Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (911)
- Medicine and Health Sciences (729)
- Education (403)
- Psychology (255)
- Arts and Humanities (250)
-
- Communication (233)
- Communication Technology and New Media (233)
- Mass Communication (233)
- Nursing (197)
- Educational Assessment, Evaluation, and Research (183)
- Sociology (148)
- Public Health (145)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (108)
- Business (105)
- Physical Sciences and Mathematics (92)
- Mental and Social Health (90)
- Other Mental and Social Health (88)
- Economics (84)
- Medical Sciences (84)
- Sports Sciences (78)
- Architecture (77)
- Engineering (66)
- Dentistry (65)
- Criminology (61)
- Social Justice (61)
- Fine Arts (53)
- English Language and Literature (50)
- Urban, Community and Regional Planning (48)
- Geriatric Nursing (46)
- Computer Sciences (45)
Articles 151 - 180 of 2655
Full-Text Articles in Entire DC Network
ประสบการณ์การดูแลตนเองของนักจิตวิทยาการปรึกษาในช่วงฝึกประสบการณ์ภาคสนาม, สุทธจิต บูรณกานนท์
ประสบการณ์การดูแลตนเองของนักจิตวิทยาการปรึกษาในช่วงฝึกประสบการณ์ภาคสนาม, สุทธจิต บูรณกานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์การดูแลตนเองของนักจิตวิทยาการปรึกษาในช่วงฝึกประสบการณ์ภาคสนาม ด้วยระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแนวปรากฏการณ์วิทยาเชิงตีความ (IPA) โดยเก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง 6 รายจากนักจิตวิทยาการปรึกษาที่ฝึกประสบการณ์ภาคสนามไม่น้อยกว่า 40 ชั่วโมงและรับรู้ถึงความเครียด ความกดดันอันเกิดจากการฝึกประสบการณ์ ผลการวิจัยสามารถแบ่งได้ 5 ประเด็นหลักดังนี้ 1) ผู้ให้ข้อมูลรับรู้ถึงความท้าทายในการฝึกประสบการณ์ ทั้งความท้าทายทางวิชาการ และความท้าทายในประเด็นส่วนบุคคล 2) ผลกระทบของการไม่ดูแลตนเองต่อการให้บริการ 3) รูปแบบในการดูแลตนเอง อาทิ การจัดลำดับความสำคัญของภาระงาน การทำกิจกรรมที่มุ่งเน้นการเติบโต และการทำกิจกรรมที่มุ่งเน้นการผ่อนคลาย การใช้การสนับสนุนทางสังคม 4) ผลทางบวกของการดูแลตนเองทั้งต่อตัวนักจิตวิทยาการปรึกษา และต่อการให้บริการ และ 5) ความสำคัญในการดูแลตนเอง โดยสรุป นักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดส่วนใหญ่เห็นว่าการดูแลตนเองเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้รับมือความท้าทายในช่วงฝึกประสบการณ์ภาคสนามได้ดีขึ้น หลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับจิตวิทยาการปรึกษาจึงควรอบรมและเน้นย้ำให้นักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดมีการดูแลตนเองในช่วงดังกล่าว
ความสัมพันธ์ระหว่างสติ ความยืดหยุ่นทางจิตใจ ความเมตตากรุณาต่อตนเอง และความนิยมความสมบูรณ์แบบของนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรี, จิณณวัตร เกริกอาชาชัย
ความสัมพันธ์ระหว่างสติ ความยืดหยุ่นทางจิตใจ ความเมตตากรุณาต่อตนเอง และความนิยมความสมบูรณ์แบบของนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรี, จิณณวัตร เกริกอาชาชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสติ ความยืดหยุ่นทางจิตใจ ความเมตตากรุณาต่อตนเอง และความนิยมความสมบูรณ์แบบ รวมถึงบทบาทของการเป็นตัวแปรส่งผ่านความเมตตากรุณาต่อตนเองในความสัมพันธ์ ด้วยการวิจัยเชิงสำรวจโดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบตัดขวาง เก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามออนไลน์ซึ่งประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป มาตรวัดสติห้าองค์ประกอบ มาตรวัด Mindfulness Insight Scale มาตรวัดความเมตตากรุณาต่อตนเอง และมาตรวัดลักษณะยึดติดความสมบูรณ์แบบจากกลุ่มตัวอย่างนักศึกษามหาวิทยาลัยในประเทศไทยช่วงอายุ 18 ถึง 25 ปี (M = 20.15, SD = 1.239) จำนวน 289 คน โดยใช้การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและการวิเคราะห์เส้นทางสำหรับการทดสอบสมมติฐาน ผลการวิจัยพบว่า ความนิยมความสมบูรณ์แบบมีความสัมพันธ์ทางลบกับสติ (r = -.164, p = .003) และความเมตตากรุณาต่อตนเอง (r = -.356, p < .001) อย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่พบความสัมพันธ์กับความยืดหยุ่นทางจิตใจ (r = .000, p = .498) สำหรับการวิเคราะห์ตัวแปรส่งผ่านพบว่า โมเดลที่มีความเมตตากรุณาต่อตนเองเป็นตัวแปรส่งผ่านในความสัมพันธ์สอดคล้องกับข้อมูลระดับดีมาก (χ2(1) = 1.798, CFI = .998, TLI = .987, RMSEA = .053) และพบว่า ความเมตตากรุณาต่อตนเองเป็นตัวแปรส่งผ่านในความสัมพันธ์ระหว่างสติและความนิยมความสมบูรณ์แบบ (β = -0.295, p < .001) และระหว่างความยืดหยุ่นทางจิตใจและความนิยมความสมบูรณ์แบบ (β = -0.140, p < .001) ผลการวิจัยสนับสนุนถึงการส่งเสริมความเมตตากรุณาต่อตนเองในนักศึกษามหาวิทยาลัยเพื่อลดผลกระทบทางลบที่อาจเกิดขึ้นจากความนิยมความสมบูรณ์แบบ
ประสบการณ์ทางจิตใจของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดที่ทำงานกับผู้รับบริการที่มีความคิดฆ่าตัวตาย, ชิษณุชา เลิศพัฒนกุลธร
ประสบการณ์ทางจิตใจของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดที่ทำงานกับผู้รับบริการที่มีความคิดฆ่าตัวตาย, ชิษณุชา เลิศพัฒนกุลธร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์ทางจิตใจของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดที่ทำงานกับผู้รับบริการที่มีความคิดฆ่าตัวตาย โดยศึกษาด้วยระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพการวิเคราะห์เชิงปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ (interpretative phenomenological analysis: IPA) และเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยบันทึกประเด็นสำคัญ ระบุใจความสำคัญ (theme) และจัดหมวดหมู่ใจความสำคัญ ผู้เข้าร่วมการวิจัย คือ นักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดที่ทำงานกับผู้รับบริการที่มีความคิดฆ่าตัวตาย จำนวน 5 คน มีอายุระหว่าง 25-40 ปี ผลการวิจัยพบ 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ ประเด็นหลักที่ 1 จุดเริ่มต้นที่ช่วยให้รับรู้ความคิดฆ่าตัวตาย ซึ่งประกอบด้วย 3 ใจความสำคัญรอง คือ 1) ความไว้วางใจต่อผู้ให้การปรึกษา 2) ความรู้สึกท่วมท้นของผู้รับบริการ 3) สัญญาณอันตรายนำไปสู่การตรวจสอบความคิดฆ่าตัวตาย ประเด็นหลักที่ 2 ความกลัวและไม่เชื่อมั่นในการรับมือกับความคิดฆ่าตัวตาย ซึ่งประกอบด้วย 2 ใจความสำคัญรอง คือ 1) ความไม่เชื่อมั่นจากการคิดว่าตนเองด้อยความสามารถ 2) ความกลัวว่าจะไม่สามารถป้องกันการฆ่าตัวตายได้ ประเด็นหลักที่ 3 การทำงานที่ไม่ได้เอื้อประโยชน์สูงสุดแก่ผู้รับบริการ ซึ่งประกอบด้วย 2 ใจความสำคัญรอง คือ 1) หลีกเลี่ยงการพูดถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องฆ่าตัวตาย 2) ความไม่ว่างขัดขวางพื้นที่ในการรับฟัง และประเด็นหลักที่ 4 การเรียนรู้เพื่อรับมือกับความคิดฆ่าตัวตาย ซึ่งประกอบด้วย 2 ใจความสำคัญรอง คือ 1) การมองเห็นตามความเป็นจริง 2) การดูแลและพัฒนาตนเอง ซึ่งการวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงสภาพจิตใจและการฟื้นตัวของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดที่ต้องทำงานกับผู้รับบริการที่มีความคิดฆ่าตัวตาย โดยสามารถนำผลการวิจัยไปพัฒนาการสนับสนุนและช่วยเหลือทางจิตใจของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดกลุ่มนี้ เพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป
บทบาทการเป็นตัวแปรส่งผ่านของการกำกับอารมณ์แบบเก็บกด ในความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพความไวต่อการประมวลผลข้อมูลสูงกับภาวะซึมเศร้า, ณัฐสุดา บุญอยู่
บทบาทการเป็นตัวแปรส่งผ่านของการกำกับอารมณ์แบบเก็บกด ในความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพความไวต่อการประมวลผลข้อมูลสูงกับภาวะซึมเศร้า, ณัฐสุดา บุญอยู่
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลส่งผ่านระหว่างบุคลิกภาพความไวต่อการประมวลผลข้อมูลสูงซึ่งเป็นบุคลิกภาพของบุคคลที่มีความละเอียดอ่อนสูงในความสัมพันธ์ระหว่างการกำกับอารมณ์แบบเก็บกดและภาวะซึมเศร้า กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรีจำนวน 201 คนเข้าร่วมงานโดยการสุ่มตามสมัครใจ โดยเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามออนไลน์และแบบกระดาษเขียนตอบ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) มาตรวัดระดับบุคลิกภาพแบบละเอียดอ่อนสูง (α = .87) 2) มาตรวัดการกำกับอารมณ์แบบเก็บกด (α = .77) และ 3) มาตรวัดภาวะซึมเศร้า (α = .87) ผลการวิเคราะห์สหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรเป็นไปตามสมมติฐาน โดยพบสหสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของทั้ง 3 ตัวแปร โดยพบสหสัมพันธ์ทางบวกระหว่างบุคลิกภาพความไวต่อการประมวลผลข้อมูลสูงกับภาวะซึมเศร้า (r(199) = .36, p < .01) บุคลิกภาพความไวต่อการประมวลผลข้อมูลสูงกับการกำกับอารมณ์แบบเก็บกด (r(199) = .19, p < .01) และการกำกับอารมณ์แบบเก็บกดกับภาวะซึมเศร้า (r(199) = .28, p < .01) ในการวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่านอย่างง่าย ผลการศึกษาพบอิทธิพลการส่งผ่านของการกำกับอารมณ์แบบเก็บกดต่อความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพความไวต่อการประมวลผลข้อมูลสูงและภาวะซึมเศร้า (ab = 0.037, 95% bootstrap CI [0.003, 0.088]) ผลงานวิจัยนี้แสดงถึงอิทธิพลของการกำกับอารมณ์แบบเก็บกดต่อความสัมพันธ์ระหว่างความไวต่อการประมวลผลข้อมูลสูงและภาวะซึมเศร้าในกลุ่มบุคคลที่มีความละเอียดอ่อนสูง อันเป็นประโยชน์ในการหาแนวทางการป้องกันหรือลดภาวะซึมเศร้าในบุคคลที่มีความละเอียดอ่อนสูงต่อไป
ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้การอบรมเลี้ยงดูแบบใส่ใจจากพ่อแม่ การรับรู้การสนับสนุนความมีอิสระจากพ่อแม่ ความกตัญญู และความพึงพอใจในชีวิตครอบครัวในวัยรุ่นตอนกลาง, ธชา เลิศประเสริฐเวช
ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้การอบรมเลี้ยงดูแบบใส่ใจจากพ่อแม่ การรับรู้การสนับสนุนความมีอิสระจากพ่อแม่ ความกตัญญู และความพึงพอใจในชีวิตครอบครัวในวัยรุ่นตอนกลาง, ธชา เลิศประเสริฐเวช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงสำรวจ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้การอบรมเลี้ยงดูแบบใส่ใจจากพ่อแม่ในมิติตระหนักถึงปฏิสัมพันธ์กับลูก และในมิติขัดเกลาอย่างมีสติ การรับรู้การสนับสนุนความมีอิสระจากพ่อแม่ ความกตัญญูในการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน และในแบบอำนาจนิยม และความพึงพอใจในชีวิตครอบครัวในวัยรุ่นตอนกลาง โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 - 5 จำนวน 184 คน มีช่วงอายุระหว่าง 14-17 ปี การวิจัยนี้ตรวจสอบสมมติฐานด้วยการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple regression) ผลการทดสอบการวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณ พบว่า มี 3 ตัวแปร ได้แก่ การรับรู้การอบรมเลี้ยงดูแบบใส่ใจในมิติตระหนักถึงปฏิสัมพันธ์กับลูก การรับรู้การอบรมเลี้ยงดูแบบใส่ใจในมิติขัดเกลาอย่างมีสติ และการรับรู้การสนับสนุนความมีอิสระจากพ่อแม่ ร่วมกันอธิบายความพึงพอใจในชีวิตครอบครัวในวัยรุ่นตอนกลาง โดยมีค่าสัมประสิทธิ์ความถดถอยมาตรฐาน คือ .272 และ.246 และ .202 ซึ่งโมเดลการถดถอยแบบพหุคูณของการรับรู้การอบรมเลี้ยงดูแบบใส่ใจในมิติตระหนักถึงปฏิสัมพันธ์กับลูก การรับรู้การอบรมเลี้ยงดูแบบใส่ใจในมิติขัดเกลาอย่างมีสติ การรับรู้การสนับสนุนความมีอิสระของพ่อแม่ และความกตัญญูร่วมกันอธิบายความพึงพอใจในชีวิตครอบครัวของวัยรุ่นตอนกลางได้ร้อยละ 57
ประสบการณ์ของคนรักในการคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์แบบคู่รักกับบุคคลที่ได้รับวินิจฉัยโรคซึมเศร้า, ธันยพร ศิริอริยพร
ประสบการณ์ของคนรักในการคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์แบบคู่รักกับบุคคลที่ได้รับวินิจฉัยโรคซึมเศร้า, ธันยพร ศิริอริยพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจประสบการณ์ในการคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์แบบคู่รักกับบุคคลที่ได้รับการวินิจฉัยโรคซึมเศร้า จากการเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างกับคนรักของบุคคลที่เป็นโรคซึมเศร้าจำนวนทั้งหมด 6 คน และวิเคราะห์ข้อมูลผ่านการวิเคราะห์เชิงปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ ผลการวิจัยพบใจความสำคัญหลัก 3 ประเด็น ได้แก่ 1) ความสัมพันธ์ที่ก้าวข้ามโรคซึมเศร้า กล่าวคือผู้เข้าร่วมวิจัยมีความพึงพอใจในความสัมพันธ์และมองว่าความสัมพันธ์ของคู่ตนเองเหมือนคู่รักทั่วไป 2) การให้ความสำคัญกับอารมณ์ของคนรักก่อนตนเอง กล่าวคือผู้เข้าร่วมวิจัยจะมุ่งความสนใจไปที่คนรักก่อนตนเองเมื่อคนรักอยู่ในสภาวะอารมณ์ที่อ่อนไหวและพบว่ามีความระมัดระวังในการใช้คำพูดกับคนรัก และ 3) ความสัมพันธ์ที่เอาใจใส่สำคัญต่อการคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์ กล่าวคือการรับมือเกิดจากการเรียนรู้ที่อาศัยการสังเกตและปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันก็ต้องมีความฉับไวในการตระหนักรู้สภาวะอารมณ์ที่อ่อนไหวของคนรักและใช้ความเห็นอกเห็นใจเป็นพื้นฐานในการรับมือ ซึ่งท้ายที่สุดการสนับสนุนซึ่งกันและกันช่วยให้ความสัมพันธ์ดำเนินต่อไปได้ ผลการวิจัยนำมาสู่การพัฒนาแนวทางในการปฏิบัติงานของนักจิตวิทยาการปรึกษาในการส่งเสริมการรับมือที่ก่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพความสัมพันธ์ของคู่รักที่เผชิญกับโรคซึมเศร้า
ผลของการฝึกสติที่มีต่อสัมฤทธิ์ผลในการเรียนคีย์บอร์ดขั้นต้นของเด็กนักเรียนชั้นอนุบาล 3, ปฏิภาณ ตาคำ
ผลของการฝึกสติที่มีต่อสัมฤทธิ์ผลในการเรียนคีย์บอร์ดขั้นต้นของเด็กนักเรียนชั้นอนุบาล 3, ปฏิภาณ ตาคำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษากึ่งทดลอง เพื่อศึกษาผลของการฝึกสติที่มีต่อสัมฤทธิ์ผลในการเรียนคีย์บอร์ดขั้นต้น ของเด็กนักเรียนชั้นอนุบาล 3 กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กนักเรียนชั้นอนุบาล 3 จำนวน 40 คน แบ่งกลุ่มตัวอย่างโดยการจับคู่เด็กที่มีคะแนนสัมฤทธิ์ผลในการเรียนคีย์บอร์ดขั้นต้นที่ใกล้เคียงกัน แยกเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม เด็กทั้ง 2 กลุ่มได้เรียนคีย์บอร์ดขั้นต้นในชั้นเรียนเป็นจำนวน 8 ครั้งเหมือนกัน ต่างกันเพียงกลุ่มทดลองได้เข้าร่วมกิจกรรมฝึกสติที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นก่อน แล้วจึงเรียนคีย์บอร์ดขั้นต้น ในขณะที่กลุ่มควบคุมเรียนคีย์บอร์ดขั้นต้นเพียงอย่างเดียว เก็บข้อมูลก่อนและหลังการเข้าร่วมการทดลอง โดยการใช้แบบทดสอบสัมฤทธิ์ผลในการเรียนคีย์บอร์ดขั้นต้น วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ใช้สถิติ t-test ผลการวิจัยพบว่า หลังการเรียนคีย์บอร์ดขั้นต้นครบทั้ง 8 ครั้ง เด็กทั้ง 2 กลุ่มมีคะแนนสัมฤทธิ์ผลในการเรียนคีย์บอร์ดขั้นต้นเพิ่มขึ้นมากกว่าคะแนนก่อนเข้าเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่เมื่อเปรียบเทียบการเพิ่มของคะแนนแล้ว พบว่า คะแนนสัมฤทธิ์ผลที่เพิ่มขึ้นหลังการเรียน (gain scores) ของกลุ่มทดลองที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมฝึกสติ มีการเพิ่มของคะแนนมากกว่า กลุ่มควบคุมที่ไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมฝึกสติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า การฝึกสติช่วยให้เด็กเรียนดนตรีได้ดีขึ้น โดยการฝึกสติก่อนการเรียนคีย์บอร์ดขั้นต้น สามารถช่วยให้เด็กมีคะแนนสัมฤทธิ์ผลในการเรียนคีย์บอร์ดขั้นต้นเพิ่มขึ้นได้ดีกว่าการเรียนเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีการฝึกสติ
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของพนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานคร, ภัทรชัย คูสุวรรณ์
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของพนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานคร, ภัทรชัย คูสุวรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของพนักงานเก็บขยะที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและเพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตของพนักงานเก็บขยะที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed method) กลุ่มตัวอย่างคือ พนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานคร จำนวน 509 คน เก็บข้อมูลโดยสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ (Accidental sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือแบบสอบถามปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ ปัจจัยเสริมและแบบสอบถามประเมินคุณภาพชีวิตองค์การอนามัยโลกฉบับย่อ (WHOQOL-BREF) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติพรรณนาและทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อและปัจจัยเสริมกับคุณภาพชีวิตด้วยการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson’s product moment correlation coefficient) กำหนดระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) ผู้ให้ข้อมูลหลักคือพนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานครจำนวน 18 คน ทำการสรุปประเด็นคุณภาพชีวิตโดยการใช้วิธีการอุปนัยผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยนำและปัจจัยเอื้อมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตในระดับต่ำมาก ปัจจัยเสริมมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตในระดับต่ำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และพบว่าพนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานครมีระดับคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และจากการสัมภาษณ์เชิงลึก พบว่าพนักงานเก็บขยะมีความพอใจในคุณภาพชีวิตของตนโดยเฉพาะด้านจิตใจ ที่พบว่าพนักงานเก็บขยะมีความหยืดหยุ่นต่อปัญหาที่พบ มีความรู้สึกมั่นคงในอาชีพและสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นคง แม้ว่าจะมีปัญหาด้านความเมื่อยล้า และเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพบ้างสรุปได้ว่า ปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อและปัจจัยเสริมมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตเเละพนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานครมีคุณภาพชีวิตในระดับปานกลาง
การศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาเครื่องมือเพื่อเป็นสวัสดิการทางด้านสุขภาพทางการเงินของพนักงานในบริษัทเพื่อช่วยให้ พนักงานมีทางเลือกในการจัดการเงินและบริษัทมีระบบสวัสดิการทางการเงินที่ดีเพื่อพนักงาน, ชัฏธน บุญภัทรทวีสุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาเครื่องมือเพื่อเป็นสวัสดิการทางด้านการเงินของพนักงานในบริษัทวิจัยนี้ได้กล่าวถึงการสํารวจและวิเคราะห์พฤติกรรม และปัญหาการกู้ยืม รวมถึงความต้องการในการใช้เครื่องมือของกลุ่มตัวอย่างทั้ง 3 ผู้มีส่วนได้เสีย ได้แก่ บริษัท ,พนักงานกู้, พนักงานให้กู้ ทั้งหมด 15 คน โดย พบว่า ความน่าเชื่อถือ ,การลดความเสี่ยง และระบบช่วยอัตโนมัติ เป็นคุณค่าที่กลุ่มตัวอย่างให้ความสนใจ จึงได้พัฒนาต้นแบบเครื่องมือ ที่ช่วยให้บริษัท มีสวัสดิการช่วยเหลือ เมื่อพนักงานมีปัญหา ต้องการเงินกู้ฉุกเฉิน ช่วยลดปัญหา ดอกเบี้ยจากเจ้าหนี้นอกระบบที่ 240%/ปี เหลือเพียง ไม่เกิน 20%/ปี ซึ่งจะช่วยให้ พนักงานยังมีเงินในการแก้ไขปัญหาส่วนบุคคลได้ และพนักงานที่ให้กู้ได้รับเงินยืมคืนและได้ดอกเบี้ยที่ดีกว่าการฝากเงินธนาคาร ซึ่งจะช่วยให้พนักงานลดความกังวลลดการเข้าสู่วงจรหนี้ได้ โดยจากการประเมินโอกาสและค่าใช้จ่ายในการพัฒนาเครื่องมือนี้ จะต้องมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 700,000 บาท ธุรกิจสามารถคืนทุนได้ภายใน 4.13 ปี และมี IRR อยู่ที่ 18.57% โดยเครื่องมือมีความพร้อมในการพัฒนาต่อยอดต่อไป
Overview Of Music Interventions For Addressing Emotional Distress Among Stroke Patients: A Scoping Review, Xiuqi Shao
Overview Of Music Interventions For Addressing Emotional Distress Among Stroke Patients: A Scoping Review, Xiuqi Shao
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Stroke rehabilitation focuses more on restoring function and physical ability and often overlooks the prevalence of psychological symptoms. The prevalence of depression after stroke has been reported to be between 25 and 79 percent. In addition to depression, anxiety, fatigue and apathy are common symptoms after stroke, with a significant overlap in prevalence and symptoms. Music interventions have been reported to evoke and support emotional processes and facilitate engagement in physical movement, making them valuable for stroke rehabilitation. Many studies have investigated the effects of music interventions on negative emotions in stroke patients, but there is still a need for …
Biomarkers Of Comorbid Major Depression And Metabolic Syndrome: A Case-Control Study, Ketsupar Jirakran
Biomarkers Of Comorbid Major Depression And Metabolic Syndrome: A Case-Control Study, Ketsupar Jirakran
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Mood disorders, including major depressive disorder (MDD), are among the leading causes of disability worldwide. Major depressive disorder (MDD) and bipolar disorder (BD) often coexist with metabolic syndrome. Increased atherogenicity and a higher risk of cardiovascular diseases are associated with both conditions. This study aimed to determine whether (a) ACEs are significantly associated with the 5 BFI personality dimensions in patients with MDD; (b) increased neuroticism or lowered levels of the other personality dimensions are associated with the phenome of MDD including suicidal behaviors; and (c) the effects of ACEs on the phenome of MDD are mediated via increased neuroticism …
Thailand As Gay-Friendly Destination In Indonesian Gay Men’S Perception, Sarah Geraldine Wullur
Thailand As Gay-Friendly Destination In Indonesian Gay Men’S Perception, Sarah Geraldine Wullur
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research explores the perception of Indonesian gay men toward Thailand as a gay-friendly destination. This study employs a qualitative approach, conducting in-depth interviews with 15 respondents aged 18 to 45 who identify as Indonesian gay individuals and have traveled to Thailand at least once, engaging in gay-related activities during their visit. The findings indicate that Indonesian gay men perceived Thailand favorably as a gay-friendly destination, due to its welcoming and progressive atmosphere. The society was viewed as accepting of gay culture, regardless of how individuals express themselves or their preferences. Moreover, the Y series emerged as the most significant …
Influence Of Out-Of-Home Advertising Value On Consumer Attitude And Purchase Intention Of Samsung Smartphones, Napat Kusolrerkdee
Influence Of Out-Of-Home Advertising Value On Consumer Attitude And Purchase Intention Of Samsung Smartphones, Napat Kusolrerkdee
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research investigates the influence of out-of-home (OOH) advertising value on consumer attitudes and purchase intention towards Samsung smartphones. Data were collected via an online survey from 304 male and female respondents, aged 25 to 60 years, residing in Bangkok, who had encountered at least one of Samsung's OOH advertisements, including outdoor, transit, and in-store advertisements, in the past week. The study reveals that all five dimensions of advertising value (i.e. informativeness, credibility, entertainment, irritation, and overall advertising value) significantly influenced attitude towards the advertisement while the credibility dimension was the sole dimension of advertising value impacting attitude towards the …
Thai Millennial Consumers’ Behavior Towards Nutrition And Health Claims On Food Packaging, Ruth Maura Prabaswara Wijayanti
Thai Millennial Consumers’ Behavior Towards Nutrition And Health Claims On Food Packaging, Ruth Maura Prabaswara Wijayanti
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This survey study examines the Thai millennial consumers' behavior towards nutrition and health claims (NHCs) on food packaging by studying the influences of consumers' perception on understanding, attitude, and purchase intention respectively. Data was collected through an online questionnaire from 272 Thai respondents, aged 28 to 43, and who had purchased food products with NHCs on the packaging. The findings reveal that among the influences between the four variables, consumer understanding has the highest degree of influence towards consumer attitude, followed by influences of consumer perception towards understanding, and consumer attitude towards purchase intention. The study concluded that consumer behavior …
Generation Z'S Consumer Attitudes, Social Media Engagement, And Purchase Intentions In The Art Toys Blind Box Market, Supanut Anuwongpukdeechat
Generation Z'S Consumer Attitudes, Social Media Engagement, And Purchase Intentions In The Art Toys Blind Box Market, Supanut Anuwongpukdeechat
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study explores Generation Z's consumer attitudes, social media engagement, and purchase intentions within the art toy blind box market, a niche yet rapidly growing industry driven by this demographic’s unique preferences. Using a quantitative approach, this research surveyed 205 Thai Generation Z respondents aged 18-27 to assess the relationship between their attitudes, levels of social media engagement, and purchase intentions related to art toy blind boxes. The findings reveal a strong positive correlation (r = 0.797) between social media engagement (M = 3.94) and purchase intentions (M = 4.07), highlighting the significant impact of online interactions on consumer behavior …
Green Urbanisam And Human Well-Being In Developing Countries, Phenphit Boonhor
Green Urbanisam And Human Well-Being In Developing Countries, Phenphit Boonhor
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the relationship between green urbanism and human well-being in developing countries, focusing on the influence of individual and cultural values on the utilization of urban green spaces (UGS). As rapid urbanization transforms cities, there is a pressing need to address the environmental and health challenges that arise, particularly in regions with limited infrastructure and resources. The research highlights significant disparities between developed and developing nations regarding sustainability efforts, with developing countries facing increasing urban population growth alongside declining environmental conditions. Through a comprehensive literature review and empirical analysis, this study aims to elucidate how cultural perspectives on …
Exploring Sustainable Initiatives, Innovations, And Challenges In Sports Sustainability : A Case Study Of The Olympic Games, Suwanna Silpaarcha
Exploring Sustainable Initiatives, Innovations, And Challenges In Sports Sustainability : A Case Study Of The Olympic Games, Suwanna Silpaarcha
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The progress of sustainability in sports mega-events have been more prominent than ever due to its substantial impact on society, the economy, and the environment. The Olympic Games’ immense magnitude has sparked apprehensions regarding their ecological and societal ramifications—increased energy usage and waste, transportation demands, new infrastructural constructions—which all have significant impacts on the environment and carbon emissions. Because of this, the IOC, host cities, and related sports authorities are constantly evolving and seeking innovative solutions towards sustainability while overcoming challenges faced. Given the importance of sustainable development in sports, this study examines sustainable approaches and solutions adopted by the …
ความชุกของความเครียดจากงาน และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในพนักงานของโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่งในประเทศไทย, จักรินทร์ อภิสุทธิศิลป์
ความชุกของความเครียดจากงาน และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในพนักงานของโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่งในประเทศไทย, จักรินทร์ อภิสุทธิศิลป์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยพรรณนาเชิงภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกความเครียดจากงาน และศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดจากงานในพนักงานของโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่งในประเทศไทย โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบจำเพาะเจาะจง คือ พนักงานฝ่ายปฏิบัติการของโรงเรียนแพทย์ ที่มีสำนักงานในเขตกรุงเทพมหานคร โดยเก็บตัวอย่างพนักงานโรงเรียนแพทย์ทั้งหมดโดยไม่สุ่ม จำนวน 401 คน ทำการศึกษาระหว่าง เดือน พฤษภาคม ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2567 แบบสอบถามประกอบด้วย ข้อมูลปัจจัยทั่วไปส่วนบุคคล ข้อมูลปัจจัยด้านการทำงาน ข้อมูลความเครียดจากงาน ประเมิน โดยแบบสอบถามที่เป็นฉบับภาษาไทย Thai Job Content Questionnaire วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ประกอบด้วยการวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างตัวแปรสองตัว และวิเคราะห์การถดถอยลอจิสติกเชิงพหุ โดยกลุ่มตัวอย่างมีอัตราตอบกลับร้อยละ 55.61 ความชุกความเครียดจากงาน เท่ากับ ร้อยละ 18.45 เมื่อควบคุมตัวกวนแล้วพบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดจากงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ได้แก่ ดัชนีมวลกายต่ำกว่าเกณฑ์ (aOR=2.61, 95% CI: 1.19 - 5.76) การมีหนี้สิน (aOR=2.00,95% CI: 1.08 - 3.73) ตำแหน่งอาชีพพนักงานสำนักงาน (aOR = 4.38, 95% CI: 1.10 - 17.44), การทำงานแบ่งกะ (aOR=2.37,95% CI: 1.01 - 5.54) การเรียกร้องจากงานทางกาย (aOR=2.71,95% CI: 1.18 - 6.20) อันตรายภายในงาน (aOR=3.89,95% CI: 2.05 - 7.41) ดังนั้น จึงควรจัดการแก้ไข และส่งเสริมในการป้องกันความเครียดจากงานไปสู่การป้องกันในเชิงนโยบายต่อไป
Mixed-Reality Learning Environment In Studio-Based Learning To Enhance Creative Problem-Solving For Architecture, Thadharphut Limapornvanitr
Mixed-Reality Learning Environment In Studio-Based Learning To Enhance Creative Problem-Solving For Architecture, Thadharphut Limapornvanitr
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research and development aim to 1) address the factor structure of creative problem-solving skills for undergraduate architecture students in Thailand. 2) identify what technology-fostered, mixed-reality learning environment for studio-based design learning could enhance the creative problem-solving of undergraduate architecture students in Thailand. 3) design and develop a mixed-reality learning environment in studio-based learning to enhance creative problem-solving for architecture. 4) define mixed-reality learning environments in studio-based learning to enhance creative problem-solving for architecture. Samples are a multistage random sampling of 655 undergraduate architecture students in Thailand. Three experts in the first phase validated the self-evaluation form. Nineteen undergraduate students …
โมเดลสมการโครงสร้างพหุระดับของสมดุลชีวิตและงานของครูในยุคการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล: การวิเคราะห์อิทธิพลการส่งผ่านพหุระดับที่มีพหุตัวแปรส่งผ่าน, มาลัยวรรณ แก้วอาสา
โมเดลสมการโครงสร้างพหุระดับของสมดุลชีวิตและงานของครูในยุคการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล: การวิเคราะห์อิทธิพลการส่งผ่านพหุระดับที่มีพหุตัวแปรส่งผ่าน, มาลัยวรรณ แก้วอาสา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพสมดุลชีวิตและงานของครูในยุคการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล และ 2) วิเคราะห์อิทธิพลของตัวแปรวัฒนธรรมโรงเรียนแบบร่วมมือ การใช้นโยบายการบริหารโรงเรียนแบบยืดหยุ่น และการบูรณาการกิจกรรมระหว่างชีวิตและงานที่มีอิทธิพลต่อสมดุลชีวิตและงานของครู ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ ครูมัธยมศึกษาในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 250 คน และผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 18 คน โดยใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้นตามช่วงชั้น (มัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย) และภูมิภาค การเก็บข้อมูลใช้แบบสอบถามออนไลน์ซึ่งมีคุณสมบัติเชิงจิตมิติทั้งด้านความตรงและความเที่ยง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างพหุระดับด้วยโปรแกรม Mplus ผลการศึกษาพบว่า โมเดลสมการโครงสร้างสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (c2 = 63.871, df = 49, p = 0.0752, RMSEA = 0.035, CFI = 0.985, TLI = 0.979, SRMRW = 0.053, SRMRB = 0.434, AIC = 3255.831, BIC = 3428.382) โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. ผลการวิเคราะห์สภาพสมดุลชีวิตและงานของครูในยุคการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลพบว่า สมดุลชีวิตและงานของครูในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M = 3.020, SD = 0.594) โดยครูมีการจัดการเวลาอย่างสมดุลในระดับปานกลาง ในขณะที่การให้ความสำคัญกับงานและชีวิตส่วนตัวและความพึงพอใจในการรักษาสมดุลชีวิตและงานอยู่ใน ระดับมาก (M = 3.110 และ 3.210, SD = 0.693 และ 0.789 ตามลำดับ) 2. ผลการวิเคราะห์อิทธิพลของตัวแปรในโมเดลวิจัยระดับครู พบว่า การบูรณาการกิจรรมระหว่างชีวิตและงาน (INT) มีอิทธิพลทางตรงต่อสมดุลชีวิตและงาน (WLB) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (B = 0.974, p <.001) 3. ผลการวิเคราะห์อิทธิพลทางตรงของตัวแปรในโมเดลวิจัยระดับโรงเรียน พบว่า วัฒนธรรมโรงเรียนแบบร่วมมือ (CUL) มีอิทธิพลทางตรงต่อการใช้นโยบายการบริหารโรงเรียนแบบยืดหยุ่น (FLE) (B = 0.285, p = 0.001) และการบูรณาการกิจกรรมระหว่างชีวิตและงาน (INT) (B = 0.303, p = 0.044) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 ในขณะที่การใช้นโยบายการบริหารโรงเรียนแบบยืดหยุ่น (FLE) มีอิทธิพลทางตรงต่อสมดุลชีวิตและงานของครู (WLB) (B = 0.936, p B = 0.862, p 4. ผลการวิเคราะห์อิทธิพลรวมและอิทธิพลทางอ้อมในโมเดลวิจัยระดับโรงเรียนพบว่า วัฒนธรรมโรงเรียนแบบร่วมมือ (CUL) มีอิทธิพลรวมต่อสมดุลชีวิต และงานของครู (WLB) เท่ากับ 0.801 และมีอิทธิพลทางอ้อมผ่านการใช้นโยบายการบริหารโรงเรียนแบบยืดหยุ่น (FLE) (B = 0.267, p = 0.004) และการบูรณาการกิจกรรม ระหว่างชีวิตและงาน (INT) (B = 0.295, p = 0.046) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้วัฒนธรรมโรงเรียนแบบร่วมมือ (CUL) มีอิทธิพลทางอ้อมต่อสมดุลชีวิต และงานของครูผ่านการใช้นโยบายการบริหารโรงเรียนแบบยืดหยุ่น (FLE) และการบูรณาการกิจกรรมระหว่างชีวิตและงาน (INT) (B = 0.239, p = 0.009) อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 ในขณะที่การใช้นโยบายการบริหารโรงเรียนแบบยืดหยุ่น (FLE) มีอิทธิพลรวมต่อสมดุลชีวิตและงานของครู (WLB) เท่ากับ 1.776 และมีอิทธิพลทางอ้อมต่อ สมดุลชีวิตและงานของครูผ่านการบูรณาการกิจกรรมระหว่างชีวิตและงาน ( INT) (B = 0.840, p ข้อค้นพบดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการส่งเสริมให้ครูมีสมดุลชีวิตและงาน ต้องเริ่มจากการบูรณาการกิจกรรมระหว่างชีวิตและงาน นอกจากนี้ยังพบว่าโรงเรียนมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสมดุลชีวิตและงานของครูโดยการใช้นโยบายการบริหาร โรงเรียนแบบยืดหยุ่นและส่งเสริมการสร้างวัฒนธรรมโรงเรียนแบบร่วมมือเพื่อสนับสนุนให้ครูสามารถบูรณาการกิจกรรมระหว่างชีวิตและงานได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งจะส่งผล ให้ครูมีสมดุลชีวิตและงานที่ดียิ่งขึ้น
การพัฒนาเครื่องมือวัดประสบการณ์ผู้บริโภคในการสื่อสารการตลาดด้วยอีเวนต์เสมือน, จินต์สิรี ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา
การพัฒนาเครื่องมือวัดประสบการณ์ผู้บริโภคในการสื่อสารการตลาดด้วยอีเวนต์เสมือน, จินต์สิรี ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้ จัดทำขึ้นเพื่อพัฒนาเครื่องมือวัดประสบการณ์ผู้บริโภคในการสื่อสารการตลาดด้วยอีเวนต์เสมือน (Customer experience in virtual event marketing communication หรือ CEVEM) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างกรอบแนวคิด (Conceptualization) ประสบการณ์ผู้บริโภคในการสื่อสารการตลาดด้วยอีเวนต์เสมือน 2) พัฒนาเครื่องมือวัด (Measurement) ประสบการณ์ผู้บริโภคในการสื่อสารการตลาดด้วยอีเวนต์เสมือน ที่มีความเที่ยง (Reliability) และความตรง (Validity) และ 3) ทดสอบความไม่แปรเปลี่ยน (Invariance) ของเครื่องมือวัดประสบการณ์ผู้บริโภคในการสื่อสารการตลาดด้วยอีเวนต์เสมือนที่พัฒนาขึ้น ตามประเภทของผลิตภัณฑ์ที่สื่อสาร โดยงานวิจัยได้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสม (Mixed methods) เริ่มต้นจากการวิเคราะห์เอกสาร (Documentary analysis) และสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interviews) กับนักวิชาการ 6 ท่าน และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม 6 ท่าน จากนั้นจึงได้เก็บข้อมูลเชิงปริมาณด้วยการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey research) กับกลุ่มตัวอย่างที่ได้รับชมการสื่อสารการตลาดด้วยอีเวนต์เสมือนจำนวน 453 คน ผลการวิจัยจากการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (Exploratory factor analysis) พบว่า มาตรวัดประสบการณ์ผู้บริโภคในการสื่อสารการตลาดด้วยอีเวนต์เสมือนประกอบไปด้วย 6 มิติ อันได้แก่ 1) ประสบการณ์ความใหม่ 2) ประสบการณ์ความสัมพันธ์ 3) ประสบการณ์ความลื่นไหล 4) ประสบการณ์ปัญญา 5) ประสบการณ์อารมณ์ และ 6) ประสบการณ์กายภาพ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาคอยู่ที่ .97 จึงถือได้ว่า มาตรวัดนี้มีความเที่ยง และจากการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory factor analysis) พบว่า โมเดลที่พัฒนาขึ้นมีความตรงเชิงโครงสร้าง นอกจากนั้น ผลการทดสอบความไม่แปรเปลี่ยนยังแสดงให้เห็นว่า มาตรวัดที่สร้างขึ้นนั้น ไม่มีความแปรเปลี่ยนตามประเภทผลิตภัณฑ์ โดยสามารถใช้ได้ในการสื่อสารการตลาดด้วยอีเวนต์เสมือนทั้งประเภทผลิตภัณฑ์และการบริการ (Generalizability) และสุดท้าย การทดสอบอิทธิพลชี้ให้เห็นว่า ประสบการณ์ผู้บริโภคในการสื่อสารการตลาดด้วยอีเวนต์เสมือนนั้น ส่งอิทธิพลเชิงบวกต่อทั้งทัศนคติต่อตราสินค้า (Brand attitude) และความพึงพอใจต่องานอีเวนต์ (Event satisfaction) ตามลำดับ
ปัจจัยด้านพฤติกรรมของนักแสดงซีรีส์วายกับการยุติการเป็นแฟน, ชรินรัตน์ องค์เพลาเพลิด
ปัจจัยด้านพฤติกรรมของนักแสดงซีรีส์วายกับการยุติการเป็นแฟน, ชรินรัตน์ องค์เพลาเพลิด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับผลกระทบของพฤติกรรมนักแสดงซีรีส์วายต่อการตัดสินใจยุติการเป็นแฟน และ (2) วิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้แฟนของนักแสดงซีรีส์วายที่มีประเด็นข่าวเชิงลบตัดสินใจยังคงการเป็นแฟนหรือยุติการเป็นแฟน ผ่านการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณและคุณภาพ จากการสํารวจกลุ่มตัวอย่างแฟนคลับนักแสดงซีรีส์วายไทย ทั้งหมด 401 คน และ การสัมภาษณ์เชิงลึกจากแฟนคลับนักแสดงซีรีส์วายไทย ทั้งหมด 14 คน แบ่งเป็น แฟนที่ยังติดตามนักแสดงซีรีส์วายอยู่ จำนวน 6 คน และแฟนที่เลิกติดตามนักแสดงซีรีส์วายด้วยปัจจัยพฤติกรรมจำนวน 8 คน ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยหลักด้านพฤติกรรมของนักแสดงซีรีส์วายที่ทำให้แฟนคลับตัดสินใจยุติการเป็นแฟนสูงที่สุด คือ พฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดทางเพศกับผู้เยาว์ พฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการข่มขืน พฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกง พฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการอนาจาร ซึ่งหากนักแสดงซีรีส์วายมีพฤติกรรมในกลุ่มนี้ แฟนมีแนวโน้มที่จะยุติการเป็นแฟนในทันที ในขณะที่พฤติกรรมอื่น ๆ อาจจะมีการให้อภัย และยังเป็นแฟนต่อไป โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยภายในคือ เพศ อายุ การศึกษา มุมมองที่มีต่อนักแสดง รูปแบบการเป็นแฟน และปัจจัยภายนอกคือ พฤติกรรมในอดีต การตอบสนองของค่าย/ศิลปิน พฤติกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และคนรอบข้าง/กระแสสังคม ดังนั้นเพื่อป้องกันการยุติการเป็นแฟน นักแสดงซีรีส์วายควรจะสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับแฟน รักษาภาพลักษณ์ที่ดี สื่อสารกับแฟนคลับอย่างสม่ำเสมอ เข้าใจความต้องการของแฟน และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ส่วนค่ายของนักแสดงควรที่จะให้ความสำคัญกับการคัดเลือกนักแสดงที่มีความสามารถและพฤติกรรมที่ดี วางแผนการตลาดให้เหมาะสมกับภาพลักษณ์ และใส่ใจในเรื่องการจัดการวิกฤตอย่างมีประสิทธิภาพ
เนื้อหาและอัตลักษณ์ของวิดีโอสั้นที่ใช้ภาษาไทยถิ่นใต้บนแอปพลิเคชันติ๊กต็อก, พงศธรณ์ จันทร์แสงกุล
เนื้อหาและอัตลักษณ์ของวิดีโอสั้นที่ใช้ภาษาไทยถิ่นใต้บนแอปพลิเคชันติ๊กต็อก, พงศธรณ์ จันทร์แสงกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อวิเคราะห์เนื้อหาของวิดีโอสั้นที่ใช้ภาษาไทยถิ่นใต้บนแอปพลิเคชันติ๊กต็อก และ 2) เพื่อศึกษาอัตลักษณ์ของวิดีโอสั้นที่ใช้ภาษาไทยถิ่นใต้บนแอปพลิเคชันติ๊กต็อก โดยศึกษาวิดีโอสั้นที่ใช้ภาษาไทยถิ่นใต้บนแอปพลิเคชันติ๊กต็อก นักสร้างสรรค์วิดีโอสั้นที่ใช้ภาษาไทยถิ่นใต้บนแอปพลิเคชันติ๊กต็อก 6 ช่อง คือ ช่องฮาโรย ช่องสุนา Channel ช่องฐาว่า ช่องแหวดนภา ช่องแหลงเล่า และช่อง Thomas Tom จํานวนทั้งหมด 80 คลิป ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ.2566 จนถึงเดือนมีนาคม พ.ศ.2567 ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึกนักสร้างรรค์วิดีโอสั้น จำนวน 6 ท่าน เพื่อศึกษาถึงแรงบันดาลใจและที่มาในการผลิตเนื้อหาวิดีโอสั้นที่ใช้ภาษาไทยถิ่นใต้บนแอปพลิเคชันติ๊กต็อก ผลการศึกษาพบว่า เนื้อหาในวิดีโอสั้นที่ใช้ภาษาไทยถิ่นใต้บนแอปพลิเคชันติ๊กต็อกนั้น มีทั้งหมด 5 ประเภท โดยเนื้อหาวิดีโอสั้นในชีวิตประจำวัน พบมากที่สุด จำนวน 43 คลิป คิดเป็นร้อยละ 53.75 รองลงมาคือ เนื้อหาวิดีโอสั้นที่มีการรีวิวสินค้าและเนื้อหาวิดีโอสั้นที่เกี่ยวกับครอบครัว มีจำนวนรูปแบบละ 10 คลิป คิดเป็นร้อยละ 12.5 รวมเป็นร้อยละ 25 ของทั้งสองประเภท ถัดมาเป็นเนื้อหาวิดีโอสั้นที่มีการดัดแปลงภาษาอื่นให้เป็นภาษาไทยถิ่นใต้ มีจำนวน 9 คลิป คิดเป็นร้อยละ 11.25 และสุดท้ายเป็นเนื้อหาวิดีโอสั้นประเพณีพิธีกรรมภาคใต้ มีจำนวน 8 คลิป คิดเป็นร้อยละ 10 ส่วนผลการศึกษาอัตลักษณ์ของวิดีโอสั้น ที่ใช้ภาษาไทยถิ่นใต้บนแอปพลิเคชันติ๊กต็อกนั้น มีทั้งหมด 5 ประเภท พบว่า มีรูปแบบอัตลักษณ์ด้านภาษาถิ่นมากที่สุด โดยภาษาไทยถิ่นใต้ในแต่ละพื้นที่ มีรูปแบบสำเนียงและคำพูดที่แตกต่างกันตามบริบทของแต่ละพื้นที่ รองลงมาเป็นรูปแบบอัตลักษณ์ด้านอาหาร โดยอาหารพื้นถิ่นในแต่ละพื้นที่ ได้รับอิทธิพลจากจีนและอินเดีย ทำให้มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมการกิน ถัดมาเป็นรูปแบบอัตลักษณ์ด้านอุปนิสัยชาวใต้ ชาวใต้จะเป็นกลุ่มคนที่รักพวกพ้อง ถึงแม้ว่าไม่ได้เป็นเครือญาติกัน ก็ถือว่านับเป็นพวกพ้องเดียวกัน หรือในกรณีที่ถูกดูถูกเหยียดหยาม จะไม่ยอมจำนนต่อคำพูดหรือการกระทำดังกล่าว ถัดมาเป็นรูปแบบอัตลักษณ์ด้านประเพณี ชาวใต้ให้ความสำคัญกับประเพณีสารทเดือนสิบและประเพณีถือศีลกินผัก โดยทั้งสองประเพณีนั้นถือเป็นประเพณีที่สำคัญของทั้งชาวไทยพุทธและชาวไทยเชื้อสายจีน และสุดท้ายรูปแบบอัตลักษณ์ด้านอาชีพ พบว่า อาชีพหลักของชาวใต้ คือ เกษตรกร ปรากฏพืชเศรษฐกิจของภาคใต้ คือ …
Chinese Consumers’ Perception Of Thailand As A Tourism Destination Via Xiaohongshu Platform, Zihuan Xu
Chinese Consumers’ Perception Of Thailand As A Tourism Destination Via Xiaohongshu Platform, Zihuan Xu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study examines how prior travel experience, demographic factors, and user-generated content (UGC) on Xiaohongshu collectively influence Chinese consumers’ perceptions of Thailand as a tourist destination, with a focus on shopping. Consumer perception is analyzed across four dimensions: cognition, emotion, language, and behavior. The findings reveal that prior travel experience has the most significant impact, with those who have visited Thailand showing more positive perceptions across all dimensions compared to those who have not. Demographic factors, such as age and occupation, also play a role, particularly in influencing language. Exposure to Xiaohongshu UGC primarily affects the behavioral dimension, enhancing purchase …
Fans Perceptions And Fans Engagement Of “Bed Friend Series”, Fiona Paramatmika
Fans Perceptions And Fans Engagement Of “Bed Friend Series”, Fiona Paramatmika
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The objective of the research is to explore the fan perception and fan engagement of “Bed Friend Series”. The research used In-depth interview method from 20 key informants from the fandom living in different countries. The research examines how fans perceive the series’ themes, characters, and storylines, as well as their interaction with its leading actors, Net Siraphop and James Su. Utilizing qualitative methods, twenty informants from diverse backgrounds were interviewed to understand their emotional connections and participatory behaviors across online and offline platforms. Findings reveal that fans hold the series in high regard for its portrayal of relationships and …
ความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดจากการปฏิบัติหน้าที่และความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรสังกัดกรมการปกครอง กรณีศึกษา ปลัดอำเภอที่ปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดสระบุรี, รัฐกิต กลปราณีต
ความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดจากการปฏิบัติหน้าที่และความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรสังกัดกรมการปกครอง กรณีศึกษา ปลัดอำเภอที่ปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดสระบุรี, รัฐกิต กลปราณีต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
No abstract provided.
การบริหารจัดการศึกษาพิเศษ: กรณีศึกษาการบริหารการจัดการศึกษาพิเศษที่โรงเรียนประชาบดี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน, เพียงฟ้า เชาวนะ
การบริหารจัดการศึกษาพิเศษ: กรณีศึกษาการบริหารการจัดการศึกษาพิเศษที่โรงเรียนประชาบดี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน, เพียงฟ้า เชาวนะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่อง การบริหารจัดการศึกษาพิเศษ กรณีศึกษาการบริหารการจัดการศึกษาพิเศษที่โรงเรียนประชาบดี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เพื่อศึกษาวิเคราะห์ระบบของการบริหาร การจัดการศึกษาพิเศษในโรงเรียนประชาบดี ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม การศึกษาเอกชนที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษทุกประเภท และเพื่อศึกษาแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการบริหารจัดการศึกษาพิเศษของโรงเรียนประชาบดี ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยวิธีการวิจัยเชิงเอกสารและวิธีการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง โดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 7 คน ผลการศึกษาพบว่า องค์ประกอบของการบริหารจัดการศึกษาพิเศษของโรงเรียนประชาบดีที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษทุกประเภท ได้แก่ 1) บุคลากร 2) งบประมาณ 3) เทคโนโลยี 4) นโยบายที่สนับสนุนการจัดการศึกษาพิเศษ 5) การพัฒนาหลักสูตรเฉพาะบุคคล (IEP) 6) การอบรมครูการศึกษาพิเศษ 7) การจัดการเรียนการสอน ดังนั้น ผู้วิจัยได้ศึกษาและวิเคราะห์ผ่านกระบวนการตามหลักของทฤษฎีระบบ (System Theory) โดยวิเคราะห์สิ่งที่ใช้เป็นทรัพยากรหรือข้อมูลตั้งต้นที่เป็นปัจจัยนำเข้า (Input) ซึ่งได้แก่ บุคลากร งบประมาณ เทคโนโลยี และนโยบายที่สนับสนุนการจัดการศึกษาพิเศษ และใช้ปัจจัยนำเข้ากำหนดกระบวนการ (Process) ในการพัฒนาหลักสูตรเฉพาะบุคคล (IEP) การอบรมครูการศึกษาพิเศษ และการจัดการเรียนการสอน ได้ส่งผลให้นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษทุกประเภทในบริบทของโรงเรียนประชาบดีมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดี และสะท้อนให้เห็นถึงภาพรวมของการจัดการศึกษาพิเศษที่มีคุณภาพ
ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของนักจิตวิทยาในสถานรองรับเด็กโต เขตพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล สังกัด กรมกิจการเด็กและเยาวชน, วรรณรัตน์ แสงศรี
ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของนักจิตวิทยาในสถานรองรับเด็กโต เขตพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล สังกัด กรมกิจการเด็กและเยาวชน, วรรณรัตน์ แสงศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัญหาความยากจนในประเทศไทยส่งผลให้หลายครอบครัวไม่สามารถเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะเด็กได้อย่างทั่วถึง เด็กจึงต้องได้รับการประสานส่งต่อมายังสถานรองรับ สังกัด กรมกิจการเด็กและเยาวชนเพื่อการดูแล พัฒนาเด็กให้มีความเหมาะสมตามช่วงวัยโดยทีมสหวิชาชีพ แต่อย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยา ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมสหวิชาชีพ ต้องประสบปัญหาความยากลำบากในการรับผิดชอบดูแลเด็กจำนวนมาก ในแต่ละสถานรองรับ ทำให้เกิดปัญหาด้านประสิทธิภาพในการให้คำปรึกษาและเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กอย่างทั่วถึง การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของนักจิตวิทยาในสถานรองรับเด็กโต เขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล สังกัดกรมกิจการเด็กและเยาวชน การวิจัยนี้เป็นการวิจัย เชิงคุณภาพ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interview) จากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักจิตวิทยาและผู้มีประสบการณ์ด้านจิตวิทยาในสถานรองรับเด็กโตจำนวน 5 แห่งในพื้นที่ศึกษา ผลการศึกษาพบว่า นักจิตวิทยาที่ปฏิบัติงานในสถานรองรับเด็กโตมีความจำเป็นต้องพึ่งพาสภาพแวดล้อม การทำงานที่ส่งเสริมการปฏิบัติงาน เช่น การสนับสนุนจากเพื่อนร่วมงาน การเข้าถึงข้อมูลและเทคนิคที่ทันสมัย รวมถึงการสื่อสารที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ ความพร้อมในด้านทรัพยากร เช่น อุปกรณ์ที่เหมาะสมและพื้นที่ปฏิบัติงานที่เป็นส่วนตัว ส่งผลโดยตรงต่อความมั่นใจและคุณภาพของการทำงาน ในด้านวัฒนธรรมองค์กร พบว่า การสร้างวัฒนธรรมที่เน้นความร่วมมือทั้งในระดับบุคคล และระดับทีม รวมถึงการสนับสนุนให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างเจ้าหน้าที่ในระดับต่างๆ จะช่วย เสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดี และลดความตึงเครียดในสถานที่ทำงาน ปัจจัยจูงใจ เช่น การมองเห็นผลลัพธ์ของงาน ในเชิงบวก การได้รับการยอมรับจากหน่วยงานและครอบครัวของเด็ก รวมถึงโอกาสในการพัฒนาความรู้ผ่านการ ฝึกอบรมหรือการสัมมนาเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้นักจิตวิทยามุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กใน ความดูแลอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การสนับสนุนเชิงนโยบายจากกรมกิจการเด็กและเยาวชน เช่น การจัดอบรมเฉพาะทางการเพิ่มทรัพยากร และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้งภายในและภายนอก จะช่วยส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กในสถานรองรับให้ดียิ่งขึ้นและเสริมสร้างประสิทธิภาพการทำงานของนักจิตวิทยาในระยะยาว
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการสมัครใจเป็นทหารกองประจำการกรณีศึกษากองพันทหารราบ มณฑลทหารบกที่ 11, ศิริประภา ศิริวัฒนะกุล
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการสมัครใจเป็นทหารกองประจำการกรณีศึกษากองพันทหารราบ มณฑลทหารบกที่ 11, ศิริประภา ศิริวัฒนะกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับของปัจจัยที่ส่งผลต่อการสมัครใจเข้ารับราชการเป็นทหารกองประจำการ และเพื่อเสนอรูปแบบหรือมาตรการต่าง ๆ ในการส่งเสริมให้เกิดการสมัครใจเข้าเป็นทหารกองประจำการ ซึ่งเป็นการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ ด้วยการใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลการวิจัย โดยประชากรในการศึกษาวิจัยครั้งนี้คือทหารกองประจำการ กองพันทหารราบ มณฑลทหารบกที่ 11 ที่เข้ามาด้วยวิธีการสมัครใจหรือร้องขอ และการจับสลากใบแดงจำนวน 350 นาย ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสถิติสำเร็จรูป (SPSS) ประมวลผลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และทดสอบสมมติฐานด้วยการใช้สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่าที (Independent – Sample t-test) และการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติก (Logistic Regression Analysis) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลของกลุ่มตัวอย่างพบว่า ทหารกองประจำการกองพันทหารราบ มณฑลทหารบกที่ 11 ส่วนใหญ่เข้ามาเป็นทหารกองประจำการด้วยวิธีการสมัครใจหรือร้องขอ มีช่วงอายุ 22 – 25 ปี จบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาหรือปวช. มีสถานภาพโสด มีการประกอบอาชีพรับจ้างเป็นอาชีพก่อนเข้ารับราชการเป็นทหารกองประจำการกองพันทหารราบ มณฑลทหารบกที่ 11 และมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,100.57 บาท โดยปัจจัยจูงใจที่ส่งผลต่อการสมัครใจเป็นทหารกองประจำการ ทั้ง 4 ด้านคือ ปัจจัยด้านสื่อประชาสัมพันธ์และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ปัจจัยด้านสิทธิประโยชน์ ปัจจัยด้านความเจริญก้าวหน้า และปัจจัยด้านสังคมและการยอมรับ มีค่าเฉลี่ยในภาพรวมทุกด้านอยู่ในระดับสูงที่สุด สามารถจัดลำดับค่าเฉลี่ยปัจจัยจากมากไปน้อยได้ดังนี้ กลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญต่อปัจจัยด้านสังคมและการยอมรับเป็นลำดับแรก รองลองมาคือปัจจัยด้านความเจริญก้าวหน้า ปัจจัยด้านสิทธิประโยชน์ และปัจจัยด้านสื่อประชาสัมพันธ์และบุคคลที่เกี่ยวข้องตามลำดับ การทดสอบสมมติฐานพบว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีวิธีการเข้ามาเป็นทหารกองประจำการที่แตกต่างกันมีระดับจูงใจจากปัจจัยที่ส่งผลต่อการสมัครใจเป็นทหารกองประจำการที่แตกต่างกัน และการทดสอบหาปัจจัยที่ส่งผลต่อการสมัครใจเป็นทหารกองประจำการด้วยการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกพบว่าปัจจัยด้านสื่อประชาสัมพันธ์และบุคคลที่เกี่ยวข้องมีอิทธิพลเชิงบวกต่อการสมัครใจเป็นทหารกองประจำการ ในขณะที่ปัจจัยด้านสังคมและการยอมรับไม่มีผลที่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value > 0.05) จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าปัจจัยด้านสังคมและการยอมรับมีผลต่อการสมัครใจเป็นทหารกองประจำการของกลุ่มประชากรตัวอย่างที่เข้ารับราชการเป็นทหารกองประจำการกองพันทหารราบ มณฑลทหารบกที่ 11 ซึ่งมาจากการที่ตัวแปรด้านสังคมและการยอมรับมีค่าคล้ายคลึงกันระหว่างกลุ่มตัวอย่างทั้งผู้ที่สมัครใจและไม่สมัครใจ ทำให้ตัวแปรเหล่านี้ขาดความแปรปรวนที่เพียงพอสำหรับการแสดงความสัมพันธ์เชิงสถิติที่ชัดเจนในโมเดลโลจิสติกรีเกรสชัน จึงส่งผลให้ผลการวิเคราะห์ไม่แสดงความสำคัญทางสถิติ จากผลการวิจัยในครั้งนี้ สามารถนำข้อมูลที่ได้เสนอให้กับกองทัพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปพัฒนา รูปแบบหรือมาตรการในการส่งเสริมให้เกิดการสมัครใจเข้าเป็นทหารกองประจำการ นำมาซึ่งกำลังทหารกองประจำการที่มีประสิทธิภาพ มีความพร้อมที่จะปฏิบัติงานอย่างเต็มความสามารถและด้วยความเต็มใจ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติภารกิจของกองทัพอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป
แรงจูงใจในการให้บริการประชาชนด้านงานทะเบียนและบัตรของที่ทำการปกครองอำเภอ กรณีศึกษา การให้บริการประชาชนของสำนักทะเบียนอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี, สิริยาภา พัฒนาภรณ์
แรงจูงใจในการให้บริการประชาชนด้านงานทะเบียนและบัตรของที่ทำการปกครองอำเภอ กรณีศึกษา การให้บริการประชาชนของสำนักทะเบียนอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี, สิริยาภา พัฒนาภรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
-