Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 541 - 570 of 2655

Full-Text Articles in Entire DC Network

Hospital-Prepared: Autologous Platelet Rich Fibrin (Prf) Membrane For Corneal Epithelial Defect, Sarisa Tangkhunchaisaeng Jan 2023

Hospital-Prepared: Autologous Platelet Rich Fibrin (Prf) Membrane For Corneal Epithelial Defect, Sarisa Tangkhunchaisaeng

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

An autologous platelet rich fibrin (PRF) membrane, a new generation of platelet concentrate known to have an effect on enhancing corneal epithelial wound healing by supersaturating the wound with epitheliotropic growth factors and being a scaffold for cellular proliferation and migration. However, there is no standard protocol for ophthalmologic use. This study aims to compare the characteristics of hospital prepared PRF membrane in four different protocols. We propose the super low centrifugation technic to yield the higher platelet cells and epitheliotropic growth factors. Blood samples were collected in 3 healthy volunteers with 4 different centrifugation protocols (100 g/5min, 200g force/5 …


The Association Between Medication Adherence, Belief About Medicine, And Other Factors Among Patients With Gout In A Tertiary Hospital In Bangkok, Ratanapha Phuan-Udom Jan 2023

The Association Between Medication Adherence, Belief About Medicine, And Other Factors Among Patients With Gout In A Tertiary Hospital In Bangkok, Ratanapha Phuan-Udom

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Objective: For the effective treatment of gout, medication adherence is essential, as the primary goal is to maintain serum uric acid levels below 6 mg/dL. Various factors, including clinical, psychological, and socioeconomic factors, can influence patients' adherence to treatment and subsequently affect gout control. This study aimed to assess the relationship between medication beliefs and adherence to urate-lowering therapy in patients with gout and explore the associated factors. Materials and Methods: In this cross-sectional study, patients with gout aged 20–80 years receiving urate-lowering therapy at a tertiary hospital were enrolled. Medical adherence was assessed using the 8-item Morisky Medication Adherence …


ผลของโปรแกรมการจัดการภาวะฟอสเฟตในเลือดสูงตามแนวคิดทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและการสัมภาษณ์เพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจผ่านทางเทเลเฮลท์ ในผู้ป่วยที่ได้รับการบำบัดทดแทนไตโดยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ในสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, อารมย์ ทองสันติ Jan 2023

ผลของโปรแกรมการจัดการภาวะฟอสเฟตในเลือดสูงตามแนวคิดทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและการสัมภาษณ์เพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจผ่านทางเทเลเฮลท์ ในผู้ป่วยที่ได้รับการบำบัดทดแทนไตโดยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ในสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, อารมย์ ทองสันติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการภาวะฟอสเฟตในเลือดสูงตามแนวคิดทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและการสัมภาษณ์เพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจผ่านทางเทเลเฮลท์ในกลุ่มผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการบำบัดทดแทนไตโดยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (โปรแกรม TMT) ในสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม มีผู้เข้าร่วมวิจัยที่ตรงตามเกณฑ์ทั้งหมด 80 คน ได้รับการสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 40 คน ด้วยวิธีสุ่มแบบชั้นภูมิร่วมกับการใช้บล็อก โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรม TMT เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม ซึ่งได้รับการดูแลแบบปกติตามมาตรฐานการรักษาในศูนย์ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Linear regression เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของตัวแปรและสถิติ Fisher’s exact test เพื่อเปรียบเทียบตัวแปรเชิงกลุ่มระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 ใช้ระยะเวลาในการศึกษา 24 สัปดาห์ ผลการศึกษาจากการวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Intention to treat พบว่าระดับฟอสเฟตในเลือดของกลุ่มทดลองลดลงมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ผลต่างค่าเฉลี่ย = -1.03, 95% CI = -1.77, -0.29) พฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีส่วนประกอบของฟอสฟอรัสในกลุ่มทดลองดีกว่ากลุ่มควบคุม (ผลต่างค่าเฉลี่ย = 37.76, 95% CI = 23.54, 51.98) ระดับความพร้อมในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ความเชื่อมั่นในการรับประทานยาจับฟอสเฟตและพฤติกรรมการรับประทานยาจับฟอสเฟตอย่างต่อเนื่องของกลุ่มทดลองดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p-value < 0.001, 0.025 และ 0.001 ตามลำดับ แม้ว่าความรู้เกี่ยวกับการป้องกันและจัดการภาวะฟอสเฟตในเลือดสูงของทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน (ผลต่างค่าเฉลี่ย = 3.86, 95% CI = -0.57, 8.29) จากผลของการศึกษาแสดงให้เห็นว่าโปรแกรม TMT สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อช่วยลดระดับฟอสเฟตในเลือดให้กับผู้ป่วยได้


Intersectionality And Gender Injustice In Higher Education In Pre- And Post-Coup Myanmar, Ei Yin Yin Phyu Jan 2023

Intersectionality And Gender Injustice In Higher Education In Pre- And Post-Coup Myanmar, Ei Yin Yin Phyu

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research examines gender injustice in Higher Education in pre- and post-coup Myanmar. It explores how gender injustice has been perceived and practiced during the semi- civilian government and after the 2021 coup, both in private and public spaces. Using intersectionality and gender injustice concepts, this research employs a qualitative approach, collecting primary data through interviews with women university scholars, as well as secondary sources such as legal documents, education laws, university policies and regulations regarding gender equality. It incorporates other gender-related concepts and frameworks in order to strengthen its empirical findings. Primary data collection included 17 female participants from …


การบัญชีนิติวิทยา : กลไกป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ, อิฐฐนันธ์ ปุรณะพรรค์ Jan 2023

การบัญชีนิติวิทยา : กลไกป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ, อิฐฐนันธ์ ปุรณะพรรค์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง “การบัญชีนิติวิทยา : กลไกการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อศึกษาถึงการใช้การบัญชีนิติวิทยามาต่อสู้กับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ และเสนอ แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพของการบัญชีนิติวิทยา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 17 ท่าน และสังเคราะห์ข้อมูลเป็นข้อเสนอแนะที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ ผลการวิจัยที่สำคัญ พบว่า การบัญชีนิติวิทยา คือ การรวบรวมหลักฐานการก่ออาชญากรรมทางเศรษฐกิจและการทุจริตไปสำแดงในชั้นศาล โดยใช้เทคนิคการสืบสวนทางการเงินและการบัญชี กลไกการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจด้วยการใช้การบัญชีนิติวิทยา ประกอบด้วย (1) การป้องกันอาชญากรรม (Prevention) (2) การตรวจจับเฝ้าระวัง (Detection) (3) การสืบสวน (Investigation) เก็บรวบรวมหลักฐานขึ้นสู่ชั้นศาลหรือไกล่เกลี่ย และ (4) การเยียวยาชดใช้ผู้เสียหาย เทคนิคการบัญชีนิติวิทยาแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ (1) Collection Forensic คือ การตรวจสอบเอกสารและไฟล์เอกสาร (2) Digital Forensic คือ การสืบหาหลักฐานจากอุปกรณ์และแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างๆ ปัญหาและอุปสรรคของการใช้บัญชีนิติวิทยาในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น ประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานการบัญชีนิติวิทยาและจรรยาบรรณของนักบัญชีนิติวิทยา จึงควรจัดตั้ง “สมาคมนักบัญชีนิติวิทยาแห่งประเทศไทย” หรือกำหนดให้เป็นสาขาวิชาชีพแขนงหนึ่งใน “สภาวิชาชีพบัญชี” นักบัญชีนิติวิทยาภาคเอกชนถูกจำกัดการเข้าถึงฐานข้อมูลทางการเงิน ขณะที่หน่วยงานภาครัฐสามารถเข้าถึงฐานข้อมูลได้เต็มที่ จึงอาจจำเป็นต้องมีกฎหมายพิเศษ เช่น “ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ” และการจัดตั้งองค์กรกลางที่เป็น “Single of Command” เช่น “กระทรวงความมั่นคงภายใน” หรือ “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปป.อศ.)” หรือเพิ่มบทบาทหน้าที่ของ “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)” นอกจากนี้ยังพบว่า ปัญหาด้านความรู้ความสามารถเกิดจาก “ระบบอุปถัมภ์” ผู้ตรวจสอบภาครัฐมักขาดทักษะด้านการบัญชีนิติวิทยาซึ่งเป็นพหุวิทยาการ (Multidisciplinary) เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ การพัฒนาหลักสูตรการบัญชีนิติวิทยาจึงจำเป็นอย่างยิ่ง โดยอาศัยความร่วมมือแบบสหวิทยาการ (Interdisciplinary) และการฝึกอบรมร่วมกับสภาวิชาชีพบัญชี


ปัญหาและอุปสรรคในการสืบสวนสอบสวนคดีความผิดเกี่ยวกับการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศจากเด็กและเยาวชนออนไลน์, ปฐมพงษ์ ศรีหาพล Jan 2023

ปัญหาและอุปสรรคในการสืบสวนสอบสวนคดีความผิดเกี่ยวกับการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศจากเด็กและเยาวชนออนไลน์, ปฐมพงษ์ ศรีหาพล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยเรื่อง ปัญหาและอุปสรรคในการสืบสวนสอบสวนคดีความผิดเกี่ยวกับการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศจากเด็กและเยาวชนออนไลน์ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาถึงปัญหาและอุปสรรคในการสืบสวนสอบสวนคดีความผิดเกี่ยวกับการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศจากเด็กและเยาวชนออนไลน์ 2) เพื่อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาและอุปสรรค การสืบสวนสอบสวนคดีความผิดเกี่ยวกับการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศจากเด็กและเยาวชนออนไลน์ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ที่มุ่งเน้นศึกษาผู้ที่มีหน้าที่ในการสืบสวน สอบสวน นักกฎหมาย ในคดีที่ผู้เสียหายเป็นเด็กในคดีออนไลน์ ผลการศึกษา พบว่า จากแบบสัมภาษณ์ทั้งหมด 9 คน โดยมีบทบาทหน้าที่ดังนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ TICAC จำนวน 5 คน นักจิตวิทยา จำนวน 1 คน พนักงานอัยการ จำนวน 1 คน NGO จำนวน 1 คน และนักสังคมสงเคราะห์ จำนวน 1 คน ปัญหาและอุปสรรค ข้อมูลที่เด็กไม่เต็มใจให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่เนื่องจากว่าเด็กเป็นผู้เสียหาย เด็กอาย และไม่ต้องการให้เจ้าหน้าที่ทราบหรือให้บุคคลอื่นทราบ ก็จะปกปิดเป็นความลับ และเกี่ยวกับเรื่องของพ่อแม่ผู้ปกครองผู้เสียหายที่ไม่เข้าใจบทบาทของเจ้าหน้าที่ว่าเข้าไปช่วยเหลือ ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลแต่ต้องการหาพยานหลักฐานเพื่อจับคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้ เพราะไม่งั้นก็จะไปหลอกคนอื่นต่อ และที่เจอเป็นฝั่งของผู้เสียหาย เกี่ยวกับเรื่องของสภาพแวดล้อม และชุมชนของบ้านผู้เสียหาย ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดมาจากปัญหาครอบครัวที่บ้าน ปัญหาภายในครอบครัว และเป็นเรื่องของการเยาว์วัยของฝั่งผู้เสียหายคือสติปัญญาของเด็กยังไม่ก้าวทันภัยในส่วนของคนร้าย และปัญหาของการสืบสวนคือคนร้ายปิดบังอำพรางตัวตน บางทีสามารถขอข้อมูลจากทาง Facebook, Twitter ผู้ให้บริการในประเทศอย่างการขอ IP Address การขอหมายเลขโทรศัพท์มันต้องใช้เวลายุ่งยาก มันทำให้เป็นอุปสรรคในการสืบสวน ข้อเสนอแนะ เน้นในเรื่องของกระบวนการสืบสวนสอบสวนให้ละเอียดรอบคอบอย่างเดียว จะทำให้การประสานงานระหว่างหน่วยงานจะง่ายขึ้น แล้วก็รวดเร็วขึ้น และทุกอย่างให้มองเห็นประโยชน์ของเด็กเป็นสำคัญมากกว่าผลประโยชน์ของหน่วยงานตัวเอง และปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการตรวจ เพราะมาพร้อมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ปัญหาที่เจอคือเรื่องการตรวจพยานหลักฐานทาง Computer เพราะส่วนใหญ่ผู้ต้องหามีการปิดล็อกพาสเวิร์ดทาง Computer และมือถือทำให้ยากขึ้นตามเทคโนโลยีสมัยใหม่ เจ้าหน้าที่มีความรู้ความเข้าใจอย่างเพียงพอหรือยังที่ต้องเก็บพยานหลักฐานคือให้เจ้าหน้าที่ผู้รับแจ้งมีความรู้มีสกิลในการแนะนำเบื้องต้น ไม่ว่าจะเป็นการเก็บพยานหลักฐาน และกระบวนการยุติธรรมที่เป็นมิตรสำหรับเด็ก ซึ่งมันขยายได้ว่าปัจจุบันมันยังไม่เป็นมิตรสำหรับเด็ก คือกระบวนการสืบสวนสอบสวนมันเหมือนการกระทำซ้ำกับเด็กด้วย พนักงานสืบสวนเองในหลายๆ พื้นที่โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกล พื้นที่ที่ยังไม่ค่อยใช้สื่อ Online ตำรวจก็มีข้อจำกัดในการใช้เครื่องมือในการสืบสวน หรือบางแอพตำรวจยังไม่รู้จักเลย บางทีก็มีการใช้ถ้อยคำที่ทำร้ายจิตใจไม่เหมาะสม และการเก็บพยานหลักฐาน และขอเพิ่มเติมข้อเสนอแนะในด้านของกระบวนการยุติธรรมที่เป็นมิตรสำหรับเด็กสำคัญมากในเรื่องความเป็นส่วนตัวแล้ววิธีการในการพูดคุยกับผู้เสียหาย ให้มีการเพิ่มจำนวนพนักงานสอบสวนหญิง แล้วก็พนักงานอัยการผู้หญิง ปัญหาการค้ามนุษย์ ปัญหาปัจจุบันก็ที่เค้าเน้นหนักคือพวกบัญชีม้า เพราะทำให้ไม่สามารถพิสูจน์ทราบได้ว่าใครเป็นคนกระทำความผิดจริง และข้อเสนอแนะไว้เรื่องเกี่ยวกับการเรื่องทางเพศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานในการปราบปรามอาชญากรรมทางเพศ


การเผชิญวาระท้ายของชีวิตและการดูแลแบบประคับประคองของผู้ต้องขังสูงวัยในเรือนจำ, ปริญญา หวันเหล็ม Jan 2023

การเผชิญวาระท้ายของชีวิตและการดูแลแบบประคับประคองของผู้ต้องขังสูงวัยในเรือนจำ, ปริญญา หวันเหล็ม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มุ่งสะท้อนให้เห็นพัฒนาการด้านสุขภาพและการเข้าถึงของระบบราชทัณฑ์ไทยในการดูแลแบบประคับประคอง ภายใต้เงื่อนไขต่างๆ ตามกรอบข้อบังคับระดับสากลและข้อกฎหมายระดับประเทศ ทั้งนี้ ยังมุ่งศึกษาแนวทางการให้บริการด้านสุขภาพในมิติของการดูแลในระยะท้าย ความต้องการของผู้ต้องขังสูงวัยในเรือนจำ และรูปแบบการจัดการกับการตายในเรือนจำ ผ่านกลไกของราชทัณฑ์ไทยที่มีทีมสหวิชาชีพต่างๆที่เข้ามาให้บริการกับผู้ต้องขังในระยะท้ายกับผู้ต้องขัง การศึกษาครั้งนี้อาศัยการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการศึกษาครั้งนี้มีข้อค้นพบประการสำคัญว่า โครงการราชทัณฑ์ปันสุขเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ คือจุดเปลี่ยนสำคัญของบริการสุขภาพในกรมราชทัณฑ์ ผู้ต้องขังสูงวัยในวาระท้ายของชีวิตนั้นได้รับบริการทางการแพทย์ที่มีมาตรฐานสากลเทียบเท่าการรักษาในโรงพยาบาลภายนอก ด้วยทีมสหวิชาชีพที่มีความเชี่ยวชาญ ทั้งยังมีบริการระบบการให้เยี่ยมออนไลน์สำหรับผู้ต้องขังในระยะท้ายในเรือนจำ และความต้องการในวาระสุดท้ายของชีวิตผู้ต้องขังในเรือนจำนั้นคือการได้ “กลับบ้าน” ที่นับเป็นข้อค้นพบสำคัญและเป็นความหวังสุดท้ายก่อนสิ้นลมหายใจ


การศึกษาโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดของผู้เกี่ยวข้องในระดับปฏิบัติการ: กรณีศึกษาจังหวัดสมุทรปราการ, เหมือนพิมพ์ รอบคอบ Jan 2023

การศึกษาโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดของผู้เกี่ยวข้องในระดับปฏิบัติการ: กรณีศึกษาจังหวัดสมุทรปราการ, เหมือนพิมพ์ รอบคอบ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในกระบวนการรับสิทธิของโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด และ (2) เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอแนะสำหรับแนวทางในการพัฒนาโครงการ โดยเป็นการศึกษาด้วยรูปแบบการวิจัยแบบเชิงคุณภาพเกี่ยวกับกระบวนการรับสิทธิของโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดในจังหวัดสมุทรปราการ ตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ.2563 - พ.ศ.2566 ในจังหวัดสมุทรปราการ โดยศึกษาจากเอกสารและการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง เก็บข้อมูลปฐมภูมิจากการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญทั้งหมด 3 กลุ่ม ได้แก่ (1) กลุ่มผู้ปฏิบัตินโยบาย ซึ่งได้แก่ เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการส่วนกลางคือ ศูนย์ปฏิบัติการโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการส่วนภูมิภาคคือ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด และเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการส่วนถิ่นจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3 แห่ง ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบลบางเพรียง เทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพราย เทศบาลนครสมุทรปราการ และ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (2) กลุ่มผู้ปกครองที่เข้าร่วมโครงการ (3) กลุ่มผู้ปกครองที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ (กลุ่มตกหล่น) รวมทั้งหมด 28 ท่าน จากการศึกษาพบว่า หลักเกณฑ์และขั้นตอนในกระบวนการรับสิทธิมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะทำให้เกิดความเข้าใจต่อโครงการในระดับที่แตกต่างกันของกลุ่มผู้ปฏิบัตินโยบาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงประชาชนผู้รับบริการเนื่องจากขาดการสื่อสารและถ่ายทอดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัตินโยบายที่ชัดเจนและสม่ำเสมอต่อกลุ่มผู้ปฏิบัตินโยบายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การรับรองสถานะครัวเรือนผู้มีรายได้น้อยโดยใช้เกณฑ์รายได้เฉลี่ยสมาชิกครัวเรือนไม่สามารถคัดกรองได้อย่างแท้จริงและอาจเป็นช่องว่างให้เกิดเป็นประเด็นทางการเมืองได้ ความยากลำบากในการหาผู้รับรองสถานะครัวเรือนก่อให้เกิดต้นทุนในการปฏิบัติตามนโยบายและต้นทุนจิตวิทยาของกลุ่มผู้ประสงค์เข้ารับสิทธิ ระบบแอปพลิเคชันเงินเด็กไม่เสถียร การจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดในครั้งแรกมีความล่าช้า ผู้ศึกษาเห็นว่าแนวทางในการพัฒนาโครงการ คือ เพิ่มการสื่อสารระหว่างองค์การ จัดทำคู่มือการปฏิบัติงานโครงการในฉบับย่อสำหรับกลุ่มผู้ปฏิบัตินโยบายในระดับต่างๆ แก้ไขแบบฟอร์มในการลงทะเบียนให้สั้นกระชับ ผู้ปกครองที่มีหลักฐานเอกสารรับรองรายได้ควรอนุโลมให้ไม่จำเป็นต้องมีผู้เซ็นรับรองสถานะครัวเรือน เป็นต้น สำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายผู้ศึกษาเห็นว่าควรพัฒนาโครงการไปสู่การเป็นสวัสดิการแบบถ้วนหน้าสำหรับเด็กทุกคนตามแนวคิดการคุ้มครองทางสังคมถ้วนหน้าเพื่อลดต้นทุนในการเรียนรู้นโยบายและต้นทุนในการปฏิบัติตามนโยบายจากการศึกษาและปฏิบัติตามแนวทางนโยบายที่กำหนดรวมถึงต้นทุนทางด้านจิตวิทยาของผู้ปกครองที่เข้าร่วมโครงการ รวมถึงลดต้นทุนทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้นกับข้าราชการระดับปฏิบัติการในระดับต่างๆและลดการตีความแนวทางในการปฏิบัติตามนโยบายที่ไม่สอดคล้องกับของกลุ่มผู้ปฏิบัตินโยบายที่เกี่ยวข้องอีกด้วย


การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ทางจริยธรรมตามรูปแบบมนุษยนิยมแบบฆราวาสของกลุ่มเยาวชนไทยในโลกยุคหลังสมัยใหม่นิยม, ณิชกานต์ นพวงศ์ เพียรล้ำเลิศ Jan 2023

การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ทางจริยธรรมตามรูปแบบมนุษยนิยมแบบฆราวาสของกลุ่มเยาวชนไทยในโลกยุคหลังสมัยใหม่นิยม, ณิชกานต์ นพวงศ์ เพียรล้ำเลิศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ข้อ คือ 1) ศึกษาสภาวการณ์ทางจริยธรรมของกลุ่มเยาวชนไทยในโลกยุคหลังสมัยใหม่นิยม 2) วิเคราะห์ปัจจัยเงื่อนไขกระบวนการเรียนรู้ และ 3) นำเสนอแนวทางพัฒนากระบวนการเรียนรู้ทางจริยธรรมตามรูปแบบมนุษยนิยมแบบฆราวาสของกลุ่มเยาวชนไทยในโลกยุคหลังสมัยใหม่นิยม โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Method Research) ประเภทการวิจัยแบบขั้นตอนเชิงอธิบายตามลำดับ (explanatory sequential design) ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือ เยาวชนไทย อายุ 15-18 ปี กลุ่มตัวอย่างได้จากการสุ่มแบบง่าย(Simple random sampling) จำนวน 569 คน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key informants) ประกอบด้วย 2 กลุ่มได้แก่ (1) กลุ่มเยาวชนไทย และ (2) กลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการเรียนรู้ทางจริยธรรมของเยาวชน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มีแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และ แบบประเมินร่างแนวทาง สถิติที่ใช้ในการวิจัยคือ การหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) ผลวิจัยพบว่า 1) ด้านสภาวการณ์ทางจริยธรรม เยาวชนไทยมีการเรียนรู้ทางจริยธรรมตามรูปแบบมนุษยนิยมแตกต่างหลากหลายตามตัวแปรเชิงประชากร ด้าน เพศ อายุ พื้นที การอยู่อาศัยกับพ่อแม่ และอาชีพผู้ปกครอง และกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่โลกยุคสมัยใหม่นิยมที่มีสภาวะความเป็นฆราวาสนิยมและสภาวการณ์เร่งนิยม 2) ปัจจัยเงื่อนไขกระบวนการเรียนรู้ทางจริยธรรมของกลุ่มเยาวชนไทยตามรูปแบบมนุษยนิยมแบบฆราวาสหลังยุคสมัยใหม่นิยม มี 4 ปัจจัยเงื่อนไข ได้แก่ (1) ปัจจัยด้านผู้สอน (2) ปัจจัยด้านวิธีการ (3) ปัจจัยด้านเนื้อหา (4) ปัจจัยด้านสื่อ และเงื่อนไขการเรียนรู้คือความสามารถทางจริยธรรมของปัจเจกบุคคล 3) แนวทางการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ทางจริยธรรมของกลุ่มเยาวชนไทยตามรูปแบบมนุษยนิยมแบบฆราวาสหลังยุคสมัยใหม่นิยมประกอบด้วย 4 แนวทางหลัก ได้แก่ 1) แนวการพัฒนาเนื้อหาสาระเพื่อการพัฒนาเนื้อหา 2) แนวทางการเตรียมความพร้อมบุคลกรทางการศึกษาและสังคม 3) แนวทางการสร้างและพัฒนาสื่อหลังสมัยใหม่ 4) การกำหนดกรอบนโยบายเพื่อสร้างการสื่อสารเชิงบวก ให้โอกาส และ ทางเลือกแก่เยาวชน


การประเมินอภิมานการใช้แบบจำลองซิปในการประเมินโครงการศึกษา : การประยุกต์ใช้ขั้นตอนของการประเมินอภิมานเชิงตอบสนอง, มินตรา สมจิตต์ Jan 2023

การประเมินอภิมานการใช้แบบจำลองซิปในการประเมินโครงการศึกษา : การประยุกต์ใช้ขั้นตอนของการประเมินอภิมานเชิงตอบสนอง, มินตรา สมจิตต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 4 ข้อ ได้แก่ (1) เพื่อประเมินระดับคุณภาพรายงานการประเมินโครงการทางการศึกษาในประเทศไทยที่ใช้แบบจำลอง CIPP ในการประเมินตามหลักการประเมินอภิมาน (2) เพื่อวิเคราะห์รูปแบบการใช้แบบจำลอง CIPP และแนวคิดที่คลาดเคลื่อนในการนำแบบจำลอง CIPP มาใช้ในการประเมินโครงการทางการศึกษา (3) เพื่อประเมินระดับคุณภาพรายงานการประเมินโครงการคัดสรรทางการศึกษาในประเทศไทยที่ใช้แบบจำลอง CIPP โดยการประยุกต์ใช้ขั้นตอนการประเมินอภิมานเชิงตอบสนอง และ (4) เพื่อเสนอแนวทางในการพัฒนาคุณภาพรายงานการประเมินโครงการทางการศึกษาในประเทศไทยที่ใช้แบบจำลอง CIPP ในการประเมิน การวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การประเมินอภิมานรายงานการประเมินโครงการและวิเคราะห์รูปแบบการใช้แบบจำลอง CIPP ในการประเมินโครงการทางการศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ รายงานการประเมินที่ใช้แบบจำลอง CIPP ในการประเมินโครงการทางการศึกษา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2545-2560 จำนวน 150 เล่ม เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ (1) แบบประเมินคุณภาพรายงาน และ (2) แบบตรวจสอบการใช้แบบจำลอง CIPP ในการประเมินโครงการทางการศึกษา ระยะที่ 2 การประเมินระดับคุณภาพรายงานโดยการประยุกต์ใช้ขั้นตอนของการประเมินอภิมานเชิงตอบสนองเป็นเกณฑ์ในการรายงานการประเมินโครงการคัดสรรทางการศึกษาที่ใช้แบบจำลอง CIPP ตัวอย่างคือ รายงานการประเมินโครงการคัดสรรที่ใช้แบบจำลอง CIPP ในการประเมิน ระหว่างปี พ.ศ. 2560-2561 จำนวน 5 เล่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย (1) แบบประเมินคุณภาพรายงานและ (2) แบบตรวจสอบรูปแบบการใช้แบบจำลอง CIPP ในการประเมินโครงการทางการศึกษา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ความถี่ และร้อยละ และระยะที่ 3 การพัฒนาแนวทางในการพัฒนาคุณภาพการใช้แบบจำลอง CIPP ในการประเมินโครงการทางการศึกษา ตัวอย่าง คือ ผู้เชี่ยวชาญ และนักประเมินที่เคยใช้แบบจำลอง CIPP เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบเสนอแนวทางการยกระดับคุณภาพการประเมินโครงการประเมินทางการศึกษาที่ใช้แบบจำลอง CIPP ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับคุณภาพรายงานการประเมินโครงการทางการศึกษาในประเทศไทยที่ใช้แบบจำลอง CIPP ในการประเมินตามหลักการประเมินอภิมานของรายงานการประเมินโครงการทางการศึกษาที่ใช้แบบจำลอง CIPP ในการประเมินทั้ง 150 เล่ม …


การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมการเปิดรับประสบการณ์ของนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิตตามแนวคิดความเข้มแข็งทางจิตใจและทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน, นิลุบล เกตุแก้ว Jan 2023

การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมการเปิดรับประสบการณ์ของนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิตตามแนวคิดความเข้มแข็งทางจิตใจและทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน, นิลุบล เกตุแก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนาและศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมการเปิดรับประสบการณ์ของนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิตตามแนวคิดความเข้มแข็งทางจิตใจและทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน โดยนำโปรแกรมไปใช้กับนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต วิธีการดำเนินงานวิจัยมี 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การวิจัยเพื่อศึกษาสภาพปัญหาพื้นฐาน โดยการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และศึกษาเชิงลึกด้วยการสัมภาษณ์และสังเกตจากบริบท ระยะที่ 2 การพัฒนาโปรแกรม โดยการสังเคราะห์เอกสารและงานวิจัยเพื่อนำมาพัฒนาโปรแกรม การหาคุณภาพของโปรแกรมและปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ การทดลองนำร่องและวิเคราะห์ผลการทดลองนำร่อง ระยะที่ 3 การหาคุณภาพของโปรแกรมโดยการทดลอง ใช้โปรแกรมโดยรูปแบบการทดลองแบบหนึ่งกลุ่มทดลอง ทดสอบก่อนและหลังเรียน โดยใช้โปรแกรมจำนวน 2 หน่วยการเรียนรู้ กับตัวอย่างโดยการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 32 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1. แบบวัดการเปิดรับประสบการณ์ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น 2. แบบสะท้อนคิดการเปิดรับประสบการณ์ 3. แบบสัมภาษณ์การเปิดรับประสบการณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณจากแบบวัดการเปิดรับประสบการณ์โดยใช้สถิติแบบบรรยาย และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจากแบบสะท้อนคิดและการสัมภาษณ์ โดยการวิเคราะห์เนื้อหา ระยะที่ 4 การปรับปรุงและพัฒนาโปรแกรม ผลการวิจัย พบว่า 1. โปรแกรมมีหลักการ 3 ข้อ คือ 1) การรู้ผลลัพธ์ของพฤติกรรม 2) การตั้งเป้าหมาย และ 3) การปฏิบัติตามเป้าหมาย มีวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาที่เข้าร่วมโปรแกรมมีพฤติกรรมการเปิดรับประสบการณ์ที่เหมาะสมในบริบทของการทำงานร่วมกับผู้อื่นและการเรียน โปรแกรมมี 4 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1 ประเมินความเชื่อเดิม ปรับเสริมความเชื่อใหม่ ขั้นที่ 2 มุ่งตรงเตรียมพร้อมตามเป้าหมาย ขั้นที่ 3 ขยายประสบการณ์ที่หลากหลายของชีวิต ขั้นที่ 4 พิชิตผลความสำเร็จ โครงสร้างของโปรแกรมประกอบด้วย 2 หน่วยการเรียนรู้ 20 ชุดกิจกรรม จัดกิจกรรมสัปดาห์ละ 1 หน่วยการเรียนรู้ สัปดาห์ละ 4 วัน ใช้เวลาจัดกิจกรรมชุดละประมาณ 150-360 นาทีต่อวัน รวมระยะเวลาของโปรแกรมทั้งหมด 2 สัปดาห์ 2. ประสิทธิผลของโปรแกรม พบว่า 1) นักศึกษาที่เข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมการเปิดรับประสบการณ์ที่มีการเปิดรับประสบการณ์ในภาพรวมสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาจำแนกตามองค์ประกอบ …


การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความสามารถในการปรับตัวของนักศึกษาปริญญาตรีตามทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเอง, สุภาพร พงษ์มณี Jan 2023

การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความสามารถในการปรับตัวของนักศึกษาปริญญาตรีตามทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเอง, สุภาพร พงษ์มณี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความสามารถในการปรับตัวของนักศึกษาปริญญาตรีตามทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเอง และ 2) ประเมินคุณภาพของโปรแกรมส่งเสริมความสามารถในการปรับตัวของนักศึกษา โดยมีระยะเวลาใช้โปรแกรม 6 สัปดาห์ กลุ่มเป้าหมาย คือ นักศึกษาปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยเอกชนในกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 จำนวน 33 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดความสามารถในการปรับตัว แบบสังเกตพฤติกรรม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และสถิติ t-test และข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมีหลักการ 4 ประการ คือ 1) การประเมินความสามารถของตนเองจากประสบการณ์เดิม และมีความคาดหวังผลลัพธ์เชิงบวก 2) การประเมินเป้าหมายและการกำกับตนเองเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย 3) การจัดสถานการณ์และบรรยากาศการเรียนรู้ภายใต้สิ่งแวดล้อมเชิงบวก 4) การสะท้อนคิดถึงการดำเนินการเพื่อรับรู้ความสามารถ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานักศึกษาระดับปริญญาตรีให้มีความสามารถในการปรับตัวด้านการเรียน ด้านสังคม และด้านอารมณ์ เนื้อหาที่ใช้ ประกอบด้วย 1) การรู้จักตนเอง 2) การเข้าใจผู้อื่น 3) การสื่อสารและมารยาทสังคม 4) สื่อและการรู้เท่าทันสื่อ 5) ทักษะการแก้ปัญหา และ 6) การทำงานเป็นทีม ขั้นตอนของโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1 ประเมินความสามารถของตนเองเพื่อกำหนดเป้าหมาย ขั้นที่ 2 วางแผนโดยคำนึงถึงความสามารถของตนเอง และลงมือปฏิบัติเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย ขั้นที่3 กำกับติดตามและปรับแผนการดำเนินการ และขั้นที่ 4 สะท้อนความสำเร็จสู่การรับรู้ความสามารถของตนเอง การดำเนินการใช้โปรแกรม ประกอบด้วย 3 ระยะ ได้แก่ ก่อนการใช้โปรแกรม ระหว่างการใช้โปรแกรมและหลังการใช้โปรแกรม การวัดและประเมินผลโดยวิธีการประเมินเชิงปริมาณโดยใช้แบบวัดความสามารถในการปรับตัว และการประเมินเชิงคุณภาพ โดยการสังเกตและการสัมภาษณ์ 2. ความสามารถในการปรับตัวของนักศึกษาหลังเข้าร่วมโปรแกรมสูงขึ้นกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อจำแนกตามองค์ประกอบ พบว่า นักศึกษามีความสามารถในการรับมือและจัดการปัญหาและความสามารถในการแสวงหาและเรียนรู้สิ่งใหม่สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่ความสามารถในการกำกับตนเองก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นักศึกษาที่เข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมความสามารถในการปรับตัวตามทฤษฎีการรับรู้ความสามารถในการปรับตัวมีความสามารถในการปรับตัวเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น


ผลการจัดการเรียนรู้ด้วยการใช้แนวคิดเกมิฟิเคชันร่วมกับกรอบความคิดเติบโตเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับประถมศึกษา, เปรมพล วิบูลย์เจริญสุข Jan 2023

ผลการจัดการเรียนรู้ด้วยการใช้แนวคิดเกมิฟิเคชันร่วมกับกรอบความคิดเติบโตเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับประถมศึกษา, เปรมพล วิบูลย์เจริญสุข

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบทักษะการอ่านของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยการใช้แนวคิดเกมิฟิเคชันร่วมกับกรอบความคิดเติบโตระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองและนักเรียนกลุ่มควบคุม 2) เปรียบเทียบทักษะการอ่านก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยการใช้แนวคิดเกมิฟิเคชันร่วมกับกรอบความคิดเติบโตของนักเรียนกลุ่มทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตสังกัดกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จำนวน 67 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลอง 31 คน และกลุ่มควบคุม 36 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบวัดความสามารถการอ่าน แผนการสอนทักษะการอ่านภาษาอังกฤษด้วยการใช้แนวคิดเกมิฟิเคชันร่วมกับกรอบความคิดเติบโต ผู้วิจัยสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบด้วยแผนการใช้แนวคิดเกมิฟิเคชันร่วมกับการพัฒนากรอบความคิดเติบโต สำหรับตัวอย่างวิจัยกลุ่มทดลอง และแผนการเรียนรู้แบบปกติสำหรับกลุ่มควบคุมเพื่อใช้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ และสร้างแบบวัดความสามารถในทักษะการอ่านภาษาอังกฤษซึ่งมีจำนวน 2 ชุด ได้แก่ แบบวัดทักษะการอ่านภาษาอังกฤษฉบับก่อนเรียนและหลังเรียน ที่มีลักษณะเป็นแบบเลือกตอบ จำนวนชุดละ 30 ข้อ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมด้วยการวเคราะห์ค่าสถิติทีสำหรับสองกลุ่มที่เป็นอิสระจากกัน (Independent t-test) และเปรียบเทียบทักษะการอ่านของกลุ่มทดลองก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการวิเคราะห์ค่าสถิติทีสำหรับสองกลุ่มที่ไม่เป็นอิสระจากกัน (Dependent t-test) ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยการใช้แนวคิดเกมิฟิเคชันร่วมกับกรอบความคิดเติบโตนักเรียนกลุ่มทดลองมีทักษะการอ่านหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยการใช้แนวคิดเกมิฟิเคชันร่วมกับกรอบความคิดเติบโตสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2)นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยการใช้แนวคิดเกมิฟิเคชันร่วมกับกรอบความคิดเติบโต มีทักษะการอ่านสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ปัจจัยที่ส่งผลต่อแรงจูงใจและแนวทางการส่งเสริมการใช้งานเทคโนโลยีเครื่องมือช่วยเหลือเพื่อสูงอายุ, ศุภวิชญ์ ถือคง Jan 2023

ปัจจัยที่ส่งผลต่อแรงจูงใจและแนวทางการส่งเสริมการใช้งานเทคโนโลยีเครื่องมือช่วยเหลือเพื่อสูงอายุ, ศุภวิชญ์ ถือคง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจปัจจัยที่ส่งผลต่อแรงจูงใจและแนวทางการส่งเสริมการใช้งานเทคโนโลยีเครื่องมือช่วยเหลือสำหรับผู้สูงอายุในประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) อย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลจากปี พ.ศ. 2548 ระบุว่าประเทศไทยมีประชากรผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปี เป็นต้นไป) อยู่ที่ 10.4% ของประชากรทั้งหมด และคาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2566 สัดส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 20.08% แสดงให้เห็นถึงจำนวนผู้สูงอายุที่กำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทั้งกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มลูกหลานมีความต้องการให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง โดยการนำเทคโนโลยีและเครื่องมือต่าง ๆ มาช่วยป้องกันอุบัติเหตุและเพิ่มความปลอดภัยแก่ผู้สูงอายุในชีวิตประจำวัน งานศึกษาชิ้นนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ การเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้สูงอายุและบุคคลทั่วไปจำนวนทั้งหมด 20 คน เพื่อศึกษาถึงความต้องการและปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกใช้เครื่องมือช่วยเหลือผู้สูงอายุ ต่อมาคือการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณผ่านการสำรวจด้วยแบบสอบถามออนไลน์จากกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มบุคคลทั่วไปจำนวนทั้งหมด 200 คน เพื่อทำความเข้าใจในการใช้เครื่องมือช่วยเหลือของผู้สูงอายุได้ลึกซึ่งมากยิ่งขึ้น ผลการศึกษาพบว่ามีปัจจัยสำคัญสำคัญทั้งหมด 3 ปัจจัย คือ 1) การใช้งานเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ของผู้สูงอายุ 2) ความต้องการของฟังก์ชั่นในเครื่องมือช่วยเหลือผู้สูงอายุ และ 3) รูปทรงของเครื่องมือช่วยเหลือผู้สูงอายุแบบพกพา นอกจากนี้การศึกษาครั้งนี้ยังพบว่า ผู้สูงอายุมีความต้องการเครื่องมือที่ใช้งานง่ายและมีความปลอดภัยสูง รวมถึงการสนับสนุนจากครอบครัวด้วยเช่นเดียวกัน จากผลการศึกษาทำให้ได้แนวทางในการพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการการใช้งานเทคโนโลยีเพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุและส่งเสริมการใช้งานเครื่องมือช่วยเหลือผู้สูงอายุแบบพกพาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นตามปัจจัยสำคัญต่าง ๆ โดยมีการพัฒนาแบบจำลองผลิตภัณฑ์แนวความคิด (Conceptual Product) ออกมาเป็นรูปแบบนาฬิกาข้อมือ ซึ่งได้มีการนำแบบจำลองเครื่องมือช่วยเหลือผู้สูงอายุแบบพกพา มาวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางการตลาดและโอกาสในการต่อยอดออกสู่เชิงพาณิชย์ในอนาคต


กล่องคอมเมนต์แห่งความเกลียดชังในบริบทสังคมไทย: กรณีศึกษาแฮชแท็กข่าวอาชญากรรมบนเฟซบุ๊ก, รมิดา แสงสวัสดิ์ Jan 2023

กล่องคอมเมนต์แห่งความเกลียดชังในบริบทสังคมไทย: กรณีศึกษาแฮชแท็กข่าวอาชญากรรมบนเฟซบุ๊ก, รมิดา แสงสวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบและลักษณะของข้อความที่แสดงถึงความเกลียดชังต่ออีกฝักฝ่ายในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับข่าวอาชญากรรมในประเทศไทยบนแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก รวมถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อการรับรู้ และการรับรู้ข้อความที่แสดงถึงความเกลียดชังของผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก และเพื่อศึกษามาตรการควบคุมการแสดงความคิดเห็นที่เป็นการแพร่กระจายความเกลียดชังบนสื่อสังคมออนไลน์ต่อบุคคลอื่น โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการวิจัยแบบเอกสาร การรวบรวมข้อมูลเอกสารที่เป็นข้อความที่แสดงถึงความเกลียดชังใต้โพสต์ข่าวอาชญากรรมในคดีฆาตกรต่อเนื่อง 6 ศพ คดีอดีตผู้กำกับใช้ถุงคลุมหัวผู้ต้องหายาเสพติด และคดีฆาตกรรมเน็ตไอดอล และการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างต่อผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 15 คน ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบข้อความที่แสดงความเกลียดชังต่ออีกฝักฝ่ายที่พบเหมือนกันทั้งสามคดีคือ การแบ่งแยกแบบไม่ตั้งใจต่อกลุ่มเป้าหมาย ลักษณะของข้อความที่พบมักเป็นการบอกกล่าว การชี้นำ และการแสดงความรู้สึก ซึ่งสอดคล้องกับความคิดเห็นของผู้ให้ข้อมูลสำคัญต่อข้อความที่แสดงความเกลียดชังใต้โพสต์ข่าวอาชญากรรม ส่วนปัจจัยที่ส่งผลต่อการรับรู้นั้นพบว่ามีอยู่ 3 ปัจจัย คือ (1) ปัจจัยด้านจิต ได้แก่ แรงจูงใจส่วนตนและวัฒนธรรม (2) ปัจจัยด้านสังคม ได้แก่ การได้รับการยอมรับ การเลียนแบบหรือการคล้อยตามผู้ที่เคารพนับถือ ความต้องการในการปกป้องกลุ่มตน และการอบรมเลี้ยงดู และ (3) ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม ได้แก่ การเข้าถึงง่าย ความเป็นนิรนาม กฎหมายและการขาดผู้ตรวจตรา ขณะที่การรับรู้ข้อความที่แสดงถึงความเกลียดชังล้วนได้รับอิทธิพลมาจากปัจจัยการรับรู้ทั้งสามและการนำเสนอข่าวของสำนักข่าวอันจะเป็นการกำหนดทิศทางให้การตอบสนองมีความแตกต่างหลากหลาย มาตรการควบคุมการแสดงความคิดเห็นที่เป็นการแพร่กระจายความเกลียดชังบนสื่อสังคมออนไลน์ นอกเหนือไปจากกฎหมายและนโยบายแพลตฟอร์มที่มีอยู่ ควรมีการจัดตั้งหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเข้ามาช่วยประสานการแก้ปัญหาและดำเนินคดีระหว่างภาครัฐและเจ้าของแพลตฟอร์ม เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับระบบโครงข่ายคอมพิวเตอร์เข้ามาร่วมติดตามและตรวจสอบ บรรจุวิชาความรู้เท่าทันสื่อเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมแนะแนว สร้างกลุ่มศิลปินดาราตัวอย่างประชาสัมพันธ์เรื่องสิทธิเสรีภาพ สร้างสื่อเรื่องสั้นที่เข้าถึงคนทุกเพศทุกวัย จัดตั้งพื้นที่สำหรับแลกเปลี่ยนปัญหาการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในระดับชุมชน จัดตั้ง Online Community เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นต่างในระดับสังคมแบบไม่เปิดเผยตัวตน


A Study Of The Impact Of Different Demographic Characteristics On Purchasing Factors Of Thai Weaving Products, Shuwen Yu Jan 2023

A Study Of The Impact Of Different Demographic Characteristics On Purchasing Factors Of Thai Weaving Products, Shuwen Yu

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study explores the impact of different demographic characteristics on the purchasing factors of Thai weaving products. Through a quantitative survey of consumers, this study identifies the key factors that influence their purchasing decisions, including quality, cultural connotation, service, price, comfort level, maintenance, product variety, design, color, sales location, brand, and recommendations. The analysis reveals significant differences in the importance ratings of these factors based on age, gender, and monthly income level. The findings indicate that female consumers value comfort, design, and color more, while younger consumers emphasize price, design and variety more. In contrast, older consumers value quality, comfort …


กลยุทธ์การบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาสู่การเสริมสร้างกรอบความคิดแบบเติบโตของนักเรียน, พงษ์พิณิตย์ อุทธิยา Jan 2023

กลยุทธ์การบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาสู่การเสริมสร้างกรอบความคิดแบบเติบโตของนักเรียน, พงษ์พิณิตย์ อุทธิยา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดเกี่ยวกับการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาและกรอบความคิดแบบเติบโต 2) วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคามของการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาสู่การเสริมสร้างกรอบความคิดแบบเติบโต 3) พัฒนากลยุทธ์การบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาสู่การเสริมสร้างกรอบความคิดแบบเติบโตของนักเรียน ดำเนินการวิจัยใช้ระเบียบการวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ ใช้วิธีเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพและข้อมูลเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 274 โรงเรียนทั่วประเทศ ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้อำนวยการโรงเรียน รองผู้อำนวยการโรงเรียน และครูผู้สอนระดับมัธยม รวมจำนวน 1,095 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมินความเหมาะของกรอบแนวคิด แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาสู่การเสริมสร้างกรอบความคิดแบบเติบโตของนักเรียน และแบบประเมินความเหมาะและความเป็นไปได้ของร่างกลยุทธ์การบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาสู่การเสริมสร้างกรอบความคิดแบบเติบโตของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงบรรยาย คือ ร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1. กรอบแนวคิดเชิงทฤษฎีของคุณลักษณะตามกรอบความคิดแบบเติบโต ประกอบด้วย 9 คุณลักษณะ ได้แก่ 1) เชื่อว่าความสามารถและสติปัญญาสามารถพัฒนาได้ 2) มองหาโอกาสที่จะพัฒนาความสามารถของตนเอง 3) กำหนดเป้าหมายในการเรียนรู้และปฏิบัติด้วยตนเอง 4) มีวินัยในการฝึกฝนอย่างมุ่งมั่น 5) ชอบความท้าทาย 6) เผชิญหน้ากับปัญหาด้วยความอดทนและไม่ยอมแพ้ต่อความล้มเหลว 7) มองความพยายามเป็นหนทางสู่ความสำเร็จ 8) เรียนรู้จากคำวิพากษ์วิจารณ์ 9) ค้นพบบทเรียนและแรงบันดาลใจในความสำเร็จของผู้อื่น กรอบแนวคิดเชิงทฤษฎีการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา ประกอบด้วย 2 งานหลัก คือ 1) การบริหารงานวิชาการ ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน การพัฒนา/สร้างสื่อ นวัตกรรม เทคโนโลยีและแหล่งเรียนรู้ การวัดผลและประเมินผล และ 2) การบริหารงานบุคคลในด้านการพัฒนาครู ได้แก่ การฝึกอบรมขณะปฏิบัติงาน และการฝึกอบรมนอกงาน 2. จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคามของการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาสู่การเสริมสร้างกรอบความคิดแบบเติบโตของนักเรียน พบว่า การบริหารวิชาการ จุดแข็ง คือ การจัดการเรียนการสอน และการการวัดและประเมินผล จุดอ่อน คือ การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา …


การออกแบบส่วนต่อประสานผู้ใช้งานโปรไฟล์ความพร้อมด้านทักษะทางสังคมของนักเรียนเพื่อสนับสนุนการใช้ข้อมูลในการจัดการเรียนรู้ของครู, ณัฐณิชา วิชาภรณ์ Jan 2023

การออกแบบส่วนต่อประสานผู้ใช้งานโปรไฟล์ความพร้อมด้านทักษะทางสังคมของนักเรียนเพื่อสนับสนุนการใช้ข้อมูลในการจัดการเรียนรู้ของครู, ณัฐณิชา วิชาภรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบและพัฒนาแบบประเมินความพร้อมด้านทักษะทางสังคมของนักเรียน 2) เพื่อวิเคราะห์ความต้องการและลักษณะการใช้ข้อมูลความพร้อมด้านทักษะทางสังคมของนักเรียนในการจัดการเรียนรู้ของครู 3) เพื่อออกแบบส่วนต่อประสานผู้ใช้งานโปรไฟล์ความพร้อมด้านทักษะทางสังคมของนักเรียนเพื่อสนับสนุนการใช้ข้อมูลในการจัดการเรียนรู้ของครู ในการดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะดังนี้ ระยะที่ 1 วิเคราะห์องค์ประกอบความพร้อมฯ ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบความเที่ยงใช้การวิเคราะห์สัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ระยะที่ 2 วิเคราะห์ความต้องการและลักษณะการใช้ข้อมูลความพร้อมของครูจากการสัมภาษณ์ ตัวอย่างคือ ครูระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3 จำนวน 4 คน ในโรงเรียนสังกัดสพฐ. และโรงเรียนสังกัดสช. และระยะที่ 3 ออกแบบส่วนต่อประสานผู้ใช้งานโปรไฟล์ความพร้อมฯ ทำการทดสอบ A/B Testing ครูเก็บข้อมูลความพร้อมนักเรียนจำนวน 100 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงบรรยาย และสัมภาษณ์การใช้ข้อมูลนักเรียนในการจัดการเรียนรู้ของครู ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. องค์ประกอบความพร้อมด้านทักษะทางสังคมของนักเรียนสังเคราะห์ได้ทั้งหมด 4 ด้าน ได้แก่ 1) การสร้างมิตรภาพและการรักษาสัมพันธภาพ 2) การจัดการอารมณ์และความรู้สึกของตนเอง 3) การรับรู้และเข้าใจมุมมองของผู้อื่น และ 4) การปฏิบัติตนเมื่ออยู่ร่วมกันในสังคม ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ มีค่าความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) ทั้งฉบับอยู่ระหว่าง .67-1.00 ด้านความเที่ยง มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค เท่ากับ .85 แบบประเมินมีความน่าเชื่อถือ สามารถนำไปใช้ได้ 2. ครูมีความต้องการใช้เครื่องมือลักษณะสมุดบันทึก แบบเป็นตาราง ใช้สีโทนอ่อน และมีสรุปรวมคะแนน ร้อยละ จุดเด่น จุดด้อย และจุดที่ควรพัฒนา 3. ผลการออกแบบส่วนต่อประสานผู้ใช้งานโปรไฟล์ความพร้อมฯ ครูมีความพึงพอใจรูปแบบ A มากกว่า B ส่วนนักเรียนควรได้รับการส่งเสริมความพร้อมด้านการรับรู้และเข้าใจมุมมองของผู้อื่น ครูใช้ข้อมูลความพร้อมฯ พัฒนาพฤติกรรมนักเรียนให้มีทักษะทางสังคมมากขึ้น


การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของวิธีการจัดการข้อมูลรบกวนที่เกิดขึ้นในตัวแปรตามของโมเดลจำแนกกลุ่มข้อมูล : การประมาณค่าทดแทนพหุ, กฤษฎี ศิริเรือง Jan 2023

การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของวิธีการจัดการข้อมูลรบกวนที่เกิดขึ้นในตัวแปรตามของโมเดลจำแนกกลุ่มข้อมูล : การประมาณค่าทดแทนพหุ, กฤษฎี ศิริเรือง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของวิธีการจัดการข้อมูลรบกวนที่เกิดขึ้นในตัวแปรตามของโมเดลจำแนกกลุ่มข้อมูล ภายใต้สถานการณ์ของข้อมูลรบกวนและโมเดลจำแนกกลุ่มข้อมูลที่แตกต่างกัน โดยเปรียบเทียบวิธีการขจัดข้อมูลรบกวนด้วยตัวกรองข้อมูล 4 วิธี ได้แก่ วิธี Condensed Nearest Neighbor (CNN), วิธี Edited Nearest Neighbors (ENN), วิธี Cross-Validated Committees Filter (CVCF) และ วิธี Iterative Partitioning Filter (IPF) และวิธีการปรับค่าตัวแปรตามที่มีการใช้ตัวกรองข้อมูลรบกวนจากวิธีการขจัดข้อมูลรบกวนร่วมกับการประมาณค่าทดแทนพหุ 3 วิธี ได้แก่ วิธี polytomous regression (polyreg), วิธี random forest (rf) และ วิธี multiple imputation through XGBoost (mixgb) โดยศึกษาผ่านการจำลองข้อมูลแบบมอนติคาร์โล ภายใต้สถานการณ์ของขนาดตัวอย่างเท่ากับ 100, 500 และ 1,000 หน่วย ปริมาณข้อมูลรบกวนเท่ากับ 10%, 20%, 30% และ 40% โดยประสิทธิภาพของวิธีการจัดการข้อมูลรบกวนและโมเดลจำแนกกลุ่มข้อมูล พิจารณาจากค่าความถูกต้อง และค่า F1 ของโมเดลจำแนกกลุ่มข้อมูล 4 วิธี ได้แก่ k-NN, Random Forest, Naïve Bayes และ Support Vector Machine ผลการศึกษาพบว่า วิธีการจัดการข้อมูลรบกวนมีอิทธิพลปฏิสัมพันธ์กับทุกปัจจัย ได้แก่ ขนาดตัวอย่าง อัตราออดของตัวแปรอิสระ ปริมาณข้อมูลรบกวน และโมเดลการจำแนกกลุ่มข้อมูล ที่ส่งผลให้ค่าประสิทธิภาพ F1 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยหากตัวอย่างขนาดเล็ก (n = 100) การปรับค่าตัวแปรตามจะมีแนวโน้มดีกว่าการขจัดข้อมูลรบกวน แต่เมื่อขนาดตัวอย่างขนาดใหญ่ขึ้นทั้ง 2 วิธีจะมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน เมื่ออัตราออดระดับต่ำ ประสิทธิภาพ F1 ในแต่ละวิธีการจัดการข้อมูลรบกวนมีแนวโน้มสูงกว่าที่อัตราออดระดับกลาง และระดับสูง …


ตัวละครเอกชายในงานเขียนของมุระกะมิ ฮะรุกิ ในช่วง ค.ศ. 1979-2017, ดุสิตา ปริญญาพล Jan 2023

ตัวละครเอกชายในงานเขียนของมุระกะมิ ฮะรุกิ ในช่วง ค.ศ. 1979-2017, ดุสิตา ปริญญาพล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาตัวละครเอกชายในงานเขียนของมุระกะมิ ฮะรุกิ ในช่วง ค.ศ.1979-2017 และบริบททางสังคมของญี่ปุ่นในช่วงเวลาดังกล่าว โดยวิเคราะห์ผ่านความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครเอกชายกับตัวละครอื่นๆในเรื่อง ซึ่งจะแสดงให้เห็นลักษณะการปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวละครเอกชายกับสังคม รวมทั้งสะท้อนทัศนคติของผู้เขียนที่มีต่อสังคมภายใต้บริบทสังคมญี่ปุ่นร่วมสมัย โดยสามารถแบ่งลักษณะของตัวละครเอกชายได้ตามช่วงเวลาการประพันธ์ผลงานของมุระกะมิ ฮะรุกิ ได้เป็น 3 ช่วง ดังนี้ งานเขียนในช่วงแรก (ค.ศ. 1979-1986) ตัวละครเอกชายมีการรับมือและจัดการกับปัญหาด้านความสัมพันธ์กับคนรอบข้างด้วยวิธียอมรับจนนิ่งเฉย หลีกหนี หรือกีดกัน ซึ่งล้วนสะท้อนให้เห็นลักษณะของตัวละครเอกชายที่มีความโดดเดี่ยวและแปลกแยกจากสังคม ไม่สอดคล้องกับความเป็นชายกระแสหลักที่สังคมคาดหวัง อันเป็นผลมาจากสภาพสังคมญี่ปุ่นในช่วงฟื้นฟูประเทศภายหลังการพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 รวมทั้งอิทธิพลจากประเทศสหรัฐอเมริกาและทวีปยุโรป เกิดการปะทะสังสรรค์กันของหลากหลายแนวคิดและอุดมการณ์ ทั้งความเป็นปัจเจกนิยม ความเป็นเสรีนิยมแบบบุปผาชนหรือฮิปปี้ ตลอดจนอุดมการณ์ทุนนิยมที่กลายเป็นกระแสหลักที่กาหนดรูปแบบและวิถีชีวิตของผู้คน งานเขียนในช่วงที่สอง (ค.ศ. 1987-1999) ตัวละครเอกชายดาเนินชีวิตท่ามกลางค่านิยมดั้งเดิมของญี่ปุ่นกับความเป็นสมัยใหม่แบบตะวันตกได้ดูกลมกลืนมากขึ้น นับตั้งแต่ลัทธิทุนนิยมที่ไหลบ่าเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่1950 จนกระทั่งยุค “ทศวรรษที่สูญหาย” ภายหลังปรากฏการณ์ฟองสบู่แตกในช่วงครึ่งหลังทศวรรษที่1990 พัฒนาการของตัวละครเอกชายในช่วงนี้สะท้อนผ่านบทบาท “พ่อ” และความต้องการเป็นพ่อ ซึ่งเผยให้เห็นการยอมรับและปรับตัวเข้าสู่สังคม ในขณะเดียวกันก็สะท้อนความเป็นชายแบบใหม่ที่เป็นขั้วตรงข้ามกับปิตาธิปไตยแบบดั้งเดิม ทั้งนี้อาจเพื่อนำเสนอทางออกให้แก่สังคมที่เต็มไปด้วยปัญหาที่ฝังรากลึกอยู่ในสังคมญี่ปุ่น งานเขียนในช่วงที่สาม(ค.ศ. 2000-2017) ภายใต้บริบทสังคมในยุคทศวรรษที่สูญหายที่เริ่มตั้งแต่ทศวรรษที่1990 สังคมญี่ปุ่นยังคงอยู่ในสภาวะสูญหายอยู่จนกระทั่งปัจจุบัน ตลอดจนเหตุการณ์ภัยพิบัติแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในปีค.ศ.2013 ประกอบกับการที่มุระกะมิเติบโตขึ้น ทำให้เขาเริ่มหันกลับมามีพันธกิจต่อสังคมญี่ปุ่น โดยการนาเสนอตัวละครเอกชายที่ละทิ้งความเป็นปัจเจก หันกลับมาให้คุณค่ากับการรวมกลุ่ม อันเป็นคุณค่าดั้งเดิมของมนุษย์ หากมนุษย์ร่วมมือช่วยเหลือกันและกันสังคมจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น


ประสบการณ์ของนักจิตวิทยาการปรึกษาแนวพุทธผู้เชี่ยวชาญ ในการทำความเข้าใจปัญหาของผู้มารับบริการ, จักรา วีรกุล Jan 2023

ประสบการณ์ของนักจิตวิทยาการปรึกษาแนวพุทธผู้เชี่ยวชาญ ในการทำความเข้าใจปัญหาของผู้มารับบริการ, จักรา วีรกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์ของนักจิตวิทยาการปรึกษาแนวพุทธผู้เชี่ยวชาญในการทำความเข้าใจปัญหาของผู้มารับบริการ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแนวปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ ผู้ให้ข้อมูลหลัก 6 ราย เป็นนักจิตวิทยาการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ปฏิบัติงานโดยใช้การปรึกษาเชิงจิตวิทยาแนวพุทธเป็นฐาน เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก ใช้คำถามสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบประสบการณ์สำคัญ 3 ประเด็น กล่าวคือ (1) การเตรียมความพร้อมโดยคำนึงถึงบริบทของผู้มารับบริการ และเอื้อให้ตระหนักถึงปัญหา (2) การทำความเข้าใจปัญหาโดยอาศัยการเชื่อมสมาน การเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องสัมพันธ์กัน และการเห็นลักษณะร่วมของปัญหา (3) การใช้หลักพุทธธรรมในการเข้าถึงต้นเหตุของปัญหา ตระหนักถึงทิฏฐิที่อยู่เบื้องหลัง ตลอดจนแยกแยะในสภาวะที่ปรากฏว่าส่วนใดเป็นคุณส่วนใดเป็นโทษ


ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ความสามารถในการเป็นแม่ของแม่มือใหม่ในบริบทของการรับข้อมูลจากแม่ที่เป็นออนไลน์อินฟลูเอนเซอร์, กฤติยา อนันตกุล Jan 2023

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ความสามารถในการเป็นแม่ของแม่มือใหม่ในบริบทของการรับข้อมูลจากแม่ที่เป็นออนไลน์อินฟลูเอนเซอร์, กฤติยา อนันตกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มุ่งเน้นศึกษาถึง การรับรู้ความสามารถในการเป็นแม่ของแม่มือใหม่ โดยศึกษาตัวแปรทำนาย 4 ตัว คือ ปริมาณเวลาที่แม่มือใหม่ใช้เข้าถึงเนื้อหาบนโซเชียลมีเดียที่สร้างโดยแม่ออนไลน์อินฟลูเอนเซอร์ พฤติกรรมในการชอบเปรียบเทียบตนเองกับแม่ออนไลน์อินฟลูเอนเซอร์ ความเชื่อมั่นในตัวแม่ออนไลน์อินฟลูเอนเซอร์ และประสบการณ์การประสบความสำเร็จของแม่มือใหม่ในการเลี้ยงลูกช่วงขวบปีแรก กลุ่มตัวอย่างเป็นแม่มือใหม่จำนวน 81 คน ที่มีลูกคนแรกและคนเดียวอายุระหว่าง 1-3 ปี และติดตามแม่ที่เป็นออนไลน์อินฟลูเอนเซอร์เป็นประจำ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถาม และมาตรวัดตัวแปรต่าง ๆ ในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการถดถอยเชิงขั้น (hierarchical regression analysis) ผลการวิจัยพบว่า ตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กับการรับรู้ความสามารถในการเป็นแม่ของแม่มือใหม่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ประสบการณ์การประสบความสำเร็จในอดีต (ß = .522, p


การพัฒนารูปแบบสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เสมือนแบบ 3 มิติร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานตามแนวคิดสะเต็มศึกษาเพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, นวพร แก้วเปี้ย Jan 2023

การพัฒนารูปแบบสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เสมือนแบบ 3 มิติร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานตามแนวคิดสะเต็มศึกษาเพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, นวพร แก้วเปี้ย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เสมือนแบบ 3 มิติร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานตามแนวคิดสะเต็มศึกษาเพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณ 2) ศึกษาผลของการใช้รูปแบบสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เสมือนแบบ 3 มิติร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานตามแนวคิดสะเต็มศึกษาเพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณ 3) นำเสนอรูปแบบสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เสมือนแบบ 3 มิติร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานตามแนวคิดสะเต็มศึกษาเพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนารูปแบบ ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิทยาศาสตร์ ด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา และด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ จำนวน 9 คน โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 40 คน โดยใช้วิธีเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ แบบประเมินรูปแบบ รูปแบบการจัดการเรียนการสอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ แบบประเมินชิ้นงาน โดยมีการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติเพื่อศึกษาพัฒนาความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลแบบเปรียบเทียบ Dependent Sample T-Test ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบฯที่พัฒนาขึ้นมีองค์ประกอบสำคัญ คือ 1) ผู้สอน 2) ผู้เรียน 3) เป้าหมายการเรียนรู้ 4) การวัดและประเมินผล และมีขั้นตอนทั้งหมด 6 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นกำหนดปัญหา ขั้นทำความเข้าใจกับปัญหา ขั้นดำเนินการศึกษาค้นคว้า ขั้นสังเคราะห์ความรู้ ขั้นสรุปและประเมินผล ขั้นนำเสนอและประเมินผลงาน ผลการทดลอง พบว่า รูปแบบฯที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสม และจากการใช้รูปแบบฯ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายมีความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01


The Neuro-Immune Pathogenesis Of Mild Cognitive Impairment, Tran Chi Vinh Long Jan 2023

The Neuro-Immune Pathogenesis Of Mild Cognitive Impairment, Tran Chi Vinh Long

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aimed to delineate the relationship between clinical symptoms of aMCI and affective symptoms in older adults without major depression (MDD) or dysfunctions in activities of daily living (ADL), and to assess the cytokine network in aMCI after excluding patients with MDD, examining the immune profiles of quantitative aMCI (qMCI) and distress symptoms of old age (DSOA) scores. This case-control study recruited 61 participants with aMCI (diagnosed using Petersen’s criteria) and 59 older adults without aMCI, excluding subjects with MDD and ADL dysfunctions. Three distinct dimensions were uncovered: Distress Symptoms of Old Age (DSOA), comprising affective symptoms, perceived stress, …


สุขภาวะทางจิต การรับรู้คุณค่าในตนเอง และความชื่นชอบศิลปินไอดอลเกาหลีของแฟนคลับไทยวัยผู้ใหญ่ตอนต้น, วริญญา เพริศพริ้ง Jan 2023

สุขภาวะทางจิต การรับรู้คุณค่าในตนเอง และความชื่นชอบศิลปินไอดอลเกาหลีของแฟนคลับไทยวัยผู้ใหญ่ตอนต้น, วริญญา เพริศพริ้ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบถึงสุขภาวะทางจิต การรับรู้คุณค่าในตนเอง ระดับความชื่นชอบศิลปินไอดอลเกาหลี และปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในแฟนคลับไทยวัยผู้ใหญ่ตอนต้น รวมถึงศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยดังกล่าว โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์เป็นเครื่องมือในการศึกษา และเก็บข้อมูลเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2566 จากแฟนคลับไทยวัยผู้ใหญ่ตอนต้นอายุระหว่าง 20 – 40 ปี เป็นผู้ติดตามโซเชียลมีเดียประเภทเฟซบุ๊กแฟนเพจของศิลปินไอดอลเกาหลี เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบวัดพฤติกรรมความชื่นชอบศิลปินเกาหลี แบบวัดการเห็นคุณค่าในตนเอง และแบบวัดสุขภาวะทางจิต วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Pearson correlation, One-way ANOVA, Independent T-test และ Stepwise multiple linear regression กลุ่มตัวอย่างมีทั้งสิ้น 241 คน อายุเฉลี่ย 28.6 ปี ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 80.5) เป็นแฟนคลับมาแล้วตั้งแต่ 0.08 - 22 ปี เฉลี่ยที่ 7.04 ปี ติดตามข่าวและผลงานของไอดอลเกาหลีผ่านทางโซเชียลมีเดีย (Official page) ของวง (ร้อยละ 93.8) โดยติดตามผลงานทุกวัน (ร้อยละ 75.1) วันละ 1 – 2 ชั่วโมง (ร้อยละ 46.1) มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับไอดอลเกาหลีด้วยการซื้อสินค้าและผลงาน (ร้อยละ 85.5) รวมถึงชมคอนเสิร์ตหรือแฟนมีทติ้ง (ร้อยละ 80.9) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีสุขภาวะทางจิตและการรับรู้คุณค่าในตนเองระดับสูง (ร้อยละ 42.3 และ ร้อยละ 39.0 ตามลำดับ) และชื่นชอบศิลปินไอดอลเกาหลีระดับปานกลาง (ร้อยละ 57.3) สุขภาวะทางจิตมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงกับการรับรู้คุณค่าในตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.768, p < 0.001) ขณะที่ไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาวะทางจิตกับความชื่นชอบไอดอลเกาหลี หรือกล่าวได้ว่าระดับความชื่นชอบไอดอลเกาหลีไม่ส่งผลต่อสุขภาวะทางจิต ทั้งนี้สุขภาวะทางจิตของแฟนคลับไทยวัยผู้ใหญ่ตอนต้นอยู่ในระดับสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน นอกจากนี้ พบความแตกต่างของสุขภาวะทางจิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในตัวแปรอายุ รายได้ อาชีพ การมีอาการเจ็บป่วยทางร่างกาย เหตุผลชื่นชอบไอดอลเกาหลี และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับไอดอลเกาหลี ซึ่งการรับรู้คุณค่าในตนเองและเหตุผลชื่นชอบไอดอลเกาหลีเพื่อหนีปัญหา เป็นปัจจัยทำนายสุขภาวะทางจิตได้ร้อยละ 57.4 โดยการรับรู้คุณค่าในตนเองมีความสัมพันธ์ทางบวก (ß = 0.718, p < 0.001) ขณะที่เหตุผลชื่นชอบศิลปินไอดอลเกาหลีเพื่อหลีกหนีปัญหาต่างๆ มีความสัมพันธ์ทางลบกับสุขภาวะทางจิต (ß = -0.110, p = 0.020) ซึ่งการศึกษานี้ได้ชี้ให้เห็นว่า ควรมีการส่งเสริมการรับรู้คุณค่าในตนเอง ทักษะทางสังคม และการรับมือกับปัญหาที่เหมาะสมในประชากรกลุ่มนี้


Effects Of Knowledge And Awareness Enhancement Program To Change The Consumption Behavior Of Cannabis-Containing In Food And Beverage Among Undergraduate Students In Pathum Thani Province Of Thailand: A Quasi-Experimental Study, Phannathat Tanthanapanyakorn Jan 2023

Effects Of Knowledge And Awareness Enhancement Program To Change The Consumption Behavior Of Cannabis-Containing In Food And Beverage Among Undergraduate Students In Pathum Thani Province Of Thailand: A Quasi-Experimental Study, Phannathat Tanthanapanyakorn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Since 2021, the societal acceptance of cannabis in various nations across Thailand has significantly catalyzed the integration of cannabis in food and beverages. Thailand Government Gazette at the end of July 2021 permitted the use of cannabis for medical, cosmetic, and food and beverage purposes. It might allow people, especially adolescents, to easily access cannabis with a high prevalence (69%). This research was a quasi-experimental study to investigate the effects of knowledge and awareness enhancement program for changing the consumption behavior of cannabis-containing food and beverages among undergraduate students of Pathum Thani province in Thailand.Phase 1 aimed to assess the …


Factors Correlated With Mental Health Help Seeking Of Mother In Postpartum Period In Jakarta, Indonesia, Malika Adila Fitra Jan 2023

Factors Correlated With Mental Health Help Seeking Of Mother In Postpartum Period In Jakarta, Indonesia, Malika Adila Fitra

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The postpartum period is a critical time for mothers, marked by significant physical and mental changes. During this time, mothers are vulnerable to issues like postpartum blues and depression. Early professional help can reduce the burden of these mental health problems, but barriers such as social stigma, lack of support, and personal reluctance often prevent mothers from seeking help. This study aims to explore the factors correlated with mental health help-seeking among postpartum mothers in Jakarta, using the Theory of Planned Behaviour and considering sociodemographic, social, and environmental factors. Despite the availability of mental healthcare facilities in Jakarta, help-seeking behavior …


Physical And Psychological Factors Associated With Non-Specific Low Back Pain Among Female Cleaners In Academic Settings, Kristsada Chaichan Jan 2023

Physical And Psychological Factors Associated With Non-Specific Low Back Pain Among Female Cleaners In Academic Settings, Kristsada Chaichan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The objective of this study was to determine the association between physical and psychological variables and the presence of NSLBP among female cleaners working in an academic setting. One hundred and ninety-nine female cleaners aged between 18 and 60 years old with and without LBP were asked to complete a set of self-reported questionnaires related to individual, work-related variables, quality of life, and the prevalence of NSLBP among cleaners. The binomial logistic regression analyses were used to determine the association between physical and psychological factors and the presence or of absence NSLBP. The results showed that the overall prevalence of …


นโยบายนวัตกรรมอาหารสนามแห่งความร่วมมือ การต่อสู้ทางนโยบาย และการจัดการปกครองเครือข่าย, ศรัญญา ปานเจริญ Jan 2023

นโยบายนวัตกรรมอาหารสนามแห่งความร่วมมือ การต่อสู้ทางนโยบาย และการจัดการปกครองเครือข่าย, ศรัญญา ปานเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของนโยบายนวัตกรรมอาหารของไทย อธิบายการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบริบทเชิงโครงสร้าง เครือข่ายนโยบาย และผลลัพธ์นโยบายเมืองนวัตกรรมอาหาร รวมถึงเปรียบเทียบการจัดการปกครองเครือข่ายนวัตกรรมอาหารตามแนวทางการกำหนดพื้นที่ของเมืองนวัตกรรมอาหาร ผลการศึกษา พบว่า ในช่วงของการกำหนดนโยบาย บริบททางการเมืองและเศรษฐกิจเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อเครือข่ายนโยบายและผลลัพธ์ของนโยบายเมืองนวัตกรรมอาหารโดยตรง ในขณะที่บริบททางความคิด เช่น แนวคิดนวัตกรรมอาหาร แนวคิดความมั่นคงทางอาหาร เป็นจุดยืนทางนโยบายที่สนับสนุนการพัฒนาทางเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ เพื่อให้การพัฒนาข้อเสนอทางนโยบายมีความชอบธรรม โดยการกำหนดนโยบายนี้อาศัยระบบความเชื่อในการหลอมรวมจุดยืนทางความคิดและทรัพยากรของแนวร่วมพันธมิตรแต่ละกลุ่มให้มีความสอดคล้องกัน จนนำไปสู่การผลักดันนโยบายเมืองนวัตกรรมอาหารได้เป็นผลสำเร็จ ส่วนการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติระดับพื้นที่ พบว่า แต่ละพื้นที่มีการจัดการปกครองเครือข่ายที่แตกต่างกันทั้งในด้านพันธกิจและวัตถุประสงค์ของเครือข่าย กลยุทธ์ที่ใช้ในการสร้างเครือข่ายและการเลือกพันธมิตร รูปแบบโครงสร้างความร่วมมือ และการกำกับดูแลเครือข่าย อย่างไรก็ตาม ทุกเครือข่ายมีจุดร่วมที่เหมือนกัน คือ ความคาดหวังให้เมืองนวัตกรรมอาหารเป็นระบบนิเวศนวัตกรรมที่หลอมรวมโครงสร้างพื้นฐานและองค์ความรู้ท้องถิ่นที่สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของประชาชนในพื้นที่


A Predictive Factors Of Intention And Behavior Toward Waste Separation Of Waterfront Communities: A Case Study Of Khlong Lat Luang Community Phra Pradaeng District Samut Prakan, Chadalak Samritthinanta Jan 2023

A Predictive Factors Of Intention And Behavior Toward Waste Separation Of Waterfront Communities: A Case Study Of Khlong Lat Luang Community Phra Pradaeng District Samut Prakan, Chadalak Samritthinanta

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research aims to study the factors influencing the intention and behavior of waste management among residents living along the Chao Mueang Canal in Phra Pradaeng District, Samut Prakan Province. The study employs quantitative research methods by collecting questionnaires from 114 households along the Chao Mueang Canal. Data analysis utilizes descriptive statistics, including frequency, percentage, mean, and standard deviation, to analyze the socio-economic aspects of the sample group. Inferential statistics, such as the independent t-test, One-way ANOVA, and Structural Equation Modeling (SEM), are used to analyze the factors influencing waste separation behavior and intention, with a statistical significance level set …