Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Engineering (2554)
- Physical Sciences and Mathematics (865)
- Chemical Engineering (656)
- Civil and Environmental Engineering (478)
- Computer Sciences (463)
-
- Social and Behavioral Sciences (410)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (375)
- Industrial Engineering (372)
- Electrical and Computer Engineering (357)
- Medicine and Health Sciences (354)
- Operational Research (307)
- Civil Engineering (274)
- Construction Engineering and Management (274)
- Electrical and Electronics (264)
- Chemistry (251)
- Computer Engineering (242)
- Education (182)
- Business (169)
- Environmental Engineering (161)
- Life Sciences (143)
- Architecture (142)
- Materials Science and Engineering (118)
- Polymer Chemistry (117)
- Communication (105)
- Communication Technology and New Media (105)
- Mass Communication (105)
- Mechanical Engineering (102)
- Applied Mechanics (101)
- Economics (101)
- Engineering Mechanics (100)
Articles 121 - 150 of 4697
Full-Text Articles in Entire DC Network
เครื่องมือสำหรับการตรวจสอบสินทรัพย์สารสนเทศจากแบบรูปความมั่นคง, ธีระยุทธ คชงาม
เครื่องมือสำหรับการตรวจสอบสินทรัพย์สารสนเทศจากแบบรูปความมั่นคง, ธีระยุทธ คชงาม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สินทรัพย์สารสนเทศมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินงานและความสำเร็จขององค์กร หากสินทรัพย์เหล่านี้รั่วไหลหรือถูกเข้าถึงโดยบุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาต อาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากหรือความสูญเสียทางความเชื่อมั่นได้ ด้วยเหตุนี้การจัดหาวิธีการที่เหมาะสมเพื่อทวนสอบการออกแบบระบบเพื่อรักษาความมั่นคงของสินทรัพย์สารสนเทศจึงเป็นสิ่งจำเป็น งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการทวนสอบแบบจำลองการออกแบบความมั่นคงของระบบที่ออกแบบโดยนักออกแบบความมั่นคงของระบบ ด้วยการใช้แผนภาพคลาส ที่สร้างขึ้นจากรูปแบบความมั่นคงและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เป็นโมเดลอ้างอิงการออกแบบโครงสร้างด้านความมั่นคง ขอบเขตของแบบรูปความมั่นคงที่ใช้ในงานวิจัยนี้ครอบคลุมความปลอดภัยและการจัดการความเสี่ยงขององค์กร, การระบุตัวตนและการพิสูจน์ตัวจริง, และการควบคุมการเข้าถึงพร้อมทั้งนำเสนอกลไกการทวนสอบระหว่างแผนภาพคลาสสองชุด ซึ่งประกอบด้วยแผนภาพที่ออกแบบโดยนักออกแบบระบบ และแผนภาพจากแบบจำลองโดยใช้อัลกอริทึมสองรายการ ได้แก่ อัลกอริทึมที่ใช้สำหรับตรวจสอบความครบถ้วนขององค์ประกอบภายในแต่ละคลาส และอัลกอริทึมที่ใช้สำหรับตรวจสอบความครบถ้วนของความสัมพันธ์ระหว่างคลาส นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาเครื่องมือซอฟต์แวร์เพื่อสนับสนุนการทวนสอบแผนภาพคลาส ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้งานเครื่องมือนี้คือ แสดงองค์ประกอบคลาสตามแบบจำลองที่ได้นำเสนอและสร้างที่ขาดหายไป พร้อมคำแนะนำและคำอธิบายที่เหมาะสมเพื่อช่วยสนับสนุนให้นักออกแบบระบบมีความเข้าใจในแนวคิดและการออกแบบความมั่นคงได้ดียิ่งขึ้น เครื่องมือที่นำเสนอได้ถูกทดสอบกับกรณีศึกษาระบบจัดการข้อมูลผู้ป่วย เพื่อยืนยันประสิทธิผลของเครื่องมือในการสนับสนุนการทวนสอบการออกแบบความมั่นคงของระบบ
วิธีการออกแบบของวงจรกรองการแทรกสอดแม่เหล็กไฟฟ้าสำหรับการลดทอนกระแสรั่วไหลความถี่สูงในระบบพีวีอินเวอร์เตอร์สามเฟสชนิดเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้า, ธัชธรรม นาคสุข
วิธีการออกแบบของวงจรกรองการแทรกสอดแม่เหล็กไฟฟ้าสำหรับการลดทอนกระแสรั่วไหลความถี่สูงในระบบพีวีอินเวอร์เตอร์สามเฟสชนิดเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้า, ธัชธรรม นาคสุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในระบบพีวีอินเวอร์เตอร์สามเฟสชนิดเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้า การแทรกสอดทางแม่เหล็กไฟฟ้าโดยการนำมีสาเหตุจากแรงดันโหมดร่วมของอินเวอร์เตอร์ไปกระตุ้นให้เกิดกระแสรั่วไหลความถี่สูง ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นนอกจากทำให้แผงพีวีมีอายุการใช้งานสั้นลงแล้ว ยังไปรบกวนการทำงานของอุปกรณ์อื่นๆที่เชื่อมต่ออยู่ในโครงข่ายไฟฟ้าอีกด้วย การใช้วงจรกรองเพื่อลดทอนกระแสรั่วไหลความถี่สูงเป็นวิธีใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรม อย่างไรก็ดีมีความจำเป็นที่จะต้องมีแนวทางการออกแบบที่เหมาะสมเพื่อให้ได้คุณสมบัติในการกรองกระแสรั่วไหลความถี่สูงที่ดี วิทยานิพนธ์นี้นำเสนอแนวทางการออกแบบวงจรกรองไฮบริดซึ่งประกอบด้วยวงจรกรองแอกทีฟที่ทำงานร่วมกับวงจรกรองพาสซีฟ โดยอาศัยวงจรสมมูลโหมดร่วมที่มีความแม่นยำ วงจรสมมูลดังกล่าวสามารถช่วยวิเคราะห์เสถียรภาพของวงจกรองแอกทีฟและใช้สำหรับออกแบบวงจรกรองโดยรวมให้มีขนาดเหมาะสมได้ ผลการจำลองการทำงานและผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าวงจรกรองไฮบริดสามารถทำงานได้อย่างมีเสถียรภาพและมีสมรรถนะในการกรองที่ดี โดยวงจรกรองแอกทีฟสามารถช่วยลดทอนกระแสรั่วไหลได้ดีในช่วงความถี่สูง 100 kHz – 500 kHz ซึ่งอยู่ในย่านมาตรฐานของการแทรกสอดทางแม่เหล็กไฟฟ้าโดยการนำ
การศึกษาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ระบบหลายเอเจนต์ผสานคอมพิวเตอร์วิทัศน์ เพื่อพัฒนาระบบติดตามวัสดุเหล็กกล่องในงานก่อสร้าง, ปภพ รัตนพันธุ์
การศึกษาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ระบบหลายเอเจนต์ผสานคอมพิวเตอร์วิทัศน์ เพื่อพัฒนาระบบติดตามวัสดุเหล็กกล่องในงานก่อสร้าง, ปภพ รัตนพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
อุตสาหกรรมการก่อสร้างเผชิญความท้าทายในการจัดการวัสดุ เช่น เหล็กกล่อง ซึ่งเป็นต้นทุนหลัก เนื่องจากปัญหาข้อมูลไม่ถูกต้อง การสูญหาย และการพึ่งพาระบบเอกสาร ขณะที่เทคโนโลยีเดิมยังมีข้อจำกัด งานวิจัยนี้จึงนำเสนอการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อระบบการติดตามวัสดุชนิดเหล็กกล่องในงานก่อสร้างตั้งแต่กระบวนการส่งมอบ คลังวัสดุ และการใช้งานวัสดุ ระบบที่พัฒนาขึ้นใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model: LLM) เป็นแกนกลางควบคุม ระบบหลายเอเจนต์ (Multi-agent Systems) ซึ่งประกอบด้วยเอเจนต์ตรวจจับและนับวัสดุด้วย คอมพิวเตอร์วิทัศน์ (Steel detect count Agent) และเอเจนต์บันทึกข้อมูล (Data collection Agent) โดยผู้ใช้สามารถโต้ตอบผ่านส่วนติดต่อผู้ใช้งานเชิงสนทนาบนเว็บแอปพลิเคชัน โดยระบบได้บูรณาการเทคโนโลยี BIM, YOLOv11, Gemini 2.5 Pro, LangGraph Supervisor และ ฐานข้อมูล Supabase จากการประยุกต์ใช้ในโครงการกรณีศึกษา ได้ใช้พารามิเตอร์ Precision, Recall และ F1-Score ในการประเมินการทำงานของเอเจนต์พบว่าเอเจนต์ตรวจจับและนับวัสดุมีค่า F1-Score สูงถึง 98.25-100% และเอเจนต์บันทึกข้อมูลมีค่า 100% ในทุกพารามิเตอร์ และส่งผลให้เอเจนต์ตัวแทนควบคุมหลักประมวลผลข้อมูลส่วนใหญ่ได้อย่างถูกต้อง ยกเว้นข้อมูล quantity ที่มีค่า F1-Score อยู่ที่ 92.86% ซึ่งเป็นข้อผิดพลาดที่เกิดจากเอเจนต์ตรวจจับและนับวัตถุก่อนหน้า และการประเมินการแสดงผลข้อมูลของวัสดุ แสดงให้เห็นว่าระบบบันทึกข้อมูลได้จริงตลอดทั้ง 3 กระบวนการ อีกทั้งเหล็กกล่องถูกนำไปติดตั้งได้อย่างครบถ้วน
การควบคุมกำลังไฟฟ้าแบบแยกอิสระของอินเวอร์เตอร์สามระดับ สำหรับแหล่งจ่ายไฟตรงคู่ที่มีบัสลบร่วมกัน, ปวีณ โล่ห์ทอง
การควบคุมกำลังไฟฟ้าแบบแยกอิสระของอินเวอร์เตอร์สามระดับ สำหรับแหล่งจ่ายไฟตรงคู่ที่มีบัสลบร่วมกัน, ปวีณ โล่ห์ทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้นำเสนอวิธีการควบคุมพลังงานสำหรับระบบแหล่งจ่ายไฟฟ้ากระแสตรงแบบสองอินพุต โดยใช้คอนเวอร์เตอร์ชนิดอินเวอร์เตอร์สามระดับชนิดตัวที ที่มีบัสลบร่วม โครงสร้างอินเวอร์เตอร์สำหรับแหล่งจ่ายหลายแหล่งในรูปแบบดั้งเดิม โดยส่วนใหญ่ต้องอาศัยการแปลงพลังงานสองขั้นตอนและต้องใช้วิธีมอดูเลตเชิงสเปซเวกเตอร์ ซึ่งมีความซับซ้อนและต้องการภาระการคำนวณสูง งานวิจัยนี้จึงนำเสนออินเวอร์เตอร์สามเฟส สามระดับ แบบแหล่งจ่ายไฟตรงคู่ ซึ่งสามารถเชื่อมต่อแหล่งจ่ายไฟฟ้ากระแสตรงสองแหล่งและทำงานในรูปแบบการแปลงพลังงานขั้นตอนเดียวได้ โดยได้พัฒนาวิธีการมอดูเลตเชิงฐานคลื่นพาห์ เพื่อใช้ในการควบคุมทิศทางการไหลของพลังงานแบบสองทิศทาง รวมถึงการปรับอัตราการแบ่งปันพลังงานระหว่างแหล่งพลังงานทั้งสองได้อย่างแม่นยำ วิธีการดังกล่าวช่วยให้สามารถควบคุมอินพุตแต่ละพอร์ตได้อย่างอิสระ พร้อมทั้งรักษาความสมดุลในการทำงานของอินเวอร์เตอร์ความถูกต้องของวิธีการควบคุมได้รับการตรวจสอบผ่านการจำลองซอฟต์แวร์ และการทดสอบแบบฮาร์ดแวร์อินเดอะลูป นอกจากนี้ยังได้สร้างต้นแบบฮาร์ดแวร์ในห้องปฏิบัติการเพื่อดำเนินการ ทดลองจริงกับชุดฮาร์ดแวร์ โดยประเมินความแม่นยำของการแบ่งปันพลังงานภายใต้สภาวะแหล่งจ่ายและโหลดที่แตกต่างกัน ผลการทดลองยืนยันตรงกับผลการจำลองและการทดสอบฮาร์ดแวร์อินเดอะลูป แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของอินเวอร์เตอร์ที่มีพอร์ตไฟตรงคู่และวิธีการควบคุมที่นำเสนอสำหรับการแปลงพลังงานขั้นตอนเดียว
การทำความเย็นส่วนบุคคลโดยใช้วัสดุเปลี่ยนสถานะสำหรับบุคลากรที่สวมใส่ชุดป้องกันการติดเชื้อส่วนบุคคล, พรพุทธ วิสุทธิวัชรกุล
การทำความเย็นส่วนบุคคลโดยใช้วัสดุเปลี่ยนสถานะสำหรับบุคลากรที่สวมใส่ชุดป้องกันการติดเชื้อส่วนบุคคล, พรพุทธ วิสุทธิวัชรกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ชุดป้องกันส่วนบุคคล (PPE) เป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อของบุคลากรทางการแพทย์ อย่างไรก็ตาม การสวม PPE เป็นเวลานาน โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนและชื้นอย่างประเทศไทย มักนำไปสู่การกักเก็บความร้อนในร่างกาย การระบายความร้อนลดลง และเกิดความไม่สบาย ความเหนื่อยล้า รวมถึงภาวะเครียดจากความร้อน งานวิจัยนี้จึงได้พัฒนาแบบจำลองชีวความร้อนอย่างง่าย (simplified bioheat model) โดยอ้างอิงโครงสร้างแบบจำลองแบบ passive ของ Fiala และเสริมด้วยการตอบสนองทางสรีรวิทยาแบบ active ที่จำเป็น เพื่อใช้ทำนายอุณหภูมิของร่างกายและประเมินความสบายทางความร้อนเมื่อสวม PPE ร่วมกับการระบายความร้อนด้วยวัสดุเปลี่ยนสถานะ (Phase Change Material: PCM) ผลการตรวจสอบความถูกต้องเทียบกับแบบจำลองอ้างอิงของ Fiala แสดงให้เห็นว่าแบบจำลองที่พัฒนาขึ้นมีความแม่นยำดี โดยมีความคลาดเคลื่อนของอุณหภูมิอยู่ภายใน ±0.2°C นอกจากนี้ผลการจำลองยังพบว่า PCM สามารถลดความเครียดจากความร้อนและเพิ่มความสบายทางความร้อนอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 60 นาทีแรกของการทำงาน แม้ว่าประสิทธิภาพจะลดลงเมื่อ PCM หลอมละลายเต็มที่ก็ตาม ข้อจำกัดของงานวิจัยนี้ คือ แบบจำลองตั้งอยู่บนสมมติฐานของสภาวะอากาศร้อน (เริ่มต้นที่ 30°C) ทำให้ยังไม่สามารถแทนสภาวะอากาศเย็นได้อย่างสมบูรณ์ อีกทั้งไม่ได้พิจารณาการตอบสนองทางสรีรวิทยาระยะยาว เช่น ภาวะขาดน้ำ ความเหนื่อยล้า หรือความเครียดเชิงกลจากน้ำหนัก PCM ที่เพิ่มขึ้น ถึงแม้จะมีข้อจำกัดดังกล่าว แบบจำลองนี้ยังคงสามารถทำนายอุณหภูมิร่างกายและค่าความรู้สึกทางความร้อนแบบพลวัต (DTS) ได้อย่างมีประสิทธิภาพก่อนการใช้งานจริง จึงสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือช่วยวางแผนระยะเวลาการทำงานที่ปลอดภัย และช่วยกำหนดปริมาณ รวมถึงตำแหน่งการติดตั้ง PCM ที่เหมาะสม ผลลัพธ์จากงานวิจัยนี้สามารถเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการออกแบบชุด PPE ที่ปลอดภัย และช่วยลดภาระความร้อนสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ในสภาพแวดล้อมร้อนชื้นได้ดียิ่งขึ้น
การประยุกต์ใช้เหล็กกล่องเติมด้วยคอนกรีตกำลังสูงเป็นเสาในโครงสร้างที่พักอาศัย, พีรดนย์ ลอออรรถพงศ์
การประยุกต์ใช้เหล็กกล่องเติมด้วยคอนกรีตกำลังสูงเป็นเสาในโครงสร้างที่พักอาศัย, พีรดนย์ ลอออรรถพงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและประเมินสิทธิภาพของโครงสร้างเหล็กกล่องเติมด้วยคอนกรีตกำลังสูง (High-Strength Concrete-Filled Steel Tube, HSCFST) สำหรับการประยุกต์ใช้กับบ้านพักอาศัย อันเป็นการตอบสนองต่อปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือ การเพิ่มขึ้นของค่าแรง และความจำเป็นในการลดระยะเวลาการก่อสร้างและต้นทุน การศึกษาได้พิจารณากรณีบ้านพักอาศัยสูง 3 ชั้น จำนวน 4 หลัง โดยทำการจำลองโครงสร้างด้วยโปรแกรม ETABS เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมการรับแรงในแนวดิ่งและแรงจากแผ่นดินไหวของโครงสร้าง ซึ่งการออกแบบเสาเหล็กกล่องเติมด้วยคอนกรีตกำลังสูงอ้างอิงมาตรฐาน AISC 360-22 (LRFD) ผลการออกแบบพบว่าสามารถลดขนาดเสาให้เล็กลงเหลือ 125 มิลลิเมตร และ 150 มิลลิเมตร เพื่อให้มีขนาดไม่เกินความหนาของผนังบ้านได้เมื่อใช้คอนกรีตที่มีกำลังรับแรงอัดสูงกว่า 60 เมกะปาสคาล ร่วมกับเหล็กกล่องชนิดที่มีจำหน่ายในท้องตลาด โดยโครงสร้างที่ได้ออกแบบทั้ง 4 หลัง พบว่ามีประสิทธิภาพในการรับน้ำหนักบรรทุกและแรงแผ่นดินไหวดีกว่าโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กแบบเดิมในทุกด้าน ทั้งยังพบว่ามีต้นทุนการก่อสร้างที่ต่ำกว่าเสาคอนกรีตเสริมเหล็กอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังได้ทำการทดสอบเสาเหล็กกล่องเติมด้วยคอนกรีตกำลังสูงในห้องปฏิบัติการ เพื่อเปรียบเทียบกำลังรับแรงอัดกับค่าที่ได้จากสมการทำนายตามมาตรฐาน AISC 360-22 พบว่าค่าที่ได้จากการคำนวณมีค่าต่ำกว่าผลการทดสอบจริงค่อนข้างมาก ส่งผลให้เกิดความมั่นใจยิ่งขึ้นต่อการนำเสาเหล็กกล่องเติมด้วยคอนกรีตกำลังสูงไปใช้จริงในงานก่อสร้างบ้านพักอาศัย
พฤติกรรมความล้าของแผ่นพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กที่ได้รับการเสริมกำลังด้วยแผ่นพอลิเมอร์เสริมแรงด้วยเส้นใยอารามิด, ภัทรพงษ์ ปุญจุบัน
พฤติกรรมความล้าของแผ่นพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กที่ได้รับการเสริมกำลังด้วยแผ่นพอลิเมอร์เสริมแรงด้วยเส้นใยอารามิด, ภัทรพงษ์ ปุญจุบัน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัญหาความเสียหายของแผ่นพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กจากแรงกระทำซ้ำ เป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อความทนทานและอายุการใช้งานของพื้นสะพานคอนกรีตในสภาพแวดล้อมจริง งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาพฤติกรรมของแผ่นพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กภายใต้แรงกระทำรวมศูนย์ ทั้งในสภาวะแรงกระทำแบบสถิตและแรงกระทำซ้ำ พร้อมประเมินประสิทธิภาพของการเสริมกำลังด้วยแผ่น AFRP strand sheet เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของวิธีการเสริมกำลังดังกล่าวในงานบำรุงรักษาโครงสร้างสะพาน การทดสอบถูกออกแบบให้ครอบคลุมทั้งตัวอย่างที่ไม่ได้เสริมกำลังและตัวอย่างที่เสริมกำลัง โดยพฤติกรรมโครงสร้างที่สนใจประกอบด้วยความแข็งเกร็งหลังแตกร้าว การกระจายแรงภายในแผ่นพื้น พฤติกรรมรอยแตกร้าว การกระจายความเครียด และลักษณะการวิบัติภายใต้สภาวะที่ใกล้เคียงกับการใช้งานจริง จากผลการศึกษาพบว่าแผ่นพื้นที่เสริมกำลังด้วย AFRP มีพฤติกรรมโครงสร้างที่มีเสถียรภาพมากขึ้น สามารถควบคุมพัฒนาการของรอยแตกร้าวได้ดี และมีความทนทานต่อแรงกระทำซ้ำสูงกว่าแผ่นพื้นทั่วไป ความเสียหายสะสมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และโครงสร้างยังคงรักษาสมรรถนะได้ดีหลังผ่านการรับแรงกระทำซ้ำ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า AFRP strand sheet เป็นวิธีเสริมกำลังที่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มความต้านทานต่อแรงกระทำซ้ำ เพิ่มความแข็งเกร็งหลังแตกร้าว นำไปสู่การยืดอายุการใช้งานของแผ่นพื้นคอนกรีตเสริมเหล็ก ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการในการปรับปรุงความทนทานของแผ่นพื้นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กในงานวิศวกรรมโครงสร้างปัจจุบัน
การวิเคราะห์ความสามารถในการขับขี่และพฤติกรรมจากความเหนื่อยล้าโดยใช้สัญญาณภาพ, ภาสวิชญ์ บุญนุช
การวิเคราะห์ความสามารถในการขับขี่และพฤติกรรมจากความเหนื่อยล้าโดยใช้สัญญาณภาพ, ภาสวิชญ์ บุญนุช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
อาการเหนื่อยล้ายังคงเป็นประเด็นด้านความปลอดภัยที่สำคัญในกลุ่มผู้ขับรถบรรทุก ซึ่งมักจะส่งผลให้ระดับความสามารถในการขับขี่ลดลงและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ การศึกษาในครั้งนี้นำเสนอแนวทางการใช้แบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) โดยมีการรวมข้อมูลเหตุการณ์การเกิดพฤติกรรมของผู้ขับขี่ที่ตรวจจับได้จากระบบ AI Camera และข้อมูลด้านประชากรศาสตร์และลักษณะการทำงาน เพื่อทำนายระดับความสามารถในการขับขี่ที่ลดลงที่มีสาเหตุมาจากอาการเหนื่อยล้า โดยทำการศึกษาจากข้อมูลจำนวน 600 วัน ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ขับขี่จำนวน 105 คน โดยแบ่งระดับความสามารถในการขับขี่ออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ความสามารถปกติ ความสามารถลดลง และความสามารถที่มีความเสี่ยงสูง โดยสังเกตจากพฤติกรรมการตอบสนองขณะขับขี่ การวิเคราะห์จะพิจารณาการรวมข้อมูลด้านประชากรศาสตร์และลักษณะการทำงาน วิธีการพัฒนาเกณฑ์ในการระบุระดับความสามารถในการขับขี่ กรอบเวลาในการสังเกตอาการเหนื่อยล้า และคุณภาพของข้อมูลเชิงพฤติกรรม โดยใช้แบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่องภายใต้กรอบเวลาในการสังเกตที่แตกต่างกันก่อนเกิดที่ระดับความสามารถในการขับขี่ลดลง ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าปัจจัยด้านประชากรศาสตร์และปัจจัยที่แสดงลักษณะการทำงานช่วยเพิ่มความแม่นยำในการทำนาย โดยสำหรับการศึกษานี้ แบบจำลองชนิด LightGBM ให้ผลการทำนายที่ดีที่สุดที่ค่าความแม่นยำ 90% ภายใต้เงื่อนไขเหตุการณ์ที่ผ่านการตรวจสอบและใช้กรอบเวลา 8 นาที ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงประโยชน์ของการใช้กรอบเวลาสั้นในการตรวจจับอาการเหนื่อยล้า การวิเคราะห์ความสำคัญของแต่ละปัจจัย (Feature Importance) พบว่า การหาว การปฏิบัติงานต่อเนื่องเกิน 4 ชม. และการหลับตา เป็นตัวบ่งชี้ทางพฤติกรรมที่สำคัญที่สุดตามลำดับ ในขณะที่อายุ การยกของก่อนขับรถ ช่วงเวลาในการทำงาน ประสบการณ์ในการทำงาน เป็นปัจจัยด้านประชากรศาสตร์และการทำงานที่มีอิทธิพลต่อการลดลงของระดับความสามารถในการขับขี่ ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการรวมข้อมูลเหตุการณ์ที่ผ่านการตรวจสอบเข้ากับลักษณะเฉพาะของผู้ขับขี่ และกรอบเวลาในการสังเกตอาการเหนื่อยล้าที่เหมาะสม เพื่อใช้ในการประเมินระดับความสามารถที่ลดลงที่มีสาเหตุจากอาการเหนื่อยล้าได้อย่างมีประสิทธิภาพในงานขนส่ง
การพัฒนาระบบช่วยประเมินการอ่านแจกลูกสะกดคำไทยเพื่ออ่านโดยการปรับปรุงเทคนิคการประมวลผลภาษาธรรมชาติ, ภูริณัฐ กระจ่างศรี
การพัฒนาระบบช่วยประเมินการอ่านแจกลูกสะกดคำไทยเพื่ออ่านโดยการปรับปรุงเทคนิคการประมวลผลภาษาธรรมชาติ, ภูริณัฐ กระจ่างศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแจกลูกสะกดคำถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานเริ่มจัดให้มีการเรียนการสอนและการประเมินตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 แต่ด้วยอัตราส่วนอาจารย์และนักเรียนที่แตกต่างกันมากอาจส่งผลให้อาจารย์ไม่สามารถประเมินการอ่านออกเสียงแจกลูกสะกดคำของนักเรียนได้อย่างทั่วถึง งานวิทยานิพนธ์นี้จึงพัฒนาระบบช่วยประเมินการอ่านแจกลูกสะกดคำไทย ด้วยความซับซ้อนของอักขรวิธีภาษาไทย ซึ่งแตกต่างจากภาษาอังกฤษ ทำให้เกิดปัญหาในการแบ่งกลุ่มตัวอักษรเพื่อสร้างคำอ่านแจกลูกสะกดคำที่ถูกต้องและการถอดข้อความจากเสียงเพื่อประเมินความถูกต้อง งานวิทยานิพนธ์นี้ได้นำเสนอการปรับปรุงเทคนิคการประมวลผลภาษาธรรมชาติ โดยการพัฒนาขั้นตอนวิธีการแบ่งกลุ่มตัวอักษรในคำไทยแต่ละคำอย่างแม่นยำโดยการสร้างพจนานุกรมรูปสระ และใช้การคำนวณทางสถิติของระยะห่างเลเวนชเตย์นในการเลือกโครงสร้างพยางค์ที่เหมาะสมที่สุด หลังจากนั้นระบบได้นำ แบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ มาใช้ในการถอดข้อความเสียงการอ่านของผู้เรียน และใช้ขั้นตอนวิธีเกสตัลท์ในการประเมินความถูกต้องของเสียงอ่านอย่างละเอียด พบว่าวิธีการแบ่งกลุ่มตัวอักษรที่เสนอมีความถูกต้องสูงถึง 100% ในชุดข้อมูลคำไทย 708 คำ จากบัญชีคำพื้นฐาน และระบบสามารถจำแนกเสียงอ่านที่ถูกต้องและไม่ถูกต้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีค่า ความแม่นยำ 89.17%, ความเที่ยง 94.02%, และความไว 89.67% อีกทั้งยังตรวจจับข้อผิดพลาดประเภทวรรณยุกต์และการอ่านเกิน/ไม่อ่านได้แม่นยำ ระบบที่พัฒนาขึ้นมีความได้เปรียบด้านความถูกต้อง ความสม่ำเสมอ และความรวดเร็วเมื่อเทียบกับการประเมินโดยมนุษย์ จึงสามารถช่วยลดภาระการประเมินและเพิ่มโอกาสให้นักเรียนได้รับการสนับสนุนการเรียนรู้การอ่านออกเสียง สำหรับในอนาคตควรมีการปรับปรุงแบบจำลองรู้จำเสียงพูดสำหรับภาษาไทยด้วยข้อมูลเสียงของเด็กประถม การขยายชุดคำทดสอบให้ครอบคลุมคำที่ซับซ้อนขึ้น การพัฒนาในรูปแบบแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์พกพา และการประเมินผลในระดับพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนเพื่อยืนยันผลทางการศึกษา
การหาระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับประมาณค่าคลาดเคลื่อนทางดิ่งในชั้นบรรยากาศโทรโพสเฟียร์แบบใกล้ปัจจุบันด้วยเทคนิคการประมวลผลแบบจุดเดี่ยวความละเอียดถูกต้องสูง, รติกร ไกรวิจิตร
การหาระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับประมาณค่าคลาดเคลื่อนทางดิ่งในชั้นบรรยากาศโทรโพสเฟียร์แบบใกล้ปัจจุบันด้วยเทคนิคการประมวลผลแบบจุดเดี่ยวความละเอียดถูกต้องสูง, รติกร ไกรวิจิตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดช่วงเวลาการประมวลผลที่เหมาะสมสำหรับการประมาณค่า Zenith Total Delay (ZTD) แบบใกล้ปัจจุบัน (Near Real-Time) ในประเทศไทย โดยใช้เทคนิค Precise Point Positioning (PPP) ร่วมกับข้อมูลวงโคจรแบบ Ultra-Rapid และแนวคิด Sliding Window ในการประมวลผลข้อมูลจากสถานี CORS จำนวน 20 แห่ง โดยใช้ข้อมูลตัวแทนสภาพอากาศในเดือนมกราคม มีนาคม และสิงหาคม พ.ศ. 2565 การประมวลผลด้วยซอฟต์แวร์ GipsyX กำหนดขนาด Window 30–540 นาที เลื่อนทุก 15 นาที และเฉลี่ยค่าภายใน Window ด้วยวิธี Weighted Least Squares ผลการศึกษาพบว่า ค่า RMSE ของความต่างของค่า ZTD ลดลงอย่างรวดเร็วในช่วง 30–100 นาที และคงที่ที่ประมาณ 5–10 มม. เมื่อ Window มากกว่า 250 นาที โดยส่วนใหญ่ลดค่า RMSE ให้ต่ำกว่าเกณฑ์ 13 มม. ที่ใช้ในงาน Numerical Weather Prediction (NWP) ได้เมื่อ Window ประมาณ 120 นาที แม้บางสถานีต้องใช้เวลานานกว่าเนื่องจากความแปรผันเชิงพื้นที่ ด้านวิเคราะห์ช่วงเวลาเฉลี่ย พบว่าค่าเฉลี่ยเวลาประมวลผลอยู่ที่ 90.1 ± 40 นาที และลดลงเหลือ 79 ± 20 นาที เมื่อทำการตัดค่าผิดปกติที่อยู่นอกช่วงความเชื่อมั่น 95% ซึ่งช่วยเพิ่มความเชื่อถือได้ของผลลัพธ์อย่างมีนัยสำคัญ ผลการวิเคราะห์บ่งชี้ว่าช่วงเวลาประมาณ 59–99 นาที (79 ± 20 นาที) ให้ความแม่นยำระดับใช้งานได้จริง และเมื่อพิจารณาร่วมกับแนวโน้มค่า RMSE …
ต้นแบบระบบตรวจจับ คัดแยก และป้องกันภัยจากอากาศยานไร้คนขับขนาดเล็ก, รักษ์ตะวัน พูลสุวรรณ
ต้นแบบระบบตรวจจับ คัดแยก และป้องกันภัยจากอากาศยานไร้คนขับขนาดเล็ก, รักษ์ตะวัน พูลสุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ได้นำเสนอการออกแบบและความเป็นไปได้ของระบบกระบวนการหลายขั้นตอนแบบครบวงจรสำหรับการตอบโต้โดรน (UAV) โดยใช้แพลตฟอร์ม Software-Defined Radio (SDR) ในกระบวนการแรก การตรวจจับใช้วิดีโอเรดาร์แบบคลื่นต่อเนื่องปรับความถี่ (FMCW) ที่มีความถี่พาหะ 2.4GHz สำหรับการตรวจจับและติดตามเป้าหมายทางอากาศ ระบบย่อยนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อระบุระยะทางและความเร็วของวัตถุที่เข้ามา ขั้นตอนที่สองเกี่ยวข้องกับการจำแนกสัญญาณคลื่นความถี่วิทยุ (RF) โดยใช้โครงข่ายประสาทเทียมแบบคอนโวลูชัน (CNN) เพื่อวิเคราะห์สัญญาณควบคุมและการถ่ายโอนข้อมูลที่ส่งระหว่างโดรนและผู้ควบคุมภายในย่านความถี่ ISM (2.4GHz) ขั้นตอนสุดท้ายคือการทำให้ภัยคุกคามที่ได้รับการยืนยันเป็นกลางโดยใช้เทคนิคการตอบโต้ทางอิเล็กทรอนิกส์สองวิธี วิธีแรกคือการปล่อยสัญญาณรบกวนเพื่อขัดขวางการเชื่อมโยงคำสั่งและการควบคุมในย่านความถี่ ISM (2.4GHz) เพื่อแยกโดรนออกจากผู้ควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกัน ระบบจะทำการหลอก GPS ภายในย่านความถี่ L1 โดยการส่งสัญญาณ GPS L1 จำลองในย่านความถี่ 1.575GHz เพื่อทำให้ตำแหน่งของโดรนสับสน ระบบนี้ได้ทดสอบกับโดรน DJI Mini 4K ที่มีพื้นที่หน้าตัดเรดาร์ 0.01 ตารางเมตร โดยมีผลลัพธ์คือระยะการตรวจจับ 20 เมตร และระยะการรบกวนและการหลอก GPS ที่ 50 เมตร ภายใต้ข้อจำกัดกำลังส่งที่ 20 dB ตามข้อจำกัดของย่านความถี่ ISM
การผลิตละอองลอยที่มีลูกหลานเรดอนเกาะติดสำหรับการประเมินปริมาณรังสียังผลที่ปอด, รุ่งโรจน์ สกุลเนรมิตร์
การผลิตละอองลอยที่มีลูกหลานเรดอนเกาะติดสำหรับการประเมินปริมาณรังสียังผลที่ปอด, รุ่งโรจน์ สกุลเนรมิตร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบและกระบวนการผลิตละอองลอยกัมมันตรังสีที่มีนิวไคลด์ลูกหลานเรดอนเกาะติดภายใต้สภาวะควบคุม เพื่อจำลองลักษณะทางกายภาพของอนุภาคในสิ่งแวดล้อมจริง และประเมินปริมาณรังสียังผลที่ปอดได้รับ โดยมุ่งเน้นการศึกษาในช่วงขนาดอนุภาค 10 ถึง 150 นาโนเมตร ซึ่งเป็นช่วงขนาดวิกฤตที่มีโอกาสตกสะสมในถุงลมปอดและส่งผลกระทบทางชีวภาพสูงสุด การศึกษาดำเนินการโดยใช้สารละลายตั้งต้น 3 ชนิด ได้แก่ โซเดียมคลอไรด์, กลูโคส และโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต ที่ระดับ ความเข้มข้นแปรผันตั้งแต่ 1,000 ถึง 10,000 ppm ร่วมกับการศึกษาอิทธิพลของปัจจัยสิ่งแวดล้อม ได้แก่ อุณหภูมิ (25 และ 35 องศาเซลเซียส) และความชื้นสัมพัทธ์...
การเปรียบเทียบขนาดของรอยฝ่าเท้าที่ได้จากเครื่องพิมพ์รอยฝ่าเท้า 3 มิติ แบบพกพาและโฟมพิมพ์เท้า, วรัญญา รัตนสุมาวงศ์
การเปรียบเทียบขนาดของรอยฝ่าเท้าที่ได้จากเครื่องพิมพ์รอยฝ่าเท้า 3 มิติ แบบพกพาและโฟมพิมพ์เท้า, วรัญญา รัตนสุมาวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความแม่นยำของเครื่องมือใหม่ที่ถูกพัฒนามาใช้ทดแทนเครื่องมือเดิม เป็นปัจจัยสำคัญต่อความน่าเชื่อถือ ได้มีการพัฒนาเครื่องพิมพ์รอยฝ่าเท้า 3 มิติแบบพกพาเพื่อทดแทนการใช้โฟมพิมพ์เท้า และใช้ iPhone 12 mini เป็นอุปกรณ์สแกนรอยฝ่าเท้าเพื่อทดแทนเครื่อง 3D scanner เพื่อประเมินให้เห็นว่าสามารถนำเครื่องพิมพ์รอยฝ่าเท้า 3 มิติแบบพกพาและ iPhone 12 mini มาใช้ทดแทนได้ จึงได้มีการออกแบบการทดลองแบบ Randomized Complete Block Design (RCBD) โดยศึกษาปัจจัยของประเภทเครื่องมือที่ใช้พิมพ์รอยฝ่าเท้า ได้แก่ โฟมพิมพ์เท้า และ เครื่องพิมพ์รอยฝ่าเท้า 3 มิติ แบบพกพา และประเภทเครื่องสแกน 3 มิติ ได้แก่ 3D scanner และ iPhone 12 mini การทดสอบได้เก็บข้อมูลเท้า 18 ข้าง จากผู้เข้าร่วมวิจัย 9 คน โดยพิมพ์ลงบนเครื่องพิมพ์รอยฝ่าเท้า 3 มิติ แบบพกพาและโฟมพิมพ์เท้า และทำซ้ำ 3 ครั้ง รอยฝ่าเท้าที่ได้ถูกสร้างรูปร่างรอยฝ่าเท้าดิจิตอลด้วย iPhone 12 mini และ 3D scanner เพื่อเก็บข้อมูลตัวชี้วัดทั้ง 7 ตัว ได้แก่ ความกว้างรอยฝ่าเท้า ความยาวรอยฝ่าเท้า ความสูงรอยฝ่าเท้าในพื้นที่บริเวณอุ้งเท้า 4 ตำแหน่ง และความสูง Metatarsal head ที่ 3 จากผลการวิเคราะห์ทางสถิติแบบ Randomized Complete Block Design (RCBD) ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% พบว่าตัวชี้วัดทั้ง 7 ตัว ของเครื่องพิมพ์รอยฝ่าเท้า 3 มิติ แบบพกพากับโฟมพิมพ์เท้าไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ และการใช้ iPhone 12 กับ 3D scanner ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน ผลการวิจัยสรุปได้ว่า …
ปัญญาประดิษฐ์ในบทบาทนักวิเคราะห์ข้อมูล : กรอบแนวคิดสำหรับการวิเคราะห์เชิงข้อมูลแบบอัตโนมัติด้วยแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่และตัวแทนปัญญาประดิษฐ์, วิชญาดา เล้าสุบินประเสริฐ
ปัญญาประดิษฐ์ในบทบาทนักวิเคราะห์ข้อมูล : กรอบแนวคิดสำหรับการวิเคราะห์เชิงข้อมูลแบบอัตโนมัติด้วยแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่และตัวแทนปัญญาประดิษฐ์, วิชญาดา เล้าสุบินประเสริฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิเคราะห์เชิงข้อมูลที่ดำเนินการโดยมนุษย์มีความท้าทาย เนื่องจากต้องใช้เวลา ทักษะเฉพาะทาง และทรัพยากรจำนวนมาก งานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อค้นหาวิธีในการใช้ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์เพื่อทำให้กระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นแบบอัตโนมัติ โดยปฏิบัติตามวิธี 6 ขั้นตอน ได้แก่ ถาม เตรียม ประมวลผล วิเคราะห์ แบ่งปัน และดำเนินการ โดยไม่มีมนุษย์เข้ามาแทรกแซงตลอดกระบวนการวิเคราะห์ การดำเนินการเริ่มตั้งแต่ผู้ใช้ป้อนชุดข้อมูล วัตถุประสงค์ที่ต้องการ บริบทของข้อมูล และสมมติฐานที่มีอยู่ก่อน จากนั้นระบบจะสร้างคำสั่ง และดำเนินงานต่าง ๆ โดยอัตโนมัติผ่านตัวแทนปัญญาประดิษฐ์ที่ออกแบบเฉพาะทาง โดยตัวแทนเหล่านี้มีบทบาทในการวางแผนและกำหนดการดำเนินงาน โดยอาศัยแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ในการสร้างแนวคิดและใช้เหตุผลเพื่อกำหนดแนวทางการวางแผนและการดำเนินการ ผลการทดลองจาก 5 ชุดข้อมูลในสาขาที่แตกต่างกัน ได้แก่ การศึกษา สุขภาพ ธุรกิจ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ แสดงให้เห็นว่า ผลการประเมินตามเกณฑ์คะแนนการวิเคราะห์เชิงข้อมูลเฉลี่ย 8.1 – 9.4 จากคะแนนเต็ม 10 โดยมีความสอดคล้องระหว่างผลการประเมินโดยแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่และมนุษย์เฉลี่ย 0.94 – 0.97 มีเวลาในการดำเนินงานเฉลี่ย 1.8 - 6.6 นาที มีข้อผิดพลาดเฉลี่ย 0.2 - 1.8 ครั้ง และมีความสามารถในการทำงานต่าง ๆ เช่น ประมวลผลโค้ด คำนวณสถิติหรือสร้างแบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่อง และแสดงผลภาพได้ งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ในการทำหน้าที่เป็นนักวิเคราะห์ข้อมูลเสมือน และสามารถต่อยอดระบบวิเคราะห์เชิงข้อมูลแบบอัตโนมัติในสาขาต่าง ๆ ได้ในอนาคต
แบบจำลองเชิงรูปนัยของกระบวนการจัดการโครงการในมาตรฐาน Iso/Iec29110 โดยใช้คัลเลอร์เพทริเน็ต, วรันณ์ธร ศิริกระจาย
แบบจำลองเชิงรูปนัยของกระบวนการจัดการโครงการในมาตรฐาน Iso/Iec29110 โดยใช้คัลเลอร์เพทริเน็ต, วรันณ์ธร ศิริกระจาย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้นำเสนอแนวทางการตรวจสอบความถูกต้องเชิงรูปแบบ (Formal Verification) ร่วมกับกรอบการประเมินผลผ่านระบบเว็บแอปพลิเคชันสำหรับองค์กรขนาดเล็กประเมินตนเอง เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติตามกระบวนการบริหารโครงการ (Project Management: PM) ของมาตรฐาน ISO/IEC 29110 สำหรับองค์กรขนาดเล็กมาก (Very Small Entities: VSEs) โดยใช้แบบจำลอง Colored Petri Nets (CPNs) ในการนิยามและจำลองกระบวนการหลักของ PM ได้แก่ การวางแผน การดำเนินโครงการ การควบคุม และการปิดโครงการ พร้อมทั้งตรวจสอบคุณสมบัติที่สำคัญของกระบวนการเหล่านี้อย่างเป็นระบบและระบบเว็บแอปพลิเคชันถูกพัฒนาขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกในการเก็บรวบรวมข้อมูล เรียกใช้การจำลอง และนำเสนอผลการประเมิน ข้อมูลที่ได้รับจากผู้ใช้จะถูกแปลงให้อยู่ในรูปของโทเคน เพื่อนำไปประเมินผ่านแบบจำลอง CPN และเชื่อมโยงผลลัพธ์กับระดับการปฏิบัติตามมาตรฐานในแต่ละกระบวนการของ ISO/IEC 29110 PM การทดลองใช้งานระบบยืนยันถึงความถูกต้อง ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ และประสิทธิภาพในการดำเนินงานของระบบที่นำเสนอ การผสานรวมระหว่างแบบจำลองเชิงรูปแบบกับระบบอัตโนมัติผ่านเว็บแอปพลิเคชันนี้ เป็นทางเลือกที่มีความยืดหยุ่นและเชื่อถือได้ โดยช่วยเสริมสร้างความเข้มงวดในการตรวจสอบ การประเมินกระบวนการอย่างเป็นระบบ และรองรับการนำไปใช้งานจริงผ่านส่วนติดต่อผู้ใช้ที่เข้าใจง่ายและเหมาะสมกับองค์กรพัฒนาซอฟต์แวร์ขนาดเล็กก่อนรับการตรวจสอบจากผู้ตรวจสอบ
พฤติกรรมการเปลี่ยนช่องจราจรบริเวณจุดรับส่งผู้โดยสาร, ศุภวิชญ์ มัธยมนันทน์
พฤติกรรมการเปลี่ยนช่องจราจรบริเวณจุดรับส่งผู้โดยสาร, ศุภวิชญ์ มัธยมนันทน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในสภาพการจราจรจริง การไหลของกระแสจราจรมักถูกรบกวนจากยานพาหนะที่จอดเพื่อรับ–ส่งผู้โดยสาร ส่งผลให้ยานพาหนะที่ขับขี่ตามมามีสองทางเลือก ได้แก่ การรอให้ยานพาหนะด้านหน้าเคลื่อนตัวต่อไป หรือการเปลี่ยนช่องจราจรไปยังช่องที่สามารถเคลื่อนที่ได้ ซึ่งทั้งสองทางเลือกล้วนทำให้ประสิทธิภาพการไหลของจราจรลดลงเมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการรบกวนดังกล่าว ในปัจจุบัน การใช้แบบจำลองจราจรช่วยให้สามารถทำความเข้าใจและคาดการณ์สภาพการจราจรได้โดยไม่ต้องทดลองในพื้นที่จริง แต่แบบจำลองทั่วไปยังขาดความเฉพาะเจาะจงเมื่อต้องเผชิญสถานการณ์เฉพาะทาง โดยมักใช้พฤติกรรมพื้นฐานเพียงชุดเดียวในการแทนพฤติกรรมผู้ขับขี่ทุกกรณี งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเปลี่ยนช่องจราจรของผู้ขับขี่เมื่อแล่นตามหลังรถที่จอดรับ–ส่งผู้โดยสาร จากนั้นนำพฤติกรรมที่ได้จากภาคสนามไปใช้ในการพัฒนาแบบจำลองสภาพจราจรใน PTV VISSIM และทำการเปรียบเทียบกับพฤติกรรมจริง ข้อมูลภาคสนามถูกเก็บรวบรวมด้วยการบันทึกวิดีโอและประมวลผลด้วย Video Analytics ก่อนนำไปสร้างแบบจำลอง ผลการศึกษาพบว่า แบบจำลองสามารถจำลองพฤติกรรมการเริ่มต้นเข้าสู่การเปลี่ยนช่องจราจรได้ใกล้เคียงกับข้อมูลจริง โดยช่องว่างเชิงเวลา (Lag Gap) ของยานพาหนะที่ขับขี่ตามมามีค่าเฉลี่ย 0.425 วินาทีในภาคสนาม และ 0.375 วินาทีในแบบจำลอง อย่างไรก็ตาม แบบจำลองยังไม่สามารถสะท้อนพฤติกรรมการเปลี่ยนช่องจราจรได้ครบถ้วนทุกด้าน ซึ่งเป็นประเด็นที่ควรได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมในงานวิจัยอนาคต
การปลูกและวิเคราะห์ลักษณะสมบัติของฟิล์มแกลเลียมอาร์เซไนด์ฟอสไฟด์บิสไมด์บนแกลเลียมอาร์เซไนด์และฟิล์มอินเดียมฟอสไฟด์บิสไมด์บนแกลเลียมแอนติโมไนด์, สหรัฐ ชมเดช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้นำเสนอการปลูกชั้นฟิล์ม GaAsPBi บนแผ่นฐาน GaAs เพื่อลดความบกพร่องของโครงผลึกในชั้นฟิล์ม และชั้นฟิล์ม InPBi บนแผ่นฐาน GaSb เพื่อให้เกิดการดึง Bi เข้ามาผสมในชั้นฟิล์มมากขึ้น ชิ้นงานถูกปลูกโดยเทคนิคเอพิแทกซีลำโมเลกุล (MBE) นอกจากนี้ชิ้นงาน GaAsPBi ถูกนำไปอบที่อุณหภูมิสูง เพื่อศึกษาผลกระทบของอุณหภูมิที่มีต่อคุณสมบัติของวัสดุ ชิ้นงาน GaAsPBi ถูกศึกษาสัณฐานวิทยาด้วยกล้องจุลทรรศน์แรงอะตอม (AFM) จุลทรรศน์แบบใช้แสง (OM) และ กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด (SEM) ถูกศึกษาโครงสร้างผลึกด้วยเทคนิค XRD ถูกศึกษา oxidation state และองค์ประกอบของธาตุในชั้นฟิล์มด้วยเทคนิคการดูดกลืนรังสีเอกซ์ (XAS) และถูกศึกษาคุณสมบัติเชิงแสงด้วยเทคนิค PL ชิ้นงาน InPBi ถูกศึกษาสัณฐานวิทยาด้วยกล้องจุลทรรศน์แรงอะตอม (AFM) ถูกศึกษาโครงสร้างผลึกด้วยเทคนิค XRD และถูกศึกษาคุณสมบัติเชิงแสงด้วยเทคนิค PL. ผลการวิเคราะห์ชิ้นงาน GaAsPBi แสดงว่าชิ้นงานที่ได้รับการปรับปรุงเงื่อนไขการปลูก ไม่มีความบกพร่องของโครงผลึกบนผิวหน้า เนื่องจากชั้นฟิล์มมีค่าคงตัวแลตทิซใกล้เคียงกับแผ่นฐาน มีปริมาณของ Bi ในชั้นฟิล์มเพิ่มขึ้น และมีปรับปรุงผลตอบสนองเชิงแสงให้ดีขึ้น การศึกษาผลของการอบชิ้นงานพบว่า การอบที่ 650°C เกิดการทำลายผิวหน้าของชิ้นงาน ทำให้คุณภาพผลึกแย่ลง การอบช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเปล่งแสงได้เล็กน้อยในกรณีการอบที่อุณหภูมิ 450°C และ 550°C แต่การอบที่ 650°C ทำให้ประสิทธิภาพการเปล่งแสงลดลงไปอย่างมาก และการอบไม่ส่งผลต่อองค์ประกอบในชั้นฟิล์ม ชั้นฟิล์ม InPBi มีโครงผลึกที่มีการคลายความเครียด ทำให้ผิวหน้ามีความขรุขระ ความขรุขระของผิวหน้าและปริมาณของ Bi ในชั้นฟิล์ม ถูกพบว่าแปรผันกับอุณหภูมิปลูกและปริมาณของ Bi ในลำโมเลกุล ผลตอบสนองเชิงแสงของชิ้นงานแสดงยอดการเปล่งแสงหลายยอด ชิ้นงานที่มีปริมาณ Bi มากที่สุดถูกปลูกที่อุณหภูมิ 300°C โดยมีปริมาณ Bi ในลำโมเลกุลเป็น 2×10-8 Torr ซึ่งทำให้มี Bi ในชั้นฟิล์มเป็น 2.45% เมื่อเปรียบเทียบกับชั้นฟิล์มที่ปลูกด้วยเงื่อนไขเดียวกันบนแผ่นฐาน InP แล้ว พบว่ามีปริมาณ Bi ที่มากกว่าเล็กน้อยในชั้นฟิล์มที่ปลูกบน GaSb
การศึกษาเปรียบเทียบผลกระทบจากการใช้เสาอากาศเดี่ยวและเสาอากาศคู่ของระบบจัดทำแผนที่แบบเคลื่อนที่, อัยรดา ทวียศศักดิ์
การศึกษาเปรียบเทียบผลกระทบจากการใช้เสาอากาศเดี่ยวและเสาอากาศคู่ของระบบจัดทำแผนที่แบบเคลื่อนที่, อัยรดา ทวียศศักดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันระบบจัดทำแผนที่แบบเคลื่อนที่ (Mobile Mapping System : MMS) ถูกนำมาใช้ในงานสำรวจกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น โดยระบบจัดทำแผนที่แบบเคลื่อนที่จะประกอบไปด้วยระบบหลัก 2 ระบบ คือ ระบบนำทางด้วยดาวเทียม (Global Navigation Satellite System : GNSS) และระบบนำทางเฉื่อย (Inertial Navigation System : INS) เป็นระบบที่ช่วยให้การทำงานในภาคสนามสามารถทำได้สะดวก รวดเร็ว และไม่จำเป็นต้องใช้ผู้ปฏิบัติงานจำนวนมากในการสำรวจพื้นที่ขนาดใหญ่ ซึ่งการนำมาใช้งานในประเทศไทยส่วนมากจะเป็นการนำระบบจัดทำแผนที่แบบเคลื่อนที่เชิงพาณิชย์ที่เป็นระบบแบบสำเร็จรูปมาใช้งาน ส่วนใหญ่จะเป็นระบบจัดทำแผนที่แบบเสาอากาศเดี่ยว แต่ก็ยังมีหน่วยงานที่มีการติดตั้งเสาอากาศคู่ในระบบจัดทำแผนที่แบบเคลื่อนที่เพื่อใช้งาน รวมไปถึงในต่างประเทศก็มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้เสาอากาศคู่ ในงานวิจัยนี้ได้มีการนำข้อมูลที่ได้จากระบบจัดทำแผนที่แบบเคลื่อนที่ที่มีการติดตั้งจานรับสัญญาณดาวเทียมแบบเสาอากาศคู่ จาก 2 พื้นที่ ได้แก่พื้นที่เขตชุมชนเมืองแออัดที่มีสิ่งบดบังการรับสัญญาณดาวเทียม และพื้นที่เปิดโล่งง่ายต่อการรับสัญญาณดาวเทียมมาทำการประมวลผลแบบจลน์ภายหลังเพื่อศึกษาเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการประมวลผลข้อมูลระบบจัดทำแผนที่แบบเสาอากาศเดี่ยวและเสาอากาศคู่ โดยจะทำการศึกษาเปรียบเทียบผลลัพธ์ในส่วนของทิศทางในส่วนของค่า Yaw และตำแหน่งที่ได้จากไฟล์วิถีการเคลื่อนที่ของยานพาหนะ รวมไปถึงเปรียบเทียบผลลัพธ์พอยต์คลาวด์ที่ได้ ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรทั้งในส่วนของเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยในพื้นที่ที่ 2 ได้มีการจัดทำจุดตรวจสอบเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของตำแหน่งของผลลัพธ์พอยต์คลาวด์ ผลการวิจัยพบว่าในพื้นที่ที่ 1 พื้นที่เขตเมืองค่าความแตกต่างของค่า Yaw ที่ได้จากการประมวลผลแบบเสาอากาศเดี่ยวและเสาอากาศคู่มีค่าต่างกันสูงสุด 0.107° มีค่าต่างกันเฉลี่ย 0.049° ตลอดเส้นทางการวิ่ง และความแตกต่างของค่าพิกัดทางราบ (2D) แตกต่างกันได้สูงสุดถึง 1.931 เมตร ความแตกต่างของค่าพิกัดทั้งสามแกน (3D) สูงสุดถึง 2.245 เมตร ในขณะที่พื้นที่ที่ 2 พื้นที่เปิดโล่งค่าความแตกต่างของค่า Yaw มีค่าต่างกันสูงสุด 0.008° มีค่าต่างกันเฉลี่ย 0.002° ตลอดเส้นทางการวิ่ง และความแตกต่างของค่าพิกัดแตกต่างกันสูงสุดเพียงหลักมิลลิเมตรเท่านั้น และความถูกต้องทางตำแหน่งเมื่อเทียบกับจุดตรวจสอบในพื้นที่ที่ 2 พบว่าการประมวลผลด้วยเสาอากาศเดี่ยวหรือเสาอากาศคู่ให้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกันมาก มีค่า RMSE ทั้ง 3 แกนต่างกันเพียง 5 มิลลิเมตรเท่านั้น ในส่วนของความหนาแน่นพอยต์คลาวด์พบว่าทั้ง 2 พื้นที่ เมื่อประมวลผลด้วยเสาอากาศเดี่ยวและเสาอากาศคู่จะให้ปริมาณพอยต์คลาวด์ที่ใกล้เคียงกันมากหรือเท่ากันในแต่ละพื้นที่ และพบว่าพอยต์คลาวด์ที่ได้ในพื้นที่ที่ 1 จากการประมวลผลแบบเสาอากาศเดี่ยวมีการฟุ้งของพอยต์คลาวด์และเกิดความผิดพลาดทางตำแหน่งของพอยต์คลาวด์มากกว่าเสาอากาศคู่ ในขณะที่พื้นที่ที่ 2 ลักษณะของพอยต์คลาวด์ที่ได้จากการประมวลผลด้วยเสาอากาศเดี่ยวและเสาอากาศคู่ไม่เห็นความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด
การผลิตเอทานอลจากซังข้าวโพดที่ปรับสภาพด้วยการระเบิดด้วยไอน้ำโดยกระบวนการหมักแบบเชื้อผสม, อิฏฐนิตย์ อินทร์จันทร์
การผลิตเอทานอลจากซังข้าวโพดที่ปรับสภาพด้วยการระเบิดด้วยไอน้ำโดยกระบวนการหมักแบบเชื้อผสม, อิฏฐนิตย์ อินทร์จันทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้จึงทำการศึกษาการใช้วัสดุประเภทลิดโนเซลลูโลส ซึ่งสามารถหาได้จากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรโดยเลือกใช้ซัง(หรือแกน) ข้าวโพดซึ่งเป็นเศษวัสดุจากข้าวโพดซึ่งมีการเพาะปลูกในปริมาณมากในประเทศไทย ในการปรับสภาพเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในกระบวนการหมักเอทานอล โดยมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาสภาวะของการปรับสภาพโดยการระเบิดด้วยไอน้ำและประเมินศักยภาพของซังข้าวโพดบดที่ถูกปรับสภาพในการผลิตเอทานอลด้วยกระบวนการย่อยและหมักพร้อมกัน (Simultaneous Saccharification and Fermentation; SSF) แกนข้าวโพดถูกบดและร่อนให้มีขนาดอนุภาค 2.0 และ 0.5 มิลลิเมตร จากนั้นนำไปปรับสภาพด้วยการระเบิดด้วยไอน้ำที่อุณหภูมิ 190, 210 และ 230 องศาเซลเซียส เป็นระยะเวลา 6, 13 และ 20 นาที จากนั้นศึกษาผลของสภาวะการปรับสภาพต่อการปลดปล่อยน้ำตาลและการผลิตเอทานอลโดยวัสดุที่ผ่านการปรับสภาพจะถูกนำไปย่อยด้วยเอนไซม์เพื่อเปลี่ยนเซลลูโลสและเฮมิเซลลูโลสเป็นน้ำตาลกลูโคสและไซโลส ก่อนเข้าสู่กระบวนการหมักแบบ โดยใช้เชื้อ Pichia stipitis TISTR 5806 ร่วมกับยีสต์ทางการค้า ผลการศึกษาพบว่า การปรับสภาพที่อุณหภูมิ 210 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 13 นาที ความเข้มข้นของกลูโคสสูงสุดเท่ากับ 19.5 กรัมต่อลิตร ที่การใช้ซังข้าวโพดที่มีขนาดอนุภาค 0.5 มิลลิเมตร ปรับสภาพที่อุณหภูมิ 190 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 6 นาที ที่ความเข้มข้นของของแข็งร้อยละ 13 (น้ำหนักต่อปริมาตร) ร่วมกับการเติม สามารถผลิตเอทานอลได้ที่ความเข้มข้นสูงสุด 29.4 กรัมต่อลิตร ซึ่งเพิ่มขึ้น 3.7 กรัมต่อลิตรเมื่อเทียบกับการใช้กากน้ำตาลเพียงอย่างเดียว ดังนั้นการเลือกสภาวะที่ใช้ในการปรับสภาพด้วยไอน้ำอย่างเหมาะสมจึงมีบทบาทสำคัญในการลดการเกิดสารยับยั้งระหว่างการปรับสภาพ ส่งผลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเอทานอลจากซังข้าวโพด รวมถึงมีศักยภาพที่ดีในการนำไปประยุกต์ใช้ในการกระบวนการหมักเพื่อผลิตสารชีวภาพอื่น ๆ
นวัตกรรมสิ่งทอชีวภาพสู่การออกแบบผลิตภัณฑ์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืนตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ล้านนา สำหรับกลุ่มไมโครเจนเนอเรชั่น : ซิลเลนเนียลส์, ชโรธรณ์ ทิพย์อุปถัมภ์
นวัตกรรมสิ่งทอชีวภาพสู่การออกแบบผลิตภัณฑ์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืนตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ล้านนา สำหรับกลุ่มไมโครเจนเนอเรชั่น : ซิลเลนเนียลส์, ชโรธรณ์ ทิพย์อุปถัมภ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อหาแนวทางการแก้ปัญหาสิ่งไร้มูลค่าทางการเกษตรจากไม้ลำไย ในเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ (NEC) สู่การสร้างนวัตกรรมสิ่งทอชีวภาพ ตามแนวทางการพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจ บีซีจี (2) เพื่อสร้างแนวทางการออกแบบตราสินค้าและผลิตภัณฑ์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืนจากนวัตกรรมสิ่งทอชีวภาพตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ล้านนา สำหรับกลุ่มไมโครเจนเนอเรชั่น: ซิลเลนเนียลส์ (3) เพื่อสร้างต้นแบบแนวคิดโมเดลธุรกิจของอุตสาหกรรมแฟชั่นและสิ่งทอที่ยั่งยืนให้กับผู้ประกอบการและ นักออกแบบรุ่นใหม่ สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรมสิ่งทอชีวภาพจากสิ่งไร้มูลค่าทางการเกษตร งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสานเชิงปริมาณและคุณภาพ พร้อมทั้งการทดลองทางด้านวัสดุศาสตร์ ผลวิจัยพบว่าสิ่งไร้มูลค่าทางการเกษตรไม้ลำไยในพื้นที่ NEC สามารถเพิ่มมูลค่าเป็นวัสดุชีวภาพเชิงอุตสาหกรรมได้ โดยผลจากผู้เชี่ยวชาญส่งเสริมเป็นวัสดุคอมโพซิสชีวภาพ ร้อยละ 95 เส้นใยจากเซลลูโลสและ พอลิเมอร์ชีวภาพ ร้อยละ 90 ผ่านการผสมวัสดุชีวภาพ เช่น พอลิแลคติกแอซิด หรือยางธรรมชาติ เพื่อเพิ่มสมบัติเชิงกลและความเป็นไปได้ในการผลิต ผลวิจัยทำให้เกิดนวัตกรรม 5 รูปแบบดังนี้ (1) ผงเซลลูโลสจากเนื้อไม้ลำไย (CMC) (2) เส้นใยชีวภาพจากผงเนื้อไม้ลำไยผสมยางพาราด้วยกระบวนการอัดรีด (3) เส้นใยชีวภาพจากผงเนื้อไม้ลำไยผสมพลาสติกชีวภาพด้วยกระบวนการอัดรีด (4) เส้นใยชีวภาพจากผงเนื้อไม้ลำไยผสมพลาสติกชีวภาพด้วยการขึ้นรูปแบบการปั่นเส้นด้ายด้วยความร้อน และ (5) สิ่งทอชีวภาพจากเส้นใยชีวภาพจากผงเนื้อไม้ลำไย ผลการประเมินด้านการออกแบบจากการสำรวจกลุ่มเป้าหมายและการวิเคราะห์ชุดข้อมูลเปเปอร์ดอล์ พบว่ากลุ่มซิลเลนเนียลส์สนใจสตรีทสไตล์ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 4.45 รองลงมาคือฟิวเจอริสติก 4.03 และสไตล์กีฬา 3.77 สอดคล้องกับผลจากผู้เชี่ยวชาญคือสตรีทสไตล์มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 4.40 และโครงสร้างโอเวอร์ไซส์ ค่าเฉลี่ยสูงสุด 4.60 สนใจการผสมผสานวัสดุ มีค่า 4.60 รูปแบบมีความเฉพาะตัว ร้อยละ 90.84 ลวดลายโดดเด่น ร้อยละ 88.19 ยังพบว่าร้อยละ 96.87 สนใจเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับจากทุนทางวัฒนธรรมล้านนา ด้านมิติด้านสิ่งแวดล้อมพบว่า ร้อยละ 85 ให้ความสำคัญกับวัสดุนวัตกรรมสีเขียว สู่การออกแบบแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืน การพัฒนาต้นแบบโมเดลธุรกิจพบว่ามีความชัดเจนของโมเดล ค่าเฉลี่ยสูงสุด 4.60 ความเข้าใจง่ายของโครงสร้างค่าเฉลี่ย 4.55 และความเป็นไปได้ในการนำไปใช้จริง ค่าเฉลี่ย 4.50 พร้อมการยืนยันว่าการสร้างแบรนด์เป็นกลยุทธ์สำคัญที่สุด ร้อยละ 90 รองลงมาคือการตลาดดิจิทัล ร้อยละ 80 และการตลาดแบบกลุ่มเฉพาะ ร้อยละ 75 ดังนั้นโมเดลที่พัฒนานี้สามารถใช้เป็นต้นแบบสำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่เพื่อเพิ่มศักยภาพในกระบวนการผลิตต้นน้ำถึงปลายน้ำสู่เชิงพาณิชย์ในระดับสากลได้อย่างยั่งยืน
กลยุทธ์การสร้างความได้เปรียบโดยการพัฒนาโครงการสำนักงานพร้อมพื้นที่ค้าปลีกที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานทั้ง Leed Bd+C และ Well Core & Shellในเขตกรุงเทพมหานคร, รัตติกาล สุขสะอาด
กลยุทธ์การสร้างความได้เปรียบโดยการพัฒนาโครงการสำนักงานพร้อมพื้นที่ค้าปลีกที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานทั้ง Leed Bd+C และ Well Core & Shellในเขตกรุงเทพมหานคร, รัตติกาล สุขสะอาด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
รายงาน Global Risks Report ค.ศ. 2025 ระบุว่าครึ่งหนึ่งของความเสี่ยงในช่วง 10 ปีข้างหน้าเกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิต สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นของการนำเกณฑ์ทั้ง LEED และ WELL มาปรับใช้ในภาคอสังหาริมทรัพย์เพื่อยกระดับคุณภาพอาคารด้านความยั่งยืนและสุขภาวะ งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาความสำคัญของปัจจัยและกลยุทธ์การสร้างความได้เปรียบที่มีผลต่อการพัฒนาโครงการสำนักงานพร้อมพื้นที่ค้าปลีกตามเกณฑ์ทั้ง LEED BD+C และ WELL Core & Shell โดยใช้การสำรวจ สัมภาษณ์เชิงลึก การสัมภาษณ์อย่างมีโครงสร้างในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยสำคัญของเกณฑ์ LEED ได้แก่ กระบวนการเชิงบูรณาการ (IP) คุณภาพสิ่งแวดล้อมภายในอาคาร (EQ) พลังงานและบรรยากาศ (EA) ตามลำดับ ส่วนเกณฑ์ WELL ให้ความสำคัญกับหมวดความสบาย (Comfort) อากาศ (Air) และน้ำ (Water) ที่ส่งผลต่อความคุ้มค่าของโครงการ นอกจากนี้ ปัจจัยด้านผลตอบแทนที่สูงกว่า เช่น อัตราค่าเช่า รวมถึงการยอมรับต้นทุนก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนภาพลักษณ์องค์กรที่ดี ล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุน ผลวิจัยชี้ว่าต้นทุนการก่อสร้างเฉลี่ยของโครงการที่ผ่านเกณฑ์ทั้งสองสูงกว่าอาคารทั่วไปประมาณร้อยละ 3.31-9.76 ของอาคารสำนักงานพร้อมพื้นที่ค้าปลีกขนาดพื้นที่ 98,244 – 125,519 ตารางเมตร ขณะที่ค่าเช่าเฉลี่ยสูงกว่าอาคารสำนักงานทั่วไปประมาณร้อยละ 23 แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างความได้เปรียบเชิงเศรษฐศาสตร์ แม้ว่าต้นทุนและค่าเช่าสูงขึ้น แต่ด้วยแนวโน้มอุปสงค์ของตลาดอาคารพรีเมียมและนโยบายภาครัฐที่สนับสนุนอาคารยั่งยืน ทำให้ทั้งเกณฑ์ทั้ง LEED และ WELL กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความแตกต่างเชิงคุณค่า เพิ่มมูลค่าอาคาร และสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันของโครงการในระยะยาว
โครงการพัฒนาการออกแบบเปลือกทุเรียนเพื่อนำไปใช้เป็นวัสดุในการตกแต่งภายใน, วาสิตา หนูอิ่ม
โครงการพัฒนาการออกแบบเปลือกทุเรียนเพื่อนำไปใช้เป็นวัสดุในการตกแต่งภายใน, วาสิตา หนูอิ่ม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันทั่วโลกมุ่งค้นหาวัสดุทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเปลือกทุเรียนซึ่งมีปริมาณของเสียสูงและก่อปัญหามลพิษ ถูกมองว่าเป็นวัสดุที่มีศักยภาพเนื่องจากมีปริมาณเส้นใยเซลลูโลสสูงและสามารถพัฒนาเป็นวัสดุทางเลือกใหม่ได้ อย่างไรก็ตามวัสดุจากเปลือกทุเรียนยังมีข้อจำกัดด้านรูปลักษณ์และคุณค่าทางสุนทรียะ จากผลการสำรวจความคิดเห็น พบว่าผู้ใช้มีทัศนคติในเชิงบวกแต่เห็นว่าควรมีการปรับปรุงด้านการออกแบบและคุณสมบัติเชิงใช้งานเพื่อให้เหมาะสมต่อการประยุกต์ใช้ในบริบทจริงงานวิจัยนี้จึงมุ่งหวังเติมช่องว่างในการพัฒนาวัสดุในด้านการออกบบให้เกิดสุนทรียะแก่วัสดุ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวทางในการสร้างสรรค์วัสดุทางเลือกใหม่จากเปลือกทุเรียนมาใช้ในงานตกแต่งภายใน ซึ่งใช้การวิจัยผ่านการปฏิบัติ เริ่มจากการศึกษาคุณสมบัติของเปลือกทุเรียน โดยใช้แนวคิดจากหลักการ Material Driven Design (MDD) ร่วมกับการประยุกต์ใช้เทคนิคหัตถกรรมการเคลือบเลคเกอร์ประยุกต์ (การลงรัก) และหาวิธีถ่ายทอดลักษณะเฉพาะตัวของเปลือกทุเรียนผ่านการตัดตกแต่งใน 3 รูปแบบ ได้แก่ การตัดปลายหนามทำให้เกิดรูปทรงที่มีหลากหลายขนาด การตัดตามแนวเรียงหนามทำให้เกิดโครงสร้างทรงสามเหลี่ยม และการกดอัดเผยให้เห็นเส้นใยของเปลือก จากนั้นนำมาประยุกต์สร้างพื้นผิวด้วยเทคนิคการลงรัก โดยใช้เปลือกทุเรียนแทนกระบวนกาผลิตแบบดั้งเดิม เช่น ลวดลายวาดมือหรือการฝังเปลือกหอย และทดลองใช้เจสโซ่ (Gesso) แทนวัตุดิบอย่างยางรัก เพื่อหาแนวทางใหม่ในการสร้างลวดลาย โดยยังคงรักษาขั้นตอนดั้งเดิมของการฝัง ทา ขัด ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการแปรรูปเปลือกทุเรียนด้วยการตัดตกแต่งสามารถใช้เป็นวัสดุทดแทนในการสร้างลวดลายและพื้นผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้รูปแบบที่หลากหลาย มีเอกลักษณ์ และสะท้อนความงามตามธรรมชาติอย่างชัดเจน อีกทั้งการประยุกต์ใช้เจสโซ (Gesso) ยังช่วยเพิ่มมิติด้านสีสัน ลดขั้นตอนการผลิต และลดต้นทุนได้ในเวลาเดียวกัน เหมาะสมในการผลิตในระดับหัตถอุตสาหกรรม จากการประเมินความคิดเห็นของกลุ่มเป้าหมาย พบว่าวัสดุที่พัฒนาขึ้นได้รับการยอมรับในฐานะวัสดุทางเลือกใหม่ที่มีความแปลกใหม่ มีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว และนำเสนองานหัตถกรรมที่ประณีตและร่วมสมัยได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้เกิดการค้นพบแนวคิด “Natural Craft” ซึ่งเป็นแนวทางการออกแบบที่ผสานบทบาทของธรรมชาติและมนุษย์เข้าด้วยกัน มุ่งเน้นการขับเน้นคุณค่าความงามของวัสดุธรรมชาติผ่านกระบวนการหัตถกรรมอย่างกลมกลืน
การประเมินประสิทธิภาพการเดินเท้าภายในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม, สิริธร โบราณมูล
การประเมินประสิทธิภาพการเดินเท้าภายในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม, สิริธร โบราณมูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของระบบทางเดินเท้าภายในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีโครงสร้างเชิงพื้นที่ (Space Syntax Theory) ร่วมกับการประเมินสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเดิน เพื่อศึกษาวิเคราะห์สภาพปัญหาทางเดินเท้าภายในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม และเสนอแนวทางการพัฒนาที่เหมาะสม การศึกษาครอบคลุมพื้นที่ 1,300 ไร่ ของวิทยาเขตขามเรียง ซึ่งรองรับประชากรกว่า 40,000 คน ประกอบด้วยนิสิต คณาจารย์ และบุคลากร โดยมีระเบียบวิธีวิจัยใช้การวิจัยแบบผสมผสาน มีการสำรวจภาคสนามเพื่อประเมินคุณภาพทางเดินเท้า 51 จุด ครอบคลุม 5 โซนหลักของมหาวิทยาลัย การประเมินพิจารณา 4 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) การเชื่อมต่อ (2) การเข้าถึง (3) ความปลอดภัย และ (4) ความสะดวกสบาย แล้วนำมาวิเคราะห์เชิงปริมาณ เพื่อคำนวณค่าการบูรณาการเชิงพื้นที่ จากการศึกษาและวิเคราะห์ประสิทธิภาพทางเดินเท้าภายในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม สรุปได้ว่า สภาพทางเดินเท้าส่วนใหญ่อยู่ในระดับวิกฤต โดยองค์ประกอบด้านการเข้าถึง และความปลอดภัย มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด สะท้อนถึงการขาดการออกแบบที่คำนึงถึงผู้ใช้ทุกกลุ่ม การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างค่าบูรณาการ กับ ประเมินความสามารถในการเดิน พบปรากฏการณ์ความขัดแย้งเชิงพื้นที่ คือพื้นที่ที่มีศักยภาพการเข้าถึงสูงกลับมีสภาพทางกายภาพที่ไม่เอื้อต่อการเดินและการจัดลำดับความสำคัญการปรับปรุง สามารถจำแนกพื้นที่เป็น 4 กลุ่ม ตามลำดับความสำคัญในการพัฒนา โดยกลุ่ม A (9 จุด) เป็นพื้นที่เร่งด่วนที่ต้องพัฒนาเป็นลำดับแรก การปรับปรุงประสิทธิภาพการเดินเท้าภายในมหาวิทยาลัยมหาสารคามโดยใช้หลักการออกแบบสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเดินนี้ จะช่วยลดการพึ่งพายานพาหนะ ลดมลพิษ ส่งเสริมสุขภาพ และสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่มีชีวิตชีวา แต่ความสำเร็จต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการสร้างและรักษาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเดิน เพื่อให้มหาวิทยาลัยเป็นต้นแบบของการพัฒนาอย่างยั่งยืน
การกำหนดรูปแบบชุดข้อมูลระบบปรับอากาศจากแบบจำลอง (As-Built Bim) ไปสู่การบริหารจัดการทรัพยากรกายภาพ (Bim-Fm) กรณีศึกษา อาคารสถานศึกษา, สุภัทรา จิตต์ธีรภาพ
การกำหนดรูปแบบชุดข้อมูลระบบปรับอากาศจากแบบจำลอง (As-Built Bim) ไปสู่การบริหารจัดการทรัพยากรกายภาพ (Bim-Fm) กรณีศึกษา อาคารสถานศึกษา, สุภัทรา จิตต์ธีรภาพ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การประยุกต์ใช้แบบจำลอง As-Built BIM ในงานบริหารทรัพยากรกายภาพ (BIM-FM) เป็นหลักการที่เชื่อถือได้ว่า เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการอาคาร โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่พัฒนาในระดับ Level of Development (LOD) ที่สอดคล้องกับกรอบความต้องการข้อมูล (Level of Information Need: LOIN) ของฝ่ายบริหารทรัพยากรกายภาพ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการทดลองการจัดการข้อมูล As-Built BIM สำหรับสนับสนุนงาน BIM-FM ในอาคารสถานศึกษา จำนวน 3 อาคาร ซึ่งมีลักษณะพื้นที่ใช้งานและกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ พื้นที่หอพัก ห้องประชุม ห้องสมุด ห้องเรียน ห้องปฏิบัติการ และสำนักงาน โดยมุ่งเน้นในระบบปรับอากาศซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญหนึ่งในการพิจารณาประสิทธิภาพการใช้งานของอาคารใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานจากการทบทวนมาตรฐานสากลด้าน Level of Development (LOD), Level of Information Need (LOIN) การจัดทำข้อมูลในแบบจำลอง As-Built BIM ระดับ LOD 400 และการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารอาคาร เพื่อวิเคราะห์และกำหนดชุดข้อมูลที่เหมาะสมต่อการพัฒนาโมเดลไปเป็น BIM-FM สำหรับการบำรุงรักษาระบบปรับอากาศของผู้บริหารอาคาร ผลการทดลองพบว่า ผู้บริหารอาคารให้ความสำคัญกับข้อมูลเชิงเทคนิคที่จำเป็นต่อการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน ได้แก่ ค่าน้ำยาทำความเย็น (Refrigerant) ค่าแรงดันไฟฟ้า (Voltage) ค่าความดันด้านแรงดันสูง (High Pressure Side) รวมถึงตัวชี้วัดด้านพลังงาน ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการประเมินสภาพระบบ วางแผนบำรุงรักษา และใช้สำหรับเตรียมการก่อนดำเนินงานซ่อมบำรุงอย่างเป็นระบบอย่างไรก็ตาม การใช้กรอบ Level of Information Need (LOIN) เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการกำหนดข้อมูล As-Built BIM ให้รองรับการใช้งานจริง จึงจำเป็นต้องผสานข้อมูลบำรุงรักษาที่เกิดขึ้นจริงจากผู้บริหารอาคาร งานวิจัยนี้เสนอให้จัดเก็บบันทึกการบำรุงรักษาระบบปรับอากาศหลังเปิดใช้อาคาร และนำมาบูรณาการกับ As-Built BIM เพื่อพัฒนาเป็น BIM-FM ที่มีความเป็นปัจจุบัน เชื่อมโยงการใช้งานจริง และสนับสนุนการบริหารทรัพยากรกายภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ.
กระบวนการจัดการขยะมูลฝอย กรณีศึกษา โครงการ Chula Zero Waste จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, อำนาจ อรภา
กระบวนการจัดการขยะมูลฝอย กรณีศึกษา โครงการ Chula Zero Waste จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, อำนาจ อรภา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีการใช้พื้นที่อย่างหนาแน่นจากจำนวนนิสิตและบุคลากรจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดปริมาณขยะมูลฝอยสูง มหาวิทยาลัยจึงดำเนินโครงการ Chula Zero Waste ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 เพื่อพัฒนาระบบจัดการและลดปริมาณขยะภายในพื้นที่ โดยดำเนินมาตรการสำคัญ ได้แก่ การคัดแยกขยะที่ต้นทาง และการพัฒนาองค์ประกอบทางกายภาพ เช่น จุดคัดแยกขยะและ Zero Waste Hub ซึ่งส่งผลให้ในปี พ.ศ. 2567 สามารถลดปริมาณขยะได้ 530.66 ตัน การวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษากระบวนการทำงานด้าน การบริหารจัดการอาคารสถานที่ (Facility Management) ในมิติของโครงสร้างกายภาพและการใช้พื้นที่ที่รองรับระบบจัดการขยะของโครงการ Chula Zero Waste โดยไม่ครอบคลุมประเด็นด้านนโยบายหรือการเรียนรู้ของนิสิต การศึกษาดำเนินในรูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ ผ่านการสำรวจ การสังเกตภาคสนาม และการสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องจาก 15 คณะ และ 1 หน่วยงานส่วนกลาง เพื่อวิเคราะห์กระบวนการทำงานและข้อจำกัดของพื้นที่ที่สนับสนุนระบบจัดการขยะของมหาวิทยาลัย ผลการศึกษาพบว่า ระบบจัดการขยะมูลฝอยของโครงการประกอบด้วย 6 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ การจัดเก็บ การขนย้าย การคัดแยก การชั่งน้ำหนัก การขนย้ายไปยังจุดพักขยะ และการกำจัดหรือนำออกนอกพื้นที่ โดยพบความแตกต่างในการดำเนินงานของแต่ละคณะ ตัวอย่างเช่น คณะวิศวกรรมศาสตร์มีปริมาณขยะที่คัดแยกสูงสุดเฉลี่ย 196 กิโลกรัมต่อวัน คณะแพทยศาสตร์มีความถี่ในการจัดเก็บสูงที่สุด 4 รอบต่อวันและดำเนินการบดอัดก่อนนำออก และคณะทันตแพทยศาสตร์มีระบบจุดพักขยะที่เป็นไปตามข้อกำหนดกฎหมายมากที่สุด ปัญหาที่พบประกอบด้วยการคัดแยกผิดประเภท ถังขยะชำรุด และจุดพักขยะที่ไม่เป็นมาตรฐาน แนวทางพัฒนา ได้แก่ การให้ความรู้ด้านการคัดแยกอย่างสม่ำเสมอ การบำรุงรักษาถังขยะเชิงป้องกัน และการปรับปรุงจุดพักขยะให้มีความพร้อมและเป็นไปตามมาตรฐานมากยิ่งขึ้น
Ecological Toxicology Impact From Soap Manufacture: Applications Of Carbon Footprint For Organization And Carbon Footprint Of Product, Tanaporn Chanaphirak
Ecological Toxicology Impact From Soap Manufacture: Applications Of Carbon Footprint For Organization And Carbon Footprint Of Product, Tanaporn Chanaphirak
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The assessment of greenhouse gases to identify ways to reduce global warming was of enormous importance worldwide. This study assessed the carbon footprint of an organization and the carbon footprint of products within the herbal soap manufacturing industry, following the guidelines of the Thailand Greenhouse Gas Management Organization (TGO). It also evaluated the environmental toxicity of soap production. The study found that the organization’s carbon footprint amounted to 551 tCO2 equivalent, with Scope 3 emissions being the highest at 359 tCO2 equivalent, followed by Category 1 products and services, which accounted for 208 tCO2 equivalent. Scope 1 emissions were 176 …
Geomorphological Evolution Of The Mun River, Surin Province Northeastern Thailand, Chutiwat Sawangkit
Geomorphological Evolution Of The Mun River, Surin Province Northeastern Thailand, Chutiwat Sawangkit
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
From 1973 to 2023, the Mun River in Surin Province, Thailand, underwent geomorphological evolution. This study examines changes in channel parameters to determine how human activity and natural processes affect river shape. This study measures changes in four important geomorphological parameters channel sinuosity, radius of curvature, channel width, and channel length by analyzing the data from C (ERT), satellite imagery, and topographic maps. A dynamic meandering process that has created oxbow lakes, neck and chute cut-offs, and other geomorphological features throughout time is visible on satellite photos. Significant morphological changes have been brought about, notably, by the building of dams, …
Improving Question Answering Retrieval System Through Multi-Result Ranking Model, Danupat Khamnuansin
Improving Question Answering Retrieval System Through Multi-Result Ranking Model, Danupat Khamnuansin
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Recent trends in various industries involve integrating artificial intelligence (AI) systems to enhance operational efficiency. Among these advancements, AI-supported question-answering (QA) systems have gained significant attention. These systems typically employ a two-stage process, integrating QA system capabilities with Information Retrieval (IR) methods. The introduction of the Retrieval Question Answering (ReQA) has further refined this process, offering a more practical solution, aiming to improve real-world applicability. Considering the wide availability of diverse QA retrieval models, employing a combination of multiple systems presents as a viable solution. However, the approach to combining QA retrieval systems remains relatively limited. We propose a method …
Exploring The Enablers And Barriers Of Stakeholder's Collaboration Of Maas Platform: A Case Study Of Bangkok, Sirawit Chinvanichai
Exploring The Enablers And Barriers Of Stakeholder's Collaboration Of Maas Platform: A Case Study Of Bangkok, Sirawit Chinvanichai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research investigates the implementation of Mobility as a Service (MaaS) to address fragmented transport services in Bangkok, focusing on identifying enablers, barriers, and concerns for MaaS adoption while quantifying evaluation criteria to determine the most suitable MaaS model. A mixed-methods approach was employed, beginning with a literature review to identify initial enablers and barriers, which were refined through expert meetings. Semi-structured interviews with 14 experts provided deeper insights into Bangkok’s transport context and potential MaaS models, while an AHP survey involving 12 experts quantified and prioritized the evaluation criteria. The findings highlight the roles and responsibilities of MaaS application …
Optimization Of Energy From Building Integrated Photovoltaic Of High-Rise Buildings In Thailand, Min Khant
Optimization Of Energy From Building Integrated Photovoltaic Of High-Rise Buildings In Thailand, Min Khant
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This project is to find the method to optimize the energy from Building Integrated Photovoltaic System in high rise building. Firstly, the solar irradiance potential of vertical surfaces of high-rise building is analyzed in Bangkok, Thailand. With these irradiance values, the optimal size and placement of BIPV module on east, west and south façades of the building is analyzed in order to minimize the building energy usage from the electricity grid. The BIPV system is optimized using the Genetic Algorithm Optimization method in MATLAB. The output results include the optimal surface area used by BIPV module in east, west and …