Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 61 - 90 of 3015

Full-Text Articles in Entire DC Network

การพัฒนาชุดตรวจสารพันธุกรรมแบบอ่านผลด้วยตาเปล่าอย่างรวดเร็วสําหรับตรวจเชื้อ Mycobacterium Tuberculosis Complex และ Nontuberculous Mycobacteria, ภานุวัฒน์ เสถียรพิทยากุล Jan 2025

การพัฒนาชุดตรวจสารพันธุกรรมแบบอ่านผลด้วยตาเปล่าอย่างรวดเร็วสําหรับตรวจเชื้อ Mycobacterium Tuberculosis Complex และ Nontuberculous Mycobacteria, ภานุวัฒน์ เสถียรพิทยากุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัณโรค (TB) ซึ่งมีสาเหตุเกิดจากเชื้อ Mycobacterium tuberculosis (MTB) และโรคติดเชื้อกลุ่ม Non-tuberculous mycobacteria (NTM) เป็นโรคติดเชื้อที่มีความสำคัญซึ่งเกิดจากเชื้อกลุ่ม Mycobacteria ส่งผลกระทบต่อปอดและอวัยวะอื่นๆ ของร่างกาย แม้ว่าสาเหตุของการก่อโรคต่างกัน แต่อย่างไรก็ตามอาการแสดงมีความคล้ายคลึงกัน เช่น ไอ มีไข้ น้ำหนักลด และอ่อนเพลีย แนวทางในการรักษาวัณโรคและโรคติดเชื้อกลุ่ม NTM นั้นเป็นการรักษาโดยการใช้ยาต้านเชื้อ Mycobacteria หลายชนิดผสมผสานกัน แต่อย่างไรก็ตามแนวทางในการรักษาและระยะเวลาที่ใช้ในการรักษาแตกต่างกันระหว่างโรคดังกล่าว ดังนั้นวิธีการวินิจฉัยที่มีความรวดเร็วและจำเพาะในการจำแนกการติดเชื้อระหว่างสองกลุ่มจึงมีความจำเป็น เพื่อที่ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาและการจัดการกับผู้ป่วยที่เหมาะสมต่อไป การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนา Primer ในการจำแนกเชื้อกลุ่ม NTM จาก MTB และพัฒนาชุดตรวจแถบตรวจสารพันธุกรรมต้นแบบที่สามารถอ่านผลการทดสอบได้ด้วยตาเปล่าจากการเพิ่มประมาณสารพันธุกรรมที่อุณหภูมิเดียวซึ่งจำเพาะต่อยีน IS1081 และ ku ของเชื้อ MTB และ NTM ตามลำดับ แถบตรวจที่ผลิตพัฒนาขึ้นซึ่งผลิตจาก Nitrocellulose MTB/NTM strip สามารถตรวจจับผลผลิต Multiplex-recombinase polymerase amplification (M-RPA) ได้ โดยผลการทดสอบเบื้องต้นพบว่า Primer ที่ออกแบบขึ้นมานั้นสามารถเพิ่มปริมาณสารพันธุกรรมและจำแนก DNA ที่สกัดได้จากโคโลนีของเชื้อ MTB และ NTM ได้อย่างถูกต้อง โดยปฏิกิริยาบ่มที่อุณหภูมิ 37 ˚C เป็นระยะเวลา 30 นาที และเวลาในการอ่านผลของแถบตรวจ MTB/NTM strip คือ 15 นาที โดยตรวจสอบความเข้มข้นของเชื้อที่น้อยที่สุดที่ตรวจวัดได้ด้วยเทคนิค M-RPA ร่วมกับแถบตรวจ MTB/NTM strip สำหรับโคโลนีของเชื้อ MTB และ NTM คือ 1.97 x 104 CFU/mL และไม่พบปฏิกิริยาข้ามกลุ่มสำหรับเชื้อแบคทีเรียก่อโรคทั่วไปสายพันธุ์อื่น รวมถึงเชื้อกลุ่ม Higher bacteria เทคนิค M-RPA ร่วมกับแถบตรวจ MTB/NTM strip ได้นำมาประเมินกับ DNA …


การประเมินผลการใช้น้ำเสียบำบัดในระบบไฮโดรพอนิกส์ : การเปลี่ยนแปลงของไนโตรเจน การเติบโตของผักกาดหอม และกลุ่มชุมชนของจุลินทรีย์บริเวณราก, พชร ป่ากว้าง Jan 2025

การประเมินผลการใช้น้ำเสียบำบัดในระบบไฮโดรพอนิกส์ : การเปลี่ยนแปลงของไนโตรเจน การเติบโตของผักกาดหอม และกลุ่มชุมชนของจุลินทรีย์บริเวณราก, พชร ป่ากว้าง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ศึกษาการนำน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดจากระบบเติมอากาศของอาคารหอสมุดกลาง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลับมาใช้ในระบบไฮโดรพอนิกส์เพาะปลูกผักกาดหอม (Lactuca sativa) เพื่อส่งเสริมการจัดการน้ำอย่างยั่งยืนและการใช้ทรัพยากรหมุนเวียน การทดลองออกเป็น 3 ระยะตามอัตราส่วนน้ำเสียบำบัด ได้แก่ 50% (ระยะที่ 1), 100% (ระยะที่ 2) และ 75% (ระยะที่ 3) เปรียบเทียบกับระบบควบคุมที่ใช้สารละลายปุ๋ยไฮโดรพอนิกส์ ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของไนโตรเจน ได้แก่ แอมโมเนียม (NH4+), ไนไตร์ท (NO2-), ไนเตรต (NO3-), และ ไนโตรเจนคเจดาลห์ (TKN) และประเมินผลต่อการเจริญเติบโตและปริมาณไนโตรเจนของผักกาดหอม ตลอดระยะเวลาเพาะปลูก 28 วัน มีการเก็บตัวอย่างน้ำเพื่อวิเคราะห์คุณภาพน้ำ และสุ่มเก็บตัวอย่างรากเพื่อศึกษาความหลากหลายของชุมชนจุลินทรีย์ ผลการทดลองพบว่าอัตราส่วนของน้ำเสียบำบัดมีผลต่อการเจริญเติบโตของผักกาดหอมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยระบบที่ใช้น้ำเสียบำบัด 100% ให้ผลผลิตสูงสุดทั้งในด้านน้ำหนักสด น้ำหนักแห้ง และปริมาณไนโตรเจน ซึ่งแนวโน้มนี้สอดคล้องกับความเข้มข้นไนเตรตและ TKN ในน้ำ แสดงถึงความเพียงพอของธาตุอาหาร โดยเฉพาะไนโตรเจน ขณะเดียวกันการวิเคราะห์ชุมชนจุลินทรีย์บริเวณรากพบว่าระบบน้ำเสียบำบัดมีความหลากหลายสูงกว่าระบบควบคุม โดยพบแบคทีเรียเด่นใน สกุล Altererythrobacter รวมถึงสกุล midas_g_859 ซึ่งอยู่ในอันดับ Thermomicrobiales และสกุลของแบคทีเรียในไฟลัม Armatimonadotaซึ่งเกี่ยวข้องกับการย่อยสลายอินทรียวัตถุและการเปลี่ยนรูปไนโตรเจน ส่วนระบบควบคุมพบแบคทีเรียเด่นในสกุลของวงศ์ Rhizobiaceae และสกุล Bosea ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการตรึงไนโตรเจนและช่วยเพิ่มความสามารถในการดูดซึมสารอาหารของพืช ดังนั้นการนำน้ำเสียบำบัดกลับมาใช้ในระบบไฮโดรพอนิกส์จึงมีศักยภาพในการส่งเสริมการเจริญเติบโตของผักกาดหอมได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่การปรับสมดุลธาตุอาหารและคุณภาพน้ำก่อนใช้งานจริงยังเป็นสิ่งจำเป็น ผลการศึกษานี้จึงสามารถเป็นแนวทางพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียแบบบูรณาการร่วมกับการเพาะปลูกไฮโดรพอนิกส์ภายในมหาวิทยาลัยต่อไป


ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัวต่อภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้า, ปิยะธิดา คำวัง Jan 2025

ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัวต่อภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้า, ปิยะธิดา คำวัง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้าก่อนและหลังได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัว และเพื่อเปรียบเทียบภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้าระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัวกับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มารับบริการที่ห้องตรวจโรคจิตเวช แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จำนวน 60 คน ได้มาจากการคัดเลือกตามเกณฑ์ที่กำหนด แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัว แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินภาวะกดดันด้านจิตใจ (α=.83) และแบบวัดภาระในการดูแล (α=.93) ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 และ .96 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยายและสถิติทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า 1. ค่าเฉลี่ยของคะแนนภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้าหลังได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัวต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ค่าเฉลี่ยของคะแนนภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้าหลังได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัวต่ำกว่าผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่ได้รับการดูแลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญหางสถิติที่ระดับ .05


ปัจจัยทำนายความร่วมมือในการรับประทานอาหารของผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม, วรัมพร เซี่ยงฉิน Jan 2025

ปัจจัยทำนายความร่วมมือในการรับประทานอาหารของผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม, วรัมพร เซี่ยงฉิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบความสัมพันธ์เชิงทำนาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความร่วมมือในการรับประทานอาหารและอำนาจทำนายของปัจจัย อายุ ความรู้ด้านโภชนาการ ระยะเวลาเป็นโรคไตเรื้อรัง ระยะเวลารักษาโดยการฟอกเลือด สถานะเศรษฐกิจและสังคม การสนับสนุนทางสังคม และสัมพันธภาพกับบุคลากรสุขภาพ ในผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมจำนวน 121 ราย ซึ่งมารับบริการที่โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 3 แห่งในกรุงเทพมหานคร คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์คัดเข้า เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายและสถิติถดถอยพหุคูณแบบ stepwise ผลการวิจัยพบว่า ความร่วมมือในการรับประทานอาหารโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (x̅ = 52.76, SD = 14.67) ปัจจัยที่ทำนายได้ดีที่สุดคือการสนับสนุนทางสังคม สามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 10.6 (R² = .106, p< .001) เมื่อเพิ่มปัจจัยสัมพันธภาพกับบุคลากรสุขภาพ สามารถอธิบาย เพิ่มเติมได้ร้อยละ 10.1 (R² Change = .101) ระยะเวลาการฟอกเลือดอธิบายเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 (R² Change = .071) ระยะเวลาเป็นโรคไตเรื้อรังอธิบายเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7 (R² Change = .037) อายุอธิบาย เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.9 (R² Change = .029) ความรู้ด้านโภชนาการอธิบายเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 (R² Change = .031) และสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมอธิบายเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 (R² Change = .031) รวมกัน สามารถอธิบายความแปรปรวนได้ทั้งหมดร้อยละ 40.6 (R² = .406, F = 5.971, p < .05) โดยพบว่า การ สนับสนุนทางสังคมเป็นปัจจัยทำนายที่สำคัญที่สุด (β = .270, p < .01) รองลงมาคือสัมพันธภาพกับ บุคลากรสุขภาพ (β = .269, p < .01) ผลการศึกษานี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางสำหรับผู้ให้บริการด้านสุขภาพรวมถึงพยาบาลใน การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความร่วมมือในการรับประทานอาหารของผู้ป่วยที่ได้รับการฟอกเลือดด้วย เครื่องไตเทียม โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างการสนับสนุนทางสังคม และส่งเสริมสัมพันธภาพที่ดีระหว่าง ผู้ป่วยกับบุคลากรสุขภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลรักษาโดยรวมต่อไป


ผลของโปรแกรมการบำบัดแบบสั้นโดยครอบครัวมีส่วนร่วมต่อความคิดฆ่าตัวตายในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า, อรณิชา สดศรีประเวศ Jan 2025

ผลของโปรแกรมการบำบัดแบบสั้นโดยครอบครัวมีส่วนร่วมต่อความคิดฆ่าตัวตายในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า, อรณิชา สดศรีประเวศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองใช้รูปแบบการศึกษาสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการบำบัดแบบสั้นโดยครอบครัวมีส่วนร่วมต่อความคิดฆ่าตัวตายในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้าและครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้า อายุระหว่าง 20-59 ปี ที่เข้ารับการรักษาในแผนกผู้ป่วยในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 40 ครอบครัว โดยการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงตามเกณฑ์คุณสมบัติที่ผู้วิจัยกำหนด แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 20 ครอบครัว และกลุ่มควบคุม 20 ครอบครัว กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการบำบัดแบบสั้นโดยครอบครัวมีส่วนร่วม และกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการบำบัดแบบสั้นโดยครอบครัวมีส่วนร่วม 2) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 3) แบบประเมินความคิดฆ่าตัวตาย 4) แบบประเมินความหวัง เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน เครื่องมือชุดที่ 3 และ 4 มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1 มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาคเท่ากับ .87 และ .88 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1. ค่าคะแนนเฉลี่ยความคิดฆ่าตัวตายของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าในกลุ่มทดลอง หลังเข้าร่วมโปรแกรมการบำบัดแบบสั้นโดยครอบครัวมีส่วนร่วมต่ำกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมการบำบัดแบบสั้นโดยครอบครัวมีส่วนร่วม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ( t=16.88, df=19, p<.001 ) 2. ค่าคะแนนเฉลี่ยความคิดฆ่าตัวตายของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าในกลุ่มทดลองที่เข้าร่วมโปรแกรมการ บ าบัดแบบสั้นโดยครอบครัวมีส่วนร่วมต่ ากว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 ( t=10.47, df=31.66, p<.001 )


การก่อแรงร่วมสร้างเมืองปลอดภัยเชิงรุกเพื่อป้องกันอาชญากรรม : กรณีศึกษา ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี, กฤติ ม่วงศิริ Jan 2025

การก่อแรงร่วมสร้างเมืองปลอดภัยเชิงรุกเพื่อป้องกันอาชญากรรม : กรณีศึกษา ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี, กฤติ ม่วงศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การสร้างเมืองปลอดภัยเพื่อป้องกันปัญหาอาญากรรม ยังประสบสภาพปัญหาช่องว่างเชิงนโยบาย (Gaps for Policy Formulation) การกำหนดตัวชี้วัดให้สอดคล้องในพื้นที่ (Contextual Index) และสภาพปัญหาด้านการคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholders Concern) ส่งผลให้การกำหนดนโยบายขาดความชัดเจนและอาจไม่สอดคล้องกับบริบทในพื้นที่ ผู้วิจัยจึงมุ่งศึกษาสภาพปัญหาและนำเสนอนโยบาย “เมืองปลอดภัยเชิงรุก (Pro-Active Safe City)” เพื่อแก้ไขปัญหาช่องโหว่ของการตีความและการกำหนดเป้าหมายผ่านตัวชี้วัด โดยนำร่องการศึกษาในพื้นที่ศึกษา ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี โดยดำเนินการวิจัยแบบผสมผสานระหว่างการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ - เชิงคุณภาพ การออกแบบเชิงบูรณาการตามหลัก 4D Design Thinking และการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ (Spatial Analysis) โดยริเริ่มสำรวจด้วยดัชนีตัวชี้วัดความปลอดภัยเชิงกายภาพรายพื้นที่ (Crime Vector Index: CVI) จากการสำรวจออนไลน์ ประชากรจำนวน 382 ราย เพื่อประเมินความเสี่ยงและความต้องการ และการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารและผู้แทนท้องถิ่นจำนวน 7 ราย และการจัดอภิปรายกลุ่มสำหรับภาครัฐ-ภาคประชาชนจำนวน 25 ราย ทั้งนี้ ผลการศึกษาวิจัย พบว่า ประชาชนในพื้นที่มีความต้องการให้เน้นย้ำกลไกการสร้างพื้นที่ส่วนกลางสำหรับการใช้ชีวิตร่วมกันและการพักผ่อน (ร้อยละ 25.13) การติดตั้งเสาไฟส่องสว่าง (ร้อยละ 21.20) และการสร้างอาสาสมัครชุมชนช่วยลาดตระเวนในพื้นที่ (ร้อยละ 14.66) และประชาชนในพื้นที่มีความกังวลต้องรับมือความเสี่ยงของอาชญากรรม โดยต้องการมุ่งเน้นการปกป้องความปลอดภัยในชีวิต การแก้ไขปัญหาพื้นที่เสี่ยง สกัดกั้นความเสี่ยงจากภัยภายนอก ในขณะที่ความเข้มแข็งทางสังคมและการสร้างแนวร่วมเฝ้าระวังภัยอาชญากรรมเป็นกลไกสำคัญ และการสร้างพื้นที่ส่วนกลาง ขยายโอกาสในการใช้พื้นที่ร่วมกันและเศรษฐกิจในพื้นที่ ฉะนั้น แนวทางการสร้างเมืองปลอดภัยสำหรับพื้นที่ จึงนำเสนอในรูปแบบเมืองปลอดภัยเชิงผสมผสาน โดยออกแบบมิติความปลอดภัยเชิงกายภาพผ่านการติดตั้งอุปกรณ์และเทคโนโลยีเฝ้าระวังจุดเสี่ยงบริเวณพื้นที่รอยต่อ และมิตินามธรรมผ่านกลไกสร้างชุมชนเข้มแข็งให้เป็น “หุ้นส่วนความปลอดภัยสาธารณะ (Strategic Partnership for Public Security)” และสร้างความสมดุลระหว่างสังคม - เทคโนโลยีโดยเน้นย้ำการมีส่วนร่วม (Engagement) จากผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน (Stakeholders) สร้างความตระหนักการรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่ (Sense of Belonging) เป็นพลเมืองตื่นรู้ (Active Citizen) เพื่อป้องกันอาชญากรรมพื้นฐาน (Street Crimes) และยาเสพติด และยกระดับสู่การสร้างข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ เพื่อแนะนำกระบวนการและขั้นตอนการปฏิบัติ และธรรมาภิบาลด้านเมืองปลอดภัย ด้านกฎ …


แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายจราจร: กรณีศึกษาเมาแล้วขับในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, ณัฐวุฒิ ปัญจชัย Jan 2025

แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายจราจร: กรณีศึกษาเมาแล้วขับในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, ณัฐวุฒิ ปัญจชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมายจราจรเกี่ยวกับความผิดเมาแล้วขับ (2) วิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุที่เป็นอุปสรรคต่อการบังคับใช้กฎหมาย และ (3) เสนอแนวทางพัฒนาการบังคับใช้กฎหมายให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นกรณีศึกษาในพื้นที่กรุงเทพมหานครซึ่งเป็นเขตเมืองที่มีความหนาแน่นของประชากรและยานพาหนะสูง การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 7 ราย ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรในสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล 3 ราย ผู้พิพากษาและพนักงานอัยการในเขตกรุงเทพมหานคร 3 ราย และนักวิชาการด้านอาชญาวิทยาและนโยบายกฎหมายจราจร 1 ราย การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายเมาแล้วขับในพื้นที่กรุงเทพมหานครยังไม่บรรลุเป้าหมายด้านการยับยั้ง แม้กรอบกฎหมายจะกำหนดบทลงโทษไว้ค่อนข้างครบถ้วน แต่การบังคับใช้ในทางปฏิบัติยังขาดความต่อเนื่องและความสม่ำเสมอ โดยมักเข้มงวดเฉพาะช่วงเทศกาลหรือวันหยุดยาว ประกอบกับข้อจำกัดด้านกำลังคน อุปกรณ์ตรวจวัด และเทคโนโลยีสนับสนุน รวมถึงช่องโหว่ของกระบวนการยุติธรรม เช่น การลงโทษสถานเบาในบางกรณี การติดตามผู้กระทำผิดซ้ำที่ไม่เข้มแข็ง และการขาดฐานข้อมูลกลางเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงาน ส่งผลให้ความแน่นอนของบทลงโทษลดลงและพลังในการป้องปรามไม่เพียงพอ จากผลการวิจัย เสนอให้พัฒนาการบังคับใช้กฎหมายในเชิงระบบ ได้แก่ การสุ่มตรวจอย่างทั่วถึงตลอดปี การจัดสรรทรัพยากรให้เพียงพอ การปรับปรุงกฎหมายและกระบวนการเพื่อเพิ่มความแน่นอนของบทลงโทษ โดยเฉพาะต่อผู้กระทำผิดซ้ำ การพัฒนากลไกบูรณาการและฐานข้อมูลกลาง การใช้เทคโนโลยีสนับสนุนควบคู่มาตรการฟื้นฟูและการสร้างจิตสำนึกทางสังคม เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายเมาแล้วขับอย่างยั่งยืน


การวิเคราะห์เมตาโบโลมิกส์ในน้ำนมเหลืองและน้ำนมจากแม่สุกรที่ได้รับอาหารเสริมซินไบโอติก, เมธาพร เจือจันทร์ Jan 2025

การวิเคราะห์เมตาโบโลมิกส์ในน้ำนมเหลืองและน้ำนมจากแม่สุกรที่ได้รับอาหารเสริมซินไบโอติก, เมธาพร เจือจันทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันมีการใช้สารเสริมอาหารสัตว์ในกลุ่มจุลินทรีย์โพรไบโอติกและซินไบโอติกเพื่อทดแทนการใช้สารปฏิชีวนะและลดปัญหาการเกิดเชื้อดื้อยาในอุตสาหกรรมการผลิตสุกร ซึ่งสารเสริมชีวนะดังกล่าวส่งผลในเชิงการส่งเสริมสุขภาพของแม่สุกร เพิ่มประสิทธิภาพในการสังเคราะห์องค์ประกอบและสารภูมิคุ้มกันในน้ำนม รวมทั้งช่วยลดอัตราการเกิดโรคท้องเสียในลูกสุกร อย่างไรก็ตาม การศึกษาข้อมูลสารชีวโมเลกุลขนาดเล็กหรือสารเมตาบอไลต์ในน้ำนมจากแม่สุกรที่ได้รับอาหารเสริมซินไบโอติกยังมีอยู่อย่างจำกัด ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบข้อมูลสารชีวโมเลกุลในน้ำนมจากแม่สุกรที่ได้รับอาหารที่มีการเสริมซินไบโอติก โดยพิจารณาร่วมกับอิทธิพลของระยะการให้นมและอิทธิพลจากลำดับครอกที่แตกต่างกันของแม่สุกร ผลการวิจัยพบว่าสามารถระบุชนิดของสารเมตาบอไลต์และกรดไขมันในตัวอย่างน้ำนมสุกรได้ทั้งหมด 47 และ 23 สาร โดยใช้เทคนิค 1H-NMR และ GC-FID ตามลำดับ ผลการวิเคราะห์ทางสถิติพหุตัวแปรแสดงให้เห็นว่าอิทธิพลจากระยะการให้นมส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงข้อมูลสารชีวโมเลกุลในน้ำนมสุกรอย่างชัดเจน เมื่อพิจารณาตัวอย่างน้ำนมที่เก็บในระยะเดียวกัน พบว่าอิทธิพลของการได้รับอาหารเสริมซินไบโอติกส่งผลต่อความแตกต่างของข้อมูลสาร เมตาบอไลต์ในตัวอย่างน้ำนมเหลืองและน้ำนมในวันที่ 10 เท่านั้น แต่อิทธิพลดังกล่าวส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงข้อมูลกรดไขมันตลอดทุกช่วงระยะการให้นม โดยสามารถใช้การเปลี่ยนแปลงปริมาณสัมพัทธ์ของ adenine, hypoxanthine, taurine, linolenic acid, linoleic acid และ lauric acid เป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพเพื่อระบุความแตกต่างของน้ำนมจากแม่สุกรที่ได้รับอาหารเสริมซินไบโอติกได้ ทั้งนี้อิทธิพลจากลำดับครอกของแม่สุกรไม่ส่งผลต่อความแตกต่างของข้อมูลสารเมตาบอไลต์ แต่ส่งผลต่อความแตกต่างของข้อมูลกรดไขมันอย่างชัดเจนตลอดทุกช่วงระยะการให้นม โดยเฉพาะในแม่สุกรกลุ่มที่ได้รับอาหารเสริมซินไบโอติก ผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเมตาโบโลมิกส์ในการศึกษาการเปลี่ยนแปลงข้อมูลสารชีวโมเลกุลในน้ำนมสุกร และระบุชนิดของตัวบ่งชี้ทางชีวภาพต่ออิทธิพลของการได้รับอาหารเสริมซินไบโอติกได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อปะการังดอกกะหล่ำ Pocillopora Damicornis (Linnaeus, 1758) ในแต่ละช่วงอายุ, กลวัชร จันทร์หอม Jan 2025

ผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อปะการังดอกกะหล่ำ Pocillopora Damicornis (Linnaeus, 1758) ในแต่ละช่วงอายุ, กลวัชร จันทร์หอม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ไมโครพลาสติก (Microplastics) คือ พลาสติกที่มีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร เป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ไมโครพลาสติกเกิดการสะสมได้ในบริเวณแนวชายฝั่ง ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศที่สำคัญในบริเวณ คือ ระบบนิเวศปะการัง งานวิจัยนี้ได้ทำการทดลองผลของไมโครพลาสติกต่อปะการังดอกกะหล่ำ Pocillopora damicornis (Linnaeus, 1758) ซึ่งปะการังที่พบได้ทั่วไปตามแนวปะการังและเป็นปะการังที่มีส่วนสำคัญในการสร้างแนวปะการัง ทำการศึกษาผลกระทบของไมโครพลาสติก PVC (polyvinyl chloride) ขนาด 100-250 และ 251-400 ไมโครเมตร ที่ความเข้มข้น 5 ระดับ ได้แก่ 0 (ชุดควบคุม), 0.0005, 0.001, 0.005 และ 0.01 กรัมต่อลิตร ที่มีต่อตัวอ่อนของปะการัง ทั้งนี้ เมื่อสิ้นสุดการทดลอง (96 ชั่วโมง) พบว่า ปะการังในชุดการทดลองไมโครพลาสติกขนาด 251-400 ไมโครเมตรที่ระดับความเข้มข้น 0. กรัม/ลิตร มีอัตรารอดต่ำที่สุด (85±5 เปอร์เซ็นต์) และมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับชุดควบคุม ในส่วนอัตราการลงเกาะพบว่า แต่ละชุดทดลองมีอัตราการลงเกาะของตัวเกาะใกล้เคียงกันและไม่ต่ำกว่า 67 เปอร์เซ็นต์ และไม่พบความแตกต่างทางสถิติในแต่ละชุดทดลอง สำหรับผลของไมโครพลาสติกต่อปะการังโตเต็มวัย เมื่อสิ้นสุดการทดลอง (96 ชั่วโมง) พบว่า ไมโครพลาสติกไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออัตรารอดของปะการัง (ชิ้นส่วนของกิ่งปะการัง) แต่เมื่อนำชิ้นส่วนปะการังมาย่อย พบไมโครพลาสติกชนิดที่นำมาทดลองสะสมภายในเนื้อเยื่อปะการังเท่านั้น โดยพบไมโครพลาสติกขนาด 100-250 ไมโครเมตร สะสมในชุดทดลองที่ความเข้มข้น 0.005 และ 0.01 กรัม/ลิตร โดยปริมาณของไมโครพลาสติกที่พบเท่ากับ 0.06±0.12 และ 0.80±0.34 ชิ้นต่อ 100 โพลิป ตามลำดับ


ผลของสารสกัดหยาบจากเปลือกของประดู่ป่า Pterocarpus Macrocarpus Kurz ต่อฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระและความมีชีวิตของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่, ฐิติกานต์ เกตุทอง Jan 2025

ผลของสารสกัดหยาบจากเปลือกของประดู่ป่า Pterocarpus Macrocarpus Kurz ต่อฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระและความมีชีวิตของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่, ฐิติกานต์ เกตุทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเสียชีวิตและการเจ็บป่วยทั่วโลก มีปัจจัยเสี่ยงหลายประการที่ส่งผลต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่ หนึ่งในนั้นคือการเปลี่ยนแปลงระดับอนุมูลอิสระของออกซิเจน แม้ว่าการรักษาด้วยเคมีบำบัดจะมีประสิทธิภาพ แต่อัตราความสำเร็จก็ยังค่อนข้างต่ำเนื่องจากเกิดผลข้างเคียงด้านลบหลังการรักษา ประดู่ป่าได้รับการยอมรับว่าเป็นแหล่งของสารสำคัญในด้านการรักษาโรค สารสกัดจากแก่นของประดู่ป่ามีสารประกอบสำคัญคือ homopterocarpin ซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและต้านมะเร็งตับ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่ยังไม่ชัดเจน ในการศึกษานี้ ผู้วิจัยศึกษาผลของสารสกัดหยาบจากเปลือกของประดู่ป่าต่อฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและความมีชีวิตของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ ตัวอย่างประดู่ป่าถูกเก็บและระบุชนิดในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2568 จากนั้นแช่ตัวอย่างแห้งของเปลือกของประดู่ป่าใน methanol เป็นเวลา 48 ชั่วโมง ตัวอย่าง 20 กรัม ให้สารสกัด 3.79 กรัม การวิเคราะห์ TLC ปรากฏจุดสีแดงเด่นชัดในทุกครั้งของการทดสอบ คาดว่าเป็นสารประกอบหลักของสารสกัดคือ homopterocarpin ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดถูกวิเคราะห์ด้วยวิธี DPPH assay และคำนวณค่า IC50 เพื่อประเมินความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระ ซึ่งอยู่ที่ 45 µg/ml การทดสอบความเป็นพิษของสารสกัดต่อเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่คือ HCT116 และ SW620 และเซลล์ไตตัวอ่อนของมนุษย์คือ HEK293 ด้วยวิธี MTT assay คำนวณค่า IC50 เพื่อประเมินความสามารถในการกำจัดเซลล์มะเร็งและความเป็นพิษต่อไต ซึ่งมีค่า 91, 32 และ 87 µg/ml ตามลำดับ สารสกัดจากเปลือกของประดู่ป่าแสดงคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและต้านมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่โดดเด่น อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อศึกษากลไกการออกฤทธิ์ของสารประกอบแต่ละชนิดในสารสกัดนี้


แบบจำลองเชิงตัวเลขการกระจายและการสะสมตัวของขยะพลาสติกลอยน้ำบริเวณชายฝั่งภาคตะวันออกของประเทศไทย, จิราภา อังศุวรพฤกษ์ Jan 2025

แบบจำลองเชิงตัวเลขการกระจายและการสะสมตัวของขยะพลาสติกลอยน้ำบริเวณชายฝั่งภาคตะวันออกของประเทศไทย, จิราภา อังศุวรพฤกษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ขยะทะเลเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิต ระบบนิเวศ และเศรษฐกิจชายฝั่ง ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีการปล่อยขยะลงสู่ทะเลในปริมาณสูง โดยเฉพาะพื้นที่ชายฝั่งภาคตะวันออกของอ่าวไทย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วทั้งทางด้านอุสาหกรรม การท่องเที่ยว การประมง และการตั้งถิ่นฐานตามแนวชายฝั่ง ปัจจุบันปริมาณขยะในทะเลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะขยะพลาสติกซึ่งมีคุณสมบัติย่อยสลายยากและมีน้ำหนักเบา ส่งผลให้ขยะสามารถแพร่กระจายและสะสมตัวในบริเวณกว้าง โดยมีกระแสน้ำเป็นปัจจัยสำคัญที่ควบคุมการเคลื่อนที่ ในการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการกระจายและการสะสมตัวของขยะพลาสติกที่ลอยอยู่บนผิวน้ำในบริเวณอ่าวไทยฝั่งตะวันออก ภายใต้กระแสน้ำที่ได้รับแรงขับจากน้ำขึ้นน้ำลง ลม และคลื่น โดยใช้แบบจำลองเชิงตัวเลข Delft3D แบบสองมิติ วิธีการศึกษาแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ (1) การจำลองการไหลเวียนของกระแสน้ำในอ่าวไทยด้วยแบบจำลองอุทกพลศาสตร์ (Delft3D-FLOW) ร่วมกับแบบจำลองคลื่น (Delft3D-WAVE) (2) การจำลองการเคลื่อนที่ของทุ่นลอย (drogue) เพื่อวิเคราะห์จุดปล่อยทุ่นที่มีแนวโน้มเคลื่อนที่เข้าสู่ชายฝั่งด้านตะวันออกของอ่าวไทย โดยพิจารณาแหล่งกำเนิดของขยะที่ปากแม่น้ำในบริเวณอ่าวไทยและประเทศใกล้เคียง และ (3) การจำลองการกระจายตัวและการสะสมตัวของขยะพลาสติกลอยน้ำด้วยแบบจำลองการติดตามอนุภาค (Delft3D-PART) ผลการศึกษาพบว่า การไหลเวียนของกระแสน้ำในอ่าวไทยมีความสอดคล้องกับฤดูมรสุม โดยในช่วงมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ กระแสน้ำมีลักษณะการไหลแบบตามเข็มนาฬิกา ส่วนช่วงมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ กระแสน้ำไหลแบบทวนเข็มนาฬิกา และในช่วงเปลี่ยนฤดูมรสุม กระแสน้ำมีลักษณะการไหลที่แปรปรวนและมีกระแสน้ำหมุนวนขนาดเล็ก (gyre) ในหลายพื้นที่ ซึ่งกระแสน้ำจะส่งผลโดยตรงต่อการกระจายและการสะสมตัวของขยะพลาสติกลอยน้ำ โดยขยะที่มีแหล่งกำเนิดจากปากแม่น้ำบริเวณอ่าวไทยตอนในและพื้นที่บางส่วนของอ่าวไทยฝั่งตะวันตก ส่วนใหญ่มีการกระจายตัวอยู่ในบริเวณอ่าวไทยตอนใน และเคลื่อนที่ไปตามแนวชายฝั่งด้านตะวันออก โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดชลบุรี ในขณะที่ขยะจากอ่าวไทยฝั่งตะวันออกจะเคลื่อนที่ตามแนวชายฝั่งด้านตะวันออก โดยมีขยะบางส่วนถูกพัดเข้าสู่อ่าวไทยตอนในในช่วงมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และสำหรับการสะสมตัวของขยะพบว่าขยะที่ถูกปล่อยจากอ่าวไทยตอนในมีการสะสมตัวสูงในบริเวณชายฝั่งจังหวัดชลบุรี ส่วนขยะจากฝั่งตะวันออกจะมีการสะสมตลอดแนวชายฝั่งด้านตะวันออก ขณะที่ขยะจากปากแม่น้ำในประเทศใกล้เคียงพบการกระจายตัวและการสะสมตัวในบริเวณอ่าวไทยน้อยมาก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าขยะส่วนใหญ่ที่มีจุดปล่อยจากปากแม่น้ำในอ่าวไทยจะมีการกระจายและการสะสมตัวอยู่ภายในอ่าวไทยเป็นหลัก และมีเพียงบางส่วนที่เคลื่อนที่มาจากพื้นที่นอกอ่าวไทย


การติดตามการวางไข่ของปลาในพื้นที่บริเวณอ่าวไทยโดยใช้วิธีดีเอ็นเอบาร์โค้ดของไข่ปลา, ปฐมวรรธ แซ่ตั้ง Jan 2025

การติดตามการวางไข่ของปลาในพื้นที่บริเวณอ่าวไทยโดยใช้วิธีดีเอ็นเอบาร์โค้ดของไข่ปลา, ปฐมวรรธ แซ่ตั้ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การจัดการประมงอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้เกี่ยวกับการวางไข่ของปลาที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจหลายชนิด ซึ่งประเทศไทยในปัจจุบันยังขาดข้อมูลที่ครอบคลุมในด้านนี้ การศึกษานี้จึงสำรวจการวางไข่ของปลาหลากหลายสปีชีส์โดยใช้เทคนิคดีเอ็นเอบาร์โค้ด เพื่อระบุสปีชีส์ของไข่ปลา ตัวอย่างไข่ปลาถูกเก็บทุก ๆ 3 เดือน เป็นระยะเวลา 1 ปีจากสามพื้นที่ในอ่าวไทย ได้แก่ อ่าวไทยตอนใน จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดชุมพร จากนั้นจึงทำการเพิ่มจำนวนชิ้นส่วนยีน COI (710 คู่เบส) และ 16S rRNA (570 คู่เบส) ด้วยเทคนิค PCR และนำไปหาลำดับนิวคลีโอไทด์เปรียบเทียบกับฐานข้อมูล GenBank เพื่อระบุสปีชีส์ของปลา โดยสามารถระบุสปีชีส์ได้เมื่อลำดับนิวคลีโอไทด์ตรงกับฐานข้อมูลมากกว่า 97% ขึ้นไป ผลการศึกษาพบรูปแบบการวางไข่ของปลาที่หลากหลาย และสามารถระบุสปีชีส์ของปลาได้มากกว่า 34 วงศ์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของสปีชีส์ปลาในอ่าวไทย นอกจากนี้ ยังพบว่าปลาบางชนิดวางไข่ตลอดทั้งปี ในขณะที่บางชนิดวางไข่เฉพาะช่วงฤดูกาล สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างในกลยุทธ์การสืบพันธุ์ของปลาแต่ละชนิด อีกทั้งยังพบว่าปลาหลายชนิดมีแหล่งวางไข่เฉพาะพื้นที่ ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางชีวภาพที่สูงในอ่าวไทย และให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแหล่งวางไข่ของปลา ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อการหารือเกี่ยวกับแนวทางการจัดการประมงในอนาคต


การสังเคราะห์แกรฟีนควอนตัมดอตฐานกรดฮิวมิกและการประยุกต์เป็นสารเคลือบเซนเซอร์ตรวจจับความเครียด, ปริตตา จูฑาภักติ Jan 2025

การสังเคราะห์แกรฟีนควอนตัมดอตฐานกรดฮิวมิกและการประยุกต์เป็นสารเคลือบเซนเซอร์ตรวจจับความเครียด, ปริตตา จูฑาภักติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

แกรฟีนควอนตัมดอต (GQDs) ถูกสังเคราะห์จากกรดฮิวมิก (HA) ที่เป็นสารตั้งต้นด้วยการใช้หม้อทอดไฟฟ้าด้วยวิธีไฮโดรเทอร์มอล ซึ่งในงานวิจัยนี้มุ่งเน้นการศึกษาตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์ GQDs ด้วยการเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนของกรดฮิวมิกที่ใช้สังเคราะห์และศึกษาผลของตัวโดป จากผลการศึกษาพบว่าตัวโดปที่ใช้ในการะบวนการสังเคราะห์ GQDs ที่เหมาะสมคือ เอทิลีนไดเอมีน (EDA) และจากผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า GQDs ที่ใช้ EDA มีความเข้มแสงฟลูออเรสเซนต์สูงสุดที่ 66 หน่วยที่ความยาวคลื่น 467 นาโนเมตร (ช่วงแสงเขียวอมฟ้า) เมื่ออัตราส่วนกรดฮิวมิกต่อเอทิลีนไดอะมีนเท่ากับ 10 : 0.5 (มิลลิกรัม : มิลลิลิตร) ขนาดเฉลี่ยของอนุภาคอยู่ที่ 6.68 นาโนเมตร ซึ่งถูกวิเคราะห์โดยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องผ่าน และการวัดขนาดอนุภาค เทคนิคสเปกตรัมฟลูออเรสเซนซ์ และการดูดกลืนรังสี ตามลำดับ โครงสร้างกราฟิติกของ GQDs ถูกยืนยันด้วยสเปกโทรสโกปีรามาน ดังนั้นในงานวิจัยนี้จึงสนใจที่จะนำ GQDs ที่ใช้ EDA เป็นตัวโดปไปประยุกต์ใช้งานเป็นสารเคลือบเรืองแสงที่นำไปเคลือบลงบนยางซิลิโคนเพื่อนำไปประยุกต์ใช้เป็นสารเคลือบเซนเซอร์ตรวจจับความเครียด พบว่า ความเข้มของแสงฟลูออเรสเซนต์ของสารเคลือบเรืองแสง GQDs มีแนวโน้มลดลงเมื่อเวลาเวลาผ่านไป แต่สามารถหดกลับคืนใกล้เคียงสภาพเดิมเมื่อปล่อยการให้แรง และเมื่อเทียบค่าความเข้มของแสงฟลูออเรสเซนต์ของแต่ละอัตราส่วน พบว่า ที่อัตราส่วนกรดฮิวมิกต่อเอทิลีนไดอะมีนเท่ากับ 50 : 0.5 (มิลลิกรัม : มิลลิลิตร) มีค่าเข้มแสงของแสงฟลูออเรสเซนต์สูงที่สุด


ฮอร์โมนเอกไดสเตียรอยด์ในวงจรการลอกคราบของปูขาว Scylla Paramamosain Estampador, 1949, พีรเดช ใจมั่น Jan 2025

ฮอร์โมนเอกไดสเตียรอยด์ในวงจรการลอกคราบของปูขาว Scylla Paramamosain Estampador, 1949, พีรเดช ใจมั่น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ฮอร์โมนกลุ่มเอกไดสเตียรอยด์ (ecdysteroids) เป็นฮอร์โมนสเตียรอยด์ที่มีบทบาทสำคัญในการควบคุมกระบวนการลอกคราบ การเจริญเติบโต และการพัฒนาในสัตว์ขาปล้อง โดยเฉพาะในกลุ่มครัสเตเชียน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ชนิดฮอร์โมนและระดับฮอร์โมนกลุ่ม ecdysteroids ในวงจรการลอกคราบของปูขาว (Scylla paramamosain) โดยเลี้ยงปูในระบบน้ำหมุนเวียนเป็นเวลา 2 เดือน ครอบคลุมวงจรลอกคราบอย่างน้อย 1 รอบ และเก็บตัวอย่างเลือดทุก 2 วัน ปริมาณ 100 µL เพื่อตรวจวัดฮอร์โมน Ecdysone (E), 20-hydroxyecdysone (20-HE) และ Ponasterone A (PoA) ด้วยเทคนิค High Performance Liquid Chromatography (HPLC) ผลการวิเคราะห์พบว่า ฮอร์โมน PoA มีความเข้มข้นสูงในระยะ premolt (445.18 ± 54.64 ng/mL, n=11) มากกว่าระยะ intermolt อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (78.46 ± 9.9 ng/mL, n=11; p


แนวทางการจัดการเรียนรวมของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในการเรียนวิชาพลศึกษาระดับมัธยมศึกษา, ณัฐพรรษ สอนประสาร Jan 2025

แนวทางการจัดการเรียนรวมของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในการเรียนวิชาพลศึกษาระดับมัธยมศึกษา, ณัฐพรรษ สอนประสาร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพ และปัญหาการจัดการเรียนรวมของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในการเรียนรวมวิชาพลศึกษาระดับมัธยมศึกษา 2) นำเสนอแนวทางการจัดการเรียนรวมของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในการเรียนวิชาพลศึกษาระดับมัธยมศึกษา กลุ่มตัวอย่างได้มาจากการคำนวณโดยใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) และการสุ่มแบบเป็นชั้นภูมิ (แบ่งชั้น) (Stratified Sampling) โดยจำแนกโรงเรียนตามภูมิภาคทั้ง 4 ภาค และใช้การจัดสรรกลุ่มตัวอย่างตามสัดส่วน (Proportional Allocation) ดำเนินการส่งแบบสอบถามไปยังครูที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด 285 ฉบับ และได้รับการตอบกลับมาอย่างสมบูรณ์จำนวน 228 ฉบับ คิดเป็น ร้อยละ 80 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แบบสอบถามเกี่ยวกับแนวทางการจัดการเรียนรวมของนักเรียนที่มีความต้องพิเศษในการเรียนวิชาพลศึกษาระดับมัธยมศึกษา มีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.6-1.0 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) โรงเรียนส่วนใหญ่มีความตั้งใจจัดการเรียนรวมวิชาพลศึกษา แต่ยังขาดบุคลากรเฉพาะทางและระบบการบริหารจัดการที่ชัดเจน จึงต้องพึ่งพารูปแบบที่ยืดหยุ่นมากกว่ารูปแบบมาตรฐาน (SEAT Framework) 2) แนวทางการเรียนรวมตาม SEAT Framework มีจุดเด่นด้านการจัดการเรียนรวมวิชาพลศึกษาให้กับผู้เรียนและกิจกรรมการเรียนการสอน ที่ได้รับการสนับสนุนจากครูผู้สอนเป็นอย่างดี แต่ยังมีจุดด้อยด้านสภาพสิ่งแวดล้อม ด้านเครื่องมือ โดยเฉพาะอุปกรณ์เฉพาะในการเรียนวิชาพลศึกษาของนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ และด้านครูการศึกษาพิเศษที่มีจำนวนน้อย บางโรงเรียนไม่มีครูเหล่านี้ จึงเป็นแนวทางที่ควรปรับปรุงอย่างเร่งด่วน


การพัฒนาโปรแกรมการเรียนรู้ด้วยการชี้นำตนเองเพื่อเสริมสร้างทักษะการวิจัยบนพื้นฐานหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์, รุ่งรัตน์ ผลสวัสดิ์ Jan 2025

การพัฒนาโปรแกรมการเรียนรู้ด้วยการชี้นำตนเองเพื่อเสริมสร้างทักษะการวิจัยบนพื้นฐานหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์, รุ่งรัตน์ ผลสวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาและความต้องการในการเรียนรู้ด้วยการชี้นำตนเองเพื่อเสริมสร้างทักษะการวิจัยบนพื้นฐานหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์ 2) พัฒนาโปรแกรมการเรียนรู้ด้วยการชี้นำตนเองเพื่อเสริมสร้างทักษะการวิจัยบนพื้นฐานหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์ 3) นำเสนอปัจจัยแห่งความสำเร็จและปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการใช้โปรแกรมการเรียนรู้ด้วยการชี้นำตนเองเพื่อเสริมสร้างทักษะการวิจัยบนพื้นฐานหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์ที่พัฒนาขึ้น ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานวิธี ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยใช้การทดลองแบบกลุ่มทดลองเดียว มีการวัดผลก่อนและหลังการทดลอง ซึ่งครอบคลุมการวิจัย 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ศึกษาปัญหาและความต้องการ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสนทนากลุ่มกับผู้เข้าร่วม 7 คน ประกอบไปด้วย ผู้บริหาร อาจารย์แพทย์ แพทย์ประจำบ้าน เพื่อระบุประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะการวิจัย ระยะที่ 2 พัฒนาและทดลองโปรแกรม โดยโปรแกรมพัฒนาขึ้นด้วยบูรณาการร่วมกัน 3 แนวคิด ประกอบไปด้วย แนวคิดการศึกษานอกระบบโรงเรียนของ Boyle (1981) แบบจำลองการศึกษานอกระบบโรงเรียนของ Boyle (1981) โดยใช้แนวคิดกระบวนการเรียนรู้ด้วยนการชี้นำตนเอง 7 ขั้นตอนของ Knowles (1975;1980) และแนวคิดหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแแพทย์ของ Sackett (1997;2000) เป็นเนื้อหา กลุ่มทดลองประกอบด้วย อาจารย์แพทย์ และแพทย์ประจำบ้าน จำนวน 30 คน ซึ่งได้รับการคัดเลือกโดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เก็บข้อมูลโดยใช้แบบประเมินทักษะการวิจัย และแบบสอบถามความพึงพอใจ ระยะที่ 3 ศึกษาปัจจัยแห่งความสำเร็จและปัจจัยที่เป็นอุปสรรค ใช้การสัมภาษณ์เพื่อระบุปัจจัยแห่งความสำเร็จและอุปสรรคที่พบในระหว่างการใช้งานโปรแกรม ผลการวิจัยพบว่า 1. ปัญหาและความต้องการ โดยปัญหาถูกจัดประเภทเป็น 3 บริบทที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ 1) หลักสูตรและการเรียนการสอน 2) ผู้เรียน และกระบวนการเรียนรู้ 3) สภาพแวดล้อม และแหล่งเรียนรู้ ส่วนความต้องการประกอบด้วยแนวคิดพื้นฐานด้านการวิจัย วิธีการวิจัยที่เหมาะสม และการใช้การวิจัยบนพื้นฐานเชิงประจักษ์อย่างมีเหตุผล ขณะที่การพัฒนาทักษะวิจัยจำเป็นต้องอาศัยการประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติ 2. โปรแกรมการเรียนรู้ ประกอบด้วย 1) วัตถุประสงค์ 2) ผู้เรียน 3) ผู้สอน 4) เนื้อหาสาระ 5) กิจกรรมการเรียนรู้ 6)แหล่งเรียนรู้ด้วยตนเอง 7) การติดตามและการประเมินผลการเรียนรู้ ผลการใช้โปรแกรมพบว่า ด้านผลลัพธ์การเรียนรู้ของกลุ่มทดลอง คะแนนความรู้การวิจัยหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง โดยพบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของคะแนนความรู้การวิจัยมีนัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ …


ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้แนวคิดการฝึกสติที่มีต่อการจัดการพฤติกรรมก้าวร้าวและการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคลของนักเรียนมัธยมศึกษา, วารินทร์ เกตุเกลี้ยง Jan 2025

ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้แนวคิดการฝึกสติที่มีต่อการจัดการพฤติกรรมก้าวร้าวและการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคลของนักเรียนมัธยมศึกษา, วารินทร์ เกตุเกลี้ยง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้แนวคิดการฝึกสติที่มีต่อการจัดการพฤติกรรมก้าวร้าวและการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคลของนักเรียนมัธยมศึกษา โดย 1)เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมก้าวร้าวและการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคล ก่อนและหลัง การทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม 2)เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมก้าวร้าวและการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคล หลังการทดลองระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 70 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 35 คน และกลุ่มควบคุม 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้แนวคิดการฝึกสติที่มีต่อการจัดการพฤติกรรมก้าวร้าวและการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคลของนักเรียนมัธยมศึกษา จำนวน 8 แผน 2) แบบประเมินและแบบทดสอบการจัดการพฤติกรรมก้าวร้าวและการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคล มีค่าความตรงเชิงเนื้อหา 0.84, 0.89, 0.78 และ 0.83 ตามลำดับ และมีค่าความเที่ยง 0.82 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนด้วยค่าที (t-test) ผลการวิจัย พบว่า 1. กลุ่มทดลองมีค่าคะแนนเฉลี่ยของการจัดการพฤติกรรมก้าวร้าวและการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคลสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาสูงกว่า ก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. กลุ่มทดลองมีค่าคะแนนเฉลี่ยของการจัดการพฤติกรรมก้าวร้าวและการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคลสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาสูงกว่า นักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


The Effects Of An Integrated Application Supported Mindfulness-Based Cognitive Therapy Program On Depression Among Adolescents With Non Suicidal Self-Injury, Russunan Jantarapakdee Jan 2025

The Effects Of An Integrated Application Supported Mindfulness-Based Cognitive Therapy Program On Depression Among Adolescents With Non Suicidal Self-Injury, Russunan Jantarapakdee

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This randomized controlled trial with repeated measures aimed to evaluate the effectiveness of an integrated application supported MBCT program in reducing depression among adolescents with NSSI. The sample consisted of 96 participants who met the inclusion criteria and were randomly assigned to either the experimental group or control group, with 48 participants in each group. The experimental group received the program, was developed based on the MBCT framework proposed by Segal et al. (2013) once a week for 60 minutes over eight weeks. Sessions were delivered through both on-site activities at schools and online meetings via the LINE application, supplemented …


Recommendations For The Novel Assessment System In The Doctor Of Medicine Program From The Medical Students’ And The Educators’ Perspectives, Tanat Tabtieang Jan 2025

Recommendations For The Novel Assessment System In The Doctor Of Medicine Program From The Medical Students’ And The Educators’ Perspectives, Tanat Tabtieang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The 2024 Doctor of Medicine curriculum at Chulalongkorn University introduced a new assessment system comprising outcome-based assessment system with milestones, a non-tiered grading model with recognition of excellence, a professional development dashboard (PDD), remediation with re-examination, and a faculty-level student profile (FLSP). This study employed a quantitative cross-sectional survey design, complemented by a sequential exploratory element, to compare student and faculty perspectives using a questionnaire across five themes, analyzed with descriptive statistics, Mann-Whitney U tests, and effect sizes (ES). A total of 490 students and 285 faculty responded. When analyzed by theme, students showed greater confidence than faculty in the …


Antimicrobial Activity Of Silver Nanoparticles Synthesized Using Thai Herbal Extracts, Charuwan Pradabsang Jan 2025

Antimicrobial Activity Of Silver Nanoparticles Synthesized Using Thai Herbal Extracts, Charuwan Pradabsang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Synthesis of silver nanoparticles (SNP) using Thai herbal plants, namely Garcinia cowa Roxb. ex Choisy (S1), Boesenbergia rotunda (L.) Mansf. (S2), Curcuma mangga Valeton & Zijp (S3), Momordica charantia L. forma abbreviata (Ser.) W. J. de Wilde & Duyfjes (S4), Persicaria odorata (Lour.) Soják (S5), Litsea elliptica Blume (S6), Gnetum gnemon Linn. var. tenerum Markgr (S7), Phaleria macrocarpa (Scheff.) Boerl. (S8), Salacia chinensis Linn. (S9) and Brachypterum scandens (Roxb.) Miq. (S10), is considerably economical and safe. Plants and preparation methods can affect properties and bioactivity such as controlled temperature of SNP. This study aimed to assess the ability of aqueous …


The Development Of Surveillance And Monitoring Tools For Pharmaceutical Supply Chain Management System For Public Health Emergencies, Kakanang Tosanguan Jan 2025

The Development Of Surveillance And Monitoring Tools For Pharmaceutical Supply Chain Management System For Public Health Emergencies, Kakanang Tosanguan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Thailand frequently experiences public health emergencies (PHEs) that severely disrupt pharmaceutical supply chain (PSC) management. This study addresses the urgent need for a specialized assessment tool to identify system weaknesses, support timely risk management, and enhance national preparedness planning.Methods: Utilizing a sequential exploratory mixed-methods design (July 2022–July 2024), the study began with a scoping review to identify existing frameworks. Following this, in-depth interviews with 36 key stakeholders synthesized conceptual domains. The draft tool underwent rigorous content validity assessment by 63 experts and was then pilot tested with 62 participants to confirm reliability (Cronbach’s alpha).Results: The evidence synthesis resulted in …


Optimization And Efficacy Of Car T Cells Derived From Newly Generated Anti-Cd22 Monoclonal Antibody For Blood Cancer Treatment, Wipawadee Ruengdej Jan 2025

Optimization And Efficacy Of Car T Cells Derived From Newly Generated Anti-Cd22 Monoclonal Antibody For Blood Cancer Treatment, Wipawadee Ruengdej

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Chimeric antigen receptor (CAR) T-cell therapy has revolutionized the treatment of B-cell malignancies. Nevertheless, relapse due to loss of CD19 expression remains a major clinical challenge. CD22 serves as an alternative target because of its consistent expression on malignant B cells, even in CD19-negative disease. Optimization of CD22-directed CAR design is therefore critical to enhance antitumor potency and persistence. Two novel anti-CD22 CAR constructs were generated from monoclonal antibody clones 24A7G6 and 29H9C8, each incorporating either a 4-1BB or CD28 costimulatory domain. The resulting CAR T cells were evaluated for proliferation, phenotype, and cytotoxicity against CD22-positive (Raji, Nalm-6) and CD22-negative …


From Rice Farming To Plastic Recycling: Local Innovation And Agrarian Change In Minh Khai Village, Hung Yen Province, Vietnam, Phuong Linh Pham Jan 2025

From Rice Farming To Plastic Recycling: Local Innovation And Agrarian Change In Minh Khai Village, Hung Yen Province, Vietnam, Phuong Linh Pham

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research analyzes the initiation and expansion of the plastic waste recycling business from the perspective of local innovation, and the agrarian consequences of this business in Minh Khai village, Hung Yen, Vietnam. Originating in the 1980s as individual efforts to diversify household livelihoods amid poverty, Minh Khai’s plastic recycling industry gradually evolved into a community-based economic ecosystem. This development was shaped by the opportunities created through economic reforms, the geographical advantages of certain regions, and the strong role of kinship networks in sharing knowledge and new livelihood models. This transformation in livelihood patterns has driven a transition in land …


Using Theory Of Planned Behaviour And Stigma To Predict Help-Seeking Behaviours For Mental Health Issues Among Thai College Students, Duong Hoang Anh Tran Jan 2025

Using Theory Of Planned Behaviour And Stigma To Predict Help-Seeking Behaviours For Mental Health Issues Among Thai College Students, Duong Hoang Anh Tran

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

With the high prevalence of mental health issues, especially among college students, research on help-seeking behaviour is needed. This study aims to investigate the theory of planned behaviour, as well as social stigma and self-stigma as extended factors, in predicting help-seeking intention. Help-seeking intention was measured through the intention to use free-of-charge mental health services provided by the university. A sample of 105 undergraduates studying at Chulalongkorn University answered self-reported questions regarding help-seeking intention, attitude toward help-seeking, subjective norms, perceived behavioural control (PBC), self-stigma, social stigma, knowledge about mental health, knowledge about mental health services, and informal help-seeking. Results from …


Development Of Potentiometric Aptasensor For The Detection Of Escherichia Coli, Chalinee Auanphui Jan 2025

Development Of Potentiometric Aptasensor For The Detection Of Escherichia Coli, Chalinee Auanphui

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

A potentiometric aptasensor was developed for the rapid and label-free detection of Escherichia coli (E. coli), a major food- and water-borne pathogen of public health concern. The sensor utilized a laser-induced graphene (LIG) electrode fabricated by laser engraving on a polyimide substrate, followed by modification with an ion marker, coating with a carboxylated poly(vinyl chloride) (PVC–COOH) membrane, and immobilization of an E. coli-specific aptamer. The remaining surface was blocked with bovine serum albumin (BSA) to minimize nonspecific adsorption. Detection was based on changes in ion exchange between the ion marker and membrane upon the specific binding of E. coli to …


Evaluation Of Heavy Metal Bioaccumulation And Growth In Hemp From Chicken Manure, Vermicompost, And Wastewater Sludge With Biochar And Health Risk Assessment, Chutiphan Sangsoda Jan 2025

Evaluation Of Heavy Metal Bioaccumulation And Growth In Hemp From Chicken Manure, Vermicompost, And Wastewater Sludge With Biochar And Health Risk Assessment, Chutiphan Sangsoda

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Hemp (Cannabis sativa L.) has become an economically valuable crop with a wide range of benefits. To promote more sustainable agricultural systems, the use of recycled substrates has increasingly replaced traditional fertilizers. However, substrates such as dry chicken manure, vermicompost, and wastewater sludge (WWS) combined with biochar often contain heavy metal contaminants, which may pose health risks through exposure to hemp. This study investigated three cultivars Rosella, Superwoman S1, and Red Robin over a 120-day period. The objectives were: (1) to compare the effects of dry chicken manure, vermicompost, and wastewater sludge (with and without biochar) on soil nutrient quality …


Removal Of Antibiotics Under Visible Light By Using C,N-Tio2 Incorporated Into Magnetite Mesoporous Silica Composites, Dwita Widyawati Jan 2025

Removal Of Antibiotics Under Visible Light By Using C,N-Tio2 Incorporated Into Magnetite Mesoporous Silica Composites, Dwita Widyawati

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Water contamination, particularly from antibiotics such as ciprofloxacin, is a significant environmental challenge necessitating the development of new remediation solutions. A promising technique for eliminating CIP from the environment is photocatalysis. The synthesis of C,N-doped TiO2 embedded within magnetite mesoporous silica (MSI) composites is prepared to serve as a promising semiconductor catalyst for photodegradation under visible illumination. Tetrabutyl titanate (TBOT), glucose, and urea are used as precursors in the sol-gel synthesis process, which controls elemental ratios to produce a unique mesoporous composite material intended to improve antibiotic photodegradation in the presence of visible light. Comparisons showed significant differences between capped …


Gel Based Sensing Platforms For Ammonia Detection, Patita Salee Jan 2025

Gel Based Sensing Platforms For Ammonia Detection, Patita Salee

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research focuses on the development of two biopolymer-based colorimetric platforms for ammonia detection in environmental water and gaseous samples. To detect ammonia in water samples, an agarose hydrogel membrane containing salicylate, hypochlorite, and sodium nitroprusside was incorporated into a flow analysis system to perform the Berthelot reaction within the gel. Ammonium in the sample was converted to monochloramine in an alkaline reagent stream, and its subsequent interaction with the sensing membrane yielded an indosalicylate blue chromophore, causing the gel to change from pale yellow to green–blue as the ammonia concentration increased. Under the optimal operating conditions, the method provided …


ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้สารเสพติดของผู้ใช้สารเสพติด หลายชนิดร่วมกันในภาคใต้ของประเทศไทย, เตชินี สิทธิอำนวย Jan 2025

ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้สารเสพติดของผู้ใช้สารเสพติด หลายชนิดร่วมกันในภาคใต้ของประเทศไทย, เตชินี สิทธิอำนวย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สถานการณ์และรูปแบบการใช้สารเสพติดร่วมของผู้ใช้สารเสพติดที่รับการบำบัดสารเสพติดในโรงพยาบาลรัฐบาลในเขต ภาคใต้ และ 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรร ได้แก่ อายุ เพศ อาชีพ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส อายุที่เริ่มใช้สารเสพติด ระยะเวลาการใช้สารเสพติด การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวลขณะปัจจุบัน การวิตกกังวลประจำบุคคล การเผชิญความเครียดด้านการมุ่งแก้สาเหตุปัญหา การเผชิญความเครียดด้านการจัดการกับอารมณ์ และสัมพันธภาพในครอบครัว กับพฤติกรรมการใช้สารเสพติดของผู้ใช้สารเสพติดหลายชนิดร่วมกันในภาคใต้ กลุ่มตัวอย่างเพื่อตอบวัตถุประสงค์วิจัยข้อ 1 คือ ผู้ใช้สารเสพติด จำนวน 111 คน และกลุ่มตัวอย่างเพื่อตอบวัตถุประสงค์วิจัยข้อ 2 คือ ผู้ใช้สารเสพติดหลายชนิดร่วมกัน จำนวน 211 คน ทั้งเพศชายและหญิง ที่มีอายุ 20 – 59 ปี ที่ได้รับการคัดเลือกตามเกณฑ์คุณสมบัติที่กำหนดไว้ ซึ่งเข้ารับการบำบัดรักษายาเสพติดแบบผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลรัฐบาลในเขตภาคใต้ ได้แก่ โรงพยาบาลธัญญารักษ์สงขลา โรงพยาบาลมหาราช นครศรีธรรมราช โรงพยาบาลสิชล และโรงพยาบาลพระพรหม จังหวัดนครศรีธรรมราช เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 5 ชุด คือ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามพฤติกรรมการใช้สารเสพติด 3) แบบประเมินภาวะซึมเศร้า 9Q 4) แบบวัดความวิตกกังวล STAI 5) แบบวัดการเผชิญความเครียต และ 6) แบบสอบถามสัมพันธภาพในครอบครัว สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูลได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติไคสแคว์ และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สันผลการวิจัยพบว่า 1. จากผลการศึกษาสถานการณ์และรูปแบบการใช้สารเสพติดในภาคใต้ พบว่า ผู้ใช้สารเสพติดเพียงชนิดเดียวมีเพียง 23 คน (ร้อยละ 20.7) และผู้ใช้สารเสพติดส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการใช้สารเสพติดหลายชนิดร่วมกัน 88 คน (ร้อยละ 79.3) จำแนกเป็นใช้สารเสพติดสองชนิดร่วมกัน 76 คน (ร้อยละ 68.5) และใช้สารเสพติดสามชนิดร่วมกัน …


Simulation Of Optimal Control Of Vaccination For Svihr Covid-19 Epidemic Model, Kantanop Yimfan Jan 2024

Simulation Of Optimal Control Of Vaccination For Svihr Covid-19 Epidemic Model, Kantanop Yimfan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Infectious disease modeling plays a crucial role in understanding and managing epidemic outbreaks. Mathematical models, combined with control strategies, can help guide effective interventions and policy making. In this study, we examined an epidemic model, so-called SV IHR, which is an extended SIR model with additional states to incorporate vaccination and treatment. Our goal is to determine parameters known as controls; specifically, the vaccination proportion, through the framework of the optimal control problems. We defined an objective function and explored the control strategies that optimize it. Numerical simulations were then performed to illustrate the dynamics of the epidemic both with …