเสนอศิลปนิพนธ์ในช่วงวิกฤตนี้แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ 1) ด๊านซ์ฟิล์ม (Dance Film) ซึ่งใช้เทคนิคภาพยนตร์มาสนับสนุนการแสดงท่านาฏยศิลป์ 2) การบันทึกวีดิทัศน์ เน้นการถ่ายทอดท่ารำ 3) การแสดงสดบนเวทีซึ่งกลับมาใช้เมื่อสถานการณ์คลี่คลายผลการศึกษาสะท้อนถึงความสามารถในการปรับตัวของทั้งผู้เรียนและผู้สอนภายใต้ข้อจำกัดของสถานการณ์ การใช้เทคโนโลยีและการสื่อสารทางไกลมีบทบาทสำคัญต่อการจัดการเรียนการสอนศิลปนิพนธ์ในยุควิกฤต
ดุษฎีนิพนธ์การประพันธ์เพลง ‘พัทธ์ธีรา เอฟเฟค’ บทเพลงเปียโนแห่งจิตตานุภาพเพื่อจิตและปัญญา, พัทธ์ธีรา สุตัณฑวิบูลย์
ดุษฎีนิพนธ์การประพันธ์เพลง ‘พัทธ์ธีรา เอฟเฟค’ บทเพลงเปียโนแห่งจิตตานุภาพเพื่อจิตและปัญญา, พัทธ์ธีรา สุตัณฑวิบูลย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและประพันธ์บทเพลงที่ส่งเสริมการนอนหลับ โดยอ้างอิงจากความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับ ได้แก่ แพทย์ นักบำบัด และนักจิตวิทยา ผ่านการเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามแบบมีโครงสร้าง ผู้วิจัยนำผลการวิเคราะห์ข้อมูลและข้อเสนอแนะไปสร้างสรรค์บทเพลง ‘พัทธ์ธีรา เอฟเฟค’ บทเพลงเปียโนแห่งจิตตานุภาพ เพื่อจิตและปัญญา สำหรับบรรเลงโดยเปียโนและเชมเบอร์ออเคสตราซึ่งประกอบด้วยเครื่องลมไม้ (ฟลูต โอโบ คลาริเน็ต บาสซูน) เครื่องลมทองเหลือง (ฮอร์น) เครื่องสาย (ไวโอลิน วิโอลา เชลโล ดับเบิลเบส) และอิเล็กโทน ความยาวประมาณ 30-40 นาที มี 3 ท่อน ได้แก่ 1) นิทราใต้แสงจันทร์ 2) ภาพฝัน และ 3) รุ่งสางเลือนราง
แนวทางการออกแบบอัตลักษณ์ทางตัวอักษรสำหรับตราสินค้าไลฟ์สไตล์จากทุนทางวัฒนธรรม : กรณีศึกษา อีสาน คิวบิสม์, ภาณุพงศ์ จันทน์ผลิน
แนวทางการออกแบบอัตลักษณ์ทางตัวอักษรสำหรับตราสินค้าไลฟ์สไตล์จากทุนทางวัฒนธรรม : กรณีศึกษา อีสาน คิวบิสม์, ภาณุพงศ์ จันทน์ผลิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างเกณฑ์และประเมินกรณีศึกษาอีสาน คิวบิสม์ โดยอ้างอิงแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศในการพัฒนาตราสินค้าจากทุนทางวัฒนธรรม 2) ค้นหาภาพลักษณ์ของจุดหมายปลายทางตามแนวคิดคิวบิสม์ 3) วิเคราะห์กลยุทธ์ตราสินค้าไลฟ์สไตล์ เส้นทางประสบการณ์ของผู้บริโภค และจุดสัมผัสของตราสินค้า 4) วิเคราะห์จิตวิทยาของกลุ่มไลฟ์สไตล์ และ 5) กำหนดแนวทางการออกแบบอัตลักษณ์ทางตัวอักษรสำหรับตราสินค้าไลฟ์สไตล์ที่มีรากฐานจากทุนทางวัฒนธรรม โดยใช้กรณีศึกษา “อีสาน คิวบิสม์” ซึ่งเป็นตราสินค้าที่นำเสนอผลิตภัณฑ์เซรามิกบนพื้นฐานทุนวัฒนธรรมของภาคอีสาน กระบวนการวิจัยอาศัยแนวทางการตรวจสอบสามเส้าทางทฤษฎี เพื่อสังเคราะห์แก่นแนวคิดร่วมจาก 3 มุมมอง ได้แก่ ภาพลักษณ์จุดหมายปลายทางตามแนวคิดคิวบิสม์ กลยุทธ์ตราสินค้า ไลฟ์สไตล์ และจิตวิทยาของกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งส่งผลให้ได้ชุดข้อมูลที่สอดคล้องกันในเชิงภาพลักษณ์ ไลฟ์สไตล์ และทัศนคติของผู้บริโภคเป้าหมาย ผลจากการสังเคราะห์ดังกล่าวนำไปสู่การกำหนดแนวทางการออกแบบอัตลักษณ์ทางตัวอักษรสำหรับตราสินค้าไลฟ์สไตล์ที่มีรากฐานจากทุนทางวัฒนธรรม ซึ่งถูกรวบรวมและนำเสนอผ่านกระดานบันดาลใจจำนวน 3 แนวทาง ที่ได้แรงบันดาลใจจากศิลปะพื้นถิ่นอีสาน ได้แก่ ลวดลายผ้าขิด จิตรกรรมฮูปแต้ม และพระพุทธรูปไม้โบราณ ผู้วิจัยได้นำแก่นแนวคิดดังกล่าวมาใช้ในกระบวนการออกแบบต้นแบบตัวอักษร ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอน 1) การกำหนดตัวแปรการออกแบบ เช่น สไตล์ ความกว้าง น้ำหนัก คอนทราสต์ และพื้นที่ว่างในอักษร 2) การสร้างภาษาภาพของตัวอักษร เพื่อกำหนดส่วนประกอบพื้นฐาน และ 3) การวางโครงสร้างอักษร อย่างมีระบบในด้านสัดส่วน ความสมมาตร และระบบหน่วยประกอบ จากนั้นจึงประยุกต์แบบอักษรดังกล่าวสู่การออกแบบตราสัญลักษณ์และจุดสัมผัสของตราสินค้า ก่อนให้กลุ่มเป้าหมายประเมินความพึงพอใจ เพื่อทดสอบศักยภาพของแนวทางในการถ่ายทอดอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมให้เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ศิลปะดิจิทัล: ก่อร่างสร้างร่างกายของฉัน, สกลพัฒน์ โชติปัทมนนท์
ศิลปะดิจิทัล: ก่อร่างสร้างร่างกายของฉัน, สกลพัฒน์ โชติปัทมนนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยสร้างสรรค์ฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการสร้างสรรค์งานศิลปะเชิงหลังมนุษยนิยมผ่านร่างกายมนุษย์ โดยอิงจากประสบการณ์ตรงของผู้วิจัยในการเปลี่ยนแปลงร่างกายในแบบฉบับของผู้วิจัยเอง ซึ่งได้รับอิทธิพลจากสื่อร่วมสมัย เช่น โฆษณา ภาพยนตร์ และโซเชียลมีเดีย ที่มักนำเสนอภาพร่างกายที่แข็งแรง มีกล้ามเนื้อชัดเจน และสื่อถึงความสมบูรณ์แบบตามจินตนาการทางวัฒนธรรม ผู้วิจัยนำแนวคิดและทฤษฎีจากหลากหลายสาขา ทั้งด้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ อาทิ การกลายเป็น (Becoming) อภิมนุษย์ (Übermensch) แฟนตามาสโกรเรีย (Phantasmagoria) และแนวคิดไซบอร์ก (Cyborg) เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงร่างกายเป็น A Work of Art ไปสู่ร่างหลังมนุษยนิยมที่ถูกควบคุมและจัดการผ่านการกระทำทางกายภาพและเครื่องจักรดิจิทัลโดยการประมวลผลที่ทำให้ร่างกายถูกทำให้กลายเป็นดิจิไทเซชั่น (Digitization) ในการสร้างสรรค์ผลงาน ผู้วิจัยใช้เทคนิคศิลปะดิจิทัล (Digital Art) ร่วมกับเทคโนโลยีโลกเสมือนจริง (Virtual Reality) ถ่ายทอดกระบวนการ “ก่อร่างสร้างร่างกาย” ที่สะท้อนทั้งมิติทางกายภาพ อารมณ์ และจิตใจจากฝึกฝนร่างกายของผู้วิจัย ภายใต้บริบทของโลกหลังมนุษย์ (Posthuman World) ที่เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์สมัยใหม่กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนในการเปลี่ยนแปลง ควบคุม จัดการ และกำหนดความเป็นไปทั้งในโลกกายภาพและดิจิทัล ผลงานศิลปะนี้จึงไม่เพียงแสดงภาพของร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นข้อมูลทางดิจิทัลเท่านั้น แต่ยังตั้งคำถามถึงอัตลักษณ์ ตัวตน ร่างกายและพรมแดนระหว่างความเป็นมนุษย์กับเครื่องจักรในโลกยุคใหม่
Reproductive Health Problems And Factors Associated With Services Used Among Japanese Female Expatriates In Bangkok, Ayaka Nakashima
Reproductive Health Problems And Factors Associated With Services Used Among Japanese Female Expatriates In Bangkok, Ayaka Nakashima
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Reproductive health (RH) refers to a state of complete physical, mental, and social well-being in all aspects of reproductive system. Strengthening health system’s capacity, particularly through improving health service utilization (HSU), is key to enhancing RH outcomes. Despite services availability, access RH care remains limited. Evidence on RH service utilization (RHSU) among Japanese female expatriates is scarce, especially through the lens of Andersen’s Behavioral Model of Health Service Use (BMSU). This study is aimed to find factors associated with RHSU for dysmenorrhea, premenstrual syndrome (PMS), menopausal symptoms, and contraceptive use among Japanese female expatriates in Bangkok, using BMSU framework. A …
Knowledge, Attitude, Utilization Frequency, And Reutilization Of Telehealth Centers For Maternal Care Services Among Pregnant Women And Mothers In Pakistan: A Cross-Sectional Study, Yamna Ghaffar
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Maternal health in rural Pakistan, especially in Balochistan, faces challenges due to limited access to skilled care and health inequalities. Telehealth offers a promising solution by providing remote antenatal, delivery, and postnatal services. Global and local evidence, including the BRDF Telehealth Center, shows its potential to improve outcomes and bridge service gaps, despite ongoing digital access challenges. The study objective was to evaluate the knowledge, attitudes, and reutilization of the BRDF Telehealth Center in Gandawah among pregnant women and mothers. Methods: A cross-sectional study was conducted at the Balochistan Research and Development Foundation (BRDF) Telehealth Center in Gandawa, Balochistan, …
Factors Associated With Adolescent Pregnancy In Mpigi District, Uganda: A Community-Based Cross-Sectional Study, Kyoko Hoshino
Factors Associated With Adolescent Pregnancy In Mpigi District, Uganda: A Community-Based Cross-Sectional Study, Kyoko Hoshino
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Adolescent pregnancy is a significant public health and social challenge, with around 90% of these pregnancies occurring in low-and middle-income countries. This study aims to determine the prevalence of adolescent pregnancy and its associated factors among older adolescents in Mpigi district, Uganda. A community-based cross-sectional study was conducted from September to October 2024 among adolescent girls aged 15 to 19 years in Mpigi district, Uganda. Participants were selected using a multistage sampling approach from 12 villages within the district. The data was collected using an interviewer-administered structured questionnaire, assisted by four data collectors. Descriptive statistics were employed to determine the …
The Association Between Mental Health, Fear Of Missing Out, And Sleep Quality Among University Students In The Sichuan Chongqing Region, China: A Cross Sectional Study, Yuncheng Jia
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Sleep quality is a critical determinant of health, with poor sleep linked to adverse physical and mental outcomes. Among university students, excessive screen time, social media engagement, and psychological factors like Fear of Missing Out (FoMO) exacerbate sleep disturbances. Despite growing recognition of FoMO’s role in mental health challenges, its direct relationship with sleep quality remains understudied. This study aim to investigates the associations between mental health, FoMO, and sleep quality among university students in China’s Sichuan-Chongqing region, a population highly immersed in digital culture. And provide insight on how sleep quality is shifting in digital era.Methods: A cross-sectional …
Abortion Knowledge And Attitudes Among Undergraduate Students In Bangkok, Thailand Post-Legislative Reform, Thanapond Sukonthachart
Abortion Knowledge And Attitudes Among Undergraduate Students In Bangkok, Thailand Post-Legislative Reform, Thanapond Sukonthachart
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Following Thailand's 2021 legislative reforms to expand legal abortion access, informational barriers remain a challenge. Teachers, a key source of reproductive health information, influence youth abortion decisions. However, safe abortion is not formally included in the training of future educators. Method(s): A quantitative, cross-sectional study was conducted in Bangkok among undergraduate students enrolled in degree programs leading to a teaching qualification at 19 tertiary institutions. Data were collected using a self-administered online questionnaire and analyzed using descriptive statistics, Chi-square tests of association, and multiple linear regression. Result(s): Among 401 respondents, the distribution of knowledge among participants varied: 36.7% exhibited …
Experience Of Gender-Based Violence (Gbv) And Gbv Prevention During Disaster Among Women And Gender Diverse People In Japan: A Mixed Methods Study, Iino Sae
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Gender-based violence (GBV) remains a critical concern during disasters, yet preventive engagement is limited. This mixed-methods study examined GBV prevention among disaster-affected women and gender-diverse individuals in Ishikawa Prefecture, Japan, using a survey (n=424) and in-depth interviews (n=5). Despite high GBV knowledge (63.9%) and positive attitudes (51.7%), only 23.6% engaged in preventive practices. Key quantitative findings show that evacuation experience (OR=1.793, p=0.016) increased engagement, while prior IPV/GBV experience (OR=0.145, p=0.003) and suburban residence (OR=0.631, p=0.044) were associated with lower engagement. Knowledge (OR=1.383, p=0.184) and attitude (OR=1.336, p=0.213) did not significantly predict preventive actions. Qualitative findings revealed that participants had limited …
Effect Of Web-Based Tools On Knowledge And Performance Among Community Nurses On Diabetes Control At Primary Health Care Level In Myanmar: A Cost-Effective Analysis And Quasi Experimental Study, Kyi Thar
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Along with rising prevalence, diabetes has emerged as a global public health problem which triggers economic burden, especially among developing countries. Optimizing knowledge and performance of health care workers at primary health care (PHC) level is pivotal for the success of diabetes control programs. Web-based diabetes tools are one of the innovative solutions to improve knowledge and performance among health care providers. However, evidence-based intervention study indicating the effect of web-based tools on diabetes among community nurses has not been conducted in Myanmar before. Objective: This study aimed to demonstrate the integrated effects of web-based diabetes knowledge and diabetes …
Webtoon-Based Transmedia Storytelling And Fan Engagement In The K-Pop Industry: A Case Study Of Enhypen And The Webtoon ‘Dark Moon’, Kay Khine Khin Latt
Webtoon-Based Transmedia Storytelling And Fan Engagement In The K-Pop Industry: A Case Study Of Enhypen And The Webtoon ‘Dark Moon’, Kay Khine Khin Latt
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study examines the role of webtoons as a transmedia storytelling tool in enhancing fan engagement within the K-pop industry, with a focus on the collaboration between the K-pop boy band ENHYPEN and the webtoon 'Dark Moon'. By applying Henry Jenkins’ transmedia storytelling principles, the Uses and Gratifications (U&G) theory, and Parasocial Interaction (PSI) theory, this study examines how narrative integration across platforms influences emotional attachment, consumption behavior, and motivational factors in fan engagement. Using the webtoon Dark Moon as a case study, the research employs in-depth interviews with 15 key informants from ENHYPEN’s global fan base, alongside contextualization of …
The Influence Of Korean Reality Shows On Tourism Trends In Southeast Asia: Focusing On Vietnam And Thailand, Hoang Doan Trang Nguyen
The Influence Of Korean Reality Shows On Tourism Trends In Southeast Asia: Focusing On Vietnam And Thailand, Hoang Doan Trang Nguyen
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study explores the immediate influence of Korean reality shows, which impact has not been thoroughly studied, on tourism trends in Southeast Asia, specifically in Vietnam and Thailand. The research fills the gap in existing literature by investigating the correlation between media studies and tourism, highlighting the role of screening culture in shaping travel behavior, and proposing strategies for Vietnam and Thailand to take advantage of this phenomenon. Employing a nowcasting methodology, the research analyzes online search interest data from Naver Trends for a period of 30 days before and after the broadcast of selected Korean reality show episodes filmed …
Influence Of K-Pop On The Behavior Of Indonesian Fans Towards The Korean Basketball League, Abharina Hizwaty
Influence Of K-Pop On The Behavior Of Indonesian Fans Towards The Korean Basketball League, Abharina Hizwaty
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study explores the influence of K-pop fan culture on the behavior and engagement of Indonesian fans of the Korean Basketball League (KBL). As K-pop expands globally with its emotionally driven and participatory fandom, similar fan practices are increasingly seen in sports fandom. Based on in-depth interviews with 15 Indonesian KBL fans aged 20 to 32, the study investigates how behaviors such as organizing fan projects, creating fan art, fan videos, fanfiction, and collecting merchandise like photocards are applied to the KBL fandom. Many Indonesian KBL fans discover KBL not through traditional sports media but through entertainment-based content such as …
Navigating Culture In School-Based Suicide Prevention: A Study Of Collectivist Values, National Policy, And Help-Seeking Among Seoul’S High School Students, Maria Nikolova Goranova
Navigating Culture In School-Based Suicide Prevention: A Study Of Collectivist Values, National Policy, And Help-Seeking Among Seoul’S High School Students, Maria Nikolova Goranova
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
South Korea’s persistently high youth suicide rate presents an urgent public health challenge, particularly among high school students facing extreme academic pressure and deeply rooted cultural expectations. While the South Korean government has introduced various national mental health policies and school-based initiatives, many adolescents remain reluctant to seek help due to stigma, shame, and fears of burdening others—barriers that are intensified by collectivist cultural values. This study examines how suicide prevention programs in Seoul’s high schools align with national policy goals and address cultural factors influencing adolescent help-seeking behaviour. Using a qualitative, document-based approach, the research analyzes government policies, program …
Effects Of Hyflex Instruction Using The Ecrif Method On The Enhancement Of English Speaking Ability Of Thai Upper Secondary School Students, Kittibodee Rubporn
Effects Of Hyflex Instruction Using The Ecrif Method On The Enhancement Of English Speaking Ability Of Thai Upper Secondary School Students, Kittibodee Rubporn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This quasi-experimental mixed-methods study 1) explored the effects of HyFlex (Hybrid-Flexible) instruction using the ECRIF (Encounter, Clarify, Remember, Internalize, Fluently Use) method on the enhancement of English speaking ability of Thai upper secondary students. The study assessed five components of speaking ability: pronunciation, grammar, vocabulary, fluency, and comprehension, and 2) investigated students’ perceptions towards the HyFlex instruction and 3) its modes of instruction: onsite, synchronous online, and asynchronous online. Thirty students participated, completing a B1-level speaking test before and after instruction. Quantitative data from a 4-point Likert-scale questionnaire and qualitative insights from open-ended responses and semi-structured interviews were analyzed. Results …
Low-Density Neutrophils (Ldns) In Childhood-Onset Systemic Lupus Erythematosus With Lupus Nephritis, The Possible Impact Of Type I Interferon And Dsdna, Wilasinee Saisorn
Low-Density Neutrophils (Ldns) In Childhood-Onset Systemic Lupus Erythematosus With Lupus Nephritis, The Possible Impact Of Type I Interferon And Dsdna, Wilasinee Saisorn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Childhood-onset systemic lupus erythematosus (cSLE) is an autoimmune disease caused by immune system dysfunction, leading to the formation and accumulation of immune complexes and proinflammatory cytokines and affecting to tissue damage and abnormalities in multiple organ systems, respectively. In pediatrics, the disease progresses with higher severity and complications, particularly lupus nephritis (LN), which is one of the major causes of morbidity and long-term kidney dysfunction. Nowadays, low-density neutrophils (LDNs), an inflammatory neutrophil subset, have been increasingly recognized as key contributors to autoimmune pathogenesis. The increase of LDNs may be associated with the levels of type I interferon and anti-dsDNA antibodies, …
The Study In Beauty Image As Shown Through Contemporary Korean Webtoons: True Beauty, Manassawan Sermsamran
The Study In Beauty Image As Shown Through Contemporary Korean Webtoons: True Beauty, Manassawan Sermsamran
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The objectives of this research were 1) To examine the beauty image portrayed in the webtoon ‘True Beauty’. 2) To study how beauty images presented through ’True Beauty’ shaped perceptions of beauty among viewers. This research was qualitative research by analyzing character dialogues and supporting media including viewer comments, YouTube makeup tutorials, and interviews with the author the study investigates how beauty image are constructed, internalized, and reinforced through digital storytelling. The result found that beauty image which presented in serves as a medium that reflects and reinforces societal beauty image. The characteristics in webtoon had created beauty standard in …