Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Engineering (2554)
- Physical Sciences and Mathematics (865)
- Chemical Engineering (656)
- Civil and Environmental Engineering (478)
- Computer Sciences (463)
-
- Social and Behavioral Sciences (410)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (375)
- Industrial Engineering (372)
- Electrical and Computer Engineering (357)
- Medicine and Health Sciences (354)
- Operational Research (307)
- Civil Engineering (274)
- Construction Engineering and Management (274)
- Electrical and Electronics (264)
- Chemistry (251)
- Computer Engineering (242)
- Education (182)
- Business (169)
- Environmental Engineering (161)
- Life Sciences (143)
- Architecture (142)
- Materials Science and Engineering (118)
- Polymer Chemistry (117)
- Communication (105)
- Communication Technology and New Media (105)
- Mass Communication (105)
- Mechanical Engineering (102)
- Applied Mechanics (101)
- Economics (101)
- Engineering Mechanics (100)
Articles 241 - 270 of 4697
Full-Text Articles in Entire DC Network
Experimental Investigation On Internal Erosion Of Gap-Graded Sands And Its Improvement For Internal Erosion Control, Kasidit Chawanaputhron
Experimental Investigation On Internal Erosion Of Gap-Graded Sands And Its Improvement For Internal Erosion Control, Kasidit Chawanaputhron
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Internal erosion often occurs in earthen water-retaining structures such as embankment dams, levees, and dikes. This erosion is caused by seepage flows through soils or other porous materials containing a mixture of coarse and fine particles. The internal erosion process, also known as suffusion, involves the transport of fine particles carried away from the soil structure by seepage. Internal erosion can weaken the soil, create voids or cavities, and ultimately lead to structural collapse, posing a significant risk to earthen water-retaining structures. This research investigates the internal erosion behavior of gap-graded sands with various fine fraction contents through a series …
Application Of Unscented Kalman Filter To State Of Charge Estimation Of Lithium-Ion Battery, Joshua Chun-Ken Dardchuntuk
Application Of Unscented Kalman Filter To State Of Charge Estimation Of Lithium-Ion Battery, Joshua Chun-Ken Dardchuntuk
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Accurately estimating the State of Charge (SoC) in lithium-ion batteries is crucial for optimizing performance, lifespan, and safety in applications such as electric vehicles and renewable energy systems. Traditional methods like Coulomb counting and voltage-based techniques are often inaccurate due to measurement noise, incorrect initialization, and battery aging. This thesis explores the use of the Unscented Kalman Filter (UKF) for real-time SoC estimation, addressing nonlinear battery behavior. Computer simulations in MATLAB/Simulink demonstrate the UKF's high accuracy by comparing estimated SoC with ideal reference SoC, showing improved convergence and reduced Root Mean Square Error (RMSE). The simulations use an ideal load …
Projected Changes Of Extreme Rainfall Under Cmip6 In Cambodian Floodplain Of The Lower Mekong River Basin, Chanseyma Khoeun
Projected Changes Of Extreme Rainfall Under Cmip6 In Cambodian Floodplain Of The Lower Mekong River Basin, Chanseyma Khoeun
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Climate change could potentially intensify extreme rainfall events in the future and lead to more frequent and severe flooding. This study aims to estimate future extreme rainfall indices in the Cambodian floodplain of the lower Mekong River Basin. Rainfall projections are devised from three Global Climate Models (GCMs): EC-Earth3, IPLS-CM6A-LR, and MRI-ESM2-0. Bias correction was applied using Quantile Mapping for the historical period (1985-2011) and Quantile Delta Mapping for the future period (2069-2095) under the Shared Socioeconomic Pathway (SSP) 5-8.5 scenario. Rainfall projections show that there would be more intense extreme rainfall over the study area. IPSL-CM6A projects higher monthly …
การผลิตเมทานอลจากปฏิกิริยาไฮโดรจีเนชันของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีเอทานอลในสภาวะแก๊สที่เครื่องปฏิกรณ์แบบเบดนิ่ง, ชนาภัทร บุญประคม
การผลิตเมทานอลจากปฏิกิริยาไฮโดรจีเนชันของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีเอทานอลในสภาวะแก๊สที่เครื่องปฏิกรณ์แบบเบดนิ่ง, ชนาภัทร บุญประคม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เมทานอลเป็นวัตถุดิบเคมีตั้งต้นที่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมเคมี อุตสาหกรรมยา อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า ในวิทยานิพนธ์นี้จึงมีความสนใจในการศึกษาผลของเอทานอลในการผลิตเมทานอลจากปฏิกิริยาไฮโดรจีเนชันของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีเอทานอลในสภาวะแก๊สที่เครื่องปฏิกรณ์แบบเบดนิ่ง สำหรับการศึกษาผลของเอทานอล แบ่งการศึกษาออกเป็น 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ การศึกษาเส้นทางการเกิดปฏิกิริยา การตรวจสอบปัจจัยที่มีผลต่อการผลิตเมทานอล และการคำนวณที่สภาวะสมดุลด้วยโปรแกรม Aspen Plus การศึกษาภายใต้สมมติฐานว่า การเพิ่มเอทานอลในการผลิตเมทานอลจากปฏิกิริยาไฮโดรจีเนชันของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ จะสามารถทำให้ผลิตเมทานอลได้ดีที่อุณหภูมิต่ำ ผลการศึกษาพบว่า การเพิ่มเอทานอลในกระบวนการเปลี่ยนเส้นทางปฏิกิริยา ทำให้เกิดเอทธิลฟอร์เมทเป็นตัวกลางในการสร้างเมทานอล การศึกษาอุณหภูมิ พบว่า การลดอุณหภูมิช่วยให้ปฏิกิริยาไฮโดรจีเนชันของคาร์บอนไดออกไซด์เป็นเอทิลฟอร์เมตและปฏิกิริยาไฮโดรจีเนชันของเอทิลฟอร์เมตเป็นเมทานอลและเอทานอลมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถช่วยลดการเกิดปฏิกิริยาข้างเคียง ทั้งนี้ สันนิษฐานได้ว่าเอทานอลที่ถูกเติมเข้ามามีผลในการแย่งจับตำแหน่งออกฤทธิ์ (active site) บนตัวเร่งปฏิกิริยา ทำให้การเกิดปฏิกิริยาไฮโดรจีเนชันของคาร์บอนมอนอกไซด์ที่อุณหภูมิ 200 และ 230 องศาเซลเซียสไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การศึกษาของการเพิ่มความเร็วเชิงพื้นที่พบว่า ค่าร้อยละการเปลี่ยนแปลงคาร์บอนไดออกไซด์และค่าร้อยละผลผลิตของเมทานอลลดลง เนื่องจากลดเวลาสัมผัสระหว่างสารตั้งต้นกับตำแหน่งที่เกิดปฏิกิริยาของตัวเร่งปฏิกิริยา ส่งผลให้สารตั้งต้นสัมผัสกับตัวเร่งปฏิกิริยาน้อยลงทำให้ไม่มีเวลามากพอที่จะเกิดปฏิกิริยาอย่างสมบูรณ์ อีกทั้งพบเอทิลฟอร์เมตน้อย สันนิษฐานได้ว่าปฏิกิริยาไฮโดรจีเนชันของเอทิลฟอร์เมตเป็นเมทานอลและเอทานอลนั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงค่าความเร็วเชิงพื้นที่ที่กำหนด อีกทั้งพบว่าการลดความเร็วเชิงพื้นที่ ที่อุณหภูมิ 200 และ 230 องศาเซลเซียส ทำให้ปฏิกิริยาไฮโดรจีเนชันของคาร์บอนมอนอกไซด์เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ผลการศึกษาการเพิ่มอัตราส่วนโมลของเอทานอลต่อคาร์บอนไดออกไซด์ โดยคาดว่าจะช่วยให้เพิ่มค่าการเปลี่ยนแปลงคาร์บอนไดออกไซด์และผลผลิตของเมทานอล ผลการทดลองที่ความเร็วเชิงพื้นที่ 296 ชม.-1 ปฏิกิริยาไฮโดรจีเนชันของคาร์บอนไดออกไซด์และการไฮโดรจีเนชันของเอทิลฟอร์เมต พบว่า การเพิ่มเอทานอลในปฏิกิริยาจะช่วยเพิ่มเอทิลฟอร์เมต อย่างไรก็ตาม หากเพิ่มสัดส่วนเอทานอลที่มากเกินไปจะไปจำกัดการผลิตเมทานอล จากผลการศึกษาการเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนโมลเอทานอลต่อคาร์บอนไดออกไซด์ภายใต้การเปลี่ยนความเข้มข้นของสารตั้งต้น พบว่า การเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์และไฮโดรเจนในกรณีที่ไม่มีเอทานอล มีค่าร้อยละการเปลี่ยนแปลงคาร์บอนไดออกไซด์และค่าร้อยละผลผลิตของเมทานอลน้อยกว่ากรณีที่มีเอทานอล แสดงให้เห็นถึงอัตราการเกิดปฏิกิริยาที่ช้ากว่ากรณีที่มีเอทานอล จากผลการศึกษานี้ทำให้เอทานอลทำหน้าที่คล้ายกับตัวทำละลายเชิงเร่งปฏิกิริยา (catalytic solvent)
Oxidative Cleavage Of Oleic Acid At High Temperature Under Autogenous Pressure, Nichkamon Suwannit
Oxidative Cleavage Of Oleic Acid At High Temperature Under Autogenous Pressure, Nichkamon Suwannit
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The oxidative cleavage of oleic acid to produce azelaic acid and nonanoic acid, both of which are high-value chemicals and essential precursors in the pharmaceutical and plastic industries, was investigated. The objectives of this study were to examine the influence of temperature on reaction mechanisms, product formation, and reaction efficiency, as well as to optimize the reaction conditions for potential industrial applications. The research utilized hydrogen peroxide (H2O2) as the oxidizing agent, tungsten oxide (WO3) as the catalyst, and tert-butanol as a co-solvent under self-generated autogenous pressure conditions. The temperature range studied was 80 to 160°C, aiming to evaluate the …
การออกแบบการฉายแผนที่ความเพี้ยนต่ำที่เป็นเอกภาพสำหรับโครงการก่อสร้างในประเทศไทย, ติณณภพ มัชฌิมาภิโร
การออกแบบการฉายแผนที่ความเพี้ยนต่ำที่เป็นเอกภาพสำหรับโครงการก่อสร้างในประเทศไทย, ติณณภพ มัชฌิมาภิโร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การฉายแผนที่ยูนิเวอเซิลทรานส์เวอร์สเมอร์เคเตอร์ หรือ ยูทีเอ็ม (Universal Transverse Mercator : UTM) นิยมใช้ในงานออกแบบและงานก่อสร้างในประเทศไทย ซึ่งมีความคลาดเคลื่อนเชิงเส้น (linear distortion) บางแห่งที่อาจสูงถึง 965 ppm ดังนั้นความคลาดเคลื่อนเชิงเส้นที่เป็นผลจากการฉายแผนที่ยูทีเอ็ม ถือได้ว่าเป็นความคลาดเคลื่อนอย่างเป็นระบบที่มีขนาดใหญ่ งานวิจัยนี้ได้ศึกษาการออกแบบการฉายแผนที่ความเพี้ยนต่ำ (Low Distortion Projection : LDP) ระดับจังหวัด ได้แก่ การฉายทรานเวอร์สเมอเคเตอร์ (Transverse Mercator : TM) การฉายแลมเบิร์ตคอนฟอร์มอลโคนิค (Lambert Conformal Conic Projection : LCC) และการฉายเมอร์เคเตอร์แกนเอียง (Oblique Mercator : OMC) โดยมุ่งเน้นความสำคัญของ ”พื้นที่เมือง” ที่มีการก่อสร้างบ่อยครั้ง แต่ละพื้นที่และเส้นทางการก่อสร้างอาจจะมีค่าระดับที่สูงหรือต่ำกว่าระนาบภูมิประเทศเฉลี่ย ซึ่งจะต้องออกแบบการฉายแผนที่ความเพี้ยนต่ำของจังหวัดให้มีค่าสเกลแฟกเตอร์ร่วม (CSF) อยู่ระหว่าง -20 ppm ถึง +20 ppm ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 80% ของพื้นที่เมือง แล้วหาจุดสมดุลของการฉายแผนที่ความเพี้ยนต่ำของโครงการก่อสร้างในจังหวัดนั้น ๆ ให้มีค่าสเกลแฟกเตอร์ร่วมอยู่ระหว่าง -10 ppm ถึง +10 ppm งานวิจัยได้ยกตัวอย่างจังหวัดพะเยาที่มีการก่อสร้างทางรถไฟสายเด่นชัย - เชียงราย - เชียงของ สัญญาที่ 2 (ช่วงงาว - เชียงราย) พบว่า การฉายแผนที่ความเพี้ยนต่ำรูปแบบการฉายทรานเวอร์สเมอเคเตอร์เหมาะสมที่สุด เนื่องจากให้ผลการคำนวณค่าสเกลแฟกเตอร์ร่วมของจังหวัดอยู่ที่ -18 ถึง +17 ppm และให้ผลของการหาจุดสมดุลของการฉายแผนที่ความเพี้ยนต่ำของโครงการฯ อยู่ที่ -8 ถึง +8 ppm นอกจากนี้ได้ทดสอบความคลาดเคลื่อนทางราบและทางดิ่งจากค่าพิกัดและค่าระดับ โดยใช้พารามิเตอร์การฉายแผนที่ความเพี้ยนต่ำจากหมุดควบคุมภายในโครงการ พบว่ามีความคลาดเคลื่อนทางราบและทางดิ่งอยู่ในช่วง -6 ถึง +6 มิลลิเมตร โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้ค่าสเกลแฟกเตอร์ร่วมมาใช้ในทางปฏิบัติ การเลือกชนิดการฉายแผนที่ความเพี้ยนต่ำที่เหมาะสมจะช่วยให้งานออกแบบและงานก่อสร้างลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากความเพี้ยนของแผนที่ และหวังว่าในอนาคตการฉายแผนที่ความเพี้ยนต่ำจะมีบทบาทในวงการก่อสร้างของประเทศไทยมากยิ่งขึ้น
Modeling Of Predictive Financial Performance Of Ppp Highways Using Bayesian Network (Bn), David Ty
Modeling Of Predictive Financial Performance Of Ppp Highways Using Bayesian Network (Bn), David Ty
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Public-private partnerships (PPPs) are contractual agreements between the public and the private sector to deliver economic and social infrastructure. The PPP environment is inherently complex and dynamic, often involving long-term contracts and significant financial performance risks. While many studies examine the construction and operation phases separately, this study focuses on predicting the financial performance of PPP highways by integrating the risks and factors in both phases. It also considers country risk factors, such as income level, GDP per capita, and economic growth, to assess their impact on PPP highway projects. Data on risks and risk factors were gathered from sources …
A Bim-Enabled Materials Flow Tracking Platform For The Construction Supply Chains Of Modular Steel Projects, Thandar Lwin
A Bim-Enabled Materials Flow Tracking Platform For The Construction Supply Chains Of Modular Steel Projects, Thandar Lwin
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Off-site steel construction, or modular construction, involves building components in a factory and then bringing them to the construction site. This method speeds up construction, reduces waste, and improves quality. The movement of materials in this process is complicated, including ordering raw materials, making steel parts, transporting modules, and installing them on site. It is important to track these materials to ensure timely delivery, control costs, and avoid shortages of excess materials. In this paper, a BIM-enabled digital platform is developed to monitor and track the flow of construction materials in the supply chain of modular steel projects. This platform …
Uv-Enhanced Catalytic Oxidative Cleavage Of Oleic Acid., Trinnasit Wittayakullertsin
Uv-Enhanced Catalytic Oxidative Cleavage Of Oleic Acid., Trinnasit Wittayakullertsin
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Oleic acid, a key component of plant oils such as palm oil, is a versatile feedstock for producing high-value bio-based chemicals. Utilizing its potential aligns with Thailand's objective of promoting sustainability as a premier palm oil producer. The conventional oxidative cleavage of oleic acid typically requires extreme conditions, including high temperatures, and ozone, which are expensive and harmful to the environment. This research provides an innovative method for utilizing ultraviolet (UV) radiation to increase oxidative cleavage at low temperatures (below 80°C). It employs hydrogen peroxide (H2O2) as an oxidizing agent and tungsten trioxide (WO3) as a catalyst to generate hydroxyl …
Ultrafine Fully Vulcanized Natural Rubber Modified By Grafting With Methyl Methacrylate Monomer As Toughening Modifiers For Polylactic Acid, Panyawutthi Rimdusit
Ultrafine Fully Vulcanized Natural Rubber Modified By Grafting With Methyl Methacrylate Monomer As Toughening Modifiers For Polylactic Acid, Panyawutthi Rimdusit
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This work focused on toughening polylactic acid (PLA) with an abundant and sustainable bio-based filler from natural rubber. Deproteinized natural rubber (DPNR) was modified by grafting with methyl methacrylate monomer (MMA) and further crosslinked via e-beam irradiation and spray drying to achieve ultrafine fully vulcanized powdered natural rubber grafted with polymethylmethacrylate (UFPNR-g-PMMA) to solves in the challenges of incompatibility between the DPNR and PLA. Interestingly, UFPNR-g-PMMA showed no agglomeration between rubber particles compared to that of neat UFPNR which showed partial agglomeration after irradiation crosslinking. The flexural toughness shows a significant improvement (351%) to 11280 ± 1522 kJ/m3 compared to …
การศึกษาปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อผลิตภาพและระยะเวลาในการก่อสร้างโดยวิธีพลวัตระบบและการจัดการป้อนกลับ กรณีศึกษาโครงการรถไฟฟ้ารางเดี่ยว, ภัณฑิรา วาณิชย์เจริญ
การศึกษาปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อผลิตภาพและระยะเวลาในการก่อสร้างโดยวิธีพลวัตระบบและการจัดการป้อนกลับ กรณีศึกษาโครงการรถไฟฟ้ารางเดี่ยว, ภัณฑิรา วาณิชย์เจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าที่ผ่านมามักประสบปัญหาความล่าช้า ส่งผลกระทบต่อผู้รับจ้าง ประชาชนที่สัญจร และผู้พักอาศัยใกล้โครงการ ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อผลิตภาพและระยะเวลาก่อสร้างรถไฟฟ้ารางเดี่ยวมีลักษณะคล้ายโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งอื่นๆ โดยที่สภาพแวดล้อมของโครงการก่อสร้างมีความเป็นพลวัตค่อนข้างสูง (Highly dynamic environment) เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพพื้นที่และปัจจัยเสี่ยงในช่วงการก่อสร้างโครงการ งานวิจัยนี้ศึกษาการประยุกต์ใช้ตัวแบบพลวัตระบบ (System dynamics) และการจัดการป้อนกลับ (Management feedback) หรือการแทรกแซงของผู้บริหาร (Management intervention) ในการบริหารความเสี่ยงที่ส่งผลต่อผลิตภาพ (Productivity) และระยะเวลา (Time) ของกิจกรรมงานก่อสร้างรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Straddle Monorail) โดยใช้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องในโครงการและการสังเกตจากพื้นที่ปฏิบัติงานจริงในโครงการรถไฟฟ้ารางเดี่ยวสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี รวมถึงส่วนต่อขยายเมืองทองธานี ตัวแบบที่พัฒนาขึ้นใช้โปรแกรม VenSim PLE เพื่อวิเคราะห์ระยะเวลาการดำเนินการก่อสร้างของกิจกรรมหลักในเส้นทางวิ่ง พร้อมทั้งจัดลำดับความเสี่ยงจากการวิเคราะห์ความอ่อนไหว (Sensitivity analysis) นอกจากนี้ ยังเสนอค่าเผื่อเวลาในการทำงานที่รวมปัจจัยเสี่ยง (Time risk factor) ซึ่งมีค่าประมาณ 1.42 โดยค่าที่ได้สามารถนำไปประกอบการจัดการความเสี่ยงของโครงการที่มีบริบทการก่อสร้างคล้ายคลึงกัน หรือเพื่อการวางแผนด้านเวลาที่สอดคล้องกับปัจจัยเสี่ยงของโครงการและความมีสภาพแวดล้อมของโครงการก่อสร้างแบบมีความเป็นพลวัติสูง
Development Of Silica-Based Support Material From Sugarcane Bagasse Ash For Synthesis Of Carbon Nanotubes, Maturada Assawagetmanee
Development Of Silica-Based Support Material From Sugarcane Bagasse Ash For Synthesis Of Carbon Nanotubes, Maturada Assawagetmanee
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Sugarcane bagasse ash (SCBA), an abundant agricultural residue, is converted into high-value silica powder through a novel route involving calcination and acid leaching. This transformative process not only valorizes waste biomass but also yields silica nanoparticles with tailored microstructural properties suitable for application in carbon nanotube (CNT) production. The resultant silica powder was utilized as a catalyst support impregnated with Fe nanocatalyst for synthesizing CNTs from benzene. The effective route with a process sequence of 1 M HCl acid leaching followed by calcination could provide silica powder with a specific surface area of 12.29 m2/g, which could accommodate Fe nanocatalyst …
ระบบการเรียนปฏิบัติการร่วมกันจากระยะไกลร่วมกับโมเดลภาษาขนาดใหญ่บนเว็บแอปพลิเคชันสำหรับการทดลองสอบเทียบเทอร์โมคัปเปิล, ภูมิรพี เมเยอร์
ระบบการเรียนปฏิบัติการร่วมกันจากระยะไกลร่วมกับโมเดลภาษาขนาดใหญ่บนเว็บแอปพลิเคชันสำหรับการทดลองสอบเทียบเทอร์โมคัปเปิล, ภูมิรพี เมเยอร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แม้การระบาดของโควิด-19 จะผ่านพ้นไปแล้ว แต่การพัฒนาและเพิ่มความสามารถของห้องปฏิบัติการระยะไกลให้ทันสมัยและพร้อมใช้งานยังคงมีความสำคัญ งานวิจัยนี้นำเสนอระบบ Telepresence Laboratory ที่รวมการควบคุมการทดลองจากระยะไกลผ่าน Web Application กับการใช้งาน Large Language Model (LLM) เพื่อสร้างผู้ช่วยอัจฉริยะสำหรับการทดลองสอบเทียบเทอร์โมคัปเปิล ระบบนี้สนับสนุนการเรียนรู้ผ่านการคำนวณค่าพารามิเตอร์ ตอบคำถาม และแนะนำขั้นตอนการทดลองในแบบเรียลไทม์ การประเมินระบบครอบคลุมสามด้าน ได้แก่ คุณสมบัติและประโยชน์เปรียบเทียบกับการทดลองแบบดั้งเดิม, ประสิทธิภาพของ LLM ในการสนับสนุนการทดลอง และความพึงพอใจจากผู้ทดลอง ผลการประเมินพบว่าระบบช่วยเพิ่มการเข้าถึง ลดภาระผู้สอน และลดเวลาในการคำนวณ แม้ว่าจะยังมีข้อจำกัดในด้านการมอบประสบการณ์สัมผัสจริงและความล่าช้าในการตอบสนองของ LLM สรุปได้ว่าระบบเหมาะสำหรับการเรียนที่มุ่งเน้นความเข้าใจทฤษฎีและกระบวนการทดลอง แต่ไม่เหมาะสำหรับการเรียนรู้การใช้งานเครื่องมือที่ซับซ้อน
การแบ่งส่วนเนื้องอกตับโดยใช้โมเดลการเรียนรู้เชิงลึกด้วยโครงข่ายความสนใจจากรูปภาพสเปคซีที, วันรัฐ ลิ้มประไพพงษ์
การแบ่งส่วนเนื้องอกตับโดยใช้โมเดลการเรียนรู้เชิงลึกด้วยโครงข่ายความสนใจจากรูปภาพสเปคซีที, วันรัฐ ลิ้มประไพพงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแบ่งส่วนเนื้องอกในตับโดยอัตโนมัติจากภาพถ่ายทางการแพทย์มีบทบาทสำคัญในการช่วยลดภาระงานของรังสีแพทย์ในขั้นตอนการวางแผนรักษามะเร็งตับด้วยวิธีรังสีบำบัด โดยรูปสเปคซีทีมักถูกนำมาใช้เพื่อช่วยระบุส่วนเนื้องอกให้แม่นยำเพื่อให้การวางแผนการรักษามีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม การแบ่งส่วนเนื้องอกจากภาพเหล่านี้เป็นเรื่องท้าทายเนื่องจากปัญหาต่างๆ เช่น การกระจายแสงที่ผิดปกติ ทำให้ขนาดเนื้องอกดูใหญ่กว่าความเป็นจริงและลดความแม่นยำในการแบ่งส่วน งานวิจัยฉบับนี้ได้นำเสนอโครงข่ายคัดกรองหลายระดับแบบคู่ (Paired Multiscale Attention Network) ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่แบ่งออกเป็นสองทาง เส้นทางแรกฝึกฝนชุดข้อมูลสเปคซีทีโดยใช้โครงข่าย Multiscale Attention Network (MA-Net) เส้นทางที่สองมีการใช้การแปลงแบบไวซ์ท็อปแฮท (White Top-Hat) แล้วนำลักษณะเด่นที่ได้มาควบรวมกับเส้นทางแรก ช่วยลดความบกพร่องของการแบ่งส่วนที่มักเกิดจากความแปรปรวนของแสง ในงานวิจัยนี้จะแบ่งการทดสอบเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือการทดสอบโมเดลแบ่งส่วนเนื้อตับ โดยใช้ MA-Net โดยมีโมเดลย่อยคือ ResNet50 ฝึกกับชุดข้อมูลซีทีโดยรวมระหว่างชุดข้อมูลสาธารณะ 3DIRCADb-01 และชุดข้อมูลจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โดยมีค่า Dice similarity coefficient (DSC) อยู่ที่ 89.67% ในส่วนการทดสอบโมเดลแบ่งส่วนเนื้องอกตับ จะใช้โครงข่ายคัดกรองหลายระดับแบบคู่ ฝึกด้วยชุดข้อมูล เทคนีเซียม-99 เอ็มเอเอ สเปคซีทีจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยโดยมีค่า DSC ที่ 67.00% ซึ่งให้ประสิทธิภาพการแบ่งส่วนที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับสถาปัตยกรรมอื่นๆ รวมถึงผลจากงานวิจัยก่อนหน้านี้ที่ทดสอบด้วยชุดข้อมูลเดียวกัน
Wat Arun Metaverse: A Virtual Reality Creation Process, Avishi Usarda Waidyaratne
Wat Arun Metaverse: A Virtual Reality Creation Process, Avishi Usarda Waidyaratne
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Wat Arun, known as the 'Temple of Dawn,' is a monumental Buddhist temple and a prominent tourist attraction in Thailand, reflecting the country's rich culture and serving as a focal point for Buddhist studies. This thesis addresses the limitations of traditional cultural preservation and educational methods by presenting a transformative approach through the creation of a virtual reality (VR) based metaverse. This immersive platform enables users to explore and engage with the historical landmark of Wat Arun in unprecedented ways. Utilizing advanced three-dimensional (3D) digitization techniques, this study details the creation process of digital representation of Wat Arun's Viharn-Noi area, …
การศึกษาผลของอุณหภูมิอบอ่อนและความเร็วในการรีดต่อโครงสร้างจุลภาคและสมบัติเชิงกลของเหล็กกล้ารูปพรรณรีดร้อนเกรด S450j0, เชิญจุติ อรุณถิน
การศึกษาผลของอุณหภูมิอบอ่อนและความเร็วในการรีดต่อโครงสร้างจุลภาคและสมบัติเชิงกลของเหล็กกล้ารูปพรรณรีดร้อนเกรด S450j0, เชิญจุติ อรุณถิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาผลกระทบของอุณหภูมิการอบอ่อนและความเร็วการรีดต่อโครงสร้างจุลภาค สมบัติเชิงกล และคุณภาพผิวของเหล็กกล้าโครงสร้าง S450J0 ชนิดรีดร้อน โดยมุ่งเน้นกระบวนการผลิตเหล็กกล้าเอชบีมขนาด 305x305x223 กก./ม. การทดลองใช้อุณหภูมิการอบอ่อนและความเร็วการรีดที่แตกต่างกันเพื่อตรวจสอบผลกระทบต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า อุณหภูมิการอบอ่อนมีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญต่อสมบัติเชิงกล โดยอุณหภูมิที่สูงขึ้นจะเพิ่มค่าความต้านทานแรงดึงที่จุดครากและความต้านแรงดึง แต่ส่งผลให้ค่าความเหนียวและความแกร่งลดลงในบางกรณี ในทางตรงกันข้าม ความเร็วการรีดที่แตกต่างกันมีผลกระทบเล็กน้อยต่อสมบัติทางกล เนื่องจากอุณหภูมิการรีดขั้นสุดท้ายมีความแตกต่างกันเล็กน้อย การวิเคราะห์โครงสร้างจุลภาคพบว่า อุณหภูมิการอบอ่อนที่สูงขึ้นส่งผลให้ขนาดเกรนเล็กลง ในขณะที่อุณหภูมิที่ต่ำกว่าจะทำให้เกิดการเรียงตัวของเกรนเฟร์ไรต์ที่ชัดเจน นอกจากนี้ ข้อบกพร่องบนพื้นผิวของเหล็ก เช่น รูปแบบรอยแตก ยังได้รับอิทธิพลจากทั้งอุณหภูมิการอบอ่อนและความเร็วการรีด การวิเคราะห์ด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด ยืนยันความลึกและลักษณะของรอยแตกบนผิว ซึ่งสอดคล้องกับการสังเกตจากกล้องจุลทรรศน์แบบแสง โดยสรุป การปรับอุณหภูมิการอบอ่อนและความเร็วการรีดให้เหมาะสมมีความสำคัญอย่างยิ่งในการลดข้อบกพร่องบนพื้นผิวและเพิ่มคุณภาพของผลิตภัณฑ์ในกระบวนการรีดร้อนเหล็กกล้าเอชบีม
การศึกษาการสึกระหว่างโคบอลต์โครเมียมและวัสดุเซรามิกที่ใช้ในงานทันตกรรมดิจิตอล, มรกต ไทยรัตน์
การศึกษาการสึกระหว่างโคบอลต์โครเมียมและวัสดุเซรามิกที่ใช้ในงานทันตกรรมดิจิตอล, มรกต ไทยรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์: ทำการศึกษาสภาวะจำลองเพื่อวัดการสูญเสียปริมาตรจากการสึกหลังจากจำลองการขัดถู 250,000 รอบของโลหะผสมโคบอลต์โครเมียม (CoCr) กับวัสดุที่ใช้ทำการบูรณะฟันหลักห้าชนิด วัสดุและวิธีการ: เตรียมตัวอย่างทดสอบตัดเป็นสี่เหลี่ยมจำนวนชนิดละ 8 ชิ้น (5 x 5 x 2 มิลลิเมตร) จากโลหะผสมที่ไม่มีทองผสม (NP), ลิเธียมไดซิลิเกต (EM) เธียมไดซิลิเกตเสริมความแข็งแรง (TR) เซรามิคที่มีเรซินเป็นฐาน (CM) และเซอร์โคเนีย (ZR) ตัวอย่าง EM TR และ ZR ได้รับการเผาตามคำแนะนำของผู้ผลิต แท่งโลหะผสมโคบอลต์โครเมียมสร้างขึ้นโดยการหล่อโลหะแบบไล่ขี้ผึ้ง จำลองการสึกแบบสององค์ประกอบด้วยเครื่องจำลองการสึกจากการขัดถู จำนวน 250,000 รอบ วัดการสูญเสียปริมาตรของชิ้นงานทดสอบโดยใช้เครื่องวัดความหยาบพื้นผิว การสูญเสียปริมาตรของแท่งโลหะผสมคำนวณโดยการความยาวที่ลดลงและรัศมีของพื้นที่ที่เกิดบริเวณที่สึก วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติโดยใช้ MANOVA (pNP>ZR) การสูญเสียปริมาตรของแท่งโลหะหลังการสึกในกลุ่ม CM น้อยกว่าในกลุ่ม EM และ NP ในขณะที่กลุ่มอื่น ๆ ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
Virtual Reality Of Labless Welding For Next Industrial Training, Suphakit Anonglekha
Virtual Reality Of Labless Welding For Next Industrial Training, Suphakit Anonglekha
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research introduces an innovative Virtual Reality (VR) application designed to educate users on Welding operations. Its main goals include creating a realistic and immersive learning environment that is also safe. The development process involved the integration of multiple technologies, leveraging the Unity engine and 3D sculpting, all based on extensive research. With all of the type of weld works found in the welding laboratory represented, except the workpiece and electrode material, the VR application accuracy rating is calculated to 94%. The study's significance lies in its contribution to virtual education, especially in fields that require hands-on experience. The VR …
Neural Additive Models For Predicting Her2 Status In Breast Cancer From Immunohistochemical Images, Surayuth Pintawong
Neural Additive Models For Predicting Her2 Status In Breast Cancer From Immunohistochemical Images, Surayuth Pintawong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigated the application of Conformal Prediction (CP) for uncertainty quantifica- tion in Human Epidermal growth factor receptor 2 (HER2) status classification from immunohistochemistry (IHC) images of breast cancer. Although existing machine learning approaches demonstrate high accuracy in predicting HER2 status, they often struggle with borderline cases that require additional testing. We addressed this challenge by implementing a CP framework that generates prediction sets with controlled error rates. Unlike traditional classifiers that provide single predictions, our CP framework can output either singleton predictions for confident cases or multiple labels for uncertain cases, thereby naturally identifying samples that require additional …
การพัฒนาระบบควบคุมเครื่องปรับอากาศสำหรับผู้อยู่อาศัยโดยใช้การเรียนรู้ของเครื่อง, ภานุวัฒน์ โรจน์ณรงค์
การพัฒนาระบบควบคุมเครื่องปรับอากาศสำหรับผู้อยู่อาศัยโดยใช้การเรียนรู้ของเครื่อง, ภานุวัฒน์ โรจน์ณรงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันเทคโนโลยีด้านการสื่อสารข้อมูลมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยพัฒนาให้เข้าไปมีส่วนร่วมกับการใช้ชีวิตประจำวันเพื่อความสะดวกสบายของมนุษย์มากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังนำมาประยุกต์ใช้กับระบบต่างๆ มากมาย อาทิเช่น การเกษตร อุสาหกรรมโรงงาน รวมไปถึงที่พักอาศัย แต่เนื่องด้วยอัตราการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนอาจทำให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลังได้ รวมทั้งยังมีข้อจำกัดด้านอุปกรณ์ที่ใช้ในระบบ อาทิเช่น รูปแบบการส่งที่ต้องสอดคล้องกับปริมาณข้อมูล ระยะทางและสภาพแวดล้อมในการส่งข้อมูล และข้อจำกัดด้านแหล่งพลังงานที่ติดตั้งเข้าไป ดังนั้นวิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงนำเสนอการเปรียบเทียบคุณสมบัติและประสิทธิภาพชองการสื่อสารข้อมูลจำนวนสามรูปแบบ ได้แก่ การสื่อสารข้อมูลแบบบรูทูธ (Bluetooth) การสื่อสารข้อมูลแบบวายฟาย (Wi-Fi) และการสื่อสารข้อมูลแบบลอรอ (LoRa) ผ่านอุปกรณ์การสื่อสารชนิด Heltech ESP32 LoRa ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่นิยมและใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน โดยพิจารณาถึงการใช้พลังงานในการสื่อสารข้อมูล (Energy consumption) และค่าความเข้มของสัญญาณ (Signal Intensity) ในรูปแบบของดัชนีความดังของเสียงที่ได้ยินหรือ Received Signal Strength Indicator (RSSI) รวมไปถึงการพิจารณาระยะทางสูงสุดที่ข้อมูลยังสามารถสื่อสารซึ่งกันและกันได้ โดยผลลัพธ์จากการทดลองพบว่า การสื่อสารข้อมูลแบบบลอราใช้พลังงานในการส่งข้อมูลแต่ละครั้งน้อยที่สุดซึ่งน้อยกว่าการสื่อสารแบบบรูทูธที่มีการใช้พลังงานในการส่งมากที่สุดถึงเกือบ 4 เท่า ทั้งนี้ การพิจารณาค่าความเข้มของสัญญาณพบว่าในระยะทางเท่ากันการสื่อสารแบบบรูทูธมีค่าความเข้มของสัญญาณมากที่สุด ตามมาด้วยการสื่อสารแบบวายฟายและลอราตามลำดับ ในทางกลับกันการสื่อสารแบบบรูทูธมีความสามารถในการส่งข้อมูลระหว่างภาคส่งข้อมูลและภาครับข้อมูลสั้นที่สุดอย่างมีนัยยะสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับการสื่อสารลอราที่สามารถส่งข้อมูลได้ระยะทางไกลที่สุดอีกด้วย
ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของการจัดการของเสียจากอุตสาหกรรมตะกั่วในประเทศไทยโดยใช้การประเมินวัฏจักรชีวิต, ชวิศา สถิรวิสาลกิจ
ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของการจัดการของเสียจากอุตสาหกรรมตะกั่วในประเทศไทยโดยใช้การประเมินวัฏจักรชีวิต, ชวิศา สถิรวิสาลกิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ตะกั่วเป็นโลหะนอกกลุ่มเหล็กที่มีการใช้งานมากที่สุดชนิดหนึ่ง ในประเทศไทยนั้นอุตสาหกรรมตะกั่วที่สำคัญประกอบด้วยการหลอมและผลิตตะกั่วบริสุทธิ์และการผลิตแบตเตอรี่ตะกั่ว-กรด ตะกั่วเป็นโลหะหนักที่มีความอันตราย เมื่อแพร่กระจายสู่สิ่งแวดล้อมจะสามารถสะสมและทำให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อระบบนิเวศรวมถึงสุขภาพของมนุษย์ได้ การจัดการของเสียที่เกิดขึ้นจากอุตสาหกรรมตะกั่วอย่างเหมาะสมจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก งานวิจัยนี้จึงได้ทำการศึกษาปริมาณและเส้นทางการไหลของเสียและการจัดการของเสียจากอุตสาหกรรมตะกั่วในประเทศไทย พ.ศ. 2560 - 2563 และประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของการจัดการของเสียโดยใช้หลักการวิเคราะห์การไหลของวัสดุและการประเมินวัฏจักรชีวิตด้วยซอฟต์แวร์ STAN และ SimaPro อีกทั้งยังมีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของทางเลือกการจัดการของเสีย ผลการศึกษาพบว่ากากตะกอนจากการบำบัดน้ำเสียที่มีสารอันตราย (รหัส 19 08) มีปริมาณมากที่สุด ของเสียที่เกิดขึ้นทั้งหมดส่วนใหญ่ถูกนำไปจัดการโดยการฝังกลบอย่างปลอดภัยเมื่อทำการปรับเสถียรหรือทำให้เป็นก้อนแข็งแล้ว (รหัส 073) เมื่อทำการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมของการกำจัดของเสีย (รหัส 07) พบว่าผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ความเป็นพิษต่อระบบนิเวศทางทะเล ความเป็นพิษต่อระบบนิเวศระบบนิเวศน้ำจืด ความเป็นพิษที่ก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ และความเป็นพิษที่ไม่ก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ จากสถานการณ์ทางเลือกในการจัดการของเสียพบว่าการรีไซเคิลของเสียบางส่วนส่งผลกระทบในเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม ในขณะที่การเผาทำลายของเสียก่อให้เกิดผลกระทบสิ่งแวดล้อมสูงที่สุด
การประเมินวิธีการหาค่าความถี่น้ำท่ารายปีสูงสุดจากข้อมูลน้ำฝนตรวจวัดรายวันในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนบน, ชิดสุมน ศศิรัตน์
การประเมินวิธีการหาค่าความถี่น้ำท่ารายปีสูงสุดจากข้อมูลน้ำฝนตรวจวัดรายวันในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนบน, ชิดสุมน ศศิรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าความถี่น้ำท่ารายปีสูงสุดจากข้อมูลน้ำฝนตรวจวัดรายวัน 2 วิธี ได้แก่ วิธีน้ำท่าสูงสุดจากแบบจำลองและวิธีความถี่น้ำฝน กับค่าความถี่น้ำท่าสูงสุดที่ได้จากข้อมูลน้ำท่าตรวจวัดโดยตรง (วิธีน้ำท่าสูงสุดตรวจวัด) เนื่องจากการวิเคราะห์ค่าความถี่น้ำท่ามีความสำคัญต่อการประเมินความเสี่ยงจากอุทกภัยและการออกแบบโครงสร้างทางชลศาสตร์ ในการศึกษานี้ได้ทำการวิเคราะห์ค่าความถี่น้ำท่าสูงสุดจากวิธีน้ำท่าสูงสุดตรวจวัด, วิธีน้ำท่าสูงสุดจากแบบจำลอง และวิธีความถี่น้ำฝน โดยใช้ข้อมูลตรวจวัดจากสถานีน้ำท่าและสถานีน้ำฝน แล้วทำการวิเคราะห์ความถี่น้ำท่ารายปีสูงสุดและความถี่น้ำฝนรายวันสูงสุดจากฟังก์ชันการแจกแจงความน่าจะเป็นที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละสถานีน้ำท่าและสถานีน้ำฝน ที่ผ่านการทดสอบด้วยแผนภาพอัตราส่วนโมเมนต์เชิงเส้น อีกทั้งในการศึกษานี้ได้ประยุกต์ใช้แบบจำลอง HEC-HMS ในการจำลองกระบวนการน้ำฝน-น้ำท่า เพื่อจำลองปริมาณน้ำท่ารายวันสำหรับวิธีน้ำท่าสูงสุดจากแบบจำลอง และจำลองความถี่น้ำท่าสูงสุดสำหรับวิธีความถี่น้ำฝน ซึ่งแบบจำลองนี้ได้ผ่านกระบวนการทดสอบความอ่อนไหว และผ่านการปรับเทียบและสอบทานแบบจำลองสำหรับแต่ละสถานีน้ำท่า ด้วยค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจ (R2) ของทุกสถานีอยู่ในช่วง 0.71 ถึง 0.99 ค่าเปอร์เซ็นต์ความเอนเอียงของค่าสูงสุด (PpeakBIAS) ของทุกสถานีน้อยกว่า "±25%" ยกเว้นสถานี W.17 ผลการวิเคราะห์ความแตกต่างของค่าความถี่น้ำท่าสูงสุดระหว่างวิธีน้ำท่าสูงสุดตรวจวัดและวิธีน้ำท่าสูงสุดจากแบบจำลอง พบว่ามีเพียงสถานีเดียว คือ สถานี P.17 ที่ค่าความถี่น้ำท่าสูงสุดระหว่าง 2 วิธีการมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ในขณะที่ค่าความถี่น้ำท่าสูงสุดระหว่างวิธีน้ำท่าสูงสุดตรวจวัดและวิธีความถี่น้ำฝน พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ถึง ที่ 8 สถานี ได้แก่คือ สถานี P.21, P.1, P.17, W.4A, W.17, N.1, N.67 และ C.2 ที่ค่าความถี่น้ำท่าสูงสุดระหว่าง 2 วิธีการมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 นอกจากนี้พบว่า ผลการวิเคราะห์ค่าความถี่น้ำท่าสูงสุดจากวิธีความถี่น้ำฝนทุกสถานีให้ค่าความถี่น้ำท่าสูงสุดสูงกว่าวิธีน้ำท่าสูงสุดตรวจวัด โดยเฉพาะสถานีที่บริเวณจุดรวมตอนล่างของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนบน ได้แก่ สถานี P.17, N.67 และ C.2 และเมื่อพิจารณาเพิ่มเติมถึงผลกระทบของโครงสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในลุ่มน้ำ พบว่าการมีโครงสร้างอ่างเก็บน้ำส่งผลให้ค่าความถี่น้ำท่าสูงสุดลดลงแปรผันกับอิทธิพลของสัดส่วนขนาดพื้นที่รับน้ำเหนือเขื่อนกับพื้นที่ลุ่มน้ำทั้งหมด ในบริบทของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มความรุนแรงและความถี่ของเหตุการณ์สุดขีด การเลือกวิธีประเมินค่าความถี่น้ำท่าที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญต่อการลดความเสี่ยงในโครงการและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารทรัพยากร วิศวกรผู้ใช้งานจึงควรตระหนักถึงความเสี่ยงและความคุ้มค่าที่จะเกิดขึ้นจากการเลือกใช้งานวิธีการใดวิธีการหนึ่ง
การจำกัดกำลังป้อนเข้าสำหรับระบบพีวี-แบตเตอรี่บ้านพักอาศัยโดยการพยากรณ์พีวีและการปรับแต่งด้วยการป้อนกลับ, กฤษฏิ์ ฉัตรชัยรุ่งเรือง
การจำกัดกำลังป้อนเข้าสำหรับระบบพีวี-แบตเตอรี่บ้านพักอาศัยโดยการพยากรณ์พีวีและการปรับแต่งด้วยการป้อนกลับ, กฤษฏิ์ ฉัตรชัยรุ่งเรือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากสถานการณ์การใช้พลังงานไฟฟ้าในปัจจุบัน เมื่อพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ในทุกมิติแล้ว มีความจำเป็นต้องเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ทั้งนี้สัดส่วนของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจะต้องมีความเหมาะสมโดยต้องคำนึงถึงเสถียรภาพและการบริหารจัดการของระบบไฟฟ้าทั้งในระบบส่งและระบบจำหน่าย วิทยานิพนธ์นี้จะนำเสนอวิธีการทำงานของระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) ที่มีการพยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพีวี มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการเพิ่มขึ้นของกำลังผลิตติดตั้ง (Installation Capacity) ของระบบผลิตไฟฟ้าพีวีในสายป้อนของระบบจำหน่ายภายใต้ข้อกำหนดของการไฟฟ้า และพัฒนาวิธีการตัดยอดกำลังป้อนเข้าของระบบผลิตไฟฟ้าพีวี พร้อมสนับสนุนการบริโภคเอง (Self-Consumption) ของกำลังไฟฟ้าที่ผลิตได้การควบคุมระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ที่เหมาะสมสามารถช่วยตัดค่ายอดกำลังป้อนเข้าได้สูงสุดตามขนาดความจุของแบตเตอรี่ที่ติดตั้ง โดยทำภายใต้แนวคิดการตัดค่ายอดกำลังป้อนเข้าของพีวี ด้วยรูปแบบพลวัต (Dynamic Feed-in Limitation) ซึ่งต้องอาศัยการพยากรณ์การผลิตไฟฟ้าพีวีเพื่อกำหนดการอัดและคายประจุของระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ โดยใช้แนวทางอนุกรมเวลา (Time Series) ด้วยระเบียบวิธี Box-Jenkins และปรับแต่งความถูกต้องโดยอาศัยกระบวนการป้อนกลับ (Feedback-Adjustment Scheme) ซึ่งจะแสดงผลการทำงานผ่านแบบจำลองโดยอ้างอิงข้อมูลที่เกิดขึ้นจริง
Improved Sequence Embeddings For Peptide-Class I Mhc Binding Prediction, Patiphan Wongklaew
Improved Sequence Embeddings For Peptide-Class I Mhc Binding Prediction, Patiphan Wongklaew
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The binding of a peptide antigen to a class I major histocompatibility complex (MHC) protein is considered an essential process by which the immune system monitors infected cells. This mechanism has facilitated the development of peptide-based vaccines aimed at stimulating the patient's immune response for cancer treat-ment. Accurate prediction of peptide-MHC binding is therefore crucial for prioritizing optimal peptides tailored to individual patients. Nevertheless, many MHC alleles lack sufficient experimental data on peptide-MHC binding, which potentially constrains the accuracy of existing prediction models. This study introduces an enhanced iteration of MHCSeqNet, an open-source deep learning model which utilizes sequence data …
การประมาณมวลชีวภาพของต้นไม้ด้วยเทคโนโลยีไลดาร์ร่วมกับภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อหาค่าคาร์บอนเครดิต, พสธร ธีระกานตภิรัตน์
การประมาณมวลชีวภาพของต้นไม้ด้วยเทคโนโลยีไลดาร์ร่วมกับภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อหาค่าคาร์บอนเครดิต, พสธร ธีระกานตภิรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้นำเสนอวิธีการประมาณมวลชีวภาพของต้นไม้และการคำนวณคาร์บอนเครดิตในพื้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยใช้เทคโนโลยีไลดาร์จากโทรศัพท์มือถือ เก็บข้อมูลในรูปแบบแผนที่ความลึก เพื่อมาวิเคราะห์องค์ประกอบและคัดแยกชุดข้อมูลในส่วนของลำต้นในการสร้างชุดข้อมูลพอยต์คลาวด์ในรูปแบบสามมิติ และภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อหาพื้นที่สีเขียวร่วมด้วย เพื่อวิเคราะห์เส้นผ่านศูนย์กลางระดับอก (DBH) ของต้นไม้ และสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง DBH กับความสูงต้นไม้ ผลลัพธ์จะถูกนำไปคำนวณมวลชีวภาพต่อพื้นที่สีเขียว เพื่อคำนวณ การกักเก็บคาร์บอน และคาร์บอนเครดิตทั้งหมดในพื้นที่ศึกษา พร้อมทั้งเปรียบเทียบความแม่นยำระหว่างข้อมูลจากไลดาร์และการวัดจริง งานนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างวิธีการที่สะดวกและมีแบบแผนสำหรับการติดตามพื้นที่สีเขียวและคาร์บอนเครดิตในพื้นที่อื่นๆ ในอนาคต.
Improving Thai-Dialect Automatic Speech Recognition With Curriculum Learning, Artit Suwanbandit
Improving Thai-Dialect Automatic Speech Recognition With Curriculum Learning, Artit Suwanbandit
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Automatic Speech Recognition (ASR) has been the foremost feature and integrated in many real-world usages for decades. The novel deep learning approaches prevail in the ASR field as a model architecture. However, ASR still struggles with low-resource data, especially in the Thai dialectal language. Transfer learning is the conventional approach in the machine learning field for escalating the performance of low-resource settings. In the scenario that additional fine-tuning tasks are not achievable, exerting all efficiency of target data is an accountability. To overcome stagnation, we proposed transfer-based curriculum learning for low-resource dialectal ASR, Phonemetically-induced subword Out-of-vocabulary rate (PhIS-OOV), and Model …
Grammatical Error Correction In Thai Sentences For Deaf Students, Supachan Traitruengsakul
Grammatical Error Correction In Thai Sentences For Deaf Students, Supachan Traitruengsakul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Deaf students encounter challenges in written communication due to errors such as insertion, deletion, disorder, misusage, and misspellings. Grammatical error correction (GEC) technology can help mitigate these issues. However, existing GEC models are primarily trained on online resources from second-language hearing learners. In contrast, sentences written by deaf students suffer from a variety of errors not typically found elsewhere. To address this issue, we create the Thai Deaf Corpus (TDC), focusing on identifying and analyzing errors among deaf students in grades 7-12 across four deaf schools. Additionally, we introduce a two-stage system for the Thai-GEC model, automatically detecting and correcting …
การสร้างเทสต์สคริปต์ของโรบอทเฟรมเวิร์คจากยูสเซอร์สตอรีและซีนาริโอ สำหรับการทดสอบเว็บแอปพลิเคชัน, กฤชวัฒน์ เวชสาร
การสร้างเทสต์สคริปต์ของโรบอทเฟรมเวิร์คจากยูสเซอร์สตอรีและซีนาริโอ สำหรับการทดสอบเว็บแอปพลิเคชัน, กฤชวัฒน์ เวชสาร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วยสกรัมเฟรมเวิร์กและแนวคิดบีเฮฟเวียร์ดริเวนดีเวลลอปเมนต์ (BDD) เป็นกระบวนการที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน โดยความต้องการของผู้ใช้จะถูกเก็บรวบรวมและถ่ายทอดผ่านยูสเซอร์สตอรีและซีนาริโอ ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งตัวอย่างและเกณฑ์การยอมรับ การแบ่งการพัฒนาออกเป็นช่วงเล็ก ๆ ช่วยลดเวลาและต้นทุนในการพัฒนา อย่างไรก็ตาม กระบวนการที่มีการพัฒนาเป็นช่วงสั้น ๆ อย่างต่อเนื่องนี้สร้างความท้าทายสำหรับการทดสอบ โดยเฉพาะการทดสอบเชิงถดถอย แม้ว่าการทดสอบแบบอัตโนมัติจะถูกนำมาใช้เพื่อลดภาระ แต่การเขียนเทสต์สคริปต์ด้วยตนเองยังคงมีความเสี่ยงที่จะเกิดข้อผิดพลาดและขาดประสิทธิภาพ ส่งผลให้การทดสอบเชิงถดถอยที่สำคัญมักถูกเลื่อนออกไปจนไม่สามารถตรวจพบข้อผิดพลาดได้ทันการณ์ งานวิจัยนี้นำเสนอแนวทางการแก้ปัญหาด้วยการสร้างเทสต์สคริปต์สำหรับโรบอทเฟรมเวิร์กโดยอัตโนมัติจากยูสเซอร์สตอรีและซีนาริโอ โดยใช้ XML เพื่อกำหนดโครงสร้างส่วนต่อประสานผู้ใช้ของหน้าเว็บ ช่วยให้สามารถจัดเตรียมเทสต์สคริปต์ได้ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ นอกจากตัวอย่างในซีนาริโอแล้ว ยังใช้ XML Schema Definition (XSD) เพื่อสร้างชุดข้อมูลสำหรับการทดสอบเพิ่มเติมโดยอัตโนมัติ การพารามิเตอร์ไรซ์เทสต์สคริปต์ช่วยรวบรวมกรณีทดสอบที่มีขั้นตอนร่วมกัน แต่ใช้ชุดข้อมูลต่างกันไว้ในสคริปต์เดียวกัน ซึ่งช่วยลดความซับซ้อนและภาระในการบำรุงรักษา เครื่องมือที่พัฒนาขึ้นตามแนวทางนี้สามารถลดความยุ่งยากในการจัดการเทสต์สคริปต์และเพิ่มประสิทธิภาพในการทดสอบเชิงถดถอยได้อย่างมีนัยสำคัญ และช่วยสนับสนุนการตรวจพบข้อผิดพลาดตั้งแต่ช่วงแรกของกระบวนการพัฒนา
Affinity-Based Multi-Character Storyboard Generation Using Rewrite Rules, Ram Sukkirtkijpibul
Affinity-Based Multi-Character Storyboard Generation Using Rewrite Rules, Ram Sukkirtkijpibul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
A game story contains interactions between characters as well as the game world. Certain genres of games such as Visual Novels and Role-Playing Games rely on their stories to attract players. There were several proposed algorithms for story generation. They focused mainly on story generation for one main character. To our knowledge, there has not been a generator with support for multiple main characters, where each main character has their own storyline that could overlap with other main characters’ stories. With multiple main characters, players can see the game world through different viewpoints, thus getting more immersed into the game's …
การวิเคราะห์ความอ่อนไหวของตัวแปรที่มีผลต่อแบบจำลองพฤติกรรมของไฟ, ธวัช งามศรีตระกูล
การวิเคราะห์ความอ่อนไหวของตัวแปรที่มีผลต่อแบบจำลองพฤติกรรมของไฟ, ธวัช งามศรีตระกูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัญหาไฟป่าในภาคเหนือของประเทศไทยนับเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดเชียงใหม่ที่มีพื้นที่ความเสียหายจากไฟป่าสูงกว่าจังหวัดอื่นๆ ซึ่งปัญหาดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อมนุษย์ สัตว์ และทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ การจัดการเชื้อเพลิงเป็นหนึ่งในวิธีการควบคุมไฟป่าที่มีประสิทธิภาพโดยเป็นการลดปริมาณเชื้อเพลิงที่สะสมภายในพื้นที่ เพื่อลดความรุนแรงของไฟป่า แบบจำลองพฤติกรรมของไฟเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาพฤติกรรมของไฟป่า ที่มีการนำมาใช้ในการวางแผนเพื่อกำหนดวิธีการควบคุมไฟป่าและการจัดการเชื้อเพลิง ในงานวิจัยนี้ได้นำแบบจำลองพฤติกรรมของไฟ FlamMap มาศึกษาพฤติกรรมของไฟและวิเคราะห์ความอ่อนไหวของแบบจำลอง โดยมีพื้นที่อุทยานแห่งชาติสุเทพ-ปุยเป็นพื้นที่ศึกษา และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิง ภูมิศาสตร์ และอุตุนิยมวิทยาในพื้นที่ศึกษาเป็นข้อมูลนำเข้า ซึ่งได้ทำการจำลองพฤติกรรมของไฟจากชุดข้อมูลนำเข้าจำนวน 10 วันภายใต้ 5 สถานการณ์จำลอง ได้แก่ ไม่มีการจัดการเชื้อเพลิง และมีการจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ (10%, 15%, 20% และ 30%) พบว่า ความยาวของไฟมีค่า 0.11 – 0.774 เมตร ค่าอัตราการลุกลามของไฟอยู่ในช่วง 0.208 - 1.828 เมตรต่อนาที ค่าความรุนแรงของไฟอยู่ในช่วง 2.07 – 139.93 กิโลวัตต์ต่อเมตร ค่าพลังงานความร้อนต่อหน่วยพื้นที่มีค่า 2.07 – 5,253.72 กิโลจูลล์ต่อตารางเมตร และเวลาที่น้อยที่สุดในการเคลื่อนที่ของไฟอยู่ในช่วง 6,420 – 102,319 นาที และการศึกษาความอ่อนไหวของตัวแปรที่มีผลต่อแบบจำลองด้วยค่าความชื้นในเชื้อเพลิงกับพารามิเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของไฟนั้นสามารถแบ่งพารามิเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของไฟได้เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่แปรผันตามค่าความชื้นฯ ได้แก่ ความยาวของไฟ อัตราการลุกลามของไฟ ความรุนแรงของไฟ และพลังงานความร้อนต่อหน่วยพื้นที่ เป็นต้น และกลุ่มที่แปรผกผันกับค่าความชื้นฯ คือ เวลาที่น้อยที่สุดในการเคลื่อนที่ของไฟ โดยกลุ่มที่ 1 จะมีค่าลดลงเมื่อค่าความชื้นฯมีค่าสูงขึ้น ในขณะที่กลุ่มที่ 2 จะมีค่าเพิ่มขึ้นเมื่อความชื้นฯมีค่าสูงขึ้น โดย ค่า R2 แต่ละชุดความสัมพันธ์ของข้อมูลมีค่า 0.6596 - 0.9941 (ความยาวของไฟ), 0.6282 – 0.9946 (อัตราการลุกลาม), 0.6331 – 0.9945 (ความรุนแรงของไฟ), 0.6223 – 0.9934 (พลังงานความร้อนต่อหน่วยพื้นที่) และ 0.8298 – 0.9535 (MTT) …