Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Physical Sciences and Mathematics (1876)
- Medicine and Health Sciences (1605)
- Engineering (1297)
- Social and Behavioral Sciences (859)
- Chemistry (670)
-
- Computer Sciences (618)
- Education (457)
- Chemical Engineering (429)
- Arts and Humanities (314)
- Architecture (295)
- Life Sciences (292)
- Medical Sciences (256)
- Computer Engineering (236)
- Public Health (222)
- Dentistry (214)
- Nursing (214)
- Communication (207)
- Communication Technology and New Media (207)
- Mass Communication (207)
- Polymer Chemistry (203)
- Environmental Sciences (200)
- Sports Sciences (199)
- Sociology (193)
- Civil and Environmental Engineering (184)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (181)
- Business (175)
- Economics (174)
- Urban, Community and Regional Planning (169)
- Mathematics (161)
- Health and Physical Education (145)
Articles 661 - 690 of 6951
Full-Text Articles in Entire DC Network
ผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อประสิทธิภาพการทำงานของระบบบำบัดน้ำชะขยะมูลฝอยและจุลินทรีย์ในระบบ, ธนวัฒน์ พงษ์ทองเจริญ
ผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อประสิทธิภาพการทำงานของระบบบำบัดน้ำชะขยะมูลฝอยและจุลินทรีย์ในระบบ, ธนวัฒน์ พงษ์ทองเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเพื่อศึกษาผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อประสิทธิภาพการทำงานของระบบบำบัดน้ำชะขยะมูลฝอยและจุลินทรีย์ในระบบโดยใช้ระบบบำบัดจำลองแบบเอสบีอาร์ในการทดลองครั้งนี้ โดยงานวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1.ศึกษาผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อประสิทธิภาพการกำจัดซีโอดีและไนโตรเจนของระบบบำบัดแบบเอสบีอาร์ 2. เพื่อศึกษาผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อการเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบชุมชนจุลินทรีย์ในระบบบำบัดแบบเอสบีอาร์ และ 3. เพื่อศึกษาเส้นทางของไมโครพลาสติกในระบบและความสามารถในการกำจัดไมโครพลาสติกผ่านระบบบำบัดน้ำเสียแบบแบบเอสบีอาร์ โดยงานวิจัยนี้ได้ทำการทดลองดำเนินระบบบำบัดน้ำเสียจำลองแบบเอสบีอาร์เป็นจำนวน 3 ปฏิกรณ์ที่ใส่ไมโครพลาสติกในปริมาณที่แตกต่างกันคือ 0 มก./ล., 10 มก./ล. และ 1,000 มก./ล. ดำเนินระบบเป็นระยะเวลา 94 วัน พบว่าประสิทธิภาพของการบำบัดซีโอดีโดยเฉลี่ยของทั้งสามระบบคือ 61.5%, 57.9% และ 50.8% ตามลำดับซึ่งประสิทธิภาพของการบำบัดซีโอดีลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญเมื่อไมโครพลาสติกในระบบเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับพีเอชที่แปรผกผันกับปริมาณไมโครพลาสติกและความสัมพันธ์นี้ยังสอดคล้องกับสัดส่วนของชุมชนจุลินทรีย์ที่แตกต่างกันในแต่ละระบบอีกด้วย แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าปริมาณไมโครพลาสติกที่เพิ่มขึ้นนั้นส่งผลกลับประสิทธิภาพการบำบัดไนโตรเจนและฟอสฟอรัสได้ นอกจากไมโครพลาสติกที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้ประสิทธิภาพของระบบบำบัดน้ำเสียแบบเอสบีอาร์ลดลงแล้วไมโครพลาสติกยังสามารถสะสมตกค้างในระบบและมีบางส่วนสามารถออกจากระบบบำบัดไปสู่สิ่งแวดล้อมได้ ดังนั้นแล้วระบบบำบัดที่ต้องรับน้ำเสียที่มีไมโครพลาสติกเจือปนเยอะเช่นน้ำชะขยะควรจะมีการกำจัดไมโครพลาสติกก่อนเข้าระบบ
การประมาณความเร็วคลื่นเฉือนของชั้นดินด้วยวิธีคลื่นผิวแบบพาสซีฟที่คำนึงถึงองค์ประกอบในแนวราบของคลื่น, สิรีธร ปัชชา
การประมาณความเร็วคลื่นเฉือนของชั้นดินด้วยวิธีคลื่นผิวแบบพาสซีฟที่คำนึงถึงองค์ประกอบในแนวราบของคลื่น, สิรีธร ปัชชา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิธีที่นิยมใช้ในการสำรวจชั้นดินเพื่อการออกแบบสิ่งปลูกสร้างได้แก่การสำรวจด้วยวิธีตอกหยั่งมาตรฐาน ซึ่งแม้จะให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ แต่มีค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการดำเนินการพอสมควร ด้วยเหตุนี้การสำรวจชั้นดินเบื้องต้นด้วยวิธีวิเคราะห์คลื่นผิวดินแบบพาสซีฟจึงได้รับความสนใจมากขึ้นเนื่องจากสามารถทำได้อย่างรวดเร็วภายใต้ค่าใช้จ่ายไม่สูงมาก การสำรวจด้วยคลื่นผิวดินประกอบด้วยการบันทึกสัญญาณคลื่นในสนามแล้วนำมาวิเคราะห์เพื่อสร้างเส้นโค้งการกระจายของคลื่นเฉือน (Shear Wave Dispersion Curve) โดยทั่วไปการวิเคราะห์ดังกล่าวจะพิจารณาเพียงคลื่นในแนวดิ่งจึงมีเงื่อนไขในการคำนวณน้อยทำให้ประสบปัญหาความไม่เป็นเอกลักษณ์ของคำตอบและส่งผลต่อความแม่นยำของการทำนาย ในการศึกษานี้จึงเสนอแนวทางการวิเคราะห์แบบผสมผสานโดยพิจารณาทั้งคลื่นในแนวราบและแนวดิ่งเพื่อเพิ่มเงื่อนไขในการคำนวณ ทำให้การวิเคราะห์มีความแน่นอนมากขึ้น เนื่องจากคลื่นทั้งสองแนวตอบสนองต่อคุณสมบัติเชิงกลของชั้นดินในลักษณะที่แตกต่างกัน เมื่อทดลองใช้วิธีการที่ได้พัฒนานี้กับคลื่นผิวดินที่ตรวจวัดจากภาคสนามเพื่อสร้างภาพตัดความเร็วคลื่นเฉือนของชั้นดินแล้วนำไปเปรียบเทียบกับผลการทดสอบจากวิธีดาวน์โฮลและครอสโฮล พบว่าวิธีการดังกล่าวสามารถทำนายภาพตัดความเร็วคลื่นเฉือนได้อย่างแม่นยำ
Hydrogen Production From Glycerol Using Sorption Enhanced Chemical Looping Steam Reforming With Multifunctional Pellet Catalyst, Talita Nimmas
Hydrogen Production From Glycerol Using Sorption Enhanced Chemical Looping Steam Reforming With Multifunctional Pellet Catalyst, Talita Nimmas
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In this study, the synthesis of a pellet-scale material for hydrogen (H₂) production from glycerol via the Sorption Enhanced Chemical Looping Steam Reforming (SE-CL-SGR) process was investigated. The research focuses on material synthesis, performance enhancement, and the economic and environmental advantages of the developed material. Among the synthesis methods compared, the Stepwise Calcination process demonstrated the best performance, producing structurally stable and mechanically robust pellets. The optimal CaO/support mass ratio for the Ni-supported material (15Ni(70Ca.30Support)) was found to achieve 90% v/v H₂ purity with a pre-breakthrough time of approximately 75 minutes. Rare-earth metal oxides (CeO₂, La₂O₃) addition also improved mechanical …
การวิเคราะห์ผังการไหลและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของเสียในอุตสาหกรรมทองแดงในประเทศไทยโดยใช้การประเมินวัฏจักรชีวิต, ชัยพัทธ์ วิสารทกุล
การวิเคราะห์ผังการไหลและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของเสียในอุตสาหกรรมทองแดงในประเทศไทยโดยใช้การประเมินวัฏจักรชีวิต, ชัยพัทธ์ วิสารทกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ทองแดงเป็นโลหะสำคัญที่ใช้ในหลายอุตสาหกรรมในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ของเสียที่เกิดขึ้นจากการถลุง หลอม และผลิตผลิตภัณฑ์ทองแดง โดยเฉพาะโลหะหนัก มีความอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ การจัดการที่เหมาะสมจึงจำเป็น งานวิจัยนี้จึงศึกษาปริมาณ การไหล และการจัดการของเสียจากกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมทองแดงของประเทศไทย โดยจำกัดขอบเขตเฉพาะของเสียที่เกิดขึ้นภายในโรงงานเท่านั้น โดยไม่นับรวมของเสียที่เกิดจากการใช้งานของผู้บริโภค (พ.ศ. 2560 - 2563) พร้อมประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้วย Material Flow Analysis (MFA) และ Life Cycle Assessment (LCA) โดยซอฟต์แวร์ STAN และ SimaPro รวมถึงประเมินทางเลือกการจัดการ ผลการศึกษาพบว่ากากตะกอนบำบัดน้ำเสียอันตราย (รหัส 19 08) และตะกรันทองแดง (รหัส 10 06) มีปริมาณมากที่สุด โดยของเสียอันตรายส่วนใหญ่ถูกจัดการด้วยการฝังกลบอย่างปลอดภัยหลังปรับเสถียร (รหัส 073) และมีการรีไซเคิล (รหัส 049) หรือใช้เป็นวัตถุดิบทดแทนในเตาซีเมนต์ (รหัส 044) สำหรับบางส่วน ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่มีนัยสำคัญจากการจัดการของเสีย ได้แก่ ความเป็นพิษต่อระบบนิเวศทางทะเล ความเป็นพิษต่อระบบนิเวศน้ำจืด ความเป็นพิษที่ก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ และความเป็นพิษที่ไม่ก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ การวิเคราะห์ทางเลือกชี้ว่า การรีไซเคิลของเสียช่วยลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้อย่างชัดเจน ในขณะที่การเผาทำลายก่อให้เกิดผลกระทบสูงสุดผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้อย่างชัดเจน ในขณะที่การเผาทำลายก่อให้เกิดผลกระทบสูงสุด
การจำลองผลกระทบจากพลาสมาแอคทูเอเตอร์ต่อการไหลของอากาศรอบโครงสร้าง, นฤสรณ์ ฐาน์กาญจน์
การจำลองผลกระทบจากพลาสมาแอคทูเอเตอร์ต่อการไหลของอากาศรอบโครงสร้าง, นฤสรณ์ ฐาน์กาญจน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การไหลของอากาศรอบโครงสร้างทรงกระบอกกลมเป็นปัญหาที่ได้รับความสนใจมาอย่างยาวนานในกลศาสตร์ของไหล ซึ่งมักก่อให้เกิดการสั่นที่เกิดจากการไหลของอากาศ (flow-induced vibrations) และแรงทางอากาศพลศาสตร์ที่แปรผันตามเวลา อาจนำไปสู่ปัญหาการสั่นและความเสียหายรุนแรงของโครงสร้าง งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาศักยภาพของพลาสมาแอคทูเอเตอร์ (Plasma Actuator) ในการควบคุมการไหลดังกล่าว ผ่านการจำลองเชิงตัวเลขด้วยโปรแกรม OpenFOAM โดยประยุกต์ใช้แบบจำลอง Suzen สำหรับการคำนวณสนามไฟฟ้าและความหนาแน่นประจุจากพลาสมา และใช้วิธี Reynolds-Averaged Navier-Stokes (RANS) ร่วมกับแบบจำลองความปั่นป่วน k-ω SST ในการแก้สมการของไหลในกระบวนการจำลอง ได้พัฒนาและดัดแปลงตัวแก้สมการ (solver) เพื่อให้สามารถคำนวณศักย์ไฟฟ้าและความหนาแน่นประจุในหลายตัวกลางได้อย่างถูกต้อง โดยยืนยันความถูกต้องของ solver ด้วยกรณีศึกษาทางทฤษฎี จากนั้นจำลองการติดตั้งพลาสมาแอคทูเอเตอร์บนทรงกระบอกในตำแหน่ง ±90° แล้วศึกษาผลกระทบที่มีต่อความถี่ (St), สัมประสิทธิ์แรงต้าน (CD) และแรงแนวขวางผันผวน (C’l)ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า พลาสมาแอคทูเอเตอร์มีประสิทธิภาพในการลดแรงต้านได้สูงสุดถึง 25% และลดแรงแนวขวางผันผวนได้ 8% ที่เลขเรย์โนลด์ต่ำ (6.3×10³) และศักย์ไฟฟ้า 8 kV อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพลดลงเมื่อเลขเรย์โนลด์เพิ่มขึ้น และแทบไม่ส่งผลกับความถี่ในการสั่นของวอร์เท็กเช็ดดิง (vortex shedding) แสดงให้เห็นว่าพลาสมาแอคทูเอเตอร์เหมาะสำหรับการควบคุมการไหลที่เลขเรย์โนลด์ต่ำ ผลการวิจัยนี้สนับสนุนความเป็นไปได้ของการประยุกต์ใช้พลาสมาแอคทูเอเตอร์ในการควบคุมการไหลรอบโครงสร้างขนาดเล็ก โดยเฉพาะในสภาวะการไหลที่มีเลขเรย์โนลด์ต่ำ
การคาดการณ์น้ำท่วมสำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ ด้วยแบบจำลองน้ำฝน น้ำท่า น้ำท่วม, พงษ์สิทธิ์ ผลสมบูรณ์
การคาดการณ์น้ำท่วมสำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ ด้วยแบบจำลองน้ำฝน น้ำท่า น้ำท่วม, พงษ์สิทธิ์ ผลสมบูรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
อุทกภัยเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจ สังคม และระบบนิเวศ โดยเฉพาะมหาอุทกภัยในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2554 ซึ่งสร้างความเสียหายมูลค่าสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท (The World Bank, 2012) การคาดการณ์และเตือนภัยน้ำท่วมจึงเป็นมาตรการสำคัญในการลดความเสี่ยงและบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น งานวิจัยนี้มุ่งพัฒนาระบบคาดการณ์น้ำท่วมในลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ ที่คาดการณ์ทั้งปริมาณอัตราการไหลในลำน้ำและพื้นที่น้ำท่วม โดยประยุกต์ใช้แบบจำลองน้ำฝน น้ำท่า น้ำท่วม (RRI model) และแบ่งออกเป็นสองระบบหลัก ได้แก่ ระบบจำลองรายวันและรายเดือน ระบบจำลองรายวันดำเนินการเวลา 12.00 น. ของทุกวัน ประกอบด้วยสามขั้นตอน ได้แก่ การเตรียมข้อมูลนำเข้า การจำลองน้ำท่าและน้ำท่วม และการจัดการผลลัพธ์ทั้งข้อมูลรายกริดและรายสถานี การประเมินประสิทธิภาพของระบบในช่วงวันที่ 1–19 ตุลาคม พ.ศ. 2566 พบว่าระบบสามารถจำลองอัตราการไหลได้ใกล้เคียงกับข้อมูลตรวจวัด โดยเฉพาะในช่วง 1–3 วันแรก อย่างไรก็ตามความแม่นยำลดลงตามระยะเวลาการคาดการณ์ ซึ่งสอดคล้องกับผลการเปรียบเทียบแผนที่น้ำท่วมกับภาพถ่ายดาวเทียม โดยมีค่า Probability of Detection (POD) อยู่ในช่วง 12–18% และค่า False Alarm Ratio (FAR) อยู่ระหว่าง 89–95% อีกทั้งข้อมูลฝนคาดการณ์จากแบบจำลอง WRF-DA ของกรมอุตุนิยมวิทยา ก็พบว่ามีความแม่นยำสูงในช่วง 1–3 วันแรก และมีแนวโน้มคลาดเคลื่อนในช่วงหลังจากนั้น ในการศึกษานี้ได้แบ่งแนวทางการปรับปรุงระบบคาดการณ์น้ำท่วมออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ข้อมูลนำเข้า (input data) โครงสร้างของแบบจำลอง (model structure) และการประยุกต์ใช้ (application) ในการศึกษานี้ได้เพิ่มระบบจำลองอัตราการไหลย้อนหลัง 1 เดือนจากข้อมูลฝนตรวจวัด ซึ่งดำเนินการเวลา 00.10 น. ของวันที่ 1 ของทุกเดือน เพื่อปรับปรุงข้อมูลเริ่มต้น ลดความคลาดเคลื่อนสะสมจากระบบรายวัน และใช้เป็นแนวทางในการคัดเลือกชุดพารามิเตอร์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการจำลองรายวัน ทั้งนี้ช่วยลดความคลาดเคลื่อนของการจำลองอัตราการไหลสูงสุดจาก 95.62% เหลือ 13.66% ที่สถานี P.1 และจาก 242.94% เหลือ 136.48% ที่สถานี …
การพัฒนาท่อถ่างขยายทางเดินอาหารชนิดย่อยสลายได้ที่เคลือบผิวด้วยโปรตีนไฟโบรอินไหม, ธันยพร ฉันทโรจน์ศิริ
การพัฒนาท่อถ่างขยายทางเดินอาหารชนิดย่อยสลายได้ที่เคลือบผิวด้วยโปรตีนไฟโบรอินไหม, ธันยพร ฉันทโรจน์ศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาท่อขยายหลอดอาหารชนิดย่อยสลายได้จากวัสดุ polydioxanone (PDO) ให้มีการย่อยสลายช้าลง โดยทำการขึ้นรูปด้วยเทคนิคการถักทอแบบ Hook cross เพื่อให้ได้ท่อถ่างขยายที่มีสมบัติเชิงกลเหมาะสมสำหรับการใช้ในทางเดินอาหาร ทำการศึกษาการบำบัดด้วยพลาสม่าเพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นผิว ทดสอบสมบัติเชิงกลของท่อถ่างขยายที่ขึ้นรูปด้วยโครงสร้างที่ต่างกัน การเคลือบโปรตีนไฟโบรอินลงบนเส้นไหม PDO และทดสอบอัตราการย่อยสลายของท่อถ่างขยายทางเดินอาหารที่เคลือบผิวด้วยโปรตีนไฟโบรอิน การศึกษานี้พบว่า มีการเพิ่มขึ้นของแรงขยายออกด้านข้างของท่อถ่างขยายเมื่อมีการเพิ่มความหนาแน่นของการถัก แต่เมื่อเพิ่มความหนาแน่นของการถักมากขึ้นจะทำให้แรงขยายลดลง และการขึ้นรูปแบบ Hook cross จะสามารถปรับรูปร่างของท่อถ่างขยายขึ้นกับรอยตีบได้ดีกว่าวิธีถักแบบ braided การบำบัดด้วยพลาสมานั้นถึงแม้จะช่วยเปลี่ยนแปลงสมบัติพื้นผิวของเส้นไหม PDO แต่ไม่ได้ช่วยเรื่องการเคลือบโปรตีนไฟโบรอิน การที่จะเคลือบโปรตีนไฟโบรอินลงบนท่อถ่างขยาย PDO ต้องใช้วิธีการเคลือบโดยใช้ไนโตรเจนเหลวและเอธานอล เมื่อผ่านการเคลือบด้วยโปรตีนไฟโบรอินแล้ว เส้นไหม PDO มีการเปลี่ยนแปลงสมบัติพื้นผิวทั้งในด้านโมเลกุลพื้นผิวและความชอบน้ำ และท่อถ่างขยายทางเดินอาหาร PDO ที่ผ่านการเคลือบด้วยโปรตีนไฟโบรอินมีการย่อยสลายช้ากว่าท่อถ่างขยายทางเดินอาหารที่ไม่ได้เคลือบด้วยโปรตีนไฟโบรอิน 4 สัปดาห์ และมีการละลายของโปรตีนไฟโบรอินออกมาอย่างรวดเร็วใน 4-8 สัปดาห์แรก และได้ทดสอบการใส่ท่อถ่างขยายทางเดินอาหาร PDO ในลำไส้สุกร ซึ่งพบว่าการเคลือบโปรตีนไฟโบรอินอาจทำให้การกางของท่อถ่างขยายนั้นน้อยกว่าแบบที่ไม่ได้ผ่านการเคลือบ ซึ่งจะสามารถนำไปพัฒนาใช้ในทางคลินิกได้ต่อไป
Deep Learning Approaches For Robust Heart And Respiratory Rate Estimation From Photoplethysmography, Pongpanut Osathitporn
Deep Learning Approaches For Robust Heart And Respiratory Rate Estimation From Photoplethysmography, Pongpanut Osathitporn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Respiratory rate (RR) is a vital sign widely used to assess patient health. However, estimating RR using photoplethysmography (PPG) signals remains challenging due to noise and signal variability. This paper proposes RRWaveNet, an end-to-end model based on multi-scale convolutional networks with residual connections for robust RR estimation from PPG signals. The model is evaluated on four public datasets BIDMC, CapnoBase, WESAD, and SensAI with optimal performance observed at a 32-second window. RRWaveNet achieves mean absolute errors of 1.66±1.01, 1.59±1.08, 1.92±0.96, and 1.23±0.61 breaths per minute, respectively, outperforming state-of-the-art methods across all datasets and the transfer learning using ICU datasets, which …
เครื่องมือสร้างสตับและไดร์เวอร์สําหรับการทดสอบระบบด้วย แผนภาพลําดับและแผนภาพคลาส, นนทเดช วรางค์เดช
เครื่องมือสร้างสตับและไดร์เวอร์สําหรับการทดสอบระบบด้วย แผนภาพลําดับและแผนภาพคลาส, นนทเดช วรางค์เดช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เพื่อให้สามารถค้นหาข้อผิดพลาดของระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ การทดสอบระบบสามารถดำเนินการได้ตั้งแต่ช่วงที่ระบบมีฟังก์ชันการทำงานบางส่วนแล้วเสร็จ การค้นพบข้อผิดพลาดในช่วงต้นของการพัฒนาจะช่วยลดต้นทุนและเวลาในการแก้ไขงานซ้ำได้ อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ระบบยังมีคลาสบางส่วนที่ยังไม่แล้วเสร็จ จำเป็นต้องใช้ สตับ และ ไดร์เวอร์ เข้ามาแทนที่คลาสเหล่านั้นในระหว่างการทดสอบ สตับและไดร์เวอร์ต้องใช้เวลาและความพยายามในการพัฒนา จึงมีความพยายามในการสร้างเครื่องมือเพื่อช่วยลดภาระดังกล่าวงานวิจัยนี้เสนอแนวทางพัฒนาเครื่องมือที่ใช้แผนภาพคลาส, แผนภาพลำดับ และตารางติดตามความต้องการ เป็นข้อมูลนำเข้า โดยแผนภาพคลาสใช้เพื่อแสดงข้อมูลคุณลักษณะของคลาส และใช้สร้างรายการเมทอดที่มีในระบบ ส่วนแผนภาพลำดับใช้ระบุลำดับการเรียกใช้เมทอดระหว่างวัตถุ และนำไปสู่การสร้างกราฟการเรียกใช้งาน ในขณะเดียวกันตารางติดตามความต้องการ ถูกใช้เพื่อค้นหาฟังก์ชันของระบบที่ต้องดำเนินการทดสอบ เมื่อได้กราฟการเรียกใช้งานและรายการเมทอดแล้ว ระบบจะสามารถสร้างคลาสของสตับและไดร์เวอร์ พร้อมทั้งข้อมูลทดสอบ เพื่อให้สามารถดำเนินการทดสอบระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กรอบการจำลองเพื่อประเมินประสิทธิภาพการดำเนินงานและกลยุทธ์ด้านราคาของบริการแท็กซี่ในเขตเมือง, ธีรัช รักษ์เถา
กรอบการจำลองเพื่อประเมินประสิทธิภาพการดำเนินงานและกลยุทธ์ด้านราคาของบริการแท็กซี่ในเขตเมือง, ธีรัช รักษ์เถา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การบริหารจัดการระบบแท็กซี่ในเขตเมืองมีความซับซ้อนและต้องรองรับปัจจัยหลายด้าน เช่น ความต้องการของผู้โดยสาร การกระจายตัวของรถแท็กซี่ กลยุทธ์ด้านราคา และประเภทของพาหนะ การประเมินผลกระทบจากตัวแปรเหล่านี้อย่างเป็นระบบจึงมีความสำคัญต่อการวางแผนทั้งในระดับผู้ประกอบการและภาครัฐ งานวิจัยนี้นำเสนอกรอบการจำลองที่สามารถประเมินประสิทธิภาพของระบบแท็กซี่ภายใต้เงื่อนไขที่แตกต่างกัน โดยใช้ข้อมูลจากบริการแท็กซี่ในนครนิวยอร์ก (NYC TLC Dataset) เป็นกรณีศึกษา ตัวแปรหลักที่นำมาทดลอง ได้แก่ ขนาดของฟลีทรถ รูปแบบโครงสร้างราคาค่าโดยสาร และประเภทของยานพาหนะ (รถยนต์สันดาปภายในและยานยนต์ไฟฟ้า) ผลการทดลองแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรกับประสิทธิภาพของระบบในด้านต่าง ๆ เช่น อัตราการตอบสนองงาน อัตราการใช้งานแท็กซี่ เวลาว่าง รายได้สุทธิ และต้นทุนการดำเนินการนอกจากนี้ ยังเปรียบเทียบผลการวิเคราะห์จากระบบจำลองกับวิธีการทางสถิติแบบดั้งเดิม พบว่าระบบจำลองให้ผลที่ใกล้เคียงกับสภาพจริงมากกว่า โดยสามารถสะท้อนผลกระทบของการตัดสินใจในระดับปฏิบัติการได้อย่างชัดเจน กรอบการจำลองที่พัฒนาขึ้นนี้ให้ข้อมูลเชิงปฏิบัติแก่ผู้ประกอบการฟลีทรถแท็กซี่และผู้กำหนดนโยบาย เพื่อนำไปใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการแท็กซี่ กลยุทธ์ในการดำเนินงาน และความยั่งยืนทางการเงิน
การวัดหนี้ทางเทคนิคจากการเปลี่ยนแปลงของร่องรอยที่ไม่ดีในโค้ด, เจษฎา วิริยะกุล
การวัดหนี้ทางเทคนิคจากการเปลี่ยนแปลงของร่องรอยที่ไม่ดีในโค้ด, เจษฎา วิริยะกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
หนี้ทางเทคนิคหมายถึงปัญหาที่เกิดจากการปล่อยซอฟต์แวร์ออกมาโดยที่ส่วนประกอบต่าง ๆ ยังไม่สมบูรณ์ ยังไม่ผ่านการพัฒนาเต็มที่ หรือยังไม่เหมาะสม ซึ่งอาจส่งผลให้ต้องใช้ความพยายามในการพัฒนาเพิ่มเติมในเวอร์ชันถัดไป — เปรียบเสมือนการจ่ายดอกเบี้ยในหนี้ทางการเงิน ร่องรอยที่ไม่ดีในโค้ดเป็นรูปแบบเฉพาะของหนี้ทางเทคนิค ซึ่งเมื่อปรากฏอยู่ในโค้ดเบสแล้วอาจนำไปสู่ปัญหาที่สร้างต้นทุนเพิ่มเติมในการพัฒนา งานวิจัยนี้ศึกษาผลกระทบของหนี้ทางเทคนิคที่เกิดจากร่องรอยที่ไม่ดีในโค้ด โดยการวิเคราะห์พฤติกรรมการเปลี่ยนแปลงของร่องรอยที่ไม่ดีในโค้ดเหล่านั้น เพื่อสร้างประวัติการเปลี่ยนแปลงของร่องรอยที่ไม่ดี ผู้วิจัยได้พัฒนาตัววัดหนี้ทางเทคนิคแบบละเอียดขึ้น เพื่อใช้วัดปริมาณหนี้โดยประเมินขนาดของกิจกรรมการปรับโครงสร้างใหม่ (แสดงถึงต้นหนี้) และกิจกรรมดอกเบี้ย (แสดงถึงดอกเบี้ยหนี้) และเสนอให้นำขนาดของกิจกรรมทั้งสองประเภทนี้ไปประยุกต์ใช้กับแบบจำลองการประเมินความพยายามโคโคโม 2 แทนที่จะใช้แบบจำลองซีเอเอ สำหรับการประเมินหนี้ทางเทคนิค แนวทางนี้ช่วยให้สามารถสร้างประวัติการเปลี่ยนแปลงของหนี้ทางเทคนิคจากร่องรอยที่ไม่ดีในโค้ดในโครงการซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ที่อยู่ในชุดข้อมูลควอลิตัสได้ ในการวิเคราะห์ผลกระทบ ผู้วิจัยจำแนกพฤติกรรมการเปลี่ยนแปลงของหนี้ทางเทคนิคตามระดับความรุนแรงของหนี้ โดยจำแนกออกเป็น พฤติกรรมของต้นหนี้ 5 ประเภท และ พฤติกรรมของดอกเบี้ย 3 ประเภท แบบรูปพฤติกรรมเหล่านี้พบได้ในร่องรอยที่ไม่ดีในโค้ดทุกประเภทและในระบบซอฟต์แวร์ทุกระบบที่นำมาวิเคราะห์ การจำแนกดังกล่าวเผยให้เห็นว่า โดยเฉลี่ยแล้ว ร่องรอยที่ไม่ดีในโค้ด 30% ต่อระบบมีการสะสมดอกเบี้ย และ 5% แสดงระดับความรุนแรงของหนี้ในระดับสูง นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัววัดหนี้ทางเทคนิคที่เสนอกับตัววัดซอฟต์แวร์อื่น ๆ โดยใช้วิธีการตามมาตรฐาน IEEE Std 1061-1998 ผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่า ไม่มีตัววัดซอฟต์แวร์ใดที่มีความสัมพันธ์เพียงพอจะใช้แทนตัววัดหนี้ทางเทคนิคที่เสนอได้ จากผลการศึกษาทั้งหมดนี้ ผู้วิจัยเสนอแนวทางการบริหารจัดการหนี้ทางเทคนิค โดยใช้การวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทน และ การวิเคราะห์จุดแตกหัก เพื่อช่วยในการกำหนดกลยุทธ์ จัดลำดับความสำคัญ และเฝ้าสังเกตหนี้ทางเทคนิค
Effects Of Steel And Polypropylene Fiberson The Fire-Resistant Performanceof High Strength Concrete, Chutimon Sektheera
Effects Of Steel And Polypropylene Fiberson The Fire-Resistant Performanceof High Strength Concrete, Chutimon Sektheera
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In high-temperature conditions, high-strength concrete (HSC) is often vulnerable to explosive spalling and mechanical degradation due to its dense matrix and low permeability. Enhancing the thermal and mechanical performance of HSC is therefore critical for improving its structural integrity under fire exposure. This study investigates the effects of steel (ST) and polypropylene (PP) fibers on the mechanical properties and fire resistance of HSC exposed to elevated temperatures. Experimental variables included different fiber types and dosages, with concrete mixtures incorporating ST fibers (0.5–1.0% by volume) and two types of PP fibers: macro fibers (0.5–1.0% by volume) and micro fibers (0.05–0.10% by …
Exploring Utilization Patterns Of Thailand's Three Main Public Health Insurance Scheme Beneficiaries, Pakhun Angsupan
Exploring Utilization Patterns Of Thailand's Three Main Public Health Insurance Scheme Beneficiaries, Pakhun Angsupan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The three main public health insurance schemes in Thailand include the Universal Coverage Scheme (UCS), the Social Security Scheme (SSS), and the Civil Servant Medical Benefit Scheme (CSMBS), which the schemes cover approximately 97% of the population. However, a number of individuals reported not having utilized the schemes during their last visit to a medical facility. Non-utilization of free healthcare raises a question regarding the ability to access and utilize public health insurance schemes and whether or not they are able to appropriately provide horizontal equity. The aim of this study is to examine the influence of demographic and health-related …
Social Acceptance, Well-Being, And The Desire To Start A Family Of Lgbtq+ People In Thailand, Wirunphat Manitsorasak
Social Acceptance, Well-Being, And The Desire To Start A Family Of Lgbtq+ People In Thailand, Wirunphat Manitsorasak
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Despite Thailand’s image as a “living paradise” for LGBTQ+ individuals, empirical research on social acceptance and family formation remains limited. Public discourse has questioned whether the growing visibility of LGBTQ+ populations may contribute to the national fertility decline. Given this context, this study focuses on LGBTQ+ individuals and explores three dimensions: (1) societal tolerance toward LGBTIQAN+ individuals and sexual diversity, (2) public attitudes toward LGBTIQAN+ parenting, and (3) the well-being and family formation intentions of LGBTQ+ individuals. Employing a quantitative approach, the study draws on two data sources: (1) secondary data from three waves of the World Values Survey (2007, …
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง มิติสุขภาพ การมีส่วนร่วมทางสังคม และ พฤติกรรมสุขภาพ ต่อความสุขของผู้สูงอายุไทย, เฉลิมพล จงวิทูกิจ
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง มิติสุขภาพ การมีส่วนร่วมทางสังคม และ พฤติกรรมสุขภาพ ต่อความสุขของผู้สูงอายุไทย, เฉลิมพล จงวิทูกิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง “การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง มิติสุขภาพ การมีส่วนร่วมทางสังคม และพฤติกรรมสุขภาพ ต่อความสุขของผู้สูงอายุไทย” มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมิติพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุกับระดับความสุขของผู้สูงอายุ 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมิติด้านประชากรศาสตร์ของผู้สูงอายุไทยในรูปแบบการอยู่อาศัย กับระดับความสุขของผู้สูงอายุ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมิติด้านสุขภาพของผู้สูงอายุไทยที่มีลักษณะติดบ้าน ติดเตียง และติดสังคม กับระดับความสุขของผู้สูงอายุ 4) เพื่อศึกษาอิทธิพลระหว่างผู้สูงอายุไทยที่ประเมินว่าตนเองมีสุขภาพไม่แข็งแรงและมีส่วนร่วมทางสังคมหรือรูปแบบการอยู่อาศัย กับระดับความสุขของผู้สูงอายุ และ 5) เพื่อศึกษาอิทธิพลระหว่างเพศของผู้สูงอายุไทยกับมิติการมีส่วนร่วมทางสังคม เพศของผู้สูงอายุไทยกับรูปแบบการอยู่อาศัย และมิติสุขภาพกับรูปแบบการอยู่อาศัย ที่ส่งผลต่อระดับความสุขของผู้สูงอายุ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) งานวิจัยนี้ใช้ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) จากสำนักงานสถิติแห่งชาติในการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2564 กลุ่มตัวอย่างคือผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 33,828 คน และได้ดำเนินการทดสอบความน่าเชื่อถือของการวิเคราะห์ (Robustness Tests) เช่น การตรวจสอบปัญหา Multicollinearity และ Heteroscedasticity เป็นต้น จากการวิเคราะห์พบว่าแบบจำลอง Heteroscedastic Linear Regression เหมาะสมกับงานวิจัยนี้เนื่องจาก Heteroscedastic Linear Regression ให้ค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานที่ถูกต้อง โดยไม่เกิดอคติของค่าสัมประสิทธิ์ต่าง ๆ ทำให้การอนุมานผลทางสถิติมีความน่าเชื่อเชื่อถือ และให้ค่าพารามิเตอร์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้การวิจัยนี้ใช้ Maximum Likelihood estimation (MLE) โดยให้ค่าประมาณที่มีประสิทธิภาพ ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ เช่น เพศ อายุ และระดับการศึกษา เป็นตัวกำหนดความสุขที่สำคัญ โดยผู้สูงอายุเพศหญิง ผู้สูงอายุที่มีระดับการศึกษาสูง และผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดี มีแนวโน้มที่จะมีระดับความสุขมาก ปัจจัยทางเศรษฐกิจมีบทบาทสำคัญต่อการเพิ่มระดับความสุขของผู้สูงอายุไทย โดยผู้สูงอายุที่มีรายได้สูง หรือผู้สูงอายุที่มีสิทธิเข้าถึงสุขภาพในกลุ่มข้าราชการหรือข้าราชบำนาญ หน่วยงานอิสระของรัฐ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น พบว่ามีความสุขอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ ผู้สูงอายุที่เข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม เช่น การเป็นสมาชิกและหรือเข้าร่วมของกลุ่ม/ชมรม รับการสนับสนุนทางสังคม พบกว่ามีระดับความสุขที่สูงขึ้นอย่างนัยสำคัญทางสถิติ อีกทั้งการอาศัยอยู่กับสมาชิกในครอบครัว ไม่ว่าจะอาศัยอยู่กับคู่สมรส บุตร หลาน ญาติ และบุคคลอื่น ๆ …
การพัฒนาทักษะการแสดงออกทางร่างกายเพื่อการแสดงละครตลกประเภทจำอวดด้วยแบบฝึกหัดหน้ากาก : กรณีศึกษาบทบาท เบอร์นาร์ด จากเรื่อง โบอิ้ง-โบอิ้ง ของ มาร์ค คาโมเล็ตติ, รัชชานน วงศ์โกมล
การพัฒนาทักษะการแสดงออกทางร่างกายเพื่อการแสดงละครตลกประเภทจำอวดด้วยแบบฝึกหัดหน้ากาก : กรณีศึกษาบทบาท เบอร์นาร์ด จากเรื่อง โบอิ้ง-โบอิ้ง ของ มาร์ค คาโมเล็ตติ, รัชชานน วงศ์โกมล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มุ่งวิเคราะห์การประยุกต์ใช้แบบฝึกหัดการแสดงด้วยหน้ากาก ได้แก่ หน้ากากนูทรัล หน้ากากตัวละคร และคอมเมเดีย เดลลาร์เต เพื่อพัฒนาและฝึกฝนทักษะการแสดงตลกจำอวดของนักแสดง กรณีศึกษาบทบาทของเบอร์นาร์ดจากเรื่อง โบอิ้ง-โบอิ้ง ของมาร์ค คาโมเลตติ โดยศึกษาความสัมพันธ์โรแมนติกที่ซับซ้อนและการเปลี่ยนแปลงอารมณ์อย่างรวดเร็วของเบอร์นาร์ดที่ส่งผลต่อการแสดงออกทางกายภาพ กระบวนการฝึกฝนใช้เทคนิคการแสดงหน้ากากของฌาคส์ เลอค็อก เริ่มต้นด้วยการฝึกหน้ากากนูทรัลเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมตนเอง ตามด้วยหน้ากากตัวละครเพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของตัวละคร และต่อเนื่องด้วยหน้ากากคอมเมเดีย เดลลาร์เต โดยเฉพาะอาร์เลคคีโน ซานนี และกัปปิตาโน นอกจากนี้ ผู้วิจัยได้ทดลองใช้หน้ากากกาย ฟอว์คส์ เพื่อสำรวจมุมมองใหม่ในการเข้าถึงบุคลิกภาพที่แตกต่างจากตนเองอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนความรู้สึกภายในและตัวละคร สามารถขจัดบุคลิกภาพเดิม เช่น ความอ่อนโยน นุ่มนวล และสร้างกายภาพใหม่ที่แสดงออกถึงอัตลักษณ์ความเป็นชาย ทั้งในด้านความมั่นใจ ความเจ้าเล่ห์ และการเคลื่อนไหวที่เฉียบคม การทดลองนี้ยังส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนและขยายลักษณะทางกายภาพในฐานะตัวละครและนักแสดง รวมถึงใช้เป็นเครื่องมือในการค้นหาภาษากายที่เหมาะสมกับตัวละคร จากการฝึกฝน ผู้วิจัยพบว่าตนเองในฐานะนักแสดงมีการพัฒนาการใช้ร่างกายเพื่อการแสดงที่ดีขึ้นและมีอิสระในการใช้ร่างกาย ลดการใช้ความคิด และเพิ่มความคล่องตัวในการควบคุมท่าทางและจังหวะการเคลื่อนไหวที่ราบรื่น ซึ่งนำไปสู่การแสดงเป็นเบอร์นาร์ดในละครตลกจำอวดที่มีจังหวะและสร้างอารมณ์ขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การประยุกต์ใช้ทฤษฎีการแสดงของไมเคิล เชคอฟ เพื่อพัฒนาความสามารถในการเข้าสู่การเป็นตัวละครของนักแสดง : กรณีศึกษาตัวละคร โลมอฟ ในบทละครเรื่อง เดอะ พรอพโพเซิล ของ แอนตัน เชคอฟ, สหัสวรรษ โชติขันธ์
การประยุกต์ใช้ทฤษฎีการแสดงของไมเคิล เชคอฟ เพื่อพัฒนาความสามารถในการเข้าสู่การเป็นตัวละครของนักแสดง : กรณีศึกษาตัวละคร โลมอฟ ในบทละครเรื่อง เดอะ พรอพโพเซิล ของ แอนตัน เชคอฟ, สหัสวรรษ โชติขันธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้ทฤษฎีการแสดงของไมเคิล เชคอฟ (Michael Chekhov) ในการพัฒนาทักษะด้านความเชื่อในตัวละครและสมาธิ ผ่านกระบวนการฝึกซ้อมบทบาท “โลมอฟ” จากละครเรื่อง “The Proposal” ซึ่งเป็นละครแนวฟาร์ซที่มีความซับซ้อนทั้งทางอารมณ์และจังหวะการแสดง การใช้เทคนิคเชคอฟช่วยให้นักแสดงสามารถเข้าถึงสภาวะภายในของตัวละครได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น และเสริมสร้างสมาธิที่มั่นคงระหว่างการแสดง ส่งผลให้สามารถถ่ายทอดอารมณ์และพลังของบทบาทได้อย่างเต็มที่ ในกระบวนการฝึกซ้อมผู้วิจัยได้เผชิญกับความท้าทายเรื่องการใช้พลังงานทางร่างกายที่ส่งผลต่อการถ่ายทอดอารมณ์และความเข้มข้นของตัวละคร จึงมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการฝึกซ้อมโดยเน้นการปรับสมดุลของพลังงานและการตอบสนองในกลุ่มนักแสดง ผลจากการปรับวิธีฝึกนี้ทำให้เกิดพัฒนาการที่ชัดเจนทั้งในด้านความมั่นใจและการแสดงออกของนักแสดงแม้ว่าในวันแสดงจริงจะมีข้อจำกัดจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ทำให้การแสดงสามารถจัดขึ้นได้เพียงรอบเดียว และไม่สามารถเก็บข้อมูลจากผู้ชมได้อย่างครบถ้วน แต่ผลการประเมินจากการสะท้อนตนเองของผู้วิจัย รวมถึงความคิดเห็นจากผู้กำกับและผู้ทรงคุณวุฒิ ยังคงยืนยันว่าเทคนิคของไมเคิล เชคอฟเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะการแสดงอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในด้านการสร้างและรักษาภาวะตัวละครที่มีความซับซ้อนและหลากหลายทางอารมณ์
The Semiotic Construction Of A K-Pop Fanscape In Thai Public Space: A Case Of K-Pop Artist Café In Bangkok, Athit Wu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the fanscape of K-Pop cafés in Bangkok as socially constructed spaces shaped by fans’ cultural, semiotic, and spatial practices, where fan identity is articulated (Kim, 2017). Drawing on geosemiotics (Scollon & Scollon, 2003), it examines the visual semiotics, both linguistic and non-linguistic elements, and analyzes the interaction order and place semiotics found in Thai K-Pop cafés. The data were drawn from the ethnographic fieldwork of four fan-organized cafés (Neverland, STAY, ARMY, MY) in Bangkok.The analysis of visual semiotics shows that fans use multimodal elements, such as color, gaze, typography, and intertextuality, to visually construct the identity of …
The Use Of Stella Adler And Michael Chekhov’S Acting Technique And Theory In Developing Acting Skills For Characters With Mental Health Conditions: A Case Study Of Henrik Ibsen's Hedda Gabler, Suhansa Jarurattana
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research explores the application of Stella Adler’s and Michael Chekhov’s acting techniques in portraying characters with mental health conditions, focusing specifically on Narcissistic Personality Disorder (NPD), Major Depressive Disorder (MDD), and Borderline Personality Disorder (BPD). Recognising the complexity of these conditions, which often involve emotional instability, identity disturbance, and behavioural contradictions, the study examines the challenges actors face in authentically representing both the internal psychological states and external behaviours of such characters. The research analyses Adler’s emphasis on imagination and the character’s given circumstances, alongside Chekhov’s techniques of Psychological Gesture and Imaginary Centre, using Henrik Ibsen’s Hedda Gabler as …
การเขียนบทละครเวทีแนวสยองขวัญเชิงจิตวิทยาว่าด้วยเรื่องความโดดเดี่ยวจากการเพิกเฉยทางอารมณ์ในวัยเด็ก, มนสิชา จาคะกุล
การเขียนบทละครเวทีแนวสยองขวัญเชิงจิตวิทยาว่าด้วยเรื่องความโดดเดี่ยวจากการเพิกเฉยทางอารมณ์ในวัยเด็ก, มนสิชา จาคะกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาและค้นหากลวิธีการเขียนบทละครเวทีแนวสยองขวัญเชิงจิตวิทยาว่าด้วยเรื่องความโดดเดี่ยวจากการเพิกเฉยทางอารมณ์ในวัยเด็ก ผู้วิจัยมุ่งศึกษาแนวคิดและองค์ประกอบบทแนวสยองขวัญเชิงจิตวิทยาที่ปรากฏในบทความของ เจสัน เฮเลอร์แมน (2024) และ ไอวี่ ลอฟเบิร์ก (2016) รวมถึงแนวคิดเกี่ยวกับการใช้องค์ประกอบละครเวทีในการเขียนบทละครเวทีแนวสยองขวัญจากงานวิจัยของ เอมิลี่ โอดันเนิล (2018) เพื่อค้นหากลวิธีในการเขียนบทละครเวทีแนวสยองขวัญเชิงจิตวิทยา โดยผู้วิจัยเลือกศึกษาข้อมูลทางจิตวิทยาเกี่ยวกับความโดดเดี่ยวจากการเพิกเฉยทางอารมณ์ในวัยเด็กเพื่อใช้สภาวะดังกล่าวเป็นประเด็นหลักของเรื่อง (main theme) จากนั้นผู้วิจัยนำองค์ความรู้ที่ได้มาสร้างสรรค์บทละครเวทีแนวสยองขวัญเชิงจิตวิทยาเรื่อง ว้าง โดยมุ่งใช้แนวคิดและองค์ประกอบของบทแนวดังกล่าวในการทำให้ผู้ชมสามารถเข้าใจสภาวะดังกล่าวและตระหนักถึงผลเสียของการเพิกเฉยทางอารมณ์ในวัยเด็กได้ ผู้วิจัยจัดแสดงละครเวทีเรื่อง ว้าง ในรูปแบบการอ่านบท (staged reading) เพื่อเก็บความคิดเห็นของผู้ชมผ่านแบบสอบถาม ผลการวิจัยพบว่า ผู้ชมสามารถเข้าใจและตระหนักถึงผลเสียของการเพิกเฉยทางอารมณ์ในวัยเด็กได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ชมส่วนหนึ่งให้ความเห็นว่าความคลุมเครือของเรื่องและตัวละคร ‘ผี’ ส่งผลให้ประเด็นหลักของเรื่องไม่ชัดเจน โดยจากการวิเคราะห์ผล ผู้วิจัยเห็นว่าเนื่องจากบทแนวดังกล่าวมีความคลุมเครือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญ ผู้เขียนบทจึงต้องให้ความสำคัญและคำนึงถึงกลวิธีการสร้างความชัดเจนให้กับนัยยะที่ต้องการสื่อผ่านความสยองขวัญในเรื่องเพื่อให้ประเด็นหลักและสารของเรื่องถูกนำเสนออย่างมีประสิทธิภาพ
Perception Of The Tiktok's Content About Dieting And Workout Towards Body Image Among Thai Teenagers, Arnond Iamsudha
Perception Of The Tiktok's Content About Dieting And Workout Towards Body Image Among Thai Teenagers, Arnond Iamsudha
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Short content about idealized body images, such as dieting and workouts on TikTok, has influenced teenagers' perceptions of body image due to frequent comparisons. This research examined a relationship between Thai teenagers' perception of TikTok's dieting and workout content concerning their body image and overall appreciation of their bodies. A sample of 516 Thai teenagers indicated their level of agreement with statements about the perception of their body image after watching these videos. The Body Appreciation Scale was used to measure teenagers' overall perceptions of their body image. The research findings revealed that the majority of respondents agreed that watching …
พัฒนาการของหน่วยสร้างนามวลีแสดงความเป็นเจ้าของที่มีตัวบ่งชี้ ของ แห่ง และ ใน ในภาษาไทย, ธันยบูรณ์ ธัญลักษณ์มะระ
พัฒนาการของหน่วยสร้างนามวลีแสดงความเป็นเจ้าของที่มีตัวบ่งชี้ ของ แห่ง และ ใน ในภาษาไทย, ธันยบูรณ์ ธัญลักษณ์มะระ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความหมายย่อยของหน่วยสร้างนามวลีแสดงความเป็นเจ้าของ ที่มีตัวบ่งชี้ ของ แห่ง และ ใน ในภาษาไทยทั้งหมด 6 สมัย ได้แก่ 1) สมัยสุโขทัย 2) สมัยอยุธยาถึงธนบุรี 3) สมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 3 4) สมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 5 5) สมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 6 ถึงรัชกาลที่ 8 และ 6) สมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 9 ถึงรัชกาลที่ 10 หรือสมัยปัจจุบัน อีกทั้งวิเคราะห์พัฒนาการของแต่ละหน่วยสร้างตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงสมัยปัจจุบัน เก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารและคลังข้อมูลภาษาไทยแห่งชาติ วิเคราะห์ด้วยเกณฑ์ทางอรรถวากยสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า หน่วยสร้างนามวลีแสดงความเป็นเจ้าของที่มีตัวบ่งชี้ ของ แห่ง และ ใน ในภาษาไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงสมัยปัจจุบัน พบความหมายย่อยทั้งหมด 11 ประเภท ได้แก่ ความหมายย่อย 1) ‘กรรมสิทธิ์ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง’ 2) ‘สิทธิครอบครองในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง’ 3) ‘ผลงาน-ผู้สร้าง’ 4) ‘ความสัมพันธ์ เชิงเครือญาติ’ 5) ‘ความสัมพันธ์ทางสังคม’ 6) ‘ส่วนของสิ่งมีชีวิต’ 7) ‘เหตุการณ์-ผู้ร่วมเหตุการณ์’ 8) ‘ส่วนย่อย-ส่วนใหญ่’ 9) ‘สภาพของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง’ 10) ‘หัวข้อของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง’ และ 11) ‘กรอบของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง’ แต่ละหน่วยสร้างแสดงความหมายย่อยแตกต่างกันไปในแต่ละสมัย เมื่อพิจารณาพัฒนาการในแง่ความหมายพบว่า หน่วยสร้างนามวลีแสดงความเป็นเจ้าของที่มีตัวบ่งชี้ ของ มีการเปลี่ยนแปลงทางความหมายแบบกว้างออก ส่วนหน่วยสร้างนามวลีแสดงความเป็นเจ้าของที่มีตัวบ่งชี้ แห่ง และ ใน มีทั้งการเปลี่ยนแปลงทางความหมาย แบบกว้างออกและแบบแคบเข้า และเมื่อพิจารณาพัฒนาการในแง่การปรากฏใช้พบว่า หน่วยสร้างนามวลี แสดงความเป็นเจ้าของที่มีตัวบ่งชี้ ของ มีแนวโน้มที่จะปรากฏใช้เพิ่มมากขึ้นตามลำดับสมัย ในทางตรงกันข้าม หน่วยสร้างนามวลีแสดงความเป็นเจ้าของที่มีตัวบ่งชี้ แห่ง และ ใน …
พระพุทธเจ้าในวรรณกรรมของธรรมยุติกนิกาย พ.ศ. 2368-2455, อุทัย ปัดถาพิมพ์
พระพุทธเจ้าในวรรณกรรมของธรรมยุติกนิกาย พ.ศ. 2368-2455, อุทัย ปัดถาพิมพ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แนวคิดเกี่ยวกับพระพุทธเจ้ามีการปรับเปลี่ยนจากประเพณีพุทธศาสนาเดิมในยุคของธรรมยุติกนิกาย วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการนำเสนอพระพุทธเจ้าและวิเคราะห์พัฒนาการ โดยศึกษาจากวรรณกรรมของคณะธรรมยุติกนิกายพ.ศ. 2368 - 2455 ผลการศึกษาพบว่า การนำเสนอพระพุทธเจ้าทั้งพระพุทธคุณและพุทธประวัติเป็นวรรณกรรมภาษาไทยที่ยังคงขนบการนำเสนอตามประเพณีพุทธศาสนา รูปแบบมีทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง แต่คัดสรรเนื้อหาที่นำเสนอ ยึดหลักเหตุผล วิเคราะห์วิพากษ์ด้วยมุมมองของผู้เขียน เน้นพระปัญญาของพระพุทธเจ้าเป็นพิเศษ ส่วนสำคัญที่แตกต่างจากประเพณี คือ วรรณกรรมช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าใหม่ คือทรงเป็นมนุษย์ธรรมดาทั้งขนาดพระวรกาย พุทธลักษณะ ประวัติความเป็นมา ยึดข้อมูลจากพระไตรปิฎกเป็นหลักในการศึกษาอย่างมีวิจารณญาณ ในขณะเดียวกันก็มีการอ้างถึงพระพุทธเจ้าในบทสวดของพิธีสงฆ์และพิธีกรรมอื่น ๆ นอกพุทธศาสนาให้ถูกตรงตามหลักการพุทธศาสนา แสดงให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าในวัฒนธรรมไทยให้เหมาะสม และสอดคล้องกับวิทยาศาสตร์ที่กำลังเข้ามามีอิทธิพลต่อสังคมไทยในยุคนั้น
The Discursive Construction Of Thai Tom's Identities Via Interview: A Case Of Betty's Story Youtube Channel, Krongkwan Siri
The Discursive Construction Of Thai Tom's Identities Via Interview: A Case Of Betty's Story Youtube Channel, Krongkwan Siri
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The representation of Thai toms—individuals assigned female at birth who embrace a masculine identity and sexually attracted to women—become more visible in new media since it provides space for them to share their identity and desire. This research investigates the discursive construction of Thai toms’ identities in the “Talk with Betty” interview-based show broadcasted on YouTube, using Conversation Analysis as a framework. It aims to examine the discursive construction of Thai tom’s identities in interview show and gender ideologies that underpin this construction. The data were drawn from selected 14 video clips of “Talk with Betty” interview show from 2020 …
แนวคิดทรานส์ฮิวแมนนิสม์กับการขยายนิคมสู่อวกาศในบันเทิงคดีและเกมแนววิทยาศาสตร์ร่วมสมัย, ขชล แก้วประดิษฐ์
แนวคิดทรานส์ฮิวแมนนิสม์กับการขยายนิคมสู่อวกาศในบันเทิงคดีและเกมแนววิทยาศาสตร์ร่วมสมัย, ขชล แก้วประดิษฐ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการเปลี่ยนผ่านมนุษย์ของแนวคิดทรานส์ฮิวแมนนิสม์และเพื่อศึกษาการเปลี่ยนผ่านด้านร่างกาย ประชาน และที่อยู่อาศัย เพื่อขยายนิคมสู่อวกาศในงานบันเทิงคดีและเกมแนววิทยาศาสตร์ร่วมสมัยคัดสรรจำนวนสี่เรื่อง ได้แก่ นวนิยาย Alphanauts (2006) โดย J. Brian Clarke ภาพยนตร์ Avatar (2009) กำกับโดย James Cameron ภาพยนตร์ Space Sweepers (2021) กำกับโดย Jo Sung-Hee และเกม Mass Effect: Legendary Edition (2023) กำกับโดย Casey Hudson ผลการวิจัยสรุปได้ว่าการขยายนิคมสู่อวกาศในบันเทิงคดีและเกมแนววิทยาศาสตร์ร่วมสมัยสัมพันธ์กับสภาพการเปลี่ยนผ่านมนุษย์ กล่าวคือ พื้นที่อวกาศเป็นช่องทางสำหรับการธำรงเผ่าพันธุ์มนุษย์ ผู้เสริมสมรรถภาพทางกายและจิตใจเพื่อปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมอันตรายและภัยคุกคามจากต่างดาว การใช้เทคโนโลยีสร้างสภาพการเปลี่ยนผ่านมนุษย์ให้พ้นข้อจำกัดพื้นฐานตามธรรมชาติและมนุษย์ภาวะเปรียบได้กับการวิวัฒนาการครั้งใหม่ของมนุษย์ การศึกษากลุ่มตัวบทเปิดเผยว่าความสำเร็จในการวิวัฒนาการนี้จำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านด้านร่างกาย ประชานและที่อยู่อาศัยร่วมกัน กล่าวคือ การอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเพื่อบูรณาการร่างกายและจิตใจ เพื่อยกระดับมนุษย์เป็นผู้กระทำที่มีความสามารถในการรับรู้อย่างลึกซึ้ง ผู้ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้อย่างกลมกลืน การพัฒนาสิ่งแวดล้อมโดยใช้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนผ่านเผ่าพันธุ์มนุษย์สู่สิ่งมีชีวิตเชิงนิเวศที่เรียนรู้และปรับตัวเพื่อให้ดำรงอาศัยในอวกาศอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงสภาวะปลีกแยกระหว่างร่างกายกับจิตใจ การลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ และการครอบครองระบบนิเวศอย่างเบ็ดเสร็จ
การเมืองเรือนร่างในงานเขียนของ นาวัล เอ็ล ซัดดาวี : การศึกษาสตรีนิยมประเทศโลกที่สาม, ธามม์ รามพิพัฒน์ธำรงค์
การเมืองเรือนร่างในงานเขียนของ นาวัล เอ็ล ซัดดาวี : การศึกษาสตรีนิยมประเทศโลกที่สาม, ธามม์ รามพิพัฒน์ธำรงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ตั้งแต่คริสต์ศักราช 1953 เป็นต้นมา สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ตกอยู่ภายใต้การปกครองระบอบเผด็จการทหาร แนวคิดอนุรักษ์นิยมของรัฐบาลเผด็จการทหารส่งผลให้ประชาชนชาวอียิปต์ถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มสตรีชาวอียิปต์ การกดขี่สตรีเพศส่งผลให้กลุ่มสตรีอียิปต์ออกมาเรียกร้องสิทธิเสรีภาพให้กลุ่มของตน โดยมีแกนนำคนสำคัญอย่าง นาวัล เอ็ล ซัดดาวี จิตแพทย์หญิงชาวอียิปต์ซึ่งผันตัวมาเป็นนักเขียน งานเขียนของซัดดาวีใช้กลวิธีการเล่าในรูปแบบเรื่องเล่าชีวิต (life writing) โดยให้ผู้หญิงเป็นศูนย์กลางของเรื่องเล่าผ่านมุมมองของผู้เล่าที่เป็นสตรีและนำเสนอความรุนแรงทางเพศที่กระทำต่อเรือนร่างสตรี อาทิ การถูกขริบอวัยวะเพศ การทำร้ายร่างกายจากคนในครอบครัว การข่มขืน การค้าประเวณี ความรุนแรงดังกล่าวเผยให้เห็นอำนาจปิตาธิปไตยที่เชื่อมโยงกับศาสนาและจารีตประเพณี เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการกดขี่สตรีเพศในสังคมอียิปต์ งานเขียนของซัดดาวีไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นอำนาจปิตาธิปไตยที่กระทำต่อสตรีผ่านเรือนร่างเท่านั้น หากยังบอกเล่าเรื่องราวประสบการณ์ของผู้หญิงโดยใช้เรือนร่างในการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพให้กับสตรีชาวอียิปต์อีกด้วย กล่าวคือ ในงานของซัดดาวี เรือนร่างเป็นเสมือนหลักฐานที่เผยให้เห็นสถานภาพของสตรีในฐานะพลเมืองชั้นสองในสังคมอียิปต์ นอกจากนี้ เรือนร่างยังมีบทบาทในการร้อยรัดสายสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิงจากชนชั้นต่าง ๆ ผ่านประสบการณ์และอารมณ์ความรู้สึกที่ผู้หญิงเหล่านี้มีร่วมกัน เรือนร่างจึงเป็นพื้นที่ของการต่อสู้ทางการเมืองในการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพให้กับสตรีชาวอียิปต์ ดังนั้น งานเขียนของซัดดาวีจึงไม่เพียงวิพากษ์อำนาจปิตาธิปไตยในประเทศอียิปต์ หากยังขยายกรอบแนวคิดเรื่องสิทธิสตรีตะวันตก ที่เน้นการยึดกฎของเหตุผลซึ่งเป็นนามธรรมเพียงอย่างเดียว จนละเลยอารมณ์ความรู้สึกที่ซับซ้อนของมนุษย์ในฐานะปัจเจกชน
มโนอุปลักษณ์บุญและบาปในพระไตรปิฎกและหนังสือธรรมะร่วมสมัยภาษาไทย, บูรณิณ สุพรรณราช
มโนอุปลักษณ์บุญและบาปในพระไตรปิฎกและหนังสือธรรมะร่วมสมัยภาษาไทย, บูรณิณ สุพรรณราช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามโนอุปลักษณ์บุญและบาปในพระไตรปิฎกและหนังสือธรรมะร่วมสมัยภาษาไทย และเปรียบเทียบมโนอุปลักษณ์ในสองกลุ่มข้อมูลดังกล่าวโดยใช้แนวคิดมโนอุปลักษณ์ตามแนวภาษาศาสตร์ ปริชาน โดยเก็บข้อมูลจากพระไตรปิฎก ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เฉพาะพระสุตตันตปิฎก จำนวน 25 เล่ม และจากหนังสือธรรมะร่วมสมัยภาษาไทยที่เผยแพร่ระหว่างปี พ.ศ. 2551–2565 จำนวน 18 เล่ม ผลการวิจัยพบถ้อยคำอุปลักษณ์บุญและบาปรวมทั้งสิ้น 2,422 ถ้อยคำ จำแนกเป็นถ้อยคำอุปลักษณ์เกี่ยวกับบุญ จำนวน 1,577 ถ้อยคำ และถ้อยคำอุปลักษณ์เกี่ยวกับบาป จำนวน 845 ถ้อยคำ การวิเคราะห์มโนอุปลักษณ์พบมโนอุปลักษณ์เกี่ยวกับบุญ 10 มโนอุปลักษณ์ โดยมี 5 มโนอุปลักษณ์ที่ปรากฏร่วมกันทั้งสองกลุ่มข้อมูล ได้แก่ 1. [บุญ คือ วัตถุสิ่งของ] 2. [บุญ คือ พืช] 3. [บุญ คือ พลัง] 4. [บุญ คือ น้ำ/ห้วงน้ำ] และ 5. [บุญ คือ อาหาร] สะท้อนแนวคิดร่วมว่าบุญเป็นสิ่งมีคุณค่า สามารถสะสม เจริญงอกงาม หล่อเลี้ยงจิตใจ และให้ผลเชิงบวกในชีวิต มโนอุปลักษณ์บุญที่พบเฉพาะในพระไตรปิฎก ได้แก่ [บุญ คือ ผู้สร้าง] [บุญ คือ พื้นที่สำหรับพักพิง] และ [บุญ คือ ยานพาหนะ] ซึ่งสะท้อนการมองบุญว่าช่วยนำพา สร้างสรรค์ และเป็นที่พึ่งในภพภูมิอื่น ส่วนมโนอุปลักษณ์บุญที่พบเฉพาะในหนังสือธรรมะร่วมสมัย ได้แก่ [บุญ คือ เงินทุน] [บุญ คือ พลังงาน] และ [บุญ คือ เครื่องชำระล้าง] ซึ่งสะท้อนการตีความบุญในบริบทของสังคมร่วมสมัยโดยอาศัยโครงสร้างทางเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ และสุขภาวะจิตใจมาช่วยในการอธิบาย ส่วนมโนอุปลักษณ์เกี่ยวกับบาปมี 9 มโนอุปลักษณ์ โดยมี 3 มโนอุปลักษณ์ที่ปรากฏร่วมกันทั้งสองกลุ่มข้อมูล ได้แก่ 1. [บาป คือ วัตถุสิ่งของ] …
ความสัมพันธ์ระหว่างกลวิธีทางภาษากับภาพตัวแทนที่แข่งขันกันของครูไทยในข่าวออนไลน์กับหนังสือครูดีในดวงใจ, กฤษณะ ชมภูวง
ความสัมพันธ์ระหว่างกลวิธีทางภาษากับภาพตัวแทนที่แข่งขันกันของครูไทยในข่าวออนไลน์กับหนังสือครูดีในดวงใจ, กฤษณะ ชมภูวง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกลวิธีทางภาษากับภาพตัวแทนครูในวาทกรรมข่าวออนไลน์ในช่วงปี พ.ศ. 2561-2565 และวาทกรรมหนังสือครูดีในดวงใจ ผู้วิจัยใช้วิธีการสุ่มอย่างมีระบบ ในการเลือกตัวอย่าง ประกอบด้วยตัวบทจากหนังสือพิมพ์ออนไลน์ 3 สำนักพิมพ์ ได้แก่ ไทยรัฐ ผู้จัดการ และข่าวสด ปี 2561-2565 จำนวน 100 ตัวบท และตัวบทจากหนังสือครูดีในดวงใจปี 2561-2562 จำนวน 100 ตัวบท การวิเคราะห์ใช้แนวคิด Textually Oriented Critical Discourse Analysis (TODA) หรือวาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์แบบเน้นตัวบทของ Sunderland (2002,2006) และประยุกต์ใช้แนวการวิเคราะห์กลวิธีทางภาษาตามแนวคิด van Dijk (2006, 2009, 2015) และแนวคิดภาพตัวแทน (Representation) ของ Hall (2013)ผลการศึกษา พบภาพตัวแทนครูไทยในข่าวออนไลน์ 6 ประเภท ได้แก่ 1.ครูเป็นมากกว่าอาชีพและยึดมั่นในอุดมการณ์ความเป็นครู 2.ครูเป็นผู้เพียบพร้อมทั้งคุณสมบัติทางการศึกษาและคุณธรรม 3. ครูเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สร้างศิษย์โดยสมบูรณ์ 4.ครูเป็นผู้กระทำความผิดทางเพศต่อนักเรียน 5.ครูเป็นผู้มีคุณสมบัติและพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ 6. ครูเป็นผู้ที่ควรได้รับความเห็นใจ โดยใช้กลวิธีทางภาษา 10 กลวิธี ดังนี้ 1) การใช้กระบวนการที่เกี่ยวกับการกระทำ 2) การใช้คำอ้างถึง 3) การใช้กระบวนการที่เกี่ยวกับการพูด 4) การใช้ถ้อยคำที่ยกมากล่าวใหม่แบบตรงของครูและบุคคลอื่น 5) การอ้างอิง 6) ประโยคที่สัมพันธ์กันแบบเหตุ-ผล 7) ประโยคกรรม 8) การใช้กระบวนการที่เกี่ยวกับสภาพ 9) การใช้กระบวนการที่เกี่ยวกับความคิดความรู้สึก 10) ประโยคที่แสดงความสัมพันธ์แบบขัดแย้ง พบภาพตัวแทนครูไทยในหนังสือครูดีในดวงใจ 3 ประเภท ได้แก่ 1.ครูเป็นมากกว่าอาชีพและยึดมั่นในอุดมการณ์ความเป็นครู 2.ครูเป็นผู้เพียบพร้อมทั้งคุณสมบัติทางการศึกษาและคุณธรรม 3. ครูเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สร้างศิษย์โดยสมบูรณ์ ซึ่งแม้ว่าภาพดังกล่าวจะมีคำอธิบายและลักษณะที่คล้ายกับภาพในข่าวออนไลน์ แต่มีจุดเน้นและรายละเอียดที่แตกต่างกัน โดยใช้กลวิธีทางภาษาหลัก ได้แก่ การใช้เรื่องเล่า และใช้กลวิธีทางภาษาย่อย 8 กลวิธี ได้แก่ 1) กระบวนการที่เกี่ยวกับการกระทำและความคิดความรู้สึก 2) …
การจัดการแรงงานข้ามชาติของไทย ในช่วงปี พ.ศ. 2564-2566 : กรณีศึกษาแรงงานชาวเมียนมา, ธนิษฐา ป้อมทอง
การจัดการแรงงานข้ามชาติของไทย ในช่วงปี พ.ศ. 2564-2566 : กรณีศึกษาแรงงานชาวเมียนมา, ธนิษฐา ป้อมทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการจัดการแรงงานข้ามชาติของไทยในช่วงปีพ.ศ. 2564 - 2566 โดยศึกษาการจัดการแรงงานข้ามชาติของประเทศไทย กรณีศึกษาแรงงานเมียนมา และความ ท้าทายในการกำหนดนโยบายหรือมาตราการด้านแรงงานต่อแรงงานข้ามชาติของประเทศไทย เพื่อนำมาวิเคราะห์ถึงการเผชิญความท้าทายต่อการจัดการแรงงานงานข้ามชาติเมียนมา ด้านแรงงานของไทยในช่วงระหว่างปี 2564-2566 อย่างไร ภายใต้ทฤษฎีการเลือกอย่างมีเหตุผล (Rational Choice Theory) มาเป็นการส่วนประกอบการวิเคราะห์ จากการศึกษาพบว่าการกำหนดนโยบายหรือมาตราการด้านแรงงานต่อแรงงานข้ามชาติของประเทศไทยเป็นไปตามความต้องการของตลาดที่ต้องการแรงงานจำนวนมากเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้คณะรัฐมนตรีผู้ซึ่งกำหนดนโยบายของไทยจำเป็นต้องออกนโยบายหรือมาตรการในการจัดการแรงงานข้ามชาติเพื่อตอบสนองต่อความต้องการนี้ในแต่ละปี โดยมักเป็น ในรูปแบบการผ่อนผันการขึ้นทะเบียนของแรงงานผิดกฎหมาย หรือผ่อนผันกลุ่มแรงงานเดิม ที่การอนุญาตทำงานสิ้นสุดลงให้สามารถทำงานกับนายจ้างต่อไปได้ตามที่มติกำหนด เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในตลาด โดยเฉพาะในภาคส่วนต่าง ๆ เช่น ภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม งานก่อสร้าง และแรงงานในบ้าน และเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะเรื่องและในระยะสั้นเท่านั้น รวมทั้งยังไม่สามารถลดจำนวนแรงงานข้ามชาติ ที่ลักลอบเข้ามาทำงานอย่างผิดกฎหมายได้มากเท่าที่ควร ซึ่งการดำเนินการเช่นนี้อาจก่อนให้เกิดขบวนการลักลอบพาคนเข้าเมือง และการแสวงหาผลประโยชน์จากนายหน้าหรือเจ้าหน้าที่ ทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายในการดำเนินนโยบายที่ไม่ละเมิดสิทธิต่าง ๆ ของแรงงานข้ามชาติ กระทบต่อภาพลักษณ์ และอาจส่งผลกระทบต่อการค้าและการเจรจาระหว่างประเทศที่ไทยกำลังดำเนินอยู่
ผลกระทบการผนวกไครเมียต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต): การเสริมสร้างกองเรือทะเลดำของรัสเซีย, วสุพล ครุอำโพธิ์
ผลกระทบการผนวกไครเมียต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต): การเสริมสร้างกองเรือทะเลดำของรัสเซีย, วสุพล ครุอำโพธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการเสริมสร้างกองเรือทะเลดำของรัสเซียภายหลังจากการผนวกไครเมียว่ามีความสำคัญต่ออำนาจทางทะเลและความมั่นคงของรัสเซียอย่างไร เพื่อนำมาวิเคราะห์ผลลัพธ์จากการเสริมสร้างกองเรือทะเลดำว่าสามารถสร้างผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับนาโตได้อย่างไร โดยผู้วิจัยใช้กรอบแนวคิดสมุททานุภาพ (sea power) และทฤษฎีสัจนิยมเชิงโครงสร้างสำหรับการอธิบายการเสริมสร้างอำนาจทางทะเลของรัสเซียจนกระทั่งส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับนาโตจากการศึกษาพบว่า รัสเซียมีเป้าประสงค์ในการดำเนินยุทธศาสตร์การพัฒนาและการเสริมสร้างกองเรือทะเลดำนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 21 เป็นต้นมา เพื่อรักษาความมั่นคงทางทะเล การขยายอิทธิพลทางทะเล และใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการต่อต้านการขยายตัวของนาโต รัสเซียปรับเปลี่ยนแนวคิดการครองทะเล (command of the sea) ของกองเรือทะเลดำที่จากเดิมมีความพยายามในการแผ่ขยายอำนาจทางทะเลออกนอกภูมิภาคเปลี่ยนผ่านสู่การผสมผสานการปฏิบัติการทางทะเลและทางบก และการปฏิบัติการในสงครามอสมมาตรหรือสงครามลูกผสมในภูมิภาค แนวโน้มการเสริมสร้างกองเรือทะเลดำเริ่มเห็นความสำคัญและเข้มข้นมากยิ่งขึ้นในช่วงหลังจากการผนวกไครเมียเสร็จสมบูรณ์ทางพฤตินัย แนวโน้มดังกล่าวนำมาซึ่งการแสดงอำนาจทางทหารและการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ของรัสเซียและนาโต ผลลัพธ์จากการแข่งขันทางอำนาจที่มีความตึงเครียดสูงจะส่งผลให้เกิดความเสี่ยงที่ทำให้การคาดการณ์การกระทำต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับความมั่นคงผิดพลาดและบานปลายอยู่เสมอจนนำมาสู่สภาวะทางแพร่งทางความมั่นคง (security dilemma) ให้เกิดขึ้นระหว่างรัสเซียกับนาโตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในท้ายที่สุด ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับนาโตจะมีแนวโน้มเลวร้ายลงจนไม่สามารถสร้างความประนีประนอมต่อกันได้เลย