Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Physical Sciences and Mathematics (1876)
- Medicine and Health Sciences (1605)
- Engineering (1297)
- Social and Behavioral Sciences (859)
- Chemistry (670)
-
- Computer Sciences (618)
- Education (457)
- Chemical Engineering (429)
- Arts and Humanities (314)
- Architecture (295)
- Life Sciences (292)
- Medical Sciences (256)
- Computer Engineering (236)
- Public Health (222)
- Dentistry (214)
- Nursing (214)
- Communication (207)
- Communication Technology and New Media (207)
- Mass Communication (207)
- Polymer Chemistry (203)
- Environmental Sciences (200)
- Sports Sciences (199)
- Sociology (193)
- Civil and Environmental Engineering (184)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (181)
- Business (175)
- Economics (174)
- Urban, Community and Regional Planning (169)
- Mathematics (161)
- Health and Physical Education (145)
Articles 721 - 750 of 6951
Full-Text Articles in Entire DC Network
ผลของการฝึกแบบความหนักสูงสลับเบาร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดต่อสมรรถภาพด้านแอโรบิกและความสามารถในการพายเรือกรรเชียงระยะ 2,000 เมตรในนักกีฬาเรือกรรเชียงระดับเยาวชน, สุภัทรา ศิลปบรรเลง
ผลของการฝึกแบบความหนักสูงสลับเบาร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดต่อสมรรถภาพด้านแอโรบิกและความสามารถในการพายเรือกรรเชียงระยะ 2,000 เมตรในนักกีฬาเรือกรรเชียงระดับเยาวชน, สุภัทรา ศิลปบรรเลง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การฝึกแบบความหนักสูงสลับเบาเป็นรูปแบบการฝึกที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาสมรรถภาพความทนทานของร่างกายในนักกีฬาประเภททนทาน อย่างไรก็ตามการศึกษาผลของการฝึกแบบความหนักสูงสลับเบาร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดยังมีจำนวนจำกัด ดังนั้นงานวิจัยเรื่องนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกแบบความหนักสูงสลับเบาร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดในนักกีฬาเรือกรรเชียงเยาวชนต่อสมรรถภาพด้านแอโรบิกและความสามารถในการพายเรือกรรเชียง 2,000 เมตร การศึกษาที่1 มีวัตถุประสงค์เพื่อหาแรงดันที่ใช้จำกัดการไหลเวียนเลือดที่เหมาะสมสำหรับใช้ร่วมกับการฝึกแบบความหนักสูงสลับเบา นักกีฬาเรือกรรเชียงเพศชายและหญิง อายุ 15-18 ปี จำนวน 14 คน เวียนเข้ารับการดึงกรรเชียงบก 4 รูปแบบ ได้แก่ การดึงกรรเชียงบกแบบความหนักสูงสลับเบาและการดึงกรรเชียงบกแบบความหนักสูงสลับเบาร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดที่ระดับ 40%, 50% และ 60% ของการปิดกั้นของหลอดเลือด (AOP) โดยเว้นระยะห่างแต่ละรูปแบบ 1 สัปดาห์ ทำการวัดระดับออกซิเจนในกล้ามเนื้อ, การทำงานของระบบหัวใจไหลเวียนเลือด, ระดับความรู้สึกเหนื่อย, ระดับความเจ็บปวดและความสามารถในการดึงกรรเชียงบก โดยพบว่า ระดับแรงดันที่ 50%AOP มีประสิทธิภาพที่สุดที่ทำให้ระดับออกซิเจนในกล้ามเนื้อลดลงต่ำที่สุดในขณะออกกำลังกาย ขณะที่ไม่ส่งผลต่อการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือดและความสามารถในการดึงกรรเชียงบกแตกต่างจากระดับแรงดันอื่น การศึกษาที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกแบบความหนักสูงสลับเบาร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือดต่อสมรรถภาพด้านแอโรบิกและความสามารถในการพายเรือกรรเชียง 2,000 เมตร นักกีฬาเรือกรรเชียงเพศชายและหญิง อายุ 15-18 ปี จำนวน 16 คน ได้รับการสุ่มด้วยวิธีการจับคู่แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มการฝึกด้วยความหนักสูงสลับเบาอย่างเดียว (HIIT) ประกอบด้วยการฝึก 4 เซทๆละ 2 นาที ที่ระดับความหนัก 90% ของพลังสูงสุด พักระหว่างเซท 2 นาที และ กลุ่มการฝึกแบบความหนักสูงสลับเบาร่วมกับการจำกัดการไหลเวียนเลือด (HIIT+BFR) ทั้งสองกลุ่มทำการฝึก 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ ก่อนและหลังการฝึก 6 สัปดาห์ ทำการวัดองค์ประกอบร่างกาย, ความแข็งแรงสูงสุดของรยางค์แขนและขา (1RM), ความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุด (VO2max), จุดวิกฤตการหายใจ (VT1 และ VT2) พลังวิกฤต (CP) ความสามารถในการทำงานแบบไม่ใช้ออกซิเจน (AWC) จลนพลศาสตร์การใช้ออกซิเจน (Oxygen kinetic), ระดับออกซิเจนในกล้ามเนื้อ (SmO2) และเวลาในการพายเรือ 2,000 เมตร จากนั้นทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความแปรปรวนสองทางแบบผสมผสานและทำการเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธีบอนเฟอร์โรนี …
โปรแกรมการออกมาเล่นเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางกายด้านสมรรถนะทางกายสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน, ชรินทร์ทิพย์ มั่นยืน
โปรแกรมการออกมาเล่นเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางกายด้านสมรรถนะทางกายสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน, ชรินทร์ทิพย์ มั่นยืน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโปรแกรมการออกมาเล่นเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางกายด้านสมรรถนะทางกายสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน และเพื่อเปรียบเทียบความฉลาดรู้ทางกายด้านสมรรถนะทางกายก่อนและหลังการทำกิจกรรมด้วยโปรแกรมการออกมาเล่น กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนอายุ 10–11 ปี จำนวน 61 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 คน และกลุ่มควบคุม 31 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการออกมาเล่น 60 นาทีต่อวัน จำนวน 16 ครั้ง รวม 6 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมดำเนินกิจวัตรตามปกติ ผลการวิจัยพบว่า เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ก่อนและหลังการทดลอง ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในด้านสมรรถภาพทางแอโรบิก ความอดทนของกล้ามเนื้อ และระดับคะแนนรวม ยกเว้นความสามารถทางกลไกในทักษะการกระโดดสองเท้าและการก้าวสลับขาของกลุ่มทดลองที่ดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ภายในกลุ่มทดลอง พบว่าด้านความสามารถทางกลไกและระดับคะแนนดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อพิจารณาเป็นรายทักษะ กลุ่มทดลองมีทักษะการก้าวสลับขา กระโดดขาเดียว และการเตะ ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนกลุ่มควบคุมมีเพียงทักษะการก้าวสลับขาที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า โปรแกรมการออกมาเล่นสามารถส่งเสริมความสามารถทางกลไกในทักษะพื้นฐานบางด้าน เช่น การกระโดดสองเท้าและการก้าวสลับขา สำหรับนักเรียนที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วนได้ดีขึ้น
ผลของการดื่มนมถั่วลูกไก่ที่มีต่อสมรรถภาพความอดทนในนักวิ่งฮาล์ฟมาราธอนหญิง, ภารวี หิรัญเจริญ
ผลของการดื่มนมถั่วลูกไก่ที่มีต่อสมรรถภาพความอดทนในนักวิ่งฮาล์ฟมาราธอนหญิง, ภารวี หิรัญเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของนมถั่วลูกไก่ที่มีผลต่อสมรรถภาพความอดทนในการวิ่งของนักวิ่ง ฮาล์ฟมาราธอนหญิง และเปรียบเทียบผลของการดื่มนมถั่วลูกไก่และนมถั่วเหลืองที่ส่งผลต่อการตอบสนองสารชีวเคมีในร่างกายและสมรรถภาพความอดทนของนักวิ่งฮาล์ฟมาราธอนหญิง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักวิ่งฮาล์ฟมาราธอนหญิง อายุระหว่าง 25 – 35 ปี จำนวน 14 คน ทำการทดลองในลักษณะแบบไขว้ สุ่มลำดับ และอำพรางสองฝ่าย เพื่อสุ่มลำดับการรับประทานเครื่องดื่ม ได้แก่ ครั้งที่ 1 นมถั่วลูกไก่ ครั้งที่ 2 นมถั่วเหลือง และครั้งที่ 3 สารหลอก ตัวแปรที่ทำการศึกษา ได้แก่ น้ำตาลในเลือด แลคเตทในเลือด กรดไขมันอิสระ และครีเอทีนไคเนส อาสาสมัครดื่มเครื่องดื่มและพัก 30 นาที แล้วขึ้นวิ่งบนลู่วิ่งกล อาสาสมัครได้รับการทดสอบอัตราการใช้ออกซิเจนสูงสุดของร่างกาย (VO2max) เพื่อกำหนดความเร็ว 60% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด (VT1) วิ่งเป็นเวลา 60 นาที และปรับความเร็วเป็น 80% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด (VT2) วิ่งจนเหนื่อยหมดแรง ระหว่างการวิ่ง มีการเก็บผลน้ำตาลในเลือด แลคเตทในเลือด ระดับอัตราการแลกเปลี่ยนก๊าซ ระดับความรับรู้ต่อความเหนื่อยล้า และ อัตราการเต้นของหัวใจ เมื่ออาสาสมัครวิ่งจนเหนื่อยหมดแรง ทำการคลายความหนัก 5 นาทีและพัก 5 นาที ก่อนเก็บตัวอย่างเลือด หลังการทดสอบนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานทดสอบความแปรปรวนแบบเกี่ยวข้องกันสองทาง ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05ผลการวิจัย ผลของการดื่มเครื่องดื่มทั้ง 3 ชนิด ไม่พบความแตกต่างระหว่างกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในตัวแปรแลคเตทในเลือด กรดไขมันอิสระ ครีเอทีนไคเนส ระดับอัตราการแลกเปลี่ยนก๊าซ ระดับความรับรู้ต่อความเหนื่อยล้า และระยะเวลาของการออกกำลังกายจนเหนื่อยหมดแรง แต่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในน้ำตาลในเลือด ระหว่างกลุ่มนมถั่วลูกไก่ นมถั่วเหลือง และสารหลอกสรุปผลการวิจัย ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในตัวแปรแลคเตทในเลือด กรดไขมันอิสระ ครีเอทีนไคเนส ระดับอัตราการแลกเปลี่ยนก๊าซ ระดับความรับรู้ต่อความเหนื่อยล้า และระยะเวลาของการออกกำลังกายจนเหนื่อยหมดแรง ในระหว่างกลุ่มนมถั่วลูกไก่ นมถั่วเหลืองและสารหลอก แต่ภายในกลุ่มนมถั่วลูกไก่ มีแนวโน้มที่ดีในระดับน้ำตาลในเลือด แลคเตทในเลือด กรดไขมันอิสระและครีเอทีนไคเนส ดังนั้น …
ผลของการฝึกการยับยั้งการตอบสนองที่มีต่อความสามารถในการรับลูกตบของนักกีฬาวอลเลย์บอล, จิดาภา ศิริวรรณ์
ผลของการฝึกการยับยั้งการตอบสนองที่มีต่อความสามารถในการรับลูกตบของนักกีฬาวอลเลย์บอล, จิดาภา ศิริวรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การรับลูกตบของนักกีฬาวอลเลย์บอลต้องอาศัยอาศัยการประมวล การตัดสินใจ การเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว และรวมถึงความสามรถในการยับยั้งการ ตอบสนองที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งความสามารถในการควบคุมยับยั้งนั้นสนับสนุนให้เกิดพฤติกรรมที่ยืดหยุ่น (flexible behavior) จากสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงไป เมื่อการตอบสนองต่อสิ่งเร้ารูปแบบเดิมไม่สามารถกระทำได้อีกต่อไป จึงจำเป็นจะต้องมีความสามารถการควบคุมยับยั้งให้มากขึ้นเพื่อจะส่งผลต่อความสามารถในการรับลูกตบที่มีผล ต่อกีฬาวอลเลย์บอล การวิจัยในครั้งนี้จึงมุ่งศึกษาการควบคุมยับยั้งในนักกีฬาวอลเลย์บอลและการฝึกควบคุมยับยั้งในนักกีฬาวอลเลย์บอล โดยแบ่งออกเป็นสองการศึกษา ดังนี้ การศึกษาที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถการควบคุมยับยั้งในนักกีฬาวอลเลย์บอลมืออาชีพและนักกีฬามือสมัครเล่น โดยทำการทดสอบความสามารถด้านการควบคุมยับยั้งในนักกีฬาวอลเลย์บอลมืออาชีพ 13 คนและนักกีฬาวอลเลย์บอลมือสมัครเล่น 13 คน ซึ่งใช้การทดสอบการควบคุมยับยั้งด้วย Spatial Stroop test ชุดทดสอบ Flanker task ชุดทดสอบ motor go no-go task with FitLight™ และชุดการทดสอบรับลูกตบด้วยงาน Spatial Stroop โดยเครื่องยิงลูกวอลเลย์บอล พบว่า ผลทางด้านลักษณะทางกายภาพของกลุ่มตัวอย่าง ความถี่ในการฝึกซ้อมกลุ่มนักกีฬามืออาชีพมีค่าเฉลี่ยมากกว่านักกีฬามือสมัครเล่นอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติ(p =<.001) ผลการทดสอบชุดการทดสอบรับลูกตบด้วยงาน Spatial Stroop โดยเครื่องยิงลูกวอลเลย์บอล กลุ่มนักกีฬาอาชีพมีการตอบสนองเวลาปฏิกิริยาในสถานการณ์สิ่งเร้ากับการตอบสนองสอดคล้องกับเวลาปฏิกิริยาสถานการณ์สิ่งเร้ากับการตอบสนองไม่สอดคล้องกัน ผลของคะแนนรับลูกตบ จำนวนครั้งที่รับลูกได้ในสถานการณ์สอดคล้องกัน และร้อยละของความถูกต้องในการตอบสนองนักกีฬามืออาชีพที่มีค่าเฉลี่ยสูงกว่านักกีฬามือสมัครเล่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p =.001, p =.002, p =.005, p =.008, p =.019 ตามลำดับ) การศึกษาที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกควบคุมยับยั้งในนักกีฬาวอลเลย์บอล เพื่อเปรียบเทียบผลการทดสอบก่อนและหลังจากการฝึกควบคุมยับยั้ง กลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักกีฬาวอลเลย์บอลระดับอุดมศึกษา สังกัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน 14 คน เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างได้รับการบาดเจ็บจากการฝึกซ้อมจำนวน 1 คน จึงถูก คัดออกจากการศึกษาในครั้งนี้ดังนั้นกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น คือ 13 คน โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มฝึกควบคุมยับยั้ง จำนวน 7 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 6 คน พบว่า ภายหลังฝึกควบคุมยับยั้งต่อเนื่อง 4 สัปดาห์ผลการทดสอบ Flanker task ภายในกลุ่มทดลองความเร็วในการตอบสนองในสถานการณ์ไม่สอดคล้องกันมีความแตกต่างกันอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติ(p =.016) หลังฝึกควบคุมยับยั้งผลการทดสอบ motor go no-go task with FitLight™ ผลของเวลาการตอบสนองและการทดสอบด้วยการรับลูกตบด้วย งาน Spatial Stroop โดยเครื่องยิงลูกวอลเลย์บอล พบว่าผลจำนวนครั้งในการรับลูกได้ในสถานการณ์สอดคล้องกับร้อยละความถูกต้องของกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยที่มากกว่ากลุ่ม ควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p =.031, p =.002, p =.003 ตามลำดับ) ภายหลังการฝึกพบว่าในกลุ่มทดลองมีเวลาปฏิกิริยาในสถานการณ์สอดคล้องกัน (S-R con) กับ เวลาปฏิกิริยาในสถานการณ์ไม่สอดคล้องกัน (S-R incon) เร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p =.039, p =.013 ตามล าดับ) และภายหลังการฝึกควบคุมยับยั้งระหว่างกลุ่ม ทดลอง กลุ่มควบคุมและนักกีฬามืออาชีพ พบว่าเวลาปฏิกิริยาในสถานการณ์สอดคล้องกันและไม่สอดคล้องกัน คะแนนการรับลูก จำนวนครั้งรับลูกได้ในสถานการณ์สอดคล้อง กัน และร้อยละความถูกต้อง ระหว่างกลุ่มนักกีฬามืออาชีพเทียบกับกลุ่มควบคุม มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p = .005, p = .033, p = .005, p = .027, p =. 019 ตามลำดับ) จากผลการทดลองพบว่านักกีฬาวอลเลย์บอลมืออาชีพมีความสามารถด้านการควบคุมยับยั้งที่สูงกว่านักกีฬามือสมัครเล่นในการรับข้อมูลและประมวลผลไปยังการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว ทั้งในด้านการเคลื่อนไหวที่เป็นรูปแบบอัตโนมัติและการเคลื่อนไหวที่ต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ของเกม ซึ่งการฝึกควบคุม ยับยั้งนั้นสามารถเพิ่มความสามารถในการควบคุมยับยั้งและส่งผลต่อการพัฒนาการรับลูกตบในนักกีฬาวอลเลย์บอล
ผลของการฝึกพลัยโอเมตริกด้วยขาเดียวและขาสองข้างร่วมกับการเปลี่ยนทิศทางที่มีต่อสมรรถภาพร่างกายในนักกีฬาแฮนด์บอลชาย, สถาพร พื้นดอนเค็ง
ผลของการฝึกพลัยโอเมตริกด้วยขาเดียวและขาสองข้างร่วมกับการเปลี่ยนทิศทางที่มีต่อสมรรถภาพร่างกายในนักกีฬาแฮนด์บอลชาย, สถาพร พื้นดอนเค็ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการฝึกพลัยโอเมตริกด้วยขาเดียวร่วมกับการเปลี่ยนทิศทางที่มีต่อสมรรถภาพร่างกายในนักกีฬาแฮนด์บอลชาย วิธีดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างนักกีฬาแฮนด์บอลระดับมหาวิทยาลัย เพศชาย อายุระหว่าง 18-25 ปี จำนวน 24 คน แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 12 คน กลุ่มที่ 1 ฝึกพลัยโอเมตริกด้วยขาเดียวร่วมกับการเปลี่ยนทิศทาง และกลุ่มที่ 2 ฝึกพลัยโอเมตริกด้วยขาสองข้างร่วมกับการเปลี่ยนทิศทาง ทั้งสองกลุ่มฝึกการกระโดดและตามด้วยการวิ่งเร็วเปลี่ยนทิศทาง จำนวน 6-10 ชุด ทำการฝึก 2 วันต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ก่อนและหลังการฝึก ทำการทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย ได้แก่ ความสามารถในการกระโดดสูง ความคล่องแคล่วว่องไว การความสามารถด้านการทรงตัว และความสามารถด้านการวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดแบบซ้ำ จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานความแตกต่างภายในกลุ่ม โดยการทดสอบค่าทีแบบรายคู่และความแตกต่างระหว่างกลุ่ม โดยการทดสอบค่าทีแบบอิสระ กำหนดความมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 ผลการวิจัย หลังการฝึก 8 สัปดาห์ พบว่า กลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 มีความคล่องแคล่วว่องไว การความสามารถในการทรงตัวในขาข้างที่ถนัด เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และกลุ่มที่ 1 มีความสามารถในการกระโดดสูง ความสามารถในการทรงตัวในขาข้างที่ไม่ถนัด และความสามารถด้านการวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดแบบซ้ำ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบหลังการฝึกระหว่างกลุ่ม พบว่า ทั้ง 2 กลุ่มไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกตัวแปร สรุปผลการวิจัย การฝึกพลัยโอเมตริกด้วยขาเดียวร่วมกับการเปลี่ยนทิศทางช่วยพัฒนา พลังกล้ามเนื้อขา ความคล่องแคล่วว่องไว ความสามารถในการทรงตัว และความสามารถด้านการวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดแบบซ้ำ จึงเป็นโปรแกรมที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาสมรรถภาพร่างกายให้แก่นักกีฬาแฮนด์บอลเป็นอย่างได้ดี
ผลของการฝึกรำไทยแอโรบิกบนตาราง 25 ช่องต่อการทำงานของหลอดเลือดสมองและพุทธิปัญญาในผู้สูงอายุที่มีภาวะพุทธิปัญญาบกพร่องเล็กน้อย, สญชัย พลเสน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของกลุ่มฝึกรำไทยแอโรบิกบนตาราง 25 ช่อง ระยะเวลา 12 สัปดาห์ ที่มีต่อตัวแปรด้านสรีรวิทยา การทำงานของหลอดเลือดสมอง พุทธิปัญญา ระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในสมอง การทำงานของระบบหายใจ สุขสมรรถนะและสารชีวเคมีในเลือดในผู้สูงอายุที่มีภาวะพุทธิปัญญาบกพร่องเล็กน้อยกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุที่มีภาวะพุทธิปัญญาบกพร่องเล็กน้อย อายุ 60-79 ปี จำนวน 40 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 กลุ่มควบคุม ใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ ไม่ได้รับการฝึกใด ๆ จำนวน 20 คน และกลุ่มที่ 2 กลุ่มทดลอง ที่ได้รับฝึกรำไทยแอโรบิกบนตาราง 25 ช่อง ครั้งละ 60 นาที 3 วันต่อสัปดาห์ 12 สัปดาห์ โดยการและหลังการทดลองทำการทดสอบตัวแปรทางสรีรวิทยา การทำงานของหลอดเลือดสมอง พุทธิปัญญา ระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในสมอง การทำงานของระบบหายใจ สุขสมรรถนะและสารชีวเคมีในเลือด จากนั้นนำมาวิเคราะห์ผลทางสถิติ นำมาเปรียบเทียบระหว่างก่อนการทดลองและหลังการทดลองของแต่ละกลุ่ม และระหว่างกลุ่มการทดลองทั้ง 2 กลุ่ม โดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนสองทางแบบวัดซ้ำ หากพบความแตกต่างจึงทำการเปรียบเทียบแบบรายคู่ โดยใช้สถิติแอลเอชดี ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.5ผลการทดลองพบว่าหลังการทดลอง 12 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยตัวแปรทางสรีรวิทยา ได้แก่ ค่าของน้ำหนักตัว ดัชนีมวลกาย และอัตราการเต้นของหัวใจขณะพักลดลงที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.5 และมีการพัฒนาของตัวแปรด้านสุขสมรรถนะ จากการทดสอบการนั่งเก้าอี้แล้วเอื้อมแตะปลายเท้า ระยะการเอื้อมแตะหลัง การลุกนั่งใน 30 วินาที การงอแขนใน 30 วินาที การยกขาซอยเท้าอยู่กับที่ 2 นาที และระยะทางในการเดิน 6 นาที การเดินและกลับตัว 3 เมตร ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.5 กลุ่มทดลองยังมีการเพิ่มขึ้นของตัวแปรด้านการทำงานของระบบหายใจ ได้แก่ ค่าปริมาตรสูงสุดของอากาศที่หายใจออกอย่างเร็วและแรงเต็มที่ ค่าปริมาตรของอากาศที่ถูกขับออกในวินาทีแรกของการหายใจออกอย่างเร็วและแรงเต็มที่ ค่าปริมาตรของอากาศจากการหายใจเข้า-ออกเต็มที่ในเวลา 1 นาที ค่าแรงดันการหายใจเข้าสูงสุด ค่าแรงดันการหายใจออกสูงสุด รวมไปถึงระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในสมองด้านซ้าย ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.5 …
ผลของการฝึกรำไทยสมาธิต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและการทำงานของไตในผู้สูงอายุโรคไตจากเบาหวาน, ศุภลักษณ์ จันคำ
ผลของการฝึกรำไทยสมาธิต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและการทำงานของไตในผู้สูงอายุโรคไตจากเบาหวาน, ศุภลักษณ์ จันคำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกรำไทยสมาธิต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การทำงานของไต สมรรถภาพทางกาย ตัวบ่งชี้ทางชีวเคมีในเลือด และคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่เป็นโรคไตจากเบาหวาน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุโรคไตเรื้อรังจากเบาหวาน อายุระหว่าง 60-75 ปี ถูกสุ่มแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มที่ไม่ได้รับการฝึก (CON) จำนวน 19 คน และ 2) กลุ่มฝึกรำไทยสมาธิ (TDM) จำนวน 17 คน ที่ได้รับการฝึกรำไทยสมาธิ ที่ความหนัก 40-60 เปอร์เซ็นต์ของอัตราการเต้นหัวใจสำรอง ครั้งละ 50 นาที จำนวน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ทำการทดสอบตัวแปรด้านสรีรวิทยา สารชีวเคมีในเลือด สมรรถภาพทางกาย การทำงานของหลอดเลือด ความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจ ความเครียดและคุณภาพชีวิต ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบก่อนและหลังการฝึก และเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มด้วยการทดสอบความแปรปรวนสองทางแบบวัดซ้ำ (2 กลุ่ม x 2 เวลา) และเปรียบเทียบความแตกต่างแบบรายคู่โดยใช้วิธีการทดสอบแอลเอสดี ภายหลังการฝึก 12 สัปดาห์ พบว่ากลุ่มรำไทยสมาธิมีน้ำหนักตัว ไขมันในช่องท้อง ความดันโลหิตช่วงหัวใจบีบตัวและคลายตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ระดับไกลโคซิเลทฮีโมโกลบิน ยูเรียไนโตรเจน มาลอนไดอัลดีไฮด์ ทูเมอร์ เนโครซิส แฟกเตอร์-อัลฟา และ อินเตอร์ลิวคิน-6 ลดลง ในขณะที่ค่าอัตราการกรองของไต ซูเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเทส และไนตริก ออกไซด์ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ ค่าการขยายตัวของหลอดเลือดหลังการปิดกั้นการไหลเวียน ซึ่งเป็นการวัดการขยายตัวของหลอดเลือดที่ขึ้นอยู่กับเอนโดทีเลียมเพิ่มขึ้น ความแข็งของหลอดเลือดแดงและดัชนีความต้านทานของไตลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อีกทั้งกลุ่มรำไทยสมาธิยังมีค่าความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจความถี่สูงเพิ่มขึ้น ระดับความเครียดและความวิตกกังวลลดลง และมีคุณภาพชีวิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่า การฝึกรำไทยสมาธิมีประโยชน์หลากหลายด้านต่อผู้สูงอายุที่เป็นโรคไตจากเบาหวาน อันได้แก่ส่งเสริมการทำงานของไตและหลอดเลือด ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เพิ่มการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระ และลดสารอนุมูลอิสระ ความเครียด และความวิตกกังวล
ผลของการผสมผสานการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทางที่มีต่อสมรรถภาพกล้ามเนื้อขาและความสามารถแบบแอนแอโรบิกในนักกีฬาแฮนด์บอลเยาวชนเพศหญิง, สราลี วุฒิพิทยาธร
ผลของการผสมผสานการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทางที่มีต่อสมรรถภาพกล้ามเนื้อขาและความสามารถแบบแอนแอโรบิกในนักกีฬาแฮนด์บอลเยาวชนเพศหญิง, สราลี วุฒิพิทยาธร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental research design) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการผสมผสานการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทางที่มีต่อสมรรถภาพกล้ามเนื้อขาและความสามารถแบบแอนแอโรบิกในนักกีฬาแฮนด์บอลเยาวชนเพศหญิง เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เป็นนักกีฬาแฮนด์บอลระดับเยาวชนเพศหญิง อายุระหว่าง 15 - 18 ปี จากทีมแฮนด์บอลโรงเรียนสตรีสมุทรปราการ จำนวน 16 คน แบ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 8 คน ด้วยวิธีการจับคู่ (Matched pair) จากผลการทดสอบความคล่องแคล่วว่องไวของอิลลินอยส์ อยู่ในช่วง 17 - 19 วินาที กลุ่มทดลองทำการฝึกผสมผสานการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทาง และกลุ่มควบคุมทำการฝึกพลัยโอเมตริกและการฝึกเปลี่ยนทิศทาง ทั้งสองกลุ่มฝึก 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ทำการทดสอบด้านสรีรวิทยา ได้แก่ อายุ ส่วนสูง น้ำหนัก และมวลกล้ามเนื้อ และทดสอบทางด้านสมรรถภาพทางกาย ได้แก่ พลังสูงสุด เวลาในการสปริ๊นท์ระยะ 5 เมตร และ 10 เมตร ความคล่องแคล่วว่องไว และความสามารถแบบแอนแอโรบิก ก่อนการฝึก หลังการฝึก 4 สัปดาห์ และหลังการฝึก 8 สัปดาห์ หลังจากนั้นวิเคราะห์ความแตกต่างภายในกลุ่มด้วยสถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวชนิดวัดซ้ำ (One-way ANOVA with repeated measures) และเมื่อพบความแตกต่างจึงทำการเปรียบเทียบความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของ Bonferroni และวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างกลุ่มด้วยการวิเคราะห์สถิติ Independent Sample t-test กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า หลังการฝึก 4 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความคล่องแคล่วว่องไวแตกต่างกับกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยเวลาสปริ๊นท์ระยะ 5 เมตร และ 10 เมตร ความสามารถแบบแอนแอโรบิกและดัชนีความล้าแตกต่างกับกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และไม่พบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยพลังสูงสุดและพลังแบบแอนแอโรบิกระหว่างกลุ่ม หลังการฝึก 8 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยค่าเฉลี่ยพลังสูงสุด …
การวิเคราะห์ลักษณะทางสรีรวิทยาและกิจกรรมในการแข่งขันจำลองของกีฬายูยิตสูประเภทต่อสู้ชายรุ่นน้ำหนักไม่เกิน 62 กิโลกรัม, สมัญญา เข็มทอง
การวิเคราะห์ลักษณะทางสรีรวิทยาและกิจกรรมในการแข่งขันจำลองของกีฬายูยิตสูประเภทต่อสู้ชายรุ่นน้ำหนักไม่เกิน 62 กิโลกรัม, สมัญญา เข็มทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางสรีรวิทยาและกิจกรรมในการแข่งขันของนักกีฬายูยิตสูประเภทต่อสู้ชาย รุ่นน้ำหนักไม่เกิน 62 กิโลกรัม คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เป็นนักกีฬายูยิตสู ประเภทต่อสู้ชาย จำนวน 8 คน อายุ 18 – 24 ปี ที่มีสายสีน้ำตาลขึ้นไป จากอันดับ 1 – 8 ของสมาคมกีฬายูยิตสูแห่งประเทศไทย ทดสอบสมรรถภาพทางกายก่อนการแข่งขัน 2 วัน ในวันแข่งขันได้ทำการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ความเข้มข้นของแลคเตทในเลือดและระดับออกซิเจนในเลือด ทั้งก่อนและหลังการแข่งขันแต่ละครั้ง วิเคราะห์กิจกรรมในการแข่งขัน ได้แก่ ทักษะที่ใช้ เวลาในการแข่งขัน และวิธีการชนะจากวิดีโอบันทึกการแข่งขันจำนวน 16 วิดีโอ หลังจากนั้นนำผลการทดสอบมาวิเคราะห์เชิงสถิติ การวิเคราะห์สถิติภายในกลุ่มใช้สถิติ Paired sample T – test และการวิเคราะห์สถิติระหว่างกลุ่มใช้สถิติ Independent sample T - test กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า หลังการแข่งขันอัตราการเต้นของหัวใจและความเข้มข้นของแลคเตทในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ระดับออกซิเจนในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (p < 0.05) ในกลุ่มผู้ชนะทั้งสามตัวแปรมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ในกลุ่มผู้แพ้มีการเปลี่ยนแปลงเฉพาะอัตราการเต้นของหัวใจและความเข้มข้นของแลคเตทในเลือดเท่านั้น อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างผู้ชนะและผู้แพ้ ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในด้านการตอบสนองทางสรีรวิทยา สำหรับวิธีการชนะที่พบมากที่สุดคือการชนะด้วยการทำคะแนนหลังหมดเวลา (ร้อยละ 50) โดยมีอัตราส่วนการทำงานต่อการพักอยู่ที่ 4:1 ในส่วนของทักษะส่วนที่ 1 (การชก การเตะและการตั้งรับ) พบว่า หมัดตรงและท่าเตะเหวี่ยงเป็นท่าที่ใช้มากที่สุดแต่มีประสิทธิผลต่ำ ขณะที่การตั้งรับที่ใช้มากที่สุดคือการปัดป้องด้านล่าง ทักษะส่วนที่ 2 (การทุ่ม) พบว่า การทุ่มด้วยไหล่และสะโพกเป็นท่าที่ใช้มากที่สุดและมีประสิทธิผลสูง ส่วนทักษะที่มีประสิทธิผลต่ำคือการเกี่ยวขาด้านในและการทุ่มแบบนอนตะแคง ทักษะส่วนที่ 3 (การล็อค รัด หักหรือบิดข้อ) พบว่า การรัดคอด้วยลำตัวเป็นท่าที่มีประสิทธิผล ส่วนการรัดคอรูปสามเหลี่ยมและการล็อคข้อศอกหักแขนถึงแม้จะใช้มากแต่มีประสิทธิผลต่ำ กลุ่มผู้ชนะสามารถใช้ทักษะที่หลากหลายรูปแบบและแม่นยำพร้อมทั้งมีการวางแผนกลยุทธ์ที่ดีกว่า ขณะที่ผู้แพ้ใช้ทักษะซ้ำ ๆ และมีประสิทธิผลต่ำ สรุปได้ว่ากีฬายูยิตสูประเภทต่อสู้ เป็นกีฬาที่ต้องการการตอบสนองทางสรีรวิทยาสูงและความหลากหลายทางทักษะ แม้การตอบสนองทางสรีรวิทยาระหว่างผู้ชนะและผู้แพ้จะไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ แต่รูปแบบที่หลากหลาย ประสิทธิผลของทักษะ และสมรรถภาพทางกายที่ดีคือปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จ
การพัฒนาผงชงดื่มโปรตีนจากเมล็ดกัญชงต่อการเพิ่มขนาดของกล้ามเนื้อ ในนักเพาะกายชายเพื่อนันทนาการ, ณฐมน เปียแก้ว
การพัฒนาผงชงดื่มโปรตีนจากเมล็ดกัญชงต่อการเพิ่มขนาดของกล้ามเนื้อ ในนักเพาะกายชายเพื่อนันทนาการ, ณฐมน เปียแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจที่กำลังได้รับความนิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมล็ดกัญชงอุดมไปด้วยโปรตีนและกรดไขมัน จึงมีความเป็นไปได้ว่าจะสามารถช่วยลดการอักเสบและเพิ่มมวลกล้ามเนื้อได้ การวิจัยในครั้งนี้จึงต้องการพัฒนาผงชงดื่มโปรตีนจากเมล็ดกัญชงและศึกษาผลการนำไปใช้ในนักเพาะกายชายเพื่อนันทนาการ โดยแบ่งเป็น 2 ขั้นตอนดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณค่าทางโภชนาการในผงชงดื่มโปรตีนจากเมล็ดกัญชง และความชื่นชอบผงชงดื่มโปรตีนจากเมล็ดกัญชงในนักเพาะกายชายเพื่อนันทนาการ พบว่าผงชงดื่มโปรตีนจากเมล็ดกัญชงที่พัฒนาได้ปริมาณ 1 หน่วยบริโภค (40 กรัม) ประกอบด้วยโปรตีนจากเมล็ดกัญชง ร้อยละ 83 – 93 มอลโทเด็กซ์ทริน ร้อยละ 5 – 15 ซูคราโลส น้อยกว่าร้อยละ 1 และวัตถุเจือปนอาหาร (สารแต่งกลิ่นรส, สารแต่งสี) น้อยกว่าร้อยละ 1 และนำส่งตรวจคุณค่าทางโภชนาการพบว่ามีโปรตีน 20.03 กรัม กรดอะมิโนแบบโซ่กิ่ง 3.26 กรัม และไขมันทั้งหมด 5.16 กรัม จากนั้นให้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักเพาะกายชายเพื่อนันทนาการ อายุระหว่าง 20 - 30 ปี ที่รับประทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริมประเภทโปรตีนเป็นปกติ จำนวน 30 คน ให้คะแนนความชอบแบบ 9-Point Hedonic Scale พบว่ามีคะแนนเฉลี่ยระหว่าง 5.00-7.99 แปลผลได้ว่ากลุ่มตัวอย่างรู้สึกเฉยๆ สามารถยอมรับผงชงดื่มโปรตีนจากเมล็ดกัญชงได้ ขั้นตอนที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลฉับพลันของผงชงดื่มโปรตีนจากเมล็ดกัญชงที่มีต่อการอักเสบของกล้ามเนื้อ และเพื่อเปรียบเทียบผลในช่วง 8 สัปดาห์ ระหว่างผงชงดื่มโปรตีนจากเมล็ดกัญชง ผงชงดื่มโปรตีนจากถั่วเหลือง และผงชงดื่มจากเวย์โปรตีนที่มีต่อการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อที่เกิดจากการออกกำลังกายและการเพิ่มขนาดของกล้ามเนื้อ ประกอบไปด้วย 3 ระยะ แบ่งกลุ่มตัวอย่างดังกล่าวออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 10 คน ได้แก่ กลุ่ม A บริโภคผงชงบริโภคโปรตีนจากเมล็ดกัญชง กลุ่ม B บริโภคผงชงดื่มโปรตีนจากถั่วเหลือง และ กลุ่ม C บริโภคผงชงดื่มโปรตีนจากเวย์โปรตีน ทดสอบผลฉับพลันของผงชงดื่มโปรตีน (ระยะที่ 1) ที่มีต่อสารชีวเคมีในเลือดและแรงหดตัวสูงสุดของกล้ามเนื้อ โดยทดสอบก่อนการทดลอง หลังการทดลองทันที หลังการทดลอง 24 และ 48 …
โปรแกรมค้นหาข้ามภาษาสำหรับค้นคืนค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก, ณฐพจน์ หนูวงษ์
โปรแกรมค้นหาข้ามภาษาสำหรับค้นคืนค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก, ณฐพจน์ หนูวงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นความท้าทายระดับโลกที่สำคัญ ซึ่งเกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นหลัก การจัดการข้อมูลก๊าซเรือนกระจกอย่างมีประสิทธิภาพจึงมีความสำคัญต่อการประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์ อย่างไรก็ตาม การกำหนดค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมต่างๆ นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องใช้แรงงานไม่น้อย นอกจากนี้ เนื้อหาในฐานข้อมูลค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังเป็นการผสมผสานระหว่างภาษาไทยและภาษาอังกฤษ การศึกษานี้จึงได้พัฒนาโปรแกรมค้นหาข้ามภาษาสำหรับการค้นคืนค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากฐานข้อมูลขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (ประเทศไทย) เพื่อส่งเสริมความน่าเชื่อถือของการคำนวณการปล่อยคาร์บอน ระบบดังกล่าวช่วยให้สามารถค้นหาแบบสองภาษาได้อย่างราบรื่น โดยบูรณาการการจับคู่คำพ้องความหมายแบบใช้พจนานุกรมและการจัดทำดัชนีด้วยอิลาสติกเซิร์ช การค้นหาเชิงความหมายพร้อมกับการขยายการค้นหาด้วยคำพ้องความหมายจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าจะได้ผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้อง โดยไม่คำนึงถึงภาษาที่ใช้ในการสืบค้น ด้วยการทำงานแบบสายท่ออัตโนมัติสำหรับการค้นคืนข้อมูลและการจัดทำดัชนี ระบบดังกล่าวช่วยเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพในการค้นหา ซึ่งจะช่วยสนับสนุนองค์กรต่างๆ ในการคำนวณค่าคาร์บอนฟุตพรินต์ที่ถูกต้องเที่ยงตรงมากยิ่งขึ้น
Aerodynamic Performance And Circular Error Probable Modeling Of Grid Fins For Drone-Deployed Payloads In Low-Subsonic Flight, Puwit Chaowanapreecha
Aerodynamic Performance And Circular Error Probable Modeling Of Grid Fins For Drone-Deployed Payloads In Low-Subsonic Flight, Puwit Chaowanapreecha
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Deploying payloads from aerial platforms at low altitudes presents significant challenges, particularly in achieving a stable freefall trajectory. Conventional fin designs often struggle to maintain the desired path, compromising precision and effectiveness. This research examines the aerodynamic properties of grid fins in low-subsonic conditions, with a specific focus on their potential in drone-deployed payloads. The primary objective is to understand how varying grid fin design parameters influence aerodynamic behavior and to develop a model of Circular Error Probable that quantifies the accuracy and precision of grid fin-stabilized payloads. Subsonic wind tunnel tests are conducted to evaluate different grid fin configurations, …
Recovery Of Tin From Kaolin Mine Tailing, Rangoon, Thailand, Archana Pandit
Recovery Of Tin From Kaolin Mine Tailing, Rangoon, Thailand, Archana Pandit
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the recovery of tin from kaolin waste using gravity, electrostatic, and magnetic separation techniques. A total of 123.500 kg of sand and 103.200 kg of silt were processed using a shaking table, spiral concentrator, high-tension separator, induced roll magnetic separator, and Frantz magnetic separator. Mineralogical and chemical characterization was conducted using X-ray diffractometer (XRD), X-ray fluorescence (XRF), and microscopic analysis to determine tin distribution and occurrence. Experimental results showed that the silt fractions generally exhibited higher tin content than the sand fractions. In this study, Case A refers to the samples (Sand A and Silt A) processed …
การค้นหาค่าสัมประสิทธ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกบนพื้นฐานแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่, สุชานันท์ กระบวนยุทธ
การค้นหาค่าสัมประสิทธ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกบนพื้นฐานแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่, สุชานันท์ กระบวนยุทธ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ดำเนินการเพื่อวิจัยแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่และเทคนิคต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพของโมเดลเหล่านี้ รวมถึงวิศวกรรมที่รวดเร็วและการขยายความรู้เฉพาะ การศึกษานี้เกี่ยวข้องกับการออกแบบและพัฒนา AI agent เพื่อส่งคืนค่าสัมประสิทธ์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยอ้างอิงจากฐานข้อมูลที่ดูแลโดยองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ของประเทศไทย งานวิจัยนี้จะใช้ RAG เพื่อค้นหาข้อมูลที่ถูกจัดเก็บไว้ซึ่งมีความคล้ายคลึงกันมากที่สุดกับข้อมูลรับเข้า จากนั้น AI Agent จะส่งคืนค่าคำตอบเพียงคำตอบเดียวเดียวของค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่รับเข้ามา จากการประเมินประสิทธิภาพของ LLM ขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่ถูกเลือกทั้งห้าแบบจำลองนั้นมีแนวโน้มที่ดี
Predicting Quality Of Life In Driving Scene Using Image Recognition Techniques And User Group Information, Ployrada Suvarnakuta
Predicting Quality Of Life In Driving Scene Using Image Recognition Techniques And User Group Information, Ployrada Suvarnakuta
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study presents a machine learning approach for predicting perceived urban Quality of Life (QoL) by integrating visual features from street-level imagery with personal attributes, including demographic, socioeconomic, and travel behavior data. Using datasets from Bangkok and London, we trained supervised models—Support Vector Machines and Multilayer Perceptrons—under multiple input configurations to evaluate the contribution of each data type. Results show that combining visual and personal features improves prediction accuracy compared to using visual features alone. Statistical feature selection identified income, education, housing stability, and travel patterns as consistently important predictors, with some variation across urban contexts. These findings underscore the …
Modeling For Electrical Performance Of The Bender-Typed Piezoelectric Energy Harvesters (Peh), Pheerawit Inpra
Modeling For Electrical Performance Of The Bender-Typed Piezoelectric Energy Harvesters (Peh), Pheerawit Inpra
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The increasing demand for small, wearable, and low-power electronic devices has led to the need for compact and efficient energy sources. Energy harvesting systems designed for such applications are typically compact to ensure seamless integration with the devices or to serve as suitable replacements for conventional batteries. One of the most suitable systems for harvesting energy from human motion is the piezoelectric energy harvesters (PEH). It offers high energy density, supports a wide range of vibration frequencies, and comes in a small form factor, making it increasingly popular in various devices. As PEHs become increasingly prevalent in real-world applications, developing …
การศึกษาคุณลักษณะด้านการออกแบบของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนทรงกระบอกชนิด 18650 ที่มีอัตราส่วนกำลังต่อพลังงานต่างกัน, ภูมิวริสส์ วงษ์ถาวร
การศึกษาคุณลักษณะด้านการออกแบบของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนทรงกระบอกชนิด 18650 ที่มีอัตราส่วนกำลังต่อพลังงานต่างกัน, ภูมิวริสส์ วงษ์ถาวร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนชนิด 18650 ที่มีจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา และ วิเคราะห์คุณสมบัติทางกายภาพ ทางไฟฟ้า และ ทางเคมีของเซลล์แบตเตอรี่ ที่มีอัตราส่วนกำลังต่อพลังงานที่แตกต่างกันรวมไปถึงการเปรียบเทียบพารามิเตอร์ด้านการออกแบบของเซลล์แบตเตอรี่ และ สร้างความสัมพันธ์ระหว่างพารามิเตอร์ด้านการออกแบบ และ คุณสมบัติด้านต่าง ๆ กับ อัตราส่วนกำลังต่อพลังงาน ตัวอย่างเซลล์แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่มีอัตราส่วนของกำลังต่อพลังงานที่แตกต่างกัน 4 ตัวอย่าง ถูกนำมาวิเคราะห์คุณสมบัติทางกายภาพ ได้แก่ ขนาดความกว้าง ความยาว และน้ำหนักของแบตเตอรี่ และวิเคราะห์คุณสมบัติทางไฟฟ้า ได้แก่ ความจุพลังงาน กำลังไฟฟ้า และความต้านทานภายใน ซึ่งวิเคราะห์โดยอ้างอิงตามมาตรฐาน IEC62660 โดยค่าอัตราส่วนของกำลังต่อพลังงานของเซลล์แบตเตอรี่ สามารถคำนวณได้จากการทดสอบดังกล่าว และมีค่าเรียงลำดับจากน้อยไปหามากดังนี้ 3.23 , 8.00 , 11.70 และ 12.97 W/Wh จากนั้นเซลล์แบตเตอรี่จะถูกแยกส่วนประกอบเพื่อวิเคราะห์ถึงลักษณะทางกายภาพของส่วนประกอบ ได้แก่ ความยาว ความหนาของขั้วอิเล็กโทรดและตัวรับกระแสไฟฟ้า ค่าการนำไฟฟ้าของขั้วอิเล็กโทรด และ โครงสร้างของขั้วอิเล็กโทรด กับ เยื่อเลือกผ่าน ได้แก่ ขนาดอนุภาคของวัสดุทำขั้ว และ ลักษณะสัณฐานวิทยาของเยื่อเลือกผ่าน ซึ่งจะถูกวิเคราะห์โดยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด รวมไปถึงวิเคราะห์คุณสมบัติทางเคมี โดยการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีบนขั้วอิเล็กโทรด ซึ่งจากการวิเคราะห์พบว่า จากการวิเคราะห์คุณสมบัติทางไฟฟ้าของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่มีความสามารถในการให้กำลังไฟฟ้าสูง จะมีอัตราส่วนกำลังต่อพลังงานสูงกว่า มีแนวโน้มค่าความต้านทานภายในที่ต่ำกว่า และมีค่าการนำไฟฟ้าที่สูงกว่า แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่มีความสามารถในการเก็บความจุพลังงานสูง จากการวิเคราะห์คุณสมบัติทางกายภาพพบว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่มีความสามารถในการให้กำลังไฟฟ้าสูง จะมีความยาวของขั้วอิเล็กโทรดที่มากกว่า แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่มีความสามารถในการเก็บความจุพลังงานสูง แต่จะมีความหนา และขนาดของอนุภาคของขั้วอิเล็กโทรดน้อยกว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่มีความสามารถในการเก็บความจุพลังงานสูง และจากการวิเคราะห์คุณสมบัติทางเคมีบว่าแบตเตอรี่ที่ทำการทดสอบนั้นมีองค์ประกอบทางเคมีของขั้วแคโทด และ แอโนดเดียวกัน คือ NMC811 และ กราไฟต์ กับ ซิลิกอน
Thai-English Supported Automatic Speech Recognition For Endoscopic Reporting, Arpanant Saeng-Xuto
Thai-English Supported Automatic Speech Recognition For Endoscopic Reporting, Arpanant Saeng-Xuto
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis presents the automatic speech recognition (ASR) system for endoscopic reporting that supports Thai-English code-switching. During endoscopic procedures, gastroenterologists are required to use both hands to handle instruments, thereby complicating the real-time documentation of abnormal findings. While recent advances in speech recognition offer promising solutions, existing models face difficulties with Thai-English code-switching and tend to overfit when fine-tuned on limited datasets. To overcome these limitations, we propose an ASR model enhanced with the Mixture of Experts (MoE) technique to improve transcription accuracy. Furthermore, the Named Entity Recognition (NER) model extracts gastrointestinal (GI) terminology from the transcriptions and classifies its …
Real-Time Occupancy-Based Control Of Hvac Systems In Office Buildings Considering Energy Saving And Thermal Comfort, Emmanuel Agabi
Real-Time Occupancy-Based Control Of Hvac Systems In Office Buildings Considering Energy Saving And Thermal Comfort, Emmanuel Agabi
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Traditional heating, ventilation, and air conditioning (HVAC) control systems often waste energy and fail to maintain thermal comfort due to their reliance on static setpoints, manual on/off control, and limited responsiveness to occupancy and weather conditions. With advancements in the Internet of Things (IoT), integrating occupancy data into building energy management systems, including HVAC systems, has progressed beyond conventional sensor-based approaches. This thesis addresses the inefficiency of traditional control of HVAC systems by proposing two strategies for a single-zone office building. The first one is occupancy-based control (OBC), and the second is data-driven supervisory model predictive control (SMPC). By leveraging …
Development Of Regional Severity-Duration-Frequency (Sdf) Curves In Cambodia Using Standardized Precipitation Index (Spi), Sophanny Phan
Development Of Regional Severity-Duration-Frequency (Sdf) Curves In Cambodia Using Standardized Precipitation Index (Spi), Sophanny Phan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Drought is one of the most destructive natural hazards that causes scarcity and lack of water in hydrological basins and impacts economic, social, and environmental system. This study aims to develop Severity-Duration-Frequency (SDF) curves to provide a comprehensive characterization of droughts in the Lower Mekong River Basin in Cambodia from 1985 to 2022. A Bayesian bias correction technique was applied to improve reanalysis rainfall data from ERA-5, resulting in enhanced accuracy which evidenced by an 11% increase in correlation coefficients (R), a 9% improvement in Nash-Sutcliff efficiency (NSE), and a 45% reduction in RMSE. The corrected rainfall data were then …
วงจรอ้างอิงแรงดันแบบช่องว่างแถบพลังงานที่ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของกระบวนการผลิตโดยใช้เทคนิคการชดเชยพจน์อันดับสูง สำหรับสัมประสิทธิ์อุณหภูมิต่ำ, มัฆวาน โลหิตศิริ
วงจรอ้างอิงแรงดันแบบช่องว่างแถบพลังงานที่ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของกระบวนการผลิตโดยใช้เทคนิคการชดเชยพจน์อันดับสูง สำหรับสัมประสิทธิ์อุณหภูมิต่ำ, มัฆวาน โลหิตศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วงจรอ้างอิงแรงดันไฟฟ้าที่มีความแม่นยำถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในระบอิเล็กทรอนิกส์หลากหลายประเภท อย่างไรก็ตาม วงจรอ้างอิงแรงดันแบบช่องว่างแถบพลังงานโดยทั่วไปมักประสบปัญหาจากพจน์ดีกรีสูงที่มีความไม่เชิงเส้นต่ออุณหภูมิ (higher-order temperature effects) โดยเฉพาะพจน์ TlnT ซึ่งเป็นข้อจำกัดหลักในการเพิ่มความแม่นยำของสัญญาณแรงดันอ้างอิง งานวิจัยนี้ได้นำเสนอวิธีการใหม่ในการสร้างและชดเชยพจน์ TlnT โดยตรง พร้อมทั้งประยุกต์ใช้เทคนิคกำลังสองน้อยที่สุด (least-squares) เพื่อหาสัดส่วนที่เหมาะสมของการรวมแรงดัน PTAT, CTAT และ TlnT โดยสามารถหักล้างผลกระทบจากพจน์ที่ขึ้นอุณหภูมิทั้งดีกรีหนึ่งและดีกรีสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ งานวิจัยนี้ได้มีการประยุกต์ใช้วิธีการหักล้างพจน์ดีกรีสูงด้วยวิธีการชดเชยทีละส่วน (piecewise compensation) เพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดที่เกิดจากวงจรสร้างสัญญาณ TlnT นั่นคือค่าความแม่นยำของของกระแส ZTAT ที่ระบุได้ด้วยค่าสัมประสิทธิ์อุณหภูมิของกระแส (TCI) มีผลกระทบโดยตรงต่อสัมประสิทธิ์อุณหภูมิของแรงดันอ้างอิง (TCV) อีกทั้งได้เลือกจุดทำงานสงบของวงจร (operating point) เพื่อลดผลของการแปรผันที่เกิดจากกระบวนการผลิต (process variation) ผลการจำลองวงจรด้วย Monte Carlo simulation ในช่วงการแปรผันของกระบวนการผลิต แรงดันแหล่งจ่าย 1.8 - 2.5 V และอุณหภูมิระหว่าง -40 ถึง 125 °C พบว่าวงจรที่ออกแบบนั้นมีค่า TCV ต่ำถึง 1.69 ppm/°C แรงดันอ้างอิงเฉลี่ยประมาณ 501.14 mV มีค่าสัมประสิทธิ์การแปรผัน (CV) เท่ากับ 0.22% มีค่า line sensitivity เท่ากับ 0.0054%/V มีค่า PSRR เท่ากับ -91.68 dB และ -9.72 ที่ DC และ 100 kHz ตามลำดับ ในแง่ของสัญญาณรบกวนมีค่าเท่ากับ 1.09e-12 V2/Hz ที่ความถี่ 1 kHz และมีค่ารวมในช่วงความถี่ 10 – 10 kHz เท่ากับ 95.89 μVrms และใช้กระแสเพียง 28.21 μA
Enhancing Large Language Models For Thai Legal Chatbots, Supachoke Hanwiboonwat
Enhancing Large Language Models For Thai Legal Chatbots, Supachoke Hanwiboonwat
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Currently, developing a Thai legal question-answering system for the general public is highly challenging due to the complex, difficult-to-understand language and the extensive content of legal codes. This research proposes a Thai legal question-answering system designed for the public, aiming to establish best practices for developing effective legal QA systems. To improve performance, we created our own Thai legal QA dataset and incorporated data from various sources. We conducted comparative experiments to identify the most suitable language model for Thai legal contexts, and fine-tuned the models with diverse datasets for enhanced capabilities in legal QA and legal examinations. Additionally, we …
Simulation Study For Enhancing Thermal Performance Of Cotton Facemasks Through Integration Of Organic Phase Change Materials, Poptham Chaviengpop
Simulation Study For Enhancing Thermal Performance Of Cotton Facemasks Through Integration Of Organic Phase Change Materials, Poptham Chaviengpop
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Climate change has caused temperature extremities around the world. Maintaining body temperature against cold temperatures is important for preventing long term health risks. PCM incorporated facemasks offers the solution to this problem. In this study, computational fluid dynamics utilizing laminar flow of air in a simulated wind chamber is used to model the human breathing cycle in cold environments (0-10°C) through four different types of PCM incorporation facemasks (random, coating, hollow fiber, and lamination) used in the industry and three separate PCM candidates (n-octadecane, capric acid, and PEG-600). The findings indicates that the facemask utilizing the coating PCM incorporation method …
การพัฒนาระบบสารสนเทศของกระบวนการปล่อยผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์, นัยรัตน์ เดชเสงี่ยมศักดิ์
การพัฒนาระบบสารสนเทศของกระบวนการปล่อยผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์, นัยรัตน์ เดชเสงี่ยมศักดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศสำหรับการปล่อยผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์ โดยเปลี่ยนจากการใช้ระบบตรวจสอบในรูปแบบเอกสารกระดาษไปสู่กระบวนการประมวลผลข้อมูลผ่านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เพื่อแก้ไขปัญหาความล่าช้า ความไม่ถูกต้อง และความซ้ำซ้อนในกระบวนการปัจจุบัน การดำเนินงานประกอบด้วยการใช้เครื่องมือวิเคราะห์ เช่น ผังงาน แผนภูมิกระบวนการไหล และแผนภาพการไหลของกระบวนการ เพื่อจำลองและวิเคราะห์ขั้นตอนต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดความสูญเปล่า รวมถึงการประยุกต์ใช้เครื่องมือวิเคราะห์คุณภาพ ได้แก่ แผนผังก้างปลา การวิเคราะห์โหมดความล้มเหลวและผลกระทบ (FMEA: Failure Mode and Effects Analysis) และการวิเคราะห์แบบ Why-Why Analysis เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา และกำหนดแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบ ผลลัพธ์ของการวิจัยคือการออกแบบและพัฒนาแอปพลิเคชันออนไลน์ที่รองรับการทำงานแบบอัตโนมัติ และสามารถเชื่อมต่อกับระบบตรวจสอบระยะไกลแบบเรียลไทม์ โดยใช้วงจรชีวิตการพัฒนาซอฟต์แวร์ (Software Development Life Cycle: SDLC) ภายใต้ Waterfall Model เป็นกรอบการดำเนินงานหลัก มีการวิเคราะห์และสร้างแบบจำลองข้อมูลผ่าน Data Flow Diagram (DFD) และ Entity-Relationship Diagram (ERD) รวมถึงการออกแบบฐานข้อมูลโดยใช้กระบวนการ Normalization เพื่อลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล แอปพลิเคชันได้รับการออกแบบตามหลักการของ UX/UI และผ่านการทดสอบการใช้งานด้วยวิธี Usability Testing โดยมีผู้ใช้งานจำนวน 10 คนเข้าร่วมการทดสอบ ผลการทดสอบพบว่าระบบมีความเป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน โดยมีอัตราความสำเร็จในการใช้งาน 100% และได้รับคะแนนความพึงพอใจเฉลี่ย 86.23 จาก 100 คะแนน นอกจากนี้ ระบบใหม่ยังสามารถลดระยะเวลารวมของกระบวนการปล่อยผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์ได้ถึง 24.62% และช่วยลดต้นทุนแรงงาน รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านกระดาษและการจัดการเอกสารได้มากถึง 75,567 บาทต่อปี
Photocatalytic Activity Of N, S-Cqds/Tio2 Composites For The Degradation Of Methylene Blue Under Light Irradiation, Thanyapak Akkharaamnuay
Photocatalytic Activity Of N, S-Cqds/Tio2 Composites For The Degradation Of Methylene Blue Under Light Irradiation, Thanyapak Akkharaamnuay
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Water pollution from synthetic dyes like methylene blue (MB), especially from textile industries, poses serious environmental challenges due to their resistance to conventional treatment. This study focuses on the develops nitrogen and sulfur co-doped carbon quantum dots (N, S-CQDs) incorporated into titanium dioxide (TiO2) for the degradation of methylene blue under light irradiation. The composites were calcined at 400 °C and 500 °C to investigate the effect of calcination temperature on photocatalytic performance. Characterization was conducted using techniques such as XRD, SEM-EDX, TEM, FT-IR, UV–Vis spectroscopy, Photoluminescence, and BET analysis. The results revealed that increasing the calcination temperature enhanced crystallinity, …
Using Obstacle Trenches For Enhancing Microplastic Trapping In Microwells, Teeraphat Kongsaktrakul
Using Obstacle Trenches For Enhancing Microplastic Trapping In Microwells, Teeraphat Kongsaktrakul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The particle trapping efficiency of microwells is influenced by the fluid flow velocity. If the flow velocity is too slow, trapping will take longer. In contrast, if the flow velocity is too fast, the trapping efficiency will decrease. Therefore, deceleration near the microwells is important for increasing trapping efficiency. The aim of this study is to investigate important factors that affect local flow velocity and trapping efficiency. This includes the presence of obstacle trenches, flow rates, particle concentrations, particle sizes, and surface materials. Two models were investigated and compared: one with triangular obstacle trenches placed in front of the microwells …
Regeneration Of Carbon Dioxide-Rich Amines Via Mineralization, Tanasorn Thumpanisakool
Regeneration Of Carbon Dioxide-Rich Amines Via Mineralization, Tanasorn Thumpanisakool
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Carbon dioxide (CO2) a major driver of the increasing greenhouse effect, making the development of CO2 capture and utilization technologies. Although monoethanolamine (MEA) is a highly efficient sorbent, the energy cost of its thermal regeneration remains a significant challenge. This thesis investigates a low-energy regeneration route for MEA based on mineralized CO2. Especially, the study systematically investigates the effects of MEA concentration, calcium source selection, and amine regeneration mechanisms. A 5 M MEA solution achieved a CO2 loading capacity up to 2.9 mol/L. However, mineralization with CaSO4 alone resulted in irreversible MEA protonation and poor reusability. Mechanistic analysis revealed that …
Design And Development Of A Sustainable Ethylene Glycol Production Process Via Electrochemical Co2 Reduction, Nichapat Leelalertwong
Design And Development Of A Sustainable Ethylene Glycol Production Process Via Electrochemical Co2 Reduction, Nichapat Leelalertwong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Addressing the critical issue of rising atmospheric CO2 concentrations and their impact on climate change necessitates innovative technological solutions. This study presents a novel and sustainable method for producing ethylene glycol, commonly used in antifreeze, polyester, and various industrial applications, through electrochemical CO2 reduction, offering a lower environmental impact compared to conventional coal-based or biomass-based processes. This process is known as the "OCEAN" technique, which utilizes oxalic acid as a key intermediate to enhance efficiency and minimize unwanted byproducts. The process was simulated in Aspen Plus to evaluate both technological performance and environmental impact. CO2 is converted to oxalic acid …
Enhancing Energy Efficiency In Kubernetes Cluster Through Energy-Aware Resource Scheduling By Node Labeling Assignment, Soundharya Moorthi
Enhancing Energy Efficiency In Kubernetes Cluster Through Energy-Aware Resource Scheduling By Node Labeling Assignment, Soundharya Moorthi
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
As the demand for cloud-native infrastructure grows, managing energy becomes increasingly essential for small-scale and large-scale Kubernetes clusters. This research introduces two scheduling strategies to enhance energy usage in Kubernetes clusters: the energy-aware resource scheduler and the adaptive energy-aware resource scheduler. Both approaches aim to reduce energy consumption by dynamically managing node states and workload assignments based on resource utilization. Both schedulers are implemented as extenders on top of the default Kubernetes scheduler. A comparative evaluation against the default Kubernetes scheduler and the bin packing scheduler, using power and energy utilization metrics, demonstrates that while the energy-aware scheduler achieves notable …
The Influence Of Virtual Anchor Live Streaming On Chinese Consumer Responses, Pik Shan Chan
The Influence Of Virtual Anchor Live Streaming On Chinese Consumer Responses, Pik Shan Chan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In the context of China's e-commerce live-streaming industry, this study explores the influence of consumer ethnocentrism (CET) and cosmopolitanism (COS) on perceptions of virtual anchors, using the Technology Acceptance Model (TAM) to examine the effects on perceived usefulness (PU), perceived ease of use (PEOU), and perceived enjoyment (PE), which ultimately shape consumer behavioral responses (CBR). A quantitative survey was conducted with 204 participants who had prior experience watching live streams on Chinese e-commerce platforms. Using structural equation modeling (SEM), the study found that CET positively impacts PU (β=0.766), PEOU (β=0.899), and PE (β=0.511), while COS positively influences PU (β=0.593), PEOU …