Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 511 - 540 of 4029

Full-Text Articles in Entire DC Network

The Effect Of A Protective Behavioral Strategies Program On Alcohol Use Among Adult Men With Hazardous Alcohol Use In The Community, Vietnam, Trieu Van Nhat Jan 2024

The Effect Of A Protective Behavioral Strategies Program On Alcohol Use Among Adult Men With Hazardous Alcohol Use In The Community, Vietnam, Trieu Van Nhat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This randomized controlled trial with a repeated-measures design aimed to compare changes in primary outcome which is alcohol use comprised of both amount (grams/week) and frequency (days/week), and secondary outcomes which are severity of alcohol-related problems and intention to use alcohol among men aged 35-44 with hazardous alcohol use who residing in the community. A total of 104 participants from a rural district in Vietnam who met the inclusion criteria were randomly assigned to either an intervention or control group using blocked randomization with stratification based on education levels, 52 participants for each group. The intervention group received a Protective …


การเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศจีนของสื่อมวลชนไทย: กรณีศึกษาเครือมติชน-ข่าวสดและทีเอ็นเอ็น 16, ธนพร ช่วยเจริญ Jan 2024

การเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศจีนของสื่อมวลชนไทย: กรณีศึกษาเครือมติชน-ข่าวสดและทีเอ็นเอ็น 16, ธนพร ช่วยเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้ศึกษาการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศจีนของสื่อมวลชนไทย ผ่านกรณีศึกษาเครือมติชน-ข่าวสดและสถานีโทรทัศน์ทีเอ็นเอ็น 16 โดยใช้แนวคิดเรื่องสื่อและนโยบายต่างประเทศ (Media and Foreign Policy) สำหรับวิเคราะห์บทบาททางการทูตของสื่อจีนผ่านนโยบายด้านสื่อของรัฐบาลจีน และการศึกษาสาร (message) ที่รัฐบาลจีนส่งมายังผู้รับสารชาวไทยผ่านเครือมติชน-ข่าวสดและทีเอ็นเอ็น 16 ผลจากการศึกษาพบว่า 1) สื่อมวลชนจีนมีบทบาททางการทูตสาธารณะในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ โดยใช้แนวทาง “Tell China's Story Well” ในการส่งเสริมภาพลักษณ์เชิงบวกของประเทศจีน 2) รัฐบาลจีนต้องการเผยแพร่ภาพลักษณ์ความเจริญรุ่งเรืองและความยิ่งใหญ่ของประเทศจีนผ่านเนื้อหาด้านสังคมและวัฒนธรรม โดยเน้นนำเสนอเรื่องราวทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และอารยธรรมจีนโบราณ 3) รัฐบาลจีนต้องการเผยแพร่ภาพลักษณ์ความสำเร็จทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เพื่อตอบโต้ภาพลักษณ์ด้านลบจากชาติตะวันตก พร้อมสื่อสารว่าประเทศจีนเป็นประเทศทันสมัย เป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือและรับผิดชอบต่อสังคมโลก ไม่ใช่ภัยคุกคาม 4) ความร่วมมือด้านสื่อระหว่างเครือมติชน-ข่าวสดกับสำนักข่าวซินหัว และทีเอ็นเอ็น 16 กับกลุ่มสื่อจีน สะท้อนให้เห็นว่าสื่อไทยบางส่วนเกิดการเซนเซอร์ตนเองเมื่อนำเสนอข่าวเกี่ยวกับรัฐบาลจีนหรือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประเทศจีน


Perception, Awareness, And Practices Toward The Pm2.5 During The Air Pollution Episode Among Chinese Students In Bangkok And Vicinity, Thailand: A Cross-Sectional Study, Jiali Chen Jan 2024

Perception, Awareness, And Practices Toward The Pm2.5 During The Air Pollution Episode Among Chinese Students In Bangkok And Vicinity, Thailand: A Cross-Sectional Study, Jiali Chen

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Air pollution poses a significant public health threat to urban populations worldwide. Mobile groups such as international students face unique vulnerabilities, but their risk adaptation capacity remains understudied. This study assessed awareness, perception, and protective measures of PM2.5 among Chinese international students in Bangkok and its vicinity. This study used a validated scale to conduct a cross-sectional survey of 393 participants. The results revealed that while students exhibited a high level of risk perception regarding air pollution (mean score: 48.0 ± 7.6), their awareness was relatively low (mean score: 6.3 ± 2.9), with only 3.8% of respondents demonstrating "high awareness". …


Effects Of Water Chemistry On Interaction Between Organic Contaminants And Microplastics And Their Passage In Microfiltration Membrane, Chutiporn Inchana Jan 2024

Effects Of Water Chemistry On Interaction Between Organic Contaminants And Microplastics And Their Passage In Microfiltration Membrane, Chutiporn Inchana

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The agricultural activity is a critical source of organic contaminants and microplastics (MPs). Typically, the agricultural soil is contaminated by an abundance of MPs, leaching chemicals during weathering process, and pesticides, which subsequently end up in surface water through agricultural runoff. Polymers that are most frequently used in crop production and detected in surface water are PE and PET MPs. Bisphenol (A) and atrazine are frequently detected in surface water. Nevertheless, the fate and distribution of organic pollutants in water treatment as a consequent on MP-aided transport is constrained by little knowledge on photoaged PE and PET MPs. In this …


การพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างทักษะเพื่อการจ้างงานข้ามพรมแดนสำหรับนักศึกษาจีนที่ศึกษาในประเทศไทย, ไฮยาน หยาง Jan 2024

การพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างทักษะเพื่อการจ้างงานข้ามพรมแดนสำหรับนักศึกษาจีนที่ศึกษาในประเทศไทย, ไฮยาน หยาง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ทักษะที่จำเป็นในการจ้างงานข้ามพรมแดนของนักศึกษาจีนตามความคิดเห็นของผู้ใช้บัณฑิต 2) ศึกษาสภาพและแนวทางการจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมทักษะเพื่อการจ้างงานข้ามพรมแดนสำหรับนักศึกษาจีนที่ศึกษาในประเทศไทย 3) วิเคราะห์องค์ประกอบของทักษะเพื่อการจ้างงานและการจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างทักษะเพื่อการจ้างงานข้ามพรมแดนของนักศึกษาจีนที่ศึกษาในประเทศไทย 4) พัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างทักษะเพื่อการจ้างงานข้ามพรมแดนสำหรับนักศึกษาจีนที่ศึกษาในประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารและพนักงานสัญชาติจีนจาก 5 บริษัทไทย-จีนในกรุงเทพฯ และระยอง รวม 30 คน ผู้บริหารมหาวิทยาลัย อาจารย์ที่สอนนักศึกษาจีน รวม 25 คน และนักศึกษาจีนชั้นปีที่ 4 รวม 322 คนจาก 5 สถาบันอุดมศึกษา เครื่องมือวิจัยคือแบบสัมภาษณ์และแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน T-test การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวและการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ทักษะที่จำเป็นในการจ้างงานข้ามพรมแดน ประกอบด้วย 12 ด้าน ได้แก่ 1) ทักษะด้านภาษาและการสื่อสาร 2) ทักษะเฉพาะทาง 3) ทักษะการปรับตัวข้ามวัฒนธรรม 4) ทักษะด้านการคิด 5) ทักษะการแก้ปัญหา 6) ทักษะการบริหารจัดการและความเป็นผู้นำ 7) ทักษะการใช้โปรแกรมและเทคโนโลยี 8) ทักษะการขาย 9) ทักษะการประกอบการ 10) มีวิสัยทัศน์ระดับโลก 11) ทักษะแบบผสมผสาน 12) ทักษะส่วนบุคคลและทักษะทางสังคม 2. สภาพการจัดการศึกษาสำหรับนักศึกษาจีนพบว่า หลักสูตรไม่สอดคล้องกับตลาดงานไทย-จีน นักศึกษาจีนขาดทักษะภาษาและการปรับตัว อาจารย์ขาดประสบการณ์ภาคอุตสาหกรรม เจ้าหน้าที่ขาดทักษะภาษาจีน งบประมาณสำหรับนักศึกษาจีนมีจำกัด และมีความท้าทายในการประเมินผลเนื่องจากนักศึกษาใช้ AI ทำการบ้าน และมีข้อเสนอแนะแนวทางพัฒนา 9 ด้านเพื่อนำไปพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษา 3. ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันพบว่า โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยด้านทักษะ 10 ด้านมีค่าไค-สแควร์ เท่ากับ 23.079 (df=1.538, p-value=0.0825) องค์ประกอบการจัดการศึกษา 11 ด้านมีค่าไค-สแควร์ เท่ากับ 28.423 (df=1.137, p-value=0.2888) ซึ่งค่าดัชนีชี้วัดความเหมาะสมในเกณฑ์ดี สอดคล้องกับผลการสัมภาษณ์ เมื่อบูรณาการพบว่ามีทักษะ 14 ด้าน และองค์ประกอบการจัดการศึกษา 10 …


ผลการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนโดยใช้แนวคิดแอนดราโกจีที่มีต่อทักษะการขายสินค้า ออนไลน์ของนักศึกษาอาชีวศึกษา, รณกร กิตติภัทรภาคิน Jan 2024

ผลการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนโดยใช้แนวคิดแอนดราโกจีที่มีต่อทักษะการขายสินค้า ออนไลน์ของนักศึกษาอาชีวศึกษา, รณกร กิตติภัทรภาคิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ เป็นงานวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดแอนดราโกจีที่มีต่อการพัฒนาทักษะอาชีพการขายสินค้าออนไลน์ ของนักศึกษาในสถาบันอาชีวศึกษาจังหวัดสิงห์บุรี และ 2) ศึกษาผลของการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดแอนดราโกจี ที่มีต่อการการพัฒนาทักษะอาชีพการขายสินค้าออนไลน์ ของนักศึกษาในสถาบันอาชีวศึกษาจังหวัดสิงห์บุรี โดยทำการเก็บข้อมูลจากอาสาสมัครนักศึกษา ที่มาจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาจังหวัดสิงห์บุรี จำนวน 60 คน โดยใช้การเลือกแบบอาสาสมัคร เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลกลุ่มผู้ให้ข้อมูลทั้งก่อนและหลังที่เข้าร่วมกิจกรรม โดยผู้วิจัยนำเครื่องมือแบบวัดระดับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทักษะอาชีพสำหรับการขายสินค้าออนไลน์ และแบบประเมินโครงการกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียน ซึ่งจะเป็นเครื่องมือในการเป็นตัวชี้วัดผลสะท้อนจะการจัดกิจกรรม มีสถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (x̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และ และการทดสอบค่าทีแบบ dependent t-test ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ α=0.05 ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้วิจัยได้ทำการพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนที่มีต่อทักษะการขายสินค้าออนไลน์ของนักศึกษาอาชีวศึกษา โดยใช้แนวคิด Andragogy ของ Knowles (1970) และ Action Learning ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เกี่ยวกับการขายสินค้าออนไลน์ โดยเริ่มต้นจากการเตรียมความพร้อม โดยการกำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่ชัดเจน ซึ่งมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเข้าใจการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศและการใช้สื่อออนไลน์เพื่อขายสินค้า รวมถึงการพัฒนาทักษะการขายสินค้าออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ การออกแบบสาระการเรียนรู้สอดคล้องกับการค้นหาทางเลือกและการเลือกกิจกรรมที่เหมาะสม ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติจริงในกิจกรรมต่างๆ เช่น การใช้ Social Media และการเลือกสินค้าออนไลน์ ในการดำเนินกิจกรรม ผู้เรียนจะถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มเพื่อฝึกการทำงานเป็นทีมและการสื่อสารระหว่างกลุ่ม ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนับสนุนการมีส่วนร่วมของผู้เรียนอย่างเต็มที่ การดำเนินกิจกรรมประกอบด้วยการบรรยายและฝึกปฏิบัติในด้านการเลือกสินค้า การทำการตลาดออนไลน์ รวมถึงการฝึกปฏิบัติผ่านการทำคอนเทนต์ขายสินค้าผ่าน TikTok ซึ่งช่วยเสริมทักษะที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในสภาพแวดล้อมการทำงาน เมื่อกิจกรรมสิ้นสุดลง จะมีการสรุปผลร่วมกันระหว่างผู้จัดกิจกรรมและผู้เรียน ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการประเมินผล โดยผู้เรียนจะถูกประเมินจากผลงานที่นำเสนอผ่าน TikTok ซึ่งสะท้อนถึงการนำความรู้และทักษะที่เรียนรู้ไปใช้ในสถานการณ์จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ.และ 2) ผลของการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดแอนดราโกจีที่มีที่มีต่อทักษะการขายสินค้าออนไลน์ของนักศึกษาอาชีวศึกษา ก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียน พบว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมหลังเข้าการร่วมกิจกรรมมีความรู้เพิ่มขึ้น จากก่อนการเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดแอนดราโกจีที่มีต่อทักษะการขายสินค้าออนไลน์ของนักศึกษาอาชีวศึกษา กิจกรรมนี้สามารถเพิ่มพูน และต่อยอดองค์ความรู้ให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เป็นอย่างดี


กลยุทธ์การพัฒนาสมรรถนะนวัตกรรมการกำหนดนโยบายของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา, ณัฐิกา นิตยาพร Jan 2024

กลยุทธ์การพัฒนาสมรรถนะนวัตกรรมการกำหนดนโยบายของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา, ณัฐิกา นิตยาพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์1) เพื่อศึกษากรอบแนวคิดของการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาและกรอบแนวคิดสมรรถนะนวัตกรรมการกำหนดนโยบาย 2) เพื่อวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคามของการพัฒนาสมรรถนะนวัตกรรมการกำหนดนโยบายของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา 3)เพื่อนำเสนอกลยุทธ์การพัฒนาสมรรถนะนวัตกรรมการกำหนดนโยบายของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาดำเนินการวิจัยโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ ขั้นตอนที่ 1 ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ขั้นตอนที่ 2 ผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้อำนวยการโรงเรียนประถมศึกษา จำนวน 347 คน ผู้อำนวยการ/รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จำนวน 57 คน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ขั้นตอนที่ 3 ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 25 คน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยเครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบประเมินความเหมาะสมและปลายเปิด แบบสอบถามและปลายเปิด และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้และข้อคิดเห็นจากการการสนทนากลุ่ม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และวิเคราะห์เนื้อหาจากแบบสอบถาม/แบบประเมินความเหมาะสมและหรือความเป็นไปได้ปลายเปิด การสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดของการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบ คือ (1) การพัฒนาระหว่างเวลาการปฏิบัติงาน (2) การพัฒนานอกเวลาการปฏิบัติงาน 2) กรอบแนวคิดสมรรถนะนวัตกรรมการกำหนดนโยบาย ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คือ (1) การคิดเชิงนวัตกรรมในการกำหนดนโยบาย (2) การทำงานกับข้อมูล หลักฐาน และใช้หลักฐานสนับสนุนเพื่อการกำหนดนโยบายการแก้ปัญหาและหรือไปสู่อนาคตที่พึงประสงค์ (3) การมีส่วนร่วมกับพลเมืองและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องในการกำหนดนโยบาย (4) การประสานและร่วมมือในการดำเนินการกำหนดนโยบาย (5) การสื่อสารในการกำหนดนโยบาย 2) จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคามของการพัฒนาสมรรถนะนวัตกรรมการกำหนดนโยบายของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา พบว่า 2.1) องค์ประกอบที่เป็นจุดแข็งสูงสุด ได้แก่ องค์ประกอบด้านการประสานและร่วมมือในการดำเนินการกำหนดนโยบาย 2.2) องค์ประกอบที่เป็นจุดอ่อนสูงสุด ได้แก่ องค์ประกอบด้านการคิดเชิงนวัตกรรมในการกำหนดนโยบาย รองลงมาคือ การทำงานกับข้อมูล หลักฐาน และใช้หลักฐานสนับสนุนเพื่อการกำหนดนโยบายการแก้ปัญหาและหรือไปสู่อนาคตที่พึงประสงค์ 2.3) ด้านการเมืองและนโยบายของรัฐและด้านเศรษฐกิจ เป็นภาวะคุกคาม ส่วนด้านสถาพสังคมและด้านเศรษฐกิจ เป็นโอกาสต่อการพัฒนาสมรรถนะนวัตกรรมการกำหนดนโยบายของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาในภาพรวม กลยุทธ์การพัฒนาสมรรถนะนวัตกรรมการกำหนดนโยบายของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา ประกอบด้วย 2 …


วรรณกรรมเพื่อสอนสตรีในสมัยรัชกาลที่ 5: รูปแบบ แนวคิด และความสัมพันธ์กับสังคมสยามสมัยใหม่, พฤฒิชา นาคะผิว Jan 2024

วรรณกรรมเพื่อสอนสตรีในสมัยรัชกาลที่ 5: รูปแบบ แนวคิด และความสัมพันธ์กับสังคมสยามสมัยใหม่, พฤฒิชา นาคะผิว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้มุ่งศึกษาวรรณกรรมเพื่อสอนสตรีในสมัยรัชกาลที่ 5 ในประเด็นรูปแบบ แนวคิด และความสัมพันธ์กับสังคมสยามสมัยใหม่ กลุ่มข้อมูลที่นำมาศึกษา คืองานเขียนที่แต่งขึ้นเพื่อบำรุงจรรยาและบำรุงปัญญาสตรีที่พิมพ์เผยแพร่ในสื่อสิ่งพิมพ์สมัยรัชกาลที่ 5 ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรองผลการศึกษาพบว่า วรรณกรรมเพื่อสอนสตรีในสมัยรัชกาลที่ 5 สร้างขึ้นในบริบทของวัฒนธรรมหนังสือ อันเป็นการสั่งสมและสืบทอดความรู้ผ่านหนังสือในสังคมสมัยใหม่ รูปแบบที่เด่นที่สุดของวรรณกรรมกลุ่มนี้ คือสารคดี ร้อยแก้วแบบใหม่ซึ่งมีกลวิธีการสอนหลากหลายที่มุ่งสร้างความเข้าใจสาระคำสอน และสร้างความน่าสนใจให้แก่ผู้อ่าน ในช่วงเวลาที่สื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ กำลังทวีความสำคัญ ส่วนเรื่องแนวคิดพบว่า วรรณกรรมกลุ่มนี้เสนอทั้งแนวคิดที่สืบทอด มาจากวรรณกรรมคำสอนสตรีแนวขนบ ได้แก่ แนวคิดเรื่องกุลสตรี แนวคิดเรื่องแม่ศรีเรือน และแนวคิดเรื่องศรีภรรยา และพัฒนาแนวคิดขึ้นใหม่ ได้แก่ แนวคิดเรื่องแม่เรือนสมัยใหม่ แนวคิดเรื่องสตรีมีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศด้วยการพัฒนาตนเองให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ และแนวคิดเรื่องสตรีเป็นเครื่องแสดงความเจริญของบ้านเมืองวรรณกรรมเพื่อสอนสตรีกับสังคมสยามสมัยใหม่มีอิทธิพลต่อกัน กล่าวคือ การปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยและการรับอิทธิพลจากวรรณกรรมและวัฒนธรรมตะวันตก ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงค่านิยมบางประการที่มีต่อสตรี ในสมัยรัชกาลที่ 5 จึงมีการสร้างและถ่ายทอดวรรณกรรมเพื่อสอนสตรีในสิ่งพิมพ์อย่างแพร่หลายเพื่อแสดงค่านิยมใหม่ ทำให้วรรณกรรมแนวนี้ขยายตัว มีทั้งงานเขียนที่ยังคงรูปแบบและแนวคิดตามขนบเดิม และงานเขียนที่พัฒนารูปแบบและแนวคิดขึ้นใหม่ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ขณะเดียวกัน วรรณกรรมเพื่อสอนสตรีก็มีบทบาทต่อสังคมสยามสมัยใหม่ในหลายมิติ ทั้งบทบาทในการชี้แนะสตรีให้ครองตนได้อย่างเหมาะสม บทบาทในการสร้างและสั่งสม ทุนทางวัฒนธรรมของชนชั้นนำ และบทบาทในการยกระดับศักยภาพสตรี จึงกล่าวได้ว่า วรรณกรรมเพื่อสอนสตรีในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นผลผลิตทางปัญญาที่มีคุณค่าและความสำคัญ โดยเฉพาะช่วยขยายองค์ความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการของวรรณกรรมคำสอนสตรีในสมัยรัตนโกสินทร์ และเป็นหลักฐานร่วมสมัยที่แสดงให้เห็นความสำคัญของสตรีในบริบทแห่งการพัฒนาบ้านเมืองให้มีอารยะ


แนวทางการปรับปรุงมาตรการทางภาษี เพื่อส่งเสริมและจูงใจการคิดค้นนวัตกรรมสำหรับนิติบุคคลที่มีผลขาดทุนสุทธิทางภาษีอากร, ปรียาพร ไกรศิริวุฒิ Jan 2024

แนวทางการปรับปรุงมาตรการทางภาษี เพื่อส่งเสริมและจูงใจการคิดค้นนวัตกรรมสำหรับนิติบุคคลที่มีผลขาดทุนสุทธิทางภาษีอากร, ปรียาพร ไกรศิริวุฒิ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

จากการวิเคราะห์ปัญหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ที่ผู้ประกอบการที่มีผลขาดทุนไม่ได้ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรที่รัฐส่งเสริมในด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งให้สิทธิประโยชน์โดยการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลและการให้หักรายจ่ายได้เพิ่ม เนื่องจากกิจการที่มีผลขาดทุนไม่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ดังนั้นการยกเว้นภาษีเงินได้และการหักรายจ่ายได้เพิ่มขึ้น จึงไม่เป็นการส่งเสริมหรือจูงใจกิจการเหล่านี้แต่อย่างใด อีกทั้งกิจการที่มีผลขาดทุนมักเป็นกิจการขนาดเล็กที่มีเงินทุนจำกัดในการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ในขณะที่กิจการที่มีกำไรสุทธิสามารถใช้สิทธิประโยชน์ในการยกเว้นภาษีอากรได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันของมาตรการทางภาษีของรัฐในปัจจุบัน จากการศึกษามาตรการทางภาษีเพื่อจูงใจให้ภาคเอกชนลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาของสหราชอาณาจักรและสิงคโปร์ พบว่าส่งเสริมให้กิจการได้รับสิทธิประโยชน์ทั้งที่มีกำไรและขาดทุน โดยกิจการที่กำไรจะได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้จากรายจ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา และกิจการที่ขาดทุนจะได้รับเงินชดเชยจากรายจ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา โดยเงินชดเชยดังกล่าวไม่ถือเป็นเงินได้ ทำให้กิจการมีสภาพคล่องมากขึ้น และส่งเสริมให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นว่ามาตรการทางภาษีของสหราชอาณาจักรและสิงคโปร์มีประสิทธิภาพในการกระตุ้นและจูงใจ ให้เกิดการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาได้อย่างแท้จริง ดังนั้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของมาตรการจูงใจให้ภาคเอกชนลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมของไทยให้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวมและช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ประเทศไทยควรปรับปรุงการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการจูงใจให้ภาคเอกชนลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยการนำมาตรการให้เงินชดเชยจากรายจ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาของสหราชอาณาจักรและสิงคโปร์ มาปรับใช้กับมาตรการทางภาษีของไทยต่อไป


การนำดอกเบี้ยจากเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาไปใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา, ศิรินาฎ เพิ่มทรัพย์ Jan 2024

การนำดอกเบี้ยจากเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาไปใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา, ศิรินาฎ เพิ่มทรัพย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการนำดอกเบี้ยจากเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาไปใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทย โดยเล็งเห็นถึงข้อจำกัดในปัจจุบันที่สิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีที่เกี่ยวข้องกับดอกเบี้ยอนุญาตเฉพาะดอกเบี้ยจากเงินกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัยเท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับนโยบายในต่างประเทศ สหรัฐอเมริกาและแคนาดาเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในการออกแบบมาตรการสนับสนุนผู้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาในรูปแบบสิทธิประโยชน์ทางภาษี สหรัฐอเมริกามีมาตรการ "Student Loan Interest Deduction" ซึ่งอนุญาตให้นำดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษามาหักลดหย่อนจากรายได้ที่ต้องเสียภาษีได้สูงสุด 2,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยจำนวนเงินลดหย่อนขึ้นอยู่กับรายได้รวมที่ปรับปรุงแล้ว (MAGI) ระบบนี้เหมาะสำหรับกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงสูง เนื่องจากสิทธิประโยชน์จะเพิ่มขึ้นตามฐานภาษีของผู้เสียภาษี แต่ข้อเสียคือผู้ที่มีรายได้ต่ำอาจไม่ได้รับประโยชน์เต็มที่ ในทางกลับกัน แคนาดาใช้มาตรการ "Canada Student Loan Interest Deduction" ซึ่งคำนวณเครดิตภาษีที่ 15% ของดอกเบี้ยเงินกู้ที่ชำระในปีภาษีนั้น และอนุญาตให้ยกยอดเครดิตไปใช้ในปีถัดไปได้สูงสุด 5 ปี ระบบนี้ให้ประโยชน์ที่ครอบคลุมทุกกลุ่มรายได้ เนื่องจากการคำนวณเครดิตภาษีไม่ได้ขึ้นอยู่กับฐานภาษีของผู้เสียภาษี แต่เป็นอัตราคงที่ตามจำนวนดอกเบี้ยที่ชำระจริง นอกจากนี้ การอนุญาตให้ยกยอดเครดิตช่วยให้ผู้กู้รายได้ต่ำได้รับสิทธิประโยชน์เต็มจำนวนในอนาคตเมื่อรายได้เพิ่มขึ้นจากการศึกษาแนวทางการให้สิทธิประโยชน์ของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเกี่ยวกับดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ผู้เขียนเห็นควรว่าแนวทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาในประเทศไทย คือแนวทางการให้เครดิตภาษี (Tax Credit) ตามแบบของประเทศแคนาดา แนวทางนี้ช่วยสร้างความเท่าเทียมสำหรับทุกกลุ่มรายได้ เพราะการคำนวณเครดิตภาษีไม่ได้ขึ้นอยู่กับฐานภาษีเหมือนระบบลดหย่อนรายได้แบบสหรัฐอเมริกา แต่เป็นอัตราคงที่ตามดอกเบี้ยที่ชำระจริง เช่น 5% ของดอกเบี้ยเงินกู้ ทำให้ผู้ที่มีรายได้ต่ำยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับผู้ที่มีรายได้สูงกว่า ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการลดภาระทางการเงินและช่วยกลุ่มผู้กู้ในทุกระดับรายได้ได้อย่างทั่วถึง อีกหนึ่งข้อดีที่คือการอนุญาตให้ยกยอดเครดิตภาษีที่ไม่ได้ใช้ในปีนั้นไปเครดิตภาษีในปีถัดไปได้สูงสุดถึง 5 ปี นโยบายนี้เหมาะสมอย่างยิ่งกับกลุ่มผู้กู้ที่อาจเริ่มต้นมีรายได้ต่ำหลังสำเร็จการศึกษา เช่น นักศึกษาที่เพิ่งเริ่มต้นอาชีพ หรือกลุ่มที่ยังไม่มีรายได้เพียงพอที่จะใช้สิทธิ์ได้เต็มจำนวนในช่วงแรกของการชำระหนี้ การยกยอดนี้ช่วยให้พวกเขาสามารถได้รับประโยชน์ทางภาษีอย่างครบถ้วนในอนาคตเมื่อมีรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น


กลวิธีการออกแบบกิจกรรมเสริมสร้างจิตสำนึกพลเมืองบัณฑิตในวิถีชีวิตใหม่สำหรับนิสิตนักศึกษาหอพักมหาวิทยาลัย, ธิภาดา สารปรัง Jan 2024

กลวิธีการออกแบบกิจกรรมเสริมสร้างจิตสำนึกพลเมืองบัณฑิตในวิถีชีวิตใหม่สำหรับนิสิตนักศึกษาหอพักมหาวิทยาลัย, ธิภาดา สารปรัง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่องกลวิธีการออกแบบกิจกรรมเสริมสร้างจิตสำนึกพลเมืองบัณฑิตในวิถีชีวิตใหม่สำหรับนิสิต นักศึกษาหอพักมหาวิทยาลัย มีวัตถุประสงค์คือ (1) เพื่อศึกษาและวิเคราะห์สภาพปัจจุบันและผลลัพธ์ที่คาดหวังของกลวิธีการจัดกิจกรรมนิสิตนักศึกษาของหอพักมหาวิทยาลัย (2) เพื่อพัฒนากลวิธีต่างๆสำหรับการทำกิจกรรมนิสิตนักศึกษาของหอพักมหาวิทยาลัยที่รองรับการทำกิจกรรมในวิถีชีวิตใหม่ (3) เพื่อประเมินกลวิธีต่างๆ สำหรับการทำกิจกรรมนิสิตนักศึกษาของหอพักมหาวิทยาลัยเพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกพลเมืองบัณฑิตในวิถีชีวิตใหม่ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 315 คน ประกอบด้วย (1) ตัวแทนผู้จัดกิจกรรมหรือผู้รับผิดชอบกิจกรรมโดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (purposive sampling) จาก 15 สถาบัน รวมจำนวน 15 คน (2) นิสิตนักศึกษาผู้เคยเข้าร่วมกิจกรรมโดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) รวมจำนวน 300 คน เครื่องมือที่ใช่ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกข้อมูลการสัมภาษณ์ และแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีวิเคราะห์เนื้อหา สถิติเชิงบรรยายคือค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้1. กลวิธีการออกแบบกิจกรรมเสริมสร้างจิตสำนึกพลเมืองบัณฑิตในวิถีชีวิตใหม่สำหรับนิสิต นักศึกษาหอพักมหาวิทยาลัยนั้น ประกอบด้วย เอกลักษณ์ (Identity) ในการจัดกิจกรรมหอพักสามารถเชื่อมโยงกับกิจกรรมย่อย 2 กลุ่ม คือ กิจกรรมย่อยทั่วไป (Generic) คือ กิจกรรมย่อยที่ทุกโครงการมีการจัดกิจกรรมคล้าย ๆ กัน มีกลวิธีการจัดกิจกรรมในลักษณะเดียวกัน ประกอบด้วย 4 กิจกรรมย่อย คือ การประชาสัมพันธ์ การลงทะเบียน การรับประทานอาหาร และการสรุปโครงการ กิจกรรมย่อยเฉพาะ (Specific/ Core) คือ กิจกรรมย่อยซึ่งเป็นกิจกรรมหลักที่เกิดขึ้นในวันจัดกิจกรรม กิจกรรมย่อยเฉพาะจะเป็นอีกหนึ่งตัวกำหนดชื่อโครงการหรือกิจกรรม โดยผู้วิจัยแบ่งกลุ่มกิจกรรมย่อยเฉพาะตามลักษณะการจัดกิจกรรมได้ 4 กลุ่มดังนี้ การให้ข้อมูล การสร้างทักษะการอยู่ร่วมกับผู้อื่น การสร้างนิสัย/การเอาตัวรอดจากสถานการณ์คับขัน กิจกรรมเพื่อความบันเทิง ประสบการณ์การจัดกิจกรรม (Activities Experiences) สามารถแบ่งกลวิธีในการจัดกิจกรรมได้ 2 รูปแบบคือ กลวิธีแบบออนไซต์และออนไลน์ ประสบการณ์พลเมือง (Civic Experience) คือการหาค่าความเสี่ยงจากกลวิธีในการจัดกิจกรรมเพื่อให้สามารถวางแผนและจัดการความเสี่ยงในจัดกิจกรรมในหอพักนิสิตนักศึกษาได้2. กลวิธีการออกแบบกิจกรรมหอพักนิสิตนักศึกษาตามองค์ประกอบที่กล่าวมาข้างต้น ได้นำไปสร้างแบบจำลองการจัดกิจกรรมโดยใช้ ซอฟต์แวร์สนับสนุนการสร้างโครงการหรือกิจกรรมหอพัก เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลและวิธีการส่งต่อการทำกิจกรรมหอพักต่อไป


The Influence Of Consumer Perception Of Csr On True Corporation Brand Image And Loyalty, Takumi Kato Jan 2024

The Influence Of Consumer Perception Of Csr On True Corporation Brand Image And Loyalty, Takumi Kato

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study examines the impact of consumer perceptions of corporate social responsibility (CSR) on brand image and brand loyalty, focusing on True Corporation in Thailand. Data were collected from 204 respondents aged 18 to 54 through an online questionnaire. The findings reveal that True Corporation has established a comprehensive CSR image encompassing customer-oriented, economic-oriented, and community-oriented dimensions. Additionally, consumer perceptions of CSR significantly influence both brand image and brand loyalty.


A Market Strategy Analysis Of Doi Kham Company, Cholachai Sirisawat Jan 2024

A Market Strategy Analysis Of Doi Kham Company, Cholachai Sirisawat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This article is conceived with the objective of utilizing data from Doi Kham Food Products Company Limited as the focal point of research. It delves into market narratives and comprehensive market data, as well as the growth trajectory of the company in accordance with the royal initiatives of His Majesty King Bhumibol Adulyadej (King Rama IX). His Majesty's aspirations aimed to alleviate the hardships faced by rural communities in the highlands of Northern Thailand, transitioning towards a company engaged in the production and procurement of agricultural products, supplying both domestic and international markets with stability and concurrent growth in agriculture. …


แนวทางการออกแบบหลักสูตรรายวิชาภาษาอังกฤษเพิ่มเติมสำหรับห้องเรียนพิเศษภาษาอังกฤษระดับมัธยมศึกษาตอนต้น, ศิริวัฒน์ ขันโมลี Jan 2024

แนวทางการออกแบบหลักสูตรรายวิชาภาษาอังกฤษเพิ่มเติมสำหรับห้องเรียนพิเศษภาษาอังกฤษระดับมัธยมศึกษาตอนต้น, ศิริวัฒน์ ขันโมลี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาลักษณะหลักสูตรรายวิชาภาษาอังกฤษเพิ่มเติมของห้องเรียนพิเศษภาษาอังกฤษระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในปัจจุบัน และ 2) เพื่อเสนอแนวทางการออกแบบหลักสูตรรายวิชาภาษาอังกฤษเพิ่มเติมของห้องเรียนพิเศษภาษาอังกฤษระดับมัธยมศึกษาตอนต้น กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ 1) ผู้บริหารสถานศึกษา หรือหัวหน้าโครงการ หรือครูผู้สอนภาษาอังกฤษในโครงการ และ 2) นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในโรงเรียนที่จัดโครงการห้องเรียนพิเศษภาษาอังกฤษ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในเขตกรุงเทพมหานคร เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลประกอบด้วย 1) แบบสอบถามลักษณะหลักสูตรรายวิชาฯ 2) แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และ 3) ประเด็นคำถามในการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัย พบว่าหลักสูตรรายวิชาภาษาอังกฤษเพิ่มเติมในปัจจุบันมีข้อจำกัดในด้านความหลากหลายของเนื้อหา ความซ้ำซ้อนระหว่างระดับชั้น และการไม่สอดคล้องกับเป้าหมายระดับ CEFR B1 รวมถึงการจัดสื่อ การวัดและประเมินผลที่ขาดมาตรฐาน จากการศึกษาหลักสูตรของต่างประเทศ และข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ ได้พัฒนาแนวทางการออกแบบหลักสูตร 5 ด้าน ดังนี้ 1) วัตถุประสงค์รายวิชาควรกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน สอดคล้องกับระดับ CEFR B1 เพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของผู้เรียนในทุกด้านให้พร้อมใช้ในสถานการณ์จริง 2) เนื้อหาในรายวิชาควรมีความหลากหลาย เหมาะสมกับความสนใจของผู้เรียน และตอบสนองความต้องการในการพัฒนาทักษะทางภาษา 3) การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนควรมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของผู้เรียนโดยจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษอย่างเป็นธรรมชาติ 4) สื่อการเรียนการสอนควรเลือกใช้สื่อที่เหมาะสมและทันสมัย รองรับการเรียนรู้ที่หลากหลาย และส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ และ 5) การวัดและประเมินผลรายวิชาควรมีความหลากหลาย ครอบคลุมทุกทักษะทางภาษา และอิงตามมาตรฐาน CEFR เพื่อสะท้อนความก้าวหน้าของผู้เรียนและนำไปสู่การพัฒนาที่ต่อเนื่องและยั่งยืน


ปัญหาการตีความรายได้ที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีศึกษารายได้ Youtubers, จิรวรรณ จิณณธนพงษ์ Jan 2024

ปัญหาการตีความรายได้ที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีศึกษารายได้ Youtubers, จิรวรรณ จิณณธนพงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาการตีความรายได้ของ YouTubers เนื่องจากรายได้บริการที่เข้าเงื่อนไขการเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามคำนิยามของประมวลรัษฎากรมีความหมายที่ค่อนข้างกว้าง ทำให้เกิดข้อถกเถียงว่ารายได้ของ YouTubers เป็นรายได้บริการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามคำนิยามของประมวลรัษฎากรหรือไม่ เพราะรายได้ของ Youtubers มีรูปแบบที่หลากหลายและกรมสรรพากรยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนสำหรับการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากรายได้เหล่านี้ จากการศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากรายได้ของ YouTubers ในประเทศอินเดีย แคนาดา และนิวซีแลนด์ พบว่าแต่ละประเทศได้ออกมาตรการทางกฎหมายหรือแนวปฏิบัติที่ชัดเจน กำหนดให้รายได้ของ YouTubers เป็นรายได้ที่เข้าเงื่อนไขและต้องเสียภาษีสินค้าและบริการ (GST) ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำให้ YouTubers ผู้มีรายได้สามารถทำความเข้าใจและปฏิบัติตามได้ นอกจากนี้ หน่วยงานสรรพากรของแต่ละประเทศยังสามารถปฏิบัติตามและจัดเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพผู้เขียนเสนอให้กรมสรรพากร ปรับปรุงกฎหมาย เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วและสร้างความชัดเจนในทางปฏิบัติสำหรับทั้งเจ้าหน้าที่และผู้เสียภาษี โดยแนะนำให้ใช้แนวทางปฏิบัติจากประเทศแคนาดาและนิวซีแลนด์เป็นต้นแบบในการดำเนินการในระยะสั้น โดยกรมสรรพากรควรออกคำสั่งกรมสรรพากร (คำสั่ง ป.) เพื่อกำหนดให้ YouTubers เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมทั้งกำหนดรูปแบบรายได้และเกณฑ์ในการเสียภาษีให้ครอบคลุมรูปแบบรายได้ที่หลากหลายของ YouTubers ซึ่งจะช่วยให้ผู้มีรายได้และเจ้าหน้าที่สรรพากรสามารถเข้าใจและปฏิบัติตามได้ และเพื่อสร้างความชัดเจนและความครอบคลุมทางกฎหมายในระยะยาว กรมสรรพากรควรมีการปรับปรุง คำนิยาม ‘บริการทางอิเล็กทรอนิกส์’ ในมาตรา 77/1 (10/1) ประมวลรัษฎากร โดยใช้แนวปฏิบัติจากประเทศอินเดียเป็นกรอบอ้างอิง โดยเพิ่มรายละเอียดเกี่ยวกับบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้บริการของ YouTubers ถูกระบุเป็นหนึ่งในรูปแบบของบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ การปรับปรุงกฎหมายและแนวทางปฏิบัติเหล่านี้จะช่วยให้การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มมีความชัดเจน สอดคล้องกับรูปแบบรายได้ที่เปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล และลดข้อขัดแย้งในการตีความที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต


การใช้มาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนการออกตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน (Esg Bond), โซเฟีย แดงงาม Jan 2024

การใช้มาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนการออกตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน (Esg Bond), โซเฟีย แดงงาม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สถานการณการปลอยกาซเรือนกระจกของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก จึงกอใหความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change ทำให้นานาประเทศได้มีการรับรองอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC) เมื่อปี พ.ศ. 2535 และประเทศไทย ได้ร่วมลงนามในพิธีสารเกียวโตเมื่อปี พ.ศ.2548 (Kyoto Protocol 2005) จึงเกิดความผูกพันในการปฏิบัติตามข้อตกลงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประเด็นปัญหาสำคัญที่นำมาสู่การศึกษาครั้งนี้คือ แนวทางรัฐบาลไทยในการสนับสนุนและเพื่อสร้างความร่วมมือของทั้งภาครัฐและเอกชนในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตเพื่อให้บรรลุตามข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งมีความต้องการระดมทุนจำนวนมาก ดังนั้นภาคการเงินที่เป็นตัวกลางจัดสรรสภาพคล่องหรือ "เงิน" ในระบบเศรษฐกิจ จึงมีความจำเป็นเพื่อสนับสนุนการบริโภคและการลงทุนที่ยั่งยืน ผู้เขียนจึงเสนอแนวทางการลงทุนผ่านการใช้มาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนการออกตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน แต่อย่างไรก็ตามผู้วิจัยพบประเด็นในการออกตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนประกอบด้วยปัจจัย 3 ด้าน ได้แก่ การส่งสัญญาณสู่ตลาดทุน (Market signal)การบิดเบือนภาพลักษณ์ว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Washing) และ ต้นทุนของเงินทุน (Cost of Capital) ผู้วิจัยจึงเสนอให้นำมาตรการจูงใจทางภาษีในการส่งเสริมการลงทุนสำหรับประเทศไทยด้วยการให้เครดิตภาษีแทนการจ่ายดอกเบี้ยแก่ผู้ถือตราสารหนี้โดยมีการ เพิ่มข้อลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตาม มาตรา 47 ของประมวลรัษฎากรสำหรับเงินได้ตามมาตรา 40 (4) (ก) ผลตอบแทนจากการลงทุน (ดอกเบี้ย) สำหรับผู้ถือพันธบัตรและเพิ่มเพิ่มเติมแนวทางในการกำกับดูแลการออกตราสารหนี้ด้านความยั่งยืน สำหรับการพิจารณาตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนที่เข้าคุณสมบัติ (Eligible Green) โดยกรมสรรพากร โดยใช้หลักการสากลมาตรฐานตราสารหนี้ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Bond Standard) เป็นการยืนยันตราสารเพื่อความยั่งยืน สำหรับ ตราสารหนี้ สินเชื่อ หรือตราสารแห่งหนี้อื่น


การควบคุมการปิดฉลากสารก่อภูมิแพ้ในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, ธนภรณ์ รองทิม Jan 2024

การควบคุมการปิดฉลากสารก่อภูมิแพ้ในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, ธนภรณ์ รองทิม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันแนวโน้มของผู้ป่วยโรคภูมิแพ้อาหารเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก ส่งผลให้หน่วยงานด้านอาหารในหลายประเทศให้ความสำคัญกับมาตรการในการป้องกันโดยเฉพาะการแสดงข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหารบนฉลากผลิตภัณฑ์เพื่อแจ้งให้แก่ผู้บริโภค โดยองค์กรมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ (Codex Alimentarius) ได้กำหนดมาตรฐานกลางขึ้นเพื่อให้ประเทศสมาชิกใช้เป็นแนวทางปฏิบัติที่สอดคล้องกันในประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ออกประกาศกำหนดให้ผู้ผลิตหรือนำเข้าเพื่อจำหน่ายจะต้องแสดงข้อความ “ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร" บนฉลากผลิตภัณฑ์ หากมีการใช้เป็นส่วนประกอบหรืออาจมีการปนเปื้อนในกระบวนการผลิต อย่างไรก็ตาม กฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กล่าวคือ กฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยังไม่มีข้อบังคับให้ต้องแสดงข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร ส่งผลให้ผู้บริโภคที่มีภาวะภูมิแพ้หรือภาวะภูมิไวเกินอาจไม่ได้รับข้อมูลที่สำคัญอย่างเพียงพอในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าโดยปัญหาดังกล่าวสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) ด้านหน่วยงานผู้บังคับใช้กฎหมาย ซึ่งทำให้เกิดช่องว่างในการกำหนดข้อปฏิบัติที่มุ่งเน้นการคุ้มครองผู้บริโภคในมิติที่แตกต่างกัน และ 2) ด้านการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งมิได้นำหลักของกฎหมายทั่วไปมาบังคับใช้อย่างครอบคลุมในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แม้ว่าในประเทศอื่น เช่น สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และแคนาดา จะมีมาตรการกำหนดให้ต้องปิดฉลากสารก่อภูมิแพ้ในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เช่นเดียวกับอาหารทั่วไปดังนั้น เพื่อให้ประเทศไทยมีแนวทางการควบคุมการปิดฉลากสารก่อภูมิแพ้ในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่คุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรดำเนินการผ่านกลไกทางกฎหมาย 2 แนวทาง ได้แก่ 1) แนวทางการควบคุมผ่านกฎหมายเฉพาะ โดยเพิ่มข้อกำหนดให้ต้องแสดงข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหารบนฉลากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ 2) แนวทางการควบคุมผ่านกฎหมายทั่วไป โดยบังคับใช้กฎหมายทั่วไปให้เคร่งครัดมากขึ้น นอกจากนี้ ควรจัดทำแนวทางการปฏิบัติ (Guideline) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการและผู้บริโภคให้เข้าถึงข้อมูลและปฏิบัติตามกฎหมายได้สะดวกยิ่งขึ้นหากประเทศไทยดำเนินมาตรการตามแนวทางดังกล่าวแล้ว นอกจากจะช่วยคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความปลอดภัยและข้อมูลที่จำเป็นอย่างครบถ้วนก่อนตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เหมาะสมกับตนเอง ยังช่วยสร้างผลกระทบในเชิงบวกต่อทั้งผู้ประกอบการ ภาครัฐ และเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวได้อีกด้วย


ปัญหาการบังคับใช้พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560ศึกษากรณีระยะเวลา และการใช้สิทธิประโยชน์อื่นแทนการนำเข้าของการนำของผ่านแดนหรือของถ่ายลำส่งออกไปนอกราชอาณาจักร, ธวัชชัย สุขแว่น Jan 2024

ปัญหาการบังคับใช้พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560ศึกษากรณีระยะเวลา และการใช้สิทธิประโยชน์อื่นแทนการนำเข้าของการนำของผ่านแดนหรือของถ่ายลำส่งออกไปนอกราชอาณาจักร, ธวัชชัย สุขแว่น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดพื้นฐาน ทฤษฎี ที่มา และหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการผ่านแดนและการถ่ายลำที่เกี่ยวของกับระยะเวลาการนำของผ่านแดนหรือของถ่ายลำส่งออกไปนอกราชอาณาจักร และการใช้สิทธิประโยชน์อื่นแทนการนำเข้าของการนำของผ่านแดนหรือของถ่ายลำส่งออกไปนอกราชอาณาจักรของไทย เพื่อวิเคราะห์และศึกษาสภาพปัญหาของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับระยะเวลาการนำของผ่านแดนหรือของถ่ายลำส่งออกไปนอกราชอาณาจักรและการใช้สิทธิประโยชน์อื่นแทนการนำเข้าของผ่านแดนหรือของถ่ายลำ และหาแนวทางในการปรับปรุงพัฒนากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับระยะเวลานำของผ่านแดนหรือถ่ายลำออกไปนอกราชอาณาจักรให้มีความสอดคล้องและมีมาตรฐานเป็นหนึ่งเดียวกันในการนำเข้าและส่งออกสินค้าระหว่างประเทศรวมทั้งสามารถใช้สิทธิประโยชน์ตามกฎหมายศุลกากรและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องได้ จากการศึกษาพบว่าหลักเกณฑ์เกี่ยวกับระยะเวลา และการใช้สิทธิประโยชน์อื่นแทนการนำเข้าของการนำของผ่านแดนหรือของถ่ายลำส่งออกไปนอกราชอาณาจักรของไทย ไม่สามารถขอขยายระเวลาของการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรได้ และต้องเปลี่ยนพิธีการศุลกากรจากการผ่านแดนหรือถ่ายลำเป็นการนำเข้าเท่านั้น ไม่สามารถใช้สิทธิประโยชน์อื่นแทนการนำเข้าได้ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ มีระยะเวลาการนำของผ่านแดนหรือของถ่ายลำส่งออกไปนอกราชอาณาจักรเหมือนกันกับไทยคือ 30 วันนับแต่วันนำเข้า แต่ทุกประเทศจะมีข้อยกเว้นในการขอขยายระยะเวลาในการส่งสินค้าผ่านแดนหรือถ่ายลำให้กับผู้ประกอบการที่มีเหตุผลและความจำเป็นตามที่ได้กำหนดไว้ นอกจากนี้การใช้สิทธิประโยชน์อื่นแทนการนำเข้า ประเทศดังกล่าวได้กำหนดให้สินค้าผ่านแดนหรือถ่ายลำสามารถจัดเก็บในเขตปลอดอากร (Freezone) ได้อีกด้วย ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกทางการค้าให้กับผู้ประกอบการหากเกิดปัญหาในการส่งสินค้าผ่านแดนหรือถ่ายลำออกไปนอกราชอาณาจักร ผู้ศึกษาได้ข้อเสนอแนวทางการนำหลักเกณฑ์เกี่ยวกับระยะเวลา และการใช้สิทธิประโยชน์อื่นแทนการนำเข้าของการนำของผ่านแดนหรือของถ่ายลำส่งออกไปนอกราชอาณาจักรของต่างประเทศมาใช้ประกอบในการอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าผ่านแดนหรือถ่ายลำของประเทศไทย ได้แก่ (1) การแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การผ่านแดนและถ่ายลำของประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านการขยายระยะเวลา และ (2) การใช้เขตปลอดอากร (Free Zone) เป็นสถานที่จัดเก็บสินค้าผ่านแดนหรือถ่ายลำ เพื่อให้มีความสอดคล้องและมีมาตรฐานเป็นหนึ่งเดียวกันในการนำเข้าและส่งออกสินค้าระหว่างประเทศ สนับสนุนให้เกิดการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศมากขึ้น


ปัญหาการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่มีความผันผวนสูงตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542, นงนภัส ศรีจันทรา Jan 2024

ปัญหาการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่มีความผันผวนสูงตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542, นงนภัส ศรีจันทรา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้เป็นการศึกษาการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่มีความผันผวนสูงตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 โดยทรัพย์สินที่อาชญากรได้มาจากการกระทำความผิดที่ถูกยึดหรืออายัดนั้น ทรัพย์สินบางประเภทที่มีมูลค่าความผันผวนสูง มีราคาไม่แน่นอน หรืออาจเสื่อมสภาพได้ ทรัพย์สินบางประเภทมีมูลค่าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและยากต่อการประเมินมูลค่า การชดใช้คืนมูลค่าความเสียหายให้แก่ผู้เสียหายอาจไม่ครอบคลุมถึงมูลค่าความเสียหายที่แท้จริง เนื่องจากความแตกต่างระหว่างราคาทรัพย์สิน ณ เวลาที่ยึดหรืออายัด กับราคาทรัพย์สิน ณ เวลาที่จำหน่ายหรือชดเชย อาจทำให้เกิดช่องว่างในการคืนทรัพย์สินหรือมูลค่าให้แก่ผู้เสียหายเมื่อมีการบังคับคดีมูลค่าทรัพย์สินอาจต่ำกว่ามูลค่าตอนซื้อทรัพย์สิน การประเมินราคาทรัพย์สินเพื่อชดใช้คืนแก่ผู้เสียหายนั้นไม่ครอบคลุมถึงมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ทรัพย์สินที่ทำให้ผู้เสียหายได้รับการคืนทรัพย์สินและมูลค่าที่ไม่เต็มจำนวนกับมูลค่าที่เสียหายไป ดังนั้น จึงควรนำหลักมูลค่าตลาด (Market Value) ในการประเมินราคาทรัพย์สินรวมถึงควรมีการจัดตั้งกองทุนสำรองในจัดเก็บรายได้จากการขายทรัพย์สิน การบริหารจัดการเพื่อรองรับการจัดการทรัพย์สินที่มีความซับซ้อนและมูลค่าผันผวนเพื่อชดเชยความเสียหายให้แก่ผู้เสียหายในกรณีทรัพย์สินเสื่อมมูลค่าหรือไม่สามารถจำหน่ายได้ทันเวลา การกำหนดกรอบระยะเวลาที่เหมาะสมในการจำหน่าย และการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพย์สิน ช่วยให้การดำเนินการมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถลดผลกระทบที่เกิดจากความผันผวนของมูลค่าทรัพย์สิน และช่วยให้ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาในมูลค่าที่สอดคล้องกับความเสียหายที่แท้จริงกำหนดกรอบเวลาชัดเจนในการขายหรือชดเชยทรัพย์สิน ทำให้มาตรการการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่มีความผันผวนสูงตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเยียวยา และคืนมูลค่าให้แก่ผู้เสียหายได้อย่างเต็มจำนวนมูลค่าความเสียหายที่สูญเสียไป


แนวทางในการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat) เป็น 2 อัตรา, นวลจันทร์ ศิริสัจจวัฒน์ Jan 2024

แนวทางในการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat) เป็น 2 อัตรา, นวลจันทร์ ศิริสัจจวัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันประเทศไทยกำลังประสบปัญหาวิกฤตการคลัง ดังจะเห็นได้จากการที่หนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 63% ต่อ GDP นับว่าใกล้แตะเพดาน 70% ซึ่งถือเป็นระดับวิกฤตสำหรับการรักษาเสถียรภาพทางการคลัง นอกจากนี้ อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของประเทศ คือ การเข้าสู่สังคมสูงวัย ที่เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐต้องเตรียมความพร้อมด้านการคลังเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาลในระยะยาวโดยเฉพาะระบบบำนาญและประกันสังคม โดยปี พ.ศ. 2567 ประเทศไทยมีสัดส่วนของประชากรกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปจำนวน 13 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 20 ถือว่าเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแบบสมบูรณ์ (Completed Aged Society) ในขณะที่อัตราการเกิดมีแนวโน้มลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหมายถึงประชากรวัยทำงานในอนาคตจะลดลง และคาดการณ์ว่า ประเทศไทยจะเป็นสังคมผู้สูงอายุแบบสุดยอด(Super Aged Society) หรือมีผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ 30 ในปี พ.ศ. 2576 การพิจารณาปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่มีศักยภาพสูงในการเพิ่มรายได้ให้กับภาครัฐ เนื่องจากภาษีมูลค่าเพิ่มมีฐานภาษีกว้าง ครอบคลุมการบริโภคสินค้าและบริการในทุกระดับของเศรษฐกิจ การเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มแม้เพียงเล็กน้อยสามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมในสัดส่วนที่มาก และถึงแม้ว่าอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มของประเทศไทยถูกกำหนดไว้ที่ร้อยละ 10 อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2540ประเทศไทยได้ปรับลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มลงเหลือร้อยละ 7 และรักษาระดับนี้อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 27 ปี เมื่อพิจารณาในบริบทระหว่างประเทศ อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มของประเทศไทยในปัจจุบันถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางถึงสูง (Upper Middle Income Countries - UMIC) และประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งมักจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราที่สูงกว่าประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ การปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มในอนาคตจึงอาจเป็นอีกทางเลือกที่สำคัญสำหรับการเสริมสร้างความมั่นคงทางการคลังของประเทศจากผลการศึกษาการปรับขึ้นอัตราภาษีการบริโภคของประเทศญี่ปุ่นในสองช่วงเวลา ได้แก่ ปี พ.ศ.2557 และ พ.ศ. 2562 ที่มีความแตกต่างในด้านโครงสร้างอัตราภาษีและมาตรการสนับสนุนอย่างชัดเจน โดยในปี พ.ศ. 2557 ประเทศญี่ปุ่นได้ปรับเพิ่มอัตราภาษีการบริโภคโดยยังคงอัตราเดียว (Flat Rate) ตามโครงสร้างเดิม และไม่มีการกำหนดมาตรการเปลี่ยนผ่านที่เหมาะสมและเพียงพอเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย พบว่า ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการบริโภคภาคเอกชนและเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างรุนแรง เนื่องจากประชาชนต้องแบกรับภาระที่เพิ่มขึ้นโดยไม่มีการแบ่งเบาผลกระทบอย่างเป็นระบบ ในทางกลับกัน การปรับเพิ่มอัตราภาษีการบริโภคของประเทศญี่ปุ่นในปี พ.ศ. 2562 มีการออกแบบโครงสร้างภาษีที่ยืดหยุ่นมากขึ้นโดยใช้อัตราภาษีสองระดับ (Dual Tax Rate) ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการนำอัตราภาษีที่ลดลง (Reduced Tax Rate) มาใช้กับสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่เป็นสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้เตรียมมาตรการเปลี่ยนผ่านทั้งแบบถาวรและชั่วคราว เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อประชาชน และเพื่อป้องกันภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่เคยเกิดขึ้นจากการปรับขึ้นภาษีในปี …


มาตรการจูงใจทางด้านการเงินและภาษีอากรสำหรับผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ : กรณีศึกษาประเทศแคนาดาและประเทศกาน่า, ปัณณวัชร์ วัฒนณธีสิทธิ์ Jan 2024

มาตรการจูงใจทางด้านการเงินและภาษีอากรสำหรับผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ : กรณีศึกษาประเทศแคนาดาและประเทศกาน่า, ปัณณวัชร์ วัฒนณธีสิทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาให้ทราบถึงแนวคิดเกี่ยวกับ “ผู้ประกอบการรุ่นเยาว์" ในทางสากล ภายใต้บริบทที่ผู้ประกอบรุ่นเยาว์มีศักยภาพในเชิงพัฒนานวัตกรรมที่มีความคิดสร้างสรรค์ และรวมถึงนโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ในการเริ่มต้นธุรกิจ โดยเน้นการศึกษาด้านการเงินและภาษี โดยการเปรียบเทียบกับประเทศแคนาดาและประเทศกาน่า เพื่อมาเป็นแนวทางในการประยุกต์ใช้กับบริบทของประเทศไทยให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่มีผู้ประกอบการรุ่นเยาว์เป็นตัวการที่สำคัญในการขับเคลื่อนแผนดังกล่าวให้สามารถประสบความสำเร็จได้ในอนาคตจากการศึกษาพบว่า นโยบายเศรษฐกิจและงบประมาณของรัฐบาลเพื่อสนับสนุนธุรกิจของผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ในประเทศแคนาดาและประเทศกาน่าให้ประสบความสำเร็จ มีผลต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมเป็นอย่างมาก ทั้งในแง่ของการสรรค์สร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ การกระจายรายได้ไปยังพื้นที่ห่างไกล หรือแม้กระทั่งด้านความยั่งยืนในระบบเศรษฐกิจและสังคมในอนาคตดังนั้น ถ้ารัฐบาลไทยจะนำนโยบายเศรษฐกิจและงบประมาณของทั้งประเทศดังกล่าวนี้มาปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทและสภาพแวดล้อมของผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ในประเทศ อาจจะก่อให้เกิดประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและสังคมไม่มากก็น้อย อีกทั้งยังเป็นสร้างแรงจูงใจสำหรับเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้มีความกล้าที่เริ่มประกอบธุรกิจที่ตนเองมีพื้นฐานทางความรู้หรือประสบการณ์จากครอบครัวหรือคนใกล้ชิด ก่อให้เกิดแนวทางการประกอบธุรกิจใหม่ ๆ สร้างโอกาสและสร้างรายได้แก่ระบบเศรษฐกิจในชุมชนหรือพื้นที่ธุรกิจของผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ในอนาคต นอกจากนี้ การพิจารณาปรับปรุงกฎระเบียบและลดขั้นตอนที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ ในด้านการสร้างความยั่งยืน แผนดังกล่าวจะส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ได้มีโอกาสเติบโตทางธุรกิจมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังจะสร้างจิตสำนึกและตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม พัฒนาโมเดลธุรกิจที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชน และใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สมดุลและยั่งยืนในอนาคต


แนวทางการกำหนดค่าปรับเป็นพินัย ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 เป็นรายจ่ายต้องห้ามมาตรา 65 ตรี (6) แห่งประมวลรัษฎากร, ปิลันธมาส จันทร์สุโรจน์ Jan 2024

แนวทางการกำหนดค่าปรับเป็นพินัย ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 เป็นรายจ่ายต้องห้ามมาตรา 65 ตรี (6) แห่งประมวลรัษฎากร, ปิลันธมาส จันทร์สุโรจน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 ถูกออกแบบมาเพื่อพัฒนากระบวนการลงโทษความผิดที่ไม่ร้ายแรง โดยเปลี่ยนจากโทษปรับทางอาญาที่มีความยุ่งยากและใช้เวลานาน มาเป็นการปรับเป็นพินัยซึ่งมีความยืดหยุ่นและลดผลกระทบต่อผู้กระทำผิด โดยมาตรการนี้ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางในการกำกับดูแลนิติบุคคล อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณากฎหมายภาษีอากรพบว่า ค่าปรับที่เป็นรายจ่ายต้องห้ามในการคำนวณกำไรสุทธิสำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 65 ตรี (6) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งระบุว่าเบี้ยปรับและหรือเงินเพิ่มภาษีอากร ค่าปรับทางอาญา เป็นรายจ่ายต้องห้าม แต่ค่าปรับเป็นพินัยกลับไม่ถูกจัดอยู่ในหมวดนี้ นอกจากนี้ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรที่ 40/2560 ยังได้ตีความให้รายจ่ายต้องห้ามที่เป็นค่าปรับบังคับใช้เฉพาะกับการกระทำผิดตามกฎหมายภาษีอากร ส่งผลให้ค่าปรับที่เกิดจากการกระทำผิดกฎหมายอื่นสามารถบันทึกเป็นรายจ่ายได้ ซึ่งมีผลทำให้กำไรสุทธิของนิติบุคคลลดลงและภาษีเงินได้นิติบุคคลลดลงตามไปด้วย ความไม่ชัดเจนของกฎหมายดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบในแง่ความเป็นธรรม โดยทำให้นิติบุคคลที่ฝ่าฝืนกฎหมายได้รับประโยชน์จากการเสียภาษีที่น้อยกว่านิติบุคคลที่ปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งถือเป็นการบั่นทอนความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายและส่งเสริมพฤติกรรมละเมิดกฎหมายโดยอ้อม นอกจากนี้ความไม่ชัดเจนของประมวลรัษฎากรและคำวินิจฉัยยังสร้างความไม่แน่นอนในทางปฏิบัติและสร้างความสับสนให้แก่ผู้ใช้กฎหมายและผู้เสียภาษีเมื่อศึกษาหลักเกณฑ์การกำหนดค่าปรับเป็นพินัยเป็นรายจ่ายต้องห้ามของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีและประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส พบว่าตัวบทกฎหมายและการบังคับใช้มีความสอดคล้องกัน มีแนวปฏิบัติให้ค่าปรับเป็นพินัยที่เกิดจากการละเมิดกฎหมายเป็นรายจ่ายต้องห้าม เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้กระทำผิดได้รับผลประโยชน์ทางการเงิน ซึ่งสอดคล้องกับหลักความเป็นธรรมและความแน่นอนตามหลักการทั่วไปเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีอากรที่ดีดังนั้นหากประเทศไทยมีการปรับปรุงแก้ไขมาตรา 65 ตรี (6) ของประมวลรัษฎากรให้รายจ่ายต้องห้ามครอบคลุมถึงค่าปรับเป็นพินัยและค่าปรับตามกฎหมายทุกประเภท จะสร้างความชัดเจนและไม่เป็นการเปิดช่องให้เกิดการตีความที่ขัดแย้งกับเจตนารมณ์ของการลงโทษทางกฎหมาย การแก้ไขดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมการปฏิบัติตามกฎหมาย ลดการกระทำผิดซ้ำ สร้างความเชื่อมั่นในความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายไทย และสร้างความเป็นธรรมในระบบภาษีอากร ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่ผู้เสียภาษีทุกคนควรได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม


ผลกระทบของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคในการซื้อประกันชีวิต, ปุณิกา ธีรทัพเทวัญ Jan 2024

ผลกระทบของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคในการซื้อประกันชีวิต, ปุณิกา ธีรทัพเทวัญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มุ่งวิเคราะห์ผลกระทบของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ต่อธุรกิจประกันชีวิตในประเทศไทย โดยเน้นศึกษาพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคและกระบวนการขายประกันที่เปลี่ยนแปลงไปหลังการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ทั้งนี้ยังมีการเปรียบเทียบกระบวนการก่อนและหลังการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว เพื่อให้เห็นความแตกต่างในด้านประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น ขอบเขตการศึกษาครอบคลุมถึงการวิเคราะห์ผลกระทบเชิงลึกจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ต่อการดำเนินธุรกิจประกันชีวิต โดยเปรียบเทียบกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในต่างประเทศ เช่น GDPR ของสหภาพยุโรป และ PDPA ของสิงคโปร์ เพื่อพิจารณาความแตกต่างด้านการปฏิบัติและผลกระทบในบริบทที่หลากหลาย นอกจากนี้ การศึกษายังมุ่งเสนอแนวทางการปรับปรุง PDPA ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย โดยเน้นการลดความซับซ้อนของกระบวนการที่เกี่ยวข้อง และสนับสนุนให้ธุรกิจประกันชีวิตสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้กรอบกฎหมายที่เอื้ออำนวยต่อการเติบโต ผลการศึกษานี้คาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจประกันชีวิตในประเทศไทยอย่างยั่งยืน


แนวทางการกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ กรณีขายพ่วงผลิตภัณฑ์การเงิน, พัฒน์ พัฒโน Jan 2024

แนวทางการกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ กรณีขายพ่วงผลิตภัณฑ์การเงิน, พัฒน์ พัฒโน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากรอบกฎหมายและแนวทางการกำกับดูแลของธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยเกี่ยวกับการขายพ่วงผลิตภัณฑ์ทางการเงิน รวมถึงการเปรียบเทียบกับแนวทางของสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา เพื่อพิจารณาถึงความเหมาะสมและแนวปฏิบัติที่เป็นธรรมในการกำกับดูแลการขายพ่วงผลการศึกษาพบว่าประเทศไทยมีการกำกับดูแลผ่านแนวทาง การให้บริการลูกค้าอย่างเป็นธรรม (Market Conduct) ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการป้องกันการบังคับขายพ่วงที่ไม่เป็นธรรม อย่างไรก็ตาม หลักเกณฑ์ดังกล่าวยังมีความคลุมเครือในบางประเด็น เช่น การกำหนดนิยามของความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ และข้อกำหนดที่ห้ามการบังคับให้ลูกค้าทำประกันภัยกับบริษัทใดบริษัทหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งเปิดโอกาสให้ธนาคารใช้แรงจูงใจทางอ้อม เช่น การเสนออัตราดอกเบี้ยพิเศษหรือเงื่อนไขสินเชื่อที่เอื้อประโยชน์เฉพาะผู้ที่ซื้อประกันภัยผ่านธนาคาร เมื่อเปรียบเทียบกับแนวทางในสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา พบว่ากฎหมายของสหภาพยุโรปและประเทศสหรัฐอเมริกามีข้อกำหนดที่ชัดเจนกว่า ซึ่งให้เหตุผลของการอนุญาตขายพ่วงอย่างชัดเจน และกำหนดให้สถาบันการเงินต้องเสนอทางเลือกที่แท้จริงแก่ลูกค้า ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงมีช่องว่างในด้าน ความชัดเจนของหลักเกณฑ์การกำกับดูแล และการตีความข้อกำหนด ซึ่งอาจนำไปสู่การปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค ดังนั้น งานวิจัยนี้เสนอแนะให้มีการปรับปรุงแนวทางการขายพ่วงที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะ การกำหนดผลิตภัณฑ์ที่สามารถขายพ่วงได้อย่างชัดเจน พร้อมเหตุผลที่สอดคล้องกับความจำเป็นทางธุรกิจ และข้อกำหนดที่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมและป้องกันการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค อันจะส่งผลให้ตลาดการเงินมีความโปร่งใสและเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบธนาคารพาณิชย์ในระยะยาว


มาตรการควบคุมสินค้านำเข้าจากประเทศจีนเพื่อความอยู่รอดของอุตสาหกรรมไทย, วศินี ปิยะตรึงส์ Jan 2024

มาตรการควบคุมสินค้านำเข้าจากประเทศจีนเพื่อความอยู่รอดของอุตสาหกรรมไทย, วศินี ปิยะตรึงส์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การแข่งขันทางธุรกิจในไทยมีความรุนแรงขึ้นมากในยุคปัจจุบันสืบเนื่องจากการมีช่องทางการขายสินค้าที่หลากหลายขึ้น และการค้าที่เปิดกว้างอย่างเสรีทั้งออฟไลน์และออนไลน์ กล่าวได้ว่าการค้าแบบปัจจุบันเป็นการค้าแบบไม่มีพรมแดนไปแล้ว การค้าเช่นนี้มีส่วนในการเปิดช่องให้สินค้าจีนราคาถูกไหลเข้ามาประเทศไทยอย่างล้นหลามและแย่งตลาดของผู้ประกอบการไทยด้วยการสร้างสมรภูมิด้านราคา เมื่อการแข่งขันสูงขึ้นทั้งในด้านต้นทุนการผลิตและราคาขาย อุตสาหกรรมภายในประเทศไทยโดยเฉพาะกลุ่มSMEsจึงมีการชะลอตัวลงทำให้แรงงานส่วนหนึ่งมีความเสี่ยงที่จะตกงาน แม้จะมีการออกนโยบายป้องกันเบื้องต้นแล้วก็ตาม แต่ทางปฏิบัติยังไม่รวดเร็วและเพียงพอต่อการสะกัดสินค้าจีนที่เข้ามาอย่างต่อเนื่องการตลาดแบบเชิงรุกของสินค้าจีนเกิดจากการที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงจากวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ รัฐบาลจีนจึงออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มรายได้ให้กับประเทศโดยการสนับสนุนเทคโนโลยีแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซให้ทันสมัย และเน้นการผลิตสินค้าจำนวนมากในราคาที่ต่ำเพื่อส่งออกไปทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว เมื่อสินค้ามีมากเกินความต้องการทำให้เกิดอุปทานส่วนเกินที่จีนนำเอามาเป็นอาวุธในการทุ่มราคา ประเทศไทยจึงประสบสถานการณ์การขาดดุลการค้ากับจีนที่ย่ำแย่ลง แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยจำนนต่อสินค้าที่เข้ามาจากประเทศจีนเป็นจำนวนมาก เนื่องจากจีนมีทั้งความหลากหลายของสินค้า และราคาที่ถูกปัญหาสำคัญคือที่ผ่านมาคือรัฐบาลไม่มีนโยบายที่ชัดเจนในการปกป้องผู้ประกอบการไทย ทำให้สินค้าจีนทะลักเข้ามาในประเทศอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นวิกฤติที่ส่งกระทบเป็นวงกว้าง ขณะที่ในต่างประเทศได้ออกมาตรการป้องกันหลายรูปแบบเพื่อปกป้องธุรกิจในประเทศจากการค้าที่ไม่เป็นธรรม ประเทศไทยจึงควรหาวิธีจัดการปัญหาสินค้านำเข้าจากจีนที่เพิ่มขึ้นให้รัดกุมและรวดเร็วกว่าที่เป็นอยู่ และมีการจัดระเบียบการเข้ามาของนักลงทุนจีนในช่องทางต่างๆให้อยู่ในกรอบของกฎหมายไทย รวมถึงใช้มาตรการควบคุมรูปแบบต่างๆให้เหมาะสมหากพบว่ามีความเสี่ยงเกี่ยวกับสินค้านำเข้า หน่วยงานรัฐบาลอย่างกองปกป้องและตอบโต้ทางการค้าภายใต้กรมการค้าต่างประเทศย่อมมีข้อมูลที่ละเอียดและสามารถตัดสินใจได้แม่นยำกว่าเอกชน จึงควรมีการเฝ้าสังเกตอย่างใกล้ชิด และเน้นการปฏิบัติเชิงรุกมากขึ้นเพื่อลดภาระของผู้ประกอบการในการยื่นเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับสินค้านำเข้า และสามารถคัดกรองปัญหาได้อย่างทันท่วงที


แนวทางเพิ่มประสิทธิภาพความถูกต้องและเป็นปัจจุบันของข้อมูลเกี่ยวกับนิติบุคคลที่เป็นองค์กรธุรกิจตามร่างพระราชบัญญัติข้อมูลผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง พ.ศ. …., ศุภกฤต อ่อนปาน Jan 2024

แนวทางเพิ่มประสิทธิภาพความถูกต้องและเป็นปัจจุบันของข้อมูลเกี่ยวกับนิติบุคคลที่เป็นองค์กรธุรกิจตามร่างพระราชบัญญัติข้อมูลผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง พ.ศ. …., ศุภกฤต อ่อนปาน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้อาชญากรรมทางเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นการฟอกเงิน การหลบเลี่ยงภาษีและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายไม่สามารถปราบปรามให้หมดไปได้ เนื่องจากหน่วยงานกำกับดูแลไม่สามารถหาผู้กระทำผิดที่อยู่เบื้องหลังหรือผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (Beneficial Ownership: BO) จากการที่ผู้กระทำผิดได้อาศัยนิติบุคคลอำพรางความเป็นเจ้าของที่แท้จริงของเงินหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดอันเป็นการฟอกเงิน นอกจากนี้ ตามที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้ง Asia Pacific Group on Money Laundering มีพันธกรณีตามข้อบังคับที่กำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องปฏิบัติตามข้อแนะนำของ FATF ในการกำหนดมาตรการเพื่อความโปร่งใสและการเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงของนิติบุคคล (คำแนะนำข้อที่ 24) โดยกำหนดให้แต่ละประเทศต้องมีมาตรการให้มั่นใจว่าข้อมูล BO มีความเพียงพอ ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน รวมถึงหน่วยงานที่มีอำนาจสามารถเข้าถึงได้อย่างทันท่วงที อย่างไรก็ตาม จากผลประเมินปี 2560 ระบุว่าประเทศไทยอยู่ในระดับ “สอดคล้องเพียงบางส่วน" เนื่องจากเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงจากการใช้นิติบุคคลบังหน้าเพื่อการฟอกเงินและไม่มีกฎหมายกำหนดให้นิติบุคคลต้องเปิดเผยข้อมูล BOจากปัญหาข้างต้น ในปี 2565 สำนักงาน ปปง. จึงออกร่างพระราชบัญญัติข้อมูลผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง พ.ศ. .... โดยกำหนดให้นิติบุคคลต้องรายงานข้อมูล BO ต่อหน่วยงานของรัฐ เพื่อเป็นการส่งเสริมนโยบายด้าน AML/CFT และสร้างความรับรู้แก่สาธารณะว่าบุคคลใดคือ BO นอกจากนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูล BO ในร่างกฎหมายดังกล่าวมีความถูกต้องและเป็นปัจจุบัน จึงกำหนดกลไกการตรวจสอบโดยกำหนดให้ผู้มีหน้าที่แจ้งข้อมูล BO ต้องยืนยันความถูกต้องและเป็นปัจจุบันของข้อมูลต่อสำนักงาน ปปง. ผ่านหน่วยงานกำกับดูแลของนิติบุคคลนั้น ๆ ภายในระยะเวลา 30 วันนับแต่สิ้นปี และหากข้อมูลที่แจ้งไว้มีการเปลี่ยนแปลงให้ผู้มีหน้าที่แจ้งข้อมูลต้องปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบันภายใน 30 วันนับแต่ข้อมูลเปลี่ยนแปลง และให้อำนาจสำนักงาน ปปง. ในการเปิดเผยข้อมูล BO แก่ผู้มีหน้าที่รายงานการทำธุรกรรมตามกฎหมาย AML/CFT รวมถึงกำหนดมาตรการลงโทษกรณีไม่ให้ข้อมูล BO หรือรายงานข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปีหรือปรับตั้งแต่ 50,000 – 500,000 บาท อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยจะมีร่างพระราชบัญญัติข้อมูลผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง พ.ศ. .... แล้ว แต่ยังไม่มีกลไกการตรวจสอบและมาตรการลงโทษที่มีประสิทธิภาพ ประกอบกับผู้กระทำผิดที่ดำเนินธุรกิจผิดกฎหมายและฟอกเงินผ่านนิติบุคคลบังหน้าย่อมไม่ต้องการเปิดเผยข้อมูลที่แท้จริงเพื่อปิดบังธุรกรรมทางการเงินและหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ส่งผลให้ข้อมูลไม่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน และไม่สามารถนำข้อมูล BO ของนิติบุคคลไปใช้ป้องกันการฟอกเงินได้ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายดังนั้น ผู้วิจัยจึงขอเสนอให้นำหลักการตามมาตรฐานสากล เรื่อง หลักความโปร่งใส การเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ รวมถึงกลไกการตรวจสอบและมาตรการลงโทษที่มีประสิทธิภาพของต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา และอินโดนีเซีย มาปรับใช้กับประเทศไทยเพื่อให้สามารถนำข้อมูลผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงของนิติบุคคลที่เป็นองค์กรธุรกิจตามร่างพระราชบัญญัติข้อมูลผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง พ.ศ. …


แนวทางการปรับปรุงกฎหมายศุลกากรเกี่ยวกับคำวินิจฉัยล่วงหน้าในประเทศไทย, อารียา ตระการภาสกุล Jan 2024

แนวทางการปรับปรุงกฎหมายศุลกากรเกี่ยวกับคำวินิจฉัยล่วงหน้าในประเทศไทย, อารียา ตระการภาสกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การให้คำวินิจฉัยล่วงหน้า (Advance Ruling) ถือเป็นกลไกสำคัญในการลดอุปสรรคและข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นในกระบวนการศุลกากร โดยผลคำวินิจฉัยล่วงหน้าสามารถช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้าและทำให้ผู้ประกอบการสามารถประเมินต้นทุนก่อนการดำเนินการนำเข้าสินค้าได้ และลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ศุลกากร ณ ท่าที่ตรวจปล่อยสินค้า แต่กฎหมายศุลกากรที่เกี่ยวข้องกับการให้คำวินิจฉัยล่วงหน้าของประเทศไทยนั้น ยังคงมีความจำกัดในหลายด้านไม่ว่าจะเป็น ปัญหาการให้คำวินิจฉัยล่วงหน้าของศุลกากรไทยไม่ครอบคลุมการอำนวยความสะดวก ด้านศุลกากร ปัญหาภาระการดำเนินการต่ออายุคำวินิจฉัยล่วงหน้า และปัญหาการออกผลคำวินิจฉัยล่วงหน้าในรูปแบบกระดาษ ซึ่งก่อให้เกิดความไม่สะดวกแก่ผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ศุลกากรผู้ปฏิบัติงานจากการศึกษาหลักการเกี่ยวกับการให้คำวินิจฉัยล่วงหน้าจากความตกลงระหว่างประเทศ ได้แก่ ความตกลงว่าด้วยการอำนวยความสะดวกทางการค้า (Trade Facilitation Agreement: TFA) อนุสัญญาว่าด้วยพิธีการศุลกากรที่เรียบง่ายและสอดคล้องกัน (International Convention on the Simplification and Harmonization of Customs Procedure) ความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement: ATIGA) และ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) โดยความตกลงและอนุสัญญาข้างต้นเน้นให้ประเทศภาคีจะต้องกำหนดเรื่องการจำแนกพิกัดอัตราศุลกากร และ/หรือ ถิ่นกำเนิดสินค้า และ/หรือ ราคาศุลกากร เป็นอย่างน้อย มีการกำหนดว่าระยะเวลาผูกพันของผลคำวินิจฉัยล่วงหน้าต้องมีระยะเวลาที่สมเหตุสมผลและชัดเจน โดยในความตกลง ATIGA และ RCEP กำหนดให้ผลคำวินิจฉัยล่วงหน้าต้องมีผลบังคับใช้อย่างน้อย 3 ปีนับจากวันที่ออกคำวินิจฉัย และไม่มีการกำหนดเกี่ยวกับรูปแบบในการออกผลคำวินิจฉัยล่วงหน้าเมื่อศึกษากฎหมายและแนวปฏิบัติของประเทศมาเลเซีย สหรัฐอเมริกา และเกาหลีใต้ แล้วพบว่าขอบเขต การให้คำวินิจฉัยของสหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่างของการให้คำวินิจฉัยล่วงหน้าที่มีความหลากหลายและครอบคลุมเรื่องทางศุลกากร การไม่กำหนดระยะเวลาผูกพันของคำวินิจฉัยล่วงหน้าของสหรัฐอเมริกาและข้อกำหนดที่สามารถขอต่ออายุผลคำวินิจฉัยล่วงหน้าได้ของมาเลเซียและเกาหลีใต้เป็นตัวอย่างของการให้ความยืดหยุ่นของกฎหมายศุลกากรที่จะช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างประเทศ และการสนับสนุนการออกผลคำวินิจฉัยล่วงหน้าในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ของเกาหลีใต้เป็นตัวอย่างของประเทศที่พัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้รองรับกับข้อกฎหมายเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกและลดอุปสรรคทางการค้าดังนั้นหากประเทศไทยดำเนินการปรับปรุงระบบการให้คำวินิจฉัยล่วงหน้า โดยขยายขอบเขตของการให้คำวินิจฉัยให้ครอบคลุมประเด็นสำคัญอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศุลกากร และขยายระยะเวลาผลผูกพันของคำวินิจฉัยล่วงหน้าหรือเพิ่มทางเลือกให้สามารถต่ออายุผลคำวินิจฉัยลวงหน้าได้ รวมถึงปรับเปลี่ยนรูปแบบการออกคำวินิจฉัยให้เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเชื่อมโยงกับระบบพิธีการศุลกากรอื่น ๆ ได้ แนวทางเหล่านี้นอกจากจะสอดคล้องกับหลักการอำนวยความสะดวกทางการค้า สนับสนุนการค้าเสรีของอนุสัญญาและความตกลงระหว่างประเทศแล้ว ยังจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในระบบศุลกากรของประเทศไทยในเวทีสากล และส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นที่ยอมรับในฐานะประเทศที่มีระบบการดำเนินพิธีการศุลกากรที่มีมาตรฐาน โปร่งใส สะดวก ยั่งยืน และมีประสิทธิภาพ


ผลกระทบของการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมในประเทศไทย, ไอลดา ศิริสิงห์ Jan 2024

ผลกระทบของการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมในประเทศไทย, ไอลดา ศิริสิงห์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจโรงแรมไทย โดยศึกษาผลกระทบเชิงบวกและผลกระทบเชิงลบให้กับกลุ่มผู้ประกอบการโรงแรมผู้มีส่วนได้เสียต่อสิ่งแวดล้อม สังคม ชุมชนและเศรษฐกิจภายในประเทศ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นก็ส่งผลกระทบมหาศาลต่อธุรกิจในอุตสาหกรรมบริการ สภาพอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรที่โรงแรมต้องใช้ในการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่วัสดุก่อสร้างไปจนถึงวัตถุดิบอาหาร ตลอดจนพลังงานและต้นทุน operation การดำเนินกิจการ และการเติบโตของอุตสาหกรรมทั้งหมดประเทศไทยคือจุดหมายปลายทางสำหรับการท่องเที่ยวชั้นนำของโลกที่มีธรรมชาติ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ที่เป็นเอกลักษณ์ การบริการต้อนรับ และทำเลที่เหมาะสมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปี พ.ศ.2560 ประเทศไทยได้รับความนิยมเป็นอันดับ 10 ของโลก และมีรายได้จากกิจกรรมการท่องเที่ยวมากเป็นอันดับ 4 ในปี พ.ศ.2561 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยว 38.27 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.5 จากปี พ.ศ.2560 ในปี พ.ศ. 2559 รายได้จากการท่องเที่ยวคิดเป็นร้อยละ 17.7 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ นอกจากนี้ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยังเป็นแหล่งงานมากกว่า 4.2 ล้านงาน หรือร้อยละ 11 ของการจ้างงานในประเทศทั้งหมดจากการศึกษาพบว่า ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยยังขาดความตระหนักรู้ในการเตรียมความพร้อมกับกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จะเข้ามามีบทบาท ทั้งกฎเกณฑ์ ข้อบังคับ และข้อกำหนด ในการรายงานการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก ขอบเขตกิจกรรมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและประเภทก๊าซที่นำมาประเมินการปล่อย การตรวจวัดปริมาณการปล่อย การทวนสอบรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการนำส่งรายงานก๊าซเรือนกระจก กฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นการปิดโอกาสธุรกิจรายเล็กในประเทศไทย หรือผู้ประกอบการในระดับ SMEs แต่จะเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยปรับตัวสู่ความยั่งยืน และก้าวสู่ตลาดโลกได้อย่างแข็งแกร่ง พร้อมรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคตแม้ว่ากฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเป็นการเพิ่มต้นทุนในการดำเนินงานให้กับผู้ประกอบการ ทั้งค่าใช้จ่ายในส่วนที่เกี่ยวกับการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการจัดเก็บภาษีคาร์บอนตามกฎหมาย ดังนั้น จึงเห็นควรให้รัฐ กำหนดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาพรวมขององค์กรที่ถูกควบคุมทั้งหมด เพื่อช่วยให้องค์กรอุตสาหกรรม และธุรกิจสามารถวางแผนการลงทุนได้อย่างเหมาะสมในระยะยาว


Curatorial Project For Art Exhibition: "Line", Yunjiao Ji Jan 2024

Curatorial Project For Art Exhibition: "Line", Yunjiao Ji

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The LINE exhibition is more than a display of artistic projects; it is a comprehensive exploration of rural development in China through artistic intervention, with an educational focus that transcends aesthetics. In recent years, art-driven rural development has gained attention in China, characterized by unique regional and cultural features. This research investigates its theoretical foundations and practical outcomes, aiming to enhance awareness and identify pathways adapted to rural communities, contemporary art, and societal needs. Rooted in Mao Zedong's "Art Serving the People" concept, the study emphasizes art’s connection to the lives of the masses, including rural communities. Case studies such …


ความเครียดจากเทคโนโลยีและภาวะหมดไฟในการทำงานแบบวิถีใหม่: การขยายมุมมองด้านการขาดความเหนียวแน่นในกลุ่ม และความสำคัญของการปรับงาน, รัตนาวลี บุญยฤทธิ์ Jan 2024

ความเครียดจากเทคโนโลยีและภาวะหมดไฟในการทำงานแบบวิถีใหม่: การขยายมุมมองด้านการขาดความเหนียวแน่นในกลุ่ม และความสำคัญของการปรับงาน, รัตนาวลี บุญยฤทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

จากการเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเป็นแบบวิถีใหม่ที่เทคโนโลยีกลายเป็นช่องทางหลักในการทำงานและติดต่อสื่อสาร สังเกตเห็นได้ว่ารูปแบบความเครียดจากเทคโนโลยีของบุคคลเปลี่ยนไปตามบริบทปัจจุบัน จึงนำมาสู่งานวิจัยที่มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบและพัฒนามาตรวัดความเครียดจากเทคโนโลยี โดยนำมุมมองด้านการขาดความเหนียวแน่นในกลุ่มมาพิจารณาร่วมด้วย 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างตัวแปรภาระงานในการทำงานออนไลน์ การขาดความเหนียวแน่นในกลุ่ม การปรับงาน ความเครียดจากเทคโนโลยี และภาวะหมดไฟ แบ่งเป็น 2 การศึกษา คือ การศึกษาที่ 1 ใช้การสัมภาษณ์เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ แล้วจึงเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามเพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบ ผลการศึกษาพบว่า ความเครียดจากเทคโนโลยีตามแนวคิดใหม่ มี 4 องค์ประกอบ คือ ด้านความท่วมท้นจากเทคโนโลยี ด้านความไม่มั่นคงทางจิตใจจากเทคโนโลยี ด้านการขาดความเหนียวแน่นจากเทคโนโลยี และด้านความไม่เสถียรของเทคโนโลยี โดยมาตรวัดมีความเชื่อมั่นระดับสูง ทั้งฉบับเต็ม (M = 3.2, SD = 0.8, 95% CI [3.09, 3.26], α = .963, CITC = .448–.707) และฉบับย่อ (M = 3.2, SD = 0.8, 95% CI [3.13, 3.30], α = .915, CITC = .463–.687) การศึกษาที่ 2 ใช้การเก็บข้อมูลในบุคคลเดียวกัน 3 ครั้ง เว้นช่วง 1 สัปดาห์ โดยจากการวิเคราะห์เส้นทางอิทธิพลพบว่า ภาระงานในการทำงานออนไลน์มีอิทธิพลทางบวกต่อความเครียดจากเทคโนโลยี ทั้งในการวิเคราะห์ภาคตัดขวาง (β = .501, p < .001) และการวิเคราะห์ระยะยาว (β = .294, p < .001) โดยความเครียดจากเทคโนโลยีมีอิทธิพลทางบวกต่อภาวะหมดไฟ ทั้งในการวิเคราะห์ภาคตัดขวาง (β = .458, p < .001) และการวิเคราะห์ระยะยาว (β = .497, p < .001) อีกทั้งยังพบอิทธิพลทางอ้อมของภาระงานในการทำงานออนไลน์ต่อภาวะหมดไฟ โดยมีความเครียดจากเทคโนโลยีเป็นตัวแปรส่งผ่านแบบสมบูรณ์ ทั้งในการวิเคราะห์ภาคตัดขวาง (β = .229, p < .001) และการวิเคราะห์ระยะยาว (β = .142, p < .001) ในขณะที่การขาดความเหนียวแน่นในกลุ่มมีอิทธิพลต่อภาวะหมดไฟในทางตรง (β = .106, p = .013) และทางอ้อม (β = .087, p < .001) เพียงในการวิเคราะห์ภาคตัดขวาง ในส่วนของปรับงาน พบว่ามีอิทธิพลทางลบต่อภาวะหมดไฟทั้งในการวิเคราะห์ภาคตัดขวาง (β = -.315, p < .001) และการวิเคราะห์ระยะยาว (β = -.308, p < .001) แต่มีอิทธิพลกำกับเพียงในการวิเคราะห์ภาคตัดขวาง โดยมีทิศทางอิทธิพลต่างกันตามตัวแปรต้นภาระงานในการทำงานออนไลน์ (β = -.090, p = .035) และการขาดความเหนียวแน่นในกลุ่ม (β = .093, p = .031)